ตะลอนเที่ยว : เราทั้งผองล้วนเป็นเพื่อนร่วมโลกด้วยกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/758559

ตะลอนเที่ยว : เราทั้งผองล้วนเป็นเพื่อนร่วมโลกด้วยกัน

ตะลอนเที่ยว : เราทั้งผองล้วนเป็นเพื่อนร่วมโลกด้วยกัน

วันอาทิตย์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งของมนุษยโลกคือช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน นอกจากช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันแล้ว ยังต้องช่วยเหลือสัตว์ต่างๆ ที่เป็นเพื่อนร่วมโลก เพราะโลกนี้ไม่ใช่เป็นสมบัติส่วนตัวของมนุษย์เท่านั้น แต่ยังมีสรรพสัตว์ทั้งหลายร่วมเป็นเจ้าของโลกด้วย

สังคมใดก็ตามที่เพื่อนร่วมสังคมมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ อารีอารอบ เห็นอกเห็นใจ ช่วยเหลือแบ่งทุกข์ เฉลี่ยสุขกันและกันสังคมนั้นจะมีความสุข สงบ ร่มเย็น ไร้ความขัดแย้ง แบ่งแยก แตกเป็นฝักเป็นฝ่าย สังคมนั้นจะมีแต่เสียงหัวเราะ และรอยยิ้ม แม้จะมีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นในสังคม ปัญหาต่างๆ ก็จะถูกขจัดไปโดยเร็ว ด้วยความร่วมมือร่วมใจของสมาชิกทุกคนในสังคม

เพราะฉะนั้น จึงถือได้ว่าพันธกิจหลักอย่างหนึ่งของเพื่อนมนุษย์คือช่วยเหลือกันและกันแบ่งปันให้กัน ใครที่มีมากกว่าก็แบ่งปันให้ผู้ที่ขาดแคลน ส่วนผู้ที่ด้อยกว่าก็ไม่ควรจะอยู่ในสภาพผู้รอรับความช่วยเหลือไปตลอดกาล แต่ต้องพยายามพัฒนาตนเองให้ดีขึ้น และต้องไม่คิดว่าการที่ตนเองดำรงชีวิตอยู่ได้ โดยต้องรอความช่วยเหลือเท่านั้น ต้องพยายามดิ้นรนขวนขวายช่วยเหลือตนเองด้วย เมื่อดิ้นรนจนถึงที่สุดแล้ว แต่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ก็ย่อมจะมีเพื่อนร่วมสังคมยื่นมือส่งความช่วยเหลือให้เมื่อถึงยามจำเป็น

ด้วยความที่พวกเราทุกคน (โดยเฉพาะผู้อ่านแนวหน้า ผู้ฟังรายการวิทยุ Good Time สถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)มีความเชื่อตรงกันว่า หน้าที่ของมนุษย์คือช่วยเหลือกัน แบ่งปันกันและกัน เราทุกคนจึงรวมตัวกันเป็นระยะๆ แล้วไปแบ่งปันความสุขให้กับเพื่อนร่วมสังคมที่อยู่ในสภาพที่ขาดแคลน และต้องการความช่วยเหลือ (นอกจากช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์แล้ว พวกเรายังช่วยเหลือสัตว์ต่าง ๆ ด้วย)

ล่าสุดเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2566 คณะของเราไปเลี้ยงอาหารคนชรา สถานสงเคราะห์คนชรา บ้านบางเขน ซอยวิภาวดี 64 ถนนวิภาวดีรังสิต ซึ่งตามปกติ คณะของเราไปเลี้ยงอาหารคนชราที่นี่เป็นประจำทุกๆ3-4 เดือน

ก่อนการไปพบปะและเลี้ยงอาหารคนชราครั้งนี้ เราก็ถามความประสงค์ของบรรดาลุงๆ ว่าต้องการรับประทานอะไรเป็นพิเศษ ก็ได้รับคำตอบว่า อะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ก๋วยเตี๋ยวน้ำ

อ้าว! เอาละสิ เมื่อลุงๆ บอกมาแบบนี้พวกเราก็ต้องระดมสมองว่าจะทำอาหารอะไรเลี้ยง ก็ได้ข้อสรุปว่า อาหารมื้อเที่ยงคือผัดข้าวผัดทะเล และต้มยำน้ำใสกระดูกหมู พร้อมไข่ดาว โดยอาหารทั้งหมดนั้นปรุงใหม่ๆ สดๆ เพื่อป้องกันปัญหาอาหารบูดเน่าเพราะเกรงว่าจะทำให้เกิดปัญหาอาหารเป็นพิษกินเข้าไปแล้วกลายเป็นปัญหาใหญ่ตามมา

ทุกครั้งเมื่อคณะของเราไปเลี้ยงอาหาร ไม่ว่าจะเลี้ยงคนชรา คนพิการ เด็กนักเรียน ก็จะไปปรุงอาหารสดๆ ใหม่ๆ ทุกครั้ง เพราะเรามีคณะแม่ครัวฝีมือดีเป็นสมาชิกของกลุ่ม โดยแม่ครัวก็จะประกอบไปด้วย คุณหมอ คุณพยาบาลผู้บริหารองค์กรต่างๆ และผู้มีฝีมือปรุงอาหารเป็นเลิศ พิถีพิถันในเรื่องคุณภาพวัตถุดิบในการทำอาหาร (ดูจากภาพก็ได้คำตอบแล้วว่าแม่ครัวของเรามีความพร้อมมากเพียงใด)

นอกจากเลี้ยงอาหารกลางวันแล้ว เรายังมีขนมจีน แกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากราย ปีกไก่ทอด มอบไว้ให้คนชรา และเจ้าหน้าที่สถานสงเคราะห์ พร้อมกับสลิ่ม มะพร้าวอ่อน น้ำกะทิ รสชาติอร่อย ทำใหม่สดๆ จากร้านคำหวาน ปานเอ่ย พร้อมแซนด์วิชหมูและไข่ดาว รวมถึงน้ำหวานน้ำผลไม้ ข้าวต้มมัด ขนมปังทาเนยแล้วย่าง และขนมอื่นๆ ที่สามารถเก็บไว้รับประทานในยามบ่ายได้

และที่สำคัญคือในงานนี้มีดนตรีสดบรรเลงด้วยพิณอีสาน โดยผู้บรรเลงคือลูกสาวของสมาชิกร่วมคณะ การมีเสียงเพลงในงานทำให้บรรยากาศคึกคัก และทำให้ผู้เฒ่าทั้งหลายได้ออกกำลังกายด้วยการรำวงกับสมาชิกผู้ร่วมบริจาค

ก่อนจะลาจากกันในวันนั้น คณะของเราได้มอบเงินขวัญถุงจำนวน 340 บาท ให้คนชราทั้งหมด 40 คน เพื่อให้มีเงินสดติดตัวไว้สำหรับใช้จ่ายในยามที่ต้องการสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น อาจจะเอาไว้ซื้อโอเลี้ยง กาแฟ กินในยามที่ไม่มีใครนำอาหารและขนมไปเลี้ยงเป็นพิเศษ และมีของขวัญเล็กๆ น้อยๆ มอบให้ลุงๆ ด้วย

ภาพบรรยากาศในวันเลี้ยงอาหารคนชราคงทำให้คุณๆ ยิ้มแย้มได้ เพราะได้เห็นรอยยิ้มจากคนชรา และเจ้าหน้าที่ของสถานสงเคราะห์ บวกกับรอยยิ้มของผู้ร่วมบริจาค ภาพเหล่านี้ยืนยันได้ว่า มนุษย์เรามีพันธกิจสำคัญอย่างหนึ่งคือเผื่อแผ่และแบ่งปันกัน

หากสนใจร่วมกิจกรรมเพื่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์บนโลกใบนี้ โปรดติดตามรายการอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้จากหนังสือพิมพ์แนวหน้า หรือสอบถามได้ที่ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : ไหว้พระ ไหว้เจ้า ที่เมืองแปดริ้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/757015

ตะลอนเที่ยว : ไหว้พระ ไหว้เจ้า ที่เมืองแปดริ้ว

ตะลอนเที่ยว : ไหว้พระ ไหว้เจ้า ที่เมืองแปดริ้ว

วันอาทิตย์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผมเชื่อว่าคุณเคยไปเมืองแปดริ้ว หรือฉะเชิงเทรา มาแล้วหลายสิบ หรืออาจจะมากกว่าร้อยครั้ง เชื่อว่าคุณต้องเคยไปไหว้หลวงพ่อพระพุทธโสธร ที่วัดโสธรวรวิหาร
มาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ครั้ง แต่ผมจะบอกว่าคนที่เคยไปเมืองแปดริ้ว ไม่เคยไปวัดที่ผมจะพาคุณไปเที่ยว ไปไหว้พระ ไหว้เจ้า ในวันนี้อย่างแน่นอน 

วันนี้ ผมจะพาคุณไปไหว้พระ ไหว้เจ้าที่วัดอุภัยภาติการาม หรือวัดซำปอกง และวัดจีนประชาสโมสร 

วัดอุภัยภาติการาม (ตามบ่าวก๋องเผ็กตื่อ) มีพระพุทธไตรรัตนนายก หรือหลวงพ่อโต (ซำปอกง) เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญของวัด เมื่อได้ยินชื่อซำปอกง ก็ต้องนึกถึงพระพุทธรูปองค์โตๆ ขึ้นมาโดยพลัน ใช่แล้วครับวัดอุภัยภาติการามมีพระพุทธรูปประธานองค์มหึมาอยู่ในโบสถ์ หรือวิหาร 

ประวัติของวัดนี้มีมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยคหบดีชาวไทยเชื้อสายจีนสองคน คือหลงจู๊ฮี้ ผู้พ่อ และหลงจู๊แดง ลูกชาย เคยเดินทางไปไหว้ซำปอกงที่วัดพนัญเชิง แล้วจึงเกิดความศรัทธา ถวายทรัพย์เพื่อให้สร้างซำปอกงที่แปดริ้ว เมื่อปี 2449 เพื่อให้คนในแปดริ้วไม่ต้องเดินทางไปไหว้ซำปอกงที่อยุธยา ต่อมาหลงจู๊แดงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นขุนพิพิธพานิชกรรม ครั้นต่อมาปี 2450 รัชกาลที่ 5 เสด็จตรวจหัวเมืองมณฑลปราจีนบุรี เพื่อทรงเปิดเส้นทางรถไฟสายกรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทรา ทรงแวะที่วัดแห่งนี้ ซึ่งกำลังก่อสร้าง และพระราชทานเงิน 200 บาท แล้วพระราชทานนามวัดว่าอุภัยภาติการาม และพระราชทานนามพระประธานว่าพระพุทธไตรรัตนนายก นามเดียวกับซำปอกง วัดพนัญเชิง 

แต่เดิมนั้นวัดแห่งนี้เป็นวัดจีน แต่ได้เปลี่ยนไปเป็นวัดญวนอนัมนิกาย ตามศาสนาพุทธลัทธิมหายาน เมื่อพูดถึงหลวงพ่อโต หรือซำปอกงหลายคนที่พอจะทราบเรื่องอยู่บ้างก็จะนึกถึงหลวงพ่อโตที่วัดพนัญเชิง พระนครศรีอยุธยา และหลวงพ่อโต วัดกัลยาณมิตร ฝั่งธนบุรี ขึ้นมาทั้งที ต้องขอเรียนให้ทราบว่าเมืองไทยมีซำปอกงอยู่สามแห่งด้วยกันคือที่วัดอุภัยภาติการามวัดกัลยาณมิตร และวัดพนัญเชิง เชื่อว่าคุณๆ น่าจะเคยไปไหว้ซำปอกงที่วัดพนัญเชิง และวัดกัลยาณมิตร มาแล้ว แต่หลายคนไม่เคยไปที่วัดอุภัยภาติการาม เมืองแปดริ้ว ทั้งๆ ที่วัดแห่งนี้ตั้งอยู่ในตัวเมืองแปดริ้ว 

ส่วนอีกวัดหนึ่งคือ วัดจีนประชาสโมสร (เล่งฮกยี่) วัดนี้ได้รับการยอมรับว่าเป็นวัดสาขาของวัดเล่งเน่ยยี่ (วัดมังกรกมลาวาส กรุงเทพฯ) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัว พระราชทานนามว่าวัดจีนประชาสโมสรเมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินยังวัดแห่งนี้เมื่อปี 2449 

วัดเล่งฮกยี่ได้รับการยกย่องว่าเป็นท้องของมังกร โดยส่วนหัวของมังกรอยู่ที่วัดเล่งเน่ยยี่และส่วนหางมังกรอยู่ที่วัดเล่งฮัวยี่ จันทบุรี สำหรับวัดเล่งฮกยี่ หรือวัดจีนประชาสโมสรมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญคือพระยูไล้ พระโอนิโทฮุด พระเอี้ยซือฮุด พระทั้งสามองค์นี้ทำจากกระดาษแล้วปิดทองคำเปลวทับลงไป ประวัติบอกว่านำมาจากเมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน นอกจากนี้ภายในวิหารวัดเล่งฮกยี่ ยังมีพระพุทธรูปต่างๆ และรูปบูชาของเทพเจ้าอีกมากมาย แต่ที่สำคัญคือมีพระบรมรูปของรัชกาลที่ 5 ประดิษฐานอยู่ด้วย

เห็นแล้วใช่ไหมครับว่าแปดริ้วมีสถานที่สำคัญและศักดิ์สิทธิ์ นอกเหนือจากหลวงพ่อพระพุทธโสธร และพระพิฆเนศองค์มหึมาที่วัดสมานฯ 

ผมขอเชิญชวนคุณไปเที่ยวด้วยกันกับ Mr.Flower โดยไปเที่ยวแบบกลุ่มเล็กๆ สมาชิกทุกคนเป็นกันเอง ยิ้มแย้มแจ่มใส เที่ยวแบบละมุนละไม ไม่เร่งไม่รีบร้อน เที่ยวแบบเจาะลึกทั้งเชิงศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียบประเพณีท้องถิ่น สนใจร่วมทริปละมุนละไมไปที่ต่างๆ ทั่วไทยและต่างประเทศกับ Mr.Flower โปรดติดต่อ 091-7233615 ครับ

ตะลอนเที่ยว : ล่องนาวา ชมชุมชนริมฝั่งนทีเมืองบางกอก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/755553

ตะลอนเที่ยว : ล่องนาวา ชมชุมชนริมฝั่งนทีเมืองบางกอก

ตะลอนเที่ยว : ล่องนาวา ชมชุมชนริมฝั่งนทีเมืองบางกอก

วันอาทิตย์ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เพราะว่าเมืองบางกอก หรือกรุงเทพฯ คือชุมชนของชาวน้ำ ดังนั้น ตลาดและย่านการค้าขายสำคัญ  บ้านเรือน วัดวาอาราม และปราสาทราชวัง ก็จึงล้วนอยู่ไม่ห่างไกลจากแม่น้ำ ลำคลอง โดยหลายแห่งอยู่ชิดติดริมลำน้ำด้วย เพราะเหตุที่ว่าแม่น้ำลำคลองเปรียบเสมือนเส้นเลือดน้อยใหญ่ที่หล่อเลี้ยงสรรพชีวิตในเมืองบางกอกให้มีความสุข ร่มเย็นเรื่อยมา 

เมื่อพูดถึงเส้นเลือดสำคัญของเมืองบางกอกก็ต้องยกให้แม่น้ำเจ้าพระยา เพราะเป็นแม่น้ำสายหลักสายสำคัญของมหานครแห่งนี้ โดยแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านพื้นที่ของกรุงเทพฯดังนี้ พระนคร ดุสิต สัมพันธวงศ์ บางกอกน้อย คลองสาน ยานนาวา และบางคอแหลม 

นอกจากนั้น ในชุมชนต่างๆ ของเมืองบางกอกยังมีลำคลองสำคัญไหลผ่าน เช่น คลองบางกอกใหญ่ หรือคลองบาง (ข้า) หลวง คลองบางกอกน้อย และคลอง
แสนแสบ เป็นต้น 

ดังนั้น เมื่อพูดถึงบางกอกในสมัยโบราณ ก็จะได้ยินคำเปรียบเทียบว่าบางกอกก็คือนครเวนิสของโลกตะวันออก เพราะมีแม่น้ำ ลำคลองเป็นเส้นทางคมนาคมสำคัญ

วันนี้ก็เลยขอพาคุณไปนั่งเรือเที่ยวชุมชนริมน้ำในเมืองบางกอกด้วยกัน (อีกสักครั้ง) เพราะหลงเสน่ห์ของชุมชนริมคลอง และริมแม่น้ำเจ้าพระยา ต้องยอมรับว่าหลงใหลอย่างมากมาย มากเสียจนไม่สามารถอดใจได้ จึงต้องไปเที่ยวซ้ำแล้วซ้ำอีกเมื่อมีเวลาว่างพอ เพราะว่าชุมชนริมน้ำในบางกอกยังมีที่ให้ท่องเที่ยวอีกมากมายหลากหลายที่จนกล่าวได้ว่าท่องเที่ยวอย่างไรก็ไม่มีวันเบื่อ

แน่นอนว่าจุดแรกที่ต้องไม่พลาดคือ นั่งเรือชมพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร แล้วก็มองด้านฝั่งซ้ายมือของวัดอรุณฯ เมื่อเราหันหน้าเข้าหาพระปรางค์ ก็จะพบกับป้อมวิไชยประสิทธิ์ ที่ตั้งอยู่หน้าพระราชวังกรุงธนบุรี ครั้นเมื่อมองไปฝั่งตรงข้ามกับวัดอรุณฯ ก็จะเห็นหลังคาพระวิหารวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร โดยเมื่อมองไปด้านขวามือก็จะพบตึกสุนันทาลัย โรงเรียนราชินี แล้วที่พลาดไม่ได้อีกจุดหนึ่งเมื่อมีโอกาสล่องเจ้าพระยาในบริเวณที่กล่าวถึง ก็คือการนั่งเรือชมพระบรมมหาราชวัง จากท่าราชวรดิฐจะเห็นยอดปราสาทราชวัง และส่วนยอดของหมู่พระมหามณเฑียรอย่างถนัดชัดเจน จนทำให้สามารถจินตนาการได้ว่าได้เห็นวิมานบนสวรรค์ชั้นฟ้า

เมื่อล่องนาวาในแม่น้ำเจ้าพระยาแล้ว ก็จะพาคุณๆ เข้าไปเที่ยวคลองบาง (ข้า) หลวง หรือคลองบางกอกใหญ่ เพื่อชมบ้านเรือนและวัดวาอารามที่ตั้งอยู่สองฟากฝั่งคลอง ต้องยอมรับสารภาพอีกว่า บ้านเรือนยุคเก่าหลายสิบหลัง โดยเฉพาะที่มีอายุเกือบร้อยปียังคงมีหลงเหลืออยู่ในเขตคลองบางหลวง บ้านบางหลังคือคฤหาสน์ของขุนน้ำขุนนางในยุครัตนโกสินทร์ตอนกลาง บางหลังได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ทำให้มีสภาพดีมาก และยังมีผู้อยู่อาศัยมาจนถึงทุกวันนี้ แต่บางหลังก็ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา เพราะไม่มีผู้เข้าไปดูแลบำรุงรักษา

ทุกครั้งเมื่อไปนั่งเรือชมชุมชนในคลองบางหลวง และคลองบางกอกใหญ่ ก็จะต้องแวะไหว้พระที่วัดราชโอรสาราม ราชวรวิหาร และวัดนางนอง วรวิหาร รวมถึงวัดต่างๆ ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งคลอง เช่น วัดอัปสรสวรรค์ วัดปากน้ำภาษีเจริญ วัดกำแพงบางจาก เป็นต้น แล้วหากมีเวลาก็จะแวะปากคลองบางกอกใหญ่ เพื่อไปเที่ยวชมชุมชนกุฎีจีน ย่านเจริญพาสน์ ชมชุมชนโบราณที่มีชาวไทยผู้นับถือศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลามอยู่ด้วยกันอย่างกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน

ขอบอกตรงๆ ว่า ทุกครั้งที่ได้ไปนั่งเรือชมอาคารสถานที่ต่างๆ ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา แล้วได้เข้าไปเที่ยวในชุมชนคลองบางกอกใหญ่ บางกอกน้อย แล้วทำให้มี
ความสุขมาก ทำให้หวนระลึกว่า กรุงเทพฯของเรายังมีแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ให้เราทุกคนไปเที่ยวไปชมได้ตลอดเวลาขอเพียงให้เราจัดสรรเวลาเพื่อพาตัวเองไปพบความสุขให้ได้เท่านั้น แล้วจะรู้ว่าความสุขไม่ได้อยู่ห่างไกลจากชีวิตของเราเลย

หากคุณๆ สนใจไปร่วมทริปที่มีผู้ร่วมเดินทางแบบกลุ่มเล็กๆ เที่ยวแบบละมุนละไม ไม่เร่งไม่ร้อนกับ Mr.Flower โปรดติดต่อหมายเลขโทรศัพท์091-7233615 

หมายเหตุ ทริปชมเมืองศรีเทพ เพชรบูรณ์ เดินทาง30 กันยายนถึง 1 ตุลาคม 2566 รับสมาชิก 30 รายเท่านั้นครับ

ตะลอนเที่ยว : ศรีเทพ อู่อารยธรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/754064

ตะลอนเที่ยว : ศรีเทพ อู่อารยธรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย

ตะลอนเที่ยว : ศรีเทพ อู่อารยธรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย

วันอาทิตย์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เมืองไทยมีสถานที่สำคัญเชิงโบราณคดีมากมายกระจายอยู่ในหลายพื้นที่ทั่วทุกภาคของประเทศ และหนึ่งในนั้นคือเมืองศรีเทพ ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ 

ความสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์ ศรีเทพแห่งนี้คือศูนย์กลางการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้า และเป็นแหล่งอารยธรรมวัฒนธรรมที่เป็นจุดเชื่อมเขตภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือมาตั้งแต่อดีต มีหลักฐานทางโบราณคดีระบุว่าเมืองศรีเทพ เป็นเมืองที่เกิดมาก่อนอารยธรรมทวารวดี และขอมโบราณ โดยมีอายุตั้งแต่ช่วงพุทธศตวรรษที่ 6-12

ศรีเทพแบ่งเป็นสองเขต คือเขตในเมือง (เมืองใน) และนอกเมือง (เมืองนอก)โดยเขตเมืองในมีลักษณะของเมืองค่อนข้างกลม มีพื้นที่ประมาณ 1,300 ไร่ ปัจจุบันมีโบราณสถานหลงเหลืออยู่ 48 แห่ง โดยเป็นโบราณสถานที่เกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนาและศาสนาฮินดู ศิลปกรรมที่หลงเหลือให้เห็นมีลักษณะเกี่ยวเนื่องกับทวารวดี สมัยพุทธศตวรรษ 12-16 และวัฒนธรรมแบบขอมโบราณ สมัยพุทธศตวรรษที่ 16-18 

โบราณสถานที่สำคัญที่ยังปรากฏคือ เขาคลังใน และปรางค์ต่างๆ เช่น ปรางค์ศรีเทพปรางค์สองพี่น้อง และที่สำคัญคือมีสระน้ำขนาดต่างๆ อยู่ในเมืองอีกประมาณ 70 สระ

โบราณวัตถุชิ้นสำคัญที่หลงเหลือในเขตเมืองใน คือ ทับหลังที่ปรางค์สองพี่น้อง และลวดลายปูนปั้นรูปคนแคระแบกที่ฐานเขาคลังใน โดยคนแคระนั้นมีทั้งหน้าเป็นคน และสัตว์ต่างๆ เช่น วัว สิงห์ ลิง เป็นต้น และมีลายพรรณพฤกษา และลวดลายเรขาคณิต ประดับที่ฐาน 

เขาคลังในเป็นโบราณสถานของพุทธศาสนาในยุคนั้น ส่วนปรางค์สองพี่น้อง น่าจะเคยเป็นเทวาลัย ตามความเชื่อของศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย แล้วต่อมาถูกปรับเปลี่ยนเป็นพุทธสถาน

ส่วนเมืองนอก ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันออกของเมืองใน มีพื้นที่ประมาณ 1,600 ไร่ผังของเมืองนอกเป็นแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้ามุมมนมีโบราณสถานหลงเหลืออยู่ 64 แห่ง และมีสระน้ำขนาดต่างๆ อีกเป็นจำนวนมาก และนอกคูเมืองกำแพงของเมือง นอกนั้นยังมีโบราณสถานอีกกว่า 50 แห่ง โบราณสถานที่สำคัญคือ เขาคลังนอก ปรางค์ฤๅษี และกลุ่มเขาคลังสระแก้ว 

และที่สำคัญคือ เขาถมอรัตน์ ที่อยู่ทางทิศตะวันตกนอกเขตเมืองโบราณ ห่างออกไป15 กิโลเมตร สันนิษฐานว่า เขาถมอรัตน์ คือพื้นที่สำคัญในการประกอบพิธีกรรมของศรีเทพ โดยในสมัยทวารวดี ใช้เขาถมอรัตน์เป็นเขตพุทธสถานแบบมหายาน

ถมอรัตน์เป็นเขาหินปูนขนาดใหญ่บริเวณเชิงเขาขุดค้นพบกำไลหิน และเครื่องมือต่างๆ ของมนุษย์ในยุคนัั้น

เมืองศรีเทพมีความเจริญรุ่งเรืองอยู่ประมาณ 700 ปี แล้วก็เสื่อมสลายลงจนลดความสำคัญไปในที่สุดในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 ซึ่งเป็นช่วงเวลาไล่เลี่ยกับการเสื่อมสลายของอาณาจักรขอมโบราณ แล้วจึงเกิดเมืองใหม่ที่เจริญขึ้นมาทดแทน เช่น อาณาจักรสุโขทัย รวมถึงอาณาจักรอยุธยา ในเวลาต่อมา 

ปัจจุบัน ศรีเทพ ได้รับการยกขึ้นเป็นมรดกโลกแล้ว โดยเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ถึง 3 กันยายน 2566 ได้จัดงานแสงสีเสียงศรีเทพสู่มรดกโลก

หนังสือพิมพ์แนวหน้า โดยMr.Flower วางกำหนดจัดทริปพาคุณๆ ไปเที่ยวชมความวิจิตรของเมืองศรีเทพในช่วงปลายเดือนกันยายน 2566 หากคุณสนใจร่วมทริปด้วยกัน โปรดติดต่อ 091-7233615 รับสมาชิกจำนวนจำกัด 30 คนเท่านั้นครับ

ตะลอนเที่ยว : เขาก็คน เราก็คน เราช่วยเหลือกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/752540

ตะลอนเที่ยว : เขาก็คน เราก็คน เราช่วยเหลือกัน

ตะลอนเที่ยว : เขาก็คน เราก็คน เราช่วยเหลือกัน

วันอาทิตย์ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ช่วงนี้มีฝนตกลงมาบ่อย ทำให้การเดินทางท่องเที่ยวไม่ค่อยสะดวก โดยเฉพาะการท่องเที่ยวที่ต้องเดินชมสถานที่ เช่น โบราณสถาน รวมถึงการนั่งเรือท่องเที่ยวด้วย  หลายคนบอกว่าเมื่อเที่ยวแล้วเจอฝน ทำให้เสียบรรยากาศ เนื่องจากเดินเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ ได้ไม่สะดวกเหมือนยามไม่มีฝนแต่ก็ไม่ได้หมายความว่ารังเกียจเดียดฉันท์ฝนนะครับ คืออยากให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล แล้วเมื่อวันที่ฝนไม่ตกลงมา ก็ไปท่องไปเที่ยวด้วยกัน

แต่สำหรับกลุ่มผู้อ่านแนวหน้า และผู้ฟังรายการวิทยุ Good Time ทางสถานีวิทยุจุฬาฯ ที่เป็นเกลอกันอย่างเหนียวแน่นก็มีความเห็นร่วมกันว่า แม้ไม่ได้ไปเที่ยวในหน้าฝน แต่ก็ยังต้องการรวมกลุ่มกันเพื่อทำความดี ดังนั้น จึงชักชวนกันไปบริจาคสิ่งของต่างๆ ให้เด็กตาบอดและพิการซ้ำซ้อน รามอินทรา 

ต้องบอกตรงๆ ว่า เมื่อเราบอกกล่าวถึงกันว่าเราจะไปทำบุญทำทาน ก็มีสมาชิกจำนวนมากให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี สำหรับสมาชิกที่ว่างและสะดวกก็ไปร่วมกัน แต่สำหรับสมาชิกที่ติดภารกิจอื่นๆ หรือไม่สะดวกไปร่วมงาน ก็ฝากเงินร่วมสมทบทุนกันมากมาย

ดังนั้นเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2566กลุ่มของเราก็จึงนำข้าวของต่างๆ นานาไปบริจาคให้น้องๆ ที่เป็นผู้พิการทางตาและมีความพิการด้านอื่นๆ ซ้ำซ้อน โดยก่อนจะไปบริจาค Mr.Flower ได้โทรศัพท์ไปสอบถามเจ้าหน้าที่ของบ้านเด็กตาบอดฯว่าต้องการหรือขาดแคลนสิ่งใดเป็นพิเศษหรือไม่ จะได้จัดหาไปให้ตรงตามความต้องการ

ก็ได้รับคำตอบว่า ต้องการเครื่องปรุงรสอาหาร เช่น น้ำปลา ซีอิ๊วรสชาติต่างๆ น้ำส้มสายชู  น้ำตาล น้ำมันหอย น้ำมันพืช ผ้าอ้อมสำเร็จรูปสำหรับเด็กโต อุปกรณ์และน้ำยาทำความสะอาดห้องน้ำและพื้น ส่วนเรื่องอาหารการกิน ขนมนมเนยนั้นก็แล้วแต่ผู้บริจาคจะเห็นสมควร 

เมื่อได้คำตอบมาเช่นนั้น กลุ่มของเราก็จึงนำข้าวของที่ทางบ้านเด็กตาบอดฯ ต้องการไปมอบให้ รวมทั้งได้นำขนมต่างๆ รวมถึงเสื้อผ้า ของเล่น รองเท้านักเรียน และรองเท้าสวมใส่ลำลอง และเงินสด 3 พันบาท ไปมอบให้เด็กๆ และในงานนี้ก็ได้รับเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพทำจากลำไยของไทย ชื่อ ลองก้า จากมูลนิธิประยุทธ์ สุวิมล มหากิจศิริ โดยการประสานงานของ สรกฤช วรรณลักษณ์ และชัยณรงค์ ตรงนามสุขกิจ ผู้บริหารบริษัท พีเอ็ม 80 จำกัด ไปมอบให้เด็กและเจ้าหน้าที่ของบ้านเด็กตาบอดด้วย นอกจากนี้ ร้านคำหวาน ปานเอ่ย ได้นำสลิ่ม ทับทิมกรอบ มะพร้าวกะทิ ไปเลี้ยงน้องๆ รวมถึงเจ้าหน้าที่ และยังเอื้อเฟื้อไปถึงผู้ไปร่วมบริจาคสิ่งของรายอื่นๆ ที่ไปบริจาคสิ่งของในวันดังกล่าว 

วันนี้ขอนำภาพบรรยากาศแห่งความอิ่มใจ ณ บ้านเด็กตาบอดฯ มาแบ่งปันให้คุณๆได้ร่วมกันอิ่มเอมใจไปด้วยกัน และขอบคุณผู้มีส่วนร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ทุกคน ไม่ว่าจะไปร่วมงานด้วยตัวเอง หรือร่วมสมทบทุนและร่วมส่งใจไปร่วมกิจกรรมด้วยกัน 

เราเชื่อว่าการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้กันและกัน คือการสร้างความสุข ความสันติให้กับสังคมของเรา เพราะเราก็คือคน เขาก็คือคน เพราะฉะนั้น เราจึงแบ่งปันและเอื้อเฟื้อกันและกันตลอดเวลา 

วันหน้าเราจะไปเลี้ยงอาหารกลางวันคนชราที่บ้านบางเขน (คาดว่ากลางเดือนกันยายน) หากคุณๆ สนใจร่วมกิจกรรมกับเรา และหนังสือพิมพ์แนวหน้า รายการ Good Time โปรดติดต่อ 091-7233615 

ขอเชิญพวกเราไปร่วมทำกิจกรรมดีๆ เพื่อสังคมของเราด้วยกันครับ

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวไปด้วย ทำบุญทำทานไปด้วย แสนสุขใจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/751094

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวไปด้วย ทำบุญทำทานไปด้วย แสนสุขใจ

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวไปด้วย ทำบุญทำทานไปด้วย แสนสุขใจ

วันอาทิตย์ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มนุษย์เรานั้นสามารถช่วยให้โลกของเราน่าอยู่มากขึ้นได้ด้วยการแบ่งปัน การแบ่งปันทำให้เราลดความเห็นแก่ตัวลงได้อย่างน่าอัศจรรย์ คนที่แบ่งปันให้คนอื่นตลอดเวลาคือคนที่มีความสุข และมีความอิ่มเอมใจตลอดเวลา ไม่ว่ายามหลับหรือยามตื่นก็จะมีแต่ความสุขใจ ถึงแม้บางครั้งอาจจะลำบากกายบ้าง แต่ขอยืนยันว่ามีความสุขใจมากจริงๆ

แฟนคอลัมน์ตะลอนเที่ยว หนังสือพิมพ์แนวหน้า และแฟนรายการ Good Time (สถานีวิทยุจุฬาฯ 101.5 FM และสถานีวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ 95.5 FM) เป็นกลุ่มคนที่ได้รับการยอมรับว่ามีความสุขใจมากกับการเป็นผู้ให้เพราะพวกเราจะรวมตัวกันเป็นระยะๆ เพื่อไปมอบสิ่งของ และเลี้ยงอาหารให้กับคนกลุ่มต่างๆ อาทิ คนชราในสถานสงเคราะห์ เด็กด้อยโอกาส สัตว์จรจัด และสัตว์บาดเจ็บ เจ็บป่วย รวมถึงการทำบุญร่วมกันเป็นประจำทุกครั้งเมื่อโอกาสเอื้ออำนวย แต่แม้ไม่ได้ทำบุญ ทำทานร่วมกันแต่ทุกคนก็ยังเสียสละ และบริจาคทรัพย์เพื่อทำบุญทำทานเป็นประจำ

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม วันแม่แห่งชาติ คณะของเราได้ไปมอบสิ่งของต่างๆ เช่น รองเท้านักเรียน รองเท้าสวมในโอกาสอื่นๆ สมุด ดินสอ ปากกา อุปกรณ์การเรียนต่างๆ เครื่องกีฬา ขนมสารพัดชนิดกระเป๋าหนังสือ เสื้อผ้า (ทั้งใช้แล้วแต่สภาพดีมาก และเสื้อผ้ามือหนึ่ง) และทุนการศึกษาคนละ 1,000 บาทให้นักเรียนโรงเรียนบันไดช้าง อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และนักเรียนก่อนปฐมวัย

นักเรียนทุกคนฝากบอกว่าขอบคุณในน้ำใจที่กลุ่มของเรานำไปมอบให้ และดีใจมากที่ได้รองเท้าใหม่ กระเป๋าใหม่ และได้เครื่องกีฬาหลากหลาย และยังได้มีขนมอร่อยๆ รับประทาน มีเสื้อผ้าใหม่ไว้สวมใส่ นักเรียนหลายคนบอกว่าจะนำของกินที่ได้ไปฝากน้องที่บ้านบางคนบอกว่า หนูมีน้องอีกสองคน หนูขอขนมไปฝากน้องด้วยนะคะ ซึ่งทางเราก็จัดให้ด้วยความยินดี

เมื่อได้พบปะกับน้องๆ เรียบร้อยแล้ว คณะของเราก็ไปเที่ยวชมโบราณสถานสำคัญของเมืองอยุธยา และกราบนมัสการพระเกจิอาจารย์ของเมืองเสนา นั่นคือหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค

จากนั้นก็พาสมาชิกไปชมความงามของเจดีย์วัดญาณเสน สมาชิกทุกคนที่ไปด้วยกันในวันนั้นบอกตรงกันว่าไม่เคยมาวัดนี้มาก่อน ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนอีกด้วย แต่เมื่อมาได้ชมความงามของเจดีย์แล้ว บอกได้คำเดียวว่า งามเหลือเกิน นอกจากนั้นยังได้นั่่งรถชมโบราณสถานบนเกาะเมืองอยุธยาอีกด้วย 

ส่วนอีกวัดเก่าที่พาไปชมอีกวัดหนึ่งคือวัดบรมพุทธาราม ปัจจุบันอยู่ในเขตรั้วของมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา แม้วัดนี้เกือบจะเหลือเพียงซากของวัด แต่ก็ยังมีความงดงามหลงเหลือให้ชมอย่างน่าอัศจรรย์ใจ โดยเฉพาะลวดลายปูนปั้นที่งดงามมากที่ยังหลงเหลืออยู่ที่เหนือกรอบประตูอุโบสถ 

และที่หนึ่ง ที่พาสมาชิกไปชมคือ อนุสรณ์สถานของเจ้าพระยาบวรราชนายก (เฉกอะหมัด) ปฐมจุฬาราชมนตรี ตั้งแต่สมัยแผ่นดินอยุธยา ในรัชสมัยพระเจ้าปราสาททอง

เฉกอะหมัดคือต้นตระกูลของสายสกุลบุนนาค และต้นสกุลของพี่น้องไทยมุสลิมอีกหลายนามสกุล เดิมเป็นชาวอิหร่าน (เปอร์เซีย) เข้ามาทำมาค้าขายในสมัยกรุงศรีอยุธยา แล้วทำความดีความชอบสนองพระเดชพระคุณจนได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าพระยาบวรราชนายก จางวางกรมมหาดไทย

การท่องเที่ยวและทำบุญทำทานไปในทริปเดียวกันสามารถบอกได้สั้นๆ แต่ตรงประเด็นว่า ทำให้เกิดความสุขใจมากจริงๆ เพราะได้ทั้งเที่ยว และได้ทั้งแบ่งปันให้กับผู้คนที่เป็นเพื่อนร่วมแผ่นดินของเรา

หากคุณสนใจทริปแบบนี้ นำโดย Mr.Flower แนวหน้า โปรดติดต่อหมายเลข 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : สรชัง (สีชัง) เกาะที่อวลอบไปด้วยความรัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/749683

ตะลอนเที่ยว : สรชัง (สีชัง) เกาะที่อวลอบไปด้วยความรัก

ตะลอนเที่ยว : สรชัง (สีชัง) เกาะที่อวลอบไปด้วยความรัก

วันอาทิตย์ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ไปๆ มาๆ ก็ต้องพาคุณๆ กลับไปเที่ยวเกาะสีชังกันอีก แม้จะไปมาแล้วจนนับครั้งอาจจะไม่ถ้วนแล้วก็ตาม แต่เมื่อคิดถึงเกาะสีชัง ก็ต้องพาคุณๆ กลับไปเยือนเกาะแห่งความรักอีกเหมือนเดิม

สีชัง กร่อนคำมาจากคำว่า สรชัง ซึ่งแปลว่าเกาะที่ปราศจากความเกลียดชัง หรือหากแปลให้ตรงตัวก็คือ เกาะแห่งความรัก

ดังนั้น ใครก็ตามที่เข้าใจผิด เพราะเห็นว่ามีคำว่าชังอยู่ด้วย จึงพานไปเข้าใจผิดแล้วคิดว่าเป็นเกาะที่มีแต่ความชัง ก็จึงนับเป็นเรื่องเข้าใจผิดอย่างมหันต์

หลายคนถามซ้ำๆ ว่า ทำไมจึงไปเที่ยวเกาะสีชังบ่อย (จังเลย) ก็ขอตอบแบบสั้นๆ ตรงประเด็นว่า เพราะสีชังมีความน่าสนใจมากจนต้องไปเยือนบ่อยๆ เช่น มีเขตพระราชฐานบนเกาะ คือพระจุฑาธุชราชฐาน ต้องบอกว่าเป็นเกาะแห่งเดียวในพระราชอาณาจักรไทยที่มีพระราชวังตั้งอยู่บนเกาะ พระราชฐานแห่งนี้ก่อสร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ปัจจุบันยังมีเรือนในยุคนั้นหลงเหลือให้เห็นเป็นประจักษ์อยู่

ส่วนเหตุผลอื่นๆ คือ สีชังอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ทำให้ผู้ที่อาศัยในกรุงเทพฯ สามารถไปเยี่ยมไปเยือนได้สะดวกดาย อีกทั้งเกาะก็ยังตั้งอยู่ไม่ห่างจากฝั่ง คือเขตอำเภอศรีราชา จึงนั่งเรือไปเที่ยวไปชมได้แสนสะดวก

ส่วนบนเกาะก็มีความร่มรื่น รื่นรมย์ มีโบราณสถาน มีพุทธสถาน มีบ้านเรือนชุมชน มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เช่นหาดทราย (เพียงแห่งเดียว) มีน้ำทะเลที่นับว่ายังใสสะอาดให้ชื่นชม และหลายต่อหลายคนก็ยังชื่นชอบการไปชมพระอาทิตย์อัสดงที่ช่องเขาขาด และที่สำคัญไม่น้อยก็คือมีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์ด้วย

ด้วยเหตุผลข้างต้นจึงทำให้ Mr.Flower ชอบชักชวนและนำพาคุณๆ ไปเที่ยวเกาะสีชัง หากคุณสนใจไปเที่ยวสีชัง และนอนค้างเพื่อซึมซับบรรยากาศบนเกาะสักคืน ก็ขอให้บอกนะครับ จะพาคุณๆ ไปเที่ยวด้วยความสุขกายสบายใจ หากสนใจร่วมทริปเล็กๆ เป็นกันเอง กินอาหารอร่อย เที่ยวแบบละมุนละไม โปรดติดต่อ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : นั่งรถไฟไปไหนไปกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/748203

ตะลอนเที่ยว : นั่งรถไฟไปไหนไปกัน

ตะลอนเที่ยว : นั่งรถไฟไปไหนไปกัน

วันอาทิตย์ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

วันนี้ Mr.Flower มาชวนคุณๆ ไปนั่งรถไฟเที่ยวเมืองที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ แต่ทว่ามีเสน่ห์มากมายจนเกินบรรยายให้หมดให้สิ้นภายในเวลาสั้นๆ นั่นคือเมืองสมุทรสาคร และสมุทรสงคราม

หลายคนไม่เคยนั่งรถไฟไปเที่ยวเมืองสมุทรฯ ทั้งสอง ทั้งๆ ที่อาจเคยไปเยือนเมืองที่ว่านั้นมาแล้วจนนับครั้งไม่ถ้วน แต่บางคนก็สารภาพตรงๆ ว่าไม่เคยไปเที่ยวเมืองสมุทรสาครเลย แต่อาจจะเคยไปเที่ยวอัมพวามาแล้วบ้าง แต่ก็ไม่เคยนั่งรถไฟไปเที่ยวอัมพวาอยู่ดี 

เราเริ่มเที่ยวกันที่จุดแรกหลังจากขึ้นรถไฟจากวงเวียนใหญ่ กรุงเทพฯ แล้วไปลงจุดแรกที่มหาชัย สมุทรสาคร เมื่อมามหาชัยก็ต้องข้ามไปเที่ยวท่าฉลอมด้วย เพราะเรายังจำเพลงท่าฉลอมได้จนขึ้นใจ โดยเฉพาะท่อนที่ร้องว่า ท่าฉลอมกับมหาชัย จะคิดทำไมว่าไกล เชื่อมความรักไว้ดีกว่า 

เมื่อนั่งเรือข้ามฝากจากมหาชัยไปถึงท่าฉลอม ก็ต้องนั่งสามล้อถีบเที่ยวท่าฉลอม เพราะเป็นทั้งการกระจายรายได้ให้กับพี่ๆ คนถีบสามล้อ และได้นั่งกินลมชมเมืองไปพร้อมๆ กัน 

อันที่จริงที่เที่ยวบนฝั่งมหาชัยก็มีมากมายพอประมาณ เช่น วัดช่องลม วัดแห่งนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเคยเสด็จพระราชดำเนินณ วัดแห่งนี้ อีกทั้งพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ทรงเคยเสด็จฯยังวัดนี้เมื่อครั้งตามเสด็จทั้งสองพระองค์เมื่อสมัยยังทรงพระเยาว์ 

อันที่จริง เมื่อมาเมืองมหาชัย ก็ต้องไปศาลพันท้ายนรสิงห์ด้วย แต่ทริปนี้ไม่ได้พาคุณไปเพราะตั้งใจพาคุณไปเที่ยวต่อที่เมืองอัมพวา สมุทรสงคราม 

เราต่อรถไฟจากสถานีรถไฟบ้านแหลมไปสถานีแม่กลอง รถไฟสายนี้มีความน่าสนใจมากตรงที่ระหว่างทางจะพบกับวิวทิวทัศน์ต่างๆ นานา อาทิ นาเกลือ นากุ้ง และตลาดชุมชน โดยเฉพาะตลาดแม่กลอง หรือตลาดร่มหุบ ที่ต้องบอกสั้นๆ แบบตรงๆ ว่ามีเสน่ห์สุดๆ เพราะเมื่อรถไฟแล่นผ่านตลาดนี้แม่ค้าพ่อค้าก็จะพากับหุบร่มเพื่อให้รถไฟแล่นผ่านไปได้แบบชิลๆ แล้วเมื่อรถไฟผ่านไปแล้ว ร่มก็ถูกกางออกอีก ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น นี่คือความอัศจรรย์ของรถไฟไทยที่ทำให้ร่มหุบลงได้ในพริบตา ไม่ใช่แค่หุบร่มเมื่อรถไฟแล่นผ่านเท่านั้น แต่บรรดาแผงขายสินค้าก็ถูกลากออกจากบริเวณใกล้รางรถไฟอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน เห็นแล้วบอกได้คำเดียวว่ามหัศจรรย์มาก เพราะทุกอย่างดูเสมือนเป็นเรื่องอัตโนมัติ เมื่อบรรยากาศสนุกแบบนี้ ก็ทำให้ต้องลงเดินเที่ยวตลาดแม่กลอง แล้วก็ได้เห็นภาพตลาดแม่กลองที่น่ารักมาก บ้านเรือนแบบห้องแถวยุค 50-60 ปีก่อน ดูแล้วมีเสน่ห์มาก 

เมื่อเที่ยวตลาดแม่กลองเสร็จสรรพก็ต้องไปต่อที่อัมพวา ชุมชนชาวน้ำที่ใครๆ ก็หลงรัก วันที่ไปเที่ยวนั้นแม้ฟ้าจะค่อนข้างครึ้ม แต่ก็หาได้ทำให้เรายุติการเดินทางไม่ เพราะเราไม่กลัวฝน เนื่องจากเราอยู่ใต้ฟ้า แต่ไม่ชอบอย่างเดียวคือฝนตกแล้วเปียกปอน แต่ถึงจะเปียกก็ช่าง เพราะเราตั้งใจมาเที่ยว การเดินทางจากตลาดแม่กลองไปอัมพวามีหลายอย่าง เช่น รถสองแถว หรือไม่ก็จักรยานยนต์รับจ้าง แต่เราเลือกนั่งรถสองแถว เพราะต้องการสัมผัสผู้คนบนรถคันเดียวกัน ไม่นานนักก็ถึงอัมพวา 

เวลากล่าวถึงอัมพวาก็ไม่ต้องยกแม่น้ำทั้งห้ามาบอกเล่า เพราะหลายคนรู้จักดีมากอยู่แล้ว เนื่องจากหลายคนไปบ่อยมาก อัมพวายังคงมีเสน่ห์ไม่สร่างซาไม่ว่าจะวันวานหรือวันนี้ เพราะมีทั้งของกิน ของใช้ มีขนมนมเนยของคาวของหวานให้เลือกกินตามอัธยาศัย สนนราคาก็แสนประหยัด

การไปเที่ยวทริปนี้ หากจะกลับด้วยรถไฟ ก็ต้องรีบเที่ยวพอประมาณ เพราะเย็นย่ำเกินไปรถไฟก็จะหมด แต่ก็ไม่ต้องกลัว ไม่กลับก็ค้างคืนได้ แต่หากจะกลับค่ำสักนิด ก็ไม่มีปัญหาเพราะมีรถโดยสารประจำทางสารพัดชนิดให้เลือกโดยไปขึ้นรถประจำทางกลับกรุงเทพฯได้ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารสมุทรสงคราม ถนนราชญาติรักษาโดยรถจะไปส่งที่สถานีหมอชิต กรุงเทพฯ

หากคุณสนใจจะไปเที่ยวแบบชิลๆ แต่แสนสนุกกับ Mr.Flower โปรดติดต่อ 091-7233615 

ขอบคุณภาพสวยๆ จากคุณ Isra Pongnithi

ตะลอนเที่ยว : อู่ทอง เมืองหลวงดินแดนทวารวดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/746725

ตะลอนเที่ยว : อู่ทอง เมืองหลวงดินแดนทวารวดี

ตะลอนเที่ยว : อู่ทอง เมืองหลวงดินแดนทวารวดี

วันอาทิตย์ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ทวารวดี มีความหมายหลายนัย เช่น อาณาจักรหนึ่ง หรือยุคสมัยหนึ่ง โดยทวารวดีในความเชื่อและความคิดตามหลักฐานโบราณคดีที่ค้นพบ ทำให้คนไทยเชื่อว่าทวารวดีคือแหล่งประวัติศาสตร์สำคัญของดินแดนส่วนหนึ่งที่ปัจจุบันคือประเทศไทย อันมีความเป็นมาก่อนยุคสุโขทัย โดยน่าจะมีอายุในช่วงราวพุทธศตวรรษที่ 12-18 

ดินแดนทวารวดีกินอาณาบริเวณกว้างขวางมาก เพราะมีหลักฐานปรากฏอยู่ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย แต่ก็เชื่อกันว่าเมืองสุพรรณบุรีในปัจจุบัน โดยเฉพาะที่อู่ทองน่าจะเป็นเมืองหลวง หรือเมืองสำคัญของอาณาจักรทวารวดี 

ตามหลักฐานโบราณคดีทำให้เชื่อว่าเมืองสุพรรณบุรีในปัจจุบันนั้นมีอายุที่สืบค้นย้อนหลังไปได้ไม่น้อยกว่า 3,500-3,800 ปีเพราะมีโบราณวัตถุที่ค้นพบช่วยบ่งบอกถึงอายุของเมืองย้อนไปตั้งแต่ยุคหินใหม่ ยุคสำริด และยุคเหล็ก และยังเชื่อกันว่าอาณาจักรทวารวดีนั้นอยู่ในดินแดนสุวรรณภูมิ ที่ครอบคลุมดินแดนของประเทศไทยในปัจจุบันด้วย

มีหลักฐานปรากฏในบันทึกของพระเหี้ยนจั้ง หรือเสวียนจั้ง (ซึ่งก็คือพระถังซัมจั๋ง) ว่ามีดินแดนโตโลโปตี ซึ่งก็คือทวารวดี และยังมีจารึกภาษาสันสกฤตในเหรียญเงินโบราณว่า ศรีทวารวดี ศวรปุณยะแปลว่า บุญของพระผู้เป็นเจ้าแห่งทวารวดี โดยเหรียญเงินเหล่านี้ถูกค้นพบในแดนแดนของจังหวัดนครปฐม สุพรรณบุรี และลพบุรี ทำให้เชื่อมากยิ่งขึ้นว่าดินแดนทวารวดีน่าจะอยู่ในพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทยยุคปัจจุบัน และสันนิษฐานว่าเมืองหลวงของทวารวดีน่าจะอยู่ที่อู่ทอง สุพรรณบุรี

นอกจากนั้น ยังมีหลักฐานทำให้เชื่อด้วยว่าทวารวดีเป็นดินแดนที่เป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนา นิกายเถรวาท โดยมีการเผยแพร่พระธรรมคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาจากดินแดนชมพูทวีป หรืออินเดีย แต่ปรากฏว่าใช้ภาษามอญเป็นภาษาสำคัญในศิลาจารึกหลายหลัก ส่วนหลักฐานที่พบในศิลปวัตถุก็เป็นแบบคุปตะ ซึ่งพบว่ามีศิลปะนี้อยู่ในดินแดนทั่วสุวรรณภูมิ โดยค้นพบเศียรพระพุทธรูปทองคำ และเจดีย์ รวมถึงธรรมจักร แต่ขณะเดียวกันก็พบโบราณวัตถุอันเกี่ยวเนื่องกับศาสนาพราหมณ์ เช่น ฐานโยนี และศิวลึงค์ เป็นต้น และยังพบรูปปั้นและรูปหล่อบุคคล และรูปสัตว์ต่างๆ

Mr.Flower นำผู้อ่านแนวหน้ากลุ่มเล็กๆ (14 คน) ไปเที่ยวเมืองอู่ทอง และเมืองสุพรรณบุรีเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยพาไปชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง เป็นที่แรกก่อนจะไปเที่ยวแหล่งโบราณคดีอื่นๆในเมืองอู่ทอง การไปชมพิพิธภัณฑ์ฯ อู่ทอง ทำให้หลายคนบอกว่า ไม่เคยรู้มาก่อนว่าเมืองอู่ทองมีความสำคัญ และเป็นแหล่งโบราณคดีที่น่าสนใจมาก เมื่อได้ฟังคำบรรยายทำให้ทราบว่าเมืองอู่ทองในอดีตนั้นเป็นพื้นที่ที่มีการติดต่อค้าขายกับคนจากชุมชนภายนอกอย่างคึกคัก โดยเฉพาะพ่อค้าวาณิชจากอินเดีย และชนชาติอื่นๆ ที่มาจากดินแดนเปอร์เซีย ยุโรป และจีน ทำให้อู่ทองมีการพัฒนาอย่างมาก มีการใช้ตัวอักษรมีภาษา และมีระบบเงินตราที่ใช้สำหรับแลกเปลี่ยนสินค้า แล้วยังมีระบบการปกครองของตนเอง แต่ที่สุดน่าทึ่งคือมีเทคโนโลยีทันสมัยในดินแดนแห่งนี้

นอกจากเที่ยวเมืองโบราณอู่ทองแล้ว ยังพาคณะไปเที่ยวชมวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เมืองสุพรรณบุรีด้วย สันนิษฐานว่าวัดนี้สร้างในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอู่ทอง อายุประมาณ 600 ปีเศษ โบราณสถานสำคัญที่ยังหลงเหลือให้เห็นเป็นประจักษ์ก็คือพระมหาเจดีย์ทรงปรางค์เป็นเจดีย์ที่ก่ออิฐไม่ถือปูน (คือไม่ฉาบปูนทับลงไป)ซึ่งเป็นศิลปะการก่อสร้างสมัยอยุธยาตอนต้น 

ส่วนผู้ที่นิยมพระเครื่องเบญจภาคีชื่อดัง ก็จะรู้จักวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เมืองสุพรรณฯ ในเรื่องของพระพิมพ์ผงเมืองสุพรรณฯ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในห้าพระเครื่องชื่อดังของไทย (พระเบญจภาคี ประกอบด้วยพระสมเด็จนางพญา พิษณุโลก พระผงเมืองสุพรรณฯ พระสมเด็จนางพญา สมเด็จโต(สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดระฆังฯ พระทุ่งเศรษฐีกำแพงเพชร และพระรอด เมืองลำพูน 

สำหรับผู้ที่สนใจท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ โบราณคดี แบบเจาะลึก โดยไปเที่ยวกันแบบกลุ่มเล็กๆ โปรดติดต่อMr.Flower หมายเลข 091-7233615 

ขอบคุณภาพประกอบจากคุณ Suphatchara Pat Rodtim และคุณหมอศิริวัฒน์ มโนธรรม

ตะลอนเที่ยว : เที่ยววัดย่านโลหะปราสาท ยามหน้าฝน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/745377

ตะลอนเที่ยว : เที่ยววัดย่านโลหะปราสาท ยามหน้าฝน

ตะลอนเที่ยว : เที่ยววัดย่านโลหะปราสาท ยามหน้าฝน

วันอาทิตย์ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หน้าฝนเป็นหน้าหนึ่งที่คนไม่ชอบฝน (จริงๆ ต้องบอกว่าไม่ชอบความเฉอะแฉะน้ำท่วมขังมากกว่า เพราะหลายคนไม่ได้รังเกียจฝนหากฝนตกแล้วตนเองไม่เดือดร้อน) มักบอกว่าไม่ออกไปเที่ยวไหนต่อไหน เพราะฝนตกแล้วเที่ยวยาก 

อันที่จริงจะบอกว่า ฝนตกก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการเที่ยวในบางสถานที่ เพราะเมื่อฝนตกเราก็หลบฝนอยู่ในตัวอาคารสถานที่ได้ ดีเสียอีกที่ไม่เปียกฝน แม้ฟ้าจะหม่นหมองไปสักนิด แต่ก็ทำให้เราไม่ร้อนจนเหงื่อไหลไคลย้อย ตัวชุ่มไปด้วยเหงื่อ คิดแบบนี้แล้ว ก็สามารถเที่ยวต่อไปได้ ยกเว้นการเที่ยวป่า เที่ยวเขาลำเนาไพรเท่านั้นที่อาจจะเที่ยวในหน้าฝนแล้วไม่สะดวก แต่คนที่ชอบเที่ยวป่ายามหน้าฝนก็มีเยอะแยะไปนะครับ ลางเนื้อชอบลางยา ว่ากันไปตามแต่ละคนชอบก็แล้วกัน 

วันนี้มาชวนคุณเดินเที่ยวแถวๆ โลหะปราสาท วัดราชนัดดารามวรวิหาร เพราะเป็นที่เที่ยวที่น่าสนใจมาก เนื่องจากมีวัดที่งดงามอยู่ใกล้ๆ กันไม่ต้องเดินไกล แล้วก็ยังได้ขึ้นไปชมโลหะปราสาทอีกด้วย อันที่จริงบริเวณรอบๆโลหะปราสาทในรัศมีไม่ไกลมากนักมีร้านอาหารอร่อยๆ ให้กินมากมาย เลือกกินไม่หวาดไม่ไหวแต่วันนี้ขอพาเที่ยววัด เที่ยวโลหะปราสาทก่อนนะครับ วันหน้าจะพาไปตระเวนกินของอร่อยรอบๆ บริเวณนี้

หากพูดถึงโลหะปราสาทแล้ว ก็ขออนุญาตพูดแบบรวบรัด เพราะเคยพาคุณไปเจาะลึกเฉพาะตัวโลหะปราสาทมาแล้วเมื่อสองเดือนก่อน แต่จะพาคุณไปเที่ยววัดราชนัดดารามวรวิหาร วัดนี้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2386 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าหญิงโสมนัสวัฒนาวดี ในกาลต่อมาทรงได้รับตำแหน่งพระอัครมเหสี ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงพระนามว่า สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดีบรมราชเทวี 

หลายคนไปโลหะปราสาท แต่ไม่เคยแวะไปวัดราชนัดดารามวรวิหาร เลยแม้แต่ครั้งเดียวนับว่าน่าเสียดายมาก วันนี้จึงพาคุณไปเที่ยววัดแห่งนี้ รับรองว่าเมื่อคุณเข้าไปชมวัด ชมพระอุโบสถวัดราชนัดดารามวรวิหาร แล้วคุณจะบอกว่างดงามยิ่งนัก แล้วจะเสียดายที่ไม่ได้ไปชมตั้งแต่ครั้งก่อนๆ ที่ไปโลหะปราสาท

อีกวัดหนึ่งที่อยู่ใกล้กันคือวัดเทพธิดารามวรวิหาร วัดแห่งนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เช่นกัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2379 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระราชทานแด่พระราชธิดาของพระองค์ท่าน คือพระองค์เจ้าหญิงวิลาศ ภายหลังได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ สถาปนาทรงกรมเป็นกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ด้วยเหตุนี้ จึงพระราชทานนามวัดนี้ว่า วัดเทพธิดารามวรวิหาร วัดนี้ สุนทรภู่ เคยอุปสมบทและจำพรรษา เมื่อ พ.ศ. 2382-2385

วันนี้ขออนุญาตนำภาพสวยๆ มาจากบริเวณโลหะปราสาท วัดราชนัดดารามวรวิหาร และวัดเทพธิดารามวรวิหาร มาฝากก่อนครับ วันหน้าจะพาคุณไปเที่ยวชมด้วยตัวเองนะครับ สนใจไปร่วมทริปเดินทอดน่อง ท่องเมืองกรุงเทพฯด้วยกันโปรดติดต่อ 091-7233615 ครับ เราเน้นการเที่ยวเมืองกรุง ด้วยการเดินเที่ยวแล้วซึมซับความงามในแง่มุมต่างๆ ของเมืองด้วยกัน 

ขอบคุณภาพจาก Isra Pongnithi