‘แม่แอบ’ ที่เดียวเที่ยว 5 ชนเผ่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2560 เวลา 11:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/520142

'แม่แอบ' ที่เดียวเที่ยว 5 ชนเผ่า

โดย/ภาพ : กาญจน์ อายุ

ไม่แปลกถ้าไม่มีใครรู้จัก “บ้านแม่แอบ” อ.เชียงแสน จ.เชียงราย หมู่บ้านเล็กๆ บนภูเขากลางป่าครึ้ม แต่เป็นที่ตั้งของชนเผ่าทั้ง 5 ผู้หนีภัยสงครามมาอยู่ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารอย่างสงบและสามัคคี

ชาวบ้านแม่แอบ คือ “กองกำลังทหารจีนกองพล 93” ที่อพยพถอยร่นมาจากจีนเข้าเมียนมาและตั้งถิ่นฐานอยู่ในประเทศไทย โดยรัฐบาลไทยได้มอบหมายภารกิจต่อสู้ขับไล่ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ และให้ปักหลักตั้งหมู่บ้านขึ้น ประกอบด้วย 5 ชนเผ่า ได้แก่ ลาหู่ อาข่า ไทยใหญ่ ลัวะ และจีนยูนนาน ภายใต้การปกครองของกลุ่มคนจีน

ความน่าสนใจอยู่ที่ทุกชนเผ่ายังรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนไว้ทั้งการแต่งกาย อาหารการกิน บ้านเรือน ประเพณี รวมถึงความเชื่อ แต่ทุกคนสามารถใช้ชีวิตร่วมกันอย่างปกติสุข ไม่มีแบ่งพรรคแบ่งพวกแบ่งเผ่า และมีทิศทางเดียวกันเรื่องการพัฒนาให้เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยว

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

กลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชน ต.บ้านแซวและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกันส่งเสริมและพัฒนาบ้านแม่แอบให้เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวโดยชุมชน จัดเส้นทางเดิน 5 ชนเผ่าให้นักท่องเที่ยวสัมผัสชุมชนด้วยตัวเอง

เล่าประวัติเป็นสังเขปว่า ประชากรบ้านแม่แอบ ส่วนใหญ่เป็นคนจีนยูนนานที่อพยพเข้ามา เนื่องจากหนีภัยสงครามในปี 2492 หลังจากนั้นกองบัญชาการทหารสูงสุดมีคำสั่งให้ชาวจีนอพยพที่เคยได้รับการฝึกแบบทหารออกช่วยปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.) โดยเข้าร่วมกับกองกำลังทหารและตำรวจ ซึ่งการปราบปรามผู้ก่อการร้ายใช้เวลายืดเยื้อยาวนานราว 4 ปี (2512-2516) เหตุการณ์ผู้ก่อการร้ายจึงได้สงบลง

จากนั้นรัฐบาลไทยได้ให้กองกำลังจีนอพยพ หรือกองพล 93 จัดตั้งเป็นหมู่บ้านยุทธการ คือ หมู่บ้านผาตั้ง หมู่บ้านแม่สลอง และหมู่บ้านแม่แอบ

01 เต้นบ่อฉ่องเตออูหรือลาวกระทบไม้ของชาวอาข่า

ชิมข้าวแคบแบบไทยใหญ่

กลิ่นข้าวหอมๆ ลอยเตะจมูกเมื่อไปถึงกลุ่มบ้านชาวลาหู่ สถานที่เรียนรู้การทำ “ข้าวแคบ” อาหารว่างของชาวเหนือที่มีวิธีทำคล้ายข้าวเกรียบปากหม้อ ทำจากแป้งข้าวเหนียวนำไปโม่ด้วยโม่หิน ผสมงาและเกลือป่น ตั้งน้ำให้เดือด ละเลงแป้งลงบนผ้าขาวบางเป็นวงกลม รอให้แป้งสุกแล้วใช้ไม้พายช้อนขึ้น วางแป้งลงบนหญ้าคา (แผ่นหญ้าคาจะทำให้แป้งข้าวแคบแกะออกง่าย) ตากแดดให้แห้งประมาณ 2 วัน จากนั้นย่างแผ่นแป้งบนเตาถ่านจนเหลืองเป็นอันเสร็จสิ้น โดยชาวบ้านนิยมเก็บไว้รับประทานในวันสำคัญ เช่น ปีใหม่ งานบวชลูกแก้ว และงานปอยหลวง

ขณะเดียวกันชาวไทยใหญ่จะไม่พลาดชักชวนให้ชิมอาหารไทยใหญ่ขนานแท้ ไม่ว่าจะเป็นข้าวเหลืองอบไก่ กลิ่นคลุ้งสมุนไพรและรสชาติแปลกลิ้น ขนมเส้นน้ำเงี้ยว รสเข้มข้นเครื่องปรุงจัดเต็มพร้อมขนมจีนรสปะแล่ม และผักอีเหม็ด คลีนที่สุดกับผักพื้นบ้านแกล้มน้ำพริกน้ำผักที่หากินไม่ได้จากที่ไหน

นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวยังจะได้ชมการละเล่นประจำเผ่าที่ชวนให้ขยับร่างกาย อย่างการเต้นเสิน รำวงสามัคคี และฟ้อนดาบ ประกอบจังหวะเครื่องดนตรีหน้าตาคล้ายกลองยาว ซอ ฉาบ ในบรรยากาศครื้นเครงแบบไม่มาก แต่อบอุ่นมาก

ชนเผ่าไทยใหญ่เดิมอยู่ที่รัฐฉาน ประเทศเมียนมา ได้ร่วมกับกองกำลังทหารจีน กองพล 93 ของก๊กมินตั๋งเดินทางมาสู่ประเทศไทย และตั้งรกรากอยู่ในพื้นที่บ้านแม่แอบพร้อมกับชาวจีนและชนเผ่าอื่นๆ

02 ลัวะสไตล์ในบ้านแม่แอบ

ลาหู่สนุกจะคึ

เดิมที ลาหู่บ้านแม่แอบเคยอาศัยอยู่บนดอยในแถบชายแดนจีนติดกับเมียนมา เมื่อกองกำลังทหารจีนกองพล 93 ผ่านไปจึงได้กวาดต้อนให้เข้าร่วมเป็นกองกำลังทหารจีน และสิ้นสุดการเดินทางอยู่ที่บ้านแม่แอบเช่นในปัจจุบัน

เอกลักษณ์ของชาวลาหู่ คือการละเล่นทางวัฒนธรรมเรียกว่า เต้นจะคึ หรือ ปอย เต เว ในภาษาถิ่น เป็นการละเล่นที่บ่งบอกถึงความหลากหลายของวิถีทำมาหากิน เพราะจะเต้นในช่วงที่มีประเพณีกินวอหรือปีใหม่ เพื่อเฉลิมฉลองและเป็นการกล่าวขอบคุณคนที่มาร่วมพิธีกรรม โดยจะเต้นท่าเกี่ยวข้าว ท่าตักข้าว ท่าตีข้าว ตามจังหวะกลองหรือเจะโข ฉิ่งฉาบหรือแซ และฆ้องหรือโบโลโก่ การละเล่นนี้ชาวลาหู่เรียกว่าเต้นจะคึ แต่ผู้มาเยือนอย่างเราอยากจะเรียกว่า เต้นคึก (คัก)

รวมถึงเอกลักษณ์ด้านอาหารอย่าง ข้าวปุ๊ก อาหารกินเล่นละมุนลิ้น ทำจากข้าวเหนียวตำถั่วงาในครกไม้ ทำเป็นแผ่นแบนๆ นำไปย่างไฟให้ร้อน ใส่น้ำอ้อยตรงกลางแผ่นแล้วพับครึ่ง รสชาติจะหอมทั้งงาและน้ำอ้อย และเมนูชื่อแปลก วะซาเอเดหู่กือจาเว อาหารคาวทำจากหมูสับผสมสมุนไพรใส่ไว้ในกระบอกไม้ไผ่ เผาไฟจนสุก เนื้อหมูด้านในจะหอมอวล

ชนเผ่านี้จึงทั้งอิ่มและอิ่มเอมจนอยากพูดเป็นภาษาลาหู่ว่า “อะบูอื่อจา” หรือขอบคุณที่ต้อนรับคนแปลกหน้าเป็นอย่างดี

03 รำวงไทยของชาวไทยใหญ่

เจจริงจีนยูนนาน

ความคุ้นเคยกับวัฒนธรรมจีนอาจทำให้คุ้นชินอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่กับน้ำเต้าหู้กับขนมไข่ฝีมือชาวจีนยูนนานบ้านแอบที่อร่อยกว่าทุกครั้งที่เคยกินมา

ชาวจีนยูนนานหรือจีนคณะชาติเป็นกองกำลังกองพล 93 ก๊กมินตั๋ง ของเจียงไคเช็ค ถอยร่นมาจากการต่อสู้กับกองกำลังของเหมาเจ๋อตง ระหว่างการถอยร่นนั้น ไม่ว่าจะผ่านหมู่บ้านใดชนเผ่าใดก็จะกวาดต้อนมาเข้ากองทัพหมด จนถึงทางใต้ของจีนกองพล 93 ติดตามกองทัพของเจียงไคเช็กที่หนีไปไต้หวันไม่ทัน จึงตั้งมั่นอยู่บริเวณชายแดนไทย-เมียนมา

ต่อมาเมื่อประเทศไทยประสบปัญหาการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์จึงได้ขอให้กองพล 93 ส่งกำลังมาช่วย 6 กองร้อย และเมื่อต่อสู้จนชนะสงคราม ทหารไทยได้ตอบแทนโดยการจัดพื้นที่จำนวน 4,000 ไร่ให้เป็นที่ทำกินซึ่งก็คือ บ้านแม่แอบ นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสงครามจะสงบแล้ว แต่วัฒนธรรมการปกครองของกองทัพยังมีอิทธิพลต่อการปกครองหมู่บ้านอยู่ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้ใหญ่บ้านของแม่แอบจึงเป็นคนจีน (สัญชาติไทย) และเป็นผู้หญิงมาหลายยุคหลายสมัยเนื่องจากผู้ชายส่วนใหญ่เสียชีวิตจากการรบ

ไม่เว้นวัฒนธรรมการกินที่หลายบ้านยังยึดถือการกินเจตลอดชีวิต ทำให้อาหารขึ้นชื่อของชาวจีนยูนนานหนีไม่พ้นน้ำเต้าหู้ ขนมไข่ ซาลาเปา ขนมข่วงมีถ่วง ขนมไข่งาขาว และผัดหมี่เหลือง นอกจากนี้ ลูกหลานชาวจีนยูนนานมักไปทำงานที่ไต้หวัน ไปเปิดบริษัททัวร์ที่ไต้หวัน แม้กระทั่งไปเป็นบุคคลระดับสูงของไต้หวัน เนื่องจากในชุมชนมีการสอนภาษาจีนตั้งแต่เด็ก และด้วยภูมิหลังเกี่ยวกับกองกำลังของเจียงไคเช็กจึงทำให้เกิดการยอมรับมาก

04 การแต่งกายที่สวยงามของหญิงชาวอาข่า

พิซซ่าลัวะสไตล์

นอกจากรอยยิ้มสดใสและเสื้อผ้าสีฟ้าสดใสในสไตล์ลัวะ อีกหนึ่งสไตล์ที่ถือเป็นเอกลักษณ์มากคือ พิซซ่าลัวะ คาดว่าชื่อนี้ได้มาจากการพยายามอธิบายให้ฝรั่งเข้าใจว่ามันคืออะไร แต่สำหรับคนไทยอาหารชนเผ่าลัวะที่จะกล่าวถึงนี้เรียกว่า ข้าวซอยน้อย

ทว่าเป็นข้าวซอยที่ไม่ใส่ชาม ไม่มีน่องไก่ ไม่มีหมี่เหลืองกรอบเหมือนข้าวซอยทั่วไป เพราะมันทำมาจากแป้งสาลีผสมพริกและเครื่องปรุงร่อนให้ทั่วถาดเหล็กรูปวงกลม โรยหน้าด้วยผักจำนวนมาก จากนั้นนำถาดเหล็กไปลอยบนน้ำเดือด ปิดฝาหม้อให้เกิดกระบวนการนึ่งและอบจนแป้งสุก ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที ข้าวซอยน้อยก็พร้อมเสิร์ฟ สมญานามพิซซ่าอาจมาจากการโรยผักบนแป้ง แต่แทนที่จะบางกรอบกลับเป็นอ่อนนุ่มเคี้ยวง่าย ที่สำคัญคือ ไม่อ้วน

หากได้ยินชาวลัวะบอกว่า “ชามๆ” อย่าเผลอยกชามให้ เพราะเขากำลังบอกให้มากินข้าว หรือหากถูกถามต่อว่า “โยมไหม” ก็อย่าเพิ่งยกมือไหว้ เพราะเขากำลังถามว่า อร่อยไหม และตอบกลับไปว่า “โยม” (ยาวๆ)

อาข่ากระทบไม้

เสียงลาวกระทบไม้แว่วมาแต่ไกล พร้อมเสียงเครื่องดนตรีทองเหลืองเคาะเป็นจังหวะเดียวกัน นั่นหมายความกำลังอยู่ใกล้บ้านชาวอาข่า กลุ่มที่มีประชากรหญิงมากกว่าชาย และยังอนุรักษ์วัฒนธรรมของตัวเองไว้อย่างหนักแน่น

เต้นลาวกระทบไม้ หรือตาปาแตะ เป็นการละเล่นชนเผ่าที่มักทำในวันสำคัญ โดยต้องแต่งชุดอาข่าเต็มยศทั้งผู้เล่น ผู้ถือไม้ไผ่ และผู้เล่นดนตรี เนื่องจากเครื่องแต่งกายจะส่งเสียงผสานเป็นองค์ประกอบเสียงดังกรุ๊งกริ๊ง ซึ่งจะขาดเสียไม่ได้ โดยนักท่องเที่ยวสามารถร่วมเล่นได้แต่ก็ไม่ง่ายที่จะข้ามให้ไม่โดนไม้กระทบเท้า

วิถีชาวอาข่าค่อนข้างเรียบง่าย สังเกตได้จากบ้านดินมุงหญ้าคาเกือบติดพื้นที่ยังมีให้เห็นจำนวนมาก ล้อมด้วยแปลงผักสวนครัว และฟืนที่แสดงให้เห็นอีกว่าหลายบ้านยังไม่ใช้ไฟฟ้าดังเช่นในอดีต

ทั้ง 5 ชนเผ่า ตั้งบ้านเรือนเป็นกลุ่มก็จริง แต่ไม่มีการแบ่งอาณาเขตว่าเผ่าฉันเผ่าเธอ นักท่องเที่ยวจึงสามารถเดินสัมผัสวิถีได้ถึงกันหมด เดินได้ตามอัธยาศัยและไม่จำกัดเวลา ซึ่งหากไปเยือนโดยไม่แจ้งกลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชน ต.บ้านแซวล่วงหน้า ก็จะได้พบกับวิถีชีวิตจริงที่อาจแตกต่างจากที่กล่าวมาเล็กน้อย เช่น การละเล่นที่ทำเฉพาะวันสำคัญ หรืออาหารบางอย่างที่ไม่ได้กินทุกวัน จึงอาจไม่เห็นทุกครั้ง แต่สิ่งที่มีแน่นอนคือ “คน” ผู้กุมวัฒนธรรมทุกอย่างไว้ทั้งเครื่องแต่งกาย ภาษา อาหารการกิน วิถีชีวิต และเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ซึ่งไม่มีการจัดฉาก ไม่มีสคริปต์ ไม่มีของปลอม และของจริงจะเป็นเสน่ห์ให้ประสบการณ์ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

ก่อนกลับอย่าลืมให้ชาวอาข่าสอนคำว่า “เยาะโป เยาะทามฝู่มา” ส่วนคำแปลว่าอะไรนั้นคุณน่าจะไปหาคำตอบด้วยตัวเอง

…………ล้อมกรอบ……….

กลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลบ้านแซว ติดต่อ เศรษฐศักดิ์ พรหมมา ปลัดเทศบาลตำบลบ้านแซว โทร. 08-1952-7058

………ใต้ภาพ………

00รูปเปิด รอยยิ้มชาวอาข่าหน้าบ้านดินโบราณ

01 เต้นบ่อฉ่องเตออูหรือลาวกระทบไม้ของชาวอาข่า

02 ลัวะสไตล์ในบ้านแม่แอบ

03 รำวงไทยของชาวไทยใหญ่

04 การแต่งกายที่สวยงามของหญิงชาวอาข่า

05 การโม่ข้าวเพื่อทำข้าวแคบ อาหารของชาวไทยใหญ่

06 พิซซ่าลัวะหรือข้าวซอยน้อยของชาวลัวะ

07 แม่ๆ ชาวอาข่าเต้นลาวกระทบไม้

08 พี่สาวชาวไทยใหญ่โชว์ห่อข้าวอาหารประจำเผ่า

09 ขนมเขาควาย สำหรับไหว้บรรพบุรุษ

10 ถักผ้าม่านจากไหมพรม

11 ขนมไข่ฝีมือชาวจีนยูนนาน

 

เขื่อนวชิราลงกรณ หัวใจ แห่งเมืองกาญจน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 ตุลาคม 2560 เวลา 10:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/519065

เขื่อนวชิราลงกรณ หัวใจ แห่งเมืองกาญจน์

โดย โยโมทาโร่

หากใครได้มีโอกาสเดินทางไปเที่ยว จ.กาญจนบุรี เราขอแนะนำให้ลองเดินทางไปเที่ยวที่ อ.สังขละบุรี แดนดินถิ่นชาวมอญ ซึ่งยังคงธรรมชาติที่สวยงาม ซึ่งเราจะได้สัมผัสกับบรรยากาศริมน้ำอันเลื่องชื่อของที่นี่ หากแม่น้ำแควคือเส้นเลือดใหญ่ที่หล่องเลี้ยงชาวเมืองกาญจน์ เขื่อนวชิราลงกรณ ก็คือหัวใจที่หล่อเลี้ยงเส้นเลือดใหญ่เหล่านี้

เขื่อนวชิราลงกรณ หรือเดิมชื่อเขื่อนเขาแหลม อยู่ห่างจาก อ.เมือง ไปทางเหนือ ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 323 มุ่งหน้าสู่ทองผาภูมิ-สังขละบุรี ราว 153 กิโลเมตร ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาแหลม เขื่อนแห่งนี้เป็นเขื่อนแบบหินถม เสริมดาดผิวหน้าด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก นับเขื่อนหินถมแห่งแรกของประเทศไทย

มีรูปแบบการใช้งานอเนกประสงค์โดยมีวัตถุประสงค์ด้านผลิตกระแสไฟฟ้า สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าเฉลี่ยปีละ 760 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง และควบคุมปริมาณน้ำลงสู่แม่น้ำแควน้อย หากในช่วงเวลาไหนที่โรงผลิตไฟฟ้าจากฟอสซิลมีปัญหา การไฟฟ้าก็จะเร่งกำลังการผลิตจากเขื่อนวชิราลงกรณ ซึ่งมีปริมาณน้ำเพียงพอตลอดทั้งปีป้อนไฟฟ้าเข้าสู่ระบบ ซี่งบางปีเราอาจจะได้เห็นข่าวแม่น้ำแควขึ้นสูงกว่าปกติก็เพราะมีการเร่งกำลังการผลิตไฟฟ้าจากเขื่อนนี่ละครับ เรียกได้ว่าเป็นเขื่อนใหญ่อันดับ 4 ของประเทศที่ขาดไปไม่ได้เลยจริงๆ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามักจะมีข่าวลือเรื่องเขื่อนแตกตามคำทำนายอยู่บ่อยครั้ง แต่หากเราได้เห็นสถานที่จริงแล้วจะพบว่ายากมากที่เขื่อนวชิราลงกรณ ที่เป็นปราการกั้นน้ำที่แข็งแรงที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคจะพังทลายลงไปได้ แม้ว่าเขื่อนนี้จะเริ่มสร้างมาตั้งแต่ปี 2522 แล้วก็ตามที

ตามประวัติเขื่อนแห่งนี้ใช้เวลาในการสร้างประมาณ 5 ปี แล้วเสร็จในปี 2527 หลังจากนั้นในปี 2529 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ไปทรงประกอบพิธีเปิดเขื่อนเขาแหลม ต่อมาจึงพระราชทานนามใหม่ว่า “เขื่อนวชิราลงกรณ” ตามพระนามของ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ในสมัยยังทรงเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร

เราใช้เวลาเดินทางโดยขับรถจาก อ.เมือง มาถึงเขื่อนราว 2 ชั่วโมงครึ่ง เมื่อเข้าเขตพื้นที่เขื่อนวชิราลงกรณ​สิ่งแรกที่เราจะได้เห็นก็คือ สวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษาบรมราชินีนาถ มีศาลาพักผ่อน ตกแต่งด้วยต้นไม้และพุ่มไม้นานาพันธุ์อย่างสวยงาม เราสามารถพักรถรับประทานอาหารบริเวณนี้ก่อนเดินทางไปที่สันเขื่อนได้

ช่วงเวลาแนะนำที่เราแนะนำให้มาเที่ยวที่เขื่อนวชิราลงกรณ คือช่วงประมาณ 06.00-08.00 น. และ 16.00-18.00 น. จะเป็นช่วงเวลาที่อากาศกำลังเย็นสบายลมแรงกำลังดี แสงสวยเหมาะกับการถ่ายภาพอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อขับรถเข้าไปด้านในจะเป็นทางที่ขึ้นไปยังสันเขื่อน เราสามารถขับรถขึ้นไปจอดชมวิวทิวทัศน์บริเวณสันเขื่อนได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าชม เปิดให้เข้าชมได้ทุกวันตั้งแต่เวลา 06.00-18.00 น.

ด้านบนเราจะได้เห็นความสวยงามของเขื่อนที่กั้น แม่น้ำบีคลี่ แม่น้ำซองกาเลีย และแม่น้ำรันตี ก่อนจะไหลรวมกันเป็นแม่น้ำแควน้อย ที่เรานิยมไปล่องแพกันนั่นเอง บริเวณโดยรอบเขื่อนระหว่างทางเข้า เราจะได้เห็น มีบริการเช่าเรือ และแพเที่ยวชมเหนือเขื่อน การล่องแพเราจะได้เห็นทิวทัศน์ธรรมชาติ ของอ่างเก็บน้ำที่กินพื้นที่กว้างไปถึง อ.สังขละบุรี ที่มีสะพานมอญ เมืองบาดาล และอุทยานแห่งชาติเขาแหลมที่จะเป็นเป้าหมายต่อไปของเรา

ออกจากเขื่อนวชิราลงกรณ จุดหมายปลายทางคือมุ่งหน้าสู่อุทยานแห่งชาติเขาแหลม เพื่อพักชมความสวยงามของอ่างเก็บน้ำที่เกิดจากการสร้างเขื่อนวชิราลงกรณ โดยเฉพาะจุดชมวิวป้อมปี่ จุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดของที่นี่ การเดินทางมาที่จุดชมวิวป้อมปี่ให้ออกมาถนนสาย 323 มุ่งหน้าอุทยานแห่งชาติเขาแหลมทางเดียวกับสังขละบุรี

ที่อุทยานแห่งชาติเขาแหลม ช่วงเวลาที่เหมาะกับการเดินทางมาเที่ยวมากที่สุดคือช่วงเดือน ต.ค.-ธ.ค. น้ำกำลังเต็มสวยงาม อากาศเย็นๆ ออกไปทางหนาวมากในช่วงกลางคืนเพราะเรากำลังพักอยู่กลางป่าและริมน้ำ เวลาเช้าคุณอาจจะได้เห็นไอหมอกลอยขึ้นจากผิวน้ำยามแสงแรกอาทิตย์ส่องกระทบ

จุดกางเต็นท์ที่อุทยานแห่งชาติเขาแหลม ป้อมปี่ ตั้งอยู่บริเวณเทือกเขาเดียวกันกับเทือกเขาตะนาวศรี ทอดตัวตามแนวเหนือใต้ มีความสูงประมาณ 100-1,700 เมตรจากระดับน้ำทะเล ยอดเขาที่สูงที่สุดคือ ยอดเขาใหญ่ มีความสูงประมาณ 1,767 เมตร ครอบคลุมทั้งส่วนที่เป็นผืนป่าที่สมบูรณ์โดยรอบอ่างเก็บน้ำเขื่อนเขาแหลม กินพื้นที่ใน อ.สังขละบุรี และ อ.ทองผาภูมิ ทิศตะวันตกติดกับเขตอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ ทิศเหนือติดกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร และอุทยานแห่งชาติลำคลองงู เป็นป่าต้นน้ำของแม่น้ำสายสำคัญของ จ.กาญจนบุรีเกือบทั้งหมด หากขาดพื้นที่ป่าเบญจพรรณตรงนี้ไป

ในส่วนของที่พักนักท่องเที่ยวได้รับการปรับปรุงอย่างสวยงามน่าพักผ่อน มีต้นไม้ร่มรื่น สนามหญ้า ปรับพื้นที่ให้เหมาะสมสำหรับการกางเต็นท์พักผ่อน เราแนะนำว่าการมาเที่ยวที่นี่หากมีผู้สูงอายุและเด็กติดตามไปด้วยแนะนำให้จองห้องพักในราคาคืนละ 900 บาท จะสบายกว่ามากแต่หากชอบแนวใกล้ชิดธรรมชาตินำเต็นท์มาเอง อาจจะต้องเหนื่อยขนอุปกรณ์ใส่รถเข็นของอุทยานขึ้นเนินเขาสักหน่อยแต่พ้นเนินเขาไปคุณจะได้เห็นวิวอ่างเก็บน้ำแบบ 180 องศาที่มีความสวยงามอย่างน่าประทับใจ

เราแนะนำว่าก่อนมาที่นี่ควรเตรียมอาหารติดสำหรับการประกอบอาหารอย่างน้อยๆ 3 มื้อขึ้นไป แต่ร้านค้าสวัสดิการ ก็มีบริการร้านอาหารและจำหน่ายเครื่องใช้ส่วนตัวเล็กๆ น้อย ขนม เครื่องดื่ม เช่น กาแฟ มีขายน้ำแข็งสำหรับแช่ของสดให้อยู่เหมือนกัน สอบถามเวลาครัวปิดให้ดี แล้วสั่งอาหารสำรองไว้เผื่อหิวกลางคืน หรือตอนเช้าในช่วงที่ครัวยังไม่เปิด

ในช่วงเปิดแอพดูเวลาพระอาทิตย์ตกแล้วรอใช้ขาตั้งกล้องรอถ่ายภาพพระอาทิตย์ตกไว้ได้เลยครับหากมาในช่วงประมาณเดือน ธ.ค.-ม.ค. ที่ฟ้าโปร่งใสโชคดีคุณอาจจะได้เห็นทางช้างเผือกปรากฏเหนืออ่างเก็บน้ำพอดี ซึ่งบริเวณนี้ค่อนข้างไกลจากตัวเมืองอยู่พอสมควรจะทำให้เราเห็นดาวได้ค่อนข้างชัดเจนกว่าบริเวณอื่นๆ

ส่วนช่วงเช้าเราแนะนำให้ออกเดินทางไปยังสะพานมอญที่อยู่ไม่ไกลกันมากนักเพื่อชมวิถีชีวิตอันแสนเรียบง่ายหรืออาจจะเช่าเรือชมเมืองบาดาล เป็นอันจบทริปเดินชมหัวใจแห่งเมืองกาญจน์อันแสนงดงามไม่แพ้แหล่งท่องเที่ยวใดในประเทศนี้เลย

 

ดีต่อใจ @ บึงบอระเพ็ด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 ตุลาคม 2560 เวลา 09:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/517816

ดีต่อใจ @ บึงบอระเพ็ด

เรื่อง สืบสิน ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

พอย่างเข้าเดือน ต.ค. พื้นน้ำอันกว้างใหญ่ก็จะเต็มไปด้วยทุ่งดอกบัวแดงเต็มผืนน้ำ พร้อมกับการมาเยือนของบรรดานกที่หนีหนาวแล้วมาสัมผัสกับอากาศเย็นกำลังดีของที่นี่ทุกปี นี่คือ “บึงบอระเพ็ด” จ.นครสวรรค์ ดังที่ปรากฏอยู่ในคำขวัญจังหวัดว่า “เมืองสี่แคว แห่มังกร พักผ่อนบึงบอระเพ็ด ปลารสเด็ดปากน้ำโพ”

บึงบอระเพ็ด เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเมืองไทย มีพื้นครอบคลุม 3 อำเภอใน จ.นครสวรรค์ ได้แก่ อ.เมือง อ.ชุมแสง และ อ.ท่าตะโก ในอดีตนั้นถือว่ามีความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมาก จึงได้รับการประกาศให้เป็น “เขตห้ามล่าสัตว์ป่า” ในปี พ.ศ. 2518 ซึ่งปัจจุบันมีการแบ่งโซนให้เป็นเขตพื้นที่หวงห้าม เขตอนุรักษ์โซนท่องเที่ยว และเขตพื้นที่ที่อนุญาตให้ชาวบ้านในพื้นที่ทำการประมงได้ เราจึงได้พบเห็นวิถีชีวิตของชาวประมงพื้นบ้านลอยเรือออกหาปลายามเช้า บ้างก็มาเก็บบัวหลวง บ้างก็เก็บสายบัว

บึงบอระเพ็ดนอกจากจะมีพืชพันธุ์ไม้น้ำอยู่เป็นจำนวนมากแล้ว ยังเป็นแหล่งรวมปลาน้ำจืดหลากหลายสายพันธุ์ โดยมีพันธุ์ปลาที่หายาก อย่างเช่น ปลาเสือตอ ปลาเสือพ่นน้ำ ปลากระโห้ เป็นต้น รวมถึงยังเคยเป็นแหล่งอาศัยของจระเข้น้ำจืด ซึ่งมีข้อมูลระบุว่าในอดีตบริเวณ “สะดือบึง” เคยมีจระเข้อาศัยอยู่อย่างชุกชุม สามารถเห็นตัวได้ง่าย แต่ปัจจุบันคาดว่าไม่มีจระเข้ตามธรรมชาติหลงเหลืออยู่ในบึงแล้ว จะมีก็แต่จระเข้เลี้ยงในฟาร์มที่(เผลอ)หลุดมาให้เป็นข่าวฮือฮาบ้างเป็นครั้งคราว

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

นอกจากนี้บึงบอระเพ็ดยังมีนกน้ำ นกประจำถิ่น และนกอพยพอาศัยหากินอยู่มากมาย จนได้ชื่อว่าเป็น “เมืองหลวงนกน้ำของไทย” และเป็นแหล่งชมนกชั้นเลิศ 1 ใน 9 ของโลก นับเป็นหนึ่งในพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญยิ่งของเมืองไทย ซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีการค้นพบ “นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร” (White-eyed River-Martin : Pseudochelidon sirintarae หรือ Eurochelidon sirintarae) เป็นครั้งแรกของโลก แต่ปัจจุบันไม่มีถูกพบเห็นมานานมาก คาดว่าอาจสูญพันธุ์ไปแล้ว มีเพียง “อนุสาวรีย์นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร” ตั้งเด่นอยู่ริมบึง ใกล้ๆกับจุดสะพานที่ทอดยาวเดินชมวิว ซึ่งเจ้าหน้าที่ของบึงบอระเพ็ดจะจัดเรือเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชมวิถีชีวิตของนกน้ำเหล่านี้อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งมีคนบอกเล่าให้ฟังอย่างเพลิดเพลินทีเดียว

ทุ่งบัวหลวงและทุ่ง “บัวสาย” หรือ “บัวแดง” ยังเป็นอีกเสน่ห์ของบึงน้ำแห่งนี้ ที่ในช่วงนี้มันต่างพร้อมใจกันออกดอกรับแสงแดดยามเช้า เป็นดังทะเลบัวแดงอันสวยงามให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชม และเหล่าหมู่นกได้โฉบบินเริงร่าหาเหยื่ออยู่ในฝูงทะเลบัวแดง ดูน่าตื่นตาตื่นใจ

ขณะที่พืชพันธุ์อื่นๆ นอกจากบัวหลวง บัวสาย แล้วที่นี่ยังมีพืชพันธุ์อีกกว่า 50 ชนิด ถือเป็นแหล่งอาหารชั้นดีของเหล่าสรรพสัตว์ โดยเฉพาะในบริเวณ “กอสนุ่นกลางน้ำ” ที่ประกอบไปด้วยพืชพันธุ์ลอยน้ำอันหลากหลาย ดูประหนึ่งพรมสีเขียวขนาดใหญ่ปกคลุมเหนือผิวน้ำให้เหล่ามวลหมู่นกออกหาปลา หาหอย กินบนพรมลอยน้ำแห่งนี้อย่างเพลินใจ

นอกจากทุ่งดอกบัวและนกนานาพันธุ์แล้ว บึง บอระเพ็ดยังมีอาคารแสดงพันธุ์สัตว์น้ำบึงบอระเพ็ด ที่จัดแสดงพันธุ์สัตว์น้ำชนิดต่างๆ ที่หาชมได้ยาก โดยผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลท่องเที่ยวเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวบึงบอระเพ็ด โทร. 056-274525

 

เที่ยวแพ็กคู่กับมนุษย์เงินเดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2560 เวลา 10:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/517683

เที่ยวแพ็กคู่กับมนุษย์เงินเดือน

โดย รอนแรม ภาพ : รีวิวพาไป

“อยากไปเที่ยวจะยากอะไร… ก็แค่เก็บกระเป๋า ใส่รองเท้า แล้วออกเดินทาง”

คำจำกัดความของเพจเฟซบุ๊ก ReviewPapai – รีวิวพาไป น่าจะอธิบายความคลั่งไคล้ของคู่หูนักเดินทางได้เป็นอย่างดี

เธอคือ ต้าร์-ธัญพร กิติกุลวรากร ผู้อยากเที่ยวจนลาออกจากงาน และ แต๋ม-สาธิยา อามาตย์มนตรี คนบ้างานจนไม่มีเวลาเที่ยว

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ทั้งคู่ทำงานประจำอยู่ที่เว็บไซต์ readme.me แพลตฟอร์มที่ให้บล็อกเกอร์ท่องเที่ยวเข้ามาเขียนรีวิวและร่วมแชร์ประสบการณ์ทั้งเส้นทาง ที่พัก อาหาร และเรื่องราวต่างๆ ระหว่างเดินทาง เพื่อสร้างสังคมของนักเดินทางทั้งไทยและต่างประเทศ

ต้าร์และแต๋มเริ่มจริงจังกับการสร้างเพจรีวิวพาไปราว 1 ปีที่ผ่านมา พร้อมเขียนรีวิวในเว็บไซต์ readme.me/id/ReviewPapai ควบคู่กันไปด้วย

“เราสองคนทำงานฟูลไทม์จันทร์ถึงศุกร์ ดังนั้นเวลาเดินทางของเราจึงเป็นวันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดราชการเหมือนพนักงานออฟฟิศทั่วไป” แต๋มกล่าว พร้อมขยายความต่อว่า

“ต้าร์ะเจป็นช่างภาพ ส่วนแต๋มเป็นคนเขียนคอนเทนต์ ซึ่งหนึ่งปีที่ผ่านมาเราออกต่างจังหวัดกันเกือบทุกสัปดาห์ โดยส่วนใหญ่เราจะไปต่างจังหวัด เพราะเรามีเวลาเดินทางไม่มาก และสองคือประเทศไทยยังมีที่ที่สวยและคนยังไม่รู้จักอีกเยอะ เราเลยอยากเก็บในประเทศให้ครบก่อน”

ต้าร์กล่าวเสริมว่า แม้ว่าการเดินทางในปัจจุบันจะกลายเป็นงาน แต่เธอทั้งคู่ยังแบ่งสัดส่วนให้ทริปตามใจประมาณร้อยละ 30 เพื่อชาร์จพลังให้เต็มที่ก่อนกลับมาทำงาน

“ถ้าให้เลือกภูเขากับทะเล เราสองคนชอบไปภูเขา ชอบน้ำตก ชอบป่าไม้ และชอบไปนอนดูหมอก” ต้าร์ยกตัวอย่างทริป เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ ที่ไม่มีการวางแผนใดๆ แค่เก็บกระเป๋า ใส่รองเท้า แล้วออกเดินทาง พวกเธอก็ได้ไปนอนให้ทะเลหมอกกอดถึงหน้าห้องแล้ว

“พอเริ่มทำเพจด้วยกันทำให้รู้เลยว่าชีวิตมันมีอะไรที่มากกว่างาน” อดีตคนบ้างานสารภาพ

“ชีวิตเรามันต้องออกไปเจอโลกกว้าง บางทีคิดอะไรไม่ออก การออกไปเที่ยวพักผ่อนในวันเสาร์อาทิตย์ก็ถือว่าเป็นการเติมพลัง ชาร์จแบตให้ชีวิต ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ และทำให้พร้อมกับมาทำงานใหม่อีกครั้ง”

นอกจากนี้ จุดเด่นของเพจรีวิวพาไปไม่ได้มีเพียงรายละเอียดของที่กิน ที่เที่ยว ที่พัก แต่ยังรวมถึงวิธีการสื่อสารที่ตรงไปตรงมา “ไม่เน้นโฆษณา แต่เน้นให้ความจริงผ่านประสบการณ์จริง” เพื่อให้ลูกเพจได้รับข้อมูลที่ถูกต้องที่สุด และสามารถเดินทางไปตามรอยได้โดยไม่รู้สึกผิดหวังกับสิ่งที่คาดหวังไว้

“เพราะยูสเซอร์ต้องการความจริง บอกข้อมูลจริง บอกราคาที่พัก บอกวิธีการไป พวกเขาจะตัดสินใจได้เลยว่าอยากไปหรือเปล่า โดยไลฟ์สไตล์ของเราจะเป็นชอบเที่ยวชิลๆ แม้ว่าจะชอบภูเขาน้ำตก แต่เราจะเป็นสายชิลคือไม่เดินป่าปีนเขา แต่ยังอยากอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ” แต๋มกล่าวเพิ่มเติม

และในอนาคตอันใกล้เพจรีวิวพาไป จะเน้นวิดีโอมากกว่าเดิม ตามเทรนด์ของการเสพเนื้อหาที่ตอนนี้คนเริ่มให้ความสนใจคลิปวิดีโอสั้นๆ มากขึ้น

คู่หูนักเดินทางยังได้ฝากข้อความถึงมนุษย์เงินเดือนทุกคนว่า ชีวิตที่ทำงานหนักจนไม่มีเวลาผ่อนคลาย คือชีวิตที่น่าเบื่อ เพราะการออกเดินทางไปเจอสิ่งใหม่ๆ จะนำมาซึ่งไอเดียใหม่ๆ และมุมมองการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป ซึ่งมันหาไม่ได้จากหน้าจอคอมพิวเตอร์

“ไม่จำเป็นต้องรวยก็เที่ยวได้” ต้าร์กล่าวทิ้งท้าย

“อย่างเราสองคนที่แม้จะเป็นมนุษย์เงินเดือน แต่ก็ยังมีเวลาพาตัวเองออกเดินทาง เพราะมันเป็นความสุขที่เราทำเพื่อตัวเองได้ รวมถึงยังเป็นการใช้เวลาที่ดีกับคนรัก กับครอบครัว ซึ่งมันเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดแล้ว”

ติดตามการเดินทางของต้าร์และแต๋มได้ผ่านเพจเฟซบุ๊ก ReviewPapai – รีวิวพาไป และเว็บไซต์ readme.me/id/ReviewPapai

 

ท่องเที่ยวไหม ต้องไป ‘สนวนนอก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2560 เวลา 09:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/517667

ท่องเที่ยวไหม ต้องไป ‘สนวนนอก’

บรรยากาศบ้านสนวน รีสอร์ท

โดย/ภาพ : กาญจน์ อายุ

คำว่า “บ้านนอก” อาจมีความหมายในทางลบ แต่สำหรับบางคนคำนี้อาจหมายถึง “จุดหมายปลายทาง” อย่าง “สนวนนอก” บ้านนอกของบุรีรัมย์ที่ไม่ใช่เรื่องแปลกหากไม่เคยได้ยิน

“ถิ่นผ้าไหมหางกระรอกคู่ ผู้คนชุมชนน้ำใจงาม ล้นหลามความรักสามัคคี มากมีอารยธรรมโบราณ ตำนานคู่กำแพงดิน ถิ่นแดนนี้บ้านสนวนนอก”

ผู้นำชุมชนมักแนะนำบ้านเกิดของตนเองด้วยคำขวัญที่ชาวบ้านทุกคนช่วยกันขมวดทุกอย่างให้อยู่ในกลอนสุภาพ โดยสิ่งที่โดดเด่นที่สุดมักอยู่ในประโยคแรก ทำให้ไม่บอกก็รู้ว่าบ้านนี้โด่งดังเรื่องการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ซึ่งชาวบ้านได้พัฒนาเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวสุดน่ารัก แค่เริ่มต้นด้วยการนั่งรถกระสวยอวกาศเข้าหมู่บ้านก็ประทับใจแล้ว

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

นั่นก็เพื่อจำกัดปริมาณรถของนักท่องเที่ยวและเพื่อความประทับใจแรกที่มิอาจลืมเลือน รถกระสวยอวกาศจึงต้องออกโรงมาต้อนรับตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอหน้าพี่ป้าน้าอา ซึ่งรถที่ว่ามีลักษณะคล้ายรถรางแต่ถูกแต่งใหม่ให้เป็นรูปทรงกระสวยอวกาศพุ่งทะยานแบบเอื่อยๆ สู่บ้านสนวนนอก อ.ห้วยราช จ.บุรีรัมย์ โดยระหว่างทางนั้นพี่ปลัดก็เล่าประวัติหมู่บ้านให้ฟังว่า

บ้านสนวนนอกเป็นชุมชนคนเขมร ใช้ภาษาถิ่นเขมรในการสื่อสาร อาศัยอยู่ในเมืองโบราณเป็นเนินดินรูปทรงกลม มีกำแพงดินและคูน้ำล้อมรอบ 3 ชั้น แต่ปัจจุบันมีคันดินให้เห็นเพียงบางส่วนเท่านั้น และมีขี้ตะกรันทับถมจำนวนมาก นอกจากนี้ยังพบหลักฐานทางโบราณคดีอื่นๆ ได้แก่ เศษภาชนะกระเบื้อง ขี้ตะกรันจากการถลุงโลหะ ไหโบราณบรรจุกระดูก หินทราย อิฐ และโบสถ์โบราณที่ทำด้วยดินดิบ

ชาวบ้านสนวนนอกส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ประกอบอาชีพเกษตรกรรมโดยหลักจะทำนา รองลงมาปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และทอผ้าไหมที่มีลวดลายเอกลักษณ์โบราณของท้องถิ่น คือ ผ้าไหมหางกระรอก (ภาษาเขมรเรียกว่า กระนึว) ผ้าไหมคลุมไหล่ยกดอกแก้ว ผ้าโสร่ง และผ้าขาวม้า

รวมถึงศิลปวัฒนธรรมที่ขาดไม่ได้คือ การแสดงเรือมตร๊ด หรือ รำตร๊ด เป็นการละเล่นพื้นบ้านของชาวอีสานใต้มาแต่โบราณ และเมนูอาหารท้องถิ่นอย่าง แกงกล้วย หรือซันลอว์เจ๊กจ์ ที่ใช้กล้วยหอมทิพย์ดิบแกงใส่หมูสามชั้นหรือไก่ ข้าวต้มด่าง ขนมตดหมา และอาหารจากดักแด้ตามแบบฉบับของชาวอีสานใต้แท้ๆ

ทว่าก่อนจะได้เรียนรู้กระบวนการและสัมผัสทั้งหมดที่กล่าวมา รถกระสวยอวกาศจะหยุดจอดอยู่หน้าหมู่บ้านเพื่อให้ผู้มาเยือนได้ไหว้ศาลหลวงปู่อุดมอันศักดิ์สิทธิ์ ต่อเนื่องด้วยการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่ชุมชนที่วัดบ้านสนวนนอก เพื่อแสดงการไปมาลาไหว้ตามขนบคนไทยและเพื่อความสบายจิตสบายใจของผู้มาเยือน

หลังจากนั้นรถกระสวยอวกาศได้ผ่านดาวเคราะห์น้อยสีเขียวอ่อนที่เต็มไปด้วยต้นข้าววัยละอ่อน กับเจ้าผู้ครองนครมือถือเคียว ก่อนที่รถจะลอยละล่องไปตามกาแล็กซีดินแดงสู่สะพานยายชุน ที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงคนสำคัญผู้มีอุปการคุณต่อชุมชน ซึ่งบริการจะไปสิ้นสุดที่สถานีปลายทางลานกิจกรรมหมู่บ้าน ริมคอกควายสุดคลาสสิกเป็นจุดที่ผู้โดยสารทุกคนต้องลงไปสำรวจต่อด้วยการเดินเท้าบนดาวเคราะห์ที่งดงามดวงนี้

ดาวหางกระรอก

มองไปบ้านไหนก็จะเห็นแปลงปลูกมัลเบอร์รี่หรือต้นหม่อนสีเขียวขจีอยู่หน้าบ้าน ซึ่งชาวบ้านตั้งใจปลูกไว้เป็นอาหารของหนอนไหมมากกว่าจะรอให้มันแตกผลแล้วนำไปรับประทาน โดยในอดีตแม่บ้านจะนิยมทอผ้าในช่วงที่ว่างเว้นจากการทำนา แต่ปัจจุบันทำได้ตลอดปีเพราะสามารถผลิตผ้าไหมได้เองตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

นั่นหมายความว่า นักท่องเที่ยวจะได้เห็นทุกขั้นตอนตั้งแต่การปลูกและเก็บใบหม่อน การเลี้ยงไหม การสาวไหม การฟอกย้อม และการทอผ้า ซึ่งโดยปกติหนึ่งบ้านสามารถทำเองได้หมดทุกขั้นตอน แต่สำหรับภารกิจพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยว ขั้นตอนต่างๆ จึงถูกกระจัดกระจายออกไปตามบ้านต่างๆ เพื่อให้บ้านที่ถนัดได้โชว์ฝีมือ และยังเป็นกุศโลบายให้คนที่ไม่เคยมาได้เที่ยวชมบ้านสนวนนอกจนรอบไปโดยไม่รู้ตัว

เอกลักษณ์ของผ้าไหมที่นี่นอกจากจะมีลายหางกระรอกที่เป็นเอกลักษณ์หนึ่งเดียว ผ้าไหมทุกผืนยังเป็นแฮนด์เมดร้อยเปอร์เซ็นต์ ย้อมด้วยสีธรรมชาติ และทอด้วยหัวใจ คุณค่าของผ้าไหมทุกผืนจึงมากกว่าราคาที่ติดขายไว้มาก และรายได้จากผ้าไหมยังทำให้ชาวบ้านลืมตาอ้าปากประกอบกับการทำนาและหัตถกรรม

ดาวกระดิ่ง

ภูมิปัญญาโบราณที่นำไม้เนื้อแข็งมาดัดแปลงเป็นกระดิ่งห้อยคอสัตว์เลี้ยง เพื่อเป็นตัวส่งเสียงให้ทราบว่า วัวควายของตนเองอยู่บริเวณไหนของผืนนา ซึ่งความพิเศษของกระดิ่งคือ เสียง ที่ไม่เหมือนกันเลยสักอันเดียว แม้ว่าจะทำมาจากมือคนเดียวกันก็ตาม จึงไม่แปลกใจว่าทำไมจึงตามวัวควายได้ไม่ผิดตัว

นักท่องเที่ยวจะได้ลองทำกระดิ่งจากช่างไม้ โดยส่วนมากจะจับสิ่วได้ไม่เกิน 5 นาทีก็ต้องถอนตัวไปเพราะเป็นงานนี้นอกจากฝีมือ ยังต้องใช้ความอดทนและความแข็งแกร่งของร่างกาย เห็นกล้ามของคุณลุงในวัยเฉียดคุณตาคนนี้แล้วก็อธิบายได้ว่า เหตุแห่งกล้ามตั้งแต่ไหล่ไปจนถึงข้อเท้าเป็นผลมาจากกระดิ่งที่แขวนอยู่เต็มบ้านลุงนี่เอง

นอกจากนี้ ใกล้ๆ กับดาวจักสานยังมีดาวแห่งการจักสาน ภูมิปัญญาชาวบ้านที่นำวัสดุหาง่ายในพื้นถิ่นมาจักสานเป็นข้าวของเครื่องใช้ทั้งพัด ฝาชี สุ่มไก่ กระด้ง ตะกร้า และอุปกรณ์ทำการเกษตรต่างๆ ซึ่งทักษะการจักสานเป็นบรรทัดฐานของคนสมัยก่อนว่า หากชายใดจะแต่งงานต้องมีความสามารถในการจักสาน เพราะเป็นเครื่องมือในการหาเลี้ยงครอบครัว เช่นเดียวกับการเป็นหญิงที่ต้องทอผ้าได้เพื่อทักทอเครื่องนุ่งห่มให้สามีและลูกสวมใส่

ก่อนจะไปหยุดที่ดาวนก บ้านที่นำเปลือกมะพร้าวและกะลามะพร้าวมาต่อยอดสู่ของประทับและของใช้ภายในบ้าน โดยนำความรู้ด้านศิลปะและงานหัตถกรรมเข้าไปสร้างสรรค์ของไร้ค่าที่ต้องย่อยสลายตามกาลเวลาให้กลับมามีคุณค่าอีกครั้ง คือนำเปลือกมะพร้าวมาทำเป็นนก ผึ้ง มด แขวนไว้หน้าบ้านเพื่อความเป็นสิริมงคล รวมถึงกะลามะพร้าวทำเป็นถ้วยกาแฟสุดเก๋ที่ทั้งเท่และทนทาน

งานหัตถกรรมพื้นบ้านเหล่านี้คือวิถีชีวิตที่ไม่ต้องเสริมเติมแต่ง หากไม่มีใครมาชม ชาวบ้านก็ทำเป็นปกติ หรือหากไม่มีเงินจากต่างถิ่นเข้ามาซื้อ พวกเขาก็ขายคนในชุมชนและบริเวณใกล้เคียงกันเอง เพราะนี่คือการท่องเที่ยวโดยชุมชนเพื่อให้คนนอกชุมชนได้เรียนรู้ความหลากหลายของชีวิต

วิถีที่หลายคนอาจเรียกว่า บ้านนอก แต่ช่างเป็นชีวิต นอกบ้าน ที่ควรออกไปสัมผัส

ชุมชนบ้านสนวนนอกพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยที่พักแบบโฮมสเตย์และรีสอร์ท (ที่ดีและใหญ่เกินความคาดหมาย) ชื่อ บ้านสนวน รีสอร์ท

สำหรับกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ ติดต่อโทร. 08-5411-4435, 09-5801-1693, 08-7435-3237 หรือเพจเฟซบุ๊ก หมู่บ้านท่องเที่ยวไหม “บ้านสนวนนอก” อ.ห้วยราช จ.บุรีรัมย์

…………ใต้ภาพ………….

00 รูปเปิด คุณยายปั่นไหมอยู่ใต้ถุนบ้าน

รูปเปิด คุณยายปั่นไหมอยู่ใต้ถุนบ้าน

01 ควันโพยพุ่งออกจากหม้อย้อมผ้าด้วยสีธรรมชาติ

ควันโพยพุ่งออกจากหม้อย้อมผ้าด้วยสีธรรมชาติ

02 ตักบาตรยามเช้าที่บ้านสนวนนอก

ตักบาตรยามเช้าที่บ้านสนวนนอก

03 การสาวไหมจากรังดักแด้

การสาวไหมจากรังดักแด้

04 ชาวบ้านล้อมวงเต้นรำตร๊ด

ชาวบ้านล้อมวงเต้นรำตร๊ด

05 คุณลุงช่างไม้ทำกระดิ่งวัว

คุณลุงช่างไม้ทำกระดิ่งวัว

06 กระดิ่งวัวถูกแปรสภาพให้เล็กลงเป็นของที่ระลึก

กระดิ่งวัวถูกแปรสภาพให้เล็กลงเป็นของที่ระลึก

07 บ้านทำพัดจากไม้ไผ่

บ้านทำพัดจากไม้ไผ่

08 พระสงฆ์เปิดหน้าต่างวัดบ้านสนวนนอก

พระสงฆ์เปิดหน้าต่างวัดบ้านสนวนนอก

09 ทุ่งนาสูงเท่าตัวชาวนา

ทุ่งนาสูงเท่าตัวชาวนา

10 พิธีบายศรีสู่ขวัญจากผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน

พิธีบายศรีสู่ขวัญจากผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน

11 บ้านประดิษฐ์นกจากเปลือกมะพร้าว

บ้านประดิษฐ์นกจากเปลือกมะพร้าว

12 การเก็บใบหม่อนเพื่อนำไปเลี้ยงหนอนไหม

การเก็บใบหม่อนเพื่อนำไปเลี้ยงหนอนไหม

13 จุดถ่ายภาพบนบ้านโบราณ

จุดถ่ายภาพบนบ้านโบราณ

14 รถกระสวยอวกาศพาชมหมู่บ้าน

รถกระสวยอวกาศพาชมหมู่บ้าน

15 แม่บ้านโชว์ผ้าไหมลายหางกระรอก

แม่บ้านโชว์ผ้าไหมลายหางกระรอก

16 ลาบดักแด้ เมนูยอดฮิตของหมู่บ้านหม่อนไหม

ลาบดักแด้ เมนูยอดฮิตของหมู่บ้านหม่อนไหม

17 สะพานยายชุนข้ามไปสู่ทุ่งนา

สะพานยายชุนข้ามไปสู่ทุ่งนา

18 บรรยากาศบ้านสนวน รีสอร์ท

 

Sky Lane ปิด คนกรุงไปปั่นกันที่ไหน…

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กันยายน 2560 เวลา 10:20 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/516553

Sky Lane ปิด คนกรุงไปปั่นกันที่ไหน...

โดย/ภาพ : Withaya Heng

นับตั้งแต่เส้นทางจักรยานรอบท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หรือ Sky Lane ปิดปรับปรุงลงตั้งแต่กลางเดือน เม.ย.เป็นต้นมา ผ่านมาแล้ว 4-5 เดือน เรามาดูกันว่านักปั่นในกรุงเทพฯ เขามีการปรับตัวกันอย่างไร

แน่นอนว่าคนที่อยู่ฟากฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ คงไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนอะไร เพราะพวกเขาก็ปั่นกันที่พุทธมณฑล ปั่นเส้นนครชัยศรี หรือเส้นกำแพงแสนเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว นานๆ ครั้งถึงจะข้ามฟากไปปั่นที่ Sky Lane แต่คนที่อยู่ฝั่งตะวันออกซึ่งเป็นขาประจำ Sky Lane นี่สิ ในระยะแรกที่ Sky Lane ปิดตัวลง สวนสาธารณะบริเวณนั้นจึงเป็นที่รองรับบรรดานักปั่น

ทั้งบึงรับน้ำหนองบอนและสวนหลวง ร.9 ต่างมีปริมาณนักปั่นเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว โดยเฉพาะในวันเสาร์-อาทิตย์ แต่ด้วยระยะทางที่ค่อนข้างจำกัด อย่างบึงรับน้ำหนองบอน เส้นปั่นได้ระยะทาง 3.8 กม./รอบ หรือสนามราษฎร์ สวนหลวง ร.9 ระยะทางต่อรอบเพียง 600 เมตรเท่านั้น ถ้าเป็นขาแรงหรือนักแข่งสมัครเล่นที่ต้องการปั่นซ้อมกันระยะทางเป็นร้อยกิโลเมตร ก็อาจจะต้องปั่นวนจนเวียนหัวก่อนจะเหนื่อยได้

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

วันนี้ เราจึงขอแนะนำเส้นปั่นที่พอจะเทียบเคียงกับ Sky Lane ทั้งระยะทาง และความสนุกที่ได้ อาจจะไกลไปนิด ความสะดวกสบายอาจจะไม่เท่า แต่บางแห่งได้ความสวยงามและธรรมชาติรอบด้านที่เหนือกว่ามาชดเชย

อ่างเก็บน้ำบางพระ

จากมอเตอร์เวย์เลยผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไปเพียง 70 กม. คุณจะได้พบกับเส้นปั่นจักรยานรอบอ่างเก็บน้ำบางพระที่มีระยะทาง 20 กม. เป็นทางลาดยางอย่างดี บางช่วงมีเลนจักรยานโดยเฉพาะ บางช่วงก็ใช้ทางร่วมกับรถยนต์ แต่โดยรวมถือว่าค่อนข้างปลอดภัย เมื่อปั่นมาถึงหน้าสนามกอล์ฟบางพระให้เลี้ยวเข้าไปในสำนักงานชลประทานที่ 9 จะเป็นเส้นไต่เนินให้ได้ออกแรงปั่นขึ้นสู่สันอ่าง เส้นทางโดยรวมร่มรื่น อากาศดี โดยเฉพาะช่วงเช้าและเย็นจะมีนักปั่นจำนวนมาก จุดจอดรถมีหลายจุด สามารถจอดได้ในสำนักงานชลประทาน หรือร้านครัวในสวน ซึ่งมีร้านจักรยาน Ban Bike อยู่ในพื้นที่เดียวกัน ก็ทำที่จอดรถที่จอดจักรยานไว้ให้ รวมทั้งมีห้องอาบน้ำให้บริการอีกด้วย

รังสิตคลอง 12-13

คลอง 13 เป็นคลองสาขาที่แยกออกมาจากคลองรังสิต ด้านเหนือขึ้นไปบรรจบกับคลองระพีพัฒน์ที่ไหลลงมาจากนครสวรรค์ ส่วนด้านใต้ไหลยาวลงมาเจอกับคลองแสนแสบ ระหว่างทางจะมีถนนตัดขวางอยู่หลายช่วง ตั้งแต่ประตูน้ำพระอินทร์ (ทางหลวงหมายเลข 3045) ถัดมาเป็นถนนรังสิต-นครนายก (ทางหลวงหมายเลข 305) ชั้นต่อมาคือถนนลำลูกกา และมาสุดทางแถวหนองจอก

เส้นปั่นจักรยานของเรานั้นคือถนนเลียบคลองตั้งแต่ช่วงรังสิต-นครนายก ถึงหนองจอกนั่นเอง โดยเราจอดรถที่สถานีตำรวจนครบาลประชาสำราญ ซึ่งอยู่คลอง 12 ปั่นวนลงล่างเข้าคลอง 13 เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ยาวมากๆ ระยะทาง 50 กม. บรรยากาศโดยรอบเป็นทุ่งนากว้างเขียวขจีจนไม่คิดว่าเรายังอยู่ในกรุงเทพฯ สองข้างทางร่มเงาค่อนข้างน้อยจึงควรเริ่มปั่นแต่เช้าตรู่ ถ้าสายมากจะค่อนข้างร้อนและมีรถใหญ่ออกวิ่งในเส้นคลอง 12 หรือเมื่อปั่นไปจนสุดถนนรังสิต-นครนายกแล้ว ปั่นกลับย้อนทางเดิมเลียบคลอง 13 ก็จะได้ปั่นบนถนนเลียบคลองตลอดเส้นทางทั้งขาไปและกลับ ลมที่พัดผ่านน้ำจะมีความเย็นต่างกันโดยสิ้นเชิง ช่วยบรรเทาอากาศร้อนลงได้เป็นอย่างดี

และอีกหนึ่งเส้นทางที่กำลังจะเปิดให้บริการปลายเดือนนี้คือ เส้นปั่นจักรยาน โครงการป่าสิริเจริญวรรษ อยู่บริเวณโครงการพัฒนาพื้นที่วัดญาณสังวรารามฯ ต.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

เส้นปั่นจักรยาน โครงการป่าสิริเจริญวรรษ

โครงการป่าสิริเจริญวรรษ หรือ “ป่าแห่งความรัก” เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อเป็นการสงวนและรักษาสมดุลทางธรรมชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2535 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานโครงการป่าสิริเจริญวรรษเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ ป่านี้จึงถือเป็น “ป่าแห่งความรัก” ของทั้งสองพระองค์

ทาง จ.ชลบุรี ได้จัดทำเส้นทางจักรยานที่สามารถเข้าศึกษาธรรมชาติในพื้นที่โครงการป่าสิริเจริญวรรษขึ้นมา โดยมีระยะทาง 18 กม./รอบ เป็นทางลาดยางอย่างดี มีความร่มรื่นของป่าไม้นานาพันธุ์และที่ไม่ธรรมดาคือเส้นทางมีการไต่เนินขึ้นลงตลอดทาง และมีความคดเคี้ยวจนเรียกได้ว่าแทบจะไม่มีทางตรงยาวอยู่เลย ช่วงไหลลงจากเนินก็เป็นทางโค้งอยู่หลายช่วง ดังนั้นจึงต้องใช้ความระมัดระวังให้มาก

เส้นทางจักรยาน โครงการป่าสิริเจริญวรรษ จะมีกิจกรรม “รวมใจรัก ปั่นเพื่อพ่อ” ในวันอาทิตย์ที่ 24 ก.ย.นี้ เป็นการเปิดตัวเส้นทางอย่างเป็นทางการ และหลังจากนี้จะเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00-18.30 น.

 

ทริปบ้าๆ ในราคาคุ้มค่า โลว์คอสต์ไทยแลนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กันยายน 2560 เวลา 13:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/516430

ทริปบ้าๆ ในราคาคุ้มค่า โลว์คอสต์ไทยแลนด์

 โดย รอนแรม ภาพ : โลว์คอสต์ไทยแลนด์

หนุ่มเพื่อนซี้มหาวิทยาลัย แซง-อดุลวิทย์ วาณิชอุปถัมภ์กุล ต้น-กีรติ แสงใหญ่ และรุ่นน้อง จาคอป-ลัทธวิทย์ ธูปแจ้ง ได้กลายมาเป็นกลุ่มแอดมินฯ แห่งเพจเฟซบุ๊ก “โลว์คอสต์ไทยแลนด์” (Lowcost Thailand) ที่จะพาคนรุ่นใหม่ไปตะลุยทริปแบ็กแพ็ก โบกรถ นอนโฮมสเตย์ และทำอะไรบ้าๆ ในราคาที่คุ้มค่า

แซง รับหน้าที่เป็นคนเล่าให้ฟังว่า เพจโลว์คอสต์ไทยแลนด์ เป็นผลพลอยได้จากรายการทีวีที่แซงและต้นช่วยกันผลิตเพื่อส่งเป็น “การบ้าน” ตามคำสั่งอาจารย์

โดยทั้งคู่มีเรย์ แมคโดนัลด์ เป็นแรงบันดาลใจจึงตัดสินใจทำรายการท่องเที่ยว แต่ความท้าทายคือ จะทำอย่างไรให้เป็นรายการที่แตกต่าง

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ทั้งสองจึงหันกลับมาดูสไตล์การท่องเที่ยวของตัวเองแล้วพบว่า การท่องเที่ยวแบบไม่มีค่อยมีเงินนี่แหละ น่าจะเป็นจุดเด่นที่ดีทีเดียว

“เราทั้งสองคน (แซงและต้น) ชอบเดินทางกันมาตั้งนานแล้ว ไม่ว่าจะนั่งรถไฟฟรีก็ไป โบกรถก็ไป คือทำยังไงก็ได้แต่ขอให้ได้ไปเที่ยว เลยมานั่งคิดกันว่าเราทำเป็นรายการโลว์คอสต์ดีไหม ตามสไตล์ท่องเที่ยวของพวกเราและความหมายก็ตรงตัวดี

“จากนั้นพอมีรายการก็ต่อยอดมาสู่เพจเฟซบุ๊กโลว์คอสต์ไทยแลนด์ โดยตอนนั้นเราไม่คิดเลยว่าบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวจะกลายเป็นอาชีพได้ เพราะเราเริ่มจากทำส่งเป็นการบ้าน ทำให้เพื่อนๆ ในคณะดู ไม่ได้คาดหวังว่า เพจของเราจะดังและปังจนกลายเป็นงานได้อย่างตอนนี้”

ปัจจุบันเพจมียอดไลค์ประมาณ 2.3 แสนไลค์ ภายในระยะเวลาไม่ถึง 2 ปี ซึ่งจุดเริ่มต้นของความดังน่าจะมาจากโพสต์ “เขื่อนเชี่ยวหลาน กับ แบงค์พันสองใบทำไมจะไปไม่ได้” ที่มียอดแชร์ 7 หมื่นกว่า และยอดไลค์มากกว่า 9 หมื่นไลค์ไปแล้ว

“โพสต์นี้ทำให้เพจที่มีคนตามแค่หลักร้อยกลายเป็นแปดหมื่นแค่ชั่วข้ามคืน” ตอนนั้นแซงและต้นยังเรียนอยู่ชั้นปีที่ 4 เขาเล่าต่อว่า

“กลายเป็นว่าผมกับต้นทำตัวไม่ถูกเลยว่าต้องทำอะไรต่อไป รู้แค่ว่าเราจะอยู่เฉยๆ ไม่ได้แล้ว เพราะคอนเซ็ปต์ที่เราสร้างมีคนชอบ มีคนถูกใจ ดังนั้นเราต้องรักษาตัวตนนี้ไว้และเที่ยวต่อไป (หัวเราะ) จนถึงตอนนี้ก็ยังเที่ยวไม่หยุดเลย”

หลังจากเรียนจบปริญญาตรี สองเพื่อนซี้คุยกันว่า อยากยึดอาชีพบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวเต็มตัว แต่ก่อนจะทำแบบนั้นได้เด็กจบใหม่ควรมีประสบการณ์ด้านกระบวนการทำงาน ทั้งคู่จึงแยกย้ายไปสมัครงาน ทดลองเป็นพนักงานบริษัทอยู่ 9 เดือน หลังจากนั้นก็ลาออกเพื่อกลับมาเพจเฟซบุ๊กและยูทูบเป็นอาชีพ

“ตอนทำงานประจำ เรามีเงินเดือนทุกเดือน แต่ตอนนี้เราเป็นบล็อกเกอร์ต้องมีวินัย ต้องขยัน และต้องอยู่รอด จากเดือนแรกที่ทำเต็มตัวเราแทบไม่มีงานไม่มีรายได้เลย แต่เพราะการบอกแบบปากต่อปาก และจากคาแรกเตอร์ที่ชัดเจนของเพจเราทำให้มีงานเข้ามาเรื่อยๆ โดยเรายังคงสัดส่วนทริปที่เที่ยวเองไปเองไว้ 70 เปอร์เซ็นต์และทริปที่เป็นงานอีก 30 เปอร์เซ็นต์ เพื่อรักษาตัวตนของโลว์คอสต์ไทยแลนด์ไว้”

แซงพูดไว้อย่างน่าสนใจว่า ขณะนี้เทรนด์วิดีโอในยูทูบกำลังได้รับความนิยม ซึ่งบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวต้องปรับตัวให้ทันกระแสอย่างโลว์คอสต์ไทยแลนด์ก็จะมุ่งไปทางวิดีโอมากขึ้น รวมถึงจะสร้างเว็บไซต์ของตัวเองให้เสร็จภายในปีนี้ด้วย

“คอนเซ็ปต์เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเป็นสิ่งที่คนจะตัดสินว่าจะตามหรือไม่ตาม การท่องเที่ยวแบบราคาประหยัดก็เป็นหนึ่งอย่างที่นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ชอบ เพราะมันเข้าถึงง่าย ไปตามได้จริง แต่ที่สำคัญกว่าน่าจะเป็นการรักษาตัวตนของเราไว้ และความเสมอต้นเสมอปลายกับคนที่ติดตามเราไปเรื่อยๆ” หนึ่งในแอดมินฯ กล่าวทิ้งท้าย

 

ผาปัง แดนในฝันเมืองลำปาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กันยายน 2560 เวลา 11:56 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/516419

ผาปัง แดนในฝันเมืองลำปาง

 โดย/ภาพ กาญจน์ อายุ

หากดินแดนในฝันคือพื้นที่แห่งความสุข ชุมชน “ผาปัง” ก็คงเป็นหมุดหมายที่ทุกคนตามหา

ลบภาพจำของ จ.ลำปาง ออกไปให้หมด เพราะที่นี่ไม่มีรถม้า ไม่มีโรงงานเซรามิก และไม่มีความฮิปส์ใดๆ มีแต่เพียงท้องนา ป่าไผ่ และหัวใจของพ่อๆ แม่ๆ

ชุมชนผาปัง ตั้งอยู่ใน ต.ผาปัง อ.แม่พริก จ.ลำปาง ห่างจากตัวเมืองประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง มุ่งสู่หมู่บ้านหลังเขาในเขตเงาฝน ที่ผู้คนยังคงรักษาวิถีชีวิตเกษตรกรรมตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

โดยชาวบ้านที่จะกลายเป็นพ่อและแม่ตั้งแต่วันแรกที่เจอหน้ากัน ล้วนคุ้นเคยกับลูกหลานต่างถิ่นที่เข้ามาศึกษาดูงานเป็นหมู่คณะ แต่เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา พวกท่านเพิ่งมีลูกหลานกลุ่มใหม่ที่เรียกตัวเองว่า “นักท่องเที่ยว”

หลังได้รับคำแนะนำด้านการท่องเที่ยววิถีชุมชนจากพี่เลี้ยงอย่าง โลเคิล อไลค์ และการสนับสนุนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส และหน่วยงานเอกชนต่างๆ ทำให้บ้านผาปังพร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยวที่เปิดใจสู่ครอบครัวใหม่ที่แสนเรียบง่ายและมีความสุข

ดังนั้น จุดเด่นของผาปังคืออะไร คนที่เคยไปมาแล้วจะไม่ตอบว่าธรรมชาติที่มองปุ๊บแล้วรู้ปั๊บถึงความสวยงาม แต่คือพ่อๆ แม่ๆ หรือชาวบ้านที่มองไปกี่ครั้ง ก็เห็นแต่รอยยิ้มพิมพ์ใจและรู้สึกถึงได้ความจริงใจ ซึ่งเป็นที่มาของความสุขทั้งมวล

ความสุขคือชาวบ้าน

รอยยิ้มจริงใจจากพ่อและแม่บ้านผาปัง

 

ความน่ารักที่สุดของชุมชนผาปังคือ ผู้สูงอายุ เพราะนอกจากชุมชนจะมีจำนวนผู้สูงอายุร้อยละ 42 ของประชากรทั้งหมด พวกท่านยังมีบทบาทเป็นผู้นำการท่องเที่ยวชุมชนตามฐานต่างๆ ด้วย

ตา-กันต์ระพี แก้วมณีพัชร์ เลขานุการเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนผาปัง เล่าให้ฟังว่า ชุมชนเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องไผ่และเรื่องพลังงานทดแทนให้กับกลุ่มศึกษาดูงานมานานกว่า 2 ปี ทำให้มีเกสต์เฮาส์ ห้องประชุม และโฮมสเตย์รองรับเป็นทุนเดิม ซึ่งเอื้อประโยชน์กับการท่องเที่ยวชุมชน ที่เพิ่งเริ่มเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา

รวมถึงทรัพยากรเรื่องคนที่มีอยู่แล้วในกลุ่มต่างๆ เช่น สภาเด็กและเยาวชน ชมรมการท่องเที่ยวเชิงวิถีผาปัง และศูนย์นวัตกรรมผู้สูงอายุ สมาชิกของกลุ่มเหล่านี้ได้เข้ามารับหน้าที่ในกระบวนการการท่องเที่ยวชุมชน อย่างน้องดาด้า ประธานสภาเด็กและเยาวชนรับหน้าหน้าที่เป็นไกด์ท้องถิ่น หรือพ่อๆ แม่ๆ สมาชิกศูนย์นวัตกรรมผู้สูงอายุก็กลายเป็นผู้นำกิจกรรมท่องเที่ยว

“ต.ผาปัง เป็นตำบลเล็กๆ ประกอบด้วย 5 หมู่บ้าน และทุกคนเป็นเครือญาติกันหมด แต่ไหนแต่ไรชาวบ้านจะช่วยเหลือกัน สมมติว่าวันนี้หมู่ 3 จะเข้าไปพัฒนาป่า ชาวบ้านหมู่อื่นก็จะไปช่วยเหลือโดยไม่ต้องบอกเลย ที่เห็นว่าทำไมชาวบ้านสามัคคีกัน ดูรักกัน ก็เพราะว่าทุกคนต่างช่วยเหลือเกื้อกูลกันแต่ดั้งเดิมอยู่แล้ว ทุกอย่างที่เห็นคือสิ่งที่เราเป็น ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเพราะมีใครเข้ามา” ตา กันต์ระพี กล่าว

ชุมชนผาปังจึงพร้อมรับนักท่องเที่ยวและแทบไม่ต้องปรับเปลี่ยนสิ่งใด เพราะวิถีชีวิตของชาวบ้านล้วนเป็นสิ่งที่คนเมืองสนใจ แม้ว่าจะเป็นสิ่งเรียบง่ายที่สุดก็ตาม

บูชาพระธาตุประจำวันเกิดด้วยสวยดอก

ฐานหนึ่ง สวยดอก

สิ่งแรกที่ผู้มาเยือนควรปฏิบัติคือ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชุมชน โดยการเรียนรู้การทำสวยดอกหรือกรวยดอกไม้จากแม่ๆ คนสวยเพื่อนำไปบูชาพระธาตุ 12 ราศี ตามพระธาตุประจำวันเกิด บนเนินทางทิศใต้ของวัดผาปังกลาง

น้องดาด้า เล่าตามประวัติว่า แต่เดิมเนินแห่งนี้เคยชื่อ วัดดอยน้อย มีกำแพงเป็นก้อนหินล้อมรอบเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีพื้นที่เดิมประมาณ 50 ตารางวา ล้อมรอบด้วยแมกไม้และอุดมไปด้วยเห็ดต่างๆ แต่ก่อนใช้เป็นที่พักของพระธุดงค์ที่เดินทางมาจาริกแสวงบุญ

ต่อมาได้ถูกทิ้งเป็นวัดร้างทำให้โบสถ์และวิหารที่สร้างด้วยไม้ถูกธรรมชาติกัดกร่อนไปตามกาลเวลา เหลือไว้เพียงกำแพงหิน ปัจจุบันเนินวัดดอยน้อยเป็นที่ตั้งของโครงการก่อสร้างมหาธาตุเจดีย์ 12 ราศี เคียงคู่กับอนุสาวรีย์พระนเรศวรมหาราช สิ่งรำลึกถึงประวัติศาสตร์การเคลื่อนทัพผ่านชุมชนในช่วงปลายกรุงศรีอยุธยาที่มีการเคลื่อนทัพจากอยุธยาไปเชียงใหม่ เมืองหลวงของอาณาจักรล้านนาในยุคนั้น โดยผ่านเส้นทางลัดดอยแม่ดงเก๊าะผ่านผาปังไปยัง อ.ลี้ จ.ลำพูน

จากนั้นเคลื่อนย้ายไปสักการะพระไม้โบราณ ณ วัดศิริภูมิวนา หรือวัดห่าง อายุกว่า 400 ปี ที่มีเรื่องเล่าอีกเช่นกันว่า มีพระรูปหนึ่งมาสร้างวัดอยู่บริเวณวัดห่างแห่งนี้นาม พระดำ พร้อมพระลูกวัดอีก 6 รูปจำพรรษา ซึ่งวัดทางล้านนาทุกวัดจะมีกลองเพื่อตีเป็นสัญญาณให้ชาวบ้านรู้วันพระ วันโกน แต่ด้วยความมักง่ายที่นำไม้กลวงมาสร้างกลอง ทำให้ชาวบ้านเข้าใจคิดว่า “ขึด” หรือเกิดอาถรรพ์ จนเป็นเหตุให้พระดำและพระลูกวัดมรณภาพพร้อมกันทั้ง 7 รูป เป็นเหตุให้กลายเป็นวัดร้าง

ทว่า ปัจจุบันวัดห่างยังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปที่ทำด้วยไม้ ซึ่งชาวบ้านเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ นอกจากนี้ยังมีประเพณีประจำปีโดยถือเอาวันปากปี 16 เม.ย.ของทุกปี เป็นวันสรงน้ำพระธาตุและสืบชะตาบ้านเมือง ซึ่งเป็นประเพณีใหญ่และสำคัญของชุมชน

ฐานสอง ตุงล้านนา

กระดาษสี กรรไกร และไม้ไผ่เป็นอุปกรณ์ง่ายๆ ในการทำตุงล้านนา โดยมีแม่ๆ พร้อมประจำการภายในวัดห้วยไร่ คอยสอนวิธีทำตุงอย่างใจเย็น ตั้งแต่ขั้นตอนพับ ขึ้นลาย ตัดกระดาษ จนคลี่คลายเป็นตุง ซึ่งชาวบ้านมักทำตุงล้านนาเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาและอุทิศให้กับผู้ล่วงลับ โดยเชื่อว่าเมื่อถวายตุง (ทานตุง) จะได้เกาะชายตุงขึ้นสวรรค์

นักท่องเที่ยวจะนำตุงไปไว้ใต้ต้นโพธิ์ใหญ่อายุหลายร้อยปี และในวันที่ 15 เม.ย.ของทุกปี ชาวบ้านจะมาร่วมกันแห่ไม้ค้ำศรี อันเป็นประเพณีที่ฟื้นฟูให้กลับมาใหม่ หลังจากถูกละเลยไปเพราะคนเข้าใจว่าการตัดไม้ค้ำศรีเป็นการตัดไม้ทำลายป่า ปัจจุบันจึงมีการตกลงกันให้นำไม้ค้ำศรีของแต่ละหมู่บ้าน หมู่บ้านละ 1 ต้น มาร่วมกันแห่รักษาประเพณีไว้และเพื่อความเป็นสิริมงคล

ฐานสาม สวนเกษตรพอเพียง

นักท่องเที่ยวโบกตุงล้านนากลางนาข้าว

 

ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ภาพตรงหน้าเป็นอย่างนั้นไม่ผิดเพี้ยนที่ สวนเกษตรพอเพียง (โต้งครูอาวรณ์) ศูนย์กลางด้านการเกษตรของชุมชน ซึ่งเป็นสวนแห่งแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตแบบพอเพียง โดยได้น้อมนำหลักเกษตรทฤษฎีใหม่มาปรับใช้ในพื้นที่

คุณลุงเจ้าของสวน เล่าว่า สวนแห่งนี้ทำเกษตรอินทรีย์ ปลูกนาข้าวอินทรีย์ เลี้ยงไก่ เป็ด ปลา และวัวแบบอินทรีย์ โดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่ทำเอง หลักๆ จะเน้นปลูกเพื่อกินเอง หากเหลือก็แบ่งขายหรือแบ่งปันกันในชุมชน

“เราอยู่เขตเงาฝน” คุณลุงกล่าว

“เพราะ ต.ผาปังอยู่ในหุบเขาและถูกล้อมรอบด้วยภูเขาสูง ดังนั้นลมจะพัดเมฆฝนให้ไปตกที่อื่น รวมถึงหอบความชุ่มชื้นไปด้วย”

ชาวผาปังจึงเริ่มดำนาช้ากว่าที่อื่น อย่างปีนี้เริ่มลงแขกเมื่อเดือน ส.ค. เข้า ก.ย. โดยแต่ละปีจะไม่มีช่วงดำนาที่แน่นอน ถ้าฝนมาเร็วก็ดำนาเร็ว หรือถ้าฝนไม่มานาก็ร้าง (เหมือน 3 ปีที่ผ่านมา)

ดังนั้น ส่วนใหญ่ชาวบ้านจึงทำนาเพื่อเก็บข้าวไว้กินเอง เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าปีหน้าจะมีข้าวให้เก็บหรือไม่?

ฐานสี่ ป่าไผ่

ป่าไผ่ชางที่รอวันเติบโตเป็นอุโมงค์

 

ความน่าทึ่งของพื้นที่ในเขตเงาฝน คือความเขียวชอุ่มเหมือนป่าฝน เพราะชาวบ้านไม่ตัดไม้ทำให้ป่าอุ้มน้ำทำดินชุ่มชื้นแม้ไม่มีฝน รวมถึงยังใช้ภูมิปัญญา ปลูกไผ่ พืชกินน้ำน้อยแต่อุ้มน้ำมาก ให้ออกซิเจนมากกว่าพืชทุกชนิดร้อยละ 35 และมีประโยชน์ครบปัจจัย 4 บวกปัจจัยที่ 5 คือ สามารถนำไปแปรรูปทำเป็นถ่านให้พลังงานทดแทน

โดยชาวบ้านได้จัดตั้งวิสาหกิจชุมชนไผ่ แจกพันธุ์ไผ่ให้ชาวบ้านนำไปปลูกไว้ที่หัวไร่ปลายนา จากนั้นเมื่อได้อายุ 2 ปีกว่า ก็ได้ตัดขายให้บริษัท (ชาวบ้านได้พัฒนาจากวิสาหกิจสู่บริษัทเพื่อจัดจำหน่าย) เพื่อนำมาแปรรูปเป็นตะเกียบ ไม้เสียบลูกชิ้น และถ่าน

“หลักการทำงานของเราจะเริ่มจากการวิจัยและพัฒนาก่อน ดูว่าไผ่ชนิดนี้สามารถไปแปรรูปทำอะไรได้บ้าง หากทดลองใช้แล้วมีประสิทธิภาพจึงค่อยเชื่อมโยงตลาด และเมื่อมีตลาดรองรับก็จะกลับมาวางแผนการผลิต มาบอกชาวบ้านให้ปลูกเพราะเราไม่อยากให้ชุมชนไปเสี่ยง อย่างถ่านจากไม้ไผ่เราก็พัฒนาจดเป็นบริษัท รับซื้อไผ่จากชาวบ้าน สร้างโรงงานผลิตถ่าน และขายสินค้าตามออร์เดอร์” ตา กันต์ระพี กล่าวเพิ่มเติม

ในอนาคตอีก 5 ปีข้างหน้า ป่าไผ่ที่ทั้งตำบลร่วมกันปลูกจะกลายเป็นอุโมงค์ไผ่ขนาดใหญ่แห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย ซึ่งนอกจากประโยชน์จากไผ่ มันจะเป็นตัวดึงดูดให้คนทั้งประเทศรู้จักผาปังผ่านความสวยงามและความอลังการตามธรรมชาติ

ฐานสุดท้าย ออกกำลัง

ในทุกเย็นชาวบ้านจะมารวมตัวกันที่วัดผาปังกลางเพื่อออกกำลังกาย แน่นอนว่าสมาชิกหน้าใหม่ในฐานะนักท่องเที่ยวก็สามารถเข้าร่วมได้ โดยเสียงเพลงภาษาเหนือจะถูกเปิดเป็นตัวกำกับจังหวะร่างกายไปพร้อมกับแม่ๆ ที่เริ่มขยับจากช้าไปถึงเร็ว

บรรยากาศเป็นกันเองนับเป็นการปิดท้ายกิจกรรมท่องเที่ยวที่น่ารักที่สุด ซึ่งในเวลานั้นเหมือนกับว่าคนแปลกหน้าได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนโดยสมบูรณ์ เหมือนคนต่างถิ่นได้กลับบ้าน และเหมือนเป็นลูกหลานของพ่อแม่ทุกคน

ถ้าถามย้ำว่า จุดเด่นของผาปังคืออะไร ก็คงไม่ตอบว่าธรรมชาติที่มองปุ๊บแล้วรู้ปั๊บถึงความสวยงาม แต่ยังยืนยันว่าเป็น พ่อๆ แม่ๆ หรือชาวบ้านที่มองไปกี่ครั้งก็เห็นแต่รอยยิ้มพิมพ์ใจและรู้สึกได้ถึงความจริงใจซึ่งเป็นที่มาของความสุขทั้งมวล

………..ใต้ภาพ………..

00 รูปเปิด รอยยิ้มจริงใจจากพ่อและแม่บ้านผาปัง

01 จุดชมวิวทุ่งนาที่สวยที่สุดของหมู่บ้าน

02 ป่าไผ่ซางที่รอวันเติบโตเป็นอุโมงค์

03 นักท่องเที่ยวโบกตุงล้านนากลางนาข้าว

04 บูชาพระธาตุประจำวันเกิดด้วยสวยดอก

05 เครื่องแต่งกายสุดฮิปสเตอร์ของคุณลุงชาวสวน

06 รถอีแต๋นบรรทุกนักท่องเที่ยวสู่ป่าไผ่

07 นักท่องเที่ยวและชาวบ้านร่วมกันออกกำลังกายตอนเย็นภายในวัด

08 ร่วมประดิษฐ์ตุงล้านนากับแม่ๆ ในหมู่บ้าน

09 ประสานมือทำสวยดอกบูชาพระธาตุ

10 ฝายไม้ไผ่โดยภูมิปัญญาของชาวบ้าน

11 ปราชญ์ชาวบ้านสอนวิธีดำนา

12 คุณป้านั่งขายผลิตภัณฑ์จากใบตาล ของฝากจากผาปัง

13 การชำกิ่งไผ่ซาง

14 วิวท้องนาและภูเขายามเช้าจากบ้านเคียงดอย

15 อุโบสถวัดห่างที่ประดิษฐานพระไม้โบราณ

16 ความสุขในสวนเกษตรอินทรีย์

 

ยู นิมมาน เชียงใหม่ ความรู้สึกต่างในเมืองอาร์ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2560 เวลา 15:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/513855

ยู นิมมาน เชียงใหม่ ความรู้สึกต่างในเมืองอาร์ต

 โดย นิทรา ราตรี

ถนนสุดฮิปกลายเป็นถนนสุดฮอต เมื่อโรงแรม ยู นิมมาน เชียงใหม่ เปิดให้บริการบนถนนสายอาร์ต นิมมานเหมินทร์ สัญลักษณ์ของความฮิปสเตอร์ใจกลางเมืองเชียงใหม่ที่นักท่องเที่ยวต่างหลงใหลอยากไปสัมผัส

โรงแรมถูกออกแบบโดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากศิลปกรรมล้านนาที่นำมาลดทอนให้เข้ากับความทันสมัย จึงสร้างดีไซน์เก๋ไก๋และไม่เหมือนใครซึ่งเป็นความถนัดของแบรนด์ โรงแรมมีห้องพักจำนวน 147 ห้อง แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ดีลักซ์ และสวีท

ประเภทแรกมีขนาดเริ่มต้นที่ 36-50 ตร.ม. และสำหรับห้องสวีทมีทั้งแบบ 1 และ 2 ห้องนอน ขนาดใหญ่สุดอยู่ที่ 134 ตร.ม. โดยมีความพิเศษด้วยอ่างอาบน้ำ พื้นที่ห้องนอน ห้องนั่งเล่น และห้องอาบน้ำกว้างขวาง

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

นอกจากนี้ หากใครอยากลิ้มลองอาหารเหนือรสต้นตำรับสามารถไปรับประทานได้ที่ อีท แอด ริมคำ (Eat @ Rincome) เชฟจะคัดสรรวัตถุดิบในท้องถิ่นมาปรุงอาหารไทยและอาหารเหนือในหน้าตาทันสมัย

โดยมื้อเช้าเชฟจะทำอาหารร้อนเสิร์ฟแบบจานต่อจาน รวมถึงมื้อกลางวัน เย็น ถึงค่ำ (เปิดบริการ 06.30-23.00 น.) ที่พร้อมให้บริการจานอร่อยในบรรยากาศแกลเลอรี่ที่ตกแต่งด้วยชิ้นงานศิลปะมากมาย

ผู้เข้าพักยังสามารถไปชิลต่อได้ที่ เดอะ เลานจ์ ในบรรยากาศห้องสมุดสุดคลาสสิกพร้อมไวน์ เครื่องดื่มหลากชนิด และทาปาส

หรือจะเปลี่ยนบรรยากาศไปชุ่มฉ่ำที่ เดอะ สแปลช พูลบาร์ บาร์เครื่องดื่มกลางสระว่ายน้ำบนดาดฟ้า และชมวิวเชียงใหม่มุมท็อปแบบที่ไม่ค่อยมีใครเห็น

ยู นิมมาน เชียงใหม่ จึงเหมาะกับผู้เข้าพักทุกรูปแบบรวมถึงกลุ่มประชุมสัมมนา ด้วยห้องนิมมานฮอลล์ที่รองรับได้ 600 คน และพื้นที่กลางแจ้งขนาด 550 ตร.ม. พร้อมเครื่องมือทันสมัย บริการอาหาร และทีมงานมือโปร

สำคัญที่สุด โรงแรมยูทุกแห่งจะมีบริการที่เป็นเอกลักษณ์กับ ยู ชูส โปรแกรม (U Choose Programme) นั่นคือ ผู้เข้าพักใช้ห้องพักได้ 24 ชม. (เช็กอินเวลาใดเช็กเอาต์เวลานั้นในวันที่คืนห้อง) บริการอาหารเช้าถึง 22.00 น. สัญญาณอินเทอร์เน็ตไร้สายฟรี บริการจักรยานฟรี เลือกเครื่องดื่มจากมินิบาร์ได้คนละ 1 อย่าง และเลือกประเภทหมอน กลิ่นสบู่ กลิ่นชา รายการเพลงได้ตามใจชอบ

ถนนนิมมานเหมินทร์เวลานี้จึงไม่ได้มีแค่ร้านกาแฟ ร้านหนังสือ หรือร้านงานฝีมือ แต่ยังเป็นหมุดหมายของนักท่องเที่ยวที่ต้องการเวลาพักผ่อนในโรงแรมที่ให้ความสบายและประสบการณ์ไม่เหมือนใครอย่าง ยู นิมมาน เชียงใหม่ แห่งนี้

Price: ห้องดีลักซ์ 3,289 บ. ห้องสวีท 1 ห้องนอน 6,089 บ. เช็กราคาล่าสุดได้ที่เว็บไซต์www.unimmanchiangmai.com

Place: ถนนนิมมานเหมินทร์ (สี่แยกรินคำ) โทร. 052-005-111 เว็บไซต์

Promotion: โปรฯ ลักชัวรี่ นิมมาน ห้องดีลักซ์คอร์เนอร์และห้องสวีท 1 ห้องนอนลด 35% เหลือราคาเริ่มต้น 3,509 บ. และห้องสวีท 2 ห้องนอนลด 40% ตั้งแต่วันนี้ – 31 ต.ค. 2560

เซ็นทารา ชานทะเล รีสอร์ทและวิลลา ตราด ออกโปรฯ พัก กิน เที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2560 เวลา 14:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/513854

เซ็นทารา ชานทะเล รีสอร์ทและวิลลา ตราด ออกโปรฯ พัก กิน เที่ยว

โดย กาญจนา

โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารานำเสนอแพ็กเกจ All-Inclusive holidaysin Trat ณ เซ็นทารา ชานทะเล รีสอร์ทและวิลลา ตราด ล้อมรอบด้วยธรรมชาติชายหาดส่วนตัว พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกและกิจกรรมมากมาย เหมาะสำหรับคู่รัก ครอบครัว เพื่อน รวมถึงสามารถนำสัตว์เลี้ยงมาพักผ่อนได้

แพ็กเกจราคาเริ่มต้น 9,005.94 บาท(ไม่รวมภาษีและค่าบริการ) รวมที่พักแบบห้องทรอปิคอลสวีทหรือห้องทรอปิคอลแฟมิลี่สวีท2 คืน อาหารกลางวันแบบ 3 คอร์ส อาหารมื้อค่ำแบบ 3 คอร์ส อาหารเช้าสำหรับผู้ใหญ่ 2 คนและเด็ก 2 คน รถรับส่งสนามบินตราดและรีสอร์ท กิจกรรมทางน้ำที่ไม่ใช้เครื่องยนต์เช่น ดำน้ำตื้น พายเรือคายัก และวินด์เซิร์ฟ สิทธิเช็กเอาต์หลังเวลา 14.00 น.และบริการอินเทอร์เน็ตไร้สายทั่วบริเวณ

เฉพาะการจองห้องพักผ่านเว็บไซต์โรงแรมเท่านั้นที่ www.centarahotelsresorts.com/th/centara/cct สำหรับการเข้าพักตั้งแต่วันนี้-31 ต.ค. 2560 สอบถามโทร.02-101-1234

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

เบสท์เวสเทิร์น โอซากา ซึคาโมโตะ พร้อมให้บริการแล้ว

เบสท์เวสเทิร์น โฮเทลแอนด์รีสอร์ท ภูมิภาคเอเชีย ขยายธุรกิจสู่เมืองท่องเที่ยวและเมืองสำคัญทางธุรกิจในเอเชียด้วย โรงแรมเบสท์เวสเทิร์น โอซากา ซึคาโมโตะ ที่เปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวในวันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยให้บริการห้องพักระดับกลาง ราคาที่เป็นมิตร และเหมาะสมกับทั้งนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจ

โรงแรมตั้งอยู่ใจกลางเมืองโอซากา ห่างจากรถไฟสายเจอาร์สถานีซึคาโมโตะ 2 นาที และห่างจากโตเกียวด้วยรถไฟชินคันเซ็น 2 สถานี ให้บริการห้องพักทันสมัย 105 ห้อง ห้องอาหารญี่ปุ่นและนานาชาติ และศูนย์บริการธุรกิจตลอด 24 ชม. จองที่พักได้แล้วที่ www.bestwesternhotelasia.com

 

สุดหรูและโรแมนติก อาร์มานี่โฮเทลมิลาโน่ อิตาลี

อาร์มานี่โฮเทลมิลาโน่ โรงแรมหรูในย่านแฟชั่นของเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ต้อนรับเทศกาลแต่งงานด้วยแพ็กเกจฮันนีมูน ประกอบด้วยห้องพักประเภทอาร์มานี่ดีลักซ์ อาหารเช้าเสิร์ฟที่ห้องพัก แชมเปญต้อนรับหนึ่งขวด ดินเนอร์พร้อมช่อดอกไม้ ทรีตเมนท์แบบคู่ 80 นาที และเลตเช็กเอาต์ฟรี ราคาเริ่มต้นที่ 1,465 ยูโร จองที่พักได้ที่ www.armanihotels.com หรือสอบถามที่อีเมล reservations.milan@armanihotels.com

แต่งงานริมทะเลที่อมารี

อมารี แบรนด์ ในเครือออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป พร้อมเนรมิตทุกงานแต่งงานให้เป็นจริงด้วยสถานที่แต่งงานสุดโรแมนติกที่สุดสามแห่งทั่วไทย พร้อมทีมผู้เชี่ยวชาญในการจัดงานแต่งตั้งแต่เริ่มวางแผนถึงวันสำคัญ ได้แก่ อมารี ภูเก็ต นำเสนอแพ็กเกจแต่งงานแบบตะวันตกราคาพิเศษเริ่มต้น 69,800 บาท อมารี หัวหิน ราคาเริ่มต้น 78,000 บาท และ อมารี เกาะสมุย ราคาเริ่มต้น 94,000 บาท ดูรายละเอียดที่ www.amari.com

 

กิน เที่ยว เฟี้ยว ยกเกาะ@ภูเก็ต

เทศกาลกิน เที่ยว เฟี้ยว ยกเกาะ@ภูเก็ต (Phuket Street Food Festival 2017) จะจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดเดือน ก.ย. เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในช่วงกรีนซีซั่น และเน้นย้ำภาพลักษณ์ภูเก็ตว่าเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านวิทยาการอาหาร (Gastronomy City)

โดยสถานประกอบการด้านที่พักทั้งโรงแรมทุกระดับ ภัตตาคาร ร้านอาหาร ตลอดจนร้านอาหารตลาดนัดที่กระจายอยู่ทั่วเกาะจะเน้นนำเสนอเมนูอาหารพื้นเมืองภูเก็ต อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารทะเล อาหารสร้างสรรค์ และอาหารถิ่นหากินยาก ให้นักท่องเที่ยวท่องเที่ยวได้ชิมในราคาสุดพิเศษตลอดเดือนนี้

ส่องที่เที่ยวน่าเช็กอินที่ฮ่องกง

ท่ามกลางบรรยากาศการเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปีของการก่อตั้งเขตบริหารพิเศษฮ่องกง นักท่องเที่ยวจะได้พบกับการลดแลกแจกแถมกันแบบไม่อั้น ทั้งสายการบินและโรงแรมที่พักที่จะทำให้ทริปซัมเมอร์ที่ฮ่องกงสนุกยิ่งกว่าที่เคย

การท่องเที่ยวฮ่องกง จึงขอนำเสนอ 20 สถานที่เที่ยวน่าเช็กอินในย่านต่างๆ เพื่อให้คุณจดจำประสบการณ์ที่แตกต่างไป ได้แก่ ย่านเซ็นทรัลเมืองเก่า จิมซาจุ่ย มงก๊ก ซัมชุยโป ไซหว่าน หว่านไจ๋ คอสเวย์เบย์ เซาท์เทิร์น และฟู้ดส์ทรัคต่างๆ โดยดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.discoverhongkong.com