ท่องเที่ยวอุทยานแห่งอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ก.พ. 2560 12:05

โดย National Geographic 28 ก.พ. 2560 16:02

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/863437

บนผืนดินแคบๆ ยาว 60 กิโลเมตร นอกชายฝั่งรัฐแมริแลนด์และเวอร์จิเนีย อุทยานชายฝั่งแห่งชาติเกาะแอสซาทีก (Assateague Island National Seashore) ค่อยๆ เคลื่อนไปทางตะวันตกทีละน้อย ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา เฮอร์ริเคนและพายุน้อยใหญ่พัดพาทรายจากชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ ข้ามเกาะไปถมหนองน้ำที่อยู่ริมชายฝั่งอีกด้านหนึ่ง ส่งผลให้เกาะขยับเข้าใกล้ฝั่งมากขึ้นเรื่อยๆ“เจ๋งใช่ไหมล่ะครับ” อิชเมล เอนนิส พูดขึ้น “วิวัฒนาการไงครับ!” เขายิ้มให้ชายหาดเบื้องหน้าที่มีตอไม้ กิ่งก้านหงิกงอ และเศษพีตกระจายอยู่ทั่วไป ทั้งหมดนี้คือร่องรอยของหนองน้ำซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของชายฝั่งด้านตะวันตกของเกาะ ก่อนพายุจะพัดทรายมาทับถม บัดนี้หนองน้ำปรากฏให้เห็นอีกครั้งทางตะวันออก เมื่อเกาะเคลื่อนขยับไปเรื่อยๆ
อุทยานแห่งชาติเอเวอร์เกลดส์, รัฐฟลอริดา – อัลลิเกเตอร์พันธุ์อเมริกันรอเหยื่อที่ก้นบึงสนไซเปรสทางเหนือของเอเวอร์เกลดส์ เมื่อระดับทะเลที่สูงขึ้นผลักดันน้ำเค็มให้รุกล้ำเข้ามาในบึง อัลลิเกเตอร์อาจถูกจระเข้ซึ่งขับเกลือส่วนเกินผ่านทางลิ้นได้ เข้ายึดครองถิ่นอาศัยแทนเอนนิสผู้เพิ่งเกษียณจากการเป็นหัวหน้าฝ่ายซ่อมบำรุงประจำอุทยาน เผชิญพายุที่นี่มานักต่อนัก จะว่าไปแล้ว อุทยานชายฝั่งแห่งนี้ก่อตัวขึ้นจากพายุน้อยใหญ่ที่พัดในแนวตะวันออกเฉียงเหนือ ย้อนหลังไปเมื่อเดือนมีนาคม ปี 1962 พายุใหญ่พัดถล่มแอสซาทีกพร้อมกับลบชื่อของโอเชียนบีช รีสอร์ตตากอากาศใหม่เอี่ยม โดยทำลายถนนและอาคาร 30 หลังแรก รวมทั้งความฝันของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เจ้าของโครงการให้พังภินท์ นักอนุรักษ์อาศัยโอกาสนี้เสนอให้รัฐสภาออกกฎหมายปกป้องพื้นที่ส่วนใหญ่บนเกาะในฐานะส่วนหนึ่งของระบบอุทยานแห่งชาติเมื่อปี 1965 ทุกวันนี้ แอสซาทีกคือเกาะสันดอนปลอดโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ยาวที่สุดริมชายฝั่งของรัฐแถบแอตแลนติกตอนกลาง โด่งดังเรื่องม้าแคระป่า แหล่งดูดาวโล่งไร้สิ่งกีดขวาง และทัศนียภาพเงียบสงบของมหาสมุทร

นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีแนวโน้มจะทำให้พายุรุนแรงขึ้น ระดับทะเลสูงขึ้น และการเคลื่อนสู่ตะวันตกอย่างเนิบช้าของเกาะแอสซาทีกอาจเร็วขึ้น เอนนิสรู้จักเกาะนี้ดีพอที่จะเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นเริ่มขึ้นแล้ว ที่ปลายเกาะด้านใต้ พายุพัดทำลายลานจอดรถไปหกครั้งในรอบสิบปี ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวถูกซัดพังสามครั้ง

อุทยานชายฝั่งแห่งชาติแหลมแฮตเทอรัส, รัฐนอร์ทแคโรไลนา – ภาพถ่ายเส้นใยสาหร่ายที่กำลังเติบโตในบริเวณซึ่งปกติเป็นพื้นดินแห้งๆ ณ จุดกางเต็นท์เคปพอยต์บนเกาะแฮตเทอรัส ภาพนี้ถ่ายใต้น้ำในช่วงสี่วันของฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา หางพายุโซนร้อนบอนนีทำให้ฝนตกบนเกาะเกือบ 35 เซนติเมตร หรือราวหนึ่งในสี่ของปริมาณฝนเฉลี่ยในแต่ละปีเอนนิสผู้มีหัวในการประดิษฐ์คิดค้น ตระหนักว่าสถานการณ์นี้ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ทางเครื่องจักรกล เขากับเพื่อนร่วมงานและสถาปนิกของอุทยานช่วยกันปรับแต่งห้องส้วม ห้องน้ำ และห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าริมหาด ให้สามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างรวดเร็วก่อนพายุจะพัดเข้ามา พวกเขาทดลองใช้วัสดุต่างๆ ทำพื้นผิวลานจอดรถ จนมาลงเอยที่เปลือกหอยกาบโปร่งๆ มีรูพรุน เนื่องจากซ่อมแซมง่ายและใช้รถเกลี่ยดินดันไปไว้ที่ใหม่ได้หากจำเป็น “ต้องพึ่งสิ่งที่เรียกกันว่า ‘วิศวกรรมแบบบ้านๆ’ มหาศาลเชียวครับ” เอนนิสบอกพลางกลั้วหัวเราะ “ตอนนั้นเราไม่ได้คิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเลยครับ เราทำเพราะสถานการณ์บังคับ”

การปรับเปลี่ยนและประยุกต์ง่ายๆ เหล่านี้ขยายไปสู่สิ่งที่กว้างกว่า ตอนนี้แอสซาทีกเป็นหนึ่งในอุทยานแห่งชาติแห่งแรกๆ ของสหรัฐฯ ที่พูดถึงและยอมรับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเปิดเผย อุทยานชายฝั่งแห่งนี้จะไม่ฝืนต้านสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่จะปรับตามจังหวะการขยับของเกาะ และย้ายโครงสร้างต่างๆ ตามผืนทราย

อุทยานแห่งชาติเกลเชียร์, รัฐมอนแทนา – แสงยามอรุณรุ่งอาบไล้ผาการ์เดนวอลล์ สันหินที่สลักเสลาขึ้นจากธารน้ำแข็งในสมัยน้ำแข็ง ธารน้ำแข็งกรินเนลล์เคยปกคลุมทั่วแอ่งที่เห็นเบื้องล่างก่อนหดตัวลง ไม่ต่างจากธารน้ำแข็งส่วนใหญ่ในโลกที่อบอุ่นขึ้น นับตั้งแต่ปี 1850 ธารน้ำแข็งกรินเนลล์สูญเสียพื้นผิวไปแล้วมากกว่าร้อยละ 75นับตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา นักวิทยาศาสตร์เริ่มยอมรับว่า การเปลี่ยนแปลงรูปแบบใหม่กำลังเกิดขึ้น ธารน้ำแข็งในอุทยานแห่งชาติเกลเชียร์หดตัวลง ไฟป่าในอุทยานแห่งชาติซีคัวยาขยายวงกว้างขึ้น และอุทยานริมชายฝั่งก็เริ่มสูญเสียพื้นที่เมื่อระดับทะเลสูงขึ้น ไม่นานหลังขึ้นศตวรรษใหม่ นักวิจัยที่อุทยานแห่งชาติเกลเชียร์ประกาศว่า พอถึงปี 2030 มีแนวโน้มว่า กระทั่งธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในอุทยานก็อาจมลายหายไป

กรมอุทยานแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ National Park Service ซึ่งจัดตั้งขึ้นครบหนึ่งร้อยปีเมื่อปีที่ผ่านมา หลีกเลี่ยงการพูดถึงเรื่องนี้อยู่พักใหญ่ ป้ายสื่อความหมายธรรมชาติที่อุทยานแห่งชาติเกลเชียร์เอ่ยถึงอุณหภูมิที่สูงขึ้นเพียงย่อๆ เจ้าหน้าที่อุทยานไม่ยอมพูดถึงสาเหตุ เพราะถือเป็นเรื่องอ่อนไหวทางการเมือง แต่ปัญหานี้ล้ำลึกกว่าเรื่องการเมืองอันผิวเผิน ผู้คนมาอุทยานแห่งชาติเพื่อพบกับสิ่งอันเป็นนิรันดร์ หรือขอเพียงได้เห็นธรรมชาติในสภาวะที่มั่นคง “ไม่ถูกทำลาย” เพียงชั่วแวบหนึ่ง แม้จะเป็นภาพลวงตาก็ตาม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้กรมอุทยานนำเสนอภาพมายานี้ได้ยากขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่มีใครรู้ว่า อุทยานแห่งชาติควรนำเสนออะไรแทนกันแน่

อุทยานแห่งชาติโอลิมปิก, รัฐวอชิงตัน – ดาวทะเลสีเหลืองผู้โดดเดี่ยวในดงดอกไม้ทะเลยักษ์สีเขียว กำลังกินหอยแมลงภู่กับเพรียง นับตั้งแต่ปี 2013 ดาวทะเลที่อาศัยอยู่ตามแนวชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกตายลงอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นักวิทยาศาสตร์คาดว่า น้ำทะเลที่อุ่นขึ้นทำให้ความต้านทานโรคของดาวทะเลลดลงเมื่อปี 2009 ผู้อำนวยการกรมอุทยาน โจนาทาน จาร์วิส ตั้งคณะกรรมาธิการที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก เพื่อเสนอเป้าหมายชุดใหม่ให้กรมอุทยาน โดยเน้นการบริหารจัดการเพื่อรับมือกับ “การเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องซึ่งยังไม่เป็นที่เข้าใจนัก” และพยายามปกปักรักษา “บูรณภาพทางนิเวศวิทยาและความถูกต้องแท้จริงทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์” นักท่องเที่ยวจะได้รับ “ประสบการณ์แห่งความเปลี่ยนแปลง” แทนภูมิทัศน์อันงดงามคงที่ แต่บางทีสิ่งสำคัญที่สุดคือ อุทยานต่างๆ จะ “ก่อตัวเป็นแกนกลางของการอนุรักษ์ภูมิทัศน์ทางบกและทางทะเลแห่งชาติ” โดยจะไม่ถูกบริหารจัดการแบบแยกส่วน แต่เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายพื้นที่อนุรักษ์

ที่มา – National Geographic
www.ngthai.com
www.facebook.com/NationalGeographicThailand

นั่งชิลชั้นดาดฟ้า! สแกนแหล่งแฮงค์เอาต์หรูสไตล์โมเดิร์น ‘บรูว์สกี้’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ก.พ. 2560 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/863944

เลิกงานแล้วไปไหนดีน้าาาา ติ๊กต่อกๆๆ คิดไม่ออกอ่าน คู่มือคนเมืองไทยรัฐออนไลน์สิจ๊ะ วันนี้เราขอพาไปนั่งชิลๆ ชมวิวดีๆกันใจกลางกรุง บอกเลยว่าฟินจ้า ใครคอเบียร์ก็แนะนำให้ชวนเพื่อนฝูงมาแฮงค์เอาต์กันหลังเลิกงาน ส่วนใครไม่ใช่นักดื่มก็มากินอาหารอร่อยๆ และเสพวิวสวยๆ กันที่นี่ ‘บรูว์สกี้’ รับรองจะติดใจ… 
บรูว์สกี้แหล่งแฮงค์เอาต์สุดหรู

บรูว์สกี้ นับเป็นแหล่งแฮงค์เอาต์สุดหรูแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ตั้งอยู่ภายในโรงแรมเรดิสันบลู พลาซ่า กรุงเทพ โรงแรมระดับห้าดาวใจกลางเมืองบนถนนสุขุมวิท ซึ่งออกแบบตกแต่งด้วยสไตล์ร่วมสมัย โดย “P49 Design” เจ้าของรางวัลชนะเลิศด้านการออกแบบ เพื่อให้คุณได้มาสัมผัสประสบการณ์ที่แตกต่างสำหรับการผ่อนคลายหลังเลิกงานหรือวันหยุด ได้ทั้งกลางวันและกลางคืนตลอดสัปดาห์ บน Rooftop ซึ่งเป็นทำเลที่สุดแสนเพอร์เฟกต์ ซึ่งบอกเลยว่ายิ่งดึกที่นี่วิวจะยิ่งสวย เสียดายมากๆ ที่เรามากันเร็วตั้งแต่ร้านเปิดเลย งานนี้เลยอดเก็บรูปวิวตอนกลางคืนมาให้ได้ชมกัน

สุดยอดห้องอาหาร

บอกก่อนว่า “บรูว์สกี้” (Brewski) คราฟต์เบียร์บาร์แห่งใหม่ล่าสุดนี้เป็นหนึ่งใน 6 สุดยอดห้องอาหารที่อยู่ภายใน “เวนิวส์” (VENUES) ศูนย์รวมความอร่อยล้ำเลิศและความชิลเอาต์ระดับห้าดาว ของโรงแรมเรดิสันบลู พลาซ่า กรุงเทพ โดดเด่นอยู่บนชั้นดาดฟ้า (Rooftop) ชั้น 30 นับเป็นคราฟต์เบียร์บาร์บนชั้นดาดฟ้าที่สูงที่สุดของกรุงเทพฯ ทั้งยังได้ชมวิวเมืองที่สวยสะกดทุกสายตาอีกด้วย

ตกแต่งแบบร่วมสมัย

บรูว์สกี้ ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ร่วมสมัย ให้ได้ดื่มด่ำคราฟต์เบียร์แบบชิลๆ นอกจากนี้ “บาร์” ของบรูว์สกี้ยังออกแบบให้มีลักษณะเฉพาะ ด้วยการฝังด้วยหัวจ่ายเบียร์เคลือบทองแดง (Copper Beer Tower) ขนาดใหญ่ใจกลางบาร์ พร้อมระบบหล่อเย็นล้ำสมัย ที่สามารถรินคราฟต์เบียร์กว่า 12 ชนิดทั่วโลก จากแท็ปสู่แก้วด้วยอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับนักดื่มกรุงเทพฯ

ชาวต่างชาตินิยมมานั่งชิล

5 เมนูเด็ดห้ามพลาด 

นอกจากนั้น วันนี้เราขอพาไปชิมกับเมนูเก๋ๆ อาหารรสเลิศ ที่รังสรรค์โดยสุดยอดเชฟโทมัส สมิธ

เมนูแรก : Brewski Burger (490 บาท) 

Brewski Burger

เบอร์เกอร์เนื้อชิ้นใหญ่เต็มปากเต็มคำ ใส่เชดด้าชีส มะเขือเทศ หอมหัวใหญ่ เบคอน และผักร็อกเก็ต เพิ่มรสชาติด้วยมัสตาร์ดบัลซามิกสูตรของทางร้าน เสิร์ฟพร้อมกับเฟรนช์ฟรายส์และซอสพริก
 กินไปฟินไปค่ะคุณ

เมนูที่ 2 : Double Dog (680 บาท)

Double Dog

เมนูอลังการทานได้หลายคน

เมนูนี้ดูอลังการแปลกตาทีเดียว อาหารสไตล์ตะวันตก ขนมปังไส้กรอกย้าวยาว มีให้คุณได้เลือกทานกันถึงสองรสชาติ ได้แก่ ชิกเก้นแฟรงก์เฟิร์ตกับรสไก่กะเพรา ราดด้วยซอสมายองเนสผสมกับมัสตาร์ด แล้วโรยด้านบนด้วยมะเขือเทศหั่นเต๋า เราให้สามคำเลย ‘อร่อยอะ’

เมนูที่ 3 : IPA PATE ตับบด (300 บาท)

IPA PATE ตับบด

ใครชอบตับบดต้องลองสักครั้ง ตับไก่บดผสมเบเคอน แปลกใหม่ตรงชั้นบนเป็นเบียร์เจลลี่มีความดึ๋งดั๋ง เสิร์ฟพร้อมกับขนมปังกรอบและซอสรสแอปเปิ้ล

เมนูที่ 4 : GAI YANG ไก่ย่าง (200 บาท)

อาหารใส่ปิ่นโตเก๋ๆ

เมนูง่ายๆ แต่เก๋ ไก่ย่างข้าวเหนียวน้ำจิ้มแจ่ว

เมนูนี้เป็นเมนูธรรมดาไก่หมักย่างไฟอ่อน แต่เก๋ตรงเสิร์ฟในเถาปิ่นโต พร้อมน้ำจิ้มแจ่วและข้าวเหนียว ดูน่ารักน่ากิน เราเชื่อว่าชาวต่างชาติต้องชอบและประทับใจในเมนูนี้แน่นอน

เมนูที่ 5 : Beeramisu (290 บาท) 

เมนูของหวาน

ทานของคาวกันไปแล้ว เมนูสุดท้ายเป็นของหวาน ทีรามิสุที่เปลี่ยนจากบรั่นดีกับคอนยัคเป็นเบียร์ โรยด้านบนด้วยผงโกโก้ เพื่อให้ตัดด้วยรสขมเบาๆ ความขมความหวานดูเข้ากันอย่างไม่น่าเชื่อ ใครอยากลองต้องไปนะจ๊ะ

วิวดียิ่งดึกยิ่งดี

“เขื่อนภูมิพล เขื่อนพระราชา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ 26 ก.พ. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/867147

ทัศนียภาพบริเวณอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล.เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเทิดพระเกียรติพระอัจฉริยภาพด้านวิศวกรรม ในการพัฒนาแหล่งน้ำ เขื่อน และพลังงาน ที่สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น ควบคู่กับการอนุรักษ์ด้านสิ่งแวดล้อม ที่สร้างประโยชน์สุขให้ประชาชนและสร้างความเจริญให้กับประเทศชาติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้จัดทำโครงการ “กฟผ.น้อมสืบสานปณิธานของพ่อ ชวนชาวไทยร่วมสานต่อ 9 พระราชปณิธานเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน”

9 พระราชปณิธาน ที่ กฟผ.ได้น้อมนำมาเป็นหลักในการจัดทำโครงการต่างๆ ได้แก่ พระราชปณิธานด้านการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ด้านการประดิษฐ์และนวัตกรรม ด้านการดูแลรักษาป่าและน้ำ ด้านความพอเพียงและการเอาชนะความยากจน ด้านการดูแลชาวนา ด้านการศึกษา ด้านการประหยัด ด้านการเสียสละและการให้ทานและพระราชปณิธานด้านการส่งเสริมให้เป็นคนดี

ภายใต้โครงการหลัก มีโครงการย่อยๆมากมายหลายโครงการ ส่วนหนึ่งได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปีที่แล้ว และมีหลายโครงการที่จะทำในปีนี้และทำต่อเนื่องไปโดยตลอด

เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ผมได้มอบหมายให้ คุณยอดมนู ภมรมนตรี และทีมงานรายการครอบจักรวาล เดินทางไปถ่ายทำรายการที่ เขื่อนภูมิพล เกี่ยวกับกิจกรรมใน โครงการ “ตามรอยเขื่อนพระราชา” ซึ่งเป็นโครงการย่อยโครงการหนึ่งในการสืบสานพระราชปณิธานด้านการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

เขื่อนภูมิพล เขื่อนพระราชา.คุณธนรัชต์ ภุมมะกสิกร ผู้ช่วยผู้ว่าการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ กฟผ. ได้ให้ข้อมูลว่า เขื่อนภูมิพลนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการบริหารจัดการน้ำในประเทศไทย ทำให้ประชาชนได้มีน้ำเพื่อใช้ในการเกษตร การชลประทาน เพื่อการอุปโภคและบริโภค ได้มีไฟฟ้าเพื่อการพัฒนาประเทศไปสู่อุตสาห-กรรม ทำให้ชาวบ้านได้มีอาชีพด้านการเกษตร การประมง การท่องเที่ยว และในด้านสิ่งแวดล้อม เมื่อมีเขื่อนแล้วก็มีการดูแลรักษาป่าต้นน้ำอย่างต่อเนื่อง

“เขื่อนภูมิพล” เป็นเขื่อนอเนกประสงค์แห่งแรกของประเทศไทย สร้างปิดกั้นลำน้ำปิงที่บริเวณเขาแก้ว อำเภอสามเงา จังหวัดตาก เริ่มก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ.2496 เดิมชื่อ “เขื่อนยันฮี” พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา ภูมิพลอดุลยเดช ทรงให้ความสนพระทัยนับแต่เริ่มดำเนินการก่อสร้าง และได้พระราชทานพระ ปรมาภิไธยให้เป็นชื่อเขื่อนว่า “เขื่อนภูมิพล” เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ.2500

แบบจำลองเขื่อนภูมิพล จัดแสดงในอาคารเฉลิมพระเกียรติ.พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช ได้เสด็จพระราชดำเนินวางศิลาฤกษ์การก่อสร้าง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2504 และเสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดเขื่อน เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ.2507

เขื่อนภูมิพล มีลักษณะเป็นเขื่อนคอนกรีตรูปโค้ง รัศมีความโค้ง 250 เมตร สูง 154 เมตร ยาว 486 เมตร ความกว้างของสันเขื่อน 6 เมตร อ่างเก็บน้ำสามารถรองรับน้ำได้สูงสุด 13,462 ล้านลูกบาศก์เมตร
นอกจากเป็นแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อการชล-ประทานและผลิตกระแสไฟฟ้า เขื่อนภูมิพล

ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดตาก ภายในบริเวณเขื่อนมีทัศนียภาพสวยงาม ทั้งในส่วนที่เป็นอ่างเก็บน้ำ และพื้นที่โดยรอบ มีสวนดอกไม้สวยงาม มีต้นไม้ยืนต้นที่พระบรมวงศานุวงศ์ทรงปลูก ได้แก่ ต้นสัก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงปลูก ต้นราชพฤกษ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ทรงปลูก เมื่อปี พ.ศ.2513 ต้นสัก สมเด็จพระเจ้า อยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงปลูก เมื่อปี พ.ศ.2511

สวนเฉลิมพระเกียรติ.

อาคารเฉลิมพระเกียรติ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้จัดแสดง นิทรรศการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ณ อาคารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนตามแนวพระราชดำริ และอาคารเฉลิมพระเกียรติ

อาคารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ตามแนวพระราชดำริ (อาคารเรือนไม้) เคยเป็นที่ประทับทรงงานและประทับแรมของ พระ บาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ปัจจุบันได้นำพระบรมฉายาลักษณ์ และของใช้ส่วนพระองค์มาจัดแสดงให้ผู้สนใจได้ชม

อาคารเฉลิมพระเกียรติสร้างขึ้นในวโรกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2542 มีการจัดแสดงนิทรรศการเรื่องราวการก่อสร้างเขื่อนภูมิพล พระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาแหล่งน้ำการเสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และพระบรม วงศานุวงศ์ พระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ทรงมีต่อการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

อาคารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน.และยังมี นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งได้จัดขึ้นในงาน “รวมใจภักดิ์ รักพ่อ สานต่อปณิธาน” รวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โครงการพระราชดำริ นิทรรศการเกี่ยวกับพระราชดำรัส พลังงานทดแทน ฝายชะลอน้ำ การจำลองวิถีชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง โครงการชีววิถี ซึ่งนิทรรศการเหล่านี้จะจัดแสดงต่อเนื่องไปตลอดหนึ่งปี ประชาชนที่เดินทางไปเที่ยวชมเขื่อนภูมิพลสามารถเข้าไปชมนิทรรศการเพื่อเก็บเกี่ยวความรู้และนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตได้เป็นอย่างดี

ฝายชะลอน้ำ กักเก็บน้ำในช่วงฤดูฝน.ในการไปถ่ายทำรายการครอบจักรวาลครั้งนี้ หลังจากชมนิทรรศการแล้ว ทีมงานรายการครอบจักรวาลยังได้ไปร่วมสร้างฝายชะลอน้ำในป่าชุมชน บ้านท่าปุยตก ตำบลย่านรี อำเภอสามเงา จังหวัดตาก เป็นหนึ่งในโครงการสืบสานพระราชปณิธานด้านการดูแลรักษาป่าและน้ำ ซึ่งทางเขื่อนภูมิพลได้ปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติตั้งแต่ปี พ.ศ.2536 และเริ่มสร้างฝายชะลอน้ำ เมื่อปี พ.ศ.2539

ฝายชะลอน้ำ มีความสำคัญในการช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้ป่า ทำให้ดินอุ้มน้ำไว้ เมื่อถึงฤดูฝน น้ำป่าไหลหลากลงมาจากภูเขา จะพาตะกอนดินมาด้วย หากไม่มีฝายคอยกั้นไว้ ตะกอนจะถูกน้ำพัดพาลงไปในแม่น้ำ ทำให้แม่น้ำตื้นเขิน แต่ถ้าช่วยกันสร้างฝายชะลอน้ำไว้ ตะกอนที่มากับน้ำจะติดอยู่บริเวณหน้าฝาย นอกจากจะช่วยให้แม่น้ำไม่ตื้นเขิน ยังทำให้ป่ามีความอุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านท่าปุยตกให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการปลูกป่า ดูแลป่าและสร้างฝายชะลอน้ำ เป็นต้นแบบที่ดี ทำให้ชุมชนใกล้เคียงร่วมกันดูแลป่าด้วย นับว่าเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่ได้อนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้และสิ่งแวดล้อม

สื่อมวลชนและชาวบ้านร่วมกันสร้างฝาย.

คณะสื่อมวลชนรับฟังการบรรยายเรื่องการสร้างฝายชะลอน้ำ.คุณกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “กฟผ.มีความภาคภูมิใจที่ได้มีโอกาสทำงานสนองเบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสมอมา ด้วยพระปรีชาสามารถที่หลากหลายนำมาซึ่งความสว่างไสวและความเจริญให้กับประเทศ ตลอดจนสร้างความผาสุกต่อพสกนิกร กฟผ.จึงขอน้อมดำเนินงานตามพระราชปณิธาน เพื่อสานต่อและเผยแพร่พระเกียรติคุณสืบไป”

ท้ายนี้ ผมขอเชิญชวนพสกนิกรชาวไทยทุกคนร่วมสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และน้อมนำแนวพระราชดำริของพระองค์ท่านมาใช้ในการดำเนินชีวิต เพื่อความผาสุกที่ยั่งยืนของตนเอง ครอบครัว สังคมและประเทศชาติสืบไป.

ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์

 

ชีวิตเรียบง่ายที่ จันทบูร เมืองเก่าริมแม่น้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย แบกกล้องเที่ยว 25 ก.พ. 2560 16:02

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/864191

หลายคนอาจได้ยินชื่อเสียงของจังหวัดจันทบุรี เป็นเมืองชายทะเล และสวนผลไม้ จนมีจัดฤดูกาลรับประทานผลไม้บุฟเฟต์ขึ้นในทุกๆ ปี แต่วันหยุดนี้แบกกล้องเที่ยวจะพาไปชมอีกหนึ่งมุมที่เงียบสงบและแฝงไปด้วยมนต์เสน่ห์ยาวนานมากว่า 300 ปีที่ “ชุมชนริมน้ำจันทบูร” มีทั้งบ้านเรือนเก่าแก่หลายแบบ ทั้งบ้านริมน้ำแบบไทย ตึกสถาปัตยกรรมแบบยุโรปผสมกับจีน โบสถ์คริสต์อายุกว่า 200 ปี สถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์มากมาย เคยเป็นสถานที่ที่สมเด็จพระเจ้าตากสินใช้รวบรวมกำลังพล กอบกู้กรุงศรีอยุธยา

ผู้คนที่อาศัยอยู่ในชุมชนริมน้ำจันทบูรมีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ทั้งไทย จีน และญวน สืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยจันทบูรยังเป็นเมืองท่าการค้า ที่ทั้งคนจีนและคนญวนอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ทำให้เกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรมต่อมาจนถึงทุกวันนี้

จอดรถปุ๊บเราก็เดินตรงมาที่สะพานข้ามแม่น้ำกันเลย มองลงไปจะเห็นเป็นชุมชนริมน้ำที่ยังคงความเป็นธรรมชาติ เรียบง่าย เงียบสงบ ร่วมถึงน้ำที่ใส สะอาด ไม่เห็นขยะสักชิ้น ลงจากสะพานเราเดินเข้ามาในชุมชน เห็นบ้านไม้โบราณ ตามช่องลม ระเบียง ซุ้มประตูจะมีลวดลายที่สวยงาม เป็นฝีมือการฉลุลายของช่างฝีมือจันทบุรี

นอกจากบ้านเรือนที่สวยงามแล้ว อาหารก็มีมากมาย เดินชิมกันตั้งแต่ต้นซอยยันท้ายซอย ที่โดนใจที่สุดคงต้องยกให้ร้าน ก๋วยจั๊บ ร้านเก่าแก่ร้านนี้เลย น้ำซุปเข้มข้นมาก ต่อด้วยของหวานเย็น ไอศกรีมตราจรวด ถือเป็นโรงงานผลิตไอศกรีมด้วยเครื่องจักร เป็นแห่งแรกของจันทบุรี มีทั้งไอศกรีมแท่ง ไอศกรีมตัด ไอศกรีมกะทิสด ราคาแท่งละหนึ่งสลึงเท่านั้น (ในสมัยนั้น) แต่ตอนนี้ 10 บาทแล้วก็ยังถือว่าถูกอยู่ดี

บริเวณใกล้เคียงชุมชนริมน้ำจันทบูรนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นไฮไลต์ซึ่งใครที่มาถึงจันทบุรีแล้วต้องแวะไปเยี่ยมชม เพียงแค่เดินข้ามสะพานนิรมลบริเวณย่านตลาดล่างไปเท่านั้นก็จะได้พบกับ โบสถ์คาทอลิกจันทบุรี หรือ อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธิ นิรมล เป็นวัดเก่าแก่ของคนญวนที่นับถือคริสต์ศาสนานิกายโรมัน-คาทอลิก สร้างขึ้นเมื่อปี 2254 นับถึงปัจจุบันก็มีอายุกว่า 300 ปี อาสนวิหารหลังนี้มีลักษณะคล้ายคลึงกับโบสถ์น็อตร์ดามที่กรุงปารีส ฝรั่งเศส  รูปแบบสถาปัตยกรรมเป็นแบบกอทิก มีหลังคาสูงแหลม ภายในประดับด้วยกระจกสีดูงดงาม รวมทั้งลายปูนปั้นสวยงามสะดุดตา  ด้วยความงามโดดเด่น สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้จึงได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น ปี 2542 จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์อีกด้วย

ก่อนจะกลับเราขอแนะนำ ร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ดฟ้าร้อง เย็นตาโฟฟ้าผ่า ลูกแม่แจ่ม เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ดตุ๋น เย็นตาโฟ รสชาติเยี่ยม น้ำซุปหอม อร่อยจนต้องเบิ้ลเลยทีเดียว

การเดินทาง

ไปชุมชนเก่าริมน้ำจันทบูร เมื่อเดินทางมาถึงจังหวัดจันทบุรี ผ่านศาลหลักเมืองบริเวณหน้าค่ายตากสินแล้ว ขับรถผ่านหน้าสถานีตำรวจภูธร จังหวัดจันทบุรี ถึงเชิงสะพานวัดจันทร์หาที่จอดรถชุมชนย่านท่าหลวงจะอยู่ทางด้านขวามือ หรือจะไปจอดรถที่โรงเรียนสตรีมารดาพิทักษ์ก็ได้

ที่มา – แบกกล้องเที่ยว

ไปกราบพระธาตุพันปี เสริมบารมีที่เมืองแพร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 ก.พ. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/866120

พระธาตุช่อแฮ

ทุกๆปี ในวันขึ้น 9 ค่ำ ถึง 15 ค่ำ เดือน 4 จะมีงานประเพณีที่เรียกว่า…“งานไหว้พระธาตุ ช่อแฮ แห่ตุงหลวง” ถือเป็นงานประจำปีที่ยิ่งใหญ่งานหนึ่งของจังหวัดแพร่ ซึ่งในปีนี้ ตรงกับวันที่ 6-12 มีนาคม 2560

เพราะความเป็นเมืองเก่ากาลนานนับพันปี “แพร่” จึงเป็นเมืองที่มีพระธาตุประดิษฐานอยู่เป็นจำนวนมาก ที่อาจเรียกได้ว่ามากที่สุดในประเทศไทย คือ มีพระธาตุมากถึง 28 องค์ กระจายอยู่ใน 8 อำเภอ ในจำนวนนี้เป็นพระบรมธาตุ หมายถึง ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุส่วนต่างๆของพระพุทธเจ้าอยู่ถึง 16 องค์

เอิบลาภ ศรีภิรมย์ ผอ.การท่องเที่ยวแห่ง ประเทศไทย สำนักงานแพร่ บอกว่า แพร่เป็นเมืองเก่าที่มีอายุยาวนานนับพันปี จึงไม่แปลกที่จะมีวัดเก่าแก่คู่บ้านและพระธาตุคู่เมือง มีบ้านเรือนอาคารต่างๆที่มีสถาปัตยกรรมอันวิจิตร ทั้งแบบล้านนา พม่า ไทใหญ่ และบางแห่งยังมีศิลปะตะวันตกมาผสมผสานด้วย

เริ่มกันที่ พระธาตุช่อแฮ พระธาตุศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองกันก่อนเลย ผอ.เอิบลาภ บอกว่า งานไหว้พระธาตุช่อแฮ แห่ตุงหลวงในปีนี้ นอกจากจะมีขบวนแห่อันยิ่งใหญ่งดงามตระการตา ทั้งขบวนช้างเจ้าหลวงและเครื่องบรรณาการ ขบวนแห่กังสดาล ขบวนแห่หมากเป็ง ขบวนต้นผึ้ง ขบวนแห่ผ้าห่ม องค์พระธาตุ 12 ราศี ซึ่งประกอบด้วยขบวนตุง 12 ราศี ขบวนข้าวตอกดอกไม้ ต้นหมาก ต้นผึ้ง ต้นดอก ขบวนแห่ผ้าห่มองค์พระธาตุ 12 ราศี ขบวนฟ้อนรำ แล้วยังมีการจำลองวิถีชีวิตของชาวบ้านที่เรียกว่า “กาดมั่วคัวแลง” ที่มีการจำหน่ายอาหารพื้นเมือง การสาธิตหัตถกรรมพื้นบ้านต่างๆมาไว้ที่วัดพระธาตุช่อแฮด้วย

สำหรับ วัดพระธาตุช่อแฮ เป็นวัดเก่าแก่ คู่บ้านคู่เมืองแพร่ เป็นพระธาตุประจำปีเกิดของผู้ที่เกิดปีขาล ใครที่มาเที่ยวแพร่แล้วไม่ได้ไปกราบพระธาตุแห่งนี้ จะถือว่ามาไม่ถึงจังหวัดแพร่ องค์พระธาตุช่อแฮเป็นเจดีย์ ศิลปะเชียงแสน แบบแปดเหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง บุด้วยทองดอกบวบ ตั้งอยู่บนฐานเขียงสี่เหลี่ยม 1 ชั้น ฐานหน้ากระดานแปดเหลี่ยม 3 ชั้น ฐานบัวคว่ำชุดท้องไม้แปดเหลี่ยมซ้อนลดชั้นกันขึ้นไป 7 ชั้น และบัวระฆัง 1 ชั้น ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุส่วนพระเกศาธาตุ และพระบรมธาตุข้อศอกเบื้องซ้าย นอกจากกราบองค์พระธาตุแล้ว แนะนำให้เข้าไปกราบ หลวงพ่อช่อแฮ ซึ่งเป็นพระประธานในโบสถ์ เป็นพระพุทธรูปศิลปะแบบล้านนา เชียงแสน สุโขทัย และ พระเจ้าทันใจ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิปูนปั้น ลงรักปิดทอง ที่มีผู้นิยมมากราบไหว้บนบานศาลกล่าวอยู่เสมอ เชื่อว่าเป็นพระพุทธรูปที่ใครมาขอพรแล้ว จะได้สิ่งนั้นอย่างสมประสงค์

อีกวัดหนึ่งที่แนะนำให้ไปกราบสักการะ คือ วัดหลวง อยู่ในตัวเมืองแพร่ เป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมือง ตามประวัติบอกว่า สร้างพร้อมกับการสร้างเมืองแพร่นานนับพันปี พระธาตุที่วัดหลวงนี้มีชื่อเต็มว่า พระธาตุหลวงไชยช้างค้ำ เป็นเจดีย์ก่ออิฐปูน รูปทรง 8 เหลี่ยม ประดิษฐานพระธาตุที่นำมาจากเมืองหงสาวดี ครั้นเมื่อเมืองแพลตกเป็นประเทศราชของกรุงสุโขทัย สมเด็จพระมหาธรรมราชาลิไท โปรดฯให้บูรณะพระธาตุหลวงไชยช้างค้ำด้วยการสร้างเจดีย์ใหม่ครอบองค์เดิมแล้วพระราชทานนามวัดว่า “วัดหลวงสมเด็จ” นอกจากเจดีย์พระธาตุแล้ว ภายในวัดยังมีสถานที่สำคัญๆ เช่น วิหารหลวงพลนคร วิหารเก่าแก่สร้างพร้อมกับการสร้างเมืองแพร่ ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญ คือ พระเจ้าแสนหลวง สร้างโดยเจ้าเมืององค์หนึ่งเมื่อ พ.ศ.2057 พิพิธภัณฑ์เมืองแพร่ เป็นสถานที่รวบรวมพระพุทธรูปเก่าแก่หลายองค์ที่มีอายุเกือบ 500 ปี และโบราณวัตถุต่างๆของเมืองแพร่ อีกวัดหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากวัดหลวงมากนัก คือ วัดหัวข่วง ซึ่งมีเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ อายุมากกว่าพันปี ลักษณะรูปทรงเจดีย์วัดหัวข่วง โดยส่วนรวมคล้ายกับเจดีย์วัดโลกโมลี ที่ จ.เชียงใหม่ สันนิษฐานว่ามีอายุไม่เก่าไปกว่าครึ่งแรกของพุทธศตวรรษที่ 22

ใกล้ๆกันมีวัดอีกวัดหนึ่ง ชื่อ วัดพงษ์สุนันท์ เป็นที่ประดิษฐาน เจดีย์พระธาตุพงษ์สุนันมงคล ซึ่งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ มาจากประเทศอินเดียและศรีลังกา สถาปัตยกรรมที่สวยงามของวัดนี้ คือ วิหารแก้วองค์พระธาตุเจดีย์ 108 ยอด เป็นวิหารสีขาวทั้งหลัง มีพระธาตุเจดีย์ทั้งหมด 108 องค์ ซึ่งล้อมรอบด้วยกำแพงลูกแก้วทั้งหมด 108 ลูก ภายในวิหารมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ นามว่า “พระสุรัสวดีประทานพร” และองค์เล็กที่ทำจากไม้ขนุนทั้งองค์

ออกนอกเมืองไปอีกนิด เชิญชวนให้ไปกราบสักการะพระธาตุอินทร์แขวนจำลอง ที่พุทธอุทยานดอยผาสวรรค์ เฉลิมพระเกียรติ ร.9 เป็นพระธาตุประจำปีเกิดของคนเกิดปีจอ นอกจากจะได้สักการ บูชาพระธาตุอินทร์แขวนจำลองแล้ว ดอยผาสวรรค์ถือได้ว่าเป็นหนึ่งเดียวของประเทศไทยที่เป็นแหล่งต้นบุญ ต้นน้ำ ต้นป่า และต้นไม้ รวมทั้งเป็นดินแดนโอโซนอันดับ 7 ของประเทศไทยด้วย

อีกวัดที่แนะนำให้ไปกราบ คือ วัดพระธาตุดอยเล็ง เป็นปูชนียสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของแพร่ มีตำนานเกี่ยวกับองค์พระธาตุว่า พระธาตุดอยเล็ง พระธาตุช่อแฮ พระธาตุจอมแจ้ง เป็นพระธาตุที่สร้างคู่กันมา โดยพระพุทธเจ้าได้เสด็จไปโปรดเวไนยสัตว์ที่ดอยลูกหนึ่งอยู่ทางทิศใต้ของดอยธชัคคะบรรพต และเสด็จมาถึงดอยจวนในช่วงใกล้สว่าง เป็นที่มาของชื่อจวนแจ้ง ต่อมาเพี้ยนเป็นจอมแจ้ง และเสด็จมาประทับที่ดอยอีกดอยหนึ่ง เพื่อแลดูภูมิประเทศของเมืองโกศัย แล้วตรัสว่า ที่นี่เป็นเมืองที่น่ารื่นรมย์ เหมาะแก่การสร้างบ้านสร้างเมือง การประทับแลดูนั้นตามภาษาพื้นเมืองเหนือแปลว่า “เล็ง” จึงเรียกดอยนี้ว่า ดอยเล็ง

อีกที่หนึ่งที่ไม่ควรพลาด คือ พระธาตุศรีดอนคำ และ พระธาตุดอยน้อย ซึ่งอยู่ที่ อ.ลอง เป็นพระธาตุที่มีตำนานการเสด็จมาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สำหรับองค์พระธาตุศรีดอนคำ เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุส่วนหน้าอกไว้

นี่แค่เริ่มต้น สำหรับการเดินสายไหว้พระธาตุที่เมืองแพร่ ก็พบว่า พระธาตุที่นี่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว ทุกๆองค์มีตำนานอันศักดิ์สิทธิ์และเรื่องราวแห่งอดีตที่แฝงไปด้วยศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง

ตั้งใจไว้แล้วว่า หากยังพอมีเรี่ยวแรงที่จะเดินทางไหว …จะไปกราบพระธาตุให้ครบ 28 องค์ในเมืองแพร่ให้ได้ในชาตินี้…!!!

เกาะนาวโอพี เทพีเมียนมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ธันวาคม 2560 เวลา 10:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/531886

เกาะนาวโอพี เทพีเมียนมา

 โดย/ภาพ : กาญจน์ อายุ

ได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างถึงความสวยงามของ “ทะเลเมียนมา” มาเนิ่นนาน

บ้างก็ว่างดงามดั่งสวรรค์ บ้างก็เปรียบเหมือนสาวงามบริสุทธิ์ ซึ่งหลายปีที่ผ่านมาคนไทยทำได้แค่เฝ้ามองจาก “ระนอง” เพื่อรอให้เธอพร้อมและเปิดตัว

กระทั่งวันนี้คำร่ำลือคือความจริง เมื่อเลิฟอันดามันได้รับอนุญาตให้พานักท่องเที่ยวชาวไทยไปเยือน “เกาะนาวโอพี” (Nyaung Oo Phee Island) นามจริงของสาวงามที่ถูกกล่าวถึงจนคิดว่าเป็นแค่เรื่องปรัมปรา ส่วนบัตรเครดิตเคทีซีเองก็ไม่รอช้าด้วยการจับมือออกโปรโมชั่นดึงดูดคนไทยให้ไปเยือน

01 เวลคัมดริงก์จากเลิฟอันดามัน

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

การเดินทางสู่เกาะนาวโอพี ประเทศเมียนมา ต้องเริ่มจากระนองเพื่อผ่านด่านศุลกากรที่ท่าเทียบเรือประภาคารก่อนออกน่านน้ำต่างแดน

โดยจากกรุงเทพฯ ถึงระนองมีสายการบินราคาประหยัดสองเจ้าให้บริการคือ นกแอร์ที่เป็นเจ้าบ้านมานาน และไทยแอร์เอเชียที่จะเริ่มให้บริการเที่ยวบินแรกวันที่ 16 ก.พ. 2561

ทางเลิฟอันดามันจะคอยอำนวยความสะดวกเรื่องผ่านแดน ทั้งขาออกจากระนองและขาเข้าที่เกาะสอง ก่อนกระโดดลงสปีดโบตไปยังจุดหมายซึ่งใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง โดยระหว่างทางไม่มีอะไรมากไปกว่าเกาะแก่งสลับทะเลเวิ้งว้างสีคราม ไม่มีแม้แต่สปีดโบตสวนทางมาเหมือนทะเลอันดามันทางบ้านเรา

ในห้วงความคิดที่เกือบอดใจรอไม่ไหว ทำได้แต่กล่าวโทษเวลา 90 นาทีที่เดินเชื่องช้า ทันใดนั้นสปีดโบตก็เริ่มลดสปีดต่ำลง น้ำทะเลสีครามที่เห็นจนเบื่อตาก็เริ่มเปลี่ยนไป

03 จุดรับประทานอาหารบนเกาะนาวโอพี

เหมือนมีใครมือซนไประบายสีน้ำเงินอีกเฉด และสีฟ้าอีกชั้นให้น้ำทะเลแยกจากกัน ภาพทะเลนั้นแปลกที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา น้ำเงินหลายเฉดไล่จากเข้มไปหาอ่อน ไล่จากไกลไปถึงใกล้ฝั่ง เป็นเพราะความลึกและแนวปะการังที่ทำให้แสงแดดส่องได้ตื้นลึกต่างกัน ปรากฏเป็นสีท้องทะเลเหมือนภาพวาดบนผืนผ้าใบ

“นี่หรือเทพีที่เขาว่าไว้” เสียงพึมพำในใจอุทานเป็นคำถาม

เมื่อเรือเคลื่อนตามคลื่นเข้าไปใกล้ ความใสของน้ำก็ยิ่งทวีคูณ ตรงนั้นคือทุ่งสีขาวที่ใครทำหกไว้หรือเป็นชายหาดเริ่มไม่แน่ใจ เพราะเท่าที่จำได้หาดทรายต้องมีสีเหลืองเหมือนในนิทาน

เกาะนาวโอพีทำให้ตะลึงงันอยู่อย่างนั้น ภาพสีเขียวของต้นไม้ ภาพสีขาวของเม็ดทราย และภาพสีฟ้าของทะเลใส จิตรกรคนไหนจะวาดได้งดงามเท่าธรรมชาติไม่มี ธรรมชาติจัดวางทุกสิ่งได้พอดี ส่วนมนุษย์เป็นแค่องค์ประกอบที่ไม่จำเป็น

บนเกาะนาวโอพีมีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยว คือห้องน้ำ และซุ้มรับประทานอาหาร โดยเลิฟอันดามันชูจุดเด่นเรื่องอาหารกลางพรีเมียมทั้งซีฟู้ด ส้มตำ สลัด ของว่าง กาแฟ และเครื่องดื่ม ให้อิ่มท้องแบบไม่อั้นก่อนตะลุยกันต่อกับการดำน้ำตื้นรอบเกาะตามหานีโม่และดอกไม้ทะเล

02 เกาะสองยามอัสดง

จุดแรกเรือจะจอดให้สำรวจที่จุดดำน้ำ เดอะ เลตเตอร์ (The Letter) แหล่งอุดมไปด้วยกัลปังหา ปลาดาวขนนก และปะการังอ่อนสีชมพูที่โบกสะบัดพลิ้วไหวตามกระแสน้ำ แลชมฝูงปลาตัวเล็กตัวน้อยแหวกว่ายจนคิดว่ากำลังอยู่ในตู้ปลาขนาดใหญ่ที่ประดับตกแต่งอย่างสวยงาม

จากนั้นไปตื่นตาต่อที่จุดไฮไลต์ เกาะภูเขาไฟ แหล่งปะทุของดอกไม้ทะเลจำนวนมาก ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของปลาการ์ตูนและสัตว์ทะเลน้อยใหญ่อีกหลายชนิดประหนึ่งหนังแอนิเมชั่นที่เคยดู

ขณะที่ลอยคออยู่ท่ามกลางหมู่ปลา ตอนนั้นอยากหยิบปากกากระดาษขึ้นมาบันทึกไว้ว่า

“เธอช่างเป็นสาวงามที่เพียบพร้อมเกินกว่าจะแตะต้อง แสนกลัวจะบอบช้ำ จนอยากปล่อยเธอไว้คนเดียว”

เกาะนาวโอพีสวยงามทั้งสิ่งที่มองเห็นด้วยตาและสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ในโลกใต้น้ำ ทั้งดิบ ทั้งสมบูรณ์ ทั้งบริสุทธิ์ พาให้คิดถึงทะเลไทยเมื่อหลายสิบปีก่อน อย่างที่คนเฒ่าคนแก่ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า ทะเลไทยช่างสวยงาม

04 หนุ่มเมียนมาทาหน้าด้วยทานาคา

แค่วันเดย์ทริปก็เพียงพอแล้วสำหรับเธอ แต่อาจไม่เพียงพอสำหรับเรา เพราะบนเกาะนาวโอพีไม่มีที่พัก แต่ถ้ายังอยากเที่ยวเมียนมาแบบค้างแรมต้องไปพักบนเกาะสอง ถ้าไม่เช่นนั้นก็ตีตั๋วกลับไปนอนบนฝั่งระนอง ซึ่งเกาะสองกับชายแดนระนองห่างกันเพียง 15 นาที

เกาะสอง ไม่ใช่เกาะ

เกาะสองเป็นเมืองทางใต้สุดของเมียนมา ซึ่งเป็นแผ่นดินผืนเดียวกับแผ่นดินใหญ่ ไม่ใช่เกาะแต่อย่างใด อาจเพราะมีคนไทยเรียกชื่อเมืองทับศัพท์ว่า Kawthaung สำเนียงเลยเพี้ยนมาเป็นคำว่าเกาะสองก็เป็นได้

บรรยากาศแรกจะได้เห็นความคึกคึกของท่าเรือ ทั้งเรือทั้งคน เพราะเป็นจุดขนส่งสินค้าระหว่างไทยและเมียนมา รวมทั้งมีตลาดร่างสุเวนีย์ ตลาดใหญ่ขายตั้งแต่สากกะเบือจนเรือรบ

โดยบรรยากาศจะวุ่นวายถึงขั้นชุลมุนในช่วงเช้า เมื่อชาวบ้านออกมาจับจ่าย มีทั้งแผงขายอาหารสด อาหารแห้ง อาหารป่า ผลไม้ ดอกไม้ เสื้อผ้า ทุกอย่างผสมผสานระหว่างตลาดสด ตลาดประตูน้ำ และปากคลองตลาดไว้ด้วยกัน สินค้าจึงละลานตาสารพัดให้ซื้อหาถ้าหาเจอ

05 แหวกว่ายกลางน้ำใสเห็นพื้นทราย

หลังจากพ้นช่วงเช้าตลาดจะเริ่มวาย เพราะผู้คนจะแยกย้ายกลับบ้านไปทำอาหารแล้วนำไปถวายพระ โดยมีวัดปิดอร์เอ เป็นวัดที่ชาวเกาะสองเคารพนับถือมากที่สุด ตั้งอยู่บนเนินเขาที่สูงที่สุด ถ้ามองจากท่าเรือจะเห็นเจดีย์สีทองอร่ามแต่ไกล โดยได้จำลองมาจากเจดีย์ชเวดากองที่ย่างกุ้ง ใต้ฐานเจดีย์มีพระประจำวันเกิดให้สักการะ ส่วนด้านนอกมีหลวงพ่อทันใจ ซึ่งสร้างจากน้ำพักน้ำแรงของชาวบ้านภายในหนึ่งวัน

ทั้งนี้ อย่าลืมว่าวัดเมียนมาต้องถอดรองเท้าและถุงเท้าตั้งแต่ประตูวัด โดยรองเท้าจะถูกจัดให้เป็นที่เป็นทางใส่ในตะกร้าจากความหวังดีของชาวบ้านที่หวังได้รับเงินเล็กๆ น้อยๆ เป็นทานหลังทำบุญ ซึ่งบนวัดปิดอร์เอจะมองเห็นเมืองชายทะเลแห่งนี้ได้ทั้งหมด ทำให้เห็นบ้านเรือนที่ขึ้นหนาแน่นสมกับเป็นเมืองท่า และการก่อสร้างอาคารตลอดทาง เป็นสัญญาณของความเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคม

ส่วนที่พักบนเกาะสอง ถ้าไม่ใช่เกสต์เฮาส์ราคาประหยัดจะเป็นโรงแรมขนาดใหญ่ ยังไม่มีบูติกโฮเต็ลหรือโฮสเทลเก๋ไก๋ให้เป็นตัวเลือก แต่ในอนาคตนั้นไม่แน่ เพราะอาจได้รับอิทธิพลจากเกาะนาวโอพีที่เริ่มเป็นที่รู้จักมากกว่าเดิม

สปีดโบตจะนำผู้โดยสารกลับไปยังท่าเรือประภาคาร ผ่านการตรวจคนเข้าเมืองอีกครั้งตามระเบียบ ซึ่งหากยังไม่เบื่อทะเลไปเสียก่อน อยากแนะนำให้ลองล่องเรือ เดอะ รอยัล อันดามัน เรือไม้โบราณอายุกว่า 100 ปีที่ถูกบูรณะให้กลับมาล่องได้อีกครั้งในอ่าวระนอง โดยเรือจะออกช่วงเย็นเพื่อให้ได้จังหวะชมพระอาทิตย์ตก แล่นไปบนเส้นทางตามรอยเสด็จรัชกาลที่ 5 แวะสักการะเจ้าแม่กวนอิมศักดิ์สิทธิ์กลางทะเลแห่งเดียวในไทยบนเกาะสุรีย์ ชมเหยี่ยวปากแดงบริเวณลิตเติ้ลเวนิส หรือเกาะคณฑีย์ ชมพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดในแหลมมลายู และปิดท้ายด้วยการลอยพรกพร้าว ตามประเพณีโบราณของชาวเลเพื่อขอบคุณพระแม่คงคาและขอพรเพื่อเป็นสิริมงคล

13 3 สาวถ่ายภาพบนหาดทรายประชันความสวย

แสงสุดท้ายกำลังหายไปจากฟ้า ทิวทัศน์ฝั่งเมียนมามีหมอกฟุ้งเป็นระยะออกมาจากป่า ส่วนวิวฝั่งไทยอาจมีควันพ่นออกมาจากบ้านเรือน ความแตกต่างนี้เห็นได้ด้วยตาเปล่า ซึ่งคนฝั่งไทยถือว่าได้เปรียบกว่า เพราะจะมองเห็นธรรมชาติสบายตา แต่ฝั่งเมียนมากลับเห็นอาคารบ้านเรือน

ขณะเรือกำลังเทียบท่า ไฟบนประภาคารเปิดสว่าง หลังฟ้าเปลี่ยนเป็นสีครามและทะเลเปลี่ยนเป็นสีดำ ยามนั้นพลันคิดได้ว่า แท้จริงเมียนมาไม่ได้มีแค่ทะเลที่สวย แต่ยังมีป่าที่สมบูรณ์ ยังมีคนที่ไม่ปรุงแต่ง และยังมีวิถีชีวิตที่ไม่ถูกลืม จนเกิดความรู้สึกกลัวแทนว่าภาพทั้งสองฝั่งจะกลายเป็นภาพเดียวกันเข้าสักวัน

วันนี้จึงได้แต่ขอบคุณเพื่อนบ้านที่รักนวลสงวนตัวและแบ่งปันให้ชื่นชมความงาม หวังว่าหากมีโอกาสได้กลับไปยลโฉมงามคราวหน้า “จะได้เจอกับเธอคนเดิม”

……….ล้อมกรอบ……….

ทริปทะเลเมียนมา (เกาะนาวโอพี)

บัตรเครดิตเคทีซีร่วมกับเลิฟอันดามันจัดโปรโมชั่นทริปทะเลเมียนมา (เกาะนาวโอพี) สมาชิกบัตรเคทีซีรับส่วนลดคนละ 300 บาท เมื่อเดินทาง 4 คนขึ้นไป พร้อมเลือกรับบริการแบ่งชำระ KTC FLEXI 0% นาน 3 เดือน

วันเดย์ทริปหมู่เกาะนาวโอพี ผู้ใหญ่ราคา 3,900 บาท และ เด็กราคา 2,900 บาท และแพ็กเกจทริปหมู่เกาะนาวโอพีพร้อมที่พัก 2 วัน 1 คืนที่ระนอง ราคาเริ่มต้น 4,450 บาท

เดินทางได้ตั้งแต่วันนี้-15 พ.ค. 2561 สำรองทริปและสอบถามข้อมูลได้ที่เลิฟอันดามัน โทร. 08-1999-8844 หรือ www.facebook.com/loveandaman

รวมทั้งยังได้จัดโปรโมชั่นกับสายการบินนกแอร์ สมาชิกบัตรฯ รับเครดิตเงินคืน 15% เมื่อใช้คะแนนสะสม Forever Rewards เท่ายอดใช้จ่าย ผ่านการจองทางเว็บไซต์ www.nokair.com ตั้งแต่วันนี้-31 ธ.ค. 2560

………..ใต้ภาพ………..

00(รูปเปิด) น้ำทะเลสีฟ้าไล่เฉดบนเกาะนาวโอพี

01 เวลคัมดริงก์จากเลิฟอันดามัน

02 เกาะสองยามอัสดง

03 จุดรับประทานอาหารบนเกาะนาวโอพี

04 หนุ่มเมียนมาทาหน้าด้วยทานาคา

05 แหวกว่ายกลางน้ำใสเห็นพื้นทราย

06 ตรอกขายเสื้อผ้าในตลาดสดบนเกาะสอง

07 วัดปิดอร์เอ จำลองมาจากเจดีย์ชเวดากองที่ย่างกุ้ง

08 แม่ค้าขายดอกพุดไหว้พระ

09 แผงขายผลไม้สดและใหญ่บริเวณท่าเรือเกาะสอง

10 ลอยกะลากลางอ่าวระนอง

11 ล่องเรือโบราณเดอะ รอยัล อันดามัน ชมทัศนียภาพของเมียนมา

12 ท่าเรือประภาคาร จุดผ่านแดนน่านน้ำสู่เมียนมา

13 3 สาวถ่ายภาพบนหาดทรายประชันความสวย

 

จับตาท่องเที่ยวลุ่มน้ำโขง พื้นที่สุดฮอตในอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 ธันวาคม 2560 เวลา 16:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/530720

จับตาท่องเที่ยวลุ่มน้ำโขง พื้นที่สุดฮอตในอาเซียน

โดย ชินภัทร์ ไชยมล

เชียงรายนั้นใช่แค่เมืองท่องเที่ยวในประเทศเท่านั้น แต่ยังถือเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับทางตอนใต้ของประเทศจีนและกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง ด้วยเที่ยวบินตรงจากประเทศจีนสู่เชียงรายตลอดจนเส้นทางการเดินเรือ ทั้งการขนส่งสินค้าและการท่องเที่ยวจากท่าเรือเชียงแสน จ.เชียงราย เหนือสุดในสยาม ล่องแม่น้ำโขง เลาะเขตแดน สปป.ลาว เมียนมา ไปจนถึงเมืองท่าเชียงรุ่ง หรือจิ่งหง มณฑลยูนนาน ประเทศจีน

สำหรับการเติบโตด้านการท่องเที่ยวของ จ.เชียงราย เลิศชาย หวังตระกูลดี ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย เปิดเผยว่า ในช่วงปี 2559 มีปริมาณนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการห้องพักในพื้นที่ จ.เชียงราย 81% แต่ในปี 2560 กลับลดลงเหลือ 71% แต่ที่น่าสนใจคือ แม้ปริมาณนักท่องเที่ยวจะลดลง แต่รายได้กลับเพิ่มมากขึ้น

“ในปี 2559 ที่มีการใช้ห้องพัก 81% มีรายได้ 250 ล้านบาท แต่ในปี 2560 ที่นักท่องเที่ยวลดลงกลับมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 460 ล้านบาท โดยพบว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เดินทางมาไม่ได้เน้นปริมาณ หรือห้องพักราคาถูก แต่จะเน้นห้องพักที่มีความสะดวกสบาย บรรยากาศดี แม้จะมีราคาสูงบ้างแต่เป็นที่ยอมรับได้ทำให้มีเม็ดเงินสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด”

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ในขณะที่กลุ่มทุนด้านการท่องเที่ยวอย่างกลุ่มกะตะธานี คอลเลคชั่น ก็มองเห็นถึงโอกาสการขยายตัวของการท่องเที่ยวลุ่มน้ำโขง โดยเห็นว่าการเจริญเติบโตของการท่องเที่ยวในอนาคตในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง โดยเล็งเห็นว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีบทบาทมากในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งกลุ่มประเทศอาเซียนเริ่มตื่นตัวและเตรียมตัวเข้าสู่ประเทศที่ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยว

ล่าสุด สมบัติ อติเศรษฐ์ ประธานบริหารกลุ่มโรงแรมกะตะธานี คอลเลคชั่น ได้ตัดสินใจขยายธุรกิจมาทางภาคเหนือ โดยซื้อโรงแรมดุสิต ไอส์แลนด์ รีสอร์ท จ.เชียงราย

ประธานบริหารกะตะธานี คอลเลคชั่น มองว่า การลงทุนได้มีการดึงเอาจุดแข็งของแต่ละประเทศมาเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพมีการลงทุนด้านสาธารณูปโภคการคมนาคม เช่น การสร้างสนามบิน และรถไฟความเร็วสูง เพื่อเชื่อมต่อแหล่งท่องเที่ยวในภูมิภาค และดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก จึงได้มีการตัดสินใจที่ซื้อโรงแรมดุสิต ไอส์แลนด์ รีสอร์ทเชียงราย มาดำเนินการต่อ

สมบัติ กล่าวว่า จะใช้งบประมาณ 300 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงโรงแรมแห่งนี้ใหม่ โดยรีแบรนด์เป็นเดอะ ริเวิอร์รี บาย กะตะธานี (The riverie by Katathani) และใช้ชื่อภาษาจีนว่า “ลี่เจียงต้าจิ่วเตี้ยน” โดยได้แรงบันดาลใจมาจากแม่น้ำกก แม่น้ำสีทองสายสำคัญของจ.เชียงราย ซึ่งไหลโอบล้อมที่ตั้งของโรงแรม

“The riverie by Katathani จะมีบุคลิกที่มีความสง่า มีเสน่ห์ อบอุ่น และมีความร่วมสมัยให้เข้ากับวิสัยทัศน์ของโรงแรม คือ เป็นโรงแรมเพื่อเป็นการพักผ่อน ประชุมและจัดเลี้ยง ที่มีคุณภาพระดับชั้นนำของภูมิภาคเอเชีย ภายใต้กลิ่นอายล้านนาและทัศนียภาพที่สวยงามริมแม่น้ำกก มีการบริหารจัดการที่เป็นระบบมาตรฐานสากล พนักงานมีความเป็นมืออาชีพ พร้อมให้บริการลูกค้าดุจญาติมิตร เพื่อให้เกิดความประทับใจไม่รู้ลืม” สมบัติ กล่าว

วิสูตร คำยอด ผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงรายกล่าวว่า ปัจจุบันได้มีสายการบินทั้งในและต่างประเทศเพิ่มเที่ยวบินมาที่ จ.เชียงราย โดยภายในประเทศมีทั้งเส้นทางบินจากเชียงรายไปท่าอากาศยานดอนเมืองและท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นอกจากนี้ยังมีเส้นทางบินไปยังเมืองต่างๆ แต่ละภูมิภาค โดยมีสายการบินเริ่มเปิดเส้นทางบินใหม่ โดยเพิ่มเชียงรายเส้นทางบินด้วย

สำหรับเส้นทางบินต่างประเทศนั้น พบว่า จากเมืองต่างๆ ของจีนเริ่มเปิดเส้นทางบินตรงมาสู่ จ.เชียงราย แล้ว โดยมีเที่ยวบินจากประเทศจีนมาแทบจะทุกวัน เช่น ฉางซา-เชียงราย มีเที่ยวบินทุกวันอังคาร พฤหัสบดี ศุกร์ อาทิตย์ ฮ่องกง-เชียงราย วันจันทร์และศุกร์ เฉินตู-เชียงราย วันจันทร์ พฤหัสบดี และเสาร์ เสิ่นเจิ้น ทุกวันพฤหัสบดี คุนหมิง วันจันทร์ พุธ ศุกร์ ไหโข่ว ทุกวันศุกร์

ผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง บอกว่า นอกจากเมืองเหล่านี้แล้วยังมีเมืองต่างๆ จากประเทศจีนที่กำลังติดต่อเข้ามาเพื่อจะนำสายการบินตรงมาสู่ จ.เชียงราย สำหรับประเทศอื่นๆ เช่น สปป.ลาว และเวียดนาม กำลังมีการประสานเข้ามา ซึ่งคาดว่าในอนาคตจะเปิดเส้นทางบินตรงมายังเชียงรายแน่นอน สำหรับการขยายท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงรายนั้น คาดว่าในอนาคตจะมีการขยายและปรับปรุงอย่างแน่นอน

ในส่วนของการเดินทางท่องเที่ยวในแม่น้ำโขงนั้น ปัจจุบันมีการให้บริการเรือท่องเที่ยวในแม่น้ำโขงทั้งบริษัทของไทยและ สปป.ลาว ซึ่งมีทั้งเดินทางจาก อ.เชียงแสน ขึ้นไปถึงเขตปกครองสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน ประเทศจีน และมีเส้นทางจาก อ.เชียงของ จ.เชียงราย ถึงหลวงพระบาง เมืองท่องเที่ยวมรดกโลก ในประเทศลาว เป็นอีกเส้นทางการท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวนิยมมากขึ้นในปัจจุบัน

การท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขงกำลังน่าจับตา โดยเฉพาะแรงผลักดันจากกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนจำนวนมากที่ให้ความนิยมเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยทั้งทางบกผ่านเส้นทาง R3A โดยมีจุดหมายในเมืองท่องเที่ยวต่างๆ ของไทย โดยเฉพาะ จ.เชียงราย และเชียงใหม่

 

ไปเที่ยวงานสังคมสุขใจ ช็อป & ชิมผลผลิตเกษตรอินทรีย์ทั่วไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 ธันวาคม 2560 เวลา 12:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/530689

ไปเที่ยวงานสังคมสุขใจ ช็อป & ชิมผลผลิตเกษตรอินทรีย์ทั่วไทย

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

คงดีไม่น้อย ถ้าจะมีแหล่งซื้อขายผลผลิตทางการเกษตรที่ปลอดภัย ก็เพราะทุกวันนี้ ไม่ว่าใครก็อยากเป็นผู้บริโภคที่ตื่นรู้และฉลาดเลือก

แนะนำงาน “สังคมสุขใจ” ที่ปีนี้จัดใหญ่ โดยเป็นการจับมือกันระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มูลนิธิสังคมสุขใจและภาคีเครือข่าย ใครอยากช็อปผลผลิตปลอดภัยตามมาเลย!

อรุษ นวราช เลขานุการมูลนิธิสังคมสุขใจ ในฐานะประธานจัดงานสังคมสุขใจ เปิดเผยว่า ตั้งแต่ 15-17 ธ.ค.นี้ มูลนิธิสังคมสุขใจ ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และเครือข่ายภาคี จัดงานสังคมสุขใจ ภายใต้แนวคิด “อาหารปลอดภัย พาชุมชนไทยยั่งยืน” เพื่อต้องการสื่อสารไปยังผู้บริโภคให้ตื่นตัว ร่วมกันสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืน

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

“ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ ด้วยการเป็นผู้บริโภคที่ตื่นรู้ สมาร์ท คอนซูเมอร์ รู้เท่ารู้ทัน ฉลาดเลือก มีความรับผิดชอบต่อสังคม” อรุษ เล่า

สำหรับความคาดหวังต่อการจัดงานผลิตผลทางการเกษตรปลอดภัยที่ใหญ่ที่สุดนี้ อรุษ กล่าวว่า ผลจากการจัดงานในปีนี้ คาดหวังอยากเห็นผู้บริโภค ซึ่งก็คือทุกคนที่อยู่ในห่วงโซ่อาหาร ลุกขึ้นมาเป็นเชนจ์ เอเจนต์ (Change Agent) หรือผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง เริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค ค้นหาความรู้เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนระบบอาหารยั่งยืน

“ไม่เพียงแต่ผู้บริโภคที่มาในงานจะได้ช็อปปิ้งผลผลิตทางการเกษตรที่ปลอดภัยแบบครบครัน แต่จะได้ทำความรู้จัก พูดคุย แลกเปลี่ยนความต้องการ ร่วมรับรู้รับฟังความมุ่งมั่น ช่วยกันคิด ช่วยกันสร้างเพื่อให้เกษตรกรสามารถทำหน้าที่เป็นต้นทางการผลิตที่เข้มแข็ง

นั่นหมายถึงความคาดหวังในระยะยาวที่การผลิตอาหารปลอดภัยสู่สังคมชุมชนจะมีปริมาณมากขึ้น โดยเป็นที่น่าดีใจว่า ในปีนี้ ททท.ได้เข้ามามีส่วนร่วม ก็จะทำให้ได้เห็นภาพความเชื่อมโยง จากต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ทั้งในมิติของสังคม สิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยวที่ชัดเจนมากขึ้นด้วย”

ไฮไลต์ คือการนำสินค้าเกษตรอินทรีย์จากเกษตรกรเครือข่ายทั่วประเทศกว่า 200 ร้านค้า มาร่วมจัดจำหน่ายในงาน ที่สำคัญคือบรรยากาศการเรียนรู้เรื่องอาหารยั่งยืน อรุษชี้ว่าบุคคลต้นแบบในวงการเกษตรอินทรีย์มากมายจะได้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนและเสวนาร่วมกัน

“ยกตัวอย่างเช่น โจน จันใด ผู้ก่อตั้งศูนย์พันพรรณ วิฑูรย์ เรืองเลิศปัญญากุล ผู้อำนวยการ Greennet นคร ลิมปคุปตถาวร ผู้ก่อตั้งศูนย์เรียนรู้เกษตรในเมือง และพระอาจารย์มหาสุภาพ พุทธวิริโย เจ้าอาวาสวัดป่านาคำ จ.กาฬสินธุ์ พระผู้น้อมนำเอาแนวพระราชดำริ เกษตรทฤษฎีใหม่เกษตรพอเพียง มาขับเคลื่อนชุมชนกว่า 20 ปีแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีเซเลบเชฟรุ่นใหม่ ได้แก่ เชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ ที่จะมาสร้างคุณค่าอาหารไทยจานพิเศษด้วยวัตถุดิบอินทรีย์ พร้อมสัมผัสรสชาติอาหารไทยสุดมหัศจรรย์กับกิจกรรม Amazing Thai Taste Station รวมทั้งจะมีเวิร์กช็อปเกษตรอินทรีย์แบบครบวงจร แนะนำเส้นทางท่องเที่ยวสวนเกษตรอินทรีย์ พื้นที่เครือข่ายสามพรานโมเดล”

สัมผัสนิทรรศการ 10 ชุมชนอาหารเด็ด ที่เที่ยวดัง และลงทะเบียนรับฟรีผักสวนครัวอินทรีย์จากบูธ ททท. รวมทั้งมีบริการตรวจเลือดหาสารเคมีตกค้างในร่างกายฟรี โดยทีมเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดนครปฐม ยังมีภาคีจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน มหาวิทยาลัย 10 โรงเรียน พื้นที่เครือข่ายโครงการ เตรียมขนกิจกรรมที่น่าสนใจเข้าร่วมงานกันอย่างคึกคัก

สนใจแวะมาเก็บเกี่ยวความรู้ ร่วม ชม-ช็อป-ชิม ในงานสังคมสุขใจ 15-17 ธ.ค.นี้ ที่สวนสามพราน จ.นครปฐม ตั้งแต่ 09.00-17.00 น. ไม่มีค่าใช้จ่าย รายละเอียดเพิ่มเติม Facebook/สามพรานโมเดล

หนึ่งปีมีครั้งเดียว! ไปกันให้ได้นะ

 

สงขลายามนี้ ‘งามนัก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 ธันวาคม 2560 เวลา 10:45 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/530672

สงขลายามนี้ ‘งามนัก’

โดย /ภาพ : กาญจน์ อายุ

เวลาลงเครื่องบินที่หาดใหญ่จะลืมไปว่าที่นี่คือ “สงขลา” จังหวัดทางภาคใต้ฝั่งตะวันออกที่มีความเจริญด้านการค้ากับพ่อค้าชาวเปอร์เซียและอินเดียมาตั้งแต่ 400 ปีก่อน

จากนั้นถูกพัฒนาให้เป็นหัวเมืองขนาดใหญ่ในสมัยกรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้น กระทั่งในรัชกาลที่ 6 ถูกยกฐานะเป็นจ.สงขลา และยังคงเป็นเมืองการค้าตลอดมา

ปัจจุบันสงขลาเป็นหนึ่งในจังหวัดศูนย์กลางเศรษฐกิจ การลงทุน และธุรกิจไมซ์* ภาคใต้ โดยมีศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี เป็นศูนย์ประชุมระดับนานาชาติรองรับผู้เข้าร่วมงานไมซ์ได้ 4,000 คน ซึ่งใหญ่ที่สุดในภาคใต้

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

รวมถึงยังมีศักยภาพในการเพิ่มขีดความสามารถรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจอาเซียน และมีความเป็นไปได้ที่จะผลักดันให้เป็น “เมืองแห่งไมซ์” หลังผลักดันภูเก็ตให้เป็นไมซ์ซิตี้หลักของภาคใต้แล้ว

นอกจากนี้ สงขลายังมีอีกบทบาทกับการเป็น “เมืองท่องเที่ยว” ที่ได้รับความนิยมมากของชาวมาเลเซีย ซึ่งคนมาเลย์ใช้เวลาเดินทางด้วยเครื่องบินจากกัวลาลัมเปอร์ถึงหาดใหญ่เร็วกว่าคนกรุงเทพฯ บวกกับไม่มีทัศนคติด้านลบกับภาคใต้ ทำให้พี่น้องเพื่อนบ้านเห็นสงขลาเป็นจุดหมายปลายทาง

ม.ร.ว.สวัสดิวุฒิ สวัสดิวัตน์ รองกรรมการผู้จัดการบริษัท เอ็น.ซี.ซี.แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ จึงขอพาทัวร์เพื่อให้รู้ว่าสงขลามีดีกว่าตลาดกิมหยง มีดีกว่าโชคดีติ่มซำ และมีดีกว่าตัวเมืองหาดใหญ่มาก!

ชุมชนกลางทะเลสาบ

เกาะโดดเดี่ยวกลางทะเลสาบสงขลานาม “เกาะยอ” มีฐานะเป็นตำบลแบ่งเป็น 9 หมู่บ้าน มีพื้นที่ทั้งหมด 15 ตร.กม. โดยสภาพทั่วไปส่วนใหญ่เป็นเนินเขา มีที่ราบเชิงเขาติดทะเล และมีที่ราบกว้างทางตอนใต้เหมาะแก่การเพาะปลูก โดยมีสะพานติณสูลานนท์เชื่อมระหว่างเกาะยอกับตำบลใกล้เคียง

กิจกรรมที่ถูกจริตผู้ใหญ่ต้องนำเสนอการไหว้พระ เพราะบนเกาะยอมีหลายวัดศักดิ์สิทธิ์และมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ทั้ง วัดแหลมพ้อ ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางไสยาสน์องค์ใหญ่ วัดท้ายยอ วัดเก่าแก่ที่มีโบราณสถานล้ำค่า คือกุฏิเรือนไทยปั้นหยา 3 หลังติดกัน อายุกว่า 200 ปี มีเอกลักษณ์ตรงกระเบื้องดินเผาเกาะยอ และเสาเรือนกุฏิที่ไม่ฝังลงดินแต่ตั้งอยู่บนตีนเสา อันเป็นลักษณะเฉพาะของบ้านชาวไทยในภาคใต้เท่านั้น

วัดเขากุฏิ ตั้งอยู่บนยอดเขากุฏิซึ่งเป็นจุดที่สูงที่สุดของเกาะยอ มีโบราณสถานที่สำคัญ คือ เจดีย์สมเด็จเจ้าเกาะยอ เป็นศูนย์รวมจิตใจและความศรัทธาของชาวเกาะยอ โดยในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ของทุกปี จะมีงานห่มผ้าเจดีย์เพื่อนมัสการสมเด็จเจ้าเกาะยอ

และยังเป็นจุดชมวิวเมืองใหญ่ 2 ทะเล คือ ทะเลสาบและทะเลอ่าวไทย นอกจากนี้ ยังมีวัดโคกเปี้ยว ตั้งอยู่ติดทะเลสาบ ภายในวัดมีโบสถ์เก่าแก่ และต้นละมุด 100 ปี ส่วนวัดเขาบ่อ วัดที่มีความเชื่อในเรื่องของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมีตำนานเกี่ยวกับช้างขุด ทำให้ชาวบ้านเลื่อมใสและมักขอพร

รอบเกาะยอมีถนนลาดยางให้สัญจรและยังมีอีกหลายเสน่ห์ให้ค้นหา ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้การทำสวนผลไม้แบบ “สุมรุม” หรือสวนสมรม คือการปลูกผลไม้หลากชนิดภายในสวนเดียว ทำให้มีผลไม้ผลัดกันให้ผลผลิตตลอดปี เช่น ส้มโอ มะพร้าว ขนุน และผลไม้ที่มีชื่อของเกาะยออย่าง จำปาดะ ลักษณะคล้ายขนุนแต่ลูกเล็กกว่า รสชาติหวาน กลิ่นหอมไม่แรงมาก สามารถนำไปทอดเหมือนกล้วยแขก หรือกินสดก็ได้ ซึ่งที่นี่เน้นการปลูกโดยใช้ปุ๋ยชีวภาพ ทำให้นอกจากจะได้ชิมผลไม้สดๆ จากสวน ก็จะได้รับความรู้เรื่องการทำเกษตรปลอดภัยกลับไป

นอกเหนือจากเกษตรกรรม แน่นอนว่าชุมชนกลางทะเลสาบต้องทำประมง โดยเกาะยอเป็นแหล่งเลี้ยงปลากะพงขาวในกระชังที่ขึ้นชื่อเรื่องความอร่อย เนื้อแน่น จนกลายเป็นเมนูขึ้นชื่อที่ต้องสั่งมารับประทาน

จากนั้นหากกำลังมองหาของฝาก ผ้าทอเกาะยออาจเป็นทางเลือกที่ดี มีลายเอกลักษณ์คือ ลายราชวัตถ์ ดอกพิกุล และดอกพะยอม ซึ่งเป็นผ้าพื้นเมืองที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมจากผู้นิยมสวมใส่ผ้าไทยมาก

ต.เกาะยออยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของ อ.เมืองสงขลา การเดินทางมายังเกาะยอมีสะพานติณสูลานนท์ 2 ช่วงเชื่อมเกาะยอกับฝั่ง อ.เมืองสงขลาและสิงหนคร

เหล่เมืองเก่า

กลับมาเยือนเมืองเก่าสงขลาครั้งนี้มีเรื่องให้ตื่นตาตื่นใจ ไม่ใช่แค่สตรีทอาร์ตที่ซ่อนตัวอยู่ตามตรอกซอกซอย แต่เป็นความร่วมมือของรัฐและเอกชนที่ช่วยกันอนุรักษ์ประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมอย่างสร้างสรรค์ผ่านการท่องเที่ยว

ทางเทศบาลนครสงขลาเปิดให้บริการรถรางชมเมืองฟรี ทุกวัน วันละ 5 รอบ (songkhlacity.go.th) โดยจะพาไปแวะตามจุดที่น่าสนใจ 9 จุดเพื่อให้รู้จักและเห็นภาพรวมของเมืองเก่าสงขลาทั้งหมดภายในเวลา 1 ชั่วโมงครึ่ง

ยกตัวอย่าง ประติมากรรมพญานาคพ่นน้ำ สร้างขึ้นบริเวณชายหาดสมิหลาเพื่อปรับภูมิทัศน์ให้เป็นสถานที่พักผ่อนของนักท่องเที่ยวและชาวสงขลา พิพิธภัณฑ์พธำมะรงค์ (บ้านของตระกูลติณสูลานนท์) เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่สร้างขึ้นเพื่อจำลองสถานที่เกิดของ ฯพณฯ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์

จากนั้นยังพาไปแชะภาพที่ ท่าน้ำศักดิ์สิทธิ์พิทักษ์ ท่าเรือที่ล้อมรอบด้วยตึกเก่า ทางเดินปูด้วยอิฐ ล้อมรอบด้วยต้นไม้ จนกลายเป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยมของนักท่องเที่ยว ต่อด้วยบ้านสงครามโลก ลักษณะเป็นอาคารสูงแบบจีน โดยในปี 2488 ที่นี่ถูกกองทัพอากาศอังกฤษทิ้งระเบิดใส่ เพราะคิดว่าเป็นกองบัญชาการทหารญี่ปุ่น

และที่พลาดไม่ได้คือ หับ โห้ หิ้น โรงสีข้าวทาสีแดงสด อายุร่วม 100 ปี ในอดีตเคยเป็นโรงสีขาวที่ทันสมัยที่สุดและอยู่ติดแม่น้ำทำให้ค้าขายสะดวก ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของสำนักงานภาคีคนรักเมืองสงขลาสมาคม ผู้ปลุกกระแสการท่องเที่ยวสงขลาให้กลับมาคึกคัก

นอกจากนี้ รถรางจะพาไปหยุดที่ สตรีทอาร์ต ใหญ่ๆ อย่างภาพคนดื่มชายามเช้า และภาพวิถีคนประมง ซึ่งภาพตามผนังอาคารจะซุกซ่อนอยู่บนถนน 3 สายไล่เรียงจากริมทะเลสาบสงขลาเข้ามา ได้แก่ ถนนนครนอก ถนนนครใน และถนนนางงาม

แต่ที่ต้องเขียนตัวหนาปักหมุดว่าสำคัญต้องยกให้ “บ้านนครใน” พิพิธภัณฑ์เอกชนแห่งแรกของเมืองสงขลาที่บอกเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ และจัดแสดงเฟอร์นิเจอร์เก่าแก่ที่อยู่คู่บ้านเรือนเมื่อศตวรรษที่แล้ว เช่น เตียงไม้โบราณอายุกว่า 100 ปี เซรามิกจีน และรูปถ่ายเมืองสงขลาตั้งแต่ยุคที่สงขลายังมีประตูเมืองจนไปถึงยุคสงครามโลก รวมทั้งมีห้องจัดแสดงพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยเฉพาะ

กระจ่าง จารุพฤกษ์พันธ์ เจ้าของธุรกิจร้านทองหยงเตียนเป็นผู้ลงทุนในการปรับปรุงอาคารเก่ามาเป็นพิพิธภัณฑ์เอกชน อาคารอยู่ในกลุ่มอาคารทรงชิโน-ยูโรเปี้ยน 2 หลัง ได้แก่ อาคารไม้สองชั้น และอาคารปูนสูง 4 ชั้นสีขาว โดยพิพิธภัณฑ์ยังเปิดให้เข้าชมแค่อาคารไม้และชั้นล่างของอาคารปูน ส่วนนิทรรศการเต็มรูปแบบมีกำหนดเปิดให้เข้าชมปลายปี 2561

นอกจากอาคารเก่าแก่ ในย่านเมืองเก่าสงขลายังเด่นเรื่อง ขนมและอาหารทั้งไทย จีน ฝรั่ง โดยเฉพาะบนถนนนางงามที่มีทั้งร้านขนมไทย เช่น ร้านสอง-แสน ขายสำปันนี ขี้มอด ทองเอก ข้าวฟ่างกวน ขนมเทียนสด ซึ่งเป็นขนมโบราณหากินยาก ร้านไอศกรีม ร้านกาแฟโบราณ ร้านซาลาเปา ร้านโจ๊กเกาะลอย ร้านเกียดฟั่ง (โกยาว) ขายข้าวสตู หรือจะเปิดประสบการณ์ใหม่ลองกิน ก๋วยเตี๋ยวใต้โรงงิ้ว ภายในศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสงขลา

ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสงขลา

เป็นศาลเจ้าแห่งเดียวในโลกที่ประดิษฐานทั้งเสาหลักเมือง ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามคติพราหมณ์ และเทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ตามคติจีนอยู่ร่วมกันในอาคารเดียว โดยเสาหลักเมืองสงขลา คือสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นที่เป็นสิริมงคลของเมืองสงขลาที่บ่อยาง

แต่เดิมเป็นเสาไม้ชัยพฤกษ์ที่ได้รับพระราชทานจากรัชกาลที่ 3 และเทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์ในศาลเจ้า ได้แก่ เทวดาฟ้าดิน (ถี่ก้อง)เจ้าพ่อหลักเมือง พระเสื้อเมือง เจ้าแม่ทับทิม พระครูหมอ พระทรงเมือง เจ้าแม่กวนอิม และหมึงสิน (ทวารบาล)

เงือกสาวสมิหลา

มาเยือนสงขลา แล้วไม่ได้มาสัมผัสหาดสมิหลาถือว่ามาไม่ถึง งดงามด้วยชายหาดยาว ทรายละเอียดดังสมญานามทรายแก้ว ร่มรื่นด้วยแนวต้นสนริมหาด และมองเห็นทิวทัศน์ของเกาะหนูเกาะแมวที่มีตำนานเล่าขานมาช้านาน

ไฮไลต์สำคัญคือ “ประติมากรรมเงือกทอง” สร้างขึ้นปี 2509 หล่อขึ้นจากบรอนซ์รมดำ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของหาดสมิหลา โดยเหตุที่ต้องเป็นนางเงือกนั้น เป็นเพราะนิทานปรัมปราไทยเรื่องหนึ่งเล่าว่า ในคืนท้องฟ้างาม ณ ชายหาดสวยแห่งหนึ่ง จะมีนางเงือกขึ้นมาจากทะเลมานั่งหวีผม จึงปั้นนางเงือกขึ้นบนหาดสมิหลา และมีความเชื่อในหมู่นักท่องเที่ยวว่า หากลูบคลำอกนางเงือกจะได้กลับมาสงขลาอีก ทำให้จากบรอนซ์รมดำกลายเป็นสีทองเฉพาะจุด ซึ่งหากนางเงือกมีชีวิตคงหนีลงน้ำเหมือนในนิทาน

เขาคอหงส์ชมวิว

เย็นย่ำยามอัสดง ผู้คนทั้งคนโสด คู่รัก และครอบครัวต่างเดินทางไปยัง “เขาคอหงส์” เพื่อชมพระอาทิตย์ตกฟ้าและดาวบนดินของเมืองหาดใหญ่ ซึ่งทุกคนจะหันหน้าออกไปทางเดียวกับพระพุทธมงคลมหาราช พระพุทธรูปประจำเมืองหาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่เขาคอหงส์ ลักษณะเป็นพระพุทธรูปปางประทานพรที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ หล่อด้วยทองเหลือง สูง 19.90 ม. หนัก 200 ตัน เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวหาดใหญ่มาตั้งแต่ปี 2542 และที่นี่ยังมีเคเบิลคาร์พาขึ้นเขาไปรอชมฉากฟินาเล่ปิดท้ายวันสุดอลังการ

ขากลับขณะรอขึ้นเครื่องบินที่หาดใหญ่ ความทรงจำที่เก็บเกี่ยวมาตลอดทางทำให้ไม่อาจลืมได้แล้วว่า สงขลาหน้าตาเป็นอย่างไร แม้ความมั่งคั่งในอดีตจะเลือนไป แต่ความร่ำรวยเสน่หากลับมาแทนที่ ทั้งภาพชุมชน ธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม ล้วนประกอบร่างสร้างเป็นตัวตนของสงขลาเมืองงาม

 

ความงดงามแห่งวันวาน ชิโนโปรตุกีส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ธันวาคม 2560 เวลา 10:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/529619

ความงดงามแห่งวันวาน ชิโนโปรตุกีส

โดย สืบสิน ภาพ กาญจนา

มีโอกาสบินลัดฟ้าสู่ จ.ภูเก็ต ดินแดนที่มีทะเลที่สวยงาม อาหารที่อร่อยได้ใจแล้ว ยังจัดว่าเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์และความรุ่งเรืองมายาวนานอีกแห่งหนึ่งของไทยเลยทีเดียว

หากย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 100 กว่าปีที่แล้ว ภูเก็ตไม่ได้เป็นเมืองท่องเที่ยวเหมือนทุกวันนี้ แต่กลับเป็นเมืองที่มีทรัพยากรแร่ธาตุเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะแร่ดีบุก ซึ่งแร่ดีบุกในสมัยนั้นเป็นแร่ที่มีราคาสูงมาก และเป็นของมีค่าที่หลายประเทศมีความต้องการใช้ในการพัฒนาประเทศเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม จากการที่มีแร่ดีบุกอยู่มากนี้เอง ทำให้มีชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวตะวันตกเข้าภูเก็ตมาร่วมลงทุนในเหมืองแร่และมีชาวจีนมาเป็นแรงงาน บ้างก็เปลี่ยนตัวเองมาเป็นนายเหมือง พ่อค้ากันไปเลย

เมืองภูเก็ตในตอนนั้นจึงมีวัฒนธรรมแบบตะวันตกและจีนผสมอยู่ด้วยกันอย่างกลมกลืน การสร้างบ้านในตอนนั้นจึงผสมผสานสถาปัตยกรรมทั้งสองแบบเข้าด้วยกัน กลายเป็นสถาปัตยกรรมที่เรียกกันว่า ชิโนโปรตุกีส ตามหลักฐานบอกว่าบรรดาตึกเก่าเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2446 ซึ่งบ้านเรือนแบบชิโนโปรตุกีสนั้น จริงๆ แล้วมีกระจายกันหลายจังหวัดในภาคใต้ แต่ที่มีเยอะสุดและยังอยู่ในสภาพที่ดีที่สุดก็เห็นจะเป็นที่ภูเก็ตนี่ล่ะ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

คำว่าชิโน (Sino) แปลว่า จีน ส่วนโปรตุกีส ก็คือประเทศโปรตุเกสในทวีปยุโรปนั่นเอง เมื่อนำมารวมเป็น ชิโนโปรตุกีส จึงหมายถึงสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างจีนกับยุโรปได้อย่างลงตัว

ทางเทศบาลเมืองภูเก็ตได้เห็นถึงความสำคัญของสถาปัตยกรรมเหล่านี้ จึงได้ทำการอนุรักษ์รูปแบบสถาปัตยกรรมชิโนโปรตุกีสนี้ไว้ และจัดให้เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกของการท่องเที่ยว จัดให้มีเส้นทางเดินชมเมืองเก่าภูเก็ตเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับความสวยงามของบ้านเรือนเก่าแก่ของภูเก็ต พร้อมๆ กับได้สัมผัสวัฒนธรรมและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนภูเก็ตอีกด้วย

ส่วนเส้นทางการเดินชมตึกเก่าชิโนโปรตุกีส มีด้วยกันหลายถนน เริ่มต้นที่

ถนนถลางและซอยรมณีย์ เป็นถนนสายประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ ตรงช่วงนี้จะมีอาคารตึกแถวเก่าที่มีรูปแบบเดิมๆ เกาะกลุ่มกันอยู่เป็นจำนวนมาก รวมถึงร้านค้า ร้านอาหารต่าง เริ่มต้นจากสี่แยกถนนถลางตัดกับถนนภูเก็ตไปจนสุดสี่แยกตัดกับถนนเยาวราช มีตึกแถวกว่า 151 คูหา ตัวตึกจะมีรูปแบบการตกแต่งช่องหน้าต่างโค้งตามแบบสถาปัตยกรรมยุคนีโอคลาสสิก มีลวดลายที่งดงามเน้นธรรมชาติเถาไม้ ใบไม้ และรูปสัตว์ ตึกแถวบริเวณนี้จึงมีลักษณะเด่นอยู่ที่ประตูด้านหน้า เป็นแบบบานเฟี้ยมไม้เก่าแก่ให้ชื่นชมกันจนอิ่มตา

ถนนพังงา ถนนภูเก็ต ถนนมนตรีเริ่มจากศูนย์รวมข่าวพรหมเทพ ซึ่งตั้งอยู่หัวมุมถนนพังงาตัดกับถนนภูเก็ต เมื่อเดินลงมาตามทิศใต้ เลี้ยวขวาเข้าถนนรัษฎาไปจนถึงวงเวียนสุริยเดชและตรงไปตามถนนระนอง ซึ่งช่วงนี้จะได้พบกับตึกที่น่าสนใจ อาทิ โรงแรมออน ออน ศูนย์รวมข่าวพรหมเทพ ซึ่งปัจจุบันทาสีใหม่เป็นสีเหลืองโดดเด่น และมีหอนาฬิกาสูง 4 ชั้น มีหลังคาคล้ายรูปหมวกตำรวจสมัยก่อน ช่องประตูหน้าต่างแบ่งเป็นช่องโค้งมีเสาอิงแบ่งเป็นช่วง ประดับลายปูนปั้นบนยอดซุ้มโค้งสวยงาม

ถนนเยาวราชตัดกับถนนดีบุกช่วงนี้เริ่มจากแยกถนนดีบุกตัดกับถนนสตูล เดินตามถนนดีบุกจนถึงสี่แยกตัดกับถนนเยาวราช พอเลี้ยวขวาเข้าถนนเยาวราช จะได้สัมผัสกับบรรยากาศตึกเก่า และแวะลิ้มรสอาหารอร่อยในตรอกสุ่นอุทิศ แล้วย้อนกลับมาสี่แยกเลี้ยวเข้าถนนดีบุก อีกช่วงหนึ่งจะเข้าสู่ซอยรมณีย์ การเดินชมเมืองในช่วงนี้จะได้สัมผัสกับความหลากหลายของตึกชิโนโปรตุกีสที่หาดูได้ยาก อย่างที่บ้านหลวงอำนาจนรารักษ์ เป็นบ้านที่มีความงดงามโดดเด่นอยู่ที่ลายปูนปั้นตั้งแต่หัวเสาแบบคอมโพสิต และช่วงคานเหนือเสา เป็นศิลปะแบบกรีก ยุคคลาสสิก ผสานกับปูนปั้นลายค้างคาว ลายหงส์ ลายเมฆ รวมทั้งลายใบไม้และผลไม้ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์มงคลของคนจีน

ถนนกระบี่และถนนสตูลเริ่มจากถนนกระบี่ บริเวณแยกถนนเยาวราช เดินไปทางตะวันตกจนถึงสามแยกตัดกับถนนสตูล เดินตรงไปถึงบ้านคุณประชา ตัณฑวณิช ย้อนกลับมาจนถึงสามแยกตัดกับถนนดีบุก เส้นทางสายนี้มีอาคารเก่าที่ชวนชมอย่างอาคารพิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว เป็นตึก 2 ชั้น ชั้นล่างมีซุ้มโค้งเตี้ยขนาดใหญ่ 3 ซุ้ม มีเสากลมรับโค้ง หัวเสาประดับด้วยลายบัวแบบกึ่งไอโอนิกและคอรินเธียน ผนังอาคารเซาะร่องขนาดใหญ่ เรียกว่า Rustication ชั้นบนมีซุ้ม หน้าต่าง 3 ซุ้ม มีช่องหน้าต่าง 2 ช่อง กรอบหน้าต่างด้านบนเป็นจั่วโรมัน บานหน้าต่างไม้สี่เหลี่ยม มีลวดลาย เรขาคณิต เหนือซุ้มช่วงกลางมีหน้าจั่วปูนปั้นรูปค้างคาว

ถนนเทพกระษัตรี ช่วงนี้เป็นช่วงต่อจากเส้นทางเดินที่ซอยรมณีย์ เลี้ยวซ้ายทะลุออกถนนถลาง เมี่อถึงสี่แยกเลี้ยวซ้ายเดินตามถนนเทพกระษัตรี พอถึงแยกตัดกับถนนดีบุก อาจแวะชมบ้านเก่าแล้วย้อนออกมาตามถนนเทพกระษัตรีอีกครั้งจนไปสิ้นสุดเส้นทางที่คฤหาสน์ตระกูลหงส์หยก หรือบ้านหลวงอนุภาษภูเก็ตการ ซึ่งเป็นบ้านที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 7 ด้านหน้าอาคารเป็นรูปโค้งครึ่งวงกลมขนาดใหญ่ที่รถยนต์เข้าไปจอดเทียบได้ ชั้นล่างเป็นซุ้มโค้งเตี้ย 3 โค้ง หัวเสา จะเป็นแบบดอริก ผนังเซาะเป็นร่องลึกคล้ายแนวหินก่อ ชั้นบนเป็นระเบียง มีลูกกรงปูนปั้นประดับงดงามมาก