บูทีคผู้ใหญ่มา ตามหาเจ้าจ่อยและทุ่งหมาเมิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 พฤศจิกายน 2560 เวลา 11:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/523501

บูทีคผู้ใหญ่มา ตามหาเจ้าจ่อยและทุ่งหมาเมิน

โดย นิทรา ราตรี

จากการ์ตูนล้อการเมืองในตำนาน วันนี้ “ผู้ใหญ่มากับทุ่งหมาเมิน” ได้ปรากฏตัวอีกครั้งในที่พักใจกลางกรุงเทพฯ ณ บูทีคผู้ใหญ่มา แอท บีพี เพลส ซึ่งจะมาเล่าเรื่องราวแห่งวิถีและวัฒนธรรมไทยให้ต่างชาติรู้จักผ่านลายเส้นของ ชัย ราชวัตร

บูทีคผู้ใหญ่มา เป็นการปรับปรุงเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ บีพี เพลส ที่เปิดให้บริการมานานกว่า 19 ปี ให้เป็นที่พักสุดเก๋จำนวน 70 ห้อง โดยเฟสแรกที่เปิดให้บริการแล้วมีจำนวน 14 ห้อง และคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ทั้งหมดภายในปี 2561

ประเภทห้องพักแบ่งเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ ห้องจ่อย ขนาด 23 ตร.ม. ห้องผู้ใหญ่มา ขนาด 29-34 ตร.ม. และห้องกระท่อมผู้ใหญ่มา ขนาด 30-38 ตร.ม.

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ทุกห้องมีเรื่องราวของการ์ตูนไทยที่นำเสนอวิถีไทยแต่ละยุคสมัยผสมกับอารมณ์ขันทางการเมือง เลือกใช้ผ้าขาวม้าเป็นผ้าคลุมเตียง ออกแบบอย่างเรียบง่าย และจัดสรรพื้นที่ใช้สอยได้ลงตัว ทำให้มีพื้นที่โล่งกว้างให้ทอดสายตา

นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวยังสามารถสัมผัสเรื่องราวของผู้ใหญ่มาได้ที่ห้องสมุดแสดงภาพ และผู้ใหญ่มาคาเฟ่ สถานที่ให้บริการอาหารเช้าทั้งอาหารไทย ตะวันตก และเมนูขึ้นชื่ออย่าง ซูชิผู้ใหญ่มา ไปพร้อมกับบรรยากาศการ์ตูนที่คุ้นเคย

การเปิดตัวบูทีคผู้ใหญ่มาครั้งนี้ หวังเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนและยุโรปเป็นหลัก ทั้งแบบระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งน่าดึงดูดใจได้จากเอกลักษณ์เฉพาะ ความสะดวกสบายเหมือนโรงแรมแต่จ่ายในราคาคุ้มค่า และที่ตั้งที่ง่ายต่อการเดินทาง ซึ่งเป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ต้องการมากที่สุด

 

ไดอะรี่ของนักเดินทาง TravelHolic ชีวิตติดเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 พฤศจิกายน 2560 เวลา 11:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/523494

ไดอะรี่ของนักเดินทาง TravelHolic ชีวิตติดเที่ยว

โดย รอนแรม ภาพ : ชีวิตติดเที่ยว

เพราะชีวิต คือการเดินทาง “อุ๊” จริยา ลี้เจริญผล จึงออกจากบ้านและบันทึกเรื่องราวผ่านเพจเฟซบุ๊ก TravelHolic ชีวิตติดเที่ยว

เธอเล่าที่มาที่ไปของชีวิตติดเที่ยวว่า ทุกอย่างเกิดขึ้นจากทริป 8 เดือนเปลี่ยนชีวิต เมื่อเธอขอคุณแม่ออกเดินทางคนเดียวหลังเรียนจบมหาวิทยาลัย และจับรถทัวร์ไปเชียงใหม่จนไปถึงอินเดีย

“อุ๊เป็นคนชอบดูรายการท่องเที่ยวแล้วจะจดลิสต์สถานที่ที่อยากไป ตั้งใจว่าถ้าหาเงินเองได้เมื่อไร จะไปเที่ยวโดยที่ไม่ต้องขอเงินแม่ อุ๊เลยเริ่มทำงานตั้งแต่ ม.6 และตัดสินใจไปเที่ยวหลังรับปริญญา ซึ่งตอนนั้นไปถึง บขส. แล้วยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะไปไหน รู้แค่ว่าอยากออกเดินทางคนเดียวสัก 1 ปี

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

“หลังจากขึ้นรถทัวร์ไปเชียงใหม่ อุ๊ได้ไปปาย (แม่ฮ่องสอน) หนองคาย อุบลราชธานี วังเวียง หลวงพระบาง เวียดนาม และจบที่อินเดีย ซึ่งเป็นการเดินทางที่ทำให้พบมิตรภาพระหว่างทางเยอะมาก และเป็นการเดินทางที่เปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนมุมมองความคิด ทำให้เรากล้าพูดกล้าคุย ทำให้เราทันโลก ทำให้เอาตัวรอดได้ และทำให้ลูกสาวคนเดียวที่ไม่กล้าไปไหน กลายเป็นอุ๊ที่เดินทางไปหยุดอย่างในตอนนี้”

นอกจากนี้ ระหว่างการเดินทางเธอมักเขียนไดอะรี่บันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นต่างๆ จนกระทั่งเมื่อปีที่ผ่านมา (2559) เธอตัดสินใจถ่ายทอดเรื่องราวและประสบการณ์ส่วนตัวลงในเพจเฟซบุ๊ก TravelHolic ชีวิตติดเที่ยว หวังว่าถ้าแก่ตัวไปจะได้กลับมาอ่าน

แต่การเดินทางของเพจไปไกลมากกว่านั้น เมื่อมีคนติดตามมากกว่า 1.8 แสนคน และกลายเป็นพื้นที่แบ่งปันข้อมูลระหว่างนักเดินทางด้วย

“ตอนนี้เพจกลายเป็นส่วนหนึ่งของอุ๊ไปแล้ว แม้ว่าตอนนี้อุ๊จะทำงานประจำ เป็นพนักงานแบงก์ แต่ก็ยังหาเวลาวันหยุดเสาร์ถึงอาทิตย์ไปเที่ยวอยู่ พอกลับมาทำงานอุ๊ไม่เคยรู้สึกว่าเหนื่อยหรือหมดพลังงาน ตรงกันข้ามกลับรู้สึกมีแรง กลับมาเต็มที่กับงานที่ทำ และมีไอเดียใหม่ๆ มาปรับใช้ ดังนั้นสำหรับอุ๊การทำงานไปด้วยเที่ยวไปด้วย คือความลงตัวที่สุด”

เธอยังกล่าวต่อว่า เหตุผลที่ทำเพจเป็นเพราะมีความสุข ไม่ใช่เพราะอยากทำเป็นอาชีพหรือหารายได้จากพื้นที่ตรงนี้ เพราะหากเธอลาออกเพื่อทำเพจเต็มตัว คงไม่มีความสุขเท่ากับการทำเป็นงานอดิเรกอย่างปัจจุบัน

“อุ๊มองว่าเพจคือไดอะรี่ของเรา เราทำเพราะอยากทำ และในวันนี้อุ๊สามารถทำงานประจำกับทำเพจไปด้วยกันแล้วมีความสุข ก็ไม่จำเป็นต้องตัดอะไรออกไป”

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลหรือรูปภาพจึงถูกถ่ายทอดออกมาผ่านความรู้สึกจริงและตัวตนที่แท้จริงของเธอ ซึ่งกลายเป็นความโดดเด่นของเพจที่ผู้อ่านสามารถสัมผัสได้ว่า เธอเที่ยวเพราะความรักและความสุขจริงๆ

“อุ๊หวังว่าใครก็ตามที่เข้ามาในเพจจะได้รับข้อมูลท่องเที่ยวจากประสบการณ์จริง สามารถเข้ามาถามหลังไมค์กับอุ๊ได้ และสร้างไอเดียใหม่ๆ ให้คนได้ออกเดินทางบนเส้นทางที่หลากหลายมากขึ้น”

อุ๊ กล่าวทิ้งท้ายว่า ทุกครั้งที่ออกเดินทาง ความรู้สึกเมื่อกลับมาถึงบ้านไม่เคยเหมือนเดิม เพราะการไปเที่ยวไม่ใช่แค่การท่องเที่ยว แต่ได้อะไรเพิ่มเติมกลับมาทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นมิตรภาพ มุมมองการใช้ชีวิต และความรู้สึกต่อโลกใบนี้

อีสานต๊ะต่อนยอน ณ บ้านท่าขันทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 พฤศจิกายน 2560 เวลา 10:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/523480

อีสานต๊ะต่อนยอน ณ บ้านท่าขันทอง

 โดย/ภาพ : กาญจน์ อายุ

เมื่อ 50 กว่าปีก่อน ชาวอีสานกลุ่มหนึ่งอพยพหนีความแห้งแล้งและการแพร่ขยายของคอมมิวนิสต์มาตั้งรกรากอยู่ในภาคเหนือ กลายเป็นชุมชนอีสานล้านนา “บ้านท่าขันทอง” อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ที่ยังรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีและวิถีชีวิตของลูกอีสานไว้ไม่ลืม

01 วงดนตรีพื้นบ้านบนรถอีแต๊ก

บ้านท่าขันทอง เป็นชุมชนคนอีสานขนาดใหญ่ทั้งจากร้อยเอ็ด ยโสธร สกลนคร และมหาสารคาร ที่รวมตัวกันตั้งเป็นหมู่บ้านริมแม่น้ำโขง (ซึ่งหากลืมตัวอาจคิดได้ว่านี่คือชายแดนอีสานมากกว่าเชียงแสน) โดยปัจจุบันหมู่บ้านนี้ถูกพัฒนาให้เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวโดยชุมชน และได้รับมาตรฐานโฮมสเตย์ไทยเมื่อปี 2552/2555 และ 2558 โดยมีกิจกรรมท่องเที่ยวที่ได้ยกวิถีชีวิตพื้นบ้านมาเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสตัวตนของลูกอีสานล้านนาอย่างแท้จริง

นั่งอีแต๊กชมโขง

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

นอกจากภาษาอีสานและเสียงพิณ วิถีถิ่นอย่างการใช้รถอีแต๊กเพื่อเดินทาง เป็นอีกหนึ่งในเสียงอีสานที่ครื้นเครงได้ใจ เพราะนอกจากเสียงดนตรีวงพื้นบ้านทั้งพิณ กลอง ฉิ่ง ฉาบ ยังได้ผสมปนเปกับเสียงแต๊กๆๆ จากเครื่องยนต์ที่เข้ากันดี

เส้นทางเริ่มต้นจากจุดขึ้นรถอีแต๊กในหมู่บ้าน ผ่านศาลพญานาค สวนกล้วย จนทะลุออกไปยังถนนเล็กๆ เลียบแม่น้ำโขง ประหนึ่งได้นั่งยานพาหนะทะยานจากเหนือไปอีสานภายในพริบตา

สายน้ำขนาดกว้างสุดลูกตาไหลเชี่ยวตรงข้ามกับทิศทางสัญจร ลมร้อนไหลเอื่อยทำลายความอบอ้าวคล้ายฝนสุดท้ายจะตกอำลาฤดูกาลอีกไม่นาน โดยเส้นทางยาวไม่กี่กิโลเมตรแต่เสียงดนตรีไม่มีจุดจบ หากลุงป้าน้าอาบรรเลงไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยคงไม่เงียบเหงาสักวินาที

ปลายทางนั้นมีป้าย “ออนซอนเดว โฮมสเตย์บ้านท่าขันทอง” แปลว่า อรชรหรืองามนัก ซึ่งวิวทิวทัศน์แม่น้ำโขงช่างงดงามสมคำเชยชม ส่วนโฮมสเตย์บ้านท่าขันทองจะออนซอนแค่ไหนคงต้องตัดสินในหนทางกลับไปด้วยกิจกรรมในหมู่บ้าน

02 ชาวบ้านนั่งกะเทาะเปลือกถั่วดาวอินคา

สองมือสีข้าวกล้อง

วิถีชีวิตพื้นบ้านที่สุดอย่างการสีข้าวกล้องด้วยมือ กลายเป็นกิจกรรมที่คนเมืองตื่นเต้นไปได้ เพราะการได้รู้จักสิ่งที่คุ้นเคยที่กินวันละ 3 มื้อกลายเป็นเรื่องใหญ่ โดยนักท่องเที่ยวสามารถลองสีข้าวและร่อนข้าวด้วยสองมือ เรียนรู้กระบวนการก่อนเป็นข้าวหอมในจานว่ากว่าจะได้มาต้องผ่านความเพียรมากเพียงใด

แน่นอนว่าชาวอีสานยังบริโภคข้าวเหนียว ทุกมื้อต้องมีกระติ๊บใหญ่ หยิบปั้นกินที่ละคำ เคียงคู่ส้มตำปลาร้า และอาหารเหนือที่กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในสำรับอย่างน้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกอ่อง และลาบคั่ว รวมถึงยังได้เรียนรู้การทำข้าวจี่ฟักทองชุบไข่ อาหารกินเล่นแบบบ้านๆ ที่เด็กอีสานทุกคนต้องเคยลิ้มลอง

03 นักท่องเที่ยวลองร่อนข้าวเปลือกด้วยตัวเอง

ชิมเสาวรสกลางไร่

พืชเศรษฐกิจอย่างหนึ่งของบ้านท่าขันทอง คือ เสาวรส ผลไม้รสชาติเปรี้ยวอมหวาน หากโรยเกลือหน่อยจะกลมกล่อมจนไม่อยากแบ่งใคร มีใส่ถุงใหญ่วางขายราคาถูกกว่าท้องตลาดเกือบ 2 เท่า ซึ่งหากมาในช่วงเวลาติดลูกดกมากๆ อาจมีโอกาสเดินไปเด็ดผลสดจากต้น กินกันสดๆ ใต้แปลงเสาวรสนั้นเลย

ผลไม้ชนิดนี้ชาวบ้านนิยมปลูกแซมไปกับทุ่งนา ลักษณะเป็นพืชประเภทเถาเลื้อย ปลูกได้ง่ายทุกสภาพดิน ออกผลผลิตได้ง่าย เป็นที่ต้องการของท้องตลาด และขายได้ราคา ปัจจุบันเกือบทุกบ้านจะปลูกเสาวรสไว้เพื่อบริโภคและขายเป็นรายได้เสริม หากนำไปแปรรูปเป็นแยม ไอศกรีม หรือน้ำเสาวรส ก็ยิ่งได้มูลค่าเพิ่ม

นอกจากนี้ เจ้าของไร่ยังแนะนำว่า การกินเสาวรสให้อร่อยต้องกลืนทั้งคำ ไม่ต้องเคี้ยว ไม่เช่นนั้นจะเปรี้ยวจนเกินพอดี ซึ่งเจ้ากะทกรกฝรั่งอุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินเอ และมีใยอาหารสูง

ดื่มชาดาวอินคาเพิ่มโอเมก้า

ถั่วรูปดาวจากประเทศเปรู ถูกนำมาส่งเสริมเป็นพืชเศรษฐกิจ และกลายเป็นของฝากติดดาวของหมู่บ้าน นั่นคือถั่วดาวอินคาอบกรอบ และชาดาวอินคา ที่มีคุณค่าทางอาหารสูงลิ่ว

ถั่วดาวอินคาอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 ซึ่งทำหน้าที่ช่วยลดการอักเสบของสมอง วิตามินเอ วิตามินอี และกรดอะมิโน ที่ดีต่อร่างกาย มีประโยชน์สำหรับผู้ที่ต้องการนอนหลับสนิท ช่วยเสริมประสิทธิภาพทางเพศได้ดี โดยเมล็ดที่ยังดิบอยู่จะไม่สามารถนำมารับประทานได้ แต่หากคั่วจนสุกแล้วจะมีความอร่อยมัน ซึ่งแนะนำให้กินวันละ 5 เมล็ด

04 รถอีแต๊กพานักท่องเที่ยวชมความงามริมฝั่งโขง

รวมถึงใบของต้นถั่วดาวอินคา ยังสามารถนำไปทำเป็นใบชาเพื่อสุขภาพและไม่มีคาเฟอีน หรือนำไปสกัดเป็นคลอโรฟิลล์ ซึ่งมีคุณค่ามากกว่าคลอโรฟิลล์ทั่วไปถึง 200 เท่า

ถั่วมหัศจรรย์ชนิดนี้ถูกนำมาส่งเสริมให้แก่ชาวบ้านท่าขันทอง เพราะให้ผลผลิตเร็ว สามารถเก็บผลผลิตได้ตลอดปี และมีอายุนานถึง 60 ปีจากการปลูกเพียงครั้งเดียว

ที่สำคัญ พืชชนิดนี้ต้องปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ ชาวบ้านจึงแทบปล่อยให้เติบโตเองตามธรรมชาติทำให้ปลอดภัยกับทั้งคนปลูกและคนกิน

นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวสามารถใช้บริการโฮมสเตย์บ้านท่าขันทองที่ได้รับมาตรฐาน สะอาดสะอ้าน ปลอดภัย และยังคงคอนเซ็ปต์ คือพักอยู่กับชาวบ้าน สามารถสัมผัสความเป็นท้องถิ่นได้ ตั้งแต่ตื่นจนเข้านอนในราคาประหยัด จ่ายน้อยแต่ได้ประสบการณ์มาก ส่วนกิจกรรมตามที่กล่าวมาสามารถเลือกสรรได้ว่าอยากทำอะไร แล้วคิดราคาเพิ่มเติมตามจริง ซึ่งก็ไม่แพงอีกเช่นเดิม

หมู่บ้านท่องเที่ยวโดยชุมชน บ้านท่าขันทอง พร้อมรับนักท่องเที่ยวทุกรูปแบบ (แบ็กแพ็กเกอร์ กลุ่มประชุมสัมมนา นักเรียนนักศึกษา) และยินดีต้อนรับคนแปลกหน้าให้เข้ามาเรียนรู้วิถีชีวิตของชาวบ้านอย่างเต็มใจ ซึ่งนอกจากผู้ไปเยือนจะได้รับความสุขและประสบการณ์ไม่เหมือนใคร เจ้าบ้านอย่างชาวบ้านยังมีชีวิตชีวาและสนุกสนานไปด้วย

……….ล้อมกรอบ………..

ติดต่อเข้าพักและท่องเที่ยวชุมชนบ้านท่าขันทอง โทร. 08-1952-7058 (เศรษฐศักดิ์ พรหมมา)

พักโฮมสเตย์คืนละ 300 บาท/คน หรือรวมอาหารคนละ 400 บาท

………..ใต้ภาพ………..

00(รูปเปิด) ชาวไร่เสาวรสเดินเก็บผลจากต้น

01 วงดนตรีพื้นบ้านบนรถอีแต๊ก

02 ชาวบ้านนั่งกะเทาะเปลือกถั่วดาวอินคา

03 นักท่องเที่ยวลองร่อนข้าวเปลือกด้วยตัวเอง

04 รถอีแต๊กพานักท่องเที่ยวชมความงามริมฝั่งโขง

05 ถั่วดาวอินคา

06 สวนถั่วดาวอินคา พืชเศรษฐกิจของชาวบ้านท่าขันทอง

07 โฮมเสตย์น่านอนที่บ้านท่าขันทอง

08 ต้นถั่วดาวอินคา

09 ขายเสาวรสสดๆ ราคาหน้าสวน

10 กินเสาวรสจิ้มเกลือ รสชาติชื่นใจ

11 ปลูกข้าวผสมแปลงเสาวรส

12 ถั่วดาวอินคาอบกรอบ ของฝากบ้านท่าขันทอง

13 อาหารเหนือบนขันโตกในหมู่บ้านชาวอีสาน

14 แปลงปลูกเสาวรสสร้างรายได้ดีให้แก่ชาวบ้าน

 

หอมกลิ่นข้าวคลุ้งกลิ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 ตุลาคม 2560 เวลา 11:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/522281

หอมกลิ่นข้าวคลุ้งกลิ่นดิน

โดย นิทรา ราตรี

กระท่อมน้อยตีนดอยแม่ตะมาน โอบล้อมด้วยป่าไม้ธรรมชาติ และอยู่เคียงข้างลำธารไหลเย็นตลอดปี

อาจเป็นภาพในฝันของใครก็ตามที่อยากปลีกวิเวก ซึ่งทุกคนสามารถไปเอกเขนกได้จริงที่ บ้านธารกล่อม บ้านหลังน้อยกลางป่าเขาในหมู่บ้านต้นขาม อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ที่จะกล่อมให้ลืมทุกเรื่องที่ผ่านมา

สถานที่ในฝันให้บริการบ้านพักเพียง 6 หลัง ได้แก่ บ้านหินอาบจันทร์และบ้านธารกล่อม ลักษณะเป็นบ้านไม้ริมน้ำ พักได้ 3 คน พร้อมห้องน้ำในตัวและระเบียงใหญ่ไว้นอนรับลมเย็น กระโจมเพียงน้ำและกระโจมเพียงดาว ลักษณะเป็นกระโจมริมน้ำสุดเก๋ พักได้ 2 คน โดยกระโจมเพียงน้ำเป็นสีครีมแบบซาฟารี ส่วนกระโจมเพียงดาวเป็นสีขาวสไตล์มินิมอล ทั้งสองกระโจมมีห้องน้ำในตัวและมีระเบียงติดลำธารที่สามารถก้าวขาลงไปแช่น้ำได้ทันที

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

บ้านชมดอย ลักษณะเป็นบ้านหลังใหญ่รับได้ 6-8 คน ประกอบด้วยห้องน้ำ 2 ห้อง อ่างอาบน้ำ ห้องครัว และระเบียงขนาดใหญ่ที่มองเห็นวิวดอยได้แบบพาโนรามา และหลังสุดท้าย บ้านอุโมงค์ไม้ไผ่ มีดีไซน์แปลกตาและฮิปสเตอร์ที่สุด ไม่มีผนัง ไม่มีเพดาน แต่เป็นทรงโค้งคล้ายอุโมงค์ ทำจากไม้ไผ่ทั้งหลัง ส่วนด้านในกรุด้วยไม้สน สร้างอยู่บนหน้าผาเหนือน้ำตก มีตู้เย็น พัดลม และอ่างอาบน้ำให้แช่ดูลำธารและดอยเขียว

บ้านธารกล่อมยังมีบริการอาหารเมืองอย่างปูอ่อง ทำจากปูนาแท้ๆ นึ่งจนมันปูหอมมัน รับประทานคู่กับข้าวเหนียวร้อนๆ ต้มไก่บ้าน แกงฮังเลรสจัดจ้าน จิ้นส้มหมก น้ำพริกหนุ่ม แกงแค แกงอ่อม ไส้อั่ว และหมูกระทะ ที่จะตั้งให้รับประทานริมลำธาร รวมถึงกาแฟ ค็อกเทล และไวน์จากอิตาลี ฝรั่งเศส ชิลี

นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีทุ่งนาที่ไม่ได้แค่มอง แต่สามารถเดินไปบนสะพานไม้ไผ่ที่ทอดยาวข้ามลำน้ำไปยังตูบน้อยกลางนา ให้นั่งหย่อนใจและสูดกลิ่นหอมนวลจากต้นข้าว

ส่วนสระว่ายน้ำเปิดให้ตลอดเวลา เพราะทุกคนสามารถเดินลงเล่นน้ำในลำธารได้ตามใจและปลอดภัย โดยน้ำจะเย็นใสเพราะไหลมาจากดอยสูงที่ป่าเบื้องบนยังสมบูรณ์

ต้นสะปงยักษ์ แลนด์มาร์คของบ้านธารกล่อมยืนตระหง่านต้อนรับผู้มาเยือน สถานที่ที่จะสร้างความทรงจำแสนธรรมดาที่ยากลืมเลือน และเป็นสถานที่ที่จะคอยเตือนว่าธรรมชาตินั้นงดงามเพียงใด

วิศวะพาเที่ยว ‘ยอมเหงาดีกว่าไม่ได้ไป’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 ตุลาคม 2560 เวลา 11:37 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/522278

วิศวะพาเที่ยว ‘ยอมเหงาดีกว่าไม่ได้ไป’

โดย รอนแรม ภาพ : ก้องภพ ยศแพง

ลองไปสัมผัส แล้วคุณจะรู้สึก สโลแกนของเพจเฟซบุ๊ก “วิ ศ ว ะ พ า เ ที่ ย ว” โดย “มิกซ์” ก้องภพ ยศแพง นักเดินทางและวิศวกรหนุ่ม วัย 24 ปี ผู้ใช้วันหยุดเกือบทั้งหมดไปกับการท่องเที่ยว เพื่อค้นพบสิ่งใหม่จากการไปสัมผัส

มิกซ์เล่าว่า ด้วยหน้าที่การงานที่หยุดไม่ตรงกับใคร ทำให้เขาต้องเดินทางคนเดียวจนเคยชิน

“ยอมเหงาแล้วไปเที่ยวดีกว่ารอเพื่อนแล้วไม่ได้ไปไหน” เขากล่าว แต่ก็ยังไม่เคยคุ้นชินกับความเหงาที่มักก่อตัวขึ้นทุกครั้งเมื่อเดินทางโดยลำพัง

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

“เมื่อก่อนผมทำงานหยุดแค่วันอาทิตย์วันเดียว ก็เที่ยวอยู่แถว ๆ ที่ทำงานแบบไปเช้าเย็นกลับ แต่ตอนนี้ย้ายมาทำงานที่สุพรรณบุรี ได้หยุดสองวันแต่ไม่ตรงกับชาวบ้าน ทำให้ส่วนมากผมเลยเที่ยวคนเดียวแบบค้างหนึ่งคืนแล้วกลับมาทำงานต่อเลย”

เขาเปิดเพจหลังถ่ายรูปลงอินสตาแกรมส่วนตัวมานาน เพราะอยากมีพื้นที่บันทึกความทรงจำ และหวังว่าข้อมูลนั้นอาจเป็นประโยชน์ต่อคนที่สนใจในสไตล์เดียวกันไม่มากก็น้อย

โดยมิกซ์จะไม่ได้เขียนรีวิวเส้นทางทั้งหมด แต่จะเป็นบันทึกการเดินทาง คำคม และถ่ายทอดภาพถ่ายที่สื่อถึงอารมณ์ความรู้สึก ณ ขณะนั้น

“ผมจะเขียนสไตล์เฮฮา แต่แทรกสาระอยู่บ้าง ซึ่งเส้นทางจะเป็นทริปที่ไปเอง 70 เปอร์เซ็นต์ อีก 30 เปอร์เซ็นต์จะเป็นงานที่ให้โอกาสผมไปท่องเที่ยว” เขายังกล่าวถึงข้อดีของการเดินทางคนเดียวว่า

“มันคือโอกาสที่ตัวเองจะได้เปิดไปสู่โลกภายนอก ที่ไม่ใช่เพียงโลกของตัวเอง และทำให้ได้คิดและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างเดินทาง ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากการอ่านหรือแค่ดู”

ปัจจุบันเพจ วิ ศ ว ะ พ า เ ที่ ย ว มียอดไลค์กว่า 70,800 ไลค์ภายในระยะเวลา 1 ปี ซึ่งถือว่ามาไกลกว่าที่คิดไว้มาก

“เพราะผมไม่ได้เที่ยวบ่อยขนาดนั้น และเรื่องที่ถ่ายทอดออกไปก็เป็นสไตล์ของผมเองด้วย” เขาให้เหตุผล

ทว่ามิกซ์ก็ตั้งใจทำให้ดีที่สุดอย่างการกำหนดเงื่อนไขให้โพสต์เรื่องใหม่ทุกวัน หรือห้ามทิ้งเงียบเหงานานเกิน 2 วันเพื่อให้ลูกเพจได้ติดตาม

วิศวกรหนุ่ม ยังกล่าวทิ้งท้ายถึงความสวยงามของการท่องเที่ยวไทยว่า เสน่ห์ของประเทศไทย คือธรรมชาติงดงาม และรอยยิ้มของชาวบ้านที่จับใจ

ดังนั้น ทุกคนต้องลองไปสัมผัส แล้วจะรู้สึกเองว่าจะรักหรือไม่ ซึ่งสามารถหาแรงบันดาลใจได้ทางเพจเฟซบุ๊ก วิ ศ ว ะ พ า เ ที่ ย ว และอินสตาแกรม @widsawaphatiew

 

ก้าวตามตำราพ่อ วิชาธรรมชาติ (สามัคคี)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 ตุลาคม 2560 เวลา 10:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/522261

ก้าวตามตำราพ่อ วิชาธรรมชาติ (สามัคคี)

 โดย/ภาพ : กาญจน์ อายุ

ศาสตร์พระราชา คือ ของขวัญล้ำค่าของแผ่นดินไทย ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงประทานไว้ในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริกว่า 4,000 โครงการ ซึ่งจะเป็นตำราของแผ่นดินไทยไปตลอดกาล

“วิชา ๙ หน้า” ศาสตร์พระราชาจากตำราของพ่อ เป็นโครงการที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้คัดเลือก 9 วิชา นำเสนอผ่าน 9 บุคคลผู้มีอิทธิพลทางความคิดในแวดวงต่างๆ ให้ลงไปสัมผัสในชุมชนที่ได้น้อมนำหลักการและแนวคิดของในหลวง รัชกาลที่ 9 มาเป็นแนวทางในการใช้ชีวิตและพัฒนาชุมชนให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืน อย่างในพื้นที่ “พิษณุโลก” ที่ตั้งของวิชาธรรมชาติ (สามัคคี) บทที่กล่าวถึงป่าไม้และชาวเขาที่พลิกปัญหาสู่ความยั่งยืน

01 ปลูกกาแฟใต้ต้นสน

วิชาธรรมชาติ (สามัคคี)

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

สายหมอก ดอกไม้ และป่าใหญ่ เป็นความสมบูรณ์และสวยงามที่เกิดขึ้นหลังการก่อตั้ง โครงการพัฒนาป่าไม้ภูหินร่องกล้า จ.พิษณุโลก ที่หยิบยกแนวทางพระราชดำริมาเป็นฐานเพื่อแก้ไขปัญหาจนสามารถพลิกเขาหัวโล้นให้เป็นแหล่งปลูกพืชเศรษฐกิจ และเป็นพื้นที่ต้นแบบของการอยู่ร่วมกันระหว่าง “คนกับป่า” อย่างสามัคคี

ในอดีตภูหินร่องกล้า เคยเป็นฐานบัญชาการของกลุ่มลัทธิคอมมิวนิสต์ ด้วยที่ตั้งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เชื่อมต่อพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ อ.นครไทย จ.พิษณุโลก อ.ด่านซ้าย จ.เลย และ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ บวกกับสภาพภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อนทำให้ผู้ก่อการยึดพื้นที่เป็นสมรภูมิสำคัญ

ต่อมารัฐบาลไทยได้ประกาศใช้นโยบายการเมืองนำการทหาร ทำให้ผู้ก่อการจำนวนมากเคลื่อนพลออกจากป่า มาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย สมรภูมิรบจึงถูกทิ้งร้าง ซึ่งหลังจากนั้นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ประกาศให้ภูหินร่องกล้าเป็นอุทยานแห่งชาติอันดับที่ 48 ของไทย

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเรื่องการบุกรุกแผ้วถางป่ายังคงเกิดขึ้น เนื่องจากชาวบ้านบนภูเขาส่วนใหญ่เป็นชาวม้งที่ยึดอาชีพปลูกฝิ่น กะหล่ำปลี และไร่เลื่อนลอย จนลุกลามกลายเป็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับชนเผ่า

ทางกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชจึงต้องเร่งแก้ไข โดยนำแนวพระราชดำริเข้ามาใช้ คือ สนับสนุนให้ชาวม้งและชาวบ้านเปลี่ยนมาปลูกพืชเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ เช่น กาแฟพันธุ์อะราบิก้า และสตรอเบอร์รี่พันธุ์พระราชทาน 80 ประกอบกับให้ความรู้เรื่องป่าไม้ สอนวิธีดูแลแหล่งน้ำ กระทั่งทำให้คนสามารถอยู่ร่วมกันป่า และภูหินร่องกล้าก็กลับมาอุดมสมบูรณ์

เช่นเดียวกับในพื้นที่โครงการพัฒนาป่าไม้ฯ ที่มีชาวไทยภูเขาอยู่อาศัยจำนวนมาก ซึ่งมีแนวโน้มของการบุกรุกป่าและทำลายทรัพยากรธรรมชาติเพื่อการยังชีพด้วยความไม่รู้เพิ่มขึ้น จึงได้แก้ไขสถานการณ์ด้วยการปฎิบัติงานตามแนวพระราชดำริด้านงานพัฒนาป่าไม้ของในหลวง รัชกาลที่ 9 ในปี 2522

02 ดื่มกาแฟอะราบิก้าคั่วใหม่ใต้ต้นสน

โดยส่งเสริมให้ชาวม้งที่บ้านใหม่ร่องกล้า หมู่ 10 อ.นครไทย จ.พิษณุโลก เปลี่ยนอาชีพจากปลูกฝิ่นและกะหล่ำปลีหันมาปลูกสตรอเบอร์รี่และกาแฟ โดยนำต้นกล้าจากโครงการพัฒนาป่าไม้ฯ ไปปลูกในพื้นที่ของตน เริ่มต้นจาก 3 ไร่ จนปัจจุบันมีชาวม้งที่เปลี่ยนวิถีชีวิตมาปลูกสตรอเบอร์รี่และกาแฟไม่ต่ำกว่า 30 ไร่แล้ว

ศุภกุล จันทร์ลา หัวหน้าโครงการพัฒนาป่าไม้ภูหินร่องกล้า กล่าวว่า ความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งของโครงการพัฒนาป่าไม้ฯ คือสามารถปลูกกาแฟอะราบิก้าใต้ต้นสนได้ เป็นที่แรกและที่เดียวในประเทศไทย ช่วยลดปัญหาการโค่นล้มต้นสนทิ้งโดยไร้ค่าเพราะชาวบ้านเข้าใจว่าปลูกพืชใต้ต้นสนไม่ได้

“บนพื้นที่เขาของภูหินร่องกล้ามีต้นสนสามใบตามธรรมชาติมากมาย โครงการพัฒนาป่าไม้ฯ จึงทดลองปลูกกาแฟใต้ต้นสนจนสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ดี จากนั้นได้ให้ความรู้กับชาวบ้านในพื้นที่ว่า กาแฟสามารถปลูกได้ทุกที่ ไม่จำเป็นต้องเผาถางป่า เพราะหากมีความสูงเพียงพอ อากาศเย็น และมีร่มเงา ไม่ว่าจะอยู่ใต้ต้นอะไรก็ปลูกขึ้นและให้ผลผลิตได้”

รวมถึงแปลงสตรอเบอร์รี่ที่ได้ทดลองปลูก โดยใช้หญ้าแห้งปกคลุมดินแทนแผ่นพลาสติก เพื่อลดปัญหาขยะย่อยสลายยาก ชาอัสสัมที่ตอนนี้อยู่ในช่วงทดลองปลูก หากได้ผลดีจะส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกเป็นอาชีพต่อไป

ไฮไลต์ในฤดูกาลท่องเที่ยวอย่าง ทุ่งดอกกระดาษ (ช่วง ธ.ค.-มี.ค.) ที่ให้ทั้งความสวยงามดึงดูดใจและสามารถตัดดอกขายเพื่อนำไปประดับตกแต่งก็ได้ราคา ซึ่งทั้งมวลเกิดขึ้นจากการนำแนวพระราชดำริมาปฏิบัติให้เกิดผล เรียกว่าการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง เพื่อยกระดับชีวิตและรักษาธรรมชาติให้คงอยู่ร่วมกัน

นอกจากนี้ โครงการพัฒนาป่าไม้ฯ ยังสร้างอาชีพให้ชาวม้งเข้ามาทำงานด้านเกษตรกรรม และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวช่วงฤดูหนาวที่กำลังมาแรง เพราะนอกจากทุ่งกระดาษที่จะเบ่งบานรับลมหนาวแล้ว ที่นี่ยังมีแนวผาหินทราย 6 จุด ได้แก่ ผาไททานิก ผาพบรัก ผาบอกรัก ผาคู่รัก ผารักยืนยง และผาสลัดรัก สร้างเรื่องราวให้ธรรมชาติ และนั่งจิบกาแฟปลอดสารเคมีจากฝีมือชาวม้ง ที่หอมกรุ่นเข้มลึกใต้ทิวสนสามใบให้นึกถึงความมหัศจรรย์เหมือนแหล่งปลูกของมัน

บ้านเข็กน้อย พอเพียงมาก

ชุมชนม้งขนาดใหญ่ที่สุดในสยามตั้งอยู่ที่ บ้านเข็กน้อย ต.เข็กน้อย อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ (ห่างจากโครงการพัฒนาป่าไม้ภูหินร่องกล้าประมาณ 1 ชม.) ปัจจุบันมีชาวม้งอาศัยอยู่ 12 หมู่บ้าน ประชากรประมาณ 1.4 หมื่นคน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพปลูกพืชไร่ตามแนวภูเขา กะหล่ำปลี ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และกาแฟ

03 นักท่องเที่ยวยืนชมหมอกใต้ต้นสนสามใบ

ประจวบ ฤทธิ์เนติกุล อดีตกำนันตำบลเข็กน้อย เล่าว่า ในอดีตภูเขาทั้งลูกกลายเป็นสีแดงด้วยดอกฝิ่น และทั้งหมู่บ้านก็อบอวลไปด้วยควันสีขาวจากปล้องไม้ไผ่ จนกระทั่งวันที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ เขาค้อวันนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลง

“พ่อหลวงไม่เคยกล่าวโทษพวกเราว่าทำผิดกฎหมาย ไม่เคยบอกว่าพวกเราเป็นคนร้าย ไม่เคยไล่เราออกจากแผ่นดินไทย แต่ท่านสอนเราว่าฝิ่นไม่ดีอย่างไร สอนเราว่าต้องปลูกอะไร และทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง จนตอนนี้หมู่บ้านเข็กน้อยไม่มีฝิ่นเหลืออยู่แล้ว รวมถึงชีวิตเราก็ดีขึ้นเพราะไม่ติดยาเสพติด ทำมาหากินจากการทำเกษตร และไม่อดอยากจากการปลูกพืชผักกินเอง ชีวิตเรามีความสุขขึ้นมากเพราะพ่อหลวง” ประจวบน้ำตารื้น

นอกจากนี้ บ้านเข็กน้อยยังถูกขับเคลื่อนด้วยกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องการแก้ปัญหาสารเคมีในแปลงเกษตร ธวัชชัย แซ่หยาง ตัวแทนคนรุ่นใหม่ กล่าวว่า ปัจจุบันชาวบ้านใช้สารเคมีปริมาณมากในการปลูกกะหล่ำปลีเพื่อให้ใบสวยงามตามความต้องการของพ่อค้าคนกลาง ซึ่งเมื่อเทียบกับราคาขายกับราคาสารเคมี บวกลบแล้วชาวบ้านแทบไม่เหลือเงินเข้ากระเป๋าเลย

“ถ้าใบไม่สวย พ่อค้าจะไม่รับซื้อ” ชาวม้งรุ่นใหม่กล่าวต่อ

“ขนาดเราเองยังไม่กินผักที่เราขาย เพราะรู้ว่ามันอันตราย แต่ไม่ทำก็ขายไม่ได้ มันเลยกลายเป็นความรู้สึกผิดในใจที่เรามีมานาน ทำให้ตอนนี้ผมกับเพื่อนๆ และมูลนิธิสังคมสุขใจ ร่วมกับ ททท. กำลังส่งเสริมให้ทุกบ้านที่ปลูกกะหล่ำปลีหันมาปลูกแบบปลอดสาร เพื่อเราจะได้ขายให้นักท่องเที่ยวโดยตรงซึ่งได้ราคาดีกว่า และจะเปิดเป็นจุดท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้วย”

ตอนนี้มีแนวโน้มว่าชาวบ้านจะหันมาปลูกกะหล่ำปลีแบบปลอดสารมากขึ้น ซึ่งแม้ว่าจะดูแลยากกว่า แต่เพื่อสุขภาพของผู้บริโภคและผู้ปลูกเองก็ถือว่าคุ้มค่ามาก

อย่างไรก็ตาม บ้านเข็กน้อยมีชื่อเสียงเรื่องวันปีใหม่ม้งอยู่แล้ว โดยปีนี้ตรงกับวันที่ 18-26 ธ.ค. 2560 หมู่บ้านจะมีงานฉลองวันขึ้นปีใหม่ต่อเนื่อง 7-9 วัน โดยหนุ่มสาวจะแต่งตัวเต็มที่ออกมาเล่นโยนลูกช่วง เป็นโอกาสที่หนุ่มสาวสามารถเกี้ยวพาราสีกัน ซึ่งหลังจบงานอาจมีหลายคู่ที่แต่งงานกัน อันเป็นประเพณีที่สืบทอดมามากกว่าร้อยปีไม่เคยขาด

04 ไร่สตรอเบอร์รี่หุ้มด้วยหญ้าแห้งแทนแผ่นพลาสติก

วิชาธรรมชาติ (สามัคคี) และวิถีชีวิตของชาวบ้านเข็กน้อย เป็นเพียงปฐมบทในตำราของพ่อที่ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ในสถานที่จริงและชีวิตจริง ซึ่งบทเรียนจากครูของแผ่นดินจะเป็นหนทางสู่ความเข้าใจ แก้ไข และพัฒนา นำไปสู่การใช้ชีวิตที่ดีและมีความสุขอย่างยั่งยืน

……….ล้อมกรอบ………

ผู้ที่สนใจสามารถชมวิดีโอสารคดีทั้ง 9 ตอนได้ทางเพจเฟซบุ๊ก เที่ยวไทยเท่ สามารถรับหนังสือฟรีได้ที่ สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ทั่วประเทศ และสถานีบริการน้ำมันบางจากในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 20 สาขาที่เข้าร่วม หรือดาวน์โหลดฟรีที่ www.tourismthailand.org สอบถามโทร. 1672 เบอร์เดียวเที่ยวทั่วไทย

……….ใต้ภาพ………..

00 รูปเปิด ความสมบูรณ์ ณ โครงการพัฒนาป่าไม้ภูหินร่องกล้า

01 ปลูกกาแฟใต้ต้นสน

02 ดื่มกาแฟอะราบิก้าคั่วใหม่ใต้ต้นสน

03 นักท่องเที่ยวยืนชมหมอกใต้ต้นสนสามใบ

04 ไร่สตรอเบอร์รี่หุ้มด้วยหญ้าแห้งแทนแผ่นพลาสติก

05 หน้าผาหินทรายรูปร่างแปลกตาในโครงการพัฒนาป่าไม้ภูหินร่องกล้า

06 ต้นกล้าสตรอเบอร์รี่พันธุ์พระราชทาน 80

07 ไร่กาแฟอะราบิก้าสีเขียวครึ้ม

08 นักท่องเที่ยวถ่ายภาพสายหมอกที่พ่นออกมาจากป่า

09 ต้นสนสามใบ พืชที่พบเห็นมากบนภูหินร่องกล้า

10 ประจวบ ฤทธิ์เนติกุล ชาวม้งหมู่บ้านเข็กน้อยที่ตั้งถิ่นฐานบนแผ่นดินไทย

11 พระบรมสาทิสลักษณ์ในหลวง รัชกาลที่ 9 ภายในบ้านของประจวบ

12 ดอกกระดาษ

13 แปลงสาธิตปลูกชาอัสสัม

14 สายหมอกฟุ้งออกจากป่า

15 ความเขียวชอุ่มของป่าภูหินร่องกล้า

16 วิถีชีวิตชาวม้งที่บ้านเข็กน้อย

17 ต้นแมคคาเดเมียปลูกแทรมกับต้นสน

ภาพในล้อมกรอบ

 

โฮมสเตย์พอเพียง อาข่าฮิลล์เฮ้าส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ตุลาคม 2560 เวลา 14:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/521500

โฮมสเตย์พอเพียง อาข่าฮิลล์เฮ้าส์

ดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ภาพ อาข่าฮิลล์เฮ้าส์

อาข่าฮิลล์เฮ้าส์…โฮมสเตย์ที่ชาวไทยหลายคนอาจจะยังไม่เคยได้ยินชื่อเลยด้วยซ้ำ หากที่นี่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ด้วยวิถีชีวิตและความเรียบง่ายของชาวชนเผ่า ที่กลายเป็นเสน่ห์มัดใจชาวต่างประเทศ ความพอเพียงและธรรมชาติกลางป่าเขาแห่งหมู่บ้านโป่งน้ำร้อน อ.ดอยฮาง จ.เชียงราย

บทความนี้จะเรียบเรียงด้วยภาษาง่ายๆ สั้นๆ และซื่อๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของชาวอาข่า พวกเขาพูดด้วยภาษาที่กระชับสั้น ตรงไปตรงมา หากเมื่อร้อยเรียงแล้วกลายเป็นเรื่องราวมหัศจรรย์ ก็หวังใจว่า “ภาษาที่แสนซื่อ” จะถ่ายทอดให้เห็นได้ ซึ่งพลังและความพอเพียงที่ยิ่งใหญ่ของพวกเขา

อาแป อามอ ผู้ก่อตั้งและเจ้าของอาข่าฮิลล์เฮ้าส์ เล่าว่า เขาเป็นคนดอย ไม่ได้เรียนหนังสือด้วย ทำไร่ทำนาอยู่กับป่าเขา ปีหนึ่งผลผลิตน้อยมาก จำได้เป็นปี 2530 ผลผลิตไม่พอกิน มองไปเห็นไกด์คนหนึ่ง ไกด์คนนี้เป็นกะเหรี่ยง กะเหรี่ยงคนนี้พานักท่องเที่ยวมาเที่ยวในหมู่บ้าน

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

“กะเหรี่ยงคนนั้นพูดภาษาอังกฤษ ผมก็สนใจ กะเหรี่ยงพูดอังกฤษได้ อาข่าก็ต้องพูดได้”

ก็เลยถามเขาว่า ช่วยสอนภาษาอังกฤษให้ 2 คำได้มั้ย อันนี้เรียกอะไร กับ อันนั้นเรียกอะไร กะเหรี่ยงตอบว่า What is this? กับ What is That? ก็บันทึกในสมุดไว้ คอยถามคอยจด สักพักก็ลงจากดอย ไปเป็นลูกหาบนักท่องเที่ยวที่ในตัวอำเภอ

“ก่อนที่ผมลงไป ผมหนักมาก เพราะแบกความหวังของชาวบ้านลงมาด้วย เขาบอกว่าอาแปลงไปแล้ว อย่าลืมเอาอาชีพกลับมาให้ชาวอาข่าด้วยนะ”

ความหวังของอาแปหนักไม่เท่าไร แต่ความหวังของชาวบ้านหนักมาก ต้องทำให้ได้ ลงจากดอยไปเป็นลูกหาบต้นเดือน ธ.ค.ปีนั้น พอเดือน ม.ค.ก็พานักท่องเที่ยวไปเที่ยวเองได้เลย ตั้งใจมากๆ เดือนเดียว

หลังจากอาแปเป็นไกด์ ได้พาฝรั่งมากมายมาที่หมู่บ้าน ทำให้ชาวบ้านได้ขายของขายงานหัตถกรรม ชาวบ้านบางคนได้เป็นผู้ช่วยไกด์ บางคนได้อาชีพนวดแผนอาข่า หรือนวดโบราณแบบอาข่า กลางคืนได้เต้นรำอาข่า โชว์วัฒนธรรมชนเผ่า หลายคนเปลี่ยนอาชีพมาทำท่องเที่ยว

หมู่บ้านอาข่าที่อาแปพูดถึง เป็นส่วนหนึ่งของเผ่าอาข่าในเชียงราย ได้แก่หมู่บ้านโป่งน้ำร้อน มีชาวบ้านรวมกลุ่มกันอยู่ 4 หมู่บ้านเล็กๆ รวม 100 กว่าครอบครัว ประมาณ 800 คน บ้านของพวกเขาตั้งอยู่บนดอยฮาง ห่างจากตัวเมืองเชียงราย 23 กิโลเมตร

ปีแรกของการเป็นไกด์ เก็บเงินได้ 2.6 หมื่นบาท นำมาสร้างที่พักเล็กๆ ให้นักท่องเที่ยว 3 ห้อง เรียกมันว่าอาข่าฮิลล์เฮ้าส์ ค่อยๆ เก็บทำ มีเงินเมื่อไรก็ต่อห้องไปเรื่อยๆ จนมีหลายห้อง (26 ห้อง) ต่อมาก็มีอาข่าริเวอร์เฮ้าส์ สร้างเป็นโรงแรมในเมือง

“ไปเปิดออฟฟิศในตัวเมืองด้วย ปลูกที่โรงแรมเราเอง เพราะเวลาไปรับนักท่องเที่ยวมา โรงแรมในตัวเมืองเขา มองเราไม่ดี เหมือนเราไปแย่งลูกค้าเขา ก็สร้างเป็นโรงแรมของเราขึ้นมาเสียเอง” นี่คือเหตุผลในการขยายกิจการ ของอาแป

อาข่าฮิลล์เฮ้าส์ และอาข่าริเวอร์เฮ้าส์ สร้างขึ้นภายใต้หลักการเดียวกัน นั่นคือไม่เบียดเบียนธรรมชาติ ไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม สิ่งปลูกสร้างทั้งหมดเป็นบ้านดินกับไม้ไผ่ ฟืนไฟใช้ประหยัด นักท่องเที่ยวที่มาก็พาไปหมู่บ้าน ไปน้ำตก ไปเที่ยวธรรมชาติ ไปกินอยู่กับป่า ใช้ชีวิตแบบอาข่าคนหนึ่ง

“เราไม่หรูหรา ไม่ทำร้ายป่า สร้างแบบดูแล ห้องพักของเราเกาะเกี่ยวไปตามไหล่เขาในหมู่บ้าน ปลูกผักปลูกข้าว เลี้ยงไก่ เพื่อใช้ในโฮมสเตย์ของเรา”

สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ปลูกสร้างขึ้นมาเป็นตัวเป็นตนของอาข่าฮิลล์ ก็คือแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ในหลวงทำคือโครงการต่างๆ กว่า 4,000 โครงการ กระจายทั่วทุกจังหวัดทุกภูมิภาคประเทศเรา ก็เพราะต้องการให้เกิดอะไรขึ้น ถ้าไม่ใช่อาชีพและการได้อยู่ได้กินของประชาชน

อาแปบอกว่า ในหลวงเป็นกษัตริย์ แต่ท่านขึ้นดอยขึ้นเขา ไปในที่ต่างๆ เพื่อประชาชน เพื่อพัฒนาอาชีพ ทำให้เกิดแรงบันดาลใจ แต่เราก็เป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา ก็ทำในสิ่งที่เราพอจะทำได้ นั่นคือการสร้างหมู่บ้านท่องเที่ยวที่ยึดหลักปรัชญาความพอเพียง ใช้ชีวิตพอเพียง เดินตามรอยพระบาทของท่าน

“อาแปได้น้อมนำแนวทางของพระองค์มาใช้ เราเป็นอาข่าตัวเล็กๆ ก็ทำกับพื้นที่คนอาข่า ให้เกิดอาชีพเช่นกัน หลายปีมานี้ชาวอาข่ามากมายได้ไปฝึกอบรมกับ อบต. เป็นมัคคุเทศก์ท้องถิ่น ได้พาเที่ยวในท้องถิ่น เป็นผู้ช่วยไกด์ก็มาก เป็นลูกหาบก็มาก ได้ขายงานฝีมือและอีกมากมาย”

อาข่าฮิลล์เฮ้าส์ได้กลายเป็นสถานที่ขึ้นชื่อของนักท่องเที่ยวแนวนิยมไพร รวมทั้งนักท่องเที่ยวผู้ชอบวิถีชีวิตพื้นถิ่นจากทั่วโลก ผู้มาเยือนเกือบ 100% เป็นชาวต่างประเทศ สูงสุดคือฝรั่งเศสและฮอลแลนด์ รองลงมามีสวิตเซอร์แลนด์และญี่ปุ่น เป็นต้น ส่วนคนไทยมีมาน้อยมาก

ตลอดปีที่นี่ห้องพักไม่เคยว่าง ต้องจองล่วงหน้าหลายเดือน บางคนมานอนที่นี่เป็นเดือนๆ ยิ่งสมัยก่อนอยู่กันเป็นปี-2 ปี หรืออย่างน้อยครึ่งปีก็มี ผู้มาพักทำตัวกลมกลืนชาวดอย กินอยู่ง่าย กินผักจากแปลงผัก กินไก่จากเล้าไก่ กินข้าวจากนาข้าว กินสับปะรดถ้ามี

“หากินกันเองนะ มีเราจะพาไปขุดหน่อไม้ พาไปดักปลาดักปูในลำห้วย เรามีกิจกรรมเดินป่าหากินอยู่ในนั้น จะสอนวิธีทำไข่เจียวจากกระบอกไม้ไผ่ให้ สอนก่อไฟ และสอนให้หลามไข่จากกระบอก”

อาแปเรียนน้อย แต่พูดได้ 5 ภาษา มีภาษาอังกฤษ ภาษาชนเผ่า ภาษาญี่ปุ่น ภาษาไทย และภาษาฮอลแลนด์ เคยไปเป็นวิทยากรด้านการท่องเที่ยวที่มหาวิทยาลัยจูรุในญี่ปุ่น ต่อมาอาแปได้จัดตั้งเครือข่ายอาสาสมัครชาวญี่ปุ่นและอีกหลายประเทศ เพื่อเป็นครูสอนภาษาต่างชาติแก่เด็กที่นี่ เงิน 10% จากทุกบาททุกสตางค์ที่หาได้ มอบเป็นทุนการศึกษานักเรียนอาข่า

สุดท้ายอาแปบอกว่า แม้ในหลวงจะไม่อยู่กับเราแล้ว ก็ยังยึดมั่นแนวทางของท่าน จะทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ และทำไปชั่วชีวิต พระองค์ไม่เคยเสด็จมาที่นี่ เคยเสด็จมาที่ใกล้ที่สุดที่ผาหมี ดอยตุง แต่สัมผัสได้ถึงบารมี แนวคิดและความพอเพียง

“จากแนวคิดของท่าน ผมอยากสร้างหมู่บ้านท่องเที่ยวให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญไปด้วย คือพิพิธภัณฑ์ป่าเขา เมล็ดพันธุ์และพืชท้องถิ่นที่ควรค่า มีเงาะป่า มะม่วงป่า ลิ้นจี่ป่า พันธุ์พืชป่า สมุนไพรบนดอยต่างๆ แต่เรื่องนี้ใหญ่มาก ผมรู้ว่าผมทำคนเดียวไม่ได้”

เอาใจช่วยอาแป อามอ กับโครงการหมู่บ้านท่องเที่ยวและแหล่งเรียนรู้บนดอยอาข่าของเขา ท่านผู้อ่านเล่า อยากไปเยือนอาแปและให้กำลังใจ ณ อาข่าฮิลล์เฮ้าส์ดูสักครั้งไหม (www.akhahill.com หรือโทร.09-1747-9499)

ศัพท์นักท่องเที่ยวมีอยู่คำหนึ่งว่า “ไปให้ถึง” หมายถึง ไปให้ถึงแก่นแท้ของสถานที่ที่ไป ไปให้ถึงอาข่าฮิลล์เฮ้าส์ ไปให้ถึงความพอเพียง ความพอดี หัวใจและความเรียบง่ายที่นั่น

 

โครงการป่าสิริเจริญวรรษ เส้นทางจักรยาน อันเนื่องมาจากโครงการในพระราชดำริ รัชกาลที่ 9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ตุลาคม 2560 เวลา 10:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/521405

โครงการป่าสิริเจริญวรรษ เส้นทางจักรยาน อันเนื่องมาจากโครงการในพระราชดำริ รัชกาลที่ 9

โดย/ภาพ  Withaya Heng

โครงการป่าสิริเจริญวรรษ เป็น 1 ใน 11 โครงการพระราชดำริในพื้นที่ จ.ชลบุรี มีพื้นที่รวมกว่า 3,900 ไร่ เกิดขึ้นจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2533 ที่พระราชทานให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องพิจารณาจัดทำที่ดินบริเวณเขาชีโอน ติดกับเขตวัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร อยู่ในเขต ต.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ซึ่งมีผู้มีจิตศรัทธาได้น้อมเกล้าฯ ถวาย จำนวนประมาณ 360 ไร่ ทำการพัฒนาและดูแลรักษาให้เป็นสวนป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ และเป็นแหล่งอนุรักษ์ดินและน้ำ และเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าอย่างยั่งยืนตลอดไป

เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสมหามงคลทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 60 พรรษา วันที่ 12 ส.ค. 2535 ชื่อโครงการเป็นการรวมกันของคำว่า “สิริกิติ์” และ “เจริญวรรษ” จึงทำให้สวนป่าแห่งนี้เรียกได้ว่าเป็น “ป่าแห่งความรัก” เป็นสถานที่แทนความรักของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงมอบเป็นของขวัญให้กับพระราชินี

นอกจากจะพัฒนาเพื่อให้เป็นแหล่งทัศนศึกษาและที่พักผ่อนหย่อนใจของนักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชนทั่วไปแล้ว ยังได้จัดทำเส้นทางจักรยานรอบพื้นที่โครงการ ระยะทาง 17 กิโลเมตร (กม.) เชื่อมต่อเข้ากับเส้นทางจักรยานเพื่อการท่องเที่ยว บ้านชากแง้ว-เขาชีจรรย์ ซึ่งมีพื้นที่ใกล้เคียงกับแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของ จ.ชลบุรี ทั้งวัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร พระพุทธรูปแกะสลักเขาชีจรรย์ สวนองุ่นซิลเวอร์เลค สามารถเชื่อมโยงให้เป็นเส้นทางการท่องเที่ยวได้

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ในส่วนของเส้นทางจักรยานรอบโครงการป่าสิริเจริญวรรษ จะอยู่ภายใต้การดูแลของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 2 (ศรีราชา) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช มีระยะทางรวม 17 กม. เป็นถนนขนาด 2 เลน ผิวถนนลาดยางอย่างดี ลัดเลาะไปตามตีนเขาโดยรอบโครงการ เส้นทางจึงมีลักษณะขึ้น-ลงเนินอยู่ตลอดเวลา โดยมากจะเป็นทางชันระดับ 8% ซึ่งถือว่าน่าตกใจสำหรับสิงห์ทางราบชาวกรุงเป็นอย่างมาก แต่ในความเป็นจริงทางขึ้นเนินแม้จะมีความชันแต่ไม่ยาว ถ้ารู้จักการใช้เกียร์และฝึกการใช้รอบขาสักหน่อย ก็สามารถผ่านได้โดยไม่ยาก

ข้อดีของเส้นทางที่มีเนินนั้นคือ เมื่อมีขึ้นก็ต้องมีลง หลังผ่านการขึ้นเนินมาได้ ก็จะได้โบนัสตอบแทนเป็นการไหลลงยาว ถือเป็นการพักไปในตัว แต่ด้วยความคดเคี้ยวของเส้นทางทำให้ต้องใช้ความระมัดระวังค่อนข้างมาก ต้องคุมความเร็วให้พอเหมาะและดูไลน์การเข้าโค้งไว้ให้ดี ซึ่งในจุดนี้จักรยานประเภทเสือภูเขาจะได้เปรียบกว่าเสือหมอบ ทางที่ดีรอบแรกจึงควรเป็นการปั่นสำรวจทำความรู้จักเส้นทาง ดูไลน์ ดูโค้ง ดูเนิน ให้ละเอียด ว่าช่วงไหนผ่านโค้งแล้วขึ้นเนินต่อเลยก็ไม่ต้องเบา ส่งต่อขึ้นเนินได้เลย ช่วงไหนลงมาเจอโค้งหักศอกก็ต้องลงเบาหน่อย เมื่อเราจำทางได้การปั่นจะมีความต่อเนื่องและสนุกมากยิ่งขึ้น

ทดลองปั่น

ทางเข้าสู่เส้นทางจักรยานนั้นเป็นสระบัวขนาดใหญ่ มีศาลานั่งพักอยู่กลางน้ำ เส้นทางปั่นจะเดินรถทางเดียว วนจนจบรอบที่ 17 กม. จากจุดนี้จะเลี้ยวซ้ายเลาะไปตามสระบัว พ้นจากสระบัวไปจะเจอเนินแรกมาให้การต้อนรับทันที ถือว่าเหนือความคาดหมายมากโดยเฉพาะคนที่ยังไม่ได้วอร์มก่อนปั่นอย่างผม ผ่านเนินแรกไปได้ทางก็คดเคี้ยวไปตามป่าไม้ที่ร่มรื่น แต่จะทำความเร็วได้ไม่มากนัก ผ่านกิโลเมตรที่ 5 ไปทางเริ่มเปิดโล่ง ตลอดทางจะมีป้ายบอกหลักกิโลเมตร ป้ายบอกทางชัน และป้ายบอกทางโค้งที่ต้องใช้ความระมัดระวังสูง

ทางโค้งไหลลงของที่นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นที่จะละเลยความสนใจได้เนื่องจากเส้นทางอยู่รอบตีนเขา เรียกง่ายๆ คือด้านซ้ายมือก็คือเหวดีๆ นี่เอง ลงแรงไปแหกโค้งก็มีสิทธิลงเหวได้เลย หลายๆ ช่วงจึงมีการทำรั้วสีขาวกั้นเอาไว้เพื่อความปลอดภัย เราปั่นขึ้นๆ ลงๆ มาตลอดทางจนจำไม่ได้ว่ามีกี่เนิน แต่การมองป้ายบอกหลักกิโลเมตรที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็ช่วงสร้างกำลังใจได้เป็นอย่างดี

ช่วงสุดท้ายเราจะเจอป่าทึบอีกรอบเป็นสัญญาณบอกว่าถึงจุดหมายปลายทางแล้ว เราใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงถึงชั่วโมงครึ่งต่อรอบ ในการปั่นจริงรู้สึกว่าเป็นทางลงมากกว่าครึ่ง ถือว่าเป็นเส้นทางที่เหมาะสำหรับสิงห์ทางราบได้ฝึกการขึ้นเนินได้เป็นอย่างดี

เส้นทางจักรยานในโครงการป่าสิริเจริญวรรษ สร้างเสร็จตั้งแต่ต้นปี 2560 แต่มีการปิดปรับปรุงเป็นช่วงๆ และปัจจุบันอยู่ระหว่างการปิดชั่วคราวเพื่อก่อสร้างบ้านพัก คาดว่าจะเปิดให้บริการราวต้นปีหน้าครับ

 

มันคงเป็น ‘คราม’ รัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ตุลาคม 2560 เวลา 11:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/521289

มันคงเป็น ‘คราม’ รัก

โดย/ภาพ : กาญจน์ อายุ

ความน่ารักของมนุษย์แม่มักทำให้เกิด “ความรัก”

ก่อนเดินทางไป บ้านหนองส่าน ต.โคกภู อ.ภูพาน จ.สกลนคร สิ่งที่รู้ทั้งหมดเกี่ยวกับชุมชนนี้คือ ภูผา ผืนนา ป่าล้อม และย้อมคราม ซึ่งรู้สึกว่าเป็นสิ่งธรรมดาของชนบทภาคอีสาน จนคิดว่าอนาคตในอีก 1 ชั่วโมงข้างหน้าก็ไม่น่าแตกต่างไปจากในอดีตที่เคยพบเจอมา

ทว่า วูบความคิดขณะนั่งอยู่บนเครื่องบินจับตัวอยู่ได้แค่ 60 นาที เพราะเมื่อรถตู้วีไอพีแล่นเข้าหมู่บ้าน ความคิดฟุ้งซ่านที่มีกลับอันตรธานไป พร้อมเกิดความรู้สึกใหม่ว่า “บ้านหนองส่านไม่น่าธรรมดา”

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

มาร์ค-พชรพล ทิพมนต์ ลูกหลานชาวหนองส่าน วัย 25 ปี ผู้ทิ้งเงินเดือนประจำกลับมาอยู่กับพ่อและแม่ เพื่อสืบต่อสวนเกษตรผสมผสานจนสามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรนาม “โสมนัสฟาร์ม” รวมถึงเป็นพลังคนรุ่นใหม่จัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและการอนุรักษ์โดยชุมชน

01 มาร์คและแม่อ้อยถ่ายภาพคู่ใต้ป่าสัก

มาร์ค แนะนำให้คนแปลกหน้ารู้จัก แม่อ้อย (แม่ของเขา) และแม่ๆ อีกสามสี่ท่านที่มาต้อนรับ พร้อมรับน้ำใจเป็นน้ำใบเตยหอมชุ่มคอก่อนเดินทางต่อไปยังฟาร์ม โดยรถโดยสารที่บรรทุกผู้โดยสารเป็นรถเปิดประทุนคันใหญ่ เคลื่อนที่ได้ไม่เกินชั่วโมงละ 40 กม. ชาวบ้านเรียก รถไถ ชาวอีสานเรียก รถอีแต๊ก ส่วนชาวกรุงเรียก รถสปอร์ต เพราะสปอร์ตใจดีรับได้เต็มที่ถึง 10 คน

บรรยากาศสองข้างทางจะเห็นเรือนไม้เก่า ยุ้งข้าว แปลงผักสวนครัวหน้าบ้าน และทุ่งนาที่ตอนนี้กำลังเป็นสีเขียวจัดพร้อมออกรวง ซึ่งการอยู่บนรถอีแต๊กที่เคลื่อนตัวเชื่องช้า ผสานกับแรงสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์ไม่ใช่สิ่งน่ารำคาญ แต่กลับเป็นตัวสร้างบรรยากาศเหมือนเพลงคลาสสิกในรถหรู

แม่อ้อยยิ้มแป้นรออยู่แล้ว รอยยิ้มนั้นโดดเด่นทะลุสวนกล้วยผ่านทิวต้นสักมาปะทะคนแปลกหน้าอย่างน่าประหลาด “ทำไมถึงมีพลังมากขนาดนี้”

คนบนรถอีแต๊กไม่รู้คำตอบ จนกระทั่งเข้าไปใกล้ เข้าไปใกล้มากพอที่จะเห็นฟันขาวและตีนกา แม่อ้อย และแม่อีกสามสี่ท่านยังคงยิ้มไม่หุบหายเหมือนดอกไม้ผลิบานยามใกล้บ่าย “แหล่งพลังงานอาจมาจากใจมากกว่าริมฝีปากเบิกกว้างนั้น”

“แม่เพิ่งเริ่มทำเกษตรผสมผสานเมื่อ 2 ปีก่อน” ระหว่างการตระเตรียมอาหารได้ถือโอกาสดึงตัวมาร์คมานั่งจับเข่าคุยบนแคร่ไม้ไผ่ถึงที่มาที่ไป เพราะครอบครัวของเขาเป็นหนึ่งในไม่กี่ครอบครัวที่ทำเกษตรผสมผสาน คือ ปลูกทั้งข้าว ข่าตาแดง กล้วย ไผ่ มันญี่ปุ่น ตะไคร้ พริก แตงโม ฟัก ข้าวโพดหวาน หม่อน เชอร์รี่ และอีกมากมาย

02 อาหารกลางวันรสมือแม่

“อยากกินอะไรก็ปลูกอย่างนั้น” เขาเล่าต่อ

“แต่ก่อนครอบครัวผมก็ทำเกษตรเชิงเดี่ยว คือปลูกมันสำปะหลังขาย แต่ขายยังไงก็ไม่ได้ราคา แถมยังเหนื่อยมาก แม่เลยเปลี่ยนมาทำเกษตรผสมผสานตามหลักทฤษฎีเกษตรแบบผสมผสานของในหลวงรัชกาลที่ 9

พอดีกับช่วงที่ผมตัดสินใจกลับบ้านมาช่วยแม่ปลูกข้าว ข้าวทุกเม็ดเราปลูกไว้กินเอง ไม่ได้ขาย และปลูกพืชผลไม้ที่กินได้ ถ้าเหลือก็ขายเป็นรายได้ให้ครอบครัว”

หนุ่มรุ่นใหม่ได้ศึกษาการทำเกษตรผสมผสานจากศูนย์ศึกษาพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ แล้วนำมาปรับใช้กับพื้นที่ของครอบครัว

ทำให้ปัจจุบันที่ดิน 29 ไร่ อุดมไปด้วยพืชหลากหลายชนิด สภาพดินถูกฟื้นฟู และคุณภาพชีวิตกลายเป็นดี เพราะมีรายได้

“แม้ไม่มากแต่ไม่ขาด” เขาว่าอย่างนั้น

นอกจากนี้ เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา มาร์คและคนรุ่นใหม่ในชุมชนยังได้ช่วยกันเริ่มต้นการท่องเที่ยว โดยใช้โสมนัสฟาร์มเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านเกษตรและวิถีชีวิตเกษตรกรอย่างที่นั่งคุยกันอยู่ตรงนี้

อย่างแรกที่คนแปลกถิ่น (เริ่มไม่แปลกหน้า) ได้สัมผัสคือ อาหารพื้นบ้าน อย่างไก่บ้านย่างเตาถ่าน ส้มตำปลาร้าโฮมเมด แกงแคแคร์สุขภาพ และข้าวเหนียวไม่ขัดสี เป็นอาหารมื้อกลางวันที่อิ่มทั้งท้องเอมทั้งใจ อร่อยอย่าบอกใครว่าเติมส้มตำไปสองสามครก

แม่อ้อย เชฟมือหนึ่ง เล่าว่า อาหารการกินจะเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบที่หาได้ในแปลงเกษตร ส่วนเมนูของหวานโบราณ วันนี้ขอนำเสนอ ข้าวต้มแดก สูตรเด็ดเฉพาะบ้านหนองส่าน ทำจากข้าวตำรวมกับน้ำตาลปี๊บและกล้วยน้ำว้าสุกจนเป็นเนื้อเดียวกัน

“ถ้ามาหน้าแล้งจะได้กินข้าวโพดหวาน” แม่อ้อยยั่วเย้าให้มาใหม่หลังเกี่ยวข้าว เพราะช่วงนั้นแม่จะปลูกทั้งข้าวโพด แตงโม และฟัก บนพื้นที่นาทดแทน

03 ข้าวต้มแดก

หลังจากกินจนพุงกาง รถอีแต๊กก็สตาร์ทเป็นสัญญาณกล่าวอำลา แม่อ้อยเดินมาส่งตรงซุ้มถั่วดาวอินคา และโบกมือลาลูกๆ หลานๆ (เริ่มไม่ใช่คนแปลกถิ่นและแปลกหน้า) ให้เดินทางเข้าหมู่บ้านโดยปลอดภัย

จากนั้นมาร์คได้ส่งต่อภารกิจเรียนรู้วิถีชาวบ้านให้ “กลุ่มอนุรักษ์ผ้าย้อมครามทอมือบ้านหนองส่าน” เพื่อเรียนการทำผ้าย้อมครามตั้งแต่มัดลาย ย้อม ล้าง ตาก และเก็บไว้ใช้เอง

นำการสอนโดย แม่อี๊ด ผู้อนุรักษ์การทอผ้าฝ้ายย้อมครามที่เหลือเพียงไม่กี่หลังในหมู่บ้าน และใจดีถ่ายทอดภูมิปัญญาให้หลานๆ ที่ไม่รู้จักแม้กระทั่งต้นคราม จนต้องร้อง ว้าว!!! ในวิถีธรรมชาติที่สุดแสนจะวิทยาศาสตร์

ทุกคนจะได้ผ้าพันคอสีขาวสะอาดผืนใหญ่คนละผืน เริ่มด้วยการมัดลายด้วยเชือกฟาง แม่อี๊ดแนะนำลายประจำถิ่นชื่อ “ดาวล้อมเดือน” แต่ก็ไม่ห้ามลวดลายตามจินตนาการแล้วแต่ความชอบส่วนบุคคล โดยส่วนที่มัดจะเป็นสีขาว ส่วนที่เหลือเป็นสีคราม หลังจากนั้นนำผ้าลงย้อมในหม้อไหบรรจุคราม

แม่อี๊ด เล่าว่า ครามพวกนี้มีชีวิต เพราะต้องให้อาหาร ให้อากาศ เพื่อให้มันมีอารมณ์สร้างสีสันลงผืนผ้าได้อย่างสวยงาม “เราคุยกันทุกวัน” หม้อไหนไม่ค่อยมีชีวิตชีวาจะกลายเป็นสีดำ แต่หม้อที่อารมณ์เบิกบานจะเป็นสีเหลือง

ฟังไม่ผิด หม้อทั้งหมดบรรจุน้ำสีเหลือง แต่กลับเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบสีคราม การย้อมจึงไม่ใช่เพียงหย่อนผ้าลงหม้อ แต่ต้องตบๆ บีบๆ ให้อากาศสร้างปฏิกิริยาเปลี่ยนสีเหลืองให้เป็นสีน้ำเงิน จังหวะนั้นเหมือนแม่อี๊ดกำลังเล่นมายากลให้เด็กดู

หลังจากตบตีผ้าจนฝ่ามือเริ่มเปลี่ยนสี ให้นำผ้าไปล้างน้ำสะอาดเพื่อล้างน้ำด่างให้หมดไป จนเผยผิวขาวตัดเข้มเป็นลวดลายดังตั้งใจ ซึ่งเชื่อเลยว่าแม้จะย้อมด้วยสีน้ำเงินสังเคราะห์เกรดดีขนาดไหน ก็จะไม่ได้สีน้ำเงินแบบคราม

ศิลปะชิ้นเอกบนผืนผ้ากลายเป็นผ้าพันคอผืนเดียวบนโลก แม่อี๊ดพูดชื่นชมทุกคนทุกผืนว่าสวยงามขนาดไหน แม้ว่าเบื้องหลังจะมาจากฝีมือการตบผ้าของแม่อี๊ดก็ตาม

04 ลูกหม่อนปลอดสารพิษ

“วันหลังกลับมาใหม่” คำอำลากลายเป็นคำเชื้อเชิญ และคำเชื้อเชิญกลายเป็นคำสัญญาเมื่อหลานๆ ตอบรับคำชวน

จากนั้นมาร์คพาเดินจากบ้านแม่อี๊ดไปบ้านแม่อ้อย บนแคร่ใต้ถุนมีพานบายศรีวางไว้ ขณะเดียวกันหลานๆ ต่างยกมือไหว้แม่ๆ ยายๆ ก่อนจะเข้าสู่พิธีบายศรีสู่ขวัญแบบอีสาน พิธีที่ผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านจะผูกข้อมือให้ลูกหลานเพื่อความเป็นสิริมงคล

ยอมรับว่าพิธีนี้เคยผ่านมานักต่อนัก แต่สำหรับบ้านหนองส่าน… ทำไมกลับมีน้ำตา

คำตอบคือ ไม่ใช่เพราะความเศร้าที่กำลังจะจากลา แต่เป็นความซาบซึ้งที่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน

ภูผา ผืนนา ป่าล้อม และย้อมคราม สิ่งธรรมดาของชนบทภาคอีสาน กลับกลายเป็นสิ่งไม่ธรรมดา เพราะความรักจากชาวหนองส่านพิเศษไม่ธรรมดา

ครั้นจะปล่อยไปง่ายๆ ก็คงยากน่าดู

………ล้อมกรอบ……….

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในการน้อมนำหลัก เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับการท่องเที่ยวของไทย

โดยนำแนวคิด Local Experience มาใช้ในการส่งเสริมตลาดการท่องเที่ยว การพัฒนามนุษย์ และการพัฒนาเศรษฐกิจตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้โครงการ “ตามรอยศาสตร์พระราชา” โดยมีพื้นที่นำร่อง 4 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนปง-ห้วยลาน จ.เชียงใหม่ ชุมชนหนองส่าน จ.สกลนคร ชุมชนริมน้ำจันทบูร จ.จันทบุรี และชุมชนรอบโครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ จ.ชุมพร

ทั้งนี้ โลเคิลอไลค์ร่วมเป็นหนึ่งช่องทางให้ผู้ที่สนใจตามรอยศาสตร์พระราชา กับโปรแกรมท่องเที่ยวแบบวันเดย์ทริป และทริป 2 วัน 1 คืน ใน 4 ชุมชนดังกล่าว โดยชุมชนหนองส่าน ราคา 3,600 บาท สำหรับวันเดย์ทริป และ 6,800 บาท สำหรับทริป 2 วัน 1 คืน หรือดูรายละเอียดได้ที่ localalike.com

………ใต้ภาพ……….

00 รูปเปิด ป้าอี๊ดผู้ทำให้รู้จักคราม

01 มาร์คและแม่อ้อยถ่ายภาพคู่ใต้ป่าสัก

02 อาหารกลางวันรสมือแม่

03 ข้าวต้มแดก

04 ลูกหม่อนปลอดสารพิษ

05 ทิวต้นสนทางเข้าโสมนัสฟาร์ม

06 แม่อ้อยกลางดงข่าตาแดง

07 เถียงนาแห่งโสมนัสฟาร์ม

08 ห่อข้าวต้มแดกด้วยใบตองนึ่งในหวดทำให้หอม

09 ครัวแบบเปิดโล่งใต้เถียงนา

10 โสมนัสฟาร์มยินดีต้อนรับ

11 แม่อ้อยและทีมแม่บ้านโบกมือลาคนบนรถอีแต๊ก

12 รถเปิดประทุนเสียงแต๊กๆ

13 แม่อี๊ดโชว์ลีลาตบผ้าย้อมคราม

14 มัดก่อนแล้วค่อยย้อม

15 จากน้ำสีเหลืองกลายเป็นสีครามเมื่อโดนอากาศ

16 ผ้าย้อมครามผืนเดียวในโลก

 

ปักหมุดมากกว่า 60 จังหวัดทั่วไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2560 เวลา 11:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/520148

ปักหมุดมากกว่า 60 จังหวัดทั่วไทย

 โดย รอนแรม ภาพ : เที่ยวทั่วไทย ไปไหนดี

ประสบการณ์เที่ยวทั่วไทยของ เนตร-เนตรนภา อัคคีโรจน์ ว่าที่บล็อกเกอร์ท่องเที่ยว (แบบเต็มตัว) ถูกนำเสนออย่างสดใสในมุมมองของผู้หญิงชอบเที่ยวในเพจเฟซบุ๊ก “เที่ยวทั่วไทย ไปไหนดี” ที่ตอนนี้เธอเก็บไปแล้วมากกว่า 60 จังหวัดทั่วประเทศ

เนตร เล่าว่า ส่วนใหญ่จะเดินทางด้วยการขับรถไปพร้อมกับครอบครัวและกลุ่มเพื่อน เพราะเธอชอบเที่ยวไปเรื่อยๆ มากกว่านั่งเครื่องบินข้ามไปยังจุดหมายปลายทาง

จากนั้นเริ่มบันทึกการเดินทางลงเพจของตัวเองเพื่อเก็บเป็นไดอารี่ และเพื่อเป็นประโยชน์แก่ใครก็ตามที่บังเอิญผ่านเข้ามาอ่าน โดยวันแรกที่เริ่มเขียนคือประมาณ 2 ปีที่แล้ว ตอนนั้นคำว่าเพจท่องเที่ยวยังไม่มีคนรู้จัก และยังไม่ค่อยมีคนทำ เพจของเธอจึงเกิดขึ้นมาเพราะความอยากทำล้วนๆ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

“สไตล์การเที่ยวจะเน้นสถานที่เที่ยว ที่พัก และที่กิน ที่ทุกคนสามารถไปตามได้ ไม่หรูจนเกินไปและไม่ลำบากจนเกินไป แต่จะเป็นทริปที่สบาย ง่ายๆ ไม่ต้องเตรียมตัวมากสำหรับทุกคนที่ต้องการการพักผ่อนในวันหยุดสุดสัปดาห์”

ตั้งแต่สร้างเพจมา เนตรยังคงทำงานประจำ ดังนั้นการเดินทางจึงจะเกิดขึ้นในวันหยุดสุดสัปดาห์ และวันลาพักร้อนที่มีจำนวนจำกัด เหมือนพนักงานออฟฟิศทั่วไป แต่ในอนาคตอันใกล้เธอจะเข้าสู่การเป็นบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวเต็มตัวแล้ว

“เนตรตั้งคอนเซ็ปต์เที่ยวทั่วไทย เพราะเราไม่มีเวลาเที่ยวต่างประเทศ” เธอ กล่าวต่อ

“และที่สำคัญที่สุด คือ เมืองไทย ยังมีที่เที่ยวที่สวยงามอีกมากที่เรายังไม่ได้ไป และอยากไปให้เห็นกับตา ดังนั้น เนตรเลยอยากนำเสนอประเทศไทยก่อน นำเสนอสถานที่ที่ยังไม่มีคนรู้จัก นำเสนอว่าเที่ยวไทยก็เก๋ไก๋ไม่แพ้ไปต่างประเทศ และอยากเป็นส่วนหนึ่งให้คนไทยหันมาเที่ยวไทยมากขึ้น”

เนตรมีหน้าที่วางแผนการเดินทางเอง ขับรถเอง ถ่ายรูปเอง และเขียนข้อมูลในเพจ รวมถึงคุยกับลูกเพจเองด้วย ปัจจุบันเพจเฟซบุ๊กเที่ยวทั่วไทย ไปไหนดี มีจำนวนไลค์มากกว่า 5 แสนไลค์ ซึ่งเธอเองไม่ได้ตั้งเป้ามาก่อนว่าพื้นที่เล็กๆ ตรงนี้จะกลายเป็นพื้นที่สาธารณะของคนจำนวนมากได้

นอกจากนี้ เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา เนตรเพิ่งเปิดตัวเว็บไซต์ www.wherewego-thailand.com เพื่อเป็นคลังข้อมูลของเรื่องราวที่อยู่ในเพจเฟซบุ๊ก และทำไว้เป็นพื้นที่หรือบ้านของตัวเอง เพราะไม่มีใครทราบได้ว่าบ้านหลังใหญ่อย่างเฟซบุ๊กจะปิดประตูลงเมื่อไร แต่เธอยังมีประตูอีกบานเปิดไว้เสมอ

“หวังว่าคนที่ติดตามหรือบังเอิญเข้ามาอ่านเรื่องราวในเพจและเว็บไซต์จะได้ข้อมูลการเดินทาง ได้มุมถ่ายภาพสวยๆ กลับไป ในขณะเดียวกันคนที่กดไลค์กดแชร์ พวกเขาก็เป็นกำลังใจให้เนตรทำเพจต่อไป เพราะเวลาเขียนแล้วมีคนอ่านหรือมีคนหลังไมค์มาถาม เนตรจะดีใจมากและยินดีตอบทุกคำถาม”

เธอยังกล่าวทิ้งท้ายว่า

“ไม่รู้ว่าเพจนี้จะสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้คนออกเดินทางได้หรือเปล่า แต่เชื่อว่าคนที่อยากท่องเที่ยวอยากออกเดินทาง ไม่ว่าจะมีเวลามากหรือน้อย ไม่ว่าจะไกลหรือใกล้แค่ไหนก็ตาม ถ้าใจอยากไปก็ไม่มีข้ออ้างให้หยุดอยู่ที่เดิม”

ติดตามการเดินทางที่ใครๆ ก็ไปได้ทางเพจเฟซบุ๊ก “เที่ยวทั่วไทย ไปไหนดี” และเว็บไซต์ www.wherewego-thailand.com