คุยกัน7วันหน : ออสเตรียยึดมั่นนโยบาย‘เป็นกลาง’ ท่ามกลางวิกฤตยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/674592

คุยกัน7วันหน : ออสเตรียยึดมั่นนโยบาย‘เป็นกลาง’  ท่ามกลางวิกฤตยูเครน

คุยกัน7วันหน : ออสเตรียยึดมั่นนโยบาย‘เป็นกลาง’ ท่ามกลางวิกฤตยูเครน

วันอาทิตย์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.21 น.

สำนักข่าวอัล จาซีรา รายงานว่าความขัดแย้งทางทหารระหว่างรัสเซียกับยูเครน ทำให้ยุโรปดูจะให้ความสำคัญเรื่องของนโยบายความเป็นกลางน้อยลงเรื่อยๆ จากความวิตกกังวลเรื่องความมั่นคงและภัยคุกคามจากรัสเซีย จนถึงกับทำให้สวีเดนและฟินแลนด์ สองชาติที่ยึดมั่นเป็นกลางด้านนโยบายความมั่นคง ประกาศเข้าร่วมภาคีองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต ขณะที่ชาติที่ดำรงความเป็นกลางสุดๆ ของยุโรปอย่างสวิตเซอร์แลนด์ ก็ขยับเข้าใกล้การเป็นสมาชิกนาโตมากขึ้น

แต่ออสเตรีย ดูเหมือนจะเป็นชาติเดียวของยุโรปในตอนนี้ ที่ยังรักษานโยบายเป็นกลางอย่างมั่นคงเหนียวแน่น แต่ในฐานะชาติสมาชิกอียู ซึ่งเป็นพันธมิตรกับนาโตในหลายมิติ ก็ทำให้ออสเตรียมีนโยบายด้านความมั่นคงที่ผูกติดกับอียูด้วย

ผู้สันทัดกรณีบางส่วน มองว่าออสเตรียได้ประโยชน์เรื่องความมั่นคงของประเทศอยู่แล้ว โดยไม่ต้องลงทุนเป็นสมาชิกนาโต และถึงความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครน จะผ่านมาแล้วเกือบ 6 เดือนแต่ก็ยังไม่มีการพูดคุยเรื่องที่ออสเตรียจะพิจารณาเข้าเป็นสมาชิกนาโตอย่างจริงจังเลย

กว่าร้อยละ 80 ของชาวออสเตรีย ยังอยากที่อยู่นอกวงสมาชิกนาโต เช่นเดียวกับบรรดานักการเมืองทั้งฟากรัฐบาลและฝ่ายค้าน ก็ยึดมั่นนโยบายรักษาความเป็นกลางอย่างแข็งขันหนักแน่นโดยนายกรัฐมนตรี คาร์ล เนแฮมเมอร์เคยทวีตข้อความเมื่อเดือนมีนาคม ว่า อย่าแม้แต่จะคิดหากจะหยิบยกเรื่องความเป็นกลางของออสเตรียมาพูดคุย

โวล์ฟกัง พุสซ์ไต อดีตผู้ช่วยทูตด้านความมั่นคงของออสเตรียเผยกับอัล จาซีรา ว่า จากที่เคยสัมผัสประสบการณ์เลวร้ายในสงครามโลกครั้งที่ 2 ภายใต้กองทัพนาซี ทำให้แนวคิดเรื่องความเป็นกลางหยั่งรากฝังลึกในจิตใจของผู้คนชาวออสเตรีย นับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1950 ความเป็นกลางดูจะผูกติดกับเสรีภาพของชาวออสเตรียไปแล้ว โดยเกิดขึ้นหลังจากออสเตรียถูกแบ่งพื้นที่ออกเป็นเขตหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ตามด้วยสหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศส และสหภาพโซเวียต ลงนามในข้อตกลงรัฐออสเตรีย ที่บังคับให้ออสเตรียต้องประกาศสถานะเป็นกลาง และวางตัวเป็นรัฐกันชนระหว่างยุโรปตะวันออกและตะวันตก

คริสตอฟ ชวาร์ซ นักวิจัยแห่งสถาบันออสเตรียเพื่อยุโรปและนโยบายความมั่นคง กล่าวว่าชาวออสเตรียมองว่าความเป็นกลางมีผลต่อเศรษฐกิจที่เจริญรุ่งเรืองและความมั่นคงของประเทศ ที่ออสเตรียได้รับมาตลอด 60-70 ปีหลัง นโยบายนี้นอกจากทำให้ประเทศไม่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณด้านความมั่นคงหรือป้องกันประเทศมากเกินไปแล้ว ยังทำให้ออสเตรียเจริญรุ่งเรือง เพราะสามารถเข้าถึงการค้าขายและเทคโนโลยีของยุโรปตะวันตก พร้อมไปกับการค้าขายกับอดีตสหภาพโซเวียด และรัสเซียในเวลาต่อมาได้ในเวลาเดียวกัน รวมถึงการพึ่งพาด้านพลังงานจากรัสเซีย ที่ยังดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน

ชวาร์ซบอกด้วยว่า เพราะนโยบายวางตัวเป็นกลางตั้งแต่ช่วงสงครามเย็นและหลังสงครามเย็นสิ้นสุดลง ช่วยให้ออสเตรียยกระดับประเทศ กลายเป็นเวทีเจรจาระหว่างประเทศ เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งระหว่างชาติตะวันตกกับตะวันออก โดย กรุงเวียนนาได้กลายเป็นที่ตั้งขององค์กรชั้นนำระหว่างประเทศจำนวนมาก ทั้งองค์กรพลังงานปรมาณูสากล หรือ IAEA องค์การความมั่นคงและความร่วมมือยุโรป หรือ OSCE และกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันดิบ หรือโอเปก

ชาวออสเตรียส่วนใหญ่เชื่อว่าการวางตัวให้ออสเตรียเป็นเวทีทางการทูต และกันชนระหว่างมหาอำนาจยุโรปตะวันตกและตะวันออก ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าถูกคุกคาม แถมยังช่วยเสริมด้านความมั่นคงปลอดภัยในประเทศด้วย

เมื่อเดือนเมษายน นายกรัฐมนตรีเนแฮมเมอร์ยังกลายเป็นผู้นำชาติตะวันตกคนแรกที่พบหารือกับประธานาธิบดีปูติน นับตั้งแต่รัสเซียทำสงครามบุกยูเครน หลักๆ คือเพื่อหวังตอกย้ำภาพลักษณ์ของออสเตรียว่าเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง แต่ เบนจามิน ชมิตต์นักวิเคราะห์การเมืองจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มองว่านโยบายเป็นกลางกำลังทำให้ออสเตรียวางตัวลำบากมากขึ้น และไม่ได้ช่วยให้ความขัดแย้งคลี่คลายลง

เจ้าหน้าที่ออสเตรียยืนยันว่า การวางตัวเป็นกลางของออสเตรีย ไม่ได้หมายถึงการนั่งดูความขัดแย้งอยู่เฉยๆ โดยไม่ทำอะไร ออสเตรียทั้งเจรจากับปูติน ทั้งช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและเศรษฐกิจกับยูเครน เพียงแต่ไม่ได้ช่วยเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์เท่านั้น อีกทั้งออสเตรียก็ยังร่วมลงมติเห็นด้วยกับที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ที่ประณามรัสเซียที่ทำสงครามบุกยูเครนด้วย

ขณะเดียวกัน นอกจากลดความสัมพันธ์ด้านการทูต เศรษฐกิจและการค้ากับรัสเซียแล้ว ออสเตรียยังต้องลดการพึ่งพาด้านพลังงานจากรัสเซียตามแนวทางของอียู ปัจจุบัน ออสเตรียลดการนำเข้าก๊าซจากรัสเซียลงเหลือร้อยละ 50 จากเดิมร้อยละ 80ชี้ให้เห็นว่า การที่ต้องร่วมในนโยบายของอียู กำลังทำให้ออสเตรียทั้งเสียผลประโยชน์ และเสียหายในแง่ของการวางตัวเป็นกลาง และการเป็นเวทีเจรจาคลี่คลายความขัดแย้ง เพราะในตอนนี้ รัสเซียไม่มีทางมองออสเตรียว่าเป็นคนกลางเจรจาไกล่เกลี่ยแน่นอน อย่างน้อยก็ในรัฐบาลชุดนี้

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน7วันหน : ‘ชิพ’ สาเหตุที่สหรัฐฯ ไม่ทอดทิ้งไต้หวัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/673139

คุยกัน7วันหน : ‘ชิพ’  สาเหตุที่สหรัฐฯ ไม่ทอดทิ้งไต้หวัน

คุยกัน7วันหน : ‘ชิพ’ สาเหตุที่สหรัฐฯ ไม่ทอดทิ้งไต้หวัน

วันอาทิตย์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.15 น.

Channel News Asia รายงานว่า การเยือนไต้หวันของ แนนซี เพโลซี นอกจากประเด็นการเมืองโลกที่ถูกจับตามองอย่างมากแล้ว ยังมีอีกแง่มุมหนึ่งที่ใครหลายคนอาจมองข้าม นั่นคือ การพบกับ มาร์ก หลิว ประธานบริษัท TSMC ผู้ผลิตชิพรายใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งเห็นได้ชัดว่า ตลาดชิพคอมพิวเตอร์นี่เอง ที่เป็นหนึ่งในสาเหตุที่สหรัฐฯ ไม่ทอดทิ้งไต้หวัน

การเดินทางเยือนไต้หวันของเพโลซี เกิดขึ้นพร้อมกับความพยายามของสหรัฐฯ ที่จะโน้มน้าวบริษัท TSMC ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิพรายใหญ่ที่สุดในโลก ให้จัดตั้งฐานการผลิตในสหรัฐฯ และยุติการผลิตชิพขั้นสูงให้บริษัทจีน

บริษัท Taiwan Semiconductor Manufacturing Corporation หรือTSMC ของไต้หวัน คือ ผู้ผลิตชิพที่ล้ำหน้าที่สุดในโลก ผลิตโปรเซสเซอร์สำหรับบริษัทอเมริกัน อาทิ Apple และ Qualcomm โดยมีส่วนแบ่งในตลาดรับจ้างผลิตเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกกว่า 53%

เซมิคอนดักเตอร์ หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า “ชิพ” เป็นส่วนสำคัญของอุปกรณ์สื่อสารในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั้งหมดที่อยู่ในชีวิตมนุษย์ พบในทั้งโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ รถยนต์ รวมถึงอาวุธล้ำสมัย และเครื่องบินขับไล่ทางการทหาร

การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของอินเตอร์เนต 5G ทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ สามารถเชื่อมต่อถึงกันได้ด้วยอินเตอร์เนต ด้วยเหตุนี้ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ จึงเริ่มตระหนักในช่วงการบริหารของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่า บริษัทออกแบบเซมิคอนดักเตอร์ของสหรัฐฯ เช่น Intel พึ่งพาซัพพลายเชนในเอเชียเป็นอย่างมาก ในการผลิตชิพของตัวเอง

ปัจจุบันมีเพียง TSMC ของไต้หวัน และ Samsung ของเกาหลีใต้ เท่านั้น ที่สามารถผลิตเซมิคอนดักเตอร์ที่ล้ำหน้าที่สุดได้ ซึ่งก็คือ ชิพขนาด 5 นาโนเมตร

อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนไต้หวันของสหรัฐฯ ในอดีต ขึ้นอยู่กับการต่อต้านการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์จีนของสหรัฐฯ เองและการต่อต้านของไต้หวันต่อการควบคุมของจีน แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เอกราชของไต้หวันได้กลายเป็นผลประโยชน์ทางการเมืองที่สำคัญต่อสหรัฐฯ เนื่องจากเกาะแห่งนี้ครองตลาดการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของโลก นั่นหมายความว่า เป้าหมายระยะยาวของจีนในการรวมกับไต้หวันอีกครั้งกำลังคุกคามผลประโยชน์ของสหรัฐฯ มากขึ้นเรื่อยๆ

ด้วยเหตุนี้เอง สหรัฐฯ จึงพยายามดึงดูด TSMC มายังสหรัฐฯ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตชิพในประเทศ โดยในปี 2021 ด้วยการสนับสนุนจากฝ่ายบริหารของประธานาธิบดี โจ ไบเดน TSMC เตรียมสร้างโรงงานในรัฐแอริโซนา โดยมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2024

ขณะที่ ไบเดน ก็เพิ่งลงนามร่างกฎหมายชิพและวิทยาศาสตร์ (CHIPS and Science Act) ให้เงินอุดหนุนจากรัฐบาลจำนวน 52,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.87 ล้านล้านบาท สำหรับการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในสหรัฐฯ หากพวกเขาตกลงที่จะไม่ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงให้บริษัทจีนซึ่งหมายความว่า TSMC และบริษัทอื่นๆ อาจต้องเลือกระหว่างการทำธุรกิจในจีนและในสหรัฐฯ เนื่องจากต้นทุนการผลิตในสหรัฐฯ ถือว่าสูงเกินไป หากไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล

สมาชิกสภาสหรัฐฯ หลายคนเผยว่า ปกติแล้วจะไม่ผ่านร่างกฎหมายที่ให้เงินอุดหนุนมหาศาลแก่ภาคธุรกิจเช่นนี้ สาเหตุที่ผ่านให้เพราะเห็นว่า จีนและสหภาพยุโรป หรือ EU ได้ให้มาตรการจูงใจจำนวนมากแก่บริษัทชิพของตนเอง นอกจากนี้ ยังเป็นเรื่องความเสี่ยงด้านความมั่นคงของประเทศและปัญหาเรื่องห่วงโซ่อุปทานโลก ส่วนสภาส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและหอการค้าระหว่างประเทศจีนแถลงว่า กฎหมายสหรัฐฯ จะกระทบต่อเสถียรภาพห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมชิพทั่วโลก เพราะส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมกับจีนและประเทศอื่นๆ ที่มีอุตสาหกรรมชิพ ขัดขวางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและการเติบโตด้านนวัตกรรม นอกจากนี้ การที่สหรัฐฯ ให้เงินอุดหนุนมหาศาลแก่อุตสาหกรรมชิพในประเทศและลดหย่อนภาษีการลงทุนยังเป็นการเลือกปฏิบัติต่อบริษัทต่างชาติ และใช้อำนาจรัฐบาลบังคับเปลี่ยนแปลงหลักการแบ่งงานกันทำสากลในอุตสาหกรรมชิพด้วย

อนึ่ง กฎหมาย CHIPS ย่อมาจากคำว่า การสร้างแรงจูงใจที่เป็นประโยชน์ในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ (Creating Helpful Incentives to Produce Semiconductors) แม้สหรัฐฯ เป็นผู้คิดค้นเทคโนโลยีชิพ แต่ครองส่วนแบ่งตลาดโลกเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น เพราะกำลังผลิตส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในเอเชียตะวันออก ข้อมูลปี 2019 ระบุว่า ไต้หวันครองส่วนแบ่งตลาดโลกร้อยละ 20 เกาหลีใต้ ร้อยละ 19 ญี่ปุ่น ร้อยละ 17และจีน ร้อยละ 16

เป้าหมายหลักของสหรัฐฯ ดูเหมือนจะเป็นการยุติการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานในจีนหรือไต้หวัน สำหรับเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่และเทคโนโลยีพื้นฐาน ซึ่งรวมถึงเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงที่จำเป็นสำหรับระบบ 5G และอาจรวมถึงเทคโนโลยีขั้นสูงอื่นๆ ในอนาคตด้วย

ดังนั้น การเยือนไต้หวันของเปโลซี จึงไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองโลกเท่านั้น หากแต่ไต้หวันยังมีความสำคัญใน“สงครามเทคโนโลยี” ระหว่าง2 มหาอำนาจโลกด้วย โดยเฉพาะการเป็นเจ้าตลาดของบริษัทไต้หวัน ทำให้เกาะแห่งนี้ มีความสำคัญทางภูมิศาสตร์การเมืองโลก ซึ่งน่าจะเพิ่มความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-จีน เกี่ยวกับสถานะของไต้หวัน

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน7วันหน : ‘เพโลซี’ เยือนไต้หวัน กระทบการแสวงหาพันธมิตรเอเชียของสหรัฐฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/671603

คุยกัน7วันหน : ‘เพโลซี’ เยือนไต้หวัน กระทบการแสวงหาพันธมิตรเอเชียของสหรัฐฯ

วันอาทิตย์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.27 น.

การเยือนไต้หวันของประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ นอกจากจะทำให้จีนแผ่นดินใหญ่ไม่พอใจ จนเปิดฉากซ้อมรบแบบจัดเต็มครั้งใหญ่รอบเกาะไต้หวัน ซึ่ง
น่าจะกระทบต่อชาวไต้หวันผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ไปอีกนานแล้ว ยังอาจบ่อนทำลายความพยายามตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่แสวงหาพันธมิตรในเอเชีย

เว็บไซต์หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ รายงานว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโจ ไบเดนใช้เวลาหลายเดือนในการสร้างยุทธศาสตร์ทางการทูตและเศรษฐกิจในเอเชีย เพื่อรับมือกับอำนาจของจีน โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างพันธมิตร และแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ จะยังเกี่ยวข้องกับภูมิภาคเอเชียไปอีกนาน แต่การเยือนไต้หวันของนางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จะกลายเป็นสิ่งที่บ่อนทำลายความพยายามเหล่านั้น และทำให้ชาติพันธมิตรต่างสงสัยถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นตามมา

เพื่อรับรองสถานะพันธมิตร ก่อนหน้านี้ ผู้นำสหรัฐฯ ได้ส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกองทัพไปเจรจาถึงแผนการติดอาวุธให้แก่ออสเตรเลีย ด้วยเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ และริเริ่มข้อตกลงด้านเศรษฐกิจระดับภูมิภาค แต่การเยือนไต้หวันของเจ้าหน้าที่ระดับสูงสหรัฐฯ ถือเป็นการยั่วยุจีนโดยไม่จำเป็น และสร้างความสับสนให้แก่กลุ่มพันธมิตรของสหรัฐฯ ที่พยายามจะหาวิธีรับมือกับอำนาจทางการทหารและอิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีน

ขณะเดียวกัน พันธมิตรสหรัฐฯ ในเอเชียส่วนใหญ่ยังคงนิ่งเฉยกับเรื่องการเยือนไต้หวันของนางเพโลซี ซึ่งแสดงให้เห็นว่า พวกเขาน่าจะรู้สึกเหมือนถูกทิ้งให้อยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่เลวร้าย

นอกจากนี้ นิวยอร์กไทมส์ ยังระบุด้วยว่า ความจริงเรื่องที่ว่า แนวทางการตอบโต้จีนกลายเป็นประเด็นร้อนที่เถียงกันในสหรัฐฯ แสดงให้เห็นถึงอำนาจที่เพิ่มขึ้นของจีน และการลังเลของรัฐบาลสหรัฐฯ ก็เป็นสัญญาณที่แย่และส่งผลลบต่อสถานะด้านการทูตระหว่างสหรัฐฯ และพันธมิตรในภูมิภาคเอเชียด้วย

นั่นจึงเป็นสาเหตุให้ประธานาธิบดียุน ซอค-ยอล ของเกาหลีใต้เป็นผู้นำรัฐบาลเพียงคนเดียว ในกลุ่มประเทศแถบเอเชีย-แปซิฟิก ที่นางเพโลซีเดินทางไปเยือน แต่ไม่ได้พบกับตัว ทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้แถลงว่า นายยุนอยู่ระหว่างการลาพักร้อนซึ่งคาบเกี่ยวกับกำหนดการเดินทางของนางเพโลซี แต่ทั้งสองได้หารือกันทางโทรศัพท์แทนแล้ว

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า การที่นายยุนเลี่ยงที่จะพบกับนางเพโลซี ซึ่งเป็นหนึ่งในนักการเมืองทรงอิทธิพลสุดของสหรัฐฯ เสี่ยงที่จะเพิ่มความเสียหายต่อตัวเขาและรัฐบาล เกาหลีใต้

ดู ย็อง คิม นักวิชาการในกรุงโซลกล่าวว่า ภาพที่ออกมาดูแย่มาก สามารถทำให้รัฐบาลสหรัฐฯตั้งคำถามอย่างจริงจังเกี่ยวกับศักยภาพของนายยุนในการเดินไปด้วยกัน ที่จะเป็นผู้เล่นที่แข็งแกร่งของ “ทีมประชาธิปไตย”และศักยภาพในการยืนหยัดรับมือกับจีน

อย่างไรก็ตาม ยัง ซอง-ฮัม นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยยอนไซในกรุงโซลมองว่า แม้การที่นายยุนตลอดจนรัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีใต้ ไม่ได้ต้อนรับนางเพโลซีที่มาเยือน อาจถูกมองว่าเป็นการผิดมารยาททางการทูต แต่เขาเชื่อว่า เรื่องนี้จะไม่ทำลายความเป็นพันธมิตรระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ เพราะในช่วงเวลาที่นางเพโลซีสร้างเรื่องในไต้หวัน ทำเนียบประธานาธิบดีไต้หวันอาจต้องการออกห่างจากความขัดแย้งทางการเมืองใดๆ โดยเฉพาะกับจีนแผ่นดินใหญ่ และอย่าลืมว่าอย่างไรเสีย นางเพโลซีก็เป็นเพียงผู้ทรงอิทธิพลทางการเมืองอันดับสามของสหรัฐฯ เรื่องนี้คงไม่กระทบนายยุนมากนัก หากไม่ได้มาต้อนรับเธอด้วยตนเอง

สำหรับพันธมิตรหลักๆ ของสหรัฐฯ ในเอเชีย ประกอบไปด้วย ออสเตรเลีย, เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นโดยก่อนหน้านี้ ออสเตรเลียก็เคยมีประเด็นกับจีน กรณีที่ออกมาเรียกร้องให้ตรวจสอบเรื่องแหล่งกำเนิดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งจีนก็ตอบโต้ด้วยการออกคำสั่งห้ามนำเข้าไวน์ ล็อบสเตอร์ และถ่านหินจากออสเตรเลียทันที ในขณะที่เกาหลีใต้ ก็ยังคงถูกจีนคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจกรณีที่อนุญาตให้สหรัฐฯ นำระบบป้องกันขีปนาวุธมาติดตั้งในประเทศเมื่อปี 2017 ส่วนญี่ปุ่นนั้นดูเหมือนจะเป็นประเทศพันธมิตรที่สนับสนุนกลยุทธ์ต่อต้านจีนของสหรัฐฯ มากที่สุด

แต่ทุกประเทศที่ว่ามา ต่างก็ไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีน เพิ่มขึ้น เนื่องจากไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลีย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ต่างก็มีจีนเป็นคู่ค้าทางเศรษฐกิจที่สำคัญทั้งสิ้น

การไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างจีนกับไต้หวัน ที่ถูกจุดชนวนโดยการมาเยือนของนางเพโลซี จึงเป็นสิ่งเดียวที่ประเทศในเอเชียทำได้ในตอนนี้

เพราะปัญหาปากท้องของประชาชนในประเทศตนเอง น่าจะเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญมากกว่า หากการค้าชายกับจีนได้รับผลกระทบ มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ที่อยู่ไกลแสนไกล (และกำลังลำบากเองอยู่ไม่น้อย) คงไม่สามารถมาช่วยเหลือเรื่องพลิกฟื้นเศรษฐกิจให้พวกเขาได้มากนัก

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน7วันหน : ยุโรปชะงักช่วยยูเครน ท่ามกลางความวิตกขาดแคลนก๊าซ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/670033

คุยกัน7วันหน : ยุโรปชะงักช่วยยูเครน ท่ามกลางความวิตกขาดแคลนก๊าซ

วันอาทิตย์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.20 น.

แผนการส่งความช่วยเหลือแก่ยูเครน มูลค่ากว่า 9,000 ล้านยูโรของสหภาพยุโรป หรืออียู ยังคงชะงักงัน เหตุยังตกลงเรื่องรายละเอียดความช่วยเหลือไม่ได้ ขณะที่อียูเองก็กำลังกระอัก หลายประเทศหวั่นก๊าซสำรองไม่เพียงพอในช่วงฤดูหนาวหากไม่มีก๊าซของรัสเซีย

เป็นเวลากว่า 2 เดือนแล้ว นับตั้งแต่การประชุมผู้นำสหภาพยุโรป หรืออียู ที่บรรดาผู้นำได้ตกลงที่จะให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่ยูเครนมูลค่า 9,000 ล้านยูโร ในรูปแบบของเงินกู้ฉุกเฉิน หลังยูเครนต้องเผชิญกับการรุกรานของรัสเซีย แต่ปรากฏว่าจนถึงขณะนี้มาตรการช่วยเหลือยังกล่าวยังไม่คืบหน้า ยังไม่มีเงินถึงมือยูเครนแม้แต่ยูโรเดียว อันเนื่องมาจากเจ้าหน้าที่อียูยังไม่สามารถตกลงเรื่องรายละเอียดความช่วยเหลือได้ ตอนนี้เพิ่งตกลงเรื่องรายละเอียดต่างๆ ได้เพียง 1 ใน 9 ของมาตรการความช่วยเหลือทั้งหมด ทำให้รัฐบาลยูเครนหวั่นวิตกมากขึ้น เพราะประเทศกำลังต้องการเงินอย่างเร่งด่วน อย่างน้อยๆ เดือนละ 5,000 ล้านยูโร เพื่อนำมาใช้บูรณะประเทศและกอบกู้เศรษฐกิจที่กำลังย่อยยับจากการถูกรัสเซียโจมตี แม้ตอนนี้จะยังพอมีเงินทุนสำรองจากธนาคารกลาง หรือแบงก์ชาติของยูเครนเอง แต่เม็ดเงินก็ร่อยหรอลงเรื่อยๆ จนรัฐมนตรีคลังยูเครนต้องออกมาเตือนว่า หุ้นส่วนของยูเครนในยุโรปควรหาทางออกเรื่องการให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่ยูเครนโดยเร็ว เพราะยูเครนจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือทางการเงินขนานใหญ่ก่อนถึงสิ้นปีนี้

อย่างไรก็ดี ถึงตอนนี้ รัฐมนตรีคลังของบรรดาชาติสมาชิกอียู เพิ่งอนุมัติแผนการเบิกจ่ายเงินเพียง 1,000 ล้านยูโร จากทั้งหมดที่ให้คำมั่นไว้ 9,000 ล้านยูโร เพื่อสนับสนุนด้านการเงินให้แก่ยูเครน โดยเงินส่วนที่เหลือของวงเงิน 9,000 ล้านยูโร ยังไม่ได้รับการเบิกจ่ายเงินเพราะบางประเทศสมาชิกกำลังถกกันว่า ยูเครนสามารถลงนามกู้เงินระยะยาวได้หรือไม่ และยังตกลงกันไม่ได้ว่าจะใช้วิธีระดมเงินช่วยเหลือในกลุ่มชาติสมาชิกอียูอย่างไร อีกทั้งยังเกิดความกังวลในบางชาติสมาชิกว่าอาจมีการทุจริตคอร์รัปชั่นเกิดขึ้น การพิจารณาความช่วยเหลือจึงยังล่าช้า แม้หากนับรวมวงเงินมูลค่า 1,200 ล้านยูโร ที่ได้รับการเบิกจ่ายเงินเมื่อต้นปีนี้ ยูเครนจะได้รับเงินช่วยเหลือจากอียู ไปแล้วรวม 2,200 ล้านยูโรก็ตาม

สิ่งหนึ่งที่สร้างความกังวลให้กับอียู ก็คือ การระดมเงินช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจแก่ยูเครน เกิดขึ้นในช่วงที่อียูเองก็กำลังเผชิญความยากลำบากทางเศรษฐกิจจากปัญหาเงินเฟ้อ น้ำมันและสินค้าจำเป็นราคาแพงและขาดแคลน เพราะได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครนกันถ้วนหน้า ทำให้ เปาโล เจนติโลนี กรรมาธิการด้านเศรษฐกิจ หรือรัฐมนตรีคลังของอียู ยอมรับว่า รัฐบาลประเทศต่างๆ มีภาระหน้าที่ที่ต้องช่วยเหลือดูแลประชาชนพลเมืองในประเทศตนเองก่อน โดยเฉพาะกลุ่มคนรายได้ต่ำที่ได้รับผลกระทบจากราคาอาหารและน้ำมันพุ่งสูงขึ้นในปัจจุบัน

ที่น่ากังวลไปกว่านั้น คือช่วงฤดูหนาวอันโหดร้ายของยุโรปที่กำลังคืบหน้าใกล้เข้ามา ท่ามกลางความวิตกกังวลของหลายชาติ ในประเด็นปริมาณก๊าซสำรองในประเทศที่อาจไม่เพียงพอที่จะทำให้ผ่านพ้นฤดูหนาวอันหฤโหดไปได้โดยที่ไม่ต้องซื้อก๊าซธรรมชาติจากรัสเซีย ที่ตอนนี้ ประกาศลดปริมาณส่งก๊าซลงเหลือเพียงร้อยละ 20 จากปริมาณความจุทั้งหมด โดยตัวแทนรัสเซีย ได้ระบุถึงสาเหตุว่า เป็นปัญหาด้านเทคนิคที่เกิดจากมาตรการคว่ำบาตรของสหภาพยุโรป จึงทำให้กังหัน ที่เป็นชิ้นส่วนสำคัญในท่อส่งก๊าซที่ถูกส่งไปซ่อม ไม่สามารถส่งคืนมายังรัสเซียได้ตามกำหนด จนตอนนี้หลายประเทศในยุโรปเริ่มออกมาตรการประหยัดไฟกันยกใหญ่ ทั้งในเยอรมนีและฝรั่งเศส

นับตั้งแต่รัสเซียเปิดปฏิบัติการรุกรานยูเครนในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปพุ่งสูงขึ้น แตะระดับเหนือกว่า 3,600 ดอลลาร์ต่อ 1,000 ลูกบาศก์เมตร สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ในช่วงต้นเดือนมีนาคม แม้ยูเครนและประเทศยุโรปตะวันออกบางชาติ ในนั้นรวมถึงโปแลนด์ เรียกร้อง EU แบนนำเข้าก๊าซธรรมชาติรัสเซีย แต่จนถึงตอนนี้ อียู ยังไม่อาจนำมาตรการนี้มาใช้ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เนื่องจากบรรดาชาติสมาชิกมีความเห็นแตกแยกกันในประเด็นนี้ ท่ามกลางคำเตือนซ้ำๆของหลายชาติสมาชิกว่า การหยุดจ่ายอุปทานก๊าซของรัสเซียจะก่อความเสียหายใหญ่หลวงแก่เศรษฐกิจของพวกเขา

ล่าสุด ผลกระทบเงินเฟ้อรุนแรง ยังทำให้แมคโดนัลด์ สหราชอาณาจักร ประกาศปรับราคาชีสเบอร์เกอร์ขึ้นร้อยละ 20 เป็น 1.19 ปอนด์ หลังคงราคา 99 เพนซ์หรือ 43 บาทมานาน 14 ปี ทำให้ฟาสต์ฟู้ดยักษ์ใหญ่สัญชาติอเมริกันกลายเป็นบริษัทล่าสุดที่ตัดสินใจผลักภาระต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังผู้บริโภคท่ามกลางวิกฤตค่าครองชีพของประเทศที่พุ่งสูงขึ้นในรอบหลายสิบปีโดยเมื่อเดือนที่แล้ว เงินเฟ้อของสหราชอาณาจักรแตะระดับร้อยละ 9.4 สูงสุดในรอบ 40 ปี และคาดว่าจะขยับขึ้นเป็นเลข 2 หลักเร็วๆ นี้ ท่ามกลางราคาพลังงานที่พุ่งสูง จากผลกระทบของวิกฤตยูเครน-รัสเซีย

แน่นอนว่า หากเศรษฐกิจในประเทศยังไม่ดี แล้วจะเจียดเงินไปช่วยเหลือยูเครนทำไม สู้นำเงินที่มีอยู่อย่างจำกัดช่วยประชาชนของตัวเองก่อนไม่ดีกว่าหรือ

ยูเครนจึงต้องรอคอยความช่วยเหลือทางการเงินต่อไป ด้วยประการฉะนี

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน7วันหน : เบื้องลึก-เบื้องหลัง เหตุไฟป่ารุนแรงในยุโรป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/668697

คุยกัน7วันหน : เบื้องลึก-เบื้องหลัง  เหตุไฟป่ารุนแรงในยุโรป

วันอาทิตย์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.35 น.

สถานการณ์คลื่นความร้อน หรือฮีตเวฟรุนแรง ในทวีปยุโรป ระลอกใหม่ของปีนี้ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว ส่งผลอุณหภูมิเฉลี่ยในหลายประเทศพุ่งสูงทําสถิติใหม่อย่างต่อเนื่อง แม้บางพื้นที่ทางตอนเหนือของยุโรปเริ่มมีอากาศร้อนลดลง โดยเฉพาะที่ประเทศอังกฤษเผชิญกับอุณหภูมิเฉลี่ยถึง 40.2 องศาเซลเซียสเป็นครั้งแรก เกิดสถิติใหม่วันร้อนที่สุดในเยอรมนี ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ และเบลเยียม และยอดผู้เสียชีวิตจากอากาศร้อนจัดทั่วยุโรปทะลุ 1,700 ราย ในจำนวนนี้กว่า 1,000 รายอยู่ในโปรตุเกสท่ามกลางการเกิดไฟป่าในหลายพื้นที่

องค์การอุตุนิยมวิทยา โลกหรือ ดับเบิลยูเอ็มโอ ระบุว่า สถานการณ์อากาศร้อนจัดจากฮีตเวฟ ที่กําลังเกิดขึ้นในทวีปยุโรปยังไม่จบและอาจทวีความรุนแรงขึ้นอีก โดยฮีตเวฟรุนแรงเช่นนี้จะเกิดขึ้นทุกปีและจะมีระดับอุณหภูมิมากขึ้น รวมถึงกินระยะเวลานานมากขึ้นกว่าเดิม เนื่องมาจากปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงหรือโลกร้อน โดยนายปีเตอร์รี ทาลาสผู้อํานวยการดับเบิลยูเอ็มโอ กล่าวว่าคลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นแบบนี้จะกลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ตามปกติในอนาคตและมนุษย์จะมีโอกาสได้พบกับฮีตเวฟที่รุนแรงยิ่งกว่านี้ด้วย

คลื่นความร้อนจัด ทำให้ความชื้นผิวดินลดลงมาก นำมาสู่การเกิดไฟป่ารุนแรงขึ้นทั่วภูมิภาคซึ่งปีนี้เกิดขึ้นเร็วกว่าปีที่ผ่านๆ มาและยังมีแนวโน้มที่จะเกิดถี่ขึ้นเรื่อยๆ สร้างความเสียหายมากขึ้นและยากที่จะหยุดยั้งได้มากขึ้นนักวิทยาศาสตร์ระบุว่า สถานการณ์ไฟป่าในยุโรปจะย่ำแย่ลงอีก เว้นเสียแต่ว่าแต่ละประเทศจะมีมาตรการรับมืออย่างเร่งด่วน

นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมอธิบายว่า การที่ชาวยุโรปอพยพจากพื้นที่ชนบทเข้าสู่พื้นที่เมืองมากขึ้นเพื่อแสวงหาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในช่วงราว 50 ปีที่ผ่านมา ทำให้พื้นที่ป่าแถบชนบทถูกทอดทิ้ง เมื่อพื้นที่ป่าไม้ที่เปราะบางเหล่านั้นถูกทิ้งร้างต้นไม้จำนวนมากยืนต้นตาย กลายเป็นซากไม้ ซ้ำเติมด้วยภัยแล้งและคลื่นร้อนที่รุนแรง ดังนั้น ประกายไฟเพียงจุดเดียวก็สามารถเผาผลาญทั้งป่าได้ในเวลาอันรวดเร็ว

โจฮัน โกลแดมเมอร์ ผู้อำนวยการศูนย์จับตาอัคคีภัยโลกแห่งสหประชาชาติ ระบุว่า นี่คือเหตุผลทำให้เกิดความเสี่ยงไฟป่ารุนแรง อย่างที่ไม่เคยเกิดมาก่อนในรอบ 2,000 ปีที่ผ่านมา

ความประมาทเลินเล่อ ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้อัคคีภัยปะทุรุนแรง อย่างในโปรตุเกส ซึ่งพบว่ามีผู้เสียชีวิตจากไฟป่าในปี 2017 มากกว่า 100 คน เจ้าหน้าที่ระบุว่ามากกว่า 62% ของสาเหตุไฟป่าเกิดขึ้นจากกิจกรรมทางการเกษตรเช่น การเผาซังไม้ ที่ทำให้ไฟลุกลามเป็นวงกว้างในเวลาต่อมา

การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้เพิ่มมิติที่น่ากลัวให้กับไฟป่า ที่คุกคามโลกใบนี้มากขึ้น ประโยคนี้ไม่เกินจริง อย่างน้อยก็ในพื้นที่ทางใต้ของยุโรป ที่พบว่า
มีสภาพอากาศที่เอื้อต่อไฟป่ามากคือทั้ง อุณหภูมิสูง ความแห้งแล้งและลมแรง ซึ่งทำให้ไฟป่าช่วงฤดูร้อนกลายเป็น “บรรทัดฐานใหม่” ไปเสียแล้ว

สหภาพยุโรป เปิดเผยข้อมูลพบว่า เดือนนี้เป็นเดือนที่เผชิญกับไฟป่าที่เข้มข้นและรุนแรงมากที่สุดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา และความแล้งในภูมิภาคมีโอกาสจะรุนแรงกว่านี้อีก ซึ่งแถบเมดิเตอร์เรเนียน มีอากาศที่อุ่นขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยของทั่วโลกถึง 20% อีกทั้งพื้นที่ป่าในสหภาพยุโรปในปีนี้ ถูกเผามากกว่าปีที่ผ่านๆ มาถึง 3 เท่า โดยไฟป่าผลาญพื้นที่ไปแล้วกว่า 2.8 ล้านไร่เทียบกับค่าเฉลี่ยก่อนหน้านี้ที่ราว 680,000 ไร่ ระหว่างปี 2006-2021

และในปีนี้ ยุโรปเผชิญไฟป่าแล้วมากถึง 1,900 ครั้ง เทียบกับค่าเฉลี่ย 470 ครั้่งต่อปี ระหว่าง 2006-2021

ไฟป่าปีนี้ ต่างจากปีก่อนๆเนื่องจากความแห้งแล้งและคลื่นร้อนที่มีมากขึ้น ทำให้ยากที่จะรับมือกับไฟป่า ประกอบกับเงื่อนไขของสภาพอากาศ ทำให้ไฟลามอย่างรวดเร็ว และหากสภาพอากาศยิ่งเลวร้าย ไฟป่าก็จะยิ่งเกิดบ่อยขึ้นและรุนแรงยิ่งขึ้น ซึ่งอาจรวมถึงการเกิด “megafires” หรือ“มหาไฟป่า” ที่ยากจะหยุดยั้งได้

แล้วเราจะอยู่ร่วมกับไฟป่าที่มากขึ้นได้อย่างไร?

นักวิทยาศาสตร์ได้ขอให้ประชาชน “อย่าสูญสิ้นความหวัง” แม้ว่าภาพแห่งความน่ากลัวของกำแพงแห่งไฟจะยังหลอกหลอนเราอยู่ก็ตาม เรามีงานอีกมากที่จะต้องทำเพื่อปรับตัว เช่น การยุติการเผ่าไม้ของเชื้อเพลิงฟอสซิส และให้ความรู้แก่ประชาชนถึงเรื่องโลกร้อน อีกทั้งการจำเป็นต้องมีการทบทวนมาตรการการจัดการผืนป่า,การสรรสร้างโครงการต่างๆ โดยเฉพาะการปลูกป่า ที่แม้จะไม่ได้เห็นผลในระยะเวลาอันใกล้ แต่นับเป็นแผนการระยะยาว ที่อย่างน้อย 50 ปีข้างหน้า พื้นฐานสำคัญเหล่านี้จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นได้

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน7วันหน : ตระกูล‘ราชปักษา’ผู้กุมอำนาจแห่งศรีลังกา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/667152

คุยกัน7วันหน : ตระกูล‘ราชปักษา’ผู้กุมอำนาจแห่งศรีลังกา

วันอาทิตย์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.31 น.

สัปดาห์นี้ ไปรู้จักเรื่องราวของตระกูล “ราชปักษา” ที่กุมอำนาจปกครองศรีลังกามานานกว่าสองทศวรรษ รวมถึงสาเหตุที่ทำให้ศรีลังกาต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในรอบกว่า 70 ปี

เดิมที ตระกูลนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมืองระดับประเทศ แต่เป็นตระกูลเศรษฐีที่ดิน และหนึ่งในคนที่ถือว่าเป็นบุคคลสำคัญ และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ตระกูล “ราชปักษา”เข้ามามีบทบาททางการเมืองระดับประเทศก็คือ มหินทา ราชปักษา ที่ได้รับเลือกให้เป็น สส. ครั้งแรกเมื่อปี 1970 ก่อนจะได้เป็นหัวหน้าพรรคเสรีภาพศรีลังกา และได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีศรีลังกาติดต่อกัน 2 สมัย ตั้งแต่ปี 2005-2015 และพลาดท่าพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีศรีลังกาในปี 2015

อย่างไรก็ตาม ในปี 2019 นายโกตาบายา ราชปักษา น้องชายก็กลับมาชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี และทำให้ตระกูลราชปักษา กลับมาสู่อำนาจในการปกครองศรีลังกาอีกครั้ง โดยระหว่างที่นายโกตาบายา ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เขาก็ได้แต่งตั้งพี่น้องตัวเอง และเครือญาติในตระกูลราชปักษาให้เข้ามาดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ในรัฐบาลดังนี้

นายชามาล ราชปักษา พี่ชายคนโต ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีชลประทาน ในขณะที่นายมหินทา ที่เป็นพี่ชายคนรอง ก็ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่วนนายบาซิล ราชปักษา น้องชายคนเล็ก ก็ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง นอกจากนี้ ลูกชายของนายมหินทา 2 คน ยังได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงกีฬา และหัวหน้าเจ้าหน้าที่สำนักนายกรัฐมนตรี อีกด้วย เช่นเดียวกับลูกชายของนายชามาล ที่ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงเกษตร เรียกได้ว่า ในตำแหน่งสำคัญๆ ล้วนมีตระกูลราชปักษา ควบคุมอยู่แทบทั้งหมด

หนึ่งในสาเหตุที่เป็นจุดเริ่มต้นให้ศรีลังกาเข้าสู่วิกฤตเศรษฐกิจครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 70 ปีเกิดขึ้นหลังจากที่นายโกตาบายาชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี2019 ซึ่งเขาได้ผ่านนโยบายการลดหย่อนภาษีในการประชุมคณะมนตรีครั้งแรกทันที โดยที่ไม่สนใจคำเตือนจากนายมังกาลา ซามาราวีรา รัฐมนตรีกระทรวงการคลังในขณะนั้น ที่บอกว่า เสี่ยงและอันตรายมากที่จะลดภาษีมูลค่าเพิ่มจากร้อยละ 15 เหลือเพียงร้อยละ 8 รวมถึงยกเลิกจัดเก็บภาษีอื่นๆ ทั้งที่เป็นประเทศที่มีรายได้จากภาษีน้อยอยู่แล้ว ซึ่งมันจะทำให้รัฐบาลต้องแบกรับภาระหนี้ที่สูงขึ้น และจำเป็นต้องไปกู้ยืมเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ซึ่งนั่นไม่เพียงจะทำให้ทั้งประเทศต้องล้มละลาย แต่จะกลายเป็นเหมือนกับเวเนซุเอลา และกรีซ กระทั่งเวลาผ่านมาราว 30 เดือน ทุกอย่างที่อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการคลังเตือน ก็ได้เกิดขึ้นจริง

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลว่า ก่อนที่ตระกูลราชปักษาจะเข้ามาปกครองประเทศ ศรีลังกา ก็ถือว่าเผชิญกับปัญหาทางเศรษฐกิจอยู่แล้ว แต่เมื่อตระกูลราชปักษาเข้ามาปกครอง ก็เริ่มดำเนินโครงการกู้ครั้งใหญ่จากจีน เพื่อนำไปลงทุนในโครงการต่างๆ อาทิ โครงการสร้างท่าเรือน้ำลึกที่เมืองบ้านเกิดของพวกเขา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะเปลี่ยนศรีลังกาให้กลายเป็นศูนย์กลางของเอเชียใต้แต่แล้วโครงการต่างๆ ก็ต้องหยุดชะงักลง และทำให้หนี้สินเพิ่มขึ้นกว่า2 เท่า ระหว่างปี 2010-2020

ความกังวลว่าจะเกิดการล่มสลายเกิดขึ้นครั้งแรกหลังจากที่เกิดการระบาดครั้งใหญ่ของโควิด-19 เนื่องจากรายได้จากการท่องเที่ยวสูญหาย ซึ่งรัฐบาลตัดสินใจพิมพ์เงินเข้าระบบร้อยละ 42 ระหว่างเดือนธันวาคม 2019-สิงหาคม2021 ซึ่งนั่นถือเป็นความผิดพลาดเนื่องจากเป็นการเร่งให้ศรีลังกาเผชิญกับอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มเร็วที่สุดในเอเชีย

และเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมารัฐบาลก็ทำเรื่องที่น่าตกใจอีกครั้ง เมื่อประกาศห้ามนำเข้าปุ๋ยเคมี โดยให้เหตุผลว่า ทำตามกรอบสัญญาที่รัฐบาลเคยให้ไว้ว่าจะสนับสนุนการทำเกษตรแบบออร์แกนิคที่ปราศจากสารเคมี แต่อันที่จริงแล้ว หลายคนมองว่า รัฐบาลทำไปเพื่อประหยัดเงินสกุลดอลลาร์ แต่เรื่องนี้ก็ส่งผลย้อนกลับ เมื่อห่วงโซ่การเกษตรของศรีลังกาหยุดชะงัก การเก็บเกี่ยวผลผลิตล้มเหลว บังคับให้รัฐบาลต้องนำเข้าข้าว และเริ่มโครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ ใบชาที่ถือเป็นผลิตภัณฑ์ส่งออกที่เป็นรายได้หลักก็ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน

นโยบายที่ผิดพลาดของรัฐบาล ได้นำไปสู่ภาวะขาดแคลนอาหาร พลังงานไฟฟ้า และยารักษาโรคสำหรับครอบครัวที่ยากจนทางการได้ระงับการจำหน่ายน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลให้แก่รถที่ไม่จำเป็น เพื่อรักษาปริมาณน้ำมันสำรองไว้ใช้ในกรณีที่จำเป็น ขณะที่พยายามวิ่งเต้นขอซื้อน้ำมันราคาถูกจากหลายประเทศ เช่น รัสเซีย แต่ก็ไม่เป็นผล

ความเดือดร้อนทั้งหลายทั้งปวง กลายเป็นชนวนสำคัญที่ทำให้ประชาชนที่เคยลงคะแนนเสียงเลือกนายโกตาบายาเป็นผู้นำมาก่อนหันมาชูป้ายและตะโกนข้อความ“โกตา โก โฮม” (Gota go home)ซึ่งฟังดูคล้ายกับประโยคภาษาอังกฤษที่ว่า “ต้องกลับบ้านแล้ว” แต่ข้อความดังกล่าวมีความหมายว่า “โกตากลับบ้านไป” เป็นการขับไล่ประธานาธิบดีคนปัจจุบันออกจากตำแหน่ง

จนล่าสุด โกตาบายา ราชปักษาก็หนีออกนอกประเทศไปตั้งหลักยังสิงคโปร์ ก่อนจะเดินทางต่อไปยังซาอุดีอาระเบีย ปิดฉากอดีตผู้นำคนเก่งของชาวศรีลังกาทั้งประเทศในฐานะที่เคยเป็น “ฮีโร่” ปราบกลุ่มกบฏพยัคฆ์ทมิฬอีแลมมาได้

แต่เขากลับทำให้ตระกูล “ราชปักษา” ต้องปิดฉากครองอำนาจในศรีลังกาไปตลอดกาล ?!?

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน7วันหน : ศาลสูงสหรัฐฯ ‘เปลี่ยนแปลง’ อเมริกาอย่างไรบ้าง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/665673

คุยกัน7วันหน : ศาลสูงสหรัฐฯ ‘เปลี่ยนแปลง’ อเมริกาอย่างไรบ้าง

วันอาทิตย์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ในช่วงเวลาเพียง 10 วัน ที่ผ่านมา เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นในสังคมอเมริกามากมาย จากการตัดสินใจครั้งใหญ่ที่จะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งอย่าง ตั้งแต่นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงสิทธิการทำแท้ง อย่างไรก็ดี การตัดสินใจดังกล่าวไม่ได้มาจากประธานาธิบดีหรือสภาคองเกรสแต่มาจากคณะผู้พิพากษาศาลสูง ที่ตอนนี้ใช้อำนาจสิทธิขาดตัดสินใจในเรื่องสำคัญ ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนอย่างแท้จริง

แม้ปัจจุบัน พรรคเดโมแครต จะมีอำนาจคุมทั้งทำเนียบขาว รวมถึงทั้งสภาล่างและสภาสูง แต่ก็มีเสียงไม่มากพอที่จะลงมติผลักดันร่างกฎหมายสำคัญๆ ได้อย่างที่อยากทำ แต่กลับกลายเป็นคำวินิจฉัยหลายชุดของคณะผู้พิพากษาศาลสูง ที่กำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในตอนนี้ศาลสูงกำลังเปลี่ยนแปลงอเมริกาแต่เป็นไปในทางที่แตกต่างไปจากที่ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐฯ คาดการณ์ไว้

คำวินิจฉัยของศาลสูงสหรัฐฯ ที่คว่ำสิทธิในการทำแท้งของสตรีอเมริกันมานานเกือบครึ่งศตวรรษ หรือที่เรียกว่าคดี Roe v Wade อาจสร้างความโกรธแค้นให้กับกลุ่มผู้สนับสนุนการทำแท้ง แต่ก็สร้างความยินดีให้กลุ่มต่อต้านการทำแท้งที่เคลื่อนไหวกันมานานกว่า 50 ปีกว่าจะมีวันนี้ แต่แทนที่จะทำให้เรื่องทุกอย่างยุติ คำวินิจฉัยของศาลสูงกลับนำมาซึ่งการฟ้องร้องในหลายรัฐทั่วประเทศสะท้อนว่าจะเกิดการต่อสู้ทางกฎหมายในประเด็นนี้ต่อไปอีกหลายปี

คำวินิจฉัยเรื่องการทำแท้งของศาลสูงสหรัฐฯ อาจเป็นที่สนใจมากที่สุด แต่ก็ยังมีการตัดสินใจและคำวินิจฉัยอื่นๆ อีกเช่นกัน ที่ส่งผลกระทบกับโลกโดยตรง

คำตัดสินสุดท้ายของคณะผู้พิพากษาศาลสูงก่อนที่จะหมดวาระในรอบนี้ ส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐฯไม่สามารถผ่านกฎหมายใดๆ ที่เป็นเรื่องนโยบายสีเขียวเพื่อสิ่งแวดล้อมได้อีก จากการตัดสินว่า สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม (EnvironmentalProtection Agency-EPA) ไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการกำหนดมาตรการลดก๊าซเรือนกระจก หากสภาคองเกรสไม่กำหนดเป็นข้อกฎหมายให้ปฏิบัติตามโดยชี้ว่าแต่ละรัฐมีอำนาจตัดสินใจด้วยตัวเอง

เรื่องนี้ทำให้ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ซึ่งให้คำมั่นก่อนรับตำแหน่งว่าจะผลักดันนโยบายเพื่อสิ่งแวดล้อมและแก้ไขปัญหาโลกร้อนหนักใจอย่างยิ่ง เพราะเขารู้ดีว่ารัฐบาลไม่มีเสียงมากพอที่จะผ่านร่างกฎหมายเพื่อบังคับให้บริษัทพลังงานต่างๆโดยเฉพาะบริษัททำเหมืองถ่านหินเปลี่ยนจากการใช้ถ่านหินที่สุดแสนจะสกปรก มาใช้แหล่งพลังงานสะอาดอื่นๆ เพื่อผลิตไฟฟ้า

ไม่ใช่แค่ประเด็นนี้เท่านั้น ที่ศาลสูงออกมางัดข้อกับผู้นำประเทศ

สัปดาห์ที่แล้ว ประธานาธิบดีไบเดนเพิ่งลงนามในกฎหมายควบคุมอาวุธปืนที่มีความสำคัญฉบับแรกที่สภาคองเกรสลงมติรับร่างในรอบกว่า 30 ปี ซึ่งเกิดขึ้นหลังเหตุกราดยิงครั้งใหญ่ 2 เหตุการณ์ในเดือนเดียว รวมถึงเหตุกราดยิงโรงเรียนประถมศึกษาในรัฐเท็กซัส จนทำให้นักการเมืองจากทั้งเดโมแครตและรีพับลิกัน ยอมผ่านร่างกฎหมายชุดใหม่เพื่อควบคุมอาวุธปืนให้เข้มงวดยิ่งขึ้น แม้เนื้อหาในร่างกฎหมายนี้ จะไม่ได้ถึงกับเพิ่มความเข้มงวดเรื่องอาวุธปืนแบบที่หลายคนอยากให้เป็น แต่นี่ก็ถือเป็นการผ่านกฎหมายอาวุธปืนครั้งประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ ทั้งนักการเมืองสองพรรคยอมทิ้งความเห็นต่างลงมติร่วมกันผลักดัน

อย่างไรก็ดี ชัยชนะเรื่องนี้ก็ต้องถูกกลบด้วยคำตัดสินของศาลสูง ที่คว่ำร่างกฎหมายเรื่องอาวุธปืนของรัฐนิวยอร์ก ที่เพิ่งสั่งห้ามการพกพาอาวุธปืนไปในสถานที่สาธารณะหากไม่มีใบอนุญาต นั่นแปลว่า ในวันเดียวกับที่กฎหมายควบคุมอาวุธให้เข้มงวดขึ้นผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรสศาลสูงสหรัฐฯ กลับมีคำตัดสินที่ลดทอนอำนาจจากหลายรัฐ ที่หวังควบคุมการครอบครองอาวุธปืนของประชาชน

คำวินิจฉัยเหล่านี้ ทำให้ศาลสูง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลที่ควรมีความยุติธรรมที่สุด และคำนึงถึงพวกพ้องน้อยที่สุด กำลังถูกมองจากภายนอกว่าทำอะไรให้เป็น “การเมือง”ไปเสียทุกเรื่อง

ผลสำรวจเมื่อไม่นานมานี้พบว่าสาธารณชนเริ่มหงุดหงิดกับคำวินิจฉัยของศาลมากขึ้นเรื่อยๆ กว่า 2 ใน 3ของชาวอเมริกัน ไม่อยากให้ยกเลิกสิทธิในการทำแท้งของผู้หญิงไปทั้งหมดและกว่าร้อยละ 60 อยากเห็นกฎหมายควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวดกว่านี้

ขณะที่ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อศาลสูงก็เริ่มลดน้อยถอยลง ผลสำรวจเมื่อไม่นานมานี้ชี้ว่า ชาวอเมริกันเพียง1 ใน 4 เท่านั้นในตอนนี้ ที่ยังหลงเหลือความเชื่อมั่นต่อคำวินิจฉัยต่างๆ ของศาลสูง

สิ่งนี้ สะท้อนความเห็นของซอนยา โซโตมายอร์ เคยออกปากเตือนไว้ตอนที่ศาลสูงเริ่มไต่สวนกรณีคำตัดสินทำแท้งว่า “ศาลสูงจะรอดพ้นจากเสียงซุบซิบนินทาของผู้คนในตอนนี้ที่กำลังเชื่อว่าทั้งศาลสูงและคำวินิจฉัยต่างๆ ที่ออกมา เป็นเรื่องการเมืองมากกว่าคำตัดสินที่เป็นธรรมได้หรือเปล่า”

โซโตมายอร์เป็นหนึ่งในฝ่ายเสรีนิยมในคณะตุลาการศาลสูง 3 คน ที่ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยคว่ำสิทธิในการทำแท้งของผู้หญิง และเตือนว่ามันจะส่งผลกระทบต่อสิทธิด้านอื่นๆเช่น สิทธิในการสมรสของคนเพศเดียวกันและสิทธิในการเข้าถึงการคุมกำเนิด

ฝ่ายเสรีนิยมในคณะตุลาการศาลสูง 3 คน ยังคงมีเสียงน้อยกว่าคณะตุลาการฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่มีจำนวน 6 คน ซึ่งในจำนวนนี้ 3 คนได้รับการแต่งตั้งเข้ามาในสมัยอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งในการทำหน้าที่วาระหน้า จะต้องมีการวินิจฉัยในอีกหลายประเด็นสำคัญ รวมถึงสิทธิในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งและการแบ่งแยกกลุ่มคนรักร่วมเพศ

คำวินิจฉัยต่างๆ ของศาลสูงตลอด 10 วันที่ผ่านมา รวมถึงการตัดสินใจที่จะเกิดขึ้นกับประเด็นสำคัญอื่นๆ หลังจากนี้ ก็ไม่สามารถสมานรอยร้าวที่ยังฝังรากลึกในสังคมอเมริกันได้ อย่าลืมว่าขณะที่ชาวอเมริกันรับรู้คำตัดสินของศาลสูงเรื่องสิทธิการทำแท้ง สิทธิการครอบครองอาวุธปืนและการปกป้องสิ่งแวดล้อม พวกเขาก็ได้รับรู้รายละเอียดการไต่สวนเหตุการณ์วันที่ 6 มกราคมปีก่อน ที่ประธานาธิบดีที่กำลังดำรงตำแหน่งของพวกเขา ยุยงกลุ่มผู้สนับสนุนที่เดือดดาลและพกอาวุธ ให้เข้าไปบุกอาคารรัฐสภาด้วย

สัปดาห์ที่ผ่านมา ชาวอเมริกันได้ท่องเที่ยวและเฉลิมฉลองวันหยุด เนื่องในวันชาติสหรัฐฯ 4 กรกฎาคม วันที่รัฐทั้ง 13 รัฐของประเทศประกาศอิสรภาพจากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษเมื่อ 250 ปีก่อน

แต่ในขณะเดียวกัน หลายคนอาจกำลังสงสัยใคร่ครวญว่า ประเทศของพวกเขากำลังเดินไปบนหนทางที่ถูกต้อง อย่างที่บรรดาผู้ก่อตั้งประเทศตั้งใจไว้หรือเปล่า

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน7วันหน : เลือกตั้งอิสราเอลครั้งใหม่ จะได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพหรือไม่?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/664249

คุยกัน7วันหน : เลือกตั้งอิสราเอลครั้งใหม่  จะได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพหรือไม่?

วันอาทิตย์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.10 น.

สมาชิกรัฐสภาอิสราเอลลงมติเห็นชอบให้มีการยุบสภาเพื่อทำการเลือกตั้งใหม่เป็นครั้งที่ 5 ในระยะเวลาไม่ถึง 4 ปี ในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ สะท้อนให้เห็นอีกครั้งถึงความไม่มั่นคงทางการเมืองของอิสราเอลในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจนทำให้หลายฝ่ายตั้งข้อสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับระบบการเลือกตั้งของอิสราเอล

ในระบบการเลือกตั้งของอิสราเอล ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะลงคะแนนเสียงให้กับพรรคการเมือง โดยคะแนนเสียงของประชาชนจะถูกเปลี่ยนให้เป็นเปอร์เซ็นต์เก้าอี้ในสภา
ของแต่ละพรรค จากทั้งหมด 120ที่นั่ง พรรคที่ได้คะแนนเกิน 61 ที่นั่ง จึงจะสามารถตั้งรัฐบาลได้ แต่จำนวนที่สูงเกินกว่าที่พรรคใดจะทำได้ ทำให้เกิดรัฐบาลผสมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เมื่อผู้นำของรัฐบาลผสมในปัจจุบัน อย่างนายนาฟตาลี เบนเน็ตต์และนายยาอีร์ ลาพิด ประกาศว่าจะยุบสภาและเลือกตั้งใหม่จึงไม่น่าแปลกใจนัก เพราะรัฐบาลผสมในปัจจุบัน ที่เป็นการรวมตัวถึง 8 พรรคไม่สามารถไปต่อได้ หลังสมาชิกบางส่วนไม่สนับสนุนรัฐบาลชุดนี้ต่อไป

สัญญาณความล้มเหลวของรัฐบาลพรรคผสมเกิดขึ้น เมื่อสมาชิกพรรคยามินา พรรคการเมืองอุดมการณ์ฝ่ายขวาของเบนเน็ตต์ตัดสินใจถอนตัวออกจากพรรคร่วมรัฐบาล หลังการลงมติครั้งสำคัญของรัฐสภาอิสราเอล ส่งผลให้รัฐบาลขาดเสียงข้างมากในรัฐสภาอิสราเอลที่มีที่นั่งทั้งสิ้น 120 ที่นั่ง

เบนเน็ตต์ประกาศว่า การตัดสินใจจัดการเลือกตั้งใหม่เป็น“การตัดสินใจที่ถูกต้อง” เพื่อผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของอิสราเอล เนื่องจากการประกาศยุบสภาอิสราเอลจะช่วยขยายเวลากฎหมายชั่วคราว ซึ่งจะทำให้อิสราเอลตกอยู่ในอันตรายหากรัฐสภาจะทำการลงคะแนนโหวตกฎหมายฉบับดังกล่าว อย่างไรก็ดีการตัดสินใจประกาศยุบสภาเมื่อช่วงกลางดึกของวันจันทร์ที่ผ่านมา (20 มิ.ย.) สร้างความประหลาดใจให้แก่คนทั้งประเทศ สำนักข่าว The Times of Israel รายงานข่าวจากแหล่งข้อมูลวงในว่า แม้แต่รัฐมนตรีมหาดไทยและรัฐมนตรีกลาโหมของอิสราเอลเองกลับไม่ทราบเรื่องดังกล่าวมาก่อนเช่นเดียวกันกับสื่อ

อับบราฮัม ดิสกิน ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮีบรูแห่งเยรูซาเลม ระบุว่า ก่อนหน้าที่การเลือกตั้ง 4 ครั้งหลังสุดจะเกิดขึ้น มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น 20 ครั้งในช่วง 75 ปี ฉะนั้นค่าเฉลี่ยของการจัดการเลือกตั้งจะอยู่ที่ 1 ครั้ง ในทุกๆ 3 ปี – 3 ปีครึ่ง น้อยกว่าการครบวาระ 4 ปีไม่มากนัก แต่ปัญหาที่แท้จริงในขณะนี้คือการขัดขวางไม่ให้รัฐบาลผสมที่มั่นคงเข้ามาบริหารประเทศ

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกตว่า สาเหตุที่ทำให้ระบบการเมืองอิสราเอลอ่อนแอเป็นเพราะตัวของอดีตนายกรัฐมนตรีอย่างเบนจามิน เนทันยาฮู มากที่สุด

ดิสกินระบุว่า ตั้งแต่ปี 2019 สถานการณ์ที่วุ่นวายเกิดจากความเกลียดชังส่วนตัวระหว่างสนับสนุนเนทันยาฮู หรือ สนับสนุนใครก็ได้ที่ไม่ใช่เนทันยาฮู ทำให้อิสราเอลต้องเผชิญกับสถานการณ์ในปัจจุบัน

ในปี 2019 เนทันยาฮูซึ่งเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีทั้งหมด 15 ปี และเป็นการดำรงตำแหน่งติดต่อกันนาน 12 ปี เริ่มสูญเสียคะแนนเสียงจากผู้สนับสนุนพรรคลิคุดและพรรคการเมืองฝ่ายขวา หลังจากที่เขาถูกตั้งข้อหาหลอกลวง ทำลายความไว้วางใจและรับสินบนในคดีคอร์รัปชั่น 3 คดี ซึ่งทำให้พรรคการเมืองบางส่วนปฏิเสธที่จะจัดตั้งรัฐบาลร่วมกัน เปิดทางให้นายเบนเน็ตต์และนายลาพิดจัดตั้งรัฐบาลผสมที่รวมทั้งพรรคฝ่ายขวาฝ่ายซ้าย ไปจนถึงกลุ่มอิสลามที่เป็นตัวแทนของชาวปาเลสไตน์ในอิสราเอล ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่รวมพรรคที่มีหลายแนวคิดเข้าด้วยกัน

แต่การที่ไม่สามารถผ่านร่างกฎหมายที่ขยายขอบเขตกฎหมายของอิสราเอลไปครอบคลุมพื้นที่ของชาวยิวในเวสต์แบงก์ได้ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่านี่เป็นฟางเส้นสุดท้าย

กีดอน ราฮัต สมาชิกของสถาบันประชาธิปไตยแห่งอิสราเอล และหัวหน้าภาควิชารัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยฮิบรูแห่งเยรูซาเลมระบุว่า เนทันยาฮูมีคดีอยู่ และวิธีเดียวที่จะปกป้องตนเองได้คือการอยู่ในเวทีการเมือง เพื่อที่จะได้ใช้อำนาจปกป้องตัวเอง และถ้าเนทันยาฮูมีโอกาสเขาจะพยายามเปลี่ยนระบบศาลเพื่อไม่ให้ตัวเองต้องติดคุก หรือให้การไต่สวนคดีของตัวเองดำเนินไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ส่วนคำถามที่ว่า การเลือกตั้งครั้งใหม่จะนำไปสู่การตั้งรัฐบาลที่มีความมั่นคงได้หรือไม่ ดิสกินระบุว่า ตามหลักกฎหมายในปัจจุบัน การเลือกตั้งสามารถทำได้เรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ขณะที่ราฮัตแนะนำว่า การผ่านร่างกฎหมายจะช่วยให้ยุบสภายากขึ้น แต่ขณะเดียวกัน ราฮัตมองว่า ตราบใดที่เนทันยาฮูยังมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ ก็ไม่คิดว่าอิสราเอลจะได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ และทางเดียวที่เนทันยาฮูจะยอมออกไปคือเขาต้องแพ้อย่างราบคาบ และพรรคลิคุดจะไม่ต้องการเขาอีกต่อไป

อย่างไรก็ดี จากผลสำรวจของสำนักข่าว Israel Channel 12 TV เปิดเผยว่า พรรคของเนทันยาฮูอาจจะชนะการเลือกตั้งครั้งใหม่เดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ ถึงแม้ว่าพรรคของเขาจะขาดเสียงข้างมากในรัฐสภาไปเพียงแค่สองเก้าอี้เท่านั้น

ส่งสัญญาณว่า การเมืองอิสราเอลอาจจะยังเวียนวนอยู่ในวังวนเดิมอีกนาน…

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน7วันหน : สปป.ลาวเตรียมขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ หวังกู้วิกฤตเศรษฐกิจ?!?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/662730

คุยกัน7วันหน : สปป.ลาวเตรียมขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ  หวังกู้วิกฤตเศรษฐกิจ?!?

วันอาทิตย์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.10 น.

สปป.ลาวกำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจรุมเร้าในหลายๆ ด้าน จนทำให้รัฐบาลสปป.ลาวประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ มีผล 1 สิงหาคมนี้ แต่จะเพียงพอที่จะกอบกู้วิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญได้จริงหรือ?

สำนักนายกรัฐมนตรีของ สปป.ลาว ประกาศเมื่อวันที่ 13 มิถุนายนที่ผ่านมาว่า รัฐบาลจะขึ้นค่าแรงรายเดือนขั้นต่ำเป็น 1 ล้าน 2 แสนกีบ (ประมาณ 2,800 บาท) และในวันที่ 1 พฤษภาคมปีหน้าจะขยับขึ้นเป็น 1 ล้าน 3 แสนกีบ (ประมาณ 3,000 บาท) แถลงการณ์ของสำนักนายกรัฐมนตรี สปป.ลาว ระบุว่า การปรับขึ้นค่าแรงรายเดือนขั้นต่ำมีขึ้นเพื่อเร่งแก้ปัญหาความเปราะบางของเศรษฐกิจมหภาคและทำให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติมาตรการดังกล่าวจะช่วยเหลือประชาชนหลายล้านคนที่ดิ้นรนเอาชีวิตรอดขณะเศรษฐกิจตกต่ำในปัจจุบันซึ่งส่งผลให้ราคาสินค้าบริการปรับตัวสูงขึ้น

มติดังกล่าวของรัฐบาลยังกำหนดให้เจ้าของโรงงานเสื้อผ้าและโรงงานประเภทอื่นๆ ต้องปฏิบัติตามมาตรการค่าแรงขั้นต่ำใหม่ โดยนายจ้างจะถูกดำเนินคดีหากไม่จ่ายค่าแรงขั้นต่ำใหม่แก่ลูกจ้าง แต่มาตรการนี้ไม่ครอบคลุมเจ้าหน้าที่รัฐบาลซึ่งได้รับเงินเดือนในระดับแตกต่างกัน

สำนักนายกรัฐมนตรีเผยว่า สหพันธ์แรงงาน สปป.ลาวต้องทำงานร่วมกับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือประเด็นสัญญาจ้างงานรายบุคคลหรือเหมารวม ค่าแรง นโยบาย และผลประโยชน์ ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เผยว่านายจ้างควรเห็นอกเห็นใจแรงงานและช่วยพวกเขายกระดับการใช้ชีวิต เนื่องจากบุคคลเหล่านี้เป็นผู้ช่วยนายจ้างสร้างผลกำไร

อย่างไรก็ดี ชาวลาวหลายคนมองว่าการปรับขึ้นค่าแรงในครั้งนี้ น้อยเกินไป เนื่องจากตอนนี้อัตราเงินเฟ้อของลาวพุ่งสูง โดยเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อของลาวอยู่ที่ร้อยละ 12.8 สูงที่สุดในรอบ 18 ปี นอกจากนี้ ราคาอาหารและสินค้าจำเป็นหลายชนิดทุกอย่างล้วนแพงขึ้น อีกทั้งยังประสบปัญหาขาดแคลน เช่นเดียวกับเงินกีบก็อ่อนค่า อัตราแลกเปลี่ยนโดยเฉลี่ยในสัปดาห์ที่ผ่านมา 1 บาทแลกได้ 426 กีบ ส่วนรายได้ขั้นต่ำที่รัฐบาลกำหนดไว้ ไม่เพียงพอสำหรับการดำรงชีพ เพราะยังถือน้อยกว่าข้อเสนอของสหภาพแรงงานของ สปป.ลาวที่ต้องการให้ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 1 ล้าน 5 แสนกีบ(ประมาณ 3,500 บาท) และว่าในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา รัฐบาล สปป.ลาว ได้ประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเพียง 2 ครั้ง

ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ชาวลาวจำนวนมากไปขอทำหนังสือเดินทางเพราะต้องการเดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทย รวมถึงชาวลาวที่ต้องการเข้ามาท่องเที่ยวและซื้อสินค้ากลับไปขายใน สปป.ลาว โดยที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดหนองคาย มีรายงานว่ามีชาวลาวเดินทางเข้ามาในฝั่งไทยวันละ 1,000- 1,500 คน ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์จะเพิ่มเป็น 2,000 คน

อย่างไรก็ตาม หนังสือพิมพ์เวียงจันทน์ ไทม์ส รายงานโดยอ้างอิง นายเพ็ช พรหมพภิรักษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและป่าไม้ของ สปป.ลาวระบุว่า สปป.ลาวทำรายได้จากการส่งออกสินค้าทางการเกษตรช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ รวมอยู่ที่มากกว่า 870 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 30,600ล้านบาท) หรือ คิดเป็นร้อยละ 72.57 ของเป้าหมายตลอดทั้งปี สินค้าเกษตรส่งออกที่สำคัญของลาวได้แก่ กล้วย ยางพารา มันสำปะหลัง อ้อย รวมถึงปศุสัตว์ทั้งโคและกระบือ โดยมีจีนเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุด

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและป่าไม้ของ สปป.ลาว ระบุด้วยว่า รัฐบาลจะส่งเสริมให้ผู้ประกอบการทั้งในประเทศและต่างประเทศลงทุนด้านการเกษตรเพื่อกระตุ้นการส่งออก ส่วนสำหรับปัญหาต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นอย่างมาก เนื่องจากราคาเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้น รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านเครื่องจักร ปุ๋ย และอาหารสัตว์ล้วนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเนื่องจากสินค้าเหล่านี้นำเข้ามาจากต่างประเทศและต้องชำระเงินเป็นสกุลเงินต่างประเทศ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงเนื่องจากสกุลเงินกีบอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องนั้น รัฐบาล สปป.ลาว กำลังเร่งแก้ไขด้วยการส่งเสริมให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์และอาหารสัตว์ที่ผลิตในท้องถิ่น เพื่อลดต้นทุนการนำเข้า

หนังสือพิมพ์เวียงจันทน์ ไทมส์รายงานว่า สปป.ลาว มีโอกาสมหาศาลในการเพิ่มผลผลิตพืชผลเพื่อการส่งออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งไปยังจีน เนื่องจากขณะนี้ทางรถไฟจีน-สปป.ลาว สามารถขนส่งสินค้าที่เน่าเสียได้ อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้น และการส่งออกที่เติบโต ทำให้สปป.ลาวได้รับเงินสกุลต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งจะช่วยรักษาเสถียรภาพของค่าเงินกีบ ทั้งนี้ ลาวสร้างรายได้จากการส่งออกสินค้าเกษตรในปี 2021 อยู่ที่มากกว่า 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.17 หมื่นล้านบาท) คิดเป็นร้อยละ 82 ของตัวเลขที่ลาวตั้งเป้าไว้สำหรับปีก่อน

ในส่วนของภาคการเมือง มีการขยับเพื่อหาทางพลิกฟื้นวิกฤตเศรษฐกิจเช่นกัน โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมา ประชุมสภาแห่งชาติ สปป.ลาว ได้มีมติเห็นชอบ
ตามคำเสนอของนายกรัฐมนตรี พันคำวิพาวัน ให้มีการปรับคณะรัฐมนตรี ที่สำคัญคือ โยกย้าย สอนไซ สิดพะไซ ผู้ว่าการธนาคารแห่ง สปป.ลาว ไปเป็นรัฐมนตรีประจำห้องว่าการสำนักนายกรัฐมนตรี โดยแต่งตั้งให้บุนเหลือ สินไซวอละวงรองรัฐมนตรีกระทรวงการเงิน มาเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่ง สปป.ลาว แทน และโยกย้าย คำแพง ไซสมแพง รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า ไปเป็นรัฐมนตรีประจำห้องว่าการสำนักนายกรัฐมนตรี โดยแต่งตั้งให้ มะไลทอง กมมะสิดประธานองค์การตรวจสอบแห่งรัฐ มาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า แทน

การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้เพื่อต่อสู้กับปัญหาเศรษฐกิจที่ลาวต้องเผชิญต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 3 เดือนแล้ว อันเนื่องมาจากภาวะเงินเฟ้อ ค่าเงินกีบตกต่ำ ค่าครองชีพประชาชนเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากสินค้าทุกรายการขึ้นราคา กลายเป็นวิกฤตการเงิน ทั่วประเทศเกิดภาวะขาดแคลนเงินตราต่างประเทศโดยเฉพาะเงินดอลลาร์สหรัฐ ถึงกับทำให้ไม่มีเงินดอลลาร์เพียงพอสำหรับการสั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศเข้าไปสนองความต้องการใช้ของประชาชน ส่งผลให้น้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศขาดตลาด เกิดภาพการต่อคิวเติมน้ำมันตามหน้าปั๊มทุกแห่งเป็นที่โกลาหลไปทั่วประเทศ ต่อเนื่องมากว่า 2 เดือนแล้ว

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน7วันหน : ‘จรวดเจเวลิน’ สัญลักษณ์สหรัฐฯ ในยูเครน ที่ตอนนี้ใช้งานไม่ได้!?!

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/661175

คุยกัน7วันหน : 'จรวดเจเวลิน' สัญลักษณ์สหรัฐฯ ในยูเครน ที่ตอนนี้ใช้งานไม่ได้!?!

วันอาทิตย์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.05 น.

จรวดพิฆาตรถถังเจเวลิน ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการมีส่วนร่วมของสหรัฐฯ ในสงครามยูเครน แต่บรรดานักวิเคราะห์มองว่า รัฐบาลสหรัฐฯยังขาดการสนับสนุนด้านเทคนิคเพียงพอแก่กองทัพยูเครน

เดอะวอชิงตัน โพสต์ สื่อของสหรัฐฯ รายงานว่า ยูเครนกำลังมีปัญหาเร่งด่วน นั่นก็คือ จรวดพิฆาตรถถังเจเวลินที่ทันสมัยและซับซ้อนนั้น ใช้การไม่ได้และไม่มีใครสามารถซ่อมแซมมันได้

มาร์ค เฮย์วาร์ด อดีตทหารสหรัฐฯและเป็นผู้ฝึกสอนอาสาสมัครกล่าวว่า ทหารยูเครนได้รับความช่วยเหลือจากคนอเมริกันสองคน ในการซ่อมแซมเจเวลิน ด้วยการนำชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของตัวควบคุมวีดีโอเกมมาใช้ ส่วนอุปกรณ์ที่เหลือ พบว่าเสียเพราะมีการศึกษาคู่มือการใช้งานผ่านโปรแกรมการแปล Google Translate เฮยวาร์ดกล่าวว่า เรื่องนี้สะท้อนความไม่พอใจอย่างมาก ที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ซึ่งเร่งจัดส่งจรวดพิฆาตรถถังเจเวลินมาให้ยูเครนมากกว่า 5,000 ตัวแต่กลับไม่ได้ทำอะไรมากพอในการช่วยให้ทหารยูเครนสู้รบได้

จรวดพิฆาตรถถังนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการเกี่ยวข้องของสหรัฐฯในสถานการณ์รบที่ยูเครน ซึ่งกองทัพยูเครนกำลังเร่งระดมติดอาวุธเพื่อสู้รบกับรัสเซีย แต่บรรดาผู้บัญชาการของยูเครนและอาสาสมัครชาติตะวันตกต่างกล่าวว่า สิ่งที่ขาดหายไปคือ การจัดส่งสิ่งช่วยเหลือต่างๆ ที่ทันเวลา เช่น การฝึกการใช้งาน แบตเตอรี่สำรอง เรียกง่ายๆก็คือ customer service หรือ การบริการลูกค้ายามสงครามที่ขาดหายไป เป็นไปตามที่ เฮย์วาร์ดกล่าวว่า สหรัฐฯ ส่งอาวุธไปให้ แต่ไม่ได้ส่งการสนับสนุนทางเทคนิคมาให้ด้วย

สำหรับจรวดพิฆาตเจเวลินนั้น สามารถล็อกเป้าหมายได้ด้วยการใช้ระบบการเล็งเป้าหมาย หรือ CLU และจรวดนำวิถีจะสามารถเจาะยานเกราะได้จากระยะไกลที่ราว 4 กิโลเมตร แต่ระบบของเจเวอลินั้นมีความซับซ้อนมากกว่าอาวุธประทับไหล่อื่นๆ เพราะเจเวลินต้องการแบตเตอรี่และน้ำยาหล่อเย็นอาร์กอน นอกจากนี้ ยังมีคู่มือการใช้งานความหนา 258 หน้าด้วย

เฮย์วาร์ดเผยว่า เจเวลินที่สหรัฐฯส่งไปให้ยูเครนนั้น ไม่มีบัตรที่ให้ข้อมูลการติดต่อบุคลากรทางการทหารได้โดยตรงในกรณีที่อาวุธใช้การไม่ได้ โดยเขาได้เปิดดูอาวุธหลายชิ้นแล้ว ไม่พบบัตรแสดงข้อมูลเหล่านั้นเลย และเขามองว่า การที่รัฐบาลโจ ไบเดน ไม่มีการตั้งศูนย์ช่วยเหลือกองทัพยูเครนนั้น เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้

นอกจากนี้ สิ่งที่ยังขาดหายไปคือ โปรแกรมคอมพิวเตอร์สองตัวที่กองทัพสหรัฐฯจัดให้เป็นพื้นฐานของหลักสูตรสอนการใช้ระบบเจเวลิน

ในเวลานี้ ไม่เป็นที่ชัดเจนว่า สหรัฐฯ มีทหารอยู่ในยูเครนหรือไม่ ในขณะที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้จัดการฝึกทหารยูเครนนอกประเทศ เพื่อเรียนรู้การใช้งานระบบยิงจรวด /โดรน /ฮาวไวเซอร์ และอาวุธหนักอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ทหารยูเครนบางส่วนคุ้นเคยกับเจเวลินมาบ้างแล้วเพราะสหรัฐฯเคยส่งอาวุธเหล่านั้นมาให้ยูเครนตั้งแต่ปี 2018

ด้าน แบรดลีย์ ครอว์ฟอร์ด อดีตทหารสหรัฐฯ ที่ฝึกฝนกองทัพยูเครนในการใช้เจเวลินและอาวุธอื่นๆ กล่าวว่า เขาได้ร้องขอให้มีการส่งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ฝึกสอนการใช้งานไปมากกว่าหนึ่งเดือนแล้ว แต่ยังไม่มีการจัดส่งมาให้

ปัญหาดังกล่าว ทำให้วุฒิสมาชิกลิซา เมอร์คาวสกี้ ได้ตั้งคำถามต่อพลเอกลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีกลาโหมเช่นกัน ว่ามีการฝึกสอบการใช้อาวุธให้ยูเครนเพียงพอหรือไม่ ซึ่ง ออสตินตอบว่า กระทรวงกลาโหมยูเครนยืนยันว่า ไม่มีความจำเป็นที่ต้องฝึกเพิ่มเติม ขณะที่เจ้าหน้าที่กองทัพยูเครนคนหนึ่ง กล่าวกับวอชิงตัน โพสต์ว่า หน่วยรบของเขายังไม่ได้รับแบบจำลองการฝึก แม้ร้องขอไปแล้ว และไม่แน่ใจว่าหน่วยทหารอื่นๆ ได้รับหรือไม่ แต่ทหารยูเครนค่อนข้างปรับตัวได้ และบางหน่วยได้รับการเทรนแบบสั้นๆ ไม่เกินสองวัน จากเดิมการฝึกใช้งานจรวดเจเวลินนั้นต้องใช้เวลา 80 ชั่วโมง เขามองว่า หากมีการเทรนอย่างเต็มรูปแบบและถูกต้อง จะช่วยลดความผิดพลาด และการใช้งานแบบผิดวัตุประสงค์ได้

แต่ก็มีทหารยูเครนบางคนที่บอกว่า พวกเขาได้รับการเทรนมาแล้วหนึ่งวันครึ่ง และสามารถใช้งานได้ ในขณะที่อุปกรณ์เสริมอื่นๆ ก็มีเพียงพอ

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีไบเดน ตัดสินใจถอนที่ปรึกษาทางทหารที่คอยฝึกสอนทหารยูเครนจำนวน 200 นายออกมาแล้ว ตั้งแต่ช่วงก่อนรัสเซียมีปฏิบัติการทางทหารในยูเครน และเขายังไม่ยินดีที่จะส่งคนเหล่านี้กลับเข้าไปในยูเครนอีก ซึ่ง เฮย์วาร์ดกล่าวว่า ความรับผิดชอบตกมาอยู่ที่บรรดาอาสาสมัคร หลายคนเป็นทหารผ่านศึกอเมริกัน ซึ่งเป็นแนวทางที่ไม่ยั่งยืน และในแต่ละวันที่สหรัฐฯ ตัดสินใจล่าช้ายิ่งทำให้ผู้คนเสี่ยงอันตราย ซึ่งจริงๆ แล้วสหรัฐฯ ต้องทำได้ดีกว่านี้ และฉลาดกว่านี้

เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ ถือเป็น“ทุกขลาภ” ของประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์เซเลนสกี ผู้นำยูเครน ที่ประกาศย้ำหลายครั้ง ว่ากองทัพยูเครนต้องการระบบต่อต้านขีปนาวุธที่ทันสมัยกว่านี้ ซึ่งยูเครนยังมีไม่เพียงพอในระดับนั้นจึงต้องการให้ชาติต่างๆ ส่งอาวุธมาช่วยเหลือ พร้อมบอกว่า ไม่มีเหตุผลที่ต้องล่าช้าไปมากกว่านี้แล้ว

ที่ปรึกษาประธานาธิบดียูเครนเผยว่า ยูเครนต้องการปืนใหญ่วิถีโค้ง howitzer จำนวน 1000 ชิ้น รถถัง500 คัน และโดรน 1,000 ลำ ในขณะที่ผู้นำยูเครนต้องการระบบต่อต้านขีปนาวุธที่ทันสมัยเพิ่ม อย่างไรก็ดี จนถึงขณะนี้ ยูเครนเพิ่งได้รับอาวุธเพียง10% ของการร้องขอไปก่อนหน้านี้ทุกวันนี้ ยูเครนใช้ปืนใหญ่วันละ 5,000-6,000 กระบอก ขณะที่รัสเซียใช้วันละมากกว่า 10 เท่าของยูเครน

เซเลนสกีย้ำว่า ยูเครนยังต่อสู้เพียงลำพังในการยิงขีปนาวุธที่กำลังจะไปที่เมืองลวีฟ และเทอร์โนพิล ทางตะวันตกของประเทศด้วย นอกจากนี้แม้ว่ากองทัพยูเครนพยายามและแข็งแกร่งมากเพียงใด แต่หากขาดความช่วยเหลือจากชาติพันธมิตร และอาวุธที่ทันสมัย ก็ไม่สามารถชนะวิกฤตครั้งนี้ได้เลย

โดย ดาโน โทนาลี