เที่ยว ‘คีรีมาศ’ ชมอารยธรรมขอมเมืองสุโขทัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กันยายน 2560 เวลา 17:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/512621

เที่ยว ‘คีรีมาศ’ ชมอารยธรรมขอมเมืองสุโขทัย

โดย ภูเบศวร์ ฝ้ายเทศ

สุโขทัยปฐมราชธานีของชนเผ่าไทยที่มีประวัติศาสตร์กว่า 700 ปี ยังคงมีมนต์เสน่ห์น่าเที่ยวชม โดยเฉพาะชุมชนเก่าแก่หลายแห่งที่ยังอนุรักษ์วัฒนธรรมและวิถีชีวิตเอาไว้

องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุโขทัย ได้จัดทำโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยว อ.คีรีมาศ จ.สุโขทัย โดยนำผู้ทรงคุณวุฒิด้านการท่องเที่ยว พร้อมด้วยมัคคุเทศก์วัฒนธรรมท้องถิ่นและปราชญ์ชาวบ้าน มาร่วมกันทดสอบเส้นทางท่องเที่ยว อ.คีรีมาศ เมื่อช่วงปลายเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา

เส้นทางการท่องเที่ยว อ.คีรีมาศ เริ่มจากเข้า สักการะองค์พระแม่ย่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของสุโขทัย ที่บริเวณถ้ำแม่ย่า หมู่ 5 บ้านโว้งบ่อ ต.นาเชิงคีรี อ.คีรีมาศ จ.สุโขทัย เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังเนินเขาลูกเตี้ยๆ สูง 80 เมตร ที่ตลอดสองข้างทางเดินอุดมไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ ร่มรื่น มีดอกไม้ป่าตามฤดูกาล และพืชสมุนไพรให้ศึกษาจำนวนมาก ใช้เวลาเพียง 10 นาที ก็เดินเท้าขึ้นมาถึงบริเวณที่ตั้ง “ปรางค์เขาปู่จ่า” ปราสาทขอมโบราณก่อด้วยอิฐ เก่าแก่ที่สุดในสุโขทัย

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ข้อมูลทางโบราณคดีสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นตามคติความเชื่อในศาสนาฮินดู ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 16 ต่อมาได้มีการดัดแปลงมาเป็นพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน ดังเคยพบหลักฐานเป็นพระพุทธรูปนาคปรก ณ สถานที่แห่งนี้

จากนั้นคณะได้เดินทางมาชมหมู่บ้านนาเชิงคีรี ซึ่งยังคงอนุรักษ์การทำน้ำตาลโตนด ชิมน้ำตาลสดจากต้น พร้อมชมวิธีการหยอดน้ำอ้อยแบบถึงข้างเตา

ในปัจจุบันหมู่บ้านนาเชิงคีรียังคงมีต้นตาลโตนดอยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อมองไปหาเขาหลวงทางทิศตะวันตก จะมองเห็นทิวทัศน์ที่สวยงามของต้นตาลโดยมีเขาหลวงเป็นฉากหลัง

จบจากการชิมน้ำตาลโตนดที่บ้านนาเชิงคีรีแล้ว คณะก็เริ่มเดินทางต่อไปเพื่อเยี่ยมชมชุมชนเก่าแก่บ้านโตนดและบ้านทุ่งหลวง ซึ่งยังคงมีบ้านเรือนไม้โบราณอยู่จำนวนมาก คงความมีเสน่ห์อยู่กับวิถีชีวิต บางหลังเปิดเป็นร้านขายกาแฟ ขายของชำ ในอาคารไม้โบราณที่มีลวดลายสวยงาม ขณะที่หมู่บ้านทุ่งหลวงก็ยังคงอนุรักษ์วิถีการตีหม้อกรัน ใช้ไม้ตีขึ้นรูปขดดินแบบโบราณดั้งเดิม ก่อนที่จะมีการใช้แป้นหมุน

“หม้อกรัน” คือ หม้อดินเผามีฝาปิด ทรงสูง ใช้สำหรับใส่น้ำดื่ม ในสมัยโบราณใช้ประกอบพิธีแต่งงาน และมอบให้กันเนื่องในโอกาสพิเศษ เช่น ต้อนรับเจ้านาย หรือขึ้นบ้านใหม่ แต่ปัจจุบันช่างโบราณที่ยังคง สืบทอดฝีมือเหลือเพียงไม่กี่ราย ซึ่งนับวันจะเป็นสิ่งที่หาดูได้ยาก

“บ้านทุ่งหลวง” ยังเป็นชุมชนของผู้ทำเครื่องปั้นดินเผาหลากหลายรูปแบบ ทั้งงานตีหม้อกรัน ปั้นแบบ แป้นหมุน งานหล่อพิมพ์ และงานประติมากรรม ปัจจุบันความนิยมในการใช้ภาชนะดินเผาลดลงไปมาก จึงยังคงเหลือผู้ผลิตแบบดั้งเดิมเพียงไม่กี่ราย อย่างไรก็ตาม อ.คีรีมาศ นับว่ามีของดีอยู่มากมายรอให้นักท่องเที่ยว มาเยี่ยมชมและชิม อย่างน้ำตาลสดที่หอมหวาน ชื่นใจแล้ว ยังมี “ขนมพับ” ที่ทำจากแป้งข้าวเหนียว ใส่ถั่วดำ โรยมะพร้าวขูด ห่อด้วยใบตองนำไปนึ่ง ซึ่งมีรสชาติหวานมัน กรุบกรอบของถั่วดำ อร่อยไม่เหมือนใครอีกด้วย

คาดว่าอีกไม่นานจากนี้ โครงการท่องเที่ยวชุมชนเก่าแก่แห่ง อ.คีรีมาศ จ.สุโขทัย น่าจะเริ่มดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อต่อยอดจากการท่องเที่ยวแหล่งโบราณสถาน อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย และแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติอีกมากมายของ จ.สุโขทัย

 

ผาหัวนาค วิวดีๆ มีในเมืองไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กันยายน 2560 เวลา 11:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/512641

ผาหัวนาค วิวดีๆ มีในเมืองไทย

เรื่อง/ภาพ : โยโมทาโร่

กลางเดือนที่ผ่านมามีคนชวนผมไปเที่ยวที่ จ.ชัยภูมิ เขาบอกว่าที่จังหวัดนี้ที่เที่ยวสวย ตอนแรกผมก็แอบคิดอยู่เหมือนกันว่าสวยจริงๆ เหรอเพราะดูรูปภาพรีวิวก็สวยในระดับนึง แต่ไม่ได้ถึงกับทำให้เราอยากไป แต่พอเดินทางไปถึงแล้วกลับไม่ใช่อย่างที่คิด ทุกอย่างดูสวยงามตระการตาไปหมดแม้จะไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยวก็ยังสวยงามอยู่ดี พลางบอกกับตัวเองว่าเราพลาดที่นี่ไปได้อย่างไร

ที่ จ.ชัยภูมิ มีสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามอยู่หลายแห่ง แต่วันนี้เราขอโฟกัสไปที่อุทยานแห่งชาติภูแลนคา ที่ทำให้เรารู้สึกเซอร์ไพรส์มากที่สุด การเดินทางจากกรุงเทพฯ มาที่อุทยานแห่งชาติภูแลนคา ใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมง ใช้ทางหลวงหลักหมายเลข 2 ผ่าน จ.สระบุรี จากนั้นใช้เส้นทางหมายเลข 201 มุ่งหน้าเข้าสู่ตัว จ.ชัยภูมิ แวะซื้อเสบียงเติมเชื้อเพลิงให้เต็ม แล้วขับรถตามเส้นทางหมายเลข 2051 วิ่งตามป้ายบอกทางไปอุทยานแห่งชาติภูแลนคาไปเรื่อยๆ เราจะพบกับมอหินขาว เป็นสถานที่เที่ยวจุดแรก

เราต่างคุ้นภาพคุ้นตากับเสาหินทรายยักษ์ อันเป็นจุดเด่นของที่นี่ หินทรายยักษ์อายุประมาณ 175 ล้านปีตั้งตระหง่านท้าแสงแดด สายลม สายฝน หากดูในภาพเราคงจินตนาการไม่ออกว่าใหญ่ขนาดไหน แต่ถึงที่จริงปรากฏว่าใหญ่โตมโหฬารสมกับเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของ จ.ชัยภูมิ แต่ละเสาหินยักษ์ทั้ง 5 มีชื่อตั้งให้เรียบร้อยได้แก่ ขุนศรีวิชัย หลวงปู่ฤาษี หลวงสมชาย หลวงจันทร์ และหมื่นสิงขร ชื่อราวกับหลุดมาจากนิทานพื้นบ้านเกราะเพชรเจ็ดสีกันเลยทีเดียว เชื่อกันว่าเสาหินแต่ละเสาล้วนให้โชคแตกต่างกันออกไป บริเวณมอหินขาว เราสามารถกางเต็นท์นอนดูดาวได้ แต่ในช่วงเวลาที่เราไปนั้นเป็นช่วงฤดูฝนไม่เหมาะกับการกางเต็นท์นอนบริเวณนี้สักเท่าไหร่ แต่ในบริเวณใกล้ๆ กันก็จะมีทุ่งหินเล็กหินน้อยอยู่เรียงรายให้เราเดินชมเล่น

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

สิ่งที่เราชอบมากที่สุดและเชื่อว่าเป็นวิวเนินเขา ที่อยู่เบื้องหลังให้เห็นพื้นที่ราบลุ่มมากกว่าปรากฏให้เห็นตั้งแต่ทางเข้าจนถึงบริเวณมอหินขาว เป็นวิวที่ทำให้เรารู้สึกประทับใจมากที่สุด แต่มีน้อยคนนักที่จะโพสต์วิวนี้ในรีวิว เราใช้เวลาเดินชมถ่ายภาพนั่งพักในร่มไม้รับลมเย็นๆ มีรถไอศกรีมและผลไม้จอดขายอยู่ในบริเวณ แม้ไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยว แต่ก็มีนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยขับรถขึ้นมาเที่ยวชมที่นี่

พลันมองเห็นป้ายจุดชมวิวผาหัวนาค ซึ่งต้องขับรถขึ้นไปอีกหน่อยและต้องเสียค่าเข้าให้กับอุทยานแห่งชาติ เราถามกับพ่อค้าขายไอศกรีมว่า วิวผาหัวนาค สวยไหมคุ้มที่จะเข้าไปชมหรือเปล่า น้ำเสียงในคำตอบนั้นหนักแน่นดั่งหินผาว่า ควรขึ้นไปชมครับไม่ไปถือว่าพลาดมาก เมื่อคนท้องถิ่นพูดถึงขนาดนี้จากที่ตั้งใจจะดูแค่ มอหินขาวเราก็ต้องดั้นด้นขึ้นไปชมดูสักครั้ง

ขับรถขึ้นไปอีกประมาณ 10 นาทีก็ถึงจุดเสียค่าเข้าชมอุทยานเราเข้าชมอุทยานแห่งชาติครั้งสุดท้ายก็เมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้วในสมัยที่เสียค่าเข้าที่เดียวก็สามารถนำตั๋วไปเที่ยวชมอุทยานแห่งชาติอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียงได้ในวันเดียวกัน เพิ่งมารู้ในวันนั้นว่าปัจจุบันการเสียค่าเข้าชมอุทยานแห่งชาติไม่สามารถนำตั๋วจากอีกที่หนึ่งไปเข้าอีกที่หนึ่งในวันเดียวกันได้อีกแล้ว แต่ถ้าเราติดตามข่าวปัญหาการขาดแคลนเจ้าหน้าที่ดูแลป่าไม้ ปัญหาการขาดแคลนเงินทุนที่จะเข้ามาดูแลรักษาป่าก็แค่ไม่กี่สิบบาทยอมเสียไปเถอะครับเพื่อให้เราได้มีป่าไม้และธรรมชาติส่งต่อถึงลูกหลาน

เมื่อเข้ามาในเขตอุทยานแห่งชาติภูแลนคาก็คือ ภายในบริเวณอุทยานตั้งแต่สำนักงานที่ทำการอุทยาน อาคารหอประชุม ลานจอดรถ บริเวณกางเต็นท์ ร้านกาแฟ ร้านขายของที่ระลึก ดูทันสมัยดูดีสะอาดตา ถึงขนาดทำให้เรารู้สึกระมัดระวังตัวที่จะทำขยะหล่นไปสักชิ้นจะรู้สึกเสียใจมาก เรียกได้ว่าการกลับมาเที่ยวอุทยานแห่งชาติอีกครั้งในรอบ 4 ปี มีความประทับใจอย่างยิ่งและที่สำคัญวิวสวยถึงสวยมากๆ และมากที่สุด

จากประสบการณ์เที่ยวอุทยานแห่งชาติกางเต็นท์นอนมาก็หลายที่ยังนึกภาพไม่ออกว่าที่ไหนสวยเทียบเคียงกับที่นี่ได้บ้าง ถ้าไม่นับ เขาช้างเผือก อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็นการเดินบนสันเขา และวิวแบบ 360 องศา ที่นี่อาจจะเป็นวิวริมผาที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย

เพราะบริเวณผาหัวนาค ตั้งอยู่ตรงแนวสันเขาที่ทอดยาวเบื้องล่างเป็นพื้นที่ราบลุ่ม อ.หนองบัวแดง วิวผาที่โล่งกว้างเห็นวิวได้ 180 องศา ทิวเขาข้างหน้าคือเขตอุทยานแห่งชาติ ทิวเขาด้านขวาคืออุทยานแห่งชาติภูเวียง และด้านซ้ายคืออุทยานแห่งชาติไทรทอง หากโชคดีในวันที่ฟ้าเปิดและไม่มีหมอกแดด มองข้ามผ่านทิวเขาในเขตอุทยานแห่งชาติภูเวียงเราอาจจะได้เห็นทิวเขาของเขตอุทยานทุ่งแสลงหลวงทับซ้อนอยู่ข้างหลัง

เป็นผาที่ค่อนข้างเปิดกว้าง ลมเย็นทิวทัศน์ตระการตา เห็นแล้วแทบอยากจะขอค้างคืนที่นี่ให้ได้เลยทีเดียว มีเจ้าหน้าที่เดินเข้ามาดูแลทักทายอย่างมีอัธยาศัย ส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นเพราะต้องการนับจำนวนคนที่อยู่บริเวณผาให้กลับออกไปอย่างไม่ตกหล่น เพราะถ้าตกหล่นขึ้นมาก็เป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ

สอบถามเจ้าหน้าที่ถึงคำแนะนำในการมาเที่ยวที่นี่ ก็ได้ใจความว่าหากต้องการมาเที่ยวที่ผาหัวนาคสามารถมาเที่ยวได้ตลอดปี ซึ่งแต่ละฤดูก็จะมีบรรยากาศที่สวยงามแตกต่างกันไป แต่แนะนำให้เที่ยวช่วงปลายฝนต้นหนาวที่ท้องฟ้าเริ่มโปร่งใสจะดีที่สุด เพราะในช่วงฤดูฝนบนยอดผามีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลประมาณ 900 กว่าเมตรเป็นความสูงระดับเมฆฝนชั้นต่ำ เวลาเมฆฝนเคลื่อนผ่านบริเวณนี้ก็แทบจะมองไม่เห็นอะไรเลย

แต่ในฤดูหนาวเป็นช่วงเวลาที่สุดยอด เพราะคุณจะได้เห็นดาวบนดินบนพื้นราบและดาวบนฟ้าเกลื่อนตา เจ้าหน้าที่บอกกับเราอีกว่าตั้งแต่ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหมุนเวียนกันดูแลหลายๆ ที่ วิวผาหัวนาคสวยที่สุดเท่าที่เคยอยู่มาซึ่งเราก็เห็นด้วยในความเห็นนั้น ในช่วงฤดูหนาวบางปีมีอุณหภูมิลดต่ำถึง 1 องศา ส่วนทะเลหมอกนั้นแล้วแต่สภาพอากาศซึ่งคาดเดาได้ยากแต่เท่าที่เห็นและเป็นอยู่ก็เรียกได้ว่าสุดยอดของจุดชมวิวแล้วไม่มีคำว่าเสียดายหรือรู้สึกเสียเที่ยวแม้แต่น้อย ปลายปีลมหนาวพัดมาเมื่อไหร่ต้องจัดมาที่นี่อีกสักครั้งแน่นอน

 

เสาชิงช้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กันยายน 2560 เวลา 16:33 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/512560

เสาชิงช้า

โดย โสภิตา สว่างเลิศกุล

เสาชิงช้า

จดหมายเหตุกรุงรัตนโกสินทร์บันทึกไว้ว่าพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจักรีบรมนาถ หรือพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 โปรดให้สร้างเสาชิงช้าในพระนครขึ้นตรงหน้าเทวสถานโบสถ์พราหมณ์ เมื่อวันพุธ เดือน 5 แรม 4 ค่ำ ปีมะโรง บริเวณลานด้านเหนือของวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร

ต่อมาย้ายมาสร้างใหม่ ณ ที่ตั้งปัจจุบันบริเวณหน้าวัดสุทัศน์ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องจากข้อจำกัดด้านสถานที่กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเสาชิงช้าเป็นโบราณสถานสำคัญของชาติ เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2492 นับตั้งแต่สร้างครั้งแรกเมื่อปี 2327 จนถึงการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งล่าสุด ซึ่งเสาชิงช้าคู่เดิมถูกถอดเปลี่ยนเมื่อปี 2549 ปัจจุบันเสาชิงช้ามีอายุรวมประมาณ 233 ปี

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

สำหรับการขุดค้นทางโบราณคดี พบหลักฐานต่างๆ สามารถสรุปชั้นดินเบื้องต้นได้ว่าแนวอิฐในสมัยที่ 1 (ด้านวัดสุทัศน์) น่าจะเป็นแนวถนนเดิมที่มีมาก่อนสมัยรัชกาลที่ 4 ส่วนแนวพื้นสมัยที่ 2 (ด้านวัดสุทัศน์) น่าจะเป็นแนวถนนที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 โดยมีรางระบายน้ำอยู่ขอบถนน อาจมีการปรับพื้นที่ด้วยการอัดดินเหนียวเพื่อให้ได้ระดับแล้วจึงเทชั้นถนน ส่วนท่อเหล็กสมัยที่ 3 น่าจะเป็นท่อประปาที่สร้างขึ้นในสมัยหลัง คือสมัยรัชกาลที่ 5 สร้างขึ้นหลังจากมีการสร้างถนนแล้ว

สาเหตุที่สร้างเสาชิงช้า กล่าวกันว่า เนื่องมาจากมีพราหมณ์นาฬิวันชาวเมืองสุโขทัยผู้หนึ่ง ซึ่งมีนามว่าพระครูสิทธิชัย (กระต่าย) ได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลต่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ว่าในการประกอบพระราชพิธีตรียัมปวายอันเป็นประเพณีของพราหมณ์มีมาแต่โบราณนั้น จำเป็นต้องมีการโล้ชิงช้า และเสาชิงช้าก็ถูกสร้างขึ้นตรงกลางพระนคร เมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2327 (โบราณกำหนดเอาบริเวณเสาชิงช้าว่าเป็นกึ่งกลางพระนคร)

ต่อมาอีก 34 ปี คือเมื่อเดือน พ.ย. 2361 (รัชกาลที่ 2) ได้เกิดฟ้าผ่าลงบนยอดเสาชิงช้าทำให้เสียหายไปเล็กน้อย และดูเหมือนว่าตั้งแต่นั้นมาก็จะไม่ได้ซ่อมแซมกันเท่าไรนัก

ต่อมาอีกร้อยปีปรากฏว่าบริษัท หลุยส์ ที เลียวโนเวนส์ ซึ่งเป็นบริษัทค้าไม้อยู่ในเวลานั้น ได้อุทิศซุงไม้สักให้หลายต้นเพื่อซ่อมแซมให้ดีดังเดิม โดยอุทิศบุญกุศลเป็นที่ระลึกแก่ หลุยส์ ธอมัส เลียวโนเวนส์ การซ่อมแซมครั้งนั้นสำเร็จลงเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2463 ดูเหมือนจะมีคำจารึกไว้ที่เสาด้วย

ในปี 2502 ทางกรุงเทพมหานครได้จัดการซ่อมแซมใหม่ ได้ทำพิธียกกระจังขึ้นตั้งยอดเสาเมื่อเดือน ธ.ค. 2502 และมีการบูรณะในวาระครบรอบ 222 ปี ในปี 2549

เมื่อกล่าวถึงเสาชิงช้า ก็ต้องกล่าวถึงพิธีโล้ชิงช้ามีที่มาจากคัมภีร์เฉลิมไตรภพกล่าวไว้ว่า พระอุมาเทวีทรงมีความปริวิตกว่าโลกจะถึงกาลวิบัติ พระนางจึงทรงพนันกับพระอิศวร โดยให้พญานาคขึงตนระหว่างต้นพุทราที่แม่น้ำ แล้วให้พญานาคแกว่งไกวตัวโดยพระอิศวรทรงยืนขาเดียวในลักษณะไขว่ห้าง เมื่อพญานาคไกวตัว เท้าพระอิศวรไม่ตกลง แสดงว่าโลกที่ทรงสร้างนั้นมั่นคงแข็งแรง พระอิศวรจึงทรงชนะพนัน

ดังนั้น พิธีโล้ชิงช้าจึงเปรียบเสาชิงช้าเป็น “ต้นพุทรา” ช่วงระหว่างเสาคือ “แม่น้ำ” นาลีวัน ผู้โล้ชิงช้าคือ “พญานาค” โดยมีพระยายืนชิงช้านั่งไขว่ห้างอยู่บนไม้เบญจมาศ

อีกตำนานหนึ่งเชื่อว่า พระพรหมเมื่อสร้างโลกแล้ว ได้เชิญให้พระอิศวรทดสอบความแข็งแรงของโลก พระอิศวรจึงใช้วิธีการเช่นเดียวกันกับข้างต้นในการทดสอบ คตินี้สอนเรื่องการไม่ประมาท

พิธีโล้ชิงช้านี้ได้มีติดต่อกันมาหลายรัชกาล จนถึงรัชกาลที่ 7 เศรษฐกิจของไทยเราชักไม่ค่อยมั่นคง เงินในท้องพระคลังร่อยหรอลงเต็มที การโล้ชิงช้าต้องใช้เงินมาก และเป็นการหมดเปลืองเงินหลวง และในระยะนั้นเป็นสมัยที่เพิ่งเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยใหม่ๆ เหตุการณ์ยังไม่ค่อยสงบดีนัก ด้วยเหตุผลต่างๆ เหล่านี้จึงได้ยกเลิกประเพณีการโล้ชิงช้าเสีย คงทำเฉพาะปี 2477 ซึ่งพระยาชลมารควิจารณ์ (ม.ล.พงศ์ สนิทวงศ์) ได้เป็นประธานหมู่นาฬิวัน นับเป็นปีสุดท้ายที่ได้มีการโล้ชิงช้า ปัจจุบันการประกอบพระราชพิธีนี้จะกระทำเป็นการภายในเทวสถานเท่านั้น

เสาชิงช้าตั้งอยู่หน้าวัดสุทัศนเทพวราราม และลานคนเมือง หน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ใกล้กับเทวสถานโบสถ์พราหมณ์ ในพื้นที่แขวงเสาชิงช้า และแขวงวัดราชบพิธ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของกรุงเทพมหานคร

บริเวณย่านเสาชิงช้าเป็นย่านเก่าแก่แห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ มีสถาปัตยกรรมเก่าแก่จำนวนมากโดยเฉพาะอาคารพาณิชย์สองฝั่งถนนบำรุงเมืองรอบเสาชิงช้า ระหว่างแยกสี่กั๊กเสาชิงช้า และแยกสำราญราษฎร์ ถือเป็นย่านจำหน่ายสังฆภัณฑ์ที่สำคัญของกรุงเทพฯ

นอกจากนี้ โดยรอบยังมีศาสนสถานที่สำคัญในศาสนาพราหมณ์-ฮินดูอยู่หลายแห่ง ได้แก่เทวสถานโบสถ์พราหมณ์ วัดเทพมณเฑียร และศาลพระนารายณ์ ซึ่งสร้างขึ้นภายหลังบริเวณเกาะกลางถนนอุณากรรณ-ถนนศิริพงษ์ ข้างวัดสุทัศน์

เสาชิงช้าจึงเป็นย่านที่มีแหล่งท่องเที่ยวและย่านของกินที่สำคัญของเกาะรัตนโกสินทร์ที่พลาดไม่ได้

 

ปรากฏการณ์อีสานหน้าฝน ตามล่า 4 น้ำตกกับ 2 สิ่งมหัศจรรย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กันยายน 2560 เวลา 14:13 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/512543

ปรากฏการณ์อีสานหน้าฝน ตามล่า 4 น้ำตกกับ 2 สิ่งมหัศจรรย์

โดย กาญจน์ อายุ

ฤดูแล้งพัดไป เมื่อสายฝนพัดมาพร้อมสายน้ำจากยอดป่าไหลลงสู่พื้นดิน กลายเป็น “น้ำตก” บนอีสานตอนล่างอย่าง 4 น้ำตกจากอุบลราชธานีถึงศรีสะเกษ ที่เหมาะแก่การเปิดศักราช “ล่าน้ำตก” อย่างเป็นทางการอุบลราชธานี วิถีน้ำตกกลางป่าใหญ่

จังหวัดที่มีทั้งประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และธรรมชาติรังสรรค์อย่าง อุบลราชธานี เป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติ 3 แห่ง ได้แก่ อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ ที่ไม่โดดเด่นเรื่องน้ำตก แต่มีเอกลักษณ์ตรงเกาะแก่งกลางลำน้ำมูล

อุทยานแห่งชาติผาแต้ม มีความสำคัญด้านประวัติศาสตร์กับภาพเขียนสีศิลปะถ้ำโบราณกว่า 300 ภาพ

และอุทยานแห่งชาติภูจองนายอย ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยน้ำซึ่งเป็นจุดหมายออกล่าในฤดูกาลนี้

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

อุทยานแห่งชาติภูจองนายอย มีเนื้อที่ประมาณ 686 ตร.กม. ครอบคลุมพื้นที่ อ.บุณฑริก นาจะหลวย และน้ำยืน มีอาณาเขตติดต่อกับ สปป.ลาว และกัมพูชา หรือที่เรียกว่า สามเหลี่ยมมรกต น้ำตกที่สวยงาม ยอดนิยม และเดินเหนื่อยที่สุดต้องยกตำแหน่งให้ “น้ำตกห้วยหลวง” หรืออีกชื่อคือ น้ำตกบักเตว

มีเรื่องเล่าว่า ในอดีตชาวบ้านมีอาชีพหาของป่าล่าสัตว์เพื่อการยังชีพ บักเตวและพวก 3 คนก็ได้พากันขึ้นมาหาของป่าและได้พบรวงผึ้งมากมายเกาะอยู่ตามหน้าผาน้ำตกแห่งนี้ จึงได้นำเถาวัลย์มาฟั่นปั่นเป็นเชือกหย่อนลงไป โดยมีนายเตวเป็นผู้โรยตัวแต่ไม่ได้มีการบนบานศาลกล่าวบอกเจ้าที่เจ้าทางก่อน ในระหว่างเก็บรวงผึ้งอยู่นั้นบักเตวได้ร่วงหล่นลงสู่หุบเหวเบื้องล่างและกระทบหินร่างแหลกถึงแก่ความตาย ชาวบ้านจึงได้ขนานนามน้ำตกแห่งนี้ว่า น้ำตกถ้ำบักเตว

ทว่าในแต่ละปีได้เกิดอุบัติเหตุมีนักท่องเที่ยวจมน้ำเสียชีวิตซึ่งเชื่อว่าเป็นอาถรรพ์บักเตว ทำให้ในปี 2535 หัวหน้าอุทยานฯ ในสมัยนั้นจึงให้เปลี่ยนชื่อเป็น น้ำตกห้วยหลวง ตามชื่อของลำห้วยที่ไหลผ่านน้ำตกจวบจนปัจจุบัน จากนั้นน้ำตกห้วยหลวงก็โด่งดังและถูกยกให้เป็นน้ำตกที่งดงามที่สุดในอุบลฯ

น้ำตกแห่งนี้มีขนาดใหญ่ที่สุดในอุบลฯ สูงประมาณ 30 ม. ไหลเป็นเส้นตรงตกลงสู่หุบเขาที่มีลักษณะเป็นอ่างน้ำ มีหาดทรายขาว และน้ำเป็นสีมรกต แต่ก่อนที่นักท่องเที่ยวจะลงไปชมความงามด้านล่างต้องผ่านด่านบันไดหินประมาณ 300 ขั้น ที่ทางอุทยานฯ มีป้ายเตือนตั้งแต่ขั้นที่ 1 ว่าถ้าใครเป็นโรคหัวใจหรือโรคหอบต้องพิจารณาร่างกาย

เพราะขาลงที่ว่าเหนื่อยแล้ว ขาขึ้นยิ่งเหนื่อยกว่า เพราะความชันตลอดแนวแบบไร้ทางราบ บันไดแต่ละขั้นที่สูงๆ ต่ำๆ และตะไคร่น้ำที่ทำให้พลาดพลั้งได้ทุกนาที ทำให้ทุกก้าวต้องใช้สติ สมาธิ และกำหนดลมหายใจ แต่สำหรับใครที่แข็งแรงและมีใจสู้ไหวขอแนะนำให้ไปเห็นกับตา

จากมุมด้านล่างจะเห็นสายน้ำตกสีขาวผืนกว้างและสูงตระหง่าน ตัวคนจะถูกละอองน้ำสาดเข้าร่างเพราะความแรงน้ำที่ตกกระทบหินทราย และต้นไม้ที่มีรากชอนไชจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวครึ้ม โดยนักท่องเที่ยวจะถูกจำกัดวงเล่นน้ำเพื่อความปลอดภัย เฉพาะในเดือนนี้ (ก.ย.) ที่น้ำมากและแรงที่สุด ซึ่งมีข้อดีตรงที่คุณจะได้ชุ่มฉ่ำที่สุดและเห็นภาพน้ำตกที่งามที่สุด แต่ข้อเสียคือจะไม่สามารถเข้าใกล้สายน้ำตกได้มากที่สุดเท่านั้นเอง

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาสุขภาพแล้วคิดว่าไม่ไหว ก็สามารถชมจากจุดชมวิวได้ จุดนั้นจะเห็นภาพน้ำตกห้วยหลวงท่ามกลางป่าใหญ่และผาหินที่จะงามหมดจดในช่วงเช้าตรู่ เพราะควันหมอกที่พวยพุ่งจากป่าผสมกับละอองน้ำตกที่ลอยตัวขึ้น ธรรมชาติได้สร้างบรรยากาศเหมือนมีใครมาจัดฉากให้เป็นยามเช้าที่สมบูรณ์แบบ

นอกจากนี้ อุทยานแห่งชาติภูจองนายอยยังเป็นที่ตั้งของ “น้ำตกแสงจันทร์” ที่ได้รับสมญานามว่า น้ำตกลงรู จัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันซีนของอุบลฯ ซึ่งถึงแม้ว่าจะเป็นน้ำตกขนาดเล็กแต่มีความพิเศษ คือ ลำห้วยเล็กๆ บนลานหินจะไหลลอดผ่านหน้าหินที่มีลักษณะเป็นรูลงสู่เพิงผาด้านล่าง

หากชมตอนเที่ยงวันแสงอาทิตย์จะลอดผ่านรูพอดีและจะเปลี่ยนสายน้ำตกให้เป็นเหมือนแสงจันทร์ เช่นเดียวกับ “น้ำตกห้วยทรายใหญ่” หรือแก่งอีเขียว ที่เป็นน้ำตกขนาดเล็ก ชื่อไม่ดัง แต่เดินถึงตัวน้ำตกง่าย ไม่โลดโผน และที่สำคัญคือ เงียบสงบ ถึงขนาดที่คุณจะได้นั่งเอาเท้าแช่น้ำให้ปลาตอดและฟังเสียงน้ำตกบอกคุณว่า ซู่ๆ จนพลังชีวิตที่หายไปกลับคืนมา

อุบลราชธานี ยังมีธรรมชาติที่น่าตื่นตาตื่นใจกับสิ่งมหัศจรรย์ “กุ้งเดินขบวน” ที่แก่งลำดวน บริเวณนี้มีลักษณะเป็นแก่งหินและลานกว้าง ชาวบ้านเรียกว่า พลาญหิน ในช่วงฤดูน้ำหลาก (ก.ย.) แก่งลำดวนจะมีกระแสน้ำเชี่ยวกรากจึงทำให้บรรดากุ้งก้ามขนพร้อมใจกันขึ้นมาเดินขบวนทวนกระแสน้ำบนลานหิน มุ่งสู่แหล่งต้นน้ำลำโดมใหญ่ที่มีความอุดมสมบูรณ์

กุ้งเดินขบวนจะเกิดขึ้นเฉพาะช่วงเวลากลางคืนเท่านั้น แต่คืนไหนจะมาเดินมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยธรรมชาติ ฤดูกาล และปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาในบริเวณต้นน้ำลำโดมใหญ่ ถ้าปริมาณน้ำฝนมาก กระแสน้ำแรงจะพบกุ้งเดินขบวนจำนวนมาก หากปริมาณฝนน้อย กระแสน้ำไม่ค่อยแรงกุ้งก็จะเดินน้อยหรือไม่ขึ้นมาเดินบนบบก

ปรากฏการณ์กุ้งเดินขบวนจึงพบเห็นได้ยากและเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่างแท้จริง ไม่ต่างจากน้ำตกที่ต้องรอฤดูกาลและรอให้ธรรมชาติอนุญาตก่อนพบเจอความงาม

ศรีสะเกษ สุดเขตความงาม

ดินแดนปราสาทขอมและแหล่งรวมวัฒนธรรมไทย ลาว กัมพูชา ส่วย เยอ คือแผ่นดินเดียวกับดินแดนแห่งธรรมชาติอย่างน้ำตกที่จะออกล่า 2 แห่งใน อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ จังหวัดที่คนมักมองข้ามแต่ต้องไม่ใช่ในคราวนี้

เริ่มต้นที่ “น้ำตกสำโรงเกียรติ” หรือน้ำตกปีศาจ อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพนมดงรัก ลักษณะเป็นน้ำตกขนาดกลาง เหนือน้ำตกเป็นธารน้ำไหลไปตามลานหินและตกจากหน้าผาสูง 8 ม. ซึ่งต้องสารภาพว่าสมญานาม น้ำตกปีศาจ ไม่ทราบว่ามาจากไหน แต่คนตั้งให้อาจจะยังไม่เคยไปช่วงบ่ายสามคล้อยบ่ายสี่ในฤดูฝนเยี่ยงนี้

เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นคงให้สมญานามใหม่ว่า น้ำตกนางฟ้า ซึ่งมีแสงพระอาทิตย์ที่ส่องผ่านกิ่งก้านลงมาช่างเหมาะเจาะและงดงามพอดีประหนึ่งแสงของนางฟ้ายามปรากฏตัว ซึ่งความมหัศจรรย์นี้ต้องใช้จังหวะและโชคช่วยอยู่บ้างตามคอนเซ็ปต์ของธรรมชาติที่มักหยอกล้อมนุษย์หลังเลนส์เสมอ

จากนั้นตามมาด้วย “น้ำตกห้วยจันทร์” หรือน้ำตกกันทรอม ที่มีสายน้ำต้นกำเนิดจากเทือกเขาบรรทัดไหลลดหลั่นมาตามชั้นหินทรายก่อนไหลลงแม่น้ำมูล ระหว่างทางน้ำจะมีลานหินให้นั่งพักผ่อนหย่อนใจหลายจุด จึงน่าพกชุดปิกนิกที่ประกอบด้วยข้าวเหนียวไก่ย่างส้มตำมานั่งจกริมสายน้ำเย็น

นอกจากนี้ อาณาเขตของศรีสะเกษยังติดต่อกับประเทศกัมพูชา โดยมีเทือกเขาพนมดงรักและอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหารเป็นแนวกั้นเขตแดน ที่ถึงแม้ว่าคนไทยจะไม่ได้รับอนุญาตเข้าเขตปราสาทเขาพระวิหาร แต่สามารถมองเห็นบางส่วนของปราสาทได้จากอุทยานฯ

อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหารตั้งอยู่ใน อ.กันทรลักษ์ มีแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และแหล่งศึกษาธรรมชาติอย่าง ภาพสลักนูนต่ำ โดยทางทิศใต้จะมีบันไดทางลงเลียบหน้าผาไปชมภาพสลักนูนต่ำรูปเทพสามองค์บนผาหินทราย สันนิษฐานว่ารูปบุรุษเป็นท้าวกุเวร หนึ่งในจตุมหาราชประจำทิศเหนือ หรือรูปบุคคลสูงศักดิ์ในราวพุทธศตวรรษที่ 17 ส่วนรูปบุคคลประทับบนนาค สันนิษฐานว่าเป็นเทพวรุณทรงนาคหรือพระนารายณ์ทรงนาค และภาพสัตว์สองตัวที่ยังแกะสลักไม่เสร็จอาจเป็นเทพพาหนะ และบริเวณดังกล่าวยังเชื่อว่าเป็นที่ซ้อมมือของช่างแกะสลักก่อนจะดำเนินการแกะสลักจริงที่ปราสาทเขาพระวิหาร

ส่วนทางทิศตะวันตกเป็นที่ตั้งของสถูปคู่ ชาวบ้านเรียกว่า ธาตุ ทำมาจากหินทรายตัดเป็นทรงสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ ด้านบนกลมมนตั้งอยู่คู่กัน ข้างในเป็นโพรงบรรจุสิ่งของ เชื่อกันว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปราสาทเขาพระวิหารเช่นกัน

ส่วนจุดที่พลาดไม่ได้ที่สุดคงจะเป็น “ผามออีแดง” สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 556 ม. เป็นจุดชมทัศนียภาพสองฝั่งชายแดนไทย-กัมพูชากว้างไกลสุดสายตา และเป็นจุดชมทะเลหมอกไหลผ่านเหลี่ยมเขาเหนือยอดป่าจวบจนพระอาทิตย์ขึ้นพ้นฟ้า หรือหากตื่นมาตอนเช้ามืดก็จะได้ชมทั้งสายหมอกและแสงดาวอยู่คู่กัน

คราวนี้คงปฏิเสธไม่ได้แล้วว่าศรีสะเกษมีดีมากกว่าเป็นแค่เมืองผ่าน เพราะที่นี่มีความงดงามที่ต้องใช้เวลาละเลียดและรอเพื่อสัมผัสความลับที่ซุกซ่อนอยู่

การออกล่า 4 น้ำตก 2 อุทยานแห่งชาติ 2 จังหวัด จึงเป็นเรื่องสนุกและผิดหวังได้ง่ายมากถ้าคาดหวังกับธรรมชาติ เลยเป็นเรื่องสนุกกว่าถ้าปล่อยให้ “เขา” รังสรรค์ความงดงาม ณ ขณะ แล้ว “เรา” เสพสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ปรารถนาความจริงที่ปรากฏออกมา หรือหากไม่พอใจก็แค่มาใหม่วันหน้า เพราะไม่ว่าวันไหนธรรมชาติก็มีเรื่องเซอร์ไพรส์ให้ลุ้นระทึกได้อยู่ดี

 

ชิลชิล 1 วัน ในพังงา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 สิงหาคม 2560 เวลา 06:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/511368

ชิลชิล 1 วัน ในพังงา

โดย…สืบสิน

ทันทีที่ก้าวพ้นสะพานสารสิน นั่นหมายถึงเราได้ก้าวเข้าสู่ จ.พังงา กันแล้ว การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้หวังจะท่องเที่ยวเหมือนใครๆ แต่ตั้งใจเพียงว่าขอแค่หลุดพ้นมาจากเมืองใหญ่อันแสนวุ่นวาย บอกได้เลยว่าช่างสบายนักเมื่อเราได้เดินทางมาเยี่ยมน้องๆ ที่โรงเรียนเยาววิทย์ จ.พังงา ที่ถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อให้ความช่วยเหลือให้แก่เด็กและเยาวชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สึนามิ รวมไปถึงเด็กๆ ที่ได้รับผลพวงจากโรคร้ายและสถานภาพทางสังคมที่ย่ำแย่ เพื่อเตรียมตัวให้พวกเขาพร้อมสำหรับการใช้ชีวิตในอนาคต

หลังจากที่เราได้เยี่ยมน้องๆ ที่เปี่่ยมไปด้วยความสุข ความหวัง และรอยยิ้มอันน่าชื่นใจ ปลุกพลังให้เราเดินทางต่อไปเพื่อหามุมสงบทางจิตใจกันที่วัดเทสก์ธรรมนาวา หรือ “วัดป่าไทร” วัดที่สร้างขึ้นจากป่าช้า ทว่างดงามยิ่งนัก

รอยยิ้มอันเปี่ยมสุข ณ โรงเรียนเยาววิทย์

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

โรงเรียนเยาววิทย์เป็นโรงเรียนประจำสำหรับเด็กผู้ด้อยโอกาสที่มีประวัติทางสังคม ถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อให้ความช่วยเหลือให้แก่เด็กและเยาวชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สึนามิ รวมไปถึงเด็กๆ ที่ได้รับผลพวงจากโรคร้ายและสถานภาพทางสังคมที่ย่ำแย่ เพื่อเตรียมตัวให้พวกเขาพร้อมสำหรับการใช้ชีวิตในอนาคต ด้วยความมุ่งหวังว่าการศึกษาที่พวกเขามอบให้จะสร้างโอกาสและเครื่องมือที่ดีที่สุดในการต่อสู้กับความยากจนและเปิดประตูไปสู่ความสำเร็จในชีวิตได้

ราวกลางเดือน ม.ค. 2548 เพียงสองสามสัปดาห์หลังจากคลื่นยักษ์สึนามิเข้าถล่มชายฝั่ง โรงเรียนเยาววิทย์ก็ได้ถูกสร้างขึ้นบนที่ดินขนาด 137.5 ไร่ ห่างออกไปทางทิศใต้ของหมู่บ้านกะปง เพื่อให้สามารถรองรับนักเรียนประจำ จำนวน 180 คน และนักเรียนไปกลับปกติอีกจำนวน 50 คน

เมื่อโรงเรียนแล้วเสร็จบางส่วน จึงได้จัดให้มีพิธีเปิดส่วนแรกสำหรับนักเรียนประจำไปเมื่อวันที่ 24 เม.ย. 2549 โดยมี สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธาน จากนั้นในวันที่ 17 ของเดือนถัดมา โรงเรียนก็ได้เปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการ

ปัจจุบันโรงเรียนเยาววิทย์เปิดสอนทั้งในระดับอนุบาลและชั้นประถม อย่างไรก็ตาม ทางโรงเรียนยังวางแผนสำหรับอนาคตไว้ว่าจะเปิดสอนนักเรียนในระดับมัธยม รวมถึงระดับชั้นที่สูงขึ้นไปอีกด้วย

ด้วยสีหน้าและรอยยิ้มจากการต้อนรับด้วยความเต็มใจของเด็กๆ ที่นี่ ทำให้เรารับรู้ทันทีว่าความเศร้าที่อยู่ในใจของพวกน้องๆ ดูเหมือนจะเลือนหายไป น้องๆ ตั้งใจเรียนและร่วมกิจกรรมทุกอย่างที่โรงเรียนจัดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการฟ้อนรำ การปลูกผัก เลี้ยงไก่ เลี้ยงแกะ และยังเป็นชาวสวนตัวน้อยที่คอยเก็บเกี่ยวผลไม้ประจำฤดูกาล

อันที่จริงแล้วด้วยผืนแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก ชาวบ้านกะปงจึงเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ป้อนผลผลิตทางการเกษตรให้แก่ประเทศ โดยเฉพาะผลไม้ เช่น มังคุด เงาะ และรวมไปถึงทุเรียน ที่นี่มีทุเรียนสายพันธุ์ดี นั่นคือทุเรียนสายพันธุ์สาลิกาที่มีที่ อ.กะปง เท่านั้น

และวันนั้นเราก็โชคดีที่ได้มีโอกาสได้ลิ้มลองรสชาติของทุเรียนพันธุ์นี้ในราคาถูก จากการจัดงานตลาดนัดประจำปีของ อ.กะปง นั่นเอง รสชาติของทุเรียนที่นี่ตามความรู้สึกของผม ผมว่าเป็นทุเรียนที่เอาข้อดีของพันธุ์หมอนทองและชะนีเข้าไว้ด้วยกัน ลูกเล็กๆ เนื้อแน่นหวานกำลังดี ซึ่งน้องๆ จากโรงเรียนเยาววิทย์ก็มีส่วนไปร่วมแสดงกิจกรรมและนำสินค้าอย่างมังคุดและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติอย่างผงขัดตัว ยาดม ยาหม่อง ครีมกันปวดเมื่อย ของดีจากโรงเรียนมาจำหน่ายด้วยความสนุกสนานอีกด้วย

และที่นี่ยังมีห้องพักบังกะโลที่สวยงามในบริเวณโรงเรียน และมีทุกกิจกรรมที่พวกเขานำเสนอสำหรับนักท่องเที่ยวที่ใช้งาน ที่นี่เป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวที่สนใจช่วยเหลือสังคมไม่ควรพลาด

จากป่าช้า สู่วัดท่าไทร อันงดงาม

ท่ามกลางความสวยงามของธรรมชาติ ริมหาดทรายขาวและเงียบสงบ และทิวสนอันพลิ้วไหวริมชายฝั่งอันดามัน ณ บริเวณนี้เป็นที่ตั้งของวัดเทสก์ธรรมนาวา หรือ “วัดป่าไทร” (ชื่อเดิม) ตั้งอยู่ที่บ้านท่าแตง ต.นาเตย อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา เป็นวัดริมทะเลบริเวณหาดชายทะเลท่าไทร

ในอดีตพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นป่า เรียก “ป่าท่าไทร” ซึ่งนอกจากจะเป็นป่าของต้นไม้น้อยใหญ่แล้ว ยังเคยเป็น “ป่าช้า” มาก่อน อันเนื่องมาจากในอดีตป่าท่าไทรแห่งนี้ ชาวบ้านในพื้นที่และละแวกใกล้เคียงเมื่อมีการเสียชีวิตลงก็จะนำศพล่องเรือมาเผาหรือฝังยังป่าท่าไทรแห่งนี้ ซึ่งชาวบ้านเรียกขานกันว่า “อ่าวเหรว” หรือแอ่งน้ำในป่าช้า

ขณะที่แนวพื้นที่หาดชายทะเลท่าไทรนั้น เป็นแนวป่าสนชายฝั่งทะเลมีชายหาดทอดตัวยาวไกล เป็นหาดที่สงบและสะอาด จึงมีเต่าทะเลต่างๆ ขึ้นมาวางไข่ที่หาดแห่งนี้เป็นประจำ

ในยุคสมัยที่การทำเหมืองแร่ใน จ.พังงา เจริญรุ่งเรือง มีเรื่องเล่าว่า พื้นที่โดยรอบของป่าท่าไทรสามารถทำเหมืองได้หมด ยกเว้นที่ป่าท่าไทร ซึ่งเป็นดังไข่แดงอยู่ตรงกลาง ส่วนจะเป็นเพราะอะไรนั้นไม่อาจพิสูจน์ได้ แต่ชาวบ้านในพื้นที่ส่วนใหญ่ต่างเชื่อว่าเป็นพื้นที่อาถรรพ์ พอถึงยามตะวันตกดิน ชาวบ้านจะรีบเดินทางออกจากป่าท่าไทรก่อนพลบค่ำทันที

จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2533 ได้มีพระชัยพล อาสโภ และพระอานนท์ พระผู้ติดตาม ได้เดินทางเข้ามาบำเพ็ญภาวนา ด้วยเห็นว่าพื้นที่ป่าท่าไทรมีความเงียบสงบ เหมาะต่อการปฏิบัติภาวนา หลังจากนั้นแรงศรัทธาจากชุมชนและในพื้นที่ใกล้เคียงที่รู้ข่าวก็ได้ร่วมใจกันมาสร้างเป็นที่พักสงฆ์ มีการสร้างศาลามุงจาก สร้างกุฏิให้พระจำพรรษา

ต่อมาในปี พ.ศ. 2534 พระอาจารย์เสนอ วัดถ้ำทะเลหอย จ.กระบี่ ได้ขอพื้นที่จากอธิบดีกรมป่าไม้สมัยนั้น อนุมัติให้ใช้พื้นที่ตามโครงการพุทธศาสนากับป่าไม้ ในชื่อโครงการว่า ศูนย์สาธิตพระพุทธศาสนากับป่าไม้ ภายใต้การกำกับดูแลของวัดประชาธิการาม

ปี พ.ศ. 2537 แหล่งปฏิบัติธรรมแห่งนี้ได้ก่อตั้งเป็นสำนักสงฆ์ท่าไทร โดยได้รับการอนุญาตจากทางการ ในเรื่องการขอใช้พื้นที่เพื่อเป็นศาสนสถานในการประกอบศาสนกิจ และบำเพ็ญกุศลของชาวบ้านในหมู่บ้านท่าแตงและละแวกใกล้เคียง ทว่าหลังจากนั้นสำนักสงฆ์ท่าไทรได้ถูกปล่อยทิ้งร้าง ไม่มีพระภิกษุมาพำนักอยู่ในบางขณะ เนื่องจากสำนักสงฆ์ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟ

กระทั่งในปี พ.ศ. 2546 ได้มีการนิมนต์ “พระอาจารย์วินัย รัตนวณฺโณ” หนึ่งในผู้ที่ได้อยู่ปฏิบัติอาจริยวัตรกับหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ที่วัดหินหมากเป้ง จ.หนองคาย มาเป็นเวลานาน 16 ปี จวบตนหลวงปู่เทสก์ท่านละสังขาร

พระอาจารย์วินัยเมื่อมาพำนักปฏิบัติธรรมที่สำนักสงฆ์ท่าไทร ก็ได้นำพาศรัทธาจากพุทธศาสนิกชนก่อสร้างเสนาสนะพร้อมอบรมปฏิบัติธรรมในที่ดินสาธารณประโยชน์หรือป่าช้าเดิม

จากนั้นพระอาจารย์วินัยได้ดำเนินการก่อตั้งวัดขึ้น จนกระทั่งได้รับอนุญาตให้สร้างวัดจากกรมการศาสนาเมื่อวันที่ 5 ก.พ. 2553 และได้รับอนุญาตให้ตั้งวัดในพระพุทธศาสนาเมื่อวันที่ 27 ต.ค. 2553 นามว่า “วัดเทสก์ธรรมนาวา”

วัดเทสก์ธรรมนาวา หรือวัดท่าไทร ปัจจุบันมีสิ่งก่อสร้างสำคัญคือ “พระอุโบสถไม้สัก” ขนาดกว้าง 8.30 เมตร ยาว 23.10 เมตร สูง 13.54 เมตร โบสถ์ไม้สักหลังนี้เป็นอาคารทรงไทยอ่อนช้อยงดงาม โครงสร้างภายนอกจำลองแบบมาจากพระอุโบสถพระอรัญวาสี อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย มาประยุกต์สร้างด้วยไม้ ส่วนช่อฟ้าของโบสถ์แกะสลักจากช่างฝีมือชาวเชียงใหม่

ภายในโบสถ์ไม้สักมีผนังเป็นฝาปะกน มีแท่นพระประธาน ชั้นบนประดิษฐานพระพุทธรูปปางปฐมเทศนา แกะสลักจากหินหยกขาว อิทธิพลศิลปะอินเดีย มีขนาดหน้าตักกว้างประมาณ 55 นิ้ว สูงประมาณ 2.15 เมตร มีพุทธลักษณะที่อ่อนช้อยงดงามเปี่ยมศรัทธา

ส่วนบริเวณรอบโบสถ์ไม้สักมีกำแพงแก้วเป็นไม้ ใบเสมาแกะสลักจากหินหยกขาวมีรูปพระพุทธรูปอยู่ตรงกลาง ตรงบันไดทางเข้าโบสถ์ประดับเสาอโศกสีทองอร่าม

โบสถ์ไม้สักวัดท่าไทรมีอีกหนึ่งลักษณะพิเศษ นั่นก็คือจะประดับประดาด้วยงานไม้แกะสลักฝีมือช่างจากอยุธยาอันประณีต อ่อนช้อย ทั้งตามบริเวณบานประตู หน้าต่าง หน้าบัน เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติ โดยเฉพาะที่บานหน้าต่างนั้นโดดเด่นไปด้วยงานแกะสลัก ปรมัตถบารมี 10 ซึ่งเป็นการบำเพ็ญบารมีชั้นสูง การเสียสละชีวิตของตนเองเพื่อประโยชน์ของผู้อื่นอีกด้วย

แม้ว่าวัดจะอยู่ใกล้ชายฝั่งทะเลอันดามัน แต่เมื่อเขามานั่งในโบสถ์อันงดงามแห่งนี้ ก็ทำให้จิตใจสงบและเบิกบานใจพร้อมสู้ต่อกันแล้วล่ะครับ

ขอขอบคุณ โรงแรมธัญญปุระ รีสอร์ทสุขภาพและกีฬา จ.ภูเก็ต ที่เอื้อเฟื้อข้อมูล ที่พัก และการเดินทาง โทร. 076-336-000 info@thanyapura.com

 

ความสวีทในห้องสวีท 137 พิลลาร์ส สวีทส แอนด์ เรซิเดนเซส กรุงเทพฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 สิงหาคม 2560 เวลา 08:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/511150

ความสวีทในห้องสวีท 137 พิลลาร์ส สวีทส แอนด์ เรซิเดนเซส กรุงเทพฯ

โดย…นิทรา ราตรี

ประวัติศาสตร์ ศิลปะ แฟชั่น และเสียงเพลง ถูกถ่ายทอดอยู่ในทุกสัมผัสของ “137 พิลลาร์ส สวีทส แอนด์ เรซิเดนเซส กรุงเทพฯ” (137 Pillars Suites & Residences Bangkok) โรงแรมบูติกสุดหรูใจกลางกรุงที่ได้แสดงเสน่ห์แห่งเมืองหลวงในดีไซน์โมเดิร์นร่วมสมัย

โรงแรมประกอบด้วยห้องสวีท 34 ห้อง ที่ได้รับการตกแต่งอย่างสวยงามและหรูหรา โดยทุกห้องมีบริการผู้ช่วยส่วนตัว แม็กซี่บาร์ ตู้เสื้อผ้าแบบวอล์กอิน ห้องน้ำหินอ่อนขนาดใหญ่ อ่างอาบน้ำทรงกลมขนาด 2 คน พร้อมทีวีในตัว เตียงนอนที่สบายเป็นพิเศษด้วยผ้าลินินปูเตียงทอ 400 เส้น และระเบียงกว้างชมวิวทิวทัศน์ของมหานครกรุงเทพฯ

ห้องสวีทแบ่งเป็น 4 ประเภทตามยุคราชธานีไทย ได้แก่ สุโขทัย สวีท ห้องสวีท 1 ห้องนอนขนาด 70 ตร.ม. พร้อมห้องอาบน้ำกว้างขวางและระเบียงใหญ่เผยวิวเมืองหลวง อยุธยา สวีท ขนาด 95 ตร.ม. พร้อมพื้นที่รับแขกและโต๊ะรับประทานอาหารส่วนตัว ธนบุรี สวีท ขนาด 116 ตร.ม. พร้อมระเบียงที่หันหน้าเข้าถนนสุขุมวิทในบรรยากาศที่สงบที่สุดบนเก้าอี้โยกซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ 137 พิลลาร์ส และรัตนโกสินทร์ สวีท ห้องสวีท 2 ห้องนอน ขนาด 127 ตร.ม. พร้อมห้องน้ำ 2 ห้อง และระเบียงกว้าง 9.5 ม.

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

นอกจากนี้ โรงแรมยังให้บริการความสะดวกสบายด้วยสระว่ายน้ำ 2 สระ หนึ่งในนั้นคือสระว่ายน้ำบนดาดฟ้า ที่ยื่นออกไปยังเส้นขอบฟ้า เผยให้เห็นทิวทัศน์เมืองกรุงเกือบ 360 องศา พร้อมบาร์และสวนขนาดย่อมที่รายล้อมเตียงอาบแดด จนทำให้คุณหลุดกรอบจากคำว่าความวุ่นวายในเมืองหลวง

รวมถึงความผ่อนคลายที่นิทราสปา ฟิตเนส สนามกอล์ฟบนยอดตึก และเลียวโนเวนส์คลับ สถานที่ให้บริการชา กาแฟ ของว่าง ชุดน้ำชายามบ่าย และค็อกเทลยามเย็น ทั้งยังเป็นจุดเช็กอิน เช็กเอาต์ ห้องรับประทานอาหารเช้า ห้องนั่งเล่น และห้องทำงานในบรรยากาศผ่อนคลาย โดยให้บริการตั้งแต่เช้าตรู่ถึง 5 ทุ่มของทุกวัน

สำหรับห้องอาหารและบาร์มี 3 แห่ง 3 สไตล์ ที่บางกอกเทรดดิ้งโพสต์ ร้านอาหารแบบเดลิและบิสโทร ทั้งเมนูตะวันตก ไทยและเอเชีย เพื่อเป็นจุดนัดพบของคนหลายชาติหลากวัฒนธรรม

ร้านอาหารนิมิตร ให้บริการอาหารไทยร่วมสมัยในรูปแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน พร้อมไวน์คุณภาพเยี่ยมจากทั่วโลก และแจ็คเบนส์บาร์ ที่อุทิศแด่ตำนานแห่งบ้าน 137 เสาที่เชียงใหม่ ในบรรยากาศซิการ์บาร์สุดคลาสสิก

ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดแห่งประวัติศาสตร์ที่ได้นำมาเป็นแรงบันดาลใจ ศิลปะความเป็นไทยร่วมสมัยที่ซุกซ่อนอยู่ภายใน แฟชั่นเหนือกาลเวลาที่อยู่ในการดีไซน์ และเสียงเพลงที่ดังเคล้าจิตใจให้ผ่อนคลาย ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ทำให้ 137 พิลลาร์ส สวีทส แอนด์ เรซิเดนเซส กรุงเทพฯ เป็นโรงแรมแห่งที่ 2 ที่ช่างงดงามสมความคาดหวังและการรอคอย

Price: สุโขทัย 18,500 บ. อยุธยา 21,000 บ. ธนบุรี 26,500 บ. รัตนโกสินทร์ 31,000 บ. (ไม่รวมภาษีและค่าบริการ)

Place: สุขุมวิทซอย 39 มีบริการรับส่งระหว่างโรงแรมและห้างเอ็มควอเทียร์ โทร. 02-079-7000 เว็บไซต์ 137pillarsbangkok.com

Promotion: แพ็คเกจ Legendary Suites ราคาเริ่มต้นคืนละ 15,080 บ. (สำหรับการพัก 2 คืนขึ้นไป) ประกอบด้วย รถรับ-ส่งสนามบิน ชุดน้ำชายามบ่ายที่ห้องอาหารนิมิตร บริการทำผมที่ซาลอนของโรงแรม และสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่เลียวโนเวนส์คลับ

 

ห้อยโหนเป็นลิง กรี๊ดลั่นป่า ที่หนุมาน เวิลด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 สิงหาคม 2560 เวลา 07:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/510053

ห้อยโหนเป็นลิง กรี๊ดลั่นป่า ที่หนุมาน เวิลด์

โดย…สมแขก

หลายคนคุ้นเคยกับชื่อ “Flying Hanuman” กิจกรรมสุดแอดเวนเจอร์ที่ จ.ภูเก็ต ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องกิจกรรมโหนสลิง (Zipline) ระหว่างจุดหนึ่งไปจุดหนึ่ง (Platforms) การหย่อนตัวแนวดิ่ง (Abseil) ซึ่ง Flying Hanuman ตั้งอยู่ในพื้นที่เนินเขาและพยายามสร้างทุกอย่างให้กลมกลืนกับธรรมชาติมากที่สุด และครั้งนี้จะพาไปทำความรู้จักกับโลกของหนุมาน ซึ่งอลังการมากขึ้นด้วยพื้นที่แห่งใหม่ในเนื้อที่กว่า 60 ไร่ และความยิ่งใหญ่นี้จึงมีชื่อเรียกว่า “Hanuman World” ซึ่งคอนเซ็ปต์การสร้างทุกอย่างให้กลมกลืนกับธรรมชาติยังคงอยู่เช่นเดิม พื้นที่ของหนุมานเวิลด์ เดิมเป็นพื้นที่เหมืองแร่ จึงอุดมไปด้วยพรรณไม้ท้องถิ่นมากมาย ทั้ง ทุเรียนป่า เงาะป่า ต้นตะเคียนเก่าแก่ขนาด 3 คนโอบก็มี อายุร่วม 100 ปีก็มี บรรยากาศโดยรวมคล้ายเข้าป่าดงดิบ แต่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันเท่านั้นเอง ถ้าใครยังนึกภาพไม่ออกให้นึกถึงหนังจูราสสิคพาร์คไปก่อน

หนุมาน เวิลด์ ตั้งใจสร้างพื้นที่ให้เป็นโลกแห่งการผจญภัยแบบไร้ขีดจำกัดกับกิจกรรมแบบแอดเวนเจอร์ที่สามารถเล่นได้ทั้งครอบครัว เพราะมีกิจกรรมที่หลากหลายตั้งแต่เบาสุด คือการเดินสกายวอล์กชมความร่มรื่นของธรรมชาติ ไปจนถึงกิจกรรมผาดโผนที่ใส่ใจความปลอดภัยด้วยระบบ Safety ที่ได้มาตรฐานสากล

เริ่มต้นจากกิจกรรมเบาๆ สำหรับคนหัวใจไม่แข็งแรงก็คือการเดินศึกษาธรรมชาติในระยะสั้นๆ ระหว่างทางก็แวะถ่ายรูปกับบรรยากาศชิลๆ เรียกว่า Sky Walk ระยะทางกว่า 400 เมตร ซึ่งตลอดทางจะมีพืชพรรณไม้ท้องถิ่น พืชโบราณแปลกๆ อายุหลายสิบปีไปจนถึงร้อยปี เช่น ต้นกันเถา ต้นประดู่ป่า ต้นผลไม้ก็มีนะ ทั้ง ทุเรียน เงาะ จำปาดะ ขนุน ลองกอง ซึ่งระหว่างที่เดินมีเจ้าหน้าที่บรรยายให้ฟังตลอดทาง และจะได้เห็นการเล่นกิจกรรมการโหนสลิงอย่างใกล้ชิด โดยป่าผืนนี้นำ “อสุรผัด” มาเป็นสัญลักษณ์ของการเป็นผู้ปกป้องผืนป่า ซึ่งอสุรผัดเป็นบุตรของหนุมานกับนางเบญกาย มีหน้าเป็นลิง แต่มีหัวและตัวเป็นยักษ์ มีสีเหลืองเลื่อม ถึงแม้เขาจะมีเชื้อสายเป็นยักษ์และร่างกายใหญ่โต แต่จิตใจเขาอ่อนโยนมาก อสุรผัดรู้จักต้นไม้ทุกต้นในป่าแห่งนี้เป็นอย่างดี

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

หลังจากจบ Skywalk มาถึงไฮไลต์ของกิจกรรมผจญภัยภายในหนุมาน เวิลด์ เตรียมตัวไปเล่น Zipline และเพื่อความปลอดภัยเราต้องสวมชุดป้องกันและอุปกรณ์ให้เรียบร้อยก่อน ฟังการเตรียมตัวในการเล่นและต้องเชื่อฟังตามที่เจ้าหน้าที่แนะนำ แต่ละฐานจะมีความสูงและระยะทางยาวแตกต่างกัน เมื่อถึงเวลาปล่อยตัวตามอากาศ ความรู้สึกสัมผัสถึงอิสระ ฐานแรกอาจจะรู้สึกหวาดเสียวอยู่บ้าง แต่ฐานต่อๆ มาเชื่อว่าความสนุกจะเข้ามาแทนที่ เพราะมีทั้งสลิง โรยตัว แล้วจะเล่น Zipline ได้อย่างสนุกมากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่กลัวอีกต่อไป ในพื้นที่ 60 ไร่ หนุมาน เวิลด์ มีทั้งหมด 30 สถานี ซึ่งใครอยากสนุกเต็มคราบก็เลือกแพ็กเกจนี้ แต่ก็มีให้เลือกได้อีก คือ 16 สถานี และ 7 สถานี ตามเวลาที่ผู้เล่นสะดวก

ต่อจากนี้เราจะไปสู่ไฮไลต์ที่สุดของหนุมาน เวิลด์ นั่นคือ โรเลอร์ (Roller Zipline) ซึ่งที่นี่เคลมว่าเป็นโรเลอร์แห่งแรกของภาคใต้ บอกเลยว่า ถ้ามาเป็นกลุ่มต้องไม่พลาดที่จะมาเล่น ถ้าหากผ่านด่านสกายวอล์กมาแล้ว จะเห็นว่าเส้นทางของโรเลอร์จะโค้งวนไปวนมา ในระยะทาง 800 เมตร เจ้าหน้าที่บอกว่ารอบเวลาเล่นใช้เวลาเพียง 3 นาที แต่ดูด้วยตาก็ไม่รู้สึกว่าจะหวาดเสียวสักแค่ไหน จะรับรู้ความรู้สึกนั้นได้ก็ต่อเมื่อได้ลองเล่นจริง

ก่อนจะเริ่มความมันอันไร้ขีดจำกัด ต้องกลับมาเปลี่ยนชุดอุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัยใหม่ ทันทีที่ถูกปล่อยตัวสลิงจะพาตัวผู้เล่นไปข้างหน้าด้วยความเร็วและแรง ซึ่งแรงเหวี่ยงจะรุนแรงแค่ไหนขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวผู้เล่นด้วย ถ้าน้ำหนักตัวมากก็จะเหวี่ยงรุนแรง แรงเหวี่ยงเวลาเข้าโค้งตื่นเต้นตลอดทาง บางช่วงก็มีการลอดผ่านต้นไม้ด้วย และที่สุดของกิจกรรมท้าความเสียวนี้ ก็คือการสร้างโรเลอร์ให้หมุนเป็นวงกลมรอบต้นไม้ยักษ์ เรียกได้ว่าทั้งเสียวแต่ก็สวยเกินบรรยาย

เมื่อจบการเล่นเครื่องเล่นทั้งหมด ต้องบอกได้คำเดียวถ้ายังไหว เมื่อใช้พลังงานไปมากแล้วก็หาอะไรใส่ท้อง ซึ่งที่นี่มีร้านอาหารไว้บริการด้วย หนุมาน เวิลด์ เป็นกิจกรรมที่เหนื่อย เสียว สนุก ปลดปล่อยความเครียดได้ดีทีเดียว คอแอดเวนเจอร์ที่อยากกรี๊ดสนั่นให้ลั่นป่า สามารถศึกษารายละเอียดตลอดจนฐานต่างๆ ผ่านทางเว็บไซต์ www.hanumanworldphuket.com/ หรือเฟซบุ๊ก: facebook.com/HanumanWorld และ โทร. 06-2979-5533

 

ไปนอนดูดาวที่ญี่ปุ่น (จบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ธันวาคม 2560 เวลา 13:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/532046

ไปนอนดูดาวที่ญี่ปุ่น (จบ)

ตื่นเช้าขึ้นมามองออกไปนอกหน้าต่าง เฮ้ย!ทำไมสวยอย่างนี้ ตรงข้ามโรงแรมมีทะเลสาบเล็กๆ หมอกจางๆ ลอยขึ้นจากผิวน้ำดูโรแมนติกไปอีกแบบ อาบน้ำเสร็จลงไปห้องอาหารเลือกนั่งข้างกระจกที่มองเห็นวิวด้านนอกชัดเจน  ละเลียดอาหารเช้าแบบไม่เร่งรีบกับวิวสวยถือเป็นความสุนทรีย์อย่างที่สุดของทริปนี้ กินข้าวเสร็จเช็กเอาต์เรียบร้อยแล้วฝากกระเป๋าไว้ที่ล็อบบี้ วันนี้เราจะขึ้นกระเช้าไปชมวิวกันครับ มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า  Central Alps Komagatake Ropeway เป็นกระเช้าไฟฟ้าขึ้นเขาแห่งแรกของญี่ปุ่น มีบริษัท Chuo Alps Kanko เป็นผู้ได้รับสัมปทานมาตั้งแต่ปี 1967 ให้บริการมาแล้วกว่า 50 ปี เราไปยืนรอรถเมล์ที่หน้าโรงแรม เพราะรถบัสนักท่องเที่ยวทั่วไปไม่อนุญาตให้ขึ้น เนื่องจากเส้นทางคดเคี้ยวและมีบางช่วงที่คับขันมุมเลี้ยวหักศอก

ถ้าไม่ชำนาญเส้นทางก็ต้องขับด้วยความระมัดระวังอย่างมาก อย่ากระนั้นเลยปล่อยให้คนชำนาญเส้นทางเขารับหน้าที่ดีกว่า เพราะความปลอดภัยสำคัญที่สุด รถประจำทางพาเรามาถึงยังสถานีกระเช้าไฟฟ้า Komagatake มีกระเช้ารุ่นแรกให้ชมอยู่ด้านหน้า ห้องน้ำห้องท่าสะอาดสะอ้าน หลังจากเข้าคิวรอไม่นาน กระเช้าบรรจุผู้โดยสารขนาด 60 คน ก็นำเราขึ้นไปส่งยังสถานีปลายทาง Senjojiki บนความสูง 2,612 เมตร โดยใช้เวลาแค่ 8 นาที แต่เป็น 8 นาที ที่ตื่นตาน่าประทับใจ ด้วยระดับความสูงจากสถานีล่างสุด 950 เมตร

จนถึงบนสุดซึ่งมีความห่างกันถึง 1,000 เมตร จึงทำให้พืชพันธุ์มีความแตกต่างกันตามลำดับความสูง ทัศนียภาพเปลี่ยนแปลงตลอดเส้นทาง ทำให้โรปเวย์แห่งนี้มีความพิเศษกว่าที่อื่น แถมยังมีดีกรีถึง 3 ตำแหน่ง คือ โรปเวย์ที่มีระดับความสูงแตกต่างมากที่สุดในญี่ปุ่น โรปเวย์แห่งแรกของญี่ปุ่น และเนื่องจากเป็นโรปเวย์ที่อยู่สูงที่สุดในญี่ปุ่น ก็เลยได้ชื่อว่าอยู่ใกล้กับจักรวาลมากที่สุดในญี่ปุ่น แหม่! เข้าใจคิดจริงๆ

เมื่อออกจากสถานีก็สามารถเดินไปสำรวจทัศนียภาพของหุบเขาเซนโจจิกิ (Senjojiki Cirque) ที่มีลักษณะเป็นแอ่งกระทะอันเกิดจากการกัดเซาะของธารน้ำแข็งเมื่อ 2 หมื่นปีที่แล้ว จนเกิดเป็นพื้นที่กว้างใหญ่ คำว่า เซนโจจิกิ ที่แปลว่า เสื่อทาทามิ 1,000 ผืน คือ การเรียกเปรียบเปรยพื้นที่กว้างใหญ่ของแอ่งกระทะที่อุดมไปด้วยไม้ป่านานาพันธุ์ และจากตัวสถานีก็ยังสามารถเดินเท้าต่อไปอีกประมาณ 2 ชั่วโมง เพื่อขึ้นไปยังยอดเขาโคมางะตาเกะที่มีความสูง 2,956 เมตร ได้อีกด้วย บนนี้สามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ในหน้าร้อนหุบเขาจะอุดมไปด้วยสีเขียวของต้นไม้แซมด้วยสีสันของดอกไม้ป่าที่บานสะพรั่งปกคลุมไปทั่วทุ่งเซนโจจิกิ และด้วยอุณหภูมิที่เย็นสบายกว่าในเมือง จึงมีผู้คนขึ้นมาเที่ยวและพักค้างแรมที่นี่กันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง พอถึงฤดูใบไม้ร่วงใบไม้จะค่อยๆ เปลี่ยนสีจากยอดเขาลงไปจนกลายเป็นสีส้มเหลืองแดงทั่วทั้งหุบเขาตั้งแต่ปลายเดือน ก.ย.ไปจนถึงต้นเดือน พ.ย. ถือเป็นช่วงพีกที่สุดของที่นี่ และเมื่อถึงเดือน ธ.ค.หิมะก็เริ่มโปรยปรายจนปกคลุมไปทั่วทั้งหุบเขาและจะยังคงอยู่ไปจนถึงปลายเดือน พ.ค.ต่อต้นเดือน มิ.ย. สำหรับคนที่อยากสัมผัสธรรมชาติอย่างหนำใจ

ขอแนะนำให้พักค้างบนนี้เลย ทางบริษัท Chuo Alps Kanko เขาสร้างโรงแรมชื่อเดียวกับสถานี Senjojiki เป็นโรงแรมขนาดเพียง 16 ห้อง มีห้องน้ำและห้องอาบน้ำในตัวแค่ 2 ห้อง ที่เหลือต้องไปใช้ห้องน้ำและห้องอาบน้ำรวม เพราะถึงแม้ว่าทางโรงแรมจะสามารถขุดน้ำจากใต้ภูเขาขึ้นมาใช้ได้ก็จริง และหิมะที่ทับถมมาตลอดครึ่งปีจะละลายลงไปมากกว่าที่ขุดขึ้นมาใช้ก็ตาม แต่ก็ไม่อยากให้ใช้กันอย่างสิ้นเปลืองและไม่อยากสร้างมลภาวะมากจนเกินควร คิดดีทำดีแบบนี้สมควรปรบมือดังๆ ให้ครับ ของดีของเด่นสำหรับคนที่ไม่ได้พักค้างแรมต้องมาลอง คือ กาแฟร้อนที่ใช้น้ำแร่จากกลางเทือกเขาแอลป์ ส่วนท่านที่พำนักที่นี่ก็สามารถสร้างสถิติให้กับตัวเองว่ามานอนโรงแรมที่อยู่สูงที่สุดและใกล้กับดวงดาวมากที่สุดในญี่ปุ่น ซึ่งจะเห็นดาวได้ชัดเจนกว่าข้างล่างที่ผมดูเมื่อคืนอย่างแน่นอน เพราะบนนี้มืดสนิทกว่ามาก

เดินเที่ยวชมกันจนทั่วแล้วก็ได้เวลาลงจากเขา ระหว่างลงเจ้าภาพถามว่าอยากไปดูน้ำตกมั้ย ถามยั่วมาแบบนี้มีหรือที่จะปฏิเสธ เส้นทางอยู่ข้างสถานีด้านล่าง เดินเลียบเลาะลำธารขึ้นไป เส้นทางไม่ได้เรียบง่ายเพราะเป็นเส้นทางขึ้นเขา มองเห็นกระเช้าข้ามหัวไป ต้นไม้สองข้างทางยังหลงเหลือสีแดงเหลืองส้มอยู่บ้าง ความเหนื่อยยากจากการเดินหายเป็นปลิดทิ้งเมื่อเห็นภาพน้ำตกที่สวยงามเบื้องหน้า บ้านเรามีน้ำตกที่สวยกว่านี้เยอะหากแต่ไม่มีใบไม้แดงมาแต่งแต้มสีสันให้งดงามเหมือนที่นี่ ชมน้ำตกเสร็จนั่งรถบัสลงจากเขา ระหว่างทางเจอฝูงลิงเจ้าถิ่นเดินป้วนเปี้ยนเป็นระยะ คนขับคงคุ้นเคยจึงขับชะลอเปิดโอกาสให้เราได้ชมและถ่ายภาพอย่างใกล้ชิดไปด้วยในตัว รถบัสมาส่งเราที่จุดเดิมหน้าโรงแรม หลังจากเข้าห้องน้ำห้องท่าเรียบร้อยก็ออกเดินทางไปร้านอาหาร

เที่ยงนี้เราไปกินข้าวกันที่ร้าน Nana Chan เป็นร้านอาหารบุฟเฟ่ต์ที่มีจุดเด่นตรงที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่นมาปรุง และทั้งแม่ครัวตลอดจนพนักงานทุกตำแหน่งในร้านล้วนแล้วแต่เป็นคุณแม่บ้านทั้งสิ้น คุณแม่บ้านของเมืองนี้ลงแรงมาช่วยกันทำร้านอาหารร้านนี้ให้คนในชุมชนได้ชิมกัน รสชาติอาหารในร้านจึงเหมือนรสมือแม่ ให้ความอร่อยแบบบ้านๆ และให้บรรยากาศของความคิดคำนึงถึง ปัจจุบันมีร้านแบบนี้เปิดมากขึ้นเพราะได้รับความนิยม อย่างร้านนานะจังนี่นอกจากคนในท้องถิ่นมากินกันจนแน่นแล้ว คนจากชุมชนอื่นก็แวะเวียนมากินด้วยเช่นกัน เพราะทั้งอร่อยและราคาไม่แพง อาหารก็หลากหลายทั้งคาวหวานครบ เท่าที่เห็นในร้านส่วนมากจะเป็นสุภาพสตรีทุกวัย บางโต๊ะก็มีเด็กๆ มาด้วย ดูเหมือนมางานปาร์ตี้คนแถวบ้านมากกว่าจะดูเป็นร้านอาหารครับ หลังอาหารเราแวะเที่ยวชมโรงกลั่นวิสกี้ยี่ห้อ Mars ซึ่งใช้น้ำจากหิมะละลายของเทือกเขาแอลป์ตอนกลาง

ผมลองซื้อไปให้ผู้นิยมสุราลองชิม ได้รับการยืนยันว่ารสชาติไม่เป็นรองแบรนด์ดังอย่าง Nikka หรือ Yamazaki และปิดท้ายด้วยการเยี่ยมชมวัดโคเซนจิ หนึ่งในวัดเก่าแก่ของจังหวัดนากาโนะ ก่อนเดินทางสู่เมืองนาโกย่าเพื่อขึ้นเครื่องกลับไทย เป็นทริปที่น่าประทับใจเพราะใหม่สด นักท่องเที่ยวต่างชาติยังไม่ค่อยมา ที่สำคัญ ดาวสวยมาก ทริปนี้แค่ได้มานอนดูดาวเต็มตาเต็มท้องฟ้าก็คุ้มแล้วครับ

 

ไปนอนดูดาวที่ญี่ปุ่น 7

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ธันวาคม 2560 เวลา 12:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/530772

ไปนอนดูดาวที่ญี่ปุ่น 7

หลังเก็บองุ่นที่ Miharashi farm แล้ว คณะของเรามุ่งหน้าสู่เมืองเล็กๆ อีกเมือง คือ Komagane ซึ่งถือว่าเป็นฐานบัญชาการใหญ่ของบริษัท Chuo Alps Kanko เจ้าภาพสำหรับทริปนี้ รถมาจอดยังที่พักในค่ำคืนนี้ คือ โรงแรม Komagane Kogen Resort Linx หนึ่งในโรงแรมหรูของเมือง แต่ยังไม่มีเวลาได้ชื่นชมเท่าไหร่ เพราะมีผู้ประกอบการท่องเที่ยวของเมืองมาคอยต้อนรับ พร้อมรอแนะนำที่พักและกิจกรรมต่างๆ ของเมืองให้เราทราบ ที่น่าสนใจ คือ ที่เมืองนี้ยังไม่มีคณะทัวร์ไทยมาพักเลย สำหรับผมถือว่าเป็นโอกาสที่ดีมากเพราะมีนักท่องเที่ยวหลายท่านหลายคณะชอบของสดใหม่แบบนี้ เลยบอกเขาไปว่าในความยากมักมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ ญี่ปุ่นปรบมือกันเกรียว มีกิจกรรมตัวหนึ่งที่ผมสนใจมากและคิดว่าคนไทยกลุ่มหนึ่งคงสนใจเช่นกัน คือ การแข่งวิ่งมาราธอน ปัจจุบันมีการจัดวิ่งมากมายในบ้านเรา และเดี๋ยวนี้นักวิ่งหรือคนชอบวิ่งก็เริ่มออกไปวิ่งที่ต่างประเทศมากขึ้น

โดยเฉพาะการแข่งวิ่งมาราธอนระดับโลก 6 สนามที่นิวยอร์ก บอสตัน ชิคาโก ลอนดอน เบอร์ลิน และโตเกียว แต่ก็จองกันยากมากๆ ถึงขั้นต้องจับสลากกันก็มี พอทราบว่าเมือง Komagane มีจัดมาราธอนด้วยก็เลยเกิดไอเดียคิดจะพาคนไทยที่รักการวิ่งมาลองวิ่งที่นี่กันดู แต่เป็นฮาล์ฟมาราธอนระยะทาง 21.0975 กิโลเมตร (กม.) กำหนดเวลาวิ่งไว้ที่ 3 ชั่วโมง 10 นาที ค่าสมัครคนละ 5,000 เยน ถ้าจะวิ่งแค่พอสนุกก็มีระยะทาง 5 กม.และ 3 กม.ให้สมัครด้วย ที่น่าสนุกก็คือ คนในเมืองจะออกมาเชียร์และเลี้ยงดูปูเสื่อเป็นอย่างดี ของดีๆ ในเมืองนี้ก็จะถูกนำมาแจกให้นักวิ่ง ดูเป็นการวิ่งเพื่อสานสัมพันธ์กันเสียมากกว่า ที่สำคัญคือยังไม่เคยมีคนต่างชาติมาวิ่ง และถ้าเราจะจัดนักวิ่งไทยมาจริง ทางเมืองก็จะสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง ตั้งแต่โควตาใบสมัครที่ได้วิ่งแน่นอน ที่พักในเขตเมืองเพื่อความสะดวกในการเตรียมตัว และอะไรต่อมิอะไรอีกหลายอย่าง รวมทั้งของที่ระลึกที่จะทำเป็นพิเศษสำหรับคนไทย

หลังจากชื่นมื่นกับโปรเจกต์มาราธอนกันแล้ว ก็รีบไปเช็กอินเอาของเก็บขึ้นห้องเรียบร้อย ทีแรกเข้าใจว่าคงกินข้าวเย็นในโรงแรม เลยแอบเข้าไปสำรวจเห็นไลน์บุฟเฟ่ต์แล้วน่ากินมาก โดดเด่นที่สุด คือ เตาเทปปังที่พ่อครัวย่างเนื้อออกมายั่วน้ำลาย เมนูอื่นก็น่าสนใจ แต่อดกินเพราะเจ้าภาพจัดให้ไปกินข้างนอก คิดในแง่ดีร้านท้องถิ่นคงมีอะไรน่าสนใจไม่งั้นคงไม่พาไป ร้าน Iroribisuisha (อิโรริ บิสุยฉะ) ถูกใจผมสมกับที่เจ้าภาพพามา เป็นร้านอิซากายะขนาดย่อมดูอบอุ่น มีขวดเหล้าเรียงรายหลังเคาน์เตอร์พร้อมที่นั่งอยู่ฝั่งหนึ่ง อีกฝั่งเป็นที่นั่งญี่ปุ่นแบบห้อยขาได้ (Hori-kotatsu) เมนูมีทั้งสลัด ซาชิมิ เทมปุระ ยากิโทริ สุกิยากิปรุงสำเร็จ กินกันไปคุยกันไปอย่างออกรสออกชาติ พ่อครัว (หรือแม่ครัวก็ไม่ทราบ) ปรุงอาหารรสชาติเหมือนกินข้าวฝีมือแม่ เข้ากับบรรยากาศและความเป็นกันเองของร้านเป็นอย่างดี

หลายร้านในญี่ปุ่นที่ได้ดาวฝรั่ง ระยะหลังเริ่มอยากคืนดาวเพราะบรรยากาศในร้านมันเปลี่ยนไป จากลูกค้าที่มากินเพราะรสชาติและจิตวิญญาณ กลายมากินเพราะชื่อเสียงและการโพสต์รูปโชว์เพื่อน เมื่อลูกค้าดั้งเดิมเริ่มหายหน้า ร้านจึงโหยหาบรรยากาศเก่าๆ ดาวที่สูงส่งบนฟ้า หรือจะสู้ลูกค้าที่รู้ใจ ในระหว่างกินผมถามเจ้าภาพว่า ที่เมือง Komagane มีอะไรขึ้นชื่อเป็นหน้าเป็นตาบ้าง เจ้าภาพเลยสั่งเมนูนึงมาให้ เป็นทงคัทสึราดซอส ผมสงสัยว่า นี่มันเมนูของเมืองไอสึวาคะมัทสึมิใช่หรือ เจ้าภาพบอกว่า ต้นตำรับต้องของโคมะงาเนะนะจ๊ะ ฝั่งโน้นเขาเพิ่งมีแต่ของเรามีมานานแล้ว ผมเลยถามอีกว่า ถ้างั้นมีเมนูอื่นอีกมั้ยที่ไม่ต้องมานั่งกังขาว่าเป็นของใครกันแน่ เจ้าภาพนิ่งคิดอยู่พักหนึ่งแล้วลุกไปที่เคาน์เตอร์กระซิบกระซาบอะไรไม่รู้กับเจ้าของร้าน สักพักเจ้าของก็เอาถ้วยเล็กๆ ที่มี 3 หลุมเหมือนถ้วยน้ำจิ้มมาวาง มองไปในถ้วยดูคุ้นๆ เฮ้ย! นี่มันหนอนกับแมลงนี่ คำถามผุดขึ้นมาในหัวทันที

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

คนญี่ปุ่นกินแมลงกันด้วยเหรอ ทบทวนความจำตลอด 30 กว่าปีที่เข้าออกญี่ปุ่นมา ไม่เคยรู้เลยว่าคนญี่ปุ่นกินแมลง เมนูแบบนี้แหละที่ตามหามานาน ว่าแล้วผมก็ยิงคำถามอุตลุดจนเจ้าภาพตอบแทบไม่ทัน สรุปสั้นๆ ว่า ชาวบ้านแถวนี้ทำเกษตรกันมานานที่สำคัญ คือ ไม่ได้ใช้ยาฆ่าแมลงเลยมีแมลงเยอะ ด้วยความที่ยากจนและห่างไกลจากทะเลจึงไม่มีสัตว์น้ำให้จับกิน แหล่งโปรตีนที่หาได้ง่ายที่สุดก็ คือ แมลง นี่มันเหมือนกับบ้านเราเลยนี่หว่า แสดงว่าภูมิปัญญาชาวบ้านนี่มันเป็นสากล ห่างกันตั้งหลายพันกิโลคิดออกมาได้เหมือนกันเลย เจ้าภาพยังบอกอีกว่า ตอนเด็กๆ พ่อแม่ออกอุบายว่าถ้าอยากกระโดดสูงต้องกินตั๊กแตน พอโตมาหน่อยก็ตระเวนจับแมลงไปขาย ดูคล้ายๆ บ้านเราเหมือนกัน คุยกันเรื่องนี้สนุกมากได้รำลึกถึงความหลังชื่นมื่นกันถ้วนหน้า

กินข้าวเย็นเสร็จกลับโรงแรม คืนนี้เรามีโปรแกรมพิเศษสุด คือ การขึ้นไปนอนดูดาวบนดาดฟ้า ทางโรงแรมพาเราขึ้นไปบนชั้น 3 ซึ่งเป็นชั้นบนสุด แล้วออกไปที่ด้านนอกมีบันไดปีนขึ้นไปบนดาดฟ้าอีกที มีผ้าปูรองและถุงนอนเตรียมไว้ให้ครบถ้วน พร้อมตะเกียงเล็กๆ อีก 2 ดวง แหงนมองท้องฟ้าเริ่มเห็นดาวระยิบระยับบางส่วน หลังจากซุกตัวเข้าไปในถุงนอนกันเรียบร้อย เจ้าหน้าที่บอกให้เราหลับตาจนกว่าจะบอกให้ลืม เวลาเหมือนหยุดนิ่งลง ใบหน้าสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกของอุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศา ทันใดที่เจ้าหน้าที่บอกให้เราลืมตา ท้องฟ้าเบื้องหน้ามันระยิบระยับพร่างพราวเต็มฟ้ากว่าตอนแรกมากนัก เป็นเพราะตะเกียงดวงเล็กถูกดับไป และก็เพราะการหลับตาเพื่อปรับสายตาที่คุ้นชินกับแสงเสียใหม่

ความลับอยู่ตรงการหลับตานี่เอง สรรพสัตว์ที่อาศัยอยู่ในป่าจึงมีนัยน์ตาราตรีดีกว่าคนหรือสัตว์ที่อาศัยในเมือง ท่านผู้อ่านไม่ได้เห็นดวงดาวเต็มๆ ตามานานแค่ไหนแล้วครับ สำหรับผม นี่คือความมหัศจรรย์อย่างที่สุด สามารถเห็นท้องฟ้าได้ชัดเจนกว่าเดิมมาก เห็นดวงดาว เห็นกลุ่มดาว และเห็นกระทั่งกาแล็กซี่ทางช้างเผือก แค่นี้ก็คุ้มค่ากับการมาทริปนี้แล้วครับ ความสุขของการนอนดูดาวมันอธิบายเป็นคำพูดไม่ได้จริงๆ บนท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ มีดวงดาวนับอนันต์ โลกเป็นเพียงหนึ่งจุดเล็กๆ อย่าว่าแต่มนุษย์ที่เล็กจ้อยด้อยค่ายิ่งนัก มันทำให้เรารู้จักประมาณตน ลด อีโก้ แต่เติมเต็มความอิ่มเอมในใจได้อย่างเต็มกำลัง คืนนั้นผมนอนหลับอย่างเป็นสุข เพราะเข้าใจในธรรมชาติและจักรวาลมากยิ่งขึ้น คนเราอายุสั้นนักเมื่อเทียบกับอายุของจักรวาลหรือดวงดาว จงใช้ชีวิตให้คุ้มค่ากับเวลาช่วงสั้นๆ นี้ให้เต็มที่และสุดๆ กันเถอะครับ

 

ไปนอนดูดาวที่ญี่ปุ่น 6

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ธันวาคม 2560 เวลา 13:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/529645

ไปนอนดูดาวที่ญี่ปุ่น 6

กระจ่างความรู้จากพิพิธภัณฑ์เสาไม้แล้วก็เดินกลับขึ้นรถเพื่อมุ่งหน้าต่อไปยังสวนสาธารณะ Tateishi ที่ตั้งอยู่บนเนินเขา สามารถมองเห็นวิวเมืองและทะเลสาบซูวะได้ชัดเจน ที่สำคัญคือ เป็นหนึ่งในฉากสำคัญของแอนิเมชั่น Your Name รู้เช่นนี้แล้วมีหรือที่จะพลาด หนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นที่มาเที่ยวทะเลสาบซูวะในช่วงปีที่ผ่านมาล้วนต้องแวะขึ้นมาบนนี้เพื่อบันทึกภาพสักครั้ง อย่างแรกที่ต้องทำคือ หาภาพจากอนิเมะแล้วก็เดินไปยังตำแหน่งที่มองผ่านกล้องหรือมือถือที่ตรงกับในภาพมากที่สุด แล้วก็ถ่ายๆๆ ให้หนำใจ เชื่อมั้ยครับว่าเป็นการถ่ายรูปวิวที่ยาวนานที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต วิวเดียวมุมเดียวเกือบชั่วโมง นี่แหละครับความแรงของ Your Name พอหนังมันเข้าไปอยู่ในใจคนดูแล้วอะไรที่เกี่ยวเนื่องมันถูกดึงขึ้นไปด้วยหมด เสียดายหนังไทยละครไทยหลายเรื่องที่ก็หอบหิ้วมาถ่ายกันที่ญี่ปุ่นร่วมสิบเรื่องใน 2-3 ปีที่ผ่านมา ไม่สามารถสร้างกระแสการตามรอยสถานที่ถ่ายทำได้เท่ากับแอนิเมชั่นเรื่องนี้ หรือคนไทยจะไม่อินอันนี้ก็ต้องให้การท่องเที่ยวญี่ปุ่นไปหาสาเหตุกันต่อไป

ตำแหน่งที่ตรงกับในฉากอนิเมะจะมองเห็นทะเลสาบเต็มตาและมีบางอย่างแอบแฝงอยู่ ถ้าเป็นในหนังก็จะเห็นเป็นวงรี 2 วง วงแรกคือ ทะเลสาบซูวะ อีกวงคือ สนามหญ้าสีเขียวจากสวนทะเทะอิชิ ทั้งสองวงเมื่อเชื่อมต่อกันก็จะกลายเป็นเครื่องหมาย Infinity และในความเป็นจริงอาคารสูง 2 ตึก ขยับจากกลางภาพไปทางซ้ายเล็กน้อยที่เห็นในอนิเมะก็คือ โรงแรม Beniya ที่เราพักเมื่อคืนนั่นเอง มันก็จะอินๆ หน่อยเวลาพักที่นี่เพราะเอาไปคุยได้ว่า นอนโรงแรมในการ์ตูนที่มีอยู่จริง นอกจากมุมนี้แล้วยังมีอีกหลายมุมที่ปรากฏอยู่ในอนิเมะ แต่ด้วยเวลาอันจำกัด (เพราะมุมเดียวซัดไปเกือบชั่วโมง) เลยต้องรีบไปเพราะมีนัดอีกแห่งไว้ ตรงที่จอดรถมีห้องน้ำสาธารณะและใกล้ๆ กันมีหอนาฬิกาตั้งอยู่ ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องราวที่เจ้าหน้าที่เล่าให้ฟัง หอนาฬิกาแห่งนี้ก็คงไม่มีอะไรน่าสนใจ พอดีว่าเป็นหอนาฬิกาที่บริษัท

ไซโก้ (Seiko) สร้างไว้ให้ และก็เพราะว่าที่เมืองซูวะนี้เป็นสถานที่ที่บริษัท ไซโก้ เลือกตั้งโรงงานอันเนื่องมาจากเป็นเมืองที่สงบเงียบ นายช่างจะได้มีสมาธิในการประกอบนาฬิกาเหมือนกับแบรนด์ดังๆ ของสวิสที่มีโรงงานประกอบแถวทะเลสาบเจนีวา อีกทั้งแถบนี้มีอากาศที่สะอาดบริสุทธิ์ฝุ่นผงในอากาศมีน้อยเป็นผลดีต่อการประกอบนาฬิกา เขาคิดกันถึงขนาดนี้ถึงมีชื่อเสียงในระดับโลกได้ และผลพวงจากการผลิตนาฬิกาทำให้ไซโก้ก่อตั้งบริษัทลูกและผลิตเครื่องพิมพ์เวลาเพื่อใช้ร่วมกับนาฬิกาจับเวลาสำหรับโตเกียวโอลิมปิกในปี 1964 และเริ่มผลิต Electronic Printer ในปี 1968 จากนั้นก็พัฒนามาโดยตลอดและเปลี่ยนชื่อกลายร่างมาเป็นแบรนด์ Epson ที่ใครๆ รู้จักกันนั่นเอง (คำว่า Epson มีที่มาจาก E-P-Son หรือ Son on Eletronic Printer) ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า อากาศบริสุทธิ์จะเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับแมคคานิคและอิเล็กทรอนิกส์ไปได้

เราอำลาเมืองซูวะไปอย่างน่าเสียดาย เพราะมีเวลาน้อยเกินไป และยังมีอะไรที่น่าสนใจอยู่อีกมาก แต่ทุกงานเลี้ยงย่อมมีเลิกรา ข้างหน้ายังมีคนรอเราอยู่ ว่าแล้วก็มุ่งหน้าสู่เมืองอินะเพื่อไปกินข้าวกลางวัน จุดหมายปลายทางเที่ยงวันนี้อยู่ที่ Ina Ski Resort แต่ไม่ได้ไปเล่นสกีนะครับเพราะเดือนตุลาที่เรามากันนี้ยังไม่มีหิมะ ทางสกีรีสอร์ทเขามีฟาร์มเห็ดที่ด้านข้างของลานสกี ในหน้าร้อนเขาปรับเปลี่ยนกิจกรรมจากสกีเป็นล่องแก่ง เดินป่า หรือถ้าใครอยากขึ้นมากินข้าวเขาก็มีบาร์บีคิวไว้บริการ เพราะวิวบนลานสกีนี่สวยเอาเรื่องอยู่ กินไปชมวิวไปได้บรรยากาศดีเหมือนกัน เมนูหน้าร้อนที่ขึ้นชื่อของที่นี่คือบาร์บีคิวเห็ด กรรมวิธีก็ง่ายๆ เดินไปที่ฟาร์มเห็ดแล้วก็เลือกเก็บเห็ดที่อยากกินมาให้มากเท่าที่ต้องการ เห็ดมีอยู่ด้วยกัน 4 ชนิด เพาะเลี้ยงเป็นแถวๆ อยู่ในกรีนเฮ้าส์ 2 หลัง มี Shitake หรือเห็ดหอม และเห็ด Hiratake อยู่ในหลังแรก หลังที่สองมีเห็ดเป๋าฮื้อ Awabi และเห็ดนางรมสีทองTamogi ราคาก็อยู่ที่ราวๆ 190-250 เยน ต่อ 100 กรัม หรือจะกินเป็นคอร์สที่เขาจัดไว้ให้แล้วก็สะดวกดีราคาแค่หัวละ 2,000 เยน มีทั้งเห็ดและเนื้อสัตว์ให้กินกันอิ่ม เราเลือกแบบคอร์สเพราะง่ายไม่ต้องคิดเยอะ มีเห็ดมาให้ 3 ชนิด ขาดแค่เห็ดฮิราตาเกะ แต่เท่านี้ก็เยอะและถูกใจมากแล้วเพราะมาทั้งแท่งเพาะที่ยังมีเห็ดงอกอยู่ ทางร้านมีกรรไกรมาให้เราตัดหรือจะเด็ดด้วยมือก็แล้วแต่ชอบ มันสนุกตรงนี้นี่เอง จุดไฟ เหยาะน้ำมันลงบนแผ่นฟอยล์ที่หุ้มบนกระทะย่างให้ทั่ว อย่าขี้เหนียวเพราะเวลาย่างจะได้ไม่ติด ตัดเห็ดมาค่อยๆวางบนฟอยล์สลับกับเนื้อสัตว์ที่มีทั้งเนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อไก่ และไส้กรอก ต้องระวังอย่าให้ไฟแรงเกินไปจนไหม้ ย่างไปจ้วงไปกินไปสนุกมากแถมวิวดีอีกต่างหาก เป็นมื้อที่ง่ายแต่อร่อยและอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการอย่างยิ่ง

เสร็จจากของคาวก็ต้องไปต่อด้วยของหวาน เราย้ายจากลานสกีลงไปยังพื้นที่เพาะปลูกขนาดใหญ่ของเมืองอินะ แถวนี้มีฟาร์มเกษตรแห่งหนึ่งที่ยังมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือนไม่มากนักชื่อว่า Miharashi Farm ที่นี่ไม่ได้มีแค่การเก็บผลไม้ แต่เป็นศูนย์รวมกิจกรรมหลายอย่างทั้งที่พัก ออนเซน ร้านอาหาร ศูนย์หัตถกรรม และกิจกรรมฝึกทำอาหาร รวมทั้งเก็บผักผลไม้ด้วย เรียกว่ามาที่นี่มีอะไรให้ทำได้ตลอดทั้งวัน แต่วันนี้เราจะมาแค่เก็บผลไม้กัน หลายคนเคยไปเก็บสตรอเบอรี่บ้าง ส้มบ้าง แอปเปิ้ลบ้าง กันมาแล้ว ที่ฟาร์มมิฮาราชิในฤดูนี้มีองุ่นให้เก็บ แต่อย่าเพิ่งร้องยี้ ไม่เหมือนแถวเขาใหญ่แน่นอน ฟาร์มผลไม้ของที่นี่ใหญ่เอาเรื่อง จากอาคารรับรองต้องนั่งรถไปหน่อยหนึ่ง เป็นแปลงองุ่นที่กว้างขวางร่มรื่นพร้อมฉากหลังของเทือกเขายาวสุดปลายตา ดอกซูซูกิชูช่อล้อลมเย็นอันเป็นสัญญาณว่า ฤดูใบไม้ร่วงกำลังมาถึง มีองุ่นมากมายหลายสายพันธุ์ให้เด็ดกิน แถมมีโต๊ะเก้าอี้ปิคนิคไว้บริการจะได้นั่งกินอย่างสะดวก กรรมวิธีก็ไม่ยาก เจ้าหน้าที่ให้กรรไกรมาคนละเล่ม จากนั้นก็เดินตัดพวงที่ชอบ แนะนำว่าถ้ามากันหลายคนให้ตัดกันคนละพันธุ์แล้วมาแลกกันกิน ทางฟาร์มเตรียมกะละมังขนาดใหญ่ไว้ให้ใส่ด้วย ตัดไปตัดมานับรวมได้เป็นสิบสายพันธุ์ Fuji no mori, Nagano purple, Naiyagara, Shina no smile, Pione, North red, Stuben, Sunny rouge, Gorby และที่พลาดไม่ได้ Shine muscut องุ่นสีเขียวลูกโตหอมหวานอบอวลไปทั่วปาก กินครบทุกชนิดแล้วก็ยังยกให้ Shine muscut เป็นที่หนึ่งในใจอยู่เหมือนเดิมครับ