กสทช.คุมเพดาน4จี โทร 69สตางค์/นาที-ดาต้า 26 สตางค์/MB

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มกราคม 2559 เวลา 12:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/409893

กสทช.คุมเพดาน4จี โทร 69สตางค์/นาที-ดาต้า 26 สตางค์/MB

กทค.เคาะเพดานราคา 4จี โทรนาทีละไม่เกิน 69 สตางค์ ดาต้า 26 สตางค์/MB

นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) มีมติเห็นชอบให้นำอัตราค่าบริการเฉลี่ยโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3จี มาใช้เป็นฐานกำหนดอัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 4จี บนคลื่น 900 MHz และคลื่น 1800 MHz โดยค่าบริการเสียงอยู่ที่ 0.69 บาท/นาที ค่าบริการข้อมูลอยู่ที่ 0.26 บาท/MB แต่ไม่มีความจำเป็นต้องออกประกาศกำหนดอัตราเพดานค่าบริการออกมา เนื่องจากได้กำหนดในเงื่อนไขไว้ในการประมูลอยู่แล้วว่า ค่าบริการ 4จี ต้องต่ำกว่า 3จี

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุม กทค.ยังไม่ได้รับรายงานว่า บริษัท แจส โมบาย บรอดแบนด์ และบริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น ผู้ชนะการประมูลคลื่น 900 MHz จะนำเงินประมูลงวดแรกมาชำระเมื่อใด จึงยังไม่มีการขยายเวลาเยียวยาลูกค้า 2จี คลื่น 900 MHz ของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส ออกไป

ด้าน นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า ในวันที่ 13 ม.ค.นี้ จะหารือร่วมกับ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี และผู้แทนจากบริษัท อสมท เพื่อหารือการจัดสรรคลื่นความถี่ 2600 MHz โดย หากนำคลื่น 2600 MHz มาเปิดประมูลจะมีการใช้คลื่นให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

“ซีเอ”ชี้ 5 เทคโนโลยี นวัตกรรมเปลี่ยนโลกปี 59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มกราคม 2559 เวลา 21:39 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/409799

"ซีเอ"ชี้ 5 เทคโนโลยี นวัตกรรมเปลี่ยนโลกปี 59

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

การดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน เรื่องของเทคโนโลยีถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญและเป็นตัวผลักดันวงการธุรกิจไอทีปี 2559 ให้มีโอกาสทางการแข่งขัน ซึ่งยุคนี้ถือว่าเป็นยุคที่ซอฟต์แวร์เป็นหัวใจหลักขององค์กรธุรกิจที่ต้องการปรับเปลี่ยนมาสู่ยุคของการใช้งานดิจิทัลที่ยืดหยุ่นและผลักดันนวัตกรรมการสร้างสรรค์เข้าสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว

นิค ลิม รองประธานประจำภูมิภาคเอเชียเซาธ์ บริษัท ซีเอ เทคโนโลยี เปิดเผยว่า หากต้องการที่จะก้าวต่อและอยู่รอดได้ในอนาคต ภาคธุรกิจต้องรีบปรับตัวและรับมือการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคดิจิทัลอย่างเร่งด่วน เพื่อให้ทันต่อกระแสประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ที่ความต้องการด้านแอพพลิเคชั่นเพิ่มมากขึ้น เพราะเออีซีจะเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ตลาดใหม่ที่กว้างขึ้นของคนกว่า 630 ล้านคน นั่นหมายความว่าการแข่งขันก็จะสูงขึ้นเช่นกัน

การรับมือเทรนด์ดิจิทัลขององค์กรขนาดใหญ่ในเอเชีย จะต้องถือว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนเพื่อที่จะอยู่รอดในการแข่งขันของยุคเศรษฐกิจแอพพลิเคชั่นได้ ทั้งยังต้องปรับตัวแบบยืดหยุ่นเพื่อรักษาจังหวะให้รองรับความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาผ่านเทรนด์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นทั้ง 5 สิ่งนี้

เริ่มจาก 1.ภาคธุรกิจจะต้องรับมือกับความซับซ้อนของการใช้งานระบบไอที ทุกระดับด้วยซอฟต์แวร์คอนเทนเนอร์และไมโครเซอร์วิส เพื่อให้การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานด้านการใช้งานสะดวกและง่ายมากขึ้น 2.ระบบรักษาความปลอดภัยในแอพพลิเคชั่นไม่ใช่ส่วนเสริมที่จะเข้ามาภายหลัง แต่ต้องรวมไปพร้อมกันตั้งแต่แรกของการติดตั้งใช้งานเพื่อให้ใช้งานได้แบบไม่มีผลข้างเคียง ทั้งปัญหาการเจาะระบบ หรือการขโมยข้อมูลส่วนตัว เพราะความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญที่สุด

นอกจากนี้ ไอเดียเรื่องการรักษาความปลอดภัยอย่างยืดหยุ่น จะนำการใช้แนวคิด DevOps และการบริหารจัดการอย่างยืดหยุ่นเพื่อรองรับการพัฒนาซอฟต์แวร์อย่างรวดเร็วทุกระดับและขนาดของโครงการเมื่อรวมเข้าไปกับโปรแกรมเครื่องมือตามการใช้งานแล้ว ระบบ Application Programming Interface หรือ APIs ซึ่งเป็นช่องทางการเชื่อมต่อระหว่างเว็บไซต์ผู้ให้บริการจะช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ได้ง่ายขึ้น

เทรนด์ที่ 3 การนำข้อมูลมาวิเคราะห์จะช่วยเพิ่มคุณภาพในการเก็บข้อมูลทางธุรกิจไปสู่การทำธุรกรรมและบิ๊กดาต้า ซึ่งการวิเคราะห์แบบเรียลไทม์จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานและเชื่อมโยงเข้ากับการคาดการณ์ความต้องการของลูกค้าได้แบบเข้าถึงตัวบุคคล และยังแยกแยะลูกค้าจริงกับแฮ็กเกอร์ที่ปลอมตัวมาได้

เทรนด์ที่ 4 อินเทอร์เน็ตออฟธิงค์จะเข้ามาเปลี่ยนแนวคิดทำให้ระบบไอทีมีความซับซ้อนหลายขั้นตอน ปัญหาที่ตามมาคือ “ไอดี” จะเป็นตัวกำหนดทุกสิ่ง ทุกอุปกรณ์จะเชื่อมโยงกัน ทำให้ผู้ใช้งานต้องมีไอดีเพื่อพิสูจน์การใช้งานของระบบและยังเอาไว้ยืนยันและตรวจสอบการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกผ่านอุปกรณ์เชื่อมต่อต่างๆ

สำหรับเทรนด์ที่ 5 คือ การกลับมาอีกครั้งของเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) และพัฒนาไปใช้ในการทำธุรกรรมผ่านบิทคอยน์ ซึ่งจำเป็นต้องมีการจัดการด้านความปลอดภัยระหว่างอุปกรณ์กับการจดบันทึก ทำให้บล็อกเชนกลายมาเป็นปัจจัยสำคัญของการเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตออฟธิงค์ ลดขั้นตอนการทำงานและยืดหยุ่นสูงขึ้น

ธุรกิจต่างๆ ควรเน้นบริหารจัดการที่ยืดหยุ่นและเปลี่ยนผ่านการทำงานของบริษัทไปสู่ยุคดิจิทัลผ่านเทคโนโลยีดังกล่าว เพื่อสร้างองค์กรให้มีความโดดเด่นขึ้นได้

 

เซตท็อปบ็อกซ์หืดจับ จาก 60 รายเจ๊งเหลือแค่ 7

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มกราคม 2559 เวลา 19:43 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/409790

เซตท็อปบ็อกซ์หืดจับ จาก 60 รายเจ๊งเหลือแค่ 7

โดย…จะเรียม สำรวจ

บาดเจ็บกันไปถ้วนหน้า สำหรับผู้ประกอบการกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัล หรือเซตท็อปบ็อกซ์ เนื่องจากผู้บริโภคที่รับแจกคูปอง 690 บาทไปบางส่วน ไม่ยอมนำคูปองดังกล่าวไปแลกกล่องเซตท็อปบ็อกซ์ เพราะยังขาดความรู้ความเข้าใจในการติดตั้งกล่อง ประกอบกับโครงข่ายสัญญาณทีวีดิจิทัลยังไม่ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศไทย จึงทำให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังคงใช้วิธีการรับชมทีวีดิจิทัลผ่านสัญญาณจากจานดาวเทียม จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าว ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่ประกาศตัวขายกล่องเซตท็อป บ็อกซ์เริ่มทยอยหายไปจากตลาด เพราะไม่มีรายได้เข้ากระเป๋า

ทวี อุดมกิจโชติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สามารถวิศวกรรม กล่าวว่า ภาพรวมตลาดกล่องเซตท็อปบ็อกซ์ในปี 2558 ที่ผ่านมาค่อนข้างชะลอตัว เนื่องจากผู้ประกอบการแต่ละรายไม่สามารถผลักดันยอดขายให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ได้ เนื่องจากผู้บริโภคที่ได้รับการแจกคูปองไปส่วนหนึ่งไม่ยอมนำคูปองมาใช้แลกซื้อกล่องเซตท็อปบ็อกซ์

จากเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ผู้ประกอบการที่ผลิตกล่องเซตท็อปบ็อกซ์เข้าทำตลาดต่างได้รับผลกระทบด้านยอดขาย เช่นเดียวกับบริษัทที่ได้รับผลกระทบพอสมควร เห็นได้จากยอดขายกล่องเซตท็อปบ็อกซ์ในปี 2558 ที่ผ่านมาต่ำกว่าเป้าที่วางไว้ 30%

อย่างไรก็ดี แนวโน้มภาพรวมตลาดกล่องเซตท็อปบ็อกซ์ในปี 2559 คาดว่าจะปรับตัวดีกว่าปีนี้ เนื่องจากการติดตั้งโครงข่ายเริ่มกระจายทั่วประเทศมากขึ้น ขณะที่คอนเทนต์ของทีวีดิจิทัลก็เริ่มมีคุณภาพมากขึ้น นอกจากนี้การที่ปี 2559 จะมีมหกรรมการแข่งขันกีฬาระดับโลกอย่างฟุตบอลโลก และฟุตบอลยูโร เชื่อว่าภาพรวมการขายกล่องเซตท็อปบ็อกซ์ต้องปรับตัวดีกว่าปี 2558 แน่นอน

ทวี กล่าวต่อไปว่า จากปัจจัยบวกดังกล่าว ทำให้บริษัทมีแผนทำโปรโมชั่นกล่องเซตท็อปบ็อกซ์ เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภคและระบายสินค้าเก่าที่ค้างอยู่ในสต๊อก ขณะเดียวกันก็มีแผนที่จะเปิดตัวสินค้าใหม่เข้ามาทำตลาดเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค ควบคู่ไปกับการขายเสารับสัญญาณ ซึ่งหลังจากออกมาทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง คาดสิ้นปี 2559 จะกลับมามีรายได้เติบโต 20-30% แน่นอน

ประพัฒน์ รัฐเลิศกานต์ กรรมการผู้อำนวยการและหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แพลนเน็ต คอมมิวนิเคชั่น เอเชีย กล่าวว่า แนวโน้มตลาดกล่องเซตท็อปบ็อกซ์ในปี 2559 ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ในตอนนี้ เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่าจะดำเนินการแจกคูปองในส่วนที่เหลืออย่างไร

แต่หากมองย้อนกลับไปที่ปี 2558 ผู้ประกอบการกล่องเซตท็อป บ็อกซ์ค่อนข้างประสบกับปัญหาทางด้านยอดขายพอสมควร เนื่องจากคูปองที่ภาครัฐแจกออกไป ผู้บริโภคไม่ยอมนำคูปองออกมาแลกกล่องเซตท็อปบ็อกซ์ เนื่องจากมีปัญหาเรื่องการส่งสัญญาณ เพราะโครงข่ายยังติดตั้งไม่เรียบร้อย จึงทำให้การส่งสัญญาณออกอากาศในระบบดิจิทัลไม่ทั่วถึง ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังคงรับชมรายการของช่องทีวีดิจิทัลผ่านจานดาวเทียมเป็นหลัก

แม้ว่าขณะนี้จะยังไม่สามารถคาดการณ์ว่า กสทช.จะประกาศแจกคูปองใหม่เท่าไหร่ และจะประชาสัมพันธ์อะไรออกมาบ้าง เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคใช้คูปองเก่าที่ได้รับมาในปี 2558 แต่บริษัท แพลนเน็ตฯ ก็ยังคงเดินหน้าขายกล่องเซตท็อปบ็อกซ์ต่อเนื่อง และมีแผนจะเปิดตัวกล่องเซตท็อปบ็อกซ์รุ่นใหม่ที่สามารถดูหนังจากอินเทอร์เน็ตได้เข้ามาทำตลาด

สมชาย เปรื่องวิริยะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แฟมิลี่ คอร์ปอเรชั่น ผู้ดำเนินธุรกิจกล่องเซตท็อปบ็อกซ์
แฟมิลี่ กล่าวว่า ที่ผ่านมาการทำงานของ กสทช.ถือว่าละเลยหน้าที่ เพราะไม่สามารถกระตุ้นให้มีการใช้คูปองที่แจกไปได้ ส่งผลให้ผู้ประกอบการ
กล่องเซตท็อปบ็อกซ์ค่อยๆ ล้มหายตายจากไปทีละราย จากเดิมมีประมาณ 60 ราย ตอนนี้เหลือเพียง 7 รายหลักเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังกระทบต่อเนื่องมายังผู้ประกอบการช่องทีวีดิจิทัลอีกด้วย เนื่องจากผู้บริโภคส่วนหนึ่งไม่สามารถรับชมรายการของช่องทีวีดิจิทัลได้ตามปกติ เพราะยังมีปัญหาเรื่องสัญญาณ ทำให้ผู้บริโภคส่วนหนึ่งหันไปชมทีวีดิจิทัลผ่านจานดาวเทียม ซึ่งบางรายดึงสัญญาณช่องทีวีดิจิทัลมาไม่ครบ ประกอบกับการวัดเรตติ้งในปัจจุบัน ไม่ได้วัดการรับชมผ่านช่องทางดังกล่าว จึงทำให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลบางช่องไม่มีเรตติ้ง เมื่อไม่มีเรตติ้งก็ไม่มีโฆษณาเข้าและไม่มีรายได้

จากปัญหาดังกล่าว กสทช.ปี 2559 ควรเร่งแจกคูปองในส่วนที่เหลืออีกประมาณ 9 ล้านใบให้ครบ เนื่องจากคูปองที่แจกไปประมาณ 13 ล้านใบ มีผู้บริโภคนำมาใช้จริงกว่า 8 ล้านใบเท่านั้น ขณะที่ผู้ประกอบการสั่งสินค้ามาขายที่ 14 ล้านกล่อง ส่งผลให้ได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบดังกล่าวอย่างทั่วถึง

สมชาย กล่าวต่อไปว่า จากจำนวนกล่องเก่าที่อยู่ในตลาดอีกประมาณ 5 ล้านกล่อง ทำให้ชมรมผู้ประกอบการกล่องรับสัญญาณดิจิทัลทีวีภาคพื้นดิน 2558 ต้องออกมาช่วยเหลือ ด้วยการเข้าไปยื่นหนังสือถึง กสทช.เมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา เพื่อเป็นศูนย์กลางนำกล่องเซตท็อปบ็อกซ์ที่เหลือไปกระจายตามครัวเรือนที่ได้รับแจกคูปองไป

ดังนั้น จากภาพรวมทั้งหมด หาก กสทช.ไม่เร่งช่วยระบายสินค้าเก่า ก็อาจมีผู้ประกอบการเซตท็อปบ็อกซ์หายไปจากตลาดเพิ่มอีกในปีนี้

 

น่าสน!เปิดตัว’เสียวหมี่ เรดหมี่3’สเปคคุ้ม-เครื่องโลหะ ราคา4,000บ. (คลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มกราคม 2559 เวลา 11:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/409608

น่าสน!เปิดตัว'เสียวหมี่ เรดหมี่3'สเปคคุ้ม-เครื่องโลหะ ราคา4,000บ. (คลิป)

‘เสียวหมี่’เปิดตัวสมาร์ทโฟนสุดคุ้ม’เรดหมี่ 3’ สเปคคุ้ม-เครื่องโลหะ-ราคาแค่4,000บ.

กลับมายั่วน้ำลายคนชอบมือถืออีกครั้ง เมื่อล่าสุดค่ายมือถือจีน’เสียวหมี่’ได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่สุดคุ้ม ‘เสียวหมี่ เรดหมี่ 3’ (Xiaomi Redmi 3) ที่มีคุณสมบัติเด่นเป็นสเปคที่ครบเครื่องในราคาที่ถูกแสนถูกเพียง 699 หยวนหรือประมาณ 3,850 บาทเท่านั้น

จุดเด่นของสมาร์ทโฟนเครื่องนี้คือ แม้จะเป็นสมาร์ทโฟนราคาถูกแต่ก็มาพร้อมกับตัวเครื่องโลหะน่าสัมผัส ความหนาของเครื่องเพียง 8.5มม. และความไวในการจับโฟกัสกล้องเพียง 0.1 วินาที

เสียวหมี่ เรดหมี่ 3 มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 5 นิ้ว ความละเอียด720p, ซีพียู  Snapdragon 616, แรม 2GB, พื้นที่ความจุ 16GB (เพิ่มmicroSDได้สูงสุด 128GB), กล้องหลัง 13 ล้านพิกเซล, กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล, แบตเตอร์รี่ขนาด 4,100 mAh, รองรับสองซิม, มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ ดำ เทา และทอง

เสียวหมี่ เรดหมี่ 3 เริ่มวางจำหน่ายในประเทศจีนนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ชาวไทยอดใจรอดูกันอีกสักนิดว่าเมื่อเข้าไทยแล้วราคาจำหน่ายจะเพิ่มสูงขึ้นจากเดิมเท่าใด…

ที่มา phonearena

ลุ้นคลื่น900 แบงก์การันตีจ่ายทัน90วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มกราคม 2559 เวลา 08:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/409577

ลุ้นคลื่น900 แบงก์การันตีจ่ายทัน90วัน

ผู้ชนะคลื่น 900 แจง หาแบงก์การันตีทัน 90 วัน กสทช.ชี้ได้รับเงิน ดับซิมกว่า 10 ล้านเบอร์ทันที

แหล่งข่าวจากผู้ชนะการประมูลคลื่น 900 MHz เปิดเผยถึงกรณีบริษัทในเครือทรู กับจัสมิน ซึ่งชนะการประมูลใบอนุญาตคลื่น 900 MHz ไม่ไปจ่ายเงินในสัปดาห์แรกของปีตามที่นัดไว้ว่า จริงๆ บริษัทไม่ได้นัดจะต้องจ่ายเงินงวดแรกเมื่อไหร่ เพราะเงื่อนไขให้ได้ถึง 90 วัน ในการประชุมกับคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) เมื่อปลายปีก่อน ไปรับฟังเท่านั้น โดยบริษัทยืนยันว่าจะไปจ่ายค่าใบอนุญาตแน่ ช่วงนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ

กรณีที่กล่าวว่าการจ่ายเงินงวดแรกถึงงวดที่สาม คือ งวดแรก 8,040 ล้านบาท (50% ของมูลค่าคลื่นความถี่ 16,080 ล้านบาท) ใน 90 วัน นับจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้ง งวดที่สองจ่าย 4,020 ล้านบาท (25% ของมูลค่าคลื่น) ใน 15 วันเมื่อครบกำหนด 2 ปี งวดที่สามจ่ายอีก 25% หรือ 4,020 ล้านบาท ใน 15 วัน สามงวดดังกล่าวทางเอกชนคงไม่มีปัญหา

อย่างไรก็ตาม อาจติดปัญหางวด ที่สี่ ซึ่งต้องจ่ายส่วนต่างทั้งหมด โดยทรูต้องจ่ายส่วนต่างกว่า 6 หมื่นล้านบาท (ทรูชนะประมูล 76,298 ล้านบาท) จัสมินจ่ายกว่า 5.96 หมื่นล้านบาท (จัสมินประมูล 75,654 ล้านบาท) ทำให้หาแบงก์ประมูล 75,654 ล้านบาท) ทำให้หาแบงก์การันตียาก เรื่องนี้ทางบริษัทอยู่ระหว่างดำเนินการ ไม่สามารถให้รายละเอียดได้

ด้านการประชุม กทค. ครั้งที่ 1 ของปี 2559 ที่ประชุมยังไม่ได้บรรจุวาระการพิจารณากรณีที่บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) มีหนังสือถึงสำนักงาน กสทช. ลงวันที่ 4 ม.ค. 2559 ขอให้พิจารณากำหนดมาตรการให้การคุ้มครองผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่บนคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz ให้สามารถใช้บริการได้อย่างต่อเนื่อง

เรื่องนี้คาดว่าจะเป็นประเด็นที่สำนักงาน กสทช.นำเสนอให้ที่ประชุม กทค.พิจารณาในครั้งนี้ด้วย เนื่องจากเป็นเรื่องเร่งด่วนเกี่ยวข้องกับการจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz ให้ผู้ชนะการประมูลคลื่น และมีผลกระทบต่อผู้ใช้บริการที่ยังไม่ได้โอนย้ายเลขหมายออกจากระบบเดิมของเอไอเอส

ทั้งนี้ หนังสือฉบับดังกล่าวระบุว่า ปัจจุบันยังมีผู้ใช้บริการของเอไอเอสที่ยังไม่ได้โอนย้ายเลขหมายออกจากระบบประมาณ 1 ล้านเลขหมาย และผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายอื่นที่ต้องใช้บริการเครือข่ายร่วม (Roaming) อีกประมาณ 10 ล้านเลขหมาย โดยผู้ใช้บริการส่วนใหญ่เป็นผู้ใช้บริการที่อยู่ในพื้นที่ชนบทและใช้เครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 2จี หากจะใช้เลขหมายเดิมก็ต้องย้ายเลขหมายไปยังผู้ให้บริการรายอื่น พร้อมกับต้องเปลี่ยนโทรศัพท์เคลื่อนที่ คาดต้องใช้เวลาดำเนินการกว่า 6 เดือน

ขณะที่การประชุม กทค. เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 2558 ได้มีมติกำหนดสิ้นสุดระยะเวลาคุ้มครองผู้ใช้บริการหรือ มาตรการเยียวยา เมื่อผู้ชนะการประมูลรายใดชำระเงินประมูลและปฏิบัติตามเงื่อนไขใน 90 วัน เอไอเอสไม่มีสิทธิใช้คลื่นนี้บริการต่อไป

ภาพประกอบข่าว

 

13แอพฯถูกถอดออกจาก “เพลย์สโตร์” พบมี “มัลแวร์” ร้าย-รีเซ็ตเครื่องไม่หาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มกราคม 2559 เวลา 12:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/409476

13แอพฯถูกถอดออกจาก "เพลย์สโตร์" พบมี "มัลแวร์" ร้าย-รีเซ็ตเครื่องไม่หาย

‘กูเกิล’สั่งถอด13แอพฯออกจาก’เพลสโตร์’หลังพบเป็นตัวแพร่’มัลแวร์’ก่อกวนผู้ใช้แอนดรอยด์ รีเซ็ตเครื่องก็ไม่หาย

สำนักข่าวไอทีต่างประเทศรายงานว่า เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาทาง’กูเกิล’ได้สั่งถอด 13 แอพลิเคชั่นออกจากคลัง’เพลสโตร์’หลังพบว่าเป็นตัวแพร่’มัลแวร์’ชื่อว่า Brain Test ก่อกวนผู้ใช้แอนดรอยด์ ชนิดที่รีเซ็ตเครื่องก็ไม่หาย

13 แอพฯ ดังกล่าวได้แก่  Cake Blast, Jump Planet, Honey Comb, Crazy Block, Crazy Jelly, Tiny Puzzle, Ninja Hook, Piggy Jump, Just Fire, Eat Bubble, Hit Planet, Cake Tower และ Drag Box ซึ่งพิษสงของมัลแวร์ตัวนี้คือจะทำการดาวน์โหลดแอพฯ อื่นๆ เข้ามาในเครื่องโดยอัตโนมัติเพื่อเพิ่มยอดดาวน์โหลดแอพฯ เหล่านั้น ซึ่งอาจทำให้เครื่องทำงานช้าลงและใช้สัญญาณอินเทอร์เน็ตโดยไม่จำเป็น

รายงานระบุว่า เพียงการรีเซ็ตเครื่องเป็นค่าโรงงานนั้นยังไม่เพียงพอ ต้องใช้วิธีแฟลชรอมเพื่อล้างมัลแวร์ตัวแสบนี้

ใครใช้แอนดรอยด์ก็ลองตรวจสอบเครื่องตัวเองดูว่าเคยดาวน์โหลดแอพฯ เหล่านี้หรือไม่

ที่มา ibtimes

 

เจ๋งสุด!ชมคลิปต้นแบบโทรทัศน์กระจก-มองทะลุจอได้’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มกราคม 2559 เวลา 11:25 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/409432

เจ๋งสุด!ชมคลิปต้นแบบโทรทัศน์กระจก-มองทะลุจอได้'

ชมคลิปต้นแบบโทรทัศน์กระจก-มองทะลุจอได้จริงๆ โดย’พานาโซนิค’

เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมเครื่องใช้ในบ้านที่สื่อต่างชาติให้ความสนใจไม่น้อย เมื่อบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าดังอย่าง’พานาโซนิค’ได้เปิดตัวต้นแบบโทรทัศน์กระจกโปร่งใสในงาน  Consumer Electronics Show (CES 2016) มีคุณสมบัติเด่นคือเป็นโทรทัศน์ที่สามารถทำให้ผู้ชมมองเห็นทะลุหน้าจอไปถึงวัตถุด้านหลังได้

โทรทัศน์รุ่นนี้จะมีโหมดการทำงาน 2 แบบ ได้แก่ Transparent Mode ซึ่งจะแสดงผลให้สามารถเห็นวัตถุด้านหลังจอโทรทัศน์ และ Screen Mode ซึ่งจะแสดงผลเป็นโทรทัศน์เต็มรูปแบบ เหมาะสำหรับการชมภาพยนตร์ต่างๆ

โทรทัศน์รุ่นนี้สามารถควบคุมผ่านรีโมทก็ได้ จะสั่งการผ่านท่าทางหรือเสียงก็ได้ โดยมีจุดประสงค์ในการออกแบบเพื่อให้เข้ากับไลฟ์สไตล์บ้านยุคใหม่

ที่มา engadget

ลือหนัก!’ไอโฟน7’ไม่มีช่องเสียบหูฟัง เปลี่ยนใช้หูฟังไร้สายแบบแยกซ้าย-ขวาแทน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มกราคม 2559 เวลา 10:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/409310

ลือหนัก!'ไอโฟน7'ไม่มีช่องเสียบหูฟัง เปลี่ยนใช้หูฟังไร้สายแบบแยกซ้าย-ขวาแทน

สื่อนอกเผย’ไอโฟน7’จะไม่มีช่องเสียบหูฟัง เปลี่ยนไปใช้หูฟังแบบไร้สายแบบแยกซ้าย-ขวาแทน

เป็นอีกหนึ่งข่าวลือหนาหูในวงการไอทีมาได้ระยะหนึ่งแล้ว สำหรับกรณีที่’แอปเปิล’จะตัดช่องเสียบหูฟังแบบ3.5มม.ออกไปใน’ไอโฟน7’เพื่อลดความหนาของตัวเครื่องลงและหันไปใช้หูฟังพอร์ต Lightning แทน

แต่ล่าสุด เว็บไซต์ข่าวไอที’9to5mac’ได้ตั้งข้อสันนิษฐานว่าไอโฟน7นั้นจะมาพร้อมกับหูฟังไร้สายแบบบลูทูธ ซึ่งจะไร้สายจริงๆ คือจะไม่มีสายเชื่อมหูฟังระหว่างฝั่งซ้ายและขวา โดยจะมีชื่อหูฟังว่า Airpods ตามที่ได้จดทะเบียนไปเมื่อปี 2014 คาดว่ากำลังอยู่ในช่วงพัฒนา

ทั้งนี้ รายงานระบุว่า หูฟังลักษณะดังกล่าวมีราคาค่อนข้างแพงประมาณ 300 ดอลลาร์เลยทีเดียว (ประมาณ 10,800 บาท) จึงอาจเป็นไปได้สูงที่แอปเปิลจะขายหูฟังแยก

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า ขณะนี้แอปเปิลยังไม่ตัดสินใจฟันธงโฉมตัวเครื่องไอโฟน7 โดยขณะนี้มีตัวเลือกอยู่ด้วยกัน 3 แบบ

ที่มา 9to5mac

 

จ่อปรับ “ทรู” ไม่เรียงเลขช่องทีวีตามประกาศกสทช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มกราคม 2559 เวลา 08:40 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/409269

จ่อปรับ "ทรู" ไม่เรียงเลขช่องทีวีตามประกาศกสทช.

จับตาวาระ กสท. นัดแรก 11 ม.ค.  เตรียมปรับทรูวันละ 2 หมื่น ไม่เรียงเลขช่องพร้อมถก 2 รายการช่องอมรินทร์ออกอากาศเนื้อหาขัดความมั่นคง

น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ครั้งที่ 1 ประจำปี 2559 วันจันทร์ที่ 11 ม.ค. มีวาระการประชุมน่าจับตา ได้แก่ การกำหนดมาตรการทางปกครองกับ บ.ทรู วิชั่นส์ กรุ๊ป จำกัด กรณีไม่ปฏิบัติตาม ประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์การจัดลำดับบริการโทรทัศน์โทรทัศน์ ภายหลังมีมติ กสท. ให้มีคำสั่งทางปกครองให้ บ.ทรู เร่งดำเนินการจัดลำดับบริการโทรทัศน์ให้เป็นไปตามประกาศ กสทช.ฯ ดังกล่าว ให้แล้วเสร็จภายใน 15 วันนับตั้งแต่วันที่ได้รับคำสั่ง หากฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง กสท.จะใช้มาตรการทางปกครองปรับวันละ 20,000 บาท ตลอดระยะเวลาที่ยังไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง

น.ส.สุภิญญา กล่าวว่า ในห้วงเวลาที่ผ่านมาเกือบสองสัปดาห์ ผู้รับใบอนุญาตรายดังกล่าวยังคงมิได้ดำเนินการตามประกาศ กสทช.ฯ แต่อย่างใด อีกทั้งยังมีการโฆษณาตารางลำดับช่องรายการที่ฝ่าฝืนตามที่ประกาศ กสทช.ฯ กำหนด ดังที่ปรากฏในเพจเฟซบุ๊กของ True Visions ทั้งนี้ ในที่ประชุม กสท. จะมีการพิจารณาผลการดำเนินการตามคำสั่งทางปกครองและมีมาตรการที่เข้มงวดในการกำกับดูแลต่อไป การลงโทษปรับรายวันจะเป็นขั้นต้น ถ้ายังฝ่าฝืน กสทช. ก็ต้องมีมาตรการที่สูงขึ้น และตามมาด้วยการปรับฐานปล่อยให้มีการโฆษณาเกินเวลาด้วย  เรื่องนี้บทลงโทษต้องลากกันยาวแน่ๆ และยังส่งผลให้คนดู ผู้บริโภคเสียความรู้สึก หวังว่าทางผู้ประกอบการจะเร่งดำเนินการปรับปรุงแก้ไขให้เป็นไปตามกฎหมายเพื่อประโยชน์สาธารณะและสมาชิกของตนเอง

นอกจากนี้ กสท.เตรียมพิจารณาเรื่องร้องเรียนการออกอากาศของช่องรายการ อมรินทร์ทีวี มีเนื้อหาไม่เหมาะสม อาจขัดต่อมาตรา 37 แห่ง พ.ร.บ.การปะกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่เกี่ยวข้อง ทั้ง 2 รายการ ได้แก่ รายการ “ต่างคนต่างคิด” ออกอากาศวันที่ 8 ม.ค. 58 และรายการ “ทุบโต๊ะข่าว เสาร์ – อาทิตย์” ออกอากาศวันที่ 25 ต.ค. 58 ตามที่ได้รับหนังสือด่วนมากจากคณะทำงานติดตามสื่อ คสช.

“เริ่มต้นปีใหม่ อนุกรรมการด้านเนื้อหาฯ ก็เสนอลงโทษช่องอมรินทร์ทีวี ตามความผิดฐานมาตรา 37  เลย ซึ่งปีที่ผ่านมาทางองค์กรสื่อเพิ่งแถลงว่าบรรยากาศเสรีภาพถดถอยเพราะการทำหน้าที่ของ กสทช.เอง ดังนั้นถ้าเราเริ่มต้นปีด้วยการลงโทษสื่อโดยไม่ตระหนักถึงหลักการที่ควรเป็นจะยิ่งตอกย้ำบรรยากาศแห่งความอึมครึม อึดอัด และ จะเปลี่ยนเป็นแรงต้านได้  ส่วนตัวอยากให้บอร์ด กสท. พิจารณาเรื่องการกำกับเสรีภาพสื่ออย่างระมัดระวัง อย่าทำให้บรรยากาศที่กดดันอยู่แล้ว ยิ่งจะเสียสมดุลมากขึ้นไปอีก”น.ส.สุภิญญา กล่าว

ขณะที่วาระอื่นๆน่าติดตาม ได้แก่ วาระแจ้งเตือน บ.กานต์มณี เน็ตเวิร์ค จำกัด ช่องรายการ Movie Hits ให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ตามที่สำนักงานได้ตรวจสอบพบว่า มีการนำบางรายการพร้อมขึ้นโลโก้ “ทีวีพูล” ของ บ.ไทยทีวี จำกัดที่มุมขวาด้านบนของจอทีวี โดยไม่ได้มีการแจ้งเปลี่ยนแปลงผังรายการก่อนแต่อย่างใด ซึ่งเข้าข่ายเป็นการกระทำที่ผิดเงื่อนไขและกฎหมายที่กำหนดไว้ วาระขอรับแนวทางการขอปรับปรุงการใช้ย่านความถี่ 2536 – 2690 MHz ของ บ.อสมท. จำกัด(มหาชน) วาระการอนุมัติผังรายการหลักประจำปี 2559 ของช่องรายการดิจิทัลทีวี วาระการขอเปลี่ยนแปลงชื่อช่องรายการ GMM Channel เป็นช่องรายการใหม่ GMM 25

 

ศิลปินน้อยวัย 4 ขวบ ผู้ออกแบบสติ๊กเกอร์ LINE “ผีตาโบ๋”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มกราคม 2559 เวลา 08:14 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/409259

ศิลปินน้อยวัย 4 ขวบ ผู้ออกแบบสติ๊กเกอร์ LINE "ผีตาโบ๋"

โดย…จักรพันธ์ นาทันริ

ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กหญิงวัย 4 ขวบคนหนึ่งที่ถ่ายทอดออกมาเป็นภาพวาด ได้รับการสนับสนุนจากครอบครัว พ่อและแม่ เมื่อได้ทำในสิ่งที่รักและชื่นชอบ รวมทั้งการเรียนรู้ ชี้แนะจากครู เด็กน้อยก็สร้างผลงานของตนเอง จนโลกได้รับรู้และชื่นชมผลงานของเธอ

สติ๊กเกอร์ไลน์ Phi ta bo (ผีตาโบ๋) ออกขายออนไลน์เพียงไม่ถึงเดือน ก็มียอดโหลดจากชาวเน็ตทั่วโลกเข้ามาสั่งซื้อจำนวนมาก แต่คงไม่มีใครรู้ว่าภาพการ์ตูนน่ารักดังกล่าวเป็นฝีมือของเด็กหญิงวัย 4 ขวบ ชาวไทย น้องโมโน ด.ญ.กัญญาภัค แสงสิทธิ์ อายุ 4 ขวบ นักเรียนชั้นอนุบาล 1 โรงเรียนศรีวิสุทธิ์ อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น

ระหว่างการพูดคุยกับพ่อและแม่ของน้องโมโนที่บ้านพักนั้น ก็ได้เห็นน้องโมโนซึ่งนั่งอยู่ใกล้ๆ กัน กำลังวาดภาพผีตาโบ๋ และภาพต่างๆ จากการใช้จินตนาการผ่านการวาดลายพร้อมระบายสีแล้วนำมาอวดคนในบ้านและเพื่อนๆ นักเรียนด้วยกัน

ธีรพงษ์ แสงสิทธิ์ พ่อของน้องโมโน เล่าว่า น้องโมโนชื่นชอบการวาดภาพการ์ตูนมาตั้งแต่จำความได้จนกระทั่งเข้าเรียนในระดับชั้นอนุบาล 1 ยังคงขอกระดาษ ปากกา และดินสอสีจากพ่อและแม่ รวมไปถึงครูประจำชั้น วาดภาพการ์ตูนต่างๆ แต่ที่ชื่นชอบที่สุดคือภาพของผีตาโบ๋ ที่สามารถวาดออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบและครบถ้วนที่สุด จึงมีความคิดว่าจะนำผลงานของลูกออกเผยแพร่ให้กับคนทั่วไปได้รับทราบ โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบผลงานศิลปะ

ธีรพงษ์บอกว่า ในขณะนั้นแอพพลิเคชั่นไลน์กำลังเป็นที่นิยมของคนทั่วไปในการติดต่อสื่อสารกัน รวมทั้งการใช้สติ๊กเกอร์ รูปต่างๆ ส่งแทนคำพูด จึงศึกษารายละเอียดข้อกำหนดของไลน์ ก่อนส่งภาพวาดการ์ตูนตัวอย่างให้บริษัทไลน์ที่ประเทศญี่ปุ่นพิจารณาเมื่อช่วงต้นเดือน ธ.ค. 2558 ที่ผ่านมา จนได้รับการอนุมัติและเริ่มเข้าสู่ระบบการซื้อขายครั้งแรกในวันที่ 17 ธ.ค.ที่ผ่านมา ภายใต้ชื่อสติ๊กเกอร์ไลน์ Phi ta bo (ผีตาโบ๋)

“น้องโมโนชื่นชอบการวาดรูปและระบายสีเป็นอย่างมาก โดยจะสังเกตว่าชอบดูการ์ตูน ชอบวาดรูปเอง และลงสีเอง ส่วนใหญ่วาดตามผนังบ้าน วาดลงกระดาษตามประสาของเด็ก แต่ก็ไม่ได้สวยอะไรมากมาย จนกระทั่งวันหนึ่งเขาวาดรูปอย่างเช่นเคยตามปกติ แล้วหยิบกระดาษแผ่นนั้น เดินมาบอกว่าเป็นรูปผีตาโบ๋ ซึ่งเมื่อคนในครอบครัวได้เห็นก็รู้สึกว่าเป็นภาพที่น่าสนใจ จึงเริ่มช่วยลงลวดลายให้คมชัดและสีที่ดูเป็นระเบียบไม่เลอะออกนอกขอบ และช่วยแต่งให้ดูสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น”

คุณพ่อของน้องโมโนบอกว่า น้องโมโนชอบวาดรูปที่ผนังบ้าน โดยจะมีผนังมุมหนึ่งเป็นมุมโปรด เต็มไปด้วยลวดลายและสีสันที่น้องโมโนวาดเอาไว้จนเลอะไปหมด แต่เขาก็ไม่ห้ามปราม เพราะทุกอย่างเป็นไอเดียของลูก

“เขามีจินตนาการของเขาเอง น่าจะได้มาจากการ์ตูนต่างๆ ที่เปิดให้ดู เราใกล้ชิดและให้กำลังใจ ให้โอกาส เขาก็กล้าที่จะแสดงความสามารถออกมา ดีกว่าที่เราจะไปคาดคั้นเอาจากเขา”

ธีรพงษ์ กล่าวอีกว่า หลังจากส่งภาพวาดผีตาโบ๋ของน้องโมโนจนได้รับการยอมรับจากบริษัทสติ๊กเกอร์ไลน์ของญี่ปุ่น และมีการเปิดให้โหลดสติ๊กเกอร์ดังกล่าวไปแล้วนั้น ก็ได้มีการส่งผลงานของน้องโมโนไปทั้งหมด 40 แบบตามหลักเกณฑ์ของบริษัท ปัจจุบันมีการส่งออกจำหน่ายออนไลน์ทั่วโลก และได้รับความสนใจจากชาวเน็ตทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศสหรัฐ ญี่ปุ่น แคนาดา และมียอดของการสั่งซื้อมากที่สุดในราคา 30 บาทเท่านั้น

พ่อของน้องโมโนบอกอีกว่า รูปแบบของสติ๊กเกอร์ไลน์ผีตาโบ๋นั้น ทุกภาพเป็นไอเดียของน้องโมโน ซึ่งวาดโครง ระบายสี ซึ่งอาจจะเลอะบ้าง เขาเพียงแต่ตกแต่งภาพให้ดูสมบูรณ์มากขึ้นเท่านั้น

ทั้งนี้ ความโดดเด่นของภาพวาดการ์ตูนผีตาโบ๋อยู่ที่การอธิบายเป็นเรื่องราวในภาษาอังกฤษว่า “ผีตาโบ๋” เป็นผีไทยดั้งเดิมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

แม้รายได้จากการจำหน่ายสติ๊กเกอร์ไลน์จะไม่มากนัก แต่สิ่งที่คนในครอบครัวภาคภูมิใจที่สุดคือ การที่ลูกสาวกล้าที่จะแสดงออก และพยายามที่จะแสดงออกทางศิลปะ ซึ่งทางครอบครัวจะให้การส่งเสริมและสนับสนุนพัฒนาการในด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่อง