ตะลอนเที่ยว : ลูกปัดคลองท่อม กระบี่ สิ่งทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/568266

ตะลอนเที่ยว : ลูกปัดคลองท่อม กระบี่ สิ่งทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์

ตะลอนเที่ยว : ลูกปัดคลองท่อม กระบี่ สิ่งทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์

วันอาทิตย์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ช่วงนี้เป็นช่วงที่คนจำนวนมากต่างพร้อมใจกัน lock down ตัวเอง “อยู่กับเหย้า เฝ้ากับเรือน” เพื่อป้องกันการติดและเผยแพร่เชื้อโควิด-19 ที่นับวันจะรุนแรงยิ่งๆ ขึ้น แต่ถึงแม้ตัวจะอยู่บ้าน แต่ใจของหลายคนต่างก็โบยบินถวิลหาแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติ อาทิ แม่น้ำ ทะเล หาดทราย ภูเขา ป่าไม้ แล้วยังรวมไปถึงแหล่งท่องเที่ยวทางโบราณคดี และประวัติศาสตร์ที่บ่งบอกให้เห็นถึงรากเหง้าความเป็นมาของมนุษย์

ในระหว่างที่คุณๆ จำนวนไม่น้อยเก็บตัวอยู่กับบ้าน เพื่อรอวันเดินทางท่องเที่ยวหลังโควิด-19 สร่างซาไป Mr.Flower ก็ได้รับคำถามจากคุณๆ ตลอดเวลาว่า หลังโควิด-19 ผ่านไป จะพาพวกเราไปเที่ยวไหนดี คำตอบคือ มีที่ท่องเที่ยวรอให้คุณไปเยือนอีกมากมาย สำหรับวันนี้ขอแนะนำแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี คือพิพิธภัณฑ์ลูกปัดคลองท่อม กระบี่ ให้คุณได้รับทราบ แล้วหลังโควิด-19 ผ่านไป เราจะไปเที่ยวด้วยกันครับ

แหล่งลูกปัดคลองท่อม คือบริเวณชุมชนโบราณควนลูกปัด (ควน แปลว่าเนิน หรือภูเขาลูกเล็ก) ได้รับการยอมรับว่าเป็นแหล่งประวัติศาสตร์สำคัญแห่งหนึ่งของไทย เพราะมีการค้นพบลูกปัดและโบราณวัตถุล้ำค่าจำนวนมาก แต่ปัจจุบันคนทั่วไปไม่สามารถเข้าไปในบริเวณควนลูกปัดได้เพราะเป็นพื้นที่ส่วนบุคคล ดังนั้นวันนี้Mr.Flower จึงนำคุณไปชมพิพิธภัณฑ์ลูกปัด ซึ่งตั้งอยู่ในวัดคลองท่อม

แหล่งโบราณคดีคลองท่อมคือจุดที่มนุษย์ตั้งแต่สมัยโบราณยุคเริ่มประวัติศาสตร์ตั้งถิ่นฐานทำมาหากิน และค้าขายกับชาวต่างชาติที่เดินทางด้วยเรือ เพราะทำเลที่ตั้งเป็นท่าเรือสำคัญ สันนิษฐานว่าตั้งแต่ช่วงพุทธศตวรรษที่ 5-11 คลองท่อมนับได้ว่าเป็นแหล่งค้นพบลูกปัดที่สำคัญแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เรื่องราวการค้นพบลูกปัดคลองท่อมเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 50 ปีมาแล้ว โดยหลังจากมีผู้ค้นพบลูกปัดสวยงามที่คลองท่อม ก็มีการแห่กันไปขุดเพื่อค้นหากันตลอดเวลาแล้วนำไปขายให้กับทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ จนพระครูอาทรสังวรกิจ เจ้าอาวาสวัดคลองท่อมในยุคนี้ เห็นว่าควรจะต้องตั้งพิพิธภัณฑ์ลูกปัดขึ้นมาเพื่อเก็บรักษาลูกปัดที่มีผู้นำไปมอบให้กับวัด ก่อนที่ลูกปัดล้ำค่าจะหายไปจนหมดสิ้นไม่เหลือทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังได้ชม

ภายในพิพิธภัณฑ์ลูกปัดมีสิ่งของต่างๆที่ชาวบ้านนำมามอบให้ อาทิ ไหและถ้วยชามโบราณ ซากเรือโบราณ เป็นต้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือลูกปัดต่างๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่โดยเฉพาะลูกปัดสุริยเทพ ซึ่งเป็นโบราณวัตถุล้ำค่า นอกจากนี้ยังมีการแสดงให้เห็นเส้นทางค้าในคาบสมุทรมลายูในยุคโบราณ โดยเริ่มเส้นทางตั้งแต่อิตาลี แล้วไล่เรื่อยมาตามมหาสมุทรอินเดีย รวมถึงการบอกเล่าแหล่งโบราณคดีต่างๆ ในเขตภาคใต้ที่ค้นพบลูกปัด เช่น เขาศรีวิชัย (เขาพระนารายณ์)ควนพูนพิน ท่าชนะ แหลมโพธิ์ ภูเขาทอง กะเปอร์ เขาสามแก้ว ปากจั่น นางย่อนทุ่งตึก และคลองท่อม โดยแหล่งที่พบลูกปัดต่างๆ จะมีลูกปัดที่มีความแตกต่างกันไป แต่ที่คลองท่อมนั้น ลูกปัดที่มีชื่อเสียงที่สุดคือสุริยเทพ ซึ่งเป็นลูกปัดทรงกลมที่แตกแล้ว ถึงแม้จะมีความไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็มีความสำคัญมาก เพราะเป็นการบ่งบอกถึงการติดต่อสัมพันธ์กันระหว่างกลุ่มชนที่อยู่ต่างทวีปมาตั้งแต่ยุคโบราณ ตัวลูกปัดของจริงมีขนาดเล็กมาก เพียงไม่กี่เซนติเมตร แต่เพื่อให้คุณได้ชมความงามได้ง่าย จึงนำภาพขยายมาให้ชมกัน นอกจากลูกปัดสุริยเทพแล้ว ยังมีลูกปัดอีกสารพัดชนิด เช่น ลูกปัดนกแสงตะวัน ลูกปัดทำจากหิน และแก้ว รวมถึงโมเสก

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯทรงเยี่ยมพิพิธภัณฑ์ลูกปัดคลองท่อม2 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2535ครั้งที่ 2 วันที่ 24 พฤษภาคม 2536

ในยุคโควิด-19 ระบาด พิพิธภัณฑ์ลูกปัดยังไม่เปิดให้บริการ รอให้โควิด-19 พ้นไปแล้ว Mr.Flower จะพาคุณไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ลูกปัดคลองท่อม และเที่ยวชมที่ต่างๆ ในจังหวัดกระบี่ด้วยกัน อดใจรอสักพักนะครับ แล้วเราจะไปเที่ยวด้วยกัน สนใจร่วมเดินทางท่องเที่ยวแบบละมุนละไมกับเรา โปรดติดต่อ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : ชากังราว สองแคว ศรีสัชนาลัย และอยุธยา เมืองเก่าที่เราต้องอนุรักษ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/566607

ตะลอนเที่ยว : ชากังราว สองแคว ศรีสัชนาลัย และอยุธยา เมืองเก่าที่เราต้องอนุรักษ์

ตะลอนเที่ยว : ชากังราว สองแคว ศรีสัชนาลัย และอยุธยา เมืองเก่าที่เราต้องอนุรักษ์

วันอาทิตย์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

หลายคนอาจสงสัยว่า ชากังราว สองแคว คือเมืองอะไร อยู่ที่ไหนของประเทศไทย ส่วนศรีสัชนาลัย และอยุธยานั้น เชื่อว่าหลายคนรู้จักดี แต่อาจจะไม่เคยไปเที่ยวสถานที่สำคัญของเมืองเหล่านี้ 

วันนี้จะชวนคุณไปเที่ยวเมืองชากังราว หรือกำแพงเพชร (แต่บางคนแย้งว่าไม่ใช่ ซึ่งก็ต้องถกกันต่อไปตามหลักฐานที่หามาสนับสนุนความคิดของแต่ละฝ่าย)เมืองสองแคว หรือพิษณุโลก และศรีสัชนาลัย รวมถึงอยุธยาด้วยกัน แต่จะไปเที่ยวแบบดูภาพและเล่าเรื่องผ่านตัวหนังสือก่อนนะครับ แล้ววันหน้าเมื่อโอกาสเหมาะ เราจะไปเที่ยวเมืองเหล่านี้ด้วยกัน ไปสัมผัสแหล่งโบราณสถานในเมืองเหล่านี้ด้วยกัน 

เมืองชากังราว เมื่ออ้างตามสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ คือเมืองกำแพงเพชรเคยเป็นเมืองขึ้นของสุโขทัยมาก่อน (แต่พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ผู้ทรงคุณวุฒิกรมศิลปากรอ้างว่าชากังราวน่าจะอยู่ในอำเภอพิชัย อุตรดิตถ์) สถานที่สำคัญของชากังราวคืออุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร โดยเฉพาะวัดพระสี่อิริยาบถ(ยืน เดิน นั่ง นอน) และวัดช้างรอบ 

เมืองสองแคว คือเมืองพิษณุโลก เหตุที่ชื่อสองแควเพราะตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำสองสาย คือแม่น้ำน่านกับแควน้อย เมืองสองแควมีความสำคัญมากในสมัยกรุงศรีอยุธยา เพราะเป็นเมืองที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงไปประทับเมื่อครั้งดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระมหาอุปราช สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเมืองสองแควคือวัดจุฬามณีวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ที่ประดิษฐานพระพุทธชินราช 

เมืองศรีสัชนาลัย ปัจจุบันตั้งอยู่ในเขตสุโขทัย ไม่ใช่เมืองสุโขทัย แต่หลายคนเข้าใจว่าคือสุโขทัย ในความเป็นจริงศรีสัชนาลัยเป็นเมืองสำคัญที่ควบคู่มาพร้อมกับสุโขทัย เป็นแหล่งผลิตเครื่องสังคโลก สถานที่สำคัญของศรีสัชนาลัยที่จะพาคุณไปเที่ยวชมคืออุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ที่นี่จะมีวัดช้างล้อม (ระวังสับสนกับวัดช้างรอบที่เมืองชากังราว) วัดเจดีย์เจ็ดแถว เป็นต้น อันที่จริงต้องพาคุณไปเที่ยวที่ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ด้วย เพราะเป็นเขตของกรุงสุโขทัยเมื่อครั้งยังเป็นราชธานีของไทย ปัจจุบันยังหลงเหลือร่องรอยของพระราชวังและวัดสำคัญต่างๆ 26 วัด แต่วัดที่สำคัญที่สุดคือวัดมหาธาตุ (แต่ความเป็นจริงมีวัดในเขตอุทยานประวัติศาสตร์เกือบ 60 วัด) 

กรุงศรีอยุธยา อดีตราชธานีของไทย ที่ปัจจุบันยังปรากฏความยิ่งใหญ่อลังการได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจMr.Flower นำคุณผู้อ่านแนวหน้าไปเที่ยวอยุธยามากจนนับครั้งไม่ถ้วน แค่เฉพาะการไปเที่ยวชมเขตเมืองเก่าอยุธยาก็ไปเกิน 20 ครั้งแล้ว เหตุที่ไปแล้วไปอีก เพราะมีผู้ต้องการไปอีก แม้จะไปมาแล้วหลายครั้ง แต่ทุกครั้งที่ไปก็มีความสุขและได้รับความอิ่มเอมใจทุกครั้ง แค่ได้เดินชมเมืองเก่าซึ่งเคยเป็นเขตพระราชวัง ก็ได้รับความประทับใจจนเกินบรรยาย ครั้งได้ไปกราบไหว้พระตามวัดสำคัญต่างๆ ในพระนครศรีอยุธยา ก็มีความสุขและความอิ่มเอมใจมาก เช่นวัดมงคลบพิตร วัดหน้าพระเมรุ วัดมหาธาตุ วัดพระศรีสรรเพชญ์วัดราชบูรณะ รวมถึงวัดที่อยู่นอกเขตพระบรมมหาราชวังของกรุงศรีอยุธยาอีกมากมาย อาทิ วัดพนัญเชิง วัดเชิงท่า วัดกษัตราธิราช วัดสุวรรณดาราราม และอีกสารพัดวัดที่ไม่สามารถบรรยายได้หมดสิ้นในที่แห่งนี้  

อย่างไรก็ตาม เมื่อไปยังสถานที่เหล่านี้แล้ว สิ่งที่พลาดการไปชมไม่ได้คือพิพิธภัณฑสถานของจังหวัดนั้นๆเพราะการเข้าชมพิพิธภัณฑสถานคือการได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของท้องถิ่นนั้นๆ ได้ดีและรวดเร็วที่สุด  

Mr.Flower เตรียมทริปสุดพิเศษไว้เพื่อคุณๆโดยตั้งใจไปเที่ยวกันในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้ (หวังว่าปัญหาโควิด-19 จะคลี่คลายไปจากบ้านเรา)หากคุณสนใจร่วมทริปแสนพิเศษนี้ โปรดติดต่อ091-7233615 ครับ

ตะลอนเที่ยว : วัดโบสถ์ ริมลำน้ำสะแกกรัง ความงามที่อยู่คู่ความศรัทธา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/565280

ตะลอนเที่ยว : วัดโบสถ์ ริมลำน้ำสะแกกรัง ความงามที่อยู่คู่ความศรัทธา

ตะลอนเที่ยว : วัดโบสถ์ ริมลำน้ำสะแกกรัง ความงามที่อยู่คู่ความศรัทธา

วันอาทิตย์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2564, 08.15 น.

ผู้อ่านคอลัมน์ตะลอนเที่ยวหลายคน โทรศัพท์ไปถาม Mr. Flower ว่าเมื่อไรจะพาไปเที่ยวเมืองอุทัยธานีอีก จะขอร่วมทริปไปด้วย และทุกคนที่โทรศัพท์ไปถาม ก็ยังถามถึงวัดสวยงามที่อยู่ริมลำน้ำสะแกกรัง โดยบอกว่าวัดสวยมาก แค่เพียงเห็นภาพจากคอลัมน์ก็อยากไปดูสถานที่จริงแล้ว

วันนี้ Mr. Flower ตั้งใจจะมาชวนคุณๆ ไปเที่ยวอุทัยธานีด้วยกันอีกครับ โดยคาดว่าจะไปกันประมาณกลางเดือนพฤษภาคม สาเหตุที่ยังไม่พาคณะไปที่ไหนๆในช่วงเวลานี้ก็เพราะหลายคนยังหวาดวิตกเรื่องเชื้อโควิด-19 (ขอกระซิบว่า หลายคนวิตกจนเข้าขั้นโรคประสาทอ่อนๆ เพราะได้รับข่าวลือ ข่าวลวง ข่าวเท็จเกี่ยวกับโรคนี้ทุกวินาทีที่เปิดรับสารจาก Social Media จำพวกที่ตั้งใจสร้างความแตกตื่น โดยการนำเรื่องต่างๆ ซึ่งหาที่มาที่ไปของเรื่องราวไม่ได้แม้แต่น้อย)

สำหรับประวัติของวัดโบสถ์ ริมน้ำสะแกกรังเมืองอุทัยธานี มีคร่าวๆ คือ วัดนี้มีชื่ออย่างเป็นทางการว่าวัดอุโปสถาราม ซึ่งแต่เดิมชื่อวัดโบสถ์มโนรมย์ แต่ชาวบ้านเรียกสั้นๆ ว่าวัดโบสถ์ ตั้งอยู่บนเกาะเทโพ สันนิษฐานว่าวัดแห่งนี้สร้างสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ จุดเด่นของวัดคือมีพระอุโบสถและพระวิหารขนาดเล็กแต่งดงามมาก ผนังของพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรม แบ่งเป็นสองระดับ เขียนโดยช่างหลวงในสมัยรัชกาลที่ 3 (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) แต่มาแล้วเสร็จในสมัยรัชกาลที่ 4(พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) โดยข้างล่างเป็นภาพพุทธประวัติ เริ่มตั้งแต่ประสูติ เสด็จออกบวช ผจญมาร ตรัสรู้ โปรดปัจวัคคีย์ ดับขันธ์ปรินิพพาน และถวายพระเพลิง ส่วนด้านบนเป็นภาพเทพชุมนุม ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระประธานปางมารวิชัย ศิลปะสมัยสุโขทัย

ส่วนพระวิหารมีขนาดพอๆ กับพระอุโบสถ แต่จุดเด่นอยู่ที่มีภาพจิตรกรรมฝาผนังอยู่ด้านหน้าของพระวิหารโดยแสดงให้เห็นวิถีชีวิตของชาวบ้านในย่านนั้น และนับว่าเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วาดไว้ภายนอกพระวิหาร ซึ่งปกติจะวาดภาพไว้ภายในตัวอาคารมากกว่า ส่วนภาพจิตรกรรมฝาผนังในพระวิหารเป็นรูปพุทธประวัติ แต่ที่น่าสนใจมากคือมีภาพวาดเรื่องพระมาลัยโปรดสัตว์ และภาพพระอสีติมหาสาวก และภาพอสุภกรรมฐาน 10 ซึ่งวาดไว้ด้านล่างของผนัง ส่วนด้านบนเป็นภาพชุมนุมพระสงฆ์สาวก สลับกับภาพตาลปัตรพัดยศลวดลายงดงามมาก ภายในพระวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปปางห้ามญาติหลายองค์ เป็นศิลปะสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น

ด้านหลังของพระอุโบสถและพระวิหารมีพระเจดีย์ที่น่าสนใจมากตั้งอยู่สามองค์ โดยแต่ละองค์มีศิลปะแตกต่างกัน เพราะมีเจดีย์แบบศิลปะอยุธยา ทำเป็นทรงหกเหลี่ยม ตั้งอยู่ทางทิศเหนือ พระเจดีย์องค์กลาง เป็นศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ เป็นทรงย่อไม้สิบสอง ส่วนองค์ด้านใต้เป็นศิลปะสุโขทัย ทรงลอมฟาง และริมลำน้ำมีเรือนแพ ซึ่งเรียกว่าแพโบสถ์น้ำ ตามประวัติกล่าวว่าสร้างขึ้นเพื่อเฝ้าฯรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5)เมื่อครั้งเสด็จประพาสวัดแห่งนี้เมื่อ พ.ศ. 2444 โดยยังหลงเหลือสิ่งที่บ่งบอกเป็นหลักฐานสำคัญคือ คำจารึกเป็นภาษาบาลีว่า “สุ อาคตํ เตมหาราชา” แปลว่า มหาราชาเสด็จฯมาดี

อันที่จริงเมืองอุทัยฯ ยังมีที่ท่องเที่ยวอื่นๆ อีกมากมายแต่วันนี้ขออนุญาตนำเสนอเพียงแค่วัดอุโปสถารามเพียงแห่งเดียวเท่านั้น เพราะต้องการให้คุณได้เห็นภาพมุมต่างๆของวัดที่งดงามแห่งนี้

หากคุณสนใจร่วมทริปเล็กๆ (รับสมาชิก 12-14 คน) แต่อบอุ่นและเต็มไปด้วยไมตรีจิต ไปท่องเที่ยวเมืองอุทัยธานีกับเรา โปรดติดต่อที่ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : ปราสาทนครหลวง พระนครศรีอยุธยา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/563717

ตะลอนเที่ยว : ปราสาทนครหลวง พระนครศรีอยุธยา

ตะลอนเที่ยว : ปราสาทนครหลวง พระนครศรีอยุธยา

วันอาทิตย์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ใครก็ตามที่หลงใหลมนต์เสน่ห์อันตราตรึงใจในอดีตราชธานีของไทยที่ชื่อกรุงศรีอยุธยา และเคยได้ไปสัมผัสความงดงามที่ยังเรืองรองอยู่ตราบจนทุกวันนี้ จะไม่ประหลาดใจเลยว่า ทำไมคนจำนวนไม่น้อยจึงชื่นชอบการไปท่องเที่ยวโบราณสถานต่างๆ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เรียกได้ว่าไปกี่ครั้งกี่หนก็ไม่เคยรู้สึกเบื่อหน่ายเลยแม้แต่น้อย 

สองสามสัปดาห์ติดต่อกันมานี้Mr.Flower นำคุณไปท่องเที่ยวโบราณสถานที่แสนวิจิตรของพระนครศรีอยุธยามาอย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่ วัดนิเวศธรรมประวัติ ณ เกาะบางปะอิน และพระราชวังบางปะอินพระราชฐานสำหรับช่วงฤดูร้อน ส่วนสัปดาห์นี้ขอพาคุณไปเที่ยวปราสาทนครหลวง  

ปราสาทนครหลวงก่อตั้งขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ตั้งอยู่ใกล้ริมแม่น้ำป่าสัก ในเขตอำเภอนครหลวง โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ถ่ายแบบมาจากปราสาทนครหลวง ของอาณาจักร สันนิษฐานว่าทรงให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นศาสนาสถาน ขอย้ำว่ามิใช่การสร้างเพื่อเป็นที่ประทับ เพราะเจ้านายชั้นสูงในสมัยนั้นประทับในตำหนักที่สร้างด้วยไม้เป็นส่วนมาก ส่วนตัวอาคารที่เป็นก่ออิฐถือปูนนั้น ส่วนมากเป็นศาสนสถาน และเป็นสถานที่สำหรับใช้ว่าราชการงานเมืองเท่านั้น  

สำหรับตัวปราสาทนครหลวงสร้างด้วยอิฐถือปูน อยู่บนเนินขนาดย่อม ปราสาทมีระเบียงรอบเป็นทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสซ้อนกันสามชั้น มีระเบียงคดมีเมรุทิศเมรุราย เมรุทิศ คือเจดีย์ที่อยู่ตามทิศต่างๆ ส่วนเมรุราย คือเจดีย์ที่อยู่ระหว่างทิศ(คล้ายกับวัดไชยวัฒนาราม ในตัวเมืองพระนครศรีอยุธยา) ปราสาทนครหลวงสร้างไม่สำเร็จบริบูรณ์ เพราะสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง เสด็จสวรรคตก่อน จึงถูกปล่อยทิ้งร้างไว้ จนกระทั่งปี 2352 ได้มีการก่อสร้างมณฑปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสทรงจตุรมุข ณ ชั้นบนสุดของปราสาท และสร้างวัดขึ้นมา โดยปะขาวปิ่น ภายในมณฑปประดิษฐานรอยพระพุทธบาทสี่รอยประทับซ้อนกัน (มีขนาดใหญ่สุดคืประมาณ6 คูณ 2.3 เมตร) พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เคยเสด็จพระราชดำเนินไปณ ปราสาทนครหลวง และเสด็จขึ้นไปณ มณฑปที่ประดิษฐานพระพุทธบาทสี่รอยมาแล้ว 

Mr.Flower เชื่อว่าหลายต่อหลายคนที่อ่านคอลัมน์นี้ไม่เคยไปชมปราสาทนครหลวงมาก่อน เพราะทุกครั้งที่พาแฟนคอลัมน์ไปชมโบราณสถานแห่งนี้ ก็จะได้รับเสียงแสดงความตื่นเต้นทุกครั้งว่า ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีปราสาทโบราณแบบนี้อยู่ในที่แห่งนี้ เพราะทุกครั้งที่ไปเที่ยวอยุธยาก็มักจะอยู่แค่ในเขตเมืองเก่าเท่านั้น นี่คือครั้งแรกของชีวิตที่ได้พบโบราณสถานที่สวยงาม และแสนจะเข้มขลังเช่นนี้ 

นี่คือคำพูดที่ยืนยันได้ว่าพระนครศรีอยุธยาของเรายังมีโบราณสถานที่สำคัญ และแสนวิจิตรบรรจงที่รอให้คุณไปชื่นชมอีกมากมาย บางคนบอกว่า อย่าว่าอย่างโน้นอย่างนี้เลยนะคะ แค่การไปเที่ยวพระราชวังบางปะอินนั้น จริงๆ แล้วไปชมมาแล้วหลายครั้งแต่ไม่เคยได้ชมสถานที่สำคัญๆ ภายในเขตพระราชวังบางปะอินเหมือนการไปเที่ยวกับ Mr.Flower เลย เพราะพาเข้าไปดูสิ่งสำคัญที่แสนวิจิตรบรรจงครบทุกแห่ง 

หากคุณมีความประสงค์จะไปเที่ยวชมโบราณสถานต่างๆ ในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดใกล้เคียง อาทิ ลพบุรีโดยการไปเที่ยวแบบวันเดียว แต่ได้รับอรรถรสด้านประวัติศาสตร์ และโบราณคดีอย่างครบถ้วน โปรดติดต่อ Mr.Flowerหมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615 คณะของเราเน้นการเที่ยวแบบกลุ่มเล็กๆ แต่เจาะลึกด้านโบราณคดีและประวัติศาสตร์

ตะลอนเที่ยว : พระราชวังบางปะอิน สำราญสถานแห่งฤดูร้อน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/562159

ตะลอนเที่ยว : พระราชวังบางปะอิน สำราญสถานแห่งฤดูร้อน

ตะลอนเที่ยว : พระราชวังบางปะอิน สำราญสถานแห่งฤดูร้อน

วันอาทิตย์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ย้อนหลังไปเมื่อครั้งแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ. 2172-2199) แห่งกรุงศรีอยุธยา ก็ปรากฏชื่อของพระราชวังบางปะอินมาแล้วเพราะพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวังแห่งนี้บนเกาะบ้านเลน ริมลำน้ำเจ้าพระยา ดังมีประวัติว่าทรงให้สร้างพระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์ เพื่อทรงใช้เป็นที่ประทับยามเสด็จประพาส ณ สถานที่แห่งนี้ แต่หลังจากเสียกรุงฯ ครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2310 แล้ว พระราชวังบางปะอินถูกปล่อยทิ้งร้างมา จนกระทั่งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะพระราชวังแห่งนี้ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่ง และอาคารอื่นๆ เพิ่มเติม 

ครั้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดการเสด็จประพาสพระราชวังบางปะอินอยู่เสมอๆ และทรงเห็นว่าเป็นสถานที่ซึ่งสมเด็จพระบรมชนกนาถทรงโปรด จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่งอีกหลายองค์ และอาคารต่างๆ เพิ่มเติม ด้วยทรงใช้เป็นที่ประทับ และสำหรับถวายการต้อนรับพระราชอาคันตุกะจากต่างประเทศ และพระราชวังแห่งนี้ยังได้ถูกใช้เป็นสถานที่พระราชทานเลี้ยงรับรองพระราชอาคันตุกะจากต่างประเทศเรื่อยมาจนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 

พระราชวังบางปะอินในปัจจุบันแบ่งพื้นที่เป็นเขตต่างๆ ดังนี้ เขตพระราชฐานชั้นนอก และชั้นใน โดยเขตพระราชฐานชั้นนอก ประกอบด้วย หอเหมมณเฑียรเทวราช สภาคารราชประยูร พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์ และพระที่นั่งวโรภาษพิมาน เขตพระราชฐานชั้นนอกใช้สำหรับการเสด็จออกมหาสมาคม และประกอบพระราชพิธีต่างๆ

สำหรับการใช้พระราชวังบางปะอินเป็นที่ถวายการต้อนรับพระราชอาคันตุกะ ก็มีดังนี้ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดถวายการต้อนรับแกรนด์ดุ๊กซาร์วิตส์ แห่งรัสเซีย เมื่อปี 2434 (ต่อมาคือพระเจ้าซาร์ แห่งรัสเซีย) ครั้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงใช้ถวายการรับรอง และพระราชทานเลี้ยงพระกระยาหารแด่พระราชอาคันตุกะ เช่น สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธ ที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร สมเด็จพระราชินีนาถเบียทริกซ์ แห่งเนเธอร์แลนด์ สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอ ที่ 2 แห่งเดนมาร์ก และอินฟันตาเอเลนา ดัชเชสแห่งลูโก ประเทศสเปนรวมถึงสมเด็จพระยุพราชเจ้าชายฟูมิฮิโตะ อะกิชิโนะ โนะมิยะ แห่งญี่ปุ่น เป็นต้น 

ส่วนเขตพระราชฐานชั้นใน ใช้เป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ สมเด็จพระอัครมเหสี และพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายใน ทางเชื่อมระหว่างเขตพระราชฐานชั้นนอกกับชั้นในคือสะพานที่ทอดจากพระที่นั่งวโรภาษพิมานไปยังประตูเทวราชครรไล โดยประตูนี้ถือเป็นประตูทางเข้าเขตพระราชฐานชั้นใน 

ภายในเขตพระราชฐานชั้นใน ประกอบด้วยพระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียร พระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ หอวิฑูรทัศนา พระตำหนักของเจ้านายฝ่ายใน อาทิ พระตำหนักสมเด็จพระพันวัสสา พระตำหนักสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าฯ พระตำหนักพระวิมาดาเธอฯพระตำหนักเก้าห้อง ตำหนักพระราชชายา เจ้าดารารัศมีและเรือนของเจ้าจอมมารดาต่างๆ และยังมีพระอนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเรือล่ม (สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี) และอนุสาวรีย์ราชานุสรณ์ รวมถึงมีพลับพลา ศาลา กระโจมแตรตำหนักแพ เรือนแพพระที่นั่ง แพทรงบาตร และพระราชอุทยาน 

เหตุที่ชักชวนคุณไปเที่ยวชมพระราชวังบางปะอินในสัปดาห์นี้ เพราะเมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้พาคุณไปเที่ยวชมวัดนิเวศธรรมประวัติ ซึ่งเป็นวัดประจำพระราชวังบางปะอินมาแล้ว และการไปเที่ยวบางปะอินทั้งที ก็ต้องไปเที่ยวชมสถานที่สำคัญทั้งสองแห่งนี้ ซึ่งอันที่จริง บางปะอินยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ที่น่าสนใจมาก เช่น วัดชุมพลนิกายาราม (สร้างในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง) และชุมชนชาวบ้าน รวมถึงวัดเก่าแก่ที่อยู่รอบๆ พระราชวังบางปะอิน 

หากคุณๆ สนใจไปเที่ยวชมโบราณสถานสำคัญในบางปะอิน และในจังหวัดพระนครศรีอยุธยากับMr.Flower โปรดติดต่อหมายเลข 091- 7233615 

ตะลอนเที่ยว : วัดนิเวศธรรมประวัติ บางปะอิน วัดประจำพระราชวังบางปะอิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/560569

ตะลอนเที่ยว : วัดนิเวศธรรมประวัติ บางปะอิน วัดประจำพระราชวังบางปะอิน

ตะลอนเที่ยว : วัดนิเวศธรรมประวัติ บางปะอิน วัดประจำพระราชวังบางปะอิน

วันอาทิตย์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“…ข้าพเจ้าคิดจะใคร่สร้างเป็นพระอารามน้อยๆ สำหรับที่บำเพ็ญกุศลใกล้พระราชวัง ในเวลาเมื่อได้ขึ้นมาพักแรมอยู่ที่เกาะบางปะอินนี้ จึงได้คิดถมดินให้พ้นน้ำตามฤดูที่เคยประมาณว่าเป็นอย่างมากโดยปกติ แล้วให้เจ้าพนักงานจ้างเหมาช่างชาวตะวันตก กะวางแผนที่ทำตามแบบอย่างกับประเทศตะวันตกทุกสิ่ง ซึ่งได้ให้คิดสร้างโดยแบบอย่างเป็นของชาวต่างประเทศดังนี้ ด้วยมีความประสงค์จะบูชาพระพุทธศาสนาด้วยของแปลกประหลาด แลเพื่อให้อาณาประชาราษฎร์ทั้งปวงชมเล่นเป็่นของแปลก ยังไม่เคยมีในพระอารามอื่น แลเป็นของมั่นคงถาวรสมควรเป็นพระอารามหลวงในหัวเมือง ใช่จะนิยมยินดีเลื่อมใสในลัทธิศาสนาอื่น นอกจากพระพุทธศาสนานั้นหามิได้…”

ความตอนหนึ่งจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ปรากฏในจารึกประกาศพระราชทานที่วัดและเสนาสนะสำหรับสงฆ์ วัดนิเวศธรรมประวัติ

วัดนิเวศธรรมประวัติ ตั้งอยู่บนเกาะกลางแม่น้ำเจ้าพระยาด้านทิศใต้ ตรงข้ามกับพระราชวังบางปะอิน สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2419 โดยล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ทรงใช้วัดนี้สำหรับบำเพ็ญพระราชกุศล ยามเสด็จแปรพระราชฐานไปประทับ ณ พระราชวังบางปะอิน

พระอุโบสถของพระอารามหลวงแห่งนี้สร้างด้วยศิลปะแบบโกธิค ยอดของพระอุโบสถเป็นเสมือนหอคอยปลายแหลม นอกจากนั้นอาคารวิหารต่างๆ ภายในวัดยังสร้างด้วยศิลปะแบบโกธิคอีกด้วย

สิ่งสำคัญของพระอุโบสถคือ หน้าบันชั้นบนประดับด้วยพระเกี้ยว หน้าบันชั้นลดหลั่นลงมาประดับด้วยตราแผ่นดิน (ตราสัญลักษณ์ประจำรัชกาลที่ 5) และมีเทวรูปปัญจสิงขรถือพิณอยู่ด้านตะวันตก และเทวรูปพระอินทร์เป่าสังข์อยู่ด้านทิศตะวันออก อยู่ในซุ้มแบบโกธิคบนประตูทางเข้าพระอุโบสถ เทวรูปทั้งสององค์นี้รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ช่างปั้นขึ้นเพื่อเลียนแบบนักบุญในศาสนาคริสต์ ส่วนหน้าต่างทำด้วยกระจกสี (stained glass) นำเข้าจากประเทศอิตาลี โดยผนังด้านหน้าโบสถ์ หน้าองค์พระประธานทำเป็นพระบรมสาทิสลักษณ์รัชกาลที่ 5 และส่วนบนของกรอบหน้าต่างประดับด้วยกระจกสีเช่นกัน ส่วนองค์พระประธานมีพระนามว่า พระพุทธนฤมลธรรโมภาสปางสมาธิเพชร หล่อด้วยกะไหล่ทอง เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2420 หน้าตักกว้าง 22.5 นิ้วสูงถึงปลายรัศมี 36.5 นิ้ว ออกแบบโดยพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ ฐานชุกชีของพระประธานมีลักษณะคล้ายที่ตั้งไม้กางเขนของศาสนาคริสต์

รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯจ้างให้นายยูกิงแกรซี วางแบบแปลนการก่อสร้างวัดแห่งนี้ โดยออกแบบพระอุโบสถหมู่กุฏิ และอาคารทั้งหมดในวัด ใช้เวลาก่อสร้างวัดแห่งนี้รวมเวลา 2 ปี 22 วัน สร้างสำเร็จในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2421

เนื่องจากวัดนิเวศธรรมประวัติ ตั้งอยู่บนเกาะ การเดินทางไปยังวัดจึงต้องอาศัยเรือ และกระเช้าไฟฟ้าเป็นพาหนะข้ามจากฝั่งไปยังวัด แต่ทุกวันนี้พาหนะสำคัญของการเดินทางไปยังวัดคือกระเช้าไฟฟ้า ดังนั้นกระเช้าไฟฟ้าข้ามคลองจึงถือเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของการไปเที่ยวชมวัดนิเวศธรรมประวัติ

คุณผู้อ่านแนวหน้าที่สนใจไปท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่วัดนิเวศธรรมประวัติกับ Mr.Flower โปรดติดต่อสอบถามและสำรองที่ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615เราจัดบริการนำเที่ยวเขตโบราณสถานต่างๆในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นประจำทุกสัปดาห์

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวเมืองอุทัยฯ ไม่ต้องอุทธรณ์ ค่ำแล้วก็นอนที่เมืองอุทัยฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/557292

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวเมืองอุทัยฯ ไม่ต้องอุทธรณ์ ค่ำแล้วก็นอนที่เมืองอุทัยฯ

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวเมืองอุทัยฯ ไม่ต้องอุทธรณ์ ค่ำแล้วก็นอนที่เมืองอุทัยฯ

วันอาทิตย์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ขออนุญาตเรียนถามคุณๆ ว่า ทุกวันนี้ต่อมกระตุ้นความอยากเดินทางท่องเที่ยวของคุณๆ ทำงานหนักมากแค่ไหนขอรับ แต่สำหรับแฟนๆ คอลัมน์ตะลอนเที่ยว by Mr.Flower ซึ่งไปเที่ยวเตร่สรวลเสเฮฮา และร่วมทำบุญทำกุศลด้วยกันมาแล้วหลายสิบทริป ทั้งในและต่างประเทศ ทุกคนต่างบอกว่า ไม่ไหวแล้ว ไม่ไหวแล้ว อยากออกไปเที่ยวมากๆๆ

แฟนคลับนับร้อยรายที่เป็นสมาชิกของคอลัมน์ พูดคุยกันในไลน์กลุ่มว่า ไปเที่ยวกันเถอะ ไปไหนก็ได้ไปใกล้ๆ ก็ได้ ไม่ต้องค้างคืนก็ได้ หรือจะพักค้างอ้างแรมก็ไม่ขัดข้อง ขอให้ได้ออกไปเที่ยวเท่านั้นเป็นพอ ว่าแล้วก็มีสมาชิกกลุ่มหนึ่งเสนอว่า เราไปเที่ยวเมืองอุทัยธานี เมืองพระชนกจักรี ปลาแรดรสดี ประเพณีเทโว ส้มโอบ้านน้ำตก มรดกโลกห้วยขาแข้ง แหล่งต้นน้ำสะแกกรัง ตลาดนัดดังโค-กระบือ (คำขวัญของเมืองอุทัยฯ)

สาเหตุที่มีผู้ต้องการไปเที่ยวเมืองอุทัยฯ เพราะสาเหตุสำคัญข้อแรกคือ หลงใหลความน่ารัก น่าประทับใจของชาวเมืองอุทัยฯ ชื่นชอบความสงบเงียบความเรียบร้อยของเมือง และปลื้มในความงดงามของโบราณสถาน รวมถึงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ

หลายคนให้เหตุผลว่าไปเที่ยวอุทัยฯ แล้วสบายอกสบายใจ แถมยังมีอาหารอร่อยให้รับประทานอีกมากมายมีผ้าทอสวยๆ ให้เลือกซื้อ มีสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลาย และอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ (ข้อนี้คือเหตุผลของคนกรุงเทพฯ) และที่สำคัญอีกประการคือค่าครองชีพเมืองอุทัยฯ ไม่แพง

Mr.Flower กล้ารับรองว่าหากคุณได้ไปเยือนเมืองอุทัยฯ สักครั้ง คุณ (น่าจะ) ประทับใจในเสน่ห์ของเมืองน่ารักเมืองนี้

วันนี้จึงนำเสนอภาพสถานที่ท่องเที่ยว (เพียงบางแห่ง) ของเมืองอุทัยฯ ให้คุณได้ชมกัน นั่นคือวัดอุโปสถาราม หรือวัดโบสถ์มโนรมย์ เป็นวัดเก่าแก่ สันนิษฐานว่าสร้างตั้งแต่ พ.ศ. 2324 อยู่บนเกาะเทโพ ริมลำน้ำสะแกกรัง โบสถ์และวิหารของวัดแห่งนี้มีขนาดเล็กกะทัดรัด แต่ภายในตัวอาคารมีความโดดเด่นหลายประการ อาทิ ภาพจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถสันนิษฐานว่าเขียนโดยช่างหลวงในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ช่วงปลาย โดยเขียนเสร็จสมบูรณ์ในยุคต้นของรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โดยเขียนเล่าเรื่องพุทธประวัติ และช่วงบนของตัวผนังเป็นภาพเทพชุมนุมสลับกับลวดลายตาลปัตรพัดยศแบบต่างๆ ส่วนพระพุทธรูปประธานเป็นปางมารวิชัย ศิลปะสุโขทัย และแวดล้อมด้วยพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะสุโขทัยอีกสี่องค์ ส่วนจิตรกรรมฝาผนังในพระวิหารเป็นภาพพระพุทธเจ้าเสด็จโปรดเทพยดาบนสวรรค์ และพิธีอสุภกรรมฐาน ส่วนด้านบนของผนังเป็นภาพพระพุทธสาวกชุมนุม และมีภาพวิถีชีวิตชาวบ้านที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนา ส่วนพระประธานเป็นพระพุทธรูปยืนปางต่างๆ เช่น ปางประทานอภัยปางห้ามญาติ ศิลปะสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ และจุดเด่นอีกประการ คือ วัดนี้มีเจดีย์ที่สร้างด้วยศิลปะของสามยุคสมัย คือ สุโขทัย (ทรงล้อมฟาง) อยุธยา (ทรงหกเหลี่ยม) และกรุงรัตนโกสินทร์ (มีเจดีย์เล็กห้ายอดประกอบ) และมณฑปแปดเหลี่ยมศิลปะไทยผสมจีนที่ผสมผสานได้ลงตัวอย่างที่สุด และที่ชาวอุทัยฯ ทุกคนต่างปลื้มปีติมากคือ ในครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 วัดแห่งนี้เคยเป็นที่รับเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 5 มาแล้ว และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6ก็เสด็จพระราชดำเนิน ณ วัดแห่งนี้เช่นกัน

นอกจากนี้เมื่อไปเที่ยวเมืองอุทัยฯ แล้ว สิ่งที่ต้องไม่พลาดคือขึ้นไปไหว้พระบนเขาสะแกกรัง และกราบไหว้พระอนุสาวรีย์สมเด็จพระปฐมบรมชนกในรัชกาลที่ 1
และต้องไปตักบาตรยามเช้าที่ตลาดเก่าริมสะแกกรัง รวมถึงล่องลำน้ำสะแกกรังชมบ้านเรือนแพ (ในช่วงที่มีน้ำให้ล่องเรือได้) รวมถึงยังมีอีกสารพัดสถานที่ให้คุณได้ท่องเที่ยว และเอร็ดอร่อยกับอาหารเลิศรส หากคุณสนใจร่วมทริปสุดพิเศษกับ Mr.Flower โปรดติดต่อที่ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : ไหมยกทองเมืองสุรินทร์ ความงามที่มีประวัติศาสตร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/554129

ตะลอนเที่ยว : ไหมยกทองเมืองสุรินทร์ ความงามที่มีประวัติศาสตร์

ตะลอนเที่ยว : ไหมยกทองเมืองสุรินทร์ ความงามที่มีประวัติศาสตร์

วันอาทิตย์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ถึงแม้จะมีปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 แต่ก็ไม่สามารถลบล้างความต้องการออกเดินทางท่องเที่ยวไปตามสถานที่ที่น่าสนใจได้ เพราะแรงปรารถนาจะได้สัมผัสกับสิ่งงดงามที่มีอยู่มากมายในประเทศไทยมีพลังมากมายยิ่งนัก ดังนั้น หลายต่อหลายคนที่มีหัวใจชอบเดินทางท่องเที่ยวจึงบอกตรงกันว่า รอให้ปัญหาการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19ผ่านพ้นไปจากประเทศไทย และทุกประเทศทั่วโลกก่อนเถอะรับรองว่าจะออกไปตะลอนเที่ยวให้หายคิดถึง 

แต่อย่างไรก็ตาม Mr. Flower ก็ยังคงยืนยันเหมือนเดิมว่าในประเทศไทยของเรานั้น เราทุกคนที่มีสุขภาพแข็งแรง และมีความระมัดระวังป้องกันการได้รับเชื้อโควิด-19 ได้เป็นอย่างดีแล้ว เราทุกคนก็ยังสามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ แม้จะไม่สามารถเที่ยวได้ตามปกติเหมือนช่วงไร้การแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่รับรองว่ายังสามารถท่องเที่ยวได้ เพราะหลายจังหวัด หลายพื้นที่ของไทยยังปลอดภัยจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสดังกล่าวขอแค่เพียงให้เราทุกคนเที่ยวด้วยความระมัดระวังให้เพียงพอเท่านั้น ทุกคนก็สามารถเดินทางท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่ภูมิภาคต่าง ๆ ได้อย่างมีความสุข 

วันนี้ขอพาคุณไปสัมผัสความงามของแพรพรรณผ้าไหมแสนสวยของเมืองสุรินทร์ ที่หมู่บ้านท่าสว่าง ตำบลท่าสว่าง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ขอเรียนว่าหมู่บ้านแห่งนี้คือหมู่บ้านแห่งการทอและการผลิตผ้าไหมที่แสนสวย สุดวิจิตรแห่งหนึ่งของประเทศไทย นอกจากชวนคุณไปเที่ยวชมและซื้อผ้าไหมงามๆ แล้ว จะขอพาคุณไปชมแหล่งผ้าทอยกทอง ณ บ้านจันทร์โสมา หมู่บ้านท่าสว่างด้วย 

ขอย้ำว่า เมืองสุรินทร์มิได้มีความโด่งดังเลื่องลือเพียงแค่ความเป็นเมืองช้าง และเมืองแห่งปราสาทหินที่งดงาม แต่ยังมีความวิจิตรของผ้าไหมทอยกทองด้วย ความงามของผ้าไหมทอยกทองอยู่ที่ลวดลวยที่สอดประสานอย่างกลมกลืนลงตัวระหว่างเส้นไหมกับดิ้นทองที่ทอด้วยลวดลายแห่งราชสำนักไทยโบราณที่ทั้งอ่อนช้อย วิจิตรงดงาม แต่ดูแล้วทรงไว้ด้วยพลัง ด้วยเหตุนี้ผ้าไหมทอยกทองบ้านท่าสว่างจึงเป็นสินค้าที่สร้างชื่อเสียงให้กับสุรินทร์มาช้านาน ผ้าไหมทอยกทองของที่นี่ต้องใช้กำลังคนในการผลิตเป็นจำนวนไม่น้อย เช่น เฉพาะการทอผ้าแต่ละผืนนั้นต้องใช้คนมากถึง 4-6 คน ใช้ตะกอสำหรับทอมากถึง 1,416 ตะกอ เพราะว่ามีลวดลายที่ละเอียดวิจิตรมากจึงทำให้ต้องใช้เวลาทอยาวนานมาก สำหรับลายที่ละเอียดและวิจิตรบรรจงมากๆ นั้น วันหนึ่งทอได้เพียง 4-5 เซนติเมตร เท่านั้น โดยกี่ทอผ้าก็มีขนาดใหญ่โตมโหฬารมาก มีความสูงเท่ากับเรือนสองชั้น 

ส่วนกระบวนการผลิตผ้าไหมทอยกทองนั้น เริ่มต้นจากการนำรังไหมไปผ่านกระบวนการต้มจนได้เส้นไหมออกมา แล้วผ่านการกรอและสาวไหม การเข้าฟันหวีหรือฟืม การเข้าหัวม้วน แล้วจึงเข้าสู่กระบวนการทอผ้า ซึ่งการทอผ้ามีหลายกรรมวิธี แต่สำหรับการทอผ้ายกนั้นคือการทอผ้าให้มีลวดลายด้วยการยกตะกอแยกด้ายเส้นยืน ซึ่งขอบอกตรงๆ ว่ามีกรรมวิธีที่ซับซ้อนมากมากเกินกว่าสติปัญญาของ Mr. Flower จะอธิบายให้คุณเข้าใจแบบเห็นภาพชัดๆ ดังนั้น จึงขออนุญาตชวนคุณไปเที่ยวชมของจริงด้วยกันที่บ้านจันทร์โสมา บ้านท่าสว่าง และมั่นใจว่าเมื่อคุณได้ไปชมขั้นตอนการผลิตด้วยตาของคุณเองแล้ว คุณจะตะลึงในภูมิปัญญาของบรรพบุรุษของเราที่ท่านได้ค้นคิดการผลิตผ้าไหมแสนงาม รวมถึงการผลิตผ้าไหมทอยกทอง แล้วที่สำคัญคือคุณจะไม่อยากต่อรองราคาซื้อขายกับผู้ผลิตที่เป็นผู้ทอผ้าโดยตรงเพราะนอกจากจะใช้ความอุตสาหะอย่างยิ่งยวดแล้ว ยังต้องใช้ระยะเวลาที่ยาวนานมากสำหรับการผลิตงานศิลป์ที่แสนสวยออกมาสำเร็จแต่ละผืน 

Mr. Flower ขอขอบพระคุณอาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย เจ้าของบ้านจันทร์โสมา และช่างทอ ช่างย้อมและคนงานทุกคนในบ้านจันทร์โสมา และขอบคุณพี่น้องทุกคนในหมู่บ้านท่าสว่างที่กรุณาสร้างงานศิลป์แสนวิจิตรไว้เพื่อเชิดหน้าชูตาประเทศไทย 

สำหรับคุณๆ ที่มีความต้องการจะไปเที่ยวชมและซื้อหาผ้าไหมต่างๆ นานา รวมถึงผ้าไหมยกทองจากสุรินทร์กับคณะเล็กๆ จำนวน 12-14 คน นำทัวร์
โดย Mr. Flower โปรดติดต่อ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวไทยให้ปลอดภัยจากโควิด-19 เที่ยวแบบ Green #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/552479

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวไทยให้ปลอดภัยจากโควิด-19 เที่ยวแบบ Green

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวไทยให้ปลอดภัยจากโควิด-19 เที่ยวแบบ Green

วันอาทิตย์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เนิ่นนานยาวเกินกว่าหนึ่งปีแล้วที่หลายคนไม่ได้ออกไปท่องเที่ยวด้วยความสุขใจ เพราะเกิดวิกฤติโควิด-19 แพร่ระบาดไปทั่วโลก แต่ถึงกระนั้นอารมณ์อยากท่องเที่ยวก็ยังคงคุกรุ่นอยู่ในใจของนักเดินทางท่องเที่ยวตลอดเวลา

มาจวบจนบัดนี้ แม้เชื้อโควิด-19 จะยังไม่หายไปจากสังคมโลก แต่มนุษย์ทุกคนก็พยายามปรับตัวเพื่อเอาชนะเชื้อร้ายตัวนี้ให้จงได้ การปรับตัวที่ดีที่สุดคือการรักษาความสะอาดของร่างกาย การสวมหน้ากากอนามัยให้ติดเป็นนิสัยประจำวัน และการล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้นเกิน 75 เปอร์เซ็นต์ทุกครั้งเมื่อสัมผัสสิ่งของต่างๆ ที่เราไม่มั่นใจว่าปราศจากเชื้อโรคหรือไม่ เมื่อเราทุกคนสามารถทำได้เช่นนี้แล้ว เราก็พบว่าสามารถออกท่องเที่ยวไปตามที่ต่างๆ ที่เรามั่นใจว่าไม่น่าจะเป็นแหล่งแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ได้อย่างสะดวกใจมากขึ้น

แหล่งท่องเที่ยวชนิดหนึ่งที่คนเรายังมั่นใจว่าน่าจะไม่ใช่เขตแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 คือแหล่งท่องเที่ยวสีเขียว หรือGreen Tourism เช่น เรือกสวนไร่นา และป่าเขาลำเนาไพร รวมถึงทะเล น้ำตก แม่น้ำ ลำคลองหนองบึงที่สะอาดสะอ้าน

แต่วันนี้ Mr.Flower จะชวนคุณๆ ไปเที่ยวแบบ Green โดยไม่ได้ไปไหนไกลจากกรุงเทพฯมากนัก เพราะสถานที่ที่เราจะไปเที่ยวกันในวันนี้คือตลาดสุขใจ สามพราน นครปฐม ไปเที่ยวด้วยการอุดหนุนผลิตภัณฑ์การเกษตรที่เกษตรกรผู้ผลิตยืนยันหนักแน่นว่าทุกอย่างปราศจากสารเคมี และปุ๋ยเคมีทุกชนิด เพราะเกษตรกรปลูกเอง ผลิตเอง แล้วนำมาจำหน่ายเอง ซึ่งนับว่าน่าสนใจมาก เพราะเป็นสถานที่เพียงไม่กี่แห่งเท่านั้นที่ผู้บริโภค และผู้ซื้อสินค้า สามารถพบปะพูดคุยได้โดยตรงกับผู้ผลิตที่เป็นเกษตรกรตัวจริง

หลายคนถามว่ามั่นใจได้อย่างไรกับคำโฆษณาว่าสินค้าทุกชนิดที่ตลาดสุขใจปราศจากสารเคมีและปุ๋ยเคมี ก็ต้องตอบว่า เพราะได้รับคำยืนยันอย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะจากผู้ผลิตซึ่งเป็นผู้จำหน่ายโดยตรง และจากเจ้าของตลาด ทั้งนี้ ผู้ผลิตบอกว่าทุกคนต่างตรวจสอบกันเองตลอดเวลาว่าสินค้าที่นำมาจำหน่ายนั้นเป็นสินค้าorganic แท้จริงหรือไม่ หากพบว่าผู้ค้ารายใดไม่ซื่อตรงกับเรื่องนี้ ก็จะมีมาตรการจัดการกับผู้ที่ไม่ซื่อตรงทันที โดยขอให้เลิกค้าขายในตลาดแห่งนี้ โดยให้เหตุผลว่าหากผู้ซื้อจับได้ว่าสินค้าในตลาดสุขใจไม่ใช่ organic แท้จริง จะทำให้ผู้ค้าทุกคนในตลาดเสียความน่าเชื่อถือแล้วผู้บริโภคจะไม่กลับไปซื้อสินค้าที่ตลาดแห่งนี้อีก ซึ่งก็ได้ผลดีมาก เพราะเมื่อผู้ค้าทุกคนต่างตรวจสอบกันเองเป็นประจำ ก็ทำให้ผู้ค้าทุกรายไม่กล้าทำผิดกฎของตลาด ผลปรากฏคือผู้ซื้อเชื่อมั่นศรัทธาในสินค้าของตลาดสุขใจ และที่มากกว่านั้นคือผู้ซื้อกับผู้ขายกลายเป็นเพื่อนสนิทกันในที่สุด ผู้ซื้อหลายรายสั่งซื้อสินค้าโดยตรงจากเกษตรกร แล้วนัดรับสินค้ากันที่ตลาดแห่งนี้ทุกวันเสาร์

ขอเรียนแจ้งว่าตลาดสุขใจเปิดให้บริการทุกวันเสาร์และอาทิตย์ ผู้ซื้อสินค้าที่เป็นขาประจำจะไปซื้อหาสินค้าในวันเสาร์มากกว่า เพราะหากไปซื้อในวันอาทิตย์จะไม่ได้สินค้าที่ต้องการ เนื่องจากสินค้ามีจำกัด จึงหมดภายในเวลาอันรวดเร็วเมื่อวางจำหน่าย

ช่วงนี้ ถึงแม้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ยังคงเกิดขึ้นในบางสถานที่ของประเทศไทย แต่คนไทยที่มีหัวใจชอบการท่องเที่ยวก็ยังคงต้องการออกไปสัมผัสโลกกว้างที่อยู่นอกบ้านของตนเอง ดังนั้นหลายคนจึงวางแผนท่องเที่ยวแบบปลอดภัยด้วยการเตรียมตัวให้พร้อม เตรียมสุขภาพให้แข็งแรง และเตรียมหน้ากากอนามัยที่ได้มาตรฐาน เตรียมเจลแอลกอฮอล์มาตรฐานสำหรับล้างมือในกรณีที่ไม่สามารถหาห้องน้ำสะอาดสำหรับล้างมือได้ และที่สำคัญคือไปท่องเที่ยวกันเพียงกลุ่มเล็กๆ ในสถานที่เปิดโล่ง ไม่มีผู้คนแออัดยัดทะนาน

Mr.Flower ตั้งใจว่าปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้สถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ในบ้านเราน่าจะเบาบางและสร่างซาลงไป จึงอยากเชิญชวนคุณๆ ไปเที่ยวสามพราน ไปล่องเรือในแม่น้ำท่าจีน แล้วไปเที่ยวตลาดสุขใจ ไปชมสวนผลไม้ด้วยกัน หากคุณสนใจร่วมเดินทางกลุ่มเล็กๆ กับเรา โปรดติดต่อหมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615 รับสมาชิก14 รายเท่านั้นครับ

ตะลอนเที่ยว : เมตตาธรรม คํ้าจุนโลกา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/550829

ตะลอนเที่ยว : เมตตาธรรม คํ้าจุนโลกา

ตะลอนเที่ยว : เมตตาธรรม คํ้าจุนโลกา

วันอาทิตย์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เป็นเวลาครบ 1 ปีเต็มแล้วที่คณะผู้อ่านแนวหน้า และผู้ฟังรายการ Good Time (วิทยุจุฬาฯ) ร่วมเดินทางไปมอบโค-กระบือ จำนวน 36 ชีวิต ให้กับนักเรียนโรงเรียนชาวนา จังหวัดเชียงราย (โรงเรียนชาวนาอยู่ในความดูแลของสำนักวิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน)  

นับจากช่วงปลายเดือนมกราคม 2563 ถึงบัดนี้ โค-กระบือที่คณะของเราส่งมอบให้นักเรียนโรงเรียนชาวนานำไปเลี้ยงดูได้ให้กำเนิดชีวิตสมาชิกใหม่มาแล้ว 10 ชีวิต (ลูกกระบือ 5 ชีวิตและลูกโค5 ชีวิต) แต่ก็มีโคตัวหนึ่งต้องตายลง เพราะป่วยหนัก ซึ่งก็นับเป็นเรื่องปกติของทุกชีวิตบนโลกใบนี้ที่มีเกิดมีดับเป็นวัฏฏะ 

ตลอดระยะเวลา 1 ปีเต็ม ผู้รับโค-กระบือไปดูแลได้ส่งข่าวรายงานความคืบหน้าความเป็นอยู่ของโค-กระบือถึงกลุ่มผู้ร่วมบริจาคให้รับทราบเป็นประจำโดยผ่านไลน์กลุ่ม ทุกครั้งเมื่อโค-กระบือตกลูกมีสมาชิกใหม่ก็จะส่งภาพสมาชิกใหม่มาให้ชมและร่วมกันยินดี และในยามที่โค-กระบือไม่สบาย ผู้รับเลี้ยงก็ส่งข่าวรายงานความคืบหน้าให้สมาชิกในกลุ่มรับทราบอย่างใกล้ชิดเช่นกัน  

ในยามที่สมาชิกบางรายที่รับโค-กระบือไปเลี้ยงดูแล้วประสบปัญหาต่างๆ เช่น สัตว์ไม่สบาย หรือไม่สามารถเลี้ยงดูสัตว์ได้ต่อไป ก็ส่งข่าวเล่าความในทุกคนทราบ แล้วทุกคนก็ช่วยกันแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นให้ลุล่วงไปด้วยดี ซึ่งนับเป็นความสามัคคีกลมเกลียวระหว่างสมาชิกในกลุ่มที่น่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง 

ผู้อ่านแนวหน้า และผู้ฟังรายการวิทยุ Good Time จำนวนไม่น้อยยังคงติดต่อสอบถามว่าเมื่อไรจะไปไถ่ชีวิตโค-กระบือจากโรงฆ่าสัตว์อีก เพราะหลายคนต้องการร่วมไถ่ชีวิตโค-กระบือกับผู้ทำโครงการอย่างต่อเนื่อง ก็ต้องขออนุญาตเรียนแจ้งให้ทราบว่า โครงการนี้ยังคงดำเนินต่อไป แต่สาเหตุสำคัญที่ไม่ได้ออกไปไถ่ชีวิตโค-กระบือจากโรงฆ่าสัตว์อีกในระยะหลายเดือนที่ผ่านมานี้ เพราะว่าไม่มีผู้แสดงความประสงค์รับโค-กระบือไปเลี้ยงดูตามเงื่อนไขที่เรากำหนด (อันที่จริงมีบางรายต้องการขอรับโค-กระบือไปเลี้ยงดู แต่ไม่ยินดีลงนามในสัญญาว่าต้องไม่ฆ่า ไม่ขาย และไม่นำลูกโค-กระบือไปขายต่อหรือไปฆ่า เมื่อไม่ยอมทำสัญญาก็ไม่มีการมอบสัตว์ให้ไปเลี้ยงดู) 

คณะผู้จัดทำโครงการไถ่ชีวิตโค-กระบือจากโรงฆ่าสัตว์จะกระจายข่าวเรื่องการระดมทุนเพื่อการไถ่ชีวิตสัตว์ก็ต่อเมื่อสามารถหาผู้รับสัตว์ไปอุปการะได้อย่างเหมาะสมที่สุดแล้วเท่านั้น ซึ่งผู้รับสัตว์ต้องทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรพร้อมเอกสารประกอบทางกฎหมาย เพื่อยืนยันว่าไม่ฆ่าไม่ขายสัตว์ที่รับไปอุปการะอย่างเด็ดขาด และต้องมีสถานที่เลี้ยงดูสัตว์เหมาะสมกับการดำรงชีพของสัตว์ด้วย มีบางรายติดต่อขอรับสัตว์โดยบอกว่ามีที่ดินหลายร้อยไร่อยู่ในต่างจังหวัด และรับรองว่าสัตว์มีหญ้ากินตลอดปี แต่เมื่อถามว่าแล้วพื้นที่นั้นมีรั้วรอบขอบชิดมั่นคงหรือไม่ คำตอบคือไม่มีรั้ว แล้วยังตอบด้วยว่าจะนำสัตว์ไปปล่อยให้อยู่ตามธรรมชาติ แต่เมื่อเจอคำถามว่าแล้วถ้าสัตว์หายไป จะรับผิดชอบอย่างไร เขาผู้นั้นก็ตอบไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จึงไม่มีการมอบสัตว์ให้ และที่สำคัญตามเงื่อนไขคือ ผู้ทำโครงการไม่ประสงค์จะมอบสัตว์ให้กับผู้มีฐานะร่ำรวยมหาศาล มีที่ดินเป็นร้อยๆ พันๆ หมื่นๆ ไร่ แต่ต้องการมอบให้กับผู้ที่มีฐานะปานกลาง มีที่ดินเป็นของตนเองจำนวน 10-20 ไร่ มีผู้ดูแลสัตว์ประจำวัน และมีอาหารการกินที่เหมาะสมกับสัตว์ รวมถึงมีโรงเรือนและคอกให้สัตว์ได้พักอาศัย มิใช่การนำสัตว์ไปปล่อยโดยปราศจากการดูแลอย่างเหมาะสม 

สำหรับคุณผู้อ่านที่มีความประสงค์จะรับสัตว์ไปเลี้ยงดูโดยสามารถทำตามสัญญาได้อย่างเคร่งครัดกรุณาติดต่อได้ที่คอลัมน์ตะลอนเที่ยว หนังสือพิมพ์แนวหน้า หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615 ส่วนผู้ที่ประสงค์ร่วมบริจาคทรัพย์เพื่อไถ่ชีวิตโค-กระบือ ผู้ทำโครงการขออนุญาตยังไม่รับบริจาคในขณะนี้ แต่จะรับบริจาคหลังจากเลือกสรรผู้เหมาะสมกับการนำสัตว์ไปเลี้ยงดูแล้วเท่านั้น โดยจะแจ้งความคืบหน้าให้ทราบในคอลัมน์นี้ 

สำหรับวันนี้ขออนุญาตนำภาพประทับใจของโค-กระบือที่พวกเราทุกคนมอบให้กับนักเรียนโรงเรียนชาวนานำไปเลี้ยงดู โดยเฉพาะภาพลูกโค-กระบือที่เป็นสมาชิกใหม่ และภาพความเป็นอยู่ของพวกเขาหลังพ้นจากโรงฆ่าสัตว์ และได้ชีวิตใหม่