ห้องเรียน เรือนแพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 เมษายน 2559 เวลา 10:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/428162

ห้องเรียน เรือนแพ

โดย…วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์โรแมนติกชื่อดังเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ทำให้การเดินทางมาอุทยานแห่งชาติแม่ปิง ครั้งนี้จึงอยากไปชมห้องเรียนแห่งนี้จริงๆ แม้การเดินทางค่อนข้างลำบากต้องขับรถต่อเข้าไปจากอุทยานผ่านทางแคบคดเคี้ยว อีกกว่า 10 กิโลเมตรก็จะถึงท่าเรือแก่งก้อ เพื่อที่จะนั่งเรือเข้าไปอีกประมาณ 1 ชั่วโมง ผ่านทัศนียภาพที่งดงามกลางเขื่อนริมลำน้ำปิงโอบล้อมด้วยภูเขา ในที่สุดก็ไปถึง แม้วันนี้จะไม่มีเด็กๆ อยู่ แต่บรรยากาศรอบๆ ห้องเรียนเรือนแพสาขาของโรงเรียนบ้านก้อจัดสรร อ.ลี้ จ.ลำพูน แห่งนี้ เต็มไปด้วยความสุขของเด็กๆ ที่ทิ้งค้างเอาไว้อย่างที่รู้สึกได้

 

 

 

คลาสสิก อันทันสมัย หัวหิน แมริออท รีสอร์ท แอนด์ สปา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 เมษายน 2559 เวลา 10:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/428159

คลาสสิก อันทันสมัย หัวหิน แมริออท รีสอร์ท แอนด์ สปา

โดย…นิทรา ราตรี

ประวัติศาสตร์ของเมืองตากอากาศเช่น หัวหิน เป็นสถานที่ยอดนิยมทุกยุคทุกสมัยและยังเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ หัวหิน แมริออท รีสอร์ท แอนด์ สปา ด้วยการผสมผสานระหว่างความคลาสสิกแบบโคโลเนียลและความทันสมัย สร้างกลิ่นอดีตเคล้ารสปัจจุบันที่เย้ายวนให้ผู้คนเข้ามาสัมผัสสถานที่ตากอากาศแห่งนี้

ความทรงจำต่างๆ ของเมืองหัวหินถูกนำมาใส่ไว้ในรายละเอียด ทั้งความอบอุ่นของเนื้อไม้ที่ใช้ในเรือนตากอากาศตั้งแต่อดีต ความประณีตของเครื่องจักสาน ตัวแทนความรุ่งเรืองในยุคก่อนอย่างไม้หมอนรถไฟ และความอ่อนหวานของรูปทรงดอกพิกุล ทั้งหมดนำมาใช้เป็นลูกเล่นที่แฝงความหมายทางประวัติศาสตร์ โดยใช้โทนสีขาวที่แสดงถึงความคลาสสิก

รีสอร์ทตั้งอยู่ริมชายหาดที่สวยที่สุดช่วงหนึ่งของหัวหิน ประกอบด้วยห้องพัก 322 ห้องเริ่มต้นที่ห้องสุพีเรียร์ อยู่บนอาคารมองเห็นตัวรีสอร์ททั้งหมด ดีลักซ์ มีทั้งแบบเห็นวิวทะเลและเชื่อมต่อกับสระว่ายน้ำ ห้องสวีทไปจนถึงเพรสซิเดนเชียล สวีท ที่โอ่อ่าหรูหราที่สุด

 

สระว่ายน้ำเป็นแบบลากูนทอดยาวผ่านหน้าห้องพัก และยังมีสระว่ายน้ำสำหรับเด็กที่จัดเต็มด้วยเครื่องเล่นและสไลเดอร์ ห้องอาหารและบาร์มี 4 แห่งที่ แอมเบอร์ คิทเช่นให้บริการอาหารไทยและนานาชาติตลอดวันโดยในช่วงเช้าจะให้บริการแบบบุฟเฟ่ต์หลากประเภทหลายสเตชั่นที่ควรค่าแก่การตื่นเช้าอย่างยิ่ง ห้องอาหารบิ๊กฟิช แอนด์ บาร์ ให้บริการอาหารทะเลสดใหม่ โดยแต่ละวันเมนูจะไม่ซ้ำกันแล้วแต่วัตถุดิบที่ได้มา ล็อบบี้ เลานจ์บริการเครื่องดื่มและของว่าง พูลบาร์ เสิร์ฟเครื่องดื่มดับร้อนริมสระว่ายน้ำ และสยามเบเกอรี่ มุมชา กาแฟ และขนมปังอบร้อน ในบรรยากาศแบบเปิดโล่งที่เหมาะแก่การนั่งผ่อนคลายไปจนถึงนั่งทำงานแบบผ่อนคลาย

นอกจากนี้ รีสอร์ทยังพร้อมรับกลุ่มประชุมสัมมนาด้วยห้องบอลรูมขนาด 313 ตร.ม. ห้องประชุมขนาดย่อยตั้งแต่39-120 ตร.ม. และพื้นที่กลางแจ้งทั้งสนามหญ้าและริมทะเลที่รองรับได้ 250 คน

หัวหิน แมริออท รีสอร์ท แอนด์ สปา ให้บริการอย่างมืออาชีพสมกับระดับห้าดาวแต่ไม่ว่าด้วยบรรยากาศและบริการหรืออย่างไรที่กลับทำให้รู้สึกสบายและไม่เคร่งครัดในความหรูหรา ทั้งยังเหมาะแก่การเป็นบ้านพักตากอากาศตอบสนองผู้คนที่โหยหาความผ่อนคลาย

 

Price: ห้องซุพีเรียร์ 9,454 บ. พร้อมอาหารเช้าและอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง

Place: ตัวเมืองหัวหิน จ. ประจวบคีรีขันธ์ โทร. 032-904-666 เว็บไซต์ www.huahinmarriott.com

Promotion: สมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีรับราคาพิเศษ ห้องซุพีเรียร์ ราคา 3,999 บ. พร้อมอาหารเช้า และสามารถอัพเกรดห้องพักเป็นแบบดีลักซ์ ซีวิว ได้เมื่อเข้าพักในวันอาทิตย์ – วันพฤหัสบดี ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิ.ย. 59 สอบถามโทร. 02-665-5530 หรือเว็บไซต์ www.ktcworld.co.th

 

แสงภาปะทะอาฮี แห่ต้นดอกไม้ ราตรีถึงทิพา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 เมษายน 2559 เวลา 10:34 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/428158

แสงภาปะทะอาฮี แห่ต้นดอกไม้ ราตรีถึงทิพา

โดย…กาญจน์ อายุ

ความเชื่อเดียวกัน ประเพณีเดียวกัน แต่พิธีกรรมอาจต่างกัน อย่างประเพณีแห่ต้นดอกไม้ระหว่างบ้านแสงภา อ. นาแห้ว และบ้านอาฮี อ.ท่าลี่ จ.เลย ทั้งสองอำเภอมีพรมแดนติดแม่น้ำโขง และอยู่ตรงข้ามแขวงไซยะบุรี ประเทศลาว แต่อยู่ห่างกันราว 80 กม. โดยมีด่านซ้ายและภูเรือกั้นกลาง จึงเกิดคำถามว่า ทำไมสงกรานต์ที่ผ่านมาทั้งสองบ้าน “แห่ต้นดอกไม้” เหมือนกัน

อันที่จริงต้องใช้คำว่า คล้ายกัน จะถูกต้องกว่า เพราะมีหลายประการที่ทำให้ประเพณีแห่ต้นดอกไม้ของบ้านแสงภาและบ้านอาฮีต่างกัน หนึ่ง บ้านแสงภาแห่กลางคืน แต่บ้านอาฮีแห่กลางวัน สอง บ้านแสงภาแห่ต้นยักษ์ แต่บ้านอาฮีแห่ต้นเล็ก สาม บ้านแสงภาแห่ในวัด แต่บ้านอาฮีแห่ในหมู่บ้าน และสี่ บ้านแสงภาแห่ 13 เม.ย. แต่บ้านอาฮีแห่หลังจากนั้น 1 วัน

ประดับเทียนเจดีย์น้อย

 

ต้นเหตุของประเพณีคือ ความเชื่อที่ไม่น่าเชื่อว่าทั้งสองบ้านจะมีความเชื่อเหมือนกัน นั่นคือ ชาวบ้านจะช่วยกันทำต้นดอกไม้ให้เสร็จภายในหนึ่งวัน เพื่อนำไปถวายเป็นพุทธบูชาเนื่องในวันสงกรานต์หรือวันขึ้นปีใหม่ไทย โดยโครงสร้างของต้นดอกไม้มีลักษณะเหมือนกัน ทำจากไม้ไผ่ ประดับด้วยดอกไม้ฤดูร้อน เช่น ดอกคูน ดอกตะแบก ดอกหางนกยูง ด้านล่างเป็นลำไผ่อันใหญ่ยื่นออกมาสี่ด้านไว้สำหรับโยกแห่

‘นี่ไม่ใช่ความบังเอิญ’

เพราะเมื่อมองย้อนกลับไปเมื่อ 400 ปีก่อนตามประวัติการแห่ต้นดอกไม้ของบ้านแสงภา อาจสันนิษฐานได้ว่าทั้งสองบ้านมีบรรพบุรุษเดียวกัน อาจเป็นคนลาวไซยะบุรี เพราะในอดีตไซยะบุรีคือส่วนหนึ่งของประเทศไทย ก่อนเสียดินแดนให้ฝรั่งเศสและกลับไปเป็นของลาวในที่สุด ทว่าความเชื่อของผู้คนไม่ได้ถูกแบ่งไปด้วยอย่างประเพณีแห่ต้นดอกไม้ก็ยังปรากฏอยู่ถึงปัจจุบัน

ชาวบ้านช่วยกันจุดเทียนที่ต้นดอกไม้

 

ส่วนเรื่องเวลาแห่ที่บ้านแสงภาแห่กลางวันและบ้านอาฮีแห่กลางคืนนั้น สามารถตอบได้โดยอิงจากขนาดและเงื่อนไขที่ว่า ต้องสร้างให้เสร็จภายในหนึ่งวัน บ้านแสงภาทำต้นดอกไม้สูงถึง15 เมตร จึงต้องใช้เวลาทำนานกว่า ครั้นจะทำให้เสร็จภายในเที่ยงวันคงเป็นไปได้ยาก

ประเพณีแห่ต้นดอกไม้ของสองบ้านจึงมีเอกลักษณ์ประจำถิ่น ซึ่งไม่ทราบว่าด้วยความบังเอิญหรือตั้งใจที่ทำให้แต่ละบ้านจัดคนละวัน โดยบ้านแสงภาจัดขึ้นทุกวันที่ 13 เม.ย. ส่วนบ้านอาฮี จัดวันที่ 14 เม.ย. ของทุกปี

ชาวบ้านแสงภาประดับดอกไม้ทั้งหมดภายในหนึ่งวัน

 

แห่ราตรี บ้านแสงภา

วันที่ 13 เม.ย. ชาวบ้านเรียกว่า วันเนา เป็นวันที่ต้องพูดแต่สิ่งดี ห้ามทำความสะอาดบ้าน ห้ามซักผ้า และห้ามเด็ดดอกไม้ ดังนั้นวัตถุดิบสำหรับต้นดอกไม้จะถูกตระเตรียมไว้ก่อนแล้ว ทั้งไม้ไผ่และดอกไม้หลากสีถูกเด็ดมากองรวมกันเพื่อรอวันสำคัญ รุ่งเช้าแต่ละหมู่จะครึกครื้นตั้งแต่ฟ้าสาง ชาวบ้านผู้ชายจะมารวมกันเพื่อขึ้นโครงอันใหญ่โต โดยใช้กำลังพลไม่ต่ำกว่า 10 คนทั้งปีน ป่าย ก้ม เงย ช่วยกันจนเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง จากนั้นช่วงบ่ายแก่เหล่าแม่บ้านและผู้หญิงจะมาช่วยกันติดดอกไม้ให้เต็มทุกกระเบียดห้ามเหลือช่องว่าง และทุกอย่างต้องเสร็จสิ้นให้พอดีกับแสงสุดท้ายของพระอาทิตย์

เมื่อท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน ชายชาตรีจะช่วยกันเคลื่อนต้นดอกไม้ไปยังวัดศรีโพธิ์ชัย ลำดับแรกจะนำไปวางรวมกันข้างพระอุโบสถเพื่อให้ชาวบ้านทั้งหญิงชายช่วยกันจุดเทียนพร้อมเพรียงกันสวดคำถวายต้นดอกไม้แด่พระภิกษุและเมื่อท้องฟ้ามืดสนิทเสร็จสิ้นพิธีกรรมทางศาสนา เสียงกลองยาวก็ตีลั่นเป็นสัญญาณบอกกล่าวว่าถึงเวลาร่ายรำ

ต้นดอกไม้เรียงรายในวัดศรีโพธิ์ชัย

 

ลีลาของต้นดอกไม้แต่ละต้นจะเคลื่อนไหวตามจังหวะโยกของคนแห่ ซ้ายที ขวาที พวงดอกไม้ส่ายสะบัดกลางอากาศ และเปลวเทียนก็ปลิวระยับแต่ไม่ยักดับตามแรงลม โดยจะแห่รอบพระอุโบสถสามรอบ แต่ละรอบใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 30 นาที ค่อยๆ แห่ ค่อยๆ โยกกันไปตามจังหวะกลองยาว เมื่อสิ้นสุดรอบที่สาม ต้นดอกไม้จะถูกวางไว้ข้างพระอุโบสถไปจนถึงวันพระถัดไป โดยชาวบ้านจะกลับมา
ช่วยกันประดับดอกไม้ให้สดสวยอีกครั้งและแห่รอบพระอุโบสถอีกหนเพื่อความเป็นสิริมงคลสูงสุดในเดือนเริ่มต้นปีใหม่นี้

แห่ทิพา บ้านอาฮี

รุ่งเช้าวันที่ 14 เม.ย. ชาวบ้านอาฮีจะเด็ดดอกไม้มาประดับต้นดอกไม้ประจำหมู่ของตน จนถึงราวเที่ยงวันชาวบ้านจะยกต้นดอกไม้มารวมกันที่วัดเมืองตูม จุดเริ่มต้นของขบวนอยู่ที่นี่เพื่อตั้งแถวแห่ไปยังวัดศิริมงคลที่ห่างออกไปประมาณ 3 กม. ระหว่างทางจะผ่านหมู่บ้าน ซึ่งแต่ละบ้านจะมีตุ่ม มีสายยาง เมื่อขบวนแห่ต้นดอกไม้ผ่านจะถูกกระหน่ำสาดเปียกซ้ำเปียกซ้อนพลอยคลายความร้อนจากถนนลาดยางและลดอุณหภูมิจากพระอาทิตย์เที่ยงวันลงได้บ้าง

ดอกคูนและดอกตะแบกสีสดใส

 

เมื่อเข้าเขตวัดศิริมงคล แต่ละขบวนจะแห่รอบพระอุโบสถสามรอบเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา โดยขณะนั้นชาวบ้านจะละขันละสายยางแล้วพาร่างกายเปียกโชกเข้าไปกราบพระประธานในพระอุโบสถตามธรรมเนียมปฏิบัติ สิริเวลาตั้งแต่เริ่มตอนบ่ายโมงไปสิ้นสุดที่วัดศิริมงคลประมาณสี่โมงเย็น ต้นดอกไม้จะวางไว้ให้คนมาวัดได้ซิดน้ำ จนถึงวันที่ดอกไม้แห้งเหี่ยวไปตามธรรมชาติซึ่งก็จะผ่านพ้นช่วงสงกรานต์ไปพอดี

ประเพณีแห่ต้นดอกไม้บ่งบอกถึงตัวตนของชาวอีสานได้ชัดเจน ทั้งสนุก มีสีสัน มีเสียงเพลง และเต็มไปด้วยศรัทธาอันแรงกล้าต่อพระพุทธศาสนาตามครรลองฮีตสิบสองคองสิบสี่ เม.ย. คือ บุญเดือนห้าหรือบุญสงกรานต์ ที่ชาวอีสานจะทำบุญขึ้นปีใหม่สร้างความเป็นสิริมงคลแก่ตัวก่อนเข้าสู่ฤดูทำนาในเดือน พ.ค. อันเป็นวิถีที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ร้อยปีลูกอีสานก็ไม่มีวันลืม

แบกไปเต้นไป

 

เซิ้งกลางละอองน้ำ

 

ชาวบ้านอาฮีร่วมสาดน้ำขบวนแห่ต้นดอกไม้

 

แห่ต้นดอกไม้บ้านอาฮี

 

ชวนเที่ยวแบบอนุรักษนิยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 เมษายน 2559 เวลา 12:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/427939

ชวนเที่ยวแบบอนุรักษนิยม

โดย…สุธน สุขพิศิษฐ์

ผมเที่ยวไปหาเรื่องไป ครั้งนี้ผมรู้ล่วงหน้าว่า คนที่ชอบเที่ยวแบบกระแสนิยมต้องอยากฆ่าผม เพราะมาจากที่ผมกำลังจะพาเที่ยว กิน ย่านเก่าที่จันทบุรี หรือย่านท่าหลวงริมแม่น้ำจันทบูรในครั้งนี้ ซึ่งการท่องเที่ยวย่านเก่าๆ ตามแบบของผมนั้นคงต้องขัดใจหลายๆ คน

ที่ย่านท่าหลวงแห่งนี้ผมขอร้องนักท่องเที่ยวแบบกระแสนิยมว่า ถ้าคิดว่าวันหนึ่งต้องไปเที่ยวที่นั่น เหมือนกับคนอื่นๆ เหมือนกับที่เคยไปเที่ยวอัมพวา ปาย เชียงคาน วังเวียง อย่าไปเลยครับ จะทำให้ที่นั่นเสียของเปล่าๆ

ภูมิหลังของย่านท่าหลวงนี้มีอายุมากว่า 100 ปีขึ้น มีความสำคัญมาก ทำเลอยู่ริมแม่น้ำ ในสมัยก่อนเรือสินค้าจากจีนวิ่งอ้อมเวียดนามมาจอดซื้อสินค้าของที่นี่ ที่เขาต้องการมีของป่า เครื่องเทศหลายๆ อย่าง ที่ดีที่สุดเป็นลูกกระวาน จีนเขาซื้อไปไว้สำหรับขายต่อให้กับเรือยุโรปที่ไปซื้อของที่จีน ตอนมาก็เอาถ้วยโถโอชามจากจีนมาขาย เรือจากกรุงเทพฯ จากท่าน้ำราชวงศ์ ไปซื้อของจันทบูรอื่นๆ เอาข้าว เกลือ ไปขาย คนที่ลงมาจากภูเขาก็เรียกว่าเป็นย่านการค้าที่คึกคัก เงินสะพัด รูปแบบของอาคารร้านค้า ที่อยู่อาศัยจึงรุ่งเรืองทันสมัย ประวัติศาสตร์ชุมชนเขาเป็นอย่างนี้

ที่นี่ระยะเวลาเหตุการณ์เปลี่ยนย่านธุรกิจการค้าเปลี่ยนไปอยู่ที่อื่น ย่านท่าหลวงจึงเป็นที่เงียบๆ เหมือนย่านเก่าทั่วไป มาถึงปัจจุบันกระแสความนิยมเที่ยวย่านเก่ามาแรง ชาวชุมชนของย่านท่าหลวงซึ่งมีความเข้มแข็งและฉลาด รู้ว่าอนาคตตรงนี้ต้องเป็นแหล่งท่องเที่ยวแน่ เผอิญก็มีสถาบันอาศรมศิลป์ ที่สอนสถาปัตยกรรมระดับปริญญาโท ที่เข้าไปศึกษารูปแบบสถาปัตยกรรมและสิ่งแวดล้อมทางสังคมและวิถีชีวิตชุมชน เมื่อได้จับมือกันกับชุมชนก็มองรูปแบบและวางทิศทางในอนาคตว่าต้องเป็นแบบ “วัฒนธรรมนำหน้าธุรกิจ” เลยทำเป็นโครงการตัวอย่างที่เป็นที่พักหรือกึ่งโรงแรมเป็นแม่แบบขึ้น ที่โชคดีได้อาคารเก่าของหลวงราชไมตรี ซึ่งตกทอดมาถึงทายาทรุ่นที่ 3 แล้ว ที่ยินดีให้ใช้อาคารเก่านี้ โดยคิดค่าเช่าปีละ 10 บาท สัญญาเช่า 30 ปี ทางชุมชนก็ตั้งเป็นรูปบริษัท ชื่อ รักษ์จันทน์ ระดมหุ้นขึ้นขาย คนในชุมชนนั่นเองที่ซื้อ ได้เงินพอสำหรับทำเป็นโรงแรมหลวงราชไมตรีขึ้น และวางนโยบายว่าถ้ามีผลกำไร แบ่งเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น แบ่งให้กับชุมชน และเป็นทุนสำรองการบำรุงรักษาโรงแรม

การออกแบบบูรณะอาคารเก่ามาเป็นโรงแรมนั้น ถือว่าสถาปนิกทำได้ดีเยี่ยม ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเอาอาคารเก่าที่มีโครงสร้างเบามาใช้งานหนัก วางประโยชน์ใช้สอยใหม่ การซ่อนคอมเพรสเซอร์แอร์ วางระบบห้องน้ำ ห้องส้วม งานตกแต่งก็ทำได้เนียน เช่น หลังคาโถงชั้นล่างที่เป็นสังกะสี กันสาดของเดิมเก็บเอาไว้ ทำระแนงใต้หลังคาเหมือนฝ้า ให้ดูลดความกระด้างของสังกะสี ตรงผนังเคาน์เตอร์บริการ กะเทาะผิวปูนเดิมออกให้เห็นอิฐเปลือย ก็เอาเป็นว่าคนไปพักอยู่สบาย ในบรรยากาศโบราณเก่าแก่

ที่ดีอีกอย่างโรงแรมเขาไม่บริการอาหารมื้ออื่นๆ นอกจากอาหารเช้า เพราะต้องการให้คนพักได้ออกไปรู้จักชุมชน ได้กินอาหารของชุมชน ซึ่งมีเยอะมาก ผมจะแนะนำอย่างนี้ครับ เยื้องกับโรงแรมมีก๋วยเตี๋ยวขายตั้งแต่เช้า เป็นก๋วยเตี๋ยวขาหมู เย็นตาโฟ กวยจั๊บ อร่อย มีบรรยากาศเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวในห้องแถวไม้ ฝั่งตรงข้ามมีแผงลอยขายขนมจาก ที่ตัวไส้ขนมจากนั้นมีเนื้อมีหนัง ไม่แบนแต๊ดแต๋เหมือนขนมจากปากน้ำ  แถม 5 บาทเท่านั้น เลยไปนิดเดียวเป็นร้านไอศกรีมขายส่ง มีหลายอย่าง นั่งกินก็ได้ ที่เด็ดอีกอย่างตรงข้ามกับโรงแรมหลวงราชไมตรี แต่ต้องวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ เท่านั้น มีอาหารตามสั่ง ชื่อก๋วยเตี๋ยวยายลั้ง ต้องกินก๋วยเตี๋ยวผัดน้ำกุ้ง คือเอาเส้นผัดกับผักก่อนใส่จานไว้ ลวกกุ้งสับ เอาเนื้อกุ้งโปะหน้าก๋วยเตี๋ยว แล้วผัดน้ำกุ้งปรุงรสราดบนเส้น โรยกระเทียมเจียว ต้องกินครับ ถูกอีกต่างหาก

เดินออกไปไกลหน่อยมีร้านขนมไทยโบราณแม่กิมเซีย ขนมไทย เช่น ขนมเสน่ห์จันทร์ จ่ามงกุฎ ที่หากินยากมาก ส่วนมื้อเย็นก็เดินขึ้นตรงถนนข้างศาลเจ้าเยื้องโรงแรม ถึงถนนใหญ่แล้วเลี้ยวซ้ายเป็นร้านจันทร ต้องกินปูนิ่มผัดพริกไทยดำ น้ำพริกไข่ปู แกงหมูชะมวง แค่บริเวณรอบๆ นั้นก็กินคุ้มแล้ว

มาถึงเรื่องที่ผมไม่อยากให้คนเที่ยวตามกระแสไปครับ คนเที่ยวแบบนั้นส่วนใหญ่แค่ขอเพียงไปที่นั่น ไปเดินถ่ายรูปชูสองนิ้ว กระโดดตัวลอยค้างกล้อง เอาวิวตึกเก่าเป็นฉาก ไม่รู้หรอกว่าไปดูอะไร ได้ความรู้อะไรจากที่นั่น พอไปเยอะๆ ผู้ประกอบการจากที่อื่นก็ไปมาก ชุมชนเข้มแข็งอย่างไรก็เอาไม่อยู่ เมื่อไปกันมาก รูปแบบโรงแรม การบริการ ก็คิดกันไปเลยเถิด ออกแบบหน้าตาโรงแรมให้เตะตาเข้าไว้ มีวงดนตรีสดเล่นริมระเบียง ทำร้านกาแฟหน้าตาประหลาดๆ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีเงินแต่สมองกลวง เรื่องการทำอะไรให้กลมกลืนกับย่านนั้นคิดไม่เป็น เหมือนเอาย่านเก่าเป็นสะพานไปสู่ธุรกิจ บางคนยังเรียกอีกว่าเป็นเชียงคานตะวันออก หนักเข้าไปใหญ่ ที่ผ่านมาหลายๆ ที่หายนะ ฉิบหาย ก็เพราะผู้ประกอบการบางคน

สื่อสิ่งพิมพ์ชวนเที่ยวก็เหมือนกัน ชอบปั้นคำชวนเที่ยวโดยไม่คิดเผื่อวันหลังว่าจะมีอะไรตามมา ตัวอย่างเช่น สมัยก่อนเขียนเชียร์เมืองปายว่า “ตื่นเช้าเพราะไอหมอกเข้ามาปลุกให้ตื่น เมื่อคืนยังฝันว่ามีหมอนเป็นก้อนเมฆ” “ไปเชียงคานเหมือนไปสลัดเชื้อโรคในหัวใจทิ้ง” ไปหลีเป๊ะก็เขียนว่า “อยากเป็นนางเงือกจะได้ว่ายน้ำทั้งวัน” ที่วังเวียงก็เขียนว่า “ต้องรีบไป เพราะยังดิบๆ อยู่” (พอมันสุกงอม ร่วงเน่าแล้ว ก็ไปหาที่ดิบๆ ที่อื่นต่อไป อันนี้ผมช่วยเติมให้ครับ) สื่อเลิกสร้างความฝันให้คนไปเที่ยว วิธีเที่ยวที่ไม่ได้ความรู้ เลิกเถอะครับ

ที่ผมขึ้นต้นว่าเรื่องนี้ ต้องคนอยากฆ่าผม ก็เป็นอย่างนี้ครับ

 

เพลินนารี มอลล์ เดินเพลินๆ ในแดนหมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 เมษายน 2559 เวลา 09:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/426999

เพลินนารี มอลล์ เดินเพลินๆ ในแดนหมี

โดย…โยโมทาโร่

เห็นช่วงนี้ใครๆ ก็ฮิตถ่ายรูปกับหมี แพนด้า คุมะมง และอีกสารพัดหมีเซเลบที่เปิดตัวในเมืองไทย แต่จะให้เดินทางมาถ่ายรูปกับหมีใจกลางกรุงก็เห็นจะเหนื่อย เลยตัดสินใจไปเดินเที่ยวที่เพลินนารี มอลล์ วัชรพล ศูนย์การค้าซึ่งมีแต่รูปปั้นหมีน่ารักๆ กระจายอยู่ทั่ว จึงเป็นสถานที่ที่เหมาะกับการมาเดินเที่ยวดูหมี (อย่าเรียกเห็นหมีเป็นอันขาด) และพาเด็กๆ มาเดินเล่นพักผ่อนในวันหยุดสุดสัปดาห์

เพลินนารี มอลล์ เป็นช็อปปิ้งมอลล์ที่ได้รับอิทธิพลแนวคิดมาจากสวนสนุก เมื่อครั้งแรกที่ได้เห็นเราจึงคิดว่าเป็นสวนสนุกมากกว่าศูนย์การค้า เพราะมีทั้งชิงช้าสวรรค์และตุ๊กตาหมี เพลินนารี แบร์ (Plearnary Bear) ตั้งตระหง่านอยู่ข้างหน้าศูนย์การค้า อย่าว่าแต่ขาจรเลยครับ คนที่ขับรถผ่านไปมาเป็นประจำตอนก่อสร้างก็ยังคิดว่าเป็นสวนสนุกเลย

 

การเดินทางก็ไม่ได้ยากครับ แค่ขับรถมาทางถนนรามอินทรา เข้าซอยวัชรพลประมาณ 500 เมตร ก็จะเห็นเพลินนารี มอลล์ อยู่ทางขวามือ หรือขับรถมาจากถนนเลียบทางด่วนรามอินทรา ขึ้นสะพานข้ามแยกเข้าซอยวัชรพลก็ได้เช่นกัน ส่วนรถประจำทางนั้นจะค่อนข้างเข้ามาลำบากกว่าครับ แนะนำให้ลงป้ายรถเมล์ก่อนถึงซอยวัชรพลแล้วต่อแท็กซี่จะสะดวกกว่า ส่วนเวลาทำการก็เหมือนศูนย์การค้าทั่วไป เปิดตั้งแต่เวลา 10.30-22.00 น. ไม่มีวันหยุด

สถานที่แห่งนี้เป็นอาคาร 2 ชั้น ซึ่งเต็มไปด้วยเพลินนารี แบร์ มองไปทางไหนก็มีแต่หมีอยู่ทั่วพื้นที่กว่า 3,000 ตารางเมตร ซึ่งทางศูนย์การค้าแห่งนี้ตั้งใจจะใช้สัญลักษณ์หมีเป็นตัวแทนความรัก ความอบอุ่น ของทุกคนในครอบครัว ซึ่งคิดว่าประสบความสำเร็จพอสมควร เพราะทุกครั้งที่มาไม่มีครั้งไหนเลยที่จะไม่เห็นเด็กๆ และรอยยิ้มของทุกคนที่ได้ถ่ายรูปกับหมี

 

โดยเฉพาะเด็กๆ จะสนุกกับโซนสวนสนุกในร่มที่มีพี่หมียักษ์สูงประมาณ 7 เมตร เด่นเป็นตระหง่านอยู่กลางลาน ซึ่งมีทั้งรูปปั้นหมี 12 ราศี และหมีในอิริยาบถน่ารักๆ ให้เด็กๆ ได้วิ่งเล่น โซนนี้จะกินพื้นที่ประมาณ 1,000 ตารางเมตร ใช้เป็นลานกิจกรรมสำหรับจัดงาน เป็นพื้นที่ในร่มให้ทุกคนได้เข้ามาเดินเล่น และเด็กๆ ก็จะได้เล่นเครื่องเล่นที่มีอยู่ในพื้นที่ฟรี หากมาวันเสาร์-อาทิตย์จะมีกิจกรรมพาเหรดหมีเดินขบวนสร้างสีสันและความสนุกสนานให้กับเด็กๆ เป็นรอบๆ และทุกเย็นของวันอังคาร-พฤหัสฯ จะมีนำเต้นแอโรบิกออกกำลังกายเพื่อสุขภาพอีกด้วย

แต่จุดเด่นที่น่าสนใจสำหรับที่เพลินนารี มอลล์ อีกจุดหนึ่งก็คือโซนเอดดูเคชั่น เพลินนารีที่รวบรวมนำเอาสถาบันการสอนวิชาและพัฒนาทักษะมารวมกันที่นี่ ซึ่งมีในส่วนของโซนเด็กเล่นที่ต้องสมัครสมาชิกรายปีต่างหาก ถ้าอาศัยอยู่ในย่านนี้ก็น่าสนใจครับ เพราะของเล่นเสริมทักษะและเครื่องเล่นภายในโซนนี้ค่อนข้างใหม่ และช่วยพัฒนาทักษะให้กับเด็กๆ ได้ดีเลยทีเดียว

 

ส่วนโซนอื่นๆ นั้นก็มีในโซนร้านอาหาร ซึ่งเป็นจุดเด่นอีกจุดหนึ่งของเพลินนารี มอลล์ ที่มีร้านอาหารที่มีชื่อเสียงและน่าเข้าไปใช้บริการอยู่หลายร้าน

สันติ พิริยาชัย คุณพ่อลูก 2 ที่เดินทางมาเที่ยวที่นี่เป็นประจำ เล่าว่า สำหรับครอบครัวคนเมืองอย่างเขาแล้ว ศูนย์การค้าคือหนึ่งในสถานที่ที่สามารถเดินเที่ยวเล่นพักผ่อนหย่อนใจได้ไม่ต่างกับการเดินเล่นสวนสาธารณะ ที่เพลินนารี มอลล์ เองเขามองว่าก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่จะพาครอบครัวมาเดินเล่นในช่วงวันหยุด เพราะไม่ไกลจากบ้านมากนัก และอย่างน้อยๆ เด็กๆ ก็ดูสนุกสนานกับเครื่องเล่น วิ่งเล่นในพื้นที่กว้างๆ จนกว่าเขาจะรู้สึกเบื่อและอยากไปเดินเล่นที่อื่นบ้าง

 

จุดที่เขาชอบที่สุดก็คือส่วนที่เป็นโซนสวนสนุกในร่มที่มีหมีให้เข้าไปถ่ายรูปอยู่หลายมุม เด็กๆ พอได้ดูหมีน่ารักพวกเขาก็มีความสุข ก็เท่ากับว่าสิ่งที่เขาต้องการได้บรรลุแล้ว เดี๋ยวนี้มีศูนย์การค้าแนวนี้ค่อนข้างเยอะ แต่ที่นี่มีเอกลักษณ์ที่ชัดเจนว่าเหมาะกับเราพ่อแม่ลูก เด็กๆ มีที่เล่นและมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดี ส่วนผมกับภรรยาก็อาจจะใช้เวลาระหว่างเด็กๆ เข้าไปเล่นในสวนสนุก เลือกซื้อของใช้ที่จำเป็นก่อนกลับบ้านด้วยกัน “การเดินทางอาจจะไม่สะดวกนักเมื่อเทียบกับศูนย์การค้าอื่น แต่เมื่อมาถึงแล้วส่วนมากทุกคนจะติดใจความน่ารักของที่แห่งนี้เหมือนกันหมด”

เอาเป็นว่าถ้าคุณชอบหมี ต้องไม่พลาดที่จะมาที่เพลินนารี มอลล์ เพราะที่นี่มีหมีเยอะแยะไปหมด อย่าว่าแต่เด็กๆ ชอบเลยครับ ผู้ใหญ่บางคนมาครั้งแรกก็เป็นต้องวิ่งไปถ่ายรูปกับหมีด้วยกันทั้งนั้น

 

 

 

 

พักปีกก่อนบิน บ็อกซ์เทล สุวรรณภูมิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 เมษายน 2559 เวลา 09:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/426877

พักปีกก่อนบิน บ็อกซ์เทล สุวรรณภูมิ

โดย…นิทรา ราตรี

หากมีเวลาว่าง 4 ชั่วโมง ระหว่างต่อเครื่องบินคงไม่ทำอะไรนอกจากหา “ที่นอน” ถ้าไม่ใช่เก้าอี้เบาะนุ่มสัก 3 ตัว ก็คงเป็นบนพื้นใกล้ปลั๊กไฟ แต่ดีที่ตอนนี้สนามบินสุวรรณภูมิมี บ็อกซ์เทล (Boxtel) โรงแรมสำหรับการรอต่อเครื่องรายแรกที่เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อต้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา

โรงแรมตอบโจทย์นักเดินทางด้วยที่ตั้งอยู่ภายในสนามบิน จึงไม่ต้องต่อรถให้เสียเวลา อัตราค่าบริการคิดเป็นรายชั่วโมง จึงไม่จำเป็นต้องจ่ายมากแม้นอนน้อย และเตียงนอนใช้เกรดเดียวกับโรงแรม 5 ดาว เพื่อตอบสนองความต้องการหลักของการเข้าพัก

 

บ็อกซ์เทล เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของนักเดินทางที่รอต่อเครื่องบินเป็นเวลานาน คนเหล่านั้นต้องการเพียงเตียงนอนดีๆ ห้องนอนเงียบๆ มีปลั๊กไฟให้ชาร์จ และมีสัญญาณ Wi-Fi ให้ใช้ฟรี บ็อกซ์เทลมีห้องพัก 12 ห้อง แต่ละห้องกว้าง 4 ตร.ม. ใช้เตียงนอนขนาดกว้าง 3.5 ฟุต ยาว 198 ซม. ภายในห้องมีโต๊ะเก้าอี้พร้อมอุปกรณ์สำหรับเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ และมีช่องหน้าต่างให้พักสายตา ส่วนพื้นที่ส่วนกลางทำเป็นล็อบบี้เปิดโล่งให้พบปะเพื่อนใหม่เพื่อเพิ่มประสบการณ์ดีๆ ก่อนเดินทาง

นอกจากนี้ บ็อกซ์เทลยังช่วยในการบริหารเวลาและวางแผนการเดินทางให้ง่ายขึ้น โดยที่ไม่ต้องกังวลกับปัญหาจราจรในเมืองหรือไม่ต้องหงุดหงิดกับค่าแท็กซี่ ทั้งยังมีคนช่วยเตือนเวลา จึงมั่นใจได้ว่าจะไม่ตกเครื่องบิน

 

บ็อกซ์เทลเป็น Alternative Travel Lifestyle เข้าใจนักเดินทางรุ่นใหม่ และเข้าใจว่าการรอคอยในสนามบินนั้นน่าเบื่อแค่ไหน ต่อจากนี้ไปเวลาเหล่านั้นจะถูกแทนที่ด้วยการนอนเต็มอิ่ม ให้นักเดินทางได้ชาร์จพลังเต็มที่ก่อนขึ้นเครื่องบิน

Price: ราคาเริ่มต้น 2 ชม. แรก 600 บ.

Place: ชั้น B ใกล้สถานีแอร์พอร์ตเรลลิงค์ภายในสนามบินสุวรรณภูมิ โทร. 02-134-9626 เว็บไซต์ www.boxtelthailand.com

Promotion: –

 

 

เกาะพยาม โปรดสัญญาว่า จะไม่บอกใคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 เมษายน 2559 เวลา 09:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/426876

เกาะพยาม โปรดสัญญาว่า จะไม่บอกใคร

โดย…กาญจน์ อายุ

หลายคนบอก (ออกแนวบ่น) ว่า กว่าจะถึง “เกาะพยาม” ต้องใช้ความพยายาม ข้อนี้ไม่เถียงเพราะไม่ว่าจุดหมายใดก็ต้องใช้ความพยายาม แต่ผลลัพธ์หลังจากนั้นต่างหากที่น่าสนใจ

มีหลายเหตุผลที่ทำให้เกาะชายขอบเปลี่ยนสถานะเป็นเกาะในฝัน อาจเป็นเพราะความดิบแบบเกาะห่างไกลหรือความน่ารักของคนท้องถิ่นที่ทำให้เกาะท่องเที่ยว “ไม่ใช่” เกาะของนักท่องเที่ยว เกาะพยามเริ่มเป็นที่รู้จักตั้งแต่มีรีสอร์ทแห่งหนึ่งใช้สโลแกน มัลดีฟส์เมืองไทย เป็นจุดขาย เผยแพร่ภาพท้องทะเลสีฟ้าใส หาดทรายขาว ตัดกับโกงกางเขียวชอุ่มที่แสดงให้เห็นความสมบูรณ์ทั้งป่าและทะเล หลังจากนั้นชื่อเกาะพยามก็กลายเป็นเรื่องใหม่ของประเทศไทย

เดินชมตะวันตกดินที่อ่าวใหญ่

 

สมมติฐาน

ฉายา เกาะพยายาม น่าจะเป็นเรื่องระยะทาง ถ้าวัดจากกรุงเทพฯ ถึงระนองไกลกันกว่า 500 กม. ทว่าก็มีเครื่องบินให้บริการทุกวัน จากนั้นต่อเรือสปีดโบ๊ทที่ท่าเรือระนองใช้เวลาเดินทางไปเกาะพยามประมาณ 45 นาที หรือหากนั่งเรือเมล์จะแล่นช้ากว่าใช้เวลาราว 2 ชม. เมื่อถึงเกาะก็เป็นเรื่องความใกล้ไกลของที่พัก มีตั้งแต่เกสต์เฮาส์แบบโลคอลไปจนถึงรีสอร์ทห้าดาว

การเดินทางมีสองวิธีคือ ขี่มอเตอร์ไซค์และปั่นจักรยาน ส่วนรถยนต์ไม่มีสิทธิเพราะถนนแคบเกิดกว่าจะรับได้ มอเตอร์ไซค์มีให้เช่าคันละ 250 บาท เติมน้ำมันอีก 50 บาท เป็น 300 บาท สามารถใช้ได้ 24 ชม. ถ้วน ไม่เช่นนั้นต้องใช้บริการมอเตอร์ไซค์วิน (ที่นี่เรียกว่า แท็กซี่) ราคา 80-150 บาท ต่อเที่ยวแล้วแต่ระยะทาง นี่เป็นความเสมอภาคที่เกาะพยามบังคับทุกคน เพราะไม่ว่าจะไฮโซแค่ไหนก็ต้องซ้อนมอเตอร์ไซค์

เส้นทางบนเกาะพยามปั่นจักรยานได้

 

สุดท้ายกลับมาคำถามตั้งต้นว่า กว่าจะถึงเกาะพยามต้องใช้ความพยายามหรือไม่ คงต้องตอบเป็นคำคมบาดใจ “ไม่มีอะไรที่ได้มาโดยไม่ต้องพยายาม”

ผลลัพธ์

แพตเทิร์นการท่องเที่ยวบนเกาะพยามมีหลายเส้นทางหลายหาด แต่ธีมเดียวกันคือ พระอาทิตย์

ฝั่งตะวันออก มีจุดชมพระอาทิต์ขึ้นที่อ่าวไผ่ อ่าวหินขาว อ่าวแม่หม้าย อ่าวมุก เรียงรายกันจากเหนือจรดใต้ ที่มีชื่อเสียงสุดต้องยกให้อ่าวแม่หม้ายเพราะนอกจากจะเห็นดวงอาทิตย์แบบเปิดกว้าง ยังมีหาดทรายขาวที่สุดบนเกาะ

พายเรือชมโกงกาง

 

 

ด้านฝั่งตะวันตก ต้องไปชมพระอาทิตย์ตกที่อ่าวใหญ่ จุดนี้เป็นไฮไลต์ด้วยชายหาดยาวหลายกิโลฯ ทำให้เห็นเวิ้งทะเลแบบพาโนรามา ช่วงเย็นจะมีนักท่องเที่ยวมาจับจองที่นั่งดูหนังกลางแปลงเต็มชายหาด เพื่อรับชมฉากดราม่าของพระอาทิตย์ ตั้งแต่คล้อยต่ำ สาดแสง ลับเข้าเมฆสีแสด และฉายรัศมีเป็นแสงสุดท้าย

“ผู้ชมต่างรอจนเครดิตคนสุดท้ายเลื่อนหาย และลุกขึ้นปรบมือพร้อมกันเพื่อให้เกียรติแก่นักแสดงทุกคน”

นอกจากนี้อ่าวใหญ่ยังมีเอกลักษณ์ที่หาดทรายสีดำ โดยจะเห็นชัดเมื่อน้ำทะเลลดระดับแล้วระบายหาดเป็นริ้วทรายสีดำตามรอยคลื่นที่หายไป

คายัคอาบแสงเย็น

 

อีกจุดอยู่ที่อ่าวเขาควาย เป็นอ่าวที่มีกองหินรูปร่างประหลาด บางคนเรียกว่า กองหินทะลุ เพราะมีช่องโหว่ตรงกลางมองลอดออกไปเห็นทะเล ชายหาดยาวประมาณ 4 กม. ลักษณะโค้งเหมือนเสี้ยวพระจันทร์แถมมีทรายสีเหลืองเหมือนแสงจันทร์

ถ้าจะถ่ายภาพพระอาทิตย์ตกแบบฮิปเตอร์ต้องรอให้ตกผ่านช่องหิน ถ้ามีนางแบบต้องถ่ายย้อนแสงให้เห็นแค่เงาดำจะจัดว่าฮิปเตอร์เต็มตัว และหาดสุดท้ายฝั่งตะวันตกอยู่ทางตอนเหนือสุดชื่อ หาดกวางปีป มีความสงบเงียบที่สุดเพราะไกลจากเมืองที่สุด ทั้งยังเป็นแหล่งดูนกแก๊กตามธรรมชาติซึ่งเป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์

ในแง่วิถีชีวิตมีให้เห็นอยู่เป็นปกติตามสองข้างทาง ทั้งสวนมะม่วงหิมพานต์ที่ชาวบ้านทำเป็นอาชีพควบคู่ไปกับสวนยางพารา และชุมชนชาวมอแกนหรือเหล่าลูกทะเลที่แยกอาศัยค่อนข้างสันโดษ ผู้ไปเยือนต้องขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านสวนยางพารา ผ่านป่ามะม่วงหิมพานต์ บนถนนที่เป็นเพียงพื้นทราย (ที่เจ้าของร้านเช่ามอเตอร์ไซค์ย้ำนักหนาว่าห้ามลุย)

ชิลเอาต์ริมหาด

 

ความเป็นอยู่ของชาวมอแกนบนเกาะพยามค่อนข้างต่างจากที่เกาะสุรินทร์ พวกเขาไม่ได้อาศัยบนบ้านไม้ไผ่มุงจากเหมือนดั้งเดิม แต่อยู่ในตึกสี่เหลี่ยมชั้นเดียวที่ทางรัฐสร้างให้ ที่นี่ยังไม่มีไฟฟ้าทำให้ในช่วงกลางวันจะเห็นผู้หญิงและเด็กออกมานั่งรวมกันหน้าบ้าน ส่วนผู้ชายจะไปออกเรือหาปลาตามวิถี

นอกจากนี้ รอบเกาะพยามมีจุดดำน้ำที่แหลมทับอวนและแหลมหรัง ซึ่งฤดูกาลหาดสวยน้ำใสอยู่ระหว่างเดือน ต.ค.-เม.ย. หลังจากนั้นจะเข้าสู่ช่วงมรสุมตั้งแต่เดือน พ.ค.-ก.ย. “ยังเที่ยวได้” คนบนเกาะกล่าว เพราะนิสัยของฝนระนองจะตกหนักสลับแดดแต่ไม่การันตีความยาวนาน กิจกรรมจึงเน้นไปที่การอ่านหนังสือในรีสอร์ท เขียนหนังสือสักเรื่อง หรือนอนตีพุงทั้งวัน (ทั้งคืน)

ริ้วทรายหลังน้ำลด

 

ระนองอื่นๆ

จากฝั่งระนองสามารถไปเที่ยวเกาะชายแดนของเมียนมาได้ไม่ยาก โปรแกรมยอดนิยมคือ วันเดย์ทริปไปเกาะหัวใจมรกตหรือเกาะค๊อกคอมฝั่งเมียนมา ที่ก่อนหน้านี้เคยปิดชั่วคราว เพราะความกังวลเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ตอนนี้มีผู้ประกอบการไทยได้รับสัมปทานพาคนไทยไปเที่ยวทุกวัน ขายเป็นโปรแกรมทัวร์รวมพาไปดำน้ำที่เกาะแหวนนอก เกาะดันกิ้น และเกาะสน มากไปกว่านั้นในเขตน่านน้ำระนองยังมีเกาะกำ เกาะค้างคาว และเกาะญี่ปุ่น ที่เป็นเส้นทางตามหาฝูงปลาการ์ตูนแบบวันเดย์ทริปเช่นกัน

โดยรวมแล้วระนองรายล้อมไปด้วยเกาะเล็กเกาะน้อยไม่ต่ำกว่า 50 เกาะ เกาะที่เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวแล้วก็ยังไม่วุ่นวาย ธรรมชาติยังไม่เสียหาย และนักท่องเที่ยวยังไม่มากมายเท่าไรนัก เอาเป็นว่าเรื่องที่บอกไปทั้งหมดนี้ขอเก็บไว้เป็นความลับระหว่างเรา อย่าไปบอกใครว่าระนองสวยและน่าไปขนาดไหนเพื่อรักษาความสงบของระนองไว้…สัญญา

ผู้หญิงมอแกนทำงานที่บ้าน ขณะที่ผู้ชายออกเรือ

 

กาหยูหรือมะม่วงหิมพานต์ 11 พระอาทิตย์ตกที่อ่าวเขาควาย

 

ชาวมอแกนนั่งรับลมนอกบ้าน เพราะยังไม่มีไฟฟ้า

 

หมู่บ้านชาวมอแกน

 

ซากุระหลบไป ดอกไม้ไทยกำลังมา บุปผาหน้าร้อนทั่วไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 เมษายน 2559 เวลา 11:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/426264

ซากุระหลบไป ดอกไม้ไทยกำลังมา บุปผาหน้าร้อนทั่วไทย

โดย … กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ… กาญจนา,ททท.,สวนนงนุช

ไม่ต้องไปชมเทศกาลดอกไม้ที่ไหนไกล เพราะดอกไม้ไทยกำลังสวยแจ่ม ทั้งคูน ขอนแก่น เหลืองปรีดียาธร สุพรรณฯ บัวแดง พัทลุง กุหลาบแดง ภูหลวง ปอเทืองเหลืองสด สงขลา หรือชวนชมสีชมพู เมืองพัทยา ที่กำลังเบิกบานรอให้ไปประชันความ “สวยแรง” รับซัมเมอร์

คูนคนสวย ขอนแก่น

ดอกไม้ประจำชาติไทย ดอกคูน หรือดอกราชพฤกษ์ กำลังย้อยพวงระย้าริมถนนกัลปพฤกษ์ จ.ขอนแก่น เป็นนัดหมายประจำปีให้ชาวอีสานมารวมตัวกันในเดือน เม.ย.

 

 

ถนนกัลปพฤกษ์เต็มไปด้วยดอกราชพฤกษ์ คนส่วนใหญ่จะจอดรถชิดฟุตปาทแล้วลงมาเซลฟี่บนเกาะกลางถนน แต่ก็มีบ้างที่ปั่นจักรยานละเลียดธรรมชาติเพื่อสัมผัสถึงคำว่า ดอกไม้หน้าร้อน เต็มตัว นอกจากนี้เมื่อปลายเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ได้มีการติดตั้งไฟส่องสว่างต้นคูน จำนวน 100 ต้น ตั้งแต่ประตูทางออกศูนย์ประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษกถึงแยกวัดป่าอดุลยาราม เพื่อให้นักท่องเที่ยวชมความสวยงามได้ทั้งกลางวันและกลางคืน

ต้นคูนเป็นพืชทนแล้งได้ดี โดยทั่วไปดอกจะบานช่วงเดือน มี.ค.-พ.ค. และเชื่อกันว่าถ้าปลูกไว้ในบ้านต้องปลูกทางฝั่งตะวันตกเฉียงใต้เพื่อความรุ่งเรืองทวีคูณ

 

กุหลาบพันปี นางพญาแห่งภูหลวง

ธรรมชาติสรรค์สร้างเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จ.เลย ให้เต็มไปด้วยต้นกุหลาบพันปีสีแดงและขาว โดยได้เปิดเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติลานสุริยันระยะทางประมาณ 1.8 กม. ลักษณะเป็นพื้นราบ เดินสะดวก และมีจุดชมวิวให้ชมดอกไม้มุมสูง

ช่วงหน้าร้อนระหว่างเดือน มี.ค.-เม.ย.ของทุกปี ต้นกุหลาบพันปีในลานสุริยันจะออกดอกสะพรั่งสลับกันทั้งขาวและแดง รวมถึงเอื้องชนิดต่างๆ เช่น เอื้องตาเหิน เอื้องสำเภางาม ที่อวดโฉมไปพร้อมกัน ฤดูร้อนถือว่าเป็นไฮไลต์ประจำปี หากใครเป็นสายอึดอยากเดินป่าทางไกล เจ้าหน้าที่ก็ยินดีพาไปศึกษาธรรมชาติซึ่งไม่แน่อาจเจอช้างพี่ใหญ่แห่งภูหลวง

 

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวงกินพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อ.ด่านซ้าย วังสะพุง และภูหลวง เปิดเป็นแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติและแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ โดยต้นกุหลาบพันปีจะบานเพียงไม่นานจนกว่าฝนจะมาเยือน

อรุณสวัสดิ์ บึงล้านบัว

แม้ชื่อจะเรียกว่า ทะเลน้อย แต่อุทยานนกน้ำทะเลน้อย จ.พัทลุง กินพื้นที่กว้างใหญ่จนได้รับยกย่องว่าเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญแห่งหนึ่งในประเทศไทย ในช่วงเดือน มี.ค.-พ.ค.ของทุกปี บัวแดงหรือบัวสายจะแข่งกันบานจนกลายเป็นทะเลบัว นอกจากจะดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเชยชม ยังเป็นประโยชน์ต่อชาวบ้านได้เก็บสายบัวและดอกบัวไปขาย รวมถึงเป็นสถานที่ตากอากาศของนกอพยพ เช่น นกอีโก้ง นกกาบบัว นกกุลา รวมถึงฝูงควายที่ลงไปกินพืชน้ำจนถูกเปลี่ยนชื่อเป็น ควายน้ำ เอกลักษณ์ของทะเลน้อย

 

บัวแดงจะเริ่มบานช่วงเช้าตรู่ตั้งแต่ 8 โมงเช้าจนกระทั่งแดดร้อนจัดราว 11 โมงจะเริ่มหุบหนี ทุกปีระหว่างเดือน มี.ค.-เม.ย. จะมีเทศกาลล่องเรือแลนกทะเลน้อย ไม่เช่นนั้นสามารถเดินชมธรรมชาติได้บนสะพานไม้รอบที่ทำการเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อยท่องไปในโลกสีบานเย็น

ปอเทืองเรืองรอง สงขลา

บอกกล่าวกันแต่เนิ่นๆ สำหรับทุ่งปอเทือง จ.สงขลา จากวิถีชีวิตของชาวไร่ที่ปลูกปอเทืองเพื่อบำรุงดิน แต่ในยุคที่กระแสโซเชียลมีเดียมีอิทธิพลทุ่งปอเทืองธรรมดาจึงกลายเป็นทุ่งดอกไม้พิเศษ หนึ่งในพื้นที่ที่ปลูกมากคือ ต.รำแดง อ.สิงหนคร จ.สงขลา ชาวบ้านพร้อมใจปลูกมากกว่า 300 ไร่ ช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค. ทำให้ทั้งตำบลกลายเป็นทุ่งสีเหลืองทอง

 

นอกจากนี้ ในอำเภอเดียวกันยังมีสถานที่ที่น่าสนใจ เช่น เจดีย์องค์ดำ เจดีย์องค์ขาว ป้อมเมืองเก่าบนยอดเขาแดง และบ้านสทิงหม้อทำเครื่องปั้นดินเผาแบบโบราณ ให้ไปเยี่ยมชมต่อเนื่องจากการชมดอกไม้ได้ในคราวเดียว

ชวนชม นางเอกแดนตะวันออก

ชวนชมนับพันต้นในสวนนงนุช พัทยา เป็นสีสันแห่งตะวันออกที่หนึ่งปีจะออกดอก 2 ครั้ง ได้แก่ ปลายเดือน พ.ย.-ปลายเดือน ม.ค.และเดือน เม.ย.-พ.ค. สวนนงนุชได้รวบรวมต้นชวนชมไว้หลายสายพันธุ์ทั้งชวนชมไทยไซโค ชวนชมยักษ์ญี่ปุ่น และชวนชมกลุ่มอาราบีคัมที่มีจำนวนมากที่สุด นอกจากจะน่าชมเพราะสีชมพูหลายเฉด ชวนชมยังมีกิ่งก้านที่เปรียบเป็นประติมากรรมชิ้นเอกจากธรรมชาติ

 

ชวนชมเป็นไม้ดอกที่ทนต่อความร้อนและความแห้งแล้งได้ดีจนได้รับสมญานามว่าเป็น กุหลาบทะเลทราย ช่างเป็นความงามที่เหมาะกับสภาพอากาศในเมืองไทยที่ร้อนได้ใจอย่างในขณะนี้

อำลาเหลืองปรีดียาธร สุพรรณบุรี

ขอสารภาพว่าเวลานี้เหลืองปรีดียาธร จ.สุพรรณบุรี คงเหลืออยู่ไม่มาก เพราะได้ผ่านช่วงสวยสุดเมื่อต้นเดือน เม.ย.มาแล้ว แต่ถ้าใครขับรถผ่านทางหลวงหมายเลข 3502 (สามชุก-ด่านช้าง) ก็น่าจะได้ชมเป็นรางวัลระหว่างทาง

 

เหลืองปรีดียาธรหรือตาเบบูยาสีเหลือง เป็นสายพันธุ์เดียวกับชมพูพันธ์ุทิพย์ สีชมพูที่ชิงสะพรั่งช่วงวาเลนไทน์ของทุกปี มันจะออกดอกพึ่บพั่บไม่ต่างจากดอกคูน แต่จะอยู่ไม่ทนทานเท่า ถนนสายดังกล่าวจึงสวยงามเพียงไม่กี่วัน ทว่าก็สวยพอให้เป็นหนึ่งในถนนที่สวยที่สุดในประเทศ นอกจากนี้เมื่อมาถึงสามชุกต้องไม่พลาดไปเดินตลาดร้อยปีสามชุก และหมู่บ้านอนุรักษ์แย้ บ้านสุวรรณตะไล ต.หนองสะเดา ที่ถือเป็นหมู่บ้านอันซีนบนเส้นทางเหลืองปรีดียาธร

 

พิชิตเขาหงอนนาค ดินแดนน้ำตาศักดิ์สิทธิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 เมษายน 2559 เวลา 21:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/426230

พิชิตเขาหงอนนาค ดินแดนน้ำตาศักดิ์สิทธิ์

เที่ยววิถีไทย เก๋ไก๋ ไม่เหมือนใคร พาไปพิชิต “เขาหงอนนาค” แห่งจังหวัดกระบี่

เที่ยววิถีไทย เก๋ไก๋ ไม่เหมือนใคร วันนี้ PostTV ขอพาท่านผู้ชมไปเที่ยวเขาหงอนนาค แห่งจังหวัดกระบี่ แหล่งที่มีของตำนานพญานาค ในดินแดนภาคใต้ จะน่าสนใจแค่ไหน ติดตามได้เลยครับ

ชมคลิป https://youtu.be/fVHdOf-qjgU

ทำบุญวันสงกรานต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 เมษายน 2559 เวลา 15:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/425809

ทำบุญวันสงกรานต์

โดย…สุธน สุขพิศิษฐ์

ใกล้ถึงวันสงกรานต์แล้ว ถ้าใครไม่มีแผนไปเที่ยวไกลๆ อยากทำบุญ สวดมนต์ สรงน้ำพระ ในวันสงกรานต์ แต่ไม่รู้จะไปวัดไหนดี ผมชวนให้ไปที่วัดศาลาแดงเหนือครับ อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในเขตปทุมธานี ที่นั่นทั้งวัดและหมู่บ้านเป็นมอญ

เหตุผลที่ชวนไปที่นั่นเพราะ จะได้ดูหมู่บ้านชาวมอญ ได้ร่วมทำบุญกุศลที่วัด และได้กินข้าวแช่ เอาเรื่องแรกก่อนครับ เป็นการเที่ยวดูหมู่บ้านศาลาแดงเหนือ ซึ่งอยู่ติดกับวัดนั่นเอง เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่สงบมาก หมู่บ้านนี้เคยได้รางวัลแผ่นดินธรรม แผ่นดินทองมามากกว่า 20 ปีแล้ว ชื่อของแผ่นดินธรรม แผ่นดินทองนั้นหายสาบสูญไปนานแล้ว แต่หมู่บ้านนี้ยังรักษาคุณภาพมาตรฐานของรางวัลนั้นอยู่ เงียบไม่จุ้นจ้าน หน้าบ้านน่ามอง ผมเคยมองเข้าไปในบ้านทุกหลังไม่รก รุงรัง สะอาด เป็นระเบียบ ทางเดินเลียบริมแม่น้ำตลอดทั้งเส้นนั้นหาขยะสักชิ้นก็ไม่มี ศาลาริมน้ำถึงจะเป็นหน้าบ้านบางบ้าน แต่นั่งเล่นได้ จะเย็นจากลมแม่น้ำ สบายตาจากวิวกว้างๆ ไกลๆ อาจจะได้เห็นปลาตะเพียนหางแดง ปลาเสือเป็นฝูงๆ ของจริงไม่ต้องไปดูตามตู้ปลาบ้านไหน

ดั้งเดิมชาวมอญที่นี่ไม่ทำเกษตรกรรม ไม่ทำนา ทำไร่ แต่ค้าขายทางเรือแบบไปซื้อมาแล้วเอาไปขายไปเรื่อยๆ ทุกที่ เป็นเรือเอี้ยมจุ๊นขนาดกลางๆ สมัยก่อนมักจะเรียกกันว่าเรือมอญ ความน่ารักของหมู่บ้านนี้อีกอย่างคือ ยังพูดภาษามอญกันอยู่ เสียงนิ่มนวล ฟังแล้วระรื่นหู

จากหมู่บ้านมาที่วัดบ้าง ศาลาการเปรียญสูงโถงมีพระไม่กี่รูป ในอดีตพระมอญเป็นพระที่เคร่งพระวินัยเจริญศีลภาวนาอย่างเดียว กิจการกิจกรรมของวัดเป็นหน้าที่ของชาวบ้าน สมัยก่อนที่วัดแห่งนี้จะมีผู้สูงอายุชายผลัดกันมาดูแลพระทั้งวันทั้งคืน ชื่อเสียงของพระหลวงพ่อในอดีตขึ้นชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์ แต่ไม่ใช่อภินิหารเสกเป่าใบ้หวย แต่มาจากความสะอาดหมดจดของท่าน ชาวบ้านจึงเชื่อฟังท่าน ตั้งแต่โบราณตอนบ่ายๆ ชาวบ้านคนไหนว่างจะมาสวดมนต์กันทุกวัน เดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นอยู่ ลองหมู่บ้านไหนยึดมั่นในศาสนาหมู่บ้านนั้นก็สงบเรียบร้อยครับ

มาถึงงานประเพณีสงกรานต์บ้าง ชาวบ้านนั้นเตรียมทำข้าวสงกรานต์หรือข้าวแช่ก่อนหน้าหลายวัน แต่ละบ้านทำเยอะ ส่วนหนึ่งเพื่อไหว้บูชานางสงกรานต์ อีกส่วนถวายพระ อีกส่วนให้ญาติผู้ใหญ่ อีกส่วนสำหรับลูกหลานที่ไปทำงานที่อื่นเมื่อกลับมาเยี่ยมบ้านก็จะได้กินข้าวแช่กัน

เช้ามืดไหว้บูชานางสงกรานต์ก่อน พอสางๆ นำไปให้ญาติผู้ใหญ่ พอ 7 โมงเช้านำไปถวายพระ กับข้าวแต่ละอย่างเช่น หัวไช้โป๊ผัดเค็มหวาน ไข่เค็ม ปลาช่อนแห้งผัดโรยน้ำตาล กระเทียมดองผัดไข่ จะเทใส่กะละมัง ที่แยกกับข้าวแต่ละอย่างแต่ละกะละมัง พอถึงเวลาก็เอากับข้าวจากกะละมังนั้นถวายพระ เป็นวิธีคิดที่ดีที่ชาวบ้านและพระก็ไม่ต้องยึดติดว่าอะไรเป็นของใคร รสชาติแบบรวมๆ ก็ฉันอิ่มได้งดงามครับ

เมื่อพระฉันแล้วก็ถึงเวลาชาวบ้านที่จะกินข้าวแช่หรือกับข้าวอื่นๆ ที่มีคนเอาไปทำบุญกัน จากนั้นก็แยกย้ายกันไป พอบ่ายประมาณ 3 โมงก็กลับมากันใหม่ ขึ้นไปสวดมนต์รวมกันบนศาลาการเปรียญ สวดมนต์เสร็จ ก็ถึงเวลาสรงน้ำพระพุทธรูป แล้วก็สรงน้ำพระสงฆ์ เขาจะทำฉากสี่เหลี่ยมสูงใหญ่ และจะมีรางน้ำจากภายนอก ปลายรางเข้าไปในฉาก ถึงเวลาพระสงฆ์จะนั่งในฉาก ชาวบ้านก็เอาน้ำผสมน้ำอบไทยเทตามรางให้น้ำไปรดพระสงฆ์ ที่ต้องทำฉากเพราะไม่อยากให้ใครเห็นพระเปียกน้ำมะลอกมะแลก แต่ข้างในมีผู้ชายคอยช่วยเหลือพระครับ จากการสรงน้ำพระเสร็จสิ้นแล้ว ก็มาถึงการรดน้ำผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน วัดศาลาแดงเหนือไม่มีกิจกรรมความบันเทิงใดๆ ทั้งสิ้น เพราะเป็นช่วงเวลาที่ชาวบ้านถือศีล 8

มาถึงเรื่องสำคัญอันเป็นเรื่องข้าวสงกรานต์หรือข้าวแช่ สำหรับคนภายนอกที่อยากไปดูหมู่บ้าน ดูพิธีถวายข้าวแช่ให้พระ ฟังพระสวดเจริญพรแล้ว ชาวบ้านก็จะกินข้าวแช่กัน แต่ถ้าไม่มีใครรู้จักเชื้อเชิญ ก็อาจจะตะขิดตะขวงใจที่จะไปร่วมวง ก็มีบางบ้านที่ยินดีที่จะทำเผื่อให้ แต่ต้องโทรศัพท์ไปก่อนที่ คุณอัมพร 09-1216-1110, 09-6468-8719 ควรโทรล่วงหน้าสัก 4-5 วัน จะขอนั่งกินที่บ้านนั้นก็ได้ หรืออยากจะซื้อกลับมาฝากเพื่อน ญาติมิตร ก็ต้องบอกด้วยเขาจะได้เตรียมกล่องไว้ ราคาชุดละ 80 บาท แต่ผมต้องบอกก่อนว่า อย่าได้ตั้งเกณฑ์สูงว่าต้องอร่อยเหมือนข้าวแช่ชาววังที่นั่นที่นี่ ที่นั่นเป็นอาหารตามประเพณีนิยมครับ

ทางไปวัดศาลาแดงเหนือ ต้องเอาเส้นที่จะข้ามสะพานปทุมธานีเป็นหลัก พอผ่านโรงพยาบาลกรุงสยามเซนต์คาร์ลอสแล้ว จะมีทางแยกไปอยุธยา-บางปะอิน หรือถนนสาย 347 ต้องวิ่งคู่ขนานเส้นใน วิ่งไปไม่ไกลจะมีทางแยกไปวัดไผ่ล้อมหรือสาย 3309 วิ่งไปร่วม 10 กิโลเมตร วัดศาลาแดงเหนืออยู่ทางซ้ายมือ บางทีเห็นทางเข้าวัดก็เลยแล้ว ไปอีกนิดจะมีอีกทางเข้าหมู่บ้านศาลาแดงเหนือ สงกรานต์นี้ไม่รู้ไปที่ไหน ลองไปวัดศาลาแดงเหนือครับ