‘ตะกั่วป่า’ อย่ามองข้ามความคูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ธันวาคม 2560 เวลา 13:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/529497

‘ตะกั่วป่า’ อย่ามองข้ามความคูล

โดย/ภาพ : กาญจน์ อายุ

ภาพ “ตะกั่วป่า” ของการเป็นเมืองแห่งฝรั่งสูงวัยถูกทำให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของคนรุ่นใหม่ด้วยกิจกรรมแอดเวนเจอร์สุดคูล ทั้งเล่นเซิร์ฟโต้คลื่นบนหาดลึกลับ ล่องเรือชมความลับในป่าดึกดำบรรพ์ และเดินย้อนวันวานที่ย่านเมืองเก่า

ทั้งหมดเพื่อตอกย้ำว่าตะกั่วป่าไม่ได้มีดีแค่ทะเล

01 งูปล้องทองหลับบนต้นไม้

โต้คลื่นหาดปะการัง

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ใครจะไปรู้ว่าผ้าขี้ริ้วห่อทองจะใช้ได้กับ “หาดปะการัง” ชายหาดสุดลึกลับที่ไม่มีแม้ป้ายบอกทาง แต่กลับเป็นที่โด่งดังในหมู่นักเล่นเซิร์ฟ หนทางต้องขับรถผ่านถนนลูกรัง ขรุขระ รกชัฏ จนไม่สามารถจินตนาการถึงความสวยงามที่หลายคนการันตี

ใช้เวลาประมาณ 40 นาที ผ่านป่าก่อนถึงทิวสนแล้วค่อยทะลุออกไปเจอทะเล ภาพที่รอคอยจะรออยู่เบื้องหน้าพร้อมร้านอาหาร บาร์ และนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นฝรั่งผมทอง

ที่นี่เหมาะแก่การเล่นกระดานโต้คลื่น ทั้งสำหรับมือใหม่และมือโปร ซึ่งคนในวงการโต้คลื่นยกให้เป็นหาดที่เหมาะแก่การเล่นเซิร์ฟมากที่สุดในพังงา เพราะมีคลื่นไม่ใหญ่และแรงจนเกินไป และยังถูกแนะนำโดย ควิกซิลเวอร์ (Quiksilver) ให้เหล่าวัยรุ่นลองมาสัมผัสคลื่นและความสวยงามของหาดปะการัง

รวมทั้งแนะนำให้ลองเรียนเซิร์ฟแบบตัวต่อตัวกับครูสอนที่ร้าน เมโมรี่ส์ บีช บาร์ (memoriesbar-khaolak.com) ร้านอาหารชิลริมชายหาด ที่เจ้าของมีแพสชั่นเรื่องกีฬาเซิร์ฟจึงตามมาด้วยการเปิดเซิร์ฟช็อป สนนราคาเรียนอยู่ที่ชั่วโมงละ 1,000 บาท

เริ่มจากการเรียนภาคทฤษฎีกึ่งปฏิบัติบนชายหาด คือเรียนรู้การใช้กระดานโต้คลื่น และวิธียืนบนบอร์ดเมื่ออยู่เหนือคลื่น ใช้เวลาจนกว่าลูกศิษย์จะเข้าใจและจำได้ จากนั้นก็ถึงเวลาลงทะเลโดยยังมีครูประกบอยู่ข้างๆ ให้คำแนะนำจนกว่าจะขึ้นบอร์ดและยืนพลิ้วไหวบนยอดคลื่น

ไม่แปลกใจแล้วว่า ทำไมคนถึงต้องลำบากนั่งรถกระแทกบั้นท้ายมาตั้งไกลถึงหาดปะการัง ก็เพราะความงามที่ไม่เหมือนใคร ความเงียบ คนน้อย หาดยาว ทรายละเอียด และลูกคลื่นที่ขยันซัดเข้าฝั่งอย่างไม่ลดละ เชื่อว่าคนที่เคยมาก็ต้องอยากกลับมาอีกในครั้งต่อไป

โดยใจหนึ่งก็อยากบอกต่อชักชวน อีกใจก็อยากเก็บหาดปะการังนี้ไว้คนเดียว

02 งูปล้องทองหลับบนต้นไม้

คลองสังเน่ห์ เสน่ห์อเมซอน

ได้ยินมานานกับคำว่า ลิตเติ้ลอเมซอน สมญานามของ “คลองสังเน่ห์” ที่เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยว ชูไฮไลต์ป่าแปลกและชมงู โดยมีเรือคายักของกลุ่มท่องเที่ยวชุมชนคลองสังเน่ห์ ซึ่งเป็นชาวบ้านละแวกนั้นมารอให้บริการ

เรือลำหนึ่งรับนักท่องเที่ยวได้สองคนพร้อมคนพายอีกหนึ่งคนที่ท้ายเรือ เหตุที่ชาวบ้านต้องยอมเหนื่อยแทนที่จะใช้เรือยนต์แสนสบาย ก็เพราะไม่อยากรบกวนธรรมชาติทั้งบรรยากาศและสัตว์เจ้าถิ่น

เสน่ห์ของคลองสังเน่ห์จะค่อยๆ เผยออกมาตามความลึกที่เข้าไป จากป่าโปร่งมีแสงแดดลอดผ่านก็กลายเป็นป่าครึ้ม จากต้นไม้ลำต้นเล็กก็กลายเป็นต้นไทรมหึมาพร้อมแผ่กิ่งก้านสาขาเป็นอุโมงค์ บรรยากาศของป่า ความเขียวเข้มของใบ และความสงัดของธรรมชาติ

ไม่รู้หรอกว่าที่นี่เหมือนหรือต่างจากอเมซอนแค่ไหน แต่มันคล้ายกับสารคดีป่าอเมซอนที่เคยดู และให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าจะมีอนาคอนด้าโผล่ออกมาตลอดเวลา

แม้งูยักษ์ในจินตนาการจะไม่มีจริง แต่คลองสังเน่ห์มีงูตามธรรมชาติให้เห็นจริง พี่ฝีพายจะเป็นผู้สอดส่องหาที่นอนของเจ้างู โดยพวกเขาจะขดตัวอยู่บนกิ่งไม้เหนือผืนน้ำเพื่อหลบหลีกจากศัตรู แต่หลบไม่พ้นสายตาของมนุษย์ที่ล่องมาอย่างเงียบเชียบ

ที่เห็นได้บ่อยคือ งูปล้องทอง เขาจะนอนช่วงกลางวันและออกหากินตอนกลางคืน การเฝ้ามองพวกเขาจึงต้องให้ความเคารพในฐานะผู้มาเยือนที่มีต่อเจ้าของบ้าน

เส้นทางล่องคายักยาวประมาณ 2 กิโลเมตร ใช้เวลาไป-กลับประมาณ 2 ชั่วโมงในการเที่ยว ซึ่งคลองสังเน่ห์จะไหลไปเชื่อมกับแม่น้ำตะกั่วป่าและไหลออกสู่ทะเล ลักษณะของน้ำบริเวณนี้จึงเป็นน้ำกร่อย รวมถึงระดับน้ำในคลองจะเพิ่มและลดตามระดับน้ำทะเล แต่ระดับน้ำก็ไม่เป็นปัญหากับการพายคายักจึงสามารถล่องได้ตลอดวัน แค่คนละบรรยากาศเท่านั้นเอง

สมญานาม “ลิตเติ้ลอเมซอน” ทำให้เห็นภาพของป่าดงดิบที่ยังดิบ ซึ่งคลองสังเน่ห์เป็นแบบนั้นแม้ว่าจะมีการท่องเที่ยวเป็นส่วนหนึ่งก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงคำเปรียบที่ทำให้เห็นภาพ เพราะเสน่ห์ที่แท้จริงของคลองสังเน่ห์ย่อมมีเอกลักษณ์ที่ไม่สามารถเทียบกับที่ไหนได้เลย

03 ความใหญ่และเก่าแก่ของต้นไม้ในคลองสังเน่ห์

กลับมาเถอะวันวาน ตะกั่วป่า

วันวานของตะกั่วป่ามีไทม์แมชีนให้บริการที่เมืองเก่า “ตะกั่วป่า” อดีตเมืองท่าจอดเรือ ศูนย์กลางการค้าขาย และเป็นเส้นทางลัดขนส่งสินค้าข้ามคาบสมุทรมลายูจากฝั่งทะเลอันดามันไปยังอ่าวไทย

รวมถึงมีบ้านเรือนสถาปัตยกรรมสไตล์ชิโนโปรตุกีส ที่ยังรักษาไว้เช่นเดียวกับถนนถลาง จ.ภูเก็ต อันเป็นหลักฐานของวัฒนธรรมผสมผสานระหว่างไทย จีน และแขก

อีกหลักฐานที่ทำให้เห็นความรุ่งเรืองในยุคเหมืองแร่ คือ สะพานเหล็กโคกขนุน ความยาวประมาณ 200 เมตร สร้างขึ้นจากเหล็กของเรือขุดแร่ที่ใช้การไม่ได้แล้ว เพื่อใช้เป็นเส้นทางสัญจรให้ชาวบ้านละแวกนั้น โดยข้ามจากถนนเส้นหลักผ่านแม่น้ำตะกั่วป่าเข้าไปยังโรงขุดแร่ ซึ่งยังมีโรงขุดแร่ทิ้งร้างไว้ให้เห็น วันดีคืนดีอาจโชคดีเจอฝูงควายเล็มหญ้าและฝูงนกบินโฉบปลาเป็นซาฟารีให้ชมฟรีระหว่างทาง

นอกจากนั้น บนถนนศรีตะกั่วป่าซึ่งเป็นถนนสายหลักของเมืองยังมีสตรีทอาร์ตบนกำแพงบ้าน เป็นการเพิ่มสีสันและชีวิตชีวาให้บ้านเรือน โดยภาพแรกเป็นภาพช่างตัดผม จากนั้นก็มีภาพอื่นๆ ตามมาเล่าเรื่องเกี่ยวกับวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ และเอกลักษณ์ของเมืองตะกั่วป่ามากกว่าสิบภาพให้เดินถ่ายภาพ

04 ล่องคายักชมธรรมชาติ

แม้วันนี้ตะกั่วป่าจะไม่รุ่งเรืองเหมือนในอดีต แต่ความเรียบง่ายและความเนิบช้ากลับเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีความสุข และแม้ว่าวันนี้ยุคเหมืองแร่จะยุติ แต่ตะกั่วป่าจะถูกจดจำในฐานะเมืองเก่าอันทรงเสน่ห์

เมืองตะกั่วป่าที่หลายคนมองข้าม ทำให้ต้องพลาดความคูลของเมืองเล็กที่มีเสน่ห์มาก ทั้งชายหาดลึกลับของนักเล่นเซิร์ฟ ทั้งธรรมชาติของผืนป่า ทั้งวิถีและอดีตของชาวบ้าน ล้วนเป็นองค์ประกอบสมบูรณ์แบบที่เมืองเมืองหนึ่งจะให้ได้ และเพียงพอแล้วกับคำว่าความสุขของคน

………ล้อมกรอบ………

การเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังตะกั่วป่าที่สะดวกสุดคือ นั่งเครื่องบินลงภูเก็ตและนั่งรถต่อผ่านเขาหลักเข้าตะกั่วป่า โดยสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส มีให้บริการจากสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิสู่ภูเก็ตทุกวัน ดูรายละเอียดที่เว็บไซต์ www.bangkokair.com

……….ใต้ภาพ………

00(รูปเปิด) เสน่ห์คลองสังเน่ห์

01-02 งูปล้องทองหลับบนต้นไม้

03 ความใหญ่และเก่าแก่ของต้นไม้ในคลองสังเน่ห์

04 ล่องคายักชมธรรมชาติ

05 ความงดงามของรากไทร

06 ความยิ่งใหญ่ของต้นไม้

07 นักท่องเที่ยวเล่นเซิร์ฟที่หาดปะการัง

08 เรียนเซิร์ฟบนทรายก่อนลงทะเล

09 ชายหาดกว้างและยาวของหาดปะการัง

10 ควายฝูงใหญ่เล็มหญ้าใกล้สะพานเหล็กโคกขนุน

11 ชาวบ้านใช้สะพานเหล็กในการสัญจร

12 เหล็กจากเรือขุดแร่นำมาต่อสะพาน

13 สะพานเหล็กโคกขนุนเชื่อมชุมชนกับถนนใหญ่

14 ทางเดินหน้าบ้านเอกลักษณ์ของอาคารชิโนโปรตุกีส

15 ร้านกาแฟเก่าแก่ในเมืองเก่าตะกั่วป่า

16 ห้องน้ำลอยฟ้าสไตล์บ้านเก่า

 

สัมผัสพัทยาในมุมสงบ แรบบิท รีสอร์ท สวรรค์แห่งการพักผ่อนที่แท้จริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 ธันวาคม 2560 เวลา 18:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/529373

สัมผัสพัทยาในมุมสงบ แรบบิท รีสอร์ท สวรรค์แห่งการพักผ่อนที่แท้จริง

Rabbit Resort อีกมุมของพัทยาสวยสงบท่ามกลางธรรมชาติร่มรื่น เหมาะสำหรับการพักผ่อนที่แท้จริง

หากได้ยินชื่อ พัทยา เราจะนึกถึงทะเลหาดจอมเทียนที่มีชื่อเสียง สองฝั่งข้างทางเต็มไปด้วยแสงสียามค่ำคืน วอคกิ้งสตรีทมีผู้คนคึกครื้นเดินย่ำราตรี ดื่มด่ำกับเสียงเพลง เครื่องดื่มและอาหารมากมาย แต่ใครจะไปคิดว่าการมาพัทยาครั้งนี้จะทำให้ความรู้สึกเปลี่ยนไป เมื่อได้มาพักที่ Rabbit Resort รีสอร์ทแบบไทยประยุกต์ท่ามกลางธรรมชาติร่มรื่ม พร้อมให้คุณมาพักผ่อนเต็มที่ สูดอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มปอด

Rabbit Resort เป็นอีกทางเลือกที่ดีของคนต้องการพักผ่อนอย่างแท้จริง ตั้งอยู่บนพื้นที่หาดดงตาล (ชายหาดที่ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุดในพัทยา) มั่นใจได้เรื่องมารยาทการบริการ สถานที่ ความสะอาด ความสวยงาม สิ่งแวดล้อม สิ่งอำนวยความสะดวก ความปลอดภัย เพราะที่นี่ได้รับรางวัลจาก Trip Advisor Choice Awards ถึง 11 ปีซ้อน

ด้านหน้ารีสอร์ท ติดชายหาดที่สวยงามกว้าง มีต้นสนที่เรียงรายขนานกับท้องทะเลสีคราม สามารถเลือกออกกำลังกาย เล่นน้ำทะเล ทำกิจกรรมริมชายหาดได้ตามต้องการ ขึ้นชื่อว่าเป็นทำเลดีที่สุดในพัทยาใต้ การไปพักผ่อน 2 วันหนึ่งคืนที่ผ่านมาจึงเต็มไปด้วยความสงบร่มรื่น สดชื่นพร้อมกลับมาลุยงานที่กรุงเทพอีกครั้ง ด้วยบรรกาศดีๆ เน้นธรรมชาติเป็นหลัก จนสามารถเห็นเหล่ากระรอกวิ่งเล่นกันตามพุ่มไม้

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ภายในรีสอร์ทเน้นการตกแต่งเป็นสวนสวยงามสไตล์ tropical ทางเดินสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้สีเขียวขจี มีตุ๊กตารูปปั้นกระต่ายอยู่รายล้อมทุกที่ตามชื่อสถานที่ เพราะเจ้าของที่นี่นั้นเกิดปีเถาะ เป็นปีเดียวกับในหลวงรัชกาลที่ 9 จึงนำมาตั้งเป็นชื่อรีสอร์ทที่เรียกง่ายติดหู

ล่าสุดที่นี่เพิ่งจะรีโนเวทใหม่ในรอบ 18 ปีให้เป็น รีสอร์ทแห่งการถ่ายภาพ ( A Photography Resort ) ซึ่งหลักๆแล้วเป็นการเพิ่มมุมสวยๆให้คนได้มาถ่ายรูปเล่นกันมากขึ้น แถมยังมีกิจกรรมเกี่ยวกับการถ่ายภาพ เวิร์คช็อปต่างๆ จัดขึ้นที่นี่อยู่บ่อยๆ อีกด้วย

ในส่วนของห้องพักตกแต่งสไตล์ไทยประยุกต์ เลือกได้ทั้งแบบ Forest View และ Pool View มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งอินเทอร์เน็ตไร้สาย (Wi-Fi) ฟรี พื้นที่จอดรถ และสระว่ายน้ำกลางแจ้ง 2 สระให้เล่นเพลิดเพลิน อาบแดดชิลๆ หากต้องการรับประทานอาหาร สามารถเดินไปใช้บริการห้องอาหารริมทะเล Grill House ของรีสอร์ทได้ มีบาร์เปิดเพลงฟังชิลๆยามค่ำคืน

ปล. ตกดึกหน่อยหลังสี่ทุ่มที่นี่จะเงียบสงบมาก ห้ามส่งเสียงดังทั้งในที่พักและริมหาดทรายที่ไร้ผู้คน ใครที่จะมาปาร์ตี้คงต้องคิดอีกที เพราะที่นี่เหมาะกับการพักผ่อนที่แท้จริง

* ในวันที่ 9 ธันวาคม 2560 ที่จะถึงนี้จะมีงาน Grand Opening ที่ Rabbit Resort Pattaya เวลา 18.00 น. หลังเปลี่ยนแปลงให้เป็นรีสอร์ทแห่งการถ่ายภาพ ( A Photography Resort )

ได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ ปองพล อดิเรกสาร อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี โดยจะจัดงานในลักษณะ Cocktail Party และมีการจัดนิทรรศการภาพถ่ายจากช่างภาพระดับประเทศ อีกทั้งยังมีดนตรี Jazz on the beach รวมถึงการร่วมประมูลภาพเพื่อการกุศล

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่แรบบิท รีสอร์ท โทร 038- 251730 ถึง 732 หรือ www.rabbitresort.com

 

ชมศิลป์ผสานไทย จีน ทิเบต ที่วัดโพธิ์แมน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ธันวาคม 2560 เวลา 15:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/528440

ชมศิลป์ผสานไทย จีน ทิเบต ที่วัดโพธิ์แมน

โดย…แมงโก้หวาน

เมื่อพูดถึงวัดจีนในกรุงเทพฯ วัดเล่งเน่ยยี่ หรือ วัดมังกรกมลาวาส อยู่ที่ย่านเยาวราช น่าจะเป็นวัดที่คนกรุงรู้จักดีและไปบ่อยที่สุดกว่าวัดจีนอื่นๆ

มีทั้งไปไหว้พระ ไหว้เทพ ทำบุญสะเดาะเคราะห์ แก้ปีชง ในช่วงปีใหม่ตรุษจีนคนเนืองแน่น

ทว่ามีอีกวัดที่ชื่อเสียงอาจยังไม่ดังเท่าวัดเล่งเน่ยยี่ แต่ถ้าพูดถึงความสวยงามไม่เป็นรองแต่อย่างใด ทั้งเป็นวัดที่สะอาด มีความสงบเงียบ เหมาะแก่การพาครอบครัวไปทำบุญไหว้พระไหว้เทพตามคติของจีนเพื่อความสุขกายสบายใจ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

รวมถึงถ้าอยากนั่งสมาธิในโบสถ์ที่ค่อนข้างเงียบสงบดี นั่นก็คือ วัดโพธิ์แมนคุณาราม หรือมีชื่อจีนว่า “โพวมึ้งป่ออึงยี่”

ช่วงนี้วัดโพธิ์แมนคุณาราม หรือเรียกสั้นๆ ว่า วัดโพธิ์แมน อาจจะยังไม่คึกคักด้วยผู้คนเท่าไร แต่ถ้าเป็นช่วงตรุษจีนปีใหม่ผู้คนมาไม่ขาดสาย ส่วนใหญ่เป็นคนไทยเชื้อสายจีนนิยมพาครอบครัวมาไหว้พระทำบุญกัน

ใครยังไม่เคยไปอยากให้ไปชม ค่อยๆ เดินชม จะประจักษ์ว่าสถาปัตยกรรมภายในวัดนี้ไม่ธรรมดา เนื่องจากเป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะแบบจีน ไทย และทิเบต เอาไว้ด้วยกันอย่างลงตัว สวยงามจริง โดยผู้ที่ออกแบบคือ พระมหาคณาจารย์จีนธรรมสมาธิวัตร (โพธิ์แจ้งมหาเถระ) เจ้าอาวาสรูปแรกและเป็นผู้นำสร้างในปี 2502

พอเข้ามาในวัดผ่านซุ้มประตูเข้าไปก็จะเห็น “วิหารหน้า” ศิลปะแบบวัดจีน ด้านหน้าวิหารมีจารึกอักขระภาษาทิเบต ภายในเป็นที่ประดิษฐานพระศรีอารยเมตไตรย์โพธิสัตว์ มีพระเวทโพธิสัตว์อยู่ด้านหลัง และมีท้าวจตุโลกบาลอยู่ประจำ 4 มุมของวิหารด้วย ท้าวจตุโลกบาลนี้ตามคติของจีนถือเป็นมหาเทพผู้รักษาโลกและพระพุทธศาสนา

ท้าวจตุโลกบาล ได้แก่ ท้าวธตรฐ หรือในภาษาจีนเรียก “ถี่กกเทียงอ้วง” ทรงเครื่องทรงแบบขุนพลจีนโบราณ รูปกายสีแดง มือถือพิณ ท้าววิรุฬหก (เจงเชียงเทียงอ้วง) รูปกายสีขาว ถือร่ม วิรุฬปักข์ (ก่วงมักเทียงอ้วง) รูปกายสีดำ ถือกระบี่และงู และท้าวเวสสุวัณ (ตอบุ๋งเทียงอ้วง) มีรูปกายสีเขียว ถือเจดีย์ไว้ในมือข้างหนึ่ง

ใครจะทำบุญสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ทำในวิหารนี่แหละ

พอผ่านวิหารไปเป็นอุโบสถก็เป็นศิลปะแบบจีน แหงนหน้าขึ้นมองข้างบน จะปรากฏปรมาภิไธยย่อ “ภปร” ที่ประดิษฐานอยู่ที่หน้าบันของอุโบสถ เป็นตราที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้เมื่อครั้งที่เสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพิธียกฉัตรเจดีย์อุโบสถ

ที่ว่าผสมผสานศิลปะแบบไทยจีนน่าจะตรงหลังคาโบสถ์สามชั้นลดหลั่นกันลงมา บนหลังคาชั้นบนสุดมีเจดีย์ยอดฉัตรที่ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ ด้านล่างลงมามีตราธรรมจักร และมีกวางยืนอยู่ตามจุดต่างๆ บนหลังคา ตรงนี้แหละน่าจะเป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะแบบไทยจีน เนื่องจากมักไม่ค่อยเห็นตราธรรมจักรและกวางในสถาปัตยกรรมแบบจีน

ด้านในอุโบสถงดงามไม่แพ้ด้านนอก เป็นที่ประดิษฐานพระประธาน “พระพุทธวัชรโพธิคุณ” ชื่อนี้ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 องค์สีทองอร่าม ด้านข้างเป็นเสาสีแดงสดมีมังกรสีทองพันตัวรอบเสาดูน่าเกรงขาม เมื่อมองไปด้านบนจะเห็นหมู่พระพุทธรูป 1,000 องค์ ประดิษฐานอยู่

ขณะที่ผนังด้านข้างอุโบสถทั้งสองด้านประดับด้วยรูปพระอรหันต์ 500 รูป ที่หากมองไกลๆ อาจเหมือนรูปวาดธรรมดา แต่เข้าไปดูใกล้ๆ ก็จะรู้ว่าแท้จริงแล้วเป็นภาพโมเสกขนาดใหญ่สีสันสดใสสวยงาม

ขณะที่ใบเสมาจะคล้ายๆ กับวัดไทยที่มุมอุโบสถทั้ง 4 มุมมีใบเสมาหินอ่อนอยู่ 2 ใบ ใบหนึ่งเป็นแกะสลักเป็นเครื่องหมายรูปวัชรทิเบต และอีกใบหนึ่งแกะสลักเป็นรูปท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 เป็นการผสมผสานระหว่างจีน-ไทย-ทิเบต ที่เห็นได้ชัดเจน

ใครยังไม่เคยไปแนะนำให้ไปชมและไหว้พระทำบุญเพื่อเป็นสิริมงคล โดยเฉพาะในช่วงตรุษจีนไม่ควรพลาด วัดตั้งอยู่ในซอยสาธุประดิษฐ์ 19 เขตยานนาวา หรือเข้ามาซอยนราธิวาสราชนครินทร์ 24 ก็ได้ เปิดให้ชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 07.00-18.00 น. สอบถาม โทร. 02-211-7885, 02-211-2363

ถ้านั่งรถไฟฟ้าบีทีเอสก็ให้มาลงที่สถานีช่องนนทรี แล้วต่อบีอาร์ทีไปลงที่สถานีถนนจันทน์ แล้วเดินตรงไปซอยนราธิวาสราชนครินทร์ 24 ประมาณ 200 เมตร ก็จะถึงวัดซึ่งจะอยู่ฝั่งซ้ายมือ

 

“กิน เที่ยว ถ่าย” เพจสไตล์ทีมทะเล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ธันวาคม 2560 เวลา 14:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/528430

"กิน เที่ยว ถ่าย" เพจสไตล์ทีมทะเล

เรื่อง : รอนแรม ภาพ : กิน เที่ยว ถ่าย

จากคนติดเกมที่ไม่รู้จักโลกนอกจอ ถูกขยายมุมมองออกด้วยความสวยงามของท้องทะเล

ทำให้วันนี้ “เบนซ์” ศาศวัต ศรีธัญญาภรณ์ เดินทางไม่หยุดหย่อน เพื่อพักผ่อนและนำประสบการณ์มาแบ่งปันผ่านเพจเฟซบุ๊ก “กิน เที่ยว ถ่าย” พื้นที่ของเรื่องกิน เรื่องเที่ยว ภาพถ่าย และพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจที่จะทำให้คนออกไปสัมผัสความงามของธรรมชาติผ่านสายตาไม่ใช่หน้าจอ

เบนซ์เล่าว่า เมื่อก่อนเขาเป็นคนติดเกมอย่างหนัก โลกทั้งใบที่รู้จักมีแค่จอสี่เหลี่ยม จนกระทั่งวันหนึ่งแฟนสาวชวนเขาออกไปท่องเที่ยว ซึ่งกลายเป็นทริปที่เปลี่ยนเขาไปตลอดกาล

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

“ทริปต่างจังหวัดครั้งแรกในชีวิต แฟนชวนไปเกาะล้าน ชลบุรี จังหวะที่เห็นน้ำทะเล หาดทราย ท้องฟ้า แสงแดด ทำให้รู้เลยว่าโลกใบนี้ไม่ได้มีแค่หน้าจอ สิ่งที่ผมเคยเห็นจากในอินเทอร์เน็ตมันสวยสู้ไม่ได้เลยกับสิ่งที่เห็นกับตา เพราะเราได้สัมผัส ได้รู้สึก ได้เก็บเป็นความทรงจำหลังจากทริปนั้นผมกลับมาศึกษาแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เริ่มออกเดินทางบ่อยขึ้นทีละนิดๆ ลดเวลาเล่นเกมลงทีละหน่อยๆ จนตอนนี้ไม่หันกลับไปเล่นเกม และกลายเป็นคนเสพติดการท่องเที่ยวไปเลย”

จากทริปแรกจนถึงวันนี้ นับเป็นระยะเวลา 4 ปีที่เขาเดินทางมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งเดือน พ.ย.ปีที่ผ่านมา (2559) เบนซ์ตัดสินใจเปิดเพจอย่างเป็นทางการ โดยตั้งคอนเซ็ปต์เน้นเที่ยวทะเลและรีวิวที่พักเปิดใหม่ดึงดูดใจนักท่องเที่ยว

“สไตล์การถ่ายภาพของผมจะเป็นโทนฟิล์ม และให้รายละอียดตั้งแต่ก้าวแรกตั้งแต่ออกจากบ้าน ความรู้สึกระหว่างทางไปจนถึงปลายทาง รวมถึงรายละเอียดของที่พัก และค่าใช้จ่ายในทริปนั้นด้วย”

เบนซ์ยังกล่าวด้วยว่า แม้ยังเก็บทะเลใต้ได้ไม่มากนัก แต่เขาเก็บทุกเกาะทุกหาดในทะเลตะวันออกมาครบ (โดยเฉพาะเกาะล้านที่ไปซ้ำมากกว่า 30 ครั้ง) แต่เมื่อถามว่าทะเลที่ชอบที่สุดในตอนนี้ของเขาคือที่ไหน เบนซ์แนะนำ “เกาะรอก” จ.กระบี่ ที่ตอนนี้ต้องยกให้ในเรื่องของความบริสุทธิ์และความสวยงาม ทั้งหาดทรายนุ่ม น้ำใส และเพราะเพิ่งเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวไปทำให้ยังไม่มีคนรู้จักมาก

“ผมอยากให้ทุกคนที่ไปเที่ยวทะเลไม่ทิ้งขยะ ไม่ให้อาหารปลา เพื่อไม่ให้เสียระบบนิเวศ ถ้าคนไทยเจอขยะก็หยิบเก็บไปทิ้งคนละชิ้นก็จะทำให้ทะเลไทยสวยงามขึ้นแล้ว” เขากล่าวเพิ่มเติม

นอกจากนี้ นักเดินทางสายทะเลยังทิ้งท้ายว่า ความหมายของการเดินทางอาจไม่สำคัญที่จุดหมายปลายทาง แต่สำคัญที่เรื่องเล่า “ระหว่างทาง” เพราะแม้ว่าจะเดินทางไปที่เดิมร้อยครั้ง จุดหมายปลายทางเหมือนเดิมร้อยครั้ง แต่เรื่องเล่าระหว่างทางจะไม่เคยซ้ำกันสักครั้งเดียวติดตามเรื่องกิน เรื่องเที่ยว และภาพถ่ายระหว่างทางได้ที่เพจเฟซบุ๊ก กิน เที่ยว ถ่าย และเว็บไซต์ th.readme.me/id/kintiewtaai

 

มณีพฤกษ์ นึกถึงเกอิชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 พฤศจิกายน 2560 เวลา 11:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/527193

มณีพฤกษ์ นึกถึงเกอิชา

 โดย/ภาพ : กาญจน์ อายุ

ยามแรกที่ได้ยินว่าที่นี่มี “เกอิชา” ในใจไม่คิดว่าจะเจอสาวญี่ปุ่นสวมชุดกิโมโน แต่มโนถึงหญิงงามเมืองน่านหน้าตาสะสวยรวยเสน่ห์ ซึ่งเมื่อได้ไปเหล่ด้วยตาถึงรู้ว่า เธอยังหอมและน่าลิ้มลอง

เรื่องเล่ามีอยู่ว่า ก่อนที่ “บ้านมณีพฤกษ์” ต.งอบ อ.ทุ่งช้าง จ.น่าน จะอยู่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของโครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคงพื้นที่ลุ่มน้ำน่าน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

เดิมทีเคยเป็นหมู่บ้านของชาวเมี่ยนนาม ฉงไผ่ จากนั้นเมื่อชาวม้งเริ่มอพยพเข้ามา พวกเขาต้องจ่ายภาษีเป็นฝิ่นให้แก่เมี่ยน มีอยู่ปีหนึ่งม้งไม่มีฝิ่นส่งจึงขอให้ชาวจีนที่มาค้าขายช่วยเขียนจดหมายไปขอผลัด แต่คนจีนคนนั้นกลับเขียนว่า “ห้ามมาเก็บภาษีที่นี่อีก” จึงจุดชนวนความขัดแย้งระหว่างม้งกับเมี่ยน ต่อมาในปี 2527 ม้งเริ่มกลับมาตั้งถิ่นฐาน ทำมาหากิน และเปลี่ยนชื่อหมู่บ้านเป็น มณีพฤกษ์

01 ยอดดอยผาผึ้ง

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

จากนั้นปี 2532 ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำรัสกับแม่ทัพภาคที่ 3 (พล.ท.ศิริ ทิวะพันธ์ุ) ให้พัฒนาชาวไทยภูเขาและผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยในพื้นที่ จ.น่าน โดยคณะเจ้าหน้าที่ได้เดินทางไปสำรวจสภาพปัญหาต่างๆ ของหมู่บ้าน และกำหนดให้มีการพัฒนาแหล่งน้ำเป็นอันดับแรก ส่งเสริมการทำเกษตรแบบผสมผสาน การเลี้ยงสัตว์ไว้บริโภคแทนการล่าจากป่า การทำนาขั้นบันได และปลูกจิตสำนึกเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ปัจจุบันชาวบ้านมณีพฤกษ์มีการจัดตั้งกลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชน และกลุ่มกาแฟบ้านมณีพฤกษ์ เพื่อพัฒนาให้เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติ โดยมี กล้วย-วิชัย กำเนิดมงคล เป็นประธานกลุ่ม

“เรามาคิดกันว่าพื้นที่ของเรามีอะไรเด่นที่ตอบโจทย์สังคม คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อม สุดท้ายจึงมาลงเอยที่การท่องเที่ยว และการปลูกกาแฟใต้ร่มไม้ เพราะพื้นที่บ้านเรามีความสูง 1,400-1,600 เมตร เป็นดินภูเขาไฟซึ่งเหมาะแก่การปลูกกาแฟที่มีคุณภาพ ให้ปริมาณผลมาก และทำให้กาแฟหอมกว่าที่อื่น” เขากล่าว

ชาวบ้านได้ต้นกล้ากาแฟมาจากในหลวง รัชกาลที่ 9 แต่พวกเขาไม่รู้จักกาแฟ และไม่มีใครดื่มกาแฟ เลยปลูกไปแบบตามมีตามเกิด

จากนั้น ในปี 2547 มีฝรั่งชื่อ เคเลบ จอร์แดน หรืออาจารย์เค มาเป็นมิชชันนารีในหมู่บ้าน เขาเห็นว่าสภาพดินน้ำที่นี่เหมาะแก่การปลูกกาแฟมาก จึงได้นำกาแฟสายพันธุ์เกอิชามาลองปลูกเป็นคนแรกในภาคเหนือ ซึ่งตอนนี้กลายเป็นกาแฟเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้ชาวมณีพฤกษ์มากที่สุด

นอกจากนี้ กลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชนก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2546 แต่เพิ่งมาจริงจังเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หลังจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดทําโครงการส่งเสริมพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Creative Tourism District) โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืนจากการท่องเที่ยว

02 นั่งรอพระอาทิตย์ตกดินเหนือไร่กาแฟ

ปัจจุบันวิถีชีวิตของชาวม้งตอบโจทย์แนวคิด “คนอยู่ ป่ายั่งยืน” เพราะคนในชุมชนช่วยกันดูแลและเฝ้าระวังไม่ให้เกิดปัญหาตัดไม้ทำลายป่า และดำรงชีวิตอยู่กับป่าอย่างยั่งยืน

ส่วนเรื่องท่องเที่ยว สามารถแบ่งเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ ธรรมชาติ และวัฒนธรรม ซึ่งถึงแม้ว่าตอนนี้การท่องเที่ยวยังไม่ตอบโจทย์เรื่องรายได้ แต่กล้วยหวังว่าในอนาคตมันจะเติบโตเป็นรายได้ให้ชาวบ้านได้ตลอดปี

คิดถึงธรรมชาติ

ผู้มาเยือนจะถูกเชื้อเชิญให้ไปเยี่ยมเยือนบ้านพี่กล้วยเพื่อดื่มกาแฟ แน่นอนว่าต้องเป็นกาแฟเกอิชาด้วยเทคนิคดริปร้อน วิธีคลาสสิกเพื่อได้กาแฟหอมนวลถึงรสกาแฟแท้ ในบ้านไม้กลางธรรมชาติอวลด้วยกลิ่นควันไม้ที่ลอยออกมาจากห้องครัว

บ้านชาวม้งสร้างเรียบง่าย ส่วนใหญ่เป็นบ้านไม้ชั้นเดียว ภายในแบ่งเป็นห้องนอน ห้องครัว และระเบียงกินข้าว ไม่จำเป็นต้องมีแอร์หรือพัดลม แต่จำเป็นต้องมีมุ้งและผ้าห่ม เพราะที่นี่เย็นตลอดปีและจะหนาวสุดขีดช่วงปลายปีโดยอุณหภูมิอาจแตะเลขตัวเดียวในเดือน ธ.ค.

เมื่อจิบกาแฟรสละมุนทำให้ตาตื่นแล้ว กล้วยจะพาไปตื่นตาต่อที่ไร่กาแฟ อยู่ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 10 นาทีโดยรถยนต์ ซึ่งต้องเดินเท้าขึ้นเนินเล็กน้อยก่อนจะพบสาวงาม ต้นเกอิชามีความแตกต่างจากสายพันธุ์อื่นตรงที่มีลำต้นสูง กิ่งก้านยาว การเก็บจึงยากกว่าเพราะต้องสู้กับความสูงของมัน

กล้วยเลือกปลูกกาแฟในสวนกล้วยป่า เนื่องจากดินจะชุ่มน้ำตลอดเวลา แม้ว่าเวลาเดินจะเสี่ยงต่อการลื่นหัวคะมำก็ตาม โดยจะปลูกแซมไปกับต้นกล้วย ใต้ร่มเงาใบตองใหญ่ ไล่ระดับความสูงขึ้นไป โดยชาวบ้านจะไม่รุกที่ป่าชุมชนที่มีกว่า 1.8 หมื่นไร่ ตามกฎเกณฑ์ที่ตกลงกันไว้

03 ดริปกาแฟเกอิชา

นอกจากนี้ ด้านบนของไร่กาแฟ กล้วยได้สร้างบ้านพักเล็กๆ ไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยว ซึ่งตรงนั้นเป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ตก มองเห็นทิวเขาสลับซับซ้อนและไร่กาแฟอยู่เบื้องล่าง อธิบายความเป็นมณีพฤกษ์ได้ครบจบความ

“ตอนนี้ทุกพื้นที่ในภาคเหนือมีกาแฟเกอิชาปลูก แต่ที่นี่เป็นที่หนึ่ง เพราะเราปลูกใต้ต้นกล้วย ลูกท้อ อโวคาโด และแมคคาเดเมีย รวมถึงความสูงที่พอดีทำให้ได้เกอิชารสชาติดี ในพื้นที่บ้านมณีพฤกษ์มีการปลูกกาแฟแล้วประมาณ 500 ไร่เกือบทั้งหมู่บ้าน แต่ยังไม่ได้ผลผลิต เพราะชาวบ้านเพิ่งปลูกหลังรู้ว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่ขายได้ราคา สำหรับผมคิดว่า กาแฟที่ใช้แรงงานน้อยแต่ขายได้ราคาดี คือกาแฟที่ดีที่สุดแล้ว” กล้วยกล่าวเพิ่มเติม

มณีพฤกษ์ยังมีจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกน่าตื่นใจที่การเดินทางไปอาจจะยาก แต่ไม่ยากเกินไปถ้ามีความตั้งใจพอ เพราะถนนสู่ “ดอยผาผึ้ง” เป็นถนนลูกรังและพร้อมจะเปลี่ยนเป็นโคลนทันทีเมื่อฝนเทลงมา โดยถนนหนทางอนุญาตเฉพาะรถขับเคลื่อนสี่ล้อเท่านั้น ซึ่งจะใช้เวลาจากหมู่บ้านถึงตีนดอยผาผึ้งประมาณ 2 ชั่วโมงกว่า ค่อยๆ ไต่ระดับความสูงผ่านทิวสนและต้นไม้ใหญ่จนถึงยอด

จากตีนถึงยอดดอยผาผึ้งต้องเดินต่ออีกเล็กน้อย ทางไม่ชัน ไม่ลื่น เหมือนเดินอยู่กลางทุ่งหญ้าและทุ่งดอกไม้ ซึ่งบนยอดดอยจะมองเห็นป่าอุดมสมบูรณ์กว้างใหญ่ หากฟ้าใสจะมองเห็นถึงดอยภูแว สถานที่ที่ชาวม้งพำนักเป็นที่แรกก่อนย้ายมาอยู่ที่มณีพฤกษ์ และหากคืนก่อนหน้าฝนตก จะเห็นทะเลหมอกในตอนเช้าตรู่ยกตัวสูงเกือบแตะยอดดอย

กล้วยเล่าว่า ที่มาของชื่อดอยผาผึ้ง มาจากสมัยก่อนที่มีผึ้งมาทำรังบนหน้าผาจำนวนมาก และชาวบ้านมักจะปีนขึ้นมาตีผึ้งมากมาย จนปัจจุบันไม่มีรังผึ้งเหลืออยู่แล้ว แต่เปลี่ยนเป็นจุดชมวิวยอดฮิตของหมู่บ้านแทน คำว่า ผาผึ้ง ยังเป็นชื่อของถ้ำขนาดใหญ่ที่ตอนนี้ยังมีรังผึ้งอยู่บ้างบนผาสูง ซึ่งตัวถ้ำยังสำรวจไม่เสร็จสิ้นจึงไม่อนุญาตให้เดินเข้าไป แต่การชื่นชมความสวยงามอยู่แค่ปากถ้ำก็ถือว่าอลังการ และคุ้มค่ากับการเดินป่าระยะสั้นเข้ามาแล้ว

วัฒนธรรมรำลึก

นอกจากธรรมชาติยิ่งใหญ่ บ้านมณีพฤกษ์ยังมีวัฒนธรรมแปลกใหม่ที่ไม่เคยเจอที่ไหนมาก่อน กล้วยคนเดิมจะพานักท่องเที่ยวออกเดินไปรอบหมู่บ้านและแวะตามจุดต่างๆ ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเรียนรู้

04 บ้านตีมีดพ่อฉั่วต้ง

จุดแรกกล้วยหยุดที่ ผ้าปักม้งแม่สมหมาย คุณยายแต่งชุดม้งเต็มยศนั่งบนเก้าอี้ทรงเตี้ย เธอปักด้ายลงผ้าฝ้ายอย่างเชื่องช้าแต่ประณีต แย้มยิ้มให้คนแปลกหน้าพร้อมมิตรไมตรี ซึ่งนี่คือวิถีธรรมดาของแม่สมหมายไม่ใช่การแสดง

จากนั้นหลังร่ำลาแม่ก็เดินต่อไปที่ บ้านพ่อฉั่วต้ง หนึ่งในไม่กี่บ้านที่ยังยึดอาชีพตีมีดอยู่ถึงปัจจุบัน โดยกระบวนการทั้งหมดมาจากแรงของกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ ของคุณตาฉั่วต้ง วัย 80 ปี ที่เป็นช่างตีมีดมาตลอด 50 ปีตั้งแต่สมัยยังเป็นวัยรุ่น

เมื่อมีดร้อนๆ ตีจนเข้าที่เสียงแคนม้งก็ดังเอื่อยมาพอดีจากบ้านข้างๆ ภาพนั้นคือ คุณลุงฉ่วนต้งกำลังเป่าแคนม้งอย่างโดดเดี่ยวแต่ไม่เดียวดาย เพราะมีคนฟังมากมายกำลังให้ความสนใจกับเสียงไม่คุ้น แต่กลับเป็นเสียงลื่นหูและไพเราะแม้จะฟังเป็นครั้งแรก ซึ่งเสียงแคนม้งจะดังขึ้นใน 2 วันสำคัญ คือ งานศพ และวันขึ้นปีใหม่ โดยในปีนี้ตรงกับวันที่ 19-24 ธ.ค. จะเป็นช่วงที่ชาวม้งหยุดงานและออกมาเต้นรำเฉลิมฉลองกันตลอดวันตลอดคืน

กล้วยเล่าก่อนจะโบกมือลากันว่า ปัจจุบันฝิ่นหมดไปจากพื้นที่ เพราะชาวบ้านหันมาปลูกขิง กะหล่ำปลี ข้าวไร่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และกาแฟ

โดยบ้านมณีพฤกษ์มีประชากรม้ง 270 หลังคาเรือน รองลงมาเป็นชาวลั๊วะราวๆ 100 หลังคาเรือน ซึ่ง ต.งอบ ประกอบด้วย 3 หย่อมบ้านแบ่งเป็น 11 หมู่บ้าน รวมทั้งหมดมีประชากรมากกว่า 2,000 คน เขาหวังว่าการท่องเที่ยวและกาแฟจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวม้งและชาวเผ่าอื่นๆ ให้ดียิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ททท.ยังได้วางแผนจัดกิจกรรม Business Matching and Showcase ที่ ซี-อาเซียน กรุงเทพฯ ในวันที่ 29 พ.ย. 2560 เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มธุรกิจด้านการท่องเที่ยวสามารถเข้ามาพูดคุยกับกลุ่มชุมชน และให้โอกาสชุมชนได้นําเสนอเรื่องราวความน่าสนใจของพื้นที่ด้วยตัวเอง รวมทั้งยังให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาซื้อโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ได้เป็นกลุ่มแรกในราคาพิเศษด้วย ติดตามข่าวสารได้ทางเพจเฟซบุ๊ก Creative District Thailand

 

ตามหาแรงโน้มถ่วง ปั้นหม้อบ้านทุ่งหลวงสุโขทัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 พฤศจิกายน 2560 เวลา 09:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/526061

ตามหาแรงโน้มถ่วง ปั้นหม้อบ้านทุ่งหลวงสุโขทัย

โดย/ภาพ กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

ใครที่นั่งเครื่องบินไปสุโขทัยแล้วมองเห็นแผ่นดินรูปหัวใจ คงสงสัยว่าที่นั่นคือที่ไหน และไม่แคล้วต้องฉงนใจถ้าเฉลยว่าที่นั่นคือ แก้มลิง

ในวิชารักแรงโน้มถ่วง 1 ใน 9 วิชา ๙ หน้า ศาสตร์พระราชาจากตำราของพ่อ โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สอนให้รู้จัก “โครงการแก้มลิงในพระราชดำริ ทุ่งทะเลหลวง” ต.บ้านกล้วย อ.เมือง จ.สุโขทัย หรือแก้มลิงตามแนวพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9

เมื่อครั้งที่พระองค์เสด็จฯ เยือนสุโขทัยเมื่อปี 2535 ทรงมีพระราชดำรัสว่า “แม่น้ำยมในฤดูฝนมีน้ำมาก ในฤดูแล้งเกือบไม่มีน้ำ ให้พิจารณากั้นน้ำเป็นช่วงๆ เพื่อผันน้ำเข้าคลองธรรมชาติที่มีอยู่เดิมทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวาของแม่น้ำยมและขุดลอกให้สามารถส่งน้ำไปกักเก็บไว้ตามหนองบึงตามธรรมชาติได้”

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

อันเป็นที่มาของโครงการพัฒนาและจัดการแหล่งน้ำในหลายพื้นที่ รวมถึงพื้นที่ทุ่งทะเลหลวง โดยได้น้อมนำตำราแก้มลิงมาใช้เพื่อให้เป็นพื้นที่หน่วงน้ำ กักเก็บน้ำไว้ในช่วงหน้าแล้ง และบรรเทาอุทกภัยในช่วงหน้าฝน ด้วยการเป็นแหล่งรับน้ำจากแม่น้ำยมที่ไหล่บ่าล้นตลิ่งฝั่งขวา น้ำห้วยท่าแพ น้ำแม่มอก ที่ไหลมาจากสวรรคโลก และน้ำแม่รำพัน น้ำแม่กองค่าย จากบ้านด่านลานหอย ให้ไหลมารวมกันบริเวณที่ลุ่มซึ่งเป็นหลักการตามธรรมชาติของแรงโน้มถ่วงโลก

การทำแก้มลิง คือ การจัดหาพื้นที่ เช่น สระ คลอง บึง หรือพื้นที่ลุ่มขนาดใหญ่เพื่อชะลอและรองรับมวลน้ำที่จะไหลบ่าลงมาเป็นการชั่วคราว เมื่อน้ำในทะเลลดลงจึงค่อยๆ ระบายน้ำในแก้มลิงลงสู่ทะเลตามหลักแรงโน้มถ่วง โดยทฤษฎีนี้ในหลวง รัชกาลที่ 9 ได้มองเห็นจากพฤติกรรมของลิงทรงเลี้ยงสมัยพระเยาว์ เพราะเวลาที่ยื่นกล้วยให้ ลิงจะรีบปอกเปลือกแล้วเคี้ยวอย่างรวดเร็ว แต่แทนที่จะกลืนลงไปกลับกักอาหารไว้จนเต็มกระพุ้งแก้ม พอถึงเวลาจึงค่อยดุนกล้วยมากินทีละนิดในภายหลัง

แก้มลิงในทุ่งทะเลหลวงมีความบังเอิญตามลักษณะภูมิประเทศทำให้มีลักษณะเป็นรูปหัวใจขนาดใหญ่ ส่วนเกาะที่ยื่นออกมาได้ถูกออกแบบเป็นรูปหัวใจตามนั้น ในปี 2553 มีการทำบุญพิธีกลั่นแผ่นดิน ทุกครอบครัวในแต่ละหมู่บ้านจำนวน 843 หมู่บ้านได้นำดินจากหมู่บ้านมาที่บริเวณเกาะกลางน้ำ แล้วตั้งปณิธานร่วมกันว่า จะร่วมกันสร้างแผ่นดินนี้ให้เจริญรุ่งเรือง จากนั้นได้นำดินของทุกคนไปวางรองรับพระพุทธรัตนสิริสุโขทัย ณ มณฑปทรงจตุรมุข และเรียกพื้นที่นี้ว่า “แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์รูปหัวใจ” เพื่อสื่อถึงแผ่นดินที่เป็นศูนย์รวมแห่งความรัก ความปรองดองของชาวสุโขทัยและเชื่อมโยงความผูกพันกับบรรพบุรุษสมัยสุโขทัยด้วย

พระพุทธรัตนสิริสุโขทัย ที่ประดิษฐานอยู่ในมณฑปทรงจตุรมุขบนเกาะกลางน้ำนั้น เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่อายุกว่า 700 ปี ทำจากสัมฤทธิ์ ปางมารวิชัย คาดว่า สร้างมาตั้งแต่ปี 1845 ในสมัยพระมหาธรรมราชาที่ 1 (พระยาลิไท) ซึ่งเคยจมอยู่ในแม่น้ำยมก่อนถูกค้นพบในปี 2546 และได้อัญเชิญมาประดิษฐานบนมณฑปกลางน้ำ

นอกจากนี้ แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์รูปหัวใจยังเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวสุโขทัย บนเส้นทางเดินรอบมณฑปท่ามกลางสวนต้นไม้และความสวยงามของผืนน้ำที่จะยิ่งสวยงามขึ้นในช่วงพระอาทิตย์ตก

ห่างจากทุ่งทะเลหลวงไปไม่ไกลจะมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่น่าสนใจตามวิถีใกล้ชิดกับแหล่งน้ำและดิน ณ “บ้านทุ่งหลวง” อ.คีรีมาศ จ.สุโขทัย หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า หมู่บ้านหัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผา บ้านหน้าวัดลาย ที่ชาวบ้านได้นำดินจากแหล่งน้ำมาผลิตเครื่องปั้นดินเผานานนับร้อยๆ ปี

หนองทองเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ของบ้านทุ่งหลวงที่ชาวบ้านจะใช้ดินจากแหล่งน้ำนี้ไปผลิตเครื่องปั้นดินเผาจากรุ่นสู่รุ่น โดยมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในจดหมายที่สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ได้บันทึกเมื่อครั้งเดินทางมาสำรวจมณฑลพิษณุโลก เมื่อปี 2544 ว่า

“วันที่ 18 เวลาตื่นนอนเช้า พระยาสุโขทัยเอาหม้อกรันมาให้ 3 ใบ เป็นหม้อที่ตั้งใจทำอย่างประณีต ภาษาบ้านนอกเขาทำที่บ้านทุ่งหลวงอยู่ใต้เมืองสุโขทัยตะวันตก หม้อใหญ่กระพุงเกือบ 2 ศอก เขาก็ทำมีชุมพละสีหะสมคราม ให้มาแต่วังไม้ขรก็มี”

ข้อความดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าบ้านทุ่งหลวง มีการปั้นเครื่องปั้นดินเผามานานนับร้อยปี ซึ่งหม้อกรันที่ถูกบันทึกไว้นั้นเป็นหม้อน้ำโบราณ คนโบราณเชื่อว่า หากมีไว้ในบ้านจะช่วยเสริมสิริมงคล จึงมักให้เป็นของขวัญหรือของชำร่วยในงานพิธีขึ้นบ้านใหม่ ตามคำพ้องเสียง กรัน และ กัน นอกจากนี้ องค์ประกอบของหม้อกรันยังมีความหมายที่ดี ฝาปิด หมายถึง มีกินมีใช้ กระพุงตรงกลาง หมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ และฐาน หมายถึง ความมั่นคงในการดำรงชีวิต

บ้านทุ่งหลวงมีการทำเครื่องปั้นดินเผาที่แตกต่างจากที่อื่น คือ นอกจากดินเหนียวจะมีสีดำสนิทแล้ว ยังมีการผสมทรายลงไปเพื่อทำให้แข็งแกร่ง ทนความร้อนได้มากขึ้น เมื่อเผาจะได้สีแดงมันวาว ซึ่งในอดีตเตาเผาจะเป็นเตาสุมแบบเปิดโล่ง แต่ปัจจุบันมีการก่อกำแพงอิฐล้อมรอบ ใช้ความร้อน 1,250 องศาเซลเซียส เผานานถึง 2 วันจะเสร็จสมบูรณ์

อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวสามารถชมกระบวนการทำและซื้อเครื่องปั้นดินเผาราคาไม่แพงได้ที่ “วิทยาลัยใต้ถุนบ้าน” โดยมีชาวบ้านมาสาธิตการทำหม้อกรัน การพิมพ์ลายด้วยไม้แกะสลัก หรือจะลองลงมือปั้นหม้อด้วยเครื่องปั้นโบราณก็จะได้เรียนรู้และซึมซับวิถีชาวบ้านไปในตัว ซึ่งเครื่องปั้นดินเผาบ้านทุ่งหลวงทุกชิ้นถือว่ามีชิ้นเดียวในโลก เพราะกระบวนการทำด้วยมือหรือแฮนด์เมดทั้งหมดทำให้ทุกชิ้นจะมีความแตกต่างบางอย่างที่เป็นเอกลักษณ์

สำหรับใครที่เดินจนติดลมและติดใจก็สามารถพักค้างแรมแบบโฮมสเตย์ได้ในบ้านทุ่งหลวง โดยมีกลุ่มท่องเที่ยวโฮมสเตย์เป็นผู้จัดการ ราคาโฮมสเตย์เริ่มต้นที่ราคา 600-1,000 บาท พร้อมอาหารพื้นบ้าน และหากไปในช่วงเก็บเกี่ยวข้าวก็อาจมีกิจกรรมเสริมเป็นการเรียนรู้วิถีเกษตรกรรมเพิ่มเติมจากหัตถกรรมด้วย

ติดต่อ วันชัย โมรัษเฐียร ประธานกลุ่มเครื่องปั้นดินเผาบ้านทุ่งหลวงและประสานงานการท่องเที่ยวโฮมสเตย์ โทร. 08-1281-1367

ตลาดน้ำท่าคา สืบสานวิถีชีวิตไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤศจิกายน 2560 เวลา 12:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/525943

ตลาดน้ำท่าคา สืบสานวิถีชีวิตไทย

โดย  ภาดนุ

ตลาดน้ำท่าคา เป็นตลาดน้ำที่สืบสานวิถีความเป็นอยู่แบบไทยๆ ของคนในชุมชน ตั้งอยู่บริเวณ ต.ท่าคา อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม

ถือเป็นตลาดนัดทางน้ำที่ยังคงความเป็นธรรมชาติของวิถีชีวิตแบบชาวบ้าน ซึ่งมีอาชีพทำสวนปลูกพืชชนิดต่างๆ ไว้ได้อย่างดี

ทุกครั้งที่มีการเปิดตลาดนัด ชาวบ้านจะพายเรือนำผลผลิต พืชผัก และผลไม้จากสวนของตัวเอง เช่น พริก หอม กระเทียม ฝรั่ง มะพร้าว ชมพู่ ส้มโอ และอื่นๆ มาขาย หรือแลกเปลี่ยนกันในชุมชน

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

บรรยากาศสองฝั่งบริเวณตลาดน้ำร่มรื่นไปด้วยสวนมะพร้าวและสวนผลไม้

ตั้งแต่ 7 โมงเช้าชาวบ้านจะเริ่มทยอยพายเรือออกมาจากสวน บางคนก็มาจากละแวกใกล้เคียงโดยบรรทุกผลไม้ พืชผัก ขนม ของกินของใช้ ล่องเรือมาขาย

สินค้าที่หลากหลายเหล่านี้เป็นตัวแทนบอกเล่าเรื่องราวในท้องถิ่น สภาพภูมิประเทศ พืชพันธุ์ ผลผลิต และวิถีชีวิตผู้คนได้เป็นอย่างดี

ตลาดน้ำท่าคาจึงเป็นตัวเชื่อมโยงระหว่างอดีตกับปัจจุบันไว้ด้วยกัน แล้วยังเป็นศูนย์กลางการพบปะของคนในชุมชนและนักท่องเที่ยวจากภายนอก

บริเวณที่ติดตลาดน้ำจะมีทางเดินปูนริมน้ำและสะพานข้ามคลอง เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมตลาดน้ำได้อย่างทั่วถึง

บริเวณด้านหน้าทางเข้าตลาดน้ำ มีศูนย์ต้อนรับนักท่องเที่ยวของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรตลาดน้ำท่าคา มีสินค้าและผลิตภัณฑ์ในชุมชนวางขาย และยังมีการสาธิตการเคี่ยวน้ำตาลโตนด หรือหยอดตาลด้วย

นอกจากชมวิถีชีวิตชาวตลาดน้ำแล้ว นักท่องเที่ยวยังสามารถติดต่อเช่าเรือพายเที่ยวชมหมู่บ้านและสวนผลไม้ในบริเวณนั้นได้อีกด้วย

โก๋ท่าคา (มานพ หลีลำยอง) วัย 45 ปี อาชีพอิสระ-ค้าขาย ซึ่งอยู่ในตลาดมา 10 กว่าปี เล่าว่า เขาเป็นพ่อค้าที่ประดิษฐ์กรอบรูปจักรยานแฮนด์เมดขาย โดยเปิดร้านอยู่หน้าตลาดน้ำท่าคา ซึ่งกรอบรูปเล็กๆ นี้ทำมาจากกิ่งต้นลำพูจากธรรมชาติ โดยนำมาดัดให้เป็นรูปทรงจักรยานเล็กๆ และทาสีสันให้สวยงาม

“กรอบรูปนี้ทำจากไม้ โดยจะมีตัวหนีบสำหรับแขวนรูปอยู่ด้านบนของจักรยาน สามารถหนีบรูปได้หลายรูป ผมทำขายมา 10 ปีแล้ว กรอบรูปขนาด 15 ซม. ขายในราคา 200 บาท สัปดาห์หนึ่งผมจะทำออกมา 10-20 อัน

ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นฝรั่งต่างชาติ แต่ก็มีลูกค้าคนไทยซื้อด้วยเช่นกัน บางช่วงขายดีมาก แต่ผมก็มีอีกอาชีพหนึ่งคือการจัดฉากหรือพร็อพถ่ายรูปตามรีสอร์ทต่างๆ ด้วย เรียกว่ามีอาชีพอิสระและค้าขายที่ทำแล้วมีความสุข”

โก๋ท่าคา ฉายภาพให้เห็นว่า คนที่ตลาดน้ำท่าคาส่วนใหญ่จะขายพืชผลทางการเกษตร ผักสวนครัว ผลไม้ เรียกว่าเป็นตลาดน้ำที่อยู่มาเป็น 100 ปีแล้ว สมัยก่อนชาวบ้านจะพายเรือมาแลกเปลี่ยนสินค้ากัน เช่น แลกมะพร้าวกับผัก หรืออื่นๆ ซึ่งแม่ค้าส่วนใหญ่จะเป็นป้าๆ วัย 60-70 ปี ส่วนมากเป็นคนที่อาศัยอยู่ริมน้ำ

ตลาดน้ำจะเปิดเฉพาะในวันขึ้นหรือแรม 2 ค่ำ 7 ค่ำ 12 ค่ำ (ทุกๆ 5 วัน) ซึ่งเป็นที่รู้กันในหมู่ชาวบ้านแถบนั้น ถ้าเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ จะเปิดตั้งแต่ 06.00-12.00 น. สอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับวันเวลานัดได้ที่ องค์การบริหารส่วนตำบลท่าคา โทร. (034) 766-208, ลุงจรูญ โทร. (034) 766-123 และผู้ใหญ่อุไร ประธานกลุ่มฯ โทร. (034) 749-380 หรือดูที่ www.amphawatoday.com ได้เลย”

โก๋ท่าคาทิ้งท้ายว่า อาชีพหลักๆ ของคนที่นี่นอกจากทำสวนและปลูกผักแล้ว ที่นี่ยังเป็นแหล่งผลิตน้ำตาลโตนดหรือน้ำตาลปี๊บที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยด้วย ใครที่สนใจมาเที่ยวก็สามารถเดินทางมาได้ง่าย เพราะอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก

แล้วที่นี่ยังมีโฮมสเตย์แนวแอบอิงธรรมชาติ ราคาตั้งแต่ 300-1,200 บาท ไว้รองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่ชอบดื่มด่ำกับวิถีธรรมชาติโดยเฉพาะอีกด้วย

การเดินทาง

รถยนต์ : มาตามเส้นทางหลวงหมายเลข 325 (สมุทรสงคราม-บางแพ) จากอัมพวา ทางที่จะไป อ.ดำเนินสะดวก (ประมาณ 10 กิโลเมตร) ทางเข้าจะอยู่ทางฝั่งขวา (ทางเดียวกับทางเข้าวัดเทพประสิทธิ์) ให้กลับรถเข้าไปทางวัดเทพประสิทธิ์ ระยะทางจากปากทางประมาณ 5 กิโลเมตร

รถโดยสารประจำทาง : ขึ้นรถได้ที่ตลาดตัวเมือง หน้าธนาคารทหารไทย สายท่าคา-วัดเทพประสิทธิ์ ตั้งแต่เวลา 07.00-18.00 น. รถออกทุก 20 นาที

 

‘ภูเก็ต’ ภาพจำกับภาพจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤศจิกายน 2560 เวลา 10:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/525917

'ภูเก็ต' ภาพจำกับภาพจริง

โดย/ภาพ : กาญจน์ อายุ

ภาพจำของภูเก็ตคือ ความแพง แต่ภาพจริงของเมืองนี้คือ ความเป็นท้องถิ่น

สองภาพที่ทับซ้อนจนเกือบมิดชิด แต่ยังโชคดีที่ไม่ถูกกลืนกินจนไม่เหลือตัวตน

ไข่มุกมีราคาแพงและงดงามฉันใด ภูเก็ตก็มีค่าครองชีพสูงและสวยงามฉันนั้น สมชื่อกับสมญานาม “ไข่มุกแห่งอันดามัน” อันเป็นจุดหมายปลายทางของคนที่มีกำลังจ่ายแต่มีไลฟ์สไตล์หลากหลาย ทั้งกินหรูอยู่สบายและยังอยากโลคัล

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

อย่างที่จะสาธยายต่อจากนี้ที่อาจสลับภาพไปมาเหมือนความทับซ้อนแต่ไม่ซับซ้อนของมัน

เมื่อกล่าวถึงไข่มุกไปแล้ว ก็ขอกล่าวถึงไข่มุกต่อไปให้ถึงที่มา

ณ “ฟาร์มไข่มุกอมร” สถานที่เลี้ยงหอยมุกจานที่สามารถผลิตมุกตามธรรมชาติ ก่อนนำมาผ่านกระบวนการให้กลายเป็นเครื่องประดับราคาแพง

03 ไข่มุกธรรมชาติ เครื่องประดับล้ำค่าของชาวภูเก็ต

บนแพเลี้ยงมุกกลางทะเลอันดามัน เจ้าหน้าที่จะอธิบายความแตกต่างระหว่างมุกจริงและมุกปลอม ทราบได้โดยง่ายเมื่อสัมผัสแค่ผิวของมัน หากสัมผัสแล้วผิวมุกสาก ไม่ลื่น ก็สามารถประเมินได้เลยว่าเป็น มุกจริง

เพราะมุกปลอมจะทำจากพลาสติกซึ่งทำให้ผิวลื่นไม่มีผิวสัมผัสเป็นธรรมชาติ ซึ่งตามท้องตลาดที่ขายราคาถูกอาจมีแต่มุกตื่นๆ เอ้ย! ลื่นๆ

เมื่อเรียนรู้กระบวนการเลี้ยง การประคบประหงมจนเกิดความรู้สึกร่วมไปกับเจ้าไข่มุกแล้ว เรือลำเดิมจะพากลับเข้าฝั่งเพื่อไปยังร้านขายมุกอมร สถานที่ที่จะโชว์ให้เห็นขั้นตอนหลังจากเก็บมุกมาจากทะเล ซึ่งมุกนั้นไม่ต้องเจียระไน ตัวหอยให้มาอย่างไรก็จะได้ลักษณะนั้น

การหามุกกลมสวยและสีสวยจึงเป็นเรื่องยากและเป็นเหตุผลว่าทำไมมันถึงแพง

บัตรเครดิตของหลายคนอาจถลอกก็ตอนนี้ เพราะอมรเป็นหนึ่งในเจ้าผลิตมุกและทำเครื่องประดับได้สวยงามระดับประเทศ

มงกุฎนางงามหลายสมัยใช้มุกของอมร โดยราคาเครื่องประดับจากมุกมีตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงหลักร้อย ซึ่งแน่นอนว่าร้านค้าจะเรียงลำดับจากแพงไปหาย่อมเยา

04 เจ้าหน้าที่ฟาร์มไข่มุกโชว์วิธีหามุกในตัวหอย

ก่อนตัดสินใจซื้อจึงควรเดินดูให้ทั่วทุกชั้น ไม่แน่ว่าของราคาดีอาจมาตอนท้ายก่อนถึงประตูทางออกก็ได้

ทว่านอกจากความงดงามจากธรรมชาติ ภูเก็ตยังมีสวยงามของวัฒนธรรมซึ่งสามารถเห็นได้ชัด ณ “ชุมชนเมืองเก่าภูเก็ต”

กิจกรรมในชุมชนมีทั้งการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ สถานที่บอกเล่าเรื่องราวของชาวจีนที่มาอาศัยตั้งรกรากอยู่บนเกาะภูเก็ต การเดินชมอาคารบ้านเรือนเก่าที่สะท้อนถึงความมั่งคั่งในอดีต เยือนศาลเจ้าศูนย์รวมแห่งศรัทธาที่อยู่เคียงข้างกับโบสถ์คริสต์ ถ่ายรูปกับสตรีทอาร์ต และลิ้มรสอาหารพื้นเมือง

ชุมชนเมืองเก่าภูเก็ต จะทำให้เห็นถึงความเป็นอยู่ของผู้คน บนพื้นฐานของความหลากหลายทางเชื้อชาติศาสนา แต่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข

การมีส่วนร่วมของคนในชุมชนทั้งคนรุ่นใหม่และผู้สูงวัย เป็นเสน่ห์ที่ทำให้ย่านนี้มีชีวิตชีวา

การเดินเล่นกับเจ้าบ้านอย่าง สมยศ ปาทาน จึงสนุกและมีความรู้ในทุกๆ ก้าว ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถหาไกด์ที่จะปลุกชีวิตเมืองเก่ามาเล่าให้ใหม่ได้อย่างสนุกสนาน

สมยศพาไปไหว้เจ้าที่ ศาลเจ้าแสงธรรม ศาลเจ้าเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอย่างสงบ ในอดีตที่นี่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวจีนที่เดินทางจากบ้านมาแสวงโชคในต่างแดน ใช้ศรัทธาและความเชื่อเป็นเครื่องนำทาง หลอมรวมด้วยความสามัคคีจึงได้สร้างศาลเจ้าแสงธรรมขึ้นมา

ภายในมีงานศิลปะปูนปั้นแกะสลักองค์เทพเจ้าต่างๆ และจิตรกรรมฝาผนังโบราณ ซึ่งเป็นอาคารอนุรักษ์ที่ได้รับรางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ในปี 2540 ด้วย

จากนั้นได้เดินผ่านร้านกาแฟ ร้านค้า และเกสต์เฮาส์ ที่ปรับอาคารเก่าเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว เลี้ยวซ้ายเข้าถนนรมณีย์ก่อนทะลุเพื่อไปเจอกับตึกแถวเก่าที่มีป้ายเขียนด้วยลายมือบนประตูว่า “ไต่สุ้นอั้น” หรือโรงตีเหล็กโบราณที่หลงเหลืออยู่ถึงปัจจุบัน

โกโป้ เจ้าของบ้านอยู่ในชุดทำงาน (ไม่ใส่เสื้อ สวมแต่กางเกงขายาว) ออกมาต้อนรับพร้อมค้อนในมือ

05 เครื่องประดับสุดประณีตของเจ้าสาวย่าหยา

โกเล่าว่า ในยุคเหมืองแร่เฟื่องฟู ถนนดีบุกแห่งนี้เต็มไปด้วยโรงตีเหล็กตลอดเส้นทาง แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป โรงตีเหล็กของโกกลายเป็นแห่งเดียวที่ยังคงดำเนินกิจการอยู่บนถนนสายนี้

โดยยังยึดวิธีการตีเหล็กแบบดั้งเดิม ใช้เตาเผาเหล็กโบราณขนาดใหญ่อัดแน่นไปด้วยเขม่าควันสีดำเมี่ยม ใช้แรงงานคนทุ่มค้อนทุบจนเหล็กกล้ากลายเป็นเครื่องมือช่าง ซึ่งถึงแม้ว่าปัจจุบันจะมีออร์เดอร์น้อยลงกว่าเดิมมาก แต่โกโป้ก็ยังคงรักษาโรงตีเหล็กหลังนี้ไว้ และยังตีเหล็กขายให้ชาวบ้านอยู่ต่อไป

รวมถึงเปิดบ้านให้นักท่องเที่ยว นักศึกษา มาศึกษาเรื่องการตีเหล็กผ่านการลงมือทำจริงด้วย

นอกจากนี้ บนถนนกระบี่ยังเป็นที่ตั้งของ “บ้านเลขที่ 88” บ้านของอี๋โป้เต้ง คนเฒ่าคนแก่ในชุมชนที่ใจดีเปิดบ้านให้นักท่องเที่ยวเข้าไปชม

ภายในบ้านมีรูปภาพเก่าแก่ของเจ้าของบ้าน มีอุปกรณ์เครื่องครัวโบราณ เช่น หินโม่แป้ง เตาไฟ และตาชั่ง รวมถึงยังมีเอกลักษณ์ของบ้านภูเก็ต คือบ่อน้ำกลางบ้านที่ด้านบนเปิดช่องว่างไว้เพื่อกักเก็บน้ำฝนไว้ใช้ตลอดปี

สำหรับใครที่ต้องการหาข้อสรุปเกี่ยวกับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวภูเก็ต แนะนำให้ไปจบที่ “พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว” ที่ได้ปรับเปลี่ยนโรงเรียนจีนชื่อดังในอดีต เป็นสถานที่แห่งการเรียนรู้รูปแบบพิพิธภัณฑ์

โดยได้บันทึกความเป็นมาและตัวตนของบรรพบุรุษผ่านนิทรรศการที่น่าสนใจ ให้ซึมซับเรื่องราวความเป็นมาของอาคารบ้านเรือน ตรอกซอกซอย ผู้คน และบรรยากาศของชุมชนซึ่งทุกรายละเอียด คือความหมายของปัจจุบัน

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อไม่นานมานี้ นอกเขตชุมชนเมืองเก่า ได้มีเมืองใหม่ที่หน้าตาคล้ายกันเกิดขึ้นมา ณ “พิพิธภัณฑ์เพอรานากัน” ที่ได้จำลองวิถีชีวิตดั้งเดิมมาแสดงได้สมจริง

ไม่ว่าจะเป็น เตี่ยมฉู่ ภาษาจีนฮกเกี้ยน แปลว่า ตึกแถวหรืออาคารพาณิชย์ ตลอดจนรายละเอียดภายในบ้านที่พยายามทำให้เป็นความจริงมากที่สุด รวมถึงห้องนิทรรศการที่เกี่ยวกับความเชื่อ ธรรมเนียมประเพณี อาหารท้องถิ่น การแต่งกาย และเครื่องประดับโบราณที่หาได้ยาก

คำว่า เพอรานากัน เป็นภาษามาลายู มีความหมายว่า เกิดที่นี่ ซึ่งหลากหลายชุมชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อชายต่างแดนแต่งงานกับหญิงท้องถิ่น ลูกหลานของพวกเขาจะมีเชื้อสายผสมเรียกว่า เพอรานากัน

อีกด้านหนึ่งในเรื่องของวิถีชีวิตชาวไทยภูเก็ตแท้ๆ เอง ก็มีความน่าสนใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน โดยสามารถเรียนรู้แบบเจาะลึกได้กับ กลุ่มท่องเที่ยวชุมชนบ้านบางโรง ที่เปิดเรื่องด้วยการเซอร์ไพรส์ปาร์ตี้ สับปะรดลอยแก้ว หวานฉ่ำกลางสวนสับปะรด พืชเศรษฐกิจของจังหวัดที่สร้างรายได้ให้เกษตรเป็นกอบเป็นกำ รวมถึงการแปรรูปเป็นขนมและของหวานเช่นที่ชิมอยู่ด้วย

จากนั้นเรื่องราวได้ดำเนินต่อไปที่ สวนผลไม้ลุงเสรี มีความพิเศษตรงสวนลำไยรสชาติหวานกรอบ ซึ่งลุงเสรีลองผิดลองถูกจนสามารถปลูกลำไยในผืนดินใต้ และยังคงรสชาติหอมหวานสูสีกับลำไยทางแดนเหนือได้สำเร็จ

และปิดท้ายที่ มณีรัตน์ฟาร์มแพะ ที่นี่แพะจะถูกเลี้ยงในโรงเรือนสะอาด แทบไม่มีกลิ่น และนักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปชมความแสนรู้ของมันเมื่อถึงเวลารีดนมได้ ถึงคิวตัวไหนมันจะรีบวิ่งแจ้นมาขึ้นแท่นรีดนมโดยไม่ขัดขืน เพื่อไปรับรางวัลเป็นอาหารชนิดพิเศษที่อร่อยกว่าหญ้าธรรมดา

06 ห้องนิทรรศการจัดแสดงชุดพื้นเมืองของชาวภูเก็ต

นอกจากนี้ มณีรัตน์ยังเปิดบ้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากนมแพะทั้งนมพร้อมดื่ม โยเกิร์ตพร้อมดื่ม (อร่อยมาก) โลชั่น และแชมพู รวมถึงมีโฮมสเตย์ให้พักผ่อนมองแพะกินหญ้า

อย่างไรก็ตาม ภูเก็ตไม่มีดีแค่ทะเล ซึ่งนอกจากวิถีชีวิตผู้คนยังหมายรวมถึงธรรมชาติและสัตว์ป่าอย่าง ชะนี ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสัตว์ป่าอาศัยอยู่บนเกาะภูเก็ต แต่เมื่อราว 50 ปีที่แล้วพวกมันถูกล่าอย่างหนักเพื่อจับไปโชว์ให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปตามชายหาดและบาร์จนทำให้พวกมันสูญพันธุ์

กระทั่งเมื่อมีการออกกฎหมายพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ปี 2535 ทำให้มีผู้ครอบครองจำนวนมากนำชะนีมามอบให้ภาครัฐเนื่องจากเกรงกลัวความผิด ทางมูลนิธิช่วยชีวิตสัตว์ป่าแห่งประเทศไทยจึงเข้ามาช่วยเหลือชะนีเหล่านั้นให้ได้กลับคืนสู่ธรรมชาติ และเกิดเป็น “โครงการคืนชะนีสู่ป่า” ขึ้นเป็นครั้งแรกของประเทศไทย

จุดมุ่งหมายของโครงการ เพื่อช่วยเหลือ ดูแลสุขภาพ ฟื้นฟู และฝึกชะนีที่ถูกทอดทิ้งให้กลับมามีสัญชาตญาณสัตว์ป่าก่อนปล่อยกลับสู่ธรรมชาติในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาพระแทว ป่าดิบชื้นที่สมบูรณ์ที่สุดผืนสุดท้ายของภูเก็ต

รวมถึงให้การศึกษาเชิงอนุรักษ์และรณรงค์ต่อต้านการถ่ายรูปคู่กับสัตว์ป่าอย่างผิดกฎหมายให้แก่นักเรียนและนักท่องเที่ยวไทยทั้งไทยและต่างชาติ

หลังจากความพยายามมากกว่า 25 ปี โครงการสามารถฟื้นฟูประชากรชะนีมือขาวที่เคยสูญพันธุ์ไปจากป่าให้กลับมากู่ก้องเสียงร้องทั่วผืนป่าทวงบัลลังก์ราชินีแห่งพงไพรบนเขาพระแทวอีกครั้ง และพวกมันยังสามารถสืบพันธุ์เพิ่มพูนจำนวนประชากรในป่า

นักวิทยาศาสตร์และนักอนุรักษ์ทั่วโลกต่างยอมรับและยกย่องให้เป็นโครงการต้นแบบที่ช่วยเหลือ อนุรักษ์ และฟื้นฟูประชากรชะนีที่ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนและดีที่สุดในโลก

แม้ภูเก็ตจะถูกโปรโมทให้เป็นจุดหมายปลายทางระดับลักซ์ชัวรี่ แต่ความหมายที่แท้จริงของคำว่าลักซ์ชัวรี่คืออะไร? ในยุคนี้ที่คนมีเงินต้องการหาประสบการณ์แปลกใหม่ ท้าทาย มีเอกลักษณ์ และมีเรื่องราวที่น่าสนใจ

โลคัลจึงอาจหมายถึง “ลักซ์ชัวรี่ยุคใหม่” ได้อย่างไม่ผิดแผกแต่อย่างใด

นิยามใหม่นี้จะส่งผลดีไปถึงชุมชนรากหญ้าและผู้ประกอบการตัวเล็กตัวน้อยที่ต้องต่อสู้กับตลาดใหญ่ที่รุนแรง รวมถึงยังส่งผลดีไปถึงตัวนักท่องเที่ยวที่จะได้เห็นภูเก็ตทั้งสองแบบ

ทั้งภาพจำและภาพจริงที่หาชมได้ “ไม่” ยาก เพียงต้องแง้มม่านประเพณีออกมาดู

………..ใต้ภาพ……….

00(รูปเปิด) บ้านคนภูเก็ตเสมือนจริงในพิพิธภัณฑ์เพอรานากัน

03 ไข่มุกธรรมชาติ เครื่องประดับล้ำค่าของชาวภูเก็ต

04 เจ้าหน้าที่ฟาร์มไข่มุกโชว์วิธีหามุกในตัวหอย

05 เครื่องประดับสุดประณีตของเจ้าสาวย่าหยา

06 ห้องนิทรรศการจัดแสดงชุดพื้นเมืองของชาวภูเก็ต

07 โกโป้สาธิตการตีเหล็กด้วยอุปการณ์ดั้งเดิม

08 บรรยากาศเมืองเก่าภูเก็ต

09 อาคารเก่าบนถนนถลางถูกปรับโฉมเป็นร้านค้า

10 ชะนีสีทองในโครงการคืนชะนีสู่ป่า เขาพระแทว

11 นักท่องเที่ยวต่างชาติเยี่ยมชมเหล่าชะนีที่ถูกเลี้ยงดูอย่างปลอดภัย

12 การรีดนมแพะ

13 ถึงเวลาให้อาหารแกะในโรงเรือน

14 สับปะรดลอยแก้วหวานชื่นใจกลางไร่สับปะรด

15 ปล่องไฟลำเลียงควันในบ้านตีเหล็ก

16 สับปะรดภูเก็ตหวานกรอบเป็นเอกลักษณ์

17 เครื่องมือช่างฝีมือการตีเหล็กของโกโป้

 

พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา เรียนรู้ชีวิตที่หลากหลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤศจิกายน 2560 เวลา 10:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/524881

พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา เรียนรู้ชีวิตที่หลากหลาย

 โดย/ภาพ โยโมทาโร่

พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกันกับพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ คลอง 5 รังสิต จ.ปทุมธานี ผู้คนส่วนใหญ่เมื่อมาถึงที่นี่ก็มักจะมาเที่ยวชมที่อาคารทรงลูกบาศก์ ไอคอนด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศไทย แต่ความจริงแล้วยังมีอีกส่วนการจัดแสดงที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ก็คือ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา สถานที่เรียนรู้สิ่งมีชีวิตอันแสนหลากหลาย

การเดินทางมาที่พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยานี้ หากมาทางถนนวิภาวดี-รังสิต วิ่งผ่านมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เลี้ยวซ้ายผ่านวัดพระธรรมกาย อ.คลองหลวง-หนองเสือ ถึงทางแยก แยกซ้ายไปหนองเสือ ให้เลี้ยวขวาไปพิพิธภัณฑ์ฯ ระยะทาง 2 กม. พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ฯ อยู่ซ้ายมือ อีกเส้นทางหนึ่งก็คือใช้ถนนรังสิต-นครนายก ใกล้จะถึงสะพานคลอง 5 ให้ชิดซ้าย ตามป้ายบอกทางไปเทคโนธานี พิพิธภัณฑ์เปิดในวันอังคาร-วันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 09.30-16.00 น. และวันเสาร์-วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.30-17.00 น. หรือโทรสอบถามได้ที่ 02-577-9999

เราแนะนำว่าหากต้องการจะเที่ยวชมให้ตัวอย่างเต็มอิ่มให้เดินทางเที่ยวชมตั้งแต่เปิดทำการ เพราะที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีทั้งกิจกรรมและส่วนจัดแสดงให้เด็กๆ ได้ทดลองเล่นมากมาย เฉพาะอาคารหลักคุณอาจจะต้องใช้เวลาถึง 3 ชั่วโมงกว่าจะเที่ยวชมได้ครบทุกส่วน ส่วนการซื้อบัตรนั้นเด็กเข้าฟรี ผู้ใหญ่เสียค่าเข้าอาคารละ 50 บาท หรือจ่ายเหมา 3 อาคารในราคา 100 บาทหากต้องการชมการแสดงทางวิทยาศาสตร์และนิทรรศการพิเศษเสียเพิ่มอีก 150 บาท แต่ด้วยพื้นที่นี้มีหลายอาคาร และส่วนจัดแสดงที่ใหญ่มากเราแนะนำให้แบ่งวันเที่ยวชม

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

แต่วันนี้เราจะพาชมที่พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา ซึ่งเริ่มก่อตั้งมาตั้งแต่ พ.ศ. 2502 โดยความร่วมมือของสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย ดร.ประดิษฐ์ เชี่ยวสกุล และ นพ.บุญส่ง เลขะกุล นี่เป็น 1 ใน 4 ขององค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ เราอาจจะได้เห็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาในหลายๆ พื้นที่ ซึ่งจะมีความร่วมมือในการศึกษาชีววิทยาในแต่ละพื้นที่และแลกเปลี่ยนความรู้และการจัดแสดงกันด้วย

ส่วนที่คลอง 5 นี้ถือได้ว่าเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูล และจัดแสดงนิทรรศการทางธรรมชาติวิทยาที่สมบูรณ์แบบที่สุดแห่งแรกของไทย บนเนื้อที่กว่า 1,100 ตร.ม. จัดแสดงตั้งแต่การกำเนิดโลกสิ่งมีชีวิต ที่ต้องอาศัยการวิวัฒนาการผ่านช่วงเวลาอันยาวนานมาถึงสิ่งมีชีวิตในยุคปัจจุบัน ถ้าเดินครบทั้ง 3 อาคารจัดแสดง เราก็จะเห็นได้ว่าทุกอาคารจะเริ่มตั้งแต่การกำเนิดโลกเหมือนๆ กัน แต่แยกย่อยออกเป็นสายความรู้เฉพาะทางต่างหาก

ในส่วนแรก เรื่อง การกำเนิดโลก เราจะได้เห็นรูปปั้นไดโนเสาร์ขนาดพอๆ กับของจริงๆ จัดแสดงเรียกความสนใจเด็กๆ อยู่ด้านหน้าโดยเฉพาะภูเวียงซอรัส ไดโนเสาร์ที่ค้นพบในแผ่นดินไทย หากเคยสงสัยว่าอะไรที่ทำให้เราแตกต่างไปจากสิ่งไม่มีชีวิตบ้าง คำตอบอย่างเป็นทางการตามหลักวิทยาศาสตร์ คือ คุณสมบัติพื้นฐาน 9 ประการ ที่ทำให้สิ่งมีชีวิตแตกต่างไปจากสิ่งไม่มีชีวิตมาหาคำตอบได้จากที่นี่กัน

จากนั้น เราจะเดินผ่านตู้จัดแสดงถึงวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตที่ผ่านมาในยุคสมัยต่างๆ ผ่านอุโมงค์แห่งกาลเวลา ที่ประกอบไปด้วยตู้ 4 ตู้ ลอยตัวอยู่ขนานกัน คือ ตู้แสดงยุคก่อนแคมเบรียน ตู้แสดงมหายุคโบราณ ตู้แสดงมหายุคกลาง และตู้แสดงมหายุคปัจจุบัน เป็นการจัดแสดงแบบจำลองในตู้อย่างสวยงาม

จนมาถึงส่วนสุดท้าย ก็คือ ส่วนความหลากหลายทางชีวภาพ เราจะต้องเดินผ่านทั้ง 5 อาณาจักร ตั้งแต่อาณาจักรแบคทีเรีย อาณาจักรสัตว์เซลล์เดียว อาณาจักรเห็ดรา อาณาจักรพืช และอาณาจักรสัตว์ ส่วนมากแล้วจะจัดแสดงเป็นโมเดลและแผ่นให้ความรู้ในแต่ละส่วน แต่ถ้าไม่เข้าใจตรงจุดไหนก็จะมีเจ้าหน้าที่ประจำโซนที่เราสามารถเข้าไปสอบถามให้อธิบายความรู้เพิ่มเติมได้

ตรงนี้ถือว่าเป็นข้อดี อาจจะสิ้นเปลืองกำลังเจ้าหน้าที่ไปบ้าง แต่ประชาชนทั่วไปที่เดินเข้าชมโดยไม่ได้มาเป็นหมู่คณะหรือจองล่วงหน้า จะได้รับความรู้อย่างเท่าเทียม ซึ่งมีหลายส่วนที่ไม่สามารถอธิบายได้ชัดเจนผ่านการอ่าน และในช่วงที่เราเยี่ยมชมนั้นก็มีการจัดแสดงนิทรรศการสารพัดพิษ เป็นนิทรรศการชั่วคราวให้ความรู้เรื่องพิษต่างๆ ทั้งจากพืชและสัตว์ ทำให้เราเห็นว่าแม้ในสัตว์ที่ไม่น่ามีพิษภัย เช่น กบ แต่ถ้าเป็นกบที่มีลวดลายสีสันสวยงามแล้วละก็ จัดเป็นกบที่มีพิษสงไม่เบาเลยทีเดียว

นี่ละที่เป็นเสน่ห์ของการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในการศึกษาสิ่งอันตรายต่างๆ เพื่อนำมาใช้ให้ปลอดภัย ดังนั้นใครที่ยังไม่เคยมาเที่ยวชมอาคารพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา ชอบเรียนรู้เรื่องสัตว์ต่างๆ ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

 

ชมทุ่งสีทองของ ดอกบัวตอง บนดอยแม่อูคอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 พฤศจิกายน 2560 เวลา 09:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/523619

ชมทุ่งสีทองของ ดอกบัวตอง บนดอยแม่อูคอ

ถึงคราวฤดูหนาวเวียนเข้ามาทายทักกันแล้วครับ นั่นหมายถึงช่วงเวลาแห่งการเดินทางท่องเที่ยวปีนภูพิชิตหนาวก็มาเยือนอีกครา เอาเป็นว่าหากใครยังไม่มีหมุดหมายการเดินทาง ผมขอแนะนำให้มาท่องเที่ยวที่ จ.แม่ฮ่องสอน กันสักครั้งแล้วคุณจะรู้สึกประทับใจไม่รู้ลืม

หนึ่งในหมุดหมายที่ถือเป็นไฮไลต์ของ จ.แม่ฮ่องสอน ถ้ามาแล้วไม่ได้ไปเยือนถือว่าไม่ถึงเชียวนะครับ นั่นก็คือทุ่งบัวตองบนดอยแม่อูคอ อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน นั่นเองล่ะครับ

ในพื้นที่ภาคกลางมีดอกทานตะวันเบ่งบานรับแสงอาทิตย์ ในขณะเดียวกันพื้นที่ทางแถบภาคเหนือของเราก็จะมีดอกบัวตองเป็นดอกไม้คู่บ้านคู่เมืองกันล่ะครับ

ดอกบัวตอง หรืออีกชื่อที่หลายคนอาจจะไม่คุ้นหูนั่นก็คือ ดอกทานตะวันหนู หรือ Maxican Sunflower Weed เป็นพืชในตระกูลทานตะวันขนาดเล็ก มีถิ่นกำเนิดจากประเทศเม็กซิโกและทวีปอเมริกากลาง ก็ไม่รู้ว่ามันแพร่กระจายเดินทางไกลข้ามโพ้นข้ามทะเลมาผลิบานบนขุนเขาแดนดอยของเมืองไทยได้อย่างไรกัน

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

พืชประเภทนี้จัดเป็นวัชพืชที่ขึ้นปกคลุมพื้นที่ป่าอันเสื่อมโทรม สามารถแพร่กระจายพันธุ์ไปได้อย่างรวดเร็ว ลำต้นสูงได้ถึงราว 5 เมตร ใบมีลักษณะเป็นใบเดี่ยว มีขอบหยัก ดอกมีลักษณะคล้ายดอกทานตะวันแต่มีขนาดเล็กกว่า มีกลีบดอกสีเหลืองสดราว 12-14 กลีบ ชอบขึ้นอยู่ในระดับความสูงราว 800 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลางขึ้นไป โดยพื้นที่บนดอยแม่อูคอ เขต อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน นั้น นับเป็นบริเวณที่มีดอกบัวตองผลิบานเป็นบริเวณกว้างใหญ่ที่สุด ซึ่งตั้งอยู่ในระดับความสูงราว 1,600 เมตรจากระดับน้ำทะเล เหมาะแก่การเจริญเติบโตของเจ้าดอกบัวตองแสนสวยอย่างยิ่ง

บริเวณรอบข้างของเทือกดอยแม่อูคอนั้น จะเป็นพื้นที่ที่มีสภาพเป็นเทือกดอย ที่ถูกถางทำไร่เลื่อนลอยมาก่อนจนโล่งเตียนกลายเป็นดอยหัวโล้น ในที่สุดก็ถูกบัวตองขึ้นครอบคลุมทั่วพื้นที่ บางส่วนก็ได้มีการปลูกป่าโตเร็วอย่างเช่น ไม้สนเพื่อฟื้นฟูพื้นที่โดยหน่วยงานของรัฐ แต่ก็ยังคงมีพื้นที่สำหรับทุ่งบัวตองให้ชมอย่างกว้างไกลสุดตา

ทุ่งดอกบัวตองบนดอยแห่งนี้มีพื้นที่ครอบคลุมเป็นเขากว้างประมาณ 1,000 ไร่ อยู่ในความรับผิดชอบของโครงการพัฒนาป่าไม้ที่สูง หน่วยที่ 5 กองอนุรักษ์ต้นน้ำ ดอกบัวตองที่นี่เมื่อบานพร้อมๆ กัน ซึ่งเจ้าดอกบัวตองจะขับขานแข่งกันเบ่งบานทักทายอากาศหนาวกันในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. ซึ่งเราจะเห็นสีเหลืองอร่ามของเจ้าดอกบัวตองปกคลุมทั่วทั้งภูเขา จนกลายเป็นอีกหนึ่งสีสันที่มาพร้อมกับการมาเยือนของฤดูหนาว

เมื่อเดินขึ้นไปยังดอยแม่อูคอแล้ว เราจะสามารถชมวิวได้ทั่ว มีศาลาชมวิวที่สร้างขึ้นไว้รองรับนักท่องเที่ยวอยู่หลายแห่ง ซึ่งจากศาลาชมวิวสามารถมองเห็นทุ่งดอกบัวตองได้ 360 องศา นอกจากนี้ในระหว่างทางยังสามารถชมดอกบัวตองอย่างใกล้ชิดอีกด้วย

ทั้งนี้ ผู้สนใจจะมาชมความงดงามของทุ่งดอกบัวตอง ณ ดอยแม่อูคอ แห่งนี้ยังจะสามารถเลือกเที่ยวชมแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่ใกล้เคียง เช่น น้ำตกแม่อูคอ น้ำตกแม่ยวมหลวง และน้ำตกแม่สุรินทร์ หรือท่านใดที่ต้องการกางเต็นท์หรือเช่าเต็นท์เพื่อพักค้างคืนบนดอย

สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่

-ที่ว่าการอำเภอขุนยวม หมายเลขโทรศัพท์ 053-691-108

-กองอำนวยการฯ 08-1039-0486

-การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานแม่ฮ่องสอน หมายเลขโทรศัพท์ 053-612-982-3