ตะลอนเที่ยว : เกาะกูด เกาะสุดท้ายแห่งน่านน้ำตะวันออกของไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/762827

ตะลอนเที่ยว : เกาะกูด เกาะสุดท้ายแห่งน่านน้ำตะวันออกของไทย

ตะลอนเที่ยว : เกาะกูด เกาะสุดท้ายแห่งน่านน้ำตะวันออกของไทย

วันอาทิตย์ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เข้าช่วงปลายฝนต้นหนาวกันแล้ว เพราะนี่ก็ปาเข้าไปกลางเดือนตุลาคมแล้ว บางวัน โดยเฉพาะในช่วงเช้าตรู่มากๆก็เริ่มมีลมหนาวโชยมาอ่อนๆ ให้ได้กลิ่นของลมหนาวจากลมตะวันออกเฉียงเหนือเมื่อลมหนาวเริ่มมา ก็หมายความว่าจังหวัดชายทะเลภาคตะวันออกของไทยก็จะเข้าสู่ช่วงแห่งการท่องเที่ยวอีกรอบหนึ่งของปี แต่หากจะว่าไปแล้ว นักท่องเที่ยวสามารถไปเที่ยวเกาะกูดได้ตลอดทั้งปี ไม่เว้นแม้กระทั่งฤดูฝน เพราะหน้าฝนก็ทำให้เย็นชุ่มฉ่ำดี นอนดูเม็ดฝนที่หล่นลงมาจากท้องฟ้า เมื่อฝนหยุดก็ออกไปเดินเที่ยวเล่นได้ อากาศใสสะอาดมาก หายใจชุ่มปอดดีด้วย เพียงแต่หน้าฝนทำให้นักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำทะเลได้ไม่สะดวกเท่านั้น 

เกาะกูดใหญ่เป็นอันดับสองของจังหวัดตราด รองจากเกาะช้าง และใหญ่เป็นอันดับ 6 ของประเทศ รองจากเกาะภูเก็ต สมุย ช้าง ตะรุเตา และพะงัน 

เกาะกูดคือเกาะสุดท้ายของพระราชอาณาจักรไทยที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก อยู่ในเขตน่านน้ำจังหวัดตราดความงดงามของเกาะแห่งนี้อยู่ที่น้ำทะเลสีสวยมาก เป็นสีเทอร์ควอยซ์ ใสแจ๋ว ส่วนวิถีชีวิตของผู้คนชาวเกาะก็ยังไม่แตกต่างไปจากเดิมมากนัก แม้จะมีรีสอร์ทเกิดขึ้นมากกว่าเดิมก็ตาม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปมากๆ คือ ราคาที่ดินบนเกาะแพงกว่าเดิมมากหลายเท่า แต่เราไปเที่ยวก็คงไม่ได้เดือดร้อนกับราคาที่ดินแพง ใช่ไหม เพราะเราคงไม่ได้ไปกว้านซื้อที่ดิน 

ชาวเกาะกูดจำนวนไม่น้อยยังคงทำอาชีพประมงพื้นบ้าน และมีวิถีชีวิตเรียบง่ายดังนั้น เมื่อไปเที่ยวเกาะกูดทั้งที ก็ควรจะต้องไปแวะชม และแวะซื้ออาหารทะเลทั้งสดและแห้งจากชาวประมงพื้นบ้านด้วย เพื่อกระจายรายได้

แน่นอนว่าเมื่อไปเที่ยวเกาะ ก็ต้องเล่นน้ำทะเล แต่สำหรับเกาะกูดแล้ว ยังมีน้ำตกให้เล่นอีกด้วย บนเกาะแห่งนี้มีน้ำตกสำคัญคือน้ำตกคลองเจ้า มีน้ำไหลตลอดทั้งปี น้ำตกแห่งนี้เป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ เพราะว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงเคยเสด็จประพาส แล้วพระราชทานชื่อว่าน้ำตกอนัมก๊ก เพราะเป็นที่ระลึกถึงองเชียงสือที่เคยเข้ามาขอพระราชทานพึ่งพระบรมโพธิสมภารบนแผ่นดินสยาม เมื่อครั้งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 

สำหรับผู้ที่ตั้งอกตั้งใจไปเล่นน้ำทะเลแสนสวยสีใสก็ต้องไปที่หาดและอ่าวต่างๆ อาทิ อ่าวตาตื้น หาดคลองยายกี๋ หาดคลองเจ้า หาดง่ามโซ่ หาดอ่าวพร้าว อ่าวสับปะรด อ่าวยายเกิด อ่าวสลัด และอ่าวจาก นอกจากนั้นยังมีแหลมต่างๆ ที่งดงามสามารถลงเล่นน้ำตามชายหาดได้อีกมาก เช่น แหลมหินดำ แหลมบังเบ้า แหลมเทียน แหลมศาลา เป็นต้น

ชาวเกาะกูดนั้น นอกจากทำอาชีพประมงพื้นบ้านแล้ว ยังทำอาชีพเกษตร เช่น สวนมะพร้าว สวนผลไม้ และสวนยางพารา 

สำหรับที่พักบนเกาะนั้น มีให้เลือกมากมาย แต่หากคุณตัดสินใจไปเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวๆ ต่อเนื่องกันหลายวันคุณต้องจองที่พักไปก่อนจะดีที่สุด เพื่อป้องกันการไม่มีที่พักให้ เพราะคนไปเที่ยวเยอะ ที่พักก็ถูกจับจองไปจนหมด หรือหากไม่หมด ก็จะต้องจ่ายราคาแพงกว่าช่วงปกติดังนั้นแนะนำให้จองไปก่อน

ส่วนการเดินทางข้ามไปเกาะกูด ก็ต้องไปขึ้นเรือที่แหลมศอก โดยมีเรือให้บริการประจำวัน แต่ก็ขึ้นอยู่กับช่วงฤดูด้วย เช่น ช่วงที่มีนักท่องเที่ยวมากๆ เรือก็จะออกค่อนข้างถี่ แต่หากมีนักท่องเที่ยวน้อย เรือก็จะปรับตารางการเดินเรือตามความเหมาะสม ใช้เวลานั่งเรือจากฝั่งไปถึงเกาะประมาณ 2 ชั่วโมง แต่หากจะเน้นความรวดเร็วก็สามารถเช่าเรือเร็ว (speed boat) ได้

แต่หากคุณๆ สนใจจะไปเที่ยวกับหนังสือพิมพ์แนวหน้า นำทัวร์โดย Mr. Flower โปรดติต่อที่ 091-7233615 เรามีบริการนำเที่ยวแบบเสร็จสรรพครบครันทั้งอาหารการกิน การเดินทางจากกรุงเทพฯและที่พักบนเกาะ โดยเรามีเรือคาตามารันให้บริการ

ปลายฝนต้นหนาวนี้ไปเที่ยวเกาะกูด และเกาะต่างๆ ในเขตจังหวัดตราดด้วยกันนะครับ รับรองจะประทับใจในการเดินทาง และประทับใจกับสมาชิกร่วมทริปที่แสนเป็นกันเอง

ตะลอนเที่ยว : เรียนรู้เรื่องโขน ก่อนชมโขนตอนกุมภกรรณทดน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/761500

ตะลอนเที่ยว : เรียนรู้เรื่องโขน ก่อนชมโขนตอนกุมภกรรณทดน้ำ

ตะลอนเที่ยว : เรียนรู้เรื่องโขน ก่อนชมโขนตอนกุมภกรรณทดน้ำ

วันอาทิตย์ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 08.45 น.

การแสดงโขนรามเกียรติ์ ตอนกุมภกรรณทดน้ำ โดยการจัดของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงในปีนี้จะเริ่มวันที่ 5 พฤศจิกายนถึง 5 ธันวาคม2566 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

สำหรับความเป็นมาของโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ หรือในระยะแรกนั้น คนทั่วไปเรียกว่าโขนพระราชทาน เริ่มแสดงครั้งแรกเมื่อปี 2550 เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเจริญพระชนมพรรษา 75 พรรษา โดยจัดการแสดงโขนรามเกียรติ์ตอนศึกพรหมาศ ในโอกาสนั้น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตร การแสดงรอบปฐมทัศน์ เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม2550

แล้วในปีต่อๆ มาก็มีการจัดแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ มาโดยตลอด (แต่มีการเว้นการแสดงในบางปี เช่น ปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคตและในช่วงเกิดโรคโควิด-19 แพร่ระบาด)

ครั้นมาปีนี้ จัดการแสดงตอนกุมภกรรณทดน้ำ โดยเชิญบทพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช มาเป็นแนวทางในการจัดทำบทละครในการแสดง โดยจับตอนตั้งแต่ช่วงหลังจากกุมภกรรณทำศึกหอกโมกขศักดิ์โดยพุ่งหอกไปต้ององค์พระลักษมณ์ แต่ไม่สามารถปลงพระชนม์พระลักษมณ์ได้ จึงได้รับคำบัญชาจากทศกัณฐ์ ให้หากลวิธีทำศึกเพื่อให้มีชัยชนะเหนือกองทัพของพระราม กุมภกรรณจึงเนรมิตกายให้ใหญ่เสมือนภูเขาแล้วนอนขวางแม่น้ำ เพื่อป้องกันมิให้น้ำไหลไปถึงบริเวณที่ตั้งทัพของพระราม

ขออนุญาตเล่าเรื่องย่อๆ ของตอนกุมภกรรณทดน้ำให้ทราบเพียงเท่านี้ เพราะต้องการเชิญชวนให้คุณๆ ไปชมการแสดงโขนด้วยตาของคุณเอง เพื่อจะได้สัมผัสความงดงาม ยิ่งใหญ่ อลังการด้วยตัวของคุณเอง

แต่ที่มากกว่านั้นคือ ขอชวนเชิญคุณๆ ไปเที่ยวชมหาความรู้เรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับโขนในทุกแง่มุม ณ อาคารเรียนรู้เรื่องโขน ศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด ตำบลเกาะเกิด อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดย Mr.Flower จะจัดทริปพิเศษนำคุณๆ ไปชม และเรียนรู้เรื่องโขนด้วยกัน ในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้

รับรองว่าเมื่อคุณได้เข้าไปชม และได้ศึกษาเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับโขนแล้ว คุณจะมีความรู้ ความเข้าใจ และประทับใจในการแสดงชั้นสูงมากยิ่งขึ้น แล้วที่มากกว่านั้นคือ คุณจะภาคภูมิใจในบรรพบุรุษของเราที่ท่านได้สรรค์สร้างความวิจิตรบรรจงผ่านการแสดงโขน นาฏศิลป์ชั้นสูงแล้วจะสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงอนุรักษ์การแสดงชั้นสูงนี้ไว้ เพราะโขนคือศิลปะการแสดงที่ผสมผสานทั้งศาสตร์และศิลป์ ขนบธรรมเนียม ประเพณีต่างๆ ทั้งด้านการร่ายรำ ดนตรี การขับร้อง การพากษ์ เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ ฉาก แสงและสี เข้าด้วยกันอย่างลงตัว

เราจะสามารถสัมผัสได้ทันทีว่า การแสดงโขนคือการแสดงที่มีมนต์เสน่ห์ ทรงพลังและมีการสื่อสะท้อนถึงรากเหง้า ขนบธรรมเนียมประเพณี และความเป็นมาของความเป็นไทยได้อย่างลึกซึ้ง

สนใจร่วมทริปไปชมและศึกษาโขนด้วยกัน ณ อาคารเรียนรู้เรื่องโขน และนำเที่ยวชมโบราณสถานสำคัญของพระนครศรีอยุธยาด้วย โปรดติดต่อ 091-7233615 รับสมาชิกจำนวนจำกัดเท่านั้น เดินทางวันที่ 28 ตุลาคม 2566

ตะลอนเที่ยว : ตำหนักวังบางขุนพรหม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/759982

ตะลอนเที่ยว : ตำหนักวังบางขุนพรหม

ตะลอนเที่ยว : ตำหนักวังบางขุนพรหม

วันอาทิตย์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

วังบางขุนพรหม คือที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต (ต้นราชสกุลบริพัตร) พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 กับ สมเด็จพระปิตุฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี 

วังแห่งนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในวังของเจ้านายชั้นสูงที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา วังแห่งนี้ประกอบด้วยตำหนักสำคัญสององค์คือตำหนักใหญ่ และตำหนักสมเด็จ (หมายถึงสมเด็จพระปิตุฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี) 

วังบางขุนพรหมมีอาณาเขตเชื่อมต่อกับวังเทวะเวสม์ ที่ประทับของสมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ สำหรับตำหนักใหญ่ วังบางขุนพรหม ในปัจจุบันใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย

วังแห่งนี้มีรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกที่ผสมผสานระหว่างเรเนอซองส์ บาโร้ค ร้อคโคโค และอาร์ตนูโว สถาปนิกผู้ออกแบบคือ นายคาร์ล ดอห์ริง ชาวเยอรมัน และในกาลต่อมาก็ได้มีสถาปนิกชาวตะวันตกเข้ามาออกแบบก่อสร้างพระตำหนักเพิ่มเติม คือ มาริโอ ตามัญโญ ชาวอิตาเลียน

ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองของสยามประเทศวังแห่งนี้ยึดโดยผู้มีอำนาจรัฐในยุคสมัยนั้น แล้วใช้เป็นสถานที่ราชการ จนกระทั่งในปี 2488 ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ย้ายเข้าไปใช้พื้นที่วังบางขุนพรหมเป็นที่ทำการ จนกระทั่งในปี 2525 ได้ปรับเปลี่ยนตำหนักบางขุนพรหมเป็นพิพิธภัณฑ์ สำหรับจัดแสดงเงินตราไทย ในยุคสมัยต่างๆ จนถึงยุคปัจจุบัน โดยผู้ให้แนวคิดก่อตั้งพิพิธภัณฑ์คือ นายป๋วย อึ๊งภากรณ์ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ยุค 2502-2514 เดิมนั้นพิพิธภัณฑ์เงินตราของไทยแห่งแรกอยู่ที่สำนักงานสุรวงศ์ แต่ปิดตัวลงเมื่อปี 2512 แล้วจึงมาเปิดพิพิธภัณฑ์เงินตราของไทย และเงินตราของอาณาจักรต่างๆ ก่อนจะพัฒนามาเป็นราชอาณาจักรไทย ณ ตำหนักใหญ่วังบางขุนพรหมในกาลต่อมา โดยกราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถพบิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2536

จุดเด่นที่น่าสนใจของตำหนักใหญ่ วังบางขุนพรหมคือ การออกแบบตำหนักในแนวขนานไปกับแม่น้ำเจ้าพระยาตัวตำหนักใหญ่ตกแต่งด้วยลวดลายไม้และปูนปั้นสุดวิจิตร กรอบหน้าต่างมีความงดงามมาก ออกแบบเป็นแบบ palladian คือหน้าต่างที่แบ่งเป็นสามส่วน โดยส่วนกลางจะมีขนาดใหญ่กว่าสองส่วนด้านข้าง และทำเป็นรูปโค้ง ประดับด้วยเสาปูนแบบคลาสสิก โถงกลางตำหนักใหญ่มีบันไดหินอ่อนทอดขึ้นไปสู่ชั้นสอง แล้วแบ่งเป็นสองทางคือซ้ายและขวา เป็นศิลปะแบบ ceremonial stair โดยฐานล่างมีความกว้างกว่าส่วนชั้นบน มีลักษณะสอบเข้าหากัน มีลักษณะแบบเดียวกับบันไดในโรง 0pera Garnier ในฝรั่งเศส 

เวลาเมื่อได้ไปชมตำหนักใหญ่ ขอให้ชมความวิจิตรของลวดลายปูนปั้นที่ประดับเหนือ และใต้กรอบหน้าต่างจะพบว่ามีองค์ประกอบมากมาย เช่น มีผลไม้ชนิดต่างๆ พรรณพฤกษานานาชนิด และมีตัวอักษร PN ซึ่งถูกตีความว่ามาจากคำว่า Prince of Nakorn Sawan

ส่วนตำหนักเล็กหรือตำหนักสมเด็จฯ ถูกก่อสร้างขึ้นในเวลาต่อมา ซึ่งมีสถาปัตยกรรมที่แตกต่างไปจากตำหนักใหญ่ โดยเน้นศิลปะแบบอาร์ตนูโว ที่มีลักษณะเด่นคือภาพวาดปูนเปียก (freshcho) ผลงานของคาร์โล ริโกลิศิลปินชาวอิตาเลียน ผู้ที่วาดภาพจิตรกรรมฝาผนังแบบปูนเปียกในพระที่นั่งอนันตสมาคม สถาปัตยกรรมที่ใช้ก่อสร้างตำหนักสมเด็จฯ มีความละม้ายกับพระราชวังบ้านปืน จังหวัดเพชรบุรี เป็นอย่างมาก 

จุดเด่นอีกอย่างของวังบางขุนพรหมคือ อาคารขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ด้านหน้าวัง บริเวณที่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา เรียกว่ากระโจมแตร หรือศาลาแตร ใช้เป็นที่ซ้อมวงโยธวาทิตของทหารเรือ ทหารบก ใช้เป็นที่บรรเลงเพลงโดยเครื่องดนตรีแบบตะวันตก เมื่อมีงานเลี้ยงในวัง

สำหรับสาธารณชนสามารถจองเข้าชมวังบางขุนพรหมได้โดยผ่านระบบจองออนไลน์ ที่ website://services.botlc.or.th/PhysicalDistancing โดยเมื่อจองผ่านแล้วจะรับสมาชิกในแต่ละรอบเพียง 40 คน โดยเข้าชมได้ในวันเสาร์และอาทิตย์ แบ่งเป็นสามรอบในเวลา 11.00-12.00 น. 13.30-14.30 น. และ 15.00-16.00 น. หรือโทรศัพท์จองได้ที่ หมายเลข02-3567766 แล้วกด 2 

ขอบคุณเจ้าหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์วังบางขุนพรหม และคุณสุมัยวดี เมฆสุต ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่กรุณาพา Mr.Flower ชมความงามของตำหนักใหญ่และตำหนักสมเด็จฯ และให้ข้อมูลที่น่าสนใจ  

หมายเหตุ สำหรับสมาชิกหนังสือพิมพ์แนวหน้าแฟนคอลัมน์ตะลอนเที่ยว ที่สนใจเข้าชมวังบางขุนพรหมเป็นหมู่คณะ โปรดติดต่อ 091-7233615 เพื่อที่หนังสือพิมพ์แนวหน้าจะได้ทำเรื่องขอพาสมาชิกเข้าชมวัง ตามแต่ที่ผู้บริหารพิพิธภัณฑ์วังบางขุนพรหมจะเห็นสมควรอนุมัติ

ตะลอนเที่ยว : เราทั้งผองล้วนเป็นเพื่อนร่วมโลกด้วยกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/758559

ตะลอนเที่ยว : เราทั้งผองล้วนเป็นเพื่อนร่วมโลกด้วยกัน

ตะลอนเที่ยว : เราทั้งผองล้วนเป็นเพื่อนร่วมโลกด้วยกัน

วันอาทิตย์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งของมนุษยโลกคือช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน นอกจากช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันแล้ว ยังต้องช่วยเหลือสัตว์ต่างๆ ที่เป็นเพื่อนร่วมโลก เพราะโลกนี้ไม่ใช่เป็นสมบัติส่วนตัวของมนุษย์เท่านั้น แต่ยังมีสรรพสัตว์ทั้งหลายร่วมเป็นเจ้าของโลกด้วย

สังคมใดก็ตามที่เพื่อนร่วมสังคมมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ อารีอารอบ เห็นอกเห็นใจ ช่วยเหลือแบ่งทุกข์ เฉลี่ยสุขกันและกันสังคมนั้นจะมีความสุข สงบ ร่มเย็น ไร้ความขัดแย้ง แบ่งแยก แตกเป็นฝักเป็นฝ่าย สังคมนั้นจะมีแต่เสียงหัวเราะ และรอยยิ้ม แม้จะมีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นในสังคม ปัญหาต่างๆ ก็จะถูกขจัดไปโดยเร็ว ด้วยความร่วมมือร่วมใจของสมาชิกทุกคนในสังคม

เพราะฉะนั้น จึงถือได้ว่าพันธกิจหลักอย่างหนึ่งของเพื่อนมนุษย์คือช่วยเหลือกันและกันแบ่งปันให้กัน ใครที่มีมากกว่าก็แบ่งปันให้ผู้ที่ขาดแคลน ส่วนผู้ที่ด้อยกว่าก็ไม่ควรจะอยู่ในสภาพผู้รอรับความช่วยเหลือไปตลอดกาล แต่ต้องพยายามพัฒนาตนเองให้ดีขึ้น และต้องไม่คิดว่าการที่ตนเองดำรงชีวิตอยู่ได้ โดยต้องรอความช่วยเหลือเท่านั้น ต้องพยายามดิ้นรนขวนขวายช่วยเหลือตนเองด้วย เมื่อดิ้นรนจนถึงที่สุดแล้ว แต่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ก็ย่อมจะมีเพื่อนร่วมสังคมยื่นมือส่งความช่วยเหลือให้เมื่อถึงยามจำเป็น

ด้วยความที่พวกเราทุกคน (โดยเฉพาะผู้อ่านแนวหน้า ผู้ฟังรายการวิทยุ Good Time สถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)มีความเชื่อตรงกันว่า หน้าที่ของมนุษย์คือช่วยเหลือกัน แบ่งปันกันและกัน เราทุกคนจึงรวมตัวกันเป็นระยะๆ แล้วไปแบ่งปันความสุขให้กับเพื่อนร่วมสังคมที่อยู่ในสภาพที่ขาดแคลน และต้องการความช่วยเหลือ (นอกจากช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์แล้ว พวกเรายังช่วยเหลือสัตว์ต่าง ๆ ด้วย)

ล่าสุดเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2566 คณะของเราไปเลี้ยงอาหารคนชรา สถานสงเคราะห์คนชรา บ้านบางเขน ซอยวิภาวดี 64 ถนนวิภาวดีรังสิต ซึ่งตามปกติ คณะของเราไปเลี้ยงอาหารคนชราที่นี่เป็นประจำทุกๆ3-4 เดือน

ก่อนการไปพบปะและเลี้ยงอาหารคนชราครั้งนี้ เราก็ถามความประสงค์ของบรรดาลุงๆ ว่าต้องการรับประทานอะไรเป็นพิเศษ ก็ได้รับคำตอบว่า อะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ก๋วยเตี๋ยวน้ำ

อ้าว! เอาละสิ เมื่อลุงๆ บอกมาแบบนี้พวกเราก็ต้องระดมสมองว่าจะทำอาหารอะไรเลี้ยง ก็ได้ข้อสรุปว่า อาหารมื้อเที่ยงคือผัดข้าวผัดทะเล และต้มยำน้ำใสกระดูกหมู พร้อมไข่ดาว โดยอาหารทั้งหมดนั้นปรุงใหม่ๆ สดๆ เพื่อป้องกันปัญหาอาหารบูดเน่าเพราะเกรงว่าจะทำให้เกิดปัญหาอาหารเป็นพิษกินเข้าไปแล้วกลายเป็นปัญหาใหญ่ตามมา

ทุกครั้งเมื่อคณะของเราไปเลี้ยงอาหาร ไม่ว่าจะเลี้ยงคนชรา คนพิการ เด็กนักเรียน ก็จะไปปรุงอาหารสดๆ ใหม่ๆ ทุกครั้ง เพราะเรามีคณะแม่ครัวฝีมือดีเป็นสมาชิกของกลุ่ม โดยแม่ครัวก็จะประกอบไปด้วย คุณหมอ คุณพยาบาลผู้บริหารองค์กรต่างๆ และผู้มีฝีมือปรุงอาหารเป็นเลิศ พิถีพิถันในเรื่องคุณภาพวัตถุดิบในการทำอาหาร (ดูจากภาพก็ได้คำตอบแล้วว่าแม่ครัวของเรามีความพร้อมมากเพียงใด)

นอกจากเลี้ยงอาหารกลางวันแล้ว เรายังมีขนมจีน แกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากราย ปีกไก่ทอด มอบไว้ให้คนชรา และเจ้าหน้าที่สถานสงเคราะห์ พร้อมกับสลิ่ม มะพร้าวอ่อน น้ำกะทิ รสชาติอร่อย ทำใหม่สดๆ จากร้านคำหวาน ปานเอ่ย พร้อมแซนด์วิชหมูและไข่ดาว รวมถึงน้ำหวานน้ำผลไม้ ข้าวต้มมัด ขนมปังทาเนยแล้วย่าง และขนมอื่นๆ ที่สามารถเก็บไว้รับประทานในยามบ่ายได้

และที่สำคัญคือในงานนี้มีดนตรีสดบรรเลงด้วยพิณอีสาน โดยผู้บรรเลงคือลูกสาวของสมาชิกร่วมคณะ การมีเสียงเพลงในงานทำให้บรรยากาศคึกคัก และทำให้ผู้เฒ่าทั้งหลายได้ออกกำลังกายด้วยการรำวงกับสมาชิกผู้ร่วมบริจาค

ก่อนจะลาจากกันในวันนั้น คณะของเราได้มอบเงินขวัญถุงจำนวน 340 บาท ให้คนชราทั้งหมด 40 คน เพื่อให้มีเงินสดติดตัวไว้สำหรับใช้จ่ายในยามที่ต้องการสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น อาจจะเอาไว้ซื้อโอเลี้ยง กาแฟ กินในยามที่ไม่มีใครนำอาหารและขนมไปเลี้ยงเป็นพิเศษ และมีของขวัญเล็กๆ น้อยๆ มอบให้ลุงๆ ด้วย

ภาพบรรยากาศในวันเลี้ยงอาหารคนชราคงทำให้คุณๆ ยิ้มแย้มได้ เพราะได้เห็นรอยยิ้มจากคนชรา และเจ้าหน้าที่ของสถานสงเคราะห์ บวกกับรอยยิ้มของผู้ร่วมบริจาค ภาพเหล่านี้ยืนยันได้ว่า มนุษย์เรามีพันธกิจสำคัญอย่างหนึ่งคือเผื่อแผ่และแบ่งปันกัน

หากสนใจร่วมกิจกรรมเพื่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์บนโลกใบนี้ โปรดติดตามรายการอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้จากหนังสือพิมพ์แนวหน้า หรือสอบถามได้ที่ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : ไหว้พระ ไหว้เจ้า ที่เมืองแปดริ้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/757015

ตะลอนเที่ยว : ไหว้พระ ไหว้เจ้า ที่เมืองแปดริ้ว

ตะลอนเที่ยว : ไหว้พระ ไหว้เจ้า ที่เมืองแปดริ้ว

วันอาทิตย์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผมเชื่อว่าคุณเคยไปเมืองแปดริ้ว หรือฉะเชิงเทรา มาแล้วหลายสิบ หรืออาจจะมากกว่าร้อยครั้ง เชื่อว่าคุณต้องเคยไปไหว้หลวงพ่อพระพุทธโสธร ที่วัดโสธรวรวิหาร
มาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ครั้ง แต่ผมจะบอกว่าคนที่เคยไปเมืองแปดริ้ว ไม่เคยไปวัดที่ผมจะพาคุณไปเที่ยว ไปไหว้พระ ไหว้เจ้า ในวันนี้อย่างแน่นอน 

วันนี้ ผมจะพาคุณไปไหว้พระ ไหว้เจ้าที่วัดอุภัยภาติการาม หรือวัดซำปอกง และวัดจีนประชาสโมสร 

วัดอุภัยภาติการาม (ตามบ่าวก๋องเผ็กตื่อ) มีพระพุทธไตรรัตนนายก หรือหลวงพ่อโต (ซำปอกง) เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญของวัด เมื่อได้ยินชื่อซำปอกง ก็ต้องนึกถึงพระพุทธรูปองค์โตๆ ขึ้นมาโดยพลัน ใช่แล้วครับวัดอุภัยภาติการามมีพระพุทธรูปประธานองค์มหึมาอยู่ในโบสถ์ หรือวิหาร 

ประวัติของวัดนี้มีมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยคหบดีชาวไทยเชื้อสายจีนสองคน คือหลงจู๊ฮี้ ผู้พ่อ และหลงจู๊แดง ลูกชาย เคยเดินทางไปไหว้ซำปอกงที่วัดพนัญเชิง แล้วจึงเกิดความศรัทธา ถวายทรัพย์เพื่อให้สร้างซำปอกงที่แปดริ้ว เมื่อปี 2449 เพื่อให้คนในแปดริ้วไม่ต้องเดินทางไปไหว้ซำปอกงที่อยุธยา ต่อมาหลงจู๊แดงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นขุนพิพิธพานิชกรรม ครั้นต่อมาปี 2450 รัชกาลที่ 5 เสด็จตรวจหัวเมืองมณฑลปราจีนบุรี เพื่อทรงเปิดเส้นทางรถไฟสายกรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทรา ทรงแวะที่วัดแห่งนี้ ซึ่งกำลังก่อสร้าง และพระราชทานเงิน 200 บาท แล้วพระราชทานนามวัดว่าอุภัยภาติการาม และพระราชทานนามพระประธานว่าพระพุทธไตรรัตนนายก นามเดียวกับซำปอกง วัดพนัญเชิง 

แต่เดิมนั้นวัดแห่งนี้เป็นวัดจีน แต่ได้เปลี่ยนไปเป็นวัดญวนอนัมนิกาย ตามศาสนาพุทธลัทธิมหายาน เมื่อพูดถึงหลวงพ่อโต หรือซำปอกงหลายคนที่พอจะทราบเรื่องอยู่บ้างก็จะนึกถึงหลวงพ่อโตที่วัดพนัญเชิง พระนครศรีอยุธยา และหลวงพ่อโต วัดกัลยาณมิตร ฝั่งธนบุรี ขึ้นมาทั้งที ต้องขอเรียนให้ทราบว่าเมืองไทยมีซำปอกงอยู่สามแห่งด้วยกันคือที่วัดอุภัยภาติการามวัดกัลยาณมิตร และวัดพนัญเชิง เชื่อว่าคุณๆ น่าจะเคยไปไหว้ซำปอกงที่วัดพนัญเชิง และวัดกัลยาณมิตร มาแล้ว แต่หลายคนไม่เคยไปที่วัดอุภัยภาติการาม เมืองแปดริ้ว ทั้งๆ ที่วัดแห่งนี้ตั้งอยู่ในตัวเมืองแปดริ้ว 

ส่วนอีกวัดหนึ่งคือ วัดจีนประชาสโมสร (เล่งฮกยี่) วัดนี้ได้รับการยอมรับว่าเป็นวัดสาขาของวัดเล่งเน่ยยี่ (วัดมังกรกมลาวาส กรุงเทพฯ) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัว พระราชทานนามว่าวัดจีนประชาสโมสรเมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินยังวัดแห่งนี้เมื่อปี 2449 

วัดเล่งฮกยี่ได้รับการยกย่องว่าเป็นท้องของมังกร โดยส่วนหัวของมังกรอยู่ที่วัดเล่งเน่ยยี่และส่วนหางมังกรอยู่ที่วัดเล่งฮัวยี่ จันทบุรี สำหรับวัดเล่งฮกยี่ หรือวัดจีนประชาสโมสรมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญคือพระยูไล้ พระโอนิโทฮุด พระเอี้ยซือฮุด พระทั้งสามองค์นี้ทำจากกระดาษแล้วปิดทองคำเปลวทับลงไป ประวัติบอกว่านำมาจากเมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน นอกจากนี้ภายในวิหารวัดเล่งฮกยี่ ยังมีพระพุทธรูปต่างๆ และรูปบูชาของเทพเจ้าอีกมากมาย แต่ที่สำคัญคือมีพระบรมรูปของรัชกาลที่ 5 ประดิษฐานอยู่ด้วย

เห็นแล้วใช่ไหมครับว่าแปดริ้วมีสถานที่สำคัญและศักดิ์สิทธิ์ นอกเหนือจากหลวงพ่อพระพุทธโสธร และพระพิฆเนศองค์มหึมาที่วัดสมานฯ 

ผมขอเชิญชวนคุณไปเที่ยวด้วยกันกับ Mr.Flower โดยไปเที่ยวแบบกลุ่มเล็กๆ สมาชิกทุกคนเป็นกันเอง ยิ้มแย้มแจ่มใส เที่ยวแบบละมุนละไม ไม่เร่งไม่รีบร้อน เที่ยวแบบเจาะลึกทั้งเชิงศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียบประเพณีท้องถิ่น สนใจร่วมทริปละมุนละไมไปที่ต่างๆ ทั่วไทยและต่างประเทศกับ Mr.Flower โปรดติดต่อ 091-7233615 ครับ

ตะลอนเที่ยว : ล่องนาวา ชมชุมชนริมฝั่งนทีเมืองบางกอก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/755553

ตะลอนเที่ยว : ล่องนาวา ชมชุมชนริมฝั่งนทีเมืองบางกอก

ตะลอนเที่ยว : ล่องนาวา ชมชุมชนริมฝั่งนทีเมืองบางกอก

วันอาทิตย์ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เพราะว่าเมืองบางกอก หรือกรุงเทพฯ คือชุมชนของชาวน้ำ ดังนั้น ตลาดและย่านการค้าขายสำคัญ  บ้านเรือน วัดวาอาราม และปราสาทราชวัง ก็จึงล้วนอยู่ไม่ห่างไกลจากแม่น้ำ ลำคลอง โดยหลายแห่งอยู่ชิดติดริมลำน้ำด้วย เพราะเหตุที่ว่าแม่น้ำลำคลองเปรียบเสมือนเส้นเลือดน้อยใหญ่ที่หล่อเลี้ยงสรรพชีวิตในเมืองบางกอกให้มีความสุข ร่มเย็นเรื่อยมา 

เมื่อพูดถึงเส้นเลือดสำคัญของเมืองบางกอกก็ต้องยกให้แม่น้ำเจ้าพระยา เพราะเป็นแม่น้ำสายหลักสายสำคัญของมหานครแห่งนี้ โดยแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านพื้นที่ของกรุงเทพฯดังนี้ พระนคร ดุสิต สัมพันธวงศ์ บางกอกน้อย คลองสาน ยานนาวา และบางคอแหลม 

นอกจากนั้น ในชุมชนต่างๆ ของเมืองบางกอกยังมีลำคลองสำคัญไหลผ่าน เช่น คลองบางกอกใหญ่ หรือคลองบาง (ข้า) หลวง คลองบางกอกน้อย และคลอง
แสนแสบ เป็นต้น 

ดังนั้น เมื่อพูดถึงบางกอกในสมัยโบราณ ก็จะได้ยินคำเปรียบเทียบว่าบางกอกก็คือนครเวนิสของโลกตะวันออก เพราะมีแม่น้ำ ลำคลองเป็นเส้นทางคมนาคมสำคัญ

วันนี้ก็เลยขอพาคุณไปนั่งเรือเที่ยวชุมชนริมน้ำในเมืองบางกอกด้วยกัน (อีกสักครั้ง) เพราะหลงเสน่ห์ของชุมชนริมคลอง และริมแม่น้ำเจ้าพระยา ต้องยอมรับว่าหลงใหลอย่างมากมาย มากเสียจนไม่สามารถอดใจได้ จึงต้องไปเที่ยวซ้ำแล้วซ้ำอีกเมื่อมีเวลาว่างพอ เพราะว่าชุมชนริมน้ำในบางกอกยังมีที่ให้ท่องเที่ยวอีกมากมายหลากหลายที่จนกล่าวได้ว่าท่องเที่ยวอย่างไรก็ไม่มีวันเบื่อ

แน่นอนว่าจุดแรกที่ต้องไม่พลาดคือ นั่งเรือชมพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร แล้วก็มองด้านฝั่งซ้ายมือของวัดอรุณฯ เมื่อเราหันหน้าเข้าหาพระปรางค์ ก็จะพบกับป้อมวิไชยประสิทธิ์ ที่ตั้งอยู่หน้าพระราชวังกรุงธนบุรี ครั้นเมื่อมองไปฝั่งตรงข้ามกับวัดอรุณฯ ก็จะเห็นหลังคาพระวิหารวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร โดยเมื่อมองไปด้านขวามือก็จะพบตึกสุนันทาลัย โรงเรียนราชินี แล้วที่พลาดไม่ได้อีกจุดหนึ่งเมื่อมีโอกาสล่องเจ้าพระยาในบริเวณที่กล่าวถึง ก็คือการนั่งเรือชมพระบรมมหาราชวัง จากท่าราชวรดิฐจะเห็นยอดปราสาทราชวัง และส่วนยอดของหมู่พระมหามณเฑียรอย่างถนัดชัดเจน จนทำให้สามารถจินตนาการได้ว่าได้เห็นวิมานบนสวรรค์ชั้นฟ้า

เมื่อล่องนาวาในแม่น้ำเจ้าพระยาแล้ว ก็จะพาคุณๆ เข้าไปเที่ยวคลองบาง (ข้า) หลวง หรือคลองบางกอกใหญ่ เพื่อชมบ้านเรือนและวัดวาอารามที่ตั้งอยู่สองฟากฝั่งคลอง ต้องยอมรับสารภาพอีกว่า บ้านเรือนยุคเก่าหลายสิบหลัง โดยเฉพาะที่มีอายุเกือบร้อยปียังคงมีหลงเหลืออยู่ในเขตคลองบางหลวง บ้านบางหลังคือคฤหาสน์ของขุนน้ำขุนนางในยุครัตนโกสินทร์ตอนกลาง บางหลังได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ทำให้มีสภาพดีมาก และยังมีผู้อยู่อาศัยมาจนถึงทุกวันนี้ แต่บางหลังก็ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา เพราะไม่มีผู้เข้าไปดูแลบำรุงรักษา

ทุกครั้งเมื่อไปนั่งเรือชมชุมชนในคลองบางหลวง และคลองบางกอกใหญ่ ก็จะต้องแวะไหว้พระที่วัดราชโอรสาราม ราชวรวิหาร และวัดนางนอง วรวิหาร รวมถึงวัดต่างๆ ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งคลอง เช่น วัดอัปสรสวรรค์ วัดปากน้ำภาษีเจริญ วัดกำแพงบางจาก เป็นต้น แล้วหากมีเวลาก็จะแวะปากคลองบางกอกใหญ่ เพื่อไปเที่ยวชมชุมชนกุฎีจีน ย่านเจริญพาสน์ ชมชุมชนโบราณที่มีชาวไทยผู้นับถือศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลามอยู่ด้วยกันอย่างกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน

ขอบอกตรงๆ ว่า ทุกครั้งที่ได้ไปนั่งเรือชมอาคารสถานที่ต่างๆ ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา แล้วได้เข้าไปเที่ยวในชุมชนคลองบางกอกใหญ่ บางกอกน้อย แล้วทำให้มี
ความสุขมาก ทำให้หวนระลึกว่า กรุงเทพฯของเรายังมีแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ให้เราทุกคนไปเที่ยวไปชมได้ตลอดเวลาขอเพียงให้เราจัดสรรเวลาเพื่อพาตัวเองไปพบความสุขให้ได้เท่านั้น แล้วจะรู้ว่าความสุขไม่ได้อยู่ห่างไกลจากชีวิตของเราเลย

หากคุณๆ สนใจไปร่วมทริปที่มีผู้ร่วมเดินทางแบบกลุ่มเล็กๆ เที่ยวแบบละมุนละไม ไม่เร่งไม่ร้อนกับ Mr.Flower โปรดติดต่อหมายเลขโทรศัพท์091-7233615 

หมายเหตุ ทริปชมเมืองศรีเทพ เพชรบูรณ์ เดินทาง30 กันยายนถึง 1 ตุลาคม 2566 รับสมาชิก 30 รายเท่านั้นครับ

ตะลอนเที่ยว : ศรีเทพ อู่อารยธรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/754064

ตะลอนเที่ยว : ศรีเทพ อู่อารยธรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย

ตะลอนเที่ยว : ศรีเทพ อู่อารยธรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย

วันอาทิตย์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เมืองไทยมีสถานที่สำคัญเชิงโบราณคดีมากมายกระจายอยู่ในหลายพื้นที่ทั่วทุกภาคของประเทศ และหนึ่งในนั้นคือเมืองศรีเทพ ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ 

ความสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์ ศรีเทพแห่งนี้คือศูนย์กลางการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้า และเป็นแหล่งอารยธรรมวัฒนธรรมที่เป็นจุดเชื่อมเขตภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือมาตั้งแต่อดีต มีหลักฐานทางโบราณคดีระบุว่าเมืองศรีเทพ เป็นเมืองที่เกิดมาก่อนอารยธรรมทวารวดี และขอมโบราณ โดยมีอายุตั้งแต่ช่วงพุทธศตวรรษที่ 6-12

ศรีเทพแบ่งเป็นสองเขต คือเขตในเมือง (เมืองใน) และนอกเมือง (เมืองนอก)โดยเขตเมืองในมีลักษณะของเมืองค่อนข้างกลม มีพื้นที่ประมาณ 1,300 ไร่ ปัจจุบันมีโบราณสถานหลงเหลืออยู่ 48 แห่ง โดยเป็นโบราณสถานที่เกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนาและศาสนาฮินดู ศิลปกรรมที่หลงเหลือให้เห็นมีลักษณะเกี่ยวเนื่องกับทวารวดี สมัยพุทธศตวรรษ 12-16 และวัฒนธรรมแบบขอมโบราณ สมัยพุทธศตวรรษที่ 16-18 

โบราณสถานที่สำคัญที่ยังปรากฏคือ เขาคลังใน และปรางค์ต่างๆ เช่น ปรางค์ศรีเทพปรางค์สองพี่น้อง และที่สำคัญคือมีสระน้ำขนาดต่างๆ อยู่ในเมืองอีกประมาณ 70 สระ

โบราณวัตถุชิ้นสำคัญที่หลงเหลือในเขตเมืองใน คือ ทับหลังที่ปรางค์สองพี่น้อง และลวดลายปูนปั้นรูปคนแคระแบกที่ฐานเขาคลังใน โดยคนแคระนั้นมีทั้งหน้าเป็นคน และสัตว์ต่างๆ เช่น วัว สิงห์ ลิง เป็นต้น และมีลายพรรณพฤกษา และลวดลายเรขาคณิต ประดับที่ฐาน 

เขาคลังในเป็นโบราณสถานของพุทธศาสนาในยุคนั้น ส่วนปรางค์สองพี่น้อง น่าจะเคยเป็นเทวาลัย ตามความเชื่อของศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย แล้วต่อมาถูกปรับเปลี่ยนเป็นพุทธสถาน

ส่วนเมืองนอก ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันออกของเมืองใน มีพื้นที่ประมาณ 1,600 ไร่ผังของเมืองนอกเป็นแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้ามุมมนมีโบราณสถานหลงเหลืออยู่ 64 แห่ง และมีสระน้ำขนาดต่างๆ อีกเป็นจำนวนมาก และนอกคูเมืองกำแพงของเมือง นอกนั้นยังมีโบราณสถานอีกกว่า 50 แห่ง โบราณสถานที่สำคัญคือ เขาคลังนอก ปรางค์ฤๅษี และกลุ่มเขาคลังสระแก้ว 

และที่สำคัญคือ เขาถมอรัตน์ ที่อยู่ทางทิศตะวันตกนอกเขตเมืองโบราณ ห่างออกไป15 กิโลเมตร สันนิษฐานว่า เขาถมอรัตน์ คือพื้นที่สำคัญในการประกอบพิธีกรรมของศรีเทพ โดยในสมัยทวารวดี ใช้เขาถมอรัตน์เป็นเขตพุทธสถานแบบมหายาน

ถมอรัตน์เป็นเขาหินปูนขนาดใหญ่บริเวณเชิงเขาขุดค้นพบกำไลหิน และเครื่องมือต่างๆ ของมนุษย์ในยุคนัั้น

เมืองศรีเทพมีความเจริญรุ่งเรืองอยู่ประมาณ 700 ปี แล้วก็เสื่อมสลายลงจนลดความสำคัญไปในที่สุดในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 ซึ่งเป็นช่วงเวลาไล่เลี่ยกับการเสื่อมสลายของอาณาจักรขอมโบราณ แล้วจึงเกิดเมืองใหม่ที่เจริญขึ้นมาทดแทน เช่น อาณาจักรสุโขทัย รวมถึงอาณาจักรอยุธยา ในเวลาต่อมา 

ปัจจุบัน ศรีเทพ ได้รับการยกขึ้นเป็นมรดกโลกแล้ว โดยเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ถึง 3 กันยายน 2566 ได้จัดงานแสงสีเสียงศรีเทพสู่มรดกโลก

หนังสือพิมพ์แนวหน้า โดยMr.Flower วางกำหนดจัดทริปพาคุณๆ ไปเที่ยวชมความวิจิตรของเมืองศรีเทพในช่วงปลายเดือนกันยายน 2566 หากคุณสนใจร่วมทริปด้วยกัน โปรดติดต่อ 091-7233615 รับสมาชิกจำนวนจำกัด 30 คนเท่านั้นครับ

ตะลอนเที่ยว : เขาก็คน เราก็คน เราช่วยเหลือกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/752540

ตะลอนเที่ยว : เขาก็คน เราก็คน เราช่วยเหลือกัน

ตะลอนเที่ยว : เขาก็คน เราก็คน เราช่วยเหลือกัน

วันอาทิตย์ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ช่วงนี้มีฝนตกลงมาบ่อย ทำให้การเดินทางท่องเที่ยวไม่ค่อยสะดวก โดยเฉพาะการท่องเที่ยวที่ต้องเดินชมสถานที่ เช่น โบราณสถาน รวมถึงการนั่งเรือท่องเที่ยวด้วย  หลายคนบอกว่าเมื่อเที่ยวแล้วเจอฝน ทำให้เสียบรรยากาศ เนื่องจากเดินเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ ได้ไม่สะดวกเหมือนยามไม่มีฝนแต่ก็ไม่ได้หมายความว่ารังเกียจเดียดฉันท์ฝนนะครับ คืออยากให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล แล้วเมื่อวันที่ฝนไม่ตกลงมา ก็ไปท่องไปเที่ยวด้วยกัน

แต่สำหรับกลุ่มผู้อ่านแนวหน้า และผู้ฟังรายการวิทยุ Good Time ทางสถานีวิทยุจุฬาฯ ที่เป็นเกลอกันอย่างเหนียวแน่นก็มีความเห็นร่วมกันว่า แม้ไม่ได้ไปเที่ยวในหน้าฝน แต่ก็ยังต้องการรวมกลุ่มกันเพื่อทำความดี ดังนั้น จึงชักชวนกันไปบริจาคสิ่งของต่างๆ ให้เด็กตาบอดและพิการซ้ำซ้อน รามอินทรา 

ต้องบอกตรงๆ ว่า เมื่อเราบอกกล่าวถึงกันว่าเราจะไปทำบุญทำทาน ก็มีสมาชิกจำนวนมากให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี สำหรับสมาชิกที่ว่างและสะดวกก็ไปร่วมกัน แต่สำหรับสมาชิกที่ติดภารกิจอื่นๆ หรือไม่สะดวกไปร่วมงาน ก็ฝากเงินร่วมสมทบทุนกันมากมาย

ดังนั้นเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2566กลุ่มของเราก็จึงนำข้าวของต่างๆ นานาไปบริจาคให้น้องๆ ที่เป็นผู้พิการทางตาและมีความพิการด้านอื่นๆ ซ้ำซ้อน โดยก่อนจะไปบริจาค Mr.Flower ได้โทรศัพท์ไปสอบถามเจ้าหน้าที่ของบ้านเด็กตาบอดฯว่าต้องการหรือขาดแคลนสิ่งใดเป็นพิเศษหรือไม่ จะได้จัดหาไปให้ตรงตามความต้องการ

ก็ได้รับคำตอบว่า ต้องการเครื่องปรุงรสอาหาร เช่น น้ำปลา ซีอิ๊วรสชาติต่างๆ น้ำส้มสายชู  น้ำตาล น้ำมันหอย น้ำมันพืช ผ้าอ้อมสำเร็จรูปสำหรับเด็กโต อุปกรณ์และน้ำยาทำความสะอาดห้องน้ำและพื้น ส่วนเรื่องอาหารการกิน ขนมนมเนยนั้นก็แล้วแต่ผู้บริจาคจะเห็นสมควร 

เมื่อได้คำตอบมาเช่นนั้น กลุ่มของเราก็จึงนำข้าวของที่ทางบ้านเด็กตาบอดฯ ต้องการไปมอบให้ รวมทั้งได้นำขนมต่างๆ รวมถึงเสื้อผ้า ของเล่น รองเท้านักเรียน และรองเท้าสวมใส่ลำลอง และเงินสด 3 พันบาท ไปมอบให้เด็กๆ และในงานนี้ก็ได้รับเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพทำจากลำไยของไทย ชื่อ ลองก้า จากมูลนิธิประยุทธ์ สุวิมล มหากิจศิริ โดยการประสานงานของ สรกฤช วรรณลักษณ์ และชัยณรงค์ ตรงนามสุขกิจ ผู้บริหารบริษัท พีเอ็ม 80 จำกัด ไปมอบให้เด็กและเจ้าหน้าที่ของบ้านเด็กตาบอดด้วย นอกจากนี้ ร้านคำหวาน ปานเอ่ย ได้นำสลิ่ม ทับทิมกรอบ มะพร้าวกะทิ ไปเลี้ยงน้องๆ รวมถึงเจ้าหน้าที่ และยังเอื้อเฟื้อไปถึงผู้ไปร่วมบริจาคสิ่งของรายอื่นๆ ที่ไปบริจาคสิ่งของในวันดังกล่าว 

วันนี้ขอนำภาพบรรยากาศแห่งความอิ่มใจ ณ บ้านเด็กตาบอดฯ มาแบ่งปันให้คุณๆได้ร่วมกันอิ่มเอมใจไปด้วยกัน และขอบคุณผู้มีส่วนร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ทุกคน ไม่ว่าจะไปร่วมงานด้วยตัวเอง หรือร่วมสมทบทุนและร่วมส่งใจไปร่วมกิจกรรมด้วยกัน 

เราเชื่อว่าการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้กันและกัน คือการสร้างความสุข ความสันติให้กับสังคมของเรา เพราะเราก็คือคน เขาก็คือคน เพราะฉะนั้น เราจึงแบ่งปันและเอื้อเฟื้อกันและกันตลอดเวลา 

วันหน้าเราจะไปเลี้ยงอาหารกลางวันคนชราที่บ้านบางเขน (คาดว่ากลางเดือนกันยายน) หากคุณๆ สนใจร่วมกิจกรรมกับเรา และหนังสือพิมพ์แนวหน้า รายการ Good Time โปรดติดต่อ 091-7233615 

ขอเชิญพวกเราไปร่วมทำกิจกรรมดีๆ เพื่อสังคมของเราด้วยกันครับ

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวไปด้วย ทำบุญทำทานไปด้วย แสนสุขใจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/751094

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวไปด้วย ทำบุญทำทานไปด้วย แสนสุขใจ

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวไปด้วย ทำบุญทำทานไปด้วย แสนสุขใจ

วันอาทิตย์ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มนุษย์เรานั้นสามารถช่วยให้โลกของเราน่าอยู่มากขึ้นได้ด้วยการแบ่งปัน การแบ่งปันทำให้เราลดความเห็นแก่ตัวลงได้อย่างน่าอัศจรรย์ คนที่แบ่งปันให้คนอื่นตลอดเวลาคือคนที่มีความสุข และมีความอิ่มเอมใจตลอดเวลา ไม่ว่ายามหลับหรือยามตื่นก็จะมีแต่ความสุขใจ ถึงแม้บางครั้งอาจจะลำบากกายบ้าง แต่ขอยืนยันว่ามีความสุขใจมากจริงๆ

แฟนคอลัมน์ตะลอนเที่ยว หนังสือพิมพ์แนวหน้า และแฟนรายการ Good Time (สถานีวิทยุจุฬาฯ 101.5 FM และสถานีวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ 95.5 FM) เป็นกลุ่มคนที่ได้รับการยอมรับว่ามีความสุขใจมากกับการเป็นผู้ให้เพราะพวกเราจะรวมตัวกันเป็นระยะๆ เพื่อไปมอบสิ่งของ และเลี้ยงอาหารให้กับคนกลุ่มต่างๆ อาทิ คนชราในสถานสงเคราะห์ เด็กด้อยโอกาส สัตว์จรจัด และสัตว์บาดเจ็บ เจ็บป่วย รวมถึงการทำบุญร่วมกันเป็นประจำทุกครั้งเมื่อโอกาสเอื้ออำนวย แต่แม้ไม่ได้ทำบุญ ทำทานร่วมกันแต่ทุกคนก็ยังเสียสละ และบริจาคทรัพย์เพื่อทำบุญทำทานเป็นประจำ

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม วันแม่แห่งชาติ คณะของเราได้ไปมอบสิ่งของต่างๆ เช่น รองเท้านักเรียน รองเท้าสวมในโอกาสอื่นๆ สมุด ดินสอ ปากกา อุปกรณ์การเรียนต่างๆ เครื่องกีฬา ขนมสารพัดชนิดกระเป๋าหนังสือ เสื้อผ้า (ทั้งใช้แล้วแต่สภาพดีมาก และเสื้อผ้ามือหนึ่ง) และทุนการศึกษาคนละ 1,000 บาทให้นักเรียนโรงเรียนบันไดช้าง อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และนักเรียนก่อนปฐมวัย

นักเรียนทุกคนฝากบอกว่าขอบคุณในน้ำใจที่กลุ่มของเรานำไปมอบให้ และดีใจมากที่ได้รองเท้าใหม่ กระเป๋าใหม่ และได้เครื่องกีฬาหลากหลาย และยังได้มีขนมอร่อยๆ รับประทาน มีเสื้อผ้าใหม่ไว้สวมใส่ นักเรียนหลายคนบอกว่าจะนำของกินที่ได้ไปฝากน้องที่บ้านบางคนบอกว่า หนูมีน้องอีกสองคน หนูขอขนมไปฝากน้องด้วยนะคะ ซึ่งทางเราก็จัดให้ด้วยความยินดี

เมื่อได้พบปะกับน้องๆ เรียบร้อยแล้ว คณะของเราก็ไปเที่ยวชมโบราณสถานสำคัญของเมืองอยุธยา และกราบนมัสการพระเกจิอาจารย์ของเมืองเสนา นั่นคือหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค

จากนั้นก็พาสมาชิกไปชมความงามของเจดีย์วัดญาณเสน สมาชิกทุกคนที่ไปด้วยกันในวันนั้นบอกตรงกันว่าไม่เคยมาวัดนี้มาก่อน ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนอีกด้วย แต่เมื่อมาได้ชมความงามของเจดีย์แล้ว บอกได้คำเดียวว่า งามเหลือเกิน นอกจากนั้นยังได้นั่่งรถชมโบราณสถานบนเกาะเมืองอยุธยาอีกด้วย 

ส่วนอีกวัดเก่าที่พาไปชมอีกวัดหนึ่งคือวัดบรมพุทธาราม ปัจจุบันอยู่ในเขตรั้วของมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา แม้วัดนี้เกือบจะเหลือเพียงซากของวัด แต่ก็ยังมีความงดงามหลงเหลือให้ชมอย่างน่าอัศจรรย์ใจ โดยเฉพาะลวดลายปูนปั้นที่งดงามมากที่ยังหลงเหลืออยู่ที่เหนือกรอบประตูอุโบสถ 

และที่หนึ่ง ที่พาสมาชิกไปชมคือ อนุสรณ์สถานของเจ้าพระยาบวรราชนายก (เฉกอะหมัด) ปฐมจุฬาราชมนตรี ตั้งแต่สมัยแผ่นดินอยุธยา ในรัชสมัยพระเจ้าปราสาททอง

เฉกอะหมัดคือต้นตระกูลของสายสกุลบุนนาค และต้นสกุลของพี่น้องไทยมุสลิมอีกหลายนามสกุล เดิมเป็นชาวอิหร่าน (เปอร์เซีย) เข้ามาทำมาค้าขายในสมัยกรุงศรีอยุธยา แล้วทำความดีความชอบสนองพระเดชพระคุณจนได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าพระยาบวรราชนายก จางวางกรมมหาดไทย

การท่องเที่ยวและทำบุญทำทานไปในทริปเดียวกันสามารถบอกได้สั้นๆ แต่ตรงประเด็นว่า ทำให้เกิดความสุขใจมากจริงๆ เพราะได้ทั้งเที่ยว และได้ทั้งแบ่งปันให้กับผู้คนที่เป็นเพื่อนร่วมแผ่นดินของเรา

หากคุณสนใจทริปแบบนี้ นำโดย Mr.Flower แนวหน้า โปรดติดต่อหมายเลข 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : สรชัง (สีชัง) เกาะที่อวลอบไปด้วยความรัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/749683

ตะลอนเที่ยว : สรชัง (สีชัง) เกาะที่อวลอบไปด้วยความรัก

ตะลอนเที่ยว : สรชัง (สีชัง) เกาะที่อวลอบไปด้วยความรัก

วันอาทิตย์ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ไปๆ มาๆ ก็ต้องพาคุณๆ กลับไปเที่ยวเกาะสีชังกันอีก แม้จะไปมาแล้วจนนับครั้งอาจจะไม่ถ้วนแล้วก็ตาม แต่เมื่อคิดถึงเกาะสีชัง ก็ต้องพาคุณๆ กลับไปเยือนเกาะแห่งความรักอีกเหมือนเดิม

สีชัง กร่อนคำมาจากคำว่า สรชัง ซึ่งแปลว่าเกาะที่ปราศจากความเกลียดชัง หรือหากแปลให้ตรงตัวก็คือ เกาะแห่งความรัก

ดังนั้น ใครก็ตามที่เข้าใจผิด เพราะเห็นว่ามีคำว่าชังอยู่ด้วย จึงพานไปเข้าใจผิดแล้วคิดว่าเป็นเกาะที่มีแต่ความชัง ก็จึงนับเป็นเรื่องเข้าใจผิดอย่างมหันต์

หลายคนถามซ้ำๆ ว่า ทำไมจึงไปเที่ยวเกาะสีชังบ่อย (จังเลย) ก็ขอตอบแบบสั้นๆ ตรงประเด็นว่า เพราะสีชังมีความน่าสนใจมากจนต้องไปเยือนบ่อยๆ เช่น มีเขตพระราชฐานบนเกาะ คือพระจุฑาธุชราชฐาน ต้องบอกว่าเป็นเกาะแห่งเดียวในพระราชอาณาจักรไทยที่มีพระราชวังตั้งอยู่บนเกาะ พระราชฐานแห่งนี้ก่อสร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ปัจจุบันยังมีเรือนในยุคนั้นหลงเหลือให้เห็นเป็นประจักษ์อยู่

ส่วนเหตุผลอื่นๆ คือ สีชังอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ทำให้ผู้ที่อาศัยในกรุงเทพฯ สามารถไปเยี่ยมไปเยือนได้สะดวกดาย อีกทั้งเกาะก็ยังตั้งอยู่ไม่ห่างจากฝั่ง คือเขตอำเภอศรีราชา จึงนั่งเรือไปเที่ยวไปชมได้แสนสะดวก

ส่วนบนเกาะก็มีความร่มรื่น รื่นรมย์ มีโบราณสถาน มีพุทธสถาน มีบ้านเรือนชุมชน มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เช่นหาดทราย (เพียงแห่งเดียว) มีน้ำทะเลที่นับว่ายังใสสะอาดให้ชื่นชม และหลายต่อหลายคนก็ยังชื่นชอบการไปชมพระอาทิตย์อัสดงที่ช่องเขาขาด และที่สำคัญไม่น้อยก็คือมีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์ด้วย

ด้วยเหตุผลข้างต้นจึงทำให้ Mr.Flower ชอบชักชวนและนำพาคุณๆ ไปเที่ยวเกาะสีชัง หากคุณสนใจไปเที่ยวสีชัง และนอนค้างเพื่อซึมซับบรรยากาศบนเกาะสักคืน ก็ขอให้บอกนะครับ จะพาคุณๆ ไปเที่ยวด้วยความสุขกายสบายใจ หากสนใจร่วมทริปเล็กๆ เป็นกันเอง กินอาหารอร่อย เที่ยวแบบละมุนละไม โปรดติดต่อ 091-7233615