คุยกัน7วันหน : ญี่ปุ่นเปลี่ยนแนวกดดันรัสเซียเข้ม หวังรับมือภัยคุกคามจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/643845

คุยกัน7วันหน : ญี่ปุ่นเปลี่ยนแนวกดดันรัสเซียเข้ม  หวังรับมือภัยคุกคามจีน

วันอาทิตย์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.30 น.

หากยังจำกันได้ ย้อนหลังตอนที่รัสเซียบุกยูเครนหนล่าสุดในปี 2014 มาตรการตอบโต้และลงโทษของญี่ปุ่นที่มีต่อรัสเซียนั้นถือว่าจิ๊บจ๊อยธรรมดาสามัญมาก แต่กับเหตุสงครามรัสเซีย-ยูเครนรอบนี้ ญี่ปุ่นดำเนินการเป็นหนึ่งเดียวกันกับชาติพันธมิตรตะวันตกนำโดยสหรัฐฯ ด้วยการใช้ประณามและมาตรการลงโทษรัสเซียอย่าง
รุนแรงแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนรวมถึงการส่งยุทโธปกรณ์ในการรบให้ยูเครนด้วย จนเริ่มเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องของงบประมาณและกำลังพลที่ใช้ในการป้องกันประเทศของญี่ปุ่นเอง ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ชัดเจนในเรื่องของการจำกัดความสามารถของกองทัพในเรื่องนี้

วาเลอรี นิเกต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียศึกษาจากสถาบันวิจัยด้านยุทธศาสตร์ของฝรั่งเศส บอกกับเอเอฟพี ว่า ที่ผ่านมาญี่ปุ่นถูกวิจารณ์มาตลอดว่าเอาแต่ให้เงิน ไม่เคยเข้าไปข้องเกี่ยวในวิกฤตของโลกครั้งไหนๆ แต่คราวนี้ ญี่ปุ่นดำเนินมาตรการต่างๆ อย่างเข้มข้นจริงจัง เพื่อแสดงให้โลกเห็นว่าพวกเขาไม่ได้แค่เป็นผู้ชมที่ดี ที่คอยดูความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นบนโลกแต่เพียงอย่างเดียว ขณะที่ โทไบอัส แฮร์ริส นักวิเคราะห์จาก Centre for American Progress ชี้ให้เห็นว่าญี่ปุ่นยังดำเนินการอย่างรวดเร็วในการออกมาตรการต่างๆรวมถึงการคว่ำบาตรเป็นรายบุคคลซึ่งถือว่าน่าสนใจอย่างยิ่ง เป็นอะไรที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นรัฐบาลญี่ปุ่นทำแบบนี้

ส่วนสำคัญนอกจากจะมาจากการที่ญี่ปุ่นมองเห็นถึงความรุนแรงของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในยูเครนแล้ว ยังมีปัจจัยที่น่าสนใจอื่นๆ โดยเฉพาะการลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของชินโสะ อาเบะ ที่ทราบกันดีว่ารัฐบาลญี่ปุ่นของเขามีความสัมพันธ์เน้นแฟ้นอย่างมากกับรัสเซีย อาเบะ ที่ประกาศลาออกจากตำแหน่งในปี 2020 คาดหวังว่าความสัมพันธ์อันดีกับรัสเซียจะช่วยคลี่คลายความขัดแย้งกับรัสเซียในประเด็นหมู่เกาะพิพาท ที่รัสเซียเรียกว่าหมู่เกาะคูริลส์ และญี่ปุ่นเรียกว่าดินแดนตอนเหนือ หรือ Northern Territories แต่เมื่ออาเบะพ้นจากตำแหน่งและความขัดแย้งในเรื่องนี้ยังคงไม่ได้ข้อยุติ รัฐบาลญี่ปุ่นจึงอาจคิดว่า พวกเขามีอิสระมากขึ้นในการดำเนินการลงโทษรัสเซีย แม้ตอนนี้จะยังไม่ถึงขั้นถอนตัวจากความร่วมมือด้านพลังงานกับรัสเซีย เพราะยังกังวลเรื่องการขาดแคลนพลังงานในอนาคตก็ตาม

อีกปัจจัยที่สำคัญคือการรับมือจีนแผ่นดินใหญ่ที่กำลังเดินหน้าแผ่อิทธิพลในเอเชียแปซิฟิกรวมถึงความพยายามในการรวมชาติกับไต้หวัน และประเด็นที่ขัดแย้งกันคาราคาซังมานาน เรื่องหมู่เกาะพิพาทที่จีนเรียกว่าเตี้ยวหยู และญี่ปุ่นเรียกว่าเซนคากุ

ดร.เจมส์ ดีเจ บราวน์ ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเทมเปิล ในกรุงโตเกียว บอกว่า ที่ผ่านมา ญี่ปุ่น เกรงว่าหากดำเนินมาตรการแข็งกร้าวต่อรัสเซียมากเกินไป ก็อาจผลักรัสเซียให้ไปอยู่ข้างจีน แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว เพราะแม้ความกังวลเรื่องนั้นจะยังมีอยู่ แต่รัฐบาลญี่ปุ่นก็จำเป็นต้องใช้ไม้แข็งกับรัสเซียบ้าง เพราะไม่เช่นนั้น จีนที่มองดูสถานการณ์อยู่ก็อาจเห็นว่า จะสามารถทำแบบรัสเซียบ้างโดยที่ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกเล่นงาน

คาดว่า ญี่ปุ่นจะสรุปเนื้อหาการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายต่อรัสเซีย ลงในแผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติช่วงปลายปีนี้ ซึ่งนิเกต์เชื่อว่า ญี่ปุ่นจะระบุอย่างชัดเจนว่ารัสเซียนั้นเป็นภัยคุกคาม จากครั้งหลังสุดในปี 2013 ที่ในตอนนั้นญี่ปุ่นไม่ได้มองว่ารัสเซียเป็นถึงกับภัยคุกคาม แต่มุมมองตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว

ขณะเดียวกับ สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน ก็น่าจะทำให้เสียงเรียกร้องจากหลายฝ่ายที่ต้องการให้รัฐบาลญี่ปุ่นเพิ่มงบประมาณในการป้องกันประเทศดังขึ้นอีกครั้ง โดยในการหาเสียงเมื่อปีที่แล้ว พรรคเสรีประชาธิปไตย หรือ LDP พรรคแกนนำรัฐบาลกำหนดแผนระยะยาวที่จะเพิ่มงบประมาณด้านป้องกันประเทศขึ้นเป็นร้อยละ 2 ของ GDP จากเดิมที่อยู่ที่ร้อยละ 1 ซึ่งในเรื่องนี้ ศาสตราจารย์บราวน์มองว่า มีโอกาสมากที่รัฐบาลพรรค LDP จะผลักดันแผนดังกล่าวให้เกิดขึ้นจริง

ส่วนเรื่องการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพในการโจมตีสูง อย่างโดรนโจมตีที่สามารถเล่นงานชาติข้าศึกได้ก่อน แม้จะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนจากข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญที่ห้ามไม่ให้ญี่ปุ่นมีกองทัพที่เข้มแข็ง แต่แฮร์ริสเชื่อว่า สถานการณ์ที่เกิดกับยูเครน น่าจะทำให้ชาวญี่ปุ่นเชื่อมากขึ้นว่า ญี่ปุ่นควรเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันประเทศให้แข็งแกร่งขึ้น

นอกจากนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นยังมีแผนจะพิจารณาเรื่องหารือเกี่ยวกับอาวุธนิวเคลียร์อีกด้วย หลังบรรดานักการเมืองรวมถึงนายอาเบะเองเสนอให้มีทางเลือกด้านการแบ่งปันนิวเคลียร์ให้รัฐบาลพิจารณา จากเดิมที่ญี่ปุ่นอาศัยร่มเงาในการใช้นิวเคลียร์ป้องกันตนเองจากสหรัฐฯ เพราะรัฐบาลญี่ปุ่นไม่มีนโยบายพัฒนาหรือครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ แต่จากที่มีหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นประเด็นหารือ ในประเทศที่เคยบอบช้ำอย่างหนักจากอาวุธนิวเคลียร์ถล่มฮิโรชิมาและนางาซากิในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ชี้ให้เห็นแล้วว่า ประเด็นความขัดแย้งในยูเครนส่งผลกระทบมาถึงญี่ปุ่นมากแค่ไหน

คุยกัน7วันหน : ‘สถานะเป็นกลาง’ ทางออกวิกฤตยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/642452

คุยกัน7วันหน : ‘สถานะเป็นกลาง’ ทางออกวิกฤตยูเครน

วันอาทิตย์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.15 น.

ประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย แถลง ว่า รัสเซีย พร้อมหารือสถานะความเป็นกลาง ของยูเครน เพื่อยุติปัญหาขัดแย้ง และ การสู้รบในยูเครน แต่สถานะความเป็นกลางนี้คืออะไร และจะสามารถทำได้หรือไม่

ที่ผ่านมา ทราบกันดีว่ายูเครนมีความปรารถนาที่เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต มานานหลายปีแล้ว และในปี 2019 ได้มีการบรรจุเรื่องการเข้าร่วมเป็นสมาชิก นาโตไว้ในรัฐธรรมนูญของยูเครนด้วย จึงทำให้รัสเซียเรียกร้องให้ยูเครนถอนเรื่องดังกล่าว และให้วางตัวเป็นกลาง

สำนักข่าวอัล จาซีรา รายงานว่า ในแง่กฎหมายระหว่างประเทศneutrality หรือการวางตัวเป็นกลางหมายถึง การที่รัฐต้องวางตัวเป็นกลางต่อคู่สงคราม และไม่เข้าแทรกแซงในความขัดแย้งทางการทหาร โดยประเทศที่วางตัวเป็นกลางในปัจจุบันคือ สวิตเซอร์แลนด์ไอร์แลนด์ สวีเดน ฟินแลนด์ และออสเตรีย อย่างไรก็ตาม ประเทศหลังนั้นเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป ซึ่งมีนโยบายด้านต่างประเทศ ความมั่นคง และกลาโหมร่วมกัน จึงทำให้อียูมีบทบัญญัติ ละเว้นให้สี่ประเทศนี้ เพื่อเลี่ยงภาวะทางตันของอียูโดยรวม

โฟทิออส มุสทากิซ นักวิชาการด้านยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยพลายมัธ มองว่าการบุกยูเครนของรัสเซียครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเรื่องการกลับมาสถาปนาอาณาจักรโซเวียต 2.0 แต่เป็นเรื่องของการยึดมั่นต่อสิ่งที่สำคัญกับผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ของรัสเซียมากกว่า และรัสเซียไม่ได้ปรารถนาที่จะครอบครองยูเครนทั้งหมด ทำให้ “สถานะความเป็นกลาง” จึงกลายเป็นยาสามัญประจำบ้านในการแก้วิกฤตนี้ โดยมีกรณีของฟินแลนด์เป็นตัวอย่างขณะที่ แคทเทอรีน แอม ไรท์ นักวิชาการด้านการเมืองระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิ่ล กล่าวกับอัล จาซีรา ว่า เงื่อนไขใดก็ตามที่ประธานาธิบดีเซเลนสกีเรียกร้องนั้นต้องอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง และต้องซื้อใจชาวยูเครนที่กังวลเรื่องการรุกรานของรัสเซียและเจ็บปวดกับสถานการณ์ปัจจุบันด้วย

การเป็นกลางนั้นหมายความว่ายูเครนจะไม่เป็นหุ้นส่วนกับ นาโตแล้วแม้ว่า ฟินแลนด์และสวีเดน ซึ่งมีสถานะเป็นกลาง จะยังเป็นสมาชิก นาโตอยู่ก็ตาม เพราะปูตินมองว่า ยูเครนเป็นส่วนหนึ่งของโลกแห่งรัสเซียเกิดขึ้นด้วยพื้นฐานทางวัฒนธรรม ภาษา และความรุ่งเรืองในอดีตมาร่วมกัน ซึ่งแตกต่างจากกรณีของฟินแลนด์และสวีเดน

ไรท์กล่าวว่า การที่ยูเครนจะเป็นกลาง ทำให้ยูเครนต้องการการรับประกันด้านความมั่นคงจากผู้อื่นที่ไม่ใช่ นาโต เพื่อป้องกันการรุกรานของรัสเซียอีก จึงดูเหมือนยูเครนอาจต้องหันไปพึ่งประเทศอื่นๆ ที่เป็นสมาชิกของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เพื่อเข้ามาช่วย

ด้านแกรแฮม กิล นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยซิดนีย์กล่าวว่า จากสถานการณ์สู้รบที่รุนแรง และมีกระแสต่อต้านรัสเซียในยูเครนอย่างมาก ทำให้ปูตินจะตระหนัก
ได้ว่า สถานะเป็นกลางของยูเครนดูจะมีความเป็นไปได้

กิลกล่าวว่า ในช่วงแรกของวิกฤตยูเครน ปูตินได้เรียกร้อง นาโตให้รับประกันว่า จะไม่รับยูเครนเข้าเป็นสมาชิก และให้ นาโตถอนทหารออกจากพื้นที่ติดชายแดนรัสเซีย แต่นาโตและสหรัฐฯกลับปฏิเสธข้อเรียกร้องของรัสเซีย เขาจึงมองว่า หากมีการพิจารณาข้อเรียกร้องนี้อย่างจริงจังแต่แรก อาจจะไม่เกิดการสู้รบขึ้น และเขาไม่คิดว่า นาโตและสหรัฐฯ จะกล้าสรุปบทเรียนเช่นนั้น เพราะเท่ากับว่าเป็นการยอมรับว่าตนเองมีส่วนต้องรับผิดชอบต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้

ขณะที่ไรท์ มองว่า สถานะเป็นกลางของยูเครน จะเป็นทางออกที่สันติและทำให้รัสเซียยุติการรุกรานแต่ก็ขึ้นอยู่กับทุกฝ่ายด้วยว่ายอมถอยมากน้อยแค่ไหน และปูตินก็คงต้องการถอนทหารแบบที่รัสเซียต้องไม่เสียหน้าด้วย

สุดท้ายแล้ว สถานะเป็นกลางดูเหมือนจะเป็นใจกลางของการเจรจา และจำเป็นที่ทุกฝ่าย ต้องยอมถอยอุดมคติบางอย่าง ซึ่งจะทำให้สถานะความเป็นกลางนั้น ไม่ใช่แค่เป็นอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงแต่ยังสมเหตุสมผลและปฏิบัติได้จริงด้วย

คุยกัน7วันหน : ‘ภาคธุรกิจ’ ตัวประกันในวิกฤตรัสเซียและชาติตะวันตก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/640996

คุยกัน7วันหน : ‘ภาคธุรกิจ’ ตัวประกันในวิกฤตรัสเซียและชาติตะวันตก

วันอาทิตย์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.15 น.

นักธุรกิจรัสเซียกำลังเผชิญการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก ในขณะที่รัสเซียเผยมาตรการตอบโต้กรณีบริษัทตะวันตกประกาศระงับกิจการหรือถอนตัวออกจากตลาดรัสเซีย การตอบโต้กันไปมา กำลังทำให้ภาคธุรกิจได้รับผลกระทบอย่างหนัก

ที่ต้องจับตามองในตอนนี้ คือ ที่อังกฤษ ภายหลังรัฐบาลสหราชอาณาจักรประกาศคว่ำบาตร 7 มหาเศรษฐีชาวรัสเซีย ซึ่งรวมทั้งถูกอายัดทรัพย์สินในอังกฤษ และ สั่งห้ามการเดินทาง โรมันอับราโมวิช เจ้าของสโมสรฟุตบอลเชลซีคือหนึ่งในนั้น ผลจากการถูกคว่ำบาตร ทำให้สโมสรเชลซี ปั่นป่วนไปด้วย เพราะไม่สามารถขายตั๋วในอนาคต และปิดร้านขายสินค้าที่ระลึกของสโมสร รวมทั้งไม่สามารถซื้อขายนักเตะ แต่ทางการอังกฤษได้ออกใบอนุญาตพิเศษให้ทีมเชลซียังสามารถบริหารจัดการได้ในบางส่วนรัฐบาลอังกฤษ ระบุว่า อับราโมวิช วัย 55 ปีเป็นหนึ่งในกลุ่มมหาเศรษฐีโอลิกาชเพียงไม่กี่คนจากยุคทศวรรษ 1990 ที่ยังคงความร่ำรวยและอิทธิพลอยู่ได้ภายในการปกครองของนายปูติน และคาดว่ามีทรัพย์สินประมาณสี่แสนล้านบาท และนอกจากทีมเชลซีแล้ว เขายังเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์หลายรายการในอังกฤษ

ส่วนมหาเศรษฐีโอลิกาชอีก 6 คนที่ถูกอังกฤษคว่ำบาตร คือ โอเลก เดริปาสกานักธุรกิจอุตสาหกรรมวงการอะลูมิเนียม,นายอิกอร์ เซชิน ซีอีโอของ “รอสเนฟต์”บริษัทน้ำมันของรัฐบาลรัสเซียซึ่งอังกฤษระบุเขาเป็นมือขวาคนสนิทของผู้นำรัสเซีย,นายอังเดร คอสติน ประธานธนาคาร“วีทีบี”, นายอเล็กเซ มิลเลอร์ ซีอีโอของบริษัทพลังงาน “ก๊าซพรอม”, นายนิโคลายโทคาเรฟ ประธานบริษัทท่อส่งน้ำมันของรัฐบาลรัสเซีย “ทรานสเนฟต์” และ นายดมิทรี เลเบเดฟ ประธานบอร์ดบริหารของธนาคาร “แบงค์ รอสสิยา”

ขณะที่นักธุรกิจรัสเซียกำลังเผชิญการคว่ำบาตรในชาติตะวันตก ที่รัสเซียเอง แบรนด์ชั้นนำ โดยเฉพาะของสหรัฐฯแมคโดนัลด์ สตาร์บัคส์ และโคคา-โคลาประกาศระงับการทำธุรกิจอย่างไม่มีกำหนดเช่นกัน แมคโดนัลด์ สร้างแรงกระเพื่อมสุดเพราะเป็นเจ้าของสาขาในรัสเซียกว่า800 แห่ง จ้างพนักงานกว่า 62,000 คนส่วนสตาร์บัคส์นั้น มีพนักงาน 2,000 คนที่อาจถูกลอยแพไม่มีกำหนด

ทั้งนี้ นับแต่เกิดวิกฤตยูเครน มีธุรกิจถอนออกจากรัสเซียหรือระงับกิจการแล้วกว่า 290 แห่ง นำโดยบริษัทชั้นนำอย่างแอปเปิล, มาสเตอร์การ์ด,วีซ่า, Paypal, กูเกิล และไมโครซอฟท์ทำให้เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีปูตินได้สั่งการต่อเจ้าหน้าที่ผ่านการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ว่า ทรัพย์สินของบริษัทต่างชาติเหล่านั้น ควรถูกบริหารจัดการโดยภายนอก และโอนถ่ายไปให้ใครก็ตามที่ต้องการทำงาน ขณะที่ดมิทรี เมดเวเดฟ รองประธานสภาความมั่นคงของปูตินกล่าวว่า รัฐบาลรัสเซียอาจตอบโต้บริษัทตะวันตกที่ออกจากตลาดรัสเซียด้วยการยึดทรัพย์สินของพวกเขาและอาจทำให้กลายเป็นของชาติแทน

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่ากระทรวงเศรษฐกิจของรัสเซียได้จัดทำนโยบายใหม่เพื่อควบคุมบริษัทที่มีสัดส่วนเจ้าของต่างชาติเกิน 25% ที่ประกาศถอนตัวแล้ว โดยจะให้ศาลของมอสโกสามารถพิจารณาคำร้องจากบอร์ดบริหารหรือคนอื่นๆ ในการนำบุคคลภายนอกเข้ามาบริหารได้ และหลังจากนั้นศาลจะสามารถสั่งอายัดหุ้นในส่วนที่ต่างชาติถือครองได้ เพื่อรักษาสินทรัพย์ของบริษัทและลูกจ้าง

กระทรวงเศรษฐกิจของรัสเซียระบุว่า มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อขาดทอดตลาดทรัพย์สินของบริษัทมากกว่าการเข้ายึดบริษัทให้เป็นของชาติ และยังมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้บริษัทต่างชาติเหล่านั้น ไม่ละทิ้งกิจการในรัสเซีย โดยบริษัทที่จะมีคนนอกมาบริหารนั้น อาจจะถูกประมูลขายภายในสามเดือน และเจ้าของใหม่ต้องคงการจ้างงานไว้สองในสาม และต้องดำเนินกิจการในรัสเซียเป็นระยะเวลาหนึ่งปี

ด้านดมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลินกล่าวว่า มาตรการตอบโต้ตาต่อตาฟันต่อฟันนี้ต่างสร้างผลเสียให้กับทุกฝ่าย แต่รัสเซียจะยังคงเป็นจุดหมายปลายทางการลงทุนที่น่าสนใจสำหรับประเทศอื่นๆ ที่ไม่กระโดดมาร่วมสงครามเศรษฐกิจนี้ ขณะที่สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานสัปดาห์นี้ว่าจีนอยู่ระหว่างการหารือภายในบริษัทรัฐวิสาหกิจของจีนเอง ถึงโอกาสในการเข้ามาลงทุนในบริษัทหรือสินทรัพย์ในรัสเซียเช่นกัน

คุยกัน7วันหน : วิกฤตยูเครนซ้ำเติมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอาเซียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/639544

คุยกัน7วันหน :  วิกฤตยูเครนซ้ำเติมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอาเซียน

วันอาทิตย์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังกังวลว่า วิกฤตรัสเซีย-ยูเครน จะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจของชาติในภูมิภาคซึ่งพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวอย่างมาก ในช่วงเวลาที่นานาชาติกำลังทยอยผ่อนคลายมาตรการจำกัดการเดินทางเพื่อควบคุมการระบาดของโควิด-19 แล้ว

สำนักข่าวอัล-จาซีรา รายงานว่าขณะนี้ ฟิลิปปินส์ ลาว กัมพูชา และไทยได้เปิดประเทศต้องรับนักเดินทางที่ฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ครบแล้ว ส่วนอินโดนีเซียก็ประกาศว่าจะให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าเกาะบาหลีโดยไม่ต้องกักตัวได้ ภายในวันที่ 14 มีนาคมนี้ และเวียดนามประกาศเปิดรับนักท่องเที่ยวตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม

การสำรวจขององค์การท่องเที่ยวโลกเมื่อไม่นานมานี้พบว่า ผู้ที่ทำงานในภาคการท่องเที่ยวเกือบ 2 ใน 3 คาดหวังว่ารายได้ของพวกเขาจะกลับมาดีขึ้นในปีนี้ จากการที่ชาติต่างๆ เริ่มผ่อนคลายกฎการเข้าเมืองและตัวเลขการท่องเที่ยวฟื้นตัวดีขึ้นเมื่อปีที่แล้ว โดยรายได้ในภาคการท่องเที่ยวของโลกในปี 2021 อยู่ที่ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 61 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2020 ที่ราว 19% ส่วนจำนวนผู้โดยสารทั่วโลกเพื่อขึ้นราว 8%

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์สู้รบในยูเครน กำลังส่งผลต่อการคาดการณ์การเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีชาวรัสเซียเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่สุด และใช้จ่ายมากสุดแทนที่นักท่องเที่ยวชาวจีนที่ไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศได้ในช่วงสถานการณ์ระบาดของโควิด-19

บิล บาร์เน็ตต์ ผู้อำนวยการของ C9 Hotelworks บริษัทที่ปรึกษาในจังหวัดภูเก็ตบอกกับอัล-จาซีรา ว่า วิกฤตรัสเซีย-ยูเครนเริ่มส่งผลกระทบต่อไทยแล้วเช่นกัน เพราะได้รับแจ้งจากผู้ประกอบการโรงแรมเรื่องการยกเลิกการเดินทาง เพราะจำนวนเที่ยวบินลดลงขณะที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเผยว่า ชาวรัสเซียมาเที่ยวที่เกาะภูเก็ตระหว่างเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วถึงกุมภาพันธ์ปีนี้ มีจำนวนกว่า 51,000 คนจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาทั้งหมด 278,000 คน ส่วนที่บาหลีนักท่องเที่ยวรัสเซียกลายเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มหลัก แทนที่ออสเตรเลียเช่นกัน หลังออสเตรเลียมีมาตรการคุมเข้มการเดินทางเพื่อป้องกันโรคระบาด โดยในปี 2020 มีชาวรัสเซียเดินทางไปที่เกาะบาหลีแล้วราว 68,000 คน การใช้จ่ายของชาวรัสเซียทำให้เศรษฐกิจของเกาะหมุนเวียน เพราะการท่องเที่ยวคิดเป็นสัดส่วนรายได้ถึง 60% ของจีดีพีเกาะในช่วงก่อนเกิดการระบาด

อย่างไรก็ดี ด้วยสถานการณ์คว่ำบาตรต่อรัสเซีย และค่าเงินรูเบิลร่วงลงอย่างหนัก จึงคาดว่าจะส่งผลต่อศักยภาพในการเดินทางออกนอกประเทศของชาวรัสเซียด้วย ประกอบกับจำนวนเที่ยวบินระหว่างรัสเซียกับนานาชาติก็ลดลงเช่นกัน

ไม่ใช่แค่นักเดินทางจากรัสเซียและยูเครน ที่จะเผชิญความท้าทายในการเดินทางมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพราะรัสเซียเป็นผู้จัดหาน้ำมันดิบราว 10% ให้แก่โลก ทำให้โลกกำลังจะเผชิญภาวะหยุดชะงักอย่างรุนแรง เป็นผลมาจากมาตรการคว่ำบาตร และอาจนำไปสู่การตอบโต้จากรัสเซียเช่นกัน โดยเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ราคาน้ำมันโลกพุ่งไปอยู่ที่ 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลถือเป็นราคาที่พุ่งสูงเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2014

บาวเออร์แมนกล่าวว่า หากทิศทางราคาน้ำมันยังสูงเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือมากกว่านั้นต่อไป ราคาเชื้อเพลิงของเครื่องบินก็จะสูงทะลุเพดานเช่นกัน ซึ่งตามปกติแล้วในช่วงสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 สายการบินต่างๆ จะออกแคมเปญลดราคามากมายเพื่อดึงดูดให้คนกลับมาเดินทาง แต่ด้วยราคาเชื้อเพลิงที่พุ่งสูง การลดราคาตั๋วจึงไม่น่าเป็นไปได้ขณะเดียวกัน สายการบินต่างๆ จะเผชิญปัญหาในการหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพียงพอ โดยเฉพาะสำหรับเที่ยวบินระยะไกลด้วย

ปัจจัยเหล่านี้ ยังไม่รวมถึงการแบนเครื่องบินของรัสเซียจากน่านฟ้าสหรัฐฯ สหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร และแคนาดา ในขณะที่รัสเซียมีมาตรการแบนน่านฟ้าตอบโต้กลับเช่นกัน

เป็นที่ทราบกันดีว่า รัสเซียคือประเทศที่มีพื้นที่มากที่สุดในโลก เชื่อมเอเชียกับยุโรป การต้องบินอ้อม จะทำให้ต้นทุนเที่ยวบินเพิ่มสูงขึ้น ราว 11,000-20,000 ดอลลาร์ต่อหนึ่งชั่วโมง เที่ยวบินที่จะได้รับผลกระทบในทันทีและมากที่สุดจากวิกฤตนี้คือเที่ยวบินระหว่างยุโรปกับเอเชียตะวันออก โดยสายการบินฟินแอร์ และ JAL ได้ยกเลิก หรือเปลี่ยนเส้นทางในจุดหมายปลายทางสำคัญไปแล้ว เช่น โตเกียว โซล เซี่ยงไฮ้ และลอนดอน

การแบนน่านฟ้าของแต่ละฝ่าย จึงยิ่งทำให้หนทางที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งพึ่งพาการท่องเที่ยวอย่างสูงจะฟื้นตัวได้นั้นไม่ราบรื่นไปยิ่งไปอีกนั่นเอง

คุยกัน7วันหน : ทำไมรัสเซียต้องเข้าควบคุม ‘เชอร์โนบิล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/638135

คุยกัน7วันหน : ทำไมรัสเซียต้องเข้าควบคุม ‘เชอร์โนบิล’

วันอาทิตย์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เหตุการณ์ที่น่าสนใจระหว่างปฏิบัติการทางทหารของกองทัพรัสเซียในยูเครนตลอดหลายวันที่ผ่านมา คือการที่กระทรวงกลาโหมรัสเซียออกแถลงการณ์ยืนยันว่า ทหารรัสเซียได้เข้าควบคุมโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลในยูเครนแล้ว เพื่อปกป้องโรงไฟฟ้าดังกล่าวจาก กลุ่มชาตินิยมและองค์กรก่อการร้าย ที่อาจฉวยสถานการณ์วิกฤตนี้ ในการยั่วยุด้านนิวเคลียร์ นอกจากนี้ กระทรวงกลาโหมรัสเซียยังระบุว่า ได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันกับทหารยูเครน เพื่อปกป้องเชอร์โนบิล และระดับของกัมมันตรังสีที่เชอร์โนบิลยังคงปกติ และเจ้าหน้าที่กำลังจับตาระดับกัมมันตรังสีอย่างใกล้ชิด

แล้วเชอร์โนบิลสำคัญอย่างไร

คำตอบก็คือ “ภูมิศาสตร์”

แจ็ค คีน อดีตเสนาธิการกองทัพสหรัฐฯ กล่าวว่า เชอร์โนบิลไม่มีความสำคัญทางทหาร แต่เป็นพื้นที่ที่ตั้งอยู่บนเส้นทางที่สั้นที่สุดจากเบลารุสไปยังกรุงเคียฟ ซึ่งเป็นเป้าหมาย “กลยุทธ์เด็ดหัว” ที่รัสเซียใช้เพื่อขับไล่รัฐบาลยูเครน คีนกล่าวว่า มันเป็นเส้นทางสำคัญ1 ใน 4 เช่นทาง ที่รัสเซียใช้ในการบุกยูเครน รวมถึงเส้นทางที่สองจากเบลารุส ที่มุ่งหน้าไปสู่ทางใต้ของเมืองคาร์คีฟ และพื้นที่ทางเหนืออย่างแคว้นไครเมีย ที่รัสเซียผนวกเมื่อปี 2014 เข้าสู่เมือง
เคอร์สัน

ทั้งนี้ เครื่องปฏิกรณ์ที่ 4 ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลตั้งอยู่ห่างจากทางตอนเหนือของกรุงเคียฟ 108 กิโลเมตร เกิดระเบิดขึ้นในเดือนเมษายน ปี 1986 ระหว่างการทดสอบความปลอดภัยส่งผลให้เกิดรังสีแผ่กระจายไปทั่วยุโรปจนถึงพื้นที่ทางตะวันออกของสหรัฐฯ กัมมันตภาพรังสี ได้ส่งผลกระทบต่อยูเครนและเบลารุสรวมถึงพื้นที่บางส่วนของรัสเซียและยุโรป มีการคาดการณ์ว่า มีผู้เสียชีวิตทั้งทางตรงและทางอ้อมจากภัยพิบัติครั้งนี้ ตั้งแต่หลักพันราย ไปจนถึงกว่า 93,000 ราย จากโรคมะเร็งทั่วโลก

ส่วนที่กำบังชั่วคราวถูกสร้างขึ้น6 เดือนหลังเกิดเหตุระเบิดขึ้น เพื่อครอบคลุมเครื่องปฏิกรณ์ที่ได้รับผลกระทบ และปกป้องสิ่งแวดล้อมจากกัมมันตภาพรังสี และในเดือนพฤศจิกายน 2016 ได้มีการนำหลังคาครอบเพื่อกักกันสารกัมมันตภาพรังสีรั่วไหล คลุมเหนือที่กำบังอีกทีหนึ่ง

คีนกล่าวต่อว่า การยึดเชอร์โนบิลของรัสเซีย ไม่ได้เป็นการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น และกล่าวว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์อื่นๆ 4 แห่งของยูเครนที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน ยังมีความเสี่ยงมากกว่าเมืองเชอร์โนบิล ซึ่งตั้งอยู่ใน “เขตยกเว้น” เสียอีกขณะที่แคลร์ คอร์คฮิล ผู้เชี่ยวชาญด้านกากกัมมันตรังสีจากมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ในอังกฤษ กล่าวว่า รัสเซียเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการนิวเคลียร์ที่มีประสบการณ์ที่สุดในโลก จากการที่เธอเข้าร่วมภารกิจนานาชาติในการทำความสะอาดเชอร์โนบิลมากว่า 6 ปีแล้ว ความสำเร็จของความร่วมมือนี้คือการสร้างโดมครอบเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ด้วยงบประมาณกว่า 1,500 ล้านดอลลาร์ จากความร่วมมือของ30 ประเทศ

ความกังวลที่สุดของผู้เชี่ยวชาญในตอนนี้ คือเรื่องที่ว่า วิกฤตในยูเครน จะส่งผลต่อปฏิบัติการทำความสะอาดเหล่านี้หรือไม่เพราะเวลาผ่านไปกว่า 30 ปีแล้วแต่บรรดาผู้เชี่ยวชาญยังไม่สามารถทำความสะอาดเชอร์โนบิลทั้งหมดได้

นอกจากนี้ ล่าสุด ยังมีการตรวจพบระดับกัมมันตภาพรังสีที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล เพิ่มขึ้นถึง 20 เท่าในวันศุกร์ โดยถึงแม้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลแม้จะร้างไปแล้ว หลังเกิดอุบัติเหตุนิวเคลียร์รั่วครั้งใหญ่สุดในโลกเมื่อกว่า 30 ปีก่อน แต่แกนเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่หลอมละลายยังคงถูกฝังอยู่ใต้ชั้นคอนกรีตหนาและบริเวณโรงไฟฟ้ายังคงกักเก็บกากเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้วจำนวนมาก เพื่อป้องกันไม่ให้กัมมันตภาพรังสีรั่วออกไปภายนอก

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การที่จะเกิดภัยพิบัตินิวเคลียร์ครั้งใหญ่ที่เชอร์โนบิลครั้งใหม่เหมือนในอดีตนั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้แล้ว

คุยกัน7วันหน : 5 ทางออกวิกฤตยูเครน การทูตจะช่วยแก้ปัญหา?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/636632

คุยกัน7วันหน : 5 ทางออกวิกฤตยูเครน  การทูตจะช่วยแก้ปัญหา?

วันอาทิตย์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.15 น.

จนถึงตอนนี้ สหรัฐฯ และชาติพันธมิตรองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต ยังคงไม่ปักใจเชื่อว่ารัสเซียเดินหน้าถอนทหารออกจากพรมแดนติดกับยูเครน โดยชี้ว่าเป็นเพียงคำลวง เพราะในตอนนี้ ทหารรัสเซียประชิดพรมแดนยูเครนโอบล้อม 3 ด้านมากกว่า 170,000 นาย เป็นการรวมพลทหารรัสเซียมากที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 และเตือนว่า หากเกิดสงครามการปะทะกันทางทหารเกิดขึ้นจริง นักวิเคราะห์ประเมินกันว่าน่าจะมีคนต้องสังเวยชีวิต ทั้งทหารและพลเรือน ไม่น้อยกว่า 75,000 คนอีกนับล้านอาจต้องพลัดถิ่น เศรษฐกิจในพื้นที่ และในภูมิภาคอาจได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ผลกระทบด้านมนุษยธรรมสุดที่จะประเมิน

แล้วมันจะมีหนทางทางการทูตในการหาทางออกจากการเผชิญหน้าครั้งนี้ เพื่อให้จบลงอย่างสันติได้หรือไม่?

นักการทูตเองได้พยายามหาทางออกจากวิกฤตนี้เช่นกัน ชี้ว่าทุกฝ่ายสามารถออกจากเส้นทางสู่สงครามได้ หากแต่เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะการประนีประนอมใดๆ ย่อมแลกด้วยราคาที่ต้องจ่าย ลองดูหนทางออกอย่างสันติทั้ง 5 ทางกันว่ามีอะไรบ้าง ที่จะทำให้ไม่ต้องสูญเสียเลือดเนื้อกัน

1.ชาติตะวันตกเกลี้ยกล่อมให้ปธน.วลาดีมีร์ ปูติน ถอยกลับไป

ภายใต้ฉากทัศน์นี้ กลุ่มมหาอำนาจตะวันตกต้องพยายามยับยั้งการบุกรุกใดๆ อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการโน้มน้าวปูติน ถึงผลกระทบ ค่าใช้จ่าย และผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเสียหายต่อชีวิต การถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ หรือการตอบโต้ทางการทูตที่จะรุนแรงขั้นสุด หากเขาเดินหน้าเข้าสู่สมรภูมิ ซึ่งจะเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องยืดเยื้อนานไปอีกหลายปีที่อาจจะทำให้การสนับสนุนปูตินในประเทศก็จะลดน้อยลงเรื่อยๆ อีกทั้งจะเป็นภัยต่อการเป็นผู้นำของเขาอีกด้วย

2.นาโตและรัสเซีย เห็นพ้องต่อข้อตกลงด้านความมั่นคงฉบับใหม่

เรื่องนี้กลุ่มชาติตะวันตกค่อนข้างชัดเจนอยู่แล้วว่า พวกเขาจะไม่ประนีประนอมในหลักการสำคัญ เช่น อธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของยูเครน สิทธิในการแสวงหาสมาชิกของนาโต ที่จะต้อง “เปิดประตูต้อนรับ” ประเทศใดๆ ที่ประสงค์จะเข้าร่วม อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ และนาโต ก็ยอมรับว่ามีประเด็นร่วมกัน เพื่อแสวงหาความมั่นคงในยุโรปที่กว้างขวางมากขึ้น ซึ่งอาจรวมถึง การฟื้นตัวของข้อตกลงควบคุมอาวุธที่หมดอายุลง เพื่อลดจำนวนขีปนาวุธของทั้ง 2 ฝั่ง การเพิ่มพูนความเชื่อมั่นระหว่างกองกำลังรัสเซียและนาโต เพิ่มความโปร่งใสมากขึ้นในการฝึกซ้อมทางทหาร และตำแหน่งในการติดตั้งขีปนาวุธ ตลอดจนความร่วมมือในการทดสอบอาวุธต่อต้านดาวเทียม

แต่แม้จะสามารถบรรลุประเด็นเหล่านี้ได้ รัสเซียก็อาจยังไม่พึงใจนัก เพราะประเด็นการยอมรับยูเครนเข้าเป็นสมาชิกนาโต ยังเป็นสิ่งที่รัสเซียเรียกร้องเป็นลำดับต้นๆ

3.ยูเครนและรัสเซีย สามารถฟื้นข้อตกลงกรุงมินสก์

นี่เป็นการเจรจาตกลงกันเมื่อปี 2014-2015 ในกรุงมินสก์ เมืองหลวงของเบลารุส เพื่อหาทางยุติสงครามระหว่างรัฐบาลยูเครน กับ กลุ่มกบฏฝักใฝ่รัสเซียในภาคตะวันออกของยูเครน แต่การเจรจาดังกล่าวล้มเหลว และการต่อสู้ก็ดำเนินต่อไป แต่อย่างน้อยก็เป็นหนทางสู่การเจรจาหยุดยิงของทั้งสองฝ่าย

ชาติตะวันตกต่างมองว่า การรื้อฟื้นข้อตกลงกรุงมินสก์จะเป็นทางออกที่ดีสำหรับวิกฤตครั้งนี้ โดยประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ระบุว่าข้อตกลงกรุงมินสก์ จะเป็นหนทางเดียวในการสร้างสันติภาพได้ แต่ปัญหาคือ บทบัญญัติในข้อตกลงยังมีความซับซ้อนและถูกถกเถียงกันอยู่มาก โดยรัสเซียเรียกร้องให้ยูเครนต้องจัดเลือกตั้งท้องถิ่น เพื่อหวังสร้างนักการเมืองโปรรัสเซีย แต่ยูเครนต้องการให้รัสเซียถอนกำลังทหารออกไปเสียก่อน

4.ยูเครนกลายเป็นชาติที่ “เป็นกลาง”เหมือนฟินแลนด์

แต่จะทำได้ไหม? ในการให้ยูเครนกลายเป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ตะวันตกหรือรัสเซียเหมือนกับที่ฟินแลนด์เป็น ในความยึดมั่นความเป็นกลาง ระหว่างสงครามเย็น มีความเป็นอิสระ อธิปไตย และเป็นรัฐประชาธิปไตย อีกทั้งยังไม่ได้เป็นชาติสมาชิกนาโตด้วย

ยูเครนจะเป็นอย่างนั้นได้ไหม? ในทางทฤษฎี ปูตินน่าจะต้องการเช่นนั้นที่ไม่อยากให้ยูเครนเข้าร่วมกับนาโต ปัญหาคือยูเครนหนุนเรื่องนี้ไหม? คำตอบคือ “อาจจะไม่” เพราะการเป็นกลางจะกระทบต่อยูเครนตรงที่อิทธิพลของรัสเซียจะยังคงแผ่ขยายในยูเครนต่อไป และก็จะทำให้การเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปต้องอยู่ไกลออกไปอีก

5.ปล่อยให้การเผชิญหน้าในปัจจุบัน กลายเป็นสถานภาพปกติ

นักวิเคราะห์มองว่า นี่อาจจะเป็นหนทางที่เป็นไปได้ จากสถานการณ์การเผชิญหน้าในปัจจุบัน แต่ความเข้มข้นจะลดลงเมื่อเวลาผ่านไปหรือไม่?

เป็นไปได้ที่รัสเซียอาจจะค่อยๆถอนทหารกลับออกไป และประกาศว่าการซ้อมรบร่วมยุติลงแล้ว แต่ในขณะเดียวกันก็อาจยังคงมีทหารและอาวุธประจำการหลงเหลืออยู่บ้าง และยังอาจสามารถสนับสนุนกลุ่มฝักใฝ่รัสเซียในภูมิภาคดอนบาสต่อไป ส่วนเศรษฐกิจและการเมืองของยูเครนก็จะถูกคุกคามโดยรัสเซียอย่างต่อเนื่อง

ส่วนยุโรปก็อาจยังประจำการกองกำลังในยุโรปตะวันออกต่อไป นักการเมืองและนักการทูตเดินหน้าเจรจากับรัสเซียต่อไป ยูเครนก็อาจตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนชินไปในที่สุด อย่างน้อย ความขัดแย้งก็ไม่ยกระดับขึ้นไปเป็นสงครามอย่างเต็มรูปแบบ

นักวิเคราะห์เชื่อว่า การเผชิญหน้าอย่างช้าๆ จะค่อยๆ หายไปจากหัวข้อข่าว และความตึงเครียดนี้ก็จะค่อยๆ หยุดได้รับความสนใจจากประชาชน

ทางออกทั้ง 5 ทางเหล่านี้ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย และยังไม่มีทางใดที่ดูจะเป็นไปได้มากนัก เพราะทั้งหมดล้วนขึ้นกับการประนีประนอม ซึ่งเมื่อพิจารณาสภาพปัจจุบันแล้ว ทั้ง 2 ฝ่ายยังไม่พร้อมที่จะประนีประนอมใดๆ ต่อกัน

แต่อย่างน้อย ความหวังเดียวในเวลานี้คือ ทุกฝ่ายยังดูเหมือนเต็มใจที่จะพูดคุยต่อกัน ถึงแม้ว่าสุดท้ายจะไร้ผลก็ตาม

คุยกัน7วันหน : สหรัฐฯ จับสองสามีภรรยา ขโมยบิทคอยน์ครั้งใหญ่ที่สุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/635127

คุยกัน7วันหน : สหรัฐฯ จับสองสามีภรรยา  ขโมยบิทคอยน์ครั้งใหญ่ที่สุด

วันอาทิตย์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เปิดโปงคดีจารกรรมคริปโตเคอเรนซีครั้งใหญ่ที่สุด ยึดได้บิทคอยน์มูลค่า 3,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 118,400 ล้านบาท) เชื่อมโยงเหตุเจาะระบบกระดานซื้อขายคริปโตเคอเรนซีเมื่อปี 2016 พร้อมจับกุมสามีภรรยาคู่หนึ่งในข้อหาฟอกเงิน

อิลยา ลิกเตนสไตน์ วัย 34 ปี ซึ่งถือสัญชาติทั้งรัสเซียและอเมริกัน และฮีทเตอร์ มอร์แกนภรรยาวัย 31 ปี ถูกจับกุมในย่านแมนฮัตตันของนิวยอร์กเมื่อวันอังคาร จากข้อหาใช้วิธีการที่สลับซับซ้อนในการถ่ายโอนเงินคริปโตเคอเรนซีที่ขโมยมาโดยผิดกฎหมาย ฟอกเงินและปิดบังซ่อนเร้นธุรกรรมทางการเงินรวมถึงสมรู้ร่วมคิดในการฉ้อโกงสหรัฐฯ ทั้งคู่ถูกอัยการยื่นฟ้องต่อศาลรัฐบาลกลางในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. แล้ว โดยอาจต้องเผชิญกับโทษจำคุกสูงสุดถึง 20 ปี

ลิซ่า โมนาโค รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ แถลงว่า การจับกุมครั้งนี้เชื่อมโยงไปถึงการล้วงข้อมูลทางการเงินของบริษัท “บิทฟิเน็ก”(Bitfinex) ซึ่งเป็นกระดานซื้อขายคริปโตเคอเรนซีรายใหญ่เมื่อปี 2016 หลังทั้งคู่ถูกกล่าวหาว่า คบคิดกันฟอกบิทคอยน์ที่ถูกขโมยมา 119,754 หน่วย ซึ่งในขณะนั้นมีมูลค่าประมาณ71 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2,350 ล้านบาท) แต่มูลค่าในวันนี้สูงกว่า 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 148,500 ล้านบาท) ด้วยการนำไปซื้อของผิดกฎหมายมีตั้งแต่ทองคำ, NFT หรือสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่สามารถทดแทนได้ ไปจนถึงบัตรกำนัลของห้างสรรพสินค้า โดยในการสอบสวนครั้งนี้สามารถยึดเงินคริปโตฯ ที่ถูกขโมยไปเป็นมูลค่ากว่า 3,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 118,000 ล้านบาท) ถือเป็นการยึดเงินคริปโตเคอเรนซีครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ

บริษัทผู้ให้บริการวิเคราะห์ด้านคริปโตเคอเรนซีคาดว่า การคลี่คลายคดีนี้อาจขยายผลมาจากการทลายตลาดดิจิทัลผิดกฎหมายแห่งหนึ่งในปี 2017 ตลาดนี้ฟอกบิทคอยน์ถูกขโมยบางส่วนด้วยการนำไปประมูลของในอัลฟาเบย์ (AlphaBay) ซึ่งเป็นเว็บไซต์ประมูลผิดกฎหมายเจ้าหน้าที่แกะรอยธุรกรรมในเว็บจนพบบัญชีของลิกเตนสไตน์นำมาซึ่งการจับกุมเขาและภรรยาในที่สุด มีรายงานด้วยว่าสองสามีภรรยาคู่นี้ทำตัวเป็นอินฟลูเอนเซอร์เพราะตัวมอร์แกนเป็นนักร้องสไตล์แร็พซึ่งเนื้อหาของเพลงมักเกี่ยวกับการลงทุนและขายสินค้า เป็นนักหาเงินและชอบเสี่ยง

ปัจจุบัน มีการใช้สกุลเงินบิทคอยน์ ซึ่งเป็นหนึ่งในเงินคริปโตเคอเรนซีที่ได้รับความนิยมที่สุดนับล้านๆ ดอลลาร์ ในแต่ละวัน ทำธุรกรรมทางการเงินผ่านตู้ ATM หรือนำไปซื้อทองคำ, NFT หรือมอบให้ในรูปแบบของบัตรกำนัลสำหรับจับจ่ายใช้สอยส่วนบุคคล ท่ามกลางการจับตามองจากหน่วยงานด้านกฎหมายของรัฐบาลว่าอาจเป็นช่องทางในการฟอกเงินเรียกค่าไถ่ และก่ออาชญากรรมได้

คุยกัน7วันหน : ‘ปักกิ่งโอลิมปิก’ เวทีสร้างมิตร-แบ่งศัตรู

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/633521

คุยกัน7วันหน : ‘ปักกิ่งโอลิมปิก’  เวทีสร้างมิตร-แบ่งศัตรู

วันอาทิตย์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เริ่มต้นขึ้นแล้วสำหรับการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาว ปักกิ่ง 2022 ที่จีนเป็นเจ้าภาพ แต่ยุคนี้ กีฬาไม่ใช่แค่การกีฬาอีกต่อไป หากแต่มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แม้จะมีกระแสเรียกร้องอย่างมากจากคณะกรรมการโอลิมปิกสากล ที่ให้เหล่าผู้นำแยกการเมือง ออกจากการแข่งขันกีฬา ตั้งแต่โอลิมปิกฤดูร้อนที่ผ่านๆ มา แต่โอลิมปิกฤดูหนาว ปักกิ่ง 2022 กลับยิ่งแยกกันไม่ได้ เมื่อหลายประเทศ นำโดยสหรัฐฯ ได้ประกาศเดินหน้าคว่ำบาตรทางการทูตต่อการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวของจีน อ้างหลักสิทธิมนุษยชนที่ถูกล่วงล้ำอย่างรุนแรงต่อชาวอุยกูร์ ตามมาด้วยชาติพันธมิตรอีกหลายประเทศ

ล่าสุด อินเดีย เป็นชาติล่าสุดที่เพิ่งประกาศบอยคอตต์โอลิมปิกจีนในนาทีสุดท้าย ก่อนถึงพิธีเปิดการแข่งขันเพียงไม่กี่ชั่วโมง การตัดสินใจของอินเดียมีขึ้น หลังจากที่มีภาพของผู้บัญชาการทหารของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน หรือ PLA ฉี ฟา เป่า ซึ่งเป็นหนึ่งใน 1,200 คน ที่ได้ร่วมวิ่งคบเพลิงซึ่งก่อนหน้านี้ จีนประกาศยกย่อง ฉี ฟา เป่าในฐานะแกนนำในการร่วมต่อสู้กับกองทัพอินเดียบริเวณพรมแดนหิมาลัย เมื่อปี 2020 จนเป็นเหตุให้ทหารอินเดียเสียชีวิต 20 นาย และจีน 4 นาย ส่งผลให้อินเดียประกาศว่า เจ้าหน้าที่ทางการทูตระดับสูงในสถานเอกอัครราชทูตอินเดียในกรุงปักกิ่ง จะไม่เข้าร่วมทั้งในพิธีเปิดและพิธีปิดการแข่งขัน พร้อมกันนี้ สถานีโทรทัศน์ Doordarshanก็ประกาศว่าจะไม่แพร่ภาพพิธีเปิดและปิดด้วยเช่นกัน

โอลิมปิกฤดูหนาว.. สัญลักษณ์แห่งโลกที่แบ่งแยก

“รวมกันเพื่อร่วมแบ่งปันอนาคต”(Together for a shared future) คือมอตโตหลักของการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวของจีน เจ้าหน้าที่จัดการแข่งขันระบุว่า สโลแกนนี้หมายความว่ามนุษยชาติควรทำงานร่วมกันเพื่อความสมัครสมานสามัคคี เพื่อก้าวผ่านความยากลำบากต่างๆ เช่น โรคระบาด และเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ขณะที่สื่อทางการจีน รายงานว่า การแข่งขันนี้จะเป็นการทลายอุปสรรค และเป็นแสงส่องสว่างหนทางข้างหน้า แต่นักวิเคราะห์มองว่าไม่เป็นเช่นนั้น อีกทั้งมหกรรมกีฬานี้จะยิ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งการแบ่งแยกของโลก ทั้งจากการเมืองและไวรัสอีกด้วย

เพราะนอกจากประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน แห่งรัสเซียแล้ว ก็ไม่มีผู้นำโลกจากชาติยักษ์ใหญ่ใด ที่จะเข้าร่วมในพิธีเปิดการแข่งขัน หลายคนยกเรื่องโรคระบาดขึ้นมาเป็นข้ออ้าง แต่ท้ายที่สุดเป็นไปด้วยแรงกดดันด้านสิทธิมนุษยชนต่อประเทศจีนนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ไม่เพียงเฉพาะปักกิ่งโอลิมปิก 2022 นี้เท่านั้น หากแต่ย้อนกลับไปเมื่อปี 2008 ที่ปักกิ่งเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกฤดูร้อน เหล่าชาติตะวันตกในเวลานี้ก็แสดงความกังวลเกี่ยวกับจีนด้วยเช่นกัน เนื่องจากมีเรื่องความไม่สงบ และการประท้วงเป็นวงกว้างในทิเบต ทำให้กลุ่มสิทธิมนุษยชนได้ออกมาเรียกร้องให้บอยคอตต์การแข่งขัน แต่ในขณะนั้น เจ้าหน้าที่่ชาติตะวันตกหลายคนยังเชื่อว่า การมีส่วนร่วมกับจีนอาจกระตุ้นให้จีนยอมรับระเบียบโลกที่นำโดยตะวันตก หรืออย่างน้อยก็ช่วยบรรเทาการเพิ่มขึ้นของลัทธิต่อต้านโลกตะวันตกลงได้บ้าง โดยครั้งนั้น จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ผู้นำสหรัฐฯ และ นิโกลาส์ ซาร์โกซี ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ได้เข้าร่วมในพิธีเปิดด้วย

แต่จนถึงตอนนี้ ก็หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ นักวิเคราะห์มองว่า ความสัมพันธ์ของจีนกับชาติตะวันตกกลับขรุขระขึ้นเรื่อยๆ เมื่อประธานาธิบดีสี จิ้นผิงขึ้นดำรงตำแหน่ง จีนได้ขับเคลื่อนลัทธิชาตินิยม และต้องการสร้างระเบียบโลกที่มีจีนเป็นศูนย์กลางเสียเอง

แน่นอนว่าทั่วโลกจะต้องจับต้องไปที่การแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาว ปักกิ่ง 2022 ซึ่งเชื่อว่าจะถูกบดบังด้วยการแข่งขันที่ใหญ่กว่า นั่นคือ การแข่งขันระหว่างจีนและชาติตะวันตก ที่จะก้าวผ่านเกมฤดูหนาวนี้ไปในอนาคตร่วมกันได้หรือไม่?

คุยกัน7วันหน : ทำไมท่อส่งก๊าซ Nord Stream 2 ของรัสเซีย ทำให้ชาติตะวันตกแตกแยก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/631987

คุยกัน7วันหน : ทำไมท่อส่งก๊าซ Nord Stream 2 ของรัสเซีย  ทำให้ชาติตะวันตกแตกแยก

วันอาทิตย์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.15 น.

ขณะที่ชาติตะวันตกกำลังดำเนินความพยายามสกัดกั้นไม่ให้รัสเซียเดินหน้าบุกโจมตียูเครน ประเด็นท่อส่งก๊าซ Nord Stream 2 ที่สร้างความร้าวฉานระหว่างเยอรมนีและสหรัฐฯ ไปเรียบร้อยแล้ว ก็อาจถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือต่อรองสำคัญได้

ท่อส่งก๊าซ Nord Stream 2 ความยาว 1,234 กิโลเมตร มูลค่าโครงการ 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นโครงการที่ร่วมทุนระหว่างก๊าซพรอมของรัสเซียและบริษัทพลังงานชั้นนำของยุโรปหลายแห่ง ส่งก๊าซธรรมชาติจากทางตะวันตกของภูมิภาคไซบีเรียของรัสเซีย ผ่านทะเลบอลติกไปถึงเมืองกรีฟส์วัลด์ ประเทศเยอรมนี เพื่อกระจายต่อไปยังประเทศยุโรปตะวันตกอื่นๆ ช่วยเพิ่มปริมาณก๊าซธรรมชาติที่ส่งผ่านท่อ Nord Stream 1

แม้รัสเซียและเยอรมนีจะยืนยันว่าโครงการนี้เป็นเรื่องของพลังงานล้วนๆ แต่หลายฝ่ายเชื่อว่ามันมีประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพราะท่อส่งก๊าซ Nord Stream 2 ไม่ได้วางผ่านยูเครนทำให้ยูเครนเสียผลประโยชน์จากรายได้ จากเดิมที่เคยได้ค่าธรรมเนียมการส่งผ่านท่อก๊าซจากรัสเซียปีละกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อยู่แล้ว

ท่อส่งก๊าซ Nord Stream 2 ดำเนินการติดตั้งเสร็จเรียบร้อยตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งจะช่วยสร้างความอบอุ่นให้ชาวเยอรมันได้กว่า 26 ล้านครัวเรือน ในราคาที่สมเหตุสมผล แต่น่าแปลกใจที่จนถึงตอนนี้ ท่อส่งก๊าซ Nord Stream 2ยังไม่สามารถเริ่มส่งก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียไปยังยุโรปได้ เพราะหน่วยงานกำกับดูแลเครือข่ายของเยอรมนียังไม่ให้ไฟเขียวรับรองของ NordStream 2 ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ว่า สหรัฐฯ ต่อต้านโครงการนี้อย่างสุดกำลัง เพราะเกรงว่าจะกระทบต่อผลประโยชน์ด้านพลังงานและความมั่นคงของตนเอง รวมถึงจะทำให้รัสเซียมีอิทธิพลทางการเมืองเหนือยุโรป ที่ตอนนี้ราคาก๊าซกำลังทะยานขึ้นแบบหยุดไม่อยู่ แม้รัสเซียปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยระบุว่าNord Stream 2 เป็นไปเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและเพื่อประโยชน์ของยุโรปเพียงอย่างเดียว

โครงการท่อส่งก๊าซ Nord Stream 2 ถูกต่อต้านจากยูเครนและโปแลนด์ แต่ก็ทำให้สหรัฐฯ เผชิญความกระอักกระอ่วนกับบรรดาชาติมหาอำนาจที่เป็นพันธมิตรในยุโรปตะวันตก ที่ต้องการก๊าซจากรัสเซียอย่างมากเช่นกัน รวมถึงยังทำให้รัฐบาลผสมชุดใหม่ของเยอรมนีเองแตกแยกอย่างหนักด้วย

สัปดาห์ที่แล้ว นายกรัฐมนตรีโอลอฟ โชลซ์ ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยออกมาพูดอย่างเต็มปากเต็มคำว่าจะยกเลิกโครงการนี้ทางรัสเซียบุกยูเครน เพิ่งจะออกมาแย้มเป็นครั้งแรกว่า อาจมีความเป็นไปได้ที่จะยกเลิกโครงการนี้หากรัสเซียไม่ฟังเสียงประชาคมโลก ขณะที่เมื่อวันที่ 13 มกราคม วุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติไม่รับรองร่างกฎหมายของสว.พรรครีพับลิกัน ที่ต้องการให้รัฐบาลสหรัฐฯ คว่ำบาตรโครงการท่อส่งก๊าซ Nord Stream 2 หลังจากรัฐบาลประธานาธิบดีโจ ไบเดน ล็อบบี้พรรครีพับลิกันอย่างหนักให้ต่อต้านร่างกฎหมายนี้ เพราะเกรงว่าจะกระทบความสัมพันธ์กับเยอรมนี และจะยิ่งทำให้สถานการณ์ระหว่างรัสเซียกับยูเครนเลวร้ายมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลยูเครนเรียกร้องให้สภาสหรัฐฯ คว่ำบาตรโครงการท่อส่งก๊าซนี้ แต่รัฐบาลเยอรมนีขอให้สภาคองเกรสสหรัฐฯ อย่าเสนอร่างกฎหมายคว่ำบาตรโครงการนี้ในที่ประชุมสภา ท่ามกลางกระแสกดดันจากรัสเซีย ว่าหากมีการคว่ำบาตรโครงการนี้จากรัฐบาลสหรัฐฯ จะยิ่งทำให้ก๊าซที่ส่งไปยังยุโรปขาดแคลน และทำให้ราคาก๊าซยิ่งพุ่งทะยานขึ้น

ผู้สันทัดกรณีด้านรัสเซียและยุโรปมองว่า ยิ่งสหรัฐฯ พูดถึงโครงการท่อส่งก๊าซ Nord Stream 2 ในแง่ลบมากเท่าไหร่ ชาวเยอรมันยิ่งสนใจโครงการนี้มากขึ้น เพราะชาวเยอรมันส่วนใหญ่สนับสนุนโครงการนี้ มีแค่คนในแวดวงชั้นสูงและสื่อเท่านั้นที่ต่อต้านโครงการท่อส่งก๊าซรัสเซีย และว่าสหรัฐฯ ไม่มีทางทำหน้าที่แทนรัสเซียในฐานะประเทศผู้ตัดส่งก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ให้กับเยอรมนีและยุโรปได้แน่นอน ขณะที่ยูเครนเองต้องเสียผลประโยชน์จากรายได้ที่หายไปของโครงการนี้ ที่ไม่ได้วางผ่านประเทศตนเอง รวมถึงยังต้องสูญเสียข้อได้เปรียบที่มีต่อรัสเซียด้วย

แต่เพราะเยอรมนีและยุโรปต้องการก๊าซจากรัสเซียมากเหลือเกิน ท่อส่งก๊าซที่กำลังสร้างความขัดแย้งนี้ จึงอาจเป็นได้ทั้งตัวต่อรองไม่ให้เกิดสงครามรัสเซียบุกยูเครน และเป็นตัวลงโทษรัสเซีย หากรัสเซียบุกโจมตียูเครนจริงๆ

คุยกัน7วันหน : สหรัฐฯ ไฟเขียว ประเทศบอลติก ขนอาวุธเข้ายูเครน หวังยับยั้งรัสเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/630442

คุยกัน7วันหน : สหรัฐฯ ไฟเขียว ประเทศบอลติก ขนอาวุธเข้ายูเครน หวังยับยั้งรัสเซีย

วันอาทิตย์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.05 น.

ยังคงตามกันต่อกับประเด็นความขัดแย้งเหนือวิกฤตยูเครน ที่นับวันก็ยิ่งร้อนระอุ ท่ามกลางคำถามว่า จะเกิดสงครามขึ้นหรือไม่ และวิถีทางการทูตจะช่วยคลี่คลายวิกฤตนี้อย่างไร

สหรัฐฯ และพันธมิตรตะวันตกยังคงพยายามอย่างหนักที่จะใช้วิถีทางการทูตยับยั้งไม่ให้รัสเซียบุกยูเครน ล่าสุด แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เดินทางไปถึงนครเจนีวา ของสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อหารือกับ เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย โดยก่อนหน้านี้ บลิงเคนเพิ่งจะเดินทางไปร่วมประชุมกับพันธมิตรยุโรป ที่กรุงเบอร์ลิน ของเยอรมนี และได้ข้อสรุปว่าสหรัฐฯ และพันธมิตรยุโรปจะเสนอมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียอันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างรุนแรง เพื่อตอบโต้หากรัสเซียรุกรานยูเครน ส่วนรัฐมนตรีต่างประเทศของเยอรมนี เรียกร้องให้รัสเซีย ลดระดับพฤติกรรมก้าวร้าวที่อาจส่งผลกระทบร้ายแรงลง มิฉะนั้นจะเผชิญกับการคว่ำบาตรหลายระดับ

รัสเซียกำลังรอคำตอบเป็นลายลักษณ์อักษรจากสหรัฐฯ และนาโต หลังการประชุม 3 รอบ ที่ยุโรปไม่มีความคืบหน้า เมื่อเร็วๆ นี้รัสเซียเพิ่งประกาศว่าจะไม่มีการเจรจากับยูเครนจนกว่าจะได้รับคำตอบเป็นลายลักษณ์อักษรจากชาติตะวันตก แต่บลิงเคน ระบุว่า จะยังไม่มีการเสนอคำตอบเป็นลายลักษณ์อักษรในการเจรจากับรัฐมนตรีต่างประเทศของรัสเซียครั้งนี้ในสัปดาห์นี้

การเดินทางของบลิงเคนมีขึ้น ท่ามกลางความกังวลของชาติตะวันตกว่ารัสเซียอาจสร้างสถานการณ์เพื่อหาข้ออ้างบุกยูเครน และอาจจะบุกยูเครนเร็วๆ นี้ เพราะนอกจากมีการวางกำลังนับแสนนายประชิดพรมแดนยูเครน กองทหารรัสเซียได้เดินทางไปยังเบลารุส สร้างความกังวลต่อประเทศเพื่อนบ้านต่างๆ ว่าจะยิ่งทำให้สถานการณ์ความมั่นคงภูมิภาคไร้เสถียรภาพมากขึ้น อย่างไรก็ดีรัสเซียซึ่งไม่ยอมหยุดการเสริมกำลังทหารตามแนวชายแดนยูเครน ปฏิเสธว่าไม่ได้วางแผนจะโจมตียูเครน และการส่งทหารไปเบลารุสก็เพื่อซ้อมรบร่วมกันเท่านั้น แต่ก่อนหน้านี้รัสเซียเคยระบุว่าอาจดำเนินการทางทหาร หากชาติตะวันตกไม่ยินยอมตามข้อเรียกร้องด้านความมั่นคงของตน ที่รวมถึงการที่ไม่ต้องการให้นาโตรับยูเครนเข้าเป็นสมาชิกการขอให้นาโตหยุดขยายตัวมาทางตะวันออกและให้ถอนกำลังทหารออกจากประเทศในยุโรปตะวันออกและยุโรปกลาง ที่เข้าเป็นสมาชิกนาโตหลังปี 1997

การที่สหรัฐฯ และพันธมิตรนาโต ไม่ตอบรับข้อเรียกร้องของรัสเซียทำให้เกิดความกังวลว่าอาจจะเกิดสงครามตามมา โดยขณะนี้ มีเจ้าหน้าที่กองทัพสหรัฐฯเกือบ 200 นายในยูเครน ทำหน้าที่ฝึกทหารยูเครนร่วมกับกองทัพพันธมิตรนาโต เช่น แคนาดา และเยอรมนี และยังมีกองกำลังพิเศษของสหรัฐฯที่ไม่ได้เปิดเผยจำนวนกำลังทำงานร่วมกับกองทัพยูเครนเพื่อฝึกอบรมให้กับกองทัพยูเครน แต่นโยบายขณะนี้ของไบเดนระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ จะไม่ต่อสู้กับรัสเซีย หากรุกรานยูเครน และหากรัสเซียบุกยูเครนจริง เจ้าหน้าที่เหล่านี้ น่าจะทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและช่วยอพยพชาวอเมริกันในยูเครนมีอยู่ประมาณ 10,000-15,000 คน

อย่างไรก็ตามมีรายงานว่า เมื่อวันพุธที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้มอบเงินช่วยเหลือด้านการป้องกันประเทศ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6,400 ล้านบาท ให้กับยูเครน และเพิ่มจากเดิมที่เคยมอบให้ 450 ล้านดอลลาร์ หรือราว 14,400 ล้านบาท เมื่อปีที่แล้วก่อนที่รัสเซียจะเริ่มเคลื่อนย้ายทหารหลายหมื่นนายไปยังชายแดนยูเครน ล่าสุดมีรายงานว่า ไบเดนไฟเขียวให้ประเทศแถบบอลติก เร่งส่งอาวุธที่ผลิตโดยสหรัฐฯ ไปยังยูเครนแล้ว เพื่อหวังยับยั้งการรุกรานรัสเซีย ตามหลังสหราชอาณาจักรที่ส่งอาวุธไปให้ยูเครนใช้ป้องกันตัว

แม้สหรัฐฯ จะประกาศว่าพร้อมรับมือกับรัสเซียทุกทาง ไม่ว่าจะกลับไปยังโต๊ะเจรจา หรือจะเผชิญหน้าก็ตาม แต่วิธีที่ชาติตะวันตกต้องการให้เกิดผลที่สุดก็คือการเจรจาทางการทูต เวนดีเชอร์แมน รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศสหรัฐฯ ที่เข้าร่วมเจรจากับตัวแทนฝ่ายรัสเซียก่อนหน้านี้ เสนอให้กลับไปใช้สนธิสัญญากำลังนิวเคลียร์พิสัยกลาง หรือ INF (Intermediate-Range Nuclear Forces Treaty) หรือ สนธิสัญญาระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต ว่าด้วยการกำจัดขีปนาวุธพิสัยกลางและพิสัยสั้นกว่าของสองประเทศ ที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถอนตัวออกไปอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2019 โดยอ้างว่ารัสเซียไม่ปฏิบัติตามสนธิสัญญาดังกล่าว

โธมัส เกรแฮม อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช เขียนบทความถึงเรื่องนี้ว่า ควรเสนอให้รัสเซียห้ามแตะต้องยูเครนหรือประเทศอดีตสหภาพโซเวียตอื่นๆเป็นเวลา 20-25 ปี ขณะที่สตีเวน ไฟเฟอร์ชี้ว่า การจะเปลี่ยนแปลงนโยบายเปิดกว้างรับสมาชิกของนาโต ตามที่รัสเซียต้องการ ต้องได้รับการเห็นด้วยจากสมาชิกทั้ง 30 ชาติ ที่ขณะนี้อาจเป็นไปไม่ได้แต่ก็อาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต