ตะลอนเที่ยว : ไปทะเล (ระนอง) กันอีกแล้ว

ตะลอนเที่ยว : ไปทะเล (ระนอง) กันอีกแล้ว

ตะลอนเที่ยว : ไปทะเล (ระนอง) กันอีกแล้ว

วันอาทิตย์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ร้อนจะตับจะแตกอยู่แล้ว ทำไมร้อนเหลือเกิน เห็นแดดแรงแบบนี้แล้ว น่าจะนำเนื้อไปตากแดด รับรองได้เนื้อแดดเดียวภายในเวลาไม่เกินครึ่งวัน 

เสียงบ่นเนื่องจากอาการร้อนจัดร้อนมาก ดังออกมาจากปากของคนในเมืองกรุงเทพฯ เป็นประจำและตลอดเวลา เพราะมันร้อนจริง ๆ ร้อนแบบชนิดที่ว่าหากนอนแช่น้ำเย็นได้ ก็จะทำให้ดูโดยทันที 

แต่แทนที่เราจะบ่นเรื่องร้อน ๆ ๆ เราเปลี่ยนจากบ่นให้อารมณ์เสีย แล้วไปเที่ยวทะเลกันดีกว่า ไปนอนแช่น้ำทะเล หรือไปนอนหลบแดดใต้ต้นไม้ที่ชายหาดริมทะเล หรือไม่เช่นนั้นก็ไปดำน้ำดูโลกใต้ท้องทะเล ดีไหม

ถ้าคุณชอบทะเล เราจะชวนคุณไปเที่ยวทะเลกันอีก โดยจะไปเที่ยวทะเลที่มีน้ำใสสะอาด หาดทรายขาวละเอียดนุ่มราวกับแป้งเด็กอ่อน โดยทะเลที่จะพาไปนี้อยู่ที่เมืองระนอง

ครั้งก่อนพูดถึงเกาะกำ เกาะญี่ปุ่น เกาะค้างคาว ในเขตอุทยานแห่งชาติแหลมสน อำเภอกะเปอร์ ระนอง เกาะทั้งสามนี้อยู่ในอาณาบริเวณที่ไม่ห่างไกลกันมากนัก เพราะนั่งเรือหัวโทงของชาวบ้านในชุมชนชาวเล ออกจากท่าเรือชุมชนอุทยานแห่งชาติแหลมสนไปประมาณ 40 นาทีก็ถึงเกาะค้างคาว แล้วจากเกาะค้างคาวก็นั่งเรือต่อไปอีกประมาณ 25-30 นาที ก็ถึงเกาะกำ หรือเกาะกำ (ทิศตะวันตก) เกาะกำ หมายถึงเกาะที่มีต้นระกำขึ้นอยู่มากมายในอดีต แต่ปัจจุบันเหลือน้อยลงแล้ว) แล้วจากเกาะกำอีกประมาณ 25 นาทีก็ถึงเกาะญี่ปุ่น 

ต้องบอกย้ำ ๆ เหมือนเดิมว่า น้ำทะเลที่เกาะทั้งสามแห่งนี้ใสสะอาดมาก และที่สำคัญคือเป็นเกาะที่นับได้ว่ายังคงความงดงามและยังสงบมาก เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวไม่มากจนล้นเกาะ โดยในวันที่คณะของเรา จำนวน 10 คน ไปเที่ยวนั้น มีนักท่องเที่ยวรวมทั้งหมดแล้วไม่เกิน 30 คน โดยเฉพาะที่เกาะญี่ปุ่นนั้นมีเพียงคณะของเราเท่านั้น เราจึงมีสถานภาพเสมือนเจ้าของเกาะไปโดยปริยาย 

เกาะที่ทรายขาวสะอาด ละเอียดนุ่มมากที่สุดได้แก่เกาะค้างคาว แต่หาดทรายที่นี่ไม่ใหญ่โต ไม่ยาวไกลมากนัก เพราะเป็นเกาะเล็ก ๆ แล้วมีหาดเพียงฝั่งเดียวของเกาะเท่านั้น แต่รับรองว่าเมื่อเท้าของคุณสัมผัสกับทรายบนเกาะค้างคาว คุณจะตอบได้ทันทีว่าละเอียดมากจนเกือบเหมือนสัมผัสเนื้อของแป้งสำหรับทาผิวเด็กอ่อน แต่ก็ใช่ว่าทรายของเกาะกำตก และเกาะญี่ปุ่นจะสู้ทรายเกาะค้างคาวไม่ได้ เพียงแต่ว่าไม่ละเอียด ไม่ขาวเท่ากับทรายของเกาะค้างคาวเท่านั้น

หาดทรายของเกาะญี่ปุ่นมีขนาดใหญ่และกว้างกว่าหาดทรายเกาะกำตก และเกาะค้างคาว  สรุปคือหาดทรายของเกาะญี่ปุ่นใหญ่และกว้างที่สุดในบรรดาเกาะทั้งสาม รองลงมาคือเกาะกำตก และเกาะค้างคาว แต่ต้องย้ำ ๆ ๆ ว่าทรายของเกาะค้างคาวนุ่มละเอียดชนะเลิศ 

แต่ข้อเสียนิดหนึ่งของหาดทรายของทุกเกาะคือ มีขวดพลาสติกบรรจุน้ำลอยมากับกระแสน้ำแล้วไปเกยตื่นริมชายหาด หรืออาจเป็นเพราะคนไปเที่ยวแล้วทิ้งขวดพลาสติกไว้บนเกาะ  ทำให้มีขยะสร้างความรำคาญตาอย่างมาก ทำให้สงสัยว่าทำไมนักท่องเที่ยวไม่ช่วยกันเก็บขวดขึ้นไปทิ้งบนฝั่ง  

ส่วนเกาะกำตกนั้น มีความงามที่ขึ้นชื่อมากคืออ่าวเขาควาย เพราะมีรูปร่างโค้งเหมือนดังเขาควาย แต่ที่พิเศษกว่านั้นคือมีทรายที่เป็นสันทรายเชื่อระหว่างเกาะกำตกกับเกาะกำออก โดยสันทรายที่เชื่อมนั้นเกิดมาจากน้ำทะเลพัดทรายมาร่วมกันจนกลายเป็นสันของเนิน ดังนั้น เวลาน้ำทะเลลงก็จะเดินเชื่อมต่อกันได้ แต่เมื่อน้ำทะเลขึ้น ก็จะท่วมสันทราย ทำให้ดูแล้วกลายเป็นเกาะทั้งสองแยกออกจากกัน

ส่วนเกาะญึ่ปุ่นนั้นมีประวัติว่าเคยเป็นทีตั้งกองกำลังของทหารญี่ปุ่นในสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ทหารญี่ปุ่นบุกมาในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หมายใจจะยึดดินแดนที่อังกฤษครอบครองไว้คือพม่าและอินเดีย ดังนั้น ญึ่ปุ่นจึงนำกองกำลังรบมาตั้งอยู่บนเกาะญึ่ปุ่น เพื่อดักโจมตีเรือรบของอังกฤษ ปัจจุบันยังคงเหลือเศษซากป้อมปืนใหญ่ของญี่ปุ่นค้างอยู่บ้าง แต่ไม่หลงเหลือสภาพเดิมแม้แต่น้อย

แต่เมื่อไปเที่ยวทะเลระนอง ได้เล่นน้ำทะเล ได้นอนกลิ้งนอนเล่นบนหาดทราย ได้ดำน้ำดูโลกใต้น้ำแล้ว และได้กินอาหารทะเลสด ๆ ใหม่ ๆ รสชาติแสนอร่อยแล้ว ก็ยังมีของสวยงามที่เป็นเครื่องประดับขึ้นชื่อของระนอง นั่นคือมุกน้ำจืด ที่มีจำหน่ายอยู่ในจังหวัดระนอง มุกน้ำจืดมีความงามที่ไม่แพ้มุกทะเลใต้ มุกน้ำจืดมีสีสันสวยงาม มีรูปทรงที่ต่างจากมุกทะเลใต้ โดยเฉพาะรูปทรงที่ดูแล้วบิด ๆ เบี้ยว ๆ แต่มีเอกลักษณ์ ส่วนสนนราคานั้นก็สามารถซื้อหาได้ เพราะไม่แพงระยับจนจับไม่ลง

เพราะฉะนั้น เวลาไปเที่ยวเมืองระนองแล้ว นอกจากได้ชมได้เล่นน้ำทะเลใส ๆ หาดทรายสวย ๆ ได้กินอาหารทะเล และอาหารพื้นเมืองรสชาติอร่อยแล้ว ก็ยังมีมุกน้ำจืดให้เลือกซื้อหาเป็นของฝันของฝากสำหรับคนที่คุณรักและคิดถึงอีกด้วย 

หากคุณต้องการไปเที่ยวระนอง และที่ต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศกับ Mr. Flower โดยเน้นการเที่ยวแบบกลุ่มเล็ก ๆ เที่ยวแบบเจาะลึกในด้านศิลปวัฒนธรรม และได้สัมผัสความเป็นธรรมชาติแท้ ๆ ของท้องถิ่น กรุณาติดต่อ 091 7233615 Mr. Flower จะพาคุณไปท่องเที่ยวแบบเต็มอิ่มทั้งอาหารการกิน การพักผ่อนหย่อนใจ และได้ความรู้แบบเจาะลึกในเชิงสาระบันเทิง

by Mr. Flower

ตะลอนเที่ยว : เริงรื่น ฉ่ำชื่น วันสงกรานต์ ณ เมืองแห่งทวยเทพ

ตะลอนเที่ยว : เริงรื่น ฉ่ำชื่น วันสงกรานต์ ณ เมืองแห่งทวยเทพ

ตะลอนเที่ยว : เริงรื่น ฉ่ำชื่น วันสงกรานต์ ณ เมืองแห่งทวยเทพ

วันอาทิตย์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผ่านพ้นเทศกาลสงกรานต์ที่แสนชุ่มฉ่ำ สนุกสนาน เบิกบาน ด้วยการเล่นสาดน้ำเย็น พร้อม ๆ รอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากทั้งผู้สาดน้ำ และผู้รับน้ำที่สาดจากใจ ทำให้ทุกคนที่อยู่ร่วมกันในเทศกาลมหาสงกรานต์มีความสุขไปตาม ๆ กัน

วันนี้ Mr. Flower จึงขอนำภาพของความสุข ความสนุกสนานจากการเล่นน้ำสงกรานต์ในพื้นที่ต่าง ๆ ของกรุงเทพฯ โดยเฉพาะถนนสีลม และถนนราชประสงค์ รวมถึงถนนพระราม 1 มาฝากคุณ ๆ และเชื่อว่าหากคุณ ๆ ได้ร่วมอยู่ในเวลาแห่งความเริงรื่นครั้งนี้ คุณคงประทับใจไปนานแสนนาน จนกว่าจะถึงวันสงกรานต์ในปีหน้า 

สำหรับการเล่นน้ำวันสงกรานต์บนถนนสีลมแล้ว บอกได้คำเดียวว่า สนุกสุด ๆ สนุกแบบที่ต้องบอกกันต่อ ๆ จนทำให้ทั้งคนไทยและคนต่างชาติต้องหาโอกาสไปร่วมสนุกกับเทศกาลนี้ด้วยกันสักครั้ง 

ชาวตะวันตกคุยกับ Mr. Flower บนสะพานลอย sky walk บนถนนสีลม แล้วบอกว่าอิจฉาคนไทยที่มีเทศกาลสนุกแบบนี้ เขาเพิ่งมาเที่ยวงานสงกรานต์ในกรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก ทั้ง ๆ ที่เขามาเที่ยวเมืองไทยมากถึง 4 ครั้งแล้ว แต่ครั้งที่ผ่าน ๆ มาเขาเลือกลงไปเที่ยวทะเล และเกาะในจังหวัดกระบี่ พังงา ภูเก็ต และสมุย แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ตั้งใจมาร่วมงานสงกรานต์กรุงเทพฯ แล้วเขาก็บอกว่าไม่ผิดหวังเลย เพราะสนุกมาก มากจนคิดว่าปีหน้าจะมาเที่ยวงานสงกรานต์ในเมืองไทยอีก เขาบอกว่าเขาเคยได้ยินชื่อเสียงของงานสงกรานต์เชียงใหม่มานาน แต่ก็ไม่เคยไปเที่ยวสักครั้ง ดังนั้น ครั้งหน้าจึงตั้งใจจะไปเที่ยวสงกรานต์เชียงใหม่ด้วย 

แต่ก็มีคำถามว่า แล้วสงกรานต์เชียงใหม่สนุกเหมือนสงกรานต์บนถนนสีลม หรือไม่ Mr. Flower จึงตอบแบบนักการทูตว่า ต้องไปสัมผัสด้วยตัวเองแล้วจะตอบคำถามได้ดีที่สุด แล้วก็หยอดคำตอบทิ้งท้ายว่า รับรองสนุกสนามไม่ต่างกัน แต่ว่าองค์ประกอบของสถานที่ต่างกัน เพราะสงกรานต์กรุงเทพฯ ก็จะคล้าย ๆ งานคาร์นิวัล ซึ่งอาจไม่ได้เน้นประเพณีทางศาสนามากนัก เพราะเน้นการเต้นกลางสายน้ำ แล้วก็เน้นเล่นน้ำ แต่งานสงกรานต์เชียงใหม่มีประเพณีพื้นเมืองของทางเหนือ ผสมกับเรื่องราวของพุทธศาสนาเข้ามาบ้าง เพราะมีขบวนแห่พระพุทธรูป และมีรถแห่ มีขบวนฟ้อน แต่ในเรื่องของความสนุกสนานก็คงไม่ต่างกันมากนัก 

รูปภาพที่นำมาฝากคุณในวันนี้ คงยืนยันถึงความสนุกสนานของเทศกาลสงกรานต์ในกรุงเทพฯ ได้เป็นอย่างดี แต่ขอย้ำว่าอันที่จริงในกรุงเทพฯ มีการจัดงานสงกรานต์ในหลายท้องที่  โดยแต่ละที่ก็มีเอกลักษณ์ และมีความสนุกสนานภายในงานต่างกันไป

แต่ไม่ว่าจะจัดงานสงกรานต์ที่ใดก็ตามในเมืองไทย สิ่งที่ไม่ต่างกันคือการได้ทำตามขนบประเพณีดั่งเดิมของไทย มีการทำบุญตักบาตร สรงน้ำพระพุทธรูป และพระสงฆ์ กราบไหว้นมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แต่ละคนเคารพนับถือบูชา ก่อพระเจดีย์ทราย รดน้ำดำหัวพ่อแม่ผู้แก่ผู้เฒ่าที่เรานับถือ ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผู้มีพระคุณ แล้วก็ปิดท้ายด้วยการเล่นรดน้ำ สาดน้ำกันอย่างสนุกสนานเบิกบานใจ 

ปีนี้แม้จะมีการระบุว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวสงกรานต์น้อยกว่าปีกลาย แต่ก็ต้องยอมรับว่าความสนุกสนานในวันสงกรานต์ในกรุงเทพฯ ไม่ได้ลดน้อยกว่าปีกลายเลย เสียงหัวเราะ รอยยิ้มยังคงมีให้กันและกันเหมือนเดิมในช่วงวันสงกรานต์

by Mr. Flower

ตะลอนเที่ยว : วัดเกลานิยา (Kelaniya Temple) เมืองแคนดี ศรีลังกา

ตะลอนเที่ยว : วัดเกลานิยา (Kelaniya Temple) เมืองแคนดี ศรีลังกา

ตะลอนเที่ยว : วัดเกลานิยา (Kelaniya Temple) เมืองแคนดี ศรีลังกา

วันอาทิตย์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.45 น.

หลังจากบอกเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจของเมืองศรีลังกามาเมื่อประมาณเกือบสองเดือนที่แล้ว วันนี้ก็ได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า เราจะไปเที่ยวเมืองศรีลังกากันอีกครั้ง โดยกำหนดคร่าว ๆ ว่าจะไปในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้ ส่วนจำนวนสมาชิกที่จะรับสำหรับทริปนี้ก็เหมือนเดิมคือประมาณ 14-16 คน

ในครั้งก่อน ๆ ได้เขียนเล่าเรื่องวัดพระเขี้ยวแก้ว หรือวัดศรีทัลฒามัลลิกาวรวิหาร แห่งเมืองแคนดีไว้มากมายละเอียดละออพอประมาณแล้ว ดังนั้น วันนี้จึงขออนุญาตไม่เขียนเล่าเรื่องวัดพระเขี้ยวแก้ว เมืองแคนดีอีก แต่จะนำภาพและขอเล่าเรื่องวัดสำคัญอีกแห่งคือวัดเกลานิยา หรือวัดกัลยาณิ แห่งเมืองแคนดี 
วัดนี้เป็นสถานที่ที่ชาวศรีลังกาให้ความเคารพสูงสุดอีกแห่งหนึ่ง ตามประวัติระบุว่าสร้างมาเมื่อราว ๆ 1,900 ปีก่อน โดยมีตำนานเล่าว่าเมื่อครั้งสมัยพุทธกาล สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จมายังสถานที่แห่งนี้ พร้อมกับพระอรหันตสาวก 500 รูป ในวันวิสาขบูชา

ความสำคัญของวัดกัลยาณีคือมีวิหารใหญ่เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ โดยภายในวิหารมีความวิจิตรของศิลปะแบบศรีลังกา มีทั้งรูปปั้นของเทพที่เข้ามาถวายความเคารพพระพุทธเจ้า และมีจิตรกรรมฝาผนังที่งดงามมาก โดยเป็นภาพที่เล่าเรื่องราวเมื่อครั้งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จยังศรีลังกาถึงสามครั้ง โดยครั้งแรกเสด็จทรงห้ามการรบกันระหว่างกองทัพยักษ์กับคนเถื่อน ครั้งที่สองเสด็จทรงห้ามทัพพญานาค และทรงแสดงธรรมโปรดพญานาคจนบรรลุธรรม และครั้งที่สาม เสด็จโปรดพระเจ้าเกลานิยา และยังมีภาพแสดงการอัญเชิญพระเขี้ยวแก้วไปยังเมืองอนุราธปุระ ศรีลังกา โดยเจ้าหญิงเหมมาลากับเจ้าชายทันตกุมาร


ความโดดเด่นของจิตรกรรมฝาผนังอยู่ที่เรื่องราวและการใช้โทนสีอ่อน ที่ดูแล้วอ่อนหวานและงดงามาก ส่วนภายในวิหารมีแสงสว่างไม่มากนัก แต่ใช้การดึงแสงจากภายนอกเข้าในอาคารโดยผ่านช่องหน้าต่างและประตูเพียงไม่กี่บาน ทำให้เมื่อเข้าไปอยู่ในวิหารแล้วเสมือนว่าอยู่ในโลกแห่งจินตนาการ 

ภายในวัดมีต้นพระศรีมหาโพธิ์ ที่หน่อมาจากต้นดั้งเดิมจากพุทธคยา และมีเจดีย์ทรงโอคว่ำทาสีขาวบริสุทธิ์ มีสัดส่วนของพระเจดีย์ที่งดงามลงตัวมาก โดยมีตำนานว่าภายในเจดีย์ประดิษฐานพระแท่นบัลลังก์ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทับเมื่อครั้งเสด็จไปโปรดพญานาคมณีอัคขิกะ

(ขออภัยที่วันนี้ไม่ได้ภาพต้นพระศรีมหาโพธิ์ และพระสถูปเจดีย์ และบริเวณภายในวัดเกลานิยามาฝากคุณผู้อ่าน แต่เน้นเฉพาะภาพภายในพระวิหารเท่านั้น)
หากคุณต้องการร่วมทริปสุดพิเศษ เน้นการเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมแบบเจาะลึก โปรดติดต่อสำรองที่นั่งที่หมายเลข 091 7233615 ย้ำว่ารับสมาชิกเพียง 14-16 คนเท่านั้น 
 

ตะลอนเที่ยว : ร้อนๆ แบบนี้ ไปทะเลกันดีกว่า

ตะลอนเที่ยว : ร้อนๆ แบบนี้ ไปทะเลกันดีกว่า

ตะลอนเที่ยว : ร้อนๆ แบบนี้ ไปทะเลกันดีกว่า

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ระยะนี้หลายคนบ่นว่ากรุงเทพฯ ร้อนจัง ฝุ่นพิษ PM2.5 ก็จัดมาก ดังนั้น หนีไปเที่ยวทะเลกันดีกว่าเพราะอากาศดีกว่า ได้เล่นน้ำทะเลใสๆ ได้เดินบนหาดทรายขาวนุ่มเนียนเหมือนแป้งฝุ่นชั้นดี แถมยังได้ดูโลกใต้ท้องทะเลที่แสนสวยงามแปลกตาอีกด้วย

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังคิดถึงทะเล ก็ขอชวนไปเที่ยวทะเลด้วยกัน

วันนี้ จะพาคุณไปเที่ยวทะเลและเที่ยวเกาะแสนสวยในจังหวัดระนอง แล้วพาข้ามไปเกาะซาลิ ในเขตประเทศเมียนมาด้วย

เริ่มจากทะเลระนองก่อนนะครับ หลายคนอาจไม่รู้ว่าระนองมีเกาะที่มีน้ำทะเลแสนใสสุดสวย และมีหาดทรายที่ขาวสะอาด เม็ดทรายนุ่มเนียนละเอียดราวกับแป้งเด็กอ่อน จุดท่องเที่ยวที่สำคัญในเขตอุทยานแห่งชาติแหลมสน มีมากมาย เช่น หาดบางเบน หาดประพาส หาดอ่าวเคย หาดทะเลนอก และยังมีเกาะค้างคาว เกาะกำ เกาะญี่ปุ่นและเกาะไข่ใหญ่ แต่วันนี้จะพาไปเที่ยวเกาะของระนองเพียงสามแห่งคือ เกาะค้างคาว เกาะกำ และเกาะญี่ปุ่น

เกาะค้างคาวมีความน่าสนใจตรงที่มีหาดไม่กว้างใหญ่มากนัก แต่เป็นหาดที่ทรายขาวสะอาดตาและมีความละเอียดมากจริงๆ ส่วนเกาะกำ ก็มีจุดน่าสนใจคืออ่าวเขาควาย ที่มีหาดทรายต่อกันเป็นรูปเขาควาย เพราะมีสันทรายที่เกิดจากคลื่นซัดทรายไปรวมตัวกันแล้วเชื่อมเกาะสองเกาะเข้าด้วยกัน ส่วนเกาะญี่ปุ่นมีหาดทรายกว้างและยาวที่สุดในบรรดาเกาะทั้งสามแห่ง ส่วนที่ได้ชื่อว่าเกาะญี่ปุ่น เพราะมีประวัติว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพของญี่ปุ่นเคยยึดครองเกาะแห่งนี้ไว้เพื่อเป็นฐานทัพย่อยๆ สำหรับต่อสู้กับกองทัพของสัมพันธมิตร โดยเฉพาะกองทัพของอังกฤษ

ส่วนเกาะซาลิ ของเมียนมา อยู่ห่างจากฝั่งทะเลของระนองออกไปไกลพอประมาณ ต้องนั่งเรือเร็ว (speed boat) ไป โดยใช้เวลาแล่นเรือประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที เกาะซาลิเป็นเกาะที่กำหนดจำนวนนักท่องเที่ยวต่อวันอยู่ 80 คนเท่านั้น ไม่มีที่พักค้างคืนบนเกาะสำหรับนักท่องเที่ยวแต่มีห้องน้ำห้องสุขาให้บริการ และอนุญาตให้พักรับประทานอาหารเที่ยงบนเกาะได้ ด้วยเหตุที่จำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวในแต่ละวันไม่เกิน 80 คน จึงทำให้สภาพแวดล้อมของเกาะยังคงรักษาความเป็นธรรมชาติได้อย่างดี ไม่มีขยะกลาดเกลื่อน

เมื่อไปเที่ยวเกาะซาลิแล้ว ก็ต้องดำน้ำแบบตื้น (snorkeling) เพื่อดูโลกใต้น้ำ โดยเฉพาะที่บริเวณเกาะห้า ที่ได้ชื่อว่าเป็นสวนปลาการ์ตูน เพราะมีปลาการ์ตูนให้ชมแบบจุใจ โดยปลาชนิดนี้จะอยู่กับดอกไม้ทะเลเท่านั้น เพราะเป็นแหล่งอาหารและสถานที่หลบภัยของมัน แล้วยังมีปะการังสารพัดชนิดให้ชมอีกด้วย นอกจากนั้นยังมีปลาสวยงามสารพัดชนิดให้ชมกันจนเพลินใจและเพลินตา และอีกจุดหนึ่งคือเกาะหินมังกร ที่มีปะการังสารพัดชนิด อาทิ ปะการังผิวเกล็ดน้ำแข็ง ปะการังเขากวาง ปะการังโขดปะการังผักกาดหอม ปะการังสมอง เป็นต้น และปลาสวยงามให้ชมอย่างจุใจ

แต่ในวันที่กลุ่มของเราไปเที่ยวเกาะซาลินั้น มีผู้คนไปเพียง 20 กว่าคนเท่านั้น ดังนั้น ในวันดังกล่าวจึงทำให้สมาชิกผู้ร่วมทริปวางตัวเสมือนเป็นเจ้าของเกาะ แต่ต่อมาในวันที่กลุ่มของเราไปเที่ยวเกาะญี่ปุ่น กลุ่มของเรามีสมาชิก 10 คนเท่านั้น ในวันนั้นจึงกลายเป็นทริป very exclusive เพราะเกาะแห่งนี้ได้กลายเป็นเสมือนเกาะส่วนตัวของพวกเราไปโดยปริยาย

นี่คือความดีงามของการที่มีนักท่องเที่ยวขึ้นไปบนเกาะเป็นจำนวนน้อย เพราะเมื่อคนน้อยก็ทำให้ทรัพยากรต่างๆ บนเกาะไม่ถูกรบกวนอย่างหนักจึงทำให้คงความงามได้ยาวนานยิ่งขึ้น

สำหรับทริปนี้เราใช้เวลาเที่ยวทั้งหมดร่วม 5 คืนหากคุณสนใจจะไปเที่ยวแบบทริป very exclusive กับ Mr.Flower โปรดติดต่อ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : รอยอดีตยังเด่นชัด ณ อยุธยา

ตะลอนเที่ยว : รอยอดีตยังเด่นชัด ณ อยุธยา

ตะลอนเที่ยว : รอยอดีตยังเด่นชัด ณ อยุธยา

วันอาทิตย์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2568, 08.19 น.

พระนครศรีอยุธยา คือจังหวัดหนึ่งของไทย ในอดีตนั้นเขตพื้นที่แห่งนี้คือที่ตั้งของราชธานีของสยาม โดยมีนามว่ากรุงเทพมหานครบวรทวารวดีศรีศรีอยุธยามหาดิลกภพนพรัตนราชธานีบุรีรมย์ อุดมมหาสถาน  

กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีของสยามอยู่นานถึง 417 ปี มีพระมหากษัตริย์ปกครอง 33 พระองค์ ปฐมบรมกษัตริย์สมเด็จพระรามาธิบดี ที่ 1 และกษัตริย์พระองค์สุดท้ายคือสมเด็จพระเจ้าเอกทัศ โดยมีราชวงศ์ 5 ราชวงศ์ คือ อู่ทอง สุพรรณภูมิ สุโขทัย ปราสาททอง และบ้านพลูหลวง 

เมื่อกรุงศรีอยุธยาล่มสลายหลังแพ้สงครามพม่าในปี 2310 จากนั้นสยามก็ได้ย้ายราชธานีไปยังกรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร จนกระทั่งได้สถาปนาราชธานีแห่งใหม่ขึ้นหลังจากยุคกรุงธนบุรี คือกรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ฯ แล้วราชธานีแห่งนี้ได้ดำรงคงอยู่มาตั้งแต่ 2325 จวบจนปัจจุบัน

ย้อนกลับไปดูความงดงามในแง่มุมต่างๆ ของกรุงศรีอยุธยา จะพบว่าในวันที่บ้านเมืองยังอยู่ดีมีสุข มีความสมบูรณ์งดงาม มีความรุ่งเรืองทั้งด้านศาสตร์และศิลป์ โดยสามารถสืบดูได้จากร่องรอยแห่งความเจริญที่ยังคงทิ้งหลักฐานให้ปรากฏอยู่ แม้จะเหลือเพียงซากปรักหักพังของโบราณสถานทั้งวัดและวังก็ตาม แต่ก็บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่ากรุงศรีอยุธยาในยุคที่รุ่งเรืองก็คือเมืองที่ดุจดั่งสรวงสวรรค์

วันนี้เราจะย้อนกลับไปชมความรุ่งเรืองของกรุงศรีอยุธยากันอีกครั้ง โดยขอพาคุณไปชมความอลังการของกรุเครื่องทองแห่งกรุงศรีอยุธยา ที่ค้นพบจากกรุวัดราชบูรณะอันบ่งบอกได้ถึงความวิจิตรของงานประณีตศิลป์ที่ช่วยให้เรามองเห็นหลักฐานประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญของพระนครศรีอยุธยา ที่ทำให้เราทราบถึงความเป็นอยู่ของชาวกรุงศรีอยุธยาในสมัยโบราณได้เป็นอย่างดี 

ปัจจุบันเครื่องทองจากกรุวัดราชบูรณะถูกนำไปเก็บรักษาและจัดแสดงไว้ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา เครื่องทองจากกรุที่ค้นพบมีมากมายหลายชนิด แต่ก็มีอีกมิใช่น้อยที่ถูกโจรกรรมไปแล้ว แต่เท่าที่หลงเหลืออยู่นั้นก็สามารถบอกได้อย่างชัดเจนว่าเป็นโบราณวัตถุชิ้นสำคัญที่ประเมินราคามิได้ อาทิ เครื่องราชกกุธภัณฑ์จำลองทองคำ ประกอบด้วยพระแส้ วาลวิชนี (พัชนีฝักมะขาม) และพัดโบก พระแสงขรรค์ชัยศรี ทับทรวงทองคำ กำไลทองคำประดับอัญมณี และเครื่องราชูปโภค รวมทั้งเครื่องอุทิศ เครื่องราชบรรณาการ เป็นต้น และที่สำคัญที่สุดคือพระบรมสารีริกธาตุ

ขอย้ำว่าหากคุณไปอยุธยาแล้วหลายสิบครั้ง แต่ไม่เคยไปชมกรุเครื่องทองวัดราชบูรณะ และกรุจากวัดสำคัญอื่นๆ เช่น วัดมหาธาตุ วัดพระราม ขอให้คุณไปชื่นชมความวิจิตรอลังการของโบราณวัตถุสมัยกรุงศรีอยุธยาที่พิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา 

และเมื่อไปอยุธยาแล้ว ขอย้ำว่าต้องไม่พลาดการไปชมวัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร บางปะอิน วัดนี้ตั้งอยู่บนเกาะลอยกลางแม่น้ำเจ้าพระยา 

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดนี้ วัดนิเวศธรรมประวัติ เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร และทรงใช้วัดนี้เป็นสถานที่บำเพ็ญพระราชกุศล เมื่อครั้งเสด็จแปรพระราชฐานไปประทับ ณ วังบางปะอิน

สถาปัตยกรรมอันโดดเด่นของวัดนิเวศธรรมประวัติคือ ศิลปะแบบโกธิค โดยทรงตั้งพระทัยให้มีความละม้ายคล้ายกับโบสถ์ของศาสนาคริสต์ องค์พระประธานในพระอุโบสถมีนามว่าพระพุทธนฤมลธรรโมภาส ส่วนด้านขวาของพระอุโบสถประดิษฐานพระคันธารราฐ (พระพุทธรูปประทับยืนปางขอฝน)ด้านตรงข้ามพระคันธารราฐคือที่ประดิษฐานพระพุทธรูปทำจากศิลาแบบปางนาคปรก และด้านซ้ายของพระอุโบสถ (เมื่อหันหน้าเดินออกจากพระอุโบสถ) มีสวนหินดิศกุลอนุสรณ์ สถานที่บรรจุพระอัฐิสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และพระอัฐิเจ้าจอมมารดาชุ่ม พระสนมเอกในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมารดาของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และพระอัฐิของเจ้านายในราชสกุลดิศกุลอีกหลายพระองค์ 

วันนี้ ชวนคุณเที่ยวอยุธยาด้วยกัน แล้วถ้าหากคุณสนใจร่วมทริปที่รับสมาชิกเพียงกลุ่มเล็กๆ จำนวน 10-14 คนเพื่อไปท่องเที่ยวโดยเน้นเรื่องโบราณคดี ประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และขนบธรรมเนียมของท้องถิ่นต่างๆ โปรดติดต่อ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : เกาะหมาก คือเกาะปีนัง

ตะลอนเที่ยว : เกาะหมาก คือเกาะปีนัง

ตะลอนเที่ยว : เกาะหมาก คือเกาะปีนัง

วันอาทิตย์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2568, 07.48 น.

ประมาณ 2 สัปดาห์ที่แล้วเล่าเรื่องเมืองปีนัง หรือเกาะหมากให้คุณได้ฟัง แล้วบอกว่าจะพาไปเที่ยวในช่วงปลายเดือนเมษายนปีนี้ ทำให้ผู้อ่านกลุ่มหนึ่งส่งข่าวมาแล้วบอกว่าสนใจอยากร่วมทริปด้วย 

วันนี้จึงมาเล่าเรื่องปีนังแบบประมาณว่าฉายหนังซ้ำอีกรอบ เพราะครั้งที่แล้วพูดถึงปีนังแบบรวบรัด วันนี้มาขยายความต่อว่า ปีนังเคยเป็นดินแดนของสยามมาก่อน เพราะในยุคเก่าก่อนนั้นปีนังอยู่ในการปกครองของเมืองไทรบุรี หรือปัจจุบันคือรัฐเคดะห์ ย้ำว่าไทรบุรีเคยเป็นดินแดนของสยาม แต่อังกฤษขอเช่าที่นี้จากสุลต่านรัฐเคดะห์ ซึ่งสุลต่านแห่งเคดะห์ก็ให้เช่า เพราะต้องการหลุดพ้นจากอำนาจของสยามในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โดยอังกฤษขอเช่าในนามบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ ถามว่าเช่าไปเพื่ออะไร ตอบว่าเช่าเพื่อตั้งสถานีการค้า ครั้งเมื่ออังกฤษเข้าครอบครองมาเลเซียหรือมลายูได้ทั้งหมด ก็หมายความว่ารัฐเคดะห์และปีนังได้ตกไปอยู่ในการครอบครองของอังกฤษ จนเมื่อมาเลเซียได้รับเอกราชจากอังกฤษแล้ว ไทรบุรีก็จึงตกเป็นของมาเลเซียไปโดยปริยาย

เมื่อพูดถึงปีนังก็ทำให้ต้องสาวประวัติศาสตร์ลงไปแล้วทำให้พบว่า ในอดีตนั้นมีจีนฮกเกี้ยน ชื่อคอซู้เจียง ได้อพยพมาตั้งรกรากที่เกาะหมาก โดยแรกเข้ามานั้นได้ทำอาชีพชาวสวนผัก ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 จากนั้นก็ได้อพยพเข้ามาทำกินในเขตแดนสยามที่เมืองตะกั่วป่า พังงา แล้วเปลี่ยนไปทำอาชีพค้าขายแร่ดีบุกของสยามกับปีนัง และขยายกิจการไปทำเหมือนแร่ดีบุกในที่สุด สำหรับคอซู้เจียงคือต้นตระกูล ณ ระนอง

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินประพาสยุโรป ในครั้งหนึ่งระหว่างเสด็จกลับจากยุโรป ทรงแวะพักที่บ้านระนอง ณ เมืองปีนัง ของคอซู้เจียง ในปี 2440 ปัจจุบันบ้านหลังดังกล่าวได้ถูกรื้อถอนไปแล้ว และพื้นที่ของบ้านในยุคปัจจุบันได้กลายเป็นหอศิลปะและโรงละคร เดวัน ศรีปีนัง ถนนสุลต่านอาหมัด ซาฮ์ แต่เดิมคือถนนนอร์ธแทม 

ถนนเส้นนี้ในครั้งอดีตคือที่ตั้งของคฤหาสน์ของคนมีฐานะดีในปีนัง เช่น คฤหาสน์ตระกูล ณ ระนอง ที่ชื่อบ้านจักรพงษ์ และอัษฎางค์ สำหรับบ้านจักรพงษ์เคยใช้เป็นสถานที่รับเสด็จ เมื่อครั้งรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสยุโรป ครั้งที่ 2 เมื่อปี 2450ปัจจุบันบ้านหลังดังกล่าวถูกรื้อลงแล้ว ส่วนที่ตั้งของบ้านก็ได้ถูกขายแล้วนำไปสร้างอพาร์ทเมนท์

ส่วนบ้านอัษฎางค์เคยใช้รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา ในปี 2467 และ
รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีพระบรมราชินี ในปี 2472 

ปัจจุบันบ้านหลังดังกล่าวถูกรื้อถอนไปแล้ว 

วันนี้เขียนเล่าประวัติศาสตร์เมืองปีนังที่เกี่ยวพันกับสยามและพระราชวงศ์ฺชั้นสูงของไทย เพื่อให้คุณผู้อ่านเห็นชัดว่าปีนังกับสยามหรือไทยมีความเกี่ยวข้องผูกพันกันมายาวนานในครั้งอดีต แม้ปัจจุบันปีนังจะไม่ได้อยู่ในความปกครองของไทยก็ตาม แต่อดีตยังคงตราตรึงอยู่ตลอดไป 

ส่วนภาพประกอบเรื่องในวันนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เล่าให้ฟัง แต่นำภาพที่เป็นภาพปัจจุบันมาฝาก เพราะ Mr.Flower เพิ่งไปปีนังล่าสุดเมื่อปลายเดือน
กุมภาพันธ์นี้ และตั้งใจพาสมาชิกกลุ่มเล็กๆ14-15 คนไปเที่ยวปีนังด้วยกัน หากคุณสนใจร่วมทริป โปรดติดต่อ 091-7233615 คาดว่าจะเดินทางไปท่องเที่ยวปีนังประมาณ หลังสงกรานต์ปีนี้ แล้วพักที่ปีนัง 2 คืน หากสนใจกรุณารีบติดต่อ เพราะรับสมาชิกจำนวนจำกัด

ตะลอนเที่ยว : ระนอง‘ฝนแปด แดดสี่’และทะเลเมียนมา

ตะลอนเที่ยว : ระนอง‘ฝนแปด แดดสี่’และทะเลเมียนมา

ตะลอนเที่ยว : ระนอง‘ฝนแปด แดดสี่’และทะเลเมียนมา

วันอาทิตย์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมืองฝนแปด แดดสี่ เมืองนี้คือเมืองระนอง จังหวัดขนาดเล็ก แต่ทว่ามีความอุดมสมบูรณ์มากมาย เพราะสมัยก่อนนั้นอุดมทั้งแร่ธาตุ โดยเฉพาะแร่ดีบุก และยังอุดมด้วยพืชพันธ์ุธัญญาหาร และยังเป็นแหล่งสำคัญของการผลิตอาหารทะเลอีกด้วย ไม่ว่าอาหารทะเลนั้นจะมาจากทะเลไทยหรือทะเลเมียนมาก็ตาม เพราะระนองอยู่ใกล้ชิดกับจังหวัดเกาะสองของเมียนมา (เกาะสองไม่ใช่เกาะ แต่เป็นส่วนปลายสุดของแหลมจากแผ่นดินใหญ่ของเมียนมา) 

ระนองในวันนี้เป็นเมืองที่ถูกมองว่าเป็นเพียงเมืองเล็กๆ ไม่มีความคึกคักในเชิงธุรกิจเหมือนกับจังหวัดอื่นๆ ในภาคใต้ เช่น ภูเก็ต กระบี่ สงขลา นครศรีธรรมราช หรือสุราษฎร์ธานี แต่ต้องบอกว่าระนองแท้จริงแล้วเมืองระนองมีความน่าสนใจมากมาย เพราะเป็นเมืองเศรษฐกิจสำคัญเมืองหนึ่งของจังหวัดชายทะเลด้านอันดามัน และยังเป็นจุดเชื่อมต่อที่สำคัญกับเมียนมา ส่วนตัวจังหวัดระนองเองก็มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติ เช่น หาดทราย เกาะแก่ง น้ำตก เนินเขา และโบราณสถานสำคัญ แต่ทรัพยากรสำคัญที่สุดอีกอย่างหนึ่งของระนองคือ น้ำแร่ร้อน ที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายของมนุษย์ 

ระนองมีแหล่งน้ำแร่ร้อนหลายแห่ง เช่น รักษะวาริน พรรั้ง คลองบางริ้น รัตนรังสรรค์บ้านหาดยาย พรุหลุมพี และบ้านนา เป็นต้น ดังนั้น เมื่อเราไปถึงเมืองระนองแล้ว สิ่งหนึ่งที่ต้องทำก็คือไปแช่น้ำแร่จากแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติ น้ำแร่เมืองระนองมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก เพราะไม่มีกลิ่นกำมะถันแรงจัดเหมือนน้ำแร่ร้อนจากแหล่งอื่นๆ และยังมีแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์คือแมกนีเซียม โซเดียมซัลเฟต และแคลเซียม ดังนั้น จึงทำให้ผู้ที่แช่น้ำแร่เมืองระนองแล้วสามารถรักษาโรคต่างๆ ได้ เช่น โรคข้ออักเสบ ปวดข้อ บำบัดอาการปวดเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อ และรักษาโรคผิวหนังได้อีกด้วย ผู้ที่แช่น้ำแร่ร้อนจะทำให้ขยายหลอดเลือด และผ่อนคลายความเมื่อยล้า ความเครียดได้ แต่ต้องแช่น้ำแร่ร้อนตามระยะเวลาที่เหมาะสม ไม่นานจนเกินไป 

แต่สิ่งสำคัญที่นักท่องเที่ยวต่างแดนต้องทำเมื่อไปเยือนเมืองระนองคือ ไปเที่ยวเกาะ เที่ยวทะเล และชมชายหาดสวยๆ ของระนอง แต่ก็มีนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยข้ามแดนไปเที่ยวเกาะในเขตเมียนมา ถามว่าทำไมต้องไปเที่ยวเกาะและทะเลของเมียนมาตอบสั้นๆ ว่าเพราะสวยเหลือเกิน เช่น เกาะเซตันเกาะหัวใจมรกต เกาะฮอร์สชู เกาะย่านเชือก เกาะซาลิ เกาะนาวโอพี เป็นต้น แต่ที่สำคัญคือเมื่อไปเที่ยวเกาะแล้ว ก็ต้องดำน้ำแบบดำน้ำตื้น (snorkeling) เพื่อดูโลกใต้ทะเลที่มีระดับความลึกของน้ำไม่เกิน 10 เมตร แล้วจะได้พบกับความงามสุดบรรยายของแหล่งมีชีวิตใต้น้ำ ที่มีทั้งปะการังสารพัดชนิด ปลาสารพัดชนิด ที่มีสีสันสวยงาม และแสนน่ารักอย่างเช่น ปลาการ์ตูน ดอกไม้ทะเล เต่า หมึกปลาไหลมอเรย์ และบางทีก็พบฉลามที่ไม่เป็นอันตรายกับนักท่องเที่ยว 

หลายคนที่ไม่เคยไประนองอาจถามว่าระนองมีอะไรดี ทำไม Mr.Flower ชวนไปเที่ยวระนอง ตอบว่ามีดีหลายอย่าง คือดีทั้งที่เที่ยว ที่กิน ที่นอน และที่สำคัญคือเป็นเมืองที่เราสามารถใช้ชีวิตแบบไม่ต้องเร่งรีบมากนักเมื่อเทียบกับเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ เพราะระนองเป็นเมืองชิล ชิล และซอฟท์ ซอฟท์ รับรองว่าเมื่อคุณได้สัมผัสแล้วจะรักอย่างแน่นอน 

Mr.Flower จัดทริปรับสมาชิก 16 คนเท่านั้น เราจะไปเที่ยวระนองและข้ามไปเกาะซาลิ ของเมียนมากันในวันที่ 28 มีนาคมถึง 1 เมษายนนี้ หากคนสนใจร่วมทริปสุดพิเศษไปด้วยกัน รีบติดต่อด่วนที่ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : ไปทะเลกันดีกว่า

ตะลอนเที่ยว : ไปทะเลกันดีกว่า

ตะลอนเที่ยว : ไปทะเลกันดีกว่า

วันอาทิตย์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หน้าร้อนมาถึงอีกแล้ว เมื่อหน้าร้อนมาถึงสถานที่แห่งหนึ่งที่ผู้คนจำนวนไม่น้อยต่างพากันนึกถึงคือ ทะเล เพราะเมื่อไปทะเลก็ได้เล่นน้ำทะเล ได้รับลมทะเล และได้สวมชุดว่ายน้ำสวยๆ สุด Sexy ส่วนจะ Sexy แบบไหน ก็ต้องบอกว่าตามแบบของแต่ละคน เพราะความ Sexyของคนนั้นมีต่างๆ กันไป เอาเป็นว่าหากเราเห็นและมั่นใจว่า Sexy ก็เป็นอันว่าพอใจแล้ว

หน้าร้อนนี้จะชวนคุณไปเที่ยวระนอง (กันอีก) แต่วันนี้จะยังไม่เขียนถึงสถานที่ท่องเที่ยวในระนอง แต่จะมาเล่าให้คุณฟังในสัปดาห์ต่อๆ ไป

วันนี้จะชวนคุณไปดำน้ำแบบ Snorkeling (ดำน้ำแบบตื้น) ที่เกาะซาลิ ในเขตของเมียนมาด้วยกัน ถามว่าทำไมต้องเป็นเกาะซาลิ ตอบได้ว่าเพราะมีปลาการ์ตูนให้ชมอย่างมหัศจรรย์ เพราะหลายต่อหลายจุดใต้ทะเลในบริเวณเกาะซาลิเปรียบเสมือนบ้านของปลาการ์ตูน และนอกจากปลาการ์ตูนแล้วยังมีสิ่งมีชีวิตอีกสารพัดชนิดอยู่ใต้ท้องทะเล อาทิ ปะการังต่างๆ เต่า ปลา ปลาไหล หมึก และบางทีก็ได้พบกับฉลามชนิดที่ไม่เป็นอันตรายต่อนักดำน้ำ

เกาะซาลิเป็นเกาะส่วนตัวของเอกชน ที่ได้รับสัมปทานจากรัฐบาลเมียนมา ดังนั้น การเข้าไปในพื้นที่เกาะ จึงต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของ โดยต้องซื้อทัวร์ผ่านจากบริษัททัวร์ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น และที่สำคัญคือมีการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะขึ้นบนเกาะด้วย ไม่ได้หมายความว่านักท่องเที่ยวจะแห่หรือพากันขึ้นไปบนเกาะได้ตามความพอใจ

บนเกาะแห่งนี้ไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวพักค้างคืน แต่มีห้องน้ำ และห้องอาบน้ำให้บริการในช่วงกลางวัน และอนุญาตให้รับประทานอาหารได้

การจะข้ามไปเที่ยวทะเลและเกาะแก่งในเขตเมียนมาได้นั้น นักท่องเที่ยวทุกคนต้องซื้อทัวร์เท่านั้น และหากเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติจะต้องทำใบผ่านแดนให้เรียบร้อยก่อน ส่วนการเดินทางก็ใช้เรือเร็ว (speed boat)

เรือจะออกจากท่าเรือในจังหวัดระนองโดยขนาดของเรือก็ขึ้นอยู่กับจำนวนนักท่องเที่ยวหากนักท่องเที่ยวมีจำนวนมาก ก็ใช้เรือลำใหญ่ แต่หากมีจำนวนน้อย ขนาดของเรือก็จะได้สัดส่วนกับจำนวนคน และมีข้อบังคับที่เข้มงวดมากคือในขณะอยู่บนเรือนั้น ทุกคนต้องสวมเสื้อชูชีพตลอดเวลา รวมถึงเวลาลงน้ำทะเลก็ต้องสวมเสื้อชูชีพด้วย

ระหว่างอยู่บนเรือก็จะได้รับบริการอาหารว่าง ขนม ผลไม้ เครื่องดื่ม แต่ห้ามดื่มแอลกอฮอล์เป็นอันขาด และห้ามทิ้งขยะใดๆ ลงน้ำทะเล รวมถึงห้ามให้อาหารกับปลาและสัตว์ในทะเล

ส่วนคนที่ว่ายน้ำไม่เป็น ก็สามารถดูโลกใต้ทะเลได้ เพราะแค่เพียงสวมหน้ากากsnorkeling แล้วก้มหน้าให้หน้ากากจมลงในน้ำเพียงเล็กน้อย ก็จะได้เห็นโลกใต้ทะเลที่แสนสวยแล้ว

สำหรับทริปนี้ เราเดินทางออกจากกรุงเทพฯ วันที่ 28 มีนาคม โดยรถตู้ VIP รถออกจากกรุงเทพฯประมาณ 21 นาฬิกาเดินทางถึงระนองเช้าตรู่วันที่ 29 มีนาคม นอนที่ระนอง 3 คืน โดยวันที่ 30 มีนาคม จะข้ามไปเที่ยวเกาะซาลิ แล้วกลับมานอนที่ระนอง เดินทางกลับกรุงเทพฯ 1 เมษายน คาดว่าจะถึงกรุงเทพฯประมาณ 21 นาฬิกา ส่วนรายละเอียดของการท่องเที่ยวสามารถสอบถามได้โดยตรงกับ Mr.Flower

รับสมาชิก 18 คนเท่านั้นครับหากคุณสนใจร่วมทริปนี้ โปรดติดต่อ091-7233615 ครับผม

ตะลอนเที่ยว : อยุธยาเมืองเก่า ยังมีมนต์ขลังไม่คลาย

ตะลอนเที่ยว : อยุธยาเมืองเก่า ยังมีมนต์ขลังไม่คลาย

ตะลอนเที่ยว : อยุธยาเมืองเก่า ยังมีมนต์ขลังไม่คลาย

วันอาทิตย์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มีหลายคนมักถามว่า “ไปอยุธยาอีกแล้ว ไปแล้วไปอีก ไม่เบื่อหรือ”

คนที่รักอยุธยาก็ตอบชัดเจนว่า“ไม่เบื่อเลย ไม่เคยเบื่อ เพราะไปอยุธยาครั้งใดก็ตาม ก็ได้ความรู้ ความสนุก และได้ความประทับใจตลอด”

จริงครับ ขอบอกว่าจริงอย่างที่สุดเพราะไปอยุธยาทุกครั้งก็ได้ความประทับใจทุกครั้ง แล้วถ้ายิ่งอ่านหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของอดีตราชธานีไทยที่ชื่อกรุงศรีอยุธยาไปก่อน ก็จะยิ่งอิ่มเอมใจในความมีเสน่ห์ของอยุธยา แล้วยิ่งได้เห็นโบราณสถานมากมาย ที่แม้จะเหลือแค่ซากเศษก็ตาม ก็ยังทำให้ประทับใจได้อย่างสุดแสนจะพรรณนา

ขอเชิญชวนให้คุณๆ ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่น วัยชรา หรือวัยฉกรรจ์ ไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยาที่พระนครศรีอยุธยา 

พิพิธภัณฑ์ ปิดบริการในวันจันทร์เท่านั้น ส่วนวันอื่นๆ เปิดให้บริการตั้งแต่09.00-16.00 น. เก็บค่าเข้าชมสำหรับคนไทยที่อายุเกินวัยนักเรียน นิสิต นักศึกษา แต่ไม่เกิน 60 ปี เพียงคนละ30 บาทเท่านั้น ส่วนต่างชาติเสียค่าเข้าชมคนละ 150 บาท 

ขอแนะนำมากที่สุดให้คุณเข้าชมห้องจัดแสดงกรุเครื่องทองจากกรุมหาสมบัติวัดราชบูรณะ โดยจัดแสดงเครื่องทองที่ทำขึ้นเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเครื่องอุทิศถวายแด่พระมหากษัตริย์พระองค์ก่อนๆ 

โบราณวัตถุชิ้นสำคัญในห้องแสดงกรุเครื่องทองคือ พระแสงขรรค์ชัยศรีพระคชาธารจำลอง พระสุวรรณภิงคาร พระสุวรรณมาลา และจุลมงกุฎ เป็นต้นขอย้ำว่าเป็นต้นเท่านั้น เพราะในความจริงยังมีโบราณวัตถุชิ้นสำคัญอื่นๆ อีกมากมาย

หลายคนไปอยุธยาหลายสิบครั้งหรืออาจจะเป็นร้อยครั้ง แต่ไม่เคยไปชมความมหัศจรรย์ของกรุเครื่องทองวัดราชบูรณะเลยแม้แต่ครั้งเดียว ขอบอกว่า คุณพลาดชมสิ่งสำคัญนะครับ เพราะฉะนั้นต้องไปชมให้ได้ ย้ำว่าต้องไปให้ได้ 

ทริปนี้ Mr.Flower ยังพาคุณไปเที่ยวชมและกราบนมัสการพระพุทธนฤมลธรรโมภาส พระประธานที่ประดิษฐานในพระอุโบสถ ซึ่งพระอุโบสถแห่งนี้สร้างด้วยศิลปะโกธิค โดยสร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 

นอกจากนั้นยังพาไปล่องเรือชมโบราณสถานต่างๆ ที่ตั้งอยู่สองริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ช่วงที่ไหลผ่านตัวเมืองอยุธยา ซึ่งจะได้ชมวัดไชยวัฒนาราม วัดพนัญเชิง
วัดพุทไธสวรรค์ และอีกสารพัดวัดที่มีมากมายจนจดจำชื่อได้ไม่หมดไม่สิ้น และยังได้ชมชุมชนชาวมุสลิม ชมมัสยิดที่ตั้งอยู่ริมฝั่งเจ้าพระยา แล้วก็ยังได้ชมโบสถ์คริสต์วัดนักบุญยอแซฟ โบสถ์คริสต์นิกายโรมันคาทอลิกที่ถูกระบุว่ามีอายุเก่าแก่มากที่สุดในประเทศไทย โดยมีหลักฐานระบุว่าสร้างในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบโรมาเนสก์ และยังได้ชมความงามของพระตำหนักสิริยาลัย ที่อยู่ริมฝั่งเจ้าพระยาด้านตรงข้ามกับวัดไชยวัฒนาราม

วันนี้ขอพาคุณเที่ยวชมความงดงามของอยุธยาเพียงแค่นี้ก่อน แล้ววันหน้าจะพาคุณไปเที่ยวชมความงดงามในสถานที่ต่างๆ ของอยุธยาอีก หากสนใจร่วมทริปสุดพิเศษที่ Mr.Flowerพาคุณไปซึมซับมนต์เสน่ห์ของอยุธยาด้วยกัน โปรดติดต่อ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : จากด่านสะเดาไปเกาะปีนัง

ตะลอนเที่ยว : จากด่านสะเดาไปเกาะปีนัง

ตะลอนเที่ยว : จากด่านสะเดาไปเกาะปีนัง

วันอาทิตย์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คนไทยที่ศึกษาประวัติศาสตร์ไทยในยุคตั้งแต่ปลายกรุงศรีอยุธยา จนกระทั่งถึงยุคกรุงรัตนโกสินทร์สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว น่าจะต้องรู้ดีว่าเกาะปีนังหรือเกาะหมาก เคยเป็นดินแดนของสยามมาก่อน จนกระทั่งมาถึงยุคล่าอาณานิคมโดยอังกฤษ ดินแดนหลายแห่งที่เคยเป็นของไทย โดยเฉพาะในเขตตอนใต้
ของไทย ก็ได้ตกไปเป็นของอังกฤษ และสุดท้ายได้กลายเป็นของมาเลเซีย

หนึ่งในดินแดนที่เคยเป็นของไทยในอดีตคือเกาะหมาก แต่ปัจจุบันมีชื่อเรียกว่าเกาะปีนัง ก็คือหนึ่งในพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่เคยเป็นดินแดนของอาณาจักรสยามมาก่อน

ปีนังในวันนี้มีความเจริญมากกว่าเมื่อ 100 กว่าปีก่อนอย่างเห็นได้ชัด แต่ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษากลิ่นอาย และรูปลักษณ์ของอดีตไว้ได้อย่างน่าสนใจ เพราะฉะนั้น
ใครก็ตามที่ได้ไปเยือนเกาะปีนัง ก็จะได้พบเห็นตึกรามบ้านช่องใหญ่โต รวมทั้งเห็นถึงการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ไปพร้อมๆ กับการได้เห็นบ้านเรือนในยุคไล่ล่าอาณานิคม

หลายคนอาจจะเคยทราบว่า อภัสรา หงสกุล สาวไทยคนแรกที่ได้ครองมงกุฎนางงามจักรวาล เมื่อยุคทศวรรษ 1960 ได้เคยไปศึกษาระดับชั้นมัธยมที่เกาะปีนัง และคงได้ทราบเช่นกันว่าลูกหลานของเจ้าสัวใหญ่ที่เป็นนักธุรกิจรายสำคัญจำนวนหนึ่งของไทย ก็เคยไปศึกษาที่เกาะปีนัง

นั่นแสดงว่าคุณภาพการศึกษาของปีนังได้มาตรฐานสากล ซึ่งก็เป็นเพราะว่าได้มีการวางรากฐานการศึกษาไว้โดยอังกฤษ ซึ่งเป็นประเทศเจ้าอาณานิคม

นอกเหนือจากเรื่องระบบการศึกษาแล้ว สิ่งสำคัญที่เราได้พบเห็นเมื่อเราได้เข้าไปอยู่บนเกาะปีนังก็คือมีพื้นที่สีเขียวเป็นจำนวนมาก มีต้นไม้ใหญ่ ขอย้ำว่าเป็นต้นไม้ใหญ่แบบใหญ่มหึมา อยู่บนถนนในตัวเมืองของเกาะปีนัง ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่หาได้ยากมากที่สุดในกรุงเทพมหานคร และในเกือบทุกจังหวัดของประเทศไทย

เพราะฉะนั้น เมื่อนักท่องเที่ยวได้มีโอกาสไปเยือนเกาะปีนัง สิ่งแรกที่เขาประทับใจก็คือความเขียวขจีของแมกไม้ และอีกสิ่งหนึ่งที่สร้างความประทับใจได้มากพอสมควรก็คือบ้านเรือนเก่าในสไตล์ชิโนโปรตุกีส ซึ่งเรื่องของบ้านเรือนเก่านั้นก็ดูไม่แตกต่างไปจากบ้านเรือนในตัวเมืองเก่าของเกาะภูเก็ต

แต่อีกสิ่งที่น่าสนใจก็คือความเจริญและความก้าวหน้าของเกาะปีนัง ซึ่งเป็นความเจริญที่เกิดขึ้นจากความตั้งใจบริหารพื้นที่โดยผู้บริหารของเกาะแห่งนี้ เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับไฮเทคเทคโนโลยีมีอยู่มากมายบนเกาะแห่งนี้ จนได้ชื่อว่าเป็นซิลิคอนวาเล่ย์ของโลกตะวันออก

สำหรับทริปนี้ Mr.Flower เดินทางเข้าปีนังโดยออกจากด่านสะเดา จังหวัดสงขลา สาเหตุที่เลือกเดินทางโดยเส้นทางนี้ก็เพราะอยากกลับไปดูว่าด่านสะเดาในยุคปัจจุบัน มีความแตกต่างมากน้อยจากยุค 10 กว่าปีที่แล้วเพียงใด ก็ได้พบว่าด่านสะเดาในยุคนี้ดูไม่ค่อยคึกคักมากเหมือนยุค 10 กว่าปีที่แล้ว ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าปัจจุบันสินค้าที่คนไทยเคยเรียกว่าสินค้าหนีภาษีจากจีน ได้กระจายไปอยู่ในที่ต่างๆ มากมาย และหาซื้อได้ง่าย แล้วก็ไม่ได้เรียกว่าสินค้าหนีภาษีอีกต่อไป เพราะสินค้าจีนมีราคาถูกเมื่อเทียบกับสินค้าไทย ส่วนคุณภาพนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องพิจารณาในรายละเอียด

ด่านสะเดาเป็นด่านหนึ่งที่ชาวมาเลเซียนิยมเดินทางเข้ามาเที่ยว โดยบางคนมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่หาดใหญ่ แต่ก็มีบางคนซึ่งอาจจะมีเวลาไม่มากนัก และอาจมีทุนทรัพย์น้อยกว่า ก็จึงเลือกเที่ยวอยู่บริเวณพรมแดนไทย-มาเลเซีย แถวๆ ด่านสะเดา

สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดในปัจจุบันคือมีโรงแรมขนาดกลางเกิดขึ้นมากมายตามบริเวณใกล้กับด่านสะเดา ส่วนร้านค้าของชาวบ้านที่สมัยก่อนเคยเป็นร้านขายของหนีภาษี ปรากฏว่ามีน้อยลง แต่มีร้านขายสินค้าอื่นๆ อาทิ อาหารของใช้เบ็ดเตล็ด ร้านเสื้อผ้า ร้านเสริมสวย เปิดมากมายกว่าเดิม ส่วนวิถีชีวิตของผู้คนแถวๆ ด่านสะเดาก็เปลี่ยนไปจากเดิมมากพอสมควร โดยพบเห็นผู้ประกอบการร้านค้าย่อยๆ มากขึ้น ส่วนภาพลักษณ์เดิมๆ ที่เคยปรากฏ โดยเฉพาะในเรื่องแหล่งค้าประเวณี ก็ยังมีให้เห็นอยู่ โดยสังเกตเห็นได้จากผู้คนที่น่าจะยังเกี่ยวข้องกับเรื่องการค้าประเวณี

อย่างไรก็ตาม Mr.Flower อยากจะชวนคุณไปเที่ยวเกาะปีนังด้วยกันโดยใช้เส้นทางจากด่านสะเดา โดยนอนที่บริเวณใกล้กับด่านสะเดาหนึ่งคืน แล้วไปนอนที่เกาะปีนังสองคืน หากคุณสนใจจะร่วมทริปไปด้วยกัน โปรดติดต่อที่หมายเลข 091-7233615

รับสมาชิก 14 ถึง 16 คนเท่านั้น และคาดว่าจะเดินทางในช่วงหลังสงกรานต์ปีนี้ครับ