ใช้ชีวิตให้มีสีสัน ลีฟอิทอัพ โฮสเทล ชิดลม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มิถุนายน 2560 เวลา 07:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/499646

ใช้ชีวิตให้มีสีสัน ลีฟอิทอัพ โฮสเทล ชิดลม

โดย…นิทรา ราตรี

 ความสดใสของ ลีฟอิทอัพ โฮสเทล ชิดลม (Liveitup) คือสีสันของกรุงเทพมหานคร ตามคอนเซ็ปต์การใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานและมีพลัง ซึ่งเคยส่งต่อพลังไปแล้วผ่านสาขาแรกที่อโศก

ลีฟอิทอัพ โฮสเทล ชิดลม ยังคงเลือกใช้สีสันสดใส ผสมผสานการวาดภาพศิลปะและดีเทลที่เกี่ยวกับความเป็นไทย เพื่อให้ผู้มาเยือนรู้สึกสนุก อบอุ่น และได้เรียนรู้วิถีชีวิตของคนไทยสมัยใหม่ได้ดียิ่งขึ้น

จุดเด่นของการออกแบบอยู่ที่การใช้ตัวแมสคอตอย่าง นายจัน ที่วาดเป็นตัวการ์ตูนเข้ามาแต่งแต้มและสร้างสีสันให้กับการดีไซน์ โดยนายจันจะรอต้อนรับนักท่องเที่ยวอยู่ที่บริเวณประตูทางเข้า และแอบอยู่ตามภาพวาดต่างๆ ไว้เป็นลูกเล่นสร้างรอยยิ้ม

 โฮสเทลประกอบด้วยห้องพักหลายรูปแบบเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นห้องแบบเตียงรวมหรือหอพัก (Dorm) ขนาดตั้งแต่ 10 เตียง 7 เตียง 6 เตียง 4 เตียง 3 เตียง และ 2 เตียง โดยแต่ละเตียงมีม่านกั้นและไฟอ่านหนังสือ

รวมถึงห้องพักส่วนตัวที่ใช้ห้องน้ำรวม และห้องพักส่วนตัวที่มีห้องน้ำในตัว พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่จำเป็นแก่นักเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นตู้เก็บของ ลิฟต์ ห้องอาบน้ำ ห้องน้ำ ตู้เย็น ไมโครเวฟ ชา กาแฟ ของว่าง คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง พื้นที่พักผ่อนส่วนกลาง ระเบียงสำหรับสูบบุหรี่ ตู้ซักอบผ้าแบบหยอดเหรียญ และร้านขายเครื่องดื่ม

นอกจากนี้ ลีฟอิทอัพยังตอบโจทย์การท่องเที่ยวแบบใหม่ที่โดนใจวัยรุ่น และนักเดินทางกลุ่มบัดเจ็ตที่ต้องการที่พักที่สะอาด ใหม่ สะดวกสบาย ราคาเอื้อมถึง รวมทั้งเป็นพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวมีโอกาสได้สร้างมิตรภาพใหม่ๆ และแบ่งปันประสบการณ์อันน่าตื่นเต้นระหว่างเดินทาง เหมือนกับชื่อ Live it up! ที่แปลว่า การมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข

Price: ห้องพักเริ่มต้นที่ 300 – 1,600 บ.

Place: ตั้งอยู่ในซอยหลังสวนถัดจากโครงการปอร์ติโก้ ห่างจากบีทีเอสชิดลม 5 นาที โทร. 063-905-8415 เว็บไซต์ www.liveituphostel.com

Promotion: –

 

 

ปักหมุด ‘ตลาดเก่านาเกลือ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มิถุนายน 2560 เวลา 07:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/499641

ปักหมุด ‘ตลาดเก่านาเกลือ’

โดย…พัชรศรี ปิ่นแก้ว

 อพท. 3 ร่วมกับชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนนาเกลือ และกลุ่มประมงต้นแบบบ้านนาเกลือ เปิด “ตลาดเก่านาเกลือ” อ.บางละมุง อายุเก่าแก่กว่า 100 ปี เป็นแหล่งช็อป ชิม ชิล เชิงอนุรักษ์ และทำกิจกรรมนั่งเรือตกหมึก ชมพระอาทิตย์ตก ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชื่อมโยงแห่งใหม่ใกล้พัทยา

เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา กลายเป็นความคลาสสิกให้เมืองที่ไม่เคยหลับแห่งนี้

ธิติ จันทร์แต่งผล รักษาการผู้จัดการพื้นที่พิเศษเมืองพัทยาและพื้นที่เชื่อมโยง (อพท.3) กล่าวว่า สำหรับการเปิดพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติบนพื้นที่ ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ซึ่งร่วมงานกับชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนนาเกลือ และกลุ่มประมงเรือเล็กพื้นบ้านนาเกลือ ได้จัดให้พื้นที่ “ตลาดเก่านาเกลือ” เป็นพื้นที่เชื่อมโยงการท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่ได้รับการพัฒนาและฟื้นฟูวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนตลาดเก่าให้กลับมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวและเชื่อมโยงกับเมืองพัทยาภายใต้การดูแลของ อพท.3 ซึ่งได้วางแผนงานการพัฒนาต่อยอดให้เกิดการเชื่อมโยงทางภายในพื้นที่บางละมุงและพื้นที่ท่องเที่ยวแหล่งอนุรักษ์ใน จ.ชลบุรี

อาคารเก่าผสมกับร้านสะดวกซื้อสมัยใหม่

 

เขายังเผยด้วยว่า พื้นที่ตลาดเก่านาเกลือ ทาง อพท.3 ได้เข้าไปร่วมกับชุมชนและสนับสนุนการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ เนื่องจากเล็งเห็นศักยภาพทางด้านการเป็นแหล่งอาหารทะเลสด รวมถึงจุดเด่นของการเป็นชุมชนการค้าที่เก่าแก่มากกว่า 100 ปี และยังคงเป็นแหล่งรวมอาหารพื้นบ้านตามสูตรที่มีการถ่ายทอดรุ่นสู่รุ่น

“ขณะเดียวกันเป็นพื้นที่แหล่งจับปลาทะเลชายฝั่งที่ยังเหลืออยู่และติดกับพื้นที่เมืองพัทยาด้วย ทำให้ อพท.3 ต้องเข้าประสานร่วมมือกับกลุ่มชุมชนชาวตลาดนาเกลือ ตลาดอาหารสด และกลุ่มประมงเรือเล็กพื้นบ้านนาเกลือที่มีความพร้อมในการดำเนินกิจกรรมร่วมกันฟื้นฟูพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งในเมืองพัทยา”

ขณะที่ รัตนา อ่องสมบัติ กรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์และประสานงานชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนนาเกลือ กล่าวว่า หลังจากเปิดตลาดนาเกลือได้ 2-3 เดือนที่ผ่านมา ก็ได้รับเสียงตอบรับอย่างดีทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างประเทศ แต่กว่าจะเป็นแบบนี้เมื่อสมัยก่อนตลาดนาเกลือจะคล้ายกับตลาดโต้รุ่ง แต่ 20 กว่าปีที่ผ่านมากลายเป็นตลาดร้าง เพราะทางหน่วยงานราชการได้สร้างตลาดใหม่ตรงตลาดอมร ทำให้คนในชุมชนที่มีอาชีพค้าขายส่วนใหญ่ย้ายตามไป

ชาวบ้านออกมาจับจ่ายอาหารในตลาดเก่า

 

“ทางชุมชนจึงปรึกษาหารือกันว่าควรลองเปิดตลาดแห่งนี้อีกครั้ง ประกอบกับได้ทาง อพท.3 เข้ามาช่วยให้แนวคิดและมองว่าพื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งที่สามารถพัฒนาได้ ทางชุมชมก็มีช่วยกันคิดว่านอกจากมีโซนอาหารสดที่เป็นจุดเด่นแล้ว น่าจะลองทำโซนอาหารปรุงสุกสำเร็จรูปด้วยภายใต้แนวคิด ‘อาหารถิ่น กินอร่อย’ โดยเป็นอาหารพื้นบ้านที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากฝีมือคนในชุมชน”

ผู้ประสานงานชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนนาเกลือ กล่าวต่อว่า ตลาดแห่งนี้เปิดมาได้เพียงไม่นาน จึงต้องมีข้อผิดพลาดอยู่บ้าง แต่ทุกคนในชุมชนพร้อมจะเรียนรู้ นำคำติชม ข้อเสนอแนะมาแก้ปัญหา เพื่อพัฒนาตลาดให้ดีขึ้น

“นอกจากเรื่องอาหารทางตลาดยังมีการนำเสนอการเรียนรู้วิถีชีวิตและความเป็นมาของตลาดที่มีอายุกว่า 100 ปี ผ่านศิลปะบนกำแพงและบ้านเรือนไม้สมัยก่อน พร้อมส่งเสริมเด็กในพื้นที่ช่วยอนุรักษ์วัฒนธรรมเดิมผ่านการเรียนรู้จากกิจกรรมต่างๆ ในพื้นที่ โดยนัดมารวมตัวกันช่วงเสาร์-อาทิตย์ เพื่อพัฒนาให้เป็นเด็กมีความรู้เกี่ยวกับพื้นที่ของตนเองอย่างดี สู่การมีทักษะการสื่อสารที่ดีหากมีนักท่องเที่ยวสอบถาม และอีกหนึ่งจุดเด่นของตลาดแห่งนี้คือ ภาชนะที่ใช้จะปลอดการใช้โฟม เป็นการสนองตอบนโยบายของรัฐบาลและ จ.ชลบุรี ที่ต้องการให้เป็นประเทศและจังหวัดไร้ขยะ”

วิถีชาวนาเกลือ

 

นอกจากนี้ ดร บุญมา รองประธานกลุ่มประมงต้นแบบบ้านนาเกลือ ได้กล่าวถึงความเป็นมาของตลาดเก่านาเกลือว่า พื้นฐานเดิมของคนในชุมชนแห่งนี้ส่วนใหญ่เป็นชาวประมง จึงสร้างพื้นที่ให้เป็นที่แลกของกันจนเป็นแหล่งสำคัญทางประมงสมัยก่อน

“ทำให้เกิดความคิดตอนหารือจะเปิดตลาดเก่านาเกลืออีกครั้งว่าน่าจะมีการเชื่อมโยงสำหรับการแนะนำความเป็นมาที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตการประมงพื้นบ้านกับตลาดโดยผ่านการนั่งเรือประมงพื้นบ้าน เช่น การนั่งเรือชมวิวพระอาทิตย์ตก ชมความงามของปราสาทสัจธรรม รวมถึงท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เพาะพันธุ์ปลา โดยใช้ซั้งเชือกเพื่อการอนุบาลและการอนุรักษ์สัตว์ทะเล และการนั่งเรือตกหมึกตามวิถีชีวิตชาวประมงเป็นจุดสนใจอีกทางเลือกหนึ่งด้วย”

ทาง อพท.3 ได้วางแผนการพัฒนาให้เกิดความต่อเนื่องและความยั่งยืนในทุกด้าน เพื่อให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีการบริหารจัดการอย่างเข้มแข็ง โดยเกิดจากความร่วมมือของทุกฝ่าย ทั้งภาคชุมชน หน่วยราชการ และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ได้จัดให้มีการอบรมและศึกษาดูงานในพื้นที่ต้นแบบเพื่อนำมาสู่การเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ อพท.3 พร้อมทั้งมีการต่อยอดความร่วมมือและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้มีจุดเด่นและสร้างอัตลักษณ์ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ศิลปะสะท้อนวิถีชีวิตดั้งเดิม

 

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาและส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่เชื่อมโยง โดยการเข้าไปสนับสนุนของ อพท.3 เป็นการดำเนินงานตามนโยบายประชารัฐต่อการคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย เพื่อให้เกิดการยกระดับเศรษฐกิจท้องถิ่น การพัฒนาศักยภาพของพื้นที่ที่มีศักยภาพและมีความโดดเด่นนำมาเป็นจุดขาย เพื่อสร้างเป็นแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งการเรียนรู้วิถีชีวิตให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศ

นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสวิถีชีวิตชาวนาเกลือ อาคารบ้านเรือนแบบดั้งเดิม และร้านอาหารมากกว่า 60 ร้านในราคาไม่แพง โดยตลาดเก่านาเกลือจะจัดขึ้นในช่วงเย็นของวันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 15.00-21.00 น. ตลอดปี 2560

ศาลเจ้าจีนในย่านตลาดเก่า

ทะเลตากแห้ง ของขึ้นชื่อแห่งนาเกลือ

ขนมเปี๊ยะของแม่ค้าสาวสวย

ธิติ จันทร์แต่งผล

มะม่วงน้ำดอกไม้อวบอิ่ม ความชุ่มฉ่ำของฤดูกาลนี้

คุณติ๋ว ร้านข้าวเหนียวมะม่วงชื่อดัง

แจงลอนร้อนๆ อาหารพื้นบ้านที่หากินได้ยาก

ร้านขายอาหารทะเลอบแห้ง

 

 

 

โอเค! เบตง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มิถุนายน 2560 เวลา 07:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/499637

โอเค! เบตง

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ / โสภิตา สว่างเลิศกุล

 “เบตง” เป็นอำเภอที่มีขนาดใหญ่ใน จ.ยะลา นับเป็นอำเภอที่ตั้งอยู่ใต้สุดของประเทศไทย โดยมีลักษณะเป็นหัวหอกยื่นเข้าไปในประเทศมาเลเซีย ตั้งอยู่ในแนวเทือกเขาสันกาลาคีรี มีเนื้อที่ประมาณ 1,328 ตารางกิโลเมตร ห่างจากตัวเมืองยะลาประมาณ 140 กิโลเมตร และห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ 1,220 กิโลเมตร

ด้วยภูมิประเทศของ อ.เบตง ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงจึงทำให้เบตงมีอากาศดี และมีหมอกตลอดปี ดังคำขวัญประจำอำเภอที่ว่า “เมืองในหมอก ดอกไม้งาม ใต้สุดสยาม เมืองงามชายแดน”

สภาพโดยรวมของพื้นที่เป็นที่ราบสูงเนินเขา ลุ่มน้ำ เมืองเบตงตั้งอยู่ในหุบเขา มีลักษณะเหมือนแอ่งกระทะที่โอบล้อมด้วยหุบเขาน้อยใหญ่ พื้นที่ทั่วไปสูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 1,900 ฟุต ตัวเมืองเบตงอยู่ห่างจากด่านชายแดนเบตงเป็นระยะทาง 7 กิโลเมตร เป็นเมืองที่มีความสำคัญด้านการท่องเที่ยวและการขนส่งสินค้า เป็นเมืองหน้าด่านที่จะนำสินค้าเข้าออกไปยังท่าเรือน้ำลึกปีนังของมาเลเซีย

ปัจจุบัน อ.เบตง จ.ยะลา ถูกยกระดับให้เป็น 1 ใน 3 อำเภอของพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ กำหนดไว้เมื่อปี 2559 ให้ อ.เบตง เป็นเมืองต้นแบบด้านการพัฒนาเพื่อการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับอีก 2 อำเภอ คือ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี และ อ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาส ที่ทั้งหมดจะเป็นสามเหลี่ยมเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนภาคใต้

เมืองเบตง ในฐานะที่เป็นไข่แดง และถือเป็นเมืองที่สวยงามของพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ถูกตั้งเป้าหมายการพัฒนาในระยะสั้น คือ 1.การเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวให้เป็น 1.2 ล้านคน จากเดิมที่เฉลี่ยปีละ 2.5 แสนคน

2.การสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับประชาชนไม่น้อยกว่า 5 หมื่นราย

3.มูลค่าทางเศรษฐกิจในพื้นที่จะต้องมีการเจริญเติบโตไม่น้อยกว่า 2,500 ล้านบาท

ภายใต้เม็ดเงินที่รัฐอุดหนุนเพื่อให้เกิดการพัฒนาพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ให้มากที่สุด เพื่อหวังว่าความเจริญ การจัดการที่เป็นระบบ จะช่วยลดระดับความรุนแรงจากปัญหาการก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ให้ลดน้อยลงและหมดไป

สถานการณ์ดีขึ้น การพัฒนาจึงไหลตาม

เมื่อมองไปยังสถานการณ์ความรุนแรงของพื้นที่ในตลอดระยะเวลากว่า 13 ปี หน่วยหลักที่รับผิดชอบอย่างทหาร ซึ่งสำนักนโยบายและแผนงาน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภ.4 สน.) ได้เผยตัวเลขการก่อเหตุในห้วงเวลานับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2559 มาจนถึงปัจจุบัน พบว่าสถิติการก่อเหตุลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 56% หรือการก่อเหตุจากจำนวน 197 ครั้ง เหลือเพียง 79 ครั้ง

นั่นเป็นข้อบ่งบอกของสถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่รัฐบาลได้เสนอภายใต้การปฏิบัติงานของทหารที่คุมพื้นที่ และเมื่อเล็งเห็นว่าสถานการณ์ดีขึ้น การพัฒนาสามเหลี่ยมเศรษฐกิจในพื้นที่จึงต้องเดินหน้าอย่างทันที

กระนั้น แม้สถานการณ์จะดีขึ้นมา แต่ในส่วนของทหารก็ยังคงไม่อาจไว้วางใจ และยังคุมพื้นที่อย่างเข้มงวดเช่นเดิม

พล.ต.นิพนธ์ รองสวัสดิ์ เลขาธิการ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ฉายภาพเรื่องสถานการณ์ในพื้นที่เอาไว้อย่างน่าสนใจ โดยระบุว่า การป้องกันเหตุรุนแรงเพื่อสร้างความปลอดภัยให้ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทหารยังคงยึดมั่นและไม่ลดละ ทุกอย่างเดินหน้าตามแผนที่วางเอาไว้ และผลจากการเข้มงวด การเข้าถึงมวลชน ได้ส่งผลให้เหตุความไม่สงบของกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ ไม่อาจขยายพื้นที่ก่อเหตุเข้ามาในเขตเมืองของ 3 จังหวัดชายแดนใต้ แม้จะมีความพยายามอย่างหนักในการก่อเหตุก็ตาม

“แน่นอนว่าเราเผลอไม่ได้ เพราะเผลอเมื่อไหร่เขาก็เล่นเราทันที แต่เพราะความเข้มแข็งที่เราช่วยสร้างและส่งเสริมให้กับภาคประชาชน ทำให้การหลงผิดไปอยู่กลุ่มเห็นต่างจากรัฐลดลง และสถิติการก่อเหตุรุนแรงก็ลดลงตามไปด้วย” พล.ต.นิพนธ์ กล่าว

ยุทธศาสตร์สำคัญที่ทหารนำมาใช้ปรับกับการปฏิบัติหน้าที่ มีอยู่ 3 หลักใหญ่ คือ กฎหมายนำ การทหารตาม และการเมืองขยาย

+ กฎหมายนำ เป็นการนำความถูกต้องยุติธรรมเข้าสู่พื้นที่ พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐเองได้มุ่งเน้นในด้านการแสดงความจริงใจ และอำนวยความยุติธรรมกับทุกคนอย่างเท่าเทียม

+ การทหารตาม มุ่งเน้นเพื่อสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้กับประชาชน สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการ นักลงทุน และนักท่องเที่ยว

+ การเมืองขยาย เป็นการนำนโยบายรัฐบาลมาปฏิบัติให้เกิดผลรูปธรรม เพื่อสร้างความเข้าใจ ลดความหวาดระแวงของคนในพื้นที่ และยกระดับคุณภาพชีวิต และเพิ่มศักยภาพของประชาชนให้ดีขึ้น

3 องค์ประกอบที่ว่า พล.ต.นิพนธ์ เน้นย้ำว่าเป็นแนวนโยบายที่ได้ผล และสอดรับการพัฒนาเร่งด่วนในพื้นที่ภายใต้สถานการณ์ ตามหลัก “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ขณะเดียวกันการเดินหน้าของการเจรจาสันติสุขก็ยังคงรุดหน้าอยู่เช่นเดิม

“หากมองในเรื่องของความรุนแรง ผมบอกได้ว่า 80% ส่วนใหญ่เป็นเรื่องส่วนตัว และอีก 20% เป็นเรื่องของความมั่นคง แต่เพื่อความชัดเจนในแต่ละความรุนแรงที่เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ก็ต้องสืบสวนให้ลึกเพื่อหาความเชื่อมโยง” พล.ต.นิพนธ์ ย้ำถึงภาพรวมของสถานการณ์

เมืองสงบไร้ก่อการร้าย

ในข้อกังวลว่าสถานการณ์กลุ่มก่อการร้ายรัฐอิสลาม หรือกลุ่มไอเอส ที่แผ่ขยายเข้ามายังภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอาจส่งผลกระทบถึงประเทศไทย โดยเฉพาะสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้

คำตอบจาก พล.ต.นิพนธ์ คงทำให้เบาใจขึ้น เมื่อยืนยันและรับรองแน่นอนว่าไม่มีกลุ่มผู้ก่อการร้ายไอเอสเข้ามาในพื้นที่ อีกทั้งปัญหาความไม่สงบในชายแดนใต้ รัฐบาลยืนยันมาตลอดว่าเป็นปัญหาภายใน นานาชาติไม่อาจเข้ามาแทรกแซง และขณะเดียวกัน ปัญหาภายในที่ว่าก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ก่อการร้ายของโลกด้วย

“กลุ่มคนเห็นต่างจากรัฐ กระทำการที่ผิดกฎหมายของไทย และรัฐเข้าไปจัดการด้วยกรอบกฎหมายไทย เราไม่ได้ใช้กฎหมายสากลเข้ามาจัดการปัญหาของเรา และทุกคนที่จับตัวมาได้ ก็เป็นคนไทย ไม่มีคนต่างชาติแม้แต่คนเดียว” พล.ต.นิพนธ์ ยืนยัน

หากให้มองภาพรวมของความปลอดภัยในพื้นที่ที่จะเอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ รวมถึงส่งเสริมสภาพชีวิตของคนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ให้มีความเป็นอยู่ทีดีขึ้นได้อย่างไร?

พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษก กอ.รมน.ภ.4 สน. ให้คำตอบว่า ทหารจัดพื้นที่ปลอดภัย หรือที่เรียกว่า “เซฟโซน” ไว้ในหัวเมืองเศรษฐกิจรวมแล้ว 7 พื้นที่ กำลังหลักจะเป็นการบูรณาการร่วมระหว่างทหาร ตำรวจ ภาคพลเรือน และภาคประชาชน ความเข้มแข็งของภาคส่วนที่ร่วมมือกันทำงานทำให้พื้นที่มีความปลอดภัยสูงขึ้นกว่าเดิมอย่างมาก

“เหตุการณ์ระเบิดบิ๊กซี จ.ปัตตานี พื้นที่นั่นอยู่นอกพื้นที่ปลอดภัย ซึ่งห่างจากเซฟโซนไปราว 5 กิโลเมตร แต่แน่นอนว่าเราเข้มงวดแค่ไหน หากมีช่องโหว่ก็จะเกิดเหตุได้ทันที” พ.อ.ปราโมทย์ ให้ความเห็น

อย่างไรก็ตาม ในส่วนสถานการณ์การพูดคุยสันติสุข โดยเฉพาะประเด็นการกำหนดพื้นที่ปลอดภัย จะต้องเป็นรูปแบบที่ร่วมกันตกลงทั้งสองฝ่าย และขณะนี้ยังอยู่ในช่วงการทำงานทาง “เทคนิค” ที่ทหารก็ไม่อาจเปิดเผยข้อมูลในส่วนนี้ให้สาธารณะได้รับทราบได้ โดย พล.ต.นิพนธ์ และ พ.อ.ปราโมทย์ ยืนยันในทิศทางเดียวกันว่า ทุกอย่างกำลังดำเนินการ

หนึ่งในเมืองสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ

เมื่อทหารในฐานะหน่วยงานสำคัญที่จะต้องดูแลความสงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ยืนยันถึงสถานการณ์ว่าอยูในช่วงที่ดีขึ้น การผลักดันในการพัฒนาจึงต้องเดินหน้าอย่างเต็มที่ด้วยเช่นกัน

ไข่แดงของ 3 จังหวัดชายแดนใต้ อย่าง อ.เบตง จ.ยะลา ถูกนับเป็นหัวเมืองหลักใน 3 เมืองของพื้นที่ที่จะต้องพัฒนาให้เป็นเมืองต้นแบบภายใต้สถานการณ์ควันปืน ที่แม้จะดีขึ้น แต่ความรุนแรงก็ยังคงไม่ได้จางหายไป

กระนั้น ทำไมจึงต้องเป็น “เบตง” เพราะภูมิพื้นที่ของเบตงถือเป็นเมืองโดดเดี่ยว ตั้งอยู่ใต้สุดของประเทศไทย ขณะที่การเดินทางต้องใช้ถนนหมายเลข 410 จาก อ.เมืองยะลาเข้าสู่พื้นที่ ในระยะทางราว 137 กิโลเมตร ท่ามกลางถนนที่คดเคี้ยวตัดภูเขา กอปรกับยังต้องผ่านพื้นที่เสี่ยงอีกด้วย

ดำรงค์ ดีสกูล นายอำเภอเบตง ตอบคำถามนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า แม้เบตงจะถือเป็นเมืองเล็ก ประชากรอาศัยอยู่ราว 7 หมื่นคน แต่ภายในเมืองกลับน่าดึงดูดสำหรับนักท่องเที่ยว ทั้งธรรมชาติที่สวยงาม วิถีวัฒนธรรมของคนไทยหลากหลายเชื้อชาติ แสงสีในยามค่ำคืน สถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมาย รวมถึงอาหารต่างๆ องค์ประกอบเหล่านี้ได้ดึงดูดนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวมาเลเซีย สิงคโปร์ และจีน เข้ามาท่องเที่ยวในทุกๆ ปี

ที่สำคัญ เบตง แม้จะอยู่ในพื้นที่ก่อเหตุความไม่สงบ แต่ให้นับตัวเลขของความรุนแรงกลับเกิดขึ้นน้อยครั้งอย่างมาก โดยครั้งสุดท้ายเกิดเหตุระเบิดเมื่อปี 2557 และนับตั้งแต่นั้นมา ไม่มีเหตุใดเกิดขึ้นอีกเลย

“เพราะคนในพื้นที่เข้มแข็ง หวงพื้นที่ และไม่ต้องการความรุนแรงใดๆ เกิดขึ้น ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ทั้งทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ร่วมมือกันวางกำลังรักษาความปลอดภัยทั่วทั้งเมือง ความเข้มแข็งในจุดนี้ ถือว่าหยุดความรุนแรงให้ชะงักได้เลย” ดำรงค์ ให้ความเห็น

กระนั้น แม้ อ.เบตง จะต้องถูกผลักดันพัฒนาอย่างเร่งด่วนตามนโยบายของรัฐ เพื่อดึงเม็ดเงินและกระตุ้นการท่องเที่ยวให้กับคนในพื้นที่ และอีกนัยก็เพื่อให้เป็นเมืองต้นแบบอย่างที่กล่าวเอาไว้

แต่สิ่งหนึ่งที่นายอำเภอเบตงไม่อาจละเลย เพราะแม้เมืองจะพัฒนาไปมากแค่ไหน วิถีชีวิตของคนในพื้นที่จะต้องไม่ได้ผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนไทยเชื้อสายจีน คนไทยพุทธ และคนไทยมุสลิม จะต้องอยู่อย่างมีความสุขควบคู่ไปกับการพัฒนาเมืองเบตง

เบตง จะพัฒนาอย่างก้าวกระโดด

สิ่งสำคัญที่จะทำให้เบตงเป็นเมืองต้นแบบด้านการพัฒนาเพื่อการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน องค์ประกอบความสำเร็จจะมาพร้อมการลงทุนจากภาครัฐ กรอบวงเงิน 1,900 ล้านบาท ถูกเทเข้าสู่พื้นที่เพื่อสร้างสนามบินเบตง บนพื้นที่กว่า 900 ไร่ มีหลุมจอดเครื่องบินขนาด 70 ที่นั่ง 3 ลำ ที่ ต.ยะรม อ.เบตง ซึ่งห่างจากตัวเมืองเบตงไปทางทิศเหนือในระยะทางราว 10 กิโลเมตร

สนามบินแห่งนี้จะช่วยในการเดินทางของนักท่องเที่ยว นักธุรกิจ ทั้งชาวไทยและต่างชาติให้มาที่เบตงได้สะดวกยิ่งขึ้น ขณะที่การก่อสร้างมีความคืบหน้าและคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2562

นอกจากนี้ เงินอีก 90 ล้านบาทจะถูกนำมาใช้ก่อสร้างจุดชมวิวพื้นกระจก หรือ Sky Walk ที่เทือกเขาอัยเยอร์เวง หรือเขาไมโครเวฟ ที่เป็นจุดชมทะเลหมอกที่สวยไม่แพ้ภาคเหนือของเมืองไทย และชมได้ตลอดทั้งปี ทั้งนี้ Sky Walk จะช่วยให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับทะเลหมอกอย่างใกล้ชิดมากขึ้น และที่สำคัญ Sky Walk ชมทะเลหมอกที่เทือกเขาอัยเยอร์เวง จะเป็นแลนด์มาร์คสำคัญที่นักท่องเที่ยวสามารถชมทะเลหมอกได้อย่าง 360 องศา ซึ่งจะยิ่งใหญ่และสวยที่สุดในทวีปเอเชีย

สถานที่ท่องเที่ยวในเบตงยังมีอีกมากมาย ทั้งอุโมงค์ปิยะมิตร ที่เคยเป็นสถานที่ต่อสู้ในอดีตของคนจีนมลายูพลัดถิ่น ซึ่งอุโมงค์ที่เคยใช้เป็นพื้นที่หลบซ่อนภัยทางอากาศ ได้แปรเปลี่ยนเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่คงเอกลักษณ์ดั้งเดิมเอาไว้ เพื่อรอให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัส หรืออาหารการกินที่มีความอุดมสมบูรณ์ และเป็นอาหารเฉพาะถิ่นที่หากินได้ที่เบตงเท่านั้น ทั้งข้าวมันไก่เบตง หรือปลากือเลาะห์ ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติ และแน่นอนว่าสร้างเม็ดเงินให้กับคนในพื้นที่ไม่น้อย

บรรยากาศรอบเมืองเบตงที่ได้สัมผัส พบว่ามีเสน่ห์ดึงดูดที่น่าสนใจ ความน่ากลัวจากคนนอกที่มองว่าเบตง หรือเมืองอื่นๆ ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ยังคงอันตรายนั้น หากได้มาสัมผัสกับวิถีการดำรงชีวิตของคนในพื้นที่ รอยยิ้มที่จริงใจแผ่ซ่านให้กับคนแปลกหน้า ความกลัวก็น่าจะจางลงไปพร้อมกับควันปืนด้วยเช่นกัน และท้ายสุด เบตงอาจจะเป็นเมืองที่นำความสำเร็จไปสู่การกลืนสถานการณ์ความรุนแรงให้หายไปก็เป็นได้

ดอกไม้ชายแดนใต้ “เบตง” บนความเจริญในวันนี้

มนต์เสน่ห์และความพิเศษ หรืออัตลักษณ์เมืองในหุบเขา รวมถึงความประทับใจของเบตง ในฐานะคนที่เกิดที่นั่น ฝังรกรากที่นั่น ดุสิต ศิลากอง รองผู้อำนวยการ World Film Festival of Bangkok หลายสมัย ซึ่งเป็นชาวเบตงโดยกำเนิด ครอบครัวฝังรกรากที่นี่มายาวนานตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษที่อพยพมาเป็นคนจีนโพ้นทะเลที่นี่ จนกลายเป็นชาวเบตงแท้ที่มีส่วนร่วมสร้างบ้านแปลงเมืองจนถึงทุกวันนี้

ดุสิต เล่าถึงจุดเด่นของเบตงว่า หลักๆ ทั่วไปคงเป็นเรื่องของอากาศที่มีอุณหภูมิเฉลี่ย 25 องศาเซลเซียสทั้งปี และอาหารการกินที่หลากหลาย

“ด้วยว่า อ.เบตง มีขนาดเล็กกะทัดรัด และด้วยอายุของอำเภอที่มีอายุ 110 ปี ทำให้ผู้สูงอายุรุ่นที่ 2 ที่มีอายุระหว่าง 70-80 ยังมีอยู่ค่อนข้างมาก จึงยังทำให้วัฒนธรรมและประเพณีในอดีตยังคงดำเนินต่อไป การเป็นเมืองเล็กทำให้บรรยากาศของเมืองเต็มไปด้วยการทักทายกันบนท้องถนน ทำให้มันดูอบอุ่น การไปมาหาสู่ทำได้ง่าย”

จากสถานการณ์ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ส่งผลกระทบต่อผู้คนในเบตง เปลี่ยนแปลงขนาดไหน ดุสิตชี้ว่าสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่อ อ.เบตงน้อยมาก เพราะเศรษฐกิจส่วนใหญ่มาจากเม็ดเงินของนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย

“ความเข้าใจกันระหว่างคนเบตง กับคนใน อ.เมืองยะลา เรียกได้ว่าแทบจะไม่รู้จักกัน คนทั้งสองพื้นที่ไปมาหาสู่กันน้อยมาก คนเบตงส่วนใหญ่จะไปที่ อ.หาดใหญ่ หรือไม่ก็ไปปีนังมากกว่า อีกทั้งด้วยความที่เบตงเป็นเมืองเข้าออกทางเดียว การจะทำเหตุรุนแรงอะไรทำได้ค่อนข้างยาก ถึงแม้จะมีเหตุความรุนแรงบ้าง แต่การจับกุมใช้เวลาไม่มากก็ทำการจับกุมสำเร็จ และไม่มีข้อครหาเรื่องการจับแพะเลย ไม่เหมือนกับพื้นที่อื่น”

การวางเบตงให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ หรือเมืองต้นแบบสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ คิดว่าดีหรือเหมาะสมอย่างไร? ดุสิตชั่งใจและบอกว่า เรื่องนี้ตอบได้ยากมาก แต่ถ้าพูดจากส่วนลึก ไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่ แต่ถ้าวางเป็นเมืองท่องเที่ยว และเป็นด่านย่อย น่าจะดีกว่าเพราะส่วนของภาครัฐไม่ได้เริ่มลงมือทำความเข้าใจเรื่องอะไรพวกนี้เลย รวมไปถึงระบบโลจิสติกส์ที่ยังไม่ได้วางแผนอะไรเลย

“ในแง่เศรษฐกิจภายในประเทศ อย่างที่กล่าวไว้ด้านบน คนเบตงไม่ค่อยได้มีการปฏิสัมพันธ์กับคนทางยะลา ปัตตานี หรือนราธิวาส ตอนนี้ดูเหมือนคนจากที่ดังกล่าวเริ่มทยอยเดินทางมาเที่ยวทะเลหมอก ที่ ต.อัยเยอร์เวงมากขึ้น แต่ไม่เข้ามาถึงตัว อ.เมือง เพราะค่าครองชีพที่เบตงถือว่าสูงมาก

“เรื่องความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนส่วนใหญ่เกิดระหว่างทาง ซึ่งเป็นเส้นทางเดินทาง เช่น ที่ อ.รามัน กรงปินัง ที่ชาวบ้านยังกลัวกันอยู่ หากยังคงมีข่าวแบบนี้ต่อไปก็ยากที่จะมีการทำการค้าต่อกัน ในแง่เศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศมาเลเซีย เฉพาะจุดของเบตง ไม่น่าจะใช่เส้นทางลำเลียงสินค้านำเข้าหรือส่งออกที่สำคัญมากนัก เนื่องจากท่าเรือที่บัตเตอร์เวิร์ทของประเทศมาเลเซีย ที่มีการนำเข้าสินค้าจากประเทศจีนจำนวนมหาศาล รวมไปถึงการตั้งโรงงานขนาดใหญ่ของบริษัทต่างชาติดังๆ ที่บริเวณสะพานข้ามทะเลอันใหม่ของเกาะปีนัง การลำเลียงสินค้าผ่านด่านที่สะเดา สะดวกกว่ามาก

“เรื่องการท่องเที่ยวตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คนมาเลเซียที่เดินทางมาท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นคนละแวกๆ ชายแดน และมาจากเมืองอิโปห์เสียส่วนใหญ่ ที่น่าแปลกใจคือคนจากปีนัง ที่มีระยะห่างแค่ 125 กิโลเมตร เดินทางมาเที่ยวน้อยมาก ซึ่งปัญหาเหล่านี้ยังไม่ได้รับการพูดถึง ยังไม่รวมไปถึงศักยภาพของคน ที่ปัจจุบันคนอายุ 45 ลงไป พื้นฐานทางภาษาอังกฤษ และจีน และอาจรวมไปถึงภาษาบาฮาสามาเลย์ ถือว่าไม่ดีเอาเสียเลย อันนี้น่าเป็นห่วง คนเชื้อสายมาเลย์ ฝั่งมาเลเซียเอง ภาษาอังกฤษก็เลวร้ายพอๆ กัน”

สนามบินมูลค่า 1,900 ล้านบาท ที่จะเสร็จในปี 2562 จะเปลี่ยนแปลงเบตงให้ยกระดับขึ้นอีกขั้นไหม? ดุสิตยอมรับว่า แน่นอน เพราะอย่างน้อยก็จะต้องมีคนไทยเดินทางมาท่องเที่ยวมากขึ้น ไม่ต้องกังวลเรื่องที่จะเดินทางผ่านเส้นทางยะลา-เบตง ทำให้เทศกาลอาหารและผลไม้ของเบตงจะต้องคึกคักเป็นอย่างมาก รวมไปถึงการเข้ามาลงทุนของคนนอกที่จะต้องมีเข้ามาแน่นอน

“หากเป็นไปตามความเห็นกว้างๆ ก็อยากจะให้มันสำเร็จไปตามแผนที่รัฐได้วาดโครงการมา รวมไปถึงความสงบ แต่มันคงยังตอบอะไรมากไม่ได้ว่ามันจะเป็นไปตามเป้าหมายหรือเปล่า ทั้งนี้เพราะการเติบโตของโรงแรมที่พัก ถนนหนทาง การจัดการเมืองให้เป็นระเบียบ ยังดูไม่ดีนัก รวมไปถึงการพัฒนาทักษะด้านภาษา และช่างฝีมือก็ยังน้อย นี่ยังไม่รวมถึงระดับการักษาของโรงพยาบาลที่เครื่องไม้เครื่องมือเองก็ยังไม่ทันสมัยเอาเสียเลย ซึ่งในกรณีหลังเป็นเรื่องที่ไม่มีใครให้น้ำหนักกันมากนัก แต่ผมเชื่อว่านี่เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะการมาท่องเที่ยว หรือจะมาประกอบธุรกิจที่นี่นานๆ เรื่องสาธารณสุขพื้นฐานเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้”

สุดท้าย ดุสิต ก็สรุปตามประสาคนท้องถิ่นที่เห็นการเปลี่ยนแปลงของเบตงในรอบเกือบครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาว่า เบตงเป็นเมืองที่น่ามาท่องเที่ยวพักผ่อน อากาศดี อาหารอร่อย แต่ยังไม่เหมาะนักกับการลงทุนทำธุรกิจ เพราะจำนวนคนที่นั่นยังน้อย ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ และเด็ก

“ดังนั้นกำลังซื้อไม่ดีมากนัก ผู้สูงอายุมีเงินแต่ไม่ใช้ เด็กอยากใช้แต่ไม่มีเงิน ก็หวังแค่ว่าหากประชากรผู้อยู่อาศัยมากขึ้น เบตงเป็นหนึ่งในที่ที่น่าลงทุนที่หนึ่งในประเทศไทยอย่างแน่นอน”

 

ภูกระดึง ภูงามกับความทรงจำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มิถุนายน 2560 เวลา 07:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/499004

ภูกระดึง ภูงามกับความทรงจำ

โดย…สืบสิน ภาพ : คลังภาพโพสต์ทูเดย์

หลังจากที่กองอุทยานแห่งชาติภูกระดึง ประกาศปิดฤดูกาลการท่องเที่ยวไป เมื่อวันที่ 31 พ.ค. 2560 แล้วจะเปิดรับนักท่องเที่ยวอีกครั้งในราวต้นเดือน ต.ค.ของทุกปี นับเป็นเวลาถึง 8 เดือน ซึ่งเชื่อว่าเป็นช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมธรรมชาติอันงดงามกันอย่างเต็มอิ่ม แต่รู้ไหมว่าภูแห่งนี้มีเรื่องเล่าขานกันได้ทุกวันอย่างไม่รู้เบื่อเลยทีเดียวครับ

บ้างก็ว่าภูแห่งนี้เป็นบทพิสูจน์รักแท้อย่างดีเยี่ยม เพราะด้วยเส้นทางการไต่ขึ้นภูระยะทางกว่า 9 กิโลเมตร คือขึ้นเขา 5 กิโลเมตร บวกทางราบอีกประมาณ 3-4 กิโลเมตร เราก็จะได้รู้กันล่ะว่าจะพาคนที่เรารักไปถึงยอดเขาหรือไม่ และถ้าหากเขาคนนั้นสามารถร่วมเดินทางไปกับคุณจนกระทั่งถึงยอดดอย และคอยช่วยเหลือดูแลกันและกันเป็นอย่างดีแล้วละก็ เขาก็คือรักแท้ของเราเป็นแน่แท้ ที่ร่วมกันพิชิตภูกระดึง รวมไปถึงกลุ่มเพื่อนๆ และทุกคนที่ได้ไปสัมผัสต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ตอนเดินเหนื่อยมากๆ แต่พอได้ไปสัมผัสกับธรรมชาติบนยอดภูกระดึง แล้วมันรู้สึกหายเหนื่อยและคุ้มค่าจริงๆ

โดยส่วนตัวผมแล้วลองนับย้อนดูแทบไม่น่าเชื่อว่าผมนั้นเดินทางไปพิชิตภูนี้มาแล้วถึง 7 ครั้ง และแต่ละครั้งก็มีความหมายและความทรงจำที่ดีเสมอ ผมลืมความเหน็ดเหนื่อยไปเป็นปลิดทิ้ง เวลาบอกเล่าให้ใครต่อใครฟังก็จะพูดถึงความงดงามในแต่ละปีที่ไม่ซ้ำกันเลยสักครั้ง และปีที่ผมรู้สึกประทับใจมากที่สุดที่มาพิชิตภูแห่งนี้ก็คือเมื่อคราวที่เดินทางไปเที่ยวในช่วงปลายฝนต้นหนาว ภูกระดึงแห่งนี้จะโอบอุ้มความชุ่มชื่นเอาไว้ให้คอยต้อนรับคนที่ไปเยือนให้ได้สัมผัสกันอย่างเต็มปอด มองไปทางไหนก็เห็นแต่สีเขียว น้ำตกน้ำก็ใสและมากกว่า แม้จะต้องเผชิญกับหอยทากมากกว่าช่วงเวลาอื่น แต่สารภาพเลยว่าหลงรักภูกระดึงมากที่สุดก็คราวนี้ คราวที่สายฝนกำลังบอกลาและต้อนรับฤดูหนาวมาเยือนนั่นเอง

ภูกระดึงเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 2 ของบ้านเรา ตั้งอยู่ในท้องที่ ต.ศรีฐาน อ.ภูกระดึง จ.เลย เป็นภูเขาหินทรายยอดตัด เป็นที่ราบขนาดใหญ่ มีเนื้อที่ประมาณ 60 ตารางกิโลเมตร มีความสูง 400-1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลางเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ได้รับความนิยมมากแห่งหนึ่งของเมืองไทย จุดสูงสุดอยู่ที่บริเวณคอกเมย มีความสูง 1,316 เมตรจากระดับน้ำทะเล

สภาพทั่วไปของภูกระดึง ประกอบไปด้วยพรรณไม้นานาชนิด สัตว์ป่านานาพันธุ์ หน้าผา ทุ่งหญ้า ลำธาร และน้ำตก อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ต้นน้ำของลำน้ำพองซึ่งเป็นลำน้ำสายสำคัญสายหนึ่งของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้วยความสูง บรรยากาศ และสภาพอากาศที่เย็นสบายตลอดปีบนยอดภูกระดึง โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวอุณหภูมิอาจลดต่ำจนถึง 0 องศาเซลเซียส จึงเป็นแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวปรารถนาและหวังจะเป็นผู้พิชิตยอดภูกระดึงสักครั้งหนึ่งในชีวิต

มาถึงภูแห่งนี้ก็มีจุดท่องเที่ยวให้เราได้ไปสัมผัสกันมากมายแบบไม่รู้เบื่อ

ผานกแอ่น เป็นลานหินเล็กๆ มีสนต้นหนึ่งขึ้นโดดเด่นอยู่ริมหน้าผา เป็นจุดท่องเที่ยวชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สำคัญ อยู่ห่างจากที่พักศูนย์วังกวางเพียง 2 กิโลเมตร ในทุกเช้าของหน้าหนาวจะมีนักท่องเที่ยวนิยมถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน ในตอนเช้าจะต้องไปพร้อมเจ้าหน้าที่เสมอ ห้ามไปเองเพราะอาจได้รับอันตรายจากสัตว์ป่า ริมทางเดินใกล้ผานกแอ่นยังเป็นสวนหินมีดอกกุหลาบป่าขึ้นอยู่เป็นดงใหญ่ซึ่งจะบานสะพรั่งเต็มต้น

ผาหล่มสัก ว่ากันว่าถ้าไม่มาชมพระอาทิตย์ตกที่นี่ก็เหมือนไม่ได้มาเยือนภูกระดึง ตัวผาหล่มสักอยู่ห่างจากผาแดง 2.5 กิโลเมตรหากเดินมาจากแยกศูนย์โทรคมนาคมกองทัพอากาศ บนเส้นทางน้ำตก แต่ถ้าเดินจากที่พักศูนย์วังกวางจะมีระยะประมาณ 9 กิโลเมตร ด้วยลักษณะแผ่นที่มีหินแปลกตากับโค้งกิ่งสนที่รองรับกันพอดิบพอดี ถือว่าเป็นจุดไฮไลต์ของที่นี่ และกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของอุทยานแห่งชาติภูกระดึง

ผาหมากดูก อยู่ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว 2.5 กิโลเมตร เป็นผาที่มีลานหินกว้างขวาง เป็นผาสำหรับชมพระอาทิตย์ตกที่ใกล้ที่พักมากที่สุด สามารถชมทิวทัศน์ภูผาจิตในเขตอุทยานแห่งชาติน้ำหนาว ในช่วงต้นฤดูฝนจะมีดอกกระเจียวขึ้นเต็มทุ่งตามเส้นทางสู่ผาหมากดูก

น้ำตกวังกวาง อยู่ใกล้ที่พักศูนย์วังกวางมากที่สุดโดยมีระยะทางห่างแค่ราว 1 กิโลเมตรเท่านั้น วังกวางเป็นน้ำตกเล็กๆ ชั้นที่สูงสุดจะสูงประมาณ 7 เมตร จะมีความสวยงามมากในช่วงฤดูฝน ตั้งแต่เดือน พ.ค.-ต.ค. บริเวณนี้จะมีทากชุมเพราะเป็นด่านช้าง หรือทางช้างเดิน

น้ำตกถ้ำสอเหนือ อยู่ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยววังกวาง 4.8 กิโลเมตร เป็นน้ำตกขนาดกลาง สูง 10 เมตร น้ำไหลมาจากผาเป็นม่านน้ำตก บริเวณเหนือน้ำตกมีดงกุหลาบแดง ซึ่งในช่วงฤดูร้อนจะผลิดอกสร้างสีสันให้กับบริเวณนี้ให้สวยงามยิ่งขึ้น

น้ำตกเพ็ญพบใหม่ เกิดจากลำธารวังกวาง น้ำตกผ่านผาหินรูปโค้ง ในหน้าหนาวใบเมเปิลที่อยู่บริเวณริมน้ำตกจะร่วงหล่นลอยไปตามผิวน้ำ ตัดกับสีเขียวของตะไคร่น้ำตามโขดหินงดงามมาก

ลำธารวังกวางเป็นต้นกำเนิดของน้ำตกโผนพบ ซึ่งตั้งชื่อเป็นเกียรติแก่ โผน กิ่งเพชร นักชกแชมเปี้ยนโลกคนแรกของชาวไทยในฐานะเป็นผู้ค้นพบคนแรกเมื่อคราวที่ขึ้นไปซ้อมมวยให้ชินกับอากาศหนาว ก่อนเดินทางไปชกในต่างประเทศ

สระอโนดาต อยู่ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว 2.7 กิโลเมตร เป็นสระน้ำขนาดไม่ใหญ่นักที่มีต้นสนขึ้นเป็นแนวใกล้กันยังมีลานกินรี ซึ่งเป็นสวนหินธรรมชาติที่อุดมไปด้วยพรรณไม้ ทั้งพวกกินแมลงอย่างดุสิตา หยาดน้ำค้าง หรือเฟิร์นนานาชนิด

อุทยานแห่งชาติภูกระดึงยังมีสถานที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง ทั้ง น้ำตกรัตนา น้ำตกพระองค์ น้ำตกธารสวรรค์ ผาแดงผาส่องโลก ผานาน้อย ผาจำศีล สวนสีดา เรียกได้ว่าบนยอดเขาอันเป็นที่ราบแสนมหัศจรรย์แห่งนี้ยังเป็นที่รอคุณพิชิต และสัมผัสธรรมชาติอันงดงามตลอดทั้งฤดูกาล

สำหรับการเดินทางขึ้นภูกระดึงนั้น ทางอุทยานจะอนุญาตให้นักท่องเที่ยวเดินขึ้นได้ตั้งแต่เวลา 07.00-14.00 น.ของทุกวัน และหลังจากเวลา 14.00 น.เป็นต้นไป ทางอุทยานจะไม่อนุญาตเพราะระยะทางในการเดินทางขึ้นเขาต้องใช้เวลาในการเดินเท้าประมาณ 4-5 ชั่วโมง ซึ่งจะตรงกับเวลาพลบค่ำในระหว่างทาง ดังนั้นอาจจะทำให้เกิดความยากลำบาก อีกทั้งอาจได้รับอันตรายจากสัตว์ป่าที่ออกหากินในเวลา
กลางคืนอีกด้วย

 

 

ดีไซน์ใหม่ฉลองทศวรรษ สยาม แอ็ท สยาม กรุงเทพฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มิถุนายน 2560 เวลา 13:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/498959

ดีไซน์ใหม่ฉลองทศวรรษ สยาม แอ็ท สยาม กรุงเทพฯ

โดย…นิทรา ราตรี

 10 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้ทำให้ สยาม แอ็ท สยาม ดีไซน์ โฮเต็ล กรุงเทพฯ ดูน่าตื่นเต้นน้อยลงเลย

จากวันแรกของการเป็นดีไซน์ โฮเต็ล สัญชาติไทยแห่งแรกที่สร้างความแตกต่างด้วยจุดเด่นเฉพาะตัวในคอนเซ็ปต์ อินดัสเทรียล ชิก ดีไซน์ (Industrial Chic Design) จนถึงวันนี้ในโอกาสครบรอบ 10 ปี สยาม แอ็ท สยาม ก็ยังสร้างสิ่งใหม่ที่ชิกกว่าเดิม

ไม่ว่าจะเป็นการปรับโฉมดีไซน์ห้องพักทั้ง 202 ห้องให้มีสีสันสดใส ปรับการตกแต่ง “My Club” Executive Lounge เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการชั้นบิซิเนส และการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กับการเปิดตัวห้องพักโฉมใหม่จำนวน 20 ห้องบนชั้นเฮอริเทจ

เฮอริเทจ ฟลอร์ เป็นการเปลี่ยนพื้นที่สปาในชั้น 10 ให้กลายเป็นห้องพักสุดเอ็กซ์คลูซีฟ โดยดึงเสน่ห์ของสถาปัตยกรรมไทยโคโลเนียลสมัยรัชกาลที่ 6 มาใส่ไว้ โดยแต่ละห้องมีความสงบนิ่งด้วยผนังโทนสีขาวสะอาดตา ประกอบกับแนวไม้สลับเส้นสายแผงประกลสีดำเน้นความเป็นไทย มีกระเบื้องลวดลายหัวไม้ซับซ้อนแปลกตาตามยุคสมัยของฝรั่งต่างชาติที่ตกแต่งบ้านพักในช่วงรัชกาลที่ 6 และภาพวาดจากช่างศิลป์ไทยที่แฝงพลังของธาตุทั้งสี่ไว้เพื่อสร้างความสมดุล

 อย่างไรก็ตาม ห้องพักทุกห้องยังคงโดดเด่นเรื่องความสบายของเครื่องนอน ความทันสมัยของอุปกรณ์และเครื่องใช้ต่างๆ พร้อมพื้นที่ใช้สอยกว้างขวางอย่างห้องเฮอริเทจก็ได้แบ่งพื้นที่ห้องนอนและห้องนั่งเล่นแยกจากกัน

นอกจากนี้ บริเวณล็อบบี้ได้สร้างความตื่นตาตื่นใจด้วยการปรับเปลี่ยนชิ้นงานศิลปะเดิมที่เป็นสไตล์โมเดิร์นอาร์ตให้กลับมามีกลิ่นอายความเป็นไทยมากขึ้น ทั้งเรื่องราวลึกลับของป่าหิมพานต์ ความซุกซนของหนุมาน จักรวาล 12 ราศี ภาพเขียนชุดคัลเลอร์ ออฟ กรุงเทพฯ และภาพเขียนพ่อของแผ่นดิน ซึ่งทั้งหมดได้สร้างบรรยากาศเสมือนเป็นแกลเลอรี่อาร์ตที่น่าพักที่สุด

ส่วนอื่นๆ ของโรงแรมก็ยังให้ความสะดวกสบายอยู่ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นสระว่ายน้ำสไตล์พาโนรามา ฟิตเนส และห้องอาหาร 3 ห้อง 3 สไตล์ ได้แก่ ปาร์ตี้ เฮาส์ วัน แหล่งรวมความสนุกสนานแห่งสยาม เดอะรูฟ แกสโตร บนชั้น 25 เสิร์ฟอาหารสไตล์เฟรนช์-เมดิเตอร์เรเนียน พร้อมวิวกรุงเทพฯ แบบ 360 องศา และลา วู บริการอาหารฝรั่งเศสและไวน์จากแคว้นต่างๆ ในฝรั่งเศสด้วย

กล่าวได้ว่า การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดช่างสมกับการฉลองครบ 10 ปีของ สยาม แอ็ท สยาม ดีไซน์ โฮเต็ล กรุงเทพฯ และสมกับการทุ่มงบกว่า 150 ล้านบาท เพื่อตอกย้ำความเป็นดีไซน์ โฮเต็ล แห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งเชื่อว่าก็ยังคงเป็นแห่งเดียวในใจของใครหลายคน

Price:ห้องพักเฮอริเทจราคาเริ่มต้นที่ 11,182 บ. รวมอาหารเช้า 2 ท่าน

Place: เกษมสันต์ ซ. 3 ใกล้กับบีทีเอสสนามกีฬาแห่งชาติ มาบุญครอง และย่านสยาม โทร. 02-217-3000 เว็บไซต์ www.siamatsiam.com

Promotion: ห้องพักทุกประเภทลด 10 % เมื่อจองผ่านเว็บไซต์ www.siamatsiam.com สำหรับการจองและเข้าพักตั้งแต่วันนี้ – 31 ก.ค. 2560

 

ระยองไม่มีทะเล มีแต่เสน่ห์แห่งฤดูกาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มิถุนายน 2560 เวลา 13:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/498954

ระยองไม่มีทะเล มีแต่เสน่ห์แห่งฤดูกาล

โดย…กาญจน์ อายุ

 ตระเตรียมพุงและใจไว้ให้ดี เพราะการเดินทางในครั้งนี้จะเต็มไปด้วยของกินและเรื่องที่ดีต่อใจ

ประเด็นแรกอยู่ที่งานเทศกาลสวนผลไม้ และของดีภาคตะวันออก ประจำปี 2560 โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับ 4 จังหวัดภาคตะวันออก ได้แก่ ระยอง จันทบุรี ตราด และปราจีนบุรี จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร (Agro Tourism) สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตทางการเกษตรของไทยและช่วยเหลือเกษตรกรไทย

พูดง่ายๆ คือ ททท.กำลังเชิญชวนคนไทยมากินผลไม้ในสวน โดยได้จัดโปรโมชั่นพิเศษ แจกคูปองชิมผลไม้มูลค่า 100 บาท เพื่อใช้เป็นส่วนลดค่าบุฟเฟ่ต์ผลไม้จำนวน 20 แห่งจาก 4 จังหวัด (เฉพาะวันอาทิตย์-พฤหัสบดี) ซึ่งสวนทั้งหมดพร้อมเปิดบริการให้นักท่องเที่ยวเข้าชมสวนตั้งแต่ตอนนี้ถึงเดือน ก.ค. 2560

ตึกเก่าในซอกซอยย่านยมจินดา

 อย่างสวนยายดา-เจ๊บุญชื่น จ.ระยอง คิดราคาบุฟเฟ่ต์คนละ 350 บาท กินได้ไม่อั้นทั้งทุเรียนหมอนทอง ทุเรียนชะนี สละพันธุ์สุมาลี เงาะโรงเรียน มังคุด และเพิ่มเติมด้วยของคาวอย่างส้มตำ ไก่ทอด และข้าวเหนียว ซึ่งทั้งหมดจะนำมาวางไว้ให้หยิบรับประทานแบบฟรีสไตล์ ไม่ได้ให้เข้าไปเด็ดจากต้นเหมือนที่หลายคนคิดไว้

บุฟเฟ่ต์ชนิดนี้จะไม่จำกัดเวลารับประทาน แต่มีข้อห้ามเพียงข้อเดียวคือ ห้ามนำกระเป๋าใบใหญ่เข้าสวน เพราะกลัวคนจะติดใจหยิบกลับบ้าน แต่หากใครอยากซื้อฝาก หน้าสวนจะมีร้านขายในราคาย่อมเยาแบบที่คนกรุงเทพฯ ต้องร้องว้าว เช่น เงาะโรงเรียน 4 โล 100 บาท ทุเรียนหมอนทองโลละ 100 บาท สละโลละ 70 บาท ซึ่งเป็นราคาที่หาซื้อในท้องตลาดเมืองกรุงไม่ได้

นอกจากนี้ ในช่วงผลไม้ดก ราคาดี ซึ่งในแต่ละปีมีเพียง 3 เดือนเท่านั้น (พ.ค.-ก.ค.) ททท.จึงเดินทางจัดกิจกรรมโครงการ “วันธรรมดา ลุยสวน (เที่ยว) ยกครัว” ใน จ.ระยอง และจันทบุรี โดยนักท่องเที่ยวที่เข้าพักโรงแรมในสองจังหวัดนี้ในวันธรรมดา จะได้รับคูปองเข้าสวนผลไม้ที่ร่วมกิจกรรม ใบละ 100 บาท จำนวน 2 ใบต่อ 1 ห้องพัก

บุฟเฟ่ต์ผลไม้สวนยายดา-ป้าบุญชื่น

 ในระยอง ได้แก่ สวนยายดา-เจ๊บุญชื่น สวนละไม สวนผู้ใหญ่เสวตร สวนลุงทองใบ สวนผู้ใหญ่สมควร และสวนสุภัทราแลนด์

ส่วนจันทบุรีมีที่ สวนเคพีการ์เด้น สวนเจริญชัย สวนป้าแกลบ สวนภูทิพย์ธารา อิสรีย์ฟาร์มม้าไทย และวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตรชุมชน รักษ์เขาบายศรี

หากถามว่า ต้องไปสวนไหน คงต้องตอบว่าไปสวนไหนก็ได้ เพราะรสชาติของผลไม้จะไม่ต่างกัน เนื่องจากปลูกในดินจังหวัดเดียวกัน ตามสโลแกน “อร่อยทุกไร่ ชิมไปทุกสวน” แต่อาจจะต่างกันที่ราคาและการอำนวยความสะดวก ว่าจะบ้านๆ หรือแบบทัวร์ๆ

นกงูเผยลำคอยาวคล้ายงูขณะบินจากกิ่งไม้

 อย่างไรก็ตาม ททท.คาดว่าตลอดงานเทศกาลสวนผลไม้ปีนี้จะมีเงินหมุนเวียนกว่า 68 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 62 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา ด้าน กฤษฎา รัตนพฤกษ์ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออก เผยว่า ในปีนี้มีผลไม้เยอะกว่าปีที่ผ่านมา จากปี 2559 ประสบภัยแล้งทำให้มีทุเรียนประมาณ 1 แสนตัน แต่ในปีนี้ที่สภาพอากาศดีกว่าทำให้มีทุเรียนมากถึง 3 แสนตัน

“จันทบุรีได้รับสมญานามว่าเป็น มหานครแห่งผลไม้ ซึ่งตำแหน่งนี้เขาสมควรได้รับ เพราะจันทบุรีเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกทุเรียน กล้วยไข่ และลำไยมากที่สุดในประเทศไทย เช่นเดียวกับระยองที่มีผลผลิตมากไม่แพ้กัน ดังนั้น การจัดกิจกรรมส่งเสริมทางการตลาดนี้จะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้นทุกๆ ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขายผลไม้จากเจ้าของสวนสู่นักท่องเที่ยวโดยตรงจะทำให้เกษตรกรได้เงินเต็มเม็ดเต็มหน่วยและนักท่องเที่ยวเองก็จะได้สัมผัสบรรยากาศสวนผลไม้ของจริง”

ผู้อำนวยการภาคตะวันออก ยังกล่าวด้วยว่า ในปีแรกที่ ททท.ทำกิจกรรม อร่อยทุกไร่ ชิมไปทุกสวน กับสวนผลไม้มีเพียง 5 สวนเท่านั้นที่เข้าร่วม ทว่าในปีนี้เฉพาะระยองจังหวัดเดียวมีสวนผลไม้ที่พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวมากกว่า 40 สวน หรือทั้ง 9 จังหวัดในภาคตะวันออกมีสวนผลไม้ที่เข้าร่วมโครงการไม่ต่ำกว่า 60 สวนแล้ว

มอเตอร์ไซค์ขับผ่านสตูดิโอเก่าบนถนนยมจินดา

 “สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือ นักท่องเที่ยวต้องทำการบ้านก่อนไปสวนผลไม้ที่เลือกไว้ เพราะสวนผลไม้ไม่ใช่โรงงานผลไม้ วันนี้สุก พรุ่งนี้อาจไม่สุกก็มี โดยเฉพาะคอทุเรียนที่ต้องถามให้ละเอียดว่า ที่สวนมีพันธุ์อะไรบ้าง เพราะแต่ละสวนจะมีทุเรียนสายพันธุ์ท้องถิ่นที่ต่างกัน ดังนั้นแต่ละคนแต่ละกลุ่มที่ไปอาจไม่ได้กินผลไม้ชนิดเดียวกัน ซึ่งก็เป็นเสน่ห์อีกอย่างของการไปกินบุฟเฟ่ต์ผลไม้” กฤษฎา กล่าวเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม นอกจากสีสันตะวันออกที่น่าไปชิมให้รู้รสแล้ว ททท.ยังมีกิจกรรม “ท้าเที่ยวข้ามภาค” เพื่อกระตุ้นให้คนไทยเดินทางไปเรียนรู้ภาคอื่นๆ อย่างที่ผ่านมา ติ๊ก-เจษฎาภรณ์ ผลดี พรีเซนเตอร์โครงการท้าเที่ยวข้ามภาคได้ไปเยือนสวนยายตา-เจ๊บุญชื่น และร่วมพิชิตภารกิจแกะเปลือกสละกับนักท่องเที่ยว

สำหรับใครที่อยากกินทุเรียน ตอนนี้ผลผลิตถือว่ามากถึงขีดสุดพร้อมรับนักท่องเที่ยวจากทุกภาค หรือสายอื่นๆ ทั้งเงาะ มังคุด สละ ระกำ สับปะรด ก็ถึงเวลาเตรียมพุงมาบุฟเฟ่ต์ ซึ่งถ้าให้ชัวร์ควรมาชิมภายในเดือน มิ.ย.นี้

ผลไม้สดๆ หน้าสวนผลไม้

นิยม ยมจินดา

เปลี่ยนบรรยากาศจากสวนผลไม้มาเดินย่อยในย่านเมืองเก่าระยอง บน “ถนนยมจินดา” ที่สองข้างทางยังมีบ้านเรือนเก่าที่บ้างได้แปรเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ ร้านอาหาร และร้านกาแฟสายวินเทจ

ยกตัวอย่าง บ้านบุญศิริ ที่ยังเป็นบ้านอยู่อาศัย ตั้งอยู่บนพื้นที่ 3 ไร่ ที่ดินด้านหน้าติดกับถนนยมจินดา ส่วนด้านหลังติดแม่น้ำระยอง ซึ่งเดิมทีที่ดินบนถนนยมจินดาทั้งหมดเป็นของพระยาศรีสมุทรโภคชัยโชคชิตสงคราม หรือ เกตุ ยมจินดา (ต้นตระกูลยมจินดา) ผู้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการเมืองระยองตั้งแต่ปี 2404-2445 และ 2452-2456 โดยบ้านบุญศิริถือเป็นบ้านหลังแรกบนถนนสายนี้ สร้างเสร็จตั้งแต่ปี 2474 ซึ่งเป็นบ้านพักอาศัยของบุตรสาวพระศรีสมุทรโภคฯ

ส่วนเรือนตึกแถวที่ขึ้นเรียงรายริมแม่น้ำระยอง ในอดีตเคยเป็นย่านการค้าด้วยความที่ตั้งอยู่บนสายแรกของเมืองระยอง และเป็นแหล่งการค้าแห่งแรกของเมืองชายฝั่งทะเลตะวันออก อย่างไรก็ตาม แม้กาลเวลาและถนนหนทางจะนำมาซึ่งความซบเซา แต่ชีวิตของถนนยมจินดายังไม่หมดลมหายใจ เพราะบ้านเรือนยังมีคนอยู่อาศัย ชาวบ้านยังช่วยกันรักษาสถาปัตยกรรเดิมไว้ และพยายามต่อยอดไปสู่แหล่งเรียนรู้ให้คนรุ่นใหม่มีจิตใจสืบสานความเป็นยมจินดาในวัยกว่าร้อยปี

หยดน้ำธรรมชาติจากหม้อข้าวหม้อแกงลิง

ชมนกชมไม้ สวนพฤกษศาสตร์ระยอง

เส้นทางสวนผลไม้มาบรรจบที่ “สวนพฤกษศาสตร์ระยอง” แหล่งชมป่าเสม็ดขาวโบราณที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออก ซึ่งวิธีการต้องนั่งเรือท้องแบนพร้อมเจ้าหน้าที่เป็นผู้ควบคุมเรือ เพื่อพาไปตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่กำหนดไว้ เพื่อไม่ให้รบกวนธรรมชาติจนเกินไปและความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว

โดยจะล่องเรือไปบนบึงน้ำขนาดมหึมากว่า 3,800 ไร่ ที่เป็นแหล่งอาศัยของนกน้ำหลายชนิด อย่างเจ้าถิ่น นกงู หรือนกอ้ายงั่ว สีตัวดำเมี่ยม มีคอยาวเหมือนงู และนกปากห่าง ที่ชอบจับฝูงเกาะกิ่งไม้สอดสายตาหาปลาในน้ำ

บรรยากาศสองข้างทางจะเห็นแพหญ้าหนังหมาที่ดูเหมือนกลุ่มหญ้าลอยน้ำธรรมดา แต่มันแน่นหนาจนคนสามารถขึ้นไปเดินได้ ซึ่งไฮไลต์จะอยู่ลึกเข้าไป โดยจะผ่านกอหม้อข้าวหม้อแกงลิงขนาดใหญ่ บัวหลวงกลีบบาน และกลุ่มบัวบานขนาดจิ๋วที่ชูช่อดอกสีขาวเต็มผืนน้ำ

เปลือกต้นเสม็ดขาว

 จากนั้นเรือท้องแบนจะไปจอดเทียบท่าที่เส้นทางศึกษาธรรมชาติ ป่าเสม็ดขาวโบราณ ซึ่งพบเป็นเพียงแห่งเดียวในภาคตะวันออก และมีมาก ซึ่งไม่ผิดที่ใช้คำว่า ป่าเสม็ด

ส่วนประกอบของต้นเสม็ดขาวมีประโยชน์ทุกอย่างทั้ง เนื้อไม้ นำไปใช้เป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ ใช้ก่อสร้าง ทำรั้วบ้าน นั่งร้าน เสาเข็ม ทำฟืน และเผาถ่าย เปลือกต้นไม้ ใช้ไปทำฝาบ้าน มุงหลังงคา ชุบน้ำมันยางทำไต้จุดไฟ หรืออุดรูรั่วของเรือ ใช้ย้อมแห อวน และใช้ห่อก้อนไต้สำหรับใช้จุดไฟ และใบ สามารถนำมาสกัดทำน้ำมันหอมระเหย

ลำต้นของมันจะแช่อยู่ในน้ำ ไม่ตาย เปลือกไม้มีสีขาวเหมือนกระดาษ รูปร่างบิดเบี้ยวดูน่าเกรงขามและดูช่างสวยงามเมื่อสะท้อนกับผิวน้ำในเวลาเดียวกัน

เงาเสม็ดขาวสะท้อนบนผิวน้ำ

 ทว่าสวนพฤกษศาสตร์ระยองไม่ได้เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเต็มตัว แต่เป็นแหล่งเรียนรู้เต็มที่ ดังนั้นก่อนเข้าไปต้องติดต่อกับสำนักงานเพื่อจัดเตรียมเรือและเจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลทุกครั้ง รวมถึงช่วงนี้ฝนตกฟ้ารั่วเป็นประจำอาจต้องระวังเปียกเพราะเรือไม่มีหลังคา

ภาพจำของภาคตะวันออกในวันนี้ไม่มีแค่ทะเลหรือชายหาดเหมือนแต่ก่อน เพราะสีสันตะวันออกมีหลากหลายทั้งผลไม้ บ้านเรือน และธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ ซึ่งถึงเวลาที่คนไทยต้องออกไปหาสีสันใหม่ให้ชีวิต

นกปากห่างจับกลุ่มบนต้นไม้

นักท่องเที่ยวลองลงไปเดินบนแพหญ้าหนังหมา

เรือท้องแบนพาล่องบึงน้ำ

ดอกบัวบาน

 

 

ซิดนีย์ เมืองนี้ไม่ได้มีดีแค่โอเปร่าเฮ้าส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กรกฎาคม 2560 เวลา 09:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/500819

ซิดนีย์ เมืองนี้ไม่ได้มีดีแค่โอเปร่าเฮ้าส์

โดย…อาภารัตน์

 หากพูดถึงซิดนีย์ เมืองหนึ่งในรัฐนิวเซาท์เวลส์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในออสเตรเลีย หลายๆ คนอาจจะรู้สึกว่าเมืองนี้ยังคงไกลตัวเกินไปที่จะออกเที่ยว เพราะนึกดูแล้วซิดนีย์ ก็ไม่ได้มีชื่อเสียงด้านไหนเป็นพิเศษ นอกเสียจากสัญลักษณ์ของเมือง อย่าง โอเปร่าเฮ้าส์ และสะพานฮาเบอร์บริดจ์ ตั้งโดดเด่นอยู่คู่กันเท่านั้นที่ชวนให้นึกถึง และที่สำคัญซิดนีย์ยังเคยได้รับการจัดอันดับให้เป็นเมืองที่มีค่าครองชีพสูงที่สุดในโลกอีกด้วย

เหตุนี้เองจึงทำให้นักท่องเที่ยวหลายๆ คนแอบขยาดอยู่เล็กๆ แต่ถ้าหากได้ลองไปใช้เวลาสัมผัสกับเมืองนี้ดีๆ จะพบว่าซิดนีย์ก็มีเสน่ห์และน่าสนใจอยู่ไม่ใช่น้อย

ด้วยความที่ออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 6 ของโลก จึงทำให้มีสภาพภูมิประเทศที่หลากหลาย เรียกว่าแทบจะหาได้ครบเลยทีเดียว ทั้งป่าเขา พื้นที่แห้งแล้งแบบทะเลทรายทางตอนกลางของประเทศ ยอดเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ เกาะแก่งน้อยใหญ่ ที่ซ่อนความงามชวนหลงใหล ของหาดทรายสีขาวหรือแนวปะการังที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง เกรทแบริเออร์รีฟที่สามารถมองเห็นได้จากชั้นบรรยากาศของโลก

มหาวิหารเซนต์แมรี่รูปทรงสวยงามที่มีอายุเก่าแก่กว่าร้อยปี ที่มีชื่อเสียงของซิดนีย์

 แต่ถ้าหากไม่รู้จะเริ่มต้นจากเมืองไหน แนะนำให้ลองสัมผัสประเทศนี้โดยเริ่มจากซิดนีย์ ก็เป็นความคิดที่ดีอยู่ไม่ใช่น้อย เพราะซิดนีย์เอง ก็มีครบทั้งแสงสีของเมืองใหญ่ ผู้คนกับวัฒนธรรมที่หลากหลายและธรรมชาติที่สวยงามซ่อนไว้ด้วยกัน

ว่าแล้วก็ลองแพ็กกระเป๋าแล้วมาเริ่มต้นสัมผัส “ซิดนีย์” ด้วยการเดินเล่นย่านใจกลางเมือง ซึ่งเป็นอีกเมืองที่เที่ยวง่าย ด้วยผังเมืองที่ได้รับการออกแบบอย่างเป็นระเบียบ ตัวอาคารและสถานที่สำคัญต่างๆ ถูกสร้างเรียงกันเหมือนจับวางไว้ในบล็อกสี่เหลี่ยม แต่ละบล็อกถูกคั่นด้วยทางข้ามสี่แยกขนาดเล็ก พร้อมสัญญาณไฟคนข้าม จึงทำให้การเดินเล่นในเมืองใหญ่ไม่ใช่เรื่องยากอะไร

ยิ่งถ้าใครที่ชื่นชอบการเดินเล่น เดินทอดน่องไป ชมวิวตึกเก่าๆ ที่ตั้งเรียงรายสลับกันไปกับตึกสูงๆ รูปทรงทันสมัย ผสมผสานความคลาสสิกทั้งเก่าและใหม่ไว้ได้อย่างลงตัว ก่อนจะแวะจิบกาแฟหรือช็อกโกแลตร้อนๆ ตามคาเฟ่ที่มีให้เลือกมากมาย เรียกว่าแทบทุกจะมุมตึกก็ว่าได้ เพราะการนั่งจิบกาแฟตามคาเฟ่ เป็นอีกหนึ่งไลฟ์สไตล์ที่ชาวออสซี่มักทำกัน

หลังจากนั้นจึงเริ่มต้นแวะเช็กอินตามสถานที่สำคัญต่างๆ ทั้งอาคารควีนวิคตอเรีย (Queen Victoria Building) หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า QVB ห้างสรรพสินค้าเก่าแก่อายุกว่า 100 ปี ตัวตึกดีไซน์คลาสสิกสไตล์ยุโรป ที่เต็มไปด้วยสินค้าแบรนด์ดัง ร้านขนมและอาหาร

นกพิลิแกนที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติที่ The Entrance ในเมือง Newcastle

 ก่อนจะเดินหรือเลือกนั่งรถไฟฟ้าใต้ดิน มุ่งหน้าสู่ย่านเซอร์คูลาร์คีย์ แวะชม Custom House อาคารศุลกากรเก่าสไตล์ยุโรป บนถนน Alfred ที่ถูกปรับแต่งภายในให้กลายเป็นห้องสมุด พร้อมซ่อนผังเมืองของซิดนีย์ทั้งหมดไว้ ใต้แผ่นกระจกขนาดใหญ่บนพื้นของอาคาร ให้ได้เห็นซิดนีย์แบบย่อส่วน ที่สำคัญมาถึงแล้วต้องไม่ลืมแวะขึ้นไป ซิดนีย์ คาเฟ่ คาเฟ่เก๋ๆ ชั้นบนสุด พร้อมสั่งอาหารอร่อยจิบวิวสวยของอ่าวดาร์ลิ่งฮาเบอร์ ที่คลาคล่ำไปด้วยเรือแล่นสัญจรไปมาตลอดทั้งวัน

ถึงแม้ว่าซิดนีย์จะเป็นเมืองที่เคยได้ชื่อว่า มีค่าครองชีพสูงเป็นอันดับหนึ่งของโลก แต่ก็มีหลายๆ โปรแกรมทัวร์ ที่ทำได้ฟรีในซิดนีย์ ยิ่งในช่วงเข้าสู่หน้าหนาวของซิดนีย์แบบนี้ เมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า เมืองนี้จะถูกแต่งแต้มไปด้วยแสงไฟหลากสีจากเทศกาลแสงสีเสียง Vivid Sydney ที่ถูกจัดยาวกว่า 23 วัน

ทำให้ฤดูหนาวของซิดนีย์มีสีสัน นับเป็นอีกหนึ่งเทศกาลใหญ่ประจำปีที่สามารถดึงดึงดูดเหล่านักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกให้ต้องมาเห็นภาพของโอเปร่าเฮ้าส์ ที่ถูกแต่งแต้มสีจนแปลกตาด้วยการฉายภาพงานศิลปะเคลื่อนไหว ซึ่งจะถูกเปลี่ยนคอนเซ็ปต์ไปไม่ซ้ำกันในแต่ละปี เป็นภาพที่ชวนให้ตื่นตาตื่นใจ รวมไปถึงสถาปัตยกรรมต่างๆ ทั่วเมืองก็ถูกแต่งแต้มไปด้วยผลงานศิลปะหลากสีสัน

นกอัลบาทรอสที่เกาะอยู่บนป้ายนิทรรศการ ย่านดาร์ลิ่งฮาร์เบอร์

 แม้ว่าอากาศจะเริ่มหนาวเย็น แต่ก็มีนักท่องเที่ยวและชาวออสซี่เป็นจำนวนมากออกมาสัมผัสกับเทศกาลใหญ่แห่งปี ที่มักจะจัดขึ้นช่วงปลายเดือน พ.ค.ไปจนถึงกลางเดือน มิ.ย. นับเป็นช่วงเริ่มต้นฤดูหนาวของซิดนีย์ และแน่นอนว่ามาเยือนเมืองนี้ทั้งที ต้องไม่พลาดถ่ายรูปคู่กับมุมสวยๆ ของสถาปัตยกรรมชื่อก้องโลกอย่าง โอเปร่าเฮ้าส์ ที่มีสะพานฮาเบอร์บริดจ์เป็นฉากหลังเก็บไว้เป็นที่ระลึก

แนะนำให้เดินเข้าไปภายในสวนพฤกษศาสตร์หลวง (The Royal Botanic Gardens) ตรงจุดของม้าหินมิสซิสแมคควอรี่ เป็นจุดที่มีแหลมยื่นออกมาขนานคู่กับโอเปร่าเฮ้าส์ ซึ่งจะได้ภาพที่สวยสมใจ และถ้าใครพอมีเวลาเหลือลองแวะมาดูโอเปร่าเฮ้าส์ที่ต่างช่วงเวลา ก็จะได้เห็นความสวยงามที่ต่างกันไป

นอกจากนี้ สำหรับคนที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์น่าจะแบ่งเวลาสักวันทำความคุ้นเคยกับซิดนีย์ โดยเริ่มที่ย่านชุมชนอันเก่าแก่อย่าง เดอะ ร็อก ชุมชนแห่งแรกในซิดนีย์ ที่คงเสน่ห์เอาไว้ด้วยตัวอาคารรูปทรงเก่า ตั้งเรียงรายไว้อย่างสวยงาม ชวนให้ต้องหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูปเก็บไว้ แล้วเดินเลี้ยวเข้าร้านรวงต่างๆ ซื้อของที่ระลึกติดไม้ติดมือ

ภาพถ่ายโอเปร่าเฮ้าส์จากมุมภายในสวน The Royal Botanic Gardens ยามเช้าที่มีสะพานฮาร์เบอร์บริดจ์เป็นฉากหลัง

 ก่อนจะเดินเลียบดาร์ลิ่งฮาเบอร์ นั่งเรือไปไม่กี่นาทีก็ได้ชมความน่ารักของสัตว์ประจำชาติอย่างจิงโจ้ ที่สวนสัตว์ทารองก้า สวนสัตว์พร้อมวิวเมืองสวยๆ ซึ่งรวบรวมสัตว์หลากสายพันธุ์เอาไว้ ที่สำคัญมีจิงโจ้และโคอาล่าให้ได้ถ่ายรูปแบบใกล้ชิด ตกบ่ายนั่งเรือไป วัตสันเบย์แวะกินฟิชแอนด์ชิพ ก่อนเดินไปจุดชมวิวที่เรียกว่า เดอะแก๊บ หน้าผาสูง สุดชายขอบแผ่นดินซิดนีย์ ที่เผยให้เห็นภาพของมหาสมุทรแปซิฟิกแบบไกลสุดลูกหูลูกตา

เมื่อชมความงามของธรรมชาติจนหนำใจ ก็ต่อรถเมล์นั่งไปเรื่อยๆ แวะถ่ายรูปคู่กับประภาคารแมคควอรี่ สีขาวสวยโดดเด่นตัดกับผืนหญ้าสีเขียว มีฉากหลังเป็นท้องฟ้าและมหาสมุทรแปซิฟิก แล้วค่อยนั่งรถต่อไปยัง บอนไดบีช ชายหาดทรงโค้งที่มีชื่อเสียงที่สุดของซิดนีย์ ข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้าและร้านอาหารให้เลือกนั่งกันได้ตามใจชอบ หรือจะลองเดินเลียบไปตามทางไม้ยาวกว่า 6 กม. เชื่อมไปจนถึง คูกี้บีช ที่สามารถสัมผัสกับวิวทะเลสวยๆ ได้ตลอดทาง

หากพูดถึงอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของซิดนีย์ ก็เห็นจะเป็นเรื่องของอาหารที่มีความหลากหลาย เรียกว่าแทบจะทุกสัญชาติสามารถหาได้ในซิดนีย์ เป็นอีกโปรแกรมเตรียมไว้รอเหล่านักชิม ที่สำคัญต้องไม่พลาดแวะไปตลาดปลาซิดนีย์ ที่ใหญ่เป็นอับดับสามของโลก ได้รวบรวมอาหารทะเลสดไว้มากมาย ทั้งแบบปรุงสุกให้ได้ลิ้มลองและแบบสดสำหรับซื้อกลับบ้าน

ตึกรูปทรงเก่าๆ ในย่านเดอะร็อก ชุมชนแห่งแรกของซิดนีย์

 แต่ถ้าใครคิดถึงอาหารจัดจ้านรสไทย คงต้องไป ไทยทาวน์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของคนไทยในซิดนีย์ เพราะไทยทาวน์แห่งนี้ถือเป็นแห่งที่สองของโลก รองจากไทยทาวน์แห่งแรกในลอสแองเจลิส โดยเป็นย่านที่รวมร้านขายของชำและร้านอาหารไทยไว้มากมาย หากคิดถึงรสอาหารไทยเมื่อไหร่ แวะไปสั่งข้าวเหนียว ส้มตำ หรือผัดกะเพรากินสักจานพร้อมพูดคุยกับคนไทยในร้าน ก็ช่วยให้หายคิดถึงบ้านไปได้

ใครที่อยากลองเปลี่ยนบรรยากาศมาสัมผัสธรรมชาติ แนะนำให้ลองมองออสเตรเลียในมุมที่ต่างออกไป สัมผัสกับกิจกรรมแนวเอ็กซ์ตรีมสุดท้าทายอย่าง สกายไดฟ์ ดูสักครั้งในชีวิต ท้าทายความกล้าปล่อยตัวเองทิ้งดิ่งจากเครื่องบินขนาดเล็ก ที่บินอยู่บนความสูงราว 1.4 หมื่นฟุตเหนือระดับน้ำทะเล ให้อะดรีนาลีนในร่างกายได้พุ่งพล่าน ก่อนจะค่อยๆ ดื่มด่ำกับวิวสวยแบบสุดลูกหูลูกตาเมื่อร่มชูชีพถูกกางออก

แต่ถ้าใครไม่ชอบความตื่นเต้นหวาดเสียว ลองจัดวันเดย์ทริปเช่ารถขับออกไปสัมผัสกับบรรยากาศนอกเมืองเสียหน่อย ถ้าจะให้ดีแนะนำให้ลองหากรุ๊ปทัวร์ซึ่งจะมีให้เลือกอยู่หลากหลายจากร้านที่ซ่อนตัวอยู่ตามโฮสเทล

ในทริปนี้เราโชคดี ได้พบกับไกด์คนไทยชื่อ พี่ดาม-ศรุติ ธราพร หรือลุงไกด์จากเพจเฟซบุ๊ก “ลุงไกด์ทัวร์ทั่วออส” ไกด์ชาวไทยคนแรกของสมาคมไกด์ออสเตรเลีย The Institude of Australian Tour Guides (IATG) ที่จัดทริปหนึ่งวันเล็กๆ ขับรถยนต์เอสยูวีพาเราเที่ยว

ด้านหน้าของ State Library of NSW อีกหนึ่งห้องสมุดที่มีชื่อเสียงของซิดนีย์

 อย่าง นิวคาสเซิล เมืองเล็กๆ ทางตอนเหนือของซิดนีย์ที่ใช้เวลาเดินทางจากซิดนีย์ประมาณชั่วโมงครึ่ง มีกิจกรรมให้ทำเพียบทั้งให้อาหารนกพิลิแกนที่อยู่ตามธรรมชาติ ขี่อูฐ เล่นแซนด์บอร์ดที่พอร์ตสตีเฟ่น ก่อนจะแวะชิมไวน์ในไร่เล็กๆ ระหว่างทาง ซึ่งต้องบอกว่า แม้ทริปนี้ฟ้าฝนจะไม่เป็นใจ ทำให้เราไม่ได้ขี่อูฐตามที่ตั้งใจไว้ แต่ก็ยังนับว่าเป็นความโชคดีที่เราได้พบกับพี่ดาม ไกด์ชาวไทย ที่อาศัยอยู่ในซิดนีย์มากว่า 7 ปี

เราได้คุยกันตลอดทางอย่างออกรส ฟังเรื่องเล่าประวัติศาสตร์ออสเตรเลีย แถมได้ความรู้เกี่ยวกับซิดนีย์มาเต็มกระเป๋า เท่านี้ก็ถือว่าคุ้มเกินคุ้ม ซึ่งถ้าใครสนใจอยากไปทัวร์ออสเตรเลียในบรรยากาศที่เป็นกันเองก็ลองติดต่อสอบถามกับลุงไกด์หรือพี่ดามได้ พี่ดามสามารถจัดให้ทั้งทริปแบบกรุ๊ปใหญ่และกรุ๊ปส่วนตัวแบบครอบครัว

สุดท้ายต้องบอกว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของซิดนีย์เท่านั้น และเชื่อว่าเมืองนี้ยังมีเสน่ห์ที่ซ่อนไว้ รอให้ไปค้นหาอีกเพียบ โดยหวังว่าผู้เขียนจะได้กลับไปอีกในเร็ววัน อ้อ! ลืมบอกไปอีกนิดว่า ซิดนีย์ ไม่ใช่เมืองสำหรับการช็อปปิ้ง แต่ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากสัมผัสกับไลฟ์สไตล์สุดชิลของชาวออสซี่ ลิ้มลองอาหารอร่อยๆ จิบกาแฟตามคาเฟ่ และหลงใหลในธรรมชาติ ซิดนีย์ก็น่าจะเป็นจุดหมายปลายทางที่สร้างความประทับใจให้กับการเดินทางของคุณได้เป็นอย่างดี

David Jones Café’ ในย่าน Barangaroo (บารองการู) อีกหนึ่งศูนย์กลางทางธุรกิจของซิดนีย์ที่เต็มไปด้วยอาคารสำนักงานขนาดใหญ่

เทศกาลแสงสีเสียงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในออสเตรเลีย

บรรยากาศของโอเปร่าเฮ้าส์ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน สวยไปอีกแบบ

 

 

โลกแห่งการเรียนรู้ไม่สิ้นสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ม.ค. 2560 05:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/834314

เอาใจน้องๆ หนูๆอย่างเต็มที่ไปกับกิจกรรม “ฉลองวันเด็กแห่งชาติ” ในสุดสัปดาห์นี้ ที่เหล่าผู้ใหญ่ใจดีรวมใจกันจัดให้ เพื่อความสุข สนุกสนานของคนทั้งครอบครัว อย่าง อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรี นครินทราบรมราชชนนี ซอยสมเด็จเจ้าพระยา 3 คลองสาน จัดกิจกรรม “วันเด็ก ณ อุทยานสมเด็จย่า” ในวันที่ 14 ม.ค. และสนุกกับซุ้มเกมต่างๆ ตั้งแต่ 10.00 น. เป็นต้นไป

ส่วน เดอะมอลล์ กรุ๊ป จัดงาน “THE MALL KIDS FUNTASIA MAGICAL VILLAGE” ให้น้องๆหนูๆได้สนุกสนาน ณ ดินแดนมหัศจรรย์ สัมผัสและเรียนรู้กับธรรมชาติ พันธุ์ไม้แปลกหายาก อาทิ ว่านไก่ฟ้าพญาลอ, ม้ายักษ์ทรงพลัง สูงถึง 180 ซม.และมีน้ำหนักตัวมากกว่า 1 ตัน และผองเพื่อนไซส์มินิ อาทิ หมูจิ๋ว, เม่นแคระ, วัวแพนด้า ฯลฯ พร้อมสนุกสนานกับเหล่าซุปเปอร์ฮีโร่และประลองความเร็วในสนามแข่งรถจิ๋ว majorette ที่ยาวที่สุด ที่เดอะมอลล์ ทุกสาขา

ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี จัดงาน “Central Embassy Children’s Day 2017” บริเวณชั้น G ให้น้องๆได้ฝึกฝนทักษะด้านศิลปะไปกับกิจกรรมวาดภาพระบายสี ในหัวข้อ “ฉันรักในหลวง” โดยสมาคมศิลปินทัศนศิลป์นานาชาติแห่งประเทศไทย มาแนะนำความรู้ให้กับเด็กๆตลอดทั้ง 2 วัน วันละ 5 รอบ นอกจากนี้ ที่บริเวณชั้น 5 มีกิจกรรมการเรียนรู้ อาทิ กิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์, เวิร์กช็อป DIY การทำคุกกี้รูปแบบต่างๆ เป็นต้น และร้านอาหารชั้นนำภายในศูนย์ฯ อาทิ ไมเซน (Maisen) ร้านอาหารญี่ปุ่น, สตาร์บัคส์ คอฟฟี่, พอล (Paul) ร้านเบเกอรี่ ฯลฯ มีเมนูพิเศษที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อน้องๆหนูๆ โดยเฉพาะด้วย

ส่วน ห้างเซ็นทรัล จัดกิจกรรมให้น้องๆ อาทิ เล่านิทานของพ่อ ผ่านการแสดงหุ่นมือ และนักเล่านิทาน ที่เซ็นทรัลชิดลม ลาดพร้าว บางนา และปิ่นเกล้า และเมื่อซื้อสินค้าแผนกเด็กรับสิทธิ์ร่วมเวิร์กช็อปฟรี อาทิ เพนต์กระถางต้นไม้ และศิลปะทรายสี จากภาพวาดลายเส้นพระบรมสาทิสลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยครูปาน-สมนึก คลังนอก ที่ห้างเซ็นทรัลชิดลม, ลาดพร้าว, บางนา, ปิ่นเกล้า, แจ้งวัฒนะ, อีสต์วิลล์, เวสต์เกต และรังสิต พร้อมกันนี้แผนกเด็ก ห้างเซ็นทรัล บางนา และปิ่นเกล้า ได้เนรมิตอาณาจักรสุดหรรษา “Kidspace” นำอุปกรณ์เครื่องเล่นหลากหลายชนิดจากญี่ปุ่นมาให้สนุกสนานด้วย….ห้างสรรพสินค้าเซน แผนก ZEN KIDS ชั้น 6 จัดกิจกรรมสนุกเช่นกันตั้งแต่เวลา 11.00-17.00 น.

ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค จัดงาน “สนุกสุขสันต์ มหัศจรรย์วันเด็ก” รอยัล พาร์ค พลาซ่า ชั้น 1 พบกับสนามเด็กเล่นสนุกสนานจากเครื่องเล่นนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็น บ่อบอล, สโนว์บอล ตื่นตาตื่นใจไปกับโชว์สุดพิเศษจากโบโซ่ มายากล และมาสคอต พร้อมกันนี้ชวนน้องๆมาร่วมแบ่งปันความสุขกับโครงการ “เพื่อนให้เพื่อน” ด้วยการนำตุ๊กตาเก่า 3 ตัว มาแลกตุ๊กตาหมีไซส์ยักษ์กลับบ้านไปนอนกอดฟรีๆ โดยพาราไดซ์ พาร์ค จะนำตุ๊กตาที่ไม่ใช้แล้ว ไปมอบให้เด็กๆ ที่ขาดแคลนต่อไป

ศูนย์การค้าแฟชั่น ไอส์แลนด์ จัด “Toy’s World 2017” จัด 3 โซนสนุกเอาใจคุณหนู มีทั้ง Cartoon Zone, Toy Zone และ Education Zone ที่บริเวณเซ็นเตอร์คอร์ท ชั้น 1….ศูนย์การค้าฟิวเจอร์ พาร์ค และ สเปลล์ พาน้องเปิดโลกจินตนาการ ด้วยเครื่องเล่นมากมาย ในคอนเซปต์ Kids Paradise Playground ที่รวมความสนุกสนาน พร้อมจัดกิจกรรมวาดภาพระบายสี, เพนต์หน้าแฟนซี ฯลฯ ที่บริเวณชั้น G

เทอร์มินอล 21 โคราช จัด “Kid’s World 2017” จัดเต็มด้วยการรวมตัวของเหล่าการ์ตูนชื่อดัง อาทิ โคนัน, โพโรโระ ฯลฯ และการแข่งขัน Character Cosplay Contest และกิจกรรมอื่นๆอีกมากมาย ที่บริเวณไอเฟล สแควร์ ชั้น G…ศูนย์การค้าบลูพอร์ต หัวหิน จัดงาน “BLÚPORT KIDS CARNIVAL” พบกิจกรรมเสริมความคิดสร้างสรรค์ อาทิ ปาเป้ายักษ์,ต่อจิ๊กซอว์สัตว์โลกใต้น้ำ, เวิร์กช็อปปั้นดินน้ำมันจาก CLAY WORK ฯลฯ ที่ PORT WALK ชั้น G ในงานยังเสิร์ฟขนมและเครื่องดื่มฟรีตลอดทั้งงาน.

 

Tamil Nadu ทมิฬ…น่าดู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย GQ Thailand 8 ม.ค. 2560 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/823610

กว่าสองทศวรรษแล้วที่ กาย ทรีเบย์ หลีกเร้นมาท่องเที่ยวอยู่ในซอกมุมเล็กๆ ของทมิฬนาฑู ตอนใต้ของประเทศอินเดีย แม้วัดวา ผู้คน ตึกรามบ้านช่องอันตระการตาจะเป็นภาพอันคุ้นตาของเขาไปแล้ว กระนั้นเขาก็ยังพบว่าที่นี่คือดินแดนที่เหมาะกับการผจญภัยชนิดที่ไม่ได้วางแผนอะไรมาก่อนเลย

‘กูน่าน้อย’ กระโดดโลดเต้นมาตามทาง “ห้าร้อยรูปีครับนายท่าน” เขาตะโกนมาแต่ไกล พร้อมคลี่ชุดโปสการ์ดที่เป็นภาพวาดการบำเพ็ญตบะของพระอรชุน หนึ่งในเทพเจ้าของฮินดู ภาพวัดชอร์ที่สร้างตั้งแต่สมัยศตวรรษที่แปด และภาพศิลายักษ์ต้านแรงโน้มถ่วงที่เชื่อกันว่าเป็น ‘ก้อนเนยของพระกฤษณะ’

ผมสังเกตเห็นเล็บนิ้วโป้งของกูน่าถูกทาด้วยสีแดง “แพงไปกูน่า แพงไป” ผมพูดกลั้วหัวเราะ ขณะที่ไอทะเลบางๆ ลอยอยู่ในอากาศ อบอวลไปทั่วกลุ่มอารามมหาบาลีปุรัมที่ตั้งอยู่ริมชายฝั่ง

“ห้าสิบ” ผมต่อ “โอเค ได้นายท่าน” กูน่ารับคำทันที เขาเป็นชายที่มีร่างเล็กไม่ต่างจากเด็ก แต่หน้าตาน่าจะอายุราว 50 แล้ว เขาบอกผมว่าเขาอายุ 20 ตอนเราเจอกันครั้งแรก ต่อมาก็บอกว่า 30 แต่ดูใบหน้ากระจิริดนั่นแล้ว จะอายุเท่าไรก็ช่างเถอะ

“ครั้งแรกของวันนี้เลยนะเนี่ย” กูน่าประกาศอย่างร่าเริง ในอินเดียถือว่าการขายอะไรได้ครั้งแรกของวันนับเป็นเรื่องมงคล และแค่พริบตาเดียวหลังจากนั้นกูน่าก็หายแวบไปในซุ้มหางนกยูง ผมเองก็เดินทางไปต่อเหมือนกัน ผมมุ่งหน้าสู่วัดชอร์ ที่ยูเนสโกยกให้เป็นมรกดกโลก ในเช้าอันเงียบสงบของเดือนเมษายน ผมรู้สึกราวกับที่แห่งนี้มีเพียงผม หมาจรจัดขี้เซา และนกกาช่างพูด เท่านั้นเอง

เพื่อนผมมักจะไม่เชื่อเวลาที่ผมเล่าประสบการณ์ความเงียบสงบแบบนี้ที่อินเดีย เพราะแน่นอนว่ามันตรงข้ามกับภาพความวุ่นวายและสกปรกที่สื่อนำเสนอจนชินตา ซึ่งผมก็เข้าใจได้ว่าทำไมเขาถึงไม่ค่อยเชื่อผม เพราะไม่ว่าจะอย่างไร อินเดียก็คือประเทศที่มีประชากรมากถึง 1.25 พันล้านคน และยังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วไม่แพ้จีน

แต่พวกเขาไปไหนกันหมดล่ะ? ประชากรอินเดียจำนวนมาก (และมากขึ้นเรื่อยๆ) ได้หลบหนีความกันดารในภูมิภาคห่างไกลเข้าไปแสวงโชคในตัวเมือง แต่ประเด็นคือ ไม่ว่าเหตุผลคืออะไร ผมก็เดินทางมาประเทศนี้เพื่อแสวงหาความสันโดษอยู่เสมอ

เชตินาถ… อาณาจักรแห่งคฤหาสถ์ที่ถูกทิ้งร้าง

ตอนอยู่ที่นิวเดลี เพื่อนศิลปินและช่างภาพของผมคนหนึ่งชื่อเดยานิตา สิงห์ เลี้ยงมื้อเช้าผมที่โรงแรมทัชมาฮาล พร้อมเล่าเรื่องราวมหกรรมเวนิซเบียนนาเล่ครั้งล่าสุด ปกติแล้วเวลาเดยานิตากลับจากทริปท่องโลกมาสู่บ้านเกิดของเธอที่อินเดีย เธอมักจะแค่มาเปลี่ยนเสื้อผ้า เก็บกระเป๋า และจับเครื่องบินไป Goa เลยทันที เพราะเธอซื้อบ้านสไตล์โคโลเนียลโปรตุเกสที่นั่นไว้เมื่อหลายปีก่อน แต่ระยะหลังมานี้ เดยานิตาบอกว่ากัวได้กลายเป็น ‘แฮมป์ตันแห่งอินเดีย’ ไปซะแล้ว มันเต็มไปด้วยโรงแรมหรู ร้านอาหารเลิศ คลับเต้นรำ และงานเลี้ยงค็อกเทลมากมาย ตอนนี้เธอพยายามแสวงหาสถานที่ใหม่ๆ สำหรับหนีความวุ่นวายที่มาพร้อมกลุ่มครีเอทีฟรุ่นใหม่ชาวอินเดีย เธอจึงเดินทางมุ่งหน้าไปทิศตรงกันข้ามกัน เธอเดินทางลึกลงไปทางทิศใต้ของประเทศ

แล้วเธอก็เลือกไปยังเมืองแห่งอารามในทมิฬนาฑู เมืองเดียวกับที่ผมมักแอบหลบไปพักตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมานั่นเอง เมืองอย่างมหาบาลีปุรัม หรือคังไคคอนดา โจฬะปุรัม (ไม่แน่ว่า ชื่อชวนให้ลิ้นพันกันของมันอาจเป็นสาเหตุให้มันยังไม่โด่งดังมากไป) ไปจนถึงจุดหมายสำคัญในการจาริกแสวงบุญของชาวฮินดูอย่างเมืองมธุไร

แต่แล้วผมก็คิดอยากไปเมืองเชตินาถ ฉายาเมืองแห่งคฤหาสถ์ ขึ้นมา

ร่วมยี่สิบปีมาแล้วที่ผมเดินทางด้วยรถออโต้ (รถตุ๊กตุ๊กแบบอินเดีย) เลาะเรื่อยไปตามชายฝั่งโคโรแมนเดลจนถึงวัดชอร์ ระหว่างทางเรามักถูกกีดขวางด้วยเกวียนเทียมวัว ผมจึงใช้ทางเลี่ยง ที่ทำให้ได้ไปเจอดินแดนกึ่งแห้งแล้งแห่งหนึ่ง มีต้นปาล์มเรียงรายสองข้างถนน เรื่อยไปจนเข้าสู่ใจกลางดินแดนทมิฬ

ในตอนนั้น เมืองเชตินาถสำหรับนักเดินทาง เป็นเหมือนดินแดนที่กำลังหลับใหลอยู่ในการจำศีลอันยาวนาน หมู่บ้านของเมืองถูกแบ่งแยกห่างจากกันด้วยคูน้ำ ผมรู้สึกเหมือนอยู่ในความฝันตลอดทางที่นั่งรถท่องไปตามภูมิประเทศที่มีทุ่งนาเรียบนิ่ง กอต้นปาล์ม สลับกับเฟื่องฟ้าสีจัดจ้าน แล้วอยู่ๆ ก็ต้องตกตะลึงเมื่อเดินทางมาถึงหมู่บ้าน ที่ประกอบไปด้วยคฤหาสถ์หรูหราอลังการเรียงรายเป็นทิวแถว!

ไม่ว่าจะดูเหมือนฉากสำหรับถ่ายหนังแค่ไหน แต่นี่คือของจริงแท้แน่นอน แถมมีอยู่อย่างมหาศาลเลยด้วย หมู่บ้านแห่งนี้สร้างขึ้นนานมาแล้วโดยกลุ่มคนที่เรียกกันว่าชาวนัตตุโกตไตเศรษฐี (Nattukottai Chettiar) ซึ่งอยู่ในวรรณะไวศยะ หรือวรรณะพ่อค้า โดยถูกสร้างขึ้นเป็นสามระลอกสามสมัย นับแต่ช่วงกลางศตวรรษที่สิบเก้าจนถึงภายหลังจากที่อินเดียได้รับเอกราช สไตล์ของงานสถาปัตยกรรมได้แรงบันดาลใจผสมผสานหลายวัฒนธรรม ทั้งวิคตอเรียน, อินโด-ซาราเซนิค และอินเดียใต้แบบดั้งเดิม จริงๆ แล้วการหลอมรวมกันแบบนี้มีอยู่หลายแห่ง และอาจดูเหมือนเป็นงานเลียนแบบศิลปวัฒนธรรมต่างๆ ทั่วไป ไม่น่าสนใจอะไร ถ้าเพียงแค่ขนาดมันจะไม่ใหญ่โตมโหฬารอย่างนี้ มีอายุเก่าแก่อย่างนี้ และยังรักษาขนบแบบการของงานสถาปัตยกรรมยุคโบราณได้อย่างตระการตาเช่นนี้

ในเชตินาถ บ้านที่ประกอบด้วยห้อง 50-100 ห้อง นับว่าเป็นเรื่องธรรมดา ความมั่งคั่งอันของเจ้าของที่พักอาศัยเหล่านี้ล้วนมีที่มาจากการค้าขายที่ดำเนินอยู่ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในขณะนั้น ภายในบ้านจึงเหมือนเป็นแกลเลอรี่แสดงทรัพย์สมบัติล้ำค่าจากหลายวัฒนธรรม ทั้งเครื่องเงินแท้สำหรับพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ แชนเดอเลียร์จากคริสตัลโบฮีเมียน, พื้นหินอ่อนลายหมากรุก, เสาห้องโถงที่ทำจากไม้สักพม่าทั้งต้น ฯลฯ

นานหลายทศวรรษแล้วที่คฤหาสน์เหล่านี้ถูกทิ้งร้าง ของล้ำค่าห่อหุ้มไว้ด้วยผ้าขาวบาง มีชาวบ้านมาดูแลบ้างตามมีตามเกิด แต่บัดนี้ความเปลี่ยนแปลงเริ่มมีให้เห็น หลังจากนักเดินทางทยอยกันไปเยือนเชตินาถมากขึ้นเพราะถูกดึงดูดโดยประวัติแปลกประหลาดและลับแลของมัน จำนวนโรงแรมบูติกสุดเก๋ก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

โรงแรมที่ผมมักจะไปพักคือเดอะ บังคลา ดำเนินกิจการโดยสตรีวัยเลขแปดที่ชื่อมาดามมินากษี หนึ่งในผู้ประกอบการชาวเศรษฐี ที่สามารถพาแขกของเธอเข้าชมคฤหาสน์หลายหลังที่ปกติแล้วไม่อาจเข้าชมได้ ผมเองได้ไปชมมาก็มาก ทุกครั้งจะรู้สึกราวกับล่องลอยผ่านห้องบอลล์รูมอันว่างเปล่า คอร์ทยาร์ดที่ล้อมด้วยแนวเสาสูงใหญ่ และภาพบรรพบุรุษชาวเศรษฐีที่จ้องมองเราเขม็งจากภาพที่ติดบนผนัง

วันนี้ผมกลับมาที่นี่ด้วยเหตุผลที่ต่างไป นอกเหนือไปจากเหตุผลที่อยากมาเห็นภูมิประเทศเงียบสงบ ดูวัดวาอารามท้องถิ่น ที่มีงานศิลปะยุคราชวงศ์โจฬะที่หาดูยาก และใช้เวลาอยู่กับอัธยาศัยและมิตรไมตรีอบอุ่นของชาวทมิฬแล้ว ครั้งนี้ผมมาเพื่อ…กิน

ระยะหลังมานี้ ตำราการครัวฉบับชาวเศรษฐีกำลังได้รับความนิยมในแวดวงอาหารระดับโลก ในที่สุดเหล่าเชฟตะวันตกก็ได้เรียนรู้ศิลปะแห่งเครื่องเทศและการปรุงอันละเอียดอ่อน เมนูอย่างไก่บังคลาพริกไทยดำ, แกงกะหรี่ปูมะขาม, แกะทอด และกุ้งใหญ่ใส่หอมแดง กลายเป็นจุดขายสำคัญในการท่องเที่ยวที่ทำให้ชาวต่างชาติพากันแห่มาลงเรียนคลาสทำอาหารของทางโรงแรม ครัวของเดอะ บังคลา ปัจจุบันกำกับดูแลโดยเชฟคารูเปียในวัยเลขเจ็ด ผู้มากพรสวรรค์ขนาดที่โรงแรมในมัทราสใช้ความพยายามนานนับสิบแย่งชิงเขามาทำงานแต่ไม่สำเร็จ พนักงานส่วนใหญ่ของที่นี่ถือเอาเดอะ บังคลาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมาตั้งแต่วัยเยาว์ สำหรับผม มันคือบรรยากาศเก่าแก่ของจริงของเดอะ บังคลาต่างหากที่ทำให้ผมต้องกลับมาครั้งแล้วครั้งเล่า

ความรุ่งเรืองและโรยราที่โจฬะปุรัม

ระหว่างนั่งรถลงใต้จากเมืองเชนไน เราใช้ถนนเลียบชายฝั่งตะวันออกเพื่อมุ่งหน้าสู่จุดหมายหลักอันได้แก่รีสอร์ตฟิชเชอร์แมนส์ โคฟ ผมมาที่นี่ครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2004 ตอนที่สึนามิยังไม่พัดพาทุกอย่างเรียบเป็นหน้ากลอง ปัจจุบันรีสอร์ตต่างๆ ฟื้นตัวกลับมาเหมือนเดิมแล้ว สวนสวยเขียวขจีราวกับไม่เคยถูกถอนรากถอนโคน บ้านพักหลายหลังตั้งอยู่ชิดติดทะเลขนาดที่สามารถมองเห็นคลื่นหัวแตกบนริ้วน้ำทะเลที่นิ่งสงบ ยากจะเชื่อว่าครั้งหนึ่งพื้นที่แถบนี้เคยถูกทำลายล้างจนเหี้ยนเตียน

ผมไปเยือนที่นั่นในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงเวลาของเทศกาลจิตธิไรในปฏิทินของชาวทมิฬ นับเป็นช่วงเวลาสุดพิเศษในแทบทุกแง่มุมยกเว้นอากาศ ซึ่งชาวบ้านบรรยายไว้อย่างได้อารมณ์ว่า “ร้อน, ร้อนมาก, ร้อนมากที่สุด!” กระนั้นในช่วงเวลานี้อากาศก็ยังต่างไปเล็กน้อย เพราะกระแสน้ำหลงฤดูจะพัดขึ้นมาจากทางใต้ ไหลท่วมรัฐอานธรประเทศและรัฐโอริสสา กวาดเอาคราบขมุกขมัวออกไปจากชายหาด และนำพาไอเย็นมาสู่แผ่นดิน อุณหภูมิประมาณ 20 องศา อาจรบกวนการใช้ชีวิตของชาวบ้านพอควร เพราะต้องคอยหาอะไรหนาๆ ฟูๆ มาห่ม แต่สำหรับนักท่องเที่ยวอย่างผมแล้ว รู้สึกเหมือนถูกหวยยังไงยังงั้น

เมื่อกลับโรงแรมเดอะ บังคลา กิจวัตรของผมคือการนั่งที่ระเบียงและวางแผนการโต๋เต๋สำหรับวันต่อไป และหนึ่งในนั้นคือการเที่ยววัดวาอารามที่คนยังไม่ค่อยรู้จัก ชื่อแรกที่ผมจดไว้คือศาลหินตัดบูชาพระพิฆเนศ ซึ่งเป็นเทพที่มีศีรษะเป็นช้าง และขึ้นชื่อว่ามีฤทธิ์ช่วยขจัดปัดเป่าอุปสรรคให้ผู้คน ไม่บอกก็คงเดาได้ว่าท่านเป็นที่นิยมแค่ไหน เมื่อผมไปถึงวัดปิลไลยาร์ปัตติ ก็บังเอิญว่าเป็นเวลาที่เขาประกอบพิธีกรรมสรงน้ำพระพิฆเนศพอดี แล้วผมก็พบตัวเองยืนต่อคิวร่วมกับผู้จาริกแสวงบุญจำนวนมาก เพื่อเดินเข้าสู่วิหารชั้นใน จากนั้นก็ยื่นเครื่องบูชาของเราให้กับนักบวชผู้เปลือยท่อนบน แล้วพวกเขาก็จะนำไปคล้องหลวมๆ รอบคอพระพิฆเนศเพื่อทำพิธีบูชา ก่อนจะถอดเครื่องทรงรูปปั้นเคลือบทองคำออก แล้วเทน้ำผึ้ง น้ำนม และน้ำกุหลาบ อาบลงไป

ผมเดินทางไปวัดอีกหลายแห่งในโจฬะปุรัม และแทบทุกแห่งปรากฏว่ามีแค่ผมคนเดียว หรือไม่ก็วัวสีน้ำนมสองสามตัว และอาจจะมีชาวปัญจาบอีกไม่กี่คน คงเป็นเมษายนที่เงียบเหงายิ่งนักเมื่อเทียบกับในศตวรรษที่ 11 ยุคสมัยที่กษัตริย์ราเชนตรา โจฬะ ที่หนึ่ง ปกครองแผ่นดิน พรมแดนอาณาจักรของพระองค์ครอบคลุมดินแดนตอนใต้แทบทั้งหมด รวมถึงศรีลังกา สุมาตรา กัมพูชา มาเลเซีย และบังคลาเทศ โดยมีเมืองหลวงและศูนย์กลางความเจริญรุ่งเรืองอยู่ที่คังไคคอนดา โจฬะปุรัมแห่งนี้

อดีตของความรุ่งเรืองหลงเหลือให้ผมเห็นเพียงครอบครัวชาวปัญจาบครอบครัวหนึ่ง กำลังปิกนิกนอกบ้านด้วยการดื่มโค้กร่วมกัน ว่าแล้วผมก็ซื้อให้ตัวเองกระป๋องหนึ่ง แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าผมโต๋เต๋นานเกินไปแล้วสำหรับวันนี้ กว่าจะกลับถึงเดอะ บังคลา คงใช้เวลานานเกินไป ผมจึงกวัดแกว่งมือถือราวกับมันเป็นไม้กายสิทธิ์ เพื่อเสกสัญญาณอินเทอร์เน็ตให้ตัวเอง และด้วยอำนาจมนตราแห่งกูเกิล ผมก็พบโรงแรมใกล้ๆ สำหรับซุกหัวในคืนนี้ แถมยังเป็นโรงแรมที่คนขับรถของผมรู้จักซะด้วย เขายืนยันให้ผมมั่นใจว่าจะมีห้องว่างเสมอในปลายฤดูท่องเที่ยวเช่นนี้ และเขายังแจ้งอีกหนึ่งเรื่องที่เขาใคร่ครวญแล้วว่าอาจเป็นปัญหาสำหรับผม กล่าวคือ รีสอร์ตมันตราเวปะธุระที่ผมจะเข้าพักนั้น เป็นโรงแรมมังสะวิรัติระดับเข้มงวด นั่นแปลว่าจะไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เสิร์ฟต้อนรับ ผมนึกไม่ออกเลยว่าหลังผ่านการนั่งรถยาวนานกับวันร้อนๆ แล้ว การต้อนรับอะไรจะดีไปกว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ระหว่างทางไปโรงแรม ผมและคนขับจึงมีภารกิจใหม่ร่วมกัน นั่นคือการเสาะแสวงหาร้านค้าแอลกอฮอล์ที่ผูกขาดโดยรัฐบาล และเมื่อขับไปได้ครึ่งทางเราก็เจอ คนขับของผมกระโดดลงรถไปซื้อเบียร์มาให้ทันที ภายในถุงพลาสติกที่เขาถือกลับมานั้นบรรจุขวดเบียร์ขนาด 40 ออนซ์ ที่มีหน้าตาคล้ายตอร์ปิโด พร้อมฉลากที่เขียนว่า 10,000 โวลต์ คนขับบอกว่าที่ร้านยังมี 5,000 โวลต์ และ 2,000 โวลต์ สิ่งที่เขาละไว้ไม่ได้พูดคือเขาคิดว่ารู้จักลูกค้าของตัวเองดีพอถึงขนาดเลือกดีกรีเบียร์ให้เองเลย ระหว่างกำลังนั่งกังวลตลอดทางว่าผมจะลงเอยมีสภาพเหมือนเอมี ไวน์เฮาส์ หรือเปล่า ทิวทัศน์รอบข้างก็เบี่ยงเบนความสนใจของผมไปได้ เพราะมันดูราวกับผมหลุดเข้าไปอยู่ในหนังไตรภาคของสัตยาจิต เรย์ ผู้กำกับระดับตำนานของอินเดีย

สองข้างทางเป็นป่าครึ้ม สลับกับหมู่บ้านเล็กๆ เป็นระยะ มีหมาข้างถนนนอนสบายใจเฉิบอยู่กลางถนน เมื่อเข้าสู่ถนนเลนเดียว รถของเราต้องคอยหลบเกวียนเทียมวัว จนในที่สุดเราก็มาถึงรีสอร์ตมันตรา ที่โอบล้อมเราด้วยสวนมะม่วง ป่าสัก ดงปาล์ม และบังกะโลปูนปั้นเรียงราย พร้อมศาลานั่งเล่นที่ยื่นออกไปยังลำคลองเล็กๆ ผมเห็นลิงซุ่มแอบดูเราอยู่หลังต้นไม้ กับนกยูงแปลกตาเกาะอย่างเป็นสง่าอยู่บนซุ้มปะรำ หลังจากเช็กอินเรียบร้อย ผมก็อาบน้ำล้างเนื้อล้างตัวในห้องอาบน้ำกลางแจ้ง ก่อนจะมุ่งหน้าไปสระว่ายน้ำเพื่อหย่อนกายคลายความเมื่อยล้าใต้แสงจันทร์

แต่ทั้งหมดนั่นยังไม่น่าอัศจรรย์สำหรับผมเท่าตอนที่ผมเดินลงไปกินข้าวในศาลารับประทานอาหาร และพนักงานเสิร์ฟในเครื่องแบบเชิ้ตขาวสะอ้านแจ้งกับผมว่า กฎหมายห้ามดื่มแอลกอฮอล์นั้นไม่มีผลบังคับใช้กับชาวต่างชาติ จากนั้นเขาก็ยื่นถาดใส่ขวดเบียร์คิงฟิชเชอร์เย็นเจี๊ยบมาให้ ระหว่างกำลังรินเบียร์นั้น เขาบอกกับผมอย่างแจ่มใสว่าผมเป็นแขกคนเดียวของมันตราในคืนนี้ เพราะฉะนั้นที่นี่จึงเปรียบได้กับอาณาจักรของผม

ในชีวิตคนเรา จะมีอยู่บางคืนที่เราผล็อยเข้าสู่นิทรารมย์พร้อมมนตราแห่งนิทานอันชวนเคลิบเคลิ้ม คืนนั้นผมหลับไปแบบนั้น และตื่นขึ้นตอนเช้าอย่างแสนกระปรี้กระเปร่า ผมโยนข้าวของใส่กระเป๋า พร้อมเต็มที่แล้วสำหรับการเดินทาง 14,000 ไมล์ข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อกลับบ้าน

ที่มา – GQ Thailand
www.gqthailand.com
www.facebook.com/gqmagazinethailand

 

ฟัง ‘จันทร์’ บน ‘ฟ้า’ จีบดาว สูดอากาศหนาว แม่กำปอง เชียงใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ม.ค. 2560 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/830273

ยิ้มกับก้อนเมฆรำลึกความหลัง

ระหว่างเครื่องบินไทยแอร์เอเชียแลนดิ้งที่สนามบิน ภาพเก่าๆ ที่เดินทางมาตามหาผุดพรายขึ้นมาช้าๆ อย่างมากมาย เพราะการเดินทางครั้งนี้เป็นการย้อนอดีตที่ไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว

มาเพราะมันดีต่อ ‘ปอด หัวใจ’ อยากสูดสัมผัสอากาศหนาว มาเพื่อปรับทุกข์ มาเพื่อส่งต่อสุขกับ ‘ขุนเขา น้ำตก ต้นไม้’ ที่ยิ่งใหญ่ งดงาม กระทั่งมาเติมกำลังใจด้วยการนอนแนบ ‘พื้นดิน พื้นหญ้า’ ฟัง ‘จันทราบนท้องฟ้าจีบดวงดาว’

มาสัมผัสความน่ารัก โอบอ้อมอารีของชาวบ้าน มามีความสุขที่ที่ค้นพบเมื่อสิบปีก่อน เดินทางกลับมาเติมเต็มความอิ่มเอม

ภาพเล่าเรื่องไทยรัฐออนไลน์สัปดาห์นี้ เป็นภาพที่เก็บมา ‘แม่กำปอง’ กิ่งอำเภอแม่ออน (โฮมสเตย์สุดธรรมชาติที่นี่เคยติดหนึ่งในสิบที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกต้องมา) หมู่บ้านเล็กๆ ตั้งอยู่โดดเด่นกลางขุนเขา มีลำธารไหลผ่านหมู่บ้าน และป่าไม้ที่สุดสมบูรณ์

แม้วันนี้ สิ่งที่เห็นเมื่อ 10 ปีก่อนจะเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร สองข้างทางถนนแคบๆ รถวิ่งสวนกันกระจกแทบจะสัมผัส รถ ผู้คนแออัดอยู่บนถนนสายกระจิริด ต้นไม้กลายเป็นบ้าน บ้านไม้กลายเป็นบ้านปูน ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ผุดขึ้นมากมาย

ยังไม่นับวิถีชาวบ้านเปลี่ยนไปมหาศาลจากปลูกผักหญ้าขาย แปลงกายเป็นนักธุรกิจย่อมๆ ก่อนใครหลงบอกทางด้วยการเดินพาไป แต่วันนี้นั่งมอเตอร์ไซค์ไปไม่ไกลก็ว่ากันด้วยเรื่องเงินทอง

แต่เราไม่โทษใคร โลกต้องเปลี่ยนไป แต่รวมๆ แล้วที่นี่ยังน่ารัก ธรรมชาติยังงดงาม อากาศยังหนาวเย็น (ตลอดปี) ที่สักครั้งต้องไปเยือน. 

**เคล็ดลับการเดินทาง**

เราเลือกเดินทางด้วยสายการบินโลว์คอสต์จองก่อนแต่เนิ่นๆ ราคาจะไม่แพงมาก ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง หลังจากสนามบินก็โบกรถ 2 แถวสีแดง คนละ 40 บาท ไปขนส่งช้างเผือก เพื่อรอรถตู้วิ่งตรงไปแม่กำปอง ซึ่งก่อนเดินทางเราจองรถตู้ไปแม่กำปองจากเฟซบุ๊กนี้ รถตู้น้ำพุร้อนสันกำแพง ราคาแค่ 100 บาทต่อคน แต่แนะนำจองและโอนเงินก่อน เพราะคิวเต็มเร็วมากวิ่งแค่วันละ 2 รอบ หลังจากนั้นใช้เวลาราว1 ชั่วโมงเศษก็จะถึงแม่กำปอง