แดเนียล เฟรเซอร์ ฝรั่งหลงไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 พฤษภาคม 2559 เวลา 09:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/434404

แดเนียล เฟรเซอร์ ฝรั่งหลงไทย

โดย…รอนแรม ภาพ… หลงรักยิ้ม

รั่งยิ้มง่าย แดเนียล เฟรเซอร์ (Daniel Fraser) ติดอกติดใจเมืองไทยจนไม่ยอมกลับแคนาดาด้วยเหตุผลต่างๆ นานา ทั้งอากาศ อาหาร ความเจริญ และความโบราณ ที่อยู่ร่วมกันได้ในประเทศ
เล็กๆ เขาบอกตัวเองว่าจะเป็นนักเดินทางตั้งแต่เด็ก ฝันอยากเดินทางรอบโลกเหมือนพ่อ ฝันอยากทำงานที่ต้องท่องเที่ยว และฝันว่าจะได้เดินทางเรื่อยไปตลอดชีวิต

โตมาอยากเป็นนักเดินทาง

แดเนียลรู้ตัวเองว่าอยากเป็น “นักเดินทาง” ไม่ใช่นักท่องเที่ยว ตั้งแต่อายุ 5 ขวบ ซึ่งอาจจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากพ่อ ผู้ซึ่งเป็นนักเดินทางตัวจริง “ยุค 60 พ่อเดินทางไปทั่วแอฟริกา อเมริกาใต้ ยุโรป ที่กำลังเกิดสงครามเย็น” เขาเล่าถึงอดีต “พ่อขับรถมอเตอร์ไซค์ไปทั่วรัสเซีย เป็นชาวต่างชาติคนเดียวที่กล้าทำแบบนั้น พ่อชอบเล่าให้ผมฟังจนอยากออกไปสำรวจโลกเหมือนเขา โดยเฉพาะในเอเชีย ผมคิดว่าเอเชียเป็นทวีปที่เอ็กโซติก ร้อน มีวัฒนธรรม อาหารหลากหลาย และน่าค้นหามาก”

 

แดเนียลเดินทางแทบตลอดเวลาเพราะหน้าที่การงาน ทั้งบทบาทพิธีกรรายการหลงรักยิ้มที่พาเขาไปเที่ยวทั่วไทย และบทบาทเจ้าของบริษัททัวร์ที่ต้องเดินทางไปยังเมียนมา ลาว เวียดนาม กัมพูชา อังกฤษ แคนาดา และอเมริกา เขาก่อตั้งบริษัท สมายลิง อัลไบโน (Smiling Albino) มานาน 12 ปี โดยเจาะกลุ่มลูกค้าระดับอัพเพอร์มิดเดิ้ล เน้นคุณภาพ เที่ยวแบบอนุรักษ์ และช่วยเหลือชาวบ้านให้มากที่สุด

“ผมไม่อยากได้ลูกค้าหนึ่งล้านคน แต่อยากได้คนหนึ่งร้อยคนที่ดีที่สุด มาแล้วรักษาวัฒนธรรมไทย เรียนรู้ประเพณีของไทย ดูแลสิ่งแวดล้อม ผมขอคุณภาพมากกว่าปริมาณ” เขากล่าว

ประสบการณ์

แต่ไม่ว่าจะเดินทางมากแค่ไหนก็ยังมีที่ใหม่ๆ ให้ไปตามหาตลอด บ่อยครั้งที่เขาจะเดินทางไปกับมอเตอร์ไซค์คู่ใจ แดเนียลให้ข้อมูลว่า ประเทศไทยเป็นประเทศอันดับ 5 ในโลกที่เหมาะแก่การขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยว โดยเฉพาะเส้นทางจากบ่อเกลือ จ.น่าน เข้าพะเยา ผ่านบ่อสร้าง และขึ้นสู่ภูชี้ฟ้า จ.เชียงราย ระยะทาง 275 กม. ตลอดทางมีไฟแดง 2 จุด คุณภาพถนนดี วิวสองข้างทางสวย เห็นน้ำตก แม่น้ำ ภูเขา และหมู่บ้านเล็กๆ หรือเส้นทางวังสะพุง-หล่มสัก ระยะทาง 250 กม. ที่มีวิวธรรมชาติและถนนมีคุณภาพดีไม่แพ้กัน โดยทุกปีเขาจะขี่มอเตอร์ไซค์พาลูกทัวร์ไปเปิดเส้นทางใหม่ 2 ครั้งซึ่งนั่นพิสูจน์ว่าประเทศไทยมีสิ่งใหม่ให้ค้นหาตลอดเวลา

 

ประสบการณ์แรกที่ผุดขึ้นมาเมื่อถามถึงทริปที่โหดที่สุดคือ การไปใช้ชีวิตกับชาวประมงที่ จ.เพชรบุรี “คลื่นใหญ่ ฝนตก แดดร้อน” เขาลากเสียงยาว “เราออกเรือไปกลางทะเลที่ไกลมากจากฝั่ง ทีมงานทุกคนเมาเรือ อาเจียน ปวดหัว แต่ชาวบ้านไม่เป็นอะไรเลย เพราะนั่นเป็นวิถีชีวิตที่เขาต้องออกเรือทุกวัน อยู่กับคลื่นใหญ่แบบนั้น เห็นธรรมชาติที่ไม่สามารถควบคุมได้”

เขายังกล่าวด้วยว่า การใช้ชีวิตอยู่กับชาวบ้าน อยู่แบบห่างไกลไร้นักท่องเที่ยว จะทำให้คนมาเยือนอย่างเขาได้เห็นตัวตนของประเทศไทยจริงๆ

 

สารภาพรัก

“ผมชอบเวียดนามแต่ผมรักเมืองไทย ผมรักเขมรแต่ผมรักเมืองไทยมากกว่า” เขาอธิบายว่าทำไมรักเมืองไทย “ไทยเป็นประเทศที่มีความสมดุลระหว่างโลกเก่ามาพบกับโลกใหม่ทั้งธรรมเนียม วิถีชีวิตแบบโบราณ แต่ในขณะเดียวกันก็มีกรุงเทพฯ ที่ทันสมัย คนไทยเป็นคนตลก สนุก ใจดี ยิ้มแย้ม ถ้าเดินทางออกจากกรุงเทพฯ จะเห็นคนไทยตัวจริงที่มีความสุขกับชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่ฝรั่งตั้งคำถามว่าเขามีความสุขได้อย่างไรในบ้านหลังเล็ก ตกปลา ปลูกข้าว แต่นั่นเพราะเขาพอเพียง พอใจกับสิ่งที่ตัวเองมีและมีความสุขที่จิตใจ” จาก 77 จังหวัด ตอนนี้แดเนียลขาดแค่ จ.ปัตตานี ยะลา ระนอง ยโสธร ที่คิดว่าจะไปให้ครบทั้งประเทศภายในปีนี้

แดเนียลมาประเทศไทยครั้งแรกเมื่อ 19 ปีที่แล้วเพื่อเป็นครูอาสา ซึ่งในตอนนั้นเขาคิดว่าไทยมีแค่ช้างกับอาหารเผ็ด หลังจากนั้นเมื่อเรียนจบปริญญาตรีที่อเมริกา ได้กลับบ้านไปทำงานที่แคนาดาสักพัก จากนั้นเขาก็มีความคิดอยากเปิดบริษัทของตัวเอง บริษัทท่องเที่ยวที่มอบความสนุกและประสบการณ์ผจญภัย ซึ่งประเทศเดียวที่คิดถึงคือ ไทยแลนด์

“กรุงเทพฯ เป็นบ้านหลังที่สอง” เขาใช้ชีวิตอยู่เมืองไทยต่อเนื่องมาแล้ว 15 ปี “ผมมีเพื่อนที่เมืองไทย กะเพราไก่อาหารโปรดของผมอยู่ที่นี่ออฟฟิศอยู่ที่นี่ หากมีเพื่อนมาเที่ยวไทย ผมก็จะให้เขาอยู่กรุงเทพฯ ก่อน แนะนำให้ไปเที่ยวตามย่านเก่า ให้เขาพาตัวเองไปหลงตามสถานที่ต่างๆ ก่อนไปเที่ยวเชียงราย แม่ฮ่องสอน หรือถ้ามีเวลามากหน่อยก็จะแนะนำให้ไปปั่นจักรยานที่เลย หนองคาย ผมคิดว่าถ้ามาเมืองไทยแล้วไม่ได้เที่ยวกรุงเทพฯ จะถือว่ามาไม่ถึง”

 

โลกของแดเนียล

ถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่งใบ แดเนียลจะบังคับให้ทุกคนให้ความสำคัญกับคุณภาพมากกว่าปริมาณ ทั้งกฎหมาย และการดูแลธรรมชาติที่ต้องคิดถึงต้นไม้ใบหญ้ามากกว่าปริมาณนักท่องเที่ยว

“โลกของแดเนียลจะต้อนรับแต่คนที่มีคุณภาพเข้ามาเพื่อช่วยกันสร้างโลกที่ดีและมีคุณภาพ” ทั้งยังอยากให้มีการอนุรักษ์คุณค่าของวัฒนธรรมต่างๆ ทั้งประเพณี สถาปัตยกรรม วิถีชีวิต “เพราะก่อนที่จะคิดสร้างสิ่งใหม่ต้องรักษารากเหง้าของตัวเองไว้ให้ได้ก่อน” เขาทิ้งท้าย

ติดตามความน่ารักของแดเนียลได้ในรายการหลงรักยิ้ม ทุกวันอาทิตย์ เวลา 21.20 น. ทางช่อง 5 (HD1) หรือทางเฟซบุ๊ก www.facebook.com/danielbfraser

 

ซันเซ็ท พาร์ค รีสอร์ท แอนด์ สปา ดินแดนลับนาจอมเทียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 พฤษภาคม 2559 เวลา 08:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/434403

ซันเซ็ท พาร์ค รีสอร์ท แอนด์ สปา ดินแดนลับนาจอมเทียน

โดย…นิทรา ราตรี

ใครจะไปเชื่อว่าถัดออกมาจากพัทยาเพียง 15 นาที จะมีชายหาดทอดยาวสุดสายตา และสวนป่าครึ้มเขียวริมชายฝั่งที่ปกคลุมให้ “นาจอมเทียน” ชอุ่มชุ่มไปด้วยกลิ่นดินและทะเลอันปนเปเป็นความรู้สึกสุขสบายภายใน ซันเซ็ท พาร์ค รีสอร์ท แอนด์ สปาหนึ่งในสมาชิกโรงแรมและรีสอร์ทกลุ่มนาจอมเทียน พัทยา ที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร

นาจอมเทียนอยู่ตรงกลางระหว่างพัทยาและสัตหีบ เป็นเมืองทางผ่านที่ยังไม่พลุกพล่าน ไม่วุ่นวาย และความสงบยังไม่ถูกทำลายด้วยนักท่องเที่ยว ที่น่าสนใจคือที่พักย่านนาจอมเทียนจะอยู่ริมหาดและมักเป็นบ้านแยกหลัง ต่างจากฝั่งพัทยาที่มีถนนเลียบชายหาดกั้นกลางและที่พักจะเป็นตึกสูง

 

ซันเซ็ท พาร์ค ก็มีลักษณะเช่นนั้น ตัวรีสอร์ทอยู่ริมหาดตะวันรอนที่ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุดในนาจอมเทียน บ้านพักทั้ง 53 หลัง อยู่ท่ามกลางป่าธรรมชาติและมีลำธารไหลผ่านจนเกือบลืมไปว่าอยู่ชายทะเล ประกอบด้วย บ้านสองชั้นริมชายหาด โดยชั้นล่างเป็นพื้นที่เอกเขนก มีห้องครัว ชุดโซฟา โต๊ะรับประทานอาหาร และระเบียงใหญ่หันออกทะเล บ้านไม้ริมลำธาร ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่กลางป่า พิเศษตรงมีระเบียงท่าพร้อมเรือพายให้ใช้ตามอัธยาศัย และบ้านพักในสวนป่า จุดที่จะได้ปลีกวิเวกและเย็นใจไปกับแมกไม้ใหญ่รอบตัว

รีสอร์ทมีสระว่ายน้ำ 2 สระ พร้อมสระจากุซซี่และสระเด็กแยกต่างหาก ห้องเซาน่าห้องสมุด ห้องดนตรี ห้องอาหารซันเซ็ทเบย์ ให้บริการอาหารนานาชาติโดยมีอาหารไทยและซีฟู้ดเป็นตัวเด่น บีชบาร์ บาร์ริมสระว่ายน้ำที่เหมาะอย่างยิ่งแก่การชมพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า และวนธารา สปา สถานที่ที่จะทำให้ผ่อนคลายทั้งตัวและหัวใจด้วยการนวดไทย ทำสปา และวารีบำบัดโดยใช้น้ำตกจำลอง

 

ใครที่เลือกไม่ได้ว่าจะเข้าป่า นอนริมน้ำหรือจะไปลั้นลาริมทะเล ก็ไม่จำเป็นต้องเลือกอีกต่อไป เพราะทุกอย่างมีอยู่แล้วใน ซันเซ็ท พาร์ค รีสอร์ท แอนด์ สปา สถานที่ใจกลางสวนป่าและแอบอิงทะเลกว้างบนอาณาจักรที่ยังเป็นความลับอย่างนาจอมเทียน

Price: ซิรีน การ์เดน วิลลา 15,418 บ. บีช สปา วิลลา 20,126 บ.

Place: ริมหาดตะวันลอน ซ. นาจอมเทียน 48 จ. ชลบุรี โทร. 038-235-565-7 เว็บไซต์ www. sunsetpark.co.th

Promotion: ห้องพักราคาพิเศษเฉพาะสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี ประเภทซิรีน การ์เดน วิลลา 5,300 บ. และบีช สปา วิลลา 6,500 บ. ส่วนลดค่าอาหาร 10 % และส่วนลดสปา 40 % ตั้งแต่วันนี้ – 30 พ.ย. 59

 

ความหวังที่น่าน คนยืนได้ ไม้ยืนต้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 พฤษภาคม 2559 เวลา 08:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/434402

ความหวังที่น่าน คนยืนได้ ไม้ยืนต้น

โดย…กาญจน์ อายุ

ฝนเทลงมาตลอด 2 อาทิตย์ ปลุกหญ้าระบัดขึ้นปกคลุมเขาหัวโล้น เปลี่ยนผืนดินสีแดงและดำร่องรอยของการเผาไร่ข้าวโพดให้เป็นสีเขียวน่าชื่นใจ ทั้งพลอยทำให้ปัญหาเขาหัวโล้นที่ “ดราม่า” กันในสังคมไทยหายวับไปกับตา ทว่าสายฝนไม่ได้ชะล้างรากแก้วของปัญหา เพราะต่อให้ “ปลูกป่า” มากเท่าไรถ้าไม่ได้แก้ไขด้วยการ “ปลูกคน” ก็คงได้ดราม่ากันไปทุกปี

เมื่ออาทิตย์ก่อนได้ขึ้นไปยืนมองภูเขาหัวโล้นที่ จ.น่าน เคียงข้าง ผู้ใหญ่ฤทธิ์ ใจปิงผู้ใหญ่บ้านบวกหญ้า ต.ขุนน่าน อ.เฉลิมพระเกียรติ มีลูกบ้าน 75 หลังคาเรือน มีพื้นที่ทำกินตามเชิงเขาทั้งหมดประมาณ 5,900 ไร่ ทุกไร่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และทุกเดือน เม.ย. หลังจากเก็บผลผลิตจะจุดไฟเผาเพื่อเตรียมปลูกใหม่

“ผมไม่โทษข้าวโพด เพราะพวกเราไม่รู้จะทำอะไร” ผู้ใหญ่ฤทธิ์ กล่าว นั่นเป็นความจำเป็นของปากท้อง เพราะเมื่อไม่รู้ว่าจะปลูกอะไร ไม่รู้ว่าจะหาเงินจากไหน พอมีคนยื่นพันธุ์ข้าวโพดให้จะมีใครบ้างที่จะปฏิเสธ

เขาหัวโล้นเริ่มมีสีเขียวหลังฝนตกติดต่อกัน

 

“เคยมีหน่วยงานมาส่งเสริมให้ปลูกกาแฟ แต่พอปลูกแล้วก็ไม่รู้จะไปขายที่ไหน” เมื่อเป็นเช่นนั้นการปลูกข้าวโพดจึงทำให้ท้องอิ่ม เพราะปลูกแล้วมีคนมาซื้อถึงที่ แม้ว่าจะมีรายได้ต่อปีเพียงไม่กี่พันก็ตาม

“มองดูเผินๆ ข้าวโพดทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น เราได้เงินก้อนทุกปีโดยที่ไม่ได้คิดว่าเขาหักค่าพันธุ์ ค่าปุ๋ย ค่านู่นนี่ไปหมดแล้ว” นั่นเป็นเพราะชาวบ้านไม่เคยทำบัญชีครัวเรือนเงินก้อนเดียวจากการขายข้าวโพดจึงน่าพอใจโดยดุษณี ชาวบ้านบวกหญ้าปลูกข้าวโพดเลี้ยงชีพมากว่า 10 ปี ซึ่งก่อนหน้านั้นผืนดินก็บอบช้ำมาแล้วจากการทำไร่เลื่อนลอย

อีกวันได้ไปยืนกลางดงกล้วยบนภูเขาบ้านน้ำช้างเชื่อมต่อบ้านน้ำรี ต.ขุนน่าน อ.เฉลิมพระเกียรติ เคียงข้าง หมอน้อม พงษ์ประเสริฐ ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้ซึ่งเป็นสักขีพยานในเหตุการณ์ภูเขาหัวโล้นเมื่อ 7 ปีที่แล้ว “เมื่อก่อนชีวิตเลื่อนลอยไปตามป่าฟันป่าทิ้งอย่างเดียว” หมอน้อม กล่าว “พอมีคนเอาพันธุ์ข้าวโพดมา เอาปุ๋ยมาให้ เขาบอกว่าตังค์อย่าเพิ่งจ่าย ให้ไปปลูกก่อน พอทั้งปีมารับซื้อเขาก็หักเงินจนเหลือแค่ 300 บาท นายทุนเขาอยากมีอยากได้ ไม่คิดถึงชาวบ้านพวกเราก็หลาบก็กลัว”

ภูเขาหัวโล้น

 

ทั้งสองหมู่บ้านต้องทำการเกษตรบนภูเขาเพราะไม่มีที่ราบให้เพาะปลูก แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้ภูเขาราบเป็นหน้ากลองเพราะเหตุที่แท้จริงคือชาวบ้านไม่รู้ว่าต้องปลูกอะไร ทำให้เขาต้องปลูกข้าวโพด เพราะมีคนมายื่นพันธุ์ให้แถมยังกลับมารับซื้อถึงที่ เป็นแบบนี้หลายชั่วอายุคน

จนกระทั่งปี 2552 ชาวบ้านได้เมล็ดพันธุ์ใหม่ที่ไม่ต้องใช้ดิน แต่ต้องปลูกในความคิดและจิตใจ โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงได้เข้าไป “ปลูกคน” ก่อนปลูกต้นไม้ ไปให้ความรู้แก่ชาวบ้านว่าควรปลูกอะไรเพื่อให้มีกินมีใช้และอยู่ร่วมกับป่าไม้ได้ ก่อนอื่นต้องแบ่งพื้นที่ป่าทั้งหมดของหมู่บ้านออกเป็น 3 เขต ได้แก่ หนึ่งป่าอนุรักษ์ เป็นเขตห้ามตัด ห้ามเผา ห้ามเข้าไปทำกิน สอง ป่าใช้สอย ที่ชาวบ้านสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ และสาม ป่าเศรษฐกิจ พื้นที่เพาะปลูกของชาวบ้าน ทั้งสามเขตมีการแบ่งอาณาเขตอย่างชัดเจน และมีบทลงโทษในหมู่บ้านหากมีการรุกล้ำ

คำถามชาวบ้านต้องปลูกอะไร มีคำตอบอยู่ในผืนป่าเศรษฐกิจ พื้นที่เชิงดอยของบ้านบวกหญ้าและบ้านน้ำช้าง สามารถปลูกต้นมะม่วงหิมพานต์ได้ดี ปลูกกาแฟได้งาม และปลูกกล้วยได้ตลอดปี “ปลูกมะม่วงหิมพานต์ ปลูกกาแฟ ปลูกครั้งเดียวใช้ได้อีก 20 ปี” ผู้ใหญ่ฤทธิ์ กล่าว

ชาวบ้านน้ำรีหันมาปลูกมะม่วงหิมพานต์และทำบ่อพวงเก็บน้ำ

 

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงได้นำต้นกล้ามาให้ สอนวิธีปลูก สอนวิธีดูแล และเมื่อมันงอกงามได้ผลแล้วก็จะกลับมารับซื้อ ฟังแล้วคุ้นๆ เหมือนเรื่องนายทุนข้าวโพด แต่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงทั้งมาตรการและกระบวนการ

อาหารสัตว์ของทั้งไก่ หมู วัว มีส่วนประกอบของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ร้อยละ 35 ในเมื่อคนยังกินเนื้อสัตว์จากโรงงาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ก็ยังเป็นที่ต้องการจำนวนมหาศาล นายทุนจึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ผลผลิตป้อนโรงงาน และเผอิญว่านายทุนเหล่านั้นมีความพยายาม เข้าไปหาถึงหน้าบ้าน ยื่นข้าวโพดให้ และกลับมาหาทุกปี โดยไม่สนใจว่าแต่ละปีๆ ชาวบ้านจะยากจนลงและป่าถูกบุกรุกมากขึ้นแค่ไหน

ณรงค์ อภิชัย ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการภาคสนาม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง กล่าวถึงมาตรการของมูลนิธิว่า ทำอย่างไรให้คนอยู่กับป่าได้ โดยใช้กระบวนการระเบิดจากภายใน คือ ให้ความรู้แก่ชาวบ้าน สร้างความเข้าใจและสร้างความเชื่อมั่นศรัทธา เพราะการปลูกคนปลูกป่าต้องใช้เวลา ชาวบ้านจึงต้องเข้มแข็งและสู้ไปด้วยกัน

ศึกษาเรื่องป่าน่านกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง

 

“ทุกโครงการมีประโยชน์ ถ้าตอบคำถามสองข้อว่าชาวบ้านมีส่วนร่วมอย่างไร และชาวบ้านได้ประโยชน์อะไร” พี่ณรงค์ กล่าว

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงจัดการพื้นที่เป็นลุ่มน้ำ อย่างบ้านบวกหญ้าและบ้านน้ำช้างอยู่บริเวณป่าต้นน้ำน่าน ซึ่งร้อยละ 45 ของแม่น้ำเจ้าพระยามาจากแม่น้ำสายนี้ การรักษาป่าต้นน้ำน่านจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะมันส่งผลต่อคนทั้งประเทศโดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ ที่เปิดใช้แม่น้ำเจ้าพระยาจากก๊อกซึ่งจะยังไม่เดือดร้อนถ้ามีเงินจ่ายค่าน้ำประปาทุกเดือน หรือเมื่อปี 2559 เมืองหลวงกลายเป็นเมืองบาดาล ต้นตอของปัญหาคือ ภูเขาไม่มีต้นไม้ไว้คอยซับน้ำ แต่มีใครบ้างคิดจะอนุรักษ์ป่าในตอนนั้น เพราะทุกคนมัวแต่ตื่นตูมกับปัญหาและกำลังแก้ไขปัญหาตรงหน้า จากนั้นก็ลืมมันไป

ความพยายามเปลี่ยนเขาหัวโล้นให้เขียวชอุ่มไปพร้อมกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตมีตัวอย่างให้เห็นประจักษ์บน “ดอยตุง” จากเมื่อ30 ปีก่อน ดอยตุงเป็นแหล่งผลิตยาเสพติดที่ใหญ่ที่สุดและมีกองกำลังชนกลุ่มน้อยลำเลียงฝิ่น ทำให้หน่วยงานรัฐยากที่จะเข้ามาในพื้นที่ ชาวบ้านจึงต้องเลี้ยงปากท้องด้วยการปลูกฝิ่น ค้ายาเสพติดทำไร่หมุนเวียน และขายลูกสาวเป็นโสเภณี สมเด็จย่าจึงมีพระราชดำริที่จะนำผืนป่ากลับมา พร้อมกับการยกระดับคุณภาพชีวิตชนกลุ่มน้อย

การเผาป่าแบบมีวัฒนธรรมคือ ทำแนวกันไฟจำกัดพื้นที่เผา

 

วันนี้ดอยตุงมีป่าอนุรักษ์ร้อยละ 69 ชาวบ้านปลูกต้นกาแฟ 4 ล้านต้น ต้นแมกคาเดเมีย 2.6 หมื่นต้น สร้างรายได้ปีละ 7 หมื่นบาท/ครอบครัว โดยส่งขายให้โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ทำให้
โครงการสร้างธุรกิจ 4 ประเภทภายใต้แบรนด์ดอยตุง ได้แก่ สินค้าจากผ้าทอมือ ผลิตภัณฑ์จากกาแฟและแมกคาเดเมีย การจำหน่ายดอกไม้และพืชประดับ และการท่องเที่ยว

ดอยตุงไม่เหลือเค้าภูเขาหัวโล้น ไม่เหลือฝิ่น ไม่มีการค้ามนุษย์ กลายเป็น “ดอยตุงโมเดล” ที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ทุกพื้นที่ ทั้งยังเป็นความหวังและเป็นกำลังใจให้พื้นที่บอบช้ำอื่นๆ อย่างน่าน เพื่อหวังว่าสักวันน่านจะไม่มีภูเขาหัวโล้นให้ดราม่าอีก

กลับมาที่คนปลายน้ำอย่างคนเมืองว่า พวกเราสามารถทำอะไรได้บ้าง? การใช้น้ำอย่างประหยัด ตั้งคำถามก่อนซื้ออาหาร อนุรักษ์ต้นไม้หน้าบ้าน ออกเดินทางไปยืนคุยกับชาวบ้านบนเขาหัวโล้น หรือทำอะไรก็ได้ที่แสดงความรักแก่ธรรมชาติ และสำคัญคือ อย่ารอให้ถึงพรุ่งนี้ ในเมื่อปัญหาเกิดขึ้นแล้ววันนี้ ณ ตอนนี้

แบ่งพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น กล้วย กาแฟ มะม่วงหิมพานต์

 

กลุ่มคนยืนได้ไม้ยืนได้ เดินเท้าศึกษาปัญหาเขาหัวโล้น

 

เดินลงเขาหัวโล้นตามหาต้นน้ำ

 

ถนนคนเดินวินยานุโยค เมืองเก่าอู่ทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:18 …. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/433277

ถนนคนเดินวินยานุโยค เมืองเก่าอู่ทอง

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ อพท.7

เมื่อความโบราณกลับมามีชีวิตชีวา ถนนวินยานุโยค จึงกลับมาคึกคักท่ามกลางเรือนแถวไม้แห่งสุดท้ายแห่งเมืองโบราณอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี

เมืองโบราณอู่ทอง 1 ใน 6 พื้นที่ที่ได้รับการผลักดันและส่งเสริมจากองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) ให้เกิดการท่องเที่ยวโดยมีชุมชนเป็นเจ้าของร่วมกัน ด้วยความสำคัญทางโบราณคดีที่สันนิษฐานว่า เมืองอู่ทองเคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรทวารวดีและเป็นศูนย์กลางของดินแดนสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และประเพณี ก่อนจะกลายเป็นชาติไทยในปัจจุบัน โดย อพท.จะพัฒนาเมืองโบราณอู่ทองเป็นแหล่งประวัติศาสตร์ที่สามารถสืบค้นเรื่องราวเกี่ยวกับการก่อกำเนิดชนชาติไทยและศิลปวัฒนธรรมของชนชาติพันธุ์ต่างๆ ในพื้นที่ดินแดนสุวรรณภูมิให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น

 

ด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์ทำให้สำนักงานพื้นที่พิเศษเมืองโบราณอู่ทอง (อพท.7) ร่วมมือกับสถาบันอาศรมศิลป์ จัดโครงการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนาโบราณสถานโบราณวัตถุเมืองโบราณอู่ทอง เพื่ออนุรักษ์อาคารแถวไม้วินยานุโยค สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นประเภทเรือนแถวไม้โบราณที่เหลืออยู่เพียงย่านเดียวในเขตเมืองโบราณอู่ทอง และต่อยอดให้เกิด “ถนนคนเดินวินยานุโยค” ให้ชาวบ้านเปิดร้านจำหน่ายอาหารและสินค้าซึ่งจะเปิดขายอย่างเป็นทางการวันที่ 3 มิ.ย.นี้

ถนนคนเดินเคยจัดมาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกจัดขึ้นเมื่อเดือนมีนาคมในงานวันวานนี้…ที่วินยานุโยค ครั้งถัดมาชาวบ้านในชุมชนศรีสรรเพชญ์พัฒนาและชุมชนต้นแจงพัฒนาร่วมมือกันจัดขึ้นเอง ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากชาวอู่ทอง ชาวบ้านริมสองฝั่งจึงอยากจัดถนนคนเดินอย่างต่อเนื่องเพื่อให้คนต่างถิ่นเข้ามาสัมผัสบรรยากาศความงดงามของอดีตที่รุ่งเรือง โดยหลังจากวันศุกร์ที่ 3 มิ.ย.เป็นต้นไป ถนนคนเดินจะเปิดทุกวันศุกร์และวันเสาร์แรกของทุกเดือน วันศุกร์เริ่มเวลา 15.00-22.00 น. และวันเสาร์เวลา 10.00-22.00 น.

 

บรรยากาศริมสองฝั่งถนนวินยานุโยคประหนึ่งฉากในละครย้อนยุค ด้วยเรือนแถวไม้โบราณเรียงรายไปตามถนน ประกอบด้วย ชุมชนศรีสรรเพชญ์พัฒนา ชุมชนต้นแจงพัฒนา และชุมชนสมถวิลพัฒนา ที่ยังใช้วิถีชีวิตเรียบง่าย คุณยายออกมานั่งคุยกันหน้าบ้าน ประตูบ้านเปิดไว้อย่างเป็นกันเอง แต่ละบ้านคุยกันครื้นเครงเหมือนครอบครัวเดียวกัน บรรยากาศของถนนคนเดินก็เป็นเช่นนั้น แต่ที่เพิ่มเติมคืออัธยาศัยของแม่ค้าพ่อขายที่ยิ้มแย้มแจ่มใส และต่างปราศรัยสำเนียงสุพรรณฯ น่าสนุกสนาน ที่สำคัญที่สุดถนนสายนี้รณรงค์ให้ผู้มาเยือนสวมใส่ผ้าไทยเพื่อร่วมอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยและเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน

บริเวณด้านหลังชุมชนยังเป็นที่ตั้งของเจดีย์หมายเลข 2 โบราณสถานสำคัญของชุมชนศรีสรรเพชญ์พัฒนา ทุกปีชาวบ้านจะทำบุญเจดีย์ทวารวดีอันเป็นประเพณีที่สืบทอดมายาวนาน ทั้งยังเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์เชื่อมโยงกับถนนคนเดิน เมืองโบราณอู่ทองค้นพบโบราณสถาน 13 แห่ง โดยเรียกชื่อเป็นหมายเลขตั้งแต่โบราณสถานหมายเลข 1 ถึง 13 จากการศึกษาทางโบราณคดีทราบว่า เมืองโบราณอู่ทองมีอายุตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์หรือประมาณ 2,500 ปีที่แล้ว ด้วยลักษณะเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำทำให้เพาะปลูกได้ดีและสะดวกในการติดต่อกับชายฝั่งทะเล ทำให้ชุมชนมีความรุ่งเรืองทางด้านเศรษฐกิจสูงสุด จวบจนทุกวันนี้ร่องรอยความเจริญยังหลงเหลืออยู่ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาและรักษาไว้สืบไป

 

การเดินทางมายังเมืองโบราณอู่ทองมาได้ 2 เส้นทาง ได้แก่ ทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) แยกเข้าทางหลวงหมายเลข 321 (ถนนมาลัยแมน) ที่นครปฐม ผ่านนครปฐม-กำแพงแสน-บ้านทุ่งคอก-บ้านสระยายโสม-อู่ทอง ระยะทางประมาณ 128 กม. และทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 340 (ตลิ่งชัน-สุพรรณบุรี) แยกเข้าทางหลวงหมายเลข 357 (ทางเลี่ยงเมืองสุพรรณบุรี) แยกเข้าทางหลวงหมายเลข 321 (ถนนมาลัยแมน) ผ่าน บางบัวทอง-ลาดบัวหลวง-บางปลาม้า-สุพรรณบุรี-บ้านสวนแตง-อู่ทอง ระยะทางประมาณ 122 กม.

พื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเมืองโบราณอู่ทองครอบคลุมพื้นที่ ต.อู่ทองทั้งหมด สอบถามสำนักงานพื้นที่พิเศษเมืองโบราณอู่ทอง โทร.035-565-512 หรือทางเว็บไซต์ www.dasta.or.th/dastaarea7

 

 

 

มินิมอลกลางเขา เดอะ ปาซ เขาใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/433174

มินิมอลกลางเขา เดอะ ปาซ เขาใหญ่

โดย…นิทรา ราตรี

ความฮิปได้สถิตอยู่ที่ปากช่องตั้งแต่ เดอะ ปาซ เขาใหญ่ (The Paz Khao Yai) สำแดงตนในรูปแบบโมเดิร์นมินิมอลที่มองแล้วทันสมัย เรียบง่าย น่าอยู่ และดูช่างเหมาะกับสาวกฮิปสเตอร์

ความสำคัญของมินิมอลคือ ความน้อยเน้นความเรียบง่ายบริสุทธิ์ การอยู่อย่างสมถะ โชว์เนื้อแท้ของวัสดุเป็นสำคัญ ทำให้ภาพรวมของที่อยู่อาศัยดูเรียบและสบายตาที่สุด ทำให้รีสอร์ทเหมาะที่จะอยู่กับธรรมชาติอันเป็นความเรียบง่ายที่สุด

 

ตัวอาคารอยู่บนเนินเขาไล่ระดับลงมา มีหน้าต่างและช่องเปิดรับแสงมากมายเพื่อให้ผู้ที่มาพักได้ชื่นชมธรรมชาติ มีจำนวน 69 ห้องแบ่งเป็น 5 ประเภท ได้แก่ ซีนเนอรี่ วิลลา (Scenery Villa) ห้องพักเดี่ยวยกสูง มีหน้าต่างบานใหญ่ตั้งแต่เพดานจรดพื้นเผยให้เห็นวิวภายนอก สเปเชียส ดีลักซ์ (Spacious Deluxe)ห้องพักบนตึกขนาด 48 ตร.ม. ที่ยังคงรักษาความเป็นส่วนตัว ฮอไรซั่น วิลลา (Horizon Villa)  ห้องพักทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ยื่นออกไปจากขอบพื้นดินทำให้รู้สึกเหมือนห้องพักลอยอยู่กลางอากาศ และมีความเป็นส่วนตัวเพราะตั้งอยู่ด้านหน้าสุดของรีสอร์ท จากุซซี่ วิลลา (Jacuzzi Villa) มีอ่างจากุซซี่อยู่เหนือเตียงนอน สามารถนอนแช่น้ำและชมวิวพาโนรามาได้จากทุกมุมของห้องพัก และพูลวิลลา (Pool Villa) ห้องขนาด 152 ตร.ม. มีสระว่ายน้ำส่วนตัว จากุซซี่ภายในห้องพัก ห้องนั่งเล่น และพื้นที่สำหรับเตรียมอาหารสำหรับมื้อพิเศษส่วนตัว

รีสอร์ทยังมีบริการ คลับ เฮาส์ ที่ประกอบด้วยสระว่ายน้ำ ฟิตเนส ออนเซน ซาวน่า และสตรีม รวมถึงวิว 360 องศา ให้ดื่มด่ำกับบรรยากาศของเขาใหญ่อย่างเต็มที่ ส่วนห้องอาหารมีให้บริการตลอดวันที่ แฟฟ ดิช (Fave’ Dish) เสิร์ฟอาหารไทยและนานาชาติ และห้ามพลาดกับช่วงเวลาดินเนอร์ชมพระอาทิตย์ตกบนจุดที่สวยที่สุดในรีสอร์ท ร้านกาแฟ แฟฟ คัพ (Fave’ Cup) จำหน่ายชา กาแฟ เค้ก และอาหารว่างระหว่างวัน และบาบีโด้ บาร์ (Babedo Bar) ที่ชูว่าเป็นบาร์บนดาดฟ้าแห่งแรกของเขาใหญ่บริการเครื่องดื่มหลากหลาย แถมทิวทัศน์ดาวพร่างพรายทั้งจากแสงไฟเมืองปากช่องและบนท้องฟ้าที่สามารถเห็นได้เต็มตาโดยไม่มีอะไรมากั้น

 

เดอะ ปาซ เขาใหญ่ อยู่กลางอ้อมกอดของขุนเขาที่ทั้งเงียบสงบและอบอุ่น “เข้ากันดี”กับความเรียบง่ายและความปลอดโปร่งของสถาปัตยกรรมที่เปิดโล่งให้ธรรมชาติช่วยขจัดความเหนื่อยล้าให้หมดไป

Price: ซีนเนอรี่ วิลลา และ สเปซเชียส ดีลักซ์ 8,500 บ.ฮอไรซั่น วิลลา 10,500 บ. จากุซซี่ วิลลา 20,000 บ. และ พูลวิลลา  28,000 บ.

Place: เลขที่ 455 ต. หนองสาหร่าย อ. ปากช่อง จ. นครราชสีมา โทร. 044-009-921-4, 062-595-3512 เว็บไซต์ www.thepazkhaoyai.com

Promotion: โปรฯ ช่วงเปิดตัว ทุกห้องพักลดราคา 50 เปอร์เซ็นต์ เริ่มต้นที่ 4,250 บ. ตั้งแต่วันนี้ – 30 ก.ย. 59

 

 

ชาวไต ที่คิดถึง ณ บ้านเมืองปอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/433173

ชาวไต ที่คิดถึง ณ บ้านเมืองปอน

โดย…กาญจน์ อายุ

หากความคิดถึงทำให้บินได้ ตัวและหัวใจคงไปอยู่บ้านเมืองปอน อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน เสียตอนนี้ เพราะตั้งแต่บอกลาแม่คำหลู่ เจ้าของโฮมสเตย์ที่ได้ไปกางมุ้งนอนบนชานบ้าน ก็คิดถึงแต่กลิ่นถั่วเน่าและรสอาหารที่ติดเค็มหน่อยๆ ของรสมือแม่ คิดถึงใต้ถุนบ้านที่นอนดูละครกับแม่ และคิดถึงรอยยิ้มของแม่ที่ทำให้นึกถึงแม่ตัวเอง

บ้านเมืองปอนมีระบบจัดการด้านการท่องเที่ยวโดยชุมชนเมื่อปี 2555 ซึ่งเริ่มไปพร้อมๆ กับบ้านเมืองแพม อ.ปางมะผ้า (อ่านย้อนหลังได้ในฉบับเสาร์ที่ 14 พ.ค. 2559) แต่เพราะการเดินมายังขุนยวมง่ายๆ กว่า ทำให้บ้านเมืองปอนเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวที่มองหาโฮมสเตย์ สุวิทย์ วารินทร์ ประธานกลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชน เล่าถึงบ้านเกิดตนให้ฟังว่า เมืองปอนเป็นถิ่นอาศัยของชาวไทใหญ่หรือชาวไตจำนวนกว่า 1,500 คน เป็นชุมชนที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรมอันดับหนึ่งของ จ.แม่ฮ่องสอน เพราะชาวบ้านยังมีประเพณีที่ยึดถือปฏิบัติครบ 12 เดือนอย่างปอยส่างลอง บุญบั้งไฟ จองพารา และเขาวงกตที่ยังจัดแบบดั้งเดิมและยิ่งใหญ่

ตักบาตรพระหน้าบ้านแม่คำหลู่

 

ทั้งยังมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ครั้งหนึ่งทหารญี่ปุ่นเคยใช้ขุนยวมเป็นฐานทัพเพื่อต่อสู้กับฝ่ายสัมพันธมิตรในเมียนมา และใช้บ้านเมืองปอนเป็นที่พักอาศัยระหว่างทำเส้นทางเชื่อมไปยังเมียนมาและอินเดีย

ระหว่างบรรยายอยู่นั้น พี่กมล ฝ่ายประสานงานกลุ่ม ได้แสดงแผนที่เส้นทางอาหารการกินและศิลปหัตถกรรมให้เห็นภาพรวมและฐานกิจกรรมทั่วหมู่บ้าน ส่วนโฮมสเตย์มีจำนวน 20 หลัง โดยแต่ละครั้งจะรับนักท่องเที่ยวไม่เกิน 60 คน บ้านหลังสำคัญคือ บ้านแม่คำหลู่ เติ๊กอ่อง ลักษณะเป็นเรือนไตโบราณใต้ถุนสูง หลังคามุงใบตองตึง1,200 ตับ มากที่สุดใน จ.แม่ฮ่องสอน บริเวณบ้านประกอบด้วย ห้องน้ำแยกต่างหากเรือนตากกระเทียม ห้องครัวใต้ถุนบ้าน ส่วนบนเรือนหลักเป็นห้องนอนใหญ่และชานกว้างรับแขก

ตาแหลงคำฉลุกระดาษทำจองพารา

 

ชาวเมืองปอนมีอาชีพทำนา เกือบทุกหลังมีที่นาหลังหมู่บ้าน ปลูกกระเทียม กระเทียมที่นี่เก็บไว้ได้นาน กลีบเล็ก ไม่ลีบ กลิ่นฉุนอร่อย และปลูกถั่วเหลือง สำหรับทำเป็นถั่วเน่า ซึ่งเป็นวิธีการถนอมอาหารเพื่อนำมาใช้ในการปรุงรส “ถ้าไม่มีนักท่องเที่ยวก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะเรามีอาชีพมีงานที่ต้องทำ”พี่สุวิทย์ กล่าว “และถ้าการท่องเที่ยวมันมาทำลายวิถีชีวิตของเราเมื่อไหร่ เราก็จะหยุดรับนักท่องเที่ยว”

กิจกรรมในหมู่บ้านเป็นไปอย่างเรียบง่ายนั่นคือ เดินไปตามบ้านต่างๆ ไปขอความรู้ในสิ่งที่บ้านนั้นถนัด ช่างน่ารักตรงที่ไม่มีการจัดตั้ง ไม่บังคับซื้อของ และแทบจะไม่มีคำว่านักท่องเที่ยวเลยด้วยซ้ำ เพราะทุกคนเป็นเหมือนญาติห่างไกลที่กลับมาเยี่ยมบ้านคุณตาคุณยายประมาณนั้น

นวดจับเส้นแผนไต

 

อู๊ด ไกด์ท้องถิ่น นัดเจอกันที่บ้านแม่คำหลู่เป็นจุดสตาร์ทเพื่อนำเดินไปยังจุดต่างๆ เริ่มที่ บ้านแหลงคำ คงมณี คุณตาแหลงคำเป็นสล่าทำจองพารามานาน 60 ปี ลักษณะคล้ายปราสาท โครงทำจากไม้ไผ่ ตกแต่งด้วยกระดาษสีสดใส และทำลวดลายด้วยการฉลุกระดาษ จองพาราเป็นองค์ประกอบหลักในประเพณีแห่จองพาราที่จัดขึ้นทุกปีช่วงวันออกพรรษา ซึ่งถือเป็นงานศิลปะที่วิจิตรเพราะต้องประณีตในการฉลุลาย

จากนั้นข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามจะเป็นบ้าน กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารดอกเอื้องงาม เหล่าแม่บ้านกำลังง่วนกับการทำขนมข้าวปองต่อ ฝั่งคนชมก็ดูไปชิมไปและซื้อติดมือกลับไปกินแกล้มกับกาแฟพรุ่งนี้เช้าระหว่างเดินจากบ้านนั้นไปบ้านนี้ พี่อู๊ดบรรยายสองข้างทางให้ฟังว่า บ้านชาวไตมีเอกลักษณ์ตรงที่มีหลังคาสองจั่ว รอบบ้านมีระเบียงเชื่อมถึงกัน มีอาณาเขตรอบตัวบ้านปลูกพืชผักสวนครัว ส่วนใหญ่มีโรงเก็บกระเทียมและโรงเก็บข้าวไว้สำหรับใช้บริโภคในครอบครัว

บ้านป้าอู๊ดขายเสื้อไต

 

ฟังเสียงไกด์เจื้อยแจ้วไปตลอดทางจนถึง บ้านตัดเย็บผ้าไต ป้าอู๊ดเป็นช่างตัดเย็บประจำหมู่บ้าน ผลิตเครื่องแต่งกายของชาวไตที่แม้ว่าจะไม่ใช้การทอแบบดั้งเดิมแต่ก็รักษาดีไซน์ไว้ เป็นเสื้อผ้าฝ้ายแขนยาว ติดกระดุมหน้า และมีกระเป๋าอกเฉียงเพิ่มความโก้ ยกเว้นส่วนกระดุมที่ยังเย็บมือเม็ดต่อเม็ดเป็นรูปใบโพธิ์บ้าง ดอกพิกุลบ้าง ดอกหูกระต่ายบ้าง ซึ่งต้องใช้เวลาเย็บเม็ดละเกือบชั่วโมง

เมื่อมาได้ครึ่งทางไกด์อู๊ดได้พาไปกราบพระที่วัดบ้านเมืองปอน วัดที่ได้อิทธิพลจากเมียนมาทั้งลักษณะพระพุทธรูปสถาปัตยกรรม จิตรกรรมฝาผนัง และศิลปกรรมภายในวัดและพาไปไหว้ศาลสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้าน ที่ต้องบอกกล่างเวลามีแขกไปใครมาตามความเชื่อชุมชน เสร็จจากนั้นก็ล่วงเข้าสู่ยามเย็น เป็นช่วงเวลาที่บ้านเมืองปอนกลายเป็นสีซีเปียจากแสงสีเหลืองอุ่นของพระอาทิตย์ใกล้อัสดง แต่การเดินทางของนักท่องเที่ยวยังไม่จบแค่นั้น ไกด์อู๊ดยังพาไปชมอีกสองบ้านสุดท้ายคือบ้าน กลุ่มจักสานกุ๊บไต หรือหมวกไต เป็นภูมิปัญญาของนายองปุ้นไชยวิฑูรย์ จากไม้ไผ่หรือไม้ข้าวหลามสานลายละเอียดลักษณะคล้ายงอบของภาคกลางแต่รูปร่างเหมือนดอกเห็ดที่ยังบานไม่เต็มที่ ใช้งานได้ดีทั้งกลางแดดและกลางฝน

คัดเกรดหอมแดง

 

จากนั้นไกด์อู๊ดพาไปปิดฉากอย่างฟินาเลที่ บ้านทำข้าวปุ๊ก ขนมพื้นถิ่นที่ทำแสนง่ายและแสนอร่อยแป้งทำจากข้าวนำมานวดให้เหนียวเหมือนโมจิ โรยงาดำแล้วนวดต่อให้เป็นเนื้อเดียวกัน เคล็ดลับอยู่ที่ครกไม้สากไม้และกำลังการนวดที่สม่ำเสมอ พ่อสอนว่าต้องนวดอย่างต่อเนื่องและไปในทิศทางเดียวกันตลอดเมื่อกลมเกลียวก็ตักขึ้นจิ้มน้ำตาลอ้อยเล็กน้อยช่วยตัดรสจากเนื้อแป้งได้ลงตัว

บ้านสุดท้ายเสร็จสิ้นไปพร้อมแสงสุดท้ายและเสียงท้องร้องหาข้าวเย็นพอดี ถึงเวลาต้องแยกย้ายบ้านใครบ้านมัน กลับไปกินข้าวเย็นฝีมือแม่ที่ป่านนี้คงเตรียมกับข้าวกับปลาไว้เรียบร้อย การอยู่โฮมสเตย์มีเสน่ห์แบบนี้ ตรงที่มีคนรอกลับไปกินข้าว มีคนบอกให้ไปอาบน้ำเพราะกลัวตกดึกอากาศจะหนาว มีคนให้นอนหนุนตัก และมีคนบอกให้ห่มผ้าก่อนนอน นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมต้องคิดถึงบ้านเมืองปอน เพราะนั่นคือความรู้สึกเดียวกับความคิดถึงครอบครัวที่รู้ว่าเราจะมีความสุขมากเมื่อกลับไป

ก่อนจาก พี่สุวิทย์ ฝากบอกว่า บ้านเมืองปอนน่าฝนจะสวยเป็นพิเศษ และมีเมนูเห็ดเผาะอร่อยเด็ดที่ไม่อยากให้พลาด ดังนั้นหากใครพร้อมมาชิมความสุขบ้านเมืองปอนก็พร้อมให้ความสุขทุกฤดูกาล

บ้านมุงหลังคาตองตึง

 

วัดบ้านเมืองปอน

 

จักสานพัดแบบโมเดิร์น

 

ยอดมะขาม เมนูฮิตฤดูร้อน

 

หอมกลิ่นถั่วเน่าในสำรับอาหารกลางวัน

 

ข้าวปุ๊กหอมงา

 

ตายายทำข้าวปุ๊ก

 

ชิมข้าวพองต่อถึงครัว

 

โรงเก็บกระเทียม

 

ปิดเกาะตาชัย จุดเปลี่ยนท่องเที่ยวไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 พฤษภาคม 2559 เวลา 11:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/432766

ปิดเกาะตาชัย จุดเปลี่ยนท่องเที่ยวไทย

โดย…ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์

เมื่อก่อนการท่องเที่ยวถือเป็นกระแสหลักของบ้านเรา เพราะการท่องเที่ยวนำรายได้มหาศาลเข้าประเทศชาติ จนอะไรต่อมิอะไรก็ต้องเปิดทางให้การท่องเที่ยว

แต่ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา กระแสสังคมเริ่มพลิกกลับ แม้การท่องเที่ยวจะยิ่งทวีความสำคัญจนเป็นรายได้เกือบ 20% ของจีดีพี แต่คนไทยเริ่มรู้สึกว่าเราเสียอะไรไปหรือเปล่า? จนมาถึงเดือน มี.ค. 2558 เมื่อเกิดกรณี “เกาะตาชัย” ที่ควรจะเป็นเขตสงวนตามแผนแม่บทของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน กลับมีนักท่องเที่ยวแห่กันไปเที่ยวกันจนทำให้ปะการังเสียหาย

หลังจากนั้นเป็นต้นมา กรณีต่างๆ ที่เกิดในอุทยานและการท่องเที่ยว กลายเป็นจุดสนใจตลอดแบบไม่มีตกกระแส ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรายได้อุทยานที่พอเริ่มเก็บจริงจัง ได้เพิ่มมาหลายร้อยล้านบาท (เฉพาะพีพี อ่าวพังงา และสิมิลัน ได้เพิ่ม 700 ล้านบาทใน 7 เดือนเศษ) กรณีที่นักท่องเที่ยวทั้งต่างชาติทั้งไทยทำเรื่องไม่สมควรทำ จนถึงการเรียกร้องให้เกิดการอนุรักษ์ที่ยั่งยืน มิใช่ยินยอมให้การท่องเที่ยว “แตะต้องไม่ได้” เหมือนเช่นอดีต

กระแสดังกล่าวสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม เริ่มจาก “พีพีโมเดล” ที่สร้างความหวังให้ทั้งคนรักธรรมชาติ นักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ และผู้เกี่ยวข้อง จนกลายเป็นผลงานสำคัญที่รัฐบาลกล่าวถึง ตามด้วยกรณีปะการังฟอกขาวที่อาจนำมาซึ่งการปิด “จุดดำน้ำ” 40 แห่ง ตามเกาะต่างๆ ทั่วประเทศไทย

กรณีเกาะตาชัยกลับมาสู่ความสนใจอีกครั้ง เมื่อกรมอุทยานฯ ประกาศ “ปิดเกาะตาชัยแบบไม่มีกำหนด” แม้ทุกคนทราบดีว่าเกาะตาชัยเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ คนไทยแทบทุกคนรู้จักเกาะกลางทะเลแห่งนี้ อีกทั้งยังมีนักท่องเที่ยวต่างชาติไปมากมาย การปิดย่อมส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่กรมอุทยานฯ เลือกที่จะ “รักษา” ทรัพยากรไว้ให้เป็นไปตามหลักการทางวิชาการ

นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่กรมอุทยานฯ เลือกที่จะ “รักษา” นำหน้า “ท่องเที่ยว” และการก้าวไปข้างหน้าครั้งนี้ อาจจะหมายถึงย่างก้าวต่อไป เมื่อกรมอุทยานฯ กำลังพิจารณาการปิดแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลอีกหลายแห่งที่กำลังเสี่ยงต่อภาวะปะการังฟอกขาว

กระแสยังดำเนินต่อเนื่องไปถึงแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่นอกเขตอุทยาน เช่น เกาะไข่ จ.พังงา ที่มีปัญหาด้านการท่องเที่ยว จนล่าสุดเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ส่งทีมงานลงไปสำรวจและพบการทิ้งสมอตลอดจนการจับสัตว์น้ำจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ (อ้างอิง เดลินิวส์ 15 พ.ค. 2559) กรมทรัพยากรทางทะเลฯ จึงเรียกประชุมเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้

ยังหมายถึงปัญหาของเกาะอื่นๆ เช่น เกาะแสมสาร ที่มีนักดำน้ำกล่าวถึงความเสียหายในแนวปะการัง ทำให้หน่วยงานรับผิดชอบต้องเริ่มมีการขยับตัวในการจัดการให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ และสอดคล้องกับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

ปัญหาสำคัญคือทรัพยากรในแหล่งท่องเที่ยวของเราทรุดโทรมอย่างมาก การแก้จึงต้องใช้ยาแรง เช่น การปิดเกาะเพื่อล้างไพ่เริ่มต้นกันใหม่ แน่นอนว่านอกจากส่งผลต่อการท่องเที่ยว ยังส่งผลต่อแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลแห่งอื่นที่อาจต้องรับนักท่องเที่ยวมากขึ้น เพราะจำนวนนักท่องเที่ยวของเราไม่ได้ลดลง มีแต่มากขึ้น การจัดการในพื้นที่เหล่านั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่ง มิฉะนั้นเราจะเกิดการปิดเกาะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนแทบหมด

สุดท้ายคือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องการท่องเที่ยวโดยตรง ที่มีเสียงเรียกร้องให้เดินหน้าในเรื่องการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนแบบเห็นผลเป็นรูปธรรมบ้าง ซึ่งผมก็หวังว่าจะเกิดความชัดเจนในเร็ววัน เพราะกระแสทั้งในโลกและในประเทศเปลี่ยนไป แนวทางเดิมอาจเริ่มใช้ไม่ได้ผล

จุดเปลี่ยนสำคัญกำลังเกิด การอนุรักษ์กำลังเริ่ม “แข็งขืน” ต่อการท่องเที่ยว แต่สุดท้ายเราต้องหาจุดสมดุลที่จะอยู่ร่วมกันได้ เราลองมาติดตามประเด็นนี้กันต่อว่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างไรให้ประเทศไทยของเราครับ

 

มองค่าเงิน ผ่านพิพิธภัณฑ์ ธนาคารไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 พฤษภาคม 2559 เวลา 08:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/432030

มองค่าเงิน ผ่านพิพิธภัณฑ์ ธนาคารไทย

โดย…โยโมทาโร่

ผ่านไปแยกรัชโยธินเห็นตึกธนาคารไทยพาณิชย์สำนักงานใหญ่ก็หลายปี แต่เพิ่งจะมีโอกาสได้เข้าไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ธนาคารไทย ที่ได้รับเสียงชื่นชมจากหลายคนว่าเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเรื่องการเงินได้ดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย นั่นเพราะด้วยความทันสมัยในการทำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการนำเสนอเรื่องราวในแต่ละส่วนของพิพิธภัณฑ์ ประกอบกับขั้นตอนการเล่าเรื่องราวของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็จัดว่าเยี่ยมยอด และเต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่เคยอยู่ในตำราเรียนประวัติศาสตร์เล่มใดๆ ที่เราเคยเรียนมา

ความรู้สึกทั้งหมดเหล่านี้เริ่มต้นเมื่อเวลาราวบ่ายโมง เมื่อเราก้าวเข้าสู่ตัวพิพิธภัณฑ์นั้นดูดีกว่าที่เราคิดไว้มากนัก เพราะตัวพิพิธภัณฑ์นี้เปิดให้ใช้บริการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 และเนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี ของธนาคารไทยพาณิชย์ จึงได้ดำเนินการปรับปรุงครั้งล่าสุดไปเมื่อปี พ.ศ. 2550 จนเวลาผ่านมา 9 ปี สภาพก็ยังดูใหม่ทันสมัยสมกับเป็นพิพิธภัณฑ์ ภายใต้การดูแลของธนาคารแห่งแรกของประเทศไทยแห่งนี้

 

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีแบ่งออกเป็น 2 ชั้น ชั้นแรกเป็นส่วนของการจัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียน ซึ่งวันที่เราได้เข้าไปเยี่ยมชมนั้นเป็นส่วนการจัดแสดงนิทรรศการ “อย่าให้ใครว่าไทยไม่ออม” ซึ่งยังคงจัดแสดงถึงวันที่ 27 พ.ค. 2559 ในนิทรรศการนี้ก็จัดได้อย่างน่ารักน่าดู สามารถสื่อสารเรื่องการเงินที่ดูเป็นเรื่องยากและน่าเบื่อออกมาเข้าใจง่ายทั้งเด็กและผู้ใหญ่ จนเราเชื่อว่าเราก็สามารถเก็บเงินบริหารเงินให้กลายเป็นคนรวยกับเขาได้เหมือนกัน แถมยังมีเกมร่วมสนุกแลกกระปุกออมสิน หนังสือคู่มือการเก็บเงิน และของขวัญอื่นอีกเล็กๆ น้อยๆ ให้กับผู้เข้าชมอีกด้วย

ชั้นที่ 2 จะเป็นส่วนการจัดแสดงหลัก ซึ่งเราแนะนำว่าให้ลืมภาพพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์เดิมที่เคยชม เพื่อเปิดหูเปิดตารับรู้สิ่งที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้พยายามเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์การเงินโลก ตั้งแต่ยุคสมัยที่ยังมีการแลกเปลี่ยนข้าวของเครื่องใช้เครื่องประดับ เพื่อแทนค่าของเงินก่อนที่จะมีรูปของเงินในแบบต่างๆ เพื่อแทนค่าของสิ่งของนั้นๆ อย่างเช่น เงินที่ใหญ่และหนักที่สุดอย่างเงินเฟ ของชาวแย็ป ของหมู่เกาะทะเลใต้ ที่ทำจากหินขนาดเท่าวงล้อรถบรรทุก การใช้ค่าเงินนี้จะใช้ในกรณีหากคนของ 2 หมู่บ้านวิวาทกันแล้วถูกตัดสินว่าหมู่บ้านใดผิด คนในหมู่บ้านนั้นจะต้องกลิ้งเงินนี้ไปให้อีกหมู่บ้านหนึ่งเพื่อชดใช้ค่าเสียหาย หรือเงินเข็มขัดของชาวอินเดียนแดงในทวีปอเมริกาเหนือ ทำจากเปลือกหอยสีม่วงและขาวและกำกับสัญลักษณ์ของแต่ละหมู่บ้านเอาไว้

 

หรือเหรียญกรีกที่มีการใช้เหรียญแทนค่าเงินมาตั้งแต่ 300 ปีก่อนคริสตกาล ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เราเข้าใจประวัติศาสตร์มนุษยชาติผ่านรูปแบบเงินตราได้อย่างน่าสนใจ เราเดินกดฟังคำบรรยายไปทีละส่วนของตู้จัดแสดง จนกระทั่งเรื่องราวของเงินเดินทางมาถึงดินแดนสุวรรณภูมิ ให้เราได้รู้จักเงินโบราณตั้งแต่ยุคแห่งการไหลบ่าของวัฒนธรรมอินเดีย ที่เข้ามาผ่านเส้นทางการเดินเรือจากอินเดียและอาหรับผ่านมหาสมุทรอินเดีย มาถึงบริเวณอ่าวเมืองตะโกลา หรือตะกั่วป่า

จากนั้นขนสินค้า เดินข้ามมาจนถึงต้นแม่น้ำและล่องเรือมาออกที่ปากอ่าวบ้านดอน อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี ปัจจุบัน จากนั้นจึงแล่นเรือต่อไปยังอาณาจักรโบราณต่างๆ เช่น ฟูนัน หรือ พนม เจนละ ทวารวดี ขอม จาม และจีน ทำให้วัฒนธรรมอินเดีย ทั้งภาษา ศาสนา กฎหมาย การปกครอง ดนตรี และเรื่องของค่าเงินเข้ามามีอิทธิพลในแถบสุวรรณภูมิแห่งนี้

 

ใครเล่าจะรู้ว่าเงินในสมัยอาณาจักรโบราณเหล่านี้ ล้วนใช้สัญลักษณ์ทางศาสนาและความเชื่อในแต่ละดินแดนเป็นตราประทับบนเหรียญนั้นๆ จากที่เรารู้จักแต่เงินพดด้วง ซึ่งเป็นค่าเงินโบราณของไทยเราก็เริ่มรู้จักเงินตราพนม (อาณาจักรฟูนัน) เงินตราทวารวดี เงินตราล้านนาและล้านช้าง ที่หาดูได้ยาก รวมทั้งประวัติการแลกเปลี่ยนเงินตราที่ใช้เหรียญเงินและเหรียญทองเป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยนอันเป็นที่ยอมรับในระดับสากลแห่งยุคสมัย

จากส่วนการจัดแสดงวิวัฒนาการเงินตราก็เข้ามาอยู่ในส่วนของวิวัฒนาการธนาคาร แสดงการกำเนิดและวิวัฒนาการของระบบธนาคาร ซึ่งในส่วนนี้จะนำเสนอผ่านรูปแบบสื่อวีดิทัศน์ที่มีลูกเล่นน่าสนใจและชวนติดตาม ตั้งแต่การเดินเรือไปตามเส้นทางค้าขายทั่วโลกจนเกิดความสำคัญในการมีธนาคาร จนมาถึงส่วนการเล่าถึงพระประวัติกรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย พระบิดาแห่งการธนาคารไทย พระองค์ทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 77 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ทรงรับราชการในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงวัง และกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ จนกระทั่งปี พ.ศ. 2449 ทรงก่อตั้งธนาคารแห่งแรกที่ดำเนินการโดยคนไทย ใช้ชื่อว่า บุคคลัภย์ (Book Club) ต่อมาได้รับพระบรมราชานุญาตให้จดทะเบียนตั้งเป็นธนาคารได้ถูกต้องตามกฎหมาย ใช้ชื่อว่า บริษัทแบงก์สยามกัมมาจล ทุนจำกัด ซึ่งปัจจุบันคือ ธนาคารไทยพาณิชย์ พระองค์จึงทรงได้รับการยกย่องเป็นพระบิดาแห่งวงการธนาคารไทย

 

ซึ่งส่วนที่จัดแสดง เรื่องราวของบุคคลัภย์เป็นส่วนที่เราชอบที่สุดในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เพราะมีการนำการแสดงภาพแบบ 3 มิติ เหมือนมีคนเล่าเรื่องราวอยู่ในฉากจำลองห้องโบราณในสมัยรัชกาลที่ 5 เชื่อว่าทุกคนที่เข้ามาที่ส่วนนี้จะต้องไม่พลาดชมอย่างแน่นอน

เดินข้ามมายังส่วนที่ 3 ต้นแบบธนาคารไทย ในส่วนนี้เป็นการจัดแสดงวิวัฒนาการของธนาคารไทย ด้วยการใช้เอกสารสำคัญที่มีอยู่จริงในยุคสมัยนั้น ให้เราได้เห็นการดำเนินงานของธนาคารไทยในยุคแรกๆ ที่ต้องจดทุกอย่างลงบนสมุดขนาดใหญ่ มีเครื่องไม้เครื่องมือ และเครื่องใช้ของแบงก์สยามกัมมาจล แสดงถึงวิวัฒนาการของระบบการเงินและการธนาคารของไทย

 

เรากล้าบอกได้เลยว่าทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์อย่างมาก เพราะมีทั้งเครื่องพิมพ์ดีดไทยรุ่นแรกของประเทศ เครื่องจักรลงบัญชีเดินสะพัด เครื่องตรวจลายนิ้วมือ และสมุดจดบัญชีธนาคารโบราณ หลายชิ้นที่เห็นแล้วคนที่ชอบศึกษาด้านประวัติศาสตร์จะต้องชอบอย่างแน่นอน เพราะไม่เพียงแต่การตั้งแสดงชิ้นงาน การจัดฉากแสงสีภายในห้องก็ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปอยู่ในธนาคารยุคสมัยนั้นด้วย

มาถึงส่วนสุดท้ายก็คือ ส่วนจัดแสดง ธนาคารไทยพาณิชย์กับการก้าวสู่ยุคปัจจุบัน โดยเราจะต้องเดินผ่านอุโมงค์กระจก เข้าสู่ส่วนจัดแสดงที่เต็มไปด้วยหน้าจอแสดงวีดิทัศน์ ฉากจำลองที่แสดงถึงความทันสมัยแห่งโลกปัจจุบัน

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้อยู่ภายใต้การดูแลของธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งถือว่าทำออกมาได้ดีและมีผู้เข้าเยี่ยมชมเป็นจำนวนมากพอสมควร เดินชมสนุกได้ความรู้ไม่น่าเบื่อ ซึ่งการจะมาชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้อาจจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยๆ 3 ชั่วโมง เพื่อเก็บรายละเอียดให้ครบ และไม่เพียงแค่การจัดแสดงความรู้เท่านั้น ภายในยังมีห้องสมุดขนาดเล็กที่มีหนังสือให้ความรู้ด้านการเงิน ประวัติศาสตร์ และการบริหาร ให้ผู้ที่สนใจเข้ามานั่งอ่านหนังสือหาความรู้กันอย่างเต็มที่ ซึ่งตัวผมเองนั้นคงจะต้องหาโอกาสพาครอบครัวมาเที่ยวชมสถานที่แห่งนี้อีกครั้งอย่างแน่นอน

 

เหลืองอร่ามราชพฤกษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤษภาคม 2559 เวลา 11:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/431920

เหลืองอร่ามราชพฤกษ์

โดย…ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

ดอกไม้หน้าร้อนแสนจะเยอะแยะมากมาย ออกดอกเบ่งบานให้สวยงามชื่นใจในยามที่อากาศร้อนจัด อย่างเช่นดอกราชพฤกษ์ ริมถนนในตัว อ.เมือง จ.เชียงใหม่

ไม่เพียงที่เชียงใหม่เท่านั้น หลายที่ทั่วประเทศดอกราชพฤกษ์ออกดอกเหลืองอร่าม สร้างความสวยงามตามท้องถนน นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติต่างชื่นชมถ่ายรูปเก็บเป็นที่ระลึก

แต่การส่งเสริมการปลูกในบ้านเรายังน้อย หากมีการส่งเสริมกันปลูกเป็นสวนขนาดใหญ่ หรือปลูกกันเยอะๆ ตามริมถนน โดยมีเป้าหมายเพื่อการท่องเที่ยวเมื่อถึงฤดูกาล ดอกราชพฤกษ์ ดอกไม้ประจำชาติเราก็จะเหลืองอร่ามสวยงาม ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ ไม่แพ้ดอกซากุระของประเทศญี่ปุ่นทีเดียว

 

บันทึกดอกไม้ เพ ลา เพลิน บูติกรีสอร์ท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/431918

บันทึกดอกไม้ เพ ลา เพลิน บูติกรีสอร์ท

โดย…นิทรา ราตรี

อาณาจักร เพ ลา เพลิน สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในบุรีรัมย์ครองอาณาบริเวณกว่า 380 ไร่ ล่าสุดเพิ่งเปิดห้องพักโซนใหม่ชื่อ เดอะ เนเชอรัลลิสต์ (The Naturalist) ได้แรงบันดาลใจมาจากการเดินทางผ่านแต่ละทวีป โดยได้หยิบเรื่องราวของดอกไม้มาตกแต่งห้องพักท่ามกลางอุทยานไม้ดอกสีสดแห่งฤดูร้อน

เดอะ เนเชอร์รัลลิสต์ เป็นส่วนขยายจากเพ ลา เพลิน บูติกรีสอร์ท แอนด์ แอดเวนเจอร์แคมป์ ที่แต่เดิมมีห้องพัก 20 ห้อง ในธีมเดอะ เจอร์นีย์ สำหรับโซนใหม่เพิ่มห้องพักอีก 50 ห้อง แบ่งเป็นประเภทดีลักซ์ แกรนด์ดีลักซ์ และสวีท แต่ละห้องตกแต่งด้วยกราฟฟิกลายดอกไม้ไม่ซ้ำกัน ตัวอาคารสร้างเลียนแบบกลาสเฮาส์ที่ทำให้รู้สึกโปร่งสบายและให้บรรยากาศเหมือนอยู่ในโรงปลูกดอกไม้จริง ส่วนแอดเวนเจอร์ แคมป์ เป็นฐานกิจกรรมที่ได้จำลองสิ่งก่อสร้างชื่อดังของโลกให้เยาวชน นักเรียน และบุคคลทั่วไป ได้ศึกษาประวัติความเป็นมาและเป็นฐานผจญภัยที่เน้นการทำงานเป็นทีมและความสนุกสนาน

 

ผู้เข้าพักในรีสอร์ทจะได้รับบัตรฟลอร่า พาร์คฟรี โดยในช่วงเดือนนี้กำลังมีเทศกาลองุ่นและไอศกรีมเจลลาโต้ นักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้วิธีการเก็บผลผลิตองุ่นสดๆ จากต้นองุ่นหวานไร้เมล็ดสายพันธุ์บิวตี้ ซีสเลส ที่เพาะเลี้ยงในโรงเรือนแบบเกษตรอินทรีย์ และเข้าร่วมกิจกรรมเวิร์กช็อปทำไอศกรีมเจลลาโต้แบบอิตาเลียนแท้ ส่วนดอกไม้ในฟลอร่า พาร์ค ขณะนี้กำลังสะพรั่งไปด้วยไม้ดอกสีสันจัดจ้าน เช่น บีโกเนีย เดซี่บลูซัสเวีย เจเลเนียม และไฮเดรนเยีย ก่อนที่ในเดือนถัดไปทั้งหมดจะเปลี่ยนเป็นดอกกระเจียวอีสานกว่า 40 สายพันธุ์ในเทศกาลมนต์เสน่ห์ดอกไม้งามสยามทิวลิป

เพ ลา เพลิน ประกอบด้วย 4 ส่วน ได้แก่รีสอร์ท ฟลอร่า พาร์ค หรืออุทยานไม้ดอกสวนน้ำ และศูนย์การเรียนรู้ด้านการเกษตรและปศุสัตว์ฟาร์ม ซึ่งส่วนสุดท้ายเป็นไปตามอุดมการณ์ที่ต้องการให้ เพ ลา เพลิน เป็นศูนย์การเรียนรู้และปฏิบัติจริงในการเพาะเลี้ยงพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ เพื่อเป็นเกษตรทางเลือกและอาชีพเสริมให้แก่เยาวชนและคนทั่วไป

 

Price: ดีลักซ์ 2,500 บาท แกรนด์ดีลักซ์ 3,500 บาท และสวีท 6,500 บาท

Place: เลขที่ 252 อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ ห่างจากตัวเมือง 32 กม. โทร. 044-634-736–8 เว็บไซต์ www.playlaploen.com/resort-restaurant

Promotion: