คุยกัน7วันหน : ปูตินสะท้อนรัสเซียยุคใหม่ กับ ‘พระเจ้าปีเตอร์มหาราช’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/659629

คุยกัน7วันหน : ปูตินสะท้อนรัสเซียยุคใหม่  กับ ‘พระเจ้าปีเตอร์มหาราช’

วันอาทิตย์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.10 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมา มีการแสดงออกของประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูตินของรัสเซีย ที่น่าสนใจมากงานหนึ่ง

เมื่อวันพฤหัสบดี ประธานาธิบดีปูติน ไปเยี่ยมชมนิทรรศการในกรุงมอสโก เพื่อเฉลิมฉลองวาระ 350 ปี วันคล้ายวันเกิดของ Peter the Greatหรือ พระเจ้าปีเตอร์มหาราช ซาร์แห่งรัสเซีย ซึ่งนำชัยชนะในสงครามกับสวีเดนในศตวรรษที่ 18

ปูตินได้กล่าวเปรียบเทียบว่าความปรารถนาของรัสเซียยุคใหม่นี้เหมือนกับการก่อตั้งนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กของพระเจ้าปีเตอร์มหาราช เขากล่าวว่า การที่พระเจ้าปีเตอร์มหาราชต่อสู้กับสวีเดนนั้น เขาไม่ได้เอาอะไรไป แต่เขาแค่เอามันกลับคืนมา

ปูตินเล่าด้วยว่า เมื่อครั้งที่พระเจ้าปีเตอร์มหาราชก่อตั้งนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และประกาศให้เป็นเมืองหลวงของรัสเซีย ในตอนนั้นไม่มีชาติยุโรปใดรับรองดินแดนดังกล่าวว่าเป็นของรัสเซีย แต่กลับมองว่าเป็นของสวีเดน ดังนั้น จึงถือเป็นความรับผิดชอบของเราที่ต้องนำมันกลับคืนมาและทำให้แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งในประเด็นนี้ ถูกตีความว่า ปูตินกำลังหมายถึงปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียในยูเครน

ปูตินยังยอมรับด้วยว่า มีบางครั้งในประวัติศาสตร์ของรัสเซียที่เราจำเป็นต้องถอย แต่เป็นการถอยเพื่อกลับมาแข็งแกร่งและเดินหน้าต่อไป

ทั้งนี้ Great Northern War หรือ มหาสงครามเหนือ ระหว่างปี1700-1721 จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของสวีเดน และทำให้รัสเซียกลายเป็นผู้นำในทะเลบอลติก และเป็นผู้เล่นสำคัญของยุโรป สำหรับพระเจ้าปีเตอร์มหาราชนั้น ต่อมากลายเป็นจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิรัสเซียตั้งแต่ปี 1682 จนกระทั่งสวรรคตในปี 1725

ในปัจจุบัน สายสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับตะวันตกนั้นสะบั้นลงจากปฏิบัติทางทหารในยูเครน ขณะที่รัฐบาลรัสเซียภายใต้การนำของปูติน ไม่ได้ชูประเด็นความใกล้ชิดระหว่างพระเจ้าปีเตอร์มหาราชกับยุโรปเท่าใดนักแต่กลับเน้นบทบาทของพระองค์ในการขยายอาณาเขตมากกว่า

ปูตินยังเปิดช่องสำหรับการขยายอาณาเขตเพิ่มเติม และย้ำในอธิปไตยของรัสเซียด้วย โดยกล่าวว่าประเทศใดประเทศหนึ่ง หากไม่มีอธิปไตย ก็ต้องเป็นอาณานิคม และมันเป็นไปไม่ได้ที่จะสร้างรั้วมากั้นประเทศอย่างรัสเซีย ในขณะที่รัสเซียก็จะไม่สร้างรั้วกั้นอาณาเขตเช่นเดียวกัน

แน่นอนว่า ท่าทีของรัสเซียในตอนนี้ ทำให้สวีเดนกังวลอย่างยิ่ง ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เราจึงเห็นกองทัพสวีเดน ส่งทหารเข้าร่วมปฏิบัติการซ้อมรบร่วม กับทหารจาก 14 ชาติสมาชิกนาโต ทั้งทหารอากาศและนาวิกโยธินกว่า 7,000 นาย ภายใต้รหัส BALTOPS หรือ BalticOperations ซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นแกนนำโดยมีการซ้อมส่งเสบียงทางอากาศและยกพลขึ้นบกบนเกาะก็อตแลนด์ ถือเป็นการซ้อมรบประจำปีที่มีมาตั้งแต่ปี 1972 แต่เดิม การซ้อมรบรวมนี้ไม่ได้กังวลเรื่องภัยคุกคามเป็นการเฉพาะแต่อย่างใด แต่หลังจากสวีเดนและฟินแลนด์แสดงความประสงค์จะเข้าร่วมเป็นสมาชิกของนาโต ทำให้นาโตถือโอกาสนี้ในการกระชับความร่วมมือทางทหารกับ 2 ชาติ โดยเฉพาะสวีเดนที่กำลังฉลองวาระครบรอบ 500 ปี ของกองทัพเรือสวีเดน สำหรับการซ้อมรบจะสิ้นสุดลงในวันที่17 มิถุนายนนี้

เกาะก็อตแลนด์มีประชากรประมาณ 58,000 คน ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในทะเลบอลติกและเคยมีทหารประจำการเป็นครั้งแรกในปี 1886 แต่ในปี 2005 ได้ถูกยกเลิกไปและกลับมามีทหารเข้าไปประจำการอีกคร้้งในปี 2018 ท่ามกลางความเคลื่อนไหวทางทหารของรัสเซียที่เพิ่มมากขึ้นในภูมิภาค หลังจากรัสเซียผนวกไครเมียในปี 2014

ปัจจุบัน มีทหารสวีเดนอยู่บนเกาะประมาณ 400 นาย ซึ่งกองทัพยอมรับว่าการปกป้องก็อตแลนด์ถือว่าเป็นภารกิจที่ยาก การเข้าร่วมกับนาโตจึงเป็นสิ่งจำเป็น และก็อตแลนด์ยังถือเป็นเส้นทางขนส่งเสบียงหรือสนับสนุนประเทศในกลุ่มบอลติกได้ด้วย ขณะที่ชาวก็อตแลนด์แม้จะกังวลต่อการเข้าเป็นสมาชิกของนาโต เพราะเกรงว่าจะกระทบต่อการท่องเที่ยวซึ่งเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของเกาะ แต่หากก็อตแลนด์ถูกบุกรุกก็คงไม่สามารถต่อสู้ได้ เพราะมีกำลังทหารน้อยเกินไปแม้จะมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย จึงเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องมีพันธมิตรจากนาโตเข้ามาช่วยเหลือ

ล่าสุด มีร์เซีย จีโออานา รองเลขาธิการองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต กล่าวต่อที่ประชุมสุดยอดที่เดนมาร์ก ว่ายังไม่เห็นภัยคุกคามด้านการทหารจากรัสเซียที่มีต่อสวีเดนและฟินแลนด์ในทันที และมั่นใจว่า ทั้งสองประเทศยังจะได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกนาโต แม้ว่าตุรเคียคัดค้าน จากความกังวลเรื่องทั้งสองประเทศสนับสนุนและให้ที่หลบซ่อนตัวต่อกลุ่มหัวรุนแรงชาวเคิร์ด และกลุ่มติดอาวุธอื่นๆ ที่ตุรเคียขึ้นบัญชีดำว่าเป็นกลุ่มก่อการร้าย

ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป ว่าสวีเดน จะเป็นจุดหมายต่อไปของรัสเซียหรือไม่…..

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน7วันหน : สหรัฐฯ ย้ำไม่คิดทำสงครามเย็นกับจีน แม้จีนรุกคืบหมู่เกาะแปซิฟิก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/658149

คุยกัน7วันหน : สหรัฐฯ ย้ำไม่คิดทำสงครามเย็นกับจีน แม้จีนรุกคืบหมู่เกาะแปซิฟิก

วันอาทิตย์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าว เมื่อวันพฤหัสบดี ถึงแนวนโยบายคณะทำงานของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ต่อประเด็นประเทศจีน ว่า สหรัฐฯ ตั้งใจแน่วแน่ที่จะหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง หรือสงครามเย็นครั้งใหม่กับจีน และเราไม่เคยคิดจะตัดจีนออกจากเศรษฐกิจโลกแต่อย่างใด สหรัฐฯ จะไม่ขัดขวางจีนจากการสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และจะไม่พยายามเปลี่ยนแปลงระบอบการเมืองของจีน รวมทั้งไม่ได้ต้องการขัดขวางจีนจากการมีบทบาทในฐานะประเทศมหาอำนาจรายใหญ่ของโลก

บลิงเคนระบุว่า แต่สิ่งที่สหรัฐฯ ต้องการคือ ขอให้จีนยึดมั่นในกฎระเบียบระหว่างประเทศ บลิงเคนเรียกร้องการแข่งขันกับจีน เพื่อรักษาระเบียบโลกอย่างที่เป็นอยู่เอาไว้ สิ่งที่สหรัฐฯ กำลังทำอยู่คือ ปกป้องระเบียบโลกที่เป็นอยู่ ซึ่งรวมถึงกฎหมายและสถาบันระหว่างประเทศและข้อตกลงระหว่างประเทศต่างๆ เพราะสิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ธำรงรักษาสันติภาพและเสถียรภาพของโลกเอาไว้ ทำให้ทุกๆ ประเทศ รวมถึงสหรัฐฯ และจีนด้วย สามารถอยู่ร่วมกันได้และร่วมมือกันได้

บลิงเคนยอมรับว่า มีความเห็นที่ค่อนข้างตรงกันเป็นเอกฉันท์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า ไม่มีประเทศใด จะสามารถขัดขวางการพุ่งทะยานของจีนได้ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องบริหารจัดการความสัมพันธ์กับจีน อย่างสอดคล้องกับความเป็นจริงดังกล่าวมากขึ้น

รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ยอมรับว่า จีนเป็นประเทศเดียว ที่มีทั้งความตั้งใจต้องการจัดระเบียบโลกใหม่และมีทั้งอำนาจในทางเศรษฐกิจ ทางการทูตการทหาร รวมทั้งอำนาจในทางเทคโนโลยีอย่างพร้อมมูล ที่จะสามารถทำเช่นนั้นได้ และอำนาจในด้านต่างๆ ของจีนดังกล่าว ยังคงเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ

บลิงเคนระบุว่า สหรัฐฯ ยังคงมองจีนเป็นความท้าทายต่อระเบียบโลกในระยะยาวที่จริงจังที่สุด ถึงแม้ว่าในช่วงนี้สหรัฐฯ ได้หันไปจดจ่อกับปฏิบัติการรัสเซียในยูเครนในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาก็ตาม และจีนคือบททดสอบสำคัญทางการทูตของสหรัฐฯ ชนิดที่สหรัฐฯ ไม่เคยพบเจอมาก่อน และย้ำว่า สหรัฐฯไม่ได้ต้องการขัดแย้งกับประเทศจีน เพียงแต่เตรียมตัวในการปกป้องผลประโยชน์ของตน

และเมื่อมีคำกล่าวของรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เช่นนี้ Global Times กระบอกเสียงของทางการจีนรายงานทันทีโดยนำเสนอความเห็นของหวัง อี้ เว่ยผู้อำนวยการสถาบันกิจการต่างประเทศ แห่งมหาวิทยาลัยเหรินหมิน ว่า ถ้อยแถลงของบลิงเคน เป็นโวหารที่ดูเหมือนจะ“นุ่มนวล” แต่ก็ไม่สามารถปกปิดความจริงที่ว่า นักการทูตระดับสูงของสหรัฐฯ คนนี้กำลังใช้ “ถ้อยคำประดิษฐ์” ที่ทำให้จีนดูเหมือน “tough, big guy” ที่ไม่มีใครควรจะยุ่งวุ่นวายด้วย ขณะที่สหรัฐฯเหมือนกับ “a little poor” ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุว่านี่เป็นอีกครั้งที่พิสูจน์ให้เห็นถึงความ“หน้าซื่อใจคด” ของเจ้าหน้าที่การทูตสหรัฐฯที่ประดิษฐ์คำพูดสวยหรู แต่กลับไม่เคยหยุดทำในสิ่งที่เลวร้าย

การกล่าวสุนทรพจน์ของบลิงเคนมีขึ้นหลังจากที่ไบเดนเพิ่งเดินทางกลับจากการเยือนเอเชีย และได้มีการกล่าวถึงประเด็นไต้หวัน ที่ว่าพร้อมจะให้การสนับสนุนทางการทหารต่อไต้หวัน หากถูกโจมตี นำมาสู่ความไม่พอใจอย่างมากต่อประเทศจีน และชี้ว่าพร้อมจะรบให้ชนะหากต่างชาติเข้าแทรกแซงเรื่องไต้หวัน ทำให้เกิดความตึงเครียดว่าช่องแคบไต้หวันจะระอุขึ้นมาอีกครั้ง … ทำให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า การกล่าวสุนทรพจน์ของบลิงเคนครั้งนี้ ดูจะเป็นการลดความดุดันของถ้อยคำของผู้นำสหรัฐฯ เพื่อ tone down ให้สถานการณ์กลับมาดีขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากันตรงๆ เพราะหลังการแถลงของไบเดน ทำเนียบขาวถึงกับต้องออกมาย้ำถึงการยอมรับในหลักการจีนเดียว

พูดถึงจีน ในสัปดาห์ที่ผ่านมามีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ กรณีนายหวัง อี้รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ปฏิบัติภารกิจเยือนหลายประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งการเข้ามาของจีนนั้นเป็นทั้งความหวังและความกังวลสำหรับชาติแปซิฟิก และสหรัฐฯ กับพันธมิตร เพราะเมื่อหนึ่งเดือนที่แล้ว จีนและหมู่เกาะโซโลมอนได้ลงนามข้อตกลงด้านความมั่นคง จนทำให้สหรัฐฯ และชาติพันธมิตรกังวลว่าจะเป็นการเปิดทางที่ทำให้จีนสร้างฐานทัพในชาติหมู่เกาะแปซิฟิกได้

การเดินทางเยือนชาติแปซิฟิกของผู้แทนจีน สะท้อนให้เห็นถึงการแข่งขันด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เข้มข้นขึ้น เพื่อโน้มน้าวชาติในภูมิภาคนี้ โดยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์
นายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรับฯได้เยือนฟิจิ และในสัปดาห์นี้นางเพนนี หว่อง รัฐมนตรีต่างประเทสออสเตรเลียได้เดินทางเยือนฟิจิเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม แม้จีนยืนยันว่าจะไม่มีการสร้างฐานทัพในหมู่เกาะโซโลมอน แต่ในเวลานี้ ยังเกิดคำถามมากมายตามมา เช่น ข้อตกลงด้านความมั่นคง จะทำให้จีนส่งเรือรบมาที่หมู่เกาะโซโลมอนได้หรือไม่ ตลอดจนสามารถเข้ามาใช้ประโยชน์จากทรัพยากรแร่ใต้ทะเลของโซโลมอนได้หรือไม่ และจีนกำลังโน้มน้าวในชาติอื่นๆ ลงนามข้อตกลงในลักษณะเดียวกันนี้หรือไม่

เว็บไซต์สถานีโทรทัศน์ อัล จาซีรารายงานว่า นับตั้งแต่ปี 2009 จีนคือผู้ให้กู้ยืมรายใหญ่อันดับสองของกลุ่มประเทศหมู่เกาะแปซิฟิก รวมมูลค่ากว่า 169 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรวมถึงเงินให้เปล่า และความแตกต่างของการช่วยเหลือระหว่างจีน กับสหรัฐฯ หรือออสเตรเลีย หรือองค์กรระหว่างประเทศอย่าง ธนาคารโลก และธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย ก็คือ รัฐบาลจีนไม่นำเรื่องการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจไปเชื่อมโยงกับการปฏิรูประบบธรรมาภิบาล

ปีเตอร์ เคนิลอเรีย จูเนียร์ สส.ฝ่ายค้านของหมู่เกาะโซโลมอนระบุว่า ด้วยเหตุนี้ จีนจึงสามารถกล่าวได้ว่า เงินกู้และเงินให้เปล่าที่จีนให้นั้น ไม่มีเงื่อนไขผูกพัน แม้ว่าอาจจะมีประเด็นทางการเมืองมาเกี่ยวข้องก็ตาม และทำให้จีนกลายเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่น่าดึงดูดใจ สำหรับประเทศที่มีทรัพยากรจำกัด

ขณะเดียวกัน บรรดารัฐบาลของชาติหมู่เกาะแปซิฟิกก็มีความคาดหวังจากการเยือนของรัฐมนตรีต่างประเทศจีนเช่นกัน โดยต้องการการสนับสนุนจากจีนในหลายด้าน ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังยุคโควิด-19 โดย วิลลี จิมมี อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศวานูอาตู เผยกับอัล จาซีรา ว่า เขายินดีกับการเยือนของนายหวัง และยินดีกับโครงการต่างๆ ที่จะมีการประกาศเพื่อช่วยรัฐบาลและประชาชนของวานูอาตูเพราะผู้บริจาครายอื่นๆมักไม่ทำโครงการอะไรหากไม่ได้เกี่ยวข้องกับนโยบายต่างประเทศของพวกเขา แต่จีนยังเลือกทำเรื่องเหล่านี้ เขายังกล่าวด้วยว่า การสร้างถนนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของวานูอาตู ซึ่งมีเกาะที่ไม่มีคนอาศัยอยู่อีก 65 เกาะนั้นไม่ง่ายเลยจากการที่เกาะอยู่กระจัดกระจายและมีปัญหาการเมืองภายใน ดังนั้น นี่จึงเป็นเรื่องคนท้องถิ่นยินดี และเขาสนับสนุนความคิดริเริ่มของจีน ที่จะช่วยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศหมู่เกาะแปซิฟิก

อีกหนึ่งความกังวล คือความคลางแคลงใจต่อเจตนาของจีนในการเข้ามาขยายอิทธิพลในแปซิฟิก แม้จีนยืนยันมาตลอดว่า ทำด้วยความจริงใจก็ตาม แต่จากกรณีที่คิริบาตีมีแผนการพัฒนาทางวิ่งของเครื่องบิน ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าจีนอาจกำลังมีแผนสร้างฐานทัพที่นั่น แต่คิริบาตีออกมาปฏิเสธเรื่องนี้แล้ว ว่าไม่เคยมีข้อเสนอแบบนี้

ไบรอัน ออร์ม อดีตโฆษกพรรคฝ่ายค้านของคิริบาตีกล่าวว่า ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของคิริบาตีได้รับเสียงสนับสนุนจากสาธารณชนอย่างมากและสามารถผลักดันให้มีข้อตกลงด้านความมั่นคงกับจีนได้หากเขาต้องการ และเขาเชื่อว่าจีนมีแผนสร้างฐานทัพสองแห่งในคิริบาตีด้วย ซึ่งจะอยู่ใกล้สหรัฐฯมาก โดยคิริบาตีไม่มีฝ่ายค้านที่แท้จริง ดังนั้น จะไม่มีการคัดค้านอะไร

ทั้งนี้ สหรัฐฯ และบรรดาชาติพันธมิตรต่างไม่นิ่งนอนใจ นอกจากจะส่งรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ และออสเตรเลียมาเยือนแล้ว ผู้นำสหรัฐฯ และออสเตรเลีย ยังประชุมร่วมกับผู้นำญี่ปุ่นและอินเดีย ในการประชุมกลุ่ม Quad ช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วย ทำให้การแข่งขันด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างจีน กับสหรัฐฯและพันธมิตรนั้น ในทางทฤษฎี อาจช่วยให้บรรดาชาติแปซิฟิกได้ดีลที่ดีที่สุดก็เป็นได้และนักวิเคราะห์ยังเชื่ออีกว่า สหรัฐฯ และจีนจะสามารถทำงานร่วมกันได้ในเรื่องที่สำคัญและน่ากดดันมากที่สุด นั่นก็คือ ปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นประเด็นที่การมัวแต่แข่งขันกัน ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายใดเลย

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน7วันหน : สหรัฐฯ ย้ำไม่คิดทำสงครามเย็นกับจีน แม้จีนรุกคืบหมู่เกาะแปซิฟิก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/656638

คุยกัน7วันหน : สหรัฐฯ ย้ำไม่คิดทำสงครามเย็นกับจีน  แม้จีนรุกคืบหมู่เกาะแปซิฟิก

วันอาทิตย์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.15 น.

แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าว เมื่อวันพฤหัสบดี ถึงแนวนโยบายคณะทำงานของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ต่อประเด็นประเทศจีน ว่า สหรัฐฯ ตั้งใจแน่วแน่ที่จะหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง หรือสงครามเย็นครั้งใหม่กับจีน และเราไม่เคยคิดจะตัดจีนออกจากเศรษฐกิจโลกแต่อย่างใด สหรัฐฯ จะไม่ขัดขวางจีนจากการสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และจะไม่พยายามเปลี่ยนแปลงระบอบการเมืองของจีน รวมทั้งไม่ได้ต้องการขัดขวางจีนจากการมีบทบาทในฐานะประเทศมหาอำนาจรายใหญ่ของโลก

บลิงเคนระบุว่า แต่สิ่งที่สหรัฐฯ ต้องการคือ ขอให้จีนยึดมั่นในกฎระเบียบระหว่างประเทศ บลิงเคนเรียกร้องการแข่งขันกับจีน เพื่อรักษาระเบียบโลกอย่างที่เป็นอยู่เอาไว้ สิ่งที่สหรัฐฯ กำลังทำอยู่คือ ปกป้องระเบียบโลกที่เป็นอยู่ ซึ่งรวมถึงกฎหมายและสถาบันระหว่างประเทศและข้อตกลงระหว่างประเทศต่างๆ เพราะสิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ธำรงรักษาสันติภาพและเสถียรภาพของโลกเอาไว้ ทำให้ทุกๆ ประเทศ รวมถึงสหรัฐฯ และจีนด้วย สามารถอยู่ร่วมกันได้และร่วมมือกันได้

บลิงเคนยอมรับว่า มีความเห็นที่ค่อนข้างตรงกันเป็นเอกฉันท์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า ไม่มีประเทศใด จะสามารถขัดขวางการพุ่งทะยานของจีนได้ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องบริหารจัดการความสัมพันธ์กับจีน อย่างสอดคล้องกับความเป็นจริงดังกล่าวมากขึ้น

รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ยอมรับว่า จีนเป็นประเทศเดียว ที่มีทั้งความตั้งใจต้องการจัดระเบียบโลกใหม่และมีทั้งอำนาจในทางเศรษฐกิจ ทางการทูตการทหาร รวมทั้งอำนาจในทางเทคโนโลยีอย่างพร้อมมูล ที่จะสามารถทำเช่นนั้นได้ และอำนาจในด้านต่างๆ ของจีนดังกล่าว ยังคงเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ

บลิงเคนระบุว่า สหรัฐฯ ยังคงมองจีนเป็นความท้าทายต่อระเบียบโลกในระยะยาวที่จริงจังที่สุด ถึงแม้ว่าในช่วงนี้สหรัฐฯ ได้หันไปจดจ่อกับปฏิบัติการรัสเซียในยูเครนในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาก็ตาม และจีนคือบททดสอบสำคัญทางการทูตของสหรัฐฯ ชนิดที่สหรัฐฯ ไม่เคยพบเจอมาก่อน และย้ำว่า สหรัฐฯไม่ได้ต้องการขัดแย้งกับประเทศจีน เพียงแต่เตรียมตัวในการปกป้องผลประโยชน์ของตน

และเมื่อมีคำกล่าวของรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เช่นนี้ Global Times กระบอกเสียงของทางการจีนรายงานทันทีโดยนำเสนอความเห็นของหวัง อี้ เว่ยผู้อำนวยการสถาบันกิจการต่างประเทศ แห่งมหาวิทยาลัยเหรินหมิน ว่า ถ้อยแถลงของบลิงเคน เป็นโวหารที่ดูเหมือนจะ“นุ่มนวล” แต่ก็ไม่สามารถปกปิดความจริงที่ว่า นักการทูตระดับสูงของสหรัฐฯ คนนี้กำลังใช้ “ถ้อยคำประดิษฐ์” ที่ทำให้จีนดูเหมือน “tough, big guy” ที่ไม่มีใครควรจะยุ่งวุ่นวายด้วย ขณะที่สหรัฐฯเหมือนกับ “a little poor” ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุว่านี่เป็นอีกครั้งที่พิสูจน์ให้เห็นถึงความ“หน้าซื่อใจคด” ของเจ้าหน้าที่การทูตสหรัฐฯที่ประดิษฐ์คำพูดสวยหรู แต่กลับไม่เคยหยุดทำในสิ่งที่เลวร้าย

การกล่าวสุนทรพจน์ของบลิงเคนมีขึ้นหลังจากที่ไบเดนเพิ่งเดินทางกลับจากการเยือนเอเชีย และได้มีการกล่าวถึงประเด็นไต้หวัน ที่ว่าพร้อมจะให้การสนับสนุนทางการทหารต่อไต้หวัน หากถูกโจมตี นำมาสู่ความไม่พอใจอย่างมากต่อประเทศจีน และชี้ว่าพร้อมจะรบให้ชนะหากต่างชาติเข้าแทรกแซงเรื่องไต้หวัน ทำให้เกิดความตึงเครียดว่าช่องแคบไต้หวันจะระอุขึ้นมาอีกครั้ง … ทำให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า การกล่าวสุนทรพจน์ของบลิงเคนครั้งนี้ ดูจะเป็นการลดความดุดันของถ้อยคำของผู้นำสหรัฐฯ เพื่อ tone down ให้สถานการณ์กลับมาดีขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากันตรงๆ เพราะหลังการแถลงของไบเดน ทำเนียบขาวถึงกับต้องออกมาย้ำถึงการยอมรับในหลักการจีนเดียว

พูดถึงจีน ในสัปดาห์ที่ผ่านมามีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ กรณีนายหวัง อี้รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ปฏิบัติภารกิจเยือนหลายประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งการเข้ามาของจีนนั้นเป็นทั้งความหวังและความกังวลสำหรับชาติแปซิฟิก และสหรัฐฯ กับพันธมิตร เพราะเมื่อหนึ่งเดือนที่แล้ว จีนและหมู่เกาะโซโลมอนได้ลงนามข้อตกลงด้านความมั่นคง จนทำให้สหรัฐฯ และชาติพันธมิตรกังวลว่าจะเป็นการเปิดทางที่ทำให้จีนสร้างฐานทัพในชาติหมู่เกาะแปซิฟิกได้

การเดินทางเยือนชาติแปซิฟิกของผู้แทนจีน สะท้อนให้เห็นถึงการแข่งขันด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เข้มข้นขึ้น เพื่อโน้มน้าวชาติในภูมิภาคนี้ โดยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์นายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรับฯได้เยือนฟิจิ และในสัปดาห์นี้นางเพนนี หว่อง รัฐมนตรีต่างประเทสออสเตรเลียได้เดินทางเยือนฟิจิเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม แม้จีนยืนยันว่าจะไม่มีการสร้างฐานทัพในหมู่เกาะโซโลมอน แต่ในเวลานี้ ยังเกิดคำถามมากมายตามมา เช่น ข้อตกลงด้านความมั่นคง จะทำให้จีนส่งเรือรบมาที่หมู่เกาะโซโลมอนได้หรือไม่ ตลอดจนสามารถเข้ามาใช้ประโยชน์จากทรัพยากรแร่ใต้ทะเลของโซโลมอนได้หรือไม่ และจีนกำลังโน้มน้าวในชาติอื่นๆ ลงนามข้อตกลงในลักษณะเดียวกันนี้หรือไม่

เว็บไซต์สถานีโทรทัศน์ อัล จาซีรารายงานว่า นับตั้งแต่ปี 2009 จีนคือผู้ให้กู้ยืมรายใหญ่อันดับสองของกลุ่มประเทศหมู่เกาะแปซิฟิก รวมมูลค่ากว่า 169 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรวมถึงเงินให้เปล่า และความแตกต่างของการช่วยเหลือระหว่างจีน กับสหรัฐฯ หรือออสเตรเลีย หรือองค์กรระหว่างประเทศอย่าง ธนาคารโลก และธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย ก็คือ รัฐบาลจีนไม่นำเรื่องการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจไปเชื่อมโยงกับการปฏิรูประบบธรรมาภิบาล

ปีเตอร์ เคนิลอเรีย จูเนียร์ สส.ฝ่ายค้านของหมู่เกาะโซโลมอนระบุว่า ด้วยเหตุนี้ จีนจึงสามารถกล่าวได้ว่า เงินกู้และเงินให้เปล่าที่จีนให้นั้น ไม่มีเงื่อนไขผูกพัน แม้ว่าอาจจะมีประเด็นทางการเมืองมาเกี่ยวข้องก็ตาม และทำให้จีนกลายเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่น่าดึงดูดใจ สำหรับประเทศที่มีทรัพยากรจำกัด

ขณะเดียวกัน บรรดารัฐบาลของชาติหมู่เกาะแปซิฟิกก็มีความคาดหวังจากการเยือนของรัฐมนตรีต่างประเทศจีนเช่นกัน โดยต้องการการสนับสนุนจากจีนในหลายด้าน ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังยุคโควิด-19 โดย วิลลี จิมมี อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศวานูอาตู เผยกับอัล จาซีรา ว่า เขายินดีกับการเยือนของนายหวัง และยินดีกับโครงการต่างๆ ที่จะมีการประกาศเพื่อช่วยรัฐบาลและประชาชนของวานูอาตูเพราะผู้บริจาครายอื่นๆมักไม่ทำโครงการอะไรหากไม่ได้เกี่ยวข้องกับนโยบายต่างประเทศของพวกเขา แต่จีนยังเลือกทำเรื่องเหล่านี้ เขายังกล่าวด้วยว่า การสร้างถนนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของวานูอาตู ซึ่งมีเกาะที่ไม่มีคนอาศัยอยู่อีก 65 เกาะนั้นไม่ง่ายเลยจากการที่เกาะอยู่กระจัดกระจายและมีปัญหาการเมืองภายใน ดังนั้น นี่จึงเป็นเรื่องคนท้องถิ่นยินดี และเขาสนับสนุนความคิดริเริ่มของจีน ที่จะช่วยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศหมู่เกาะแปซิฟิก

อีกหนึ่งความกังวล คือความคลางแคลงใจต่อเจตนาของจีนในการเข้ามาขยายอิทธิพลในแปซิฟิก แม้จีนยืนยันมาตลอดว่า ทำด้วยความจริงใจก็ตาม แต่จากกรณีที่คิริบาตีมีแผนการพัฒนาทางวิ่งของเครื่องบิน ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าจีนอาจกำลังมีแผนสร้างฐานทัพที่นั่น แต่คิริบาตีออกมาปฏิเสธเรื่องนี้แล้ว ว่าไม่เคยมีข้อเสนอแบบนี้

ไบรอัน ออร์ม อดีตโฆษกพรรคฝ่ายค้านของคิริบาตีกล่าวว่า ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของคิริบาตีได้รับเสียงสนับสนุนจากสาธารณชนอย่างมากและสามารถผลักดันให้มีข้อตกลงด้านความมั่นคงกับจีนได้หากเขาต้องการ และเขาเชื่อว่าจีนมีแผนสร้างฐานทัพสองแห่งในคิริบาตีด้วย ซึ่งจะอยู่ใกล้สหรัฐฯมาก โดยคิริบาตีไม่มีฝ่ายค้านที่แท้จริง ดังนั้น จะไม่มีการคัดค้านอะไร

ทั้งนี้ สหรัฐฯ และบรรดาชาติพันธมิตรต่างไม่นิ่งนอนใจ นอกจากจะส่งรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ และออสเตรเลียมาเยือนแล้ว ผู้นำสหรัฐฯ และออสเตรเลีย ยังประชุมร่วมกับผู้นำญี่ปุ่นและอินเดีย ในการประชุมกลุ่ม Quad ช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วย ทำให้การแข่งขันด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างจีน กับสหรัฐฯและพันธมิตรนั้น ในทางทฤษฎี อาจช่วยให้บรรดาชาติแปซิฟิกได้ดีลที่ดีที่สุดก็เป็นได้และนักวิเคราะห์ยังเชื่ออีกว่า สหรัฐฯ และจีนจะสามารถทำงานร่วมกันได้ในเรื่องที่สำคัญและน่ากดดันมากที่สุด นั่นก็คือ ปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นประเด็นที่การมัวแต่แข่งขันกัน ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายใดเลย

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน7วันหน : รู้จักทฤษฎี‘การแทนที่ครั้งใหญ่’ ล้างสมองหนุ่มอเมริกันสังหารหมู่คนผิวดำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/655014

คุยกัน7วันหน : รู้จักทฤษฎี‘การแทนที่ครั้งใหญ่’  ล้างสมองหนุ่มอเมริกันสังหารหมู่คนผิวดำ

วันอาทิตย์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.10 น.

เจ้าหน้าที่ตำรวจสหรัฐฯ กำลังตรวจสอบถึงแรงจูงใจการก่อเหตุสลดในเมืองบัฟฟาโลรัฐนิวยอร์ก ที่นายเพย์ตันเกนดรอน หนุ่มอเมริกันผิวขาว วัย 18 ปี บุกกราดยิงในร้านขายของชำ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 10 ศพ ก่อนจะยอมมอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ โดยมีเบาะแสสำคัญ คือ แถลงการณ์ความยาว 180 หน้าของนายเกนดรอน ซึ่งภายในเต็มไปด้วยเนื้อหาเกี่ยวกับทฤษฎีการแทนที่ครั้งใหญ่ (The Great Replacement) ที่เป็นทฤษฎีที่กลุ่มชาตินิยมผิวขาวในแถบอเมริกาเหนือ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ยึดถือ

ดร.ลอว์เรนซ์ โรเซนทัล ประธานและหัวหน้าทีมวิจัยศูนย์ฝ่ายขวาศึกษาเบิร์กลีย์ อธิบายกับสำนักข่าว Reuters ถึงทฤษฎีการแทนที่ครั้งใหญ่ว่า “เป็นแนวคิดของประชากรผิวขาวในอเมริกาเหนือ รวมถึงสหรัฐฯ และในยุโรป ว่าด้วยการถูกแทนที่ประชากรด้วยชนกลุ่มน้อย ผ่านการอพยพเข้าประเทศ” ผู้คนที่เชื่อในทฤษฎีนี้จะมองว่า อำนาจผลประโยชน์และสิทธิของพวกเขา กำลังถูกพรากไปและมอบให้กับชนกลุ่มน้อย ที่เข้ามาอาศัยในประเทศในฐานะผู้อพยพ เป็นการโทษความยากลำบากที่พวกเขาเผชิญว่า เป็นเพราะชนกลุ่มน้อยขโมยสิ่งเหล่านั้นไปจากพวกเขา

ทฤษฎีการแทนที่ครั้งใหญ่ หรือ Great Replacement Theory เชื่อว่ามีรากฐานมาจากกลุ่มชาตินิยมในฝรั่งเศส ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ผ่านงานเขียนของ เรอโน กามู ที่เชื่อว่าหากไม่ทำอะไรสักอย่าง ผู้อพยพจากแอฟริกาและตะวันออกกลางจะทำให้เผ่าพันธุ์ยุโรปดั้งเดิมถึงกาลอวสาน

แนวคิดนี้ถูกนำมาใช้อย่างรุนแรงในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นนโยบายหลักของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ที่ต่อต้านกลุ่มผู้อพยพที่ไม่ใช่คนผิวขาว โดยเฉพาะชาวยิวที่ทำให้ชาวยิวถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ถึง 6 ล้านคนนอกจากนี้ทฤษฎี The Great Replacement ยังถูกนักการเมืองฝ่ายขวาที่มีแนวคิดชาตินิยมนำมาใช้ในการหาเสียง ซึ่งเหตุกราดยิงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จะพบว่าผู้ก่อเหตุเป็นผู้ที่ศึกษาทฤษฎี The Great Replacement อย่างจริงจัง และมีการเผยแพร่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นตามโซเชียลมีเดียหรือเว็บบอร์ดเฉพาะกลุ่ม ซึ่งมีผู้ติดตามมากขึ้นเรื่อยๆ

สันนิบาตต่อต้านการหมิ่นประมาท ชี้ว่า กลุ่มชาตินิยมผิวขาวในสหรัฐฯ และในต่างประเทศเชื่อว่าชาวยิวเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการอพยพของประชากรที่ไม่ใช่ผิวขาว ซึ่งเป็นแนวคิดที่ผิด และก่อให้เกิดทัศนคติเหยียดชาวยิว

ดร.โรเซนทัล ชี้ว่า ทฤษฎีการแทนที่ครั้งใหญ่เชื่อมโยงกับเหตุกราดยิงและสังหารหมู่หลายครั้งในประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นการสังหารหมู่คนผิวดำในโบสถ์รัฐเซาท์แคโรไลนา เมื่อปี 2015 การโจมตีมัสยิดมุสลิมในเมืองไครสต์เชิร์ชของนิวซีแลนด์เมื่อปี 2019 ไปจนถึงการเดินขบวนเพื่อเอกภาพของชาวเมืองชาร์ลอตส์วิลล์ รัฐเวอร์จิเนียในปี 2017 ที่พวกเขาเดินขบวนและตะโกนว่า “ชาวยิวจะต้องไม่แทนที่เรา”

ดร.โรเซนทัล ชี้ว่า รัฐบาลและภาคประชาสังคมจำเป็นต้องควบคุมจัดการทฤษฎีการแทนที่ครั้งใหญ่ และแนวคิดที่อันตรายอื่นๆ ไม่ให้แพร่กระจายไปยังคนรุ่นใหม่ ซึ่งปัจจุบันการเผยแพร่นั้นง่ายมากผ่านสังคมออนไลน์ พร้อมชี้ว่า ผู้ก่อเหตุในเมืองบัฟฟาโล อาจถูกล้างสมองจากการเสพคอนเทนต์เกี่ยวกับทฤษฎีนี้ผ่าน YouTube และอัลกอริทึมของสังคมออนไลน์ ก็จะนำเสนอเรื่องแบบนี้ให้เขาเห็นมากขึ้น

ในส่วนของทางคดี ตำรวจระบุว่า เพย์ตัน เกนดรอน มือปืนวัย 18 ปี มาจากเมืองเล็กๆในรัฐนิวยอร์ก ที่มีประชากรผิวขาวมากถึง 96% เขาเพิ่งเรียนจบโรงเรียนมัธยมปลายเมื่อปี 2021ซึ่งการแพร่ระบาดของโควิด-19ทำให้ช่วง 18 เดือนสุดท้ายของการเรียน เขาต้องเรียนผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งอาจจะเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เขาถลำลึกลงไปในการเสพข้อมูลที่สร้างความเกลียดชัง และเพื่อนร่วมชั้นเรียนก็บอกว่าเขามีนิสัยเก็บตัวและไม่ค่อยพูดกับใคร

เมื่อบ่ายวันเสาร์ที่แล้ว (14 พฤษภาคม) เพย์ตันสวมเสื้อเกราะกันกระสุน หมวกนิรภัย และมีอาวุธครบมือ ทั้งปืนไรเฟิลและปืนสั้นอัตโนมัติ ขับรถจากบ้านในเมืองคอลลินส์ รัฐนิวยอร์กนานหลายชั่วโมง เพื่อตั้งใจเดินทางมายังย่านคนผิวดำในเมืองบัฟฟาโล รัฐนิวยอร์ก ทันทีที่ลงจากรถ เขายิงคนในลานจอดรถ แล้วเข้าไปภายในซูเปอร์มาร์เก็ตก่อนกราดยิงพร้อมถ่ายทอดสดผ่านทางออนไลน์ไปด้วย ผ่านกล้องติดบนหมวกนิรภัย ในจำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บทั้ง 13 คน มีถึง 11 คน ที่เป็นคนผิวดำหรือชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน

ไบรอน บราวน์ นายกเทศมนตรีเมืองบัฟฟาโลระบุว่า มือปืนจงใจที่จะสังหารคนผิวดำให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จากเอกสาร 180 หน้าที่เขียนเกนดรอนระบุว่า ตนเป็นพวกเหยียดผิว และเชื่อว่าคนผิวขาวกำลังถูกกำจัดเพราะอัตราการเกิดที่ลดลง สวนทางกับอัตราการเกิดของคนผิวดำที่เพิ่มขึ้นจึงเลือกที่จะลงมือก่อเหตุในเมืองบัฟฟาโล เพราะพบว่าเป็นย่านที่มีคนผิวดำอาศัยอยู่มากที่สุด และอยู่ใกล้ที่พักของเขามากที่สุด แม้จะต้องลงทุนขับรถมาไกลถึง3 ชั่วโมงครึ่ง เพื่อมาก่อเหตุกราดยิงก็ตาม โดยมาดูลาดเลาไว้ก่อน

นั่นทำให้ เลติเธีย เจมส์ อธิบดีอัยการรัฐนิวยอร์กกล่าวว่า มือปืนที่ก่อเหตุน่าจะเป็นผู้ป่วยทางจิต ที่เกิดมาจากการบริโภคข้อมูลข่าวสารที่สร้างความเกลียดชังทุกวันนั่นเอง

คุยกัน7วันหน : มิยาโกะ-ก็อตแลนด์ สองเกาะต้องปรับตัวรับภัยคุกคาม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/653508

คุยกัน7วันหน : มิยาโกะ-ก็อตแลนด์  สองเกาะต้องปรับตัวรับภัยคุกคาม

วันอาทิตย์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.20 น.

เกาะเล็กๆ ในจังหวัดโอกินาวาทางตอนเหนือของญี่ปุ่น อยู่ในสภาพเตรียมความพร้อมทางทหารทั้งด้านเจ้าหน้าที่และอาวุธยุทโธปกรณ์ ท่ามกลางความขัดแย้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออก จนชาวบ้านกังวลผลกระทบจากสงครามและการเผชิญหน้า เช่นเดียวกับเกาะอีกแห่งของสวีเดน ที่กลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในทะเลบอลติก ขณะที่สวีเดนกำลังเตรียมความพร้อมเรื่องความเป็นไปได้ในการเข้าเป็นสมาชิกองค์กรสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือหรือนาโต

เกาะเล็กๆ อย่างเกาะมิยาโกะ ในจังหวัดโอกินาวาของญี่ปุ่นแห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของสนามกอล์ฟนอกชายฝั่งเต็มไปด้วยแนวปะการังอุดมสมบูรณ์ และมีพื้นที่ให้ชาวบ้านทำการเกษตร อย่างการปลูกเมลอนและอ้อย แต่ตอนนี้ เกาะมิยาโกะเต็มไปด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์อย่างเครื่องยิงขีปนาวุธ และกำลังพลของกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นที่เตรียมความพร้อมรับมือภัยคุกคามจากจีน เนื่องจากเกาะมิยาโกะ ตั้งอยู่ห่างจากไต้หวันเพียง 249 กิโลเมตร และห่างจากเกาะที่ไม่มีคนอยู่อาศัยในทะเลจีนใต้เพียง 200 กิโลเมตร อันถือเป็นพื้นที่ความขัดแย้งสำคัญในน่านน้ำทะเลจีนใต้กับจีน

นั่นทำให้เกาะมิยาโกะ ที่มีสนามบินขนาดใหญ่ 2 แห่งและท่าเรืออีก 1 แห่งกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงสำคัญที่เป็นเหมือนหน้าด่านหากความขัดแย้งในภูมิภาคกับจีนเกิดปะทุขึ้นเพราะเครื่องยิงขีปนาวุธบนเกาะแห่งนี้สามารถเล็งเป้าไปยังเรือของจีนที่แล่นเข้า-ออกน่านน้ำทางตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกได้

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นก่อนถึงวันที่ 15 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันครบรอบ 50 ปีที่สหรัฐฯ คืนเกาะแห่งนี้ให้กับญี่ปุ่น แต่เป็นช่วงที่สถานการณ์การเผชิญหน้าในภูมิภาคตึงเครียดมากยิ่งขึ้นผู้บัญชาการกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นบนเกาะมิยาโกะ บอกว่ากำลังพล700 นาย เตรียมความพร้อมตลอดเวลาเพื่อรับมือภัยคุกคามหรือการเผชิญหน้าและหวังที่เพิ่มกำลังพลเข้ามาประจำการบนเกาะเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปกป้องดินแดน

อย่างไรก็ดี ชาวบ้านบางส่วนบนเกาะมิยาโกะ ที่ทุกวันพฤหัสบดีจะนัดกันออกมารวมตัวประท้วงตามท้องถนนและด้านนอกฐานทัพ เพื่อเรียกร้องให้ปิดฉากทัพแห่งนี้ ย้ายกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ออกไปจากเกาะ เพราะพวกเขาต้องการมีชีวิตอยู่อย่างสงบ และเกรงว่าหากยังมีกิจกรรมทางทหารบนเกาะต่อไป ที่นี่และจังหวัดโอกินาวาทั้งหมด ก็อาจกลายเป็นด่านหน้าของการเผชิญหน้าทางทหารครั้งใหม่กับจีน และชาวบ้านอาจถูกลูกหลงได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง เช่นเดียวกับเกษตรกรผู้ปลูกเมลอนรายหนึ่งบอกว่า ยิ่งมีกำลังพลและอาวุธบนเกาะมากขึ้นเท่าไหร่ ที่นี่ก็ยิ่งตกเป็นเป้าโจมตีจากจีนได้ง่ายมากขึ้นเพราะจีนอยู่ห่างออกไปเพียง 600 กิโลเมตร อยากให้ถอนกำลังพลและอาวุธออกไป แต่ก็คิดว่าเป็นเรื่องยากส่วนหนึ่งก็เพราะชาวบ้านบางส่วนได้ประโยชน์จากการมีอยู่ของฐานทัพทั้งในเรื่องที่อยู่อาศัย และการจ้างงานที่ได้จากฐานทัพ

รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีฟุมิโอะ คิชิดะ ต้องอาศัยการสนับสนุนจากชาวบ้านในโอกินาวา ในการผลักดันโครงการก่อสร้างฐานทัพเพิ่มเติมในพื้นที่ เพื่อเป็นหลักประกันด้านความมั่นคงให้กับญี่ปุ่น แต่ก็เป็นประเด็นที่ทำให้ชาวโอกินาวาต้องปวดหัวเรื่องฐานทัพสหรัฐฯในพื้นที่ เพราะผลสำรวจความเห็นชาวโอกินาวา 812 คน จากสถานีโทรทัศน์ NHK เมื่อเดือนมีนาคมพบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 56 ต่อต้านฐานทัพสหรัฐฯ แต่เมื่อสอบถามชาวบ้านกว่า 1,115 คน ในจังหวัดอื่นที่ไม่ใช่โอกินาวา กลับพบว่าแค่ 1 ใน 4 ของชาวบ้านเท่านั้นที่ต่อต้านฐานทัพแห่งนี้

ส่วนที่อีกฟากหนึ่งของโลก สวีเดนแห่งยุโรปเหนือ……

รัฐบาลสวีเดนเพิ่มการลาดตระเวนและกิจกรรมทางทหารบนเกาะก็อตแลนด์ เกาะยุทธศาสตร์สำคัญในทะเลบอลติก หลังจากที่เคยถอนกำลังทหารออกจากเกาะที่ใหญ่ที่สุดของประเทศแห่งนี้ไปตั้งแต่เมื่อ 30 ปีก่อน ช่วงการล่มสลายของอดีตสหภาพโซเวียต โดยในตอนนี้ กองทัพสวีเดนได้ส่งกำลังทหารไปประจำการบนเกาะ ก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างทางทหาร และประจำการอาวุธยุทโธปกรณ์ซึ่งรวมถึงขีปนาวุธจากพื้นสู่อากาศ เป็นภาพที่แปลกตาจากหลายปีที่ผ่านมา ที่เกาะก็อตแลนด์แห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวและตากอากาศสำคัญของชาวสวีเดนมากกว่ามีความสำคัญเรื่องจุดยุทธศาสตร์

เกาะก็อตแลนด์มีความยาว 170 กิโลเมตร เป็นเกาะใหญ่ที่สุดในของสวีเดนในทะเลบอลติก กลายมาเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ไปโดยปริยาย เนื่องจากตั้งอยู่ห่างจากที่ตั้งกองเรือในทะเลบอลติกของกองทัพเรือรัสเซีย ในเมืองคาลินินกราดเพียง 300 กิโลเมตรสวีเดนเริ่มกลับมาฟื้นกิจกรรมทางทหารบนเกาะแห่งนี้ อันเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเสริมกำลังด้านความมั่นคงและปกป้องประเทศ นับตั้งแต่รัสเซียผนวกภูมิภาคไครเมียของยูเครน เข้าเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของตนเองในปี 2014

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครนในเวลานี้ยิ่งทำให้สวีเดนกังวลและเพิ่มกิจกรรมทางทหารบนเกาะก็อตแลนด์มากขึ้นเพราะมีการคาดการณ์จากหลายฝ่ายว่า รัสเซียอาจจะเข้ามายึดหรือผนวกเกาะก็อตแลนด์ในทะเลบอลติกแห่งนี้เพื่อหวังควบคุมและมีอิทธิพลเหนือประเทศริมทะเลบอลติกได้ทั้งหมด หลังจากที่รัสเซียเคยยึดเกาะแห่งนี้ในช่วงสั้นๆ เมื่อปี 1808 ซึ่งเป็นช่วงที่ฟินแลนด์ต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของซาร์แห่งรัสเซียนานนับศตวรรษ

ความเคลื่อนไหวในเรื่องนี้เกิดขึ้นขณะที่รัฐบาลสวีเดนและฟินแลนด์กำลังเตรียมความพร้อมและพิจารณาอย่างรอบด้าน ก่อนตัดสินใจว่าจะเข้าเป็นสมาชิกขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือนาโตโดยผู้นำของฟินแลนด์และสวีเดนจะประกาศอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับแผนสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกของนาโตในช่วงกลางเดือนนี้

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน7วันหน : วันแห่งชัยชนะ สำคัญต่อรัสเซียอย่างไร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/651990

คุยกัน7วันหน : วันแห่งชัยชนะ สำคัญต่อรัสเซียอย่างไร

วันอาทิตย์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.22 น.

วันที่ 9 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันที่รัสเซียจะเฉลิมฉลองวันแห่งชัยชนะ หรือ Victory Day ปีนี้ก็เช่นกันท่ามกลางการจับตาเป็นพิเศษหลังรัสเซียมีปฏิบัติการทางทหารในยูเครน วันนี้สำคัญอย่างไรต่อรัสเซีย

วันที่ 9 พฤษภาคม เป็นวันที่รัสเซียจะมีกิจกรรมพิเศษทุกปี ด้วยการจัดการสวนสนามของกองทัพที่จัตุรัสแดงในกรุงมอสโก และในหลายเมืองทั่วรัสเซียเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะของรัสเซียต่อกองทัพนาซีเยอรมนีในปี 1945

ภายใต้ยุคของประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน “วันแห่งชัยชนะ”ได้กลายเป็นการแสดงความแข็งแกร่งของกองทัพและอาวุธยุทโธปกรณ์ ให้ชาวรัสเซียและผู้คนทั่วโลกได้เห็น ตลอดจนเพื่อเป็นการแสดงความรำลึกถึงความเสียสละในช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 2 ซึ่งทหารของสหภาพโซเวียตเสียชีวิตมากถึง 27 ล้านคน และรัสเซียเรียกสงครามนี้ว่า “มหาสงครามแห่งความรักชาติ”

ส่วนในปีนี้ การเฉลิมฉลองนั้นยังมีความสำคัญเพิ่มอีก เพราะรัสเซียมีปฏิบัติการทางทหารในยูเครนตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กรมทหารที่มีบทบาทสำคัญในปฏิบัติการดังกล่าวจะสวนสนามต่อหน้าผู้นำกองทัพและประธานาธิบดีปูติน ในโอกาสนี้ประธานาธิบดีปูตินจะมีการกล่าวสุนทรพจน์กลางจัตุรัสแดง โดยที่ผ่านมา ผู้นำรัสเซียจะใช้โอกาสนี้ในการส่งสารมายังประชาคมโลกด้วย จึงเป็นที่จับตาว่าในปีนี้เขาจะสื่ออะไร ท่ามกลางวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน

สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า การสวนสนามเนื่องในวันแห่งชัยชนะนั้นฟื้นฟูขึ้นมาโดยประธานาธิบดีบอริส เยลต์ซินในปี 1995 แต่นับตั้งแต่ปี 2008 ภายใต้การนำของประธานาธิบดีปูติน ซึ่งในตอนนั้น เขายังเป็นเพียงนายกรัฐมนตรี วันแห่งชัยชนะได้กลายเป็นการแสดงยุทโธปกรณ์ทางทหารด้วย นอกจากนี้อัตลักษณ์ของรัสเซียยังถูกสร้างสรรค์ด้วยเรื่องของวันแห่งชัยชนะ ทั้งในตำราเรียนและหนังสือประวัติศาสตร์ โดยมุ่งเน้นการฉายภาพว่ารัสเซีย คือผู้ปลดปล่อยยุโรปในช่วงสงคราม

สำหรับการเฉลิมฉลองในปีนี้ชาติยุโรปอ้างว่า ผู้นำรัสเซีย จะใช้โอกาสนี้ในการประกาศสงครามกับยูเครนอย่างเป็นทางการ หรือการเคลื่อนพลครั้งใหญ่แต่ เซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียปฏิเสธเรื่องดังกล่าวแล้ว

เมื่อปี 2014 ที่รัสเซียผนวกแคว้นไครเมีย ประธานาธิบดีปูตินได้กล่าวสุนทรพจน์ในวันแห่งชัยชนะเกี่ยวกับการปราบลัทธิฟาสซิสต์ ก่อนที่จะบินไปยังเมืองท่าเซวาสโตโพล ที่ทะเลดำเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะนี้ต่อผู้คนหลายพันและยังมีการเฉลิมฉลองการผนวกแคว้นไครเมียในวันแห่งชัยชนะด้วย

บรรดานักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า สำหรับการเฉลิมฉลองในปีนี้ เป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลและกองทัพรัสเซียจำเป็นต้องทำอะไรบางอย่าง อาจจะเป็นการยึดเมืองมาริอูโปลทั้งหมดให้ได้ และมีการย้ำถึงการปราบลัทธินาซีและการปลอดทหารของยูเครน นอกจากนี้กองทัพรัสเซียอาจประกาศปราบกองกำลังอาซอฟ ซึ่งรัสเซียมองว่าเป็นกลุ่มนาซีก็เป็นได้

ขณะเดียวกัน การสวนสนามที่จัตุรัสแดง ยังเป็นโอกาสในการแสดงแสนยานุภาพทางการทหารของรัสเซีย ในการโชว์อาวุธใหม่ล่าสุด เช่นในปี 2015 ได้มีการแสดงรถถังอาร์มาตาT-14 อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่าในปีนี้ จะมีการจัดแสดงยุทโธปกรณ์น้อยลงจากปีที่แล้ว จากการที่รัสเซียมีปฏิบัติการทางทหารในยูเครน แต่ก็ยังจะมีทหารเข้าร่วมสวนสนามกว่าหนึ่งหมื่นคนและการแสดงยุทโธปกรณ์ 129 รายการซึ่งอาจว่าน่าจะเป็นรถถังรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง T-80BVM และระบบขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน Pantsir-S1 ส่วนการแสดงทางอากาศ จะมีเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ 77 ลำ

มีรายงานด้วยว่า รัสเซียจะส่งเครื่องบินบัญชาการ “อัลยูชิน-80”(il-80) ซึ่งมีฉายาว่า Doomsday หรือ วันสิ้นโลก มาร่วมบินบนท้องฟ้าด้วยเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2010 โดยมีการนำมาบินซ้อนแล้วในวันที่ 4 พฤษภาคมที่ผ่านมา นักวิเคราะห์มองว่า il-80ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อใช้เป็นฐานบัญชาการเคลื่อนที่ระหว่างเกิดสงครามนิวเคลียร์ จะถูกใช้เป็นคำเตือนถึงชาติตะวันตก ที่กำลังพยายามช่วยเหลือยูเครนต่อต้านการรุกรานจากรัสเซีย ขณะที่มอสโกระบุเป็นนัยมาตลอดว่า อาจตัดสินใจใช้อาวุธนิวเคลียร์หากความเป็นประเทศของพวกเขาถูกคุกคาม

โอลกา อิริสโซวา นักวิเคราะห์กล่าวว่า การสื่อสารเกี่ยวกับวันแห่งชัยชนะนั้น พุ่งโดยตรงไปที่ชาวรัสเซียเพราะเป็นการเล่าเรื่องของสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ชาวรัสเซียส่วนใหญ่มีอารมณ์ร่วม เนื่องจากเกือบทุกคนจะมีคนในครอบครัวที่เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่สอง ส่วน เจมส์ นิกซีย์ผู้อำนวยการโครงการรัสเซีย-ยูเรเซียของ Chatham House เชื่อว่า อาจมีการประกาศสงครามอย่างเป็นทางการ เพราะรูปแบบของวันนี้ถูกกำหนดไว้สำหรับประกาศความยิ่งใหญ่ของรัสเซียให้นานาประเทศและคู่ขัดแย้งรับรู้ จึงเชื่อว่า ปูตินจะใช้วันดังกล่าวแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เพื่อปลุกระดมชาวรัสเซียและเพื่อประกาศถึงความสำเร็จในการใช้ปฏิบัติการทางทหารกับยูเครน ไปจนถึงการเพิ่มระดับความรุนแรงในการโจมตี

อีกด้านหนึ่ง นักวิเคราะห์อาวุโสของรัสเซีย เปิดเผยว่า ปูตินมีตัวเลือกมากมายที่อยากลงมือทำ แต่การประกาศสงครามอาจเป็นไปได้ยากขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน ไม่ได้ประกาศสงครามกับรัสเซียอย่างเป็นทางการ และใช้กฎอัยการศึกในยูเครนเมื่อการรุกรานของรัสเซียเริ่มขึ้นในปลายเดือนกุมภาพันธ์ จึงมีความเป็นไปได้ที่ปูตินจะทำเพียงการประกาศเพิ่มกองกำลังของรัสเซีย ซึ่งก็ยิ่งทำให้เศรษฐกิจของประเทศตกต่ำลงไปอีก

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์อื่นๆ ยังมองว่า ในวันแห่งชัยชนะ ปูตินอาจเลือกทำอย่างอื่น นอกเหนือจากการประกาศสงครามอย่างเป็นทางการ เช่น ประกาศยึดดินแดนของลูฮันสก์และโดเนตสก์ในยูเครนตะวันออก ประกาศควบคุมเมืองมาริอูโปล ฯลฯแต่ก็ยังเป็นเรื่องยากที่จะคาดการณ์ว่าประธานาธิบดีรัสเซียคนนี้มีแผนจะทำอะไร เพราะการตัดสินใจทั้งหมดขึ้นอยู่กับชายคนนี้คนเดียว

ขณะเดียวกัน แม้รัสเซียมีการเฉลิมฉลองวันแห่งชัยชนะทั่วประเทศ แต่หลายประเทศเพื่อนบ้านที่เคยอยู่ในสหภาพโซเวียตนั้นให้ความสำคัญต่อวันนี้น้อยลง เช่นที่ยูเครน มองว่าวันนี้ควรเป็นการรำลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าวมากกว่าการเน้นย้ำเรื่องชัยชนะ ขณะที่คาซัคสถานได้ยกเลิกการสวนสนามเนื่องในวันแห่งชัยชนะเป็นปีที่สามติดต่อกันแล้ว ส่วนลัตเวียประกาศว่าปีนี้จะเปลี่ยนวันที่ 9 พฤษภาคม เป็นวันรำลึกถึงผู้เสียชีวิตในยูเครนแทน

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน7วันหน : รัฐสภาสหรัฐฯ อนุมัติ ฟื้นกฎหมายยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ช่วยยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/650663

คุยกัน7วันหน : รัฐสภาสหรัฐฯ อนุมัติ  ฟื้นกฎหมายยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ช่วยยูเครน

วันอาทิตย์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (28 เม.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น อนุมัติร่างกฎหมายที่มีชื่อว่า “กฎหมายให้ยืมและให้เช่าเพื่อการป้องกันประชาธิปไตยยูเครนปี 2022” ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น 417 ต่อ 10 เสียง หลังจากเมื่อ 3 สัปดาห์ก่อน วุฒิสภาสหรัฐฯ ได้ลงมติผ่านร่างกฎหมายเดียวกันนี้ ด้วยคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ ไม่มีเสียงคัดค้านแม้แต่เสียงเดียว ทำให้ร่างกฎหมายนี้ผ่านการอนุมัติจากทั้ง 2 สภา หรือสภาคองเกรส เรียบร้อยแล้ว และจะถูกส่งต่อไปยังประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐฯ ให้ลงนามผ่านเป็นกฎหมายโดยสมบูรณ์

ประโยชน์ของกฎหมายนี้คือจะช่วยให้สหรัฐฯ สามารถส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์ทางการทหารให้แก่ยูเครนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ขณะที่สำนักข่าวรอยเตอร์ส ระบุว่า การผ่านร่างกฎหมายดังกล่าว เป็นการฟื้นกฎหมาย “ให้ยืมและให้เช่า” ที่เคยใช้ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือเมื่อ 80 ปีก่อน และสามารถช่วยให้เอาชนะ “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์”ผู้นำกองทัพนาซีเยอรมนีมาแล้วในสงครามโลกครั้งที่ 2

ภายใต้กฎหมายนี้ สหรัฐฯ จะสามารถให้ยืมหรือให้เช่าอาวุธยุทโธปกรณ์แก่ประเทศพันธมิตร ในกรณีนี้คือการช่วยประเทศต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากปฏิบัติการของรัสเซียในยูเครน นอกจากจะช่วยยูเครนแล้ว ยังสามารถช่วยประเทศอื่นๆ อย่างโปแลนด์ และประเทศยุโรปตะวันออกอื่นๆ ได้ด้วย กฎหมายนี้จะอนุญาตให้บริษัทต่างๆ ของสหรัฐฯ สามารถจัดส่งสิ่งจำเป็นต่างๆ เพิ่มเติมให้แก่ประเทศพันธมิตรได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องรอขั้นตอนทางราชการ

กฎหมายฉบับนี้ ยังจะอนุญาตให้สหรัฐฯ สามารถจัดส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ให้แก่ยูเครนได้เลยตั้งแต่บัดนี้ โดยให้เลื่อนการจ่ายเงินตามข้อกำหนดทางด้านเทคนิคออกไปก่อนได้ทำให้โดยสาระสำคัญแล้ว ก็คือการให้ยุทโธปกรณ์แก่รัฐบาลยูเครนนั่นเองซึ่งการอนุมัติดังกล่าว หลังจากปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียในยูเครนเข้าสู่เดือนที่ 3 แล้ว สมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ หวังว่า กฎหมายนี้จะใช้ได้ผลเหมือนเมื่อ 80 ปีก่อน

แนนซี เปโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ กล่าวก่อนหน้าการลงมติว่า สงครามกำลังดำเนินอยู่ ทุกนาทีมีค่า กฎหมายที่แข็งแกร่งนี้ หมายถึงความแตกต่างระหว่างชีวิตที่อยู่รอดปลอดภัยกับชีวิตที่สูญเสียไป

ขณะที่ประธานาธิบดี โจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ ยื่นขอสภาคองเกรส ออกกฎหมายงบประมาณเพิ่มเติมมูลค่า 33,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.13 ล้านล้านบาท เพื่อให้ความช่วยเหลือยูเครนในด้านการทหาร, เศรษฐกิจ และมนุษยธรรม ตลอดหลายเดือนข้างหน้า ชี้ว่า แม้ราคาของการต่อสู้นี้ไม่ใช่ถูกๆ แต่การยอมแพ้จะมีราคามากกว่านั้น สหรัฐฯ ต้องเลือกว่าจะสนับสนุนชาวยูเครนที่กำลังต่อสู้เพื่อปกป้องประเทศของตัวเอง หรือยืนอยู่เฉยๆ ในขณะที่รัสเซียเดินหน้ารุกยูเครนต่อไป พร้อมย้ำว่าเขาต้องการกฎหมายนี้เพื่อสนับสนุนยูเครนในการต่อสู้เพื่อเสรีภาพ

ไบเดนแจกแจงเพิ่มเติมว่า มาตรการความช่วยเหลือใหม่นี้จะมอบปืนใหญ่, ยานพาหนะหุ้มเกราะ, ระบบต่อต้านรถถังและต่อต้านอากาศยานเพิ่มเติมแก่กองทัพยูเครน เช่นเดียวกับช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ซึ่งรวมถึงด้านอาหาร น้ำดื่ม ยาและเวชภัณฑ์จำเป็น และที่หลบภัยสำหรับชาวยูเครนที่ต้องพลัดถิ่นเพราะสงคราม โดยเป้าหมายคือการแก้ปัญหาเร่งด่วนของทั้งกองทัพและชาวยูเครน เพื่อช่วยประเทศเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบความมั่นคงระยะยาว

อย่างไรก็ตาม แม้ไบเดนจะใช้ถ้อยคำรุนแรงกับรัสเซีย แต่เขายังยืนยันว่า สหรัฐฯ ไม่ได้กำลังโจมตีรัสเซีย เพียงแต่ต้องการช่วยยูเครนปกป้องตนเองจากการรุกรานของรัสเซียเท่านั้น

การของบประมาณจากสภาคองเกรสก้อนล่าสุดของไบเดน มีขึ้นในขณะที่รัสเซียเริ่มการโจมตีพื้นที่ใหม่ในภาคตะวันออกของยูเครน และรัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเตรียมให้การช่วยเหลือยูเครนต่อต้านการรุกรานจากรัสเซียในระยะยาว เป็นชุดมาตรการความช่วยเหลือมากกว่าที่เคยให้ก่อนหน้านี้และมากกว่างบประมาณความช่วยเหลือทางทหารและมนุษยธรรมมูลค่า 13,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่สภาคองเกรสอนุมัติเมื่อเดือนก่อนเกิน 2 เท่า

ซาราห์ สมิธ บรรณาธิการด้านอเมริกาเหนือ ของสำนักข่าวBBC มองว่า การที่ผู้นำสหรัฐฯ ขอให้สภาคองเกรสอนุมัติเงินจำนวนมหาศาลให้กับยูเครน มากกว่าสองเท่าของที่สหรัฐฯ ใช้ไปกับการจัดหายุทโธปกรณ์ทางทหารและให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ยูเครน เพราะต้องการแสดงให้เห็นว่าเขาไม่กลัวคำขู่ประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ที่ระบุว่า จะตอบโต้ชาติที่แทรกแซงในยูเครนแบบสายฟ้าฟาด ซึ่งถูกคาดว่าอาจจะเป็นการใช้ขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง หรือว่าอาวุธนิวเคลียร์ โดยผู้นำสหรัฐฯ มองว่า คำขู่ดังกล่าวเป็นการแสดงความสิ้นหวังของรัสเซียที่ตระหนักถึงความล้มเหลวของตัวเองในปฏิบัติทางทหารในยูเครน

ขณะที่ผู้นำสหรัฐฯ พยายามชี้ให้ประชาชนเห็นว่าการช่วยเหลือยูเครนไม่ใช่ถูกๆ แต่การไม่ทำอะไรเลยนั้นมีราคาแพงกว่า และเผยแผนการจะอนุญาตให้ทางการสหรัฐฯ ไม่เพียงแต่จะแช่แข็งทรัพย์สินมหาเศรษฐีและผู้มีอำนาจชาวรัสเซียในสหรัฐฯ เท่านั้นแต่ยังสามารถยึดและเอามาขายเพื่อทดแทนค่าใช้จ่ายช่วยเหลือยูเครน

อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวที่มีแนวโน้มว่าจะได้รับการสนับสนุนจากสภาคองเกรส สร้างความกังวลแก่ชาวอเมริกันจำนวนหนึ่งที่มองว่าเป็นการละเมิดเสรีภาพมากเกินไป นอกจากนี้ ทรัพย์สินที่รัฐบาลสหรัฐฯ วางแผนจะยึด ก็ไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายของจำนวนเงินเพิ่มเติม ที่ทำเนียบขาวต้องการใช้เพื่อสนับสนุนความพยายามในการทำสงครามของยูเครนเช่นกัน

คุยกัน7วันหน : เปิดขั้นตอน-ข้อกำหนด การใช้อาวุธนิวเคลียร์ของรัสเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/649214

คุยกัน7วันหน : เปิดขั้นตอน-ข้อกำหนด  การใช้อาวุธนิวเคลียร์ของรัสเซีย

วันอาทิตย์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.10 น.

เว็บไซต์สถานีโทรทัศน์ อัล จาซีรา รายงานว่า แม้ประธานาธิบดีวลาดีมีร์ปูติน ของรัสเซีย ได้สั่งการให้กองกำลังนิวเคลียร์เตรียมพร้อมขั้นสูง และในช่วงสัปดาห์นี้ เขายังกล่าวว่า ศัตรูของรัสเซียจะต้องคิดใหม่ หลังรัสเซียทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปที่สามารถติดหัวรบนิวเคลียร์ได้อย่างน้อย 10 หัว เป็นผลสำเร็จ แต่การที่รัสเซียจะใช้อาวุธนิวเคลียร์นั้น มีขั้นตอนในการสั่งการเช่นกัน

ในเอกสารปี 2020 ที่เรียกว่า “หลักการพื้นฐานของนโยบายสหพันธรัฐรัสเซียว่าด้วยการป้องปรามนิวเคลียร์”กำหนดว่า ประธานาธิบดีรัสเซียคือผู้ตัดสินใจเรื่องการใช้อาวุธนิวเคลียร์ โดยจะมีกระเป๋าหิ้วใบเล็กที่เรียกว่า Cheget อยู่ใกล้ตัวประธานาธิบดีตลอดเวลา เพื่อให้ผู้นำรัสเซียสามารถเชื่อมต่อกับศูนย์บัญชาการและเครือข่ายควบคุมกองกำลังยุทธศาสตร์นิวเคลียร์ได้ อย่างไรก็ตาม ใน Cheget นั้นไม่ได้มีปุ่มกดปล่อยอาวุธนิวเคลียร์ แต่เป็นเครื่องส่งสัญญาณคำสั่งไปยังศูนย์บัญชาการทหารกลาง หรือคณะเสนาธิการทหาร

หลังจากนั้น เสนาธิการทหารของรัสเซียเป็นผู้ที่จะเข้าถึงรหัสในการปล่อยอาวุธนิวเคลียร์ โดยมีสองวิธีการในการส่งหัวรบนิวเคลียร์

1.การส่งรหัสอนุญาตไปยังผู้บัญชาการที่ควบคุมอาวุธนั้น และผู้บัญชาการจะเป็นผู้ดำเนินการปล่อย

2.ระบบแบ๊กอัพ ที่เรียกว่า Perimetr ซึ่งจะอนุญาตให้เสนาธิการทหารสามารถสั่งการปล่อยขีปนาวุธจากภาคพื้นดินได้ด้วยตนเองโดยตรง ไม่สั่งการผ่านกองบัญชาการใดๆ

สำหรับคำสั่งของประธานาธิบดีปูตินที่ให้กองกำลังป้องปราม ซึ่งดูแลอาวุธนิวเคลียร์ เฝ้าระวังขั้นสูงนั้น กระทรวงกลาโหมของรัสเซียกล่าวว่า กองกำลังขีปนาวุธทางยุทธศาสตร์ กองเรือตอนเหนือและแปซิฟิก รวมถึงศูนย์ปฏิบัติการการบินพิสัยไกล ได้เตรียมความพร้อมยกระดับการประจำการสู้รบ ด้วยการเสริมกำลังพล

พาเวล พอดวิก นักวิจัยจากสถาบันวิจับปลดอาวุธนิวเคลียร์ของสหประชาชาติระบุว่า คำสั่งนี้อาจหมายถึงการให้ศูนย์ปฏิบัติการนิวเคลียร์ และระบบควบคุมเริ่มปฏิบัติงาน โดยเฉพาะการเปิดช่องทางในการสื่อสาร สำหรับคำสั่งที่อาจมาในท้ายที่สุด หรืออาจหมายความถึงแค่การสั่งขยายการประจำการของเจ้าหน้าที่ด้านอาวุธนิวเคลียร์เท่านั้น

ขณะที่ “หลักการพื้นฐานว่าด้วยการป้องปรามนิวเคลียร์” กำหนด 4 สภาพการณ์ที่ชอบธรรมสำหรับการใช้อาวุธนิวเคลียร์ คือ

1.เมื่อมีการใช้อาวุธนิวเคลียร์ หรืออาวุธทำลายล้างต่อรัสเซียหรือชาติพันธมิตรรัสเซีย

2.เมื่อมีข้อมูลชี้ว่า มีการยิงขีปนาวุธแบบทิ้งตัว หรือ ballistic missile พุ่งเป้ามาที่รัสเซีย หรือพันธมิตรของรัสเซีย

3.เมื่อมีการโจมตีที่สำคัญของรัฐบาลหรือพื้นที่ทางการทหาร ที่ถือว่าบั่นทอนศักยภาพของกองกำลังนิวเคลียร์ของรัสเซียในการตอบโต้ภัยคุกคาม

4.เมื่อมีการใช้อาวุธแบบดั้งเดิมโจมตีรัสเซียซึ่งทำให้การดำรงอยู่ของรัฐนั้นตกอยู่ในภาวะอันตราย

สมาพันธ์นักวิทยาศาสตร์อเมริกัน คาดการณ์ว่า รัสเซียมีหัวรบนิวเคลียร์จำนวน 5,977 หัวรบ มากกว่าชาติใดในโลกในจำนวนนี้ 1,588 หัวรบเข้าประจำการแล้วและพร้อมใช้งาน ขีปนาวุธของรัสเซียสามารถยิงได้จากพื้นดิน เรือดำน้ำ และเครื่องบิน ส่วนการทดสอบขีปนาวุธ ICBM ชื่อ Sarmat ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรกในสัปดาห์นี้นั้น สำนักข่าวทาสส์ของรัสเซียรายงานว่า จะเริ่มมีการส่งมอบให้กองกำลังนิวเคลียร์ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้

ทั้งนี้ แม้รัสเซียจะมีหัวรบนิวเคลียร์มากที่สุด แต่ที่ผ่านมา รัสเซียยังไม่เคยใช้อาวุธนิวเคลียร์ในสงครามใด ขณะที่จนถึงทุกวันนี้ โลกมีการใช้อาวุธนิวเคลียร์เพียงครั้งเดียวคือในปี 1945 ในช่วงท้ายของสงครามโลกครั้งที่สอง ที่สหรัฐฯ ทิ้งระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิมา และนางาซากิของญี่ปุ่น

คุยกัน7วันหน : ไบเดนเครียด เหตุเงินเฟ้อสูงสุด-ราคาพลังงานพุ่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/647825

คุยกัน7วันหน : ไบเดนเครียด เหตุเงินเฟ้อสูงสุด-ราคาพลังงานพุ่ง

วันอาทิตย์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

คะแนนนิยมของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ ตกลงไปอยู่ที่ 41% ในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ไม่ดีสำหรับพรรคเดโมแครตที่ต้องการรักษาที่นั่งในสภาคองเกรส ในการเลือกตั้งกลางเทอมปลายปีนี้

ผลสำรวจความเห็นของรอยเตอร์ส-อิปซอส ล่าสุดพบว่า คะแนนความเห็นชอบของประธานาธิบดีไบเดนล่าสุดอยู่ที่41% มากกว่าช่วงกลางเดือนมีนาคม ซึ่งอยู่ที่ 40% ซึ่งอยู่ในระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เขาดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ มาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 40 ปี เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาคือหนึ่งในความเสียหายหลักสำหรับไบเดนและพรรคเดโมแครต ซึ่งกำลังจะเข้าสู่ฤดูกาลเลือกตั้ง โดยคนอเมริกันกำลังประสบความยากลำบากเพราะราคาพลังงานและอาหารพุ่งสูงขึ้น เป็นผลพวงมาจากสงครามในยูเครน

ผลสำรวจยังพบว่า ชาวอเมริกันต้องการให้ไบเดนให้ความสำคัญกับปัญหาเศรษฐกิจเป็นอันดับแรก และ 27% ระบุว่า เศรษฐกิจคือ
ปัญหาที่สำคัญที่สุดของสหรัฐฯในเวลานี้ ขณะเดียวกัน ผลสำรวจยังพบว่า ชาวอเมริกัน 53% ไม่เห็นชอบกับผลการทำงานของนายไบเดน และเพียงหนึ่งในสี่เท่านั้น ที่เชื่อว่าประเทศกำลังเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง

รอยเตอร์ส-อิปซอส ได้สำรวจชาวอเมริกันทั่วประเทศ 1,005 คน เป็นผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครต 444 คน และรีพับลิกัน 369 คนและมีการคาดการณ์ว่า พรรคเดโมแครตจะสูญเสียการควบคุมสภาผู้แทนราษฎร และอาจสูญเสียการควบคุมวุฒิสภาในการเลือกกลางเทอมเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งจะส่งผลให้การผ่านร่างกฎหมายต่างๆ ของรัฐบาลไบเดนประสบความยากลำบากมากขึ้น

อย่างไรก็ดี ประธานาธิบดีรายนี้พยายามกล่าวโทษไปที่ประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน และการรุกรานที่ก่อความปั่นป่วนแก่ตลาดพลังงานโลก โดยอ้างว่า ราคาที่เพิ่มขึ้นในเดือนมีนาคม 70% มาจากการขึ้นราคาเบนซินของปูตินแม้กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ระบุว่ามันคิดเป็นสัดส่วนราวๆ เกือบครึ่งหนึ่งเท่านั้น

ขณะเดียวกัน เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ไบเดนได้เผยแผนการที่จะขยายการผสมเชื้อเพลิงชีวภาพกับน้ำมันเบนซินในสัดส่วนที่สูงขึ้นตลอดจนฤดูร้อนนี้ เพื่อแก้ปัญหาราคาพลังงานแพง และลดการพึ่งพาแหล่งพลังงานต่างชาติ

มาตรการดังกล่าวจะทำให้ชาวอเมริกันสามารถยังซื้อน้ำมัน E15 ซึ่งเป็นน้ำมันเบนซินที่มีส่วนผสมเอทานอล 15% ได้ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน ไปจนถึง 15 กันยายนโดยน้ำมัน E15 มีราคาต่ำกว่าน้ำมันเชื้อเพลิงราว 10 เซ็นต์เท่านั้น และมีความหนาแน่นของพลังงานต่ำกว่า ซึ่งหมายความว่า แม้จะต้องเติมน้ำมันมากขึ้น แต่ก็จะสามารถลดค่าใช้จ่ายลงได้บ้าง

มาตรการนี้มีขึ้นหลังการถกเถียงกันภายในทำเนียบขาวมาหลายสัปดาห์ เพราะแต่เดิม สหรัฐฯแบนการใช้น้ำมัน E15 ในช่วงฤดูร้อนเพราะกังวลว่าจะทำให้เกิดหมอกควันท่ามกลางอากาศร้อนแต่สถานการณ์ในยูเครน และการคว่ำบาตรภาคพลังงานของรัสเซีย ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินนั้นพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ซึ่งอ่อนไหวต่อพรรคเดโมเครตในการเลือกตั้งกลางเทอมจนทำให้รัฐบาลไบเดนต้องประกาศปล่อยขายน้ำมันดิบจากคลังน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ของชาติ จำนวน 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน เป็นเวลาหกเดือน เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อช่วยแก้ปัญหาราคาน้ำมันแพง

คุยกัน7วันหน : วิกฤตยูเครนดันให้ตะวันออกกลาง ร่วมมือกันมากขึ้น-ไม่หวังพึ่งสหรัฐฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/645221

คุยกัน7วันหน : วิกฤตยูเครนดันให้ตะวันออกกลาง  ร่วมมือกันมากขึ้น-ไม่หวังพึ่งสหรัฐฯ

วันอาทิตย์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.15 น.

เซาท์ไชนามอร์นิ่งโพสต์ สื่อออนไลน์ฮ่องกงรายงานว่า ในขณะที่สหรัฐฯ ละสายตาจากตะวันออกกลางเพื่อไปจัดการกับรัสเซียที่กำลังทำสงครามในยูเครนแบบอีรุงตุงนังอยู่ในขณะนี้ พันธมิตรของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางปฏิเสธที่จะตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับรัสเซีย สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วน ในการป้องกันไม่ให้อิหร่านมีบทบาทในภูมิศาสตร์การเมือง หลังอิหร่านใกล้บรรลุข้อตกลงกับชาติตะวันตก ในการรื้อฟื้นข้อตกลงนิวเคลียร์ ซึ่งหลายชาติกังวลว่า อาจจะทำให้อิหร่านแข็งแกร่งขึ้น

มหาอำนาจตะวันตกเห็นด้วยกับข้อเรียกร้องของอิหร่าน ที่จะถอนกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน ออกจากรายชื่อกลุ่มผู้ก่อการร้าย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านในปี 2015 ขณะที่สหรัฐฯ ต้องการการยืนยันจากอิหร่านว่าจะลดกิจกรรมทางทหารในตะวันออกกลาง และไม่โจมตีชาวอเมริกัน ซึ่งเป็นการประนีประนอมทางการทูตที่ทำให้อิสราเอลโกรธเคือง ความกังวลนี้กลายเป็นประเด็นหลัก ในการประชุมที่อิสราเอลเป็นเจ้าภาพเมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว โดยมีรัฐมนตรีต่างประเทศของบาห์เรน อียิปต์จอร์แดน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์หรือยูเออี รวมถึงแอนโทนี บลิงเคนรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เข้าร่วมด้วย

ยูซุฟ เอริม นักวิเคราะห์การเมืองในตุรกี กล่าวว่ากระแสการปรองดองที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2020 ระหว่างอิสราเอล ตุรกี และรัฐอาหรับ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมนิกายสุหนี่ ได้รับแรงหนุนจากการคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดในอนาคต นานาประเทศในภูมิภาคนี้เข้าใจดีว่าสหรัฐฯ อาจออกห่างจากชาติตะวันออกกลางในทศวรรษหน้าหรือสองปีข้างหน้า เนื่องจากสหรัฐฯ มุ่งความสนใจไปที่จีนและรัสเซีย ซึ่งทำให้ประเทศตะวันออกกลางจะต้องแก้ปัญหาในภูมิภาคด้วยตัวเอง

ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ พยายามอย่างหนักเพื่อสร้างความมั่นคงและโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจแบบใหม่ในภูมิภาคนี้ ผ่านการเป็นพันธมิตรพหุภาคีที่มีสหรัฐฯ เป็นจุดศูนย์กลาง อย่างข้อตกลงอับราฮัม ซึ่งลงนามเมื่อเดือนตุลาคม 2020 ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพันธมิตรของสหรัฐฯ อย่าง อิสราเอล และสี่ชาติอาหรับ ได้แก่ บาห์เรน โมร็อกโก ซูดาน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กลับมาเป็นปกติเป็นครั้งแรก

สหรัฐฯ ยังสนับสนุนให้อิสราเอลและตุรกี ฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตและความมั่นคงที่ครั้งหนึ่งเคยใกล้ชิดกันด้วย แม้มีความแตกต่างอย่างลึกซึ้งในประเด็นปาเลสไตน์ แต่อิสราเอลและตุรกีสนับสนุนฝ่ายเดียวกัน คือ อาเซอร์ไบจานในวิกฤตขัดแย้งกับอาร์เมเนีย ในปี 2020

แต่ความพยายามในการสร้างสายสัมพันธ์ทางการทูตไม่คืบหน้านัก จนกระทั่งรัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครน โดยไอแซค เฮอร์ซอก ประธานาธิบดีอิสราเอล เยือนตุรกี เมื่อวันที่ 9 มีนาคมที่ผ่านมา เพื่อพูดคุยกับทายยิป แอร์โดอัน ผู้นำตุรกี ซึ่งกลายเป็น “การเริ่มต้นความสัมพันธ์ครั้งใหม่” ระหว่างสองประเทศ

แทนที่จะสนับสนุนชาติตะวันตก เพื่อยับยั้งประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ผู้นำตุรกีและอิสราเอล กลับนำความพยายามทางการทูตเป็นตัวกลางช่วยไกล่เกลี่ยวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน ขณะที่ซาอุดีอาระเบียและยูเออี ปฏิเสธสหรัฐฯ และพันธมิตรที่เรียกร้องให้เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันเพื่อบรรเทาผลกระทบจากการคว่ำบาตรของต่อรัสเซียซึ่งทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น

จอร์จิโอ คาเฟียโร ที่ปรึกษาด้านความเสี่ยงทางการเมืองในสหรัฐฯ กล่าวว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศต่างๆ เช่น ยูเออี ซาอุดีอาระเบีย อียิปต์ และอิสราเอล ต่างกระชับความสัมพันธ์กับรัสเซีย และไม่อยากตัดสัมพันธ์เพื่อเอาใจสหรัฐฯ ส่วน เอริม นักวิเคราะห์จากตุรกี กล่าวว่า “ผู้ขับเคลื่อน” ของมหาอำนาจตะวันออกกลางเปลี่ยนไปในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา โดยหวนสู่ระบบการเมืองที่ยึดการกระทำมากกว่าอุดมการณ์ ซึ่งนำความสัมพันธ์ระหว่างอธิปไตยกับอธิปไตยกลับมาเป็นความสำคัญสูงสุดในการกำหนดนโยบายต่างประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีการจัดลำดับความสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมถึงการค้าและการลงทุนระดับภูมิภาคของตะวันออกกลาง โดยภูมิภาคอ่าวอาหรับกำลังลงทุนอย่างมากในการกระจายความหลากหลายทางเศรษฐกิจ รอการเปลี่ยนแปลงจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลไปเป็นพลังงานหมุนเวียน

ขณะที่อียิปต์และตุรกี ไม่อาจต่อสู้กับสงครามสินค้าที่มีราคาแพงได้อีกต่อไป และกำลังเผชิญกับแรงกดดันด้านราคาสินค้าโภคภัณฑ์อาหารที่มีความอ่อนไหวทางการเมือง เช่น ข้าวสาลี และน้ำมันปรุงอาหารดอกทานตะวัน ที่ส่วนใหญ่นำเข้าจากรัสเซียและยูเครน

ด้านอิหร่านก็ต้องการให้นานาประเทศยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร เพื่อยกเครื่องอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซที่ล้าสมัย รวมถึงเพิ่มการใช้จ่ายสาธารณะเพื่อบรรเทาเสียงวิพากษ์ของประชาชน และยังต้องการรวมเศรษฐกิจของตนเข้ากับประเทศเพื่อนบ้านให้เร็วที่สุด เพื่อป้องกันเศรษฐกิจจากการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ในอนาคตเช่นกัน