ทันโลกทันเหตุการณ์กับแพทยสภา : PM2.5 กับผลกระทบต่อสุขภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/775399

วันเสาร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ในช่วงเดือนธันวาคมถึงมีนาคมของทุกปี จะมีปรากฏการณ์มลพิษทางอากาศ เนื่องจากสภาพอากาศที่ปิด ผลกระทบคือผู้ป่วยโรคทางระบบหายใจและโรคอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น ประชาชนจึงควรทำความเข้าใจในเรื่องผลกระทบของมลพิษทางอากาศต่อสุขภาพและแนวทางการป้องกัน เพื่อลดความตื่นตระหนกและเตรียมรับมือกับสถานการณ์ฝุ่นอย่างรู้เท่าทัน

ผลกระทบต่อสุขภาพของ PM2.5 ต่อสุขภาพมีอะไรบ้าง

PM2.5 เป็นฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน ซึ่งขนาดที่เล็กมากนี้จะสามารถหลุดรอดการกรองของขนจมูกผ่านเข้าสู่ทางเดินหายใจเข้าไปยังถุงลมฝอยและแทรกซึมผ่านเข้าไปยังหลอดเลือดฝอย และเข้าสู่กระแสเลือดได้ ทำให้เกิดโรคในหลายระบบ ในปี พ.ศ.2557 องค์การอนามัยโลก ประกาศว่าการสัมผัสกับฝุ่น PM2.5 ก่อให้เกิดอุบัติการณ์การเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ประมาณ 3.7 ล้านคนต่อปี และผู้เสียชีวิตส่วนมากมีถิ่นที่อยู่ในฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ผลกระทบต่อสุขภาพของ PM2.5 แบ่งเป็น จากการสัมผัสในระยะสั้น คือ 1.ทางเดินหายใจอักเสบ หายใจลำบาก แสบจมูกไอมีเสมหะ แน่นหน้าอก ถุงลมแฟบ สมรรถภาพปอดลดลง ภูมิแพ้และหืดกำเริบ 2.ทำลายภูมิคุ้มกัน เกิดการติดเชื้อในปอดและทางเดินหายใจได้ง่าย เช่น ไข้หวัดใหญ่, หลอดลมอักเสบ, หูอักเสบ3.พัฒนาการเด็กล่าช้า 4.ผลต่อระบบสืบพันธุ์ ทำให้มีบุตรยาก

จากการสัมผัสในระยะยาว คือ 1.โรคมะเร็งปอด 2.การอักเสบของเส้นเลือด อาจเกิดโรคหัวใจขาดเลือด โรคอัมพาตจากหลอดเลือดสมอง ความดันโลหิตสูง เบาหวาน 3.โรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง 4.โรคทางผิวหนังหรือตาอักเสบ 5.ผิวมีจุดด่างดำและรอยย่น ดูแก่กว่าวัย

แต่ละคนมีความเสี่ยงหรือโอกาสในการที่สัมผัสกับ PM2.5 แล้วเกิดผลเสียต่อสุขภาพต่างกันหรือไม่ อย่างไร

การที่ประชาชนทั่วไปจะได้รับผลกระทบจากมลพิษมากน้อยเพียงใด ประกอบด้วยปัจจัยต่างๆ ได้แก่ 1.แหล่งกำเนิดฝุ่นละออง (การเผาไหม้จากเครื่องยนต์/จากการเกษตร/หรือแม้แต่การเผาไหม้ในครัวเรือน) 2.การพัดพาและแปรสภาพของมลพิษ (ฤดูหนาว สภาพอากาศแห้ง ความกดอากาศสูง ท้องฟ้าปิด สภาพอากาศสงบนิ่งไม่กระจายตัว จะเกิดการสะสมทำให้ระดับมลพิษสูงกว่าปกติ) 3.สภาพของผู้รับมลพิษ กลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสุขภาพจากมลพิษ PM2.5 ได้แก่ เด็กหญิงมีครรภ์ ทารกคลอดก่อนกำหนด ทารกคลอดน้ำหนักน้อยกว่า 2.5 กก. ผู้ป่วยที่มีท่อเจาะคอ ผู้ป่วยโรคหืด โรคภูมิแพ้และคนชรา นอกจากนี้ อาชีพ กิจกรรม การเดินทาง ที่ตั้งโรงเรียน ที่ทำงานและที่พัก ยังส่งผลต่อระดับมลพิษที่ได้รับและความรุนแรงของอาการของแต่ละคน

กลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

● เด็ก จัดเป็นกลุ่มเสี่ยงเนื่องจากตัวเล็ก หายใจเร็ว พฤติกรรมของเด็กที่ชอบเล่นในที่กลางแจ้ง มีโอกาสสูดรับฝุ่นปริมาณมากเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัว และมีแนวโน้มไม่ใส่เครื่องป้องกันฝุ่น

● ผู้ป่วยโรคหืดจะมีความไวต่อการกระตุ้นจากฝุ่น PM2.5 หรือสารก่อภูมิแพ้เหล่านี้ ทำให้มีสมรรถภาพปอดลดลง และเกิดอาการหืดกำเริบได้ เพิ่มความเสี่ยงของการเข้ารักษาตัวที่ห้องฉุกเฉิน และห้องไอซียู

● หญิงตั้งครรภ์ จะมีความเสี่ยงทำให้ทารกในครรภ์เติบโตช้า ตัวเล็ก และถ้าสัมผัสฝุ่นมลพิษในช่วงไตรมาสที่ 3 อาจเกิดการคลอดก่อนกำหนดได้

● คนชรา พบว่า PM2.5 เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตโดยจะมีความเสี่ยงเพิ่มเป็น 1.5 เท่า

แหล่งกำเนิดที่สำคัญของ PM2.5 มลพิษในบ้าน

มีดังนี้ บุหรี่ การใช้เครื่อง printer เครื่องถ่ายเอกสาร การทำครัวในบ้าน (เตาถ่าน) และการจุดธูป/ยาจุดกันยุง

สรุป เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ พบว่าการพัดพาของมลพิษตามธรรมชาติและสภาพของผู้รับมลพิษเป็นปัจจัยที่ไม่อาจควบคุมได้ ปัจจัยที่สามารถควบคุมได้ คือ แหล่งกำเนิดมลพิษ ดังนั้นการร่วมมือและมาตรการในการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศ เป็นสิ่งที่ต้องปรับปรุงอย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพในระยะยาว

แถลงการณ์จากราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย 12 กุมภาพันธ์ 2562

http://www.thaipediatrics.org/pages/News/Detail/23/220

file:///C:/Users/PD/Downloads/FILE_917eaf8963ebd1dfaf6b1dcc1fbbf2d6_DOWNLOAD.pdf

ช่องทางในการรับข่าวสารของประชาชน:

Facebook: ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยและสมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย

Facebook : ฝุ่นจิ๋ว PM2.5 ความรู้เพื่อประชาชน : โดยราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย

Facebook : ศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ

ผศ.พญ.หฤทัย กมลาภรณ์

รศ.ดร.พญ.วิภารัตน์ มนุญากร

คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

คณะทำงาน PM2.5 ของราชวิทยาลัยกุมารแพทย์

แห่งประเทศไทย

ทันโลกทันเหตุการณ์กับแพทยสภา : การบาดเจ็บจากการวิ่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/692959

วันเสาร์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

การวิ่ง เป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทั่วโลกผลวิจัยพบว่าการวิ่งมีประโยชน์ทั้งต่อร่างกายและจิตใจ เช่น ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ กระดูก และข้อ ช่วยเผาผลาญไขมัน ช่วยลดความเครียด เป็นต้น อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่านักวิ่งจำนวนมากได้รับบาดเจ็บจากการวิ่ง สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการฝึกซ้อมที่ผิดวิธี นักวิ่งจึงจำเป็นต้องรู้สาเหตุของการบาดเจ็บ การป้องกันไม่ให้เกิดอาการบาดเจ็บ รวมไปถึงวิธีการรักษาเบื้องต้น โดยการบาดเจ็บจากการวิ่งที่พบบ่อย ได้แก่

l กระดูกอ่อนข้อเข่าอักเสบ (Runner’s knee) เกิดจากความไม่สมดุลของแรงกล้ามเนื้อที่กระทำต่อลูกสะบ้า จะมีอาการเจ็บบริเวณด้านหน้าเข่า อาการมักเป็นมากขึ้นเวลาวิ่งขึ้นลงทางลาดชัน คุกเข่า หรือขึ้นลงบันได

l เอ็นต้นขาด้านข้างอักเสบ (Iliotibial band syndrome) มีอาการเจ็บบริเวณต้นขาและเข่าด้านนอก มักมีอาการเวลาวิ่งขึ้นลงทางลาดชัน อาการปวดมักหายไปเมื่อหยุดวิ่ง ยกเว้นในกรณีที่บาดเจ็บรุนแรง

l กล้ามเนื้อบริเวณหน้าแข้งอักเสบ (Shin splints) มีอาการปวดตื้อๆ ตรงบริเวณกระดูกหน้าแข้ง หรืออาจร้าวลงไปถึงบริเวณน่อง มักเกิดจากการวิ่งที่หักโหม หรือวิ่งบนพื้นที่แข็งเกินไป

l รองช้ำ (Plantar fasciitis) มีอาการปวดบริเวณส้นเท้าหรือฝ่าเท้า อาการจะเป็นมากในก้าวแรกหลังตื่นนอนหรือนั่งนานๆ เมื่อเดินไปสักระยะอาการปวดจะเริ่มน้อยลง การเขย่งเท้าหรือเดินขึ้นบันไดอาจทำให้มีอาการปวดมากขึ้นได้

l กล้ามเนื้อต้นขาด้านหลังอักเสบ (Hamstring strain) มีอาการเจ็บแปล๊บบริเวณด้านหลังต้นขา ถ้าบาดเจ็บรุนแรงอาจมีบวมหรือช้ำได้

l เอ็นร้อยหวายอักเสบ (Achilles tendinitis) มีอาการเจ็บ บวม แดง บริเวณเอ็นร้อยหวาย อาการเจ็บอาจร้าวขึ้นไปถึงบริเวณน่องได้

วิธีป้องกันการบาดเจ็บจากการวิ่ง

l อบอุ่นร่างกายก่อนวิ่ง (Warm up) ผ่อนคลายร่างกายหลังวิ่ง (Cool down) และยืดเหยียดกล้ามเนื้ออย่างเพียงพอ ทั้งก่อนและหลังวิ่ง

l ค่อยๆ เพิ่มระยะทางและความเร็วที่ใช้ในการวิ่ง ไม่เพิ่มความเร็วเกินกำลัง

l ไม่วิ่งบนพื้นผิวที่ไม่เรียบ หรือทางที่ลาดชันจนเกินไป

l ไม่สวมรองเท้าวิ่งที่พื้นแข็งจนเกินไป และแนะนำให้เปลี่ยนรองเท้าคู่ใหม่ทุกๆ 350-500 ไมล์

l ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ กรณีที่วิ่งนานเกิน 1 ชั่วโมงหรือมีเหงื่อออกมาก ควรเพิ่มการดื่มน้ำเกลือแร่ชดเชย

l ออกกำลังกายเพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออย่างสม่ำเสมอ

การรักษาอาการบาดเจ็บเบื้องต้นแบบ POLICE

P: Protection คือ การป้องกันบริเวณที่บาดเจ็บ ไม่ให้มีการบาดเจ็บเพิ่มขึ้น อาจใช้เครื่องช่วยพยุง หรือที่รัดประคองบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ

OL: Optimal loading คือ การลงน้ำหนักบริเวณที่บาดเจ็บอย่างเหมาะสม

I: Ice compression คือ การประคบเย็น ใช้เจลเย็น หรือถุงใส่น้ำแข็งห่อผ้าขนหนู ประคบบริเวณที่มีอาการบาดเจ็บ ครั้งละ 10-15 นาที

C: Compression คือ การใช้ผ้ายืดพันรัดบริเวณที่บาดเจ็บ

E: Elevation คือ การยกบริเวณที่บาดเจ็บให้สูงกว่าระดับหัวใจ เพื่อลดอาการบวม

ลักษณะอาการบาดเจ็บที่ควรไปพบแพทย์

l มีอาการปวดรุนแรง บวม แดง หรือช้ำ บริเวณที่มีการบาดเจ็บ

l ไม่สามารถเดินลงน้ำหนักบริเวณที่มีการบาดเจ็บได้

พญ.นิกษา ทนงศักดิ์มนตรี ผู้เขียน