UK’s Future

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ธันวาคม 2560 เวลา 10:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/529472

UK’s Future

ในช่วงเวลาแห่งทศวรรษนี้ หลายประเทศมีข่าวการลดโลกร้อนแบบเป็นรูปธรรมกันมากขึ้น ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้นทุกวัน สิ่งต่างๆ ที่เคยเป็นแค่แนวคิดก็ถูกนำมาปฏิบัติจริง อีกทั้งประสบการณ์ที่ผ่านมาก็เป็นบทเรียนสอนให้รู้ว่าแต่ละประเทศต้องหาวิธีการที่เหมาะสมของตัวเอง สอดคล้องกับทรัพยากร สถานะทางเศรษฐกิจและความพร้อมของประชาชน รวมถึงประเทศอังกฤษที่เป็นประเทศที่มีนักพัฒนาเก่งๆ มาตั้งแต่อดีต ยิ่งเมื่อมาถึงยุคปัจจุบัน แน่นอนว่าย่อมมีการพัฒนาที่ดีกว่าเดิม ก้าวหน้ากว่าเดิม ทันสมัยกว่าเดิม ซึ่งชวนให้น่าสนใจและติดตามว่าแนวโน้มหรือทิศทางของพลังงานแห่งอนาคตประเทศนี้จะเป็นอย่างไรกันต่อไป

ในขณะที่ประเทศอื่นๆ พยายามพัฒนาเทคโนโลยี การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินให้มีประสิทธิภาพสูง และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แต่อังกฤษกลับมุ่งเป้าไปที่การลดบทบาทเชื้อเพลิงถ่านหิน และส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนแทน พอพูดถึงพลังงานหมุนเวียน คนส่วนใหญ่ก็จะนึกถึงพลังงานจากสายลมและแสงแดดกัน แต่สำหรับประเทศอังกฤษตอนนี้เขากำลังให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องพลังงานชีวภาพเพราะอะไรจึงเป็นอย่างนั้น เราไปหาคำตอบกันได้ที่เมืองแมนเชสเตอร์ (Manchester)

แมนเชสเตอร์ คือมหานครที่ใหญ่อันดับสองของอังกฤษ รองจากลอนดอนเป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุด มีความทันสมัยเป็นศูนย์กลางทางด้านการเงิน การธนาคาร และการศึกษา จากความเป็นศูนย์กลางหลายด้าน รวมทั้งความมีชื่อเสียงของสโมสรแมนเชสเตอร์จึงทำให้เมืองนี้มีสีสันแล้วก็คึกคักมีชีวิตชีวาพอสมควร จนอาจทำให้คนหลงลืมไปว่าครั้งหนึ่งช่วงต้นของศตวรรษที่ 19 ในช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรม Manchester เคยเป็นศูนย์กลางทางด้านอุตสาหกรรมของประเทศที่มีการพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมเป็นอย่างมาก มีเครื่องมือเครื่องจักรทันสมัยที่สุดของยุคนั้น ส่งผลให้ได้รับการยอมรับว่าเป็นเมืองอุตสาหกรรมแห่งแรกของโลกกันเลยทีเดียว

หากย้อนไปดูปัจจัยสำคัญที่ทำให้การปฏิวัติอุตสาหกรรมในอดีตของอังกฤษประสบความสำเร็จได้ ก็จะพบว่าสมัยนั้นมีเครื่องจักรไอน้ำโดยเชื้อเพลิงที่เอามาใช้ต้มน้ำตั้งแต่สมัยนั้นก็คือ ถ่านหินนั่นเอง นั่นก็หมายถึงว่าถ่านหินมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศนี้มาหลายทศวรรษแล้ว ครั้นเมื่อมาถึงยุคปัจจุบันนโยบายของรัฐบาลกลับมุ่งเน้นไปที่การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยเพิ่มภาษีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์กับบริษัทผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน ควบคู่ไปกับการจ่ายเงินอุดหนุนให้โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน แต่ก็พบว่าพลังงานไฟฟ้าจากสายลม แสงแดด มีข้อจำกัดในเรื่องของประสิทธิภาพและการกักเก็บ ในขณะที่เชื้อเพลิงชีวมวลนั้นมีจุดเด่นตรงที่สามารถกักตุนเชื้อเพลิงไว้ใช้ผลิตไฟฟ้าได้ตามเวลาที่ต้องการ แม้ว่าจะก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาไหม้ แต่ก็สามารถชดเชยด้วยการปลูกต้นไม้เพื่อดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยออกมาจากโรงไฟฟ้าได้

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

เพื่อให้เข้าใจเรื่องนี้มากขึ้น ทีมงานโลก 360 องศา จึงได้ไปคุยกับ ดร.มีเรียม นักวิจัยที่ University of Manchester ซึ่งเป็นนักวิจัยที่สนใจประเด็นเกี่ยวกับผลกระทบของภาวะโลกร้อนและการใช้พลังงานชีวภาพอย่างยั่งยืน ซึ่งเขาให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับพลังงานของประเทศนี้อีกหนึ่งมิติว่า “โรงไฟฟ้า Drax power station ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงไฟฟ้าใหญ่ที่สุดของอังกฤษและใช้เชื้อเพลิงถ่านหินเป็นหลักก็ต้องปรับตัวตามนโยบายของรัฐบาลโดยเพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลและก๊าซธรรมชาติในการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดพลังงานในประเทศต่อไปได้” เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ที่ประเทศนี้จะยกเลิกการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินแล้วหันมาใช้เชื้อเพลิงชีวมวลทั้งหมดก็ได้คำตอบว่า “เป็นเรื่องที่ยังเป็นไปไม่ได้”

ทั้งนี้ ดร.มีเรียม มีโครงการศึกษาถึงความเป็นได้ในการพัฒนาพลังงานชีวภาพในหลายประเทศ เมื่อลองถามถึงความเป็นไปได้ในการพัฒนาพลังงานชีวภาพในประเทศเกษตรกรรมอย่างบ้านเรา ความคิดเห็นที่ได้รับก็ทำให้เราเห็นภาพการพัฒนาที่เป็นจริงขึ้นว่า เราต้องถามตัวเองเสมอว่าเราต้องการจะทำอะไร? มีความเป็นไปได้เพียงใด? มีค่าใช้จ่ายถูกแพงอย่างไร? เพื่อที่จะทำให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงพลังงานนั้นได้นั่นเอง แต่อย่างไรก็ตาม วิธีการของประเทศหนึ่งอาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทย เพราะบริบทแตกต่างกันดังนั้นต้องพิจารณาให้รอบด้าน

ซึ่งก็ต้องบอกว่าเป็นความคิดเห็นที่ควรเห็นด้วย เพราะการที่ได้ไปเห็นโมเดลการพัฒนาของหลายประเทศไปดูปัจจัยที่ทำให้แต่ละประเทศประสบความสำเร็จไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสร้างสรรค์เศรษฐกิจ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การยกระดับคุณภาพการศึกษา หรือแม้แต่เรื่องของการสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงาน แต่ก็ไม่สามารถการันตีได้เลยว่าหากเราจะเอาโมเดลที่ทำแล้วสำเร็จในประเทศ A ไปใช้กับประเทศ B แล้วจะได้ผลเหมือนกัน เพราะบ้านเราก็มีบริบทเป็นของเราเอง เราเรียนรู้ เราไปทำความเข้าใจของเขา แต่สุดท้ายเราต้องนำความรู้นั้นมาประยุกต์ให้เข้ากับทรัพยากรของบ้านเราเอง

ดังนั้น เมื่ออังกฤษประกาศว่าจะลดภาวะโลกร้อนด้วยการลดการใช้เชื้อเพลิงถ่านหิน แล้วจะใช้เชื้อเพลิงชีวมวลแทนแต่ปัจจุบันมีผู้ผลิตไฟฟ้าในประเทศเพียงรายเดียวเท่านั้นที่ทำได้ แล้วคราวนี้เขาจะทำอย่างไรถ้าไม่มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานอื่นๆ ควบคู่กันไป ซึ่งก็พบว่ามีข้อมูลที่น่าสนใจคือ ในขณะที่บางประเทศในยุโรปออกข่าวว่าจะยกเลิกการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์แต่ที่อังกฤษเขากำลังสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เพิ่มปัจจุบันอังกฤษพึ่งพิงพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ ถึงร้อยละ 21 เลยทีเดียว และเป้าหมายการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในยุคที่พลังงานหมุนเวียนชนิดอื่นๆ ยังมีข้อจำกัดก็ยิ่งทำให้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ยิ่งจะมีบทบาทมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แห่งแรกของอังกฤษเปิดเดินเครื่องมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1956 ทำให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีเป็นของตนเอง มีบุคลากรที่ความรู้ มีประสบการณ์จำนวนมาก จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการลดคาร์บอนควบคู่ไปกับการสร้างเสถียรภาพทางด้านพลังงาน และหนึ่งในนั้นคือโรงไฟฟ้าที่ชื่อว่า Bradwell โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่อยู่ใกล้ลอนดอนมากที่สุด มีกำลังการผลิตยูนิตละประมาณ 150 เมกะวัตต์ จำนวน 2 ยูนิต เริ่มใช้งานตั้งแต่ปี ค.ศ. 1962 หมดอายุลงในปี ค.ศ. 2002 ปัจจุบันมีการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์โรงใหม่ขนาด 1,150 เมกะวัตต์ จำนวน 2 โรงขึ้นมาทดแทน

การสร้างโรงไฟฟ้าที่ใกล้ชิดกับวิถีชีวิตผู้คนในท้องที่จนเกิดความคุ้นเคยจากการอยู่ร่วมกันมานานนั้น ทำให้คนอังกฤษส่วนใหญ่เชื่อมั่นว่าโรงไฟฟ้าจะไม่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและไม่ได้ต่อต้านโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์อย่างรุนแรงเหมือนในบางประเทศ ซึ่งนั่นอาจเป็นที่มาให้รัฐบาลเห็นความเป็นไปได้ที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน โดยการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ให้มากขึ้น ซึ่งล่าสุดมีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์โรงใหญ่ๆ ที่อยู่ในแผนก่อสร้างแล้ว 11 โรง ซึ่งก็ยังไม่นับรวมโรงขนาดเล็กๆ ที่อาจจะสร้างเพิ่มขึ้นอีกด้วย

จะเห็นได้ว่าประเทศนี้เขาก็พยายามทำหลายๆ วิธีควบคู่กันไป คือส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน เพิ่มประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงแบบเดิมประเภทโรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ รวมถึงการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพิ่มอีกด้วย การได้มองเห็นว่าประเทศนี้เขาเอาจริงเอาจังกับเรื่องการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เหมือนๆ กับอีกหลายประเทศผู้นำโลก แม้จะมีนโยบายและวิธีการอาจแตกต่างไปจากประเทศอื่นอยู่บ้าง แต่ก็มุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกัน นั่นคือการช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนควบคู่ไปกับการสร้างเสถียรภาพทางด้านพลังงานนั่นเอง ซึ่งก็เป็นข้อมูลใหม่ๆ เป็นมุมมองใหม่ๆ ที่ทำให้เราเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นที่อีกมุมหนึ่งของโลกและอะไรคือปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังเรื่องราวเหล่านั้น พอเข้าใจแล้วเวลาจะเอามาปรับประยุกต์ให้เหมาะกับประเทศเราก็จะได้พิจารณาจากปัจจัยที่รอบด้านมากขึ้น เพราะโลกนี้ไม่ได้มีแค่มุมเดียว ไม่ได้มีแค่องศาเดียว หมุนดูรอบตัวเราให้ครบทั้ง 360 องศาก่อนที่เราจะก้าวเดินไปข้างหน้า

สำหรับสัปดาห์นี้ท่านสามารถติดตามชมเรื่องราวของ UK’s Future ผ่านรายการโลก 360 องศา คืนวันเสาร์นี้ ทาง ททบ.5

 

“ชิงเต่า” เสน่ห์สีสันมังกรสลับลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ธันวาคม 2560 เวลา 14:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/528429

"ชิงเต่า" เสน่ห์สีสันมังกรสลับลาย

เรื่อง/ภาพ : นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

สำหรับนักเดินทางแล้ว การได้ไปสัมผัสเมืองที่เต็มไปด้วยความหลากหลายคงเป็นสิ่งที่น่าสนใจไม่น้อย

เมืองชิงเต่าในมณฑลซานตง ทางตะวันออกของจีนนั้น เป็นอีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยวริมชายทะเลซึ่งความเป็นตะวันตกและตะวันออกผสานเข้ากับธรรมชาติอันสวยงามของเมืองได้อย่างลงตัว เปรียบเสมือนมังกรที่มีลวดลายหลายเฉดสี

การไปสัมผัสมนต์เสน่ห์ของเมืองชิงเต่าครั้งนี้ อยู่ภายใต้การดูแลของสายการบินนกสกู๊ต ซึ่งพาคณะสื่อมวลชนเดินทางลัดฟ้าจากสนามบินดอนเมือง บินตรงไปยังสนามบินชิงเต่าหลิ่วถิงภายในเวลาประมาณ 4 ชั่วโมง 30 นาที โดยสายการบินมีไฟลต์กรุงเทพฯ-ชิงเต่า สัปดาห์ละ 4 เที่ยวบิน ในวันอังคาร พุธ ศุกร์ และอาทิตย์

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

เมื่อเท้าแตะพื้นชิงเต่า แลนด์มาร์คที่ให้มุมมองทิวทัศน์ของเมืองในภาพรวมคงหนีไม่พ้นจุดชมวิว “เสี่ยวอี๋ซาน” ซึ่งแปลเป็นชื่อเล่นภาษาไทยได้ว่า เนินปลาน้อย

โดยเมื่อเดินขึ้นไปยังชั้นบนสุดของศาลาจีนแปดเหลี่ยม จะสามารถมองเห็นชิงเต่าได้ทุกมุม ไม่ว่าจะเป็นหาดทรายที่ทอดยาวตลอดชายฝั่งทางใต้ของเมือง หรืออาคารบ้านเรือนหลังคาสีแดงสดใสสไตล์ยุโรป รวมถึงตึกสูงระฟ้าแบบเมืองสมัยใหม่

หลังชมความงามของชิงเต่าในมุมสูงก็ถึงเวลาตามรอยความคลาสสิกแบบยุโรปที่ “ถนนปาต้ากวน” หรือถนนแปดสาย ซึ่งเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรปกว่า 200 หลัง เนื่องจากบริเวณนี้เคยเป็นที่อยู่อาศัยของชาวเยอรมันมาก่อน เมื่อครั้งชิงเต่ายังเป็นอาณานิคมของเยอรมนีเป็นเวลาหลายสิบปีก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1

โดยใบไม้ที่กำลังผลัดเปลี่ยนสีสันสู่สีส้มบ้าง สีเหลืองบ้าง ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงย่างเข้าฤดูหนาวราวปลายเดือน พ.ย. ทำให้ถนนแห่งนี้เต็มไปด้วยบรรยากาศความโรแมนติก จนมีคู่รักจำนวนมากนิยมมาถ่ายรูปพรีเวดดิ้งที่นี่

เลยออกไปอีกหน่อยเป็นที่ตั้งของ “โบสถ์เซนต์เอมิล” โบสถ์คาทอลิกที่สร้างขึ้นโดยสถาปนิกชาวเยอรมัน ตามรูปแบบสถาปัตยกรรมโกธิคผสานกับแบบโรมาเนสก์ ซึ่งด้านหน้ามีจุดเด่นที่หอนาฬิกาสูง 56 เมตร จากบรรยากาศเก่าแก่ที่ให้ความรู้สึกสูงส่งและงดงามในเวลาเดียวกัน ทำให้โบสถ์แห่งนี้กลายเป็นสถานที่ถ่ายพรีเวดดิ้งยอดนิยมอีกที่หนึ่ง

หากเดินจากโบสถ์มาอีกไม่ไกลจะพบ “แอนนา วิลลา” บ้านสไตล์บาโรกอายุกว่า 100 ปี ซึ่งในปัจจุบันกลายเป็นห้องสมุดประชาชนและร้านขายหนังสือประจำเมือง และเมื่อเดินขึ้นไปที่ชั้นสองจะมองเห็นโบสถ์เซนต์เอมิลในอีกมุมหนึ่งได้อย่างชัดเจน

การสัมผัสกลิ่นอายแบบยุโรปของชิงเต่าคงไม่สมบูรณ์แบบ หากไม่ได้ไปที่ “พิพิธภัณฑ์ที่ทำการเก่าของเยอรมนี” อาคาร 4 ชั้นสไตล์ปราสาทยุโรปแท้ๆ ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่พักของผู้สำเร็จราชการเยอรมันในเมืองชิงเต่าเมื่อปี 1907 โดยตลอดช่วงเวลา 110 ปี นับตั้งแต่สร้างขึ้น อาคารแห่งนี้ได้กลายเป็นที่พำนักของบุคคลสำคัญระดับโลกจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นอดีตประธานาธิบดีเหมาเจ๋อตุง ของจีน และโฮจิมินห์ หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อ ลุงโฮ นักปฏิวัติผู้ยิ่งใหญ่ของเวียดนาม

อิทธิพลของเยอรมนีไม่ได้ปรากฏผ่านรูปแบบสถาปัตยกรรมเท่านั้น แต่ยังหยั่งรากลงไปอยู่ในอุตสาหกรรมเก่าแก่อันเลื่องชื่อของเมืองชิงเต่า อย่างการผลิตเบียร์โดย “โรงงานเบียร์ชิงเต่า” จะบอกเล่าประวัติความเป็นมา ขั้นตอนการผลิต และพัฒนาการของกรรมวิธีต่างๆ ที่ทำให้ชิงเต่าสามารถผลิตเบียร์ได้ถึง 30 ประเภทในขณะนี้ อยู่ที่ 4 แสนตัน/ปี และส่งขายไปยัง 80 ประเทศทั่วโลก

เมื่อพูดถึงเบียร์ชิงเต่าแล้ว คงเลี่ยงไม่กล่าวถึงแหล่งวัตถุดิบสำคัญอย่างน้ำแร่ที่ใช้ในการผลิตเบียร์ไม่ได้ โดยต้นธารน้ำแร่ที่ว่าอยู่บน “ภูเขาเหลาซาน” ภูเขาอันโด่งดังไปทั่วมณฑลซานตง ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองชิงเต่าราว 30 กม.

ภูเขาเหลาซานไม่ได้เป็นเพียงแหล่งน้ำแร่ชั้นดีเท่านั้น แต่ยังได้ชื่อว่าเป็นจุดกำเนิดลัทธิเต๋าที่เก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์ที่สุดแห่งหนึ่ง เนื่องจากบนภูเขาเป็นที่ตั้งของ “วัดไท่ชิง” สถานที่บำเพ็ญพรตอายุกว่า 2,000 ปีของปรมาจารย์ลัทธิเต๋าชื่อดังจำนวนมาก เช่น จางซันเฟิง ความสงบร่มรื่นของวัดแห่งนี้ ช่วยขับเน้นเสน่ห์ความเป็นตะวันออกของชิงเต่าให้โดดเด่นขึ้นมา

ความเรียบง่ายสไตล์ตะวันออกยังสัมผัสได้ที่ “สวนจงซาน” ซึ่งมีประวัติความเป็นมากว่า 90 ปี โดยสวนแห่งนี้รายล้อมไปด้วยต้นเชอร์รี่กว่า 2 หมื่นต้น ที่นำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น ทำให้สวนจงซานกลายเป็นหนึ่งในจุดชมทัศนียภาพและสถานที่พักผ่อนหย่อนใจอันสวยงามที่สุดของเมืองชิงเต่า

หากเดินชมสวนจนเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้าแล้ว การเปลี่ยนบรรยากาศไปเดินรับลมริมชายทะเลที่ “สะพานจ้านเฉียว” ก็เรียกความสดชื่นกลับมาได้ไม่น้อย โดยสะพานความยาว 440 เมตร ที่ยื่นออกสู่ทะเลแห่งนี้เป็นสะพานโบราณสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยราชวงศ์ชิง และเป็นหนึ่งในจุดชมวิวยอดนิยมอีกแห่งหนึ่งของเมืองในปัจจุบัน

บริเวณรอบสะพานมักมีเรือหาปลาจำนวนมากจอดแน่นขนัด ท่ามกลางฝูงนกที่บินโฉบไปมาเหนือผิวน้ำ และถ้ามองเลยออกไปจะเห็นท้องทะเลสีฟ้าครามทอดยาวไปไกลสุดสายตา

นอกจากนี้ ด้วยความที่เป็นเมืองชายฝั่ง ชิงเต่าจึงไม่เคยขาดแคลนอาหารทะเล จนทำให้ทางเมืองสามารถจัดเทศกาลอาหารทะเลได้เป็นประจำทุกปี ในเดือน พ.ย.

ส่วนช่วงอื่นๆ ตลอดทั้งปีนั้น ร้านอาหารหลายแห่งในเมือง จะมีเมนูอาหารทะเลสดใหม่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น กุ้ง หอย ปู ปลา ให้เลือกชิมอย่างจุใจ โดยอาหารขึ้นชื่อของชิงเต่าอย่างเกี๊ยวปลา ซึ่งชาวเมืองรับประทานกันมาตั้งแต่สมัยโบราณจนกลายเป็นอาหารประจำเมืองในปัจจุบัน

เมนูอาหารทะเลนานาชนิดยังมีให้ลิ้มลองตามแผงสตรีทฟู้ด ที่วางขายเรียงรายตลอด “ถนนวัฒนธรรมพีฉายย่วน” อีกหนึ่งย่านเก่าแก่ของเมือง โดยอาหารที่ห้ามพลาด คือปลาหมึกย่างเสียบไม้ปรุงด้วยซอสสูตรเฉพาะ รสชาติอร่อยไม่เหมือนใคร หรือถ้าอยากลองอาหารแปลกๆ อย่างปลาดาวทอด หรือไข่นึ่งหอยเม่น ก็หาซื้อมาชิมได้ที่ถนนสายนี้

เสน่ห์ของชิงเต่า ไม่เพียงอยู่ที่สีสันอันกลมกลืนระหว่างความเป็นตะวันตกและตะวันออกเท่านั้น แต่ยังมาจากความคลาสสิกแบบยุคเก่าและความเป็นเมืองสมัยใหม่ที่สอดประสานกันอย่างลงตัว จนสร้างบรรยากาศอันเป็นเอกลักษณ์ของชิงเต่าขึ้น

ประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ของชิงเต่านั้น สะท้อนออกมาจากบรรดาสถานที่สำคัญต่างๆ ทั่วเมือง ทั้งสไตล์ยุโรปและแบบจีนดั้งเดิม ขณะที่เรื่องราวของยุคสมัยใหม่ ปรากฏผ่าน “จัตุรัส 54” ที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงการเคลื่อนไหว “4 พฤษภา” ปี 1919 เพื่อคัดค้านการถ่ายโอนเมืองชิงเต่าไปอยู่ใต้การปกครองของญี่ปุ่น

โดยจัตุรัส 54 เป็นที่ตั้งของ May Wind สัญลักษณ์ประจำเมืองชิงเต่า ซึ่งเป็นประติมากรรมรูปทรงแปลกตาสีแดงสดใส สื่อถึงสายลมแห่งเดือน พ.ค.

ภายในบริเวณของจัตุรัส 54 ยังมี “ศูนย์เรือใบโอลิมปิกชิงเต่า” ซึ่งเคยเป็นสถานที่จัดการแข่งขันกีฬาพายเรือในกีฬาโอลิมปิกครั้งที่ 29 และกีฬาพาราลิมปิกครั้งที่ 13 ด้วยเช่นกัน

หากยังอยากสัมผัสความสมัยใหม่ของเมืองอีกสักหน่อย การไปเดินเล่นยามค่ำคืนที่ “ถนนไท่ตง” ก็เพลิดเพลินดีทีเดียว เพราะถนนแห่งนี้เป็นแหล่งช็อปปิ้งทันสมัยที่มีชื่อเสียงและคึกคักที่สุดของเมือง เต็มไปด้วยสินค้าทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นของกิน ของใช้ เสื้อผ้า หรือร้านขายของจิปาถะราคาย่อมเยา

ความหลากหลายของชิงเต่า จึงตอบโจทย์การเดินทางท่องเที่ยวเกือบทุกรูปแบบ ตั้งแต่การเที่ยวแบบสบายๆ เสพความงดงามของธรรมชาติ ซึ่งก็มีให้เลือกทั้งภูเขาและทะเล โดยชิงเต่านั้นยังเป็นเมืองที่มีครบทั้งสี่ฤดู คือฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว และถ้าเดินทางมาในฤดูที่แตกต่างกัน จะได้สัมผัสกับบรรยากาศของเมืองที่เปลี่ยนไปในแต่ในช่วงเวลา

ถ้าอยากเดินเท้าเที่ยวสไตล์แบ็กแพ็กก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะจะได้เก็บเกี่ยวบรรยากาศรอบเมือง ลัดเลาะไปตามถนนหลายสาย ค่อยๆ ตามหาเสน่ห์ของชิงเต่า ซึ่งแฝงไว้อยู่ในแทบทุกที่และกำลังรอให้นักเดินทางไปค้นพบ

 

ไปนอนดูดาวที่ญี่ปุ่น 4

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 พฤศจิกายน 2560 เวลา 13:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/527356

ไปนอนดูดาวที่ญี่ปุ่น 4

จากโรงเรียนประถมคุโระคาวะเรามุ่งหน้าสู่ที่พักในค่ำคืนแรก เป็นสถานที่ที่มีความหมายกับใครหลายคน โดยเฉพาะกับแฟนภาพยนตร์การ์ตูน เรื่อง Kimi no na wa หรือ Your Name หรือในชื่อไทยว่าหลับตาฝัน ถึงชื่อเธอ ที่โด่งดังในญี่ปุ่นเมื่อปี 2559 ทำรายได้ถล่มทลายไป 355 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คลื่นความนิยมของแอนิเมชั่นเรื่องนี้ก่อให้เกิดการตามรอยต้นแบบสถานที่จริงในเรื่อง ซึ่งผิดจากการตามรอยหนังหรือภาพยนตร์ที่ไปถ่ายทำกันจริง แต่ในอนิเมะเรื่องนี้มีเมืองสมมติที่ใช้สถานที่จริงหลายแห่งมาเป็นต้นแบบ ที่โดดเด่นที่สุดก็คือเมือง Itomori บ้านเกิดของ Mitsuha นางเอกในเรื่อง ที่ได้แรงบันดาลใจจากเมือง Suwa จังหวัดนากาโนะ และคืนนี้เราก็จะไปนอนชมวิวทะเลสาบซูวะกันครับ

เราถึงโรงแรมประมาณทุ่มนิดๆ ก่อนถึงก็เห็นวิวทะเลสาบยามค่ำคืนระยิบระยับเหมือนในแอนิเมชั่น เลยตื่นเต้นออกนอกหน้า คิดไปว่าจะเห็นดาวหางเหมือนในเรื่องไหมหนอ โรงแรม Beniya ตั้งอยู่ริมทะเลสาบซูวะแบบที่เดินออกจากโรงแรมข้ามถนนก็เป็นทะเลสาบแล้ว แถมมีห้องอาบน้ำแร่ให้นอนแช่ชมวิวทะเลสาบได้ชัดแจ๋วอีกต่างหาก ที่สำคัญคือโรงแรมนี้ปรากฏอยู่ในแอนิเมชั่น Your Name ด้วย เดี๋ยวค่อยมาเฉลยว่าอยู่ตรงไหน

ตอนนี้ขอรีบขึ้นไปกินข้าวก่อน ไม่ใช่เพราะหิวนะครับเพิ่งโซ้ยโซบะมาเมื่อเย็น แต่เพราะมีเจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวมารอทักทายเลยต้องรีบ เขามารอนานแล้ว อาหารค่ำเป็น Kaiseki ที่หน้าตาดีเลยทีเดียว มีทั้งของดิบ ต้ม ทอด ย่างหลากหลาย อาหารแบบนี้ดูเหมือนแต่ละอย่างจะน้อย ถ้ากินทุกอย่างรับรองว่าอิ่ม แต่ที่ไม่อิ่มอาจเป็นเพราะเลือกกินบางอย่างและไม่กินบางอย่าง อิ่มหนำสำราญแล้วไม่รอช้า รีบขึ้นห้องเปลี่ยนเป็นชุดยูกาตะไปแช่น้ำแร่ดูวิวให้หนำใจ ห้องอาบน้ำแร่กรุกระจกบานใหญ่มองเห็นวิวได้แจ่มชัด แสงไฟวิบวับยามค่ำคืนช่างงดงามเหมือนในแอนิเมชั่น คืนนี้ผมนอนหลับตา ก็นึกถึงแต่ฉากต่างๆ ใน Your Name คิดไปต่างๆ นานาว่าถ้าตื่นมาแล้วกลายเป็นอีกคนจะรู้สึกอย่างไร

เผลอหลับไปตอนไหนไม่รู้ ตี 5 ฟ้าเริ่มสว่าง ตื่นมาจะปิดม่าน แต่พอเห็นวิวทะเลสาบยามเช้าก็อดใจหยิบโทรศัพท์มาถ่ายรูปไม่ได้ วิวยามเช้าอาจจะไม่แพรวพราวเหมือนยามดึก แต่ก็ชัดเจนเต็มตากว่า เช้าแบบนี้ยังมีหมอกปกคลุม ยิ่งทำให้ทะเลสาบดูน่าค้นหา จนกระทั่งแสงอาทิตย์สาดส่องมา ความงดงามจึงปรากฏให้เห็นเด่นชัดทีละน้อย ฉวยโอกาสที่ยังพอมีเวลาไปเดินรอบทะเลสาบเสียหน่อย ถ้าใครชอบจ๊อกกิ้งยามเช้า ที่นี่เหมาะมาก มีทางเดินรอบทะเลสาบระยะทางประมาณ 16 กิโลเมตร มีกำลังและเวลาแค่ไหนจัดกันไป

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ส่วนผมขอเดินเก็บบรรยากาศซักนิดก่อนกินข้าว เห็นคุณพ่อหน้าตายังไม่ตื่นดีพาลูกสาวสองคนมาออกกำลังกาย คุณยายจูงหมามาเดินเล่น คุณลุงวิ่งเหยาะๆ จนเหงื่อชุ่ม เป็นชีวิตที่น่าอิจฉามากครับ เมืองที่มีทะเลสาบเป็นของตัวเอง ทราบมาว่าที่ทะเลสาบซูวะนี้ยังมีงานเทศกาลดอกไม้ไฟในหน้าร้อนที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่นด้วย และก็มีปรากฏการณ์พิเศษในค่ำคืนอันยะเยือกของฤดูหนาว พื้นผิวของทะเลสาบที่จับตัวเป็นน้ำแข็ง จู่ๆ ก็เกิดรอยร้าวจนเกิดเสียงแตกดังชัด

หลังจากนั้นน้ำแข็งที่แตกก็ถูกผลักดันให้สูงกว่าระดับพื้นผิวจนเกิดเป็นรูปร่างคล้ายภูเขาลูกย่อมๆ ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Omiwatari หรือ เทพสัญจร เรื่องมีอยู่ว่า เทพ Takeminakata no Kami แห่งศาลเจ้าซูวะ ได้ออกจากสถานบำเพ็ญตนแล้วข้ามฝั่งทะเลสาบไปพบกับเทพี Yasakatome ผู้เป็นภริยา ระหว่างการก้าวข้ามจึงเกิดร่องรอยขึ้นเหนือพื้นผิวน้ำแข็ง ซึ่งในความเป็นจริงคือใต้ทะเลสาบซูวะมีแหล่งน้ำพุร้อนตามธรรมชาติผุดอยู่ พอพื้นผิวที่จับตัวเป็นน้ำแข็งปะทะกับแรงดันของสายน้ำแร่ที่พวยพุ่งขึ้นมาจึงเกิดการแตกโดยธรรมชาติ บางส่วนของสายน้ำพุร้อนได้ดันระดับน้ำให้สูงขึ้นมาปะทะกับความเย็นจัดเหนือพื้นผิวจนกลายเป็นน้ำแข็งอีกครั้ง สร้างสีสันก่อเกิดเป็นตำนานที่น่าสนใจขึ้น

หลังอาหารเช้าเราเดินทางขึ้นเขาไปยังศาลเจ้าซูวะ (Suwa Taisha) ซึ่งมีทั้งสิ้น 4 แห่งในเมืองนี้ และมีสาขาทั่วประเทศอีกหลายพันแห่ง ประกอบด้วย ศาลเจ้าหลัก Honmiya ศาลด้านหน้า Maemiya ตั้งอยู่ฝั่งทิศใต้ของทะเลสาบ ส่วนฝั่งเหนือก็เป็นที่ตั้งของ Harumiya ศาลแห่งฤดูใบไม้ผลิ และ Akimiya ศาลแห่งฤดูใบไม้ร่วง จนถึงตอนนี้ผมจึงถึงบางอ้อว่าทำไมเทพจึงต้องข้ามทะเลสาบ เพราะมีศาลเจ้าตั้งอยู่คนละฟากฝั่งนั่นเอง ด้วยเวลาไม่มากนักเราจึงมีโอกาสแวะชมได้เพียงศาลเจ้า Harumiya ผมชอบบรรยากาศของศาลเจ้ามากกว่าวัด ไม่เพียงเพราะความร่มรื่นโดยธรรมชาติ หากแต่เป็นความสงบที่เหมือนมีพลังบางอย่างซ่อนเร้น ตั้งแต่เสาโทริอิที่สูงตระหง่าน อาคารศาลเจ้าที่เรียบง่ายแต่สง่างาม

ทุกครั้งที่ได้เข้าไปในเขตศาลเจ้าเหมือนได้รับพลังโดยอัตโนมัติ มีข้อแนะนำว่าการเดินผ่านเสาโทริอิมิควรเดินตรงกลางอันเป็นเส้นทางหลักของเทพเจ้า เพราะมีพลังงานเปี่ยมล้น (ที่ขนาดข้ามทะเลสาบน้ำแข็งยังแตกตัว) ปุถุชนอย่างเราจึงควรเดินเลาะด้านข้างหลีกเลี่ยงพลังงานรุนแรง โดยแฝงนัยของการสำรวมตนอยู่ในที ทุกสรรพสิ่งในศาลเจ้าล้วนแต่ชี้นำทำให้เราพลิ้วไหว ร่วมใช้ชีวิตเป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติแทบทั้งสิ้น

ในบริเวณศาลเจ้าซูวะจะมีวัตถุที่โดดเด่นอยู่ 2 อย่าง อย่างแรก คือ Shimenawa หรือเชือกถัก ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นเทียบเท่ากับที่ศาลเจ้าอิสุโมะ จังหวัดชิมาเนะ อีกอย่างคือ เสา Onbashira 4 ต้นที่ประดับอยู่สี่มุมในบริเวณศาลเจ้า และเมื่อนับรวมทั้งสี่ศาลแล้วก็เป็น 16 ต้น เสา Onbashiri นี้มีประวัติยาวนานมากว่า 1,200 ปี เป็นการแสดงออกถึงการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ (แต่ทำไมถึงไปตัดไม้มาทำเป็นเสา อันนี้ต้องขอไปหาข้อมูลเพิ่มก่อน)

และมีพิธีกรรมยกเสาต้นใหม่ทุก 6 ปี ปีล่าสุดที่จัดคือปี 2559 และจะจัดครั้งต่อไปในปี 2565 พิธี Onbashiri เป็นหนึ่งในพิธีที่แปลกและอันตรายที่สุดของญี่ปุ่น คือ การขึ้นไปตัดต้นไม้ที่นำมาเป็นเสา แล้วลากลงจากภูเขา แต่จากที่เคยเห็นในหนังเรื่อง Wood Job หนังที่พูดถึงเรื่องการอยู่ร่วมกันของมนุษย์และผืนป่า และมีพิธีกรรมแบบเดียวกับ Onbashiri ให้ดูตอนท้ายเรื่อง มันไม่ใช่การลากครับ แต่เป็นการปล่อยท่อนซุงลงจากเขาโดยมีมนุษย์ตัวเล็กๆ อย่างเราคอยควบคุมทิศทาง ผลจะออกมาเป็นอย่างไรต้องลองไปหาดูกันเอาเองครับ และด้วยความน่าสนใจของพิธีนี้ ทางเมืองเลยจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ไว้ให้คนทั่วไปได้เข้าชม และบังเอิญว่าอยู่ไม่ไกลจากศาลเจ้า เจ้าหน้าที่เลยจะพาเราไปชมหลังจากนี้

 

ปั่นจักรยาน บนเส้นทางในฝันที่นิวซีแลนด์ กับ 100 Plus

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 พฤศจิกายน 2560 เวลา 10:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/527329

ปั่นจักรยาน บนเส้นทางในฝันที่นิวซีแลนด์ กับ 100 Plus

โดย/ภาพ Withaya Heng

จากแคมเปญชิงโชค “100 Plus ปั่นลัดฟ้า 2 ตอนกอดนิวซีแลนด์” ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่เดือน มี.ค. และมีการจับรางวัลกันไปหลายรอบ จนสิ้นสุดแคมเปญ ตั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา บัดนี้ถึงเวลาที่ 100 Plus จะพาผู้โชคดีที่ได้รับรางวัล พร้อม 2 พรีเซนเตอร์ พี่ตูน บอดี้สแลม และโจอี้ บอย บินลัดฟ้าสู่เมืองควีนส์ทาวน์ ประเทศนิวซีแลนด์ ประเทศที่อยู่สุดขอบซีกโลกใต้

เรียกว่าลงไปใต้กว่านั้นก็ขั้วโลกใต้แล้วล่ะ ฤดูกาลของที่นี่จึงแตกต่างจากประเทศอื่นๆ ที่เราคุ้นเคยค่อนข้างมาก เราเดินทางไปในช่วงวันที่ 14-18 ต.ค. เป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิของที่นั่น และถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับคนไทย ด้วยหิมะบนภูเขายังไม่ละลายจนหมด มองไปที่ไหนก็มีแต่วิวภูเขาหิมะที่สวยงาม ในขณะที่อากาศไม่ได้หนาวเย็นมากนัก หนาวกำลังดี ได้ใส่เสื้อหนาวที่ซื้อมาแล้วไม่เคยได้ใส่ในเมืองไทยสักที ถ้าล่วงเลยไปกว่านี้เข้าเดือน พ.ย. จะเป็นฤดูร้อนแล้ว ซึ่งอากาศจะอุ่นถึงร้อนและแดดแรงมาก ซึ่งนักท่องเที่ยวโซนยุโรปจะชื่นชอบช่วงเวลานั้นมากกว่า

ทริปนี้นอกจากจุดประสงค์หลัก คือการมาปั่นจักรยานบนเส้นทางจากทะเลสาบ Pukaki ไปสู่ทะเลสาบ Tekapo แล้ว 100 Plus ยังจัดเต็ม พาไปสัมผัสทุกไฮไลต์ของเมืองควีนส์ทาวน์ ซึ่งถือว่าเป็นเมืองศูนย์กลางแห่งกิจกรรม Outdoor – Adventure อย่างแท้จริง

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

เริ่มจากการนั่งรถกระเช้าขึ้นสู่ยอดเขา Skyline ยอดเขาชั้นแรกจะเป็นจุดชมวิวและเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางจักรยานแบบดาวน์ฮิลล์ใน Skyline Bike Park ตรงจุดนี้เราเลือกหมวกกันกระแทกขนาดพอเหมาะแล้วขึ้นกระเช้าแบบกอนโดล่าขึ้นไปอีกชั้น เพื่อไปเล่น Luge Ride รถเลื่อนสี่ล้อไม่มีเครื่องยนต์อาศัยแรงโน้มถ่วงของโลกปล่อยไหลลงเขาลงมาตามทางที่ทำไว้ การบังคับควบคุมก็ทำได้ง่ายๆ คือโยกคันโยกมาตรงกลางคือเดินหน้า โยกเข้าหาตัวจนสุดคือเบรก เมื่อได้ลองฝึกการบังคับควบคุมแล้ว เจ้าหน้าที่จะปั๊มเครื่องหมายไว้ที่หลังมือของเรา และให้ลงไปในเส้นทางสำหรับ Beginner เมื่อไหลลงไปถึงข้างล่างแล้ว นั่งกอนโดล่ากลับขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้คนที่มีเครื่องหมายที่หลังมือจะได้ลงเล่นในเส้นทาง Advance ซึ่งจะมีความชันมากกว่า ระยะทางยาวกว่า นอกจากความสนุกแล้ว วิวที่เราเห็นจากเส้นทาง คือภาพกว้างของเมืองควีนส์ทาวน์ และทะเลสาบ Wakatipu อันงดงามปรากฏอยู่ตรงหน้า

กิจกรรมอีกอย่างที่ถือเป็นต้นตำรับของแท้จากควีนส์ทาวน์ คือ Shotover Jet Boat การนั่งเรือเจ็ตโบ๊ตไปตามแม่น้ำ Shotover แต่จะนั่งแบบธรรมดาๆ ก็จะเสียชื่อดินแดนแห่งการผจญภัย เรือเจ็ตโบ๊ตที่นี่จึงวิ่งด้วยความเร็วปานจะเหาะ ลัดเลาะโฉบเฉี่ยวแก่งหินผากลางน้ำ เฉียดเข้าใกล้แบบว่าได้กลิ่นกันเลยทีเดียว ตบท้ายด้วยการหมุนควงเรือ 360 องศา ที่เรียกเสียงกรี๊ดออกมาได้จากทุกคน

น้ำในแม่น้ำที่เห็นเป็นสีฟ้าใสสวยงามเช่นนี้เป็นน้ำที่เกิดจากหิมะบนยอดเขาละลายไหลลงมา ผ่านชั้นตะกอนหินที่มีแร่ธาตุที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ สีของแม่น้ำหรือทะเลสาบแต่ละแห่งจึงไม่เหมือนกันด้วย ความงามของสายน้ำในเมืองควีนส์ทาวน์ได้กระตุ้นให้เกิดกิจกรรมท้าความกล้าขึ้นมาอีกชนิด นั่นคือ Bungee Jump ซึ่งถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกที่สะพาน Kawarau Gorge Suspension เหนือแม่น้ำ Kawarau

การโดดดิ่งลงไปหาลำน้ำสีมรกตเบื้องล่างที่ท้าทายคนทั้งโลกมาเกือบ 30 ปี เป็นการวัดใจวัดความกล้าของแต่ละบุคคลอย่างแท้จริง ตลอดเวลาที่เรายืนชมการโดด เราได้เห็นผู้คนหลากรูปแบบ บางคนมาโดดเป็นคู่ บางคนโดดโดยไม่ลังเล บางคนต้องกล่อมแล้วกล่อมอีกร่วมสิบนาทีก็ยังไม่ยอมโดด แต่อย่างว่าเราไม่ได้อยู่ตรงนั้นเองคงไม่รู้หรอกว่าจะรู้สึกอย่างไร ปัจจุบันการโดดบันจี้จัมพ์ครั้งหนึ่งมีค่าใช้จ่ายร่วม 5,000 บาท (205 ดอลลาร์นิวซีแลนด์) ซึ่งจะได้ภาพถ่ายและเสื้อยืดที่ระลึกกลับไปด้วย

ออกจากสะพาน Kawarau Gorge เราออกจากเมืองควีนส์ทาวน์มุ่งหน้าสู่เทือกเขาเมาท์คุก (Mt.Cook) เพื่อวันรุ่งขึ้นเราจะได้เดินทางมาจุดสตาร์ทในการปั่นจักรยานใกล้ขึ้น แต่การเดินทางเข้าสู่เมาท์คุกในช่วงเวลานี้กลับเป็นโบนัสก้อนใหญ่สำหรับคณะเรา ด้วยวิวทิวทัศน์ไม่ว่าจะตรงหน้าหรือสองข้างทางนั้นสวยงามไปหมด คิดว่าถ้าเหลียวไปมองด้านหลังก็คงสวยไม่แพ้กันด้วย

วันนี้… เมาท์คุ้กไม่ขี้อายเหมือนทุกครั้ง เผยโฉมออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน แถมโลมไล้ด้วยแสงแดดยามเย็นและสวมหมวกเมฆเก๋ๆ ให้เป็นที่โดดเด่นสุดประทับใจ

อ้าว… ยังไม่ได้เริ่มปั่นเลยเนื้อที่ของเราในวันนี้หมดลงเสียแล้ว ติดตามต่อคราวหน้านะครับ แย้มพรายให้นิดๆ ว่า งานนี้มีแต่สวย สวยกว่า และก็สวยยิ่งขึ้นไปอีกครับ

 

อังกฤษเมืองผู้ดี เดี๋ยวนี้เขาว่าเธอเปลี่ยนไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 พฤศจิกายน 2560 เวลา 10:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/527176

อังกฤษเมืองผู้ดี เดี๋ยวนี้เขาว่าเธอเปลี่ยนไป

เพราะเคยเป็นหนึ่งในบรรดานักล่าอาณานิคม ทำให้ปลายทางแห่งนี้ไม่ได้มีความแปลกใหม่ แต่มีความน่าสนใจและแปลกใจมากกว่าว่าพอหมดยุคสมัยของนักล่าแล้ว บรรดาประเทศที่เคยเป็นเมืองขึ้นของประเทศนี้ มักจะพัฒนาไปได้ดีกว่าประเทศที่เป็นเมืองขึ้นของมหาอำนาจชาติอื่นๆ พอมาถึงยุคปัจจุบันนี้ก็เช่นกัน ประเทศนี้ก็มีสถิติการก่อการร้ายไม่น้อยไปกว่าประเทศอื่นในยุโรป แต่เชื่อไหมว่าหลายต่อหลายคนก็ยังอยากเดินทางไปประเทศนี้กันโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองหลวงที่ชื่อลอนดอน แน่นอนประเทศนั้นก็คืออังกฤษนั่นเอง

จากสถิติการก่อการร้ายในยุโรปในปี 2559 ที่ผ่านมา กว่าครึ่งหนึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอังกฤษ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวทำให้ประเทศนี้เคยอยู่ในระดับการเตือนภัยขั้นวิกฤต ซึ่งถือว่าเป็นระดับสูงสุดเลยทีเดียว สำหรับปีนี้ก็มีหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกรุงลอนดอนด้วย เช่น เหตุคนร้ายขับรถพุ่งชนคนและแทงเจ้าหน้าที่จนเสียชีวิตเมื่อเดือน มี.ค. เหตุสะเทือนขวัญที่ลอนดอนบริดจ์เมื่อเดือน มิ.ย. ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งและการแก้แค้นที่มีแนวโน้มก่อตัวเป็นวังวนตามมา

ถึงแม้จะมีเหตุสะเทือนขวัญ แต่เหตุการณ์เหล่านั้นก็ไม่ได้ทำให้คนเดินทางไปอังกฤษน้อยลงเลย คนไทยเราก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วยเช่นกัน สถิตินักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางไปอังกฤษในปี 2559 มีกว่า 1.5 แสนคนเลยทีเดียว ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้านั้น โดยปลายทางหลักก็คือกรุงลอนดอน ในปี 2560 นี้ แม้จะยังไม่มีตัวเลขสรุปที่ชัดเจน แต่เชื่อว่าลอนดอนก็ยังเป็นปลายทางยอดนิยมของไทยอยู่ดี

เหตุผลหลักๆ ที่ทำให้คนยังอยากมาเที่ยวประเทศนี้กันนั้นน่าจะเป็นเพราะเรื่องของธรรมชาติอันสวยงามและมีประวัติศาสตร์เก่าแก่ยาวนาน จึงทำให้มีที่ท่องเที่ยวเต็มไปหมด เหตุผลประการที่สองก็คือบรรยากาศความโรแมนติกนั่นเอง เหตุผลประการที่สาม ก็น่าจะเป็นเรื่องของอาหารการกินที่หลากหลายอันเป็นผลมาจากการเปิดรับผู้คนจากหลากเชื้อชาติ และอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่คอยดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาที่นี่กันก็คือ ที่นี่เป็นสวรรค์ของนักช็อป และเป็นเหมือนจุด Check in ที่วัยรุ่นและนักช็อปจะต้องไปเยือนกันให้ได้อย่างน้อยสักครั้งหนึ่งในชีวิต

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

นอกจากนักท่องเที่ยวแล้วยังมีผู้คนอีกจำนวนมากอยากมาใช้ชีวิตอยู่อังกฤษกัน ก็เพราะว่ามีโอกาสทางธุรกิจ สวัสดิการสังคมและคุณภาพการศึกษา ระบบขนส่งมวลชนที่ได้มาตรฐานและเชื่อถือได้ และมีความเป็นระบบ ระเบียบที่ช่วยควบคุมให้คนที่หลากหลายใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้ภายใต้กฎกติกาที่เป็นสากลนั่นเอง

หลายคนก็อาจจะมีเหตุผลของตัวเองที่ต้องตัดสินใจมาใช้ชีวิตหรือมาทำงานอยู่ที่ลอนดอน แต่ในขณะเดียวกัน บางคนก็ไม่ได้รู้สึกว่านี่เป็นเมืองที่น่าอยู่สักเท่าไรนัก เพราะว่าค่าครองชีพที่แพงมากเป็นอันดับ 4 ในยุโรปนั่นเอง เหตุผลประการที่สองก็คืออากาศที่ไม่ได้ดีสักเท่าไร เรื่องของลมฟ้าอากาศเป็นสิ่งที่คาดเดายากมากในประเทศนี้ ชาวลอนดอนส่วนใหญ่จะรู้ดีว่าไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าจะมีสายฝน​ แดดร้อน และลมหนาวเกิดขึ้นในวันเดียวกัน แล้วชีวิตผู้คนที่อยู่ในลอนดอนนั้นต้องบอกว่าต่างคนต่างเอาตัวรอด ดังนั้นบรรยากาศของการใช้ชีวิตก็จะไม่ค่อยมีการพูดคุยสนทนาหรือว่าเป็นมิตรกันสักเท่าไรนัก

จากข้อมูลเดิมๆ ที่คนส่วนใหญ่รับรู้และยอมรับตลอดว่าคนอังกฤษสุภาพ อ่อนโยน และยิ้มแย้มนั้นเป็นที่น่าเสียดายว่าทุกวันนี้แทบจะไม่เหลือคนอังกฤษแท้ๆ อยู่ในลอนดอนแล้ว เพราะคนส่วนใหญ่ที่ยังอาศัยอยู่เป็นเชื้อชาติอื่นแทบทั้งนั้น มีทั้งที่เป็นผู้ลี้ภัย ชาวต่างชาติที่มาทำงาน และลูกหลานของชาวต่างชาติที่เกิดและโตที่นี่ จากผลการสำรวจชิ้นหนึ่ง ระบุว่า ไม่ถึง 1 ใน 3 ของชาวลอนดอนที่เป็นคนพื้นเมือง และคนที่อยู่ในลอนดอนกว่าร้อยละ 40 ก็เพราะงาน ส่วนอีกประมาณร้อยละ 20 นั้นย้ายตามครอบครัวมา ทุกวันนี้ชาวพื้นเมืองอังกฤษที่พอจะมีทางเลือก จึงไม่ใช้ชีวิตอยู่ในลอนดอนกันแล้ว หรือถ้าจำเป็นจะต้องอยู่จริงๆ บั้นปลายชีวิตก็คงเลือกที่จะย้ายออกไปอยู่นอกเมือง ไปอยู่แถวเวลส์ แถวสกอตแลนด์ ซึ่งมีบรรยากาศและอากาศดีกว่า

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าลอนดอนจะกลายเป็นเมืองที่เงียบเหงา หรือว่าร้างไปเลย เพราะว่าที่นี่ยังเป็นศูนย์กลางของทุกอย่างเหมือนเดิม คนที่ต้องการโอกาสทางด้านธุรกิจ คนที่ต้องการชีวิตใหม่ๆ ก็ยังอพยพเข้ามาทั้งคนจากนอกเมือง แล้วก็คนจากประเทศอื่น ในขณะที่ระบบการศึกษาของอังกฤษก็ยังเป็นที่ยอมรับ แล้วก็มีความเชื่อมั่นเพราะนอกจากภาษาอังกฤษจะเป็นภาษาสากลแล้ว คุณภาพของการศึกษาประเทศนี้ ก็ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก ในบรรดานักเรียนต่างชาติที่ไม่ใช่ยุโรปนั้น ไทยเองก็ติดอันดับ 1 ใน 10 ของประเทศที่มีนักเรียนไปเรียนอังกฤษมากที่สุด โดยปัจจุบันก็มีมากกว่า 6,000 คนเลยทีเดียว เพราะไม่ว่าคุณจะมาจากประเทศไหน แต่ถ้าคุณเรียนจบที่อังกฤษชีวิตคุณก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว นี่กระมังที่ทำให้คนที่อยากเรียนต่อต่างประเทศ ต้องการการศึกษาที่ดีกว่า มักจะนึกถึงอังกฤษเป็นตัวเลือกแรกๆ เสมอ

ถึงตรงนี้ก็คงต้องยอมรับกันแล้วว่าประเทศนี้ก็มีของดีเหมือนกัน เพราะขนาดมีข่าวคราวที่อาจทำให้บางคนรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย แต่คนก็อยากไปเที่ยวกัน ขนาดรู้ว่าอากาศแปรปรวนแต่คนก็อยากไปเที่ยวกัน ขนาดค่าครองชีพแพงคนก็ยังอยากไปเรียนกัน ต้องยอมรับว่าเขาปูพื้นฐานได้เข้มแข็งมาก ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจและการศึกษา

จึงไม่น่าแปลกใจเมื่อประเทศนี้มีแนวคิดจะออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปเพื่อดำเนินกิจการประเทศของตนเองอย่างอิสระ ซึ่งแนวคิดดังกล่าวเพิ่งได้รับความเห็นชอบจากเสียงส่วนใหญ่เมื่อกลางปีที่ผ่านมา ดังนั้นเมื่อผลการโหวต Brexit หรือการออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักรออกมาก็กลายเป็นอีกหนึ่งข่าวช็อกโลกของปี ซึ่งผลโหวตก็ออกมาเกินความคาดหมายของอดีตนายกรัฐมนตรี เดวิดคาเมอรอน ด้วยเช่นกัน เพราะหลังจากที่ทราบผลโหวตเดวิดก็ลาออกจากตำแหน่งในวันรุ่งขึ้นเลย เรื่องนี้มีข้อมูลและบทวิเคราะห์ต่างๆ จากนักวิชาการมากมาย คนที่ติดตามข่าวสารก็จะได้ยิน ได้อ่านง่ายๆ ได้ทั่วไป จึงทำให้ใครๆ ต่างก็พูดถึง Brexit กัน

แม้ Brexit จะมีผลอย่างเป็นทางการในปี 2562 วันนี้เราอาจยังไม่เห็นมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงเป็นรูปธรรมมากนัก แต่ในสังคมของที่นั่นเริ่มค่อยๆ เปลี่ยนไปบ้างแล้ว การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทันที คือค่าเงินปอนด์อ่อนค่าลงและตลาดหุ้นยังอยู่ในขาลง ซึ่งมีคนไทยไม่น้อยได้ประโยชน์จากการที่ค่าเงินปอนด์อ่อนค่าลงกัน เช่น นักเรียนไทยที่ไปศึกษาต่อที่นั่นก็จะจ่ายค่าเทอมและค่ากินอยู่ได้ถูกลง นักท่องเที่ยวและนักช็อปทั้งหลายก็จะซื้อสินค้าได้ถูกลงเช่นกันส่วนในด้านสังคมนั้นผู้คนก็คงต้องเริ่มเลือกกันแล้วว่าจะอยู่ในอังกฤษต่อไป หรือย้ายไปอยู่ประเทศอื่น แต่ไม่ว่าจะอย่างไรหลายคนก็ยังเชื่อว่าอังกฤษจะยังเป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาคต่อไป และยังเป็นศูนย์กลางด้านการศึกษาเช่นเคย รวมทั้งไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวอีกด้วย เรื่องนี้ฟังดูเหมือนซับซ้อนแต่ไม่ไกลตัวเรา เพราะการค้าเศรษฐกิจของบ้านเรานั้นเชื่อมโยงกับทั่วทั้งโลก เมื่อโลกมีความเปลี่ยนแปลงก็ต้องส่งผลไม่ว่าบวกหรือลบต่อตัวเราเช่นกันนั่นเอง

ท่านสามารถติดตามชมเรื่องราวทั้งหมดนี้ได้ในรายการโลก 360 องศา คืนวันเสาร์นี้ ทาง ททบ.5

 

เที่ยวญี่ปุ่น อย่าลืมปักหมุด! ชมงานศิลปะดิจิตัลสุดล้ำ teamLab

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 พฤศจิกายน 2560 เวลา 17:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/526682

เที่ยวญี่ปุ่น อย่าลืมปักหมุด! ชมงานศิลปะดิจิตัลสุดล้ำ teamLab

นิทรรศการศิลปะดิจิตัลแห่งการเรียนรู้ teamLab (ทีมแล็บ) สวยงาม อลังการ ตื่นตาตื่นใจ

หากใครได้มีโอกาสสัมผัสสวนสนุกอินเตอร์แอคทีฟและนิทรรศการศิลปะดิจิตัล teamLab (ทีมแล็บ) ที่ บีอีซี-เทโร เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ เคยนำมาจัดแสดงในบ้านเรา เมื่อปี 2559 ที่ผ่านมานั้น จะเห็นว่า teamLab เป็นสุดยอดนวัตกรรมแบบใหม่ที่ผสมผสานศิลปะ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน ได้อย่างลงตัว และสามารถถ่ายทอดผลงานออกมาได้หลากหลายรูปแบบอย่างสวยงาม อลังการ ตื่นตาตื่นใจ โดยผู้ชมสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของชิ้นงานได้ อีกทั้งยังเป็นนิทรรศการแห่งการเรียนรู้ ที่ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ก็สามารถเข้าถึงได้ง่ายได้อย่างน่าทึ่งอีกด้วย

teamLab ได้พัฒนาและสร้างสรรค์ศิลปะดิจิตัลให้เข้ากับธรรมชาติ ร้านอาหาร หรือแม้แต่ออฟฟิศ ที่ทำงาน ล่าสุดเมื่อช่วงต้นปี 2560 ที่ผ่านมา teamLab ได้สรรค์สร้างงานศิลปะดิจิตัลที่มีชื่อว่า Worlds Unleashed and then Connecting – SAGAYA (เวิลด์ส อันลีชท์ แอนด์ เธน คอนเนคติ้ง – ซากะยะ) ให้กับร้านอาหาร SAGAYA (ซากะยะ) ซึ่งอยู่ในย่านกินซ่า เมืองโตเกียว ให้เป็นสถานที่ที่ทุกคนสามารถดื่มด่ำรสชาติอาหารไปพร้อมกับบรรยากาศอันเป็นเอกลักษณ์ที่ผสมผสานศิลปะดิจิตัล และจำกัดลูกค้าเพียง 8 ท่านต่อวันเท่านั้น โดยสถานที่สุดพิเศษนี้จะประกอบด้วยอาหารที่จัดมาอย่างสวยงามบนจานเซรามิค และภาพเคลื่อนไหวบนโต๊ะอาหารและกำแพงที่จะแสดงให้เห็นฤดูกาลต่างๆ ของประเทศญี่ปุ่น ผู้ที่ร่วมมื้ออาหารจะได้ดื่มด่ำกับประสบการณ์ ที่หลากหลาย ทั้งรสชาติ กลิ่น และวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของประเทศญี่ปุ่น

เมื่ออาหารเสิร์ฟมายังโต๊ะของลูกค้า รูปภาพที่สวยงามตามเมนูนั้นๆ จะถูกปลดปล่อยออกและฉายบนโต๊ะอาหารและพื้นที่รอบๆ ยกตัวอย่างเช่น ภาพของนกที่วาดอยู่บนจานเซรามิคจะบินออกจากจานไปเกาะที่กิ่งไม้ที่ออกมาจาก อีกจานหนึ่ง ขนาด รูปร่าง และความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นจะเป็นไปตามสภาพแวดล้อมจากจานอื่นๆ และยังเปลี่ยนไปตามพฤติกรรมจากผู้ที่ร่วมรับประทานอาหารมื้อนั้นๆ ด้วย เช่น ถ้าคุณอยู่นิ่งๆ นกก็จะเกาะบนมือคุณ แต่ถ้าคุณขยับนกก็จะบินหนีไป

เมนูและสิ่งที่เกิดขึ้นที่ร้านนี้จะเปลี่ยนไปทุกๆ เดือน โดยจะจัดเสิร์ฟในรูปแบบคอร์สมีล 12 จาน ตามความเหมาะสมของฤดูกาลนั้นๆ ตัวอย่างเช่น เมนูดอกซากุระจะมีเฉพาะในเดือนเมษายน หากท่านใดสนใจ สามารถจองมื้อพิเศษของคุณได้ที่ http://sagaya-ginza.com/tsukihana/en/ ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.teamLab.art/e/sagaya/

ในย่านเดียวกันที่ตึก Ginza 6 (กินซ่า 6) ก็ได้มีงานศิลปะดิจิตัล Universe of Water Particles on the Living Wall จัดแสดงอยู่ โดยงานศิลปะชิ้นนี้เป็นการสร้างสรรค์น้ำตกเสมือนจริงแบบสามมิติ ที่สร้างจากคอนเซ็ปท์เรื่องพื้นที่มุมมองส่วนบุคคล (Ultra Subjective Space) ของ teamLab ซึ่งมาจากการพรรณนาถึงการใช้พื้นที่ที่พบในภาพวาดในยุคก่อนสมัยใหม่ของญี่ปุ่น น้ำที่สร้างขึ้นประกอบด้วยอนุภาคน้ำเป็นร้อยเป็นพันที่ไหลรินลงบนภาพแก่งหินที่สร้างขึ้นเช่นกัน คอมพิวเตอร์ได้ทำการประมวลผลจากการเคลื่อนไหวของอนุภาคน้ำเหล่านี้เพื่อสร้างเป็นภาพเคลื่อนไหวตามหลักของฟิสิกส์ เส้นสายที่เห็นเกิดขึ้นเพื่อให้สัมพันธ์กับจำนวนอนุภาคน้ำที่เกิดขึ้นประมาณ 0.1% เท่านั้น ความคดเคี้ยวของลายเส้นขึ้นอยู่กับปฏิกริยาทั้งหมดที่เกิดขึ้นระหว่างอนุภาคน้ำนั้นๆ

An Office Where Animals Live เป็นอีกหนึ่งผลงานที่ teamLab ได้สรรค์สร้างออฟฟิศดิจิตัลให้แก่บริษัท DMM.com บริษัทผู้สร้างแพลทฟอร์มเกมและวีดิโอสตรีมมิ่งชื่อดังในย่านรปปงหงิ เมืองโตเกียว โดยได้สร้างสรรค์ทางเดินที่มีความเขียวขจี ของต้นไม้นานาพันธุ์ ที่หลอมรวมเข้ากับกำแพงที่มีสัตว์ดิจิตัลนานาชนิด เป็นทางเดินหลักไปสู่ห้องประชุมต่างๆ ภายในสำนักงาน ที่ทางผู้บริหารตั้งใจจะสนับสนุนให้พนักงานกว่า 3,000 คน ได้มีการสื่อสารและปฏิสัมพันธ์กัน

ที่ทางเข้าของออฟฟิศ DMM คุณจะได้พบกับน้ำตกดิจิตัลที่พาพนักงานทุกคนเข้าสู่อาณาจักรที่ให้ความรู้สึกเสมือนผืนป่า ในขณะเดียวกัน การไหลของน้ำที่บริเวณทางเข้าก็ทำหน้าที่เสมือนฉากกั้นโปร่งใสระหว่างทางเข้าและส่วนอื่นๆ ของอาคาร เมื่อมีคนเข้าใกล้น้ำตกเสมือนจริงนั้น ฉากก็จะเปิดออกให้เป็นสิ่งที่อยู่ด้านใน ผลที่ตามมาคือ ภาพธรรมชาติบริเวณทางเข้าก็จะเปลี่ยนอย่างรวดเร็วไปตามการเคลื่อนไหวของผู้ชม สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ teamLab วางโปรแกรมไว้เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นพร้อมกันเกิดซ้ำอีก

เมื่อผ่านม่านน้ำตกเข้าไป ทั้งสตาฟฟ์และผู้ชมจะเข้าสู่ทางเดินโถงอาคารที่เต็มไปด้วยภาพแลนด์สเคป สีเขียวสด บนกำแพงด้านใน จะมีฝูงสัตว์ดิจิตัลเคลื่อนที่ไปมาระหว่างแต่ละกำแพง ซึ่งสิ่งนี้จะนำผู้ชมไปสู่ห้องประชุมต่างๆ ที่เรียงลำดับจาก A ถึง Z ตามชื่อสัตว์ ตั้งแต่ anteater (ตัวกินมด) ไปถึง zebra (ม้าลาย) เพื่อแสดงให้เห็นถึงห้องประชุมที่ต่างๆ กันทั้ง 26 ห้อง ในแว้บแรก กำแพงจะดูเหมือนแบนราบ แต่เมื่อเหล่าสัตว์ต่างๆ พาผู้ชมไปยังแต่ละห้อง ชื่อและตำแหน่งของประตูห้องก็จะปรากฏขึ้น

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

และเร็วๆ นี้ teamLab กำลังจะเนรมิตปราสาทร้างอันเก่าแก่ที่เมืองฟุกุโอกะ ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1601 และเป็นปราสาทที่ใหญ่ที่สุดบนเกาะคิวซู ให้กลายเป็นสถานที่จัดแสดงศิลปะดิจิตัลด้วยแสงแบบอินเตอร์แอคทีฟบนพื้นที่กว่า 20,000 ตารางเมตร กับผลงานที่มีชื่อว่า Light Festival in Fukuoka Castle Ruins (ไลท์ เฟสติวัล อิน ฟุกุโอกะ แคสเซิล รูอินส์) โดยผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของโปรเจคศิลปะ ของ teamLab ที่เรียกว่า “Digitized Nature, Digitized City” (ธรรมชาติที่ผสานกับดิจิตัล เมืองที่ผสานกับดิจิตัล) ซึ่งมีคอนเซ็ปท์มาจากการสร้างสรรค์ด้วยศิลปะดิจิตัลที่จับต้องไม่ได้ แต่สามารถเปลี่ยนธรรมชาติหรือเมืองให้เป็นศิลปะได้ โดยไม่ต้องทำลายธรรมชาติหรือเปลี่ยนระบบของเมืองแต่อย่างใด ซึ่งจะเปิดให้ทุกคนเข้าชมตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2560 – 28 มกราคม 2561

นอกจากนี้ ยังมีผลงาน A Forest where Gods Live presented by Shiseido (อะ ฟอเรสท์ แวร์ กอดส์ ลิฟ พรีเซ้นเท็ด บาย ชิเชโด้) ซึ่งเป็นผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ teamLab ที่เปลี่ยนพื้นที่ของ Mifuneyama Rakuen Park (สวนมิฟูเนะยามะ ราคุเอน) ขนาด 500,000 ตารางเมตร ให้เป็นเขาวงกต ที่ผสมผสานดิจิตัลกับศิลปะแบบอินเตอร์แอคทีฟ ด้วยคอนเซ็ปท์ “ธรรมชาติกลายเป็นศิลปะ” ได้อย่างสวยงาม ภายในงานประกอบด้วยผลงานศิลปะ 14 ชิ้น รวมถึงงานชิ้นใหม่ๆ อีกด้วย โดยศิลปะที่ถูกสร้างสรรค์และนำเสนอในงานชิ้นนี้ อาทิ ภาพวาดดอกบัวบนพื้นผิวน้ำตก สร้างสรรค์จากเส้นสายการเคลื่อนไหวของปลาคาร์ฟและเรือลำเล็กๆ ที่ซึ่งดอกบัวเบ่งบานและปลาคาร์ฟแหวกว่ายบนพื้นผิวน้ำ หรือ ภาพกราฟฟิติธรรมชาติและสัตว์ต่างๆ ที่อาศัยในซากปรักหักพังของบ่ออาบน้ำกลางแจ้ง โดยในบ่อนั้นกลายเป็นภาพกราฟฟิติที่รายล้อมไปด้วยสัตว์ต่างๆ ที่คุณระบายขึ้นเอง และจักรวาลของอนุภาคน้ำบนก้อนหินที่เป็นที่อยู่ของพระเจ้า โดยงานชิ้นนี้จะเป็นภาพโปรเจคเตอร์ของน้ำตกที่สูง 8 เมตรบนก้อนหิน รวมถึงอินเตอร์แอคกับป่าที่เต็มไปด้วยสีสัน และเสียงสะท้อนจากหุบเขาดอกชวนชม ซึ่งสวนแห่งนี้จะกลายเป็นลานศิลปะที่เปลี่ยนไปตามปฏิกริยาของผู้คน นิทรรศการนี้ได้เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมตั้งแต่เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมจนถึงเมื่อวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา

ปัจจุบัน teamLab มีผลงานจัดแสดงอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นหลัก นอกจากนี้ ยังจัดแสดงที่ประเทศ สิงคโปร์, จีน, มาเก๊า, ออสเตรเลีย และในอีกหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ที่ทาง บีอีซี-เทโร เตรียมนำสวนสนุกอินเตอร์แอคทีฟและนิทรรศการศิลปะดิจิตัล teamLab กลับมาจัดแสดงให้คนไทย ได้สัมผัสกันอีกครั้งในปี 2561 ในรูปแบบที่หลากหลาย สนุก และตื่นตาตื่นใจมากขึ้น ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ www.bectero.com

ไปนอนดูดาวที่ญี่ปุ่น 3

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 พฤศจิกายน 2560 เวลา 13:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/526088

ไปนอนดูดาวที่ญี่ปุ่น 3

จากเมือง Tsumago เราเดินทางต่อไปยังเมือง Kiso เมืองเล็กๆ ในหุบเขาคิโสะ ที่ตั้งอยู่ในชัยภูมิที่ดีมากคือหน้าประชิดแม่น้ำคิโสะและหลังประชิดภูเขา Kisokama ในเขตเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่นตอนกลาง กิจกรรมในบ่ายวันนี้คือมาเยี่ยมชมศูนย์หัตถกรรมของเมือง ตอนแรกที่เห็นตารางการเดินทางยังแอบคิดในใจว่า พามาทำโซบะอีกแล้ว ญี่ปุ่นนี่มีแค่เก็บสตรอเบอร์รี่ ตำโมจิ ชงชา และทำโซบะอุด้งเท่านั้นเหรอ แต่มานึกอีกที โซบะนี่คือความภูมิใจอย่างหนึ่งของคนญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ เวลาเรานึกถึงอาหารญี่ปุ่นจะต้องมีโซบะอยู่ในลิสต์ด้วยเสมอ เป็นอาหารที่คนญี่ปุ่นกินอยู่ในชีวิตประจำวันเหมือนคนไทยกินก๋วยเตี๋ยวบะหมี่ หากินได้ทั่วทุกหนแห่งตั้งแต่สถานีรถไฟไปจนถึงร้านระดับติดดาว เป็นอาหารที่มีราคาถ่างกันมากตั้งแต่ไม่กี่ร้อยเยนไปถึงหลายพันเยน คิดได้ดังนี้มีกำลังไปทำขึ้นอีกมากมาย และพอรถจอดที่หน้าอาคาร Furusato Taikenkan เท่านั้นแหละความรู้สึกเปลี่ยนทันที ถ้าไม่ได้มาจะต้องเสียดายมาก

ตัวอาคารหลักน่ะไม่เท่าไหร่เป็นอาคารสร้างใหม่ไม่มีอะไรโดดเด่น แต่อาคารที่อยู่ด้านข้างและด้านหลังนี่สิครับน่าสนใจมาก เห็นปุ๊บผมนึกถึงการ์ตูนของค่าย Ghibli ขึ้นมาโดยพลัน ที่นี่เคยเป็นโรงเรียนประถมมาก่อน อาคารด้านข้างคืออาคารเรียนสองชั้น อาคารด้านหลังดูเหมือนเป็นโรงยิม การ์ตูนของค่ายนี้มีฉากในโรงเรียนหรือฉากอาคารไม้เก่าๆ ให้เห็นบ่อย มองผ่านๆ เหมือนตัวเองเข้าไปอยู่ในฉากของการ์ตูนเหล่านั้นเลย ยิ่งได้เดินเข้าไปในอาคารเรียนด้วยแล้วยิ่งชอบ เพราะยังรักษาสภาพของโรงเรียนและห้องเรียนไว้ได้เป็นอย่างดี เพียงแค่นำอุปกรณ์การทำกิจกรรมต่างๆ ไปใส่ไว้แทนที่โต๊ะเก้าอี้ แต่ก็ยังมีบางห้องที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร คงสภาพเดิมๆ ไว้อย่างนั้น

เจ้าหน้าที่พาเราเดินชมภายในอาคารเรียน และก่อนจะขึ้นไปที่ชั้นสองก็ให้เราหยิบลูกบอลที่กลึงจากไม้ขนาดเล็กกว่าลูกปิงปองนิดนึงติดมือไปด้วยคนละสองลูก พอถึงชั้นบนก็ให้หย่อนลูกบอลกลิ้งลงตามรางไม้ที่แนบอยู่ข้างผนังฝั่งบันได ลูกบอลที่กลึงจากไม้ไม่ได้กลมกิ๊กเหมือนลูกปิงปอง เวลาไหลลงตามรางจึงไม่เสถียรร่วงหล่นกลางทางบ้างมีให้ลุ้นกันตลอด พวกเราถ่ายรูปกันตั้งแต่หน้าประตู บันได ระเบียง หน้าต่าง ข้างห้อง ในห้อง แทบจะทุกมุมของอาคารด้านในเพราะมันถูกใจคอการ์ตูนที่ชอบบรรยากาศแห่งการรำลึกถึง (Nostalgia) บนพื้นระเบียงชั้นสองมีตารางสี่เหลี่ยมวาดด้วยสีขาวเป็นระยะๆ เจ้าหน้าที่บอกว่า นี่คือโต๊ะปิงปองแบบง่ายๆ แทนที่จะสร้างเป็นโต๊ะ ใช้พื้นนี่แหละประหยัดทั้งวัสดุและพื้นที่

แต่ยังนึกภาพไม่ออกว่าตีปิงปองกับพื้นมันจะเป็นอย่างไร ผมเตร็ดเตร่ไปดูอีกห้องหนึ่งที่อยู่คนละฝั่งของอาคาร มีป้ายไม้เขียนชื่อโรงเรียนวางอยู่ถึงรู้ว่าที่นี่คือโรงเรียนประถมคุโระคาวะ ในห้องยังเก็บหนังสือตำราเรียนสมัยก่อนไว้ในตู้กระจก มีกระดานที่บอกให้ทราบว่ามีนักเรียนในแต่ละชั้นกี่คน ชายหญิงกี่คน รวมทั้งสิ้นกี่คน ดูจากขนาดของอาคารแล้วน่าจะจุได้เป็นร้อย แต่ข้อมูลในกระดานทั้งโรงเรียนมีนักเรียนประถม 1-6 รวมแค่ 54 คนเท่านั้น น้อยจนใจหาย นักเรียนส่วนใหญ่เป็นเด็กชาย แต่มีห้องนึงที่มีเด็กชายคนเดียวที่เหลือเป็นเด็กหญิงทั้งหมด ผมจินตนาการย้อนกลับไปในอดีต ที่นี่ต้องเรียนกันอย่างมีความสุขแน่ๆ นักเรียนน้อยครูดูแลทั่วถึง ใกล้ชิดประหนึ่งครอบครัว อยากรู้ว่าสิ่งที่เห็นตรงหน้ามันย้อนกลับไปนานแค่ไหน ลองไล่หาหลักฐานจนพบหนังสือที่ระบุปี ค.ศ. 1969 นี่คือโรงเรียนประถมเมื่อเกือบ 50 ปีก่อนหรือนานกว่านั้น ก็ประมาณตอนผม 5 ขวบอยู่ ป.1 หรือ ป.2 เลยอินเข้าไปใหญ่ ยิ่งนึกยิ่งคิดถึง

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

หลังสำรวจห้องหับและถ่ายรูปจนหนำใจแล้ว เจ้าหน้าที่ก็พาเราเข้าไปในห้องทำโซบะ เริ่มต้นจากล้างมือให้สะอาด เช็ดมือให้แห้ง แล้วมานวดแป้งโซบะ ค่อยๆ รินน้ำค่อนถ้วย คลุกให้แป้งจับตัวเป็นก้อน รินน้ำที่เหลือลงไปจนหมด จากนั้นก็นวดนวดนวด ทบไปทบมาจนได้ที่แล้วปั้นเป็นก้อนทรงกลมเหมือนปั้นดินน้ำมัน นำก้อนแป้งออกจากกะละมังมาวางบนโต๊ะ โรยผงแป้งให้ทั่วป้องกันแป้งติด ใช้มือกดแป้งให้แผ่ขยายกลายเป็นแผ่นคล้ายพิซซ่า จากนั้นนำไม้ท่อนกลมยาวมากลิ้งทับให้แผ่ขยายออกไปทุกทิศทางจนบาง โรยผงแป้งทับแล้วพับพับพับจนเหลือประมาณกระดาษ A4 แต่ยาวกว่านิดนึง นำแผ่นแป้งพับไปวางบนเขียงแล้วใช้มีดคล้ายอีโต้สำหรับหั่นเส้นโซบะค่อยๆ ซอยเป็นเส้นบางๆ โดยมีแผ่นไม้คล้ายเกรียงปาดปูนในมือซ้ายเป็นตัวควบคุมระยะห่าง ซอยได้ขนาดพอรวบได้หนึ่งกำมือก็นำไปวางไว้ในถาด ซอยจนหมดจะได้ประมาณหกกำ แล้วนำเส้นไปลวกน้ำร้อนจนเดือดประมาณ 5 นาที ลองหยิบเส้นมากัดถ้านิ่มพอใจแล้วก็ใช้ตะเกียบขนาดใหญ่คีบใส่ตะกร้า แล้วนำไปใส่อ่างเปิดน้ำเย็นล้างเส้นด้วยมือให้ทั่ว สะเด็ดน้ำแล้วนำขึ้นวางบนโต๊ะ จับเส้นม้วนเป็นกลุ่มวางบนถาดไม้ เป็นอันเสร็จสิ้นพร้อมเสิร์ฟ

พวกเรานั่งล้อมวงพร้อมจ้วงโซบะคนละหนุบละหนับ เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นชมต่อหน้าว่า อร่อยมาก เส้นโซบะนุ่มหนึบดี เพราะปกติเคยเจอแต่โซบะที่นุ่มและนิ่ม คุณริกะเจ้าหน้าที่ประสานงานคนไทยรีบสนับสนุน ปกติริกะไม่ค่อยทานโซบะนะเพราะเจอแต่ร้านที่ไม่ถูกใจ แต่โซบะถาดนี้มันดีมาก ว่าแล้วก็จ้วงโซบะลงในถ้วยซอสแล้วสูดเสียงดังพร้อมอุทานว่า Umai ไม่ว่าจะจริงเท็จอย่างไรแต่มันทำให้หัวใจคนทำพองโตทันที เลยลองชิมดูบ้างปรากฏว่า เฮ้ย!จริงด้วย เส้นโซบะมันหนึบกว่าร้านที่กินตอนกลางวัน นึกทบทวนกระบวนการทำเข้าใจว่าคงมาจากตอนลวกเส้นที่ใช้เวลาน้อยกว่ามาตรฐาน พอเจอน้ำเย็นเลยทำให้เส้นหดตัวอย่างรวดเร็ว ความร้อนที่อยู่ภายในเส้นยังคงเหลืออยู่พอที่จะทำให้เส้นสุกพอดี ในขณะที่ผิวนอกรัดตัวจนหนึบ เวลากัดเส้นจึงมีแรงดีดสะท้อนมากกว่าโซบะทั่วไป ความบังเอิญก่อเกิดความพอดีโดยมิได้คาดคิด สงสัยต้องจำเคล็ดลับไว้มาเปิดร้านที่เมืองไทยแล้ว อันนี้แค่คิดนะครับ

กินกันเสร็จเลยขออนุญาตเจ้าหน้าที่ไปถ่ายรูปที่อาคารไม้ด้านหลัง มีทั้งกองฟืน โต๊ะเก้าอี้และม้าหกที่ทำจากไม้ เจ้าหน้าที่พาไปอีกด้านของอาคาร เป็นมุมที่เงียบสงบติดกับลำธารสายเล็กๆ ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณ 5 โมงเย็น แสงแดดอ่อนละมุนกับอากาศเย็นสบาย มันช่างเหมือนฉากในการ์ตูนหลายเรื่องที่เคยดู ถ้าใครมีโอกาสขับรถเที่ยวแล้วผ่านมาแถวเมือง Kiso ขอให้แวะมาครับ รับรองว่า ภาพชีวิตในวัยเด็กจะหวนกลับมาสร้างความสุขให้คุณได้อย่างคาดไม่ถึง

 

ความยั่งยืน สร้างอย่างไรในแดนจิงโจ้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤศจิกายน 2560 เวลา 14:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/525963

ความยั่งยืน สร้างอย่างไรในแดนจิงโจ้

เมื่อมาถึงเมือง Adelaide ของ South Australia แล้ว ยังมีอีกปลายทางหนึ่งซึ่งเขาบอกว่าถ้าเกิดมาถึงที่นี่ได้แล้ว ปลายทางนั้นจะพลาดไม่ได้เช่นกัน และปลายทางที่ว่านั้นการเดินทางจะไปถึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถึงจะไกลหรือยากสักเพียงใด ทีมงานโลก 360 องศา ก็ไม่พลาดที่จะพาทุกท่านเดินทางไปสัมผัสปลายทางนั้นพร้อมๆ กัน เราเริ่มต้นการเดินทางจาก Adelaide โดยรถบัสใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่งก็ถึงท่าเรือ จากนั้นนั่งเรือต่อไปประมาณ 50 นาที ก็ถึงปลายทางที่ว่าคือ Kangaroo Island อันลือชื่อนั่นเอง อันที่จริงแล้วการเดินทางไปเกาะนี้สามารถนั่งเครื่องบินหรือนั่งเรือเฟอร์รี่ก็ได้ ถ้าเปรียบเทียบระยะเวลาเดินทางกันแล้วก็ใช้เวลาเดินทางไม่ต่างกันมากแต่เรื่องค่าใช้จ่ายการเดินทางโดยเรือสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า

เกาะนี้เป็นส่วนหนึ่งของ South Australia มีพื้นที่ประมาณ 4,400 ตารางกิโลเมตร มีคนอาศัยอยู่ประมาณ 4,400 คนนั่นก็แปลว่าประชากร 1 คน น่าจะมีพื้นที่ให้ใช้ชีวิตได้ 1 ตารางกิโลเมตรเลยทีเดียว แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์และพื้นที่การเกษตร ส่วนผู้คนก็อาศัยรวมตัวกันอยู่ในเมือง มี Kingscote เป็นศูนย์กลางการปกครองของเกาะนี้ เป็นเมืองที่มีขนาดเล็กมากๆ เมื่อเทียบกับ Adelaide แต่ว่ามีความเก่าแก่กว่า เพราะเป็นเมืองที่มีชาวยุโรปมาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ ค.ศ. 1836 ในย่านกลางเมืองมีอาคารที่เก่าแก่อยู่หลายอาคาร แต่ได้กลายเป็นร้านค้าบ้าง เป็นธนาคารที่ทำการของสำนักงานที่สำคัญๆ ไปหมดแล้วบรรยากาศทั่วไปภายในเมืองสามารถสัมผัสถึงความผ่อนคลาย สบายๆ แต่ก็มีสีสันด้วยกิจกรรมสนุกๆ ให้ได้เพลิดเพลินกันหลากหลาย เช่น กิจกรรมการให้อาหารนกหรือ Pelican Feeding ทุกวันเวลาประมาณ 5 โมงเย็น

เสน่ห์ของเกาะ Kangaroo Island แห่งนี้ คือเป็นเกาะอายุเก่าแก่ มีเขตพื้นที่ Flinders Chase National Park เป็นเขตอุทยานธรรมชาติที่มีทัศนียภาพสวยงาม แปลกตา แถมยังมีสัตว์นานาชนิด บนเกาะนี้ไม่มีอุตสาหกรรม ผู้คนอาศัยอยู่ไม่ถึง 5,000 คนด้วยซ้ำไป การพัฒนาด้านสาธารณูปโภคหรือการเดินทางจึงมีข้อจำกัดอยู่บ้าง สภาพถนนทั่วๆ ไปบนเกาะเป็นถนนดินผสมกับถนนลูกรัง การเดินทางให้สะดวกสบายบนเกาะนี้ต้องใช้รถ รถโฟร์วีลไดรฟ์เท่านั้น แต่การที่ถนนหนทางยังมีข้อจำกัดนั้นถ้ามองในแง่บวกก็เป็นการช่วยลดอุบัติเหตุและไม่เบียดบังพื้นที่อยู่อาศัยของสัตว์ได้เหมือนกันการได้มาที่นี่แม้ว่าลมจะเย็น อากาศจะหนาว แม้การเดินทางลำบากเพียงไร แต่เมื่อได้เห็นธรรมชาติที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าธรรมชาติที่มีความงามอย่างหาดูที่ไหนไม่ได้ก็ทำให้หายเหนื่อยได้ทีเดียว

อาชีพหลักของผู้คนที่นี่ นอกเหนือจากการทำอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแล้วก็คือการทำเกษตรกรรมและปศุสัตว์ เลี้ยงวัว เลี้ยงแกะ เป็นหลัก มีสินค้าเกษตรที่ขึ้นชื่อ เช่น ไวน์ ผลิตภัณฑ์นมเนย น้ำผึ้ง และน้ำมันยูคาลิปตัส การที่บนเกาะนี้ไม่มีอุตสาหกรรมใดๆ นั้น ก็ถือเป็นความโชคดีอย่างหนึ่ง เพราะทำให้น้ำฝนไม่มีโอกาสปนเปื้อน ซึ่ง Ted Botham -Deputy CEO of Kangaroo Island Councilตัวแทนของรัฐบาลท้องถิ่น ได้เล่าให้ฟังว่า“ธรรมชาติของผู้คนที่นี่เขาดื่มน้ำฝนกัน เพราะได้มาฟรี แถมประหยัด บนเกาะนี้จึงเน้นการกักเก็บน้ำฝนไว้ใช้เอง โดยมีวิธีการกักเก็บน้ำฝนในแบบสไตล์ของชาวเกาะโดยเฉพาะเลย”

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ด้วยความที่เป็นเกาะอายุเก่าแก่ เป็นเขตอุทยานธรรมชาติ นอกจากจะมีสัตว์เยอะแล้วก็มีต้นไม้เยอะอีกด้วย เยอะถึงขนาดที่รัฐบาลเกิดเป็นไอเดียว่า “ถ้ามีต้นไม้เยอะอย่างนี้ เราตัดต้นไม้แล้วเอามาเผา ทำเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าเลยดีไหม“แนวคิดนี้เกิดจากความพยายามแก้ปัญหาเรื่องน้ำ เรื่องไฟ บนเกาะ ซึ่งยังถือว่าเป็นปัญหาอมตะที่รัฐบาลท้องถิ่นพยายามหาวิธีแก้ปัญหาระยะยาวอยู่ ดูเหมือนว่าเรื่องน้ำนั้นอาจจะยังไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่เท่าเรื่องไฟฟ้า เพราะตราบเท่าที่มีการกักเก็บที่ดี มีการจัดการที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งนายกเทศมนตรีของเกาะนี้ บอกกับเราว่ากำลังศึกษาหาวิธีอยู่ หนึ่งในนั้นก็คือการใช้ Bio Mass จากไม้ที่มีอยู่บนเกาะนี่เอง แต่ข้อจำกัดสำคัญของเรื่องนี้ คือแหล่งพลังงานแบบนี้ยังไม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ ดังนั้นโครงการนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลกลาง เพราะหลักๆ แล้วไฟฟ้าที่ใช้กันอยู่บนเกาะนี้ต้องลากสายส่งใต้น้ำมาจากแผ่นดินใหญ่ ความยาวกว่า 15 กิโลเมตร และถึงตอนนี้ก็มีอายุการใช้งานกว่า 20 ปีแล้ว ดังนั้นจึงถึงเวลาต้องเปลี่ยนและจำเป็นต้องใช้งบประมาณมหาศาลเลยทีเดียว ซึ่งก็อาจส่งผลให้ค่าไฟฟ้าต้องปรับสูงขึ้นไปอีกนอกจากรัฐบาลจะพยายามหาวิธีแก้ปัญหาแล้ว ประชาชนที่นี่ก็พยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยตนเอง โดยบางส่วนก็ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ แล้วส่งไฟฟ้าใช้กันเองในชุมชนเล็กๆ เพราะในบางพื้นที่นั้นสายส่งไฟฟ้าก็ยังเข้าไปไม่ถึงนั่นเอง ถึงจะมีความพยายามหาแหล่งพลังงานอื่นมาทดแทน แต่เพื่อความเสถียรภาพ ทุกวันนี้ก็ยังคงต้องพึ่งพิงแหล่งไฟฟ้าหลัก คือโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ส่งมาจากแผ่นดินใหญ่อยู่ดี

เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้เกาะแห่งนี้เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวก็คือการมีหาดทรายที่ขาว สะอาดและธรรมชาติสวยๆ อากาศที่แสนจะบริสุทธิ์ ชายหาดลักษณะนี้มีอยู่ทั่วไปหลายที่ หลายจุด แต่ละที่ก็มีบ้านพักตากอากาศเรียงรายเต็มไปหมด และมีนักท่องเที่ยวเข้าพักเต็มตลอดเวลา ถึงแม้ว่าราคาค่าที่พักและค่าครองชีพบนเกาะนี้จะค่อนข้างสูง ทั้งที่ผู้คนบนเกาะแห่งนี้ปลูกพืชผักและทำฟาร์มปศุสัตว์กันเอง ซึ่งฟังดูแล้วก็ไม่น่าจะทำให้ข้าวของราคาแพง แต่เหตุผลที่ต้องแพงก็เพราะว่าค่าพลังงานที่แพงมากนั่นเอง ชายหาดที่สวยที่สุดบนเกาะนี้ ชื่อ Emu Bay อีกหาดหนึ่งที่สวยไม่แพ้กันก็คือ Stokes Bay เพื่อแลกกับประสบการณ์ดีๆ ที่จะได้รับ นักท่องเที่ยวจำนวนมากก็พร้อมจะจ่าย ในช่วงหน้าร้อน ที่นี่จึงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่เดินทางเพื่อมาพักผ่อน มาว่ายน้ำมาตากอากาศ และมาหาประสบการณ์ดีๆให้ชีวิตกัน

ดังนั้น เมื่อมาถึง Kangaroo Island แล้ว สิ่งที่พลาดไม่ได้ก็คือการแวะดูจิงโจ้ แต่เกาะจิงโจ้ไม่ได้มีเฉพาะจิงโจ้เท่านั้น ยังมีสัตว์อีกหลายชนิดที่ต้องมาชมกัน เช่น โคอาลาซึ่งเป็นสัตว์ที่ไม่กลัวคน แม้ว่าเราจะมาใกล้ๆ หรือว่ามองดูเขานานขนาดไหน เขาก็จะไม่เคลื่อนตัว ไม่ขยับไปไหน ซึ่งแตกต่างจากสัตว์ชนิดอื่นๆ อีกหนึ่งสถานที่ต้องไม่พลาด ก็คือที่ Seal Bay Conservation Park ที่นี่คุณจะมีโอกาสได้เห็นแมวน้ำตัวเป็นๆ ในระยะที่ใกล้มากๆ เจ้าหน้าที่เขาบอกว่าถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่าไม่ได้มีแค่แมวน้ำเท่านั้น แต่ยังมีสิงโตทะเลอีกด้วย ซึ่งสิงโตทะเลนั้นเป็นสายพันธุ์ที่เรียกว่า Australian Sea Lion ส่วนเจ้าแมวน้ำนั้นน่าจะมาจากนิวซีแลนด์ เพราะเขาเรียกชื่อพวกมันว่า New Zealand Fur Seal การได้มานั่งจิบชายามเย็น ดูพระอาทิตย์ตกดิน ท่ามกลางจิงโจ้นับร้อยตัว ในบรรยากาศที่เงียบสงบแบบนี้ ต้องบอกว่านี่คืออีกหนึ่งสุดยอดประสบการณ์ในชีวิตที่หาได้ที่ Kangaroo Island ประเทศออสเตรเลียเพียงที่เดียวเท่านั้น

นอกจากความงดงาม ความเป็นธรรมชาติอันสวยงามแปลกตาของ KangarooIsland ที่เป็นแรงดึงดูดให้คนภายนอกเดินทางมาเยี่ยมชมแล้ว การให้ความสำคัญให้ความใส่ใจ กับนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพมากกว่าเชิงปริมาณก็เป็นสิ่งสำคัญไม่น้อย การจะมาที่นี่ได้เป็นที่รู้กันว่าต้องจ่ายแพงมากๆ แต่ความแพงและการเข้าถึงที่ยากนั้นกลับมีส่วนช่วยคัดกรองและจำกัดนักท่องเที่ยวที่เข้าถึงให้เป็นกลุ่มที่พร้อมและสนใจจริงๆ หากถามว่าความยั่งยืนสร้างอย่างไร ในแดนจิงโจ้? นี่น่าจะเป็นอีกคำตอบหนึ่งก็ได้

ติดตามชมเรื่องราวทั้งหมดได้ที่ รายการ โลก 360 องศา ทุกวันเสาร์ ทาง ททบ.5

 

ไปนอนดูดาวที่ญี่ปุ่น 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤศจิกายน 2560 เวลา 14:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/524911

ไปนอนดูดาวที่ญี่ปุ่น 2

เช้าวันถัดมาผมรีบตื่นมาแช่น้ำร้อนนอนดูเครื่องบินขึ้นลง ก่อนกินข้าวเช้าแล้วไปรอเพื่อนร่วมทีมที่โถงขาเข้า เครื่องบินลงตรงเวลาเป๊ะ ผมยืนรอไม่นานทีมงานจากไทยก็ออกมา เจ้าหน้าที่ประสานงานฝั่งญี่ปุ่นรีบตรงมาต้อนรับ ทักทายกันเรียบร้อยก็เข็นกระเป๋าไปยังลานจอดรถบัส

หลังจากเก็บสัมภาระเรียบร้อยก็ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทางแรกคือ เมืองแวะพัก Magomejuku เมืองลำดับที่ 43 จาก 69 เมืองบนเส้นทาง Nakasendo จากสนามบินเซนแทรใช้เวลา 2 ชั่วโมง ไม่รวมแวะเข้าห้องน้ำ

เมื่อถึงมาโกเมะก็ใกล้เที่ยงเลยตัดสินใจกินข้าวกันก่อน ร้านอาหารอยู่แถวๆ ลานจอดรถ จึงสะดวกมากและยังมีร้านขายของที่ระลึกอยู่ด้วย จอดช็อปกินฉี่ที่เดียวครบสมบูรณ์พร้อมอาหารประกอบด้วย Sansai soba หรือโซบะผักภูเขา เป็นหนึ่งในเมนูท้องถิ่นที่หากินได้ในหลายจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดที่มีต้นทางอาหารจากผืนดิน

ในสมัยก่อนคนญี่ปุ่นจะนิยามวัตถุดิบอาหารจากที่มาหลักๆ สองแหล่ง คือ จากทะเล หมายถึงสัตว์น้ำพวกกุ้งหอยปูปลาและสาหร่าย และจากภูเขาอันน่าจะกินความถึงของที่ขึ้นอยู่บนพื้นดินทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นพืชผักผลไม้ หรือข้าว Sansai จึงหมายถึงผักที่ขึ้นเองและหาได้ตามผืนดินหรือภูเขา ระยะหลังผักหลายอย่าง อาทิ Warabi เริ่มเป็นที่นิยมในการนำมาทำเป็นเครื่องโซบะ จึงมีการปลูกแทนการเก็บตามธรรมชาติ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ผมเชื่อว่านักท่องเที่ยวไทยหลายคนไม่ชอบโซบะถ้วยนี้ เพราะมีแต่ผักไม่มีเนื้อสัตว์เจือปน แต่ถ้าลองปรับความคิดแล้วกินดูจะรู้ว่าอร่อยแบบใสๆ ไม่หนักเหมือนราเมงไม่แน่นเหมือนอุด้ง แถมดีกับสุขภาพเพราะอุดมด้วยเส้นใยและคอเลสเตอรอลต่ำ

ยิ่งกินร้อนๆ ตอนหิวๆ นี่ซดหมดชามโดยไม่รู้ตัวกับข้าวอีกจานเป็นไก่ชุบแป้งทอดราดด้วยซอสหวานเพิ่มพูนโปรตีน กินกับข้าวที่หุงกับธัญพืช ดูเหมือนน้อยแต่กินไม่หมดถ้ากินทุกอย่าง ปิดท้ายด้วยของหวาน ลูกพลับแห้งแบบหั่นเป็นชิ้นขนาดพอคำอยู่ในห่ออย่างดี ถ้ากินแล้วชอบใจทางร้านมีวางขายอยู่ด้านหน้า จุดเด่นของร้านนี้อยู่ตรงกระจกบานใหญ่มองเห็นวิวเต็มตา ถ้าเป็นช่วงใบไม้แดง หรือซากุระบานนี่คงสวยบาดใจมาก

กินเสร็จก็ได้เวลาสำรวจเมืองซึ่งง่ายมาก เดินออกมาหน้าถนนใหญ่จะเจอเสาไม้บอกหลักเขตและทิศทางว่าไปเกียวโตทางไหน ไปเอโดะทางไหน ผมไปยืนใต้เสาไม้แล้วจินตนาการตัวเองให้ย้อนยุคกลับไป มันแอบตื่นเต้นอยู่เหมือนกัน

เคยเห็นแต่ในหนังที่คนเดินทางผ่านเมืองเล็กเมืองน้อยแล้วแวะกินข้าวบ้างพักค้างแรมบ้างดูน่าสนุก ปัจจุบันการเดินทางมันรวดเร็วเสียจนแทบไม่มีโอกาสผ่านเมืองเล็ก ทำให้อรรถรสของการท่องเที่ยวหายไปเยอะ เอะอะก็ขึ้นทางด่วนหรือนั่งรถไฟชิงกังเซน ซึ่งได้ความเร็วแต่ขาดรายละเอียดไปอย่างน่าเสียดาย

ระยะหลังผมถึงแฮปปี้ที่จะขับรถเที่ยวมากกว่าการนั่งรถไฟ เพราะอยากแวะตรงไหนก็จอด (ในที่ที่จอดได้) อยากอยู่ตรงไหนนานหน่อยก็ได้ไม่ต้องกลัวตกรถไฟ เมืองมาโกเมะนี่ต้องเดินเก็บรายละเอียดและจินตนาการไปพร้อมกันถึงจะสนุก ผมเดินขึ้นเนินทับรอยเส้นทางที่มุ่งหน้าสู่เอโดะ

ถ้าเดินไปเรื่อยๆ ก็จะเจอ Tsumago เมือง Post Town ที่อยู่ถัดไปราวๆ 8 กิโลเมตร และมีการปรับปรุงเส้นทางดั้งเดิมให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทับรอยประวัติศาสตร์ผ่านบ้านเรือนทุ่งนาตามรายทางได้ด้วย แถมมีบริการพิเศษส่งสัมภาระจากเมืองสู่เมือง เดินได้โดยไม่ต้องแบกของให้ลำบาก แต่ต้องส่งในช่วงเช้าไม่เกินเวลา 11.30 น. เท่านั้น และของจะไปถึงอีกฝั่งในเวลาบ่ายโมง เห็นมีฝรั่งใช้บริการนี้กันเยอะอยู่

บริการพิเศษนี้สนนราคาเพียง 500 เยน แต่หยุดบริการในช่วงหน้าหนาวเพราะหิมะเยอะไม่สะดวกกับการเดิน และถ้าไม่อยากเดินก็สามารถนั่งรถบัสจากมาโกเมะไปทสึมาโกะได้เช่นกัน เฉลี่ย 2-3 ชั่วโมงมาคันหนึ่งค่าบริการอยู่ที่ 600 เยน/เที่ยว

ตลอดสองข้างทางที่ผมเดินขึ้นไปยังคงรักษาภาพรวมของเมืองไว้ได้เป็นอย่างดี มีทั้งบรรยากาศเก่าๆ ของเรียวกัง ร้านอาหารและบ้านเรือน ร้านค้าบางแห่งยังคงวิถีการค้าแบบดั้งเดิมคือ วางสินค้าไว้หน้าร้านพร้อมกระปุกใส่เงินและถุง

ใครสนใจซื้ออะไรก็หยิบใส่ถุงแล้วหยอดเงินลงกระปุก วิถีแบบนี้ยังคงมีให้เห็นในเมืองเล็กๆ หลายแห่งที่เคยไปสัมผัสมา ความไว้วางใจเป็นเรื่องดีงามที่สามารถส่งต่อกันได้ เป็นสิ่งที่มนุษย์ส่วนใหญ่มีอยู่และควรค่าแก่การรักษาไว้

จำได้ว่าสมัยเด็กบ้านที่ จ.เชียงใหม่ ก็มีอะไรคล้ายๆ กันแบบนี้ หน้าบ้านมีตุ่มใส่น้ำและกระบวยเล็กๆ ใครเดินผ่านไปมา ถ้ากระหายก็ตักน้ำกินได้ตามสบาย บางบ้านมีกล้วยแขวนไว้คนผ่านทางมาถ้าหิวก็ปลิดกินกันได้ เพราะทั้งกล้วยและน้ำเป็นผลผลิตที่ไม่ได้มีต้นทุน

กล้วยตัดมาจากสวนในบ้าน น้ำตักจากบ่อบาดาล แต่ความมีน้ำใจซึ่งเป็นต้นทุนความดี กำลังค่อยๆ เลือนหายไปกับสังคมโลกยุคใหม่ที่แข่งขันกันเรื่องวัตถุ การกลับไปเยือนเมืองเล็กในต่างหวัดจะช่วยยกระดับน้ำใจให้หวนกลับคืนได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะที่เมืองไทยหรือที่ไหนๆ การได้มาเดินดูวิถีชีวิตในมาโกเมะ ช่วยขยายจิตใจให้กว้างขึ้น เห็นโลกในแบบที่เคยเป็น เพิ่มพลังบวกให้กับตัวเองโดยอัตโนมัติ

จากมาโกเมะเรานั่งรถข้ามเขตจังหวัดกิฟุไปยังเมืองทสึมาโกะในจังหวักนากาโนะ ใช้เวลาเดินทางโดยรถบัสประมาณครึ่งชั่วโมง ทสึมาโกะเดินง่ายกว่ามาโกเมะเยอะเพราะเป็นพื้นราบ แต่ความยาวของเขตอนุรักษ์ดูจะสั้นกว่า

จุดเด่นของทสึมาโกะคือ Honjin หรือที่พักสำหรับซามูไรชั้นสูงระดับเจ้าเมือง หรือเจ้าแคว้นที่มีอยู่ในทุก Post Town ยังเก็บรักษาไว้ในสภาพใกล้เคียงกับของดั้งเดิม อีกแห่งคือพิพิธภัณฑ์ไปรษณีย์ที่แสดงประวัติความเป็นมาของการไปรษณีย์ญี่ปุ่น

มีภาพวาดของวิธีการส่งไปรษณีย์ยุคอดีตจนถึงปัจจุบัน ทำให้เข้าใจเรื่อง Post Town เพิ่มมากขึ้น ผมเดินชมอาคารทางประวัติศาสตร์หลายแห่งมาสะดุดที่อาคารหลังหนึ่งจึงเดินเข้าไปดู เพราะพื้นบ้านยังเป็นดินแข็งเหมือนที่เคยเห็นในหนังให้ความรู้สึกย้อนยุคมาก หน้าบ้านมีป้ายเล็กๆ ติดไว้ว่าเป็น Minshuku หรือที่พักแบบแบ่งห้องให้นอน โดยพักอยู่ร่วมกับเจ้าของบ้าน ดูมีเสน่ห์ปนสยองนิดๆ ด้วยสภาพอาคารและคุณป้าเจ้าของบ้านที่ต้องไปหาหมอสัปดาห์ละหน คิดไว้ในใจว่า ถ้ามานอนที่นี่แล้วเจออะไรไม่ปกติก็คงไม่แปลกใจครับ

 

‘ทุกคนมีสถานที่แห่งความสุขของตัวเอง’ Go Journey Together เจอนี่ไปด้วยกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 พฤศจิกายน 2560 เวลา 13:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/524745

'ทุกคนมีสถานที่แห่งความสุขของตัวเอง' Go Journey Together เจอนี่ไปด้วยกัน

โดย  รอนแรม  ภาพ : Go Journey Together

เธอเชื่อว่า การเดินทางสร้างความสุขและความทรงจำ เธอจึงอยากสร้างแรงบันดาลใจให้ออกเดินทางผ่านเพจเฟซบุ๊ก Go Journey Together เจอนี่ไปด้วยกัน โดย แอนน์-สุพรรณิการ์ ชารีนิวัตร นักผลิตคอนเทนต์ และผู้เสพติดการเดินทาง ชอบธรรมชาติ ชอบออกไปเห็นฟ้า เห็นน้ำ เห็นภูเขา เห็นบ้านเมือง และผู้คน

จุดเริ่มต้นของการเดินทาง แอนน์เล่าว่า อาจเริ่มตั้งแต่สมัยทำงานด้านสื่อใหม่ๆ ทำรายการสารคดีที่ต้องเดินทางไปทั่วประเทศไทยเพื่อหาข้อมูลและถ่ายทำ การเดินทางจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปโดยปริยาย

“เหตุผลที่ทำเพจขึ้นมาเพราะความอยากล้วนๆ” เธอกล่าวต่อ

“เราเป็นคนเสพติดการเที่ยวมาตลอด และทำงานด้านสื่อที่ต้องเดินทางไปทั่วประเทศอยู่แล้ว จึงอยากทำเรื่องเที่ยวให้เป็นประโยชน์แบบง่ายๆ เลยชวนรุ่นน้อง (โย่-ฐิวากร ศรีลิโก) มาทำเพจด้วยกัน ซึ่งทำหน้าที่ถ่ายภาพเป็นหลัก ส่วนแอนน์จะดูแลส่วนเนื้อหา การนำเสนอ รวมถึงออกทริปถ่ายภาพเล่าเรื่องในมุมมองที่สัมผัสและรู้สึก

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

จนตอนนี้แอนน์กลายเป็นคนที่อยู่นิ่งนานๆ ไม่ได้แล้ว มันจะเฉา ต้องเคลื่อนตัว พาตัวเองไปในที่ใหม่เหมือนการได้กดรีเฟรชตัวเอง ซึ่งมันได้ผลเสมอ”

แอนน์ยังกล่าวด้วยว่า การเปิดเพจครั้งแรกย่อมเป็นเรื่องยากเพราะความไม่รู้ว่าต้องเริ่มต้นอย่างไร เธอจึงใช้วิธีคิดเดียวกับการทำรายการทีวีคือ หากลูกเพจคือผู้ชม ทุกอย่างที่นำเสนอจะต้องมีประโยชน์และสามารถหยิบไปใช้ได้

ดังนั้น ทุกโพสต์จึงต้องสร้างแรงบันดาลใจให้คนอยากออกเดินทาง

“การที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้ อย่างแรกคือ รูปเราต้องสวย ซึ่งต้องสวยแบบไม่ผิดเพี้ยนจากความเป็นจริง และสามารถดึงดูดใจให้คนอยากไปตาม อย่างถัดมาคือ เนื้อหา โดยข้อมูลแต่ละช่วงต้องตรงกับฤดูกาลท่องเที่ยวในช่วงนั้น เพื่อให้คนเดินทางตามได้จริงในตอนนั้นเลย

ลักษณะของเนื้อหาจะเขียนตามความรู้สึกนึกคิดของเราคือ เราไปเจออะไรมาแล้วรู้สึกยังไง เรามีความรู้สึกกับภาพตรงหน้านั้นยังไง เวลาลูกเพจอ่านและดูรูปเขาจะได้รู้สึกไปพร้อมกัน รวมทั้งยังมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพิ่มเติมด้วย”

เพจเฟซบุ๊ก Go Journey Together เจอนี่ไปด้วยกัน เริ่มต้นทำเมื่อเดือน พ.ค.ในปีที่ผ่านมา โดยแสนไลค์แรกได้มาตอนที่เพจมีอายุเพียง 5 เดือนจากโพสต์แมน ออฟ เดอะ แมตช์ เรื่อง “ที่นี่…เชียงใหม่ ไปเท่าไหร่…ไม่มีเบื่อ” ที่ตอนนี้มียอดแชร์มากกว่า 1.7 แสนครั้ง กระทั่งปัจจุบันเพจมีคนติดตามทะลุ 2 แสนคนแล้ว

เธอเล่าต่อว่า ชื่อ Go Journey Together มาจากการที่เธอชอบเที่ยวไปกับเพื่อน ซึ่งการเดินทางไปด้วยกันคือ การใช้เวลาร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน พี่น้อง คนรัก หรือแม้กระทั่งกับตัวเอง

“การเดินทางจะสร้างความสุข สร้างความทรงจำ เราเชื่อว่าทุกคนมีที่ที่เป็นความสุขของตัวเอง ดังนั้น เราต้องออกเดินทางไปหา และความสุขอาจมาในรูปแบบของความเหนื่อย ความลำบาก ผิดแผน หลงทาง หรือเรื่องเหนือความคาดหวังต่างๆ แต่ประสบการณ์พวกนี้แหละ จะทำให้เรานึกถึง และย้อนถึงเวลาที่มันผ่านไปแล้ว”

ในฐานะที่เดินทางมาแล้วทั่วประเทศไทย และหลายประเทศในโลกใบนี้ แอนน์สารภาพว่า ยังคงหลงรักประเทศไทยและยังเป็นประเทศสุดเจ๋งในใจของเธอตลอด

เพราะประเทศไทยมีครบทุกอย่างทั้งภูเขา ทะเล ป่าไม้ อากาศร้อน อากาศหนาว และมีจุดปลายทางที่สวยงามที่อยากไปเห็นกับตาตัวเอง

“การเดินทางสอนให้เราอดทน ทั้งอดทนที่จะรอคอยไปเจอความสุข และอดทนเพื่อจะไปเจอความทุกข์ความวุ่นวาย การเดินทางทำให้รู้ตัวเองว่า เราสามารถปรับตัวหรือรับมือกับเรื่องต่างๆ ที่เหนือการควบคุมได้ยังไงบ้าง และทำให้เรายอมรับตัวเองมากขึ้นด้วย”

พร้อมกับที่เธอกล่าวทิ้งท้ายว่า

“เราอยากให้ทุกคนออกเดินทาง ไม่ว่าจะใกล้หรือไกล ออกไปหาที่ที่จะเป็นความสุขความทรงจำและใช้ช่วงเวลาดีๆ เหล่านั้นกับใครก็ได้ ส่วนโกเจอร์นีย์ทูเก็ตเธอร์ก็จะยังคงออกเดินทางสะสมที่แห่งความสุขต่อไปอีกเรื่อยๆ อย่างไม่เหน็ดเหนื่อยเช่นกัน”

ติดตามการเดินทางของเธอได้ทางเพจเฟซบุ๊ก Go Journey Together เจอนี่ไปด้วยกัน และในเดือน ธ.ค.นี้ เตรียมพบกับเว็บไซต์อย่างเป็นทางการที่ www.gojourneytogether.com