คุยกัน7วันหน : ยุทธศาสตร์จีนได้ผล? ทำ F-16 ไต้หวันพลาดตกทะเล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/628856

คุยกัน7วันหน : ยุทธศาสตร์จีนได้ผล?  ทำ F-16 ไต้หวันพลาดตกทะเล

วันอาทิตย์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.30 น.

เครื่องบินรบสุดล้ำของไต้หวันตกทะเล นักบินสูญหายไม่ทราบชะตากรรม อุบัติเหตุ หรือเป็นผลพวงจากยุทธศาสตร์เขตสีเทาของจีน ที่ทำให้นักบินไต้หวันเหนื่อยล้า จนประสบอุบัติเหตุเสียเอง

เครื่องบินรบ F-16V ของไต้หวัน ประสบเหตุตกทะเล ระหว่างการซ้อมรบ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยเครื่องบินตกทะเลไม่นานหลังทะยานออกจากฐานทัพอากาศเจี่ยยี่ทีมค้นหาได้พบซากเครื่องบินบางส่วนแล้ว แต่นักบินวัย 28 ปี กัปตันเฉิน ยี่ ยังสูญหาย สำหรับการซ้อมรบครั้งนี้ เป็นการจำลองสกัดการโจมตีของเครื่องบินรบจีนซึ่งเป็นการซ้อมรบที่ท้าทาย และไม่เหมาะกับนักบินที่ยังมีประสบการณ์ไม่มากนัก

ผลการสืบสวนชั้นต้นพบว่ากัปตันเฉิน นักบินของเครื่องบินรบที่ตกไปนั้น ได้เปิดไมโครโฟนของตนเองระหว่างการบิน ทำให้ไม่ได้ยินเสียงจากหอบังคับการ ซึ่งเป็นความผิดพลาดที่เกิดขึ้นกับนักบินที่ประสบการณ์น้อย โดยพบว่า กัปตันเฉินมีชั่วโมงบินเพียง 300 ชั่วโมงเท่านั้น และเพียง 60 ชั่วโมง ในเครื่องบินรุ่น F-16V อดีตครูฝึกบินของกองทัพอากาศไต้หวันยอมรับว่า ปกติแล้ว นักบินฝึกหัดจะไม่เข้าร่วมการซ้อมรบระดับนี้ จนกว่าจะมีชั่วโมงบินมากกว่า 100 ชั่วโมงขึ้นไป

ด้านนักวิเคราะห์ชี้ เหตุเครื่องบิน F-16V ของไต้หวันตกทะเล ระหว่างการซ้อมรบ เป็นผลจากความเหนื่อยล้าที่นักบินเครื่องบินรบไต้หวันต้องเผชิญ จากการที่จีนส่งเครื่องบินรบเข้าใกล้น่านฟ้าบ่อยเกินไป ส่วนสาเหตุที่อาจทำให้เครื่องบินตกนั้น อาจรวมถึงความเหนื่อยล้าของตัวนักบินเอง ที่ต้องพร้อมรับมือกับการที่จีนส่งเครื่องบินรบเข้าใกล้น่านฟ้าทางทหารของไต้หวันบ่อยครั้ง

ยุทธศาสตร์เขตสีเทาจีน

เมื่อปีที่แล้ว จีนส่งเครื่องบินรบเข้าใกล้ไต้หวันมากกว่า พันลำเลยทีเดียว เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า เมื่อเทียบกับ 380 ลำ ในปี 2020 บางครั้งจีนส่งเครื่องบินรบเข้ามาในช่วงกลางคืน ถึงเที่ยงคืนอีกด้วย ซึ่งกองทัพอากาศไต้หวันก็ต้องส่งเครื่องบินรบเข้าสกัด ไต้หวันชี้ว่า นี่เป็นยุทธศาสตร์เขตสีเทาของจีน นั่นคือการส่งเครื่องบินรบเข้ามาใกล้บ่อยๆ จนกองทัพไต้หวันเหนื่อยล้า ตึงเครียด กดดัน จนเมื่อไม่ไหวเข้า ก็ต้องยอมเจรจารวมชาติกับจีนเอง ไม่เพียงเท่านั้น ยังสะท้อนถึงปัญหาขาดแคลนนักบินเครื่องบินรบของไต้หวันอีกด้วย ทำให้นักบินคนเดิมๆ ต้องรับภารกิจสกัดเครื่องบินจีนติดๆ กัน

ส่วนเครื่องบิน F-16V เป็นรุ่นอัพเกรดจากเครื่องบิน F-16 ที่ไต้หวันซื้อจากสหรัฐฯ แม้จะใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย แต่ตัวถังเครื่องบินยังเป็นเครื่องบิน F-16 รุ่นเดิมอยู่ดังนั้น ถือว่าเป็นเครื่องบินที่ค่อนข้างเก่าแล้ว และต้องซ่อมบำรุงกันบ่อยครั้ง เพื่อจะให้ใช้งานจริงได้ อุบัติเหตุครั้งนี้ ถือเป็นครั้งที่ 10 แล้ว นับแต่ไต้หวันรับมอบเครื่องบิน F-16 มาจากสหรัฐฯ 150 ลำ เมื่อปี 1997 และถือเป็นอุบัติเหตุครั้งที่ 6 แล้วในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เบื้องต้น จากอุบัติเหตุครั้งนี้กองทัพอากาศไต้หวันได้ระงับใช้เครื่องบิน F-16 ทุกรุ่นแล้ว ทั้งแบบเก่าและแบบอัพเกรด

เบน โฮ นักวิจัยด้านพลานุภาพทางอากาศจากโครงการศึกษาทางทหาร มหาวิทยาลัยราชรัชนามในสิงคโปร์ ชี้ว่า ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุหรือความผิดพลาด แต่นี่เป็นการเปิดช่องให้จีน เพราะการระงับใช้เครื่องบินรบ F-16 ทำให้มีแนวโน้มว่ากองทัพจีนจะส่งเครื่องบินเข้ามาใกล้มากขึ้นอีก เพื่อกดดันกองทัพไต้หวันให้หนักหน่วงยิ่งขึ้น

คุยกัน7วันหน : เปิดปมจลาจลคาซัคสถาน เดือดสุดในรอบ 10 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/627309

คุยกัน7วันหน : เปิดปมจลาจลคาซัคสถาน เดือดสุดในรอบ 10 ปี

วันอาทิตย์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

คาซัคสถาน ประเทศในเอเชียกลางที่แยกตัวมาจากอดีตสหภาพโซเวียต กำลังเผชิญเหตุประท้วงและจลาจลนองเลือดที่สุดในรอบกว่า 10 ปี อันมีสาเหตุมาจากการที่รัฐบาลปรับขึ้นราคาก๊าซแอลพีจี ซึ่งใช้เป็นเชื้อเพลิงหลักของยานยนต์ในประเทศเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว จนทำให้ราคาพุ่งสูงขึ้น 2 เท่าในเวลาต่อมา สร้างความไม่พอใจให้ประชาชนออกมาประท้วงที่ภูมิภาคมังกีสเตาตั้งแต่วันอาทิตย์ จนประธานาธิบดีคาซีม-โยมาร์ต โตคาเยฟ ต้องอนุมัติหนังสือลาออกของคณะรัฐบาล แต่ความไม่พอใจลุกลามบานปลายขยายมาถึงเมืองอัลมาตี เมืองใหญ่ที่สุดของประเทศ ผู้ประท้วงทั้งก่อความวุ่นวายและจลาจล บางส่วนพยายามเข้ายึดสถานีตำรวจหลายแห่งในเมือง ทำให้กองกำลังความมั่นคงต้องยิงสังหารผู้ก่อการจลาจลไปหลายสิบคน

ผู้นำคาซัคสถานต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วประเทศนาน 15 วัน ตั้งแต่เมื่อวันพุธ ประกาศเคอร์ฟิวห้ามออกนอกบ้านยามวิกาล และห้ามการชุมนุม รวมถึง ร้องขอให้องค์การสนธิสัญญาความมั่นคงร่วมกัน หรือ CSTO ซึ่งมีรัสเซียเป็นแกนนำ ช่วยเหลือคาซัคสถานหลังรัฐบาลไม่สามารถควบคุมเหตุประท้วงรุนแรงติดต่อกันหลายวัน ก่อนที่รัสเซียจะส่งเจ้าหน้าที่ความมั่นคงไปยังคาซัคสถานเพื่อช่วยควบคุมสถานการณ์ความรุนแรงตามที่ผู้นำคาซัคสถานร้องขอ

สำนักประธานาธิบดีคาซัคสถานระบุในแถลงการณ์ในเวลาต่อมาว่า คาซัคสถานได้เริ่มปฏิบัติการต่อต้านผู้ก่อการร้าย จากนี้จะมีการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการต่างๆ อย่างเข้มงวด จะยิงผู้ก่อความไม่สงบโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า และระเบียบตามรัฐธรรมนูญของคาซัคสถานก็ได้รับการฟื้นฟูในทุกภูมิภาคของประเทศแล้ว ทางการท้องถิ่นได้เข้าควบคุมสถานการณ์ไม่สงบที่เกิดขึ้น แต่กลุ่มก่อการร้ายยังคงใช้อาวุธทำลายทรัพย์สินของประชาชน คาซัคสถานจึงต้องเดินหน้าใช้ปฏิบัติการต่อต้านกลุ่มก่อการร้ายต่อไปจนกว่าจะจำกัดกลุ่มคนเหล่านี้ได้ทั้งหมด

ขณะเดียวกัน เขายังได้สั่งให้คณะรัฐบาลรักษาการและผู้ว่าการรัฐต่างๆ กลับไปใช้กฎหมายควบคุมราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือแอลพีจี เป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน เช่นเดียวกับตรึงน้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันดีเซล และสินค้าอุปโภค-บริโภคอื่นๆ ที่จำเป็นต่อประชาชนออกไปอีก6 เดือนเช่นกัน นอกจากนี้ยังสั่งให้คณะรัฐบาลรักษาการเริ่มร่างกฎหมายล้มละลายส่วนบุคคล รวมถึงพิจารณาใช้มาตรการตรึงราคาสาธารณูปโภค และมอบเงินช่วยเหลือค่าเช่าที่พักอาศัยให้แก่ครอบครัวยากจน

ไม่ถึงกับต้องเป็นผู้สันทัดกรณีด้านการเมืองระหว่างประเทศ แค่คนที่ติดตามข่าวต่างประเทศก็พอจะเข้าใจได้ว่า การประท้วงในคาซัคสถานที่ยกระดับกลายเป็นความรุนแรง บอกเป็นนัยว่าสาเหตุของการประท้วงมีมากกว่าการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน

คาซัคสถานเป็นรัฐในเอเชียกลางหลังแยกตัวเป็นเอกราชถูกปกครองโดยประธานาธิบดีนูร์สุลต่านนาซาร์บาเยฟ ยาวนานกว่า 30 ปีด้วยลัทธิบูชาบุคคล โดยมีการสร้างรูปปั้นของเขาทั่วประเทศและเปลี่ยนชื่อเมืองหลวงเป็นชื่อเขา

นาซาร์บาเยฟจำต้องพ้นจากตำแหน่งปี 2019 ท่ามกลางการประท้วงต่อต้านรัฐบาลซึ่งเขาพยายามจำกัดด้วยการก้าวลงจากตำแหน่ง และวางตัวพันธมิตรที่ใกล้ชิดเข้ามาแทนที่เขา คือประธานาธิบดีโตกาเยฟ เป็นผู้นำคนที่สองของประเทศนับตั้งแต่คาซัคสถานประกาศเอกราชในปี 1991 แต่การเลือกตั้งในประเทศ พรรครัฐบาลชนะเป็นส่วนใหญ่ด้วยคะแนนเสียงเกือบ 100%และไม่มีฝ่ายค้านทางการเมืองที่มีประสิทธิภาพ

นักวิเคราะห์บอกว่ารัฐบาลประเมินความโกรธแค้นของประชาชนต่ำเกินไป และไม่น่าแปลกใจ สำหรับประเทศที่ไม่มีประชาธิปไตยในการเลือกตั้ง ผู้คนต้องออกไปประท้วงที่ถนนเพื่อให้คนได้รับรู้ถึงสิ่งที่พวกเขาต้องการ และความคับข้องใจของพวกเขามีมากกว่าปัญหาเรื่องราคาน้ำมันแน่นอน แต่ลึกๆ แล้ว เป็นอาการของความโกรธและความขุ่นเคืองที่ฝังลึกและเดือดดาลที่มาจากความล้มเหลวของรัฐบาล ที่ไม่สามารถพัฒนาประเทศของตนให้ทันสมัยได้อย่างที่ใจคิดมากกว่า

คุยกัน7วันหน : ครบ 10 ปี คิม จอง-อึน เถลิงอำนาจ กับทัพขีปนาวุธที่จ่ออาละวาดโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/623056

คุยกัน7วันหน : ครบ 10 ปี คิม จอง-อึน เถลิงอำนาจ กับทัพขีปนาวุธที่จ่ออาละวาดโลก

วันอาทิตย์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.30 น.

เมื่อ 10 ปีก่อน โลกได้รู้จัก คิม จอง-อึน เป็นครั้งแรก ชายวัย 27 ปีที่เดินเคียงข้างขบวนศพของบิดาคิม จอง-อิล ผู้ล่วงลับ ท่ามกลางความโศกเศร้าของชาวเกาหลีเหนือ ต่อการสูญเสียผู้นำอันเป็นที่รัก ภาพ คิม จอง-อึนในชุดสีดำ ทรงผมคล้ายปู่ คิม อิล-ซุล ผู้ก่อตั้งประเทศ ทำให้จับตาถึงการปกครองภายใต้คิมรุ่นหลานว่า จะทำได้เพียงเลียนแบบ และไม่ทรงพลังเหมือนบิดาและปู่หรือไม่

แต่โลกและเกาหลีใต้ คาดเดาผิดเพราะคิม จอง-อึน ทวีอิทธิพลและความหาญกล้ากับมหาอำนาจโลกอย่างรวดเร็ว จนตอนนี้ ไม่มีใครกังขาว่าเขาจะดำรงตำแหน่งตลอดไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่

โจเซฟ ยุน อดีตผู้แทนพิเศษสหรัฐฯ ต่อเกาหลีเหนือ กล่าวกับ CNN ว่า โลกเคยมองคิม จอง-อึน เป็นตัวตลก “ทั้งเกาหลีใต้และจีนต่างก็ล้อเลียนเขา ไม่มีใครจริงจังกับชายคนนี้”แต่จากคำสบประมาท กลายเป็นความหวาดเกรง เมื่อคิม จอง-อึน ไม่รอช้าใช้อำนาจในมือกวาดล้างแนวคิดเห็นต่างประหารผู้ที่อาจเป็นภัยต่อบัลลังก์อำนาจแม้แต่คนใกล้ชิดที่สุด กระทั่งจาง ซอง แท็กอาเขยผู้มีศักดิ์เป็นผู้ฝึกสอน ก็ไม่เว้นถูกประหารชีวิตในปี 2013 จนคิม จอง-อึนขึ้นผู้นำสูงสุดทั้งทางพฤตินัย และทางเผด็จการ ส่วน คิม จอง นัม พี่ชายต่างมารดา ก็ถูกลอบสังหารด้วยอาวุธเคมี VX ที่สนามบินในกรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย เมื่อปี 2017 แม้เกาหลีเหนือปฏิเสธไม่เกี่ยวข้อง

ทศวรรษผ่านไป เข้าสู่ทศวรรษใหม่แห่งระบอบคิม จอง-อึน โลกยิ่งเกรงกลัวว่า การโดดเดี่ยวที่มากขึ้นจากโควิดจะทำให้เกาหลีเหนือภายใต้ผู้นำคิม อันตรายยิ่งขึ้น

คิม จอง-อึน ปราศรัยครั้งแรกในวันคล้ายวันเกิดครบ 100 ปีของผู้นำคิม อิล-ซุง ในเดือนเมษายนปี 2012 ถือเป็นวันสำคัญที่สุดวันหนึ่งในปฏิทินเกาหลีเหนือ คิม จอง-อึน ปรากฏกายบนโพเดี้ยม ให้คำมั่นจะสร้างเกาหลีเหนือให้เป็นชาติสังคมนิยมอันทรงพลัง ผ่านไปไม่ถึงปี เดือนกุมภาพันธ์ 2013คิม จอง-อึน ทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ครั้งแรกในสมัยของเขา และถือเป็นครั้งที่ 3 ของประวัติศาสตร์เกาหลีเหนือถือเป็นการส่งสัญญาณต่อโลก โดยเฉพาะกับสหรัฐฯ ว่า อย่าดูถูกเกาหลีเหนือ พร้อมกันนั้น เขายังประกาศเดินหน้าพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ควบคู่กับเศรษฐกิจด้วย ช่วงไม่กี่ปีต่อจากนั้นเกาหลีเหนือทุ่มสรรพกำลังกับการพัฒนาแสนยานุภาพทางทหาร ไม่เพียงขีปนาวุธข้ามทวีป แต่รวมถึงขีปนาวุธทุกพิสัย และการทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ใต้ดินอีก 3 ครั้ง จนสั่นสะเทือนไปทั่วภูมิภาค

คิม จอง-อึน ยังคว้าชัยชนะทางการทูตสำคัญ ที่แม้แต่บิดาและปู่ก็ทำไม่สำเร็จ นั่นคือการนั่งประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ที่สิงคโปร์ในปี 2018 ถือเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่โลกไม่คาดคิดว่าจะได้เห็นไม่เพียงผู้นำสหรัฐฯ คิม จอง-อึนยังเปิดตัวในเวทีโลก กับการประชุมร่วมกับผู้นำหลายคน ทั้ง ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน, ประธานาธิบดีวลาดีมีร์ปูติน ของรัสเซีย, ประธานาธิบดีมุนแจ-อิน ของเกาหลีใต้ ยกระดับคิม จอง-อึนในเวทีโลกอย่างมาก แต่ประเด็นสำคัญ คือ การยกเลิกโครงการนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ กลับไม่คืบหน้า ซ้ำร้าย เกาหลีเหนือพัฒนาไม่ยอมหยุด

คิม จอง-อึน ควบตำแหน่งสำคัญของประเทศมากมาย ล่าสุด คือ เลขาธิการใหญ่พรรคแรงงาน เมื่อเดือนมกราคม ต้นปีที่ผ่านมา เพื่อเป็นการตอกย้ำถึงอำนาจ เขาปลดรูปภาพบิดาและปู่ของเขาออกจากสถานที่ประชุมใหญ่แสดงให้เห็นว่า ยุคสมัยนี้คือคิม จอง-อึน เท่านั้น คนในรัฐบาลเกาหลีเหนือ จึงเริ่มใช้คำว่า คิม จอง-อึน นิซึ่ม หรือระบอบคิม จอง-อึน กันมากขึ้น ไม่ใช่เพียงการกระชับอำนาจสู่ศูนย์กลางผู้นำคนเดียวแต่ทุกอย่างจะทำเพื่อให้ทั้งประเทศจงรักภักดี สรรเสริญ รักใคร่ ผู้นำคนนี้เสมือนเทพเจ้าจำแลง

10 ปีต่อจากนี้ จะเป็นหนทางพิสูจน์ตน ของระบอบคิม จอง-อึน กับคำมั่นสัญญาที่เขาเคยให้ไว้กับประชาชนว่า พวกเขาจะมีชีวิตที่ดีขึ้น ท่ามกลางมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่ยังหนักหน่วง กระทบกับเศรษฐกิจของประเทศ จนทำให้เกาหลีเหนือไม่ได้ทดสอบขีปนาวุธมาตั้งแต่เดือนตุลาคมแล้ว ถือว่าเงียบผิดปกติ แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า นี่เป็นพายุที่อาจกำลังก่อตัว เพราะการที่ไม่ทดสอบขีปนาวธุ อาจเชื่อมโยงกับการที่จีน พันธมิตรสำคัญของเกาหลีเหนือจะจัดโอลิมปิกฤดูหนาวในต้นปีหน้า และการประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ใน 2022 ด้วย จึงอาจมองได้ว่า น้องเล็กอย่างเกาหลีเหนือไม่อยากสร้างปัญหาให้พี่ใหญ่

แต่เมื่อผ่านพ้นโอลิมปิกและการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์ของจีนไปแล้ว ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า คิม จอง-อึนจะกลับมาดำเนินยุทธศาสตร์สะเทือนโลกอีกครั้ง ด้วยการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ อาวุธเหนือเสียง ขีปนาวุธข้ามทวีปที่ใช้เชื้อเพลิงเหลว สำหรับการยิงจากเรือดำน้ำ หรือยิงขีปนาวุธใต้ทะเล เพราะมีสัญญาณว่า เกาหลีเหนือได้เปิดเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ยองปียอนอีกครั้งแล้ว นับแต่ปิดลงในช่วงปลายปี 2018

คุยกัน7วันหน : จับตาความท้าทาย นายกฯใหม่เยอรมนี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/621524

คุยกัน7วันหน : จับตาความท้าทาย  นายกฯใหม่เยอรมนี

วันอาทิตย์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.40 น.

โอลาฟ โชลซ์ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของเยอรมนีสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง รับไม้ต่อจากนางอังเกลา แมร์เคิล เรียบร้อยแล้ว ปิดฉากการทำหน้าที่ผู้นำเยอรมนีของนายกฯ หญิงเหล็กมาตลอด 16 ปีเต็ม

โชลซ์ วัย 63 ปี นำพรรคโซเชียล เดโมแครต หรือ SDP คว้าชัยในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา และถูกมองว่าน่าจะได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไปของเยอรมนี เพราะเขามีบทบาททางการเมืองในรัฐบาลของแมร์เคิลมายาวนานในฐานะรองนายกรัฐมนตรี เขาใช้เวลากว่า 3 เดือน เจรจาตั้งรัฐบาลผสมกับพรรคกรีนส์ และพรรคฟรี เดโมแครตก่อนลงนามในข้อตกลงจัดตั้งรัฐบาลผสมไปเมื่อวันอังคาร และเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งในวันถัดมา หลังจากสมาชิกรัฐสภาเยอรมนี หรือ บุนเดสถาก ที่พรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 3ครองเสียงข้างมากอยู่ในขณะนี้ลงคะแนนเลือกเขาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ส่วนคณะรัฐมนตรีทั้ง 16 คนเข้ารับตำแหน่งในวันพฤหัสบดี กลายเป็นคณะรัฐมนตรีชุดแรกของเยอรมนีที่มีผู้หญิงเท่ากับผู้ชาย แอนนาเลนาแบร์บอค ผู้นำพรรคกรีนส์ รับตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลผสมชุดใหม่ของเยอรมนีที่มีโชลซ์เป็นผู้นำ ประกาศว่าจะรับมือกับปัญหาโลกร้อนอย่างเข้มงวด ด้วยการประกาศแผนยกเลิกการใช้พลังงานจากถ่านหินก่อนเป้าที่วางไว้ และมุ่งเน้นการใช้งานพลังงานสะอาด แต่ภารกิจเร่งด่วนก่อนหน้านั้น น่าจะเป็นการรับมือการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ในประเทศ หลังจากพบผู้ติดเชื้อพุ่งขึ้นต่อเนื่องจนน่าตกใจ ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา พบผู้ติดเชื้อรายใหม่เฉลี่ยวันละกว่า 60,000 คน และมีผู้เสียชีวิตเพิ่มวันละกว่า 500 คน ขณะที่ความกังวลว่ารัสเซียจะบุกยูเครน ก็เป็นอีกความท้าทายสำหรับรัฐบาลใหม่เยอรมนี

ที่ผ่านมา แมร์เคิลถูกกล่าวหาเสมอว่า เห็นแก่การค้าก่อนการเมืองเนื่องจากเธอมีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างอบอุ่นกับรัสเซียและจีน ขณะที่รัฐบาลของโชลซ์ ถูกคาดหวังว่าจะค่อนข้างเข้มงวดขึ้น แม้ว่าธุรกิจในเยอรมนีจะได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจหากเกิดความตึงเครียดขึ้น แต่ก็สามารถพัฒนาความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ที่กำลังจับตารัสเซียกับจีนอย่างใกล้ชิด และต้องการให้มหาอำนาจในยุโรปอยู่ข้างสหรัฐฯ และแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อทั้งสองชาติ

แต่การจะกระชับสัมพันธ์ระหว่างเยอรมนีกับสหรัฐฯ โชลซ์ต้องผ่านบททดสอบจากประธานาธิบดีโจ ไบเดน เสียก่อน ซึ่งเขาได้ทดสอบโชลซ์ก่อนที่จะเข้าพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งเสียอีก นั่นคือ สหรัฐฯ ต้องการให้เยอรมนี ยกเลิกโครงการ Nord Stream 2 ที่เป็นความร่วมมือระหว่างบริษัทของรัสเซียกับบริษัทเยอรมัน และอีกหลายประเทศสร้างท่อส่งก๊าซจากรัสเซียลอดทะเลบอลติกขึ้นฝั่งที่เยอรมนี สหรัฐฯ มองว่าหากเยอรมนีหรืออียูนำเข้าก๊าซจากรัสเซีย ก็เท่ากับผูกโยง พึ่งพาเศรษฐกิจการเมืองกับรัสเซียมากขึ้นขณะที่รัสเซียมองว่า ที่สหรัฐฯ พยายามขวางก็เพราะหวังเป็นผู้ขายก๊าซแก่อียูเสียเอง

ประเด็นนี้มีการโต้แย้งกันทั้งในและต่างประเทศ และเป็นประเด็นที่สร้างความแตกแยก แม้กระทั่งภายในรัฐบาลของโชลซ์เอง แม้ว่ารัสเซียจะปฏิเสธแผนการบุกรุกประเทศเพื่อนบ้าน แต่แมร์เคิลก็เห็นด้วยกับผู้นำสหรัฐฯ และผู้นำของสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และอิตาลี ว่าพวกเขาจะใช้กลยุทธ์ร่วมกันเพื่อตอบโต้ด้วยมาตรการทางเศรษฐกิจที่รุนแรงต่อรัสเซีย รวมถึงโครงการท่อส่งก๊าซ Nord Stream 2 ของรัสเซียไปยังเยอรมนี ซึ่งสร้างเสร็จแล้ว แต่ยังรอการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลด้านพลังงานของเยอรมนี

ขณะที่ข้อความแสดงความยินดีถึงจาก ประธานาธิบดี วลาดีมีร์ ปูตินผู้นำรัสเซีย ระบุว่า เขาตั้งตารอการเจรจาที่สร้างสรรค์ และหวังว่าเยอรมนีจะยอมรับว่า “ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการเจรจา” ส่วนกับฝรั่งเศสแม้โชลซ์จะต้องการใกล้ชิดกับฝรั่งเศสแต่ฝรั่งเศสที่มีจุดยืนไม่ต้องการสร้างสัมพันธ์ใกล้ชิดนอกอียู ซึ่งแตกต่างจากที่ชาวเยอรมันต้องการ ผู้นำคนใหม่ของเยอรมนีต้องการให้สหภาพยุโรปมาก่อน และรัฐมนตรีต่างประเทศคนใหม่อยากให้เยอรมนีมีบทบาทมากขึ้นในสหภาพยุโรป

ไม่ว่าจะเดินหน้านโยบายอย่างไรแต่ที่แน่ๆ ช่วงเวลาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ของโชลซ์และรัฐบาลใหม่ช่างน้อยนิดนักเพราะมีภารกิจมากมายรอคอยอยู่มากมายเหลือเกิน

คุยกัน7วันหน : จุดยืน ‘โควิดเป็นศูนย์’ ของจีน อาจต้าน ‘โอไมครอน’ ได้ผล ?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/620139

คุยกัน7วันหน : จุดยืน ‘โควิดเป็นศูนย์’ ของจีน  อาจต้าน ‘โอไมครอน’ ได้ผล ?

วันอาทิตย์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.40 น.

สัปดาห์นี้ กลับมาถึงนโยบาย “โควิดเป็นศูนย์” หรือ Covid Zero กันอีกครั้ง.. และครั้งนี้ดูจะมีข้อดีมากกว่าข้อเสีย .. กับการระบาดของเชื้อไวรัสกลายพันธุ์สายพันธุ์ “โอไมครอน” ที่มาเร็ว และมาแรง เพราะกว่า 40 ประเทศแล้วที่เจอผู้ติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ล่าสุดของโลกตัวนี้ และนำมาสู่มาตรการคุมเข้มพรมแดนเพิ่มเติม ทั้งที่บางประเทศเพิ่งประกาศผ่อนคลายข้อบังคับในการเดินทาง แต่ก็ต้องนับถอยหลังกลับมาอีกอย่างน้อย 1 ก้าว

หวง หยาน จง นักวิจัยอาวุโสด้านสาธารณสุข แห่งสภาวิเทศสัมพันธ์ในนิวยอร์ก พูดถึงไวรัสโอไมครอนว่า นี่คือ “บูสเตอร์ช็อตสำหรับมาตรการโควิดเป็นศูนย์”
หมายถึงว่า เป็นตัวการันตีถึงนโยบายนี้ของจีน ว่ามีข้อดีมากกว่าที่จะมีข้อเสียอย่างน้อยก็ในห้วงเวลาที่ไวรัสยังกลายพันธุ์ไม่สิ้นสุด แม้ว่าจะยังไม่มีความชัดเจนในเวลานี้ว่าไวรัสกลายพันธุ์ใหม่นี้มีอันตรายมากขึ้นแค่ไหน แต่ค่อนข้างชัดเจนว่า ไวรัสใหม่นี้ จะทะลวงเข้าสู่กำแพงที่จีนตั้งขึ้นไว้ได้ยากมากทีเดียว

หวง ระบุว่า ไม่ใช่การแก้ตัว หรือแก้ต่างให้กับแนวทางยึดมั่นใน Covid Zero อย่างเข้มงวดของจีน เพราะท้ายที่สุด แนวทางนี้ก็ถูกจัดว่าเป็นตัวฉุด “เศรษฐกิจ” อย่างมาก และยังไม่มีการรับประกันใดๆ ได้ว่าไวรัสตัวนี้ หรือตัวอื่นๆ จะไม่สามารถหาหนทางเล็ดลอดเข้าสู่แดนมังกรได้เพราะที่ผ่านมา ไวรัสกลายพันธุ์สายพันธุ์เดลต้าก็ทำได้มาแล้ว แต่หากชาติตะวันตกต่างต้องเดินถอยหลังกลับจากแนวทางเปิดประเทศ และหวนกลับคืนสู่การปิดกั้นพรมแดนอีกครั้ง พวกเขาก็จะสูญเสียเหตุในการกล่าวหาจีนว่า ยึดมั่นในสิ่งที่ถูกทั้งที่พวกเขาพยายามกล่าวหามาตลอดว่านั่นคือแนวทางที่ไม่ยั่งยืนและไม่ถูกต้อง

ด้านสื่อทางการจีนอย่าง Global Times ก็ได้ประกาศตนชัดเจนแล้วว่า จีนเป็นประเทศที่หลีกเลี่ยงความเสียหายจาก “โอไมครอน” ได้ ในขณะที่นักวิเคราะห์บางคน ก็มองว่า แนวทางของจีนอาจให้ประโยชน์ได้มากกว่า โดย คิงเกอร์ หลอนักยุทธศาสตร์แห่งสถาบันโกลแมนแซคส์ ระบุว่า ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และการควบคุมไวรัสโคโรนา ในประเทศเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลกเช่นนี้ ทำให้จีนอยู่ในสถานะที่ดีกว่าใคร ในการเผชิญหน้ากับไวรัสตัวใหม่นี้

แต่จีนก็จำเป็นต้องระวังเอาไว้ก่อน เพราะมีผลการศึกษาจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของจีน ประเมินเอาไว้เมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้เองว่า หากจีนเดินหน้าเปิดประเทศ ตามแนวทางตะวันตก เพื่อใช้ชีวิตร่วมกับไวรัส จีนอาจพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 วันละ 637,155 คน นับเป็นตัวเลขที่มากกว่าชาติใดในโลก ไม่เพียงเท่านี้ รายงานยังชี้ด้วยว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้ออาการหนัก อาจสูงถึง 22,364 คนต่อวัน ซึ่งแน่นอนว่านี่คือผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดต่อระบบสาธารณสุขของจีน ที่คงไม่สามารถรับมือและเผชิญหน้ากับหายนะเช่นนั้นได้ ในขณะที่จีนเตรียมเป็นเจ้าภาพงานใหญ่ อย่างการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว ในอีกมาถึง 2 เดือนข้างหน้า

นิโคลัส โธมัน ผู้ช่วยศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยซิตี้ บนเกาะฮ่องกง ผู้ซึ่งเขียนหนังสือด้านนโยบายต่างประเทศและสาธารณสุขหลายเล่มบอกว่า จีนไม่ได้มีหนทางมากนักกับแนวทางที่ยึดมั่นอย่างยิ่งยวดนี้ เพราะวัคซีนเชื้อตายที่มีประสิทธิภาพไม่เทียบเท่านวัตกรรมใหม่ๆ ทำให้จีนไม่มีทางเลือกอื่นที่มากพอ แม้ว่าวัคซีนจีนจะลดอัตราการรักษาตัวในโรงพยาบาลและการเสียชีวิตได้จริงแต่ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อหรือติดเชื้อซ้ำ ได้เท่ากับวัคซีนชนิด mRNA ของชาติตะวันตก อีกทั้งยังมีข้อมูลวิจัยที่ค่อนข้างชัดเจนในเรื่องนี้ เกี่ยวกับการป้องกันไวรัสเดลต้า เมื่อเทียบกับวัคซีนของชาติตะวันตก

นั่นคือเหตุผลว่า จีนยังคงยึดมั่นแนวทาง Covid Zero ต่อไป แม้ว่าจะฉีดวัคซีนได้มากกว่า 75% ของประชากรทั้งประเทศแล้ว รวมถึงเด็กที่อายุ 3 ปีขึ้นไป ตลอดจนการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นแล้ว เพราะจีนเองก็ยังไม่ได้มีความมั่นใจเพียงพอว่าอะไรจะเกิดขึ้น หากเดินหน้าเปิดเศรษฐกิจต่อไป

ที่สำคัญ จีนจำเป็นต้องทำให้การติดเชื้อโควิด-19 ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ จนกว่าจะถึงการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งใหญ่ช่วงกลางปี 2022 ซึ่งจะเป็นเวทีที่ประกาศชัดเจนในการให้ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ดำรงตำแหน่งในสมัยที่ 3 ต่อไป

คุยกัน7วันหน : สหรัฐปล่อยน้ำมันสำรอง รับมือน้ำมันแพง-ไม่พึ่งโอเปก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/618609

คุยกัน7วันหน : สหรัฐปล่อยน้ำมันสำรอง  รับมือน้ำมันแพง-ไม่พึ่งโอเปก

วันอาทิตย์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 07.30 น.

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯสั่งระบายน้ำมันในคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯมากถึง 50 ล้านบาร์เรล โดยมีหลายประเทศ รวมทั้งจีน ที่สหรัฐฯประสานร่วมดำเนินมาตรการลักษณะเดียวกันนี้ เพื่อแก้ปัญหาราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น โดยไม่พึ่งพากลุ่มโอเปก

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐฯ สั่งระบายน้ำมันออกมาจากคลังสำรองยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ปริมาณ 50 ล้านบาร์เรล เพื่อแก้ปัญหาราคาน้ำมันแพงแล้ว ทำเนียบขาวระบุว่า สหรัฐฯได้ประสานงานกับชาติที่บริโภคพลังงานรายใหญ่อื่นๆ แล้ว เช่น จีน อินเดียสหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งนายไบเดนระบุว่า การประสานงานกันครั้งนี้ จะช่วยให้สามารถรับมือกับอุปทานที่ขาดแคลนได้ และจะช่วยผ่อนคลายราคาพลังงานลงด้วย ด้านเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯบอกกับสื่อว่า การปล่อยคลังน้ำมันสำรองจะเริ่มต้นในช่วงกลางไปจนถึงปลายเดือนธันวาคม และอาจมีการแทรกแซงเพิ่มเติมอีกเพื่อทำให้ตลาดเสถียร

ขณะที่ ญี่ปุ่น ตอบรับแนวทางของสหรัฐฯเช่นกัน โดยนายกรัฐมนตรีฟุมิโอ คิชิดะ เผยว่า รัฐบาลจะปล่อยน้ำมันสำรองออกสู่ตลาด ซึ่งการกระทำดังกล่าวไม่ขัดต่อกฏหมายญี่ปุ่น เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้ปล่อยน้ำมันสำรองออกมาได้ ในกรณีที่มีความเสี่ยงว่า ราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นจนส่งผลกระทบต่อประชาชน แต่นายคิชิดะ ยังไม่ได้ระบุุว่า ญี่ปุ่นจะปล่อยน้ำมันสำรองออกมาเท่าใด

ด้าน นายจ้าว ลี่เจี้ยน โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน แถลงว่า เป็นเวลานานมาแล้ว ที่จีนให้ความสำคัญอย่างมากต่อเสถียรภาพของตลาดน้ำมันโลก และจีนยินดีที่จะร่วมมือกับทุกฝ่ายในการปกป้องสมดุลของตลาดและความมั่นคงในระยะยาว ผ่านการสื่อสารและความร่วมมือกัน โดยในฝั่งของจีน จะมีการระบายน้ำมันดิบออกจากคลังสำรองของรัฐเช่นกัน ตามสถานการณ์และความจำเป็นของจีนเอง และจะมีการประกาศข้อมูลเพิ่มเติมเมื่อถึงเวลา

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า จีนอาจช่วยอเมริกาควบคุมราคาน้ำมันไม่ให้พุ่งขึ้นด้วยการปล่อยน้ำมันดิบสำรองออกสู่ตลาด ขณะที่ “โกลบอลไทมส์” รายงานว่า ข้อเรียกร้องของสหรัฐฯจะเป็นประโยชน์ต่อทุกคน โดยจีนกำลังพิจารณาปล่อยน้ำมันดิบจำนวนหลายล้านบาร์เรลออกจากคลังสำรอง เพื่อลดราคาลง และกระตุ้นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

การปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองมีขึ้นขณะที่ชาวอเมริกันกำลังเผชิญกับอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น และราคาสินค้าต่างๆ ที่พุ่งขึ้น ก่อนหน้าวันหยุดขอบคุณพระเจ้าที่เริ่มต้นในวันพฤหัสบดีนี้ และการเดินทางวันหยุดในช่วงฤดูหนาว ขณะที่สมาคมยานยนต์สหรัฐฯระบุว่า ราคาน้ำมัน อยู่ที่ราว3.40 ดอลลาร์ หรือราว 110 บาทต่อแกลลอน มากกว่าราคาปีที่แล้วถึงสองเท่าไปแล้ว และสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2014

รัฐบาลไบเดนให้เหตุผลในการระบายน้ำมันออกมาว่า อุปทานน้ำมันไม่สอดคล้องกับอุปสงค์ ขณะที่โลกกำลังฟื้นตัวจากสถานการณ์โรคระบาดทำให้ภาคธุรกิจและครัวเรือน ต้องจ่ายเงินมาก คลังน้ำมันสำรองนั้นเป็นเครื่องมือที่ถูกต้องในการช่วยแก้ปัญหานี้

สำหรับ US Strategic Petroleum Reserve หรือคลังน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ สร้างขึ้นในปี 1975 เพื่อสำรองน้ำมันไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน เช่น ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และความมั่นคงของชาติ นอกจากนี้ ยังเป็นคลังน้ำมันสำรองฉุกเฉินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกด้วย และถูกเก็บใต้ดินตามชายฝั่งของรัฐเท็กซัสและลุยเซียนาโดยปกติแล้วจะมีการกักตุนน้ำมันไว้ราว605 ล้านบาร์เรล แต่มีศักยภาพความจุได้ถึง 714 ล้านบาร์เรล

CNN รายงานว่า ท่าทีของสหรัฐฯอาจเป็นสัญญาณส่งไปยังชาติสมาชิกองค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันออกและพันธมิตร หรือโอเปกพลัส ว่าสหรัฐฯนั้นจริงจังในการทำให้น้ำมันมีราคาต่ำลง หลังชาติเหล่านี้ไม่ยินดีที่จะเพิ่มกำลังการผลิต ที่ผ่านมา รัฐบาลไบเดนได้เตือนซาอุดีอาระเบียมาหลายสัปดาห์แล้วว่า สหรัฐฯจะหาทางออกอื่นหากราคาน้ำมันดิบยังสูงกว่า 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ซาอุดีอาระเบียยืนยัน ไม่เพิ่มการผลิต ซึ่งเจ้าหน้าที่สหรัฐฯคาดว่า เป็นเพราะสหรัฐฯจะบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่าน ทำให้ซาอุดีอาระเบียกังวลว่า จะมีการยกเลิกการคว่ำบาตรต่ออิหร่าน และทำให้อิหร่านกลับมาเร่งกำลังการผลิตน้ำมัน

แต่การที่ซาอุดีอาระเบียเมินข้อเสนอดังกล่าว ทำให้รัฐบาลไบเดนหันไปเจรจากับชาติอื่นๆ แทน เพราะหากทำร่วมกันในระดับสากล จะมีประสิทธิภาพมากกว่าในการควบคุมราคาตลาด

คุยกัน7วันหน : ‘กมลา แฮร์ริส’ ผู้หญิงคนแรกรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ 85 นาที #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/617041

คุยกัน7วันหน : ‘กมลา แฮร์ริส’  ผู้หญิงคนแรกรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ 85 นาที

วันอาทิตย์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.30 น.

รองประธานาธิบดีกมลา แฮร์ริส ของสหรัฐฯ กลายเป็นผู้หญิงคนแรก ที่ได้รับมอบอำนาจทำหน้าที่ประธานาธิบดีของประเทศในช่วงสั้นๆ เมื่อประธานาธิบดีโจ ไบเดน เข้าตรวจสุขภาพตามปกติเมื่อช่วงเช้าวันศุกร์ตามเวลาท้องถิ่น โดยไบเดน ได้ถ่ายโอนอำนาจให้แฮร์ริสเป็นเวลาประมาณ 85 นาที ขณะเขาถูกวางยาสลบเพื่อตรวจลำไส้ตามปกติ ซึ่งเป็นการตรวจร่างกายครั้งแรกของไบเดน นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี และเกิดขึ้นก่อนวันเกิดอายุครบ 79 ปี

ในตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯนั้น แฮร์ริสยังเป็นผู้บัญชาการกองทัพและควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ เป็นการชั่วคราวด้วย โดยเธอปฏิบัติหน้าที่จากสำนักงานของเธอในปีกด้านตะวันตกของทำเนียบขาว หลังจากก่อนหน้านี้นางแฮร์ริส วัย 57 ปี สร้างประวัติศาสตร์เป็นผู้หญิงคนแรกและเป็นคนผิวสีและชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียใต้คนแรก ที่ชนะเลือกตั้งรับตำแหน่งรองประธานาธิบดี

เจน ซากิ โฆษกทำเนียบขาวกล่าวว่า การถ่ายโอนอำนาจชั่วคราวในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และนี่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่มีกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ ซากิระบุในแถลงการณ์ด้วยว่า ในกรณีนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุชใช้กระบวนการเดียวกันนี้ในปี 2002 และ 2007

ในช่วงบ่ายวันศุกร์ ซากิ ได้โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ว่า ไบเดนมีขวัญและกำลังใจดีที่ศูนย์การแพทย์ Walter ReedMedical Center ในรัฐแมรีแลนด์และเขาสามารถกลับมาปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้งในเวลา 11.35 น. ตามเวลาท้องถิ่น หลังจากนั้น ประธานาธิบดีไบเดน ออกมากล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เขารู้สึก“ดีเยี่ยม” หลังตรวจร่างกาย

ไบเดน เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในตำแหน่งที่อายุมากที่สุด ซึ่งจะครบรอบวันเกิด 79 ปีในวันอาทิตย์นี้ เข้ารับการตรวจร่างกายอย่างละเอียดครั้งสุดในเดือนธันวาคม 2019 ซึ่งในขณะนั้น แพทย์ประจำตัวของเขาได้เผยแพร่รายงานทางการแพทย์ระบุว่า ไบเดน “แข็งแรงกระฉับกระเฉง” และ “เหมาะสมที่จะปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งประธานาธิบดีได้สำเร็จ”

ไบเดน ในวัย 79 ปี ได้รับความสนใจอย่างมากเกี่ยวกับสุขภาพของเขาว่ายังแข็งแรงดีพอหรือไม่ แม้ว่าจะมีกระแสคาดการณ์อยู่ว่า เขาจะลงสมัครรับเลือกตั้งอีกสมัยในปี 2024 หรือไม่ ซึ่งตัวเขาเองกล่าวว่าเขาคาดว่าจะลงสมัยเป็นสมัยที่ 2 หลังครบวาระแรกในการบริหารประเทศ 4 ปี

รายงานข่าวระบุว่า การตรวจสุขภาพครั้งล่าสุดของประธานาธิบดี มีขึ้นในวันเดียวกับที่สภาผู้แทนราษฎร ลงมติอนุมัติร่างกฎหมายสนับสนุนด้านสังคมวงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่มีชื่อว่า Build Back Better Act ในวันศุกร์ สำหรับการโหวตที่เกิดขึ้นในสภาผู้เเทนราษฎร ร่างกฎหมาย Build Back Better Act ซึ่งครอบคลุมสวัสดิการสังคมและโครงการเพื่อลดปัญหาภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงผิดธรรมชาติได้รับเสียงโหวตผ่าน 220 ต่อเสียงคัดค้าน 213 เสียง จะส่งเรื่องต่อไปยังวุฒิสภา ซึ่งน่าจะมีเเรงต้านทานอย่างเเข็งขัน และในขั้นตอนของวุฒิสภา พรรคเดโมแครตของไบเดน ต้องการเสียงสนับสนุนทั้งหมดที่มี เพราะพรรครีพับลิกันเตรียมค้านร่างกฎหมายดังกล่าวอย่างพร้อมเพรียง

คุยกัน7วันหน : จีนยกระดับ ‘สี จิ้นผิง’ เทียบเท่า ‘เหมา เจ๋อตุง-เติ้ง เสี่ยวผิง’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/615496

คุยกัน7วันหน : จีนยกระดับ ‘สี จิ้นผิง’  เทียบเท่า ‘เหมา เจ๋อตุง-เติ้ง เสี่ยวผิง’

วันอาทิตย์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.30 น.

สิ้นสุดลงแล้วสำหรับการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์จีน ที่มีมติว่าด้วยประวัติศาสตร์ของพรรค พร้อมประกาศยกระดับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ให้เทียบเท่าประธานเหมา เจ๋อตุง และเติ้ง เสี่ยวผิงซึ่งโดยชี้ว่ามีความสำเร็จและความก้าวหน้าภายใต้การนำของประธานาธิบดีสี จิ้นผิงนับตั้งแต่ที่เขาขึ้นสู่อำนาจเมื่อปี 2012 พร้อมปูทางสู่การดำรงตำแหน่งวาระที่ 3 ต่อไป

พรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้จัดการประชุมคณะกรรมการกลางเต็มคณะครั้งที่ 6 ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 4 วัน ซึ่งสิ้นสุดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยมีการผ่าน “มติครั้งประวัติศาสตร์ครั้งที่ 3ที่จะยกระดับสถานะของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ให้เทียบเท่ากับ เหมา เจ๋อตุง หรือ“ประธานเหมา” ผู้ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ และ เติ้ง เสี่ยวผิง ผู้ปฏิรูปจีนให้กลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก และจะถือเป็นการล้มธรรมเนียมปฏิบัติของพรรคในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ที่กำหนดให้ประธานาธิบดีจีนสามารถดำรงตำแหน่งได้เพียงสองเทอมรวมระยะเวลา 10 ปี การประกาศมตินี้เมื่อวันพฤหัสบดี เป็นการเปิดทางสู่การครองอำนาจในสมัยที่ 3 ต่อของประธานาธิบดีสี ที่เตรียมจะครบการดำรงวาระเทอมที่ 2 ในปีหน้า

แถลงการณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์ที่เผยแพร่ออกมา ผู้สื่อข่าวจีนยังรายงานด้วยว่า ชื่อของประธานาธิบดีสี ถูกกล่าวถึง14 ครั้ง เมื่อเทียบกับประธานเหมา 7 ครั้งเติ้ง 5 ครั้ง ส่วนเจียง เจ๋อหมิน และ หู จิ่นเทาสองอดีตผู้นำคนก่อน ได้รับการพูดถึงชื่อเพียงคนละ 1 ครั้งเท่านั้น

แถลงการณ์รับรองมติฉบับนี้จัดทำขึ้นเป็นครั้งที่สามในประวัติศาสตร์ 100 ปีของพรรคคอมนิวนิสต์จีน ซึ่งมีเนื้อหาสาระในการสรุปความท้าทายและความสำเร็จ
ของพรรคตลอดระยะเวลา 100 ปีที่ผ่านมาตลอดจนความสำเร็จและความก้าวหน้าภายใต้การนำของปธน.สี นับตั้งแต่ที่เขาขึ้นสู่อำนาจเมื่อปี 2012 ซึ่งรวมถึงการออกมาตรการต่อฮ่องกงอย่างเคร่งครัด หลังการประท้วงใหญ่เมื่อปี 2019 ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ต้องจัดการ เทียบเท่ากับสงครามต่อต้านการคอร์รัปชั่น และปัญหามลพิษของประเทศ

การรับรองมติของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนเมื่อวันพฤหัสบดี เป็นการรับรองมติครั้งที่ 3 เท่านั้นในประวัติศาสตร์ของพรรค โดย 2 ครั้งก่อนหน้านี้ มีขึ้นในยุคเหมา ในปี 1945 และ เติ้ง ในปี 1981 แต่ทั้ง 2 ครั้งนั้น เป็นการผ่านมติครั้งประวัติศาสตร์ในการตัดขาดจากอดีต มติครั้งแรก ซึ่งผ่านการอนุมัติในการประชุมเต็มคณะของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเมื่อปี 1945 ช่วยให้นายเหมา รวบอำนาจเข้าไว้กับตัวเอง เพื่อให้มีอำนาจเต็มในการประกาศก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 1949 ส่วนมติครั้งที่ 2 มีขึ้นตอนที่เติ้ง ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำในปี 1978เขาได้เสนอมติครั้งที่ 2 ในปี 1981 ซึ่งเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ความผิดพลาด ของประธานเหมา ในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรมระหว่างปี 1966-1976 ซึ่งทำให้ผู้คนล้มตายไปหลายล้านคน นายเติ้งยังได้วางรากฐานการปฏิรูปเศรษฐกิจของจีนด้วย

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนแสดงความเห็นว่า การออกมติครั้งประวัติศาสตร์นี้นับเป็นความพยายามของประธานาธิบดีสีที่จะลบล้างความพยายามในการกระจายอำนาจของเหล่าผู้นำจีนในช่วงหลาย 10 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ที่เริ่มต้นในยุคของเติ้ง เสี่ยวผิง และดำเนินต่อมาเรื่อยๆ ทั้งในยุคของ เจียง เจ๋อหมิน และ หู จิ่นเทาซึ่งดูแล้ว คล้ายเป็นสัญญาณว่าจีนกำลังจะกลับสู่การปกครองแบบ “ลัทธิบูชาบุคคล” (cult of personality) ซึ่งจะทำให้ประธานาธิบดีสี กุมอำนาจไว้ได้อย่างเหนียวแน่นยิ่งขึ้น

อย่าลืมว่า นี่เป็นการประชุมกันครั้งสุดท้ายของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ชุดที่ 19 ก่อนจะถึงการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ในปีหน้าซึ่งคาดว่านายสีจะได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 3 คนแรกของจีน หลังจากเมื่อปี 2561 แดนมังกรยกเลิกห้ามประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 2 สมัย ปูทางให้สี จิ้นผิง ครองอำนาจไปตลอดชีวิต

เจมส์ ชาร์ จาก S. Rajaratnam School of International Studies ระบุว่าเขาไม่ตกใจกับมติของพรรคในการวาดเขียนเรื่องราวให้ “สี จิ้นผิง” เป็นผู้สืบทอดและหัวหน้าผู้ปฏิวัติพรรคคอมมิวนิสต์ด้วยการสร้างจีนให้แข็งแกร่งขึ้น หลังจากที่ เหมา และเติ้ง ได้ช่วยให้จีนยืนหยัดและร่ำรวย..สิ่งที่ชัดเจนในแถลงการณ์คือ “สี” กำลังสร้างตัวเขาเองให้เป็น “ราชาแห่งปราชญ์” (philosopher king)

ที่ผ่านมา ภาพลักษณ์ของประธานาธิบดีสี ถูกนำเสนออย่างยิ่งใหญ่ผ่านการประชาสัมพันธ์และโฆษณาชวนเชื่อของสื่อของทางการจีน ที่โหมประโคมความสำเร็จของผู้นำจีนทั้งในด้านเศรษฐกิจเทคโนโลยี โครงการด้านอวกาศ และการรับมือการระบาดของโควิด-19 อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์การเมืองหลายคนเตือนว่า เมื่อมองจากประสบการณ์ของหลายประเทศในเอเชีย แอฟริกา และลาตินอเมริกา จะเห็นได้ว่าการมีผู้นำที่ครองอำนาจเพียงผู้เดียวเป็นเวลานานนั้น ในที่สุดแล้วอาจนำไปสู่หายนะทางการเมือง การบริหารประเทศและเศรษฐกิจก็เป็นได้

ก็ต้องจับตาดูกันต่อไป ว่าจีนในยุคของ สี จิ้นผิง จะยังคงยิ่งใหญ่เกรียงไกรอย่างยั่งยืนได้ต่อไปหรือไม่

คุยกัน7วันหน : ชาติเอเชียเปิดประเทศ ไร้เงานักเที่ยวจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/614013

คุยกัน7วันหน : ชาติเอเชียเปิดประเทศ  ไร้เงานักเที่ยวจีน

วันอาทิตย์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ชาติเอเชีย รวมถึงไทย ทยอยเปิดประเทศและยกเลิกข้อจำกัดด้านการเดินทาง เพื่อเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่นักท่องเที่ยวกลุ่มหลัก อย่างนักท่องเที่ยวจีน กลับยังไม่กลับมาท่องโลก สะท้อนว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลกจะปรับเปลี่ยนไปตลอดกาล?

จีน เคยเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยว “ขาออกนอกประเทศ” ขนาดใหญ่ที่สุดของโลกในช่วงก่อนโควิด-19 ระบาด แต่ในขณะนี้ จีนมีสัดส่วนการเดินทางทางอากาศระหว่างประเทศเพียง 2% เท่านั้น เมื่อเทียบกับระดับก่อนการระบาด เพราะจีนยึดหลักโควิดเป็นศูนย์อย่างเข้มงวด และยังไม่ผ่อนคลายมาตรการจำกัดการเดินทางที่ใช้มาเกือบ 2 ปีแล้ว ซึ่งหากชาวจีนเดินทางไปนอกประเทศและกลับเข้ามาที่ประเทศจีน ยังคงต้องเผชิญมาตรการกักตัวที่เข้มงวด

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า การหายไปของนักท่องเที่ยวจีนทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วโลกเกิดช่องโหว่ใหญ่มูลค่าถึง 8.5 ล้านล้านบาทต่อปี นั่นทำให้บรรดาผู้ประกอบการอย่างเช่น “ลากูน่า ภูเก็ต” ในไทย พยายามเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของรีสอร์ททั้ง 5 แห่งในภูเก็ต ไปเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวยุโรป สหรัฐฯ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์แทน เพราะนักท่องเที่ยวจีนคิดเป็น 25-30% ของผู้ใช้บริการในช่วงก่อนเกิดโควิดโดย รวี ชานดราน กรรมการผู้จัดการใหญ่ลากูน่า ภูเก็ต บอกกับรอยเตอร์สว่า “จนถึงวันนี้ เขาไม่ได้ทำการตลาดในจีนมากนัก…เพราะรู้สึกว่าทำไปนักท่องเที่ยวจีนก็ยังมาไม่ได้”

ภาคการท่องเที่ยวไทย ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 มหาศาล คิดเป็นเงินกว่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 1.7 ล้านล้านบาทต่อปี ขณะที่ นักท่องเที่ยวจีน ใช้จ่ายในไทยเกินค่าเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวชาติอื่นๆ ขณะที่ตอนนี้ ประเทศไทยได้เปิดให้กว่า 60 ประเทศความเสี่ยงต่ำสามารถเข้าไทยแบบไม่ต้องกักตัวได้แล้ว หากฉีดวัคซีนครบโดส โดยหวังว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ 180,000 คนภายในปีนี้ แต่ถือว่าน้อยกว่า 40 ล้านคนในปี 2019 มาก

ผู้เชี่ยวชาญคาดว่า จีนจะคงมาตรการจำกัดการเดินทางที่เข้มงวดต่อไปอีกจนถึงไตรมาสที่ 2 ของปีหน้า รวมถึงการกักตัวนาน 3 สัปดาห์ สำหรับผู้เดินทางกลับเข้าประเทศ และแม้จะผ่อนคลายมาตรการ แต่ก็คาดว่าจะเป็นรายประเทศ ไม่ได้เปิดประเทศแบบสมบูรณ์

ลิซ ออร์ติเกรา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกระบุว่า แหล่งท่องเที่ยวเองก็ต้องผันตัวหาตลาดใหม่ และปรับเข้ากับวัฒนธรรมของกลุ่มท่องเที่ยวใหม่ๆ พร้อมยกตัวอย่างมัลดีฟส์ ที่ประสบความสำเร็จในการรื้อฟื้นภาคการท่องเที่ยวในช่วงโควิดระบาด โดยมัลดีฟส์ ใช้วิธีเดินสายตามนิทรรศการการค้า และดึงดูดนักท่องเที่ยวรัสเซียและอินเดีย ให้เข้ามาพักผ่อนในรีสอร์ทหรูต่างๆ ของตนเองได้สำเร็จ เพราะมัลดีฟส์ตระหนักว่า นักท่องเที่ยวจีนจะยังไม่กลับมาในเร็วๆ นี้

ด้านบริษัท ForwardKeysผู้ให้บริการด้านข้อมูลการเดินทางคาดการณ์ว่า กว่าที่การท่องเที่ยวขาออกของจีนจะกลับมาถึงจุดก่อนเกิดโควิด จะต้องใช้เวลาถึงปี 2025 ซึ่งจะกระทบต่อสายการบินต่างๆ ด้วยเพราะข้อมูลแสดงว่า 38% ของนักท่องเที่ยวจีน ขึ้นเครื่องบินสายการบินต่างชาติในปี 2019 จะเห็นได้จากสายการบินในอาเซียนอย่าง การบินไทย และ Garuda Indonesia ลดจำนวนเที่ยวบินลงอย่างมากตามแผนปรับโครงสร้าง ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางการหายไปของนักท่องเที่ยวจีน

อีกความท้าทายหนึ่ง คือ นักท่องเที่ยวจีนเองนิยมเดินทางท่องเที่ยวในประเทศกันมากขึ้น ยกตัวอย่างเวลาจะไปทะเล ก็ไปเที่ยวเกาะไหหนานหรือไหหลำ แทนที่จะมาภูเก็ต พัทยาสมุย หรือหัวหินในไทย

เซียนนา พารูลิส-คุก ผู้บริหารจากบริษัทที่ปรึกษา Dragon TailInternational คาดการณ์ว่า “ทัวร์จีน”อาจกลายเป็นอดีต หลังโควิด-19 ผ่านพ้นไป และจะถูกแทนที่ด้วยการท่องเที่ยวแบบเดี่ยวๆ หรือกรุ๊ปท่องเที่ยวขนาดเล็กของครอบครัวและเพื่อนที่รู้จักกัน มากกว่าการจัดกรุ๊ปทัวร์ขนาดใหญ่ของคนที่ไม่รู้จักและมาทัวร์เดียวกันแบบที่เคยเป็นมา

ซึ่งนั่นอาจทำให้ผู้ประกอบการในไทย คงต้องทำใจยอมรับและเริ่มปรับตัว เพราะหลังจากนี้ จะหวังพึ่งทัวร์จีนเป็นรายได้หลัก ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

คุยกัน7วันหน : มารี โคอูเอต์ นักเคลื่อนไหวสาว ผู้บุกแคตวอล์ก ‘หลุยส์ วิตตอง’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/612430

คุยกัน7วันหน : มารี โคอูเอต์  นักเคลื่อนไหวสาว ผู้บุกแคตวอล์ก ‘หลุยส์ วิตตอง’

วันอาทิตย์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

มารี โคอูเอต์ ต้องซ่อนตัวในห้องน้ำของพิพิธภัณฑ์ศิลปะลูฟวร์ นานกว่า 2 ชั่วโมง ก่อนบุกขึ้นไปบนแคตวอล์กของหลุยส์ วิตตอง ที่เหล่านางแบบกำลังเดินแฟชั่นแสดงผลงานเสื้อผ้าคอลเลคชั่นใหม่ ในงาน ปารีส แฟชั่น วีค เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมาเพื่อประท้วงความเสียหายที่เกิดกับสิ่งแวดล้อมบนโลกเรา จากสิ่งที่เธอและนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมเชื่อว่า เป็นผลจากอุตสาหกรรมแฟชั่นโลก

โคอูเอต์ เป็นสมาชิกกลุ่ม Amis de la Terre France หรือกลุ่มผองเพื่อนร่วมโลกแห่งฝรั่งเศส บอกว่าหลังจากออกจากที่ซ่อนตัวในห้องน้ำของพิพิธภัณฑ์ศิลปะลูฟวร์ ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม เธอทำเป็นคุยโทรศัพท์มือถือขณะค่อยๆ เดินเข้าไปในสถานที่จัดงานเดินแบบ ปารีส แฟชั่น วีค แสร้งว่าเป็นหนึ่งในทีมผู้จัดงาน อาศัยจังหวะที่บรรดาผู้คนในงาน กำลังตื่นเต้นกับการปรากฏตัวของแคเธอรีน เดอเนิฟ นักแสดงแถวหน้าแล้วแอบเข้าไปในงานแฟชั่นโชว์แบบไม่มีผู้ใดระแคะระคาย

จากนั้น ด้วยความช่วยเหลือของเพื่อนนักเคลื่อนไหวอีก 4 คน โคอูเอต์สามารถปีนขึ้นบนแคตวอล์ก ขณะที่เหล่านางแบบกำลังเดินแบบแสดงแฟชั่นโชว์ผลงานเสื้อผ้าคอลเลคชั่นล่าสุดของหลุยส์ วิตตอง แล้วเริ่มเดินอาดๆ ด้วยมาดนางแบบไปตามรันเวย์ พร้อมแสดงป้ายผ้าที่มีข้อความภาษาอังกฤษว่า Overconsumption = extinction หรือการบริโภคมากเกินไปจะเท่ากับการสูญพันธุ์ ที่มีโลโก้สัญลักษณ์ของกลุ่ม Amis de la Terre France และโลโก้ของเครือข่ายพันธมิตรอื่นๆ ก่อนที่จะถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยร่างยักษ์หลายคน บุกเข้ารวบตัวลงจากแคตวอล์ก และลากเธอออกจากสถานที่จัดแสดงแฟชั่นโชว์แบบทุลักทุเล ก่อนที่การแสดงแฟชั่นโชว์ของหลุยส์ วิตตองจะดำเนินต่อไปตามปกติ

นักเคลื่อนไหวสาว วัย 26 ปี บอกว่าใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดจากอกขณะเดินบนแคตวอล์ก เพราะต้องผ่านกลุ่มคนดังในแวดวงบันเทิงและแฟชั่นแถวหน้าของฝรั่งเศส แต่เธอตัดสินใจประท้วงหนนี้ เพื่อต่อต้านบรรดายักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมแฟชั่นของโลก ที่ไม่ยอมปฏิบัติตามที่เคยรับปาก ว่าจะดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกแต่แบรนด์แฟชั่นต่างๆ กลับทำสวนทาง ด้วยการออกผลงานเสื้อผ้าคอลเลคชั่นใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วกว่าเดิม แถมยังผลิตออกมาปริมาณมากเพื่อลดต้นทุน

เธอยังกล่าวหา LVMH แบรนด์แม่ของหลุยส์ วิตตอง ว่าไม่ยอมเอาบริษัทและโรงงานผู้รับจ้างผลิตเสื้อผ้า เข้ามารวมในการคำนวณของบริษัท ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ขณะที่ LVMH เคยบอกกับสำนักข่าว Reuters ก่อนหน้านี้ ว่าบริษัทตั้งเป้าในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ว่าจะลดการปล่อยยก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศโลกลงให้ได้เกินครึ่งหนึ่ง ภายในปี 2030 โดยรวมถึงการทำงานของบริษัทและโรงงานผู้รับจ้างผลิตเสื้อผ้าของ LVMH ด้วย

กลุ่ม Amis de la Terre France ออกแถลงการณ์ในเวลาต่อมาว่า พุ่งเป้าการประท้วงไปที่หลุยส์ วิตตอง เนื่องจากแบรนด์ชื่อดังด้านแฟชั่นเมืองน้ำหอมแห่งนี้ ที่มีบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง LVMH เป็นเจ้าของ เพื่อหวังให้ทุกคนหันมาตระหนักถึงความสำคัญของการบริโภคมากเกินความจำเป็น ที่เกิดขึ้นอยู่บนโลกในเวลานี้ และว่าหลุยส์ วิตตอง ควรมีความรับผิดชอบ ในช่วงที่อุตสาหกรรมเสื้อผ้าและสิ่งทอในปัจจุบัน มีแต่จะมุ่งเน้นการเปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ๆและผลิตเสื้อผ้ามากขึ้นเพียงอย่างเดียว โดยไม่สนใจว่าจะส่งผลกระทบกับโลกอย่างไรบ้าง นอกจากนี้ อุตสาหกรรมแฟชั่นโลก ยังดำเนินธุรกิจเอาเปรียบและใช้ประโยชน์แรงงานค่าจ้างต่ำ รวมถึงทำให้โลกปนเปื้อนมลพิษมากขึ้น จากการใช้ยาฆ่าแมลงเกินความจำเป็นเพื่อปลูกฝ้าย วัตถุดิบสำคัญของการผลิตเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย

โคอูเอต์บอกว่า เริ่มหัวเสียตั้งแต่ตอนเป็นวัยรุ่น ที่ได้เห็นว่าบริษัทแฟชั่นยักษ์ใหญ่จำนวนมาก ไม่ยอมดำเนินมาตรการใดๆ เพื่อปกป้องโลกจากปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง แต่เธอก็ยังทำได้แค่ไม่พอใจอยู่ที่บ้าน จนกระทั่งไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง ที่เธอเริ่มออกมาเข้าร่วมการประท้วง จัดกิจกรรมต่างๆ และดำเนินการเคลื่อนไหวกดดันนักการเมืองและภาคธุรกิจ ให้ลงมือทำมากขึ้นเพื่อปกป้องโลก

ในส่วนของเธอเอง โคอูเอต์เล่าว่า พยายามทุกอย่างเท่าที่เธอจะทำได้เพื่อลดมลพิษ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อเสื้อผ้าเท่าที่จำเป็น และหลีกเลี่ยงการเดินทางด้วยเครื่องบิน แต่ถึงแม้แต่ละคนจะช่วยกันคนละเล็กคนละน้อย การเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงและยั่งยืนจะไม่มีวันเกิดขึ้น หากไม่ได้มาจากบรรดาผู้นำรัฐบาลและเจ้าของธุรกิจยักษ์ใหญ่ต่างๆ ทั่วโลก ที่จะเปลี่ยนแปลงนโยบายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศให้มากที่สุด

แต่ถึงอย่างนั้น โคอูเอต์ก็ยอมรับว่า ไม่ได้ตั้งความหวังไว้มากนัก ว่าจะเกิดความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม ในการประชุมสุดยอดด้านสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ หรือ COP26 ที่จะมีขึ้นที่เมืองกลาสโกว์ ของสกอตแลนด์ที่จะเริ่มขึ้นในสัปดาห์หน้านี้