ชายคาพระพิรุณ : 21 กันยายน 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/519682

ชายคาพระพิรุณ : 21 กันยายน 2563

ชายคาพระพิรุณ : 21 กันยายน 2563

วันจันทร์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงลอตแรกไปแล้วจำนวน 8 ราย ซึ่งมีทั้งอธิบดีใหม่และที่โยกสลับหน่วยงานได้แก่ นายระพีพัฒน์ จันทร์ศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ขึ้นไปเป็นรองปลัดกระทรวงเกษตรฯ แล้วโยกนายฉันทานนท์ วรรณเขจร ผู้ตรวจราชการกระทรวง ไปเป็นเลขาฯ สศก.แทน ส่วนนายอำพันธุ์ เวฬุตันติ ผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ ไปเป็นรองปลัดกระทรวง นายประยูร อินสกุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงเป็น รองปลัดกระทรวง นายสัญญา แสงพุ่มพงษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมชลประทาน เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง นายพิศาล พงศาพิชณ์ รองปลัดกระทรวงฯ เป็นเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) แทน ดร.จูอะดี พงศ์มณีรัตน์ ที่เกษียณอายุราชการ นายปราโมทย์ ยาใจ ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นอธิบดีกรมหม่อนแทนนายวสันต์ นุ้ยภิรมย์ ที่จะเกษียณอายุราชการ ส่วนนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ สลับไปเป็นอธิบดีกรมวิชาการเกษตร แทนนางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ ซึ่งจะเกษียณอายุราชการสิ้นเดือนนี้ ถือเป็นการข้ามห้วยมาแบบคาดไม่ถึงเหมือนกัน ผิดโผจากที่หลายคนคาดเดาไปเยอะ รวมถึงขุนเกษตราด้วย แต่ก็คงไม่ใช่ปัญหา เพราะนายพิเชษฐ์เองก็เป็นคนที่มีความมุ่งมั่นในการทำงาน มีผลงานจากกรมส่งเสริมสหกรณ์อยู่ไม่น้อย และสอดรับนโยบายของรัฐมนตรีช่วยมนัญญา ได้เป็นอย่างดี ก็เชื่อว่าคนตั้งใจทำงานอยู่ที่ไหนก็ทำงานได้ มีผลงานดีๆให้เห็นเสมอ…

คราวนี้ก็มาลุ้นกันต่อว่าใครจะขึ้นมาเป็นอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์แทนนายพิเชษฐ์ ซึ่งมีกระแสข่าวแว่วๆ ว่า อาจจะขยับรองอธิบดีท่านหนึ่งขึ้นมา ถ้าเป็นเรื่องจริงก็ถือว่าโอเคนะครับ ได้ลูกหม้อขึ้นมาต่อยอดสานต่อนโยบายเก่าและเดินหน้านโยบายใหม่ได้ทันที นโยบายดีๆ ที่ดำเนินการมาแล้วจะได้ไม่หยุดชะงัก ส่วนอีกกรมหนึ่งที่ยังไม่มีการแต่งตั้ง นั้นคือกรมการข้าว ที่นายสุดสาครภัทรกุลนิษฐ์ อธิบดี จะเกษียณอายุราชการเช่นกัน ซึ่งเป็นกรมในการกำกับดูแลของ นายประภัตรโพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ขุนเกษตรา ก็ได้ข่าวแว่วๆ ว่า จะมีรองอธิบดีจากกรมแถวทุ่งบางเขนข้ามห้วยมาเป็นอธิบดี ตามรอยอธิบดีสุดสาครซึ่งมาจากที่เดียวกัน ส่วนกรมอื่นๆ คิดว่ายังไม่เปลี่ยนแปลง แต่ก็คงต้องรอดูของจริงจากมติ ครม.กันอีกที อะไรๆก็เกิดขึ้นได้เสมอ ซึ่งน่าจะเข้าครม.ในวันพรุ่งนี้…

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 14 กันยายน 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/518091

ชายคาพระพิรุณ : 14 กันยายน 2563

ชายคาพระพิรุณ : 14 กันยายน 2563

วันจันทร์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เดือนนี้จะเป็นการทำงานเดือนสุดท้ายในฐานะข้าราชการของผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หลายคน สำหรับข้าราชการผู้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เกษียณอายุราชการ ปี 2563 นี้ ได้แก่ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวราวุธ ชูธรรมธัช รองปลัดกระทรวง นางอุมาพร พิมลบุตร รองปลัดกระทรวงฯนายกฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธ์กุลผู้ตรวจราชการกระทรวง ส่วนกรมต่างๆ ได้แก่ นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ อธิบดีกรมการข้าว นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร นายวสันต์ นุ้ยภิรมย์ อธิบดีกรมหม่อนไหม และนางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการ มกอช. ซึ่งแม้ว่าจะเกษียณอายุราชการกันไปแล้ว แต่ก็เชื่อว่า น่าจะมีหลายท่านที่ยังคงมีบทบาทในวงการเกษตรบ้านเราต่อไปในฐานะที่ปรึกษา เพราะแต่ละท่านก็มีความรู้ความสามารถที่ยังพอช่วยเหลือเกษตรกรต่อไปได้อยู่ไม่มากก็น้อยเลยทีเดียว…เมื่อมีตำแหน่งว่างหลายกรมเช่นนี้ ที่กระทรวงเกษตรฯ จึงมีฝุ่นตลบจากบรรดานักวิ่งทั้งหลายแหล่ ทั้งคนเก่าที่หาทางประคับประคองตัวเอง และคนใหม่ที่วิ่งหาที่ลง โดยก่อนหน้านี้ มีโผเล็ดลอดออกมาให้เห็นเป็นข่าวกันบ้างแล้ว ซึ่ง ขุนเกษตราก็ไม่รู้ว่าเป็นโผใครจัด แต่ดูแล้ว ยังไม่น่าจะใช่ เพราะบางตำแหน่งเหมือนยังผิดที่ผิดทางกัน ผิดฝาผิดตัวอยู่ แต่ก็นั่นแหละ ในโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอนหรอก อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้เสมอเมื่อทุกอย่างลงตัว

อย่างไรก็ตาม คาดว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะเตรียมรายชื่อผู้มีคุณสมบัติเหมาะสม เสนอให้ ครม.เห็นชอบการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรฯ ในวันอังคารที่จะถึงนี้ หากทุกอย่างลงตัวหรืออาจบางตำแหน่งที่ลงตัวแล้ว โดยนายเฉลิมชัย บอกว่า จะให้เกียรติรัฐมนตรีช่วยว่าการทั้ง 3 คน เป็นผู้พิจารณาในหน่วยงานที่แต่ละท่านกำกับดูแล คือ นายประภัตร กำกับดูแล กรมปศุสัตว์ กรมการข้าวและสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) โดยอธิบดีกรมการข้าวและเลขาธิการ มกอช.จะเกษียณอายุราชการ ส่วนนางสาวมนัญญา กำกับดูแล 3 กรม คือ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และกรมวิชาการเกษตร โดยปีนี้ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรเกษียณอายุราชการ และ ร้อยเอก ธรรมนัส กำกับดูแล สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก. กรมพัฒนาที่ดิน กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ซึ่งทั้ง 3 กรมยังไม่เกษียณ แต่ไม่รู้จะมีการโยกในบางตำแหน่งตามกระแสข่าวหรือไม่…ก็คงต้องมารอดูของจริงกันดีกว่า ว่าลอตแรกนี้ใครจะเข้าวินสมหวัง หรือใครจะอกหักบ้าง ไม่อยากคาดเดาไปส่งๆ มารอดูพร้อมกันดีกว่า ว่าใครพอไปวัดไปวาได้บ้าง…

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 7 กันยายน 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/516548

ชายคาพระพิรุณ : 7 กันยายน 2563

ชายคาพระพิรุณ : 7 กันยายน 2563

วันจันทร์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มอุตสาหกรรมเคมี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้จัดเวทีเสวนา “เคมี พระเอก หรือ ผู้ร้าย” ขึ้นเพื่อที่จะทำให้สังคมได้ตระหนักถึงบทบาทที่สำคัญของสารเคมี การจัดการสารเคมีตามหลักสากล ในด้านการผลิตและการใช้สารเคมีอย่างมีความรับผิดชอบ ไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม โดยในงานนี้ มีผู้ทรงคุณวุฒิที่ร่วมให้ความเห็นมากมาย ได้แก่ รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายเฉลิมศักดิ์ กาญจนวรินทร์ กรรมการผู้จัดการบริษัทฮาซเคมโลจิสติกส์แมเนจเมนท์ จำกัด ประธานกลุ่ม Responsible care®ดูแลด้วยความรับผิดชอบ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ศาสตราจารย์ ดร.ศุภวรรณ ตันตยานนท์ นายกสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, ผู้เชี่ยวชาญ Green Chemistry ดร.นวลศรี ทยาพัชร ผู้เชี่ยวชาญ คณะทำงานสารตกค้างทางการเกษตร JMPR (FAO/WHO) และอดีตผู้อำนวยการกองวัตถุมีพิษกรมวิชาการเกษตร ดร.ชัยภัฏ จันทร์วิไล เลขานุการประจำคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา สภาผู้แทนราษฎร ดร.จรรยา มณีโชติ นายกสมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย และ ศาสตราจารย์นายแพทย์ วินัย วนานุกูล รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี และหัวหน้าศูนย์พิษวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี

ขุนเกษตรา จะขอยกบทสรุปความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิบางท่านมาเล่าสู่กันฟังนะครับ โดย ดร.ชัยภัฏ จันทร์วิไล ได้ให้ความเห็นไว้ว่า ทุกวันนี้ เมื่อพูดถึง “เคมี” มักจะถูกสังคมมองถึงด้านลบเพียงด้านเดียว ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการเป็นผู้ร้ายของสังคม และถูกมองว่าเป็นสิ่งอันตราย เป็นภัยต่อผู้ใช้โดยส่วนรวม แต่เราทุกคนลืมไปหรือไม่ว่า “เคมี” ก็เหมือนกับเหรียญสองด้าน มิได้ให้ผลต่อผู้ใช้เพียงด้านเดียว แต่ยังมีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ในทุกวันนี้ เพียงแต่เราต้องใช้อย่างถูกวิธี ยกตัวอย่างเช่น กรณีการแบน 3 สารเคมีทางการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นพาราควอต คลอร์ไพริฟอสและไกลโฟเซต ต่างเป็นสารเคมีที่มีความสำคัญต่อเกษตรกรเป็นอย่างมากในการกำจัดแมลงและวัชพืชที่รบกวนการเพาะปลูก ในขณะที่ผลกระทบต่างๆ ต่อสุขภาพ ที่มีการอ้างอิงถึง ล้วนเกิดขึ้นจากการใช้สารเคมีอย่างไม่ถูกต้อง ขาดความรู้ในเรื่องใช้อย่างแท้จริง

ในขณะที่ ดร.จรรยา มณีโชติ ได้กล่าวถึงประเด็นของข่าวการตกค้างของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในน้ำดื่ม จ.น่าน เกินค่ามาตรฐานสากล ข่าว “โรคเนื้อเน่า” สาเหตุจากพาราควอต ที่ จ.หนองบัวลำภู และการตกค้างของพาราควอตในซีรั่มแม่และในขี้เทาทารก ซึ่งเป็นข่าวที่ทำให้สังคมเกิดความตื่นตระหนกว่า เกษตรกรไทยใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชมากจนผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมไม่ปลอดภัย เกิดวาทกรรม “สารพิษอาบแผ่นดิน” แต่จากการสืบค้นหาความจริง พบว่า น้ำดื่มเมืองน่านยังปลอดภัย แต่นักวิจัยอ้างค่ามาตรฐานผิดจากความจริง และเมื่อลงพื้นที่หาสาเหตุโรคเนื้อเน่า เดือนธันวาคม 2562 เก็บตัวอย่างตะกอนดินและน้ำไปวิเคราะห์ผล คือ ไม่พบการตกค้างของพาราควอต แต่พบเชื้อแบคทีเรียสาเหตุของโรคเนื้อเน่า ส่วนงานวิจัยพาราควอต ในขี้เทาทารก พบว่ามีข้อน่าสงสัยหลายประการในวิธีการทดลองของนักวิจัย ดังนั้น สมาคม จึงเสนอขอทบทวนมติการแบนพาราควอต เพราะเป็นที่น่าสังเกตว่า ขั้นตอนการพิจารณายกเลิกการใช้พาราควอต ไม่ใช่ขั้นตอนปกติของกรมวิชาการเกษตร เพราะนอกจากการแบนสารอย่างเร่งรีบแล้ว ยังไม่มีความพร้อมของสารทดแทน ที่มีคุณสมบัติ ประสิทธิภาพและราคาที่ใกล้เคียงกับพาราควอต ไม่มีชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง มีแต่ชีวภัณฑ์ปลอมปนด้วยสารพาราควอต และไกลโฟเซต เมื่อพาราควอตถูกแบนไปเมื่อ 1 มิถุนายน 2563 กษ.ประกาศให้เวลาเกษตรกร 90 วัน เพื่อนำพาราควอตมาส่งคืนเพื่อเผาทำลายภายใน 29 สิงหาคม 2563 แต่ อย. กลับผ่อนผันให้ภาคอุตสาหกรรมนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศที่ยังใช้พาราควอตและมีค่าตกค้างไม่เกินค่ามาตรฐาน CODEX ไปจนถึง 1 มิถุนายน 2564 ทำให้เกิดคำถามว่าเมื่อคิดว่า พาราควอตตกค้างนิดเดียวก็อันตราย แต่ทำไมยังอนุญาตให้นำเข้าอาหารที่ปนเปื้อนพาราควอตมาให้คนไทยบริโภค กระทรวงเกษตรฯ ควรจะผ่อนผันให้เกษตรกรใช้ไปได้จนถึงปีหน้า ภายใต้มาตรการจำกัดการใช้ และในระหว่างการผ่อนผัน ควรตั้งคณะผู้ทรงคุณวุฒิจากสองฝ่าย มาร่วมกันทบทวนหลักฐานที่ใช้ประกอบการแบนพาราควอตว่าถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือหรือไม่ เพื่อลดความขัดแย้งและความไม่เสมอภาคที่เกิดขึ้นในสังคมไทย

นี่เป็นเพียงบางช่วงบางตอนของความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิบางท่านที่ต้องการสื่อไปถึงรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่อยากให้พิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อประโยชน์ทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค เพราะในโลกนี้ไม่มีสารเคมีใดไม่เป็นอันตราย แต่ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการและการรู้จักใช้อย่างรับผิดชอบ การให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชแก่เกษตรกร และสนับสนุนแนวทางการปฏิบัติทางเกษตรที่ดี หรือเกษตรปลอดภัย น่าจะเป็นทางออกที่ถูกต้องและยั่งยืนสำหรับภาคเกษตรไทยได้ดีที่สุด

ขุนเกษตรา 

ชายคาพระพิรุณ : 31 สิงหาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515106

ชายคาพระพิรุณ :  31 สิงหาคม 2563

ชายคาพระพิรุณ : 31 สิงหาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำลังมีโครงการดีๆ เพื่อพี่น้องเกษตรกรอีกแล้ว ขุนเกษตรา จึงนำมาเล่าสู่กันฟังเผื่อมีใครสนใจ นั่นคือ โครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งเป็นโครงการภายใต้แผนงานสร้างความเข้มแข็งแก่เศรษฐกิจฐานราก ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบไปแล้วเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา โดยขอใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้แผนงาน หรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ (คกง.) กรอบวงเงิน 9,805.707 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินงาน กรกฎาคม 2563 – กันยายน 2564 ซึ่ง โครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงด้วยการพัฒนาพื้นที่จุดเรียนรู้ในรูปแบบหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ และเพิ่มพื้นที่เก็บกักน้ำสำหรับทำการเกษตร ตลอดจนพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำด้วยระบบและวิธีการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเป็นการฟื้นฟูภาคการเกษตรภายหลังการแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยมุ่งเน้นเกษตรกรที่มีความตั้งใจเอาใจใส่อย่างจริงจัง ต่อยอด เพิ่มรายได้ กำหนดเป้าหมายเกษตรกร 64,144 ราย (16 ราย/ตำบล) เป้าหมายการจ้างงานเกษตรกร 32,072 ราย (8 ราย/ตำบล) ครอบคลุมพื้นที่ 4,009 ตำบล 75 จังหวัด ซึ่งภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ครั้งที่ 2/2563 เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้พิจารณาเห็นชอบกรอบแนวทางการดำเนินโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ และการจ้างแรงงานเกษตรทฤษฎีใหม่ระดับตำบล

สำหรับคุณสมบัติเกษตรกร ต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือเกษตรกรทั่วไป หรือทายาทเกษตรกร หรือแรงงานคืนถิ่น หรืออาสาสมัครเกษตรกรในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีอายุระหว่าง 18 – 60 ปี และมีสัญชาติไทย พื้นที่ที่ใช้สมัครเข้าร่วมโครงการ ต้องเป็นพื้นที่ที่เป็นผืนเดียวกันไม่น้อยกว่า 3 ไร่ และเป็นพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิถูกต้องตามกฎหมาย โดยเอกสารสิทธิต้องเป็นของผู้สมัครหรือเป็นของทายาทของผู้สมัคร (บิดากับบุตร มารดากับบุตร สามีกับภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย) และผู้สมัครต้องมีที่พักอาศัยในพื้นที่ที่ใช้สมัครเข้าร่วมโครงการ เจ้าของเอกสารสิทธิต้องยินยอมให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ใช้ประโยชน์จากที่ดิน
เพื่อดำเนินโครงการฯ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 7 ปี โดยมีการลงลายมือชื่อหรือประทับลายนิ้วมือในหนังสือยินยอม ผู้สมัครและพื้นที่ที่ใช้สมัครเข้าร่วมโครงการ ต้องไม่อยู่ในโครงการส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่(5 ประสาน) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ส่วนคุณสมบัติของผู้รับจ้างงาน ต้องเป็นเกษตรกรทั่วไป หรือทายาทเกษตรกร หรือแรงงานคืนถิ่น หรืออาสาสมัครเกษตรกรในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อายุระหว่าง 18 – 60 ปีบริบูรณ์ และมีสัญชาติไทย วุฒิการศึกษา ไม่ต่ำกว่าระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 หรือเทียบเท่า มีที่พักอาศัยอยู่ในตำบลที่สมัครเข้าร่วมโครงการ ต้องมีอุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น โทรศัพท์เคลื่อนที่ (smartphone) ฯลฯ ไม่เป็นข้าราชการประจำ หรือข้าราชการบำนาญ รวมทั้งข้าราชการการเมือง ลูกจ้างของกระทรวงกรมที่มีฐานะเทียบเท่าพนักงานส่วนท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น และไม่เป็นลูกจ้างเอกชน ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง ต้องไม่เป็นเกษตรกรที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมกิจกรรมปรับปรุงแปลงตามโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ไม่เป็นคนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ คนวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือน ไม่สมประกอบ หรือเป็นโรคติดต่อร้ายแรง

ทั้งนี้ เกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ สามารถตรวจสอบคุณสมบัติและยื่นใบสมัครด้วยตนเองผ่านระบบออนไลน์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ http://ntag.moac.go.th หรือยื่นใบสมัคร
กับเจ้าหน้าที่เกษตรตำบล หรือที่สำนักงานเกษตรอำเภอ ตั้งแต่ 27 สิงหาคม – 9 กันยายน 2563…ใครสนใจลองสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสมัครเข้าร่วมโครงการกันได้นะครับ อย่าช้า

ขุนเกษตรา 

ชายคาพระพิรุณ : 24 สิงหาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513595

ชายคาพระพิรุณ : 24 สิงหาคม 2563

ชายคาพระพิรุณ : 24 สิงหาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เรื่องของ 3 สาร ดูแล้วคงยังไม่จบง่ายๆเกษตรกรยังออกมาเรียกร้องอย่างต่อเนื่องเพราะได้รับผลกระทบ จากการที่ไม่สามารถหาสารทดแทนที่มีราคาถูกกว่า ปลอดภัยกว่าและมีประสิทธิภาพดีกว่า 3 สารที่โดนแบนมาใช้ในการทำเกษตรได้ และเมื่อวันก่อนก็มีเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลองไปบุกถึงกระทรวงเกษตรฯ เพื่อจี้ให้ทบทวน ผ่อนผัน และขยายเวลาให้เกษตรกรเกี่ยวกับการนำสารพาราควอตและสารคลอร์ไพริฟอส คืนร้านค้า ซึ่งจากเดิมได้กำหนดระยะเวลาผ่อนผันให้เกษตรกรนำสารพาราควอตและสารคลอร์ไพริฟอส มาคืนที่ร้านค้าภายในวันที่ 29 สิงหาคม 2563 นี้ แต่เกษตรกรอยากให้ขยายเวลาออกไปก่อน โดยมี นายธนา ชีรวินิจ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงมารับเรื่องและฟังปัญหาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งนายธนาเปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับตัวแทนเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง ว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้ตนหารือร่วมกับกลุ่มเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง จำนวน 100 คน เพื่อหาแนวทางในการช่วยเหลือเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกการใช้สารพาราควอตและสารคลอร์ไพริฟอส โดยเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง ได้ยื่นหนังสือเรียกร้องที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อนำเสนอข้อมูลชุดใหม่เรื่องสารพาราควอตและสารคลอร์ไพริฟอสซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตของเกษตรกร โดยขอให้เสนอต่อคณะกรรมการวัตถุอันตราย(คกก.วัตถุอันตราย) เพื่อพิจารณาผ่อนผันจากเดิมได้กำหนดระยะเวลาผ่อนผันให้เกษตรกรนำสารพาราควอตและสารคลอร์ไพริฟอสมาคืนที่ร้านค้า ภายในวันที่29 ส.ค. 2563 นี้ ตลอดจนเพื่อหารือร่วมกันในการหาแนวทางแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกร และนายธนาบอกว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยินดีรับฟังข้อเสนอแนะเพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไข โดยจะส่งเรื่องดังกล่าวไปยังคณะกรรมการวัตถุอันตรายอย่างเร่งด่วน และจะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรเพื่อให้มีความถูกต้องมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม ในอีกฟากฝั่งของเกษตรกรที่ยึดมั่นต่อการคัดค้านการแบน 3 สาร มาโดยตลอดอย่าง นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย และนายกสมาคมเกษตรปลอดภัย ก็มีการแจ้งข่าวมาว่า ในวันที่ 28 สิงหาคม 2563 ตัวแทนเกษตรกรเครือข่ายเกษตรปลอดภัย จะเดินทางไปที่กระทรวงเกษตรฯ เช่นกัน เพื่อยื่นหนังสือข้อเสนอให้มีการทบทวนให้ผ่อนเกษตรกรใช้สารพาราควอตและสารคลอร์ไพริฟอส เนื่องจากช่วงนี้เป็นฤดูฝนวัชพืชขึ้นจำนวนมากไม่สามารถจำจัดได้ทันท่วงที ไม่มีสารใดที่ทดแทนพาราควอตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และมีต้นทุนที่ต่ำ และหากไม่ได้รับการผ่อนผันก็อาจจะทำให้เกษตรกรที่นำสารพาราควอตและสารคลอร์ไพริฟอส ไปส่งคืนร้านไม่ทันวันที่ 29 สิงหาคม 2563 นี้ จะตกเป็นผู้ต้องหาคดีครอบครองสารพาราควอตได้ พร้อมกับขู่ว่า ได้มีการตกลงกับสมาชิกในระดับหนึ่งแล้วว่า หากสามารถรวบรวมสารพาราควอตและสารคลอร์ไพริฟอสได้ ก็อาจจะนำไปคืนที่ทรวงเกษตรฯ เสียทีเดียวเลย และจะขอเงินค่าสารเคมีที่คืนไปด้วย เพราะเกษตรกรได้ลงทุนซื้อไปแล้ว และไม่มีเงินที่จะไปซื้อสารเคมีอื่นที่มีราคาแพงได้อีกแล้ว…ดูแล้วหนังม้วนนี้ยังคงมีฉายอีกยาวหลายตอนครับ

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 17 สิงหาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/512045

ชายคาพระพิรุณ : 17 สิงหาคม 2563

ชายคาพระพิรุณ : 17 สิงหาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ขณะนี้เกษตรกรชาวสวนลำไยเดือดร้อนจากปัญหาราคาตกต่ำเพราะผลกระทบจากโควิดระบาดรอบสองในจีน ทำให้โรงงานผลิตลำไยอบแห้งรับซื้อลำไยน้อยลง เช่นเดียวกับผู้ค้าส่งออกลำไยสด ด้วยกังวลความไม่แน่นอนในการส่งออกไปจีนซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุด นอกจากนี้ ศุลกากรจีนเคร่งครัดเรื่องการสำแดงราคานำเข้าลำไยทำให้เกิดความล่าช้าในขั้นตอนการนำเข้าส่งออกลำไยไปจีน ประกอบกับมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ในประเทศ ทำให้พ่อค้าชาวจีนลดจำนวนการเดินทางเข้ามาในระหว่างนี้ทำให้ส่งผลต่อราคาลำไย ซึ่งจากการสำรวจของ กรมส่งเสริมการเกษตร พบว่า ปัจจุบันมีเกษตรกรผู้ปลูกลำไยทั้งหมดที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร ปี 2562 โดยมีขนาดพื้นที่ปลูกลำไย ดังนี้ 1.น้อยกว่าหรือเท่ากับ 5 ไร่ ประมาณ 61% คิดเป็น 121,475 ครัวเรือน 2. มากกว่า 5-10 ไร่ ประมาณ 20% คิดเป็น 41,236 ครัวเรือน 3. มากกว่า 10-15 ไร่ ประมาณ 7% คิดเป็น 15,252 ครัวเรือน 4. มากกว่า 15-20 ไร่ ประมาณ 3% คิดเป็น 7,640 ครัวเรือน 5. มากกว่า 20-25 ไร่ ประมาณ 1% คิดเป็น 3,682 ครัวเรือน และ 6. มากกว่า 25 ไร่ ประมาณ 3% คิดเป็น 7,367 ครัวเรือน รวมทั้งสิ้น 196,655 ครัวเรือน

สำหรับแนวทางการรับมือของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับการรายงานจาก นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า คณะกรรมการบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) หรือฟรุ้ทบอร์ด ที่มีนายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ได้จัดประชุมนัดพิเศษตามคำสั่งของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่สั่งการให้ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกลำไยเป็นการเร่งด่วน เพื่อพิจารณาโครงการเยียวยาชาวสวนลำไยวงเงินกว่า 3 พันล้านบาทเสนอโดยกรมส่งเสริมการเกษตร โดยการจ่ายค่าชดเชยเยียวยาให้ไร่ละ 2,000 บาท รายละไม่เกิน 25 ไร่ เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้ดำเนินโครงการเยียวยาเกษตรกรชาวสวนลำไยปี 2563 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนลำไยให้สามารถฟื้นฟูการผลิตลำไยที่ได้รับผลกระทบทั้งด้านการผลิตและการตลาด รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรมีแนวทางปฏิบัติต่อสวนลำไยเพื่อประกอบอาชีพชาวสวนลำไยได้อย่างยั่งยืน ซึ่งมีเป้าหมายช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนลำไย ปี 2562 ที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรทุกครัวเรือน โดยให้ความช่วยเหลือในอัตราไร่ละ 2,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 25 ไร่ และเป็นพื้นที่ลำไยที่ให้ผลผลิตแล้ว (อายุต้นลำไยตั้งแต่ 5 ปี ขึ้นไป)

อย่างไรก็ตาม เพื่อแก้ปัญหาการส่งออกฟรุ้ทบอร์ดจะเร่งดำเนินการโมเดลเกษตรพาณิชย์ทันสมัยตามแผนปฏิบัติการโอ 2 โอ. (O2O) ออฟไลน์ 2 ออนไลน์โมเดล “เกษตร-พาณิชย์ทันสมัย” เร่งระบายลำไยสดประมาณ 30% ของผลผลิตลำไยทั้งหมดร่วมกับกระทรวงพาณิชย์และบริษัทอี-คอมเมิร์ซ รวมทั้งเว็บไซต์ ช่วยเกษตร.com และบริษัทไปรษณีย์ไทย พร้อมทั้งสั่งการให้กรมส่งเสริมการเกษตร ดำเนินโครงการส่งเสริมการบริโภคลำไยในประเทศจับคู่ค้ารับซื้อผลลำไยสด ส่วนกรมส่งเสริมสหกรณ์ รับซื้อลำไยของสมาชิกในราคานำตลาดส่งจำหน่ายข้ามจังหวัดและข้ามภาคเป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนสิงหาคม ซึ่งลำไยให้ผลผลิตมากที่สุดนั้น ได้ทำแผนกระจายสินค้าที่ได้วางไว้ก่อนหน้านี้….

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 10 สิงหาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/510662

ชายคาพระพิรุณ : 10 สิงหาคม 2563

ชายคาพระพิรุณ : 10 สิงหาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ความวัวไม่ทันหายความควายเข้ามาอีกแล้ว สำหรับพี่น้องเกษตรกร ที่หลังจากได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 ผลกระทบจากภัยแล้งแล้ว นี่ยังต้องมาโดนพายุ ซินลากู ถล่มอีกในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพี่น้องชาวสวนทุเรียนภาคใต้ ที่ต้องพากันกุมขมับ ผลผลิตจะเก็บขายได้อยู่มะรำมะร่อ แต่กลับเสียหายหนักทั่งร่วงหล่น บางต้นโค่นล่ม เกษตรกรได้แต่นั่งมองตาปริบๆ รวมๆ หลายจังหวัดน่าจะเสียหายนับร้อยล้านบาทเลยทีเดียว นี่ยังไม่รวมถึงภาคการผลิตอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน ซึ่ง ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็ได้มีความห่วงใยประชาชน และเกษตรกรในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเร่งดำเนินการให้ความช่วยเหลือและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วนทันที

ซึ่งจากการสำรวจของกรมชลประทาน ระบุว่า อิทธิพลของพายุซินลากูทำให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมากในบางแห่ง ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากในช่วงวันที่ 1-4 สิงหาคม 2563 รวม 25 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง น่าน พิษณุโลก แม่ฮ่องสอน พะเยา แพร่ อุตรดิตถ์ กาฬสินธุ์ หนองบัวลำภู สุรินทร์ อุดรธานี อำนาจเจริญ นครราชสีมา ขอนแก่น เลย นครพนม มหาสารคาม ชุมพร นครศรีธรรมราช พังงา พัทลุง ระนอง และสุราษฎร์ธานี ปัจจุบันเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว 20 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดลำปาง น่าน พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน กาฬสินธุ์ สุรินทร์ อุดรธานี อำนาจเจริญ นครราชสีมา ขอนแก่น นครพนม มหาสารคาม หนองบัวลำภู พังงา สุราษฎร์ธานี ชุมพร ระนอง พัทลุง และจังหวัดนครศรีธรรมราช ส่วนที่ยังไม่กระทบเหลือเพียง 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก และจังหวัดเลย โดยได้รับผลกระทบด้านการเกษตร แบ่งเป็น ด้านพืช 10 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดแพร่ อุตรดิตถ์ น่าน ลำปาง เชียงราย แม่ฮ่องสอน เลย ชุมพร สุราษฎร์ธานี และจังหวัดนครศรีธรรมราช เกษตรกร 6,366 ราย พื้นที่คาดว่าจะเสียหาย 38,233.50 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว 18,904.50 ไร่ พืชไร่ 9,986 ไร่ พืชสวน 9,343 ไร่ ด้านประมง 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพะเยา เลย นครพนม และจังหวัดหนองบัวลำภู เกษตรกร 1,396 ราย พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้รับผลกระทบ บ่อปลา 1,137.25 ไร่ และด้านปศุสัตว์ 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเลย น่าน ลำปาง เกษตรกร 480 ราย สัตว์ได้รับผลกระทบ 6,801 ตัว ได้แก่ โค-กระบือ 230 ตัว สุกร 76 ตัว สัตว์ปีก 6,495 ตัว

ในขณะที่ กรมส่งเสริมการเกษตร ก็เร่งสั่งการให้เกษตรจังหวัดทุกจังหวัด ที่ได้รับผลกระทบ ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลความเสียหายด้านพืชหลังพายุผ่านทันที และให้ทุกจังหวัดรายงานสถานการณ์ใกล้ชิด พร้อมระดมเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรกระจายลงพื้นที่ตามอำเภอต่างๆ เพื่อเยี่ยมให้กำลังใจเกษตรกรและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม รวมทั้งสำรวจปัญหา สอบถามความต้องการเพื่อฟื้นฟูอาชีพหลังน้ำลดเช่น ส่งเสริมปลูกพืชผักระยะสั้น หรืออาชีพอื่น การให้คำแนะนำด้านวิชาการเพื่อดูแลพืชภายหลังน้ำลด พร้อมให้เกษตรกรเฝ้าระวังความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อผลผลิตทางการเกษตรให้คำแนะนำแก่เกษตรกรดูแลข้าว พืชไร่ ไม้ผล เพราะช่วงนี้บางพื้นที่พืชเก็บเกี่ยว จึงต้องเตรียมช่วยเหลือเกษตรกรนอกจากนี้ ยังเตรียมให้ผลิตชีวภัณฑ์ เช่น ไตรโคเดอร์ มาเพื่อเตรียมแจกช่วยเหลือเกษตรกรหลังน้ำลดทันที หลังน้ำลดสารชีวภัณฑ์จะช่วยลดผลกระทบจากโรคพืชที่มากับน้ำได้ สำหรับมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยจะจ่ายให้เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรไว้ก่อนเกิดภัย จ่ายเงินช่วยเหลือตามจำนวนพื้นที่จริงที่เสียหายรายละไม่เกิน 30 ไร่ ซึ่งกำหนดให้นาข้าวได้รับอัตราไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ได้รับอัตราไร่ละ 1,148 บาท และพืชสวนและอื่นได้รับอัตราไร่ละ 1,690 บาท ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562…ก็ต้องสู้ๆ กันต่อไปครับ

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 3 สิงหาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/509167

ชายคาพระพิรุณ : 3 สิงหาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ตามที่กรมประมง ได้เปิดรับสมัครชาวประมงพื้นบ้านและพาณิชย์ เข้าร่วม“โครงการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการประมง” เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องชาวประมงที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 มาตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา พบว่ามีพี่น้องชาวประมงให้ความสนใจอย่างล้นหลาม ซึ่งจากข้อมูล ณ วันที่ 24 ก.ค. 2563 โครงการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการประมง กรอบวงเงิน 10,300 ล้านบาทจากการเปิดรับสมัครให้ชาวประมงพื้นบ้านและพาณิชย์เข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 1-24 กรกฎาคม 2563 มีผู้ประกอบการประมงแจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการแล้วจำนวน 1,678 ราย จาก 21 จังหวัดชายฝั่งทะเล รวมวงเงินสินเชื่อที่ต้องการ จำนวน 2,841,267,080 บาทแบ่งออกเป็น ผู้ประกอบการประมงพื้นบ้าน จำนวน 803 ราย เรือประมงพื้นบ้าน 835 ลำ วงเงินสินเชื่อที่ต้องการประมาณ 162 ล้านบาทผู้ประกอบการประมงพาณิชย์ จำนวน 893 ราย เรือประมงพาณิชย์ 1,196 ลำวงเงินสินเชื่อที่ต้องการประมาณ 2,679 ล้านบาท

ซึ่งนายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง บอกว่า โครงการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการประมง กรอบวงเงิน 10,300 ล้านบาท ที่กระทรวงเกษตรฯ ได้จัดทำโครงการเงินกู้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับพี่น้องชาวประมงให้สามารถกู้เงินทุนได้ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7 ต่อปี รัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ยให้ร้อยละ 3 ต่อปี และผู้ประกอบการประมงจะต้องจ่ายสมทบอีกร้อยละ 4 ต่อปี กำหนดชำระคืนเงินกู้ให้แล้วเสร็จ ภายในระยะเวลา 7 ปีนับตั้งแต่วันที่กู้ ซึ่งจากการเปิดรับสมัครให้ชาวประมงพื้นบ้านและพาณิชย์เข้าร่วมโครงการ สำหรับผู้ประกอบการประมงที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการ สามารถกรอกคำขอสมัครเข้าร่วมโครงการ และยื่นความประสงค์ได้ในระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2563-25 พฤษภาคม 2564 ได้ที่สำนักงานประมงจังหวัดทั้ง 22 จังหวัดชายทะเล และสำนักงานประมงพื้นที่กรุงเทพมหานคร ตามพื้นที่ที่เรือประมงลำที่ยื่นกู้ทำการประมงอยู่พร้อมแนบหนังสือรับรองการเข้าร่วมโครงการ จากสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย หรือสมาคมประมงในพื้นที่ หรือสมาคมประมงพื้นบ้านในพื้นที่ ในกรณีที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสมาคม สามารถติดต่อขอหนังสือรับรองได้ที่สำนักงานประมงจังหวัดที่ยื่นคำขอ โดยขณะนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้เร่งดำเนินการเพื่อให้ความช่วยเหลือพี่น้องชาวประมง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า 2 มาตรการดังกล่าวจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวประมงและผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืนสืบต่อไป… พี่น้องชาวประมงที่ยังไม่ดำเนินการรีบดำเนินนะครับ เดี๋ยวจะเสียสิทธิ์ไม่รู้ด้วยนะครับ

ชายคาพระพิรุณ : 27 กรกฎาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/507837

ชายคาพระพิรุณ : 27 กรกฎาคม 2563

ชายคาพระพิรุณ : 27 กรกฎาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การยางแห่งประเทศไทยเป็นรัฐวิสาหกิจภายใต้การดำเนินงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งได้รับการจัดตั้งตามพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ.2558 มีผลตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2558 ซึ่งเพิ่งครบรอบ 5 ปี เมื่อกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และเพิ่งได้ผู้ว่าการฯ คนใหม่มาหมาดๆ หลังจากมีรักษาการมาหลายปี สำหรับผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยป้ายแดงก็ไม่ใช่คนอื่นไกล มาจากรองผู้ว่าการฯ นั่นเอง คือ นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การยางแห่งประเทศไทย ยุคผู้บริหารหนุ่มไฟแรง จะขับเคลื่อนเดินหน้าแก้ไขวิกฤติราคายางตกต่ำ ฟื้นฟู และรักษาเสถียรภาพราคายางให้เกิดความอยู่ดีกินดีกับชาวสวนยางต่อไปได้ ตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งการยางแห่งประเทศไทยที่กำหนดไว้

อย่างไรก็ดี เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เป็นประธานเปิดการประชุมกำหนดวิสัยทัศน์คณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย และได้มอบนโยบายแก่คณะกรรมการและผู้บริหารระดับสูงของการยางแห่งประเทศไทย ไว้ว่า แม้ในปัจจุบัน สภาพเศรษฐกิจทั้งของโลกและของไทยจะไม่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนามากนัก โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ราคายางแผ่นดิบเคลื่อนไหวอยู่ที่เฉลี่ยกิโลกรัมละ 37-42 บาท ต่ำกว่าต้นทุนการผลิตเป็นระยะเวลานาน ส่งผลให้รัฐบาลต้องเข้ามาช่วยเหลือภายใต้โครงการต่างๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร อาทิ โครงการประกันรายได้เกษตรกรระยะที่ 1 อีกทั้งยังมีผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะประเทศผู้ใช้ยางรายใหญ่ ได้แก่ จีน สหรัฐ และยุโรป ซึ่งปัจจุบันแม้ว่าสถานการณ์การระบาดในไทยและหลายประเทศจะเริ่มคลี่คลายและมีสัญญาณที่ดีขึ้น แต่คาดว่าหลายประเทศคงต้องใช้เวลาในการกระตุ้นเศรษฐกิจไปอีกระยะเวลาหนึ่ง แต่กระทรวงเกษตรฯ โดยการยางแห่งประเทศไทย ก็พร้อมที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง โดยจะเร่งผลักดันราคายางให้อยู่ในระดับที่คุ้มค่ากับการลงทุน มีทิศทางการพัฒนายางทั้งระบบและมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน โดยจะต้องทำให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างทันท่วงที เพื่อจะได้ใช้ข้อมูลในการวางแผนการผลิต การแปรรูป การค้าและการลงทุน เพื่อขับเคลื่อนไปสู่วิสัยทัศน์และเป้าหมายทั้งในระยะสั้น กลางและระยะยาว นอกจากนี้ จะเร่งผลักดันการใช้นวัตกรรมในการสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยมุ่งเน้นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การเจาะตลาดผลิตภัณฑ์ยางเฉพาะกลุ่มหรือ Niche Market เพิ่มมากขึ้น การใช้นโยบายตลาดนำการผลิต เพิ่มช่องทางการตลาด ลดต้นทุนการผลิต การปรับปรุงคุณภาพของปุ๋ย ทั้งปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์เพื่อเพิ่มคุณภาพผลผลิต อีกทั้งจะมุ่งผลักดันนโยบาย Thailand 4.0 เพื่อให้ประเทศไทยเปลี่ยนจากระบบเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการค้า การส่งออก การลงทุนแบบ offline เพียงอย่างเดียว ไปสู่รูปแบบธุรกิจใหม่ หรือ new business model ที่ผสมผสานระหว่างการค้า การลงทุน แบบ online และ offline ควบคู่กันไปโดยมีนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นตัวช่วยยกระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งในระดับมหภาคและจุลภาค ซึ่งจะทำให้เกิดความมั่นคงต่อพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง และเกิดความยั่งยืนต่อยางพาราทั้งระบบต่อไปในอนาคต…ก็ต้องรอพิสูจน์ฝีมือผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยคนใหม่ ที่ยังเป็นคนหนุ่มไฟแรง ที่มีประสบการณ์การทำงานในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับยางพารามาก็ไม่น้อย เช่น กรรมการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรรมการองค์การสวนยาง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รองผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทยด้านอุตสาหกรรมยางและการผลิตยาง และก่อนรับตำแหน่งผู้ว่าการการยางฯ ก็เป็นรองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ด้านธุรกิจและปฏิบัติการมาก่อน ก็ต้องดูต่อไปว่า ผู้ว่าการการยางฯ คนใหม่นี้ จะดำเนินการสนองนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ที่ให้ไว้ได้หรือไม่ หรือจะมีวิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหายางพาราอย่างไรต่อไปซึ่งส่วนตัว ขุนเกษตรา หวังว่าน่าจะเห็นอะไรดีๆ จากผู้ว่าการการยางฯ คนหนุ่มรุ่นใหม่คนนี้บ้างแหละหนา…

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 20 กรกฎาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/506316

ชายคาพระพิรุณ : 20 กรกฎาคม 2563

ชายคาพระพิรุณ : 20 กรกฎาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมา นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ไปบรรยายพิเศษในหัวข้อ “เกษตรไทย มาตรฐานโลก” ภายในงาน “อาหารไทย อาหารโลก” เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด ณ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ และได้พูดถึงการสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศในฐานะผู้ผลิตอาหารและความพร้อมที่จะเป็นครัวโลกด้วย “อาหารปลอดภัย” ซึ่งนายเฉลิมชัย บอกว่า กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายในการพัฒนาที่สำคัญ คือ การรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรและรายได้ให้กับเกษตรกรในสินค้าเกษตรสําคัญ อาทิ ข้าว ยางพารา มันสําปะหลังปาล์ม อ้อย และข้าวโพด ซึ่งได้มีการดำเนินการแล้วในส่วนของการประกันรายได้เกษตรกรในสินค้าทั้ง 6 รายการ รวมถึงการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตที่เหมาะสม และไม่ก่อให้เกิดภาระทางการเงินการคลังของภาครัฐ การพัฒนาองค์กรเกษตรกรและเกษตรกรรุ่นใหม่ โดยเพิ่มทักษะการประกอบการและพัฒนาความเชื่อมโยงของกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์ ในทุกระดับ โดยเฉพาะด้านการตลาดการค้าออนไลน์ ส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตให้กับเกษตรกร โดยใช้ประโยชน์จากฐานความหลากหลายทางชีวภาพ การลด ละ เลิกใช้ยาปราบศัตรูพืชโดยเร็ว เป็นต้น นอกจากนี้ ปัจจุบันกระทรวงเกษตรฯ ยังได้มีการจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (Agritech and Innovation Center) หรือ AIC เพื่อขับเคลื่อนการเกษตรสมัยใหม่ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ครบแล้วทั้ง 77 จังหวัดด้วย

นายเฉลิมชัยยังพูดถึงเกษตรสมัยใหม่ หรือ “เกษตรทันสมัย” ด้วยว่า เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อยู่ระหว่างการผลักดันให้บังเกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อเชื่อมโยงกับช่องทางการตลาด “พาณิชย์ทันสมัย” ของกระทรวงพาณิชย์ที่กำลังเร่งดำเนินการเช่นกัน โดยเกษตรทันสมัย นอกจากจะเป็นในรูปแบบเกษตรรวมกลุ่ม เกษตรนวัตกรรม เกษตรปลอดภัย เกษตรแปรรูป เกษตรเทคโนโลยี และเกษตรพอเพียงแล้ว ยังมุ่งเน้นการผลักดันให้เกษตรกรผลิตสินค้าให้ได้คุณภาพมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับผู้บริโภคทั่วไป สินค้ามาตรฐาน GAP GMP CODEX ฮาลาล และมาตรฐานระหว่างประเทศอื่น ๆ ทั้งมาตรฐานของรัฐและมาตรฐานเอกชนเพื่อการส่งออก และสินค้าพรีเมียม เช่น สินค้า GI ออร์แกนิก นวัตกรรม สตอรี่ แบรนด์ และอื่นๆ ที่เน้นเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า และเพิ่มมูลค่าการส่งออกของประเทศซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรต้นน้ำและภาคส่วนที่เกี่ยวเนื่องมีรายได้ที่สูงขึ้น

อย่างไรก็ดี จากข้อมูลในปี 2562 ประเทศไทยมีการส่งออกสินค้าเกษตรและเกษตรอุตสาหกรรมมูลค่ารวม 1.25 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 16.4% ของการส่งออกสินค้าไทยในภาพรวม ซึ่งแม้ไทยจะเป็นประเทศเล็กๆ แต่ในปีที่ผ่านมาติดอันดับ 11 ของประเทศผู้ส่งออกอาหารของโลก และเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย ซึ่งในระดับเอเชียเราเป็นรองแค่จีนเท่านั้น ขณะที่มูลค่าตลาดอาหารในประเทศในปี 2562 มีมูลค่ากว่า 2 ล้านล้านบาท ดังนั้นภาพรวมตลาดอาหารของไทยทั้งในประเทศและส่งออกในปี 2562 มีมูลค่ารวมมากกว่า 3 ล้านล้านบาท ถือว่ามีศักยภาพสูง และยังมีช่องทางโอกาสอีกมาก และสำหรับห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรและอาหารของไทย ณ ปัจจุบันมีพื้นที่เพาะปลูกภาคการเกษตรราว 138 ล้านไร่ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 43 ของพื้นที่ทั้งหมดของประเทศไทยที่มีประมาณ 321 ล้านไร่ มีอุตสาหกรรมพื้นฐานกว่า 44,000 แห่ง วิสาหกิจชุมชน 55,000 แห่ง และมีอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มกว่า 54,000 แห่ง ซึ่งสินค้าเกษตรและอาหารของไทยถือมีความโดดเด่นในตลาดโลก หากมุ่งเน้นเรื่องคุณภาพมาตรฐานอาหารปลอดภัย (FoodSafety) ที่เป็นวิถีใหม่ หรือ New Normal ที่ผู้บริโภคทั่วโลกได้ให้ความสำคัญกับอาหารปลอดภัยมากขึ้นก็จะมีส่วนช่วยผลักดันยุทธศาสตร์ “ตลาดนำการผลิต” โดยมุ่งเน้นเรื่องคุณภาพมาตรฐานให้ประสบความสำเร็จ และจะช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าอาหารของไทยหลังจากนี้ได้อีกมาก ซึ่งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง ตลอดซัพพลายเชนต้องผนึกกำลังร่วมมือกันผลักดันให้เกิดผลสำเร็จต่อไป….ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯได้กล่าวไว้


ขุนเกษตรา