ชายคาพระพิรุณ : 21 พฤษภาคม 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/339968

586851

ชายคาพระพิรุณ : 21 พฤษภาคม 2561

วันจันทร์ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“ขุนเกษตรา” รายงานตัว นำเรื่อราวใต้ชายคาพระพิรุณมาเล่าสู่กันฟังเหมือนเดิมครับ..ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯ เปิดเวทีรับฟังความเห็นแก้ไขร่างพ.ร.บ.สหกรณ์ฉบับใหม่เพื่อให้ขบวนการสหกรณ์ทั่วประเทศ มีส่วนร่วมเสนอความคิดร่างกฎหมายให้สอดคล้องกับยุคสมัยและเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบสหกรณ์ โดยมี ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาเป็นประธานการสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติสหกรณ์ (ฉบับใหม่) (ฉบับที่…) พ.ศ… ซึ่งการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นนี้ จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในการรับฟังและร่วมกันเสนอความคิดเห็นในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายสหกรณ์ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาสหกรณ์ ก่อนจะรวบรวมความเห็นส่งประกอบกับร่างกฎหมายเสนอให้ที่ประชุมครม.พิจารณา เห็นชอบภายในเดือนมิถุนายนนี้จากนั้นจึงจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติตามขั้นตอน …สำหรับสาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มีการยกร่างเพื่อแก้ไขให้การส่งเสริมดำเนินงานของสหกรณ์ต่างๆ มีความสะดวก และคล่องตัว เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งจะส่งผลดีต่อการบริหารกิจการสหกรณ์ได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ในร่างกฎหมายยังมีการแก้ไขเรื่องของอำนาจของนายทะเบียนสหกรณ์ รวมไปถึงการอุทธรณ์คำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ซึ่งจากเดิมต้องเสนอให้คณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ แต่ในกฎหมายฉบับใหม่จะมีการตั้งคณะทำงานย่อยขึ้นมาพิจารณาเพื่อให้เกิดความรวดเร็วและเป็นประโยชน์ต่อสหกรณ์มากขึ้นด้วย…ได้ผลคืบหน้าประการใด ขุนเกษตรา จะนำมาเล่าสู่กันฟังในโอกาสต่อไป

ด้าน กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ บ้านใกล้เรือนเคียง ก็ได้จัดโครงการประชุมสัมมนา เรื่อง “การขับเคลื่อนครูบัญชีด้วยข้อมูลบัญชีฟาร์ม สู่วิถีไทยนิยม ยั่งยืน” ประจำปี 2561 ซึ่งได้รับเกียรติจาก
นายธีระ วงษ์เจริญ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานมอบใบประกาศเกียรติคุณและเข็มเชิดชูเกียรติแก่เกษตรกรดีเด่น สาขาบัญชีฟาร์ม และครูบัญชีดีเด่น ระดับประเทศ ประจำปี 2561 ณ โรงแรมปรินซ์พาเลซ มหานาค กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2561 งานนี้ นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ บอกว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้ขับเคลื่อนการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยส่งเสริมการจัดทำบัญชีรายบุคคลให้กับเกษตรกรและสมาชิกสถาบันเกษตรกร เพื่อประโยชน์ในการประกอบอาชีพได้อย่างเหมาสม เรียกว่า“ทำบัญชีได้ ใช้ข้อมูลเป็น” และสร้างแกนนำเกษตรกรเป็น “อาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี” หรือ “ครูบัญชี”ทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ด้านบัญชีให้กับเกษตรกรและสมาชิกสถาบันเกษตรกร ซึ่งกรมได้ส่งเสริมพัฒนาครูบัญชีมาตั้งแต่ปี 2548 ปัจจุบันมีอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี กระจายอยู่ทั่วประเทศตั้งแต่ระดับชุมชน ตำบล อำเภอและจังหวัด ครูบัญชีถือเป็นกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคเกษตรและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเกษตรกรและบุคคลทั่วไป และในปีนี้กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ยังได้จัดประชุมสัมมนาเรื่อง “การขับเคลื่อนครูบัญชีด้วยข้อมูลบัญชีฟาร์มสู่วิถีไทยนิยม ยั่งยืน” ประจำปีงบประมาณ 2561 ขึ้นเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องนโยบายของรัฐบาลและแผนงานโครงการสำคัญที่เร่งด่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมสัมมนา ได้ร่วมประชุมระดมสมองแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคิดเห็นซึ่งกันและกันระหว่างผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ เพื่อเป็นกลไกในการขับเคลื่อนงานส่งเสริมการจัดทำบัญชีรายบุคคลของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ให้ขยายผลลงไปสู่พื้นที่ภาคเกษตรรองรับโครงการต่างๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการสร้างความเข้มแข็งภาคเกษตรและช่วยเหลือเกษตรกร…ขุนเกษตรา มองว่า เรื่องของบัญชีครัวเรือน เป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของเกษตรกร เพราะจะช่วยวางแผนการใช้จ่ายต่อไปได้อย่างรอบคอบ ทราบถึงรายได้และค่าใช้จ่ายของตัวเองและครอบครัว แล้วนำมาวิเคราะห์รายได้และค่าใช้จ่ายของตนที่ได้บันทึกไว้แล้ว ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลงได้ ทำให้เกิดการประหยัดและการออมและหากมีการใช้จ่ายเท่าที่มีก็จะไม่ก่อให้เกิดหนี้สินและสามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินได้อย่างยั่งยืนดังสโลแกนที่ท่านอธิบดีมักจะกล่าวให้ได้ยินบ่อยๆ ว่า “ถ้ารู้จักแต่หากิน แต่ไม่รู้จักทำบัญชี ยากที่จะประสบความสำเร็จ” ขุนเกษตราเห็นด้วยอย่างยิ่งครับ

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน แถลงข่าวจัดงานใหญ่วันคล้ายวันสถาปนากรมพัฒนาที่ดินในหัวข้อ “55 ปี นวัตกรรมพัฒนาที่ดิน ก้าวไกล ไทยยั่งยืน”เปิดบ้าน โชว์ผลงานวิจัยวิชาการและเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0 การพัฒนาที่ดินตามแนวพระราชดำริที่ประสบผลสำเร็จ เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานรากและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยสู่ความยั่งยืน ตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระหว่างวันที่ 23-25 พฤษภาคม 2561 ณ กรมพัฒนาที่ดิน ถ.พหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ใครว่างแวะไปเรียนรู้กันนะครับ ดินดีคือจุดเริ่มต้นของความสำเร็จในการทำเกษตรครับ

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : ต้อน ‘ล้ง’ เข้าสู่ระบบเกษตรพันธสัญญา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/338579

586851

ชายคาพระพิรุณ : ต้อน ‘ล้ง’ เข้าสู่ระบบเกษตรพันธสัญญา

วันจันทร์ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“ขุนเกษตรา”…รายงานตัว นำเรื่องราวภายใต้ชายคาพระพิรุณมาเล่าสู่กันฟังเหมือนเดิม …นับตั้งแต่กระทรวงเกษตรฯได้บังคับใช้ พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ.2560 มา 7 เดือน นับจากวันที่ 23 กันยายน 2560 ปรากฏว่ามีผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรจดแจ้งเข้าสู่ระบบเกษตรพันธสัญญาเพิ่มขึ้นเป็น 159 รายจากเดิม 90 ราย ครอบคลุมธุรกิจด้านทางการเกษตรทุกประเภท แบ่งเป็นด้านพืช 103 ราย ด้านปศุสัตว์ 34 ราย การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 11 ราย ด้านพืชและปศุสัตว์ 2 ราย และยังมีอีก 9 รายอยู่ในขั้นตอนการจดแจ้ง ซึ่งแต่ละรายส่วนใหญ่จะเป็นผู้ประกอบการที่มีชื่อเสียงและความมั่นคงในการประกอบธุรกิจด้านการเกษตรมายาวนาน ซึ่งชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มความเจริญก้าวหน้าในอุตสาหกรรมเกษตรไทยที่จะสร้างความมั่นคงและยั่งยืน และกระทรวงเกษตรฯก็มั่นใจว่าอานิสงส์ของกฎหมายฉบับนี้จะช่วยหนุนอุตสาหกรรมเกษตรไทยให้ก้าวกระโดด และเตรียมประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจในรอบ 1 ปี พร้อมกับเร่งประชาสัมพันธ์ เพื่อต้อน “ล้ง” เข้าสู่ระบบ ป้องกันกระทบต่อเศรษฐกิจการส่งออกสินค้าเกษตรไทยอนาคต

นายพีรพันธ์ คอทอง ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะรองโฆษกกระทรวงเกษตรฯ ระบุว่า ได้เร่งประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับกฎหมายเกษตรพันธสัญญาไปยังผู้ประกอบการรวบรวมผลไม้ หรือ ล้ง เพื่อให้พิจารณาธุรกิจของตนเองว่า เข้าข่ายการทำสัญญาระบบเกษตรสัญญาหรือไม่ ถ้าหากเข้าข่าย ก็ต้องมาแจ้งการประกอบธุรกิจในระบบเกษตรพันธสัญญา กับสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ หรือสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดทันที ซึ่งปัจจุบันได้รับร้องเรียน 2 กรณีหลัก คือ สัญญาที่ล้งทำกับเกษตรกรมีการเอาเปรียบ และไม่มีการกำหนดสเปกคุณภาพของผลผลิตที่ชัดเจน ทำให้กระบวนการซื้อขายไม่เป็นไปตามกลไกตลาด กระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรไทย จึงต้องผลักดันให้ล้งเข้ามาสู่ระบบเกษตรพันธสัญญา เพื่อจะได้ควบคุมล้งเข้าสู่กระบวนการที่มีคุณภาพ และป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบ

ขุนเกษตรา ทราบว่า ในรอบ 7 เดือนที่กฎหมายได้ประกาศใช้ กระทรวงเกษตรฯได้ใช้อำนาจกฎหมายในการไกล่เกลี่ยปัญหาระหว่างเกษตรกรและผู้ประกอบการประสบความสำเร็จหลายกรณี พร้อมทั้งจะเข้มงวดในการตรวจสอบการทำสัญญาใหม่ระหว่างเกษตรกรและผู้ประกอบการ และขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ ยังอยู่ระหว่างประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการทำธุรกิจเกษตรพันธสัญญาอีกด้วย…

ก่อนจากกันสัปดาห์นี้ ขุนเกษตรา ฝากข่าวแจ้งเตือนภัยชาวสวนยางพารา โดยนายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย แจ้งข่าวว่า ได้รับรายงานจากสภาวิจัยและพัฒนายางระหว่างประเทศ (IRRDB) ว่ามีโรคระบาดในยางพาราที่ประเทศอินโดนีเซีย สาเหตุจากเชื้อ Fusicoccum sp. ซึ่งลักษณะอาการของโรคนี้คือ เกิดรอยแผลไหม้ลักษณะกลมที่ใบ อาจพบได้หลายวง ช่วงแรกเป็นลักษณะรอยช้ำ ต่อมารอยแผลเปลี่ยนเป็นซีดขาว หากรุนแรงใบจะร่วง ซึ่งรอยแผลของโรคนี้ไม่พบลักษณะเนื้อเยื่อสีเหลือง (yellow hallow) บริเวณรอบรอยแผลซึ่งจะแตกต่างจากโรคใบจุดก้างปลา และมีรายงานว่าโรคนี้ทำให้ใบยางพาราร่วงได้มากถึงร้อยละ 50 ของเรือนพุ่ม อาจส่งผลให้ผลผลิตลดลงถึงร้อยละ 30 โดยเชื่อว่าสภาพแวดล้อมที่ไม่ปกติ เช่น ฝนตกชุกติดต่อกันหลายวันจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการระบาดของโรคนี้ อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยยังไม่มีรายงานการพบโรคนี้ในยางพารา หรือมีน้อยมากจนไม่เป็นที่สังเกต ทั้งนี้ การยางแห่งประเทศไทย กำลังติดตามสถานการณ์และเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคอย่างใกล้ชิด หากเกษตรกรพบเห็นต้นยางพารามีลักษณะดังกล่าว ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ การยางแห่งประเทศไทยในพื้นที่เพื่อเข้าไปตรวจสอบ และหาแนวทางแก้ไขได้ทันท่วงที…

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : พิษ…สุนัข…

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/337197

586851

“ขุนเกษตรา”…รายงานตัว นำเรื่องราวภายใต้ชายคาพระพิรุณในรอบสัปดาห์มาเล่าสู่กันฟัง…พิษสุนัขบ้า พ่นพิษตามคาด เมื่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 พ.ค. เห็นชอบให้ นายสัตวแพทย์อภัย สุทธิสังข์ พ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และแต่งตั้งให้ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปเป็นอธิบดีปศุสัตว์แทน การสลับตำแหน่งครั้งนี้เนื่องจากปัญหาเรื่องวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า ที่หลายฝ่ายร้องเรียนให้ตรวจฯสอบการทุจริตที่เกิดขึ้นทั้งก่อนและขณะที่ นายอภัย ดำรงตำแหน่ง ซึ่งกระทรวงเกษตรฯได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นพบว่า มีมูลทุจริตจริงในการประกวดราคารับซื้อวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าในปี 2559 วงเงิน 15 ล้านบาท โดยไม่ผ่านการรับรองของ อย. และพบว่ามีวัคซีนตกมาตรฐาน 1 ล้านโดส ซึ่งในขณะนี้ อย. ได้เรียกคืนวัคซีนที่แจกไปแล้วทั้งหมด…และจากประเด็นนี้เองที่ทำให้เกิดความเชื่อว่าเป็นผลต่อเนื่องให้เกิดโรคพิษสุนัขบ้ารุนแรงมากขึ้นในปี’61 ซึ่ง ขุนเกษตรา มองว่า เรื่องวัคซีนด้อยคุณภาพหรือการทุจริตเป็นเพียงสาเหตุหนึ่งเท่านั้น และก็คงต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการไปตามระเบียบ แต่ปัจจัยสำคัญอยู่ที่การบริหารจัดการ…เพราะสาเหตุของการแพร่ระบาดโรคพิษสุนัขบ้าในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่กรมปศุสัตว์และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือ อปท. ไม่สามารถฉีดวัคซีนได้ตามที่ตั้งเป้าไว้ในทุกปี เนื่องจากเฉพาะส่วนหน่วยงาน อปท. ปี 2559 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สั่งระงับและให้มีการตรวจสอบงบประมาณ ขณะที่ในปี’60 กรมปศุสัตว์ยอมรับว่าบริษัทที่ประมูลถูกยกเลิกไปและยังไม่สามารถดำเนินการประมูลใหม่ได้ ส่งผลให้ทั้งปี 2559 ไม่มีตัวเลขยืนยันว่าได้รับการฉีดวัคซีนกี่ตัว มีเพียงตัวเลขสรุปล่าสุด ปี 2560 จำนวน 3 ล้านตัวเท่านั้น โดยแบ่งเป็นกรมปศุสัตว์ 9.8 แสนตัว และอปท. จำนวน 1.9 ล้านตัว ส่วนอีกหนึ่งสาเหตุของการระบาดนั้นเกิดจากประชาชนไม่นำสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนตามกำหนด ซึ่งต้องสร้างจิตสำนึกต่อสังคมร่วมกัน จะให้ภาครัฐบริหารจัดการอย่างเดียวคงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม การสั่งย้ายนายสัตวแพทย์อภัย สุทธิสังข์ ไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ นั้น เจ้ากระทรวงพระพิรุณ นายกฤษฎา บุญราช บอกว่า ไม่ได้มาจากสั่งย้ายหรือ สั่งเด้งตามที่สื่อมวลชนนำเสนอ แต่มาจากการประชุมหารือร่วมกัน โดยนายสัตวแพทย์อภัย ก็ยินยอมที่จะถอยออกมาจากตำแหน่งอธิบดีกรมปศุสัตว์ เพื่อเปิดทางให้การตรวจสอบเรื่องวัคซีนพิษสุนัขบ้าในอนาคตจะได้มีความโปร่งใส โดยนายสัตวแพทย์อภัย กล่าวเพียงสั้นๆ ถึงการถูกโยกย้ายครั้งนี้ว่ามีความเหมาะสม ไม่ได้รู้สึกกดดัน และวิตกกังวลในการสอบสวนแต่อย่างใด ก็ถือว่าเป็นการแสดงสปิริตของนายสัตวแพทย์อภัย ส่วนความคืบหน้ากรณีความไม่โปร่งใสในการจัดซื้อวัคซีนพิษสุนัขบ้า ของกรมปศุสัตว์นั้น ทราบว่าขณะนี้ได้รับผลสอบอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการสอบสวนฯแล้ว โดยให้เจ้าหน้าที่ทำหนังสืออย่างเป็นทางการส่งไปถึงอธิบดีกรมปศุสัตว์ เพื่อให้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงข้าราชการ 5 ราย ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อวัคซีนพิษสุนัขบ้า โดยเฉพาะในปี 2559 ที่พบความผิดปกติ ซึ่งขณะนี้ข้าราชการ 5 ราย ยังคงทำงานในกรมปศุสัตว์…ตรงนี้ก็คงต้องว่าไปตามระเบียบ ผิดคือผิด ถูกคือถูก ถึงอย่างไร ขุนเกษตรา ก็ขอเป็นกำลังใจให้หมอจอน (อภัย) ที่จากไปและแสดงความยินดีกับหมอไก่ (สรวิศ) ที่มารับไม้แก้ไขปัญหาต่อไป…พบกันใหม่สัปดาห์หน้านะครับ

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : บทบาทผู้สอบบัญชีสหกรณ์ กับการป้องกันทุจริตในสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/335854

586851

ชายคาพระพิรุณ : บทบาทผู้สอบบัญชีสหกรณ์ กับการป้องกันทุจริตในสหกรณ์

วันจันทร์ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“ขุนเกษตรา” …รายงานตัวนำเรื่องราวภายใต้ชายคาพระพิรุณในรอบสัปดาห์มาเล่าสู่กันฟังเช่นเคย…ระยะนี้ ได้ยินเรื่องการทุจริตในสหกรณ์ค่อนข้างบ่อย การทุจริต ประพฤติมิชอบมีโอกาสเกิดขึ้นทุกระดับในองค์กร ทั้งภาครัฐ และเอกชน ยิ่งนับวันก็มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ มีเทคนิคและวิธีการที่แยบยลในการปกปิด สร้างภาพลวงตา ซึ่งในกระบวนการตรวจจับ และตรวจสอบการกระทำผิดในทุกกรณีจะต้องมีเอกสาร หลักฐานและพยานที่มีการสืบหา สืบค้น และรวบรวมอันจะนำมาเป็นหลักฐานยืนยันถึงการกระทำผิดและการประพฤติมิชอบ เอกสารที่นำมาเป็นหลักฐานสำคัญมักเป็นสารสนเทศทางการเงินการบัญชีซึ่งเป็นผลงานทางการบัญชีในการจัดทำและนำเสนอรายงานทางการเงิน…ปัญหาทุจริตที่เกิดขึ้นในสหกรณ์ต่างๆ จึงมักจะตรวจพบจากการตรวจสอบบัญชีที่เข้มงวด โดยหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องคือ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ที่จะต้องตรวจสอบบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง เป็นมาตรฐานสากลและกำกับดูแลการปฏิบัติงานของผู้สอบบัญชีให้เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพและตามที่นายทะเบียนสหกรณ์กำหนด โดยปัจจุบันกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มีผู้สอบบัญชีสหกรณ์ทั้งหมด จำนวน 1,153 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.เป็นข้าราชการกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จำนวน 708 คน
ซึ่งกรม ได้จัดระดับผู้สอบบัญชีให้เหมาะสมกับระดับความยากในการสอบสหกรณ์แต่ละแห่ง 2.ผู้สอบบัญชีภาคเอกชน จำนวน 345 คน โดยผู้สอบบัญชีภาคเอกชนที่จะมาทำหน้าที่สอบบัญชีให้กับสหกรณ์นั้น จะต้องขึ้นผ่านการทดสอบตามหลักเกณฑ์ที่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์กำหนดและได้รับการขึ้นทะเบียนกับกรม นอกจากนี้ กรม ยังได้มีการกำกับดูแลสหกรณ์ที่ถ่ายโอนให้ผู้สอบบัญชีสหกรณ์ภาคเอกชนตรวจสอบ ให้ดำเนินการเป็นไปตามมาตรฐานการบัญชีและระเบียบที่นายทะเบียนสหกรณ์กำหนด

ที่ผ่านมา กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้มีนโยบายในการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้เฉพาะด้านการบัญชี การสอบบัญชี และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการสอบบัญชี รวมทั้งความสามารถในการสอบบัญชี เพื่อเพิ่มศักยภาพบุคลากรให้ก้าวหน้าในสายอาชีพสอบบัญชี (Career Path) มาอย่างต่อเนื่อง โดย นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ คนปัจจุบัน ได้มีนโยบายที่จะพัฒนาข้าราชการกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ให้สามารถสอบเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ได้เพิ่มมากขึ้น เพื่อเป็นการพัฒนาประสิทธิภาพการตรวจสอบบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร สร้างความเชื่อมั่นแก่สมาชิกในการทำธุรกิจและธุรกรรมทางการเงินกับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรได้ และยังทราบว่าในปัจจุบันอยู่ระหว่างการหารือกับสภาวิชาชีพบัญชี เพื่อให้ข้าราชการกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ที่ปฏิบัติงานสอบบัญชีสหกรณ์ สามารถนำผลการปฏิบัติงานมานับเป็นชั่วโมงฝึกงาน เพื่อให้มีคุณสมบัติในการสอบขึ้นทะเบียนกับสภาวิชาชีพบัญชีเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ซึ่งในปี 2561 กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้ปรับกระบวนการสอบบัญชีให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเน้นการวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดข้อบกพร่องทางการเงินการบัญชี ก่อนปฏิบัติงานตรวจสอบบัญชี และเน้นการตรวจสอบในประเด็นที่อาจมีความเสี่ยงนั้น เพื่อให้สามารถพบข้อบกพร่อง/การทุจริตทางการเงินการบัญชีได้อย่างทันการณ์ และมีนโยบายให้เพิ่มช่วงเวลาในการเข้าตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ให้มากยิ่งขึ้น โดยเข้าตรวจเป็นรายไตรมาส กรณีที่มีข่าวว่ากรมตรวจบัญชีสหกรณ์มีบุคลากรไม่เพียงพอในการทำหน้าที่ตรวจสอบบัญชีนั้น อธิบดีโอภาส บอกว่า น่าจะเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ส่วนกรณีการทุจริตที่เกิดขึ้นในสหกรณ์หลายแห่ง หลายกรณีส่วนใหญ่เกิดจากระบบการควบคุมภายในของสหกรณ์มีจุดอ่อนหรือมีการไม่ปฏิบัติตามระบบการควบคุมภายในที่กำหนด สมาชิกไม่ได้ติดตามการดำเนินการตามระเบียบข้อบังคับโดยสม่ำเสมอ จนไม่ทราบข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น…ปัญหาทุจริตในสหกรณ์ เป็นปัญหาระดับชาติ ขุนเกษตรา ก็เห็นว่าหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องทั้งกรมตรวจบัญชีสหกรณ์และกรมส่งเสริมสหกรณ์ไม่ได้นิ่งนอนใจ ที่จะหาแนวทางแก้ไขและป้องกัน มีความพยายามในการปิดกั้นมิให้เกิดสิ่งที่เป็นสาเหตุแห่งการทุจริตมาโดยตลอดเพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ให้กับมวลสมาชิกในขบวนการสหกรณ์ แต่บางครั้งก็สุดวิสัยอันเกิดจากปัจจัยในตัวสหกรณ์เอง สิ่งหนึ่งที่จะป้องกันเบื้องต้นได้คือ ความรู้เท่าทันที่จะรักษาผลประโยชน์ของตัวสมาชิก ดังนั้น เพื่อสิทธิประโยชน์ของสมาชิกสหกรณ์เอง จึงจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบ ตลอดจนหลักการและวิธีการสหกรณ์และการตรวจสอบการเงินการบัญชีและการดำเนินการของสหกรณ์ รับรู้ข้อมูลทางบัญชีสหกรณ์ทั้งภาพรวมและของตนเอง ซึ่งหากสมาชิกช่วยกันตรวจสอบเบื้องต้นและแจ้งเบาะแสให้กับเจ้าหน้าที่ ก็จะช่วยลดปัญหาการทุจริตได้ในระดับหนึ่ง…

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : ยกระดับสินค้าเกษตร…สู่ตลาดโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/334436

586851

ชายคาพระพิรุณ : ยกระดับสินค้าเกษตร…สู่ตลาดโลก

วันจันทร์ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“ขุนเกษตรา”…รายงานตัว นำเรื่องราวภายใต้ชายคาพระพิรุณในรอบสัปดาห์มาเล่าสู่กันฟังเช่นเคย…ช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา หลายคนเดินทางออกสู่ต่างจังหวัดกลับภูมิลำเนา ต้องยอมรับว่าเกือบทุกพื้นที่ของประเทศไทยร้อนระอุ ชนิดน้ำสงกรานต์สาดชุ่มฉ่ำสักเพียงใดก็ไม่ทำให้คลายร้อนลงได้….ถึงจะเป็นวันหยุดยาว แต่หลายหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ ก็เปิดให้บริการประชาชนเข้าไปศึกษาเรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงเกษตร ส่วนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายกฤษฎา บุญราช ก็เดินทางไปดูงานตลาดกลางสินค้าเกษตรที่ประเทศออสเตรเลีย ณ ตลาดเกษตร Flemington ซึ่งเป็นตลาดขายส่งและขายปลีกผลิตผลทางการเกษตรที่สำคัญของรัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่เกษตรกรนำมาขายเองโดยตรง นอกจากนี้ ยังมีผลไม้เขตร้อน เช่น มะม่วง ส้ม สับปะรด แตงโม กล้วย ลำไย เมื่อดูจากบรรดาผลไม้ที่วางขายแล้วก็น่าจะเข้าทางบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นมะม่วงน้ำดอกไม้ มะม่วงมหาชนก เนื่องจากมีความต้องการสูง และฤดูกาลผลิตของออสเตรเลียไม่ตรงกับฤดูกาลผลิตของประเทศไทย โดยทราบว่าขณะนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ยื่นคำขออนุญาตและข้อมูลทางเทคนิคไปแล้ว คาดว่าภายในปี 2561 นี้ เราจะเปิดตลาดมะม่วงที่ออสเตรเลียได้แน่นอน…ซึ่งหากสามารถส่งออกผลไม้ไปออสเตรเลียได้ ก็นับว่าเป็นเรื่องดี เพราะคุณภาพสินค้าของเราก็ไม่ได้แพ้ใครในโลก เกษตรกรไทยเก่งผลิต อยากได้คุณภาพแบบไหนทำได้หมด แต่ไม่เก่งเรื่องตลาด หากได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐอย่างเต็มกำลังก็จะทำให้เกษตรกรมีโอกาสทางการตลาดมากขึ้น…

สินค้าเกษตรอีกชนิดหนึ่งที่ถูกยกระดับมาตรฐานสร้างความฮือฮาในสัปดาห์ที่ผ่านมาคือ “ปลาร้า” ครับมันคือเรื่องจริง เราอยู่ในยุคที่ปลาร้าต้องมีมาตรฐานรับรอง เมื่อมีประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องกำหนดมาตรฐานสินค้า โดยระบุว่า คณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรเห็นสมควรกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่องปลาร้าเป็นมาตรฐานทั่วไปตาม พ.ร.บ.มาตรฐานสินค้าเกษตร 2551 กำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตร : ปลาร้า มกษ. 7023-2561 ไว้เป็นมาตรฐานทั่วไป ใช้โดยสมัครใจ เพื่อส่งเสริมพัฒนายกระดับสินค้าปลาร้าให้มีคุณภาพ…ความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ “ขุนเกษตรา” มองว่าเป็นสิ่งที่ดีนะครับและคิดว่าไม่ได้กระทบต่อวิถีชีวิตของคนที่บริโภคปลาร้าหรือผู้ผลิตปลาร้าแน่นอน ในทางกลับกันจะสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้บริโภคเสียด้วยซ้ำ วิธีการทำปลาร้าในสมัยปู่ย่าตายายที่ทำมาไม่ใช่ไม่ดี แต่ด้วยสภาพแวดล้อมในปัจจุบันที่เปลี่ยนไปจากอดีต ทั้งแหล่งที่มาของวัตถุดิบและปัจจัยอื่นๆ มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนยิ่งนัก ประกอบกับในปัจจุบัน ปลาร้าเป็นวัตถุดิบที่นิยมนำมาปรุงอาหารบริโภคในทุกภาคของประเทศไทย ไม่ใช่บริโภคเฉพาะคนอีสานเท่านั้น แถมยังมีความต้องการในต่างประเทศอีกด้วย มีข้อมูลระบุว่า ในแต่ละปีมีปริมาณการผลิตปลาร้ากว่า 40,000 ตัน มีมูลค่าการตลาดในประเทศกว่า 800 ล้านบาท ส่วนมูลค่าตลาดต่างประเทศอีกกว่า 20 ล้านบาทต่อปี มีตลาดหลักนอกจากในประเทศกลุ่มอาเซียนแล้ว ยังมีสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และกลุ่มตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นประเทศที่มีคนไทยอาศัยอยู่มาก การกำหนดมาตรฐานจึงเป็นเรื่องดีโดยรวม ทั้งความปลอดภัย สุขอนามัยที่ดีแล้ว ยังใช้เป็นมาตรฐานอ้างอิงในการส่งออกได้…ซึ่งเรื่องนี้มีกระแสเห็นด้วยของผู้ผลิตปลาร้าส่วนใหญ่ เพียงแต่ก็มีข้อเป็นห่วงในเรื่องของรายละเอียดปลีกย่อยที่เกรงว่าอาจส่งผลกระทบกับกลุ่มผู้ผลิตปลาร้ารายเล็กๆ ที่ไม่ใช่โรงงานใหญ่ อีกทั้งยังเกรงว่าจะกระทบกับสูตรปลาร้า ซึ่งเป็นสูตรเส้นทางสายปลาแดกที่สืบทอดต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ เพราะวิธีการหมักแต่ละสูตร แต่ละเจ้าจะไม่เหมือนกันรวมถึงชนิดของปลาที่ใช้ด้วย…เอาน่า ค่อยๆ ปรับกันไปครับ บางอย่างมีจุดเริ่มต้นที่แสนจะยากลำบากและขัดใจอยู่บ้าง แต่มันจะสดใสที่ปลายทางเสมอ…

ขุนเกษตรา มีข่าวดีสำหรับผู้สนใจเรียนเกษตรมาฝาก คณะนวัตกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดรับสมัครนักศึกษาทุนเรียนฟรี “ต้นกล้าเพื่อพัฒนาประเทศ” ปีการศึกษา 2561 สมัครวันนี้จนถึง 31พ.ค.2561 (สอบถามเพิ่มเติมโทร. 0-2997-2200-30 ต่อ 3428 หรือ 092-708-9994) คุณสมบัติผู้สมัคร สายวิทย์-คณิต เกรดเฉลี่ย 2.50 ขึ้นไป, สายศิลป์ และ ปวช. เกรดเฉลี่ย 2.75 ขึ้นไป และมีความสนใจด้านการเกษตรหลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิต สาขานวัตกรรมเกษตร เป็นหลักสูตรแรกที่เปิดการสอนด้านนวัตกรรมเกษตร ที่มุ่งหวังสร้างบัณฑิตให้เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถในการนำเอาหลักของวิทยาการ และนวัตกรรมสมัยใหม่ มาใช้เพื่อให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการเกษตรอย่างมีคุณภาพ

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 2.4 หมื่นล้าน ขับเคลื่อนการปฏิรูปภาคการเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/333175

586851

ชายคาพระพิรุณ : 2.4 หมื่นล้าน ขับเคลื่อนการปฏิรูปภาคการเกษตร

วันจันทร์ ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“ขุนเกษตรา”…รายงานตัว นำเรื่องราวภายใต้ ชายคาพระพิรุณในรอบสัปดาห์มาเล่าสู่กันฟัง….เริ่มจากต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดสัมมนาใหญ่ “การขับเคลื่อนการปฏิรูปภาคการเกษตร” ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น เชิญผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เกษตรจังหวัด สหกรณ์จังหวัด ทั่วประเทศ เข้าร่วมสัมมนา โดยมีรองนายกฯ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มาเป็นประธานเปิดงาน…งานนี้ถือว่าเป็นการประกาศความพร้อมของรัฐบาลในการปฏิรูปภาคการเกษตร ด้วยการอัดงบ 2.4 หมื่นล้านบาท เดินหน้าปฏิรูปภาคเกษตร 20 โครงการ เสริมจุดแข็งเศรษฐกิจประเทศ โดยเชื่อมโยงกับโครงการเดิม เช่น เกษตรแปลงใหญ่ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เกษตรอินทรีย์ การพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ (young smart farmer) หรือการพัฒนาสถาบันเกษตรกรรูปแบบประชารัฐ มุ่งหวังให้ภาคเกษตรเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากเพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจผ่านการปฏิรูป 3 ด้าน คือ การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ความเท่าเทียมและการเติบโตอย่างมีส่วนร่วม และการปฏิรูปด้านสถาบันเศรษฐกิจ

รองนายกฯสมคิด ได้เน้นย้ำว่ารัฐบาลมีความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาความยากจนของเกษตรกรด้วยการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ เร่งพัฒนาภาคการเกษตรให้มั่นคงและเข้มแข็ง เพราะภาคการเกษตรเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและทำให้เกิดการปฏิรูปประเทศ ซึ่งจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การปฏิรูปเห็นผล ต้องเปลี่ยนภาคเกษตรให้เข้มแข็ง ทันสมัย ซึ่งต้องหาคนรุ่นใหม่มาอยู่ในภาคเกษตรกรรม เกษตรกรเป็นอาชีพที่มีเกียรติ ความมั่งคั่งของภาคเกษตรไม่ได้อยู่ที่ราคาเพียงอย่างเดียว แต่การปฏิรูปอาจจะต้องใช้เวลาและความอดทน โดยเน้น 5 มิติในการดำเนินการ ได้แก่ ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง, ใช้การตลาดนำการผลิต, ส่งเสริมความรู้และสนับสนุนแหล่งทุน พร้อมกับนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาปรับใช้, ผลักดันสินค้าเกษตรไทยเข้าสู่ตลาดโลก, และเชื่อมโยงภาคเกษตรกับการท่องเที่ยวและบริการ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเมืองรองและการท่องเที่ยวชุมชน โดยใช้การเกษตรเป็นจุดขายที่สำคัญ พร้อมหยอดวลีเด็ด “เกษตรกรคือทรัพยากรสำคัญ เกษตรกรไม่ใช่ภาระ แต่เป็นทรัพย์สินสำคัญของประเทศ”

สำหรับการขับเคลื่อนการปฏิรูปภาคการเกษตร นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้ 2 หน่วยงานเป็นตัวขับเคลื่อนโครงการ คือกรมส่งเสริมการเกษตรและกรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยเฉพาะกรมส่งเสริมการเกษตรขับเคลื่อน 5 โครงการหลัก ได้แก่ 1.โครงการเพิ่มทักษะอาชีพแก่เกษตรกรผู้ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ภายใต้มาตรการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จัดให้มีการฝึกอบรมตามอาชีพ โดย ธ.ก.ส. จะส่งรายชื่อเกษตรกร ที่ผ่านการคัดแยกที่วิเคราะห์แล้ว ซึ่งได้รับโดยเกษตรกรที่ผ่านการอบรมและจะได้รับใบรับรองว่าผ่านการฝึกอบรมจากศูนย์ปฏิบัติการ 40 ศูนย์ ทั้งหมด 85 หลักสูตร 2.โครงการพัฒนาอาชีพชาวสวนยางรายย่อยเพื่อความยั่งยืน ส่งเสริมให้เกษตรกรปรับลดพื้นที่ชาวสวนยางให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า 3.โครงการเสริมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย โดยกิจกรรมจะแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1. การฝึกอบรมเกษตรกร ใน 9,101 ชุมชน ชุมชนละ 200 ราย รวม 1,820,200 ราย และ 2. การพัฒนากลุ่มเกษตรกร ในชุมชน อาจจะมากกว่า 1 โครงการก็ได้ ที่มีความสนใจร่วมกัน และเกษตรกรจะต้องผ่านการอบรม ซึ่งเน้นการพัฒนาเกษตรกรรายย่อย ให้เกิดความเข้มแข็ง ทั้งนี้ รัฐบาลให้สิทธิในชุมชนในการพิจารณาความเหมาะสมของโครงการ 4.โครงการศูนย์ขยายพันธุ์พืช เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตพันธุ์พืช โดยเฉพาะการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ, ท่อนพันธุ์ และต้นพันธุ์ รวม 8 ล้านต้น ภายใต้การกำกับของศูนย์ขยายพันธุ์พืช ทั้ง 10 ศูนย์ ของกรมส่งเสริมการเกษตร และ 5.โครงการพัฒนาผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ โครงการพัฒนาผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ โดย Young smart farmer ของกรมส่งเสริมการเกษตร จำนวน 4,850 ราย ได้รับการพัฒนาเป็นผู้ประกอบการเกษตร และเป็นผู้นำด้านเกษตร 4.0

ขุนเกษตรา…คาดหวังว่า 2.4 หมื่นล้านที่ทุ่มลงไปกับการปฏิรูปภาคการเกษตร จะทำให้เกษตรกรได้รับประโยชน์โดยตรงและสูงสุดเพื่อจะได้ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง ก็ต้องขอฝากความหวังนี้ไว้กับผู้ที่เกี่ยวข้องและเป็นกำลังใจให้คนทำงาน เพื่อจะได้นำพาเกษตรกรไทยให้หลุดพ้นความยากจนเสียที…

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 126ปีเกษตรฯภายใต้ 3 ต.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/331950

586851

ชายคาพระพิรุณ : 126ปีเกษตรฯภายใต้ 3 ต.

วันจันทร์ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“ขุนเกษตรา”…รายงานตัว นำเรื่องราวภายใต้ชายคาพระพิรุณในรอบสัปดาห์มาเล่าสู่กันฟัง… เมื่อวันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดงานวันสถาปนาครบรอบปีที่ 126 ซึ่งในปีนี้ นายกฤษฎา บุญราชรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายลักษณ์ วจนานวัช และนายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวง และคณะผู้บริหาร อธิบดีกรมต่างๆ ทำพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถวายภัตตาหาร และจตุปัจจัยเครื่องไทยธรรมแด่พระสงฆ์ ซึ่งเป็นประเพณีที่ทำกันเป็นประจำทุกปี….กระทรวงเกษตรฯ ได้รับการสถาปนามาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2435 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการเปลี่ยนแปลงชื่ออย่างต่อเนื่อง จากกระทรวงเกษตรพนิชการ มาเป็นกระทรวงเกษตราธิการ กระทรวงเกษตรพาณิชยการ กระทรวงเศรษฐการ กระทรวงเกษตราธิการ กระทรวงเกษตร จนมาสู่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในปัจจุบัน กระทรวงแห่งนี้ผ่านเสนาบดีเข้ามาบริหารมาแล้วหลายยุคหลายสมัย จนถึงปัจจุบันมีเสนาบดีชื่อ กฤษฎา บุญราช ที่ประกาศนโยบายขับเคลื่อนภายใต้หลัก 3 ต. “ต่อ เติม แต่ง” ใช้การตลาดนำการผลิต ยกระดับคุณภาพการผลิตสินค้าเกษตร พร้อมใช้ความเก๋าในฐานะอดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ผนึกกำลังในระดับจังหวัดหนุนการปฏิบัติงานของบุคลากรทั้งในส่วนของกระทรวงเกษตรและหน่วยงานอื่นๆ ในพื้นที่ให้บูรณาการทำงานร่วมกันอย่างแท้จริง….เรื่องนี้ ขุนเกษตรา ได้ยินมาตั้งแต่ท่านเสนาบดีใหญ่มารับตำแหน่งใหม่ๆ เมื่อปลายปีที่แล้ว จึงไม่ใช่วลีใหม่อะไร แต่อยู่ที่เป้าหมายและวิธีการว่าจะทำอย่างไรให้ขับเคลื่อนไปดั่งที่ท่านรัฐมนตรีหวังไว้ และช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างแท้จริงหรือไม่…ขอเป็นกำลังใจให้ท่านรัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยฯ ทั้ง 2 ท่าน ทำงานสำเร็จลุล่วงดังที่หวัง เป็นที่พึ่งให้กับพี่น้องเกษตรกรได้อย่างแท้จริง ให้สมกับที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก่อตั้งมาแล้ว 126 ปีนะครับ….

ข้ามฟากแม่น้ำเจ้าพระยามาฝั่งธน ย่านบางขุนนนท์ อีกหนึ่งหน่วยงานภายใต้ชายคาพระพิรุณ การยางแห่งประเทศไทย ภายหลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ใช้อำนาจ ม.44 ให้ ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ไปนั่งตบยุงที่สำนักนายกรัฐมนตรี ด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ แต่การปลดในครั้งนี้นอกจากสร้างความโล่งใจให้เกษตรกรชาวสวนยางแล้ว ยังสร้างความโล่งใจให้รัฐบาลได้อีกเปลาะหนึ่ง เพราะสามารถหยุดการมาของม็อบชาวสวนยางที่ได้รับผลกระทบจากราคายางพาราตกต่ำได้อย่างทันควัน พอให้มีเวลาพักหายใจได้อีกเฮือกใหญ่…แต่กองทัพก็ขาดแม่ทัพไม่ได้ เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย จึงได้เห็นชอบตั้ง ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย หนึ่งในคณะกรรมการ กยท. ขึ้นมาทำหน้าที่ รักษาการ ผู้ว่าฯ กยท. เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสานต่อนโยบายช่วยเหลือพี่น้องชาวสวนยางไปพลางก่อน ก็หวังว่าอาจารย์จะใช้ความรู้ความสามารถเป็นที่พึ่งให้ชาวสวนยางได้นะครับ วงการยางมันซับซ้อน ซ่อนเงื่อน ที่ผ่านมาเรามุ่งสนใจแต่จะสร้างเสถียรภาพราคายาง จนอาจมองข้ามการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง การขับเคลื่อนยางพาราไทยให้เกิดประสิทธิภาพและเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องและเหมาะสม ฐานข้อมูลที่แท้จริงเป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญ…

กำลังจะเข้าสู่ประเพณีสงกรานต์ กรมหม่อนไหม มีเรื่องราวดีๆ เชิญร่วมอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยและช่วยเหลือเกษตรกรได้ในคราวเดียวกัน โดยนางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม เชิญชวนร่วมสืบสานประเพณีไทย สวมใส่ผ้าไหมผ้าไทย เล่นน้ำ ทำบุญ และรดน้ำดำหัวขอพรผู้ใหญ่ เพื่อความเป็นสิริมงคล เป็นการสนับสนุนผ้าไหมไทยจากกลุ่มเกษตรกรไทย ให้สามารถจำหน่ายผ้าไหมได้เพิ่มมากขึ้น สร้างรายได้เพิ่มให้กับเกษตรกร ตลอดจนขอเชิญซื้อน้ำหม่อนหรือน้ำมัลเบอร์รี่เป็นของฝากญาติพี่น้องในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ หรือรณรงค์ดื่มน้ำหม่อนเพื่อดับกระหาย คลายความร้อนในช่วงสงกรานต์และช่วงหน้าร้อนนี้ เป็นการสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนผลสด แก้ปัญหาผลหม่อนล้นตลาดได้อีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งน้ำหม่อนนอกจากมีรสชาติที่อร่อยแล้วยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายด้านอีกด้วย ช่วยลดน้ำตาลในเลือด ปรับปรุงการเผาผลาญของไขมันในร่างกาย บำรุงหัวใจให้แข็งแรง มีฤทธิ์เย็น ช่วยดับร้อน และให้ความสดชื่นด้วยรสเปรี้ยวหวานที่เป็นเอกลักษณ์ ช่วยบำรุงสายตา ลดความดันโลหิต ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน โรคมะเร็ง และต่อต้านอาการขาดเลือดในสมอง ป้องกันโรคโลหิตจาง เป็นต้น โอ๊ย…ประโยชน์เยอะแยะไปหมด กิจกรรมดีๆ อย่างนี้ ขุนเกษตรา สนับสนุนแนวคิดท่านอธิบดีนะครับ….

ขุนเกษตรา