ตะลอนเที่ยว : นั่งรถไฟไปไหนไปกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/748203

ตะลอนเที่ยว : นั่งรถไฟไปไหนไปกัน

ตะลอนเที่ยว : นั่งรถไฟไปไหนไปกัน

วันอาทิตย์ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

วันนี้ Mr.Flower มาชวนคุณๆ ไปนั่งรถไฟเที่ยวเมืองที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ แต่ทว่ามีเสน่ห์มากมายจนเกินบรรยายให้หมดให้สิ้นภายในเวลาสั้นๆ นั่นคือเมืองสมุทรสาคร และสมุทรสงคราม

หลายคนไม่เคยนั่งรถไฟไปเที่ยวเมืองสมุทรฯ ทั้งสอง ทั้งๆ ที่อาจเคยไปเยือนเมืองที่ว่านั้นมาแล้วจนนับครั้งไม่ถ้วน แต่บางคนก็สารภาพตรงๆ ว่าไม่เคยไปเที่ยวเมืองสมุทรสาครเลย แต่อาจจะเคยไปเที่ยวอัมพวามาแล้วบ้าง แต่ก็ไม่เคยนั่งรถไฟไปเที่ยวอัมพวาอยู่ดี 

เราเริ่มเที่ยวกันที่จุดแรกหลังจากขึ้นรถไฟจากวงเวียนใหญ่ กรุงเทพฯ แล้วไปลงจุดแรกที่มหาชัย สมุทรสาคร เมื่อมามหาชัยก็ต้องข้ามไปเที่ยวท่าฉลอมด้วย เพราะเรายังจำเพลงท่าฉลอมได้จนขึ้นใจ โดยเฉพาะท่อนที่ร้องว่า ท่าฉลอมกับมหาชัย จะคิดทำไมว่าไกล เชื่อมความรักไว้ดีกว่า 

เมื่อนั่งเรือข้ามฝากจากมหาชัยไปถึงท่าฉลอม ก็ต้องนั่งสามล้อถีบเที่ยวท่าฉลอม เพราะเป็นทั้งการกระจายรายได้ให้กับพี่ๆ คนถีบสามล้อ และได้นั่งกินลมชมเมืองไปพร้อมๆ กัน 

อันที่จริงที่เที่ยวบนฝั่งมหาชัยก็มีมากมายพอประมาณ เช่น วัดช่องลม วัดแห่งนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเคยเสด็จพระราชดำเนินณ วัดแห่งนี้ อีกทั้งพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ทรงเคยเสด็จฯยังวัดนี้เมื่อครั้งตามเสด็จทั้งสองพระองค์เมื่อสมัยยังทรงพระเยาว์ 

อันที่จริง เมื่อมาเมืองมหาชัย ก็ต้องไปศาลพันท้ายนรสิงห์ด้วย แต่ทริปนี้ไม่ได้พาคุณไปเพราะตั้งใจพาคุณไปเที่ยวต่อที่เมืองอัมพวา สมุทรสงคราม 

เราต่อรถไฟจากสถานีรถไฟบ้านแหลมไปสถานีแม่กลอง รถไฟสายนี้มีความน่าสนใจมากตรงที่ระหว่างทางจะพบกับวิวทิวทัศน์ต่างๆ นานา อาทิ นาเกลือ นากุ้ง และตลาดชุมชน โดยเฉพาะตลาดแม่กลอง หรือตลาดร่มหุบ ที่ต้องบอกสั้นๆ แบบตรงๆ ว่ามีเสน่ห์สุดๆ เพราะเมื่อรถไฟแล่นผ่านตลาดนี้แม่ค้าพ่อค้าก็จะพากับหุบร่มเพื่อให้รถไฟแล่นผ่านไปได้แบบชิลๆ แล้วเมื่อรถไฟผ่านไปแล้ว ร่มก็ถูกกางออกอีก ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น นี่คือความอัศจรรย์ของรถไฟไทยที่ทำให้ร่มหุบลงได้ในพริบตา ไม่ใช่แค่หุบร่มเมื่อรถไฟแล่นผ่านเท่านั้น แต่บรรดาแผงขายสินค้าก็ถูกลากออกจากบริเวณใกล้รางรถไฟอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน เห็นแล้วบอกได้คำเดียวว่ามหัศจรรย์มาก เพราะทุกอย่างดูเสมือนเป็นเรื่องอัตโนมัติ เมื่อบรรยากาศสนุกแบบนี้ ก็ทำให้ต้องลงเดินเที่ยวตลาดแม่กลอง แล้วก็ได้เห็นภาพตลาดแม่กลองที่น่ารักมาก บ้านเรือนแบบห้องแถวยุค 50-60 ปีก่อน ดูแล้วมีเสน่ห์มาก 

เมื่อเที่ยวตลาดแม่กลองเสร็จสรรพก็ต้องไปต่อที่อัมพวา ชุมชนชาวน้ำที่ใครๆ ก็หลงรัก วันที่ไปเที่ยวนั้นแม้ฟ้าจะค่อนข้างครึ้ม แต่ก็หาได้ทำให้เรายุติการเดินทางไม่ เพราะเราไม่กลัวฝน เนื่องจากเราอยู่ใต้ฟ้า แต่ไม่ชอบอย่างเดียวคือฝนตกแล้วเปียกปอน แต่ถึงจะเปียกก็ช่าง เพราะเราตั้งใจมาเที่ยว การเดินทางจากตลาดแม่กลองไปอัมพวามีหลายอย่าง เช่น รถสองแถว หรือไม่ก็จักรยานยนต์รับจ้าง แต่เราเลือกนั่งรถสองแถว เพราะต้องการสัมผัสผู้คนบนรถคันเดียวกัน ไม่นานนักก็ถึงอัมพวา 

เวลากล่าวถึงอัมพวาก็ไม่ต้องยกแม่น้ำทั้งห้ามาบอกเล่า เพราะหลายคนรู้จักดีมากอยู่แล้ว เนื่องจากหลายคนไปบ่อยมาก อัมพวายังคงมีเสน่ห์ไม่สร่างซาไม่ว่าจะวันวานหรือวันนี้ เพราะมีทั้งของกิน ของใช้ มีขนมนมเนยของคาวของหวานให้เลือกกินตามอัธยาศัย สนนราคาก็แสนประหยัด

การไปเที่ยวทริปนี้ หากจะกลับด้วยรถไฟ ก็ต้องรีบเที่ยวพอประมาณ เพราะเย็นย่ำเกินไปรถไฟก็จะหมด แต่ก็ไม่ต้องกลัว ไม่กลับก็ค้างคืนได้ แต่หากจะกลับค่ำสักนิด ก็ไม่มีปัญหาเพราะมีรถโดยสารประจำทางสารพัดชนิดให้เลือกโดยไปขึ้นรถประจำทางกลับกรุงเทพฯได้ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารสมุทรสงคราม ถนนราชญาติรักษาโดยรถจะไปส่งที่สถานีหมอชิต กรุงเทพฯ

หากคุณสนใจจะไปเที่ยวแบบชิลๆ แต่แสนสนุกกับ Mr.Flower โปรดติดต่อ 091-7233615 

ขอบคุณภาพสวยๆ จากคุณ Isra Pongnithi

ตะลอนเที่ยว : อู่ทอง เมืองหลวงดินแดนทวารวดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/746725

ตะลอนเที่ยว : อู่ทอง เมืองหลวงดินแดนทวารวดี

ตะลอนเที่ยว : อู่ทอง เมืองหลวงดินแดนทวารวดี

วันอาทิตย์ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ทวารวดี มีความหมายหลายนัย เช่น อาณาจักรหนึ่ง หรือยุคสมัยหนึ่ง โดยทวารวดีในความเชื่อและความคิดตามหลักฐานโบราณคดีที่ค้นพบ ทำให้คนไทยเชื่อว่าทวารวดีคือแหล่งประวัติศาสตร์สำคัญของดินแดนส่วนหนึ่งที่ปัจจุบันคือประเทศไทย อันมีความเป็นมาก่อนยุคสุโขทัย โดยน่าจะมีอายุในช่วงราวพุทธศตวรรษที่ 12-18 

ดินแดนทวารวดีกินอาณาบริเวณกว้างขวางมาก เพราะมีหลักฐานปรากฏอยู่ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย แต่ก็เชื่อกันว่าเมืองสุพรรณบุรีในปัจจุบัน โดยเฉพาะที่อู่ทองน่าจะเป็นเมืองหลวง หรือเมืองสำคัญของอาณาจักรทวารวดี 

ตามหลักฐานโบราณคดีทำให้เชื่อว่าเมืองสุพรรณบุรีในปัจจุบันนั้นมีอายุที่สืบค้นย้อนหลังไปได้ไม่น้อยกว่า 3,500-3,800 ปีเพราะมีโบราณวัตถุที่ค้นพบช่วยบ่งบอกถึงอายุของเมืองย้อนไปตั้งแต่ยุคหินใหม่ ยุคสำริด และยุคเหล็ก และยังเชื่อกันว่าอาณาจักรทวารวดีนั้นอยู่ในดินแดนสุวรรณภูมิ ที่ครอบคลุมดินแดนของประเทศไทยในปัจจุบันด้วย

มีหลักฐานปรากฏในบันทึกของพระเหี้ยนจั้ง หรือเสวียนจั้ง (ซึ่งก็คือพระถังซัมจั๋ง) ว่ามีดินแดนโตโลโปตี ซึ่งก็คือทวารวดี และยังมีจารึกภาษาสันสกฤตในเหรียญเงินโบราณว่า ศรีทวารวดี ศวรปุณยะแปลว่า บุญของพระผู้เป็นเจ้าแห่งทวารวดี โดยเหรียญเงินเหล่านี้ถูกค้นพบในแดนแดนของจังหวัดนครปฐม สุพรรณบุรี และลพบุรี ทำให้เชื่อมากยิ่งขึ้นว่าดินแดนทวารวดีน่าจะอยู่ในพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทยยุคปัจจุบัน และสันนิษฐานว่าเมืองหลวงของทวารวดีน่าจะอยู่ที่อู่ทอง สุพรรณบุรี

นอกจากนั้น ยังมีหลักฐานทำให้เชื่อด้วยว่าทวารวดีเป็นดินแดนที่เป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนา นิกายเถรวาท โดยมีการเผยแพร่พระธรรมคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาจากดินแดนชมพูทวีป หรืออินเดีย แต่ปรากฏว่าใช้ภาษามอญเป็นภาษาสำคัญในศิลาจารึกหลายหลัก ส่วนหลักฐานที่พบในศิลปวัตถุก็เป็นแบบคุปตะ ซึ่งพบว่ามีศิลปะนี้อยู่ในดินแดนทั่วสุวรรณภูมิ โดยค้นพบเศียรพระพุทธรูปทองคำ และเจดีย์ รวมถึงธรรมจักร แต่ขณะเดียวกันก็พบโบราณวัตถุอันเกี่ยวเนื่องกับศาสนาพราหมณ์ เช่น ฐานโยนี และศิวลึงค์ เป็นต้น และยังพบรูปปั้นและรูปหล่อบุคคล และรูปสัตว์ต่างๆ

Mr.Flower นำผู้อ่านแนวหน้ากลุ่มเล็กๆ (14 คน) ไปเที่ยวเมืองอู่ทอง และเมืองสุพรรณบุรีเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยพาไปชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง เป็นที่แรกก่อนจะไปเที่ยวแหล่งโบราณคดีอื่นๆในเมืองอู่ทอง การไปชมพิพิธภัณฑ์ฯ อู่ทอง ทำให้หลายคนบอกว่า ไม่เคยรู้มาก่อนว่าเมืองอู่ทองมีความสำคัญ และเป็นแหล่งโบราณคดีที่น่าสนใจมาก เมื่อได้ฟังคำบรรยายทำให้ทราบว่าเมืองอู่ทองในอดีตนั้นเป็นพื้นที่ที่มีการติดต่อค้าขายกับคนจากชุมชนภายนอกอย่างคึกคัก โดยเฉพาะพ่อค้าวาณิชจากอินเดีย และชนชาติอื่นๆ ที่มาจากดินแดนเปอร์เซีย ยุโรป และจีน ทำให้อู่ทองมีการพัฒนาอย่างมาก มีการใช้ตัวอักษรมีภาษา และมีระบบเงินตราที่ใช้สำหรับแลกเปลี่ยนสินค้า แล้วยังมีระบบการปกครองของตนเอง แต่ที่สุดน่าทึ่งคือมีเทคโนโลยีทันสมัยในดินแดนแห่งนี้

นอกจากเที่ยวเมืองโบราณอู่ทองแล้ว ยังพาคณะไปเที่ยวชมวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เมืองสุพรรณบุรีด้วย สันนิษฐานว่าวัดนี้สร้างในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอู่ทอง อายุประมาณ 600 ปีเศษ โบราณสถานสำคัญที่ยังหลงเหลือให้เห็นเป็นประจักษ์ก็คือพระมหาเจดีย์ทรงปรางค์เป็นเจดีย์ที่ก่ออิฐไม่ถือปูน (คือไม่ฉาบปูนทับลงไป)ซึ่งเป็นศิลปะการก่อสร้างสมัยอยุธยาตอนต้น 

ส่วนผู้ที่นิยมพระเครื่องเบญจภาคีชื่อดัง ก็จะรู้จักวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เมืองสุพรรณฯ ในเรื่องของพระพิมพ์ผงเมืองสุพรรณฯ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในห้าพระเครื่องชื่อดังของไทย (พระเบญจภาคี ประกอบด้วยพระสมเด็จนางพญา พิษณุโลก พระผงเมืองสุพรรณฯ พระสมเด็จนางพญา สมเด็จโต(สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดระฆังฯ พระทุ่งเศรษฐีกำแพงเพชร และพระรอด เมืองลำพูน 

สำหรับผู้ที่สนใจท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ โบราณคดี แบบเจาะลึก โดยไปเที่ยวกันแบบกลุ่มเล็กๆ โปรดติดต่อMr.Flower หมายเลข 091-7233615 

ขอบคุณภาพประกอบจากคุณ Suphatchara Pat Rodtim และคุณหมอศิริวัฒน์ มโนธรรม

ตะลอนเที่ยว : เที่ยววัดย่านโลหะปราสาท ยามหน้าฝน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/745377

ตะลอนเที่ยว : เที่ยววัดย่านโลหะปราสาท ยามหน้าฝน

ตะลอนเที่ยว : เที่ยววัดย่านโลหะปราสาท ยามหน้าฝน

วันอาทิตย์ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หน้าฝนเป็นหน้าหนึ่งที่คนไม่ชอบฝน (จริงๆ ต้องบอกว่าไม่ชอบความเฉอะแฉะน้ำท่วมขังมากกว่า เพราะหลายคนไม่ได้รังเกียจฝนหากฝนตกแล้วตนเองไม่เดือดร้อน) มักบอกว่าไม่ออกไปเที่ยวไหนต่อไหน เพราะฝนตกแล้วเที่ยวยาก 

อันที่จริงจะบอกว่า ฝนตกก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการเที่ยวในบางสถานที่ เพราะเมื่อฝนตกเราก็หลบฝนอยู่ในตัวอาคารสถานที่ได้ ดีเสียอีกที่ไม่เปียกฝน แม้ฟ้าจะหม่นหมองไปสักนิด แต่ก็ทำให้เราไม่ร้อนจนเหงื่อไหลไคลย้อย ตัวชุ่มไปด้วยเหงื่อ คิดแบบนี้แล้ว ก็สามารถเที่ยวต่อไปได้ ยกเว้นการเที่ยวป่า เที่ยวเขาลำเนาไพรเท่านั้นที่อาจจะเที่ยวในหน้าฝนแล้วไม่สะดวก แต่คนที่ชอบเที่ยวป่ายามหน้าฝนก็มีเยอะแยะไปนะครับ ลางเนื้อชอบลางยา ว่ากันไปตามแต่ละคนชอบก็แล้วกัน 

วันนี้มาชวนคุณเดินเที่ยวแถวๆ โลหะปราสาท วัดราชนัดดารามวรวิหาร เพราะเป็นที่เที่ยวที่น่าสนใจมาก เนื่องจากมีวัดที่งดงามอยู่ใกล้ๆ กันไม่ต้องเดินไกล แล้วก็ยังได้ขึ้นไปชมโลหะปราสาทอีกด้วย อันที่จริงบริเวณรอบๆโลหะปราสาทในรัศมีไม่ไกลมากนักมีร้านอาหารอร่อยๆ ให้กินมากมาย เลือกกินไม่หวาดไม่ไหวแต่วันนี้ขอพาเที่ยววัด เที่ยวโลหะปราสาทก่อนนะครับ วันหน้าจะพาไปตระเวนกินของอร่อยรอบๆ บริเวณนี้

หากพูดถึงโลหะปราสาทแล้ว ก็ขออนุญาตพูดแบบรวบรัด เพราะเคยพาคุณไปเจาะลึกเฉพาะตัวโลหะปราสาทมาแล้วเมื่อสองเดือนก่อน แต่จะพาคุณไปเที่ยววัดราชนัดดารามวรวิหาร วัดนี้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2386 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าหญิงโสมนัสวัฒนาวดี ในกาลต่อมาทรงได้รับตำแหน่งพระอัครมเหสี ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงพระนามว่า สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดีบรมราชเทวี 

หลายคนไปโลหะปราสาท แต่ไม่เคยแวะไปวัดราชนัดดารามวรวิหาร เลยแม้แต่ครั้งเดียวนับว่าน่าเสียดายมาก วันนี้จึงพาคุณไปเที่ยววัดแห่งนี้ รับรองว่าเมื่อคุณเข้าไปชมวัด ชมพระอุโบสถวัดราชนัดดารามวรวิหาร แล้วคุณจะบอกว่างดงามยิ่งนัก แล้วจะเสียดายที่ไม่ได้ไปชมตั้งแต่ครั้งก่อนๆ ที่ไปโลหะปราสาท

อีกวัดหนึ่งที่อยู่ใกล้กันคือวัดเทพธิดารามวรวิหาร วัดแห่งนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เช่นกัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2379 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระราชทานแด่พระราชธิดาของพระองค์ท่าน คือพระองค์เจ้าหญิงวิลาศ ภายหลังได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ สถาปนาทรงกรมเป็นกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ด้วยเหตุนี้ จึงพระราชทานนามวัดนี้ว่า วัดเทพธิดารามวรวิหาร วัดนี้ สุนทรภู่ เคยอุปสมบทและจำพรรษา เมื่อ พ.ศ. 2382-2385

วันนี้ขออนุญาตนำภาพสวยๆ มาจากบริเวณโลหะปราสาท วัดราชนัดดารามวรวิหาร และวัดเทพธิดารามวรวิหาร มาฝากก่อนครับ วันหน้าจะพาคุณไปเที่ยวชมด้วยตัวเองนะครับ สนใจไปร่วมทริปเดินทอดน่อง ท่องเมืองกรุงเทพฯด้วยกันโปรดติดต่อ 091-7233615 ครับ เราเน้นการเที่ยวเมืองกรุง ด้วยการเดินเที่ยวแล้วซึมซับความงามในแง่มุมต่างๆ ของเมืองด้วยกัน 

ขอบคุณภาพจาก Isra Pongnithi

ตะลอนเที่ยว : หลงเสน่ห์วาฬบรูด้า แห่งอ่าวไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/743988

ตะลอนเที่ยว : หลงเสน่ห์วาฬบรูด้า แห่งอ่าวไทย

ตะลอนเที่ยว : หลงเสน่ห์วาฬบรูด้า แห่งอ่าวไทย

วันอาทิตย์ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หลายคนอาจไม่ทราบว่าในท้องทะเลไทยในเขตอ่าวไทยของเรา โดยเฉพาะอ่าวไทยตอนบนหรืออ่าวตัวกอ (ก. ไก่) นั้นมีวาฬบรูด้าอาศัยอยู่ซึ่งอันที่จริงนั้นวาฬบรูด้าอาศัยอยู่ทั้งในเขตอ่าวไทยและทะเลอันดามัน

จากข้อมูลของกรมทรัพยากรทางทะเลระบุว่าในเขตทะเลไทยมีวาฬชนิดนี้ประมาณ 60 ตัว วาฬบรูด้าจะหากินห่างจากชายฝั่งตั้งแต่ 4-30 กิโลเมตร โดยสามารถพบได้ตลอดปี แต่ช่วงเวลาที่พบได้บ่อยมากที่สุดคือตั้งแต่เมษายนถึงกันยายนของทุกๆ ปีเพราะเป็นช่วงที่อาหารของวาฬบรูด้าคือปลากะตักและกุ้งเคยอุดมสมบูรณ์มากที่สุด ดังนั้นวาฬบรูด้าจึงออกมาปรากฏตัวบ่อยในช่วงดังกล่าวเพราะมีอาหารที่สมบูรณ์มาก

ปกตินั้น วาฬชนิดนี้จะออกหากินเพียงลำพัง ยกเว้นหากมีลูกน้อยติด ก็จะออกหากินพร้อมกับลูกด้วย แต่บางครั้งก็อาจจะพบเจอวาฬในบริเวณใกล้ๆ กันสองตัว วาฬบรูด้า
ในเขตอ่าวไทยมีชื่อทุกตัว ซึ่งตั้งโดยนักวิจัยที่ติดตามดูพฤติกรรมการหากินของวาฬอย่างใกล้ชิด จึงสามารถจดจำลักษณะและตำหนิต่างๆของวาฬได้แม่นยำ จนสามารถตั้งชื่อให้ได้

วาฬบรูด้าที่ตัวใหญ่สุดจะมีน้ำหนัก 40 ตันตัวโตเต็มวัยจะยาว 16-17 เมตร อายุมากสุดคือ 50 ปี ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ในทุกๆ 2 ปี

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมนี้ Mr.Flower นำสมาชิกไปชมวาฬบรูด้า โดยนั่งรถบัสออกจากกรุงเทพฯไปลงเรือที่มหาชัย สมุทรสาครวันนั้นเราทุกคนตื่นเต้นมากที่ได้พบวาฬบรูด้า2-3 ตัว แล้วต้องบอกว่าโชคดีมากจริงๆที่แล่นเรือออกจากฝั่งประมาณ 1 ชั่วโมง20 นาที ก็ได้พบวาฬบรูด้าขึ้นมาหาอาหารกินหลายคนบอกว่าได้เห็นวาฬบรูด้ายิ้มแล้วชื่นใจมาก แล้วที่สำคัญคือได้ชมลีลาน่ารักต่างๆ นานาของวาฬบรูด้า เช่น พ่นน้ำอ้าปากกว้างกินอาหาร และว่ายน้ำโชว์

เราทุกคนได้เห็นวาฬบรูด้าแล้วก็มีความสุขใจ และภาคภูมิใจมากที่ท้องทะเลไทยของเรามีสัตว์หายากอยู่อาศัย ทำให้เราดีใจว่าท้องทะเลไทยยังอุดมสมบูรณ์ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่เราทุกคนต้องช่วยกันดูแลรักษาไว้ให้ดี เพราะหากท้องทะเลของเราสูญเสียสมดุลแล้ว สัตว์ทะเลน้อยใหญ่ทั้งหลายก็จะไม่อยู่อาศัยในเขตนี้อีกต่อไป

วันนั้นเราเฝ้าดูวาฬบรูด้าจนอิ่มใจ แล้วก็ร่ำลาโบกมือบ๊ายบายสัตว์น้ำตัวมหึมาแห่งท้องทะเลไทย แล้วกลับขึ้นฝั่ง ระหว่างทางก็แสนจะโชคดีที่เราได้เห็นโลมาอิรวดีขึ้นมาโชว์ตัวบนผิวน้ำอีก หลายคนตื่นเต้น ดีใจมากบอกว่าโชคดีมากๆ ที่ได้เห็นทั้งวาฬบรูด้า และโลมาอิรวดี ทำให้ยิ่งหลงรักท้องทะเลไทยมากขึ้นอีกหลายเท่า

วันนี้ Mr.Flower นำภาพสวยๆ ของวาฬบรูด้ามาฝาก หลายคนบอกว่าวาฬบรูด้ายิ้มหวานมาก ต้องกลับไปหาอีกในเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน วันที่เราเดินทางด้วยเรือนั้น ทุกคนบอกเหมือนๆ กันว่า มีความสุขมาก ได้เห็นความงามของท้องทะเลไทย ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ และได้รับประทานอาหารที่ปรุงใหม่ๆ สดๆ รสชาติแสนอร่อย พร้อมทั้งได้รับริการที่แสนประทับใจจากเจ้าหน้าที่ของเรือ มีขนมต่างๆ พร้อมเครื่องดื่มให้บริการอย่างจุใจตลอดการเดินทางทำให้ทุกคนบอกว่าวันหน้าจะจัดไปเที่ยวที่ไหนอีกขอให้บอกด้วย เพราะจะตามไปทุกทริป เพราะประทับใจการให้บริการที่แสนอบอุ่นและน่ารักมาก

สำหรับคุณๆ ที่ต้องการไปชมวาฬบรูด้ากับ Mr.Flower โปรดติดต่อสอบถามได้ที่หมายเลข 091-7233615 เรามีทริปพาคุณไปชมวาฬบรูด้าทุกวันเสาร์ตลอดเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม

ขอบคุณภาพสวยๆ จากคุณเอก-ณัฐทัตต์ วงศ์ทองเหลือ และน้องช่างภาพประจำเรือไปกันคาตามารันส์

ตะลอนเที่ยว : อันความกรุณาปรานี จะมีใครบังคับก็หาไม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/742347

ตะลอนเที่ยว : อันความกรุณาปรานี จะมีใครบังคับก็หาไม่

ตะลอนเที่ยว : อันความกรุณาปรานี จะมีใครบังคับก็หาไม่

วันอาทิตย์ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ความเมตตากรุณาปรานีคือสิ่งสำคัญที่ช่วยให้โลกมนุษย์ดำเนินต่อไปได้อย่างเป็นปกติสุข เมื่อเรามีจิตเมตตาแล้ว เราก็จะพยายามช่วยเหลือสรรพสัตว์ สรรพสิ่งให้ดำรงความเป็นอยู่ในสภาวะที่เขาเหล่านั้นไม่ต้องประสบกับความทุกข์ยากจนเกินไป แล้วที่สำคัญยิ่งกว่าคือ เราจะพบว่าเมื่อเรามีเมตตากรุณาต่อสรรพสิ่งแล้ว ชีวิตเราจะร่มเย็นมีความสุขตามอัตภาพ และจะพยายามช่วยเหลือสรรพสัตว์ สรรพสิ่งต่อไปเรื่อยๆ ตามความสามารถของเรา

โครงการทำหมันหมาแมวจรจัด และตรวจสุขภาพสัตว์ (ทั้งจรจัดและมีเจ้าของ) เป็นโครงการที่คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วมมือทำโครงการนี้กับหนังสือพิมพ์แนวหน้า มาเป็นระยะเวลานานกว่า 14 ปีแล้ว วัตถุประสงค์สำคัญก็เพื่อลดจำนวนประชากรสัตว์จรจัด โดยเฉพาะหมาและแมว อีกทั้งยังต้องการเห็นสัตว์เหล่านั้นมีสุขภาพที่ดี ปราศจากโรคภัย โดยเฉพาะโรคพิษสุนัขบ้า เพราะหากสัตว์ป่วยด้วยโรคนี้แล้ว ก็จะทำให้ประชาชนในสังคมนั้นๆ ประสบความเดือดร้อนไปโดยปริยาย เนื่องจากโรคพิษสุนัขบ้าทำให้สัตว์และคนที่ป่วยเป็นโรคนี้ต้องเสียชีวิตทุกราย

ล่าสุดเมื่อวันที่ 3-5 กรกฎาคม 2566 โครงการนี้ได้สัญจรไปให้บริการทำหมัน ตรวจสุขภาพ ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และวัคซีนรวมให้กับสัตว์เลี้ยงประจำบ้าน คือ หมาและแมว ในเขตอำเภอเพ และไปให้บริการบนเกาะเสม็ด จังหวัดระยอง

สำหรับผู้ที่ติดตามอ่านแนวหน้ามาโดยตลอดจะทราบดีว่าโครงการนี้เป็นโครงการหนึ่งที่ช่วยสร้างให้สังคมทั้งของคนและสัตว์เลี้ยงมีสวัสดิภาพที่ดี โดยโครงการนี้
ไม่คิดค่าบริการใดๆ จากผู้รับบริการ 

ดังนั้นจึงมีคำถามว่า แล้วค่าใช้จ่ายต่างๆ ของโครงการในแต่ละครั้ง ซึ่งหากคิดเป็นเงินตราก็ต้องบอกว่าหลายแสนบาทใครเป็นผู้รับผิดชอบ ตอบสั้นๆ โดยสรุปคือ เป็นความร่วมมือกันจากหลายฝ่าย เช่น คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ คณาจารย์และนิสิตคณะสัตวแพทย์ฯ เจ้าของพื้นที่ที่ต้องการได้รับบริการ และหนังสือพิมพ์แนวหน้า โดยดร.เฉลิมชัย ยอดมาลัย บรรณาธิการข่าวและคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์แนวหน้า เป็นผู้ริเริ่มโครงการ และเป็นผู้ประสานงานโครงการ

ตัวอย่างล่าสุดของทริปเพ เกาะเสม็ด ระยอง นอกจากได้รับการสนับสนุนจากคณะสัตวแพทย์ฯ แล้ว ยังได้รับการร่วมมืออย่างดียิ่งจากคณาจารย์ของคณะ รวมถึงสัตวแพทย์ที่จบจากจุฬาฯ โดยบางคนร่วมโครงการนี้มาตลอดตั้งแต่เพิ่งจบการศึกษา จนปัจจุบันหลายรายได้เป็นอาจารย์ในคณะฯ และบางรายก็ได้รับตำแหน่งคณบดี นอกนั้นยังมีอาจารย์อาวุโสหลายรายเข้าร่วมโครงการด้วย คุณหมอหลายคนต้องปิดคลินิกส่วนตัว เพื่อไปให้บริการในโครงการนี้ อาจารย์ที่เป็นผู้บริหารคณะฯ บางรายต้องขับรถยนต์ไปเอง เพราะไม่สามารถอยู่ร่วมโครงการได้ตลอด จึงต้องกลับก่อนสิ่งเหล่านี้คือความประทับใจที่ Mr.Flower ในฐานะผู้ร่วมประสานงานประทับใจมาก 

เมื่อคุณหมอทั้งหลายทุ่มเทการทำงานมากมายแล้ว เราก็ต้องจัดหาและอำนวยความสะดวกให้คุณหมอให้มากที่สุด เพื่อให้ทำงานได้ประสบความสำเร็จดีที่สุด โดยจัดหาที่พัก อาหารการกิน และการขนส่งให้คณะทำงาน โดยที่พักและอาหารได้รับความอนุเคราะห์ด้วยดีเสมอมาเมื่อเราไปให้บริการที่ระยอง โดยกลุ่มเสม็ดรีสอร์ทเป็นผู้ดูแลทั้งหมด ส่วนการเดินทางในครั้งนี้ ได้รับการอนุเคราะห์จาก บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ส่วนสถานที่ให้บริการตรวจรักษาและทำหมันสัตว์ ได้รับความอนุเคราะห์จากองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นของทั้งเพ และเสม็ด 

จากภาพจะเห็นว่า การทำงานนอกโรงพยาบาลสัตว์ที่ได้มาตรฐานนั้น จำเป็นที่คุณหมอทั้งหลายต้องปรับตัว ปรับสภาพการทำงาน เพื่อให้งานออกมาดีที่สุด เช่น ต้องจัดเตรียมโต๊ะผ่าตัดกันเอง โดยดัดแปลงจากโต๊ะที่มีในชุมชนต่างๆ ต้องจัดหาและเตรียมแสงสว่างเพื่อให้การผ่าตัดดำเนินไปได้ดีที่สุด ต้องนำเครื่องไม้เครื่องมืออุปกรณ์และเวชภัณฑ์ไปให้บริการกับชุมชนโดยเน้นมาตรฐานเดียวกับการให้บริการในโรงพยาบาลสัตว์ที่ได้มาตรฐานระดับสากล 

สิ่งที่พวกเราทุกคนภูมิใจและดีใจคือเมื่อเห็นจำนวนสัตว์จรจัดในชุมชนต่างๆ ที่เราไปให้บริการเป็นประจำลดจำนวนลงทุกปีและได้เห็นว่าชุมชนมีสวัสดิภาพที่ดี ไม่มีปัญหาเรื่องพิษสุนัขบ้าแพร่ระบาด และได้เห็นชาวบ้านให้ความรักความเมตตาต่อสัตว์ เพียงเท่านี้เราก็ยิ้มได้เต็มหน้า และนอนหลับด้วยความสบายใจ และภูมิใจที่มีส่วนช่วยให้สังคมมีความปกติสุขตามอัตภาพ

ตะลอนเที่ยว : แม่เจ้าพระยาและลำคลอง เส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงสรรพชีวิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/740975

ตะลอนเที่ยว : แม่เจ้าพระยาและลำคลอง เส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงสรรพชีวิต

ตะลอนเที่ยว : แม่เจ้าพระยาและลำคลอง เส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงสรรพชีวิต

วันอาทิตย์ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 07.05 น.

สืบเนื่องมาจากการพาคุณผู้อ่านแนวหน้าไปล่องเจ้าพระยา และคลองบาง (ข้า) หลวงคลองบางกอกใหญ่ เมื่อประมาณ 10 วันที่ผ่านมาทำให้มีเสียงเรียกร้องจากคุณผู้อ่านแนวหน้าว่า เมื่อไรจะพาไปเที่ยวทำนองนี้อีก 

ก็ขออนุญาตตอบให้ทราบ ณ ตรงนี้ว่า เราจะไปเที่ยวกันอีกในเร็วๆ นี้ คาดว่าภายในเดือนกรกฎาคม ซึ่งก็น่าจะประมาณช่วงกลางเดือน อาจจะวันที่ 15 หรือ 16 กรกฎาคม โดยเน้นการเที่ยวชุมชนของชาวริมคลอง แล้วแวะไหว้พระในวัดสำคัญๆ บางแห่งที่อยู่ริมคลอง จริงๆ ต้องบอกว่าไหว้พระและไหว้เจ้า รวมถึงไหว้พระผู้เป็นเจ้าด้วย เพราะเส้นทางที่พาคุณๆ ไปเที่ยวนั้นมีทั้งวัดของศาสนาพุทธ ศาลเจ้าของจีน โบสถ์คริสต์ และมัสยิด แล้วยังพาคุณไปชมความวิจิตรตระการตาของเรือพระที่นั่งในพระราชพิธีพยุหยาตราชลมารค ซึ่งเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานเรือพระราชพิธี ปากคลองบางกอกน้อย

การท่องเที่ยวทางน้ำในเขตกรุงเทพฯโดยล่องเรือไปในลำน้ำแม่เจ้าพระยา แล้วลัดเลาะเข้าไปในคลองบางกอกใหญ่ คลองบาง (ข้า) หลวงและคลองบางกอกน้อย นับว่ามีมนต์เสน่ห์อย่างมาก เพราะทำให้ได้เห็นวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนคนริมคลอง และได้เห็นวัดวาอารามต่างๆ ได้เห็นว่าผู้คนในชุมชนนั้นประกอบด้วยพี่น้อง เครือญาติ ทั้งชาวไทยที่นับถือศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม และศาสนาคริสต์ ได้เห็นถึงเส้นทางการคมนาคมที่อาศัยสายน้ำในลำคลอง และแม่น้ำเป็นเส้นทางสัญจร ทั้งเพื่อการค้า การทำธุรกิจ และการติดต่อคมนาคม การขนส่งสินค้า การทำประมง และการใช้น้ำเพื่อการเกษตร 

กล่าวได้ว่าสายน้ำใหญ่น้อย ทั้งแม่เจ้าพระยาและลำคลองต่างๆ ในกรุงเทพฯ มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของสรรพชีวิต และของเมือง เป็นสิ่งที่ผูกพันรัดร้อยเกี่ยวกระหวัดให้ผู้คนมีความพันผูกกับสายนทีอย่างยากที่จะแยกขาดจากกันได้อย่างสิ้นเชิง นอกจากสายน้ำจะเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้คนที่อยู่ริมคลอง ริมแม่น้ำแล้ว สายน้ำยังเกี่ยวพันกับการก่อเกิดขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมของชุมชนอีกด้วย 

หากเราจะเอ่ยอ้างถึงประโยคโบร่ำโบราณที่ว่า เดือนสิบเอ็ดน้ำนอง เดือนสิบสองน้ำทรง เดือนอ้ายน้ำไหลรี่ เดือนยี่น้ำไหลลง นี่เป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าชีวิตของมนุษย์ที่อยู่ริมลำน้ำนั้นมีความสัมพันธ์กับสายน้ำและธรรมชาติอย่างแนบแน่น หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นวิถีชีวิตของคนริมน้ำ หรือชาวบ้านที่อาศัยริมแม่น้ำลำคลอง คนโบราณสามารถอยู่กับธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน ไม่ต้องพยายามหาทางเอาชนะธรรมชาติ เพราะรู้ดีว่าไม่มีวันเอาชนะได้ ซึ่งผิดกับคนยุคปัจจุบันที่พยายามจะควบคุมธรรมชาติให้จงได้ แต่สุดท้ายก็ไม่ประสบความสำเร็จ มิหนำซ้ำยังถูกธรรมชาติลงโทษเป็นประจำ 

ทริปที่แล้วนั้น Mr.Flower พาสมาชิกไปเที่ยววัดราชโอรสาราม ราชวรวิหาร(วัดประจำรัชกาลที่ 3) วัดนางนอง (วัดที่รัชกาลที่ 3 ทรงสร้างเพื่ออุทิศถวายแด่พระมารดา เจ้าจอมมารดาเรียม)วัดอัปสรสวรรค์ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญวัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหารวัดกัลยาณมิตร วรมหาวิหาร แล้วไปเที่ยวโบสถ์คริสต์ซางตาครู้ส (โบสถ์แห่งนี้ก่อสร้างในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช) แล้วเดินลัดเลาะเที่ยวย่านกุฎีจีน หาซื้อขนมฝรั่งกุฎีจีนกินกันอย่างเอร็ดอร่อย แล้วก็แวะศาลเจ้าเกียนอันเกง (อันที่จริงมีศาลเจ้าตั้งอยู่ริมน้ำในลำคลองบางกอกใหญ่ และแม่เจ้าพระยามากมาย แต่ไม่ได้แวะทุกศาลเจ้าเนื่องจากเวลาไม่เอื้ออำนวย

เราเดินเที่ยววัดและชุมชนต่างๆ จนหนำใจ แต่แล้วก็ถึงช่วงเวลาน้ำลง ทำให้เรือไม่สามารถเข้าไปในคลองบางกอกน้อยได้ จึงทำให้ต้องตัดโปรแกรมพาเที่ยวพิพิธภัณฑ์เรือพระราชพิธีออกไป ทำให้หลายคนเสียดายมากที่ไม่ได้เข้าไปชมความงามของเรือพระที่นั่งต่างๆ ที่เก็บรักษาอยู่ภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้แต่อย่างไรก็ตาม หลายคนบอกว่าจะต้องกลับไปชมความวิจิตรของเรือพระที่นั่งให้ได้ พร้อมกับขอให้ Mr.Flower พาไปเที่ยวชมบ้านเรือนในคลองบางกอกน้อย เพราะในคลองบางกอกน้อยก็มีวัดวาอารามสำคัญๆ อีกมากมาย อาทิวัดสุวรรณาราม ราชวรวิหาร วัดศรีสุดาราม (วัดชีปะขาว) วัดสุวรรณคีรี (วัดขี้เหล็ก)เป็นต้น 

สำหรับคุณๆ ที่สนใจร่วมทริปท่องเที่ยวชมวัด วัง บ้านเรือน ตลาด ชุมชนริมแม่น้ำและลำคลองกับ Mr.Flower โปรดติดต่อ 091-7233615 ขอเรียนว่าทริปของเรารับสมาชิกจำนวนจำกัด (30-35 คนเท่านั้น) เหตุผลที่รับสมาชิกไม่มากเป็นร้อยๆ คน เพราะต้องการให้สมาชิกได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกันอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างกลุ่มมิตรภาพกลุ่มใหม่ขึ้นมา

ตะลอนเที่ยว : หอประวัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/739446

ตะลอนเที่ยว : หอประวัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ตะลอนเที่ยว : หอประวัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วันอาทิตย์ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ประวัติศาสตร์และความเป็นมา คือเครื่องช่วยบ่งบอกชี้ชัดว่าในปัจจุบันนี้เราเป็นใคร หากเราไม่มีราก ไม่มีเหง้า ไม่มีประวัติความเป็นมา เราก็เป็นสิ่งมีชีวิตจำพวกรากลอย
ไม่รู้จักความเป็นมาของตนเอง เมื่อเป็นเช่นนี้เราก็คงจะก้าวหน้าต่อไปในอนาคตได้อย่างมั่นคงได้ไม่ง่ายนัก

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในวันนี้มีอายุกว่า 1 ศตวรรษแล้ว แต่กว่าจะหยั่งรากลึกจนเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เช่นทุกวันนี้มหาวิทยาลัยแห่งนี้มีประวัติศาสตร์และความเป็นมาที่น่าสนใจยิ่ง ขอเชิญคุณๆทำความรู้จักและเข้าใจจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยผ่านเรื่องราวและคำบอกเล่าต่างๆ จากหอประวัติจุฬาฯ 

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีดำริจัดตั้งหอประวัติจุฬาฯ เมื่อ พ.ศ. 2509 แต่ดำเนินการไปได้ไม่ลุล่วง จนกระทั่งเข้าสู่ปี 2530 หอประวัติจุฬาฯ จึงเกิดขึ้นอย่างเป็นหลักเป็นฐาน ซึ่งในวันที่26 มีนาคม 2531 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดหอประวัติจุฬาฯ ณ อาคารจักรพงษ์

หอประวัติจุฬาฯ เป็นแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์เกี่ยวเนื่องกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมากมาย 

ตึกจักรพงษ์แต่เดิมคือที่ทำการของสโมสรนิสิตจุฬาฯ (ปัจจุบันสโมสรนิสิตจุฬาฯ ย้ายที่ทำการไปอยู่บนตึกจุลจักรพงษ์ ซึ่งอยู่ใกล้กับศาลาพระเกี้ยว) ครั้นเมื่อใช้ตึกจักรพงษ์เป็นหอประวัติจุฬาฯ จึงจัดแบ่งพื้นที่สำหรับจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวเนื่องกับประวัติของจุฬาฯ เป็นสองส่วน ส่วนแรกอยู่ชั้นล่างของตึก เป็นห้องโถงใหญ่ ใช้สำหรับจัดแสดงนิทรรศการตามวาระสำคัญต่างๆ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่วนชั้นสอง แบ่งพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการออกเป็นสี่ส่วนคือ ห้องโถงกลางหรือโถงเฉลิมพระเกียรติ ส่วนกึ่งกลางห้องโถงเป็นที่ประดิษฐานพระเกี้ยว องค์ที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระเกี้ยวองค์นี้จะถูกอัญเชิญไปในงานพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาตั้งแต่ปี 2533 และในห้องโถงนี้ยังมีพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ประดิษฐานอยู่ด้วย

และยังมีห้องจัดแสดงนิทรรศการอีกสามห้อง โดยสองห้องใช้จัดแสดงประวัติความเป็นมาก่อนจะสถาปนาเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในรัชสมัยของรัชกาลที่ 6 รวมถึงจัดแสดงประวัติการก่อตั้งคณะวิชาต่างๆ ในยุคแรกเริ่มของจุฬาฯ พร้อมทั้งประวัติการเสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์สร้างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงประวัติการเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานปริญญาบัตรครั้งแรกของสยามประเทศ ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ส่วนอีกห้องหนึ่งจัดแสดงเรื่องที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีสมเด็จเจ้าฟ้านิสิตพระองค์แรกทรงเข้าศึกษาในจุฬาฯ เมื่อปี 2516 โดยห้องจัดแสดงนิทรรศการนี้เป็นการทำงานร่วมกันของนิสิตเก่าจุฬาฯรุ่นที่เข้าศึกษาเมื่อปี 2513 โดยมีดำริร่วมกันจัดนิทรรศการเพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์แรกของจุฬาฯ ในโอกาสที่รุ่นพี่รุ่นนี้ได้เข้าศึกษาในจุฬาฯ ครบ 50 ปี เมื่อปี 2563 การจัดทำนิทรรศการได้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2563 แต่ในยุคนั้นมีปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 หนักมาก การนำเสนอข่าวเรื่องนิทรรศการน้องใหม่จุฬาฯ ที่ทรงเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์แรกจึงไม่ได้เผยแพร่ต่อสาธารณะมากนัก

อย่างไรก็ตาม รุ่นพี่ที่เข้าศึกษาต่อเมื่อปี 2513 ได้กราบบังคมทูลทรงทราบ เพื่อทูลเชิญเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดนิทรรศการ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดนิทรรศการนี้ เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2566 นับเป็นโอกาสอันดี เพราะเป็นวาระครบรอบ 50 ปี ที่จุฬาฯ มีน้องใหม่เป็นสมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์แรกทรงเข้าศึกษาต่อในคณะอักษรศาสตร์

ภายในห้องจัดแสดงนิทรรศการน้องใหม่จุฬาฯ ที่ทรงเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์แรกมีความน่าสนใจมาก เพราะบอกเล่าเหตุการณ์ประวัติศาสตร์นับตั้งแต่วันแรกที่ทรงเข้ารายงานพระองค์ที่คณะอักษรศาสตร์ การทรงร่วมกิจกรรมรับน้องใหม่ และกิจกรรมต่างๆ ของมหาวิทยาลัย และของคณะอักษรศาสตร์ และยังพระราชทานสิ่งของส่วนพระองค์เมื่อครั้งทรงมีพระราชสถานะเป็นนิสิตของจุฬาฯ อาทิ บัตรประจำตัวนิสิตของพระองค์ทั้งสี่ชั้นปีฉลองพระองค์ชุดนิสิต และฉลองพระองค์ครุย เป็นต้น

ขอเชิญชวนทุกท่านเข้าชมนิทรรศการ ณ หอประวัติจุฬาฯ ได้ทุกวันในเวลาราชการ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น 

หมายเหตุ ตึกจักรพงษ์อยู่ติดกับหอนาฬิกาจุฬาฯ อยู่ไม่ไกลจากหอประชุมจุฬาฯ โดยเมื่อหันหน้าเข้าหอประชุม ให้สังเกตด้านขวามือของตนเอง จะพบหอนาฬิกา และพบตึกจักรพงษ์

ตะลอนเที่ยว : วัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/737927

ตะลอนเที่ยว : วัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร

ตะลอนเที่ยว : วัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร

วันอาทิตย์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หลายคนบ่นแบบคนจำพวกใกล้เกลือ กินด่างว่า กรุงเทพฯ น่าเบื่อมากเลย ไม่มีอะไรให้ดู ให้เที่ยว ให้ชม

ขอบอกว่าคนที่บ่นแบบนี้คือคนที่ไม่รู้จักกรุงเทพฯดี ต่อให้เกิด หรืออยู่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯก็ตามที เพราะข้อเท็จจริงนั้นกรุงเทพฯมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายมหาศาลสารพัดรูปแบบ ทั้งวัด วัง บ้านเรือน ตลาดบกตลาดน้ำ ทั้งแหล่งของกิน ของใช้ สารพัดสารพันเกินจะบรรยายได้หมดในเวลาอันสั้น

เอาแค่วัดเพียงอย่างเดียว ก็ต้องบอกว่ากรุงเทพฯมีวัดให้เที่ยวชม และเข้าไปกราบนมัสการพระพุทธรูป และชมโบราณสถาน โบราณวัตถุ ชนิดที่ว่าเที่ยวไปทั้งเดือนก็ยังเที่ยวชมวัดในกรุงเทพฯไม่หมดไม่สิ้น เพราะฉะนั้น ใครก็ตามที่บอกว่ากรุงเทพฯ ไม่มีอะไรให้เที่ยวให้ชม ขอให้คิดใหม่ แล้วขอให้เริ่มต้นเที่ยวกรุงเทพฯก่อน จะได้ยุติความคิดที่แสนประหลาดนั้นโดยพลัน

หลายคนไปบางลำภูหลายร้อยครั้ง แต่ไม่เคยเข้าไปกราบนมัสการพระประธานในพระอุโบสถ คือพระพุทธสุวรรณเขต (หลวงพ่อโต) องค์ที่อยู่ด้านหลัง อัญเชิญมาจากวัดสระตะพาน จังหวัดเพชรบุรี และพระพุทธชินสีห์ องค์ที่อยู่ด่านหน้า อัญเชิญมาจากวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก ที่ฐานพระประธานเป็นที่ประดิษฐ์พระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 9

นอกจากหลายคนไม่เคยเข้าไปกราบนมัสการพระประธานในพระอุโบสถแล้ว ยังไม่เคยเข้าไปชมโบราณสถานต่างๆ ในวัดบวรฯอีกด้วย วัดบวรนิเวศฯ เป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมราชจักรีวงศ์หลายพระองค์ประทับจำพรรษาที่นี่ เช่น รัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 7 รวมถึงรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10

ภายในพระอุโบสถมีซุ้มสาหร่ายลวดลายงดงามประดับด้านหน้าองค์พระประธาน ด้านบนซุ้มเชิญตราพระมหามงกุฎ ตราประจำพระองค์รัชกาลที่ 4 ประดับไว้

เมื่อเข้าไปในเขตวัดบวรนิเวศฯ จะพบว่าสร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบไทยผสมกับแบบจีน วัดแห่งนี้สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ ทรงเป็นแม่กองก่อสร้าง ดังนั้น พระอุโบสถวัดบวรฯ จึงสร้างตามแบบพระราชนิยมสมัยรัชกาลที่ 3 สิ่งสำคัญอีกสิ่งคือพระเจดีย์ทอง ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และที่ซุ้มเก๋งด้านทิศเหนือพระเจดีย์ทอง คือที่ประดิษฐานพระไพรีพินาศ ทำจากศิลา ขนาดหน้าตัก 33 เซนติเมตร ปางประทานพร ศิลปะสมัยศรีวิชัย

สิ่งที่น่าสนใจอีกสิ่งคือทวารบาลแบบจีน หรือเซี่ยวกาง ทำเป็นรูปเทพ ถืออาวุธ และมีพาหนะเป็นสัตว์ต่างๆ เช่น ถือทวน ทรงสิงโตจีน ถือดาบคู่ ทรงเสือ ถือตรีศูลและกริช ทรงจระเข้ ถือดาบ และโล่ ทรงมังกร

วัดบวรนิเวศฯ ตั้งอยู่ที่ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ

ขอบคุณภาพจากคุณอิสรา พงศ์นิธิ (นิสิตเก่าคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

ตะลอนเที่ยว : คลองบางหลวง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/736447

ตะลอนเที่ยว : คลองบางหลวง

ตะลอนเที่ยว : คลองบางหลวง

วันอาทิตย์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

กรุงเทพมหานครหรือบางกอกได้รับสมญานามว่าเวนิสตะวันออก เพราะในวันก่อนวันเก่านั้นเมืองบางกอกเต็มไปด้วยคลองต่างๆ นานาสารพัด คลองจึงเป็นเสมือนเส้นเลือดฝอยที่หล่อเลี้ยงสรรพชีวิตให้อุดมสมบูรณ์ โดยมีเส้นเลือดใหญ่คือแม่น้ำเจ้าพระยา

วันนี้จะชวนคุณๆ ไปเที่ยวคลองบางหลวง ชุมชน เก่าแก่ที่มีประวัติมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ปัจจุบันอยู่ในเขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ คำว่าคลองบางหลวงมาจากคำเต็มเดิมคือคลองบางข้าหลวง ปัจจุบันมีชื่อเรียกอีกชื่อว่าคลองบางกอกใหญ่ คลองนี้เดิมคือแม่น้ำเจ้าพระยาสายเดิมแต่เมื่อมีการขุดคลองลัดที่บริเวณหลังมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปัจจุบัน เมื่อครั้งแผ่นดินสมเด็จพระชัยราชาธิราช ทำให้สายน้ำเปลี่ยนทาง แม่น้ำสายเดิมก็เล็กลงแคบลง ส่วนคลองลัดที่ขุดใหม่ก็ขยายใหญ่ขึ้นมากขึ้น เพราะทางน้ำเปลี่ยน ส่งผลให้จากคลองก็กลายเป็นแม่น้ำ แล้วจากแม่น้ำก็เปลี่ยนเป็นคลองดังปรากฏเช่นทุกวันนี้ 

เริ่มต้นจากวัดกำแพงบางจาก วัดนี้มีประวัติว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยา สิ่งสำคัญของวัดคือหลวงพ่อบุษราคัม พระประธานในพระอุโบสถ โดยผนังทั้งสี่ของพระอุโบสถก็งดงามไปด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องราวเกี่ยวกับไตรภูมิและทศชาติชาดก จุดเด่นอีกอย่างของวัดคือเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง จำนวน 7 องค์ 

รอบๆ วัดคือ ชุมชนบางหลวง นับว่าเป็นชุมชนริมคลองที่มีเสน่ห์มากแห่งหนึ่ง เพราะมีตลาดชุมชน มีบ้านเรือนไม้ที่หน้าบ้านมีนอกชานให้เดินติดต่อกันได้ ที่น่ารักอีกอย่างหนึ่งคือหลังคาบ้านในย่านนี้หลายหลังยังมุงด้วยสังกะสี 

เมื่อไปเที่ยวคลองบางหลวงทั้งที ก็ต้องไปเที่ยววัดอื่นๆ ที่อยูู่ในลำคลองบางกอกใหญ่ด้วย เพราะเส้นทางน้ำสายนี้อุดมไปด้วยวัดวาอารามมากมาย เช่น วัดราชโอรสารามฯ วัดนางนอง วัดอัปสรสวรรค์ วัดปากน้ำภาษีเจริญ เป็นต้น 

แต่ทริปนี้ Mr.Flower จะพาคุณไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์เรือพระราชพิธีที่ปากคลองบางกอกน้อยด้วย เพราะเชื่อว่าเมื่อคุณได้ชมความงดงามวิจิตรบรรจงของเรือพระที่นั่งที่ใช้ในกระบวนเสด็จพยุหยาตราชลมารคอาทิ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9สุพรรณหงส์ อนันตนาคราช อเนกชาติภุชงค์ แล้วคุณจะตื่นตะลึงในความงาม และจะภาคภูมิใจในความสามารถเชิงช่างของบรรพบุรุษของเราจนเกินจะหาคำบรรยายใดๆ มาเอ่ยอ้างได้

ทริปล่องเรือชมความงามของโบราณสถาน วัดวาอาราม และชุมชนเก่าแก่ในคลองบางหลวงคลองบางกอกใหญ่ จะมีขึ้นในวันที่ 17 มิถุนายนนี้ รับสมาชิก35 คนเท่านั้น 

สนใจร่วมทริปล่องเรือ โปรดติดต่อที่หมายเลข 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : เพราะเธอไม่ใช่แค่สัตว์ แต่คือเพื่อนร่วมโลกของเรา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/735049

ตะลอนเที่ยว : เพราะเธอไม่ใช่แค่สัตว์ แต่คือเพื่อนร่วมโลกของเรา

ตะลอนเที่ยว : เพราะเธอไม่ใช่แค่สัตว์ แต่คือเพื่อนร่วมโลกของเรา

วันอาทิตย์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

โครงการทำหมัน ตรวจสุขภาพสัตว์ และฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้บรรดาหมาแมวและสัตว์เลี้ยงทั้งที่มีเจ้าของและจรจัด ซึ่งทำโครงการโดยความร่วมมือระหว่างคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์แนวหน้า และชุมชนต่างๆ ที่ร่วมมือทำโครงการด้วยกัน เป็นหนึ่งในโครงการที่คณะผู้จัดทำขอเล่าความในใจให้คุณผู้อ่านทราบว่า ทำแล้วมีความสุขมากที่สุดโครงการหนึ่ง 

โครงการนี้เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อ 14 ปีที่แล้ว โดยออกทริปแรกไปให้บริการที่อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน หลังจากได้ประสานงานกันระหว่างชุมชนชาวปาย คณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ หนังสือพิมพ์แนวหน้าและผู้บริหารสายการบินนกแอร์ (ยุคนายพาทีสารสิน เป็นผู้บริหารสูงสุด) โดยได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ SCG (บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด)

ช่วงแรกๆ ของการทำโครงการจึงใช้ชื่อว่า สัตวแพทย์ จุฬาฯ ติดปีก by นกแอร์ในยุคที่นกแอร์ให้ความร่วมมือกับโครงการ ทำให้เราสามารถเดินทางไปให้บริการในพื้นที่ห่างไกลได้ค่อนข้างสะดวก เพราะในหนึ่งปีนั้น นกแอร์ให้ที่นั่งสำหรับคณะทำงาน 30-35 ที่ต่อการทำงานหนึ่งครั้ง ปีหนึ่งให้สี่ทริป เพราะฉะนั้นในช่วงระยะการทำงานปีที่หนึ่งถึงปีที่ 5 ของการทำงานจึงทำให้เดินทางไปให้บริการได้ถึงเชียงใหม่ อุดรธานี เป็นต้น 

แต่เมื่อเปลี่ยนคณะผู้บริหารสายการบินนกแอร์ การเดินทางไปให้บริการชุมชนที่อยู่ห่างไกลจากกรุงเทพฯก็จำเป็นต้องเปลี่ยนไปด้วย เพราะคณะทำงานมีเวลาในการออกไปให้บริการค่อนข้างจำกัด ตามปกติจะออกไปให้บริการ 3 วัน 2 คืน ดังนั้นหากต้องเดินทางด้วยรถยนต์จากกรุงเทพฯไปให้บริการที่เชียงใหม่ หรือแม่ฮ่องสอน ก็ไม่สามารถทำงานได้สำเร็จเสร็จสิ้นภายในระยะเวลา 3 วัน เนื่องจากต้องใช้เวลาเดินทางไปกลับแล้ว 2 วัน เพราะฉะนั้น โครงการจึงให้บริการได้เฉพาะในจังหวัดที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯเกิน 200 กิโลเมตร 

นั่นคือประวัติความเป็นมาของโครงการบริการชุมชนโดยคณะทำงานของเรา แม้วันนี้เราก็ยังคงให้บริการชุมชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการทำหมันหมาแมวจรจัด รวมถึงมีเจ้าของ เพราะเรายังเชื่อมั่นว่า การลดจำนวนประชากรสัตว์จรจัดในกลุ่มหมาแมวที่ดีที่สุดคือการทำหมัน 

ล่าสุดคณะทำงานได้ไปให้บริการทำหมันหมาแมว และฉีควัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า พร้อมตรวจสุขภาพสัตว์ให้ชาวบ้านในเขตเทศบาลอ่างศิลา ชลบุรี โดยออกหน่วยเมื่อวันที่ 29-30 พฤษภาคม 2566 

การออกหน่วยให้บริการที่เขตเทศบาลอ่างศิลานั้นเป็นโครงการต่อเนื่อง ซึ่งเริ่มครั้งแรกเมื่อปี 2565 ในหนึ่งปีให้บริการสองครั้ง แต่ละครั้งจะมีหมาแมวและสัตว์เลี้ยงไปรับบริการจากคณะทำงานโดยเฉลี่ย 150 ตัว โดยเทศบาลอ่างศิลาประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านนำสัตว์เลี้ยง รวมถึงสัตว์จรจัดที่สามารถนำไปรับบริการได้ไปทำหมัน และฉีควัคซีน พร้อมตรวจสุขภาพ

ในแต่ละครั้งที่คณะทำงานออกให้บริการชุมชน ก็จะได้รับเสียงตอบรับอย่างดีจากคนในชุมชน หลายคนบอกว่าหากไม่มีบริการนี้ก็อาจจะไม่สามารถนำสัตว์เลี้ยงไปทำหมันได้เนื่องจากต้องจ่ายค่าทำหมันหมาแมวเองหลายคนบอกว่าไม่มีเงินมากพอที่จะนำสัตว์ไปรับบริการตามคลินิก แต่เมื่อมีโครงการนี้ก็ทำให้ไม่ต้องจ่ายเงินด้วยตัวเอง เพราะบางบ้านมีหมาแมวหลายตัว โดยสัตว์เหล่านั้นมาขออาศัยอยู่ในบริเวณบ้าน เมื่อเลี้ยงดูแล้วก็ผูกพัน แต่ก็ไม่มีเงินมากพอจะนำสัตว์ไปทำหมันได้ดังนั้นเมื่อมีโครงการนี้เกิดขึ้นจึงมีความยินดีที่จะนำสัตว์มารับการทำหมันและตรวจสุขภาพ

สิ่งหนึ่งที่คณะทำงานได้รับทราบจากชาวบ้านผู้มีใจรักสัตว์คือ สัตว์เหล่านี้มาขอพึ่ง ขอที่อยู่ ขออาหารกิน เมื่อเลี้ยงแล้วก็ผูกพัน ไม่สามารถทิ้งได้ เวลาเจ็บป่วยก็พยายามรักษาไปตามความสามารถ และบอกด้วยว่า สัตว์ทั้งหลายก็คือ เพื่อนร่วมโลกของเรา โลกใบนี้ไม่ได้เป็นของคนเท่านั้น เพราะยังมีสัตว์อื่นๆ ร่วมเป็นเจ้าของด้วย ดังนั้นหากใครก็ตามที่ไม่คิดจะเลี้ยงดูเขาแล้ว ก็ขออย่าได้ทำร้ายเขาเลยไม่รักเขา ก็อย่าทำร้ายเขา ไม่ให้เขากิน ก็ไม่ต้องเอาน้ำร้อนไปสาดไล่เขา เขาไม่มีที่พึ่งเขาจึงต้องมาพึ่งเรา ขอให้เมตตาเขาด้วยเถิด เพราะเขาคือเพื่อนร่วมโลกของเรา

สำหรับทริปหน้า คณะทำงานจะไปให้บริการทำหมัน ฉีดวัคซีน และตรวจสุขภาพสัตว์ที่เกาะเสม็ด จังหวัดระยอง โดยจะออกทริปในเดือนกรกฎาคม สนใจร่วมสนับสนุนโครงการเพื่อสวัสดิภาพสัตว์ กรุณาติดต่อหนังสือพิมพ์แนวหน้า หมายเลข 091-7233615 

หมายเหตุ โครงการนี้ไม่ใช่การนำนิสิตไปฝึกงาน แต่คือการออกให้บริการสังคมโดยคณาจารย์ และสัตวแพทย์ จากคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย