มหา’ลัยเที่ยวได้ บางเขน – กำแพงแสน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มิถุนายน 2559 เวลา 10:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/438182

มหา’ลัยเที่ยวได้ บางเขน - กำแพงแสน

โดย…กาญจน์ อายุ ภาพ… กาญจน์ อายุ, มก.

เรื่องของเรื่องมันเกิดขึ้นหลังจากทราบว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ผลิตงานวิจัยมากกว่า 100 ชิ้น/ปี มีสถานีวิจัย 20 แห่งทั่วไทย ซึ่งน่าสนใจมากในแง่วิชาการ แต่ดูไกลตัวเหลือเกินสำหรับคนทั่วไป มก. จึงพยายามวางโพสิชั่นนิ่งใหม่โดยการเปลี่ยนแหล่งเรียนรู้ให้เป็น “แหล่งท่องเที่ยว” อย่างต้นปีที่ผ่านมา คนแห่ไปถ่ายรูปดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ที่วิทยาเขตกำแพงแสน ซึ่งเบื้องหลังของดอกไม้เหล่านั้นก็คือส่วนหนึ่งของงานวิจัย หรือของฝากจากปากช่องอย่างข้าวโพดหวานไร่สุวรรณ ก็เป็นผลิตผลจากศูนย์วิจัยข้าวโพดฯ ทั้งยังช่างเหมาะกับช่วงนี้ที่ว่าที่เฟรชชี่กำลังรอลุ้นผลสอบแอดมิชชั่น จึงอยากเปลี่ยนโหมดชวนไปเข้ามหาวิทยาลัยในฐานะนักท่องเที่ยว

สวนเกษตรกลางกรุง

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน มีแหล่งเรียนรู้ 12 แห่ง จาก 9 คณะวิชา เป็นที่รู้จักในฐานะแหล่งเรียนรู้ตามชื่อทำให้คนเข้าใจว่าเป็นสถานที่ราชการที่ต้องทำหนังสืออนุญาต ยุ่งยากหลายขั้นตอน และต้อนรับเพียงกลุ่มนักเรียนนักศึกษาเข้ามาดูงานเท่านั้น ซึ่งแท้จริงเปิดให้คนทั่วไปและไม่ต้องทำจดหมายใดๆ เลย

ใต้ต้นชมพูพันธุ์ทิพย์

 

รศ.ดร.สิรี ชัยเสรี รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย แนะนำ 4 แหล่งเรียนรู้ที่เป็นจุดเน้น ได้แก่ พิพิธภัณฑ์มด คณะวนศาสตร์ แห่งแรกและแห่งเดียวในโลกที่ได้รวบรวมงานวิจัยเกี่ยวกับมดในทุกๆ ด้าน นับเป็นพิพิธภัณฑ์ที่น่าทึ่ง เพราะทั่วโลกมีมดมากกว่า 2 หมื่นชนิด เฉพาะในประเทศเทศมีกว่า 1,000 ชนิด แต่ทางพิพิธภัณฑ์นำโดย รศ.ดร.เดชา วิวัฒนวิทยา ผู้เชี่ยวชาญด้านมด สามารถรวบรวม แยกประเภท และอธิบายโลกของมดได้อย่างเป็นระบบ เป็นข้อมูลที่ได้มาจากความอดทนของนักวิจัยอย่างแท้จริง

พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาประมง คณะประมง เกี่ยวกับวิถีชีวิตไทยกับสายน้ำ และสายพันธุ์ปลาหาปลาในประเทศไทย พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา กรุงรัตนโกสินทร์ มีเป้าหมายให้คนทั่วไปเข้าใจศาสตร์ป่าไม้ตั้งแต่ยอดเขาสู่เมืองใหญ่ เรื่องราวของพืชและสัตว์ที่มีเคยพบในกรุงเทพมหานคร พืชหายาก และตู้จำลองสภาพธรรมชาติตั้งแต่ป่าในพื้นที่ลุ่มต่ำไปจนถึงที่ราบสูงโดยได้ร้อยเรื่องราวจากชั้นล่างขึ้นชั้นบนตามลักษณะป่าที่จัดแสดง

นักเรียนทัศนศึกษาโลกแมลง

 

แห่งสุดท้ายคือ พิพิธภัณฑ์เพื่อการเรียนรู้แบบมีปฏิสัมพันธ์ทางสัตวแพทย์ (Nature of Parasite) ชื่อพิพิธภัณฑ์ประหนึ่งชื่อวิทยาศาสตร์ อธิบายง่ายๆ คือ การจัดแสดงด้านสัตวแพทย์ในรูปแบบของเกมส์ โดยให้เด็กๆ สวมบทเป็นคนดูแลสัตว์เลี้ยงเพื่อเรียนรู้เรื่องราวของสัตว์อย่างสมจริง

นอกจากนี้ ยังมีพิพิธภัณฑ์และอุทยานแมลง 60 ปี สถาปัตย์เกษตรรักษ์โลก ศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพพันธุ์ไก่และอุทยานไก่ มีเล้าไก่และร้านขายไข่ไก่ในมหาวิทยาลัย พิพิธภัณฑ์องค์ความรู้ทางพฤกษศาสตร์ พิพิธภัณฑ์สัตววิทยา ศูนย์การศึกษาเชิงหรรษา ศูนย์พัฒนาภาษาด้วยตนเองเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้เพื่อการศึกษาภาษาต่างประเทศ และแหล่งเรียนรู้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีวิศวกรรม

โครงกระดูกสัตว์น้ำ

 

ฟาร์มริมเมือง

มก.วิทยาเขตกำแพงแสน จัดโครงการเที่ยวไม่ไกล ไปกำแพงแสน ชูจุดเด่นดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ คาวบอยแลนด์ อุทยานแมลง มหาวิทยาลัยชาวนา สวนไม้ผลเขตร้อน และร้านสเต๊กเนื้อชื่อดัง ซึ่งค่อนข้างประสบความสำเร็จเพราะนอกจากจะมีคณะศึกษาดูงานมาหาความรู้แล้ว ยังมีนักท่องเที่ยวประเภทครอบครัวเดินทางไปเที่ยว ไปกิน โดยมหาวิทยาลัยมีรถรางพร้อมผู้บรรยายให้บริการเต็มรูปแบบ

สิ่งที่พลาดไม่ได้คือ อุทยานแมลงเฉลิมพระเกียรติฯ เป็นโดมขนาดใหญ่ปลูกต้นไม้และเลี้ยงแมลงตามระบบนิเวศ เต็มไปด้วยผีเสื้อหลายสายพันธุ์ที่บินว่อนเป็นอิสระ ผู้ชมสามารถเดินชมได้ตามอัธยาศัยซึ่งน่าจะถูกใจเด็กเมืองที่อาจจะไม่เคยเห็นไม่รู้จักแมลงปีกสวยเหล่านี้แล้ว จากนั้นไปหาข้อมูลในอาคารนิทรรศการที่ได้เก็บรวบรวมแมลงสตัฟฟ์จำนวนนับไม่ถ้วน และคาวบอยแลนด์ หรือฟาร์มโคเนื้อแบบครบวงจร ซึ่งกระบวนการเลี้ยงมีความพิถีพิถันไม่ต่างจากเนื้อวากิวของญี่ปุ่น พร้อมทั้งร้านสเต๊ก Texas Steak KU.Beef Restuarant ที่ขึ้นชื่อเรื่องความนุ่มอร่อยไม่แพ้สเต๊กทางอีสาน

ผีเสื้อภายในอุทยานแมลงฯ

 

ศูนย์การเรียนรู้ทั้งหมดในกำแพงแสนมีถึง 20 แห่ง ทั้งด้านชลประทาน ปศุสัตว์ ไม้ผล ข้าว สมุนไพร รวมถึงโรงเรียนสอนเป็นเกษตรกรและชาวนาโดยเน้นการปฏิบัติจริงในพื้นที่เพาะปลูกจริง นอกจากนี้ในพื้นที่สถานีวิจัยประมงกำแพงแสนยังเป็นแหล่งดูนกน้ำ เช่น นกเป็ดน้ำ นกกระยาง และนกอพยพต่างๆ ที่ผลัดเปลี่ยนมาสร้างสีสันให้แหล่งน้ำทุกฤดู

มก.มีในกรุงเทพฯ และ 3 วิทยาเขต โดยแต่ละพื้นที่มีจุดเด่นต่างกัน บางเขน เน้นพิพิธภัณฑ์และศูนย์การเรียนรู้ กำแพงแสน เน้นฟาร์มปศุสัตว์และแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรแบบครบวงจร สกลนคร เน้นเรื่องอุทยานบัวที่ใหญ่ที่สุดในโลกและป่าเต็งรังพื้นที่กว่าพันไร่กลางมหาวิทยาลัย และศรีราชา เน้นด้านทรัพยากรทางทะเล ทั้งหมดนี้ยังไม่รวมสถานีวิจัยอีก 20 แห่งทั่วประเทศไทย ซึ่งจะนำเสนอความน่าสนใจของศูนย์วิจัยอีกครั้งในหนต่อไป

เข้าใจว่าแค่ได้ยินคำว่าศูนย์การเรียนรู้ศูนย์วิจัย หรือพิพิธภัณฑ์อะไรก็แล้วแต่ คงรู้สึกน่าเบื่อและไม่มีแรงบันดาลใจ แต่อยากให้เปิดใจมองข้ามชื่อทางการเหล่านี้ไป เพราะไม่อยากให้เสียโอกาสได้รับความรู้ดีๆที่ซ่อนอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย อย่างใครจะไปเชื่อว่าบางเขนมีฟาร์มไก่ มีร้านสเต๊กคุณภาพดีราคาประหยัด และมีพิพิธภัณฑ์มดแห่งเดียวในโลก หรือที่กำแพงแสน มีฟาร์มโคเนื้อ มีแปลงข้าว มีประมง และความรู้ด้านเกษตรกรรมทุกด้านแจกฟรี

เด็กๆ สำรวจธรรมชาติ

 

ชั้นเก็บรวบรวมแมลงสตัฟฟ์หลายชนิด

 

พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาประมง

 

อมตลันตา รีสอร์ท งามไม่เป็นสองรองใคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มิถุนายน 2559 เวลา 10:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/436888

อมตลันตา รีสอร์ท งามไม่เป็นสองรองใคร

โดย…ดาราพรรณราย

นอกจากงบประมาณกว่า 300 ล้านบาท ที่เนรมิตพื้นที่ว่างเปล่าติดกับสนามบินสุวรรณภูมิให้กลายเป็นดั่งพิมาน รีสอร์ทแห่งนี้ยังใช้ความคิดสร้างสรรค์ที่เพาะบ่มมาตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาจนเติบโตเป็นนักธุรกิจของ สุขุม มีพันแสน ประดิษฐ์ออกแบบประดับประดาข้าวของเครื่องใช้สิ่งละอันพันละน้อยจากต่างที่มารังสรรค์กลายเป็นรีสอร์ทระดับ 5 ดาว ใกล้กรุง และเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของ จ.สมุทรปราการ

“อมตลันตา รีสอร์ท” เป็นมากกว่าที่พักผ่อนหลับนอน ทว่าสถานที่แห่งนี้เป็นดังพื้นที่แสดงงานศิลปะขนาดใหญ่ ด้วยข้าวของเครื่องใช้หลายชิ้นเป็นของโบราณล้ำค่า เป็นผลงานศิลปะของศิลปินชั้นครู รวมถึงสถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นมาใหม่ แต่ให้ความรู้สึกหลุดไปอีกกาลเวลาหนึ่ง

 

รีสอร์ทมี 27 ห้องพัก แบ่งเป็น 2 ฝั่ง คือ แลนด์มาร์ควิวสนามบิน มีห้องแบบ Superior Villa กับ Deluxe Jacuzzi Villa ขนาดพื้นที่การตกแต่งเหมือนกัน ต่างกันตรงที่มีอ่างจากุซซี่ และฝั่งเลควิว มีห้องแบบ Grand Pool Villa กับ Family Suite Pool Villa (2 ห้องนอน) มีสระน้ำขนาดเล็กให้นอนแช่ตัวนอกห้องพัก รับลมชมวิวทะเลสาบมีหงส์ลอยเล่นน้ำ ภายในห้องพักแบ่งเป็นโซนห้องนอน ห้องทำงาน ห้องนั่งเล่น ห้องน้ำแยกส่วนเรนชาวเวอร์และอ่างแช่ตัว เครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ ครบครันมาตรฐานโรงแรมระดับ 5 ดาว ภายในที่พัก 1 หลังจัดสรรความเป็นส่วนตัวเหมาะแก่การพักผ่อนจริงๆ

ความแตกต่างที่ทำให้อมตลันตา รีสอร์ท โดดเด่นคือ เฟอร์นิเจอร์ของตกแต่งทั้งหลายในที่พักล้วนเป็นของรียูสจากโรงแรมระดับห้าดาวในกรุงเทพฯ กว่า 10 แห่ง ที่ทางเจ้าของได้ไปประมูลสะสมไว้ ของทุกชิ้นยังอยู่ในสภาพดี และบางอย่างมีเพียงชิ้นเดียวในโลก ภายในห้องพักที่ดูโอ่อ่าหรูหรานั้น เมื่อถูกตกแต่งด้วยของรียูสก็สร้างบรรยากาศความคลาสสิกให้ห้องสีอิฐแดงนั้นดูอบอุ่นขึ้น

 

อีกความพิเศษแม้จะอยู่ติดกับสนามบินที่มีเครื่องบินขึ้นลงทุก 5 นาที ทว่าภายในห้องนอนแทบจะไม่ได้ยินเสียงรบกวนนั้นเลย เพราะห้องถูกออกแบบโดยการเลียนแบบสถาปัตยกรรมเตาเผาถ่านของเวียดนาม ใช้อิฐอย่างดีก่อสร้างไล่ระดับไปเป็นโดมสูง นอกจากทำให้ห้องปราศจากต้นเสาแล้ว ยังช่วยกำจัดเสียงรบกวนเครื่องบิน ดูหนังฟังเพลงหรือเพลินเพลิดอยู่ก็แทบไม่ได้ยินเสียง หากแต่เสียงฝนตกที่เป็นแนวดิ่งนั้นกลับได้ยินชัดกว่า คืนไหนเข้าพักแล้วฝนตกจะได้ความรู้สึกนอนอยู่ใต้สายฝนเลยทีเดียว

ส่วนการบริการมีรถรับส่งสนามบินฟรีทั้งไปและกลับ มีอินเทอร์เน็ตไร้สายบริการทุกส่วนของรีสอร์ท มีบริการอาหารเช้าที่ห้องอาหารสุพรรณหงส์ และมีพูลบาร์ให้นั่งชิลและว่ายน้ำชมเรือบิน แทบจะทุกส่วนของรีสอร์ทที่มุมถ่ายรูปสวยๆ ที่ผู้เข้าพักจะสัมผัสความรู้สึกประหนึ่งหลุดไปอยู่อีกเมืองหนึ่งเลยเทียว

 

มนตราบางปะอิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มิถุนายน 2559 เวลา 10:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/436887

มนตราบางปะอิน

โดย…กาญจน์ อายุ

บางปะอินมีมนตร์ขลัง… แต่ไม่ยักจะเชื่อ

จนไม่กี่วันที่ผ่านมาได้ตกปากรับคำไปบางปะอินกับมิตรสหายตามโครงการวันธรรมดา Super น่าเที่ยว Only@ภาคกลาง ตั้งใจว่าจะทิ้งกรุงเทพฯ ทิ้งงาน แล้วไปใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์สักสองวัน ซึ่งค้นพบว่าการเที่ยววันธรรมดานี่ดีงามนัก ทั้งเรื่องการเดินทางจากกรุงเทพฯ-บางปะอินเพียงชั่วโมงกว่าซึ่งพอๆ กับอโศกไปเอกมัยในเช้าวันจันทร์ หรือเรื่องนโยบายโรงแรมที่มักจะลดราคาและให้สิทธิอัพเกรดห้องพักในวันธรรมดาโดยไม่ต้องอ้อนวอน และเรื่องสำคัญคือ บรรยากาศปลอดผู้คน ไม่ต้องต่อคิว ไม่แย่งกันเซลฟี่ ซึ่งถือเป็นอภิสิทธิ์ของคนเที่ยววันธรรมดา

บางปะอินมีหลายเส้นทางทั้งพระราชวัง วัดไทยดีไซน์โกธิก และโฮมสเตย์เกาะเกิด หลากรสทั้งประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม ศาสนา และวิถีชีวิต บนพื้นที่ 229.1 ตร.กม. แผ่นดินของสมเด็จพระเจ้าปราสาททองแห่งกรุงศรีอยุธยา และยังมีความสำคัญเรื่อยมาจนถึงรัตนโกสินทร์

แม่ลำพูน พรรณไวย ผู้นำชุมชนเกาะเกิด

 

ชมวัง ยลวัด

อย่างแรกที่รู้สึกคือ โชคดีเหลือเกินที่เกิดยุคนี้ ยุคที่พระราชวังเปิดให้คนทั่วไปชมความงามและศึกษาสถาปัตยกรรมเคียงคู่ประวัติศาสตร์อย่างใกล้ชิด

พระราชวังบางปะอินสร้างโดยพระเจ้าปราสาททองสมัยกรุงศรีอยุธยา ผ่านยุคที่ทรุดโทรมหลังเสียกรุงปี 2310 จนเข้าสู่ยุคฟื้นฟูต้นรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่ง เรือนแถวฝ่ายใน และพลับพลาริมน้ำขึ้นใหม่ จากนั้นสมัยรัชกาลที่ 5 พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่งและสิ่งก่อสร้างมากมาย กระทั่งปัจจุบันก็ยังคงใช้เป็นที่ประทับและที่ต้อนรับพระราชอาคันตุกะเป็นครั้งคราว

ประตูเทวราชครรไลก่อนเข้าเขตพระราชฐานชั้นใน

 

พระราชวังเปิดให้ประชาชนเข้าชมได้ทุกวัน (ยกเว้นวันจันทร์) โดยเลือกได้ว่าจะเดินชมหรือเช่ารถกอล์ฟ แผนที่ระบุไว้ทั้งหมด 39 จุด ถ้าตัดอาคารบริการนักท่องเที่ยวออกไปจะเหลือ 32 จุดในเขตพระราชฐานชั้นนอกและชั้นใน

จุดแรกควรไปสักการะพระเจ้าปราสาททองตามธรรมเนียมไปลามาไหว้ที่หอเหมมณเฑียรเทวราช เป็นปรางค์ศิลาแบบขอมสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่ออุทิศถวายแด่พระเจ้าปราสาททอง ถัดออกไปคือ พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์ ตั้งอยู่กลางสระน้ำ สร้างแบบปราสาทจตุรมุขโดยได้จำลองมาจากพระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ปราสาทในพระบรมมหาราชวังสมัยรัชกาลที่ 5 ปัจจุบันเป็นที่ประดิษฐานพระบรมรูปหล่อสัมฤทธิ์ของล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 และเป็นแลนด์มาร์คของพระราชวังบางปะอิน

พิพิธภัณฑ์รถม้าพระที่นั่ง

 

ริมสระน้ำจะมีอาคารแบบตะวันตกสองแห่ง ฟากหนึ่งคือพระที่นั่งวโรภาษพิมาน เป็นพระที่นั่งชั้นเดียวสร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 ใช้เป็นที่ประทับและเสด็จออกว่าราชการภายในห้องโถง ภายในไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปและผู้หญิงทุกคนต้องใส่กระโปรงสุภาพหรือนุ่งผ้าถุงที่เตรียมไว้ให้ก่อนเข้าชม ส่วนอีกฟากเรียกว่า ประตูเทวราชครรไล เป็นประตูทางเข้าสู่พระราชฐานชั้นใน ปัจจุบันทำเป็นพิพิธภัณฑ์รถม้าพระที่นั่ง

จากนั้นเดินทอดน่องเข้าสู่เขตพระราชฐานชั้นในจะพบกับพระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียร เรือนไม้สองชั้นแบบชาเลต์สวิตเซอร์แลนด์ที่รัชกาลที่ 5 โปรดปรานมากที่สุด ภายในตกแต่งแบบยุโรปด้วยเครื่องเรือนแบบฝรั่งเศสสมัยพระเจ้านโปเลียนที่ 3 แต่น่าเสียดายเคยเกิดอุบัติเหตุไฟไหม้จนหมดสิ้น กระทั่งปี 2537 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นใหม่ตามแบบฉบับเดิม นอกจากนี้ยังมีหอวิฑูรทัศนาและพระที่นั่งเวหาศจำรูญในรูปแบบของศิลปะจีนอยู่ล้อมสระน้ำ และหมู่พระตำหนักฝ่ายในสไตล์แบบตะวันตกตั้งเรียงรายอยู่ในสวน

พระที่นั่งเวหาศจำรูญ

 

นอกจากส่วนต่างๆ ในพระราชวัง แผนที่นับเบอร์ 29 ยังระบุ กระเช้าข้ามวัดนิเวศธรรมประวัติ อำนวยความสะดวกให้ประชาชนได้นั่งกระเช้าไปไหว้พระฝั่งตรงข้ามซึ่งขนานไปกับพระราชวังบางปะอินพอดิบพอดี

วัดนิเวศธรรมประวัติถูกกล่าวถึงด้านสถาปัตยกรรมแบบโกธิกเลียบแบบโบสถ์คริสต์ โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสถานที่บำเพ็ญพระราชกุศล เมื่อเสด็จฯ แปรพระราชฐานมาประทับที่พระราชวังบางปะอิน

นั่งเรือไปไหว้พระที่วัดเชิงท่า

 

พระอุโบสถมีโดมหอคอยปลายแหลมคล้ายวิหารในสถาปัตยกรรมตะวันตก ภายในโดมบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ด้านหน้าประดับปูนปั้นตราแผ่นดิน และประดับกระจกสีสเตนกลาสเป็นพระบรมสาทิสลักษณ์ของรัชกาลที่ 5 ส่วนด้านในประดิษฐานพระพุทธนฤมลธรรโมภาสเป็นพระประธาน เมื่อดูจากภายนอกจะไม่ทราบเลยว่าเป็นวัดซึ่งมีที่เดียวในประเทศไทยมาตั้งแต่ยุคกลางรัตนโกสินทร์

นอนโฮมสเตย์

ชุมชน ต.เกาะเกิด อ.บางปะอิน กลายเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวโอท็อปวิลเลจเมื่อ 11 ปีที่แล้ว โดยการผลักดันของอดีตผู้ใหญ่บ้าน แม่ลำพูน พรรณไวย ที่ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านมานาน 20 ปีจนเกษียณอายุ วันนี้แม่ลำพูนยังเป็นตัวตั้งตัวตีเรื่องโฮมสเตย์ในชุมชนอยู่ มีจำนวน 10 หลัง พร้อมกิจกรรมแน่นเอี๊ยด “เข้าบ้านไหนก็มีเรื่องให้ทำ” แม่ลำพูนกล่าว “แต่ละบ้านจะมีอาชีพ ทำนา ทำเกษตร ประมงจับปลา ตกกุ้ง เลี้ยงกบ เป็ด ห่าน ทำขนมไทยทุกชนิด ขนมกง หม้อแกงปิ้งโบราณ สามเกลอ ข้าวเม่าทอด และขนมต้มนี่ของเด็ดประจำตำบลเลย”

กุ้งแม่น้ำเผา เมนูยอดฮิตของอยุธยา

 

ส่วนบ้านแม่ลำพูนทำยาเม็ดลูกกลอนสมุนไพร พูดโฆษณาใหญ่ว่าทำจากสมุนไพรแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แถมยังให้ดูแม่เป็นตัวอย่าง แกว่า “แม่อายุ 66 แล้วยังแข็งแรงเหมือนสาว 26” เล่นทำคนฟังหัวเราะร่วนแต่ก็ต้องยอมเห็นด้วยทุกประการเพราะดูมุมไหนก็ไม่เหมือนยายแก่เลยจริงๆ

แม่ลำพูนอธิบายต่อว่า นักท่องเที่ยวมี 2 ประเภท หนึ่ง เป็นพวกมาบ่ายเย็นกลับ คือมาดูวิถีชีวิตชาวเกาะเกิดตามบ้านต่างๆ โดยมีรถรางให้บริการ อุดหนุนสินค้าโอท็อป อาจแวะกินข้าวบ้านแม่ลำพูน จากนั้นก็เดินทางกลับ และอีกกลุ่ม เป็นพวกมาเที่ยงเย็นหลับ คือตั้งใจมานอนโฮมสเตย์ กินที่บ้าน เที่ยวที่บ้าน หรือจะให้เจ้าของบ้านเป็นไกด์พาเที่ยวก็ได้

อุโบสถวัดแบบสถาปัตยกรรมตะวันตก

 

“บนเกาะเกิดมีสวนเกษตรสองพันกว่าไร่” แม่ลำพูนเล่า “ถ้าอยากไปเที่ยวพระราชวังบางปะอินก็นั่งเรือไปได้เลย ไม่ต้องไปต่อรถ แล้วเที่ยวเสร็จก็กลับมาไหว้พระที่วัดเชิงท่ากับวัดพยาญาติได้วันเดียว” ชาวเกาะเกิดมักไปสักการะพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์สมัยอยุธยาที่วัดเชิงท่า และชมต้นตะเคียนรัดต้นโพธิ์ขนาดใหญ่เกือบ 7 คนโอบ จากนั้นเหมือนเป็นธรรมเนียมว่าต้องไปสักการะ
หลวงพ่อดำศักดิ์สิทธิ์อายุมากกว่า 300 ปีที่วัดพยาญาติ ที่อยู่ใกล้กัน

2 วัน 1 คืนริมแม่น้ำเจ้าพระยาไม่ได้ทำอะไรมาก ไม่มีโน้ตบุ๊ก ไม่เช็กอีเมล ได้แต่อัพรูปขึ้นเฟซบุ๊กถี่ๆ ให้คนที่ออฟฟิศอิจฉา และ 2 วัน 1 คืนยังทำให้เข้าใจว่า “บางปะอินมีมนตร์ขลัง” ได้อย่างไร มันน่าจะเกิดขึ้นตอนที่สายลมพัดเข้าหน้าผ่านพวงผมแล้ววนอยู่ข้างหู ตอนนั้นรู้สึกได้ว่าบางปะอินกำลังร่ายมนตร์อย่างมีศิลปะแบบไม่ยัดเยียด ไม่บังคับขืนใจ แต่ค่อยๆ ให้เข้าใจและดื่มด่ำด้วยตัวเอง และเหมือนกับว่ามนตร์กำลังออกฤทธิ์ เพราะใจมันอยากไปใช้ชีวิตที่บางปะอิน…ตอนนี้เลย!

อุโบสถวัดนิเวศธรรมประวัติแบบโกธิก

 

ระเบียงหน้าโฮมสเตย์ติดแม่น้ำเจ้าพระยา

 

เที่ยววิถีใหม่ ชุมชนยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มิถุนายน 2559 เวลา 10:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/436881

เที่ยววิถีใหม่ ชุมชนยั่งยืน

โดย…ปิยนุช ผิวเหลือง

รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เห็นชอบตามแผนยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวชุมชน ปี 2559-2563 โดยมีเป้าหมายผลักดันการท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในชุมชนให้เพิ่มขึ้น 4-8% เกิดการกระจายรายได้ในท้องถิ่นมากขึ้น สร้างสมดุลการพัฒนาทั้งภาคเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. ซึ่งมีส่วนในการพัฒนาในแนวทางการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ได้จัดแบ่งแหล่งท่องเที่ยวชุมชนออกเป็นคลัสเตอร์ อาทิ คลัสเตอร์มรดกโลกทางวัฒนธรรม (สุโขทัย พิษณุโลก ตาก กำแพงเพชร) เขตพัฒนาการท่องเที่ยววิถีชีวิตลุ่มน้ำโขง (หนองคาย เลย บึงกาฬ มุกดาหาร นครพนม) เขตพัฒนาการท่องเที่ยววิถีชีวิตลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนกลาง (พระนครศรีอยุธยา นนทบุรี ปทุมธานี อ่างทอง สิงห์บุรี) ในระยะ 3-5 ปี จะมุ่งขยายผลสร้างเครือข่ายความเข้มแข็งให้ชุมชนผ่านเครือข่ายท่องเที่ยวโดยชุมชนในพื้นที่พิเศษ โดยวางเป้าหมายร่วมกับภาคีทั้ง 30 องค์กร มุ่งลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ให้กับ 1,500 ตำบล ในปี 2559 และเพิ่มเป็น 2,500 ตำบล ในปี 2560

 

ขณะที่สำนักงานพื้นที่พิเศษเมืองพัทยาและพื้นที่เชื่อมโยง หรือ อพท.3 ซึ่งมีพื้นที่เป้าหมายหลักในการดูแลจำนวน 9 แห่ง ประกอบด้วย เมืองพัทยา (ครอบคลุมพื้นที่เกาะล้าน และเกาะไผ่) เทศบาลหนองปรือ เทศบาลตำบลบางละมุง  เทศบาลตำบลตะเคียนเตี้ย เทศบาลตำบลโป่ง เทศบาลตำบลห้วยใหญ่ เทศบาลตำบลนาจอมเทียน อบต.หนองปลาไหล และ อบต.เขาไม้แก้ว ได้จัดกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจร ในวันที่ 27-28 พ.ค.ที่ผ่านมา ณ กลุ่มประมงเทศบาลตำบลบางละมุง และบ้านร้อยเสา ลานวัฒนธรรมบ้านตะเคียนเตี้ย อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ที่จัดรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ควบคู่กับการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน เริ่มจากการเยี่ยมชมหมู่บ้านชาวประมง ต.บางละมุง ที่จัดตั้งขึ้นในปี 2550

ปลดแอกระบบนายทุน

จุดเริ่มต้นของการก่อตั้งกลุ่มประมงบ้านชายทะเลบางละมุงนั้น “ธวัชชัย ประคองขวัญ” ประธานกลุ่ม ได้เล่าถึงความเป็นมาว่า เนื่องจากพื้นเพเดิมของคนในหมู่บ้านชายทะเลบางละมุง ที่ตั้งอยู่ใน ต.บางละมุง อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เป็นชุมชนขนาดเล็กริมชายฝั่งทะเลที่ทอดยาวจากโครงการเซาเทิร์นซีบอร์ด มีระยะทางการออกเรือทำประมงประมาณ 8 กิโลเมตร ในอดีตการทำประมงจะเป็นการทำประมงพื้นบ้านที่เป็นเรือขนาดเล็กเพื่อหาเลี้ยงชีพ โดยไม่ได้คำนึงว่าทรัพยากรธรรมชาติในท้องทะเลนั้นจะมีเหลือมากน้อยแค่ไหน กระทั่งชุมชนได้พบว่าทรัพยากรที่ทางชุมชนใช้ดำรงชีพมาเป็นระยะเวลานาน เริ่มมีปริมาณลดลงอย่างเห็นได้ชัด

 

ประกอบกับการถูกรุกรานจากเรือนายทุนที่เข้ามากอบโกยผลประโยชน์ ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถทำประมงได้เพียงพอกับการดำรงชีพ ทำให้เกิดแนวคิดที่ว่า ทำอย่างไรที่จะให้ทรัพยากรเหล่านี้คงอยู่ เพื่อให้คนในชุมชนสามารถทำประมงเลี้ยงชีพต่อไปได้ อีกทั้งที่ผ่านมาชุมชนประสบกับปัญหาการขาดเงินทุนหมุนเวียน ต้องไปกู้เงินจากนายทุนเพื่อซื้ออวนสำหรับใช้ในการทำประมง แต่เมื่อได้เงินมา เงินเหล่านั้นก็ไม่ได้ถูกใช้เพื่อต่อยอดสำหรับการทำประมงของชุมชน แต่ต้องนำเงินไปใช้หนี้นายทุน ทำให้ชุมชนประสบปัญหากับสภาพคล่องทางด้านการเงินอย่างต่อเนื่อง เป็นหนี้สินวนเวียนในลักษณะนี้ตลอดมาหลายปี

ด้วยแนวคิดที่ต้องการปลดแอกตัวเองออกจากระบบนายทุน และต้องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่ควบคู่กับชุมชนระยะยาว รวมถึงต้องการพัฒนาให้กลุ่มประมง เป็นชุมชนกลุ่มประมงพื้นบ้านที่เข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว ดังนั้นในปี 2543 ทางชุมชนจึงได้จัดตั้งสหกรณ์ขึ้น ด้วยการระดมทุนจากชาวบ้านที่มีเรือประมง เพื่อให้มีเงินทุนสำหรับการกู้หมุนเวียนลงทุนของชาวประมงพื้นบ้าน โดยจัดเก็บเงินเข้าสหกรณ์จำนวน 100 บาท/ลำ/เดือน และต่อมาได้เพิ่มเป็น 200 บาท/ลำ/เดือน ปัจจุบันมีเรือประมงพื้นที่เข้าร่วมสหกรณ์ดังกล่าวราว 30 ลำ ทำให้ทางชุมชนเริ่มมีสภาพคล่องมากขึ้น และในระยะหลังมานี้ ได้มีหน่วยงานของภาครัฐบาลให้ความช่วยเหลือมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการดูแลเรือนายทุนไม่ให้เข้ามาหาผลประโยชน์ในพื้นที่ การให้เงินทุนสำหรับหมุนเวียนในการลงทุนทำประมง เป็นต้น

 

จากนั้นในปี 2552 ทางกลุ่มประมงได้ร่วมมือกับทาง อพท.3 เพื่อต่อยอดอาชีพการทำประมงพื้นบ้านเข้าสู่การท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้และอนุรักษ์ธรรมชาติ ภายใต้แนวคิดที่ต้องการผลักดันให้บ้านชายทะเลบางละมุงเป็นต้นแบบที่มีศัยกภาพและการเติบโตอย่างมั่นคง และเพื่อส่งเสริมให้ชุมชนมีรายได้จากการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในช่วงที่ทางชุมชนมีรายได้จากการทำประมงลดลงในช่วงฤดูหนาว ตั้งแต่เดือนพ.ย.-ม.ค.ของทุกปี ในส่วนของการอนุรักษ์ทรัพยากรนั้น ทางกลุ่มจึงได้มีการจัดตั้งธนาคารปูม้า เพื่ออนุบาลปูไข่นอกกระดอง เพื่อนำตัวอ่อนกลับปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ รวมถึงการจัดตั้งธนาคารแม่พันธุ์ กุ้งแชบ๊วย การเลี้ยงหอยหวาน และการทำปะการังเทียม เพื่อรักษาสมดุลระบบนิเวศในท้องทะเล

ขณะที่การต่อยอดด้านการท่องเที่ยวเชิงการเรียนรู้นั้น จะจัดเป็นในรูปแบบการท่องเที่ยวแบบจองล่วงหน้า (Booking) ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถโทรศัพท์มาสอบถามข้อมูลกิจกรรมการท่องเที่ยวได้ที่กลุ่มประมง ซึ่งลักษณะการท่องเที่ยวมีแบบแพ็กเกจครึ่งวัน ท่องเที่ยวเรียนรู้สัมผัสวิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้าน ไปเที่ยวเกาะนก ดำน้ำดูปะการังน้ำตื้น หรือจะพายเรือคายัก แล้วกลับมากินอาหารทะเลสดๆ ส่วนแพ็กเกจกลางคืน มีกิจกรรมออกเรือไปตกหมึก ตกปลา นอกจากนี้ยังสามารถพักแรมแคมปิ้งบริเวณชายหาดหรือบนเกาะนก โดยราคาเริ่มต้นที่ 300 บาท/คน

 

“การจัดกิจกรรมต่างๆ โดยให้นักท่องเที่ยวจองล่วงหน้า เนื่องจากทางชุมชนต้องมีการเตรียมวางแผนรองรับล่วงหน้า เพราะไม่สามารถรับจำนวนนักท่องเที่ยวได้จำนวนมาก โดยหากเป็นการเยี่ยมชมในลักษณะของการเรียนรู้ อาทิ เยี่ยมชมธนาคารปูม้า ที่จัดมาเป็นคณะ อาจจะเป็นกลุ่มนักศึกษา ข้าราชการ ก็จะรองรับได้เพียง 30-50 คนเท่านั้น ส่วนนักท่องเที่ยวที่ต้องการเข้าร่วมกิจกรรมกับทางชุมชนจะมีให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่พานำเที่ยวเกาะนก การตกหมึก ซึ่งจะคิดค่าใช้จ่ายประมาณ 2,500 บาท/ลำ บรรจุคนได้ราว 7-8 คน และหมึกที่ตกได้นั้น หากนักท่องเที่ยวต้องการก็สามารถซื้อกลับไปได้  ส่วนบริการตกปลาจะคิดค่าบริการเรือ 6,500 บาท/ลำ ปลาที่ตกได้นักท่องเที่ยวสามารถนำกลับไปได้ หรือจะให้ทางกลุ่มทำอาหารให้ก็ได้ แล้วแต่ความต้องการ”

นอกจากนี้ ทางชุมชนยังเปิดให้บริการด้านอาหารทะเล ซึ่งต้องเป็นบริการจองล่วงหน้า เนื่องจากวัตถุดิบในแต่ละช่วงจะแตกต่างกันไปตามฤดูกาล โดยจุดเด่นของอาหารทะเลที่ชุมชนได้จำหน่ายนั้น จะเน้นอาหารทะเลที่อร่อย สด ใหม่ และปราศจากสารเคมี การันตีว่าไม่มีสารดองหรือใส่สารฟอร์มาลีนอย่างแน่นอน อีกทั้งราคาอาหารไม่แพง

 

ธวัชชัย เล่าต่อว่า หลังจากที่ทางชุมชนได้ร่วมมือกับ อพท.3 ทำให้ความเป็นอยู่ในปัจจุบันดีขึ้น มีสภาพเงินทุนหมุนเวียนมากขึ้น โดยรายได้หลักของชุมชนยังคงเป็นการทำประมงอยู่ 80% หรือมีรายได้ประมาณ 1,000-3,000 บาท/วัน ซึ่งรายได้ส่วนนี้ไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับว่าช่วงนั้นสามารถออกทำประมงได้หรือไม่ และอีก 20% เป็นรายได้ที่มาจากการท่องเที่ยว ซึ่งหากถามว่าจะให้เพิ่มสัดส่วนรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นหรือไม่นั้น ถ้าจะทำก็สามารถทำได้ แต่ทางชุมชนไม่ต้องการที่จะให้เป็นในลักษณะนั้น เพราะต้องการที่จะอนุรักษ์ประมงพื้นบ้านให้อยู่คู่กับชุมชน และต้องการให้เป็นการท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ที่รักษาวิถีชีวิตชุมชนให้อยู่ตลอดไป

ชุมชนบ้านร้อยเสา

หลังจากเยี่ยมชมกลุ่มประมงบางละมุง จากนั้นได้ไปชมบ้านร้อยเสา และลานวัฒนธรรมบ้านตะเคียนเตี้ย ซึ่งบ้านร้อยเสาเป็นบ้านแฝดทรงไทยยกใต้ถุนสูง สร้างขึ้นกว่า 80 ปี ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตของคุณยายทรัพย์ และคุณยายสิน ฝาแฝดสองพี่น้อง ซึ่งลูกหลานทั้งสองครอบครัวยังคงอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ จุดเด่นคือเป็นบ้านทรงไทยที่หาชมได้ยากในพื้นที่ จ.ชลบุรี ซึ่งตัวบ้านมีเสายกใต้ถุนถึง 102 ต้น แสดงถึงความกว้างและใหญ่ของตัวบ้านที่อาศัยร่วมกันกว่า 20 ชีวิต โดยชั้นบนของตัวบ้านปรับปรุงและตกแต่งให้เป็นพื้นที่จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้โบราณ

 

หนึ่งในนั้นมีสมุดข่อยที่บันทึกตำรายารักษาโรค ตำราโหราศาสตร์ไทย ตำราปีนักษัตรไทย และพื้นที่โดยรอบของตัวบ้าน ครอบคลุมพื้นที่ถึง 6 ไร่ ถูกใช้สอยอย่างเป็นระบบ แบ่งเป็นส่วนของที่อยู่อาศัย ส่วนของสวนปลูกพืชผัก สมุนไพร ที่ไว้ประกอบอาหารในครัวเรือน และแบ่งจำหน่ายบางส่วน อีกทั้งปุ๋ยที่ใช้เป็นปุ๋ยหมักประยุกต์ใช้สิ่งที่มีอยู่รอบตัวให้เกิดประโยชน์ จากการคัดแยกขยะอย่างเป็นระบบ เพื่อแยกเศษผัก ผลไม้ และใบไม้ในการทำน้ำหมักชีวภาพ กล่าวได้ว่าเป็นศูนย์การเรียนรู้เพื่อชีวิตพอเพียงอย่างแท้จริง

นอกจากชมบ้านทรงไทยโบราณ บ้านร้อยเสาแล้วนั้น ยังมีกิจกรรมอื่นให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยี่ยมชมในพื้นที่ตะเคียนเตี้ย ได้แก่ การสอนทำอาหารและขนมพื้นบ้าน อีกทั้งจัดแสดงลำตัด การแสดงพื้นบ้านของคนในท้องถิ่น โดยได้จัดตารางสำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจ เป็นโปรแกรมภายใน 1 วัน กับ 6 กิจกรรม คือ ในช่วงเช้ามีกิจกรรมร่วมกันตักบาตรพระสงฆ์ ณ ลานวัฒนธรรมตะเคียนเตี้ย ในช่วงสายพาเยี่ยมชมตัวบ้านร้อยเสาและข้าวของเครื่องใช้ในอดีต หลังจากนั้นในช่วงเวลาเที่ยง ร่วมศึกษาเรียนรู้สวนสมุนไพร เก็บพืชผักสวนครัวประกอบอาหารท้องถิ่น อาทิ แกงไก่กะลา แกงหมูใบชะมวง และต้มระกำไก่ พร้อมรับประทานอาหารเที่ยง รับรองความอร่อยในทุกเมนู

 

เมื่อรับประทานของคาวแล้วนั้น ของหวานจะขาดได้อย่างไร กิจกรรมในช่วงบ่ายจึงเป็นการสอนทำวุ้นกะทิ และพับดอกไม้ใบเตย เรียกได้ว่าทั้งอิ่มอร่อย และมีสูตรขนมนำไปต่อยอดเป็นธุรกิจของตัวเองได้เช่นกัน และกิจกรรมในช่วงเย็น พบกับการเรียนรู้ “กัวซา” วิถีการรักษาโรคแบบชาวบ้าน ซึ่งเป็นหนึ่งในภูมิปัญญาแพทย์พื้นบ้านที่ตกทอดตั้งแต่สมัยจีนโบราณในลักษณะขูดผิวหนังเพื่อขับพิษ ที่ใช้บำบัดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และโรคจากความเครียดต่างๆ และกิจกรรมปิดท้ายด้วยการรับชมลำตัด การแสดงพื้นบ้านโดยคณะลำตัดแม่ละมุล  ที่มีจุดเด่นคือการนำเยาวชนในท้องถิ่นมาฝึกแสดงให้แก่นักท่องเที่ยว เพื่อสืบทอดการแสดงพื้นบ้านให้ยั่งยืน

เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวยั่งยืน

ธิติ จันทร์แต่งผล รักษาการผู้จัดการพื้นที่พิเศษเมืองพัทยาและพื้นที่เชื่อมโยง (อพท.3) กล่าวว่า วัตถุประสงค์ที่ทาง อพท.3 ได้เข้ามาส่งเสริมและสนับสนุนกลุ่มประมงเทศบาลตำบลบางละมุงนั้น เป็นส่วนหนึ่งของแผนในการยกระดับการบริหารจัดการและพัฒนาพื้นที่พิเศษเมืองพัทยาและพื้นที่เชื่อมโยง ส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน เพื่อก่อให้เกิดรายได้กับชุมชน โดยไม่ทำลายวิถีชีวิตหรือวัฒนธรรมของชุมชนที่ดีงาม และเป็นแหล่งเรียนรู้เชิงวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมพร้อมๆ กัน และมีการเชื่อมโยงเครือข่ายในพื้นที่ชุมชนนั้นๆ เพื่อให้เป็นการท่องเที่ยวแบบครบวงจร

 

ที่ผ่านมา อพท.3 ได้รุกทำกิจกรรมลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดผลในเชิงรูปธรรมสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการลงพื้นที่ อธิบายความเป็นมาของโครงการและเชิญชวนให้ชุมชนเทศบาลตำบลบางละมุงเข้าร่วมกิจกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้ ในพื้นที่พิเศษเมืองพัทยาและพื้นที่เชื่อมโยง ซึ่งถือได้ว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง ทุกวันนี้ชุมชนสามารถพึ่งตนเองได้ อีกทั้งมีกำลังรักษาทรัพยากรในท้องถิ่นไม่ให้หมดไป ที่เล็งเห็นถึงกิจกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้ทั้ง 3 กลุ่ม ทั้งในกลุ่มประมงบางละมุง โดยกิจกรรมการเรียนรู้เลี้ยงหอยแมลงภู่ การวางอวนปู การถักจั่นดักปู และกิจกรรมตกหมึกในช่วงกลางคืน กลุ่มแม่บ้านเทศบาลตำบลบางละมุง ที่นอกเหนือจากการบริการด้านอาหารให้กับนักท่องเที่ยว ยังสามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปเพื่อการจัดจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยว และการจำหน่ายอาหารแปรรูปของชุมชน รวมถึงกลุ่มอาชีพสตรี เทศบาลตำบลตะเคียนเตี้ย ที่นอกเหนือจากกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมชุมชน ยังให้บริการที่พักแบบโฮมสเตย์แก่นักท่องเที่ยวที่ต้องการเปลี่ยนแนวและพักในราคาประหยัด

นอกจากนี้ กิจกรรมล่าสุดที่ อพท.ได้จัดทำขึ้น คือ แอพพลิเคชั่น SMART PATTAYA ที่สนับสนุนการท่องเที่ยวในพัทยาและพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อให้นักท่องเที่ยวค้นหาแหล่งท่องเที่ยว ที่พัก ร้านอาหาร และบริการต่างๆ ในพื้นที่เป้าหมายทั้ง 9 แห่ง เพื่อรองรับการกระจายตัวของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวในเมืองพัทยา ซึ่งในขณะนี้มีจำนวนประมาณ 9-10 ล้านคน/ปี ซึ่งแอพพลิเคชั่นดังกล่าวจะแสดงรายละเอียดของสถานที่ พร้อมเสียงบรรยาย ที่มีทั้งภาษาไทย อังกฤษ จีน และรัสเซีย ที่จะดังขึ้นอัตโนมัติเมื่อเข้าสู่พื้นที่ท่องเที่ยวนั้นๆ ช่วยแก้ปัญหาการหลงทางของกลุ่มนักท่องเที่ยวแบ็กแพ็กเกอร์ที่เดินทางด้วยตัวเองมากขึ้น

 

โดยสามารถเลือกเส้นทางแนะนำหรือเส้นทางท่องเที่ยวที่ผู้ใช้สามารถกำหนดได้เอง ซึ่งมีรายละเอียดแผนที่และรายละเอียดของแหล่งท่องเที่ยวกำกับไว้ และสิ่งสำคัญ สามารถใช้งานได้แม้ไม่มีอินเทอร์เน็ตโดยการดาวน์โหลดแผนที่และข้อมูลไว้บนเครื่อง กล่าวได้ว่าในพื้นที่ท่องเที่ยวพิเศษทั้ง 9 แห่งจะเชื่อมโยงกันทุกจุดในแอพพลิเคชั่นเดียว ครอบคลุมทั้งการท่องเที่ยวแบบมวลชนในพื้นที่เมืองพัทยา และการท่องเที่ยวแนวใหม่เชิงอนุรักษ์ เรียนรู้วิถีชีวิตชาวบ้าน เพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ที่ให้ประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยวอย่างครบรส

ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างคลัสเตอร์ท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน ที่สามารถพลิกฟื้นจากปัญหาในอดีต สู่แนวทางสร้างรายได้อย่างยั่งยืน และเชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวหลักเพื่อความยั่งยืนยิ่งขึ้นไป

 

ปั่นอัมพวา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มิถุนายน 2559 เวลา 10:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/436438

ปั่นอัมพวา

โดย…วิทยา เคหสุขเจริญ

อัมพวา เดิมเป็นศูนย์กลางการค้าการคมนาคมที่สำคัญของ จ.สมุทรสงคราม มีตลาดน้ำและชุมชนขนาดใหญ่ แต่เมื่อการสัญจรทางบกมีการพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ การค้าการคมนาคมทางน้ำจึงค่อยๆ ลดความสำคัญลงแทบจะหมดไป จนเมื่อสิบกว่าปีมานี้เองที่ทางเทศบาลตำบลอัมพวาและชาวบ้านในชุมชนได้ร่วมกันฟื้นฟูตลาดน้ำอัมพวาขึ้นมาอีกครั้ง โดยเป็นตลาดน้ำอัมพวายามเย็น เปิดทุกวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 16.00 น. และก็ได้รับความนิยมกลับมาอย่างล้นหลามจนปัจจุบันกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของคนกรุงเทพฯ รวมทั้งเป็นจุดตั้งต้น-จุดหมายปลายทางของเส้นทางปั่นจักรยานอัมพวา คือเริ่มปั่นออกจากที่นี่แต่เช้า จบทริปบ่ายๆ ก็เที่ยวตลาดน้ำต่อเลย …แต่เมื่อฮิตก็แห่… ทั้งนักท่องเที่ยว ทั้งพ่อค้าแม่ขาย แออัดยัดเยียดจนแทบจะหาเสน่ห์ดั้งเดิมของตลาดน้ำไม่เจอ การจราจรก็คับคั่งจนจักรยานแทบไม่มีที่จะแทรก…

แต่ห่างออกไปเพียง 5 กม. ใน อ.บางคนที ยังมีตลาดน้ำอีกแห่งที่ถือเป็นเงาสะท้อนอดีตของตลาดน้ำอัมพวาได้เป็นอย่างดี นั่นคือตลาดน้ำบางน้อย ที่จะเป็นไฮไลต์หนึ่งของทริปจักรยานของเราในครั้งนี้

ทริปนี้เราเลือกที่จะเริ่มต้นย่าน อ.วัดเพลง ซึ่งอยู่ใต้ลงมาเป็นขอบ จ.ราชบุรี แล้ว แล้วจึงปั่นวนขึ้นไปหาตัว อ.อัมพวา แทน เนื่องจากการจราจรแถบนี้จะเบาบางกว่ามากถึงมากที่สุดเรียกว่านานๆ จะมีรถผ่านสักคัน ถนนลาดยางอย่างดีบวกกับบรรยากาศที่ร่มรื่นของสวนมะพร้าวและสวนผลไม้นานาชนิดที่เรียงรายอยู่สองข้างทางทำให้การเดินทางเป็นไปด้วยความสนุก จนเมื่อแดดเริ่มตั้งตรงขึ้นเรื่อยๆ ก็ได้เวลาหาที่หลบร้อนกันแล้ว เราเลือกแวะพักที่ตลาดน้ำบางน้อย อ.บางคนที ที่ซึ่งพาเราย้อนอดีตกลับไปหลายสิบปี นับตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามาเราจะพบแต่ของที่แทบจะเหลืออยู่แต่ในความทรงจำ เช่น ขนมสัมปันนี ขนมเทียนสลัดงา ที่หาทานได้ยากเต็มที บรรยากาศเรือนแถวริมน้ำที่เงียบสงบ บ้างเป็นร้านค้า บ้างขายอาหาร เป็นการค้าชุมชนแบบดั้งเดิมที่ทำให้ชีวิตเรารู้สึกช้าลง

เส้นทางจักรยานที่รวมเรียกว่า “อัมพวา” นั้นเป็นวงรอบที่มีระยะทางกว่า 50 กม. กินอาณาเขตกว้างขวางหลายอำเภอ และมีจุดแวะพัก สถานที่ท่องเที่ยวรายทางมากมาย เช่น ตลาดน้ำอัมพวา ตลาดน้ำบางน้อย ตลาดน้ำท่าคา ตลาดน้ำบางนกแขวก วัดบางกุ้ง วัดจุฬามณี โบสถ์คริสต์บางนกแขวก (อาสนวิหารพระแม่บังเกิด) และอื่นๆ อีกมากมายที่แล้วแต่เราจะเลือกแวะ แต่อันที่จริงแล้วเสน่ห์ของเส้นทางจักรยานกลับอยู่ที่เส้นทางที่เลาะเลียบเรียงไปตามเรือกสวนผลไม้นานาชนิด ถนนเหล่านี้เป็นทางรองที่แยกย่อยออกมาจากถนนหลัก มีโครงข่ายถนนที่เชื่อมต่อกันแบบไม่เป็นแบบแผนนัก ปัจจุบันเริ่มมีป้ายบอกทางมากขึ้น หากศึกษาเส้นทางล่วงหน้าสักนิด คิดว่าสามารถปั่นอยู่แต่ภายในถนนเส้นรองได้เกือบทั้งหมดแทบไม่ต้องออกถนนใหญ่เลย

ช่วงบ่าย หลังอาหารเที่ยงที่ร้านคุ้มแสงทอง เราเลือกปั่นไปแวะวัดบางกุ้ง หรือที่เรียกว่าค่ายบางกุ้ง เพราะเดิมเคยเป็นค่ายทหารมีบทบาทสำคัญในการกู้เอกราชสมัยพระเจ้าตากสิน และที่วัดบางกุ้งยังมีโบสถ์ปรกโพธิ์ โบสถ์เก่าแก่ที่มีตันโพธิ์ขึ้นปกคลุมโบสถ์ทั้งหลัง ถือเป็น Unseen Thailand แห่งหนึ่งที่ไม่ควรพลาด แต่ครั้งนี้เราโชคไม่ดีเจอพายุฤดูร้อนเข้าเต็มๆ เลยได้แต่หลบฝนอยู่ไม่ได้ไปเก็บภาพโบสถ์ปรกโพธิ์มาฝากกัน รออยู่นานกว่าฝนจะหยุดจึงปั่นกลับ

เส้นทางกึ่งธรรมชาติกึ่งท่องเที่ยว คือปั่นบนถนนดำแต่ได้วิวแบบปั่นในทางธรรมชาติแบบนี้ แม้จะหาได้ไม่ยากในต่างจังหวัด แต่จะหาที่ใกล้ๆ กทม. มีความปลอดภัย และมีสถานที่ท่องเที่ยวแวะได้รายทางครบเครื่องแบบนี้นับว่าหาไม่ได้ง่ายๆ

ที่สำคัญสามารถไปปั่นร่วมกันได้ทั้งขาอ่อน ขาแรง ทุกเพศทุกวัย เป็นกิจกรรมวัดหยุดร่วมกันของครอบครัว ที่ทำให้ชีวิตคนกรุงได้อยู่ห่างไกลห้างสรรพสินค้าบ้างนะครับ

 

ครั้งหนึ่ง…ที่เมืองน่านที่รัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มิถุนายน 2559 เวลา 10:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/435747

ครั้งหนึ่ง...ที่เมืองน่านที่รัก

โดย…สืบสิน ภาพ : คลังภาพโพสต์ทูเดย์

น่าน ตำนานแห่งขุนเขา เมืองเก่าที่มีชีวิตและวัฒนธรรมที่โดดเด่นและนิสัยใจคอของคนท้องถิ่นนั้นแสนงดงาม เพียงเท่านี้ก็ทำให้เราอยากจะไปเยือนเมืองน่านกันสักครั้งแล้วล่ะครับ

หลายคนบอกว่าถ้าอยากใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ก็ให้แวะไปที่น่าน แม้ว่ารอบข้างจะเดินทางไปไกล แต่น่านยังคงเป็นจังหวัดที่สงบนิ่งตามวิถีดั้งเดิม มาถึงน่านทั้งทีขอแนะนำว่าให้เดินหรือไม่ก็ปั่นจักรยาน หรือไม่ก็โบกรถประจำทาง เท่านี้ก็สุขล้นกันแล้วล่ะครับ

คราวนั้นเราไปน่าน ด้วยความหวังว่าอยากจะเบรกชีวิตอันแสนวุ่นวาย บางคราหนักหน่วง บางครั้งไร้ทางออก ให้กลับมาอยู่กับตัวเอง และปล่อยชีวิตไปแบบไม่เร่งรีบและที่นี่ก็ทำให้เราสมปรารถนาครับ

 

เมื่อถึงน่านเราออกเดินเที่ยว เข้าเมืองกินอาหารเช้าแบบไม่เร่งรีบ แล้วเดินชมวัดภูมินทร์วัดเก่าแก่ที่ถือว่าเป็นวัดคู่ขวัญของเมืองน่านเรียกว่าใครมาน่านก็ต้องมาแวะที่วัดนี้

วัดภูมินทร์ ตั้งอยู่ที่บ้านภูมินทร์อ.เมืองน่าน จ.น่าน ใกล้กับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน เดิมชื่อ “วัดพรหมมินทร์”เป็นวัดที่แปลกกว่าวัดอื่น ๆ คือ โบสถ์และวิหารสร้างเป็นอาคารหลังเดียวกัน ประตูไม้ทั้ง4 ทิศแกะสลักลวดลาย โดยช่างฝีมือล้านนาสวยงามมากทีเดียวครับ

นอกจากนี้ ฝาผนังยังแสดงให้เห็นถึงชีวิตและวัฒนธรรมของยุคสมัยที่ผ่านมาตามพงศาวดารของเมืองน่าน วัดภูมินทร์แห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2139 โดยเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ เจ้าผู้ครองเมืองน่านสร้างขึ้นหลังจากที่ครองนครน่านได้ 6 ปีมีปรากฏในคัมภีร์เมืองเหนือว่า เดิมชื่อ“วัดพรหมมินทร์” ซึ่งเป็นชื่อของเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ ผู้สร้างวัด แต่ตอนหลังชื่อวัดได้เพี้ยนไปจากเดิมเป็นวัดภูมินทร์ ดังกล่าว

 

สิ่งที่น่าสนใจของวัดภูมินทร์ มีหลายอย่างอาทิ พระอุโบสถจตุรมุข ที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน เป็นหนึ่งเดียวในประเทศไทยภายในมีพระประธานจตุรพักตร์นาคสะดุ้งขนาดใหญ่แห่แหนพระอุโบสถเทินไว้กลางลำตัวนาค พระอุโบสถจตุรมุขนี้กรมศิลปากรได้สันนิษฐานว่า เป็นพระอุโบสถจตุรมุขหลังแรกของประเทศไทย พระอุโบสถตรงใจกลางประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ 4 องค์หันพระพักตร์ออกด้านประตูทั้ง 4 ทิศ หันเบื้องพระปฤษฏางค์ชนกันประทับนั่งบนฐานชุกชี เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ผู้ที่ไปชมความงามของพระอุโบสถนี้ไม่ว่าจะเดินขึ้นบันไดทิศไหนก็จะพบพระพักตร์ของพระพุทธรูปทุกด้าน งดงามมาก

จุดเด่นอีกประการของวัดแห่งนี้ที่สร้างชื่อเสียงไปทั่วโลกก็คือ ภาพจิตรกรรมฝาผนังเมื่อคราวที่วัดภูมินทร์ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่สมัยเจ้าอนันตวรฤทธิเดช เมื่อ พ.ศ. 2410(ปลายสมัยรัชกาลที่ 4) ใช้เวลาซ่อมนานถึง 7 ปีซ่งึ จิตรกรรมฝาผนังในวิหารหลวงก็เขียนข้นึ ในช่วงนั้น

ภาพจิตรกรรมฝาผนังจะปรากฏอยู่บนผนังด้านในอุโบสถจตุรมุขทั้ง 4 ด้าน โดยภาพจิตรกรรมฝาผนังนี้จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ ส่วนที่แสดงถึงเรื่องราวและวิถีชีวิตตำนานพื้นบ้าน ส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องพระเตมีราชชาดก และส่วนที่แสดงถึงความเป็นอยู่ของชาวน่านในอดีต เช่น การแต่งกายด้วยผ้าซิ่นลายน้ำไหล การทอผ้าด้วยกี่ทอมือและการทำการค้ากับชาวต่างชาติ เป็นต้น ซึ่งภาพจิตรกรรมฝาผนังที่โดดเด่นเป็นพิเศษในวัดภูมินทร์แห่งนี้ก็คือ ภาพ “เสียงกระซิบบันลือโลก” หรือภาพ “ปู่ม่าน ย่าม่าน” ซึ่งเป็นคำเรียกผู้ชายผู้หญิงชาวไทลื้อสมัยโบราณในลักษณะกระซิบสนทนากัน น่ารักน่าชังทีเดียวครับ

 

จากวัดภูมินทร์เราเดินข้ามฝั่งแม่น้ำน่านเพื่อมาสักการะพระธาตุแช่แห้ง พระธาตุประจำคนเกิดปีเถาะ ซึ่งเชื่อกันว่าอย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิตควรหาโอกาสไปกราบนมัสการพระธาตุแช่แห้งสักครั้ง เพื่อเป็นการเสริมบุญบารมีให้เกิดความเป็นสิริมงคลในชีวิต

ตามพงศาวดารเมืองน่าน เล่าว่าพระมหาธาตุเจ้าแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1896ในสมัยพญาการเมืองเจ้าผู้ครองเมืองวรนคาร(อ.ปัว ในปัจจุบัน) ได้เสด็จไปร่วมพระราชกุศลกับพระมหาธรรมราชาลิไท ในการสร้างวัดหลวงอภัยขึ้นที่เมืองสุโขทัย เมื่อทรงสร้างเสร็จ พระเจ้ากรุงสุโขทัยได้ถวายพระมหาชินธาตุเจ้า 7 พระองค์ลักษณะเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาด มีวรรณสุกใสดั่งแก้ว 2 พระองค์ มีวรรณดั่งมุก 3 พระองค์และมีลักษณะเท่าเมล็ดงาวรรณดั่งทองคำ2 พระองค์ พระพิมพ์เงิน พิมพ์คำ (ทองคำ)อีกอย่างละ 20 องค์ ให้แก่พญาการเมืองพญาท้าวมีความปีติเป็นอย่างมาก จึงได้อัญเชิญพระมหาชินธาตุเจ้า พระพิมพ์เงิน พิมพ์คำมายังดอยภูเพียงแช่แห้งประจุลงในเต้าปูนทองสำริด แล้วพอกด้วยสะตาย (ปูนขาวผสมยางไม้)กลเหมือนก้อนศิลา ขุดหลุมลึก 1 วาแล้วอาราธนาพระมหาชินธาตุเจ้าประดิษฐานในหลุมนั้น ก่อเจดีย์สูง 1 วา ทับไว้อีกชั้นหนึ่ง

ต่อมาหลังจากพญาการเมืองเสวยราชสมบัติที่เมืองวรนครได้อีก 6 ปี จึงได้ย้ายเมืองจากวรนครมาสร้างเมืองใหม่ขึ้นที่ดอยภูเพียงแช่แห้ง และได้ปกครองอยู่ตราบสิ้นรัชสมัยของพระองค์ พญาผากองโอรสของพญาการเมืองทรงขึ้นครองราชย์แทนและได้ย้ายเมืองจากดอยภูเพียงแช่แห้ง ข้ามฝั่งแม่น้ำมาตั้งเมืองใหม่ขึ้นจวบจนถึงปัจจุบันนี้

 

อีกตำนานหนึ่งกล่าวว่า เมื่อครั้งสมัยพุทธกาล สมเด็จพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน พระอรหันต์เจ้าทั้งหลายได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุข้อพระหัตถ์ซ้ายและเศษสรีรังคารธาตุมาประดิษฐานไว้บนดอยภูเพียงเพื่อให้มนุษย์และเทวดาได้สักการบูชาตราบเท่า5,000 พระวัสสา

สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษของที่นี่ก็คือพระธาตุแช่แห้ง องค์พระธาตุส่องประกายสีทองสุกปลั่ง สามารถมองเห็นได้แต่ไกล เนื่องจากสูงถึง 2 เส้น ทรงระฆัง สันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลมาจากเจดีย์พระธาตุหริภุญชัย ส่วนตรงหน้าบันวิหารช่างปั้นปูนเป็นหางของพญานาคเกี่ยวกระหวัดกันขึ้นไป 3 ชั้น อย่างงดงามลงตัวเป็นสัญลักษณ์แทนองค์ 3 ในพระพุทธศาสนาเช่น กฎไตรลักษณ์ คือ เกิด ตั้งอยู่และดับไปหรือศีล สมาธิ ปัญญา หรือพระพุทธ พระธรรมพระสงฆ์ ที่สุดขององค์ 3 ก็คือคำสอนที่ว่าละเว้นความชั่ว ทำความดีทุกเมื่อ ทำจิตใจให้ผ่องแผ้ว ซึ่งเป็นรูปแบบศิลปกรรมที่หาได้ยากในปัจจุบัน

ในวัดพระธาตุแช่แห้งนอกจากจะมีพระธาตุแช่แห้งที่มีสถาปัตยกรรมที่งดงามให้สักการะแล้วภายในวัดยังมีสิ่งที่น่าสนใจอื่นๆอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น บันไดนาค ปั้นเป็นพญานาค 2 ตัวคู่กัน ทอดตัวยาวขนาบข้างไปตามทางขึ้นสู่องค์พระธาตุ เหตุที่เป็นนาคก็เพราะว่าตามคติความเชื่อของคนล้านนา พญานาคจะปกปักรักษาพระพุทธศาสนาถึง 5,000พระวสั สา และเปน็ เสมอื นสะพานเชอื่ มโยงให้เวไนยสัตว์ทั้งหลายสามารถข้ามทะเลแห่งสังสารวัฏไปยังฟากฝั่งมหาเนรพานได้

พระวิหารหลวง ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ขององค์พระธาตุ เป็นวิหารขนาดใหญ่ 6 ห้อง ภายในพระวหิ ารหลวงยงั มพี ระพทุ ธรปู ประดษิ ฐานอยู่หลายองค์ มีพระอุ่นเมืองปางสมาธิเป็นศิลปะสกุลช่างน่านที่งดงาม มีพระเจ้าล้านทอง ปางมารศรีวิชัยศิลปะล้านนา ประทับนั่งบนฐานชุกชีสร้างด้วยอิฐถือปูนลงรักปิดทอง สร้างเมื่อ พ.ศ. 2065 เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองมาช้านานที่สวยงามอีกองค์หนึ่งของ จ.น่าน และยังมีพระพุทธรูปประทับยืนประดิษฐานในวิหารหลวงจำนวน 2 องค์ ปัจจุบันองค์จริงมอบให้พิพิธภัณฑ์ จ.น่าน อีกองค์ถูกโจรกรรมและยังไม่ได้กลับคืน องค์ปัจจุบันจำลองจากองค์จริงทำพิธีหล่อเททองเมื่อปี พ.ศ. 2550

ส่วนด้านนอกกำแพงแก้วขององค์พระธาตุมีวิหารพระพุทธไสยาสน์ ด้านในมีพระพุทธไสยาสน์ (พระนอน) องค์ใหญ่เป็นพระประธานประดิษฐานบนฐานชุกชี สร้างด้วยอิฐถือปูนลงรักปิดทอง และยังมีพระพุทธรูปปางมารวิชัยประดิษฐานบนฐานชุกชี สร้างด้วยอิฐถือปูนสร้างในสมัยพระยาหน่อคำเสถียรไชยสงคราม (พ.ศ. 2129) ให้ได้กราบไหว้บูชาอีกด้วย

อิ่มอกอิ่มใจกันแล้ว เราเดินทางขึ้นเขาไปยังอุทยานแห่งชาติดอยภูคา เพื่อพักผ่อนและรับไอหมอกในยามเช้า ภูแห่งนี้อยู่ห่างจากจ.น่าน ประมาณ 85 กม. อุทยานแห่งชาติดอยภคู า เปน็ แหลง่ กำเนดิ ของหว้ ยน้ำลำธารอนั หลากหลายที่นำไปสู่ต้นกำเนิดแม่น้ำน่านที่มีความสำคัญทั้งทางธรรมชาตินิเวศวิทยา และประวัติศาสตร์โบราณที่เล่าถึงตำนานของคนเมืองน่านที่อาศัยอยู่นับแต่บรรพกาล

อุทยานแห่งชาติดอยภูคาแห่งนี้อยู่สูงจากระดบั น้ำทะเล 1,980 เมตร หรอื ประมาณ 5,300ฟุต มีพื้นที่ประมาณ 1,680 ตร.กม. หรือ1,050,000 ไร่ ครอบคลุมท้องที่ อ.ปัว เชียงกลางทุ่งช้าง แม่จริม ท่าวังผา สันติสุข และบ่อเกลือด้วยลักษณะพื้นที่เป็นภูเขาสูงชัน สลับซับซ้อนสวยงามมาก มีสภาพป่าดิบเขา ป่าดิบชื้นป่าดิบแล้ง ป่าสน ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณป่าปาล์มดงดิบ อันอุดมสมบูรณ์ แถมยังมีถ้ำน้ำตก และทิวทัศน์อันงดงาม จึงเป็นอีกหนึ่งจุดหมายที่นักท่องเที่ยวต่างมาเที่ยวยามเมื่อลมหนาวมาเยือน

ชีวิตเบิกบานสดใสขึ้นอีกเป็นกอง ตั้งใจกันไว้ว่าถ้าเมื่อใดที่ชีวิตอิดโรย ไร้เรี่ยวแรงเราจะมาชาร์จพลังที่นี่กันอีกครั้ง ลาก่อนน่านที่รัก

 

บ้านใน Based On True Story

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มิถุนายน 2559 เวลา 09:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/435623

บ้านใน Based On True Story

โดย…นิทรา ราตรี ภาพ… เสกสรร โรจนเมธากุล

เรื่องจริงของบ้านหลังใหญ่ริมสถานีรถไฟสามเสนถูกนำมาบอกกล่าวอีกครั้งผ่าน บ้านใน บูติกโฮเทลแห่งใหม่ที่ยึดโครงสร้างและโครงเรื่องเดิมไว้ เพื่อสืบสานคุณค่าทางสถาปัตยกรรมและถ่ายทอดเรื่องราวของสตรี 3 พี่น้อง โดยฝีมือการออกแบบของ เต๋า-ดวงสวาท สุนทรศารทูล หลานสาวผู้สืบทอดมรดกชิ้นสำคัญประจำตระกูล เธอลงมือสร้างใหม่ทั้งหมดตามฉบับดั้งเดิม ทั้งสถาปัตยกรรมแบบโคโรเนียลสมัยรัชกาลที่ 6 ตำแหน่งห้องต่างๆ ในบ้าน ประตูหน้าต่าง รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ที่สั่งทำพิเศษทุกชิ้นเพื่อเป็นตัวแทนของอดีตในปัจจุบัน

บ้านในมี 4 ห้องนอน แบ่งเป็นห้องของสามพี่น้อง ได้แก่ ห้องเบญจมาส ดอกไม้แทนบุคลิกพี่สาวคนโตที่สง่างามทว่าเข้มแข็ง ห้องนอนจึงดูเรียบง่ายและขรึมที่สุด ห้องมะลิซ้อนดอกไม้อันแสนอ่อนโยนเหมือนความประณีตของพี่คนกลาง ชอบเย็บปักถักร้อยและปลูกดอกไม้รอบบ้าน ภายในห้องจะเต็มไปด้วยมวลบุปผาและความอ่อนหวานของผู้หญิง และห้องกุหลาบขาว ห้องขนาดใหญ่ที่สุด 52 ตร.ม. สำหรับน้องคนสุดท้องที่น่าทะนุถนอม และงดงามที่สุดในบรรดาพี่น้องอีกสองคน

 

นอกจากนี้ ชั้นล่างยังมีอีกห้องสำหรับแขกคนสำคัญชื่อ ห้องโบตั๋น ตกแต่งสไตล์จีน พร้อมอ่างจากุชชี่กลางแจ้งอันเป็นการต้อนรับแขกอย่างดีที่สุด แต่ละห้องตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์แนววินเทจไม่ซ้ำกันเพื่อล้อไปกับเรื่องราวนั้นๆ รวมถึงของเก่าเก็บบางอย่างที่นำมาประดับเพื่อเป็นความทรงจำถึงเจ้าของบ้าน

ชั้นล่างทำเป็นร้านอาหารไทยโบราณที่หารับประทานได้ยากอย่าง ยำดอกไม้ ที่ใช้ดอกไม้ริมรั้วมาทอดกรอบ แตงโมปลาแห้งของว่างหน้าร้อนของคนไทย และข้าวมันส้มตำเสิร์ฟคู่แกงเขียวหวาน เมนูพิเศษที่มีเฉพาะบางวันเพราะต้องพิถีพิถันในการหุงข้าวมันด้วยเตาถ่านแบบโบราณ

 

การเดินทางมายังบ้านในอย่างเก๋ไก๋สามารถจับรถไฟจากหัวลำโพงมาได้ บอกนายสถานีว่าลงปลายทางสามเสน แล้วรถไฟจะค่อยๆ ฉึกฉักมาจอดหน้าบ้านใน เสน่ห์อีกอย่างที่ยิ่งทำให้นึกถึงกรุงเทพฯ ในวันวาน

Price: เบญจมาส 8,500 บ. มะลิซ้อน 7,500 บ. กุหลาบขาว 10,900 บ. โบตั๋น 9,900 บ.

Place: ตรงข้ามสถานีรถไฟสามเสน ซ. กำแพงเพชร 5 ถ. เศรษฐศิริ กรุงเทพฯ โทร. 02-619-7430

Promotion: ห้องพักราคาพิเศษ เบญจมาส 5,950 บ. มะลิซ้อน 5,250 บ. กุหลาบขาว 7,630 บ. โบตั๋น 6,390 บ. ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิ.ย. 59

 

 

เที่ยวป่าหน้าฝน ตะลุยทุ่ง ‘หม้อข้าวฯ’ นับแสนบนยอดเขานอจู้จี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มิถุนายน 2559 เวลา 09:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/435622

เที่ยวป่าหน้าฝน ตะลุยทุ่ง ‘หม้อข้าวฯ’ นับแสนบนยอดเขานอจู้จี้

โดย…กิตติกร กิตติวงศ์พาณิช  ภาพ… สุธิพัฒน์ ประภากรสกุล

เมื่อลำแสงยามอรุณรุ่ง สาดแสงแรกลงสู่ผืนป่าเขาประ-บางคราม ไม่ช้าละอองหมอกบนยอดเขาก็เริ่มจับตัวเป็นกลุ่มก้อน มวลความเย็นของทะเลหมอกก็เคลื่อนปกคลุม “ยอดเขานอจู้จี้” อย่างช้าๆ ทำให้เราสัมผัสและเข้าถึงบรรยากาศยามเช้าเคียงคู่ความงามของ “ทุ่งหม้อข้าวหม้อแกงลิง” นับแสนต้นที่ยึดอาศัยพื้นโล่งบนยอดเขาของที่นี่ คล้ายดั่งธรรมชาติบรรจงออกแบบทิ้งไว้ ได้อย่างลงตัว

“ยอดเขานอจู้จี้” เป็นยอดเขาสูงประมาณ 600 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง มีพื้นที่ราบบนยอดไม่ถึงครึ่งไร่ เกือบรอบด้านของยอดเขาเป็นหน้าผาสูงชัน ที่นี่เป็นส่วนหนึ่งของผืนป่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม มีพื้นที่ 97,700 ไร่ ครอบคลุม 2 จังหวัด คือ อ.คลองท่อม อ.บางขัน จ.กระบี่ และ อ.วังวิเศษ จ.ตรัง เนื่องด้วยสภาพภูมิประเทศที่ความชุ่มชื้นในดินค่อนข้างสูง เพราะผืนป่าทางภาคใต้ส่วนใหญ่มีฝนสม่ำเสมอตลอดทั้งปี ทำให้ผืนป่าที่นี่มีลักษณะเป็นป่าดิบชื้นที่เต็มไปด้วยไม้นานาพรรณ ขณะที่บนยอดเขานอจู้จี้เป็นป่าดิบเขา

 

การเดินป่าขึ้นยังยอดเขานอจู้จี้ ไม่ลำบากมากนัก ต้องเดินเท้าขึ้นไปร่วม 5 ชั่วโมง ระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร จากหน่วยพิทักษ์ป่าน้ำตกร้อยชั้นพันวัง ต.อ่าวตง อ.วังวิเศษ จ.ตรัง ถือเป็นจุดเริ่มของการเดินป่ารอบนี้ ข้อดีของการเดินป่าที่นี่ค่อนข้างแตกต่างจากที่อื่น เพราะแม้ช่วงจะเข้าสู่ฤดูฝนแต่ป่าเขานอจู้จี้กลับไร้เงาของทากดูดเลือด มากวนแข้งขาของนักเดินป่าแม้แต่น้อย ครั้นพอตัดปัญหากวนใจเหล่านี้ได้ ที่เหลือคือการเตรียมฟิตร่างกายและจิตใจให้พร้อมกับการตะลุยป่าหน้าฝนที่มีปลายทางคือ ทุ่งหม้อข้าวหม้อแกงลิง บนยอดเขานอจู้จี้ ร่วมกัน

แม้จุดหมายจะอยู่ไกลถึง “ยอดเขานอจู้จี้” แต่ธรรมชาติตลอดสองฝั่งของการเดินเท้ากลับแลดูเพลิดเพลินไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเป้าหมายแม้แต่น้อย เริ่มจากธารน้ำตกร้อยชั้นพันวังซึ่งเป็นน้ำตกหินปูน มีแอ่งเล็กแอ่งน้อยสายธารใสเป็นสีมรกต แตกแขนงเป็นชั้นเล็กๆ แทรกตัวอยู่ท่ามกลางป่าเขา ความสวยงามตามธรรมชาติที่ตาเห็นนี้กลายเป็นมนต์เสน่ห์ชวนให้เหล่านักเดินป่าหลงใหลในสิ่งรอบตัว จนบางช่วงอาจเผลอหลงลืมความเหนื่อยล้าของการเดินเท้าติดต่อกันหลายชั่วโมงโดยสิ้น อีกทั้งพืชพรรณซึ่งส่วนใหญ่เป็นไม้ในวงศ์ยาง-ตะเคียน ทำให้เราได้เรียนรู้วงจรของการพึ่งพาอาศัยเพื่อความอยู่รอดของเหล่าพืชตามธรรมชาติ ที่มักแซมด้วยไม้ขนาดกลาง และเล็กที่อยู่รอดได้แม้จะอาศัยร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ อย่างพืชตระกูลปาล์ม หวาย ไผ่ หรือเถาวัลย์หลากชนิด รวมถึงวงจรของพืชอิงอาศัยที่เกาะเกี่ยวตามลำต้น และกิ่งไม้อย่างเฟิร์น และมอสด้วย ไม่เพียงเฉพาะพันธุ์ไม้ของภูมิประเทศป่าดิบชื้นที่ชวนให้เราได้ค้นคว้าศึกษาเท่านั้น เรายังเห็นร่องรอยของสัตว์ป่าต่างๆ ทั้งหมูป่า เห่าช้าง (สัตว์เลื้อยคลานในวงศ์เหี้ย) กระรอก และนกนานาชนิด ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี

 

การเดินเท้าเราต้องลัดเลาะไปตามริมลำธาร และตัดขึ้นไหล่เขา ค่อยๆ ไต่ระดับให้สูงเพื่อขึ้นไปสู่ยอดเขานอ แม้จะใช้เวลาเดินเท้าราว 5 ชั่วโมง แต่ถือเป็นการเดินป่าที่ครบเครื่องทั้งการเดินเท้าบนที่ราบ เดินไต่เขาตลอดจนการปีนป่ายตามหน้าผาก่อนขึ้นสู่ยอดสูงสุดของเขานอจู้จี้ งานนี้เล่นเอาแรงย่างก้าวของเท้า และสองมือที่ต้องช่วยเกาะเกี่ยวกิ่งไม้เพื่อพยุงร่างขณะไต่ขึ้นเขาชัน ค่อยๆ แผ่วไปตามระยะทางที่เพิ่มมากขึ้น แต่พอยิ่งใกล้ถึงจุดหมายมากเท่าไรร่างกายยิ่งสัมผัสได้ถึงลมเย็นลอยเข้ามาปะทะผิวกาย ความเหนื่อยล้าก็ค่อยๆ เริ่มจางหาย ยิ่งได้แลเห็นภาพเบื้องหน้าปรากฏดั่งสรวงสวรรค์ที่ธรรมชาติบรรจงรังสรรค์ขึ้น ความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางตั้งแต่เช้าก็พลันหายเป็นปลิดทิ้ง เพราะภาพที่เห็น คือ ทุ่งหม้อข้าวหม้อแกงลิงนับแสนแทรกตัวอวดโฉมชูช่อถุงน้ำทุกอณูของผืนป่าเสม็ดแดงซึ่งเป็นพันธุ์ไม้อยู่ในสังคมป่าดิบเขา หม้อข้าวหม้อแกงลิงแต่ละต้นแข่งขันออกใบหม้อข้าวเปิดรับแมลงตัวน้อยที่พลัดหลง ก่อนกลายสภาพเป็นมื้ออาหารตามวัฏจักรห่วงโซ่เพื่อความอยู่รอด โดยมีหมู่มวลเมฆ และทิวเขาและเกาะแก่งหลายสิบลูกทั้งฝั่ง จ.กระบี่ และ จ.ตรัง ทอดยาวโอบล้อมเพื่อเป็นภาพพื้นหลังอันสวยงามและกว้างใหญ่ไกลสุดลูกหูลูกตาแก่ยอดเขานอจู้จี้

“หม้อข้าวหม้อแกงลิง” เป็นไม้เลื้อยเกือบทุกชนิดเป็นพืชอนุรักษ์ในอนุสัญญาไซเตส (CITES ย่อมาจาก Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora) หมายถึงอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ปัจจุบันพืชชนิดนี้มีแนวโน้มอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ เพราะถูกรุกรานจากมนุษย์ เนื่องจากได้รับความสนใจในตลาดไม้ประดับทำให้มีการลักลอบเก็บไปจากธรรมชาติ แต่ปัจจุบันด้วยศักยภาพความเป็นพืชเศรษฐกิจ มีการเพาะปลูกคัดเลือกสายพันธุ์เพื่อการจำหน่ายให้เป็นพืชเศรษฐกิจ โดยไม่จำเป็นต้องรบกวนจากธรรมชาติอีกต่อไป ดังนั้นสิ่งที่พวกเราทำได้ คือ การชื่นชมความงามในทุกห้วงเวลา โดยเฉพาะยามเช้าที่แสงพระอาทิตย์ลอดผ่านกำแพงทะเลหมอกปลุกผืนป่าจากการหลับใหล เฉกเช่นทุ่งหม้อข้าวเตรียมชูใบล่อเหยื่อในยามรุ่งอรุณ พร้อมเสิร์ฟแมลงเป็นอาหารมื้อเช้า พวกเราไม่รอช้ารีบเร่งบันทึกเป็นภาพเก็บไว้เป็นเรื่องราวบอกเล่า จากนั้นก็ปล่อยให้ธรรมชาติเป็นไปตามสมดุล ให้พวกมันชูช่ออวดโฉมหม้อข้าวรอคอยนักเดินทางคนต่อๆ ไป

 

ไม่เพียงทุ่งหม้อข้าวหม้อแกงลิง จะเป็นไฮไลต์ของยอดเขานอจู้จี้แล้ว ทะเลหมอกยามเช้าของที่นี่ สวยงามไม่แพ้ที่ไหนๆ สามารถมองเห็นเกาะแก่งต่างๆ ของ จ.กระบี่และ จ.ตรัง เช่น เกาะกระดาน เกาะแหวน เกาะเชือก เกาะม้า เกาะรอก เกาะไห หมู่เกาะลันตา เกาะพีพี เกาะปอดะ และเกาะห้อง

ที่สำคัญป่าเขานอจู้จี้ ยังเป็นแหล่งดูนกที่มีชื่อเสียงติดอันดับของโลก มีนกหลากชนิดไม่ต่ำกว่า 307 ชนิด ไม่ว่านักดูนกคนไทยหรือชาวต่างประเทศ ต่างเป็นต้องหาโอกาสเดินทางมาดูนกที่นี่ให้ได้สักครั้งในชีวิต เพื่อหวังยลโฉม นกแซงแซวสวรรค์ นกพญาปากกว้างท้องแดง นกจับแมลงจุกดำ ที่สำคัญ “นกแต้วแล้วท้องดำ” นกเฉพาะถิ่นที่พบที่นี่ที่เดียวในโลก ถือเป็นนกสงวนใกล้สูญพันธุ์ในพื้นที่ราบต่ำเขานอจู้จี้ เหลืออยู่ในป่าธรรมชาติเพียงไม่กี่คู่ ทำให้มีความเสี่ยงสูงอย่างยิ่งที่นกชนิดนี้จะสูญพันธุ์ไปจากโลก จึงถูกจัดเป็นนกชนิดที่หายากชนิดหนึ่งใน 12 ชนิด หายากของโลก และนกชนิดนี้ยังเป็นสัตว์ป่าสงวนของไทย 1 ใน 15 ชนิด ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าพ.ศ. 2535 อีกด้วย

 

ปิดท้ายด้วยเคล็ดลับสำหรับเดินป่าที่เขานอจู้จี้ อ.วังวิเศษ จ.ตรัง ต้องขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จากพวกพี่ๆ เจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์ป่าน้ำตกร้อยชั้นพันวัง และพี่สุนันท์ คิดรอบ นักถ่ายภาพนกตัวยงของ จ.ตรัง ทำให้เรารู้ว่านอกจากจะต้องศึกษาพื้นฐานของความเป็นป่าดิบชื้น ผสมป่าดิบเขาของที่นี่ไว้เป็นข้อมูลเบื้องต้นไม่ต่างกับการเดินป่าในทุกๆ ที่แล้ว ป่าแห่งนี้ต้องทำความเข้าใจอีกสักนิดด้วยว่าแม้พื้นที่จะติดกับน้ำตกร้อยชั้นพันวัง แต่ระหว่างทางเดินป่ากลับไม่มีธารน้ำสายแม้แต่สายเดียว ดังนั้นนักเดินป่าจำต้องเตรียมอุปกรณ์แคมปิ้ง และปริมาณน้ำให้เพียงพอต่อนักเดินทางทั้งหมด

แม้จะเป็นความยากลำบากเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย แต่มั่นใจเกินร้อยเลยว่า ทริปนี้จะเป็นทริปเดินป่าระยะสั้นที่ถูกใจ และถูกขานักเดินป่าป้ายแดง หรือแม้แต่มือฉมังมิใช่น้อย ด้วยความหลากหลายของผืนป่าทั้งพืชนานาพรรณ สัตว์เล็กน้อยใหญ่นานาชนิด ประกอบกับความงามของทิวทัศน์รอบตัวแบบ 360 องศา บนยอดเขา เพียงเท่านี้ก็ถือเป็นความสุขล้นแสนจะเพลิดเพลินเกินคำบรรยายแก่เหล่านักเดินป่า และนักดูนกเป็นแน่แท้ แถมสิ่งที่ได้ติดไม้ติดมือมาด้วย คือ ความสุขที่ถูกเติมเต็มด้วยธรรมชาติ และอากาศบริสุทธิ์ซึ่งถูกถ่ายทอดออกมากเป็นภาพสวยๆ ให้เราได้เห็น โดยไม่มีคำพูด หรือความจำเป็นต้องหยิบฉวยสิ่งใดออกจากธรรมชาติและผืนป่าแห่งนี้

หมายเหตุ : สอบถามรายละเอียดการเที่ยวชมน้ำตกร้อยชั้นพันวัง และการเดินป่ายอดเขานอจู้จี้ได้ที่ หน่วยพิทักษ์ป่าน้ำตกร้อยชั้นพันวัง ต.อ่าวตง อ.วังวิเศษ จ.ตรัง

 

 

 

 

ชมวิถีสุดคลาสสิก @ชุมชนคลองบางหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 พฤษภาคม 2559 เวลา 15:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/434536

ชมวิถีสุดคลาสสิก @ชุมชนคลองบางหลวง

โดย…สมแขก ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

หากคุณหลงใหลมนตร์เสน่ห์ของเรื่องราวเก่าๆ และความเรียบง่ายแต่แฝงคลาสสิกในกรุงเทพฯ ชุมชนเก่าแก่ย่านฝั่งธนบุรีกำลังรอให้คุณไปเยือน “ชุมชนริมคลองบางหลวง” ที่ยังเต็มไปด้วยกลิ่นอายในอดีต เราสามารถสัมผัสวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของชาวบ้านแถบนี้ ทั้งบ้านไม้ทรงเก่าแก่ วัดที่แสนสงบร่มเย็น ลำคลองมีปลาสวายตัวโตดำผุดดำว่ายอยู่ เด็กวิ่งเล่นสนุกสนานโดยมีผู้เฒ่าคอยมองตามและยิ้มอย่างเอ็นดู ในขณะที่เรือหางยาวสีสวยแล่นผ่านไปมาเกือบตลอดทั้งวัน และมีบ้างที่ขบวนจักรยานจะผ่านมา เพราะการเดินทางแสนสบายเข้าง่ายทั้งรถยนต์ เรือหางยาว หรือปั่นจักรยาน นี่คือเสน่ห์และความน่าสนใจของที่นี่

ชุมชนคลองบางหลวง เป็นชุมชนเก่าแก่ริมน้ำที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ปัจจุบันชุมชนแห่งนี้เปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในชื่อตลาดน้ำคลองบางหลวง บ้านเรือนสองฟากฝั่งคลองยังเรียงรายคงเสน่ห์และสิ่งที่น่าค้นหาไว้ไม่ขาดเกิน เมื่อที่นี่กลายสภาพเป็นตลาด สีสันและชีวิตชีวาในชุมชนแห่งนี้ก็ยังคงอยู่ เห็นจากมีร้านอาหาร ร้านหนังสือ ร้านขายของที่ระลึก และบ้านเก่าที่เปิดให้เป็นที่สำหรับจัดแสดงงานศิลปะในหลากหลายรูปแบบ เราจะเห็นทั้งงานเพนต์ งานปั้น ทั้งยังมีบ้านที่เป็นโฮมสเตย์สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจอยากสัมผัสบรรยากาศริมคลองตั้งแต่ลืมตากระทั่งเข้านอน

 

สิ่งที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนชุมชนคลองบางหลวงที่ขึ้นชื่อด้านศิลปะ ก็คือ “บ้านศิลปิน” บ้านของตระกูลช่างทองเก่าแก่ของย่านนี้ ซึ่งทายาทรุ่นสุดท้ายได้ขายบ้านให้กับ ชุมพล อักพันธานนท์ เพื่อปรับปรุงให้เป็นสถานที่แสดงงานของศิลปิน และเป็นจุดรวมตัวกันของกลุ่มคนที่รักศิลปะทุกประเภท

ด้านสถาปัตยกรรมบ้านศิลปินเป็นอาคารไม้ทรงมะนิลารูปตัวแอล (L) สร้างล้อมเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นหนึ่งในสี่ของเจดีย์กำหนดทิศพื้นที่เก่าของวัด บ้านศิลปินแบ่งพื้นที่ด้านบนเป็นแกลเลอรี่แสดงงานศิลปะมีทั้งภาพถ่ายและภาพวาด ส่วนพื้นที่ด้านล่างเป็นพื้นที่ทำงานศิลปะ และขายของที่ระลึก ซึ่งมีทั้งภาพถ่าย โปสต์การ์ด สมุดทำมือ โดยไม่ไกลกันนักเป็นมุมกาแฟให้นั่งจิบริมน้ำชมวิวริมคลอง และดื่มด่ำกับวิถีริมคลองที่ยังเรียบง่าย

 

บ้านศิลปินมีหุ่นละครเล็กซึ่งถือว่าเป็นมหรสพดั้งเดิมของไทยโดยที่การแสดงเปี่ยมด้วยจินตนาการของผู้ถ่ายทอด มีความงดงามทั้งท่วงท่าการรำ เครื่องแต่งกายของหุ่น การเคลื่อนไหวของผู้เชิดหุ่นเป็นหนึ่งเดียวกัน สอดแทรกอารมณ์ขันและความสนุกสนาน เมื่อชมแล้วจึงไม่แปลกที่จะรู้สึกว่าหุ่นละครเล็กมีชีวิตจริงๆ และไม่น่าเบื่อ หุ่นละครเล็ก คลองบางหลวง จัดแสดงโดยคณะคำนาย ซึ่งเป็นกลุ่มนักแสดงที่มีประสบการณ์ทำการเชิดหุ่นละครเล็กมาร่วม 10 ปี ด้วยแนวคิดที่อยากเผยแพร่ศิลปะการแสดงหุ่นละครเล็กที่ให้ทั้งสาระและความบันเทิง เมื่อพวกเขาได้รับโอกาสให้ทำการแสดงที่คลองบางหลวง จึงพยายามสร้างสรรค์งานแสดงที่แปลกใหม่แต่ยังคงเอกลักษณ์ดั้งเดิมของหุ่นละครเล็กฉบับคณะคำนายไว้ โดยมีฉากหลังเป็นเจดีย์เก่า หนึ่งในสัญลักษณ์ของบ้านศิลปิน การแสดงหุ่นละครเล็กของคณะคำนายเปิดให้ชมฟรีทุกวัน (ยกเว้นวันจันทร์) จัดแสดงวันละ 1 รอบ คือเวลา 14.00 น.

 

หากใครยังมองหาจุดหมายปลายทางหรือสถานที่หย่อนใจในวันร้อนกาย การนั่งเล่นริมคลอง ให้อาหารปลา หรือจิบชากาแฟ นั่งชมวิถีที่สงบเรียบง่ายของชุมชนคลองบางหลวง เชื่อเป็นแน่ว่าการได้ละเลียดงานศิลปะจากศิลปินที่ถ่ายทอดผลงานด้วยหัวใจและความรักจะทำให้วันพักของเรามีคุณค่าและน่าจดจำ มิหนำซ้ำอาจจะมีงานศิลปะฝีมือของตัวเองชิ้นเล็กๆ กลับบ้านไปด้วยก็ได้ ชุมชนคลองบางหลวงไปเยือนได้ทุกวันตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น ในวันธรรมดาบางร้านค้าอาจจะปิด การเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวเข้าได้สองทางคือวัดคูหาสวรรค์ ซอยเพชรเกษม 28 หรือวัดกำแพง (บางจาก) ซอยเพชรเกษม 20 จากวัดเดินเลียบคลองมาเรื่อยๆ จะพบกับบ้านเรือนและร้านค้าต่างๆ ถ้าใช้บริการขนส่งมวลชน แนะนำให้เข้าทางซอยจรัญสนิทวงศ์ 3 จากนั้นนั่งรถสองแถวหรือนั่งมอเตอร์ไซค์เข้ามาจนสุดซอย ส่วนใครที่อยากสัมผัสการเดินทางแบบย้อนยุคโดยทางเรือก็สามารถเหมาเรือจากท่าช้างมาได้อีกหนึ่งทาง

 

ป่าสวรรค์ร้อนนรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 พฤษภาคม 2559 เวลา 15:04 …. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/434524

ป่าสวรรค์ร้อนนรก

โดย…ปริญญา ผดุงถิ่น

พอบอกว่าผมถ่ายรูปนกแต้วแล้วท้องดำ (Gurney’s Pitta) แห่งป่าพม่าได้ ผู้คนก็ต้องมีคำถามตามมา แล้วมันมีตัวเยอะ หรือหาง่ายมากน้อยแค่ไหน?

ตอบ ผมใช้เทปเสียงเช็กหาตัวนกจนเจอในเวลาแค่ 10 นาที หลังจากนั้นการบังไพรเพื่อถ่ายรูป ก็ใช้เวลาไม่เกิน 20 นาที ก็ได้ตัวแล้ว

โดยสรุป ผมเจอนกแต้วแล้วท้องดำ รวมหมดทั้งเห็นตัวและได้ยินเสียง ก็ 5 ตัวด้วยกัน เป็นตัวผู้ 3 ตัวเมีย 2 ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องบอกว่านี่แทบไม่ได้ออกเดินสำรวจให้กว้างขวาง หรือเอาการเอางานเลย เพราะมุดอยู่ในบังไพรเป็นส่วนใหญ่

สิ่งที่ทำเอาผมน้ำตาจะไหล เป็นสภาพป่า มันมีหน้าตาเหมือน “ป่าต่ำปักษ์ใต้” สไตล์เขานอจู้จี้ จ.กระบี่ ซึ่งเป็นบ้านหลังสุดท้ายของนกแต้วแล้วท้องดำเมืองไทย เรียกว่า “เหมือนกันอย่างกะแกะ” มีพวกต้นพ้อต้นชิง ซึ่งเป็นไม้สัญลักษณ์ของเขานอจู้จี้อยู่ทั่วไป สลับกับไม้ใหญ่สูงทะยาน ขับกล่อมด้วยเสียงนกปักษ์ใต้บ้านเราอยู่ทั่วไป

และที่เหมือนยิ่งกว่า เหมือนก็คือ อากาศที่ร้อนอบอ้าวราวกับอยู่ในเตาอบตลอดเวลา ทั้งกลางวันกลางคืน แม้แต่น้ำในลำธาร ก็ไม่มีความเย็นชื่นใจแบบลำธารในป่าทั่วไป เป็นเอกลักษณ์แบบเขานอจู้จี้ทุกประการ สำหรับผมแล้ว ยามกลางคืนเป็นความทุกข์ทรมานสาหัส กว่าจะหลับลงก็ใกล้เช้ามืดแล้ว (แค่นึกยังสยอง)

วัดด้วยนาฬิกา Casio Pro Trek พบความสูงของพื้นที่แค่ 20 เมตรจากระดับน้ำทะเล เป็นคำตอบที่ว่าทำไมถึงร้อนเหลือเหงื่อไหลขนาดนั้น

นก “ป่าต่ำปักษ์ใต้” ที่ทำเอาผมตะลึงซะยิ่งกว่าการได้เจอนกแต้วแล้วท้องดำ คือ นกเปล้าใหญ่ (Large Green Pigeon) ตัวนี้บ้านเราแทบไม่มีเหลือแล้ว ในป่าพม่ากลับพบนกชนิดนี้บินว่อนทั่วไป

ผมยังถ่ายรูป “นกเงือกเทพ” แห่งปักษ์ใต้มาได้ด้วย คือ นกเงือกหัวหงอก (White-crowned Hornbill) แต่ที่เจอแต่ถ่ายไม่ทัน เป็นถึง “นกเงือกมหาเทพ” นั่นคือ นกเงือกปากย่น (Wrinkled Hornbill)

คนนำทางบอกผมก่อนไปว่า ป่าพม่าแห่งนี้มีอาถรรพ์ ใครมาแล้วก็มักต้องกลับมาใหม่ ผมฟังแล้วเฉยๆ

แต่ตอนนี้บอกเลย เชื่ออย่างไม่มีข้อโต้แย้ง และเฝ้ารอหน้าแล้งปีหน้าอย่างใจจดใจจ่อ!