ฟองสบู่ทีวีดิจิทัลแตกปีนี้ลดคนชัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มีนาคม 2559 เวลา 10:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/418902

ฟองสบู่ทีวีดิจิทัลแตกปีนี้ลดคนชัด

นักวิชาการชี้ฟองสบู่ทีวีดิจิทัลแตกแล้ว แนะสร้างคอนเทนต์ เน้นคุณภาพและแตกต่าง เพื่ออยู่รอด

นายมานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมทีวีดิจิทัลในปีนี้ ฟองสบู่ในด้านของบุคลากรได้แตกไปเป็นที่เรียบร้อย เนื่องจากก่อนหน้านี้มีการใช้เงินจำนวนมาก เพื่อซื้อตัวบุคลากรเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้กับช่อง แต่เมื่อสถานการณ์ทีวีดิจิทัล ไม่เป็นอย่างที่คาดหวัง จึงทำให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล เริ่มปรับโครงสร้างองค์กร คัดเหลือแต่ตัวจริงเข้าร่วมงาน เพื่อความคล่องตัวใน การดำเนินธุรกิจ

ทั้งนี้ ปัญหาฟองสบู่ทีวีดิจิทัลที่กำลังแตกอยู่ในขณะนี้ เริ่มเห็นสัญญาณมาตั้งแต่ช่องทีวีดิจิทัลของนางพันธุ์ทิพา ศกุณต์ไชย เจ้าของทีวีดิจิทัล 2 ช่อง คือ ไทยทีวีและโลก้า ที่มีปัญหาในด้านของการทำทีวีดิจิทัลในช่วงกลางปี 2558 ที่ผ่านมา ซึ่งหลังจากนั้นก็เริ่มมีผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล ทยอยปลดพนักงานออก

สำหรับภาพรวมทีวีดิจิทัลในปีนี้ มองว่า การแข่งขันจะมีความรุนแรง มากขึ้น เนื่องจากทุกคนต้องพยายามหา รายได้เข้ามาเพื่อหล่อเลี้ยงช่อง ซึ่งกลุ่มที่จะเหนื่อยมากหน่อยคือ กลุ่มผู้ประกอบการที่อยู่ใน 5-6 อันดับสุดท้าย ดังนั้น ผู้ประกอบการที่จะไปต่อได้ ต้องมีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน และมีคอนเทนต์ที่ แตกต่างไปจากคู่แข่ง

นายสมเกียรติ อ่อนวิมล ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์อิสระ กล่าวว่า การปลดพนักงานออก ถือเป็นการแก้ปัญหาด้วยวิธีการแบบฝรั่ง ซึ่งถือเป็นวิธีการที่ผิด เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ตัวรายการที่ไม่ได้คุณภาพ เมื่อรายการไม่มีคุณภาพ จึงทำให้ไม่มีคนดู และไม่มีโฆษณาเข้ามา ซึ่งในที่สุดก็ไม่มีรายได้ ดังนั้น อันดับแรกที่ควรปรับ คือ คุณภาพของรายการ ไม่ใช่การปรับลดพนักงานเหมือนกับที่สปริงนิวส์ หรือวอยซ์ทีวีทำ เพราะการแก้ปัญหาดังกล่าวทำให้พนักงานขวัญเสีย

“วิธีการแก้ปัญหาที่ดีของทีวีดิจิทัล คือ การสร้างคนให้มีคุณภาพ โดยวิธี การดังกล่าว มันใช้เวลานาน 1-2 ปี จึงจะได้พนักงานที่มีคุณภาพตรงกับความต้องการเข้ามาร่วมงาน ซึ่งหลายช่อง เลือกที่จะปรับลดคนมากกว่า” นาย สมเกียรติ กล่าว

ด้าน นายเมฆินทร์ เพ็ชรพลาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วอยซ์ ทีวี กล่าวว่า จากกระแสข่าวที่ออกมาว่าบริษัทจะปรับลดพนักงานอีก 70 คนนั้น ขอยืนยันว่ายังไม่มีแผนการดำเนินงานในเรื่องดังกล่าว เนื่องจากก่อนหน้านี้บริษัทมีการปรับโครงสร้างองค์กรด้วยการปรับลดพนักงานจำนวน 57 คนไปแล้ว เพื่อความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ

อย่างไรก็ดี ในส่วนของแผนการดำเนินธุรกิจปีนี้ บริษัทได้เตรียมงบ 800 ล้านบาท ลงทุนในด้านของคอนเทนต์ และอื่นๆ เพื่อขยายฐานผู้ชมให้เพิ่มขึ้น เนื่องจากสิ้นปีนี้ บริษัทมีแผนที่จะขึ้นเป็นอันดับ 1 ของช่องข่าว จากปัจจุบันติดอยู่ในอันดับ 1 ใน 3 โดยล่าสุดได้มีการปรับผังรายการใหม่ในช่วงไพซม์ไทม์ 2 ช่วง ประกอบด้วยเวลา 07.00-09.00 น. กับ 17.30- 22.30 น. เพื่อนำรายการใหม่ทั้งในส่วนของข่าวและรายการไลฟ์สไตล์มาออกอากาศ

นายเมฆินทร์ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของรายการใหม่ที่จะนำมาออกอากาศ บริษัทได้จับมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อมาผลิตรายการใหม่ในช่วงไพซม์ไทม์ให้ ประกอบด้วย มติชน เจเอสแอล แบรนด์เอจ ทราเวล แชนแนล มันนี่แชนแนล และสมาร์ท เอสเอ็มอี แชนแนล

“แนวทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทนับจากนี้ จะมองการเติบโตในระยะยาวและการเป็นผู้นำของสื่อยุคใหม่ ด้วยการพัฒนากระบวนการทำงานของบุคลากรบนแนวคิด ออนไลน์ เซ็นทริค และมัลติ แทสกิ้ง” นายเมฆินทร์ กล่าว

 

ดีแทคจับมืออีริคสันเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานภายในอาคาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 22:35 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/418871

ดีแทคจับมืออีริคสันเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานภายในอาคาร

ดีแทคจับมืออีริคสันนำเทคโนโลยีล่าสุดของสถานีฐานมาเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานภายในอาคารของเครือข่าย  Super 4G

นายประเทศ ตันกุรานันท์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มเทคโนโลยี บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค กล่าวว่า ปีนี้ดีแทคมีแผนจะนำเทคโนโลยีล่าสุดของสถานีฐานมาเสริมทัพเครือข่าย Super 4G เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานอีกระดับ และเป็นการรองรับเทคโนโลยีแห่งอนาคต ที่สามารถจะนำมาอัพเกรดใช้งานรองรับนวัตกรรมต่างๆ ได้ทันที โดยมีแผนจะใช้ตู้สัญญาณเครือข่ายใหม่ RBS 6000 และเทคโนโลยี สมอลเซลล์ล่าสุด “Radio DOT System” จากอีริคสันโดยจะเริ่มติดตั้งประมาณกลางปีนี้

สำหรับจุดเด่นของสมอลเซลล์ (Small Cell) เทคโนโลยีล่าสุด เปรียบได้กับสถานีฐานขนาดเล็กภายในอาคารตอบสนองการใช้งานดาต้าที่หนาแน่นของคนเมือง ทั้งนี้ ดีแทคได้วางแผนอัพเกรด Super 4G อย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ซึ่งอุปกรณ์ใหม่ Radio DOT System จะมาเติมประสิทธิภาพการใช้งานในอาคารศูนย์การค้า แหล่งช้อปปิ้ง คอนโดมิเนียม ที่พักอาศัย ที่มีการใช้งานหนาแน่น ด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดนี้ยังสามารถทำให้การใช้งานทั้งดาต้าเร็วขึ้น ด้วยอุปกรณ์ที่รองรับสปีดที่สูงขึ้นกว่าเดิม และทำให้การเชื่อมต่อการสื่อสารไม่มีสะดุด

นอกจากนี้ดีแทคได้ขยายและเพิ่มคุณภาพโครงข่ายให้บริการ Super 4G ที่มีความเร็วมากขึ้น 3 เท่า บนคลื่น 1800 MHz ด้วยการขยายแบนด์วิธจากเดิม 5 MHz เป็น 15 MHz พร้อมเพิ่มประสบการณ์การใช้งาน ด้วยกลยุทธ์หลักในการเป็นผู้ให้บริการที่มีแบนด์วิธสำหรับ 4G ที่กว้างใหญ่ที่สุด  และอยู่บนโครงข่ายเดียวกันบนคลื่น 1800 MHz คาดว่ากลางปีจะเพิ่มแบนด์วิธให้บริการ Super 4G เป็น 20MHz บนคลื่นเดียว

สำหรับการเป็นพันธมิตรในเชิงกลยุทธ์กับอีริคสันทำให้ดีแทคมีความได้เปรียบในแง่ของการได้เป็นผู้นำในการใช้เทคโนโลยีล่าสุดหรือนวัตกรรมการสื่อสารแห่งอนาคต และจะเป็นผู้ได้ร่วมทดสอบเพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำในการบริการดิจิทัล และการนำอินเทอร์เน็ตมายกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเทเลนอร์กรุ๊ปได้เป็นพันธมิตรกับอีริคสันในระดับโลก จึงทำให้ดีแทคหนึ่งในบริษัทเครือเทเลนอร์ที่เป็นส่วนหนึ่งของผู้ถือหุ้นจึงได้ใช้งานเทคโนโลยีล่าสุด และสามารถนำมาเสริมทัพในการให้บริการเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า

ด้าน นาง คามิลล่า วอลเทียร์ ประธานบริษัทอีริคสันประเทศไทย กล่าวว่า อีริคสันได้ทำสัญญากับเทเลนอร์ 5 ปีสำหรับการยกระดับเครือข่ายของการสื่อสารกับบริษัทในเครือทั้งในไทย บังคลาเทศ และเมียนมาร์ ซึ่งสัญญาดังกล่าวจะครอบคลุมถึงการติดตั้งวางเครือข่าย 4G/LTE และพัฒนาเทคโนโลยีล่าสุดของการสื่อสารให้กับดีแทค โดยอีริคสันยินดีที่ได้เป็นพันธมิตรในเชิงกลยุทธ์กับเทเลนอร์กรุ๊ป และเป็นการตอกย้ำความชัดเจนถึงความเป็นผู้นำในด้านเทคโนโลยีและการบริการของอีริคสัน และเป็นการต่อเติมความสัมพันธ์ที่ดีอันยาวนานกับเทเลนอร์ กรุ๊ป

ปัจจุบัน อีริคสันเป็นผู้นำในตลาดเทคโนโลยีเครือข่าย 4G/LTE ความเร็วสูง และได้รับการจัดอันดับเป็นบริษัทที่สามารถจัดการรับส่งข้อมูล 4G/LTE ของโลกอันดับหนึ่งด้วยตัวเลขการรับส่งข้อมูลโมบายล์ที่มากถึงร้อยละ 40 ผ่านเครือข่ายของอีริคสัน

 

บราเดอร์ชูบริการจับลูกค้าองค์กร ส่งสินค้าใหม่รับเทรนด์โมบาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 22:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/418870

บราเดอร์ชูบริการจับลูกค้าองค์กร ส่งสินค้าใหม่รับเทรนด์โมบาย

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

แม้ว่าสภาพเศรษฐกิจในปีที่ผ่านมาดูจะไม่สดใสเท่าใดนักแต่สำหรับธุรกิจเครื่องพิมพ์ยังไปได้อยู่ โดยไอดีซีได้คาดการณ์มูลค่าตลาดเครื่องพิมพ์ในปี 2559 ไว้ที่ 5% บราเดอร์มั่นใจว่าจะโตได้ไม่น้อยกว่า 10% เท่ากับปีนี้ และเตรียมนำสินค้าใหม่เพื่อรับเทรนด์โมบายเข้ามาเจาะกลุ่มในตลาดช่วงกลางปีนี้

โทโมยูกิ ฟูจิโมโต กรรมการผู้จัดการ บริษัท บราเดอร์ คอมเมอร์เชี่ยล (ประเทศไทย) กล่าวว่า ผลประกอบการทั่วโลกในไตรมาส 3 ของปี 2558 ทำได้ 707.2 พันล้านเยน หรือประมาณ 2.23 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.8% และคาดว่าในไตรมาส 4 (เม.ย. 2558-มี.ค. 2559) ทำได้ไม่น้อยกว่า 10% หรือประมาณ 755 พันล้านเยน หรือประมาณ 2.4 แสนล้านบาท แม้ว่าตลาดเครื่องพิมพ์โดยรวมจะลดลงแต่ยังมีการเติบโตต่อเนื่อง และมีแผนนำเครื่องรุ่นใหม่เข้ามาในตลาดเพิ่มขึ้น

“สินค้าไอทียอดนิยมยังคงเป็นกลุ่มสมาร์ทโฟน ดังนั้นเราจึงนำสินค้าที่ตรงกับเทรนด์โมบายเข้ามาตอบสนองความต้องการของลูกค้า โดยเครื่องพิมพ์รุ่นใหม่ที่จะนำเข้ามาในช่วงกลางปีนั้นจะเป็นโมบายพรินเตอร์ที่มีแบตเตอรี่ในตัว สามารถพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ได้ คาดว่าจะตอบสนองความต้องการของคนรุ่นใหม่”ฟูจิโมโต กล่าว

ทั้งนี้ บริษัทได้วางกลยุทธ์ใหม่เพื่อเป็นผู้นำในทุกกลุ่มสินค้า ภายใต้การบริหารจัดการงานอย่างมืออาชีพเพื่อให้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังนำเสนอสินค้าและบริการเพื่อความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้า แต่ยังไม่มีแผนจะนำสินค้ากลุ่ม 3ดี เข้ามาวางจำหน่าย

ธีรวุธ ศุภพันธุ์ภิญโญ ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท บราเดอร์ คอมเมอร์เชี่ยล (ประเทศ ไทย) กล่าวว่า เพื่อเป็นการขยายตลาดกลุ่มองค์กรมากขึ้น บริษัทจึงใช้กลยุทธ์ 3 ประการ ได้แก่ 1.ขยายกลุ่มลูกค้าองค์กรด้วยหลักการบริหารจัดการเครื่องพิมพ์ในองค์กรที่เรียกว่า Balance Deployment ด้วยการใช้โซลูชั่นบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการพิมพ์ 2.เพิ่มจำนวนสินค้าในตลาดให้มากขึ้น และ 3.เพิ่มช่องทางการขายเพื่อรุกตลาดต่างจังหวัด

“จากการเก็บข้อมูลจากลูกค้าที่สั่งซื้อเครื่องของเรา พบว่า มีลูกค้าองค์กรจำนวนมากที่ซื้อเครื่องไปตั้งไว้ในสำนักงานแต่ปริมาณในการพิมพ์เอกสารไม่เท่ากันทำให้ต้องแบกรับต้นทุนสูงในแต่ละเดือน บริษัทจึงคิดรูปแบบบริการใหม่ออกมา ไม่ว่าจะเป็น การให้เจ้าหน้าที่เข้าไปวิเคราะห์การใช้งานเครื่อง ประเมินและวิเคราะห์การใช้งาน จากนั้นลูกค้าจะสามารถเลือกบริการรับเครื่องฟรีและสั่งหมึกตามปริมาณที่กำหนด หรือคิดค่าบริการตามการ
ใช้งานจริงก็ได้ ถือว่าเป็นการลดต้นทุนให้แก่องค์กรได้อย่างมากและเทรนด์นี้เริ่มมีลูกค้าในกลุ่มลีสซิ่ง เพย์เมนต์ ให้ความสนใจบ้างแล้ว”ธีรวุธ กล่าว

สำหรับปีนี้บริษัทตั้งเป้าส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มธุรกิจเอกชนและภาครัฐรวมกันไว้ที่ 20% จากปัจจุบันมีอยู่ 10% ด้วยการนำสินค้าใหม่ทั้งกลุ่มเลเซอร์ อิงก์เจ็ต สแกนเนอร์ และจักรเย็บมากกว่า 10 รุ่นออกมาวางขายในปีนี้ โดยสัดส่วนรายได้ของบริษัทกว่า 90% มาจากพรินเตอร์ ที่เหลือเป็นเครื่องพิมพ์ฉลากและจักรเย็บอย่างละ 5% ขณะที่ภาพรวมตลาดเครื่องพิมพ์ขนาดเอ4 ในแง่ของยูนิตโตเพียง 5% คิดเป็น 1.32 ล้านเครื่อง โดยบราเดอร์ตั้งเป้าจะเป็นเบอร์ 1 ในทุกตลาด

“เราคาดหวังว่ากำลังซื้อน่าจะกลับมาดีขึ้น หลังจากตลาดทรงตัวในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เพราะภาคธุรกิจปรับตัวได้เร็ว แม้ว่าทุกค่ายจะทำเครื่องพิมพ์แบบแท่งก์กันหมด แต่ยังเชื่อว่าจะไม่ตัดราคาเพื่อแข่งกันอย่างดุเดือด ซึ่งกลุ่มราคา 4,000-6,000 บาท ยังขายดีต่อเนื่อง”ธีรวุธ กล่าว

นอกจากนี้ จะเน้นเรื่องของกิจกรรมส่งเสริมการตลาดด้านการปลูกป่าและกิจกรรมซีเอสอาร์ให้มากขึ้น พร้อมทั้งพัฒนาศักยภาพของทีมงานและบริการให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่มตามนโยบายหลักของบริษัท

 

อุตสาหกรรมฟินเทคเขย่าโลก เอเชียตื่นตัวรับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 17:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/418684

อุตสาหกรรมฟินเทคเขย่าโลก เอเชียตื่นตัวรับ

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

กระแสการลงทุนในเทคโนโลยีการเงิน หรือ FinTech นั้น นับเป็นนวัตกรรมการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคไปสู่สิ่งใหม่ (Disruptive) ที่น่าจับตามากที่สุดอย่างหนึ่ง

เพราะนอกจากจะทลายธุรกรรมการเงินแบบเดิมที่เคยผูกขาดในมือธนาคารหรือสถาบันการเงิน ให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกและลูกเล่นใหม่ๆ ที่สอดรับกับยุคสมัย ก็ยังเปิดโอกาสสำคัญให้กับผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่ใช้ไอเดียและนวัตกรรม (Startup) ได้เข้ามาร่วมผลักดันยุคสมัยของเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนอีกด้วย

แม้จะมีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2000 แต่อาจกล่าวได้ว่าฟินเทคเริ่มพัฒนาอย่างรวดเร็วมาตั้งแต่ปี 2008 เนื่องจากเป็นช่วงที่ระบบการเงินในสหรัฐกำลังล่มสลายในวิกฤตการณ์ทางการเงิน การที่ภาคการเงินมัวแต่วุ่นอยู่กับการล้างหนี้เสียและตัวเลขขาดทุนมหาศาล ซ้ำยังเผชิญวิกฤตศรัทธาครั้งใหญ่ ทำให้แวดวงซิลิคอน วัลเลย์ มองเห็นโอกาสเปลี่ยนแปลงโลกการเงินใหม่ ซึ่งสอดรับกับยุคที่โลกเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและสมาร์ทโฟน

จากตัวเลขการลงทุนในปี 2008 ที่ประมาณ 930 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 33.2 หมื่นล้านบาท) การลงทุนในฟินเทคทั่วโลกได้ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 6 ปีมานี้จนอยู่ที่ประมาณ 1.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.28 แสนล้านบาท) ในปี 2014 จากการรวบรวมข้อมูลและประเมินโดยบริษัท แอคเซนเจอร์ โดยในจำนวนนี้เป็นการเพิ่มขึ้นในทวีปยุโรปมากที่สุดถึง 215% ไปอยู่ที่ 1,480 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.28 หมื่นล้านบาท) ขณะที่สหรัฐยังคงเป็นพื้นที่การลงทุนใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรมนี้

ผู้บริโภคปันใจจากแบงก์ซบฟินเทค

ปัจจุบันอาจสามารถจำกัดประเภทของธุรกิจฟินเทคแบ่งออกได้เป็น 6 ประเภทใหญ่ๆ คือ ธุรกรรมการโอนเงิน ธุรกรรมชำระเงิน ธุรกิจสินเชื่อแบบ P2P แพลตฟอร์มซื้อขายหลักทรัพย์ การระดมทุน Equity Funding และประเภทอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ ทว่าการแบ่งประเภทขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัทผู้วิจัย

การเข้ามาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เห็นได้ชัดมากที่สุดทั่วโลกนั้น อยู่ในธุรกรรมการโอนเงินและชำระเงินเป็นหลัก เนื่องจากได้ปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากเทคโนโลยีพื้นฐาน ที่หลายประเทศทั่วโลกสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้มากขึ้น นำไปสู่การแพร่หลายของสมาร์ทโฟนและดีไวซ์ต่างๆ ยิ่งเมื่อฟินเทคที่มีข้อได้เปรียบด้านความคล่องตัวและสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว จึงยิ่งเอื้อให้สามารถเข้ามาแย่งส่วนแบ่งการตลาดจากธนาคารได้มากขึ้น

สแควร์ (Square) ของเจ้าพ่อทวิตเตอร์ แจ็ค ดอว์ซีย์ สร้างจุดเด่นจากบริการอุปกรณ์รูดบัตรเครดิตที่ติดตั้งได้ง่ายๆ กับไอโฟนหรือไอแพด ซึ่งนิยมอย่างมากสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ต้องการความคล่องตัวในการรับชำระเงิน ล่าสุด บริษัทเครดิตการ์ดระดับโลกอย่าง วีซ่า อิงค์ (Visa Inc.) ได้เข้าร่วมลงทุนในสแควร์เพิ่มเป็น 10%

ส่วนธุรกิจสินเชื่อแบบ P2P นั้นถือว่าเติบโตอย่างโดดเด่นมากที่สุดในจีน ซึ่งมีเม็ดเงินมหาศาลถึงราว 7,600 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.71 แสนล้านบาท) โดยส่วนหนึ่งเป็นเพราะธนาคารพาณิชย์ในจีนไม่ค่อยนิยมปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอีและพ่อค้าแม่ค้ารายย่อย จึงทำให้ธุรกิจปล่อยสินเชื่อประเภทนี้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ส่วนที่โดดเด่นที่สุดในสหรัฐนั้นย่อมหนีไม่พ้น เล็นดิ้ง คลับ (Lending Club) ที่ยังคงเป็นแพลตฟอร์ม P2P ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีการปล่อยกู้มากกว่า 1.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.9 แสนล้านบาท)

เอเชียตื่นตัวพร้อมรับฟินเทค

กระแสการลงทุนฟินเทคในเอเชียนับว่ากำลังมาแรงตามฝั่งตะวันตกมาติดๆ นำโดยฮ่องกงและสิงคโปร์ ที่ถือเป็นศูนย์กลางการลงทุนด้านฟินเทคในภูมิภาคนี้

กองทุนระดับโลกอย่าง เทมาเซก โฮลดิงส์ ร่วมลงทุนกับบริษัทสัญชาติอังกฤษ ฟันด์ดิง เซอร์เคิล ที่เป็นแพลตฟอร์มกลางปล่อยเงินกู้โดยตรงระหว่างผู้กู้และผู้ปล่อยเงินในแบบเพียร์ทูเพียร์ (P2P) ซึ่งระดมเงินทุนรอบใหม่ไปได้ถึง 150 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5,355 ล้านบาท) เมื่อปีที่ผ่านมา และแม้แต่กลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ในอินโดนีเซียอย่าง ลิปโป ก็ยังเข้าไปร่วมลงทุนในบริษัทที่มีแววรุ่งในสหรัฐ ในการระดมทุนรอบล่าสุดที่ซิลิคอน วัลเลย์ มาแล้ว หลังจากเมื่อปลายปีที่ผ่านมาเพิ่งประกาศแผนเวนเจอร์ แคปิตอลใหม่ ในวงเงินลงทุน 150 ล้านเหรียญสหรัฐ

ศักยภาพของอุตสาหกรรมฟินเทคยังอาจวัดได้ส่วนหนึ่งจากการตื่นตัวของธนาคารทั่วโลกที่ตั้งงบประมาณก้อนใหญ่เพื่อปรับตัวด้านเทคโนโลยี โดยส่วนหนึ่งเป็นการเร่งพัฒนาตัวเองเพื่อสู้กับคู่แข่ง และอีกส่วนหนึ่งทำหน้าที่เป็น “นักลงทุน” ในรูปแบบของเวนเจอร์ แคปิตอล (Venture Capital) เข้าไปร่วมลงทุนในบริษัทฟินเทคที่มีศักยภาพ

ธนาคารโอซีบีซี แบงก์ใหญ่สุดรายหนึ่งในสิงคโปร์ เปิดตัวเทคโนโลยี “วันทัช” เมื่อต้นปีก่อน โดยใช้การจดจำ “ลายนิ้วมือ” เป็นกุญแจ ขณะที่ธนาคารรายใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์ ดีบีเอส เร่งลงทุนด้านเทคโนโลยี และมีรายงานว่าได้เข้าไปซื้อหุ้น 10% จากบริษัทฟินเทครายหนึ่งในศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ที่ใช้เทคโนโลยีจดจำเสียง (Voice recognition)

ในปี 2558 ที่ผ่านมา ธนาคารกลางสิงคโปร์ (เอ็มเอเอส) ยังประกาศสนับสนุนงบประมาณ 225 ล้านเหรียญสิงคโปร์ (ราว 5,715 ล้านบาท) ภายในเวลา 5 ปีข้างหน้า เพื่อสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมฟินเทคโดยเฉพาะในกลุ่มสตาร์ทอัพหน้าใหม่ ให้ขยายตัวอย่างเป็นระบบ

ส่วนในอินโดนีเซีย คณะกรรมการกำกับดูแลการบริการทางการเงิน (เอฟเอสเอ) ปรับตัวร่วมมือทำงานกับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งคาดว่าจะมีการออกกฎระเบียบที่ควบคุมดูแล และกระตุ้นการเติบโตของอุตสาหกรรมฟินเทคในอินโดนีเซียออกมาภายในปีนี้ ส่วนในฮ่องกง แม้จะมีเสียงเรียกร้องให้รัฐเร่งปรับตัวเพื่อควบคุมดูแลฟินเทคให้รัดกุมขึ้น ทว่าก็ยังไม่มีสัญญาณการเปลี่ยนแปลงใดๆ

“เอ็มเอเอสเป็นผู้สนับสนุนฟูมฟักภาคดิจิทัลและนวัตกรรมในสิงคโปร์ และหนุนภาคธนาคารด้วย โดยใช้เงินทุนจำนวนนี้ทดสอบเรื่องต่างๆ ที่พวกเขาเคยไม่เชื่อมั่นก่อนหน้านี้ ผมคิดว่าสิงคโปร์จะกลายเป็นสมรภูมิของการเปลี่ยนผ่านทางนวัตกรรมที่สำคัญในเอเชีย แข่งกับฮ่องกง จีน และอินเดีย”ไซรัส ดารุวลา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอดีซี ไฟแนนเชียล อินไซท์ กล่าวกับชาแนลนิวส์เอเชีย

 

ตั้งดรีมทีมไอทีล้างบางก่อการร้าย “ซักเคอร์เบิร์ก”ร่วมวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 11:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/418662

ตั้งดรีมทีมไอทีล้างบางก่อการร้าย "ซักเคอร์เบิร์ก"ร่วมวง

รัฐบาลสหรัฐขอแรงยักษ์ใหญ่ในวงการไอทีผนึกกำลังเปิดแนวรบโลกโซเชียลกับกลุ่มก่อการร้าย

รัฐบาลสหรัฐเปิดแนวรบใหม่ขอแรงยักษ์ใหญ่ธุรกิจไอทีผนึกกำลังต้านกลุ่มรัฐอิสลาม หรือไอเอส ที่รุกชิงพื้นที่โลกโซเชียลอย่างหนักในระยะหลัง ขณะที่สมุนไอเอสไม่ยอมอยู่เฉย ประกาศหมายหัวบอสใหญ่แห่งวงการไอทีในฉับพลัน ฐานร่วมมือกับสหรัฐ ประกาศสงครามต่อต้านการก่อการร้ายกับทางกลุ่ม

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นได้รับรายงานมาว่า หน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาลสหรัฐที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงยุติธรรม สภาความมั่นคงแห่งชาติ และกระทรวงการต่างประเทศ ได้เชิญบริษัทและองค์กรด้านไอที 50 แห่งมาร่วมหารือถึงแนวทางต่อต้านการคุกคามของไอเอส หลังจากที่ในระยะหลังขบวนการนี้ระดมใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์อย่างหนัก ในการโฆษณาชวนเชื่อและทำสงครามสื่อ จนทำให้เกิดความรู้สึกว่าไอเอสอาจกำลังเป็นต่อ

นิก ราสมุสเซน ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติ กล่าวกับผู้บริหารจากวงการไอทีว่า ขณะนี้รัฐบาลต้องการตอบโต้กลุ่มก่อการร้ายที่ใช้โลกโซเชียลเป็นช่องทางการดึงคนมาร่วมต่อสู้และก่อวินาศกรรม ทว่า ในระยะหลังผู้ให้บริการสื่อประเภทนี้เริ่มจริงจังกับการกวาดล้างการพฤติกรรมเหล่านี้มากขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ผู้เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ ยังรวมถึงผู้บริหารจากบริษัทแอปเปิล (Apple) เฟซบุ๊ค (Facebook) ทวิตเตอร์ (Twitter) รวมถึงสื่อยอดนิยมในหมู่วัยรุ่นอย่าง บัซฟีด (Buzzfeed) และเอ็มทีวี (MTV) ซึ่งบริษัทเหล่านี้ตกลงที่จะมอบข้อมูลให้กับเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานด้านข่าวกรอง และยังร่วมพัฒนาแผนที่จะตอบโต้การใช้พื้นที่โลกโซเชียลของไอเอสในการโฆษณาชวนเชื่อ ซึ่งในชั้นต้นจะใช้วิธีสวนกลับด้วยการกระจายข้อมูลด้านบวก และข้อมูลที่หักล้างกับสิ่งที่ไอเอสพยายามประโคมต่อชาวโลก

นับเป็นการผนึกกำลังกันครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนด้านเทคโนโลยี จนสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ขนานนามว่าเป็น “ไฮเทคดรีมทีม” ในการเปิดแนวรบโลกโซเชียลกับกลุ่มก่อการร้าย

อย่างไรก็ตาม ระหว่างการประชุมครั้งนี้ไม่มีการเอ่ยถึงความขัดแย้งระหว่างแอปเปิลกับสำนักงานสืบสวนกลาง หรือเอฟบีไอ หลังจากที่หน่วยงานนี้ขอความร่วมมือให้แอปเปิลปลดล็อกไอโฟนของ ไซเอด ฟารุก ซึ่งก่อเหตุสังหารหมู่ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว แต่ทางแอปเปิลปฏิเสธ จนทำให้เกิดการเผชิญหน้ากันระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจไอที และเกิดกระแสวิจารณ์ไปทั่วโลกว่าแอปเปิลควรมอบข้อมูลลูกค้าที่เป็นคนร้ายให้กับรัฐบาล หรือควรจะรักษาความเป็นส่วนตัวของลูกค้าอย่างซื่อสัตย์โดยไม่สนใจว่าเขาผู้นั้นจะเป็นใคร

นอกจากนี้ ยังไม่เป็นที่เปิดเผยว่าความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคงและภาคไอทีจะเป็นการเปิดทางให้รัฐบาลเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลได้ง่ายขึ้นหรือไม่ หลังจากที่เครือข่ายวิกิลีก์เคยเปิดเผยว่า สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ หรือเอ็นเอสเอส ล้วงข้อมูลการติดต่อสื่อสารของประชาชนรวมถึงผู้นำอีกหลายประเทศ

หลังจากที่มีข่าวความร่วมมือระหว่างรัฐบาลสหรัฐและบริษัทไอทียักษ์ใหญ่ มีกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า บุตรแห่งกองทัพเคาะลีฟะฮ์ ซึ่งหมายถึงกลุ่มไอเอส ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอข่มขู่ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ผู้บริหารแห่งเฟซบุ๊ค และแจ็ค ดอร์ซีย์ ผู้บริหารของทวิตเตอร์ และอ้างว่าแม้จะมีการกวาดล้างจากเครือข่ายออนไลน์ แต่ทางกลุ่มได้ทำการปรับเปลี่ยนแอคเคาท์เฟซบุ๊คถึงกว่า 10,000 แอคเคาท์ และทวิตเตอร์อีก 5,000 แอคเคาท์ เพื่อรับมือแล้ว

 

ลือ!’แอปเปิล’เตรียมเปิดตัว’ไอแพด โปร’รุ่นเล็ก-หยุดทำ’ไอแพด แอร์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 12:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/418561

ลือ!'แอปเปิล'เตรียมเปิดตัว'ไอแพด โปร'รุ่นเล็ก-หยุดทำ'ไอแพด แอร์'

‘แอปเปิล’เตรียมเปิดตัว’ไอแพด โปร’รุ่นเล็กจอ9.7นิ้ว หยุดทำ’ไอแพด แอร์’

ยิ่งใกล้ถึงงานเปิดตัวสินค้าใหม่ในรอบต้นปีของ’แอปเปิล’ในช่วงเดือนมีนาคม ก็เริ่มมีข่าวหลุดออกมาให้เห็นเรื่อยๆ ล่าสุดมีรายงานว่าทางแอปเปิลจะเตรียมหยุดทำไลน์สินค้าตระกูล’ไอแพด แอร์’ และหันมาผลิต’ไอแพด โปร’รุ่นเล็กหน้าจอ 9.7 นิ้วซึ่งจะได้รับการเพิ่มสเปคให้สูงขึ้น รวมถึงเพิ่มฟีเจอร์เทียบรุ่นใหญ่ เช่น แรม 4 GB, ลำโพง 4 ตัว, ปากกา Apple Pencil และชิพเซ็ต A9X

รายงานระบุว่า งานเปิดตัวของแอปเปิลจะจัดขึ้นในวันที่ 15 มี.ค.นี้ และจะเริ่มส่งมอบสินค้าอย่างรวดเร็วในวันที่ 18 มี.ค. ทั้งนี้ภายในงานจะมีการเปิดตัว’ไอโฟน5เอสอี’หน้าจอ 4 นิ้วอีกด้วย รวมถึงอุปกรณ์ใหม่ๆ ของนาฬิกา’แอปเปิล วอทช์’ด้วย

ที่มา 9to5mac

 

ลองได้แล้ว!ปุ่มไลค์แสดงอารมณ์แบบใหม่บน’เฟซบุ๊ก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 12:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/418333

ลองได้แล้ว!ปุ่มไลค์แสดงอารมณ์แบบใหม่บน'เฟซบุ๊ก'

‘เฟซบุ๊ก’ปล่อยฟีเจอร์ปุ่มไลค์แสดงอารมณ์แบบใหม่ ตอนนี้คนไทยได้ใช้แล้ว

หลังจากเมื่อวานชาวโลกโซเชียลฯฝั่งตะวันตกได้เฮกับฟีเจอร์ปุ่มไลค์แสดงอารมณ์ของ’เฟซบุ๊ก’กันไปแล้วเมื่อวานนี้ เช้านี้ชาวไทยก็ได้เฮกันตามมาติดๆ แล้วเมื่อสามารถกดใช้ปุ่มแสดงอารมณ์เหล่านี้ทั้ง 5 ปุ่มได้แล้วทั้งบนเดสท็อป แอนดรอยด์ และiOS

5 ปุ่มดังกล่าวนั้นได้แก่ปุ่ม Love (รัก), Haha (ขำ), Wow (ประหลาดใจ), Sad (เสียใจ), Angry (โกรธ) ซึ่งล้วนแล้วแต่มาทดแทนปุ่ม Dislike (ไม่ชอบ) ที่หลายคนเรียกร้องกันมา เนื่องจากทางเฟซบุ๊กต้องการเข้าถึงประสบการณ์ทางอารมณ์ของผู้ใช้มากขึ้นที่ไม่ได้มีแต่เรื่องดีๆ ไม่เสียทั้งหมด แต่ไม่ใช้ปุ่ม Dislike ซึ่งมุ่งไปทางเชิงลบ

สำหรับผู้ใช้เฟซบุ๊กบนสมาร์ทโฟนต้องกดปุ่มไลค์ค้างประมาณ 1 วินาทีก็จะมีตัวแสดงอารมณ์โผล่ขึ้นมาให้กดใช้ และสำหรับผู้ใช้เฟซบุ๊กบนเดสท็อป เพียงแค่เลื่อนเคอเซอร์ลูกศรไปวางบนปุ่มไลค์เท่านั้น ก็จะมีตัวแสดงอารมณ์โผล่มาให้กดเลือกใช้เช่นกัน โดยทางเฟซบุ๊กจะเรียกปุ่มอารมณ์เหล่านี้ว่า ‘รีแอคชั่น’ (Reaction)

หลังจาก”Like”กันมานานแล้ว คราวนี้ก็ได้”Love”เสียทีนะ อิอิ

กสทช.ยันทีวีดิจิทัลฮอตชิงทั้งผู้ชม-เม็ดเงินโฆษณา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/418301

กสทช.ยันทีวีดิจิทัลฮอตชิงทั้งผู้ชม-เม็ดเงินโฆษณา

กสทช.เผยทีวีดิจิทัลชิงยอด 6 ช่องอะนาล็อกเดิม ทั้งสัดส่วนผู้ชมและเม็ดเงินโฆษณา คาดปีนี้แข่งเดือด

พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธาน คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และประธานกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เปิดเผยว่า แนวโน้มการรับชมช่องทีวีดิจิทัลในปี 2558 มีสัดส่วนการรับชมโทรทัศน์ต่อนาที (Share of TV Audience) ที่ดีขึ้น

ทั้งนี้ เดือน ธ.ค. 2558 มีสัดส่วนการรับชมโทรทัศน์ต่อนาทีอยู่ที่ช่องรายการเดิม 62% และช่องรายการใหม่ 38% จากเดิมที่ในเดือน ธ.ค. 2557 มีสัดส่วนอยู่ที่ 82% ต่อ 18% สะท้อนว่าประชาชนหันมาสนใจรับชมทีวีดิจิทัลมากขึ้น เพราะผู้ประกอบการเริ่มปรับตัวหาจุดแข็งให้กับช่องตัวเอง ให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพเนื้อหา

พ.อ.นที กล่าวว่า ในส่วนของเม็ดเงินโฆษณาก็มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่เคยกระจุกตัวอยู่ที่ 6 ช่องหลัก โดยในปี 2558 มูลค่าโฆษณาทีวีดิจิทัลมีอัตราเติบโตถึง 144% เมื่อเทียบจากปีก่อนหน้า คิดเป็นเม็ดเงินทั้งสิ้น 2.09 หมื่นล้านบาท จากปีก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 8,584 ล้านบาท

ขณะที่เม็ดเงินโฆษณาใน 6 ช่องเดิมปี 2558 ลดลงเหลือ 5.75 หมื่นล้านบาท จากปีก่อนหน้าอยู่ที่ 6.37 หมื่นล้านบาท ส่วนภาพรวมโฆษณาในอุตสาหกรรมทีวีทั้งระบบในปี 2558 สูงขึ้นเป็น 7.84 หมื่นล้านบาท จากปีก่อนหน้า 7.23 หมื่นล้านบาท หรือเติบโตขึ้น 8.43% แม้เศรษฐกิจจะไม่ดีนักในช่วงที่ผ่านมา

สำหรับช่องทีวีดิจิทัลที่ได้รับความนิยมเป็นลำดับต้นๆ ได้แก่ ช่องเวิร์คพอยท์ เรตติ้งอันดับ 3 ตั้งแต่ปลายปี 2557 ช่อง 8 และช่องโมโน 29 ขึ้นมาติดอันดับ 4 และ 5 ช่วงต้นปี 2558 และถึงแม้ว่าช่อง 3 และช่อง 7 จะยังเป็นสองช่องเดิมที่ครองตลาดส่วนใหญ่อยู่ในปัจจุบัน แต่มีแนวโน้มว่าช่องที่มีกลุ่มเป้าหมายชัดเจนกำลังมีเรตติ้งที่สูงขึ้น

นายดามพ์ นานา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท อาร์เอส กล่าวว่า ปี 2558 บริษัทมีกำไรรวม 121 ล้านบาท รายได้รวม 3,728 ล้านบาท ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติการจ่ายปันผล 10 สตางค์/หุ้น โดยเตรียมเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นปี 2558 วันที่ 27 เม.ย.นี้

 

4มินิโอเปอเรเตอร์ฮึดปั้นมือถือเอ็มวีเอ็นโอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 08:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/418291

4มินิโอเปอเรเตอร์ฮึดปั้นมือถือเอ็มวีเอ็นโอ

โดย…สุกัญญา สินถิรศักดิ์

หากย้อนไปเมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว ธุรกิจการสื่อสารแบบเอ็มวีเอ็นโอ (Mobile Virtual Network Operator : MVNO) ที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่สามารถให้บริการได้โดยไม่ต้องมีใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ หรือไม่มีโครงสร้างพื้นฐานและ โครงข่ายเป็นของตัวเอง แต่ใช้วิธีเช่าคลื่นความถี่ของผู้ประกอบการที่มีคลื่นความถี่เป็นของตัวเอง เคย เกิดขึ้นมาในตลาดเมืองไทยแล้ว โดยการประเดิมของทีโอทีในยุคที่เริ่มทำตลาด 3จี แล้วเปิดให้ผู้ประกอบการที่สนใจเช่าช่วงคลื่นความถี่บางส่วน เพื่อนำไปให้บริการระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่กับผู้บริโภคต่อในแบบที่ไม่ต้องมีคลื่นความถี่เป็นของตัวเอง ซึ่งคนในแวดวงสื่อสาร ให้คำจำกัดความว่าเป็น “มินิโอเปอเรเตอร์”

พันธมิตรในธุรกิจเอ็มวีเอ็นโอในยุคแรกของ ทีโอที ก็มีเช่น กลุ่มสามารถคอร์ปอเรชั่น ถือเป็น มินิโอเปอเรเตอร์รุ่นบุกเบิก ที่ลองถูกลองผิดในการทำตลาดเอ็มวีเอ็นโอ แต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องสัญญาณเครือข่ายที่ยังไม่ครอบคลุม ปัญหาการขอใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ จากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และอีกหลากหลายปัญหา ทำให้เอ็มวีเอ็นโอยังไม่เป็นที่นิยม

ขณะที่การกลับมาของเอ็มวีเอ็นโอ เวอร์ชั่น 2 ในเมืองไทยครั้งนี้ มีความพร้อมมากขึ้น ทั้งสัญญาณเครือข่ายและผู้ประกอบการที่จะให้บริการ ประเดิมด้วยบริษัท กสท โทรคมนาคม หรือ CAT เป็นผู้นำสัญญาณ 3จี บนคลื่นความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์ มาเปิดให้ 4 มินิโอเปอเรเตอร์แรกเช่าช่วงต่อ ได้แก่ บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น บริษัท 168 คอมมูนิเคชั่น (กลุ่มพานิชชีวะ) บริษัท เดอะ ไวท์สเปซ (ทุนจากคนในแวดวงมือถือ) และบริษัท ดาต้า ซีดีเอ็มเอ คอมมูนิเคชั่น พร้อมกับตั้งเป็นชมรมไทยแลนด์ เอ็มวีเอ็นโอ คลับ เพื่อสร้างมาตรการ การให้บริการธุรกิจสื่อสารแบบเอ็มวีเอ็นโอ

วัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น และประธานชมรมไทยแลนด์ เอ็มวีเอ็นโอ คลับ กล่าวว่า แม้สามารถฯ จะเคยขาดทุนจากธุรกิจนี้มาแล้วเป็น 100 ล้านบาท แต่ก็มองเห็นโอกาส เพราะเวลานี้ทุกอย่างอยู่บน มือถือ ใช้อินเทอร์เน็ตผ่านซิมมือถือ ซึ่งเอ็มวีเอ็นโอจะไม่แข่งกับโอเปอเรชั่นค่ายมือถือเดิมในปัจจุบันเลย แต่จะมีกลุ่มลูกค้าที่แตกต่าง

ทั้งนี้ ดังเช่นไอโมบายก็มีฐานลูกค้าของตัวเอง หรือกลุ่ม 168 ซึ่งมีฐานธุรกิจเดิมในกลุ่มประกันชีวิต ประกันภัย ก่อสร้าง รถเช่า ก็จะนำซิมเหล่านี้ไปใช้กับบริษัทเครือข่าย หรือใส่ซิมในจีพีเอสที่อยู่ใน รถเช่า หรือกลุ่มเดอะ ไวท์สเปซ ก็มองโอกาส เจาะไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาเที่ยวเมืองไทย กลุ่มคนต่างชาติที่เข้ามาทำงานเมืองไทย ฯลฯ หรือกลุ่มดาต้าฯ ก็จะโตไปกับดีไวซ์ต่างๆ เช่น กล้องวงจรปิดที่ใส่ซิมได้ (ใช้แทนเน็ตบ้าน) ซิมจีพีเอสในรถมอเตอร์ไซค์ ฯลฯ ซึ่งแต่ละกลุ่ม เป้าหมายจะมีความต้องการเฉพาะ และอาจไม่จำเป็นต้องใช้งานตามแพ็กเกจของโอเปอเรเตอร์ในปัจจุบัน

นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเอ็มวีเอ็นโอจาก 4 มินิโอเปอเรเตอร์แรก หากปีนี้แต่ละรายได้รับการตอบรับที่ดี คาดว่าปีหน้าอาจจะได้เห็นโฉมหน้าของมินิโอเปอเรเตอร์รายใหม่ๆ เพราะปัจจุบันมีผู้ที่มี ใบอนุญาตอยู่ในแล้วถึง 39 ราย แต่ให้บริการจริงเพียง 4 รายเท่านั้น

จากโจทย์ทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งหมด งานนี้จึงต้องติดตามว่าเอ็มวีเอ็นโอ เวอร์ชั่น 2 ซึ่งมีเครือข่ายครอบคลุม และมีกลุ่มลูกค้าเฉพาะ จะเป็นขุมทรัพย์ก้อนใหม่ในวงการโทรคมนาคมแค่ไหน

 

ลาซาด้าเร่งพัฒนาจ่าย-จัดส่ง มั่นใจ4จีช่วยหนุนเป้าเติบโต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 19:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/418258

ลาซาด้าเร่งพัฒนาจ่าย-จัดส่ง มั่นใจ4จีช่วยหนุนเป้าเติบโต

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

การเติบโตในตลาดอี-คอมเมิร์ซในสายตาของลาซาด้า แพลตฟอร์มช็อปปิ้งออนไลน์ที่มีรูปแบบการขายทั้งบีทูซีและซีทูซีนั้น มีทิศทางในการเติบโตที่ดีขึ้นเรื่อยๆ และเชื่อว่าในปี 2559 จะประสบความสำเร็จเพิ่มขึ้นจากการผลักดันของภาครัฐในการเข้าถึงเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของพื้นที่ต่างจังหวัดง่ายขึ้น การเข้าถึงเครือข่าย 4จี และการทำตลาดสมาร์ทโฟนเครื่องแรกของโอเปอเรเตอร์ จะช่วยหนุนเรื่องของความสะดวกสบายในการใช้จ่ายแบบออนไลน์โตขึ้น

อเล็กแซนดรอ บิสชินี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร บริษัท ลาซาด้า ประเทศไทย เปิดเผยว่า ในปีที่ผ่านมาบริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้น 10% และเชื่อว่า
ในปีนี้จะเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม เพราะปัจจัยการใช้งานแอพพลิเคชั่นที่สะดวกมากขึ้น ทำให้บริษัทต้องเร่งพัฒนาช่องทางชำระเงินและการจัดส่งสินค้าให้เร็วกว่าเดิมเพื่อเพิ่มโอกาสจากตลาดออนไลน์นี้

“ประเทศไทยแม้จะมีประชากรน้อยกว่าอินโดนีเซีย แต่กำลังซื้อกลับมากกว่าถึง 2 เท่า อาจเพราะราคาสินค้าที่แบรนด์และร้านค้ารายย่อยตั้งราคาขายอยู่ในระดับที่จับต้องได้มากกว่าการเดินทางไปซื้อจากหน้าร้านหรือห้างสรรพสินค้า ทำให้ปีที่ผ่านมาลาซาด้ามียอดขายรวมเพิ่มขึ้น 10% โดยสินค้ายอดนิยมยังคงเป็นกลุ่มแฟชั่นและความสวยงาม ส่วนสินค้าที่มาแรง คือ กลุ่มยานยนต์และกีฬา โดยคาดว่าสิ้นปีนี้น่าจะมียอดขายรวมมากกว่าปีที่ผ่านมา” บิสชินี กล่าว

นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ให้บริการทั้งธุรกิจค้าปลีกที่เข้ามาเปิดให้บริการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ หรือ แอพพลิเคชั่นที่ให้บริการมาร์เก็ตเพลสทุกรายต่างพยายามที่จะพัฒนาฟีเจอร์และเพิ่มจุดเด่นของตัวเองให้ดีขึ้น เพราะถือว่าเป็นหัวใจสำคัญที่จะดึงดูดให้ลูกค้าหน้าเก่ากลับมาใช้งานซ้ำและยังเข้าถึงลูกค้าหน้าใหม่ นอกจากจุดเด่นในเรื่องของราคาที่ถูกกว่า

“ลาซาด้ายังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาในเรื่องของช่องทางการชำระเงิน ระบบขนส่ง และเพิ่มจำนวนสินค้า เพราะทั้ง 3 สิ่งนี้ ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกระตุ้นให้ผู้บริโภคหันมามองตลาดช็อปปิ้งออนไลน์มากขึ้น แม้ว่าปัจจุบันจะมีผู้ดาวน์โหลดแอพไปใช้งานแล้วกว่า 6 ล้านราย แต่ลูกค้าส่วนใหญ่เข้าใช้งานผ่านสมาร์ทโฟนถึง 60% เดสก์ท็อป 40% โดยการใช้งานผ่านเดสก์ท็อปนั้นมีมากถึง 20 ล้านราย/เดือน และบริษัทกำลังเร่งเจาะตลาดต่างจังหวัดให้เข้าถึงสินค้าของเรามากขึ้น”

ปัจจุบันลาซาด้าจะมีจำนวนผู้ค้าในระบบประมาณ 1 หมื่นราย จำนวนสินค้ามากกว่า 2 ล้านชิ้น และยังตั้งเป้าที่จะเพิ่มจำนวนผู้ค้าในระบบอีก 15-20% เพื่อให้สินค้าครอบคลุมความต้องการให้แก่ลูกค้าทุกกลุ่ม

“แม้ว่าการขายของบนช่องทางออนไลน์จะดีตรงไม่ต้องเสียค่าพนักงาน ค่าเช่าพื้นที่และค่าใช้จ่ายต่างๆ แต่ก็ยังต้องมีสินค้าที่น่าสนใจมาอัพเดทอย่างต่อเนื่อง จัดส่งได้รวดเร็วและชำระเงินได้สะดวก เพราะสิ่งเหล่านี้คือหัวใจสำคัญ นอกจากการชำระเงินปลายทางหรือ COD จะได้รับความนิยมจากลูกค้ากว่า 70% แล้วในไตรมาส 2 ของปีนี้ ลาซาด้าจะเพิ่มบริการที่เรียกว่า Hello Pay เป็นการเพิ่มช่องทางการใช้จ่ายให้ง่ายขึ้น แม้ไม่มีบัตรเครดิตก็ไปจ่ายค่าสินค้าตามจุดให้บริการต่างๆ เช่น 7-11 จุดชำระเงินตามห้างสรรพสินค้าและธนาคารได้”

ขณะเดียวกัน ลาซาด้าได้ลงทุนคลังสินค้าไปเมื่อปีที่ผ่านมาและมีแผนลงทุนศูนย์กลางการจัดส่งสินค้าเพิ่มเพื่อให้การจัดส่งเป็นไปอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ที่มีความพร้อมหรือลงทุนเอง คาดว่าจะมีแบบรายย่อยกระจายกว่า 60 แห่งทั่วประเทศ และจะขยายช่องทาง Lazada Express ให้มากกว่าเดิมที่มีอยู่ 16 จุด