ชายคาพระพิรุณ : 30 กรกฎาคม 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/354426

586851

ชายคาพระพิรุณ : 30 กรกฎาคม 2561

วันจันทร์ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“ขุนเกษตรา” รายงานตัวมาเล่าข่าวรอบรั้วชายคาพระพิรุณอีกเช่นเคย…สัปดาห์ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรีไปประชุมสัญจรที่ จ.อุบลราชธานี โดยกลุ่มจังหวัดได้เสนอโครงการยกระดับการพัฒนาการเกษตร โดยเฉพาะด้านเกษตรอินทรีย์… สำหรับพื้นที่ดังกล่าว ขุนเกษตรา มองว่ามีศักยภาพด้านเกษตรอินทรีย์พอสมควร และมีเกษตรกรบางส่วนนำร่องรวมกลุ่มกันทำเกษตรอินทรีย์กันอยู่ก่อนแล้วและทำได้ดี อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้กรมส่งเสริมการเกษตรได้ขับเคลื่อน โดยนำร่องเกษตรอินทรีย์ใน จ.ศรีสะเกษ และยโสธร โดยเฉพาะยโสธรถือเป็นต้นแบบที่ดำเนินการพร้อมกันทั้งจังหวัด 89 กลุ่ม ตั้งแต่ปี 2560 บางส่วนได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ มีบางส่วนที่ยังไม่ได้รับการรับรอง และกำลังพัฒนาต่อไป

จากการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินแผนยุทธศาสตร์ยกระดับการเกษตร 4.0 หรือยุทธศาสตร์พระพิรุณ โดยมีคณะกรรมการส่งเสริมตลาดเกษตรดิจิทัลทำหน้าที่ขับเคลื่อนดำเนินงานในการสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจใหม่ด้วยกลไกการทำงาน 2 ส่วน ทั้งด้านตลาดดิจิทัลและด้านตลาดกายภาพนั้น ในส่วนของกรมการข้าว นายกฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล รองอธิบดีกรมการข้าว บอกว่า ได้มีการประชุมแนวทางขับเคลื่อนการทำงานเพื่อส่งเสริมให้ตลาดเกษตรดิจิทัลให้ก้าวสู่เป้าหมาย หลังจากที่มีการพัฒนาระบบตลาด Business Matching Digital Farm (DGTFarm) ในรูปแบบของเว็บไซต์ WWW.DGTFarm.com มาเป็นระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งเป็นโครงการนำร่องจับคู่เกษตรกรผู้ผลิตและผู้ซื้อสินค้าเกษตรออนไลน์ ที่มีการเชื่อมโยงฐานข้อมูลประชากรของกระทรวงมหาดไทย และสามารถตรวจสอบย้อนกลับข้อมูลของสินค้าได้ โดยหลังจากนี้จะมีการพัฒนาสู่แอพพลิเคชั่น “Hello Trade” เพื่อให้สามารถใช้งานบนสมาร์ทโฟน โดยวางแผนจะเปิดตัวการให้บริการอย่างเป็นทางการเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่แก่ประชาชนในปี 2562

กรมปศุสัตว์เตรียมจัดงานแพะแห่งชาติ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2561 ในระหว่างวันที่ 3-5 สิงหาคม 2561 ณ ศูนย์เรียนรู้ด่านปศุสัตว์ (ด่านกักกันสัตว์เพชรบุรี) จ.เพชรบุรี ซึ่ง นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ บอกว่า การเลี้ยงแพะในประเทศ ปี 2560 มีทั้งหมด 652,964 ตัว เกษตรกร 51,851 ครัวเรือน อยู่ในพื้นที่ภาคกลาง 221,353 ตัว ภาคตะวันออก 12,078 ตัว ภาคเหนือ 49,424 ตัว ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 46,478 ตัว ภาคใต้ 323,631 ตัว โดยกรมปศุสัตว์ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มเป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะ 473 กลุ่ม ใน 45 จังหวัด ขณะที่การจัดงานวันแพะแห่งชาติปีนี้เป็นปีที่ 15 เพื่อส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงแพะของเกษตรกร ประชาสัมพันธ์ด้านการตลาดการบริโภคแพะ ส่วนด้านวิชาการได้เปิดเวทีให้มีการแสดงผลงานทางด้านวิชาการ ประชุมวิชาการ เวทีเสวนาเกษตรกร ที่สำคัญภายในงานได้จัดให้มีการประกวดแพะ แกะ จัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จาก เนื้อ/น้ำนมแพะ รวมไปถึงกิจกรรมการแข่งขันและสันทนาการต่างๆ เพื่อให้เกิดความหลากหลาย และเกิดความสนใจเพิ่มมากขึ้น…อย่าลืมไปเที่ยวกันนะครับ

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 23 กรกฎาคม 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/353088

586851

ชายคาพระพิรุณ : 23 กรกฎาคม 2561

วันจันทร์ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“ขุนเกษตรา” รายงานตัวกลับมาเล่าข่าวอีกเช่นเคย…ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ตรวจเยี่ยมและติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีประเด็นสำคัญคือการปฏิรูปภาคเกษตร ด้วยการสนับสนุนให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนไปปลูกข้าวโพดและมันสำปะหลังในพื้นที่ที่เหมาะสม แทนการปลูกข้าวนาปรัง รอบ 2-3 มีพื้นที่ราว 2 ล้านไร่เศษ รองสมคิดได้มอบหมายให้ทางกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์หารือกับภาคเอกชน ในการรับซื้อผลผลิตทางการเกษตร ทั้งข้าวโพด มันสำปะหลัง รวมถึงพืชอื่นๆ เพื่อสร้างความมั่นใจให้เกษตรกรที่จะปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นว่ามีตลาดรองรับแน่นอน ส่วนราคารับซื้อจะต้องไม่ต่ำกว่าราคาต้นทุนการผลิตและมากกว่าราคาข้าวที่เคยขายได้ นอกจากนี้ยังเตรียมมาตรการสนับสนุนด้านอื่นๆ เพิ่มเติม อาทิ สนับสนุนปัจจัยการผลิตและเงินทุน สำหรับการดำเนินงานด้านสหกรณ์ ได้เตรียมหารือธนาคารทั้งภาครัฐและเอกชน ในการสนับสนุนด้านเงินทุนเพื่อต่อยอดกิจการของสหกรณ์การเกษตรที่มีความเข้มแข็ง 800 แห่งทั่วประเทศ และในส่วนสหกรณ์ออมทรัพย์ ได้เตรียมตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจ ซึ่งประกอบไปด้วย กรมส่งเสริมสหกรณ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์<https://www.sec.or.th/&gt; เพื่อเข้าไปกำกับดูแลกิจการให้มีประสิทธิภาพ มีการบริหารงานที่เป็นมืออาชีพ และมีความเข้มแข็งต่อไป…

ขณะนี้ ผลผลิตลำไยภาคเหนือเริ่มทยอยออกสู่ตลาดและคาดว่าจะออกมามากในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้วางแผนการบริหารจัดการคุณภาพและปริมาณผลผลิตลำไย โดยเน้นกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิต และเห็นชอบให้จังหวัดพัฒนาคุณภาพผลผลิตภายใต้โครงการรณรงค์การผลิตลำไยคุณภาพ โครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ และศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) โดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยตัดแต่งช่อผล ตัดต้นเตี้ยมาช่วยในการผลิตในโครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ (ลำไย) จำนวน 53 แปลง ส่งผลให้ผลผลิตมีคุณภาพเพิ่มขึ้น เป็นเกรด AA และ A คาดว่าจะมีผลผลิตลำไยคุณภาพออกมาประมาณ 27,000 ตัน และในบางแปลงสามารถผลิตลำไยเกรด AAA ส่งขายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เช่น สยามพารากอน ได้ นอกจากนั้น กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด นำผลผลิตทางการเกษตรเข้าสู่ระบบตลาดออนไลน์ โดยผลผลิตลำไยแปลงใหญ่ ในจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน และน่าน จะเป็นจังหวัดนำร่องในการค้าขายสินค้าผ่านระบบออนไลน์ ด้วยระบบ E-Market ผ่าน Thailandpostmart.com โดยแบ่งลักษณะสินค้าออกเป็น 2 กลุ่ม คือ Business to Business หรือ B2B คือ การขายส่งสินค้าในปริมาณมาก ให้ทั้งตลาด Modern trade โรงแรมห้างสรรพสินค้า ผู้ผลิต เป็นต้น และ Business to Customer หรือ B2C จะเป็นการขายส่งตรงถึงมือผู้บริโภค โดยคาดการณ์ว่าผลผลิตลำไยภาคเหนือ ปี 2561 จะมีผลผลิตออกสู่ตลาดรวม 654,329 ตัน และจะออกมากในเดือนสิงหาคม ร้อยละ 36.40 เป็นผลผลิตในฤดูกาล 381,498 ตัน และเป็นผลผลิตนอกฤดูกาล 272,831 ตัน มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว ร้อยละ 15.74 โดยจะส่งเสริมการบริโภคผลสดภายในประเทศ ประมาณ 28,084 ตัน คิดเป็นร้อยละ 7.36 ด้วยวิธีกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตผ่านช่องทางต่างๆ เช่น ผู้ประกอบการ Modern Trade วิสาหกิจชุมชน การกระจายผ่านเครือข่ายสหกรณ์การเกษตร เป็นต้น เพื่อการส่งออก ประมาณ 82,544 ตัน คิดเป็นร้อยละ 21.64 และผลิตภัณฑ์แปรรูป คิดเป็นร้อยละ 71 อาทิ การแปรรูปอบแห้งทั้งเปลือก แปรรูปอบแห้งเนื้อสีทอง ลำไยกระป๋อง น้ำลำไยสกัดเข้มข้น เป็นต้น…

กรมปศุสัตว์เตือนผู้บริโภคอย่าตื่นตระหนกกรณีมีข่าวการสุ่มตรวจเนื้อไก่แล้วเจอสารตกค้าง ระบุเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ออกตรวจสอบมาตรฐานทั้งที่จุดจำหน่ายและย้อนกลับถึงฟาร์มเลี้ยงอย่างต่อเนื่อง เพื่อความปลอดภัยในอาหาร แนะเลือกซื้อเนื้อสัตว์จากฟาร์มมาตรฐาน และจากการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ที่มีการสุ่มเก็บตัวอย่างครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ รวมกว่า30,683 ตัวอย่างต่อปี และส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการของกรมปศุสัตว์ ที่ได้รับรองตามมาตรฐานสากล ISO17025 เป็นที่ยอมรับในระดับโลก พบว่า สินค้าปศุสัตว์ของประเทศไทยอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยสอดคล้องตามมาตรฐานสากลที่นานาชาติยอมรับ ซึ่งเป็นผลมาจากการเฝ้าระวังมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน จึงขอให้ผู้บริโภคอย่าตื่นตระหนกกับข้อมูลข่าวสารต่างๆ เนื่องจากกระบวนการผลิตไก่เนื้อในอุตสาหกรรมอยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างเข้มงวดของกรมปศุสัตว์…

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 16 กรกฎาคม 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/351736

586851

ชายคาพระพิรุณ : 16 กรกฎาคม 2561

วันจันทร์ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“ขุนเกษตรา” รายงานตัวกลับมาเล่าข่าวเหมือนเดิมครับ..สัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้ยินดีที่น้องๆ ทีมหมูป่าอะคาเดมีทั้ง 13 คน ออกมาจากถ้ำหลวงได้อย่างปลอดภัย ซึ่งเหตุการณ์นี้ เราได้เห็นน้ำใจของทั้งคนไทยและต่างชาติ ได้เห็นความร่วมมือของทุกฝ่ายที่มีเป้าหมายเดียวกันคือหมูป่าทั้ง 13 ตัวต้องปลอดภัย ขุนเกษตราจึงอยากฝากถึงน้องๆ ว่า นับจากนี้ไปจะต้องดำเนินชีวิตโดยเป็นคนดีของสังคม โตขึ้นมาอย่างมีคุณภาพเพื่อจะได้ตอบแทนสังคมและประเทศชาติในอนาคต…ภารกิจกู้ภัยครั้งนี้ ได้ส่งผลกระทบพื้นที่ทำการเกษตรรอบถ้ำหลวง โดยเฉพาะนาข้าวที่เป็นพื้นที่รับน้ำเพื่อช่วยเหลือน้องๆ ทีมหมูป่า และทันทีที่ภารกิจกู้ภัยเสร็จสิ้น ภารกิจฟื้นฟูช่วยเหลือเกษตรกรก็ได้ดำเนินการทันที โดย นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ลงพื้นที่มอบปัจจัยการผลิตแก่เกษตรกรที่ประสบภัยพิบัติจากการรับน้ำรอบพื้นที่ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาคลุกกับเมล็ดพันธุ์ข้าวที่เกษตรกรจะทำการปลูกหลังน้ำลด เพื่อใช้ป้องกันและกำจัดโรคข้าวที่อาจเกิดขึ้นได้หลังน้ำลด ซึ่งจากการสำรวจพื้นที่ทางการเกษตร ณ วันที่ 10 ก.ค. พบพื้นที่เสียหายสิ้นเชิง 1,266.75 ไร่ เกษตรกร 126 ราย วงเงินขอรับความช่วยเหลือ 1,409,892.75 บาท ซึ่งอยู่ในอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถอนุมัติได้ทันที …ขุนเกษตรา ต้องขอบคุณในน้ำใจของพี่น้องเกษตรกรรอบๆ พื้นที่ถ้ำหลวงที่ยอมเสียสละให้น้ำไหลลงพื้นที่นาของตนเองเพื่อแลกกับ 13 ชีวิต ต่อจากนี้ก็คงเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่จะต้องดูแลชดเชยตามระเบียบ หลักเกณฑ์และความเหมาะสมต่อไป…

สัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังได้โชว์ความสำเร็จของการส่งเสริมช่องทางตลาดผลไม้ไทยสู่ประเทศจีน
โดยจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างบริษัท Shanghai Win Chain Supply Management Co., Ltd. ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางในการจัดหาสินค้าจากทั่วโลกส่งให้กับกลุ่มธุรกิจอาหารสดของอาลีบาบา กรุ๊ป ประเทศจีน กับตัวแทนสหกรณ์ชาวสวนผลไม้ภาคตะวันออก 3 แห่ง เพื่อทำข้อตกลงซื้อขายทุเรียนของไทยไปจำหน่ายผ่านช่องทางตลาดออนไลน์ในประเทศจีน ซึ่งการลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ สืบเนื่องจากที่บริษัทอาลีบาบา กรุ๊ป ของจีนได้ให้ความสนใจและต้องการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรจากไทย รวมถึงทุเรียน ไปจำหน่ายผ่านช่องทางต่างๆ ของอาลีบาบา เช่น เว็บไซต์ Tmall.com

ความร่วมมือกับอาลีบาบา กรุ๊ปของจีนในครั้งนี้ จะเป็นการเปิดโอกาสทางการตลาดผลไม้ของสหกรณ์ครั้งสำคัญ ที่จะสามารถส่งผลไม้ของไทยไปจำหน่ายผ่านช่องทางตลาดออนไลน์ของประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดที่กว้างและเข้าถึงผู้บริโภคชาวจีนในปัจจุบัน ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยด้วย…

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 9 กรกฎาคม 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/350322

586851

ชายคาพระพิรุณ : 9 กรกฎาคม 2561

วันจันทร์ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“ขุนเกษตรา” รายงานตัวเล่าข่าวเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชายคาพระพิรุณเหมือนเดิมครับ…ต้นสัปดาห์ที่แล้วเราได้รับข่าวดีที่ทีมกู้ภัยเจอเด็กและโค้ชทีมหมูป่าอะคาเดมีทั้ง 13 ชีวิตที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอนหลังจากค้นหากันมาร่วม 9 วัน…เหตุการณ์นี้เราได้เห็นน้ำใจและความสามัคคีของคนไทย ที่ต่างมีจุดหมายเดียวกันคือการช่วยเหลือผู้ประสบภัยทั้งหมด ซึ่งในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่…โดยกรมชลประทานได้บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในการทำทางเบี่ยงน้ำ (Bypass) จนสามารถตัดยอดน้ำรวมกันได้ประมาณ 32,000 ลบ.ม./วัน ส่งผลให้ระดับน้ำในถ้ำหลวงได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง

ในขณะที่ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากการสูบน้ำถ้ำหลวง นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรม
ส่งเสริมการเกษตร บอกว่า จะยึดหลักปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2556 โดยต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรไว้ก่อนเกิดภัย จำนวนพื้นที่ได้รับความเสียหายโดยสิ้นเชิงรายละไม่เกิน 30 ไร่ อัตราการช่วยเหลือ ข้าวไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ๆละ 1,148 บาท พืชสวนและอื่นๆ ไร่ละ 1,690 บาท

ส่วนการฟื้นฟูพื้นที่เกษตรกรรมในพื้นที่รับน้ำซึ่งส่วนใหญ่เป็นนาข้าว ทางกรมการข้าว โดยนายสุวัฒน์ เจียระคงมั่น
รองอธิบดีกรมการข้าว บอกว่า จากการสำรวจพบว่ามีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 3 ตำบล คือ ต.โป่งผา ต.สีเมืองชุม และ ต.บ้านด้าย อ.แม่สาย มีพื้นที่ข้าวได้รับผลกระทบทั้งสิ้นประมาณ 1,397.5 ไร่ กรมการข้าวได้ประสานงานกับหน่วยงานของกรมการข้าวในพื้น ที่ให้จัดทีมเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำเกษตรกรเกี่ยวกับเทคโนโลยีการปลูกข้าวที่เหมาะสมหลังน้ำลด และประสานงานกับสำนักงานเกษตรอำเภอเพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการสำรวจระดับความเสียหายของพื้นที่นาข้าวเพื่อเตรียมพร้อมสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบนาข้าวเสียหายอย่างสิ้นเชิง…

ขุนเกษตรา เป็นกำลังใจให้ผู้ประสบภัยทั้ง 13 คน รวมถึงเจ้าหน้าที่กู้ภัยทุกภาคส่วนที่ร่วมมือกันทำงานกันอย่างเต็มที่ ทำให้เราได้เห็นศักยภาพรวมถึงเทคโนโลยีของหลายๆ หน่วยงาน ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยไม่ได้แพ้ใครในโลก และที่ต้องไม่ลืมคือน้ำใจของเกษตรกรที่ยอมเสียสละให้พื้นที่เกษตรของตัวเองเป็นพื้นที่รับน้ำ ซึ่งนับว่าเป็นความเสียสละอย่างใหญ่หลวงยิ่งนัก ภาครัฐโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรฯ ควรดูแลเกษตรกรเหล่านี้อย่างดีและเหมาะสมที่สุดทั้งด้านการชดเชยและการฟื้นฟู

ขุนเกษตร

ชายคาพระพิรุณ : 2 กรกฎาคม 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/348884

586851

ชายคาพระพิรุณ : 2 กรกฎาคม 2561

วันจันทร์ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“ขุนเกษตรา” รายงานตัวเล่าข่าวความเคลื่อนไหวในร่มชายคากระทรวงเกษตรฯเช่นเคย…กระแสข่าวตั้งข้อสงสัยว่าอาจมีการทุจริตโครงการไทยนิยมยั่งยืนยังออกมาเป็นระยะ โดยเฉพาะในส่วนกรมส่งเสริมสหกรณ์ ทำให้ นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรฯ สั่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงการซื้อเครื่องมืออุปกรณ์ในการจัดสร้างฉาง โกดัง ลานตาก เพื่อเก็บผลผลิตข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และจัดซื้ออุปกรณ์และเครื่องมือแปรรูปผลผลิต โดยรับงบกลางปี 1,791.5341 ล้านบาท

…ขุนเกษตรา มีโอกาสคุยกับ นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้รับการยืนยันว่า โครงการนี้เป็นไปอย่างโปร่งใส โดยจะคัดเลือกสหกรณ์ที่มีการบริหารจัดการที่ดี มีผลการดำเนินงานที่เห็นเป็นรูปธรรมเข้าร่วมโครงการ เพราะหวังจะให้สหกรณ์พัฒนาศักยภาพ โดยขณะนี้มีสหกรณ์ที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการ 307 แห่ง ใน 67 จังหวัด ส่วนของขั้นตอนการจัดทำคำของบประมาณ เพื่อจัดหาครุภัณฑ์สิ่งก่อสร้างที่เป็นงบลงทุน จะดำเนินการในหลักการเดียวกัน โดยแบ่งเป็น 2 กรณี คือ 1.กรณีสำนักงบประมาณมีการกำหนดราคามาตรฐานไว้ จะต้องถือใช้ราคาดังกล่าว 2.กรณีไม่มีราคามาตรฐานกำหนดไว้ จะพิจารณาตามบรรทัดฐานและวิธีปฏิบัติในการเสนอขอตั้งงบประมาณของหน่วยงาน ที่เสนอต่อสำนักงบประมาณ ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติในการจัดทำคำของบประมาณทุกปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม แต่ละสหกรณ์มีความต้องการรายละเอียดคุณลักษณะของครุภัณฑ์และสิ่งก่อสร้างไม่เหมือนกัน ทำให้ราคาที่เสนอขอตั้งงบประมาณจากแต่ละสหกรณ์ต่างกัน เช่น ราคาของครุภัณฑ์จะพิจารณาโดยให้สหกรณ์เสนอรายการและคุณลักษณะที่ต้องการใช้ พร้อมกับแนบใบเสนอราคาจากผู้ขายไม่น้อยกว่า 3 ราย มาใช้อ้างอิง หลังจากนั้น กรม จะเสนอขอตั้งงบประมาณไปยังสำนักงานงบประมาณ โดยที่สำนักงบประมาณจะกำหนดเกณฑ์ราคาเฉลี่ยเพื่อใช้สำหรับอ้างอิงในการตั้งงบประมาณของแต่ละรายการ ถ้าราคาตามรายการที่ขอมา ต่ำกว่าราคาอ้างอิง สำนักงบประมาณก็จะจัดสรรให้ตามคำขอ แต่ถ้าราคาตามรายการที่ขอมาสูงเกินกว่าราคาอ้างอิง สำนักงบประมาณจะจัดสรรให้ตามราคาอ้างอิงเท่านั้น

ส่วนขั้นตอนการพิจารณาผลการจัดซื้อจัดจ้าง การตรวจรับการจ้าง สหกรณ์จะต้องเชิญสมาชิกสหกรณ์เข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการด้วย เพื่อความโปร่งใสและประโยชน์ของสมาชิกสหกรณ์ทุกคน หากพบว่าสหกรณ์ใดที่ไม่ดำเนินการตามกระบวนการที่กำหนด และส่อไปในทางไม่โปร่งใส จะสั่งการให้สหกรณ์จังหวัดระงับและยกเลิกการจัดซื้อจัดจ้างรายการนั้นทันที พร้อมระงับการโอนเงินให้แก่สหกรณ์ จนกว่าจะมีการแก้ไขให้ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม ส่วนราชการจะไม่เข้าไปแทรกแซงในทุกกระบวนการ แต่จะคอยตรวจสอบ กำกับ ติดตามให้สหกรณ์ดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างอย่างเข้มงวด และยังห้ามข้าราชการของกรมส่งเสริมสหกรณ์ไปชี้นำในการจัดหาผู้รับจ้าง และเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อแอบอ้างรับผลประโยชน์โดยเด็ดขาด หากพบพื้นที่ใดมีการทุจริตจะดำเนินการลงโทษขั้นเด็ดขาดในทันที…ขุนเกษตราได้รับฟังมา ส่วนตัวมองว่าเป็นแนวทางที่เข้มงวดและยังให้สมาชิกมีส่วนร่วม จึงไม่น่ากังวลในส่วนของผู้กำหนดนโยบาย แต่คงต้องติดตามในส่วนของผู้นำไปปฏิบัติ นั้นคือ “สหกรณ์” ต่อไป

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 25 มิถุนายน 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/347373

586851

ชายคาพระพิรุณ : 25 มิถุนายน 2561

วันจันทร์ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ถึงเวลาที่ “ขุนเกษตรา” ต้องมารายงานตัวเล่าข่าวที่เกิดขึ้นในชายคาพระพิรุณ กระทรวงเกษตรฯ กันอีกเช่นเคยครับ…สัปดาห์ที่ผ่านมา ใต้ร่มชายคาพระพิรุณมีทั้งเรื่องร้อนๆ ข่าวทุจริตโครงการไทยนิยม ยั่งยืน แถมยังเจอม็อบคนต่อต้านสารเคมีมาปักหลักนอนประท้วงกันถึงหน้ากระทรวงอีก คงทำให้เจ้ากระทรวงปวดเศียรเวียนเกล้าอยู่ไม่น้อย… ซึ่งกรณีของโครงการไทยนิยมยั่งยืนนั้น เนื่องจากมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์การจัดซื้อเครื่องมือ อุปกรณ์การเกษตรของสหกรณ์การเกษตร ว่ามีราคาสูงกว่าปกติ ทั้งๆ ที่เป็นเครื่องมือชนิดเดียวกัน ขายอยู่จังหวัดเดียวกันแต่ทำไมราคาต่างกันมาก ส่งผลให้ นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ต้องสั่งการด่วนที่สุดให้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงให้เสร็จภายใน 15 วัน

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ไม่รอช้าเช่นกัน รีบชี้แจงต่อ รมว.เกษตรฯและสื่อมวลชนเกี่ยวกับราคาของรถยก (โฟล์คลิฟต์) โครงการรวบรวมและแปรรูปยางพาราในโครงการไทยนิยมยั่งยืนว่า โครงการนี้ได้เสนอขอตั้งงบประมาณจัดหารถโฟล์คลิฟต์ 41 คัน ให้สหกรณ์ 37 แห่ง วงเงิน 34.63 ล้านบาท ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์จะให้สหกรณ์เสนอรายการ และคุณลักษณะของรถ พร้อมนำใบเสนอราคาจากผู้ประกอบการในตลาดมาเสนอไม่น้อยกว่า 3 แห่ง สำหรับกรณีที่รถโฟล์คลิฟต์ขนาดเดียวกันแต่ราคาแตกต่างกัน เนื่องจากราคาจะขึ้นอยู่กับคุณลักษณะเฉพาะของรถที่กำหนดในคำขอของสหกรณ์ เช่น ยี่ห้อ เครื่องยนต์ ความสามารถในการยกสูงที่แตกต่างกัน ทำให้ราคาแตกต่างกัน ซึ่งกรมจะจัดสรรโดยอ้างอิงจากราคาที่เคยได้รับอนุมัติในปีก่อนๆ เทียบเคียงกับราคาตลาด หากไม่สูงเกินไปกว่าราคาอ้างอิง กรมจะจัดสรรให้ตามที่สหกรณ์ขอมา

ส่วนประเด็นสงสัยที่ว่า รถขนาดเดียวกัน คนขายเจ้าเดียวกัน และขายในจังหวัดเดียวกัน ทำไมราคาต่างกัน กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างของสหกรณ์ทุกจังหวัดแล้ว พบว่าถ้าเป็นรถขนาดเดียวกัน คุณลักษณะการใช้งานเหมือนกัน ไม่พบว่ามีกรณีดังกล่าวเกิดขึ้น และจากผลการจัดซื้อจัดจ้างที่เกิดขึ้นจริง พบว่า มีผู้เสนอราคาต่ำกว่าราคาที่ได้รับจัดสรรงบประมาณ จำนวน 28 คัน (จาก 41 คัน) เป็นเงิน 1.85 ล้านบาท ส่วนประเด็นจะมีคนเดินไปเก็บเงินทอนหรือไม่ ในการดำเนินการดังกล่าว สหกรณ์ต่างๆ ที่ได้รับเงินอุดหนุน จะดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างโดยอำนาจของคณะกรรมการดำเนินการของสหกรณ์ ราชการจะไม่เข้าไปแทรกแซง แต่จะคอยตรวจสอบ กำกับ ติดตามให้สหกรณ์ดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบและเกิดความโปร่งใส พร้อมยืนยันว่าไม่มีพฤติกรรมดังที่กล่าวอ้างนี้แน่นอน…ผู้เกี่ยวข้องได้ออกมาชี้แจงแล้ว คงคลายความกังวลในประเด็นที่สังคมสงสัยกันนะครับ…

ฟากฝั่งพญาไท แม้ไม่ใช่เรื่องทุจริต แต่เมื่อมีกระแสข่าวที่สังคมสงสัยก็รีบชี้แจงในทันที กรณี นางมัลลิกา บุญมีตระกูล ให้ข่าวระบุว่า กรมปศุสัตว์ไม่สามารถหาคำตอบได้กรณีบริษัทผู้ผลิตอาหารสัตว์รายใหญ่นำเข้าข้าวบาร์เลย์ 120,000 ตัน และแสดงกับศุลกากรว่าเป็นอาหาร (ฟู้ด) แต่แท้จริงเป็นวัตถุดิบทดแทนข้าวสาลีเพื่อทำอาหารสัตว์ นั้น นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต รักษาราชการอธิบดีกรมปศุสัตว์ ชี้แจงว่า การนำเข้าข้าวบาร์เลย์ สำหรับอาหารสัตว์ ปี 2561 มีการนำเข้า 2 ครั้ง ในช่วงเดือนพฤษภาคม รวม 125,380 ตัน ต้นทางจากออสเตรเลีย เข้าทางท่าเรือแหลมฉบัง ผ่านการตรวจสอบและมีเอกสารยืนยันใช้ว่าใช้สำหรับอาหารสัตว์อย่างชัดเจน นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ ยังได้สุ่มตรวจสอบโรงงานอาหารสัตว์ที่นำข้าวบาร์เลย์ พบว่า มีการนำไปใช้ในสูตรอาหารสัตว์ที่ขึ้นทะเบียนไว้ถูกต้อง ยังไม่พบการกระทำผิดแต่อย่างใด

…เดี๋ยวนี้ข่าวกระแสมีเยอะ ขุนเกษตรา ได้ยินมาอยู่เรื่อยๆ มีทั้งเรื่องจริง เรื่องไม่จริง เรื่องจริงครึ่งเดียว แล้วแต่วัตถุประสงค์ของคนปล่อยข่าว บางคนหวังดี แต่บางคนมีบางอย่างแอบแฝง เมื่อผู้เกี่ยวข้องออกมาชี้แจง เบื้องต้นก็ต้องรับฟัง หากยังไม่มั่นใจก็ค่อยตรวจสอบกันต่อ แต่ต้องชัวร์ก่อนให้ข่าวนะครับ…

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 17 มิถุนายน 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/345860

586851

ชายคาพระพิรุณ : 17 มิถุนายน 2561

วันจันทร์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“ขุนเกษตรา” รายงานตัวมาเล่าข่าวที่เกิดขึ้นใต้ร่มชายคาพระพิรุณกันเหมือนเดิมครับ…โรงเรียนเพิ่งเปิดเทอมมาได้ไม่เท่าไหร่ มีข่าวเกี่ยวกับนักเรียนไม่ขาดสาย ตั้งแต่การร้องเรียนเกี่ยวกับอาหารกลางวันของเด็กนักเรียนในหลายพื้นที่ ที่ต่ำกว่ามาตรฐานและสารอาหารไม่ครบถ้วนตามหลักโภชนาการที่เด็กๆ ควรจะได้รับ และไม่เพียงเฉพาะอาหารกลางวันที่เกิดปัญหา เมื่อทางโรงเรียนไผทอุดมศึกษา ทำหนังสือถึงผู้ปกครองชี้แจงเรื่องการงดดื่มนมโรงเรียนชั่วคราว หลังพบนมหลายกล่องขุ่นข้นจึงกลัวว่าจะเป็นอันตรายต่อเด็กนักเรียน ทันทีที่ได้รับรายงาน นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์และองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทยในฐานะเลขานุการ คณะอนุกรรมการนมโรงเรียน เจ้าหน้าที่สำนักงานปศุสัตว์เขต 1 เจ้าหน้าที่สำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์และเจ้าหน้าที่สำนักงานปศุสัตว์เขตพื้นที่กรุงเทพฯ เข้าพบคณะผู้บริหารโรงเรียนฯ เพื่อตรวจสอบและทราบข้อมูลข้อเท็จจริงทั้งหมดเป็นการเร่งด่วน เบื้องต้นพบว่าผู้ได้โควตานมลอตนี้ คือ สหกรณ์โคนมไทยมิลค์ จำกัด..ขุนเกษตรา ได้ยินปัญหาของนมโรงเรียนเป็นประจำทุกปี อยากจะรู้เหมือนกันว่านมโรงเรียนไม่ได้มาตรฐาน เกิดจากอะไรกันแน่ ปัญหาที่พบส่วนใหญ่คือมีลักษณะของเนื้อนมขุ่นข้น เป็นก้อน คล้ายกับนมบูด แม้ว่าข้างกล่องนมจะระบุว่ายังไม่หมดอายุก็ตาม มันเกิดจากอะไร โรงงานผลิตไม่ได้มาตรฐาน สภาพอากาศไม่ดีหรือนมที่บรรจุในกล่องไม่ใช่นมโค 100% ตามที่ระบุข้ากล่อง…แค่สงสัยครับ….

กรมปศุสัตว์ขานรับนโยบายรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดตัวแอพ DLD 4.0 รับเรื่องร้องทุกข์ ขอความช่วยเหลือ แจ้งการเกิดโรคในสัตว์ แจ้งเบาะแสการกระทำผิดกฎหมายฯ ขอรับความช่วยเหลือทางด้านปศุสัตว์กรณีเกิดภัยพิบัติ เชื่อมโยงการให้บริการประชาชนอย่างสะดวก รวดเร็ว แม่นยำ ผ่านโทรศัพท์มือถือ โดยนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต รักษาการอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่าเพื่อให้รับทราบถึงความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างรวดเร็ว กรมปศุสัตว์จึงได้ทำการพัฒนาแอพพลิเคชั่น “DLD 4.0” เพื่อให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์และประชาชนทั่วไป ร้องทุกข์ ขอความช่วยเหลือ แจ้งการเกิดโรคระบาด แจ้งเบาะแสการกระทำผิดกฎหมายที่กรมปศุสัตว์รับผิดชอบ เช่น การลักลอบเคลื่อนย้ายสัตว์-ซากสัตว์ การลักลอบนำเข้าส่งออกสัตว์- ซากสัตว์ โรงฆ่าสัตว์เถื่อน การใช้สารเร่งเนื้อแดงผสมอาหารสัตว์ การทารุณกรรมสัตว์ เป็นต้น รวมทั้งขอรับความช่วยเหลือทางด้านปศุสัตว์ กรณีเกิดภัยพิบัติ น้ำท่วม-ภัยแล้ง โดยสามารถระบุตำแหน่งที่เกิดเหตุ สภาพพื้นที่การเกิดโรค และอาการสัตว์ป่วย ฯลฯ ผ่านโทรศัพท์มือถือได้ทันที ทำให้กรมปศุสัตว์สามารถบริการ ประชาชนได้สะดวก รวดเร็ว ทันเหตุการณ์ สอดรับกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล DLD 4.0 จึงถือเป็นการนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนภารกิจกรมปศุสัตว์ นอกเหนือจากการติดต่อผ่านโทรศัพท์หรือการแจ้งเหตุด้วยตนเอง ทำให้กรมปศุสัตว์สามารถเฝ้าระวังและป้องกันโรคสัตว์ได้อย่างดีตามคำขวัญ “รู้เร็ว ควบคุมเร็ว สงบเร็ว” และสามารถบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดได้ทันท่วงที พร้อมให้ความช่วยเหลือด้านปศุสัตว์แก่พี่น้องเกษตรกรอย่างรวดเร็ว ทั้งยังสามารถติดตามข่าวสารและความรู้ด้านปศุสัตว์อันหลากหลาย นายสัตวแพทย์สรวิศ ยังฝากบอกอีกว่า แอพพลิเคชั่นนี้เน้นการใช้งานง่ายไม่ซับซ้อน เมนูเป็นภาษาไทยทั้งหมด สามารถส่งข้อความสั้นๆ ภาพ คลิปวีดีโอ มายังเจ้าหน้าที่ได้อย่างสะดวกรวดเร็วที่สำคัญยังสามารถเข้าใช้งานได้จากโทรศัพท์ทุกระบบ โดยดาวน์โหลดและติดตั้งแอพพลิเคชั่น “DLD 4.0” ได้ทั้งระบบ iOS ผ่าน App Store และระบบ Android ผ่าน Google Play เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับการบริการที่สะดวกรวดเร็วจากกรมปศุสัตว์ จึงขอเชิญชวนให้ทุกคนดาวน์โหลดแอพฯ เพื่อติดตามข่าวสารที่น่าสนใจ แจ้งเหตุต่างๆ และร่วมกันเป็นสายตรวจปศุสัตว์…เยี่ยมครับ ปศุสัตว์ 4.0 ของจริง

กรมประมง ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลและศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค ตลอดจนหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน จัดงาน “วันประมงน้อมเกล้าฯ” ครั้งที่ 30 ระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน – 8 กรกฎาคม 2561 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค จังหวัดปทุมธานี โดยรายได้จากการจัดงานจะนำขึ้นถวายสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เพื่อสมทบทุนมูลนิธิจุฬาภรณ์ ซึ่งในปีนี้ได้มีการรวบรวมฝูงสัตว์น้ำสวยงามทั้งน้ำจืดและน้ำทะเล ที่แปลก และหาชมได้ยาก ภายใต้ Theme “Aquatic Battle” นอกจากนี้ ยังมีการจัดนิทรรศการความรู้ การประกวดปลาสวยงามและพรรณไม้น้ำ กิจกรรมให้ประชาชนได้ร่วมสนุกรับของรางวัล และการจำหน่ายอาหารทะเลและผลิตภัณฑ์ประมงราคาถูก…ไปเที่ยวกันนะครับ ได้ความรู้และได้บุญด้วย

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 11 มิถุนายน 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/344406

586851

ชายคาพระพิรุณ : 11 มิถุนายน 2561

วันจันทร์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“ขุนเกษตรา” รายงานตัวมาเล่าข่าวที่เกิดขึ้นใต้ร่มชายคาพระพิรุณกันเหมือนเดิมครับ…ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา กรมการข้าว จัดงาน “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ” ปี 2561 อย่างยิ่งใหญ่ภายใต้แนวคิด “มหัศจรรย์ข้าวพื้นเมือง คุณค่าจากทุ่งนา เพิ่มมูลค่าด้วยนวัตกรรม” โชว์พันธุ์ข้าวกว่า 300 สายพันธุ์จากทั่วประเทศ โดยในปีนี้ ยังได้จัดงาน “วันถ่ายทอดเทคโนโลยี การผลิตข้าวระดับประเทศ ภายใต้โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ (นาแปลงใหญ่) ปี 2561 เนื่องในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ” พร้อมมอบโล่ชาวนาและสถาบันชาวนาดีเด่น ประจำปี 2561 ด้วย มี นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เกียรติเป็นประธานพิธีเปิดงานด้วยตนเอง พร้อมทั้งบอกว่า อาชีพชาวนาและอาชีพเกษตรอื่นๆ จะต้องได้รับการดูแลคุ้มครอง จึงมีความตั้งใจตั้งกองทุนเกษตรกรรมประชารัฐ ขึ้นมาดูแลอาชีพเกษตรกรทั่วประเทศให้เหมือนกับอาชีพอื่นๆ เช่นเดียวกับกลุ่มผู้ใช้แรงงาน มีกองทุนสวัสดิการดูแลตลอดชีพ โดยในเบื้องต้นได้เรียนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ทราบถึงหลักการของกองทุนเรียบร้อยแล้ว ซึ่งท่านเห็นด้วย ระหว่างนี้จึงต้องมาดูกันในเรื่องของข้อกฏหมายที่จะไม่ขัดต่อพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง โดยได้ตั้งคณะทำงานตรวจสอบกฎหมายของกระทรวง ว่าจะทำอย่างไรกับเงินในกองทุนสงเคราะห์เกษตรที่ยังมีเงินเหลืออยู่ 2.9 พันล้านบาทได้บ้าง ซึ่งอาจจะต้องปรับกฎหมายใหม่ ให้คณะทำงาน นำพ.ร.บ.สงเคราะห์เกษตรกร ปี2534 และพ.ร.บ.เศรษฐกิจการเกษตร ปี2522 นำมาปรับถ้อยคำ เพิ่มเติมบางมาตรา…ขุนเกษตรา เห็นด้วยอย่างยิ่ง ที่อาชีพเกษตรกรทุกสาขา ควรจะต้องมีสวัสดิการดูแล ไม่ว่าจะเป็นชาวนา ชาวสวนยาง ชาวไร่อ้อย มันสำปะหลัง หรือทำประมง เพื่อยกฐานะอาชีพเกษตรกรรม ให้เหมือนอาชีพอื่นที่ได้รับกองทุนคุ้มครอง

ในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนของทุกปีเป็นช่วงฤดูที่สับปะรดออกสู่ตลาดมากที่สุด ซึ่งในปี 2561 พบว่ามีผลสับปะรดสดออกสู่ตลาดประมาณ 2.46 ล้านตัน มากกว่าปีที่แล้วถึง 35 เปอร์เซ็นต์ ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีความต้องการบริโภค และเพื่อการส่งออกสับปะรดปีละไม่เกิน 2 ล้านตันต่อปี จึงมีผลผลิตเกินความต้องการ ประกอบกับมีสับปะรดที่ไม่ได้มาตรฐาน มีผลขนาดเล็ก เนื่องจากกระทบแล้ง โรงงานจึงไม่รับซื้ออีกประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิต สร้างความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรในขณะนี้เป็นอย่างมาก นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต รักษาราชการแทนอธิบดีกรมปศุสัตว์ มองว่าผลสับปะรดสดที่ไม่ได้มาตรฐาน นอกจากใช้แปรรูปเป็นสับปะรดกวนแล้วสามารถนำมาใช้เลี้ยงโคเนื้อและโคนมได้เป็นอย่างดี โดยเก็บถนอมไว้ในรูปสับปะรดหมักและเติมวัสดุบางชนิดเพื่อเพิ่มวัตถุแห้ง เช่น ฟางข้าวสับ เพื่อปรับให้วัตถุแห้งอยู่ที่ระดับ 35-40 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นสภาพการหมักที่ดี และเป็นการเพิ่มเยื่อใยในอาหารให้มีเพียงพอสำหรับโคนม จึงมอบหมายให้ สำนักพัฒนาอาหารสัตว์ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ประสานงานกับสหกรณ์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และ สหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ค อ่าวน้อย จำกัด ดำเนินโครงการนำร่องแปรรูปสับปะรดเพื่อเป็นอาหารสัตว์สำหรับเป็นอาหารโคนม และดำเนินการผลิตอาหารทีเอ็มอาร์จากผลสับปะรด เพื่อจำหน่ายให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อกำแพงแสน รวมกว่า 30 ตัน มาตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2561 ซึ่งนอกจากจะได้อาหารสัตว์คุณภาพดีแล้ว ยังช่วยแก้ปัญหาราคาสับปะรดตกตํ่าได้อีกทางหนึ่งด้วย เกษตรกรสามารนำไปใช้เลี้ยงสัตว์ เช่น โคเนื้อ โคนม แพะ และแกะ ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ยังมี “โครงการรับซื้อสับปะรดคัดทิ้งเพื่อแปรรูปเป็นอาหารทีเอ็มอาร์ สำหรับโคนม” ซึ่งสนับสนุนโดย กรมส่งเสริมสหกรณ์ ภายใต้งบประมาณกลางปี 2561 (ไทยนิยมยั่งยืน) ที่ให้สหกรณ์ฯ เป็นศูนย์รับซื้อ-แปรรูป และจำหน่ายอาหารทีเอ็มอาร์ให้แก่สมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรผู้สนใจ หากเกษตรกรท่านใดสนใจ สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ สำนักพัฒนาอาหารสัตว์ กรมปศุสัตว์ โทร.0-2501-1147…ถือเป็นเรื่องดีครับ เป็นการบูรณาการเพื่อแก้ปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกรอย่างแท้จริง แนวคิดดีก็ต้องชมครับ…

การยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท. ชี้แจง เรื่องข่าวที่ว่า 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2561 กยท.ขาดทุนทางบัญชีกว่า 600 ล้านบาท และคาดว่าสิ้นปีจะขาดทุนเพิ่มเป็น 1,200 ล้านบาท จนอาจทำให้ต้องขายทรัพย์สินเพื่อรักษาพนักงานกว่า 3,000 คนนั้น ข่าวนี้ถือว่าคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ข้อเท็จจริงคือรายได้จากเงินค่าธรรมเนียมส่งยางออกที่จัดสรรเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการของ กยท. ตามพระราชบัญญัติมาตรา 49 (1) สำหรับปี 2561 – 2562 ไม่เพียงพอ ส่วนที่ขาดตามพระราชบัญญัติกำหนดให้ขอตั้งงบประมาณแผ่นดินสมทบ แต่ กยท. ได้รับงบประมาณไม่ครบตามจำนวนที่ขอตั้งไป กยท. จึงต้องปรับลดค่าใช้จ่ายกับนำเงินสำรองออกมาใช้เพื่อให้รายได้สมดุลกับงบประมาณรายจ่าย จึงไม่มีเหตุที่ กยท. จะต้องขายทรัพย์สิน หรือ ให้พนักงานออกจากงานแต่อย่างใด กยท. เพียงแต่กำหนดมาตรการประหยัดและยังไม่เพิ่มอัตรากำลัง เพื่อให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพ…เข้าใจตรงกันนะครับ

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 4 มิถุนายน 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/342811

586851

ชายคาพระพิรุณ : 4 มิถุนายน 2561

วันจันทร์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“ขุนเกษตรา” รายงานตัวนำเรื่องราวใต้ชายคาพระพิรุณมาเล่าสู่กันฟังเหมือนเดิมครับ…เริ่มเดินหน้าอย่างเป็นทางการสำหรับโครงการไทยนิยม ยั่งยืน 28 พ.ค.ที่ผ่านมา ทุกหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ ต่างลุย kick off โครงไทยนิยม ยั่งยืน กันทั่วประเทศ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้รับงบกลางปีขับเคลื่อนโครงการไทยนิยมยั่งยืน รวม 22 โครงการ จำนวน 24,993 ล้านบาท และตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปสำรวจความต้องการของเกษตรกร 21 โครงการ วงเงิน 24,000 ล้านบาท แบ่งออกเป็น การพัฒนาอาชีพเกษตรกร 3 อาชีพ ได้แก่ ด้านพืช ปศุสัตว์ และประมง นอกจากนี้ยังมีโครงการอุดหนุนสหกรณ์การเกษตร 207 แห่ง จากจำนวน 7,000 กว่าแห่ง วงเงิน 1,700 ล้านบาทและการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกการทำอาชีพเกษตร อาทิ แหล่งน้ำ วงเงิน 13,000 ล้านบาท

สำหรับโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ภาคการเกษตร จะทำให้เกษตรกรได้รับประโยชน์รวม 4,316,802 ราย ซึ่งแต่ละกรมต่างมีโครงการดีๆ ยกตัวอย่างในส่วนของกรมปศุสัตว์ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต รักษาราชการแทนอธิบดีกรมปศุสัตว์ ประกาศเดินหน้าโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ด้านปศุสัตว์ โดยจะจัดฝึกอบรมผสมเทียมโค หลักสูตร “พนักงานผสมเทียม (อาสาปศุสัตว์ผสมเทียม)” ตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน กิจกรรมเพิ่มประสิทธิภาพการผสมเทียมโคเนื้อ รุ่นที่ 1 ระหว่างวันที่ 1-16 มิถุนายน 2561 มีเป้าหมายเพื่อให้เกษตรกรทั่วประเทศได้รับการเพิ่มประสิทธิภาพการเป็นอาสาปศุสัตว์ 4,100 คน เกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อและแพะ ได้รับการเพิ่มประสิทธิภาพจากการให้บริการของอาสาปศุสัตว์ จำนวน 100,000 ราย ซึ่งศูนย์วิจัยการผสมเทียมและเทคโนโลยีชีวภาพสระบุรีได้รับมอบหมายให้ฝึกอบรมอาสาปศุสัตว์ผสมเทียมโค 300 คน กำหนดจัดอบรม 6 รุ่น รุ่นละ 16 วัน ผู้เข้าอบรมรุ่นละ 50 ราย… รักษาราชการแทนอธิบดีกรมปศุสัตว์ บอกว่า เกษตรกรที่เข้ารับการฝึกอบรมคัดเลือกจากผู้มีจิตอาสาและมีคุณสมบัติตามที่สัตวแพทยสภากำหนดและฝึกอบรมผสมเทียมในหลักสูตรที่สัตวแพทยสภาให้การรับรอง เพื่อช่วยงานกรมปศุสัตว์ ในการให้บริการผสมเทียม ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ.วิชาชีพการสัตวแพทย์ พ.ศ.2545 และมีความรู้ ความเข้าใจในการผสมเทียมทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ มีทักษะผสมเทียมได้อย่างถูกต้องมีประสิทธิภาพ รู้จักวิธีการลงบันทึกข้อมูลพร้อมนำส่งข้อมูลให้ศูนย์วิจัยการผสมเทียมฯ หรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัด ทั้งยังรู้จักโรคที่สำคัญของโค ทั้งโรคทางระบบสืบพันธุ์ โรคติดต่อ และโรคระบาดสามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบถึงอาการผิดปกติของโคได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว…

ด้านกรมหม่อนไหม นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม ได้มอบหมายให้นายสัตวเเพทย์ไพโรจน์ เฮงเเสงชัย รองอธิบดีกรมหม่อนไหม เป็นประธาน kick off โครงการไทยนิยม ยั่งยืน โครงการส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในเขตพื้นที่ภาคเหนือ ปี 2561 ณ ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ น่าน จังหวัดน่าน สนองนโยบายรัฐบาลที่มุ่งเน้นการสร้างป่าต้นน้ำ ทวงคืนผืนป่า และลดการบุกรุกพื้นที่ป่า ซึ่งโครงการส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในเขตพื้นที่ภาคเหนือจะดำเนินงานในพื้นที่ 14 จังหวัด เพื่อส่งเสริมเกษตรกรให้หันมาปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และการบุกรุกพื้นที่ป่า มาประกอบอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม สร้างผืนป่าต้นน้ำ สร้างกลุ่มเกษตรกรที่เข้มแข็ง ส่งเสริมระบบเศรษฐกิจในชุมชน เเละสนับสนุนการผลิตเส้นไหมในประเทศ โดยมีเป้าหมายเกษตรกรในพื้นที่เข้าร่วม 800 ราย พื้นที่ปลูกหม่อนไม่น้อยกว่า 2,400 ไร่ ซึ่งกรมหม่อนไหมจะสนับสนุนพันธุ์หม่อนและไข่ไหมแก่เกษตรกรและรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ พร้อมสนับสนุนปัจจัยการผลิตแก่เกษตรกร อาทิ โรงเลี้ยงไหมขนาด 6X8 เมตร และอุปกรณ์เลี้ยงไหม อบรมหลักสูตรการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเน้นหนัก 11 วัน จากนั้นจะจัดหาตลาดให้เกษตรกรโดยการเจรจากับเอกชนในรูปแบบทำข้อตกลงรับซื้อราคาที่เป็นธรรมกับเกษตรกร โดยกรมม่อนไหมได้วางแผนการส่งเสริมการปลูกหมอนเลี้ยงไหม 2 กิจกรรม ได้เเก่ การเลี้ยงไหมอุตสาหกรรม และการเลี้ยงไหมเพื่อผลิตเเผ่นใยไหม ซึ่งใช้การตลาดนำการผลิต มุ่งความสมดุลของ Demand และ Supply เพื่อพัฒนาเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer ต่อไป…นี่เป็นเพียงบางกิจกรรมและบางหน่วยงานเท่านั้น ที่ขุนเกษตรา หยิบยกมา ทราบว่าแต่ละกรมยังมีกิจกรรมดีๆ ที่เกิดจากความต้องการของชุมชนอีกเยอะ ส่วนความคืบหน้าและกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจจะมีอะไรบ้าง ขุนเกษตรา จะทยอยนำมาเล่าอีกครั้ง รวมถึงจะติดตามความโปร่งใสของการดำเนินงานด้วย เพราะงบประมาณที่ลงไปมากมายขนาดนี้ เกษตรกรควรจะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่…อย่าให้ใครสบประมาทได้ว่าเอางบประมาณมาละลาย

กรมการข้าวจัดงาน “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ” ระหว่างวันที่ 4-9 มิถุนายน 2561 เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ไทยต่อข้าวไทย และให้เกษตรกรได้รับองค์ความรู้ สามารถลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตข้าวคุณภาพและเพิ่มมูลค่าข้าวด้วยนวัตกรรม โดยงานจะจัดขึ้นที่ กรมการข้าว ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ใครสนใจไปเที่ยวชมงานกันได้นะครับ…

ขุนเกษตร

ชายคาพระพิรุณ : 28 พฤษภาคม 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/341349

586851

ชายคาพระพิรุณ : 28 พฤษภาคม 2561

วันจันทร์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“ขุนเกษตรา” รายงานตัว นำเรื่องราวใต้ชายคาพระพิรุณมาเล่าสู่กันฟังเหมือนเดิม…ตั้งแต่ปลายสัปดาห์ก่อน ต่อเนื่องมาต้นสัปดาห์นี้ ชายคาพระพิรุณ ระส่ำระสายจากข่าวลือ กระแสโยกย้ายข้าราชการระดับ 10 ของกระทรวงเกษตรฯ หลายตำแหน่ง สลับกรม สลับตำแหน่งกันแบบงงๆ ยันตำแหน่งปลัดกระทรวงที่มีการอ้างว่า นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ จะลาออกจากราชการเข้าสู่ถนนการเมือง ทั้งที่เหลืออายุราชการแค่ 4 เดือน แล้วจะโยก นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย มาเสียบแทน ซึ่งขุนเกษตราก็ไม่รู้เหมือนกันว่า โผนี้มาจากไหน ใครแต่งตั้ง แต่ทำให้ลูกหม้อกระทรวงเกษตรฯเสียขวัญกันไม่น้อย เช็คข่าวกันวุ่นวาย…ขุนเกษตรา มองว่า ผลของการแต่งตั้งโยกย้ายข้ามห้วยข้ามหนอง จากอดีตที่ผ่านมา ล้วนทำให้ประเทศและเกษตรกรเสียโอกาส เพราะใช้คนไม่ถูกกับงาน ทำให้ถอยหลังหรือย่ำอยู่กับที่ ข้าราชการหมดกำลังใจ ทำอย่างไรก็ไม่เติบโตในหน้าที่การงาน เพราะมีการข้ามหัว ข้ามห้วยกันไปมา…กระทรวงเกษตรฯ ยังมีคนที่มีความรู้ความสามารถอีกเยอะ เพียงแต่ใช้คนให้ถูกกับงานหรือยัง หรือที่ผ่านมาเลือกใช้เพราะใครเป็นเด็กใคร ไม่ใช่เพราะความรู้ ความสามารถ…ส่วนกระแสข่าวลือที่เกิดขึ้น แม้แต่ นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรฯ ยังต้องออกมายืนยันหมื่นเปอร์เซ็นต์ว่า ไม่มีแน่นอน และยังแสดงท่าทีแปลกใจว่า ทำไมช่วงนี้มีการเสนอข่าวโยกย้ายกันบ่อย ทั้งที่ตัวเองเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ยังไม่ได้คิดเรื่องนี้เลย โดยจะรอให้ถึงช่วงโยกย้ายประจำปี จึงค่อยไปพิจารณา….นั่นนะสิ ขนาดรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงยังไม่รู้เลย น่าแปลกใจแท้ว่ามีข่าวลือแบบนี้มาได้อย่างไร ใครปล่อยข่าวโยนหินถามทางอะไรหรือเปล่า รอดูกันต่อไป…

มาคุยกันเรื่องของการทำงานเพื่อเกษตรกรกันบ้างดีกว่า…ตามนโยบายของรัฐบาลที่มีจุดมุ่งหมายขจัดความยากจนและพัฒนาชนบท ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้อยู่ดีมีสุขอย่างยั่งยืน บนพื้นฐานของความสมดุลพอดี และความพอประมาณอย่างมีเหตุผลตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จึงได้กำหนดนโยบายโครงการส่งเสริมการจัดทำบัญชีต้นทุนอาชีพแก่เกษตรกร เพื่อส่งเสริมการจัดทำบัญชีรายบุคคล มุ่งเน้นเสริมสร้างองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกร ให้เห็นถึงประโยชน์ของการจดบัญชีทั้งบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือน และต่อยอดไปจนถึงบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ ซึ่ง นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ บอกว่าได้สร้างแกนนำเกษตรกรให้เป็นครูบัญชีอาสาในทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเป็นตัวแทนกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ช่วยในการขับเคลื่อนการทำงานตามโครงการ
ดังกล่าว โดยทำหน้าที่เป็นวิทยากร และวิทยากรผู้ช่วย ในการอบรมสอนแนะให้กับเกษตรกรได้และเข้าใจการจดบันทึกบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือน และบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ รวมทั้งการนำข้อมูลจากบัญชีมาใช้ประโยชน์ ตลอดจนทำหน้าที่กำกับแนะนำกระตุ้นให้เกษตรกรทำบัญชี และติดตามผลการจัดเก็บข้อมูลการทำบัญชีของเกษตรกรเป้าหมายเพื่อประเมินผล ดังนั้น เพื่อให้การส่งเสริมการจัดทำบัญชีสู่เกษตรกรและเป้าหมายอื่นๆ บังเกิดผลสัมฤทธิ์ โดยการสร้างและพัฒนาครูบัญชีให้มีศักยภาพในการปฏิบัติงาน และสร้างเครือข่ายครูบัญชีทั้งระดับจังหวัด ระดับภาค และระดับประเทศ ให้การปฏิบัติงานของครูบัญชีมีความเข้มแข็งและมีศักยภาพ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จึงจัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรพัฒนาอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี (ครูบัญชี) ในการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกร (โครงการไทยนิยม ยั่งยืน) ปี 2561 ขึ้น รองรับในโครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกร (ไทยนิยม ยั่งยืน) ปี 2561 ซึ่งเป็นการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล เพื่อถ่ายทอดนโยบายและแนวทางการดำเนินงานส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกร (ไทยนิยม ยั่งยืน) ให้อาสาสมัครเกษตรด้านบัญชีได้รับทราบ ทบทวนความรู้ ความเข้าใจให้กับอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี ในประเด็นสำคัญของหลักการจดบันทึกบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือน, บัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ และการนำข้อมูลทางบัญชีมาใช้ประโยชน์ในการวางแผนการใช้จ่ายในครัวเรือนและในการประกอบอาชีพ…นับว่าเป็นเรื่องดีครับ ถ้าเกษตรกรรู้จักทำบัญชี บันทึกกิจกรรมต่างๆ ที่ทำ จะช่วยวางแผนการทำเกษตรหรือแผนการใช้จ่ายได้ดังสโลแกน “จดแล้วไม่จน”

ขุนเกษตรา