ปกาเกอะญอ ที่รัก ณ บ้านเมืองแพม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/431916

ปกาเกอะญอ ที่รัก ณ บ้านเมืองแพม

โดย…กาญจน์ อายุ

หลายปีก่อนใครไป “แม่ฮ่องสอน” ถือว่าเป็นผู้พิชิต อันเป็นกุศโลบายพลิกความหมายของความยากลำบากจาก 1,864 โค้ง ให้เป็นความท้าทายสำหรับนักเดินทาง “ตัวจริง” ที่ไม่ใช่แค่แวะชมแล้วกลับ แต่ไปเพื่อเรียนรู้และเข้าถึงอะไรบางอย่างที่แม่ฮ่องสอนปกป้องไว้

หนึ่งในนั้นคือ บ้านเมืองแพม หมู่บ้านชาติพันธุ์กะเหรี่ยง หรือปกาเกอะญอกลางหุบเขาใน อ.ปางมะผ้า ใช้เวลาเดินทางผ่านเส้นทางภูเขาประมาณ 5 ชม. แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่จะไม่ไป เพราะค่าที่อยู่ห่างไกลทำให้บ้านเมืองแพมยังดิบ เกือบจะไม่ถูกปรุงแต่งตามยุคสมัย และอบอวลไปด้วยจิตวิญญาณที่มนุษย์เมืองขาดหายไปจนเกือบลืมว่าเคยมี

ทอผ้าแบบไม่ใช้กี่

 

บ้านเมืองแพมอยู่สันโดษกลางธรรมชาติ แต่ไม่ตัดขาดจากโลกภายนอกเสียทีเดียว เพราะมีถนนอย่างดีตัดผ่านและมีสัญญาณโทรศัพท์บ้างตามกระแสลม พาตี่ (ลุง) รังสี คีรีประสบทอง ประธานกลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชน ให้ข้อมูลว่าปัจจุบันบ้านเมืองแพมมี 123 หลัง ประชากรจำนวน 618 คน นับถือศาสนาพุทธ บูชาผี และคริสต์ ชาวบ้านอพยพมาจากบ้านแม่ยาน อ.ปาย และห้วยปูลิง อ.เมือง เมื่อปี 2500 จากนั้นได้รับรองเป็นหมู่บ้านเมื่อปี 2504 และตั้งกลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชนในปี 2555 ปัจจุบันมีโฮมสเตย์ที่พร้อมรับนักท่องเที่ยว 17 หลัง สลับเปิดบ้านไปตามคิวและความพร้อม ซึ่งนักท่องเที่ยวไม่สามารถเลือกบ้านได้

โฮมสเตย์ คือ การนอนบ้านหลังเดียวกับชาวบ้าน กินกับข้าวสำรับเดียวกัน และใช้ชีวิตเยี่ยงคนท้องถิ่น อย่างบ้านพาตี่สง่า เป็นบ้านไม้สองชั้น เจ้าของบ้านนอนชั้นล่าง ส่วนแขกของบ้านนอนชั้นบน แต่ละมื้อพาตี่สง่ากับลูกเขยจะเป็นคนทำอาหาร เย็นวันนั้นมียอดมะขามคลุกปลากระป๋อง แกงฟักทอง ผัดผักกูด และมิซาโตะ (น้ำพริก) กินแกล้มมะละกอต้ม ซึ่งวัตถุดิบเกือบทุกอย่างเก็บมาจากรั้วบ้าน หรือขอจากแปลงผักข้างบ้านมาทำ

บ้านหมอยาสมุนไพรเส่วา

 

การทำเกษตรกรรมของชาวเมืองแพมยังผลิตแบบยังชีพเพื่อกินในครอบครัว ทุกบ้านจะมีผืนนา เมื่อถึงปลายเดือน มิ.ย. ทุกบ้านจะมาลงแขก ซึ่งเป็นการทำนาครั้งเดียวเพื่อเลี้ยงครอบครัวทั้งปี ดังนั้นจึงไม่แปลกว่าทำไมพาตี่รังสีถึงไม่กล่าวถึงอาชีพเลยสักนิด เพราะทุกคนเป็นเกษตรกรที่ทำเพื่อเลี้ยงครอบครัว จะมีขายเพื่อหารายได้บ้างก็เมื่อต้องการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือของใช้ภายในบ้าน ไม่เช่นนั้นแล้วเงินแทบไม่มีความหมาย เพราะของกินมีอยู่รอบตัว แค่เข้าครัวจุดไฟก็ท้องอิ่มมีแรง ทำให้วิถีชีวิตของบ้านเมืองแพมช่างเรียบง่ายไปเสียทุกอย่าง ตั้งแต่อาหารที่กินเท่าที่มี เสื้อผ้าที่ใส่เท่าที่ทำ โทรศัพท์มือถือก็ใช้เท่าที่มีสัญญาณ ซึ่งการท่องเที่ยวโดยชุมชนได้จัดเป็นเส้นทางอาหารการกินและศิลปวัฒนธรรมสำหรับนักท่องเที่ยว แต่ละฐานเป็นบ้านจริง ทำจริง วิถีจริง และให้สัมผัสชีวิตจริง

ผ้าทอกะเหรี่ยง

ผ้าทอกะเหรี่ยงเป็นผ้าที่มีคุณค่ามาก เพราะทุกกระบวนการทำจากสองมือ ตั้งแต่ปั่นฝ้าย ย้อมสี ทอ ปัก เย็บ จนกลายเป็นเสื้อผ้าหนึ่งชุด ผู้หญิงทุกคนในหมู่บ้านจะทอผ้าเป็นตั้งแต่เด็กสืบทอดวิชามาจากแม่ของตน ซึ่งวิธีการทอจะไม่ใช้กี่ แต่จะยึดผ้าไว้กับเสาแล้วใช้ตัวดึงผ้าให้ตึง เวลาเดินผ่านแต่ละบ้านช่วงกลางวันจะได้ยินเสียงไม้กระทบกันป๊อกแป๊ก อันเป็นกิจวัตรประจำวันของแม่บ้านที่มานั่งทอผ้าอยู่ใต้ถุน นอกจากนี้เสื้อผ้ายังบอกสถานะคนใส่ ถ้าหญิงคนนั้นใส่ชุดสีขาวนั่นคือสาวพรหมจรรย์ แต่หากใส่ดำหมายถึงแต่งงานแล้ว

ก่อเตาย้อมผ้าสีธรรมชาติ

 

หมอยาสมุนไพร

บ้านเมืองแพมไม่มีโรงพยาบาลดังนั้นชาวบ้านจึงต้องพึ่งหมอยาสมุนไพรที่มีความรู้เรื่องยาธรรมชาติอย่างถ่องแท้ ทั้งแก้ปวด แก้เมื่อย แก้ไข้ และอีกสารพัดโรคภัยก็สามารถหายเป็นปลิดทิ้งด้วยสมุนไพรไทยจากป่าลึก

จักสานและช่างไม้

พาตี่บ้านจักสานบอกเล่าเรื่องราวตั้งแต่เข้าป่าไปตัดไม้ไผ่ ลากออกมา เหลาไม้ให้เป็นเส้นสาย แล้วพันร้อยสานกันเป็นตะกร้า กระด้ง กระจาด เช่นเดียวกับบ้านช่างไม้ที่นำไม้ไผ่ทั้งปล้องมาตัดและฉลุลายกลายเป็นแก้วน้ำ รวมถึงถ้วยกาแฟ ช้อน ส้อม ทัพพี สาก ครก ที่ทำจากไม้ทั้งท่อนนำมาตัดทีละน้อย คว้านเนื้อด้านในออก และขัดผิวให้เรียบสวยที่ล้วนแล้วแต่แฮนด์เมดทั้งสิ้น

บ้านแกะสลัก ทำแก้วน้ำไม้ไผ่และเครื่องใช้จากไม้

 

เดินป่า

กิจกรรมวันเดย์ทริปที่ทำให้เห็นบ้านเมืองแพมโดยรวมในเวลาจำกัด บนเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติระยะทางประมาณ 4 กม. โดยเริ่มต้นเดินตั้งแต่โรงเรียนบ้านเมืองแพม ตัดผ่านหมู่บ้าน ผ่านวัด และทะลุออกไปยังทุ่งนา จากนั้นเข้าสู่เขตป่าที่เต็มไปด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่ ผ่านโป่งตามธรรมชาติ ผ่านต้นมะไฟป่า เพื่อจุดหมายปลายทางที่ถ้ำยาว เป็นถ้ำขนาดยาว 500 เมตร ภายในไม่มีแสงสว่าง มีหินงอกหินย้อยเกิดใหม่จำนวนมาก โอ่โถงเดินสบาย และน่าตื่นใจว่าจะค้นพบอะไรในความมืด จากนั้นไปสิ้นสุดการเดินที่วังปลา แวะพักรับประทานอาหารกลางวันฝีมือพาตี่สง่าที่การันตีได้ว่าอร่อยจนไม่อยากอิ่ม

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ประทับใจที่สุดไม่ใช่กิจกรรมที่ทำให้ตื่นเต้น แต่เป็น “ชาวบ้าน” ที่อยู่ด้วยแล้วมีความสุข แม้ว่าบางคนจะพูดภาษาไทยไม่ได้ แต่ภาษากะเหรี่ยงที่ได้ยินกลับชัดเจนไปด้วยความจริงใจ แม้ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่กลับต้อนรับด้วยอาหารสำรับใหญ่ และไม่ว่าจะเดินไปบ้านไหน ก็ได้รับน้ำใจและไมตรีเหลือเกิน

บ้านเมืองแพมคือสิ่งยืนยันว่าแม่ฮ่องสอนเป็นปลายทางของนักเดินทางตัวจริงที่ไม่ใช่แค่แวะชมแล้วกลับ แต่ไปเพื่อเรียนรู้และเข้าถึงอะไรบางอย่างที่แอบซ่อนไว้ และอีกหนึ่งในนั้นคือ บ้านเมืองปอน อ.ขุนยวม ที่เก็บไว้นำเสนอในวันเสาร์ถัดไป โปรดตามไปทำความรู้จักกับหมู่บ้านชาวไตที่น่ารักไม่แพ้กัน

เหลาไม้ไผ่สานตะกร้า

 

ทอผ้าใต้ถุน

 

เดินผ่านทุ่งนาไปเข้าป่า

 

คอกวัวท้ายหมู่บ้าน

 

บรรยากาศในบ้านเมืองแพม

 

เป่ายางต้นสบู่ดำ

 

อาหารเย็นฝีมือเจ้าของบ้านโฮมสเตย์

 

การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เทรนด์ใหม่พัฒนาการท่องเที่ยวไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 พฤษภาคม 2559 เวลา 11:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/430793

การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เทรนด์ใหม่พัฒนาการท่องเที่ยวไทย

โดย…โยธิน อยู่จงดี ภาพ อพท.

การท่องเที่ยวคือธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้เข้าประเทศได้อย่างมากมาย แต่ธุรกิจการท่องเที่ยวมีส่วนในการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ สังคม และวัฒนธรรมของท้องถิ่นอย่างประเมินค่าไม่ได้เช่นกัน สังเกตได้จากแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ นั้นผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดไม่ใช่คนในท้องถิ่น แต่เป็นเหล่านายทุนที่เข้าไปแสวงหาประโยชน์จากความนิยมในสถานที่ท่องเที่ยวนั้น จึงเกิดเกณฑ์การพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก หนึ่งในความท้าทายในการพัฒนาขององค์การสหประชาชาติ (United Nations’ Millennium Development Goals) เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน ความเท่าเทียมทางเพศสภาพ และความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม ด้วยการใช้การท่องเที่ยวเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้

การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลกคืออะไร

พ.อ.ดร.นาฬิกอติภัค แสงสนิท ผู้อำนวยการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษ เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) อธิบายเรื่องการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลกอย่างอารมณ์ดี ว่า เกณฑ์นี้เริ่มต้นมาจากองค์การสหประชาชาติมีองค์กรหนึ่งที่ชื่อว่า องค์กรการท่องเที่ยวโลก (GSTC – Global Sustainable Tourism Council) อยู่ภายใต้การดูแลของสหประชาชาติ ได้กำหนดข้อกฎเกณฑ์เรื่องการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลกขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาด้านการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทั้งหมด 41 ข้อ แบ่งเป็น 4 เสาหลัก ก็คือ 1.เน้นเรื่องการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ พัฒนากลไกในการบริหารจัดการให้แหล่ง
ท่องเที่ยวทุกแหล่งมีแผนการพัฒนาบริหารการจัดการในระยะยาว

2.เพิ่มผลประโยชน์ให้ชุมชนท้องถิ่น ข้อนี้สำคัญมากเพราะเราจะต้องทำให้ปากท้องชุมชนได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจสังคม ต้องมีรายได้การจ้างงานจากการท่องเที่ยวเพราะพวกเขาเป็นเจ้าของแหล่งท่องเที่ยวอย่างแท้จริง แต่ต้องอยู่ภายใต้การค้าอย่างเป็นธรรม 3.ทางวัฒนธรรมจัดการแหล่งท่องเที่ยวแบบวัฒนธรรมต่างๆ อย่างชัดเจน เช่น ที่ จ.น่าน เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม หากนักท่องเที่ยวต้องการความบันเทิงแสงสีก็ต้องไปเที่ยวที่อื่น เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมท้องถิ่นได้ และ 4.การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม แหล่งท่องเที่ยวทุกแหล่งต้องมีระบบการจัดการพลังงานในการรีไซเคิลขยะ การจัดการน้ำให้สะอาดก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ และการจัดการพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อมในแต่ละท้องถิ่นไปตามจริตของแหล่งท่องเที่ยว

 

เกณฑ์เหล่านี้ประกาศมาตั้งแต่ปี 2556 ให้ประเทศสมาชิกได้นำข้อปฏิบัติเหล่านี้มาใช้ในประเทศของตัวเอง สำหรับประเทศไทยองค์กรที่ทำหน้าที่นี้โดยตรง ก็คือ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษ เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) สามารถกำหนดกฎเกณฑ์นี้มาใช้ได้ถึง 29 ข้อ เพราะมีบางข้อที่อยู่นอกเหนือความสามารถของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งที่จะทำได้หมด

อย่างในเรื่องการบริหารจัดการฤดูกาลท่องเที่ยว จะเป็นหน้าที่ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือในเรื่องความปลอดภัยอาจจะเป็นหน้าที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือในเรื่องการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในเขตป่าไม้ก็จะเป็นหน้าที่ของกรมอุทยานฯ ที่ต้องเข้ามาดูแล ดังนั้นหากไทยจะทำให้ครบทั้ง 41 ข้อ ก็จำเป็นที่ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่ายเพื่อให้ได้ครบทั้ง 41 ข้อ

อย่างไรก็ตาม สหประชาชาติไม่ได้กำหนดว่าจะต้องทำให้ครบทั้ง 41 ข้อ ถึงจะผ่านเกณฑ์ เป็นเพียงแค่แนวทางในการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก ถ้าทำได้ครบจะถือว่าดีเยี่ยม (ดูเกณฑ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลกทั้งหมดได้ที่เว็บไซต์ www.gstcouncil.org)

ใจความสำคัญการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก

พ.อ.ดร.นาฬิกอติภัค ย้ำถึงสิ่งสำคัญในการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก ว่า ตอนนี้ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในโลกที่เข้าเกณฑ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลกมากที่สุด “แต่ต้องทำความเข้าใจก่อน ว่า การที่ต่างประเทศไม่มีการนำไปใช้อย่างจริงจัง อาจจะมองได้ 2 มุม ก็คือ มุมแรกเขาเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว อย่างประเทศเยอรมนี พวกเขามีความรู้ในการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยว ด้วยความรู้ในสำนึกของคุณภาพประชากรของเขาเอง เพราะพวกเขามีความรู้มีรายได้ดี เขาจึงสามารถบริหารจัดการการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนโลกได้อยู่แล้ว โดยไม่ต้องเอาเกณฑ์อะไรเข้ามาใช้

เมื่อเทียบกับประเทศโลกที่สาม หรือประเทศที่กำลังพัฒนา รายได้ของประชากรต่ำ ปากกัดตีนถีบ ต้องดำน้ำลงไปหักปะการังมาขาย ต้องไปตัดไม้ทำลายป่าหาเลี้ยงชีพ ถ้าเป็นอย่างนี้ก็จำเป็นต้องเอาข้อระเบียบการบริหารการจัดการแหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนโลกมาช่วยพัฒนา เพราะหัวใจหลักสำคัญของการบริหารการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก คือ การให้คนท้องถิ่นมีรายได้จากการท่องเที่ยว และอนุรักษ์วัฒนธรรมสิ่งแวดล้อมของโลกไปในตัว”

 

พ.อ.ดร.นาฬิกอติภัค ยกตัวอย่างแหล่งท่องเที่ยวที่เข้าเกณฑ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลกในประเทศไทยที่แรก คือ เมืองเก่าน่าน “เราประกาศพื้นที่เขตเฉพาะกำแพงเมืองเก่าเท่านั้น ตอนเริ่มต้นชุมชนก็คือรู้สึกกังวลเรื่องการจัดการแหล่งท่องเที่ยว ว่า เดี๋ยวจะเปิดเออีซีแล้วเราจะบริหารจัดการการท่องเที่ยวอย่างไรไม่ให้เสียอัตลักษณ์ของชุมชนเหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับแหล่งท่องเที่ยวชุมชนอื่นที่เคยเสียมาแล้ว พวกเขาก็เริ่มมาคุยกันว่าเราจะจัดการอย่างไร ก็มาดูในรายละเอียดว่าพวกเขามีแหล่งท่องเที่ยวอะไรบ้าง

เมื่อให้ความรู้และข้อมูลกับพวกเขาเพียงพอ ก็ทำให้คนท้องถิ่นรู้ว่า นักท่องเที่ยวต้องการมาดูวีถีชีวิต ต้องมาดูวัฒนธรรม ต้องการมาดูการทอผ้า ก็ทำให้คนท้องถิ่นรู้ว่าวิถีชีวิตเดิมๆ ของพวกเขานั่นล่ะ คือจุดขายที่สามารถสร้างรายได้ให้กับพวกเขาได้ ทำให้พวกเขารู้สึกรักและหวงแหนวัฒนธรรม และอยากจะเป็นเจ้าของพื้นที่บ้านเกิดของเขาตลอดไป เพราะปัญหาหนึ่งที่เรารู้กันดี ก็คือเรื่องของนายทุนที่พยายามเข้าไปใช้แหล่งท่องเที่ยวเหล่านี้หารายได้ เข้าไปเปลี่ยนแปลงสภาพท้องถิ่น สร้างโรงแรมขนาดใหญ่ เข้าไปทำให้แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวบันเทิง เอาแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติให้เป็นของเขาแต่ผู้เดียว สิ่งเหล่านี้จึงไม่เกิดขึ้นที่เมืองเก่าน่าน เพราะคนในชุมชนเข้มแข็งและตระหนักดีว่า หากพวกเขาพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวบ้านเกิด พวกเขาก็จะมีรายได้ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เมื่อตกลงเป็นที่เรียบร้อยคณะกรรมการเมืองเก่าน่าน จึงออกเทศบัญญัติ ห้ามสร้างอาคารที่มีความสูงเกิน 12 เมตร

จนถึงวันนี้เที่ยวบินที่เคยเดินทางไป จ.น่าน จาก 1-2 ไฟลต์ ก็กลายเป็น 7-9 ไฟลต์/วัน นั่นแสดงว่าวิถีชีวิตวัฒนธรรมสามารถขายได้ ทำให้พวกเขากลับมาพัฒนาชุมชนให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลกต่อไป”

ยั่งยืนได้ด้วยชุมชนไม่ใช่นายทุน

เมื่อถามถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่เข้าเกณฑ์ของสหประชาชาติมากที่สุด กับทางอพท. ก็ระบุมาทันทีคือ ชุมชนบ้านน้ำเชี่ยว อ.แหลมงอบ จ.ตราด ที่เข้าเกณฑ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก ถึง 29 ข้อ มากที่สุดในโลก เท่าที่มีหน่วยงานเข้าไปประเมินรับรองในเวลานี้

สุรัตนา ภูมิมาโนช ประธานชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวบ้านน้ำเชี่ยว เล่าว่า เริ่มต้นมาจากชุมชนมีความต้องการพัฒนาพื้นที่ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้กับชุมชนโดยที่นักท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องเดินทางข้ามไปเที่ยวที่เกาะช้าง จึงตั้งชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวบ้านน้ำเชี่ยวมีสมาชิกเข้าร่วมอยู่ประมาณ 30 คนเพื่อช่วยกันพัฒนาให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว

ปัญหาเดิมของท้องถิ่นก็คือชุมชนมีสภาพคลองที่เต็มไปด้วยขยะและน้ำเสีย ป่าโกงกางถูกตัดทำลายไปขาย คนรุ่นใหม่ในชุมชนอยากจะไปทำงานในท้องถิ่นอื่น และที่สำคัญที่สุดก็คือปัญหายาเสพติดที่เข้ามาระบาดในชุมชน จึงเริ่มปรึกษากับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องก็ได้ อพท.เข้ามาให้ความช่วยเหลือด้วยการให้ความรู้ มีจัดการอบรม มีวิทยากรมหาวิทยาลัยต่างๆเข้ามาให้ความรู้เรื่องการบริหารจัดการ แหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ก็เอาความรู้ตรงนั้นเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการ

เริ่มต้นด้วยแก้ปัญหานี้ด้วยความพยายามดึงเอาคนในชุมชนเข้ามา สร้างผลิตภัณฑ์ขายให้กับนักท่องเที่ยว เพื่อสร้างรายได้ให้กับพวกเขาเอง จัดการแหล่งท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ให้ความรู้กับชาวบ้านว่าจะดูและปฏิบัติกับนักท่องเที่ยวอย่างไร จนพวกเขาเริ่มมีรายได้เสริมสามารถเลี้ยงชีพได้ไม่ต้องลำบาก ตรงจุดนี้เป็นสิ่งสำคัญอย่างมากหากต้องการให้คนในชุมชนเกิดความตระหนักและหวงแหนบ้านเกิด  ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนนั้น สามารถสร้างรายได้ให้กับพวกเขาได้จริงโดยไม่ได้รู้สึกว่าวีถีชีวิตเปลี่ยนแปลงไปมากนัก

การท่องเที่ยวของชุมชนจะเป็นไปในรูปแบบให้ประสบการณ์กับนักท่องเที่ยวว่าวิถีชีวิตของชุมชนนี้เป็นอย่างไร ไม่ใช่แค่ขับรถลงมาดู รับฟังเรื่องราว ซื้อของแล้วก็จากไป แต่เป็นการดึงพวกเขาให้มาอยู่ในวิถีชีวิตของคนในชุมชน

 

สุรัตนา เล่าด้วยความภูมิใจต่อว่า แม้จะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากร้องขอให้รองรับนักท่องเที่ยวเพิ่ม แต่ชุมชนก็ขอจำกัดเท่าที่มีอยู่ เพราะอาชีพหลักคือการประมง “ธุรกิจท่องเที่ยวเป็นรายได้เสริม จะให้เพิ่มรอบเพิ่มห้องก็คงไม่ได้ เพราะเราไม่อยากเปลี่ยนจนสูญเสียวิถีชีวิตเดิมของเราที่เป็นจุดขายของชุมชนแห่งนี้ เหมือนกับแหล่งท่องเที่ยวเชิงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมอื่นๆที่ผ่านมา

จากวันแรกที่มีสมาชิกร่วมกันพัฒนาชุมชนเพียง 30 คน ก็เพิ่มเป็น 90 คน รายได้ของคนในท้องถิ่นที่เข้ามาร่วมกันร่วมกันพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวจากเดิมทีได้วันละไม่ถึงร้อย ก็เพิ่มมากเป็นวันละ 400 -1,000 บาท คลองที่เคยมีแต่ขยะก็กลับมาเป็นคลองที่ใส่สะอาดน่ามอง ป่าโกงกางก็ถูกตัดน้อยลง สัตว์น้ำเพิ่มขึ้นเราทำการประมงได้ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน เด็กรุ่นใหม่ในท้องถิ่นก็เริ่มคิดที่จะอยู่ในชุมชนช่วยกันพัฒนาเรื่องการท่องเที่ยวเพราะอยู่ที่นี่พวกเขาก็มีรายได้ดีไม่แพ้เดินทางเข้าไปทำงานในตัวเมือง และเมื่อคนในชุมชนมีรายได้ที่ดี มีงานทำ เรื่องของยาเสพติดก็ลดลงไปเอง ถึงจุดนี้ก็เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จแล้ว ต่อไปก็คือค่อยพัฒนาไปตามแผนงานระยะยาวโดยจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวให้เพียงพอ”

สุดท้าย พ.อ.ดร.นาฬิกอติภัค ย้ำว่า การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลกที่แท้จริง คนในชุมชนต้องได้ประโยชน์มากที่สุด และเป็นสิ่งที่คนในชุมชนต้องการ และจะยั่งยืนได้ก็ด้วยคนในชุมชนมีความเข้มแข็งและร่วมมือกันสร้างชุมชนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลกนั่นเอง

 

วัดพุทไธศวรรย์ กับความทรงจำครั้งวัยเยาว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/430710

วัดพุทไธศวรรย์ กับความทรงจำครั้งวัยเยาว์

โดย…สืบสิน ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ยังจำได้ว่าเมื่อครั้งวัยเยาว์ คุณแม่สุดที่รักเล่าให้ฟังว่า “วัดพุทไธศวรรย์” นั้นเป็นวัดสำคัญมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาโน้น และเป็นอีกหนึ่งวัดที่ไม่โดนพม่าเผาทำลาย เนื่องจากเป็นวัดที่อยู่นอกเมือง ที่สำคัญแม่ยังบอกว่าที่นี่ยังเป็นสถานที่ฝึกมวยและดาบอันมีชื่อเสียงดังไปไกลเชียวล่ะครับ

วัดพุทไธศวรรย์ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก ใน ต.สำเภาล่ม อ.พระนครศรีอยุธยา เป็นพระอารามหลวงที่ปรากฏตามตำนานว่า สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ทรงสร้างขึ้นในบริเวณที่ซึ่งเป็นที่ตั้งพลับพลาที่ประทับ เมื่อทรงอพยพมาตั้งอยู่ก่อนสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ที่ตรงนี้มีชื่อปรากฏในพระราชพงศาวดารว่า “ตำบลเวียงเล็กหรือเวียงเหล็ก” ครั้นเมื่อสถาปนากรุงศรีอยุธยาแล้ว ถึง พ.ศ. 1896 จึงโปรดให้สร้างวัดนี้ขึ้นเป็นพระราชอนุสรณ์ ณ ตำบลซึ่งพระองค์เสด็จฯ มาตั้งมั่นอยู่แต่เดิม และพระมหากษัตริย์องค์ต่อๆ มาก็คงจะได้โปรดให้สร้างถาวรวัตถุเพิ่มเติมขึ้นอีกหลายอย่าง

 

อนึ่ง เมื่อเสียกรุงในปี พ.ศ. 2310 วัดพุทไธศวรรย์ก็เป็นอีกวัดหนึ่งที่มิได้ถูกพม่าทำลายเหมือนวัดอื่นๆ ทุกวันนี้จึงยังมีโบราณสถานไว้ชมอีกมากมายที่สร้างขึ้นในยุคสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี โดยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือพระเจ้าอู่ทอง ปฐมบรมกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ได้โปรดให้สถาปนาพระวิหารและพระมหาธาตุในพระตำหนักเวียงเหล็ก ซึ่งเป็นที่ประทับเดิมขณะเสด็จฯ มาตั้งมั่นอยู่เดิมขึ้นเป็นอาราม และให้ชื่อว่า “วัดพุทไธศวรรย์” เพื่อเป็นพระราชอนุสรณ์ หลังจากขึ้นครองราชสมบัติแล้ว 3 ปี

สถานที่สำคัญภายในวัดที่น่าสนใจหลายอย่าง อาทิ พระอุโบสถ ซึ่งเดิมคือพระตำหนักเวียงเหล็ก พระธาตุ หรือพระปรางค์ใหญ่ ซึ่งเป็นศิลปะอยุธยาตอนต้น ผสมผสานศิลปะแบบขอม มีระเบียงล้อมรอบ ภายในประดิษฐานพระปูนปั้นนับร้อยองค์ ด้านข้างพระปรางค์ยังมีมณฑปข้าง เป็นที่ประดิษฐานพระประธานปูนปั้นปางมารวิชัย

 

นอกจากนี้ยังมีพระวิหารหลวง เป็นพระวิหารขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ด้านหน้าปรางค์ประธาน ส่วนท้ายพระวิหารเชื่อมต่อเนื่องกับระเบียงคดที่ล้อมรอบปรางค์ประธาน ฐานพระวิหารหลวงประดับบัวลูกแก้วอกไก่ ส่วนบนที่เป็นหลังคาและผนังได้ชำรุดลงไป

ที่ผมรู้สึกปลื้มใจอย่างยิ่งอีกประการก็คือที่วัดนี้ยังเป็นที่ประทับของพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ ซึ่งตั้งอยู่ด้านข้างปรางค์ประธาน ผนังบางส่วนและหลังคาได้ชำรุดลงไป ภายในประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ ศิลปะอยุธยาตอนต้น ซึ่งมีพุทธลักษณะที่งดงามมาก

 

จุดเด่นอีกประการที่วัดนี้ยังมีตำหนักสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เป็นตำหนักที่ประทับของพระเถระชั้นผู้ใหญ่ เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน 2 ชั้น ฐานอาคารมีลักษณะโค้งแบบศิลปะอยุธยาตอนปลาย ช่องหน้าต่างชั้นล่างโค้งยอดแหลมแบบตะวันตก ชั้นบนมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องทศชาติชาดก ไตรภูมิ และภาพตำนาน สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ไปนมัสการพระพุทธบาทที่ลังกาทวีป โดยฝีมือช่างอยุธยาตอนปลายที่เหลือไม่ถึง 10 แห่งในประเทศไทย ปัจจุบันภาพจิตรกรรมมีสภาพเลือนรางไปมากแล้ว และด้านข้างยังมีหอระฆังเหลี่ยมทรงแปลกตา มีแผนผังคล้ายรูปดาว อันเป็นการประดิษฐ์คิดค้นรูปแบบใหม่ๆ ของช่างโบราณในสมัยนั้น

วัดแห่งนี้ยังมีชื่อเสียงในเรื่องของสำนักดาบ พุทไธศวรรย์ โรงเรียนที่สอนกระบี่ กระบอง และดาบโบราณ รวมไปถึงการชกมวยโบราณที่ผู้คนยุคนั้นรู้จักกันเป็นอย่างดี ซึ่งบางวันจะมีการฝึกซ้อมเพลงดาบของสำนักดาบวัดพุทไธศวรรย์อันลือชื่อให้ชมอีกด้วย

 

วัดพุทไธศวรรย์ยังได้ชื่อว่าเป็นเจ้าสำนักองค์จตุคามรามเทพ ดูจากมณฑปขนาดมหึมาที่ประดิษฐานองค์พ่อจตุคามให้ได้สักการะอีกด้วยนะครับ

ความทรงจำเมื่อครั้งยังเป็นเด็กน้อยก็เริ่มฉายชัดอีกครั้งเมื่อได้มาเยือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้อีกครั้ง

 

 

 

จันทร์ดวงใหม่ แซนด์ดูนส์ เจ้าหลาว บีช รีสอร์ท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 พฤษภาคม 2559 เวลา 18:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/430624

จันทร์ดวงใหม่ แซนด์ดูนส์ เจ้าหลาว บีช รีสอร์ท

โดย… นิทรา ราตรี

เมื่อไม่นานมานี้ จ.จันทบุรี เพิ่งค้นพบพระจันทร์ดวงใหม่ที่ แซนด์ดูนส์ เจ้าหลาว บีช รีสอร์ท ที่พักขนาดใหญ่ที่สุดบนหาดเจ้าหลาวที่กำลังพราวเสน่ห์ไม่ต่างจากคืนวันเพ็ญ ด้วยความใหม่ ความใหญ่ ความสะดวกสบาย และความทันสมัย ทำให้รีสอร์ทกลายเป็นที่สุดและขึ้นสู่ตัวเลือกอันดับแรกสุดได้ไม่ยาก

รีสอร์ทตั้งอยู่ริมหาดเจ้าหลาวที่ขึ้นชื่อว่าเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งใน จ.จันทบุรี ซึ่งสามารถชมวิวพระอาทิตย์ตกได้จากห้องพัก สระว่ายน้ำ ร้านอาหาร หรือบนชายหาดที่ทุกเย็นน้ำทะเลจะวาดหาดทรายให้เป็นริ้วสวยงาม ห้องพักมีทั้งหมด 185 ห้อง แบ่งเป็น 7 แบบ เริ่มจากสุพีเรียร์ ดีลักซ์ และพูลแอ็กเซส ซึ่งจะแยกย่อยไปตามวิวที่เห็น ขนาด และสิ่งอำนวยความสะดวกภายในห้องพัก โดยห้องพักส่วนใหญ่จะเห็นวิวทะเลจากระเบียง ห้องพูลแอ็กเซสมีระเบียงที่เชื่อมกับสระว่ายน้ำ และห้องพรีเมียร์พูลแอ็กเซสมีอ่างอาบน้ำและมีขนาดใหญ่ที่สุด

แต่ละห้องจะตกแต่งด้วยภาพวาดสีอะครีลิกบนผนังหัวเตียง เป็นฝีมือของจิตรกรชาว จ.จันทบุรี ที่สร้างสรรค์ผลงานที่แตกต่างกัน 185 ชิ้น ทำให้ทุกห้องมีเอกลักษณ์นอกจากนี้ตัวอาคารยังถูกออกแบบให้เอื้อต่อการใช้งานของคนชราและคนพิการทั้งทางลาดและห้องน้ำที่ใส่ใจเรื่องความปลอดภัย

รีสอร์ทยังรองรับกลุ่มสัมมนาขนาดใหญ่ด้วยห้องประชุมนิวพอร์ตที่รับได้ถึง1,000 คน และสามารถแบ่งเป็น 7 ห้องย่อยสำหรับกลุ่มเล็ก รวมถึงสนามหญ้าริมสระว่ายน้ำที่สามารถจัดเวทีพร้อมโต๊ะรับประทานอาหาร หรืองานเลี้ยงค็อกเทลสุดชิลให้เข้ากับบรรยากาศริมทะเล ส่วนห้องอาหารมี 2 แห่ง ทั้งบนตัวอาคารที่ไรซ์เบอร์รี่ เป็นห้องอาหารขนาดใหญ่รองรับได้ 200 คน และริมทะเลที่ เดอะ ชอร์ (TheShore) เหมาะแก่การนั่งจิบเครื่องดื่มเย็นๆ พร้อมชมวิวพระอาทิตย์ตกยามเย็นไปพร้อมกัน

แซนด์ดูนส์ เจ้าหลาว บีช รีสอร์ท เพิ่งเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา มีความเป็นที่สุดทั้งด้านขนาด 10.5 ไร่ ใหญ่ที่สุดบนหาดเจ้าหลาว ห้องสัมมนาใหญ่ที่สุดใน จ.จันทบุรี และใหม่ที่สุดในขณะนี้ ที่นี่จึงเสมือนเป็นพระจันทร์เกิดใหม่ในเมืองจันท์ที่ไม่ว่าใครก็ขวนขวายอยากไปให้เร็วที่สุด

 

เที่ยว “เลย” ไม่ร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 พฤษภาคม 2559 เวลา 18:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/430623

เที่ยว "เลย" ไม่ร้อน

โดย…กาญจน์ อายุ

สมญานาม “หนาวนี้ที่เลย” หรือ “หนาวสุดหยุดที่เลย” หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ยกย่องให้เลย เป็นจังหวัดที่หนาวที่สุดในประเทศไทย กำลังถูกสยบด้วยอุณหภูมิพุ่งปรี๊ดแตะ 40 องศา พร้อมสมญาใหม่ “ร้อนที่สุดเลย” วลีเด็ดที่ฟังแล้วไม่ค่อยอภิรมย์คนไทย เพราะตอนนี้ไม่ว่าใครก็กำลังตามหากระแสความเย็นไปซุกกายคลายร้อน แต่! คุณเขาก็ไม่ใจร้ายเกินไปนัก ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่มีทะเลภูเขาทำให้บางอำเภอยังคงเย็นอยู่บ้างในฤดูร้อน

ภูเรือ อำเภอต้นตำรับความหนาวสะท้านบนยอดภูเรืออันโด่งดัง ทุกช่วงปลายย่างต้นปีนักท่องเที่ยวจะแห่ขึ้นภูดูทะเลหมอกและสัมผัสอากาศหนาว เวลาเดียวกับที่ต้นคริสต์มาสจะเปลี่ยนใบเป็นสีแดงพร้อมส่งขายไปทั่วประเทศ บรรยากาศช่างแตกต่างจากฤดูร้อนแทบทุกประการ แต่คนภูเรือยังโชคดีกว่า เพราะไม่ว่าจะร้อนแค่ไหนก็ยังเย็นกว่าในตัวเมืองอยู่ประมาณ 2 องศา อย่างวันที่เดินทางไป ตัวเมืองวัดได้ 41 องศา แต่ภูเรือเหลือ 39 องศา นับเป็นความร้อนที่น่าคบหา โดยเฉพาะของชาวอีสานตอนบนที่เลือกภูเรือเป็นสถานที่พักตากอากาศ คงเหมือนกับคนกรุงเทพฯ ที่ไปหัวหิน แต่เวลานี้ไม่มีใครขึ้นยอดภูเรือไปดูพระอาทิตย์ที่ไร้ทะเลหมอก และคงไม่มีใครไปถ่ายรูปในวันที่ลานต้นคริสต์มาสเป็นสีเขียว สิ่งที่ทุกคนต้องการคือความสดชื่น และอย่างเดียวที่ให้ได้คือ น้ำ!

ปลาบ่า เป็นทั้งชื่อตำบลและชื่อน้ำตก เมื่อราว 2 เดือนที่ผ่านมา กิตติคุณ บุตรคุณ นายอำเภอภูเรือร่วมกับชาวบ้าน เปิดตัวกิจกรรมล่องแพไม้ไผ่ใน ลำน้ำสาน ลำน้ำมีต้นกำเนิดจากภูหลวงผ่านพื้นที่ 6 ตำบลของอำเภอภูเรือ ความยาวประมาณ 40 กม. ซึ่งช่วงที่ผ่านบ้านปลาบ่าชุมชนได้จัดกิจกรรมล่องแพไม้ไผ่รับหน้าร้อน ทั้งนี้ปกติชาวบ้านปลาบ่ามีอาชีพเกษตรกรปลูกขิง แก้วมังกร มันสำปะหลัง ใช้ชีวิตพึ่งพาลำน้ำสานในการทำเกษตรและอุปโภคบริโภค กิจกรรมล่องแพจึงเป็นรายได้เสริมระหว่างรอเก็บเกี่ยว ซึ่งแต่เดิมก่อนที่จะเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่นี่เป็นสวนน้ำของชาวบ้านมาเนิ่นนาน

จุดให้บริการอยู่บริเวณฝายน้ำล้นบ้านปลาบ่าบริเวณนั้นระดับน้ำจะตื้นเป็นบ่อน้ำเย็นให้เด็กๆ ได้เล่นน้ำปลอดภัยซึ่งระดับน้ำจะลดลงในหน้าร้อนเท่านั้น ถ้าฝนมาเมื่อไหร่กระแสน้ำจะไหลแรงและมวลมากจนไม่สามารถลงเล่นน้ำได้ นอกจากแพไม้ไผ่ริมตลิ่งยังมีชาวบ้านตั้งเพิงให้เช่าห่วงยางเป็นทางเลือกให้ได้หย่อนเท้าแช่น้ำ ลอยตัวแหงนหน้ามองฟ้าและเยาะเย้ยอากาศร้อนข้างบน

แพไม้ไผ่นั่งได้ 4 คนไม่รวมฝีพาย คิดค่าบริการลำละ 400 บาท มีเส้นทางเดียวคือ ล่องทวนน้ำขึ้นไปหมู่บ้านแล้วตามน้ำกลับมาจุดเริ่มต้น ระยะทางไป-กลับประมาณ 2 กม. ใช้เวลาราว 2 ชม. ระหว่างล่องขึ้นไปจะผ่านสวนแก้วมังกรที่เขาว่ากันว่า รสชาติของภูเรือหวานอร่อยกว่าใคร ผ่านแนวป่าที่ยังไม่มีใครมาจับจอง ผ่านป่าไผ่ที่เป็นต้นเรื่องของแพไม้ไผ่ ผ่านท่อประปาภูเขาที่ชาวบ้านนำไปใช้ในครัวเรือน ผ่านบ้านของพี่ฝีพายที่ตอนนี้ลูกเมียคงกำลังทำกับข้าวรอ ผ่านคนตกปลากำลังนอนเอกเขนกจนรู้สึกอิจฉา และผ่านช่วงเวลาที่ไม่มีเสียงแปลกปลอมนอกจากธรรมชาติ

ข้อดีของแพไม้ไผ่คือทำให้เราเป็นเหมือนกบบนใบบัว เพราะแพไม่เหมือนเรือจึงไม่เสถียรมั่นคงแต่ลอยล่องไปตามแรงกระเพื่อมน้ำ แพไม่สมบูรณ์พื้นไม้ไผ่จึงไม่ชิดสนิทกันเปิดโอกาสให้น้ำแทรกล้นขึ้นมาคลอเท้าให้ชุ่มเย็น แพไม่ปิดบังจึงไม่มีหลังคาเพื่อให้มองรอบตัวได้ 360 องศา และแพไม่มีเสียงเพราะไม่มีน้ำมันและเสียงเผาผลาญให้รำคาญใจ

เมื่อขึ้นไปถึงจุดหมาย ที่นั่นไม่มีป้ายแสดงความยินดีหรือเส้นชัยใดๆ สิ่งที่ทำคือโบกมือทักทายชาวบ้านและแทบจะบอกลาในเวลาเดียวกัน นั่นเป็นอีกครั้งที่รู้สึกว่าจุดหมายไม่สำคัญเท่าระหว่างทาง วัตถุประสงค์ของการล่องแพครั้งนั้นจึงไม่ใช่รีบพายให้ไปถึงจุดกลับตัวแต่เป็นการค่อยๆ ไปตามวิธีของแพไม้ไผ่เพื่อให้ผู้โดยสารได้ดื่มด่ำกับความ “ธรรมดา” สองข้างทางให้มากที่สุด

จากนั้นขาล่องกลับตามน้ำเป็นไอเดียที่ดีที่จะเปลี่ยนจากท่านั่งเป็นลอยคอ แค่จับเชือกให้มั่นแล้วลอยตามแพกลับไป เมื่อแพกลับมาเทียบท่า ณ จุดเริ่มต้น ก็อย่าเพิ่งรีบร้อนกลับ ไก่ย่าง ส้มตำ รอให้ชิมอยู่ริมท่า แต่ที่อร่อยกว่าอาหารน่าจะเป็นอรรถรสของเหล่าแม่ค้า แค่ถามว่าเคยเล่นน้ำที่นี่ไหม แม่ก็เล่าย้อนไปตั้งแต่ยังแก้ผ้าเป็นเด็ก ยาวไปถึงสมัยจีบพ่อ จนเป็นแม่บ้านประจำตำบล

ลำน้ำสานช่วงหน้าร้อนบริการแพไม้ไผ่ แต่เมื่อเข้าหน้าฝนเมื่อไรจะเปลี่ยนไปบริการล่องแก่งซึ่งรับผิดชอบโดย อบต.ลาดค่าง จุดที่ล่องแก่งห่างจากที่ว่าการอำเภอภูเรือประมาณ 9 กม. มีตั้งแต่ระดับความยาก 1-5 ระยะทาง 13 กม. มีแก่งทั้งหมด 59 แก่ง เช่น แก่งเกลี้ยง แก่งลาดนกขี้ถี่ แก่งคอนบ่าและมีเรือยางบริการ 40 ลำ รองรับนักท่องเที่ยวได้ราว 300 คน/วัน รับรองได้ว่านักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสธรรมชาติที่สวยงามของสองฝั่ง รวมทั้งความตื่นเต้นท้าทายตลอดลำน้ำ อัตราค่าบริการเริ่มต้น 700-1,000 บาท/คน ขึ้นอยู่กับระยะทาง

ปีนี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภาคอีสานทำแผนการตลาด ประจำปี 2559 ภายใต้แคมเปญ อีสานแซ่บนัว ดึงดูดคนไทยให้ไปเที่ยว 20 จังหวัดในอีสาน ด้วยมิติการท่องเที่ยวหลากหลายรสชาติทั้งประเพณี วัฒนธรรม อาหาร และธรรมชาติ ทั้งยังเที่ยวได้ตลอดปีไม่ว่าจะหนาว ร้อน และฝนดูอย่างจังหวัดที่ขึ้นชื่อเรื่องความหนาวก็ยังมีที่เที่ยวหน้าร้อนให้ไป เอาเป็นว่าถ้าใครอยากเที่ยวแต่คิดไม่ออกให้นึกถึงอีสาน เว็บไซต์เขาก็มีให้ดูเป็นแนวทางที่ www.เที่ยวอีสาน.com และสอบถามการเดินทางไปล่องแพบ้านปลาบ่า โทร. 042-812-812 (ททท. เลย)

 

หนึ่งวันในสมุทรปราการ พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/429574

หนึ่งวันในสมุทรปราการ พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ

โดย…สมแขก ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ (Erawan Museum) ถือเป็นแหล่งดึงดูดผู้คนอีกแห่งหนึ่งของเมืองปากน้ำ ด้วยลักษณะทางสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่โดดเด่นสะดุดตา ในเนื้อที่ 12 ไร่ เป็นงานประติมากรรมลอยตัว ความสูงเท่ากับตึกสูง 17 ชั้น ความสูงของช้างรวมอาคาร  43.60 เมตร เฉพาะตัวช้าง 29 เมตร ตัวช้างทำด้วยโลหะทองแดงเคาะด้วยมือ น้ำหนักของลำตัวช้าง 150  ตัน น้ำหนักของเศียรช้าง 100 ตัน น้ำหนักรวม 250 ตัน เมื่อตั้งอยู่ในที่ตั้งซึ่งสะดวกต่อการเดินทางเพราะตั้งอยู่ริมถนนสุขุมวิท ก่อนเข้าตัวเมืองปากน้ำ จ.สมุทรปราการ ยิ่งทำให้นักท่องเที่ยวแวะมาไม่ขาดสาย ประกอบกับสิ่งแวดล้อมสถานที่ตั้งที่จำลองบรรยากาศสวนป่าหิมพานต์อันรื่นรมย์ มอบความร่มเย็นให้แก่ผู้แวะเวียน

อาคารพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ ส่วนบนของตัวช้างออกแบบให้เป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงวัตถุมีค่า เช่น ภาพวาดสีฝุ่นรูปจักรวาล พระพุทธรูปปางลีลา บริเวณท้องช้างปูด้วยไม้มะเกลือสีออกดำ ส่วนล่างของตัวช้างเป็นฐานโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กรับหน้าที่ถ่ายน้ำหนักลงเสาแปดเสาภายนอกและสี่เสาภายในอาคาร ซึ่งเสาทั้งสี่ต้นประดับด้วยดีบุกดุนลายจากฝีมือช่างชาวนครศรีธรรมราชและช่างเชียงใหม่ เสาแต่ละต้นถ่ายทอดเรื่องราวศาสนาสำคัญของโลก ได้แก่ ศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ ศาสนาฮินดู และศาสนาพุทธนิกายมหายาน (ประวัติเจ้าแม่กวนอิม)

 

(เสาคริสต์) มอบความรักเพื่อปลดเปลื้องบาปของมนุษย์ บอกเล่าการก่อเกิดมวลมนุษย์ การเชื่อฟังในพระเจ้า สู่การไถ่บาปของพระเยซูในฐานะบุตรแห่งพระเจ้า ผู้มีความรักอันบริสุทธิ์ รักที่ไม่มีข้อแม้ และยอมสละชีวิตเพื่อสอนให้มนุษย์รู้จักรักและการจะได้มาซึ่งความรักซึ่งต้องเชื่อมั่นและศรัทธาในตนเอง

(เสาพราหมณ์-ฮินดู) ชี้ทางด้วยภาวนา และบูชาเพื่อพ้นทุกข์ กล่าวถึงพระตรีมูรติ มหาเทพผู้เป็นศูนย์รวมความเชื่อ และศรัทธาจากศาสนิกชน โดยเฉพาะองค์พระนารายณ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ได้อวตารลงมาถึง 10 ปาง เพื่อช่วยเหลือทั้งมนุษย์และเทพทั้งหลายจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ จากหมู่มารและจากมนุษย์ด้วยกัน

 

(เสาพุทธมหายาน) สร้างสันติสุขด้วยกรุณา ถ่ายทอดเรื่องราวของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นมนุษย์จนบรรลุเป็นพระโพธิสัตว์ ผู้มากด้วยความกรุณาที่มีต่อทั้งมนุษย์และสรรพสัตว์ โดยระงับการนิพพานไว้จนกว่าจะช่วยเหลือมวลมนุษย์และเหล่าสัตว์ทั้งหมดจนพ้นจากความทุกข์

(เสาพุทธเถรวาท) หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดด้วยปัญญาและความเพียร การบำเพ็ญเพียรของพระโพธิสัตว์ทั้งสิบชาติ ด้วยคุณธรรม 10 ประการ เรื่องราวทั้งหมดนี้ได้ถูกร้อยเรียงไว้ เพื่อแสดงให้เห็นถึงการบำเพ็ญเพียรอย่างอุตสาหะของมหาบุรุษ ก่อนที่จะได้มาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ชี้หนทางแห่งการหลุดพ้นจากความทุกข์แก่มวลมนุษยชาติ

 

ภายในอาคารศาลาตกแต่งแบบผสมผสานศิลปะหลากหลายรูปแบบไว้ด้วยกัน เช่น ใช้กระจกสีแบบศิลปะตะวันตก เครื่องเบญจรงค์สลับลวดลายสอดสีแบบไทย สำหรับงานปูนปั้นบางชิ้นที่มีขนาดใหญ่จะมีส่วนผสมของปูนซีเมนต์ เช่น เศียรพญานาค กินรีและกินนร ซึ่งรูปปั้นเหล่านี้ขึ้นรูปด้วยปูนซีเมนต์ก่อนแล้วจึงตกแต่งด้วยปูนตำปั้นทับลงไปอีกชั้นพร้อมกับประดับเบญจรงค์ การดุนโลหะบนแผ่นดีบุกของช่างเมืองนครศรีธรรมราช และรูปปั้นโบราณชนิดต่างๆ อาทิ คนธรรพ์บรรเลงดนตรี รูปพญานาค ของช่างเมืองเพชร

ส่วนชั้นใต้ดินที่เรียกว่า ชั้นบาดาล จะเป็นที่สำหรับจัดแสดงนิทรรศการและโบราณวัตถุจำนวนมาก อาทิ พระพุทธรูปเทวรูปสมัยต่างๆ และเครื่องลายครามของจีน ระเบียงรอบนอกตัวอาคารประกอบด้วยซุ้มแปดซุ้มรอบพิพิธภัณฑ์เป็นอุทยานพรรณไม้ในวรรณคดีและพันธุ์ไม้หายากจากทุกภูมิภาคของไทย มีงานประติมากรรมลอยตัวเรื่องรามเกียรติ์ วางเรียงรายล้อมรอบอาคาร เป็นสถานที่เรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านงานศิลปะที่หลากหลายรูปแบบ สำหรับคนที่อยากเรียนรู้เรื่องราวของศาสนาทั้ง 4 สามารถหาคำตอบแบบเพลิดเพลินได้ไม่มีเบื่อ เป็นหนึ่งวันที่แสนคุ้มและเย็นใจในสมุทรปราการ

ช้างเอราวัณนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงสถานที่เก็บรวบรวม หรือเผยแพร่ความรู้ด้านศิลปะ ศาสนา และวัฒนธรรมเท่านั้น แต่เป็นกุศโลบายของการเรียนรู้ศิลปะและศาสนา เป็นแหล่งส่งเสริมให้คนในสังคมสมัยใหม่ได้รู้จักหลักแห่งศาสนาทั้ง 4 ผ่านเจตนารมณ์ของคุณเล็ก วิริยะพันธุ์ ผู้สร้างเมืองโบราณ ที่ต้องการอนุรักษ์งานศิลป์ไทยให้สืบไปถึงชนรุ่นหลาน ถ้าต้องการเข้าชมพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ มีค่าบัตรเข้าชมพิพิธภัณฑ์ช้างชมภายในและภายนอกพิธภัณฑ์ ผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาท สามารถเดินชมบริเวณสวนได้โดยรอบ เปิดสักการะตั้งแต่เวลา 09.00-19.00 น. ทุกวัน สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02-371-3135-6 หรือ www.erawan-museum.com

 

เวลาเดินถอยหลัง อนันตรา ลายัน ภูเก็ต รีสอร์ท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 เมษายน 2559 เวลา 10:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/429453

เวลาเดินถอยหลัง อนันตรา ลายัน ภูเก็ต รีสอร์ท

โดย…นิทรา ราตรี

ความรู้สึกเหมือนอยู่บนเกาะส่วนตัวขณะอยู่บนเกาะภูเก็ต ไม่ใช่ความรู้สึกที่จะเกิดขึ้นบ่อยๆ หนึ่งในนั้นคือ หาดลายัน แห่ง อนันตรา ลายัน ภูเก็ต รีสอร์ท ที่แวดล้อมไปด้วยป่าสนและท้องทะเลท่ามกลางความปลีกวิเวกอย่างสงบประหนึ่งไม่ใช่ภูเก็ตคนเดิม

รีสอร์ทติดทะเลและภูเขาจึงให้ทั้งความสบายในสายลมแสงแดดและความร่มรื่นของต้นไม้บนเขา โดยห้องพักและวิลล่าอยู่แทรกไปในธรรมชาติ ประกอบด้วยห้องพัก 30 ห้อง และพูลวิลล่า 47 หลัง เริ่มต้นที่ห้องพรีเมียร์ขนาด 56 ตร.ม. ตกแต่งแบบไทยร่วมสมัย เน้นใช้โทนสีธรรมชาติและไม้แท้ ดีลักซ์ ลายัน สวีท รองรับผู้ใหญ่ 2 คน เด็ก 2 คน ด้วยห้องขนาด 80 ตร.ม. จากนั้นจะเป็นประเภทพูลวิลล่าที่แยกย่อยหลายประเภทตามโลเกชั่นและประโยชน์ใช้สอย เช่น บีชแอคเซส พูลวิลล่า ถูกใจผู้รักทะเลด้วยทางเดินลงหาดจากห้องพัก พูลวิลล่า 2 ห้องนอน รองรับผู้ใหญ่ 4 คน เด็ก 2 คน  เหมาะแก่การสังสรรค์เล็กๆ ในครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อน และห้องใหญ่สุด อนันตรา พูลวิลล่า 2 ห้องนอน ขนาด 485 ตร.ม. โอ่โถงเหมือนบ้านพักตากอากาศ รองรับผู้ใหญ่ 6 คน และเด็ก 1 คน

 

นอกจากนี้ รีสอร์ทยังมีบริการ เดอะ เรสซิเดนเซส บาย อนันตรา เป็นโครงการบ้านพักหรูส่วนตัวจำนวน 15 หลัง ที่ตั้งลดหลั่นริมเชิงเขาเพื่อลูกค้าระดับไฮแอนด์ แต่ละหลังเป็นอาคาร 2 ชั้น มีสระว่ายน้ำส่วนตัว ดาดฟ้าสำหรับจัดปาร์ตี้ ห้องครัวพร้อมเตาย่างบาร์บีคิว และบัตเลอร์ส่วนตัว ซึ่งเปิดให้เช่าเป็นรายวัน หรือจะซื้อเป็นเจ้าของก็ยังมีเหลือให้จับจอง

ห้องอาหารและบาร์มีให้บริการที่ศาลา ลายัน เสิร์ฟบุฟเฟ่ต์อาหารเช้า และอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนในมื้อกลางวันและมื้อเย็น ห้องอาหารเย็นดีปลี เป็นภาษาใต้แปลว่า พริก ให้บริการอาหารไทยแบบต้นตำรับ โดยเฉพาะอาหารใต้รสจัดที่ต้องลอง บรีซ บาร์ ตัวช่วยลดความกระหายกลางแดดร้อนด้วยน้ำผลไม้สด ม็อกเทล และค็อกเทล นอกจากนี้ยังมีบริการออกแบบมื้ออาหารตามใจลูกค้า ทั้งอิน วิลล่า บาร์บีคิว บาย ดีไซน์ จัดมื้ออาหารภายในห้องพักส่วนตัว และไดนิ่ง บาย ดีไซน์ บริการดินเนอร์พิเศษในโอกาสพิเศษที่ออกแบบเองได้

 

และไม่ว่าด้วยบรรยากาศหรือความเป็นส่วนตัวขั้นสูง ทำให้หลายคู่อยากแต่งงานอีกรอบ ทางรีสอร์ทก็มีทีมงานสร้างเซอร์ไพรส์ และสถานที่โรแมนติกบนเวดดิ้ง แชปเปิ้ล ที่จะเนรมิตฉากในนิยายรัก โดยมีเจ้าหญิงเจ้าชายจุมพิตบนเนินเขา อนันตรา ลายัน ภูเก็ต รีสอร์ท จึงไม่ได้เป็นเพียงเกาะส่วนตัวบนเกาะใหญ่ แต่ยังเป็นเกาะที่นาฬิกาเดินถอยหลัง ทำให้เวลาที่นี่เดินช้าลงและคนมีเวลาเหลือเฟือ

Price : ห้องพรีเมียร์เริ่มต้น ที่ 6,000 บ. P

lace : หาดลายันฝั่งตะวันตก ของภูเก็ต ห่างจากสนามบินภูเก็ต 20 นาที โทร. 076-317-200 เว็บไซต์ phuket-layan. anantara.com

Promotion : Short Breaks Special เมื่อเข้าพักในห้องพรีเมียร์ ตั้งแต่ 2 คืนขึ้นไปรับสิทธิพิเศษ ได้แก่ เครื่องดื่มคลายร้อน ส่วนลดสปา 20% และสิทธิอัพเกรด ห้องพัก ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

 

ตุงซาววา ตำนานแห่งเขลางค์นคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 เมษายน 2559 เวลา 09:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/429452

ตุงซาววา ตำนานแห่งเขลางค์นคร

โดย…ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

พื้นที่อันกว้างใหญ่ทางแถบภาคเหนือของไทย ในอดีตเคยมีอาณาจักรมากมายหลายเมือง แต่ละแห่งก็มีวิถีวัฒนธรรมและตำนาน ดังเช่น ที่ อ.งาว จ.ลำปาง ซึ่งมีตำนานเกี่ยวกับเจ้าแม่สัปปะกิ และประเพณีตุงซาววา ซึ่งมีความสำคัญกับคนในชุมชนมาจนถึงทุกวันนี้

ตามตำนานเจ้าแม่สัปปะกิ (สรรพกิจ ในภาษากลาง) เป็นเจ้าผู้ปกครองเมืองง้าวเงิน(อ.งาว ในปัจจุบัน) ได้อพยพผู้คนมาจากเมืองลับแล (อุตรดิตถ์) รวบรวมผู้คนสร้างเมืองใหม่ขึ้น ต่อมาเจ้ากะระปัตผู้เป็นพี่ชายและครองเมืองภูกามยาว (เมืองพะเยา) ได้ปลอมตัวเป็นขอทานเพื่อลองใจขออาหารกินแต่ทหารของเจ้าแม่กลับให้ข้าวเน่าแทน ทำให้เจ้ากะระปัตโกรธมาก ยกทัพกลับมาตีเมืองง้าวเงินจนแตกพ่าย และกำลังจะสังหารเจ้าแม่สัปปะกิ แต่ด้วยบุญบารมีในอดีตชาติ เจ้าแม่เคยช่วยหอยทาก 2 ตัวไว้ หอยทากดังกล่าวได้ไปเกิดเป็นเทพธิดาบนสวรรค์ และได้ส่งตุงลงมาช่วยให้เจ้าแม่สาวสาวขึ้นหนีจากภยันตรายได้หวุดหวิด เป็นที่มาของประเพณีตุงซาววาของ อ.งาว จนถึงทุกวันนี้

ตุงชาววาหลังทำเสร็จสมบูรณ์สวยงาม ที่วัดปงคก อ.งาว จ.ลำปาง

 

ท่ามกลางแดดอันร้อนจัด ในวันที่ 17 เม.ย. 2559 ประชาชนจำนวนมาก ทั้งพ่อเฒ่าแม่เฒ่าต่างหอบลูกจูงหลานมาที่วัดพระธาตุม่อนทรายนอน ต.หลวงใต้ อ.งาว จ.ลำปาง ซึ่งถูกใช้เป็นสถานที่จัดงานในวันที่ 17 เม.ย.ของทุกปี

ด้านนอกศาลาวัดมีการใส่บาตร 108 เหรียญ ไหว้พระพุทธรูปประจำวันเกิด ประชาชนเข้าแถวรอสรงน้ำพระ หน้าศาลาวัดมีกองตั้งเครื่องบวงสรวง ซึ่งประกอบไปด้วยดอกไม้ธูปเทียนและอาหาร โดยรอบงานพ่อค้าแม่ค้าต่างตั้งร้านขายของประเภทน้ำอัดลม ขนมและของปิ้งย่างอย่างงานวัดทั่วไป

ส.อ.หญิง วรัมพร บ้านคุ้ม ซึ่งมาทำงาน ในกรุงเทพฯ กลับบ้านเกิดร่วมใส่บาตร 108 เหรียญ

 

เริ่มงานในช่วงสายของวันคุณแม่ศรีวรรณคำใต้ ซึ่งเป็นร่างทรงของเจ้าแม่สัปปะกิ ทำการไหว้บูชาที่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ประชาชน ตั้งขบวนแห่ตุงซาววา (ผ้าที่ทอจากฝ้ายยาว 20 วา ที่ชาวบ้านร่วมกันทำขึ้นเพื่อประเพณีนี้)นำหน้าโดยสาวในชุดพื้นบ้านร่ายรำฟ้อนเล็บ ตามด้วยขบวนชาวบ้านช่วยกันแบกตุงซาววาเข้าสู่ศาลาวัด

ภายในศาลาวัดผู้คนแน่นขนัดทุกคนต่างจับจองที่นั่ง นำด้ายสายสิญจน์ที่ร้อยเป็นแพยาวในศาลา ลงมาสวมที่หัว ก่อนพระจะเริ่มพิธีกรรมนำสวดเป็นพิธีกรรมสะเดาะเคราะห์ สืบดวงต่อชะตา ตามความเชื่อของชาวพื้นเมืองที่จะทำให้มีสุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาว รอดพ้นจากภัย อันตรายทั้งปวง

นิชกานต์ ธรรมสอน สาวจาก จ.เชียงใหม่ ในชุดพื้นเมือง ผู้เชื่อมั่นในตำนานไหว้พระพุทธรูป หน้าบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์

 

พอเสร็จพิธีผู้คนต่างดึงด้ายสายสิญจน์เหล่านั้นกลับบ้านไปบูชา ผู้ข้อมือให้ตนเอง หรือลูกหลาน และได้แบ่งปันน้ำส้มป่อย (น้ำมนต์) ซึ่งผ่านพิธีสะเดาะเคราะห์ใส่ขวดใส่ถุงกลับบ้าน ไปพรมหัวให้บุตรหลานหรือผู้ที่ไม่ได้มางาน เพื่อความเป็นสิริมงคล

พระเริ่มพิธีเจิมตุง หลังจากนั้นนายกเทศมนตรีเทศบาลงาวและนายอำเภองาว ก็นำขบวนยกตุงขึ้นเหนือหัว แบกและแห่ออกมานอกศาลาวัดไปวนรอบเสา 3 รอบ ตุง 20 วา ถูกแผ่ออก ผู้คนต่างเข้ารุมล้อมจับตุงเพื่อร่วมขบวน รถน้ำของทางเทศบาลที่เตรียมไว้ ทำการฉีดน้ำใส่ขบวนแห่ตุง เพื่อความชุ่มฉ่ำในช่วงเที่ยงของวันที่อากาศแสนจะร้อน เด็กๆ ต่างชอบใจวิ่งเล่นน้ำด้วยความสนุกสนานก๋องปู่จา (กลองบูชา) จำนวน 9 กลอง ตีบรรเลงสร้างความคึกคักให้ขบวนแห่

ขบวนแห่ตุงซาววาเข้าสู่ศาลาวัด

 

ในอดีตจะไม่ได้ใช้รถฉีดน้ำอย่างในปัจจุบันจะเป็นการสาดน้ำ เหมือนกับการเล่นสงกรานต์ แต่ปัจจุบันน้ำน้อย เลยใช้วิธีฉีดแทน

เมื่อวันครบ 3 รอบ ก็อัญเชิญตุงขึ้นสู่ยอดเสา ร่างทรงเจ้าแม่สัปปะกินำขบวนร่างทรงอีกมากมาย อาทิ ร่างทรงพญานาค ร่างทรงปู่คำแดง ร่างทรงเจ้านางเรือร่ม และประชาชนทุกคน ออกร่ายรำอย่างสนุกสนานรอบเสา เพื่อเป็นการบูชาตุง ตอนนี้ร่างทรงทุกคนอยู่ในภวังค์กันหมด ผมเองก็ลืมตัว เนื่องจากตรงที่เหล่าร่างทรงร่ายรำกันอยู่มุมภาพไม่สวยจึงไปขอร้องให้ร่างทรงช่วยมายืนร่ายรำตรง ที่เห็นเสาตุงซาววาชัดเจน และได้มุมที่สวยกว่า แต่พูดกับร่างทรงคนไหน ก็ไม่มีใครสนใจผมเลย มีร่างทรงคนหนึ่งเหลือกตาโต หันมามองผมพักใหญ่ (บรึ๋ย…) แล้วก็หันกลับไปฟ้อนรำตามเดิม ผมนี่ใจหายหล่นไปอยู่ตาตุ่มเลย ไม่เอาแล้วรูปไม่สวยก็ช่าง ไปดีกว่า “กลัว กลัว กลัว…”

ชาวบ้านร่วมทำพิธีสะเดาะเคราะห์สืบชะตาแน่นขนัดศาลาวัด

 

หลังเสร็จสิ้นพิธีกรรม ร่างทรงเจ้าแม่สัปปะกิทำการทำนายตามความยาวของตุงว่า “ปีนี้จะแล้งหนัก น้ำจะน้อยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในรอบหลายปี การเกษตรกรรมจะเดือดร้อนหนัก” ซึ่งได้สร้างความวิตกกังวลให้กับทุกคน แต่ยอมรับกับคำทำนาย และเตรียมการวางแผนการดำเนินภาคเกษตรสำหรับภัยแล้งที่จะมาเยือน

เป็นตำนานที่เนิ่นนานมาก ปัจจุบันชาวบ้านหลายคนแม้คนเฒ่าคนแก่เอง ก็ไม่รู้ซึ่งตำนานเจ้าแม่สัปปะกิเลยว่าเกี่ยวข้องกับตุงอย่างไร

ชาวบ้านร่วมยกตุงขึ้นเหนือหัวแห่รอบเสา 3 รอบ

 

“ตุงซาววา” มองส่วนหนึ่งอาจเป็นเพียงความเชื่อตามตำนาน แต่หากมองอีกมุม พิธีกรรมนี้ได้สร้างความสามัคคีให้กับคนในชุมชน ตั้งแต่การช่วยกันทำผ้าตุง ซึ่งต้องอาศัยแรงงานผู้มีฝีมือจำนวนมาก การเตรียมงานในหลายส่วนให้เสร็จก่อนวันงาน ความสวยงามและความสำเร็จเมื่อตุงขึ้นสู่เสาแล้ว คือความภาคภูมิใจของผู้คนที่นี่

ในพิธีกรรมแห่งตำนานผมได้เห็น ความร่วมมือร่วมใจ รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ที่นี่ผมดูไม่ออกเลยว่าใครรวยหรือจนทุกคนมีเหมือนกันหมดคือ มิตรภาพและรอยยิ้ม…

กรรณิการ์ ต้อนรับสาววัยรุ่นงาวซึ่งรู้จักตำนานเจ้าแม่สัปปะกิกับตุงเป็นอย่างดีขณะที่หลายคนแม้แต่ผู้เฒ่าผู้แก่บางคนก็ไม่รู้จักตำนานนี้

 

ศรีวรรณ คำใต้ ร่างทรงเจ้าแม่สัปปะกิ นำเหล่าร่างทรงอื่นๆ รำบูชาถวายตุง

 

ตำนานและประเพณีตุงซาววา ที่วัดพระธาตุม่อนทรายนอน อ.งาว จ. ลำปาง 17 เมษายน 2559

 

ตลาดไหนๆ ก็สู้ตลาดนัดไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 เมษายน 2559 เวลา 11:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/429222

ตลาดไหนๆ ก็สู้ตลาดนัดไม่ได้

โดย…ภาพ สุธน สุขพิศิษฐ์

เที่ยวตลาดนัดกันดีกว่าครับ มีครบทั้งความน่ากิน น่าซื้อ ได้ความรู้ ได้รู้จักท้องถิ่น เงินไม่พร่องมาก และเมื่อรู้จักตลาดนัดดีแล้วจะยิ่งชอบครับ ตลาดนัดถือว่าเป็นรากเหง้าของความเป็นอยู่ ในสังคมไทยมาตั้งแต่อดีตเลยก็ว่าได้ ทุกสังคมไทยเก่าแก่ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำ พื้นที่บนบก ป่า ภูเขา จะมีตลาดนัดทั้งสิ้น การที่จะมาเจอกันเพื่อซื้อเพื่อขายกันตรงไหน เมื่อไหร่ มีความสะดวกด้วยกันทุกฝ่าย การค้าขายสมัยก่อนมักจะเป็นทั้งผู้ซื้อและเป็นผู้ขาย คือเอาของที่มีไปขายแล้วก็ซื้อของที่อยากได้กลับบ้าน มีของถูกๆ ยันของแพง ตัวอย่างง่ายๆ ในทางเหนือสมัยโบราณ คนมีฝีมือทอผ้าซิ่นตีนจก เอาผ้าซิ่นไปขาย ซื้อขันเงินหรือซื้อโตก ตะลุ่มเครื่องเขินกลับบ้าน คนฝีมือแกะครกไม้ เอาไปขายแล้วซื้อเตี่ยวกลับไปนุ่ง

มาดูตลาดน้ำหรือตลาดนัดภาคกลางบ้าง แต่ละชุมชนจะเลือกบริเวณติดตลาดนัด ส่วนใหญ่เป็นหน้าวัด เอาวัดนี้แล้วกำหนดวันขี้นมา เอาขึ้นกี่ค่ำหรือแรมกี่ค่ำ ทิ้งระยะห่างสักหน่อย เมื่อมีอีกที่วัดโน้น ขึ้นกี่ค่ำ แรมกี่ค่ำ จะหลีกเวลาไม่ซ้ำซ้อนกัน และแต่ละรัศมีของตลาดนัดก็เผื่อความสะดวกสำหรับคนมาตลาดนัดด้วย การพายเรือมาต้องมีความพอดีๆ ขามานั้นมาแต่เช้ามืดไม่มีปัญหา แต่ขากลับจะเกือบเที่ยงเข้าไปแล้ว ถ้าไกลเกิน ทั้งร้อนทั้งเหนื่อยจะพายเรือกันล้าเหมือนกัน

 

สมัยก่อนตลาดน้ำคลาคล่ำไปด้วยเรือทุกขนาด เรือใหญ่หน่อยเป็นเรือซื้อของมาจากที่ไกลๆ ไปซื้อเกลือ ปลาเค็มมาจากปลายปากอ่าว ขากลับเอาข้าว เสื้อผ้า พริก หอมกระเทียม ไปขายคนปากอ่าว ความจอแจของตลาดน้ำเป็นอย่างไรนั้น ลองดูรูปถ่ายสมัยโบราณครับ ตลาดตรงหน้าวัดสระเกศ ตรงคลองโอ่งอ่าง เห็นสภาพได้ชัดเจนครับทีนี้มาเป็นเรื่องปัจจุบันบ้าง การนัดกันเพื่อติดตลาดก็ยังเหมือนเดิม เพียงแต่ว่าวิธีการค้าขายก็จะมีเหตุผลที่ขึ้นอยู่กับลักษณะของพื้นที่ ใกล้ย่านที่ทำงานในเมืองต้องเป็นตอนเที่ยงวันศุกร์ดีที่สุด ของสดไม่ค่อยมี อาหารสำเร็จรูปต้องเป็นอาหารคนทำงานกิน ประเภทปลาร้าทรงเครื่อง ฉู่ฉี่ปลาหมอนา หัวไช้โป๊ต้มกะทิ ไม่มี เสื้อผ้าต้องทันสมัย ตลาดนอกเมืองก็เป็นอีกอย่าง ยิ่งใกล้โรงงาน ย่านอุตสาหกรรม ต้องเป็นตอนเย็น พืชผักพื้นบ้าน อาหารสำเร็จรูป ของอีสานเยอะ ปลาต้องเป็นปลานิล ปลาช่อน ปลาดุก ปลาไหล ใครเอาปลาแซลมอน ปูนิ่ม หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ไปขาย เจ๊งลูกเดียว

นี่เป็นโครงสร้างตลาดนัดครับ แล้วควรจะไปที่ไหน ได้อะไรจากตลาดนัด ที่ผมชวนไปเที่ยวที่น่าสนุกนั้นควรเป็นตลาดนัดชาวบ้านต่างจังหวัด และควรเป็นตลาดใหญ่ที่ติดอาทิตย์ละครั้ง ซึ่งแล้วแต่ว่าเขาจะนัดวันเวลากันเมื่อไหร่ ตลาดนัดชาวบ้านนั้นจะตัวบอกตัวตนของถิ่นนั้น เช่นแถวบางสะพานน้อย ประจวบคีรีขันธ์ ใกล้ทะเล มีปลาทะเลสดๆ แต่ไม่แน่ว่าจะมีปลาอะไรแน่นอน ซึ่งแล้วแต่ว่าชาวเรือเขาจะได้อะไรมา บางวันมีปลาเก๋าแดงลายจุด หรือปลาสีกุน ปลาทู หรือปลาโมงพร้าว ส่วนของที่กินได้เลยก็มีห่อหมกปลาอินทรีห่อใบตองย่าง แจงลอน อาหารหม้อจะเห็นแกงเผ็ดปูม้ากับยอดมะพร้าว ความเป็นตัวตนที่เห็นได้ชัดเจนคือ พืชผักพื้นบ้านมีแบบปักษ์ใต้ด้วย ถึงพื้นตรงนั้นถึงจะเป็นภาคกลางก็ตาม แต่ใกล้ชุมพรที่เป็นประตูของภาคใต้แล้ว ส่วนผักพื้นบ้านอีสานหาไม่ค่อยได้

 

ในระยะหลังๆ ผมไปโพธาราม ราชบุรีบ่อย อำเภอนี้เล็กมีแม่น้ำแม่กลองไหลผ่าน ในตัวเมืองคนจีนเยอะ นอกตัวเมืองเป็นสวน เป็นนา ก็แน่นอนว่าเป็นชาวสวน ชาวนา ปกติการติดตลาดนัดนั้น จะมีพ่อค้าเร่ที่ไหนมีตลาดก็เอาสินค้าใส่รถปิกอัพไปตั้งแผงขาย มีหมูสด มีไข่ไก่ มีผักทุกชนิด และก็มีชาวสวนชาวไร่ ที่เอาของที่มีในที่ตัวเอง ขี่รถเครื่องบ้าง จักรยานบ้าง เอามาวางขายกับพื้น มีผักริมรั้ว พริก มะนาว ฟักทอง ชะอม ผมเคยเจอชาวบ้านเอาปลาแม่น้ำมาขาย บางวันเป็นปลาบู่ ปลากราย มีอยู่วันหนึ่งมีปลาตะเพียนหางแดงขนาดย่อมๆ ขอดเกร็ด บั้งถี่ๆ มาหร้อม และยังมีปลาตะโกก วันนั้นเหมาปลาตะเพียนหางแดงหมด เพราะอร่อยและหายากมาก กำลังลังเลว่าจะเอาปลาตะโกกดีหรือไม่ ช้าเพียง 50 วินาที มือดีคว้าไปเรียบร้อยแล้ว

นั่นเป็นบทเรียนว่า ถ้าเจออะไรดี ซื้อไว้ก่อน ผมยังเคยได้มะพร้าวขูดด้วยกระต่ายขูดมะพร้าว ถุงละ 20 บาทไม่มีที่ไหน ซื้อมากะว่าจะเอามาคลุกกับเกลือโรยฟักทองนึ่งกินในตอนเช้า เหลือคั่วเก็บไว้สำหรับโรยยำเครื่องกรอบ ชะอมก็ถูก ยังมีบวบเหลี่ยมลูกเล็ก เป็นบวบปลูกห้างปลายไร่ ถ้าเจอเมื่อไหร่ต้องซื้อครับ ไม่ค่อยมี แล้วมัดละ 5 บาทอย่างนั้นเรียกว่าเกินคุ้ม บางอย่างอาจจะไม่คุ้นตาถามชาวไร่ยังได้ความรู้อีกว่าต้องทำอย่างโน้น อย่างนี้ นี่แหละความรู้ที่ได้

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องราวของตลาดนัดครับ ที่ผมชวนไปเที่ยวตลาดนัดถ้าลองไปแล้วอาจจะได้อะไรมากกว่าที่ผมเล่ามาทั้งหมดนี้ก็ได้ครับ

 

ก้าวสุดท้าย ณ ป้อมมหากาฬ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 เมษายน 2559 เวลา 09:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/428269

ก้าวสุดท้าย ณ ป้อมมหากาฬ

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ ศรัณยู นกแก้ว

ครั้งนี้อาจเป็นโอกาสสุดท้ายที่เราจะได้เดินเที่ยวในชุมชน “ป้อมมหากาฬ” หลังจาก กทม. มีประกาศจะรื้อย้ายสิ่งปลูกสร้างออกจากพื้นที่ภายในสิ้นเดือนนี้ โครงการกรุงเทพฯ เดินเที่ยว ภายใต้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจึงจัดทริป “เดิน” ป้อมมหากาฬเพื่อให้ใครก็ตามที่เสิร์ชแฮชแท็ก #walkingbkk ไปตามรอย หนึ่งในนั้นคือ ศรันยู นกแก้ว นักเขียนประจำนิตยสารโลนลี่
แพลนเน็ต ฉบับภาษาไทย ที่ได้มาเล่าประสบการณ์และรีวิวเส้นทางก่อนจะกลายเป็นอดีตสายนี้

จุดเริ่มต้นอยู่บนถนนความอร่อยที่ร้านขนมจีนไหหลำ สุธาทิพย์ ตั้งอยู่ในอาคารเก่าติดกำแพงทางเข้าวัดสระเกศ จุดเด่นอยู่ที่ขนมจีนเส้นใหญ่เสิร์ฟคู่เนื้อตุ๋น มีให้เลือกทั้งแบบน้ำและแห้ง กินคู่กับน้ำจิ้มสูตรเด็ดเป็นกะปิไทยปรุงรสด้วยน้ำส้มดองให้รสชาติเปรี้ยวเผ็ดถึงใจ ในร้านยังมีทีเด็ดด้วย เหล้าโรง และสตูลิ้นวัว ที่เป็นสตูเนื้อสูตรน้ำแดงรสมือแม่ที่คนไม่กินลิ้ววัวยังต้องหลีกทางให้ ร้านสุธาทิพย์ตั้งอยู่บนถนนดำรงรักษ์ เชิงสะพานนริศดำรัส เปิดบริการวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 08.00-15.00 น.

 

จากขนมจีนสามารถเดินเข้าซอยย่านโรงไม้ออกมายังสะพานผ่านฟ้าบนถนนราชดำเนินกลาง โดยสองข้างทางของตรอกเต็มไปด้วยร้านขายไม้ ร้านขายเฟอร์นิเจอร์ไม้ และอุปกรณ์งานไม้ต่างๆ แต่ละร้านจะมีหน้าร้านเล็กขนาดหนึ่งคูหา ทว่าด้านในกลับเซอร์ไพรส์ด้วยโรงเลื่อยขนาดใหญ่ที่พร้อมทำงานประเภทเทเลอร์เมดให้ลูกค้าได้ทันที

สุดถนนตรอกโรงไม้ก่อนจะเลี้ยวขวาเข้าสู่สะพานผ่านฟ้ามีหนึ่งสิ่งที่จะพลาดไม่ได้ คือ พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งอยู่ในอาคารสีเขียวทรงโคโรเนียล ความน่าสนใจอยู่ที่เนื้อหาจัดแสดงด้วยพระราชประวัติของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ตั้งแต่ประทับอยู่ที่เมืองไทย สละราชสมบัติ และเสด็จไปประทับ ณ ประเทศอังกฤษ ซึ่งข้อมูลส่วนใหญ่เป็นข้อมูลจริงนอกตำราเรียน รวมทั้งมีภาพถ่ายที่หลายคนไม่เคยเห็นมาก่อน พิพิธภัณฑ์เปิดบริการ เวลา 09.00-16.00 น. แต่ขณะนี้ทางพิพิธภัณฑ์กำลังปิดปรับปรุงและจะเปิดให้บริการอีกครั้งในวันที่ 22 พ.ค. 2559

 

จากพิพิธภัณฑ์เดินข้ามสะพานผ่านฟ้าจะพบกับพระเอกที่คนเมืองกรุงต่างคุ้นตาที่ ป้อมมหากาฬ 1 ใน 2 ป้อมที่ยังหลงเหลือจากการขยายกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อครบรอบ 100 ปี เดิมทีป้อมรอบเขตเมืองเก่ามีถึง 14 ป้อม ตั้งอยู่บนแนวกำแพงเมือง แต่ปัจจุบันเหลือเพียงแนวกำแพงป้อมมหากาฬเท่านั้นที่ยังคงสภาพของอิฐเก่าแบบโบราณและเป็นแนวกำแพงเมืองที่ยาวที่สุดที่หลงเหลือให้ลูกหลานได้ชื่นชม

เบื้องหลังป้อมมหากาฬ คือ อีกความลับของกรุงเทพฯ บรรดาบ้านเรือนเบียดเสียดกว่า 300 ชีวิตในบ้านไม้สมัยรัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 5 รวมทั้งบ้านอดีตตำรวจวังที่สร้างจากไม้สักทองเป็นประหนึ่งภาพอดีตที่ยังมีชีวิต ชุมชนแห่งนี้มีประวัติศาสตร์ของโรงลิเกพระยาเพชรปราณี ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นวิกลิเกแห่งแรกในเขตพระนคร มีมหรสพและดนตรี มีคนทำพลุและวงกลองยาวพื้นบ้าน รวมถึงมีช่างทำกรงนกหัวจุกที่อพยพมาจากภาคใต้และยังยึดอาชีพนี้จนถึงปัจจุบัน

 

จากนั้นเดินตรงมาตามถนนมหาไชย ด้านขวามือจะเป็นที่ตั้งของ วัดเทพธิดาราม ซึ่งชื่อวัดปรากฏอยู่ในบทหนึ่งของรำพันพิลาปโดยสุนทรภู่ อันซีนของวัดนี้ที่หลายคนไม่เคยรู้คือรูปปั้นของเหล่าภิกษุณีหล่อด้วยดีบุก ซึ่งประดิษฐานอยู่ในพระวิหาร จำนวน 52 องค์ ความแปลกคือรูปปั้นภิกษุณีแต่ละองค์มีอากัปกิริยาแตกต่างกันออกไป บ้างฉันหมาก บ้างหยิบผ้าเช็ดปาก บ้างตะบันหมาก และถ้าเลยเข้าไปด้านหลังพระวิหารจะพบกุฏิสุนทรภู่ ซึ่งท่านใช้จำพรรษาในปี 2385 ภายในกุฏิมีรูปหล่อครึ่งตัวของท่าน พร้อมข้าวของเครื่องใช้ขณะบวชเป็นภิกษุ ซึ่งทุกวันที่ 26 มิ.ย.จะมีการจัดงานรำลึกสุนทรภู่ขึ้นที่นี่

ตรงข้ามวัดจะพบกับตำนานน้ำอบนางลอย อายุร่วม 90 ปี มีทั้งน้ำอบในขวดแบบเก่าและน้ำอบไทยรุ่นพรีเมียมบรรจุในขวดแก้วคริสตัลเหมาะสำหรับคลายร้อนและซื้อเป็นของฝาก ส่วนใครที่กำลังหมดแรง ใกล้กันมีผัดไทยประตูผีและอาหารสตรีทฟูดแบบไทยๆ ให้เลือกอิ่มท้องตั้งแต่เย็นไปจนดึกดื่น จากนั้นเมื่อเดินต่อไปยังสี่แยกเมรุปูน ซอยบ้านบาตร ที่นั่นเป็นชุมชนคนทำบาตรพระที่ย้ายถิ่นมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาแตก จุดเด่นคือเป็นการทำบาตรด้วยมือทุกขั้นตอนและมีรอยต่อของแผ่นเหล็กให้ได้เห็น

จากบ้านบาตรไปไม่ไกลจะถึงตรอกเซี่ยงไฮ้ เป็นย่านทำเฟอร์นิเจอร์ไม้และโรงศพหลายเชื้อชาติ จากนั้นเดินทะลุตรอกแล้วเลี้ยวซ้ายออกไปจะไปบรรจบกับประตูทางเข้าวัดสระเกศ วัดสระเกศจะมีพิธีห่มผ้าแดงให้กับองค์เจดีย์ภูเขาทอง เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปยืนอายุ 700 ปีที่สูงที่สุดในกรุงเทพฯ และด้านบนยังเป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกกลางกรุงเทพฯ ที่สวยที่สุดในฝั่งพระนคร อันเป็นภาพสุดท้ายส่งท้ายวันดีๆ ปิดฉากการเดินท่องกรุงเทพฯ ที่กำลังจะเปลี่ยนไปในอีกไม่นาน