มองอนาคตพิพิธภัณฑ์ไทย ในศตวรรษที่ 21

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 เมษายน 2559 เวลา 11:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/426094

มองอนาคตพิพิธภัณฑ์ไทย ในศตวรรษที่ 21

โดย…กองทรัพย์ ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นยุคที่สังคมเปลี่ยนแปลงทั้งยังมีความซับซ้อนสูง แน่นอนว่าบทบาทของพิพิธภัณฑ์ที่มิใช่เป็นแหล่งเรียนรู้เพียงอย่างเดียว พิพิธภัณฑ์ยุคใหม่ควรมีการออกแบบพิพิธภัณฑ์เพื่อการเรียนรู้อย่างไรให้ตอบโจทย์ต่อการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน ควรสร้างจินตนาการ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่สนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ที่ขยายวงกว้างมากขึ้น เพื่อให้พิพิธภัณฑ์เป็นหนึ่งในกลไกที่จะกล่อมเกลาเด็กและเยาวชนให้เติบโตขึ้นอย่างมีศักยภาพ พร้อมเป็นผู้ใหญ่ในสังคมแห่งการทำงานเพื่อร่วมพัฒนาประเทศอย่างเป็นระบบ

เพื่อตอบโจทย์ประกอบกับการเปลี่ยนแปลง เมื่อเร็วๆ นี้ พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จัดเสวนาวิชาการในหัวข้อ พิพิธภัณฑ์ไทยในศตวรรษที่ 21 เรื่อง “ทิศทางพิพิธภัณฑ์ยุคใหม่ควรเป็นอย่างไร?” โดยมีผู้ร่วมเสวนา ประภัสสร โพธิ์ศรีทอง นักวิชาการอิสระ ดร.พธู คูศรีพิทักษ์ อาจารย์ประจำหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวัฒนธรรมศึกษา กลุ่มวิชาพิพิธภัณฑ์ศึกษา สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล และ จุลลดา มีจุล ผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) เพื่อหาแนวทางการพัฒนารูปแบบการนำเสนอของพิพิธภัณฑ์ให้มีความทันสมัยและทันเหตุการณ์โลกปัจจุบัน

แหล่งให้ความรู้ทุกผู้ทุกวัย

เปิดประเด็นด้วย ประภัสสร ที่คร่ำหวอดในงานด้านพิพิธภัณฑ์มาเป็นเวลานาน ทั้งในบทบาทของนักวิชาการ และภัณฑารักษ์ ตำแหน่งสุดท้ายของงานด้านพิพิธภัณฑ์คือ ผู้จัดการพิพิธภัณฑ์สิรินธร หรือพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ในฐานะที่ตนเคยทำงานทั้งภัณฑารักษ์ และผู้บริหารพิพิธภัณฑ์ จึงขอกล่าวในฐานะตัวแทนของผู้ทำงานด้านพิพิธภัณฑ์ว่า “คนทำงานพิพิธภัณฑ์จะให้ความสำคัญทั้งงานวิชาการ จากประสบการณ์ที่ผ่านมา มีความเห็นว่าพิพิธภัณฑ์ที่ดี ไม่ควรเต็มไปด้วยเนื้อหาที่แน่นไปด้วยตัวหนังสือเพียงอย่างเดียว ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นสิ่งที่น่าเบื่อ แต่ต้องยอมรับว่ากลุ่มผู้ชมที่ชื่นชอบข้อมูลก็มีจำนวนไม่น้อยโดยเฉพาะวัยผู้ใหญ่ อีกเหตุผลหนึ่งคือเมื่อก่อนพิพิธภัณฑ์ห้ามถ่ายรูป ห้ามสัมผัส คนก็มองว่าเป็นสถานที่ที่ต้องไปอ่านเนื้อหาอย่างเดียว แต่ปัจจุบันแค่คนเข้าไปชม จะไปถ่ายรูปหรือเดินดูเฉยๆ คนทำพิพิธภัณฑ์ก็ดีใจแล้ว ไม่ต้องเข้าไปศึกษาอย่างจริงจังกันทุกคน

อย่างไรก็ตาม พิพิธภัณฑ์ในปัจจุบันมีการนำสื่อผสม และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในรูป Visual Presentation มีรูปแบบของป้ายคำบรรยายที่พอเหมาะพอควร รูปถ่ายประกอบที่เหมาะสม การใช้วิดีโอ การใช้แผนผังที่ดูง่าย ซึ่งสามารถตอบโจทย์กลุ่มคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น เป็นการคุ้มค่าที่จะลงทุน บางครั้งการชมสวยๆ ก็กลายเป็นแรงบันดาลใจ เช่น ไปชมพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ ก็ไม่หวังให้ทุกคนหลงใหลในประวัติศาสตร์ อาจจะมีบางคนเห็นลวดลายโบราณ แล้วได้แรงบันดาลใจในการออกแบบหรือใช้ในงาน นี่คือสัญญาณที่ดี ส่วนงานบริหารซึ่งจะหล่อหลอมให้พิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งประสบความสำเร็จ รวมทั้งต้องมีความชัดเจนในเรื่องราวที่ต้องการนำแสดงผ่านนิทรรศการ และคำนึงถึงกลุ่มเป้าหมายเป็นสำคัญด้วย”

 

ประภัสสร มองว่าในอดีตนิทรรศการภายในไม่สอดคล้องกับกลุ่มผู้ชม ซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เด็กที่เข้าไปชมไม่สนุกและหันหลังให้พิพิธภัณฑ์ “พิพิธภัณฑ์ไม่ได้สร้างมาเพื่อผู้ใหญ่เท่านั้น ดังนั้นจึงควรมีพื้นที่ของพิพิธภัณฑ์สำหรับผู้ใช้ที่วัยต่างกันด้วย อย่างพิพิธภัณฑ์ที่ประเทศออสเตรเลียจะมีพื้นที่สำหรับเด็กเรียกว่า Mini museum for under five เป็นพิพิธภัณฑ์ก่อนวัยเรียน ซึ่งในต่างประเทศให้ความสำคัญกับเด็กก่อนวัยเรียนด้วย โดยจะแบ่งห้องต่างๆ ให้เด็กเรียนรู้ เช่น การใช้เทคโนโลยีในการถ่ายภาพ หรือระบายสี เน้นการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะเขาต้องการให้เด็กได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงให้มากที่สุด รวมทั้งสร้างจินตนาการให้เด็กด้วย”

มีชีวิตชีวา-ให้ความรู้สึก

ขณะที่ ดร.พธู ได้ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ในงานด้านพิพิธภัณฑ์ว่า เมื่อหลายปีก่อนมีโอกาสได้ไปฟังปาฐกถาที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงบรรยายว่า พิพิธภัณฑ์จะต้องเป็นที่สนุกสนาน และมีชีวิตชีวา เหมือนกับเป็น Living Museum และจะต้องเป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับทุกคน ซึ่งเป็นแบบอย่างในการทำพิพิธภัณฑ์ ที่ไม่ว่าจะศตวรรษไหนๆ ก็ยังคงใช้ได้อยู่

ประสบการณ์ที่ได้ทำงานด้านพิพิธภัณฑ์ที่มิวเซียมสยาม รวมถึงประสบการณ์ที่ได้สัมผัสพิพิธภัณฑ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำให้ ดร.พธู บอกเล่าเรื่องราวของพิพิธภัณฑ์ที่ประทับใจ ซึ่งในเมืองไทยเธอแนะนำว่าต้องได้ไปลองเรียนรู้นิทรรศการบทเรียนในความมืด Dialogue in the Dark ที่จามจุรีสแควร์

 

“ความน่าสนใจของพิพิธภัณฑ์นี้คือการได้เรียนรู้จากความมืด ทำให้ได้เรียนรู้ผ่านสัมผัสต่างๆ โดยมีผู้ที่นำชมเป็นผู้พิการทางสายตา หลังจากเข้าชมนิทรรศการนี้แล้วหลายคนเกิดการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงทัศนคติกับผู้พิการทางสายตา ซึ่งตรงกับวัตถุประสงค์ที่จัดนิทรรศการนี้ขึ้นมาที่ต้องการให้คนทั่วไปได้เรียนรู้ การอยู่ร่วมกันในสังคมได้เข้าใจคนอื่นมากขึ้น

อีกแห่งหนึ่ง เดิมเป็นเหมืองเกลือ อยู่ที่ประเทศออสเตรีย ซึ่งเปิดให้คนทั่วไปเข้าเยี่ยมชม เป็นสถานที่ที่ทำให้ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของพื้นที่เหมือง มีวิธีการเล่าเรื่องที่น่าสนใจ มีการจัดแสดงที่กลมกลืนกับธรรมชาติ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้รับความสนุกสนาน เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ให้ทั้งความรู้จากประสบการณ์จริง กระตุ้นให้คิด และสร้างความหมายใหม่ที่เกิดขึ้นเพื่อให้ไปเรียนรู้ต่อ สิ่งสำคัญที่ได้จากพิพิธภัณฑ์ทั้งสองแห่ง คือ ความมีชีวิตชีวา การได้เรียนรู้ประสบการณ์ที่เชื่อมโยงระหว่างภายในและภายนอก รวมทั้งการสื่อสารแบบพหุมิติ ผ่านรูป รส กลิ่น เสียง และการเกิดความเปลี่ยนแปลงทัศนคติบางอย่างไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น”

จากผู้รักษาสู่ผู้สร้างวัฒนธรรม

“คนทั่วไปมักจะคิดว่าคนทำพิพิธภัณฑ์ เป็นผู้รักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรม จึงอยากจะให้ตั้งคำถามกับคนทำงานพิพิธภัณฑ์ว่า เราจะสามารถเปลี่ยนจากผู้คงไว้เป็นผู้สร้างวัฒนธรรมได้ไหม โดยยังทำให้แก่นและปรัชญาของความเป็นพิพิธภัณฑ์ก็จะยังคงอยู่ แต่อาจจะมีการนำทฤษฎีมาผสมผสานกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Meaning (การสื่อความหมาย) หรือ Message (ข่าวสาร) หากเรามี Content (เนื้อหา) จะสื่อออกมาอย่างไร จากสิ่งที่เราจะต้องคิดค้นคว้า หรือเก็บสะสมตลอดเวลา เราจะสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ออกมาสู่สังคมได้บ้างไหม รวมทั้งเรื่องของเจเนอเรชั่นต่างๆ ซึ่งในอนาคตกำลังจะก้าวสู่สังคมผู้สูงวัย ซึ่งพิพิธภัณฑ์ก็ต้องปรับแนวความคิดในการนำประโยชน์ขององค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ การถ่ายทอดมาใช้ในพิพิธภัณฑ์ให้มากขึ้น”

 

จุลลดา เผยมุมมองของเธอที่มีต่ออนาคตพิพิธภัณฑ์ไทยในศตวรรษที่ 21 อีกว่า ทุกวันนี้วิวัฒนาการของพิพิธภัณฑ์พยายามให้เข้าสู่โลกของการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น ทำให้บางพิพิธภัณฑ์ใช้เทคโนโลยีมากเกินไป จนบดบังความสำคัญของเนื้อหาสาระที่เป็นแก่นของพิพิธภัณฑ์ “พิพิธภัณฑ์ที่ดิฉันชื่นชอบ ต้องเน้นนวัตกรรมทางความคิด รวมทั้งสามารถผสมผสานระหว่างการความเก่าและใหม่อย่างลงตัว เช่น โบสถ์โบราณในยุคกลางแห่งหนึ่งของต่างประเทศ ที่นำงานศิลปะเข้าไปจัดแสดง ทำให้กลายเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ที่น่าจดจำ รวมทั้งเป็นจุดเปลี่ยนความรู้สึกที่ผู้คนมีต่อพิพิธภัณฑ์ด้วย”

แม้ว่าโลกเปลี่ยนไป และมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้เกิดการเรียนรู้ สร้างความน่าสนใจให้กับพิพิธภัณฑ์มากขึ้นเท่าไร สิ่งที่จำเป็นสำหรับพิพิธภัณฑ์ในไทย คือการสร้างความผูกพัน ความใกล้ชิดกับชุมชน และการมีส่วนร่วมของผู้ชมซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญ ในอนาคตเทคโนโลยีจะไปไกลเพียงใด แต่หากไม่ได้สื่อสารแบบเห็นหน้าค่าตา หรือไม่ได้เรียนรู้ผ่านรูป รส กลิ่น เสียง ก็ไม่ทำให้เกิดประสบการณ์ร่วมที่แท้จริง

ดังนั้น พิพิธภัณฑ์ในอนาคตน่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ไม่มีพรมแดน และสลายกำแพงในเรื่องของการเรียนรู้ที่ทั้งในระบบหรือนอกระบบที่จะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน

 

ยังคงคิดถึง เมืองเขลางค์นคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 เมษายน 2559 เวลา 11:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/426002

ยังคงคิดถึง เมืองเขลางค์นคร

โดย…สืบสิน ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

แต่ก่อนแต่ไร เมื่อพูดถึงภาคเหนือ ผมมีความรู้สึกว่า จ.ลำพูน และ จ.ลำปาง เป็นเสมือนเมืองผ่าน ที่แทบจะทุกคนมักข้ามไปเที่ยวกันที่ จ.เชียงใหม่ หรือไม่ก็ จ.เชียงราย กันเสียมากกว่า แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วทั้งลำพูนและลำปางนั้นมีสถานที่ท่องเที่ยวและวัฒนธรรมมีความเป็นมาที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

แม้ไม่ได้มาเยือนเป็นเวลานาน แต่ จ.ลำปาง หรือเมืองเขลางค์นคร ก็ยังคงตรึงอยู่ในความทรงจำของผมอยู่เสมอ ครั้งหนึ่งผมเคยเดินทางไปท่องเที่ยวแบบไม่มีจุดหมาย แล้วปลายทางของผมก็มาลงเอยที่ลำปาง คราวนั้นผมไปสัมผัสกับลำปางราวเดือน พ.ย. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อากาศเริ่มหนาวพอดี ผมมีโอกาสไปสัมผัสกับน้ำพุร้อนแจ้ซ้อน ก่อนเข้าไปเยือนพระธาตุลำปางหลวงในตัวเมือง พร้อมทั้งเดินทางไปหลายสถานที่ ถึงวันนี้ผมยังคงหลงรักลำปางครับ

 

ลำปาง เดิมชื่อ เขลางค์นคร เป็นเมืองหลวงคู่แฝดกับอาณาจักรหริภุญไชย ซึ่งเจ้าเมืองทั้งสองเป็นโอรสแฝดของพระนางจามเทวี นับเป็นอีกจังหวัดในภาคเหนือที่เป็นแหล่งอารยธรรมล้านนาไทยที่น่าสนใจ ทั้งขนบธรรมเนียมประเพณีที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ มีวัดวาอารามและสถาปัตยกรรมท้องถิ่น มีรถม้าที่ไม่เหมือนใคร มีอาหารการกินแสนอร่อย มีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ทำให้ลำปางกลายเป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นเป็นของตัวเอง

ส่วนแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ยังคงความอุดมสมบูรณ์และสวยงาม มีอุทยานแห่งชาติหลายแห่งที่มีเสน่ห์น่าดึงดูดมากมาย สิ่งเหล่านี้ทำให้ จ.ลำปาง กลายเป็นจุดหมายที่นักเดินทางทั้งหลายต้องแวะ เที่ยวชม และวันนี้ผมขอแนะนำสถานที่เที่ยวลำปาง ที่คุณจะรู้สึกเห็นพ้องกับผมว่าเขลางค์นครแห่งนี้ไม่ใช่เป็นเพียงแค่เมืองผ่านอีกต่อไป

 

วัดพระธาตุลำปางหลวง ตั้งอยู่ที่ ต.ลำปางหลวง อ.เกาะคา เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองลำปางมาแต่โบราณ ตามตำนานกล่าวว่า มีมาตั้งแต่สมัยพระนางจามเทวี ราวปลายพุทธศตวรรษที่ 20 เป็นวัดไม้ที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย งดงามด้วยสถาปัตยกรรมเก่าแก่มากมาย

พระธาตุลำปางหลวง เป็นพระธาตุประจำปีเกิดของคนปีฉลู ด้วยเริ่มสร้างในปีฉลูและเสร็จในปีฉลูเช่นกัน ฐานเป็นบัวลูกแก้ว ส่วนองค์เป็นทรงกลมแบบล้านนาภายนอกบุด้วยทองจังโก ยอดฉัตรทำด้วยทองคำ มีลายสลักดุนเป็นลวดลายประจำยามแบบต่างๆ ลักษณะเจดีย์แบบนี้ได้ส่งอิทธิพลต่อพระธาตุหริภุญไชย และพระบรมธาตุจอมทอง

 

นอกจากนี้ ยังมีวิหารหลวง วิหารขนาดใหญ่ที่สร้างเมื่อ พ.ศ. 2019 โดยเจ้าหมื่นคำเป๊ก ภายในมีซุ้มปราสาททองเป็นที่ประดิษฐานพระเจ้าล้านทอง ด้านหลังเป็นที่ประดิษฐานพระเจ้าทันใจ บนแผงไม้คอสองมีภาพจิตรกรรมเก่าแก่งดงามเรื่องทศชาติและพรหมจักร

วัดพระธาตุลำปางหลวงยังเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วดอนเต้า (พระแก้วมรกต) พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของ จ.ลำปาง เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ศิลปะล้านนาสลักด้วยหยกสีเขียว มีงานนมัสการพระแก้วดอนเต้าในวันเพ็ญเดือน 12 ของทุกปี

 

สะพานรัษฎาภิเศก หรือสะพานขาว ตั้งอยู่ที่ถนนรัษฎา อ.เมือง เจ้าผู้ครองนครเป็นผู้ที่ตั้งชื่อจากพิธีเฉลิมฉลองรัชดาภิเษก สมัยรัชกาลที่ 5 สะพานรัษฎาเป็นสะพานร่วมสมัยกับยุคอารยธรรมรถไฟมีอายุผ่านสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 มาแล้ว และรอดพ้นจากการโจมตีทิ้งระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรมาได้ด้วยการทาสีพรางตา และด้วยการอ้างว่าสะพานแห่งนี้ไม่มีประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ของนางลูซี สคาร์ลิง อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนวิชานารี ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของกองทัพสัมพันธมิตรในขณะนั้น

อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน อยู่ใน อ.เมืองปาน มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 592 ตารางกิโลเมตร เป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ มีสภาพป่าอันอุดมสมบูรณ์และเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีน้ำตกและบ่อน้ำร้อนอยู่ในบริเวณเดียวกัน ซึ่งถือเป็นความมหัศจรรย์อย่างหนึ่ง ฤดูที่เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวและมีอากาศเย็นสบาย คือ เดือน พ.ย.-ก.พ. ซึ่งจะมีห้องอาบน้ำแร่ไว้บริการอย่างสะดวกสบาย

 

วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม ตั้งอยู่บนถนนสุชาดา ต.เวียงเหนือ อ.เมือง เป็นวัดเก่าแก่ มีอายุนับพันปี เคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) ตั้งแต่ พ.ศ. 1979 เป็นเวลานานถึง 32 ปี เหตุที่วัดนี้ได้ชื่อว่า วัดพระแก้วดอนเต้า มีตำนานกล่าวว่า พระมหาเถระแห่งวัดนี้ได้พบแก้วมรกตในแตงโม (ภาษาเหนือเรียกว่า หมากเต้า) และนำมาแกะสลักเป็นพระพุทธรูป ต่อมาจึงได้อัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดพระธาตุลำปางหลวงจนถึงปัจจุบัน

กาดกองต้า ถนนคนเดินกาดกองต้า ตั้งอยู่ที่ถนนตลาดเก่า ริมแม่น้ำวัง อ.เมืองลำปาง เดิมเป็นย่านชุมชนทางเศรษฐกิจที่มีอายุกว่า 100 ปี เริ่มจากชัยภูมิที่เป็นที่ริมแม่น้ำวัง และต่อมาได้พัฒนาไปเป็นศูนย์กลางการค้าขายและส่งผ่านสินค้าสำคัญของเมืองลำปาง รูปแบบของสถาปัตยกรรมมีความหลากหลายทั้งศิลปะตะวันตก พม่า-ไทใหญ่ และจีน กาดกองต้าจำหน่ายสินค้าพื้นเมือง สินค้าทำมือ อาหารพื้นบ้าน สินค้าที่ระลึกที่ควรซื้อหามาฝากกัน

วัดศรีชุม ตั้งอยู่ที่ถนนศรีชุม-แม่วะ ต.ศรีชุม อ.เมือง เป็นวัดเมียนมาที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาวัดของเมียนมาที่มีอยู่ในประเทศไทยทั้งหมด สร้างใน พ.ศ. 2433 โดยคหบดีเมียนมาชื่อ อูโย ซึ่งติดตามชาวอังกฤษเข้ามาทำงานป่าไม้ในประเทศไทย เมื่อตัวเองมีฐานะดีขึ้นจึงต้องการทำบุญโดยสร้างวัดศรีชุมขึ้นมา จุดเด่นของวัดนี้เดิมอยู่ที่พระวิหาร ซึ่งเป็นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้มีศิลปะการตกแต่งแบบล้านนาและของเมียนมา หลังคาเครื่องไม้ยอดแหลมแกะสลักเป็นลวดลายสวยงามมาก แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าเกิดเหตุเพลิงไหม้พระวิหารทั้งหลัง วัดศรีชุมได้รับการจดทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อ พ.ศ. 2524

 

ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย และสวนป่าทุ่งเกวียน ตั้งอยู่ที่บ้านทุ่งเกวียน ต.เวียงตาล อยู่ในความดูแลของอุตสาหกรรมป่าไม้ภาคเหนือ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) แต่เดิม อ.อ.ป.เป็นศูนย์ฝึกลูกช้างซึ่งเป็นแห่งแรกและแห่งเดียวในโลก โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ พ.ศ. 2512 เป็นสถานที่เลี้ยงและฝึกลูกช้างเพื่อให้เชื่อฟังคำสั่งและมีความชำนาญในการทำไม้ ขณะที่แม่ช้างไปทำงานในป่า และเนื่องจากมีนโยบายปิดป่าซึ่งทำให้ช้างต้องว่างงาน ศูนย์ฝึกลูกช้างจึงถูกปรับมาเป็นสถานที่ดูแลช้างแก่และเจ็บป่วย และที่นี่ยังเป็นสถานที่ตั้งของโรงพยาบาลช้างด้วย ต่อมาในเดือน ม.ค. 2535  อ.อ.ป.ได้ก่อตั้งศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยขึ้น และจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

รถม้าของดีเมืองลำปาง นับย้อนหลังไปช่วง 80 ปีที่แล้ว สมัยของเจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิต ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 การคมนาคมขนส่งทางรถยนต์ยังพัฒนาไม่ถึงนครลำปาง รถม้าเป็นพาหนะชนิดเดียวที่ได้รับความนิยมในการเดินทางสูงสุดและสามารถใช้บรรทุกของหรือสินค้า รถม้าคันแรกได้ถูกซื้อมาจากกรุงเทพฯ ขณะนั้นทางกรุงเทพฯ มีรถยนต์ใช้มากขึ้น บทบาทของรถม้าลากในกรุงเทพฯ จึงลดลงรถม้าจึงได้ถูกนำมาใช้ที่นครลำปาง และยังได้กระจายไปสู่เมืองหลักของภาคต่างๆ แต่ด้วยเหตุใดไม่ปรากฏผู้ประกอบการรถม้าในเมืองดังกล่าวจึงเลิกกิจการไป คงเหลือแต่เฉพาะ จ.ลำปาง แห่งเดียว

สงกรานต์นี้หากยังไม่มีโปรแกรมเดินทางไปเล่นสาดน้ำที่ไหน ผมว่าลำปางนี่ล่ะน่าจะเป็นชอยส์ที่คุณไม่ควรมองข้าม เพราะช่วงเวลานี้ทาง จ.ลำปาง จะจัดงานสลุงหลวง กลองใหญ่ ซึ่งนับเป็นขบวนแห่สลุงหลวงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เดียวในโลกเลยทีเดียว

 

ไฮแอท เพลส ภูเก็ต ป่าตอง ไลฟ์สไตล์ 24/7

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 เมษายน 2559 เวลา 09:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/425883

ไฮแอท เพลส ภูเก็ต ป่าตอง ไลฟ์สไตล์ 24/7

โดย…นิทรา ราตรี

หลายคนคุ้นชื่อแบรนด์ไฮแอท แต่ไม่รู้จัก ไฮแอท เพลส นั่นเพราะ ไฮแอท เพลส ภูเก็ต ป่าตอง (Hyatt Place Phuket Patong) เพิ่งเปิดตัวเป็นแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวแบบ 24/7 โรงแรมจึงเน้นความสะดวกสบาย ใกล้แหล่งท่องเที่ยว มีพื้นที่ส่วนกลางให้พบปะเพื่อนใหม่และให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

บริการที่เป็นเอกลักษณ์ของโรงแรม คือ ไฮแอท แกลเลอรี่ โฮสท์ หรือพนักงานต้อนรับที่ไม่ได้เป็นแค่ผู้ช่วยในการเช็กอิน-เช็กเอาต์ แต่ยังเป็นบาริสตา บาร์เทนเดอร์และผู้แนะนำการเดินทาง ที่นี่เรียกบริเวณล็อบบี้ว่าแกลเลอรี่ ประกอบด้วย ส่วนต้อนรับ ร้านค้า ร้านกาแฟ บาร์ ซึ่งล้วนเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงพื้นที่อเนกประสงค์ให้ผู้เข้าพักได้พบปะสังสรรค์และสร้างมิตรภาพใหม่ ตามแนวคิดของโรงแรมที่ต้องการสร้างประสบการณ์โซเชียลไลซ์ (Socialize) ให้ทุกคน

ห้องพักมีจำนวน 161 ห้อง แบ่งเป็นห้องมาตรฐานและห้องสวีท โดยห้องมาตรฐานมีลักษณะเหมือนกันทุกประการทั้งขนาด ระเบียง ฟังก์ชั่นในห้อง จะแตกต่างเพียงทิวทัศน์ที่แยกเป็นวิวภูเขา วิวสระว่ายน้ำ และวิวทะเลป่าตอง ส่วนรายละเอียด เช่น เตียงนอน มีความพิเศษตรงที่เป็น ไฮแอท แกรนด์ เบด ผลิตขึ้นเพื่อแบรนด์ไฮแอทโดยเฉพาะ มีคุณสมบัติช่วยทำให้หลับลึกขึ้นโทรทัศน์เป็นเอชดีทีวีที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ มีห้องพักที่รองรับผู้พิการ ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกเฉพาะที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตและความปลอดภัย ส่วนห้องสวีทมีขนาดใหญ่กว่าห้องปกติหนึ่งเท่าตัวจำนวน 10 ห้อง

 

ห้องอาหารมีให้บริการที่แกลเลอรี่ คิทเช่น โดยช่วงเช้าตรู่เวลา 06.00-10.30 น. บริการเป็นบุฟเฟ่ต์อาหารเช้า จากนั้นไม่ว่าช่วงเวลาใด ผู้เข้าพักสามารถสั่งอาหารในแกลเลอรี่ เมนู ได้ตลอด 24 ชั่วโมง องค์ประกอบอื่นๆ ในโรงแรม ได้แก่ สระว่ายน้ำฟิตเนส จุดบริการคอมพิวเตอร์ Wi-Fi ฟรีทั่วโรงแรม และบริการ Odds & Ends สำหรับคนขี้ลืม โดยผู้เข้าพักสามารถยืมสายชาร์จโทรศัพท์ หรือถ้าต้องการหาซื้อของใช้อย่างอื่นก็สามารถขอความช่วยเหลือได้ที่ไฮแอท แกลเลอรี่ โฮสท์ และสำคัญที่สุดคือเรื่องเที่ยวโรงแรมมีบริการรถเข้าเมืองฟรีไปยังแหล่งช็อปปิ้งย่านป่าตอง และเหล่าโฮสท์ทั้งหลายยินดีช่วยวางแผนการเดินทางโดยใช้ประสบการณ์แบบคนท้องถิ่นแนะนำ

ไฮแอท เพลส ภูเก็ต จึงเป็นทางเลือกให้นักท่องเที่ยวที่ชอบแบรนด์ไฮแอท ต้องการความมั่นใจในมาตรฐานทั้งงานบริการและคุณภาพโรงแรม แต่ในขณะเดียวกันก็ยังต้องการสัมผัสความสนุกสนาน ความคล่องตัวและความเป็นกันเอง ซึ่ง ไฮแอท เพลส ก็ตอบสนองผ่านบรรยากาศที่สดใส เรียบง่ายและอัธยาศัยที่สร้างความสบายใจขณะเข้าพัก

Price : ราคา 2,500-3,500 บ.

Place : ริมหาดป่าตอง ซ. พระบารมี 4 จ.ภูเก็ต โทร. 076-626-777 เว็บไซต์ phuketpatong. place.hyatt.com

Promotion : –

 

พักร้อนฉบับชาววัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 เมษายน 2559 เวลา 09:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/425882

พักร้อนฉบับชาววัง

โดย…กาญจน์ อายุ

ฤดูร้อนปีนี้เปลี่ยนไปเมื่อได้ไปเยือนพระราชวังฤดูร้อน หนึ่งคือ พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ริมชายหาดชะอำ จ.เพชรบุรี และสอง พระจุฑาธุชราชฐาน บนเกาะสีชัง จ.ชลบุรี สถานที่อันทรงคุณค่าด้านสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ที่เปิดโอกาสให้คนทั่วไปชื่นชม

ความเรียบง่าย : พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน

ไปหัวหินไม่รู้กี่ร้อนแต่ไม่เคยไปพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน จนกระทั่งร้อนนี้บนเส้นทางหัวหิน-กรุงเทพฯ ป้ายบอกทางเลี้ยวขวาพระราชนิเวศน์มฤคทายวันชัดเจนกว่าทุกที จึงไม่ขัดสัญชาตญาณเลี้ยวเข้าไปในค่ายพระราม 6 แล้วจอดรถหน้าทางเข้าพระราชวัง

ทุ่งหญ้าสีเหลืองบนเกาะสีชัง

 

เริ่มน่าสนใจตั้งแต่ทางเข้าที่แบ่งเป็น 2 เลน ซ้ายสำหรับจักรยาน ส่วนขวาสำหรับคนเดิน แน่นอนว่าช่องซ้ายน่าสนใจกว่า (ไม่ไกลนักมีร้านจักรยานให้บริการ) แต่อีกใจก็อยากค่อยๆ ก้าวย่างชื่นชมพระราชวังให้สมกับเป็นครั้งแรก จึงได้ชิดขวาต่อแถวกรุ๊ปทัวร์ที่กำลังรอจ่ายค่าธรรมเนียม ผู้ใหญ่คนละ 30 บาท เด็กคนละ 15 บาท ในตั๋วเขียนว่าบริจาคให้มูลนิธิพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน นั่นจึงไม่ใช่ค่าเข้าชมเสียทีเดียว

จากนั้นจะเจอทางเข้าอีกชั้นเพื่อคัดกรองนักท่องเที่ยว หญิงนุ่งสั้นต้องไปรับผ้าถุง ถ้าเป็นชายต้องไปรับโจงกระเบน สำหรับคนที่มีกล้องใหญ่ต้องไปเซ็นชื่อยินยอมข้อตกลงเรื่องการถ่ายภาพ และทุกคนต้องเข้าใจกฎระเบียบที่เคร่งครัด 4 ข้อ ห้ามเข้าสนามหญ้า ห้ามลงชายหาด แต่งกายสุภาพ และสำรวมกิริยา (ถ่ายภาพด้วยท่าทีสุภาพ ห้ามกระโดด)

มองผ่านหน้าต่างชมซุ้มลีลาวดี

 

ผู้บรรยายกล่าวว่า พระราชนิเวศน์มฤคทายวันเป็นพระราชวังในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 โปรดให้มีลักษณะเรียบง่าย เน้นความโปร่งโล่งให้เข้ากับธรรมชาติและชายทะเล ซึ่งในอดีตป่าใน ต.ห้วยทรายเหนือ มีเนื้อทรายและกวางอาศัยอยู่มาก (คำว่า มฤค เป็นภาษามคธ แปลว่า เนื้อทราย) กล่าวกันว่า พระองค์ทรงร่างแบบพระราชนิเวศน์ด้วยฝีพระหัตถ์ และให้สถาปนิกชาวอิตาเลียนออกแบบ ลักษณะเรือนไทยผสมยุโรป สร้างด้วยไม้สักทองทั้งหลัง แบ่งเป็นหมู่พระที่นั่ง 3 องค์ มีความยาว 399 เมตร แบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ หมู่พระที่นั่งสโมสรเสวกามาตย์ (ท้องพระโรง) หมู่พระที่นั่งสมุทรพิมาน  (เขตที่ประทับฝ่ายหน้า) และหมู่พระที่นั่งพิศาลสาคร (เขตที่ประทับฝ่ายใน) รวมทั้งหมด 16 อาคาร เชื่อมต่อกันด้วยระเบียงทางเดินมุงหลังคาตามแนวทิศเหนือจรดใต้ และมีบันไดรวมกัน 23 แห่ง

อาคารหันหน้าสู่ชายทะเลเป็นแนวขนานเพื่อรับลมทะเลในเวลากลางวันและลมจากภูเขาในเวลากลางคืน ลักษณะเป็นเรือนสองชั้น หลังคาเป็นทรงปั้นหยา มุงด้วยกระเบื้องว่าว เพดานสูง มีเกล็ดระบายความร้อนจากช่องระหว่างฝ้าเพดานกับหลังคา บานกระทุ้งตีเกล็ดให้รับลม และใต้ถุนสูงช่วยให้อากาศถ่ายเท ระบายความชื้นจากทะเล ป้องกันสัตว์ป่า และทำให้เวรยามมองเห็นพระที่นั่งได้ชัดเจน

เกาะสีชัง พระจุฑาธุชราชฐาน ชลบุรี

 

บทหนึ่งใน “นิราศตามเสด็จ เสด็จพระราชดำเนินประพาสพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน พระพุทธศักราช 2467” โดยพระยาอนุศาสน์จิตรกร เมื่อครั้งตามเสด็จล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 ในการแปรพระราชฐานไปประทับที่พระราชนิเวศน์ระหว่างเดือน เม.ย.-ก.ค. ประพันธ์ว่า

พระที่นั่งดั่งพิมาน มโหฬารดูสดใส พร้อมพรั่งทั้งน่าใน งามเงื่อนล้ำในอัมพร

นามสมุทพิมาน งามตระการประภัศร อีกพิศาลสาคร ได้ลมดีมิได้ขาด

อีกองค์งามบวร สโมสรเสวกามาตย์ ตั้งอยู่หัวแหลมหาด เฉลียงโปร่งโล่งสบาย

อันเป็นการบรรยายถึงหมู่พระที่นั่งและบรรยากาศริมชายหาดชะอำเมื่อครั้งได้มาถึงพระราชนิเวศน์เป็นครั้งแรก

พระราชวังริมทะเล

 

ความน่าสนใจทางสถาปัตยกรรมยังอยู่ที่เสาทั้ง 1,080 ต้น ทั้งหมดห่างเท่ากันเรียกว่า ระบบพิกัด (Modular System) โดยเสาชั้นล่างทำจากคอนกรีตส่วนชั้นบนทำจากไม้ ทุกต้นมีการหล่อขอบฐานและยกขอบขึ้นเป็นรางหรือที่เรียกว่าบัวขอบ เพื่อใส่น้ำกันมดและแมลงขึ้นอาคาร นอกจากนี้นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นชมหมู่พระที่นั่งตามรอบเวลา รอบละ 20 คน จำกัดไม่เกิน 960 คน/วัน

ปัจจุบันพระราชนิเวศน์ อายุ 93 ปี ทว่ายังคงความสวยงามทางสถาปัตยกรรมไว้อย่างสมบูรณ์ รวมถึงสวนทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ สวนเวนิสวานิช สวนศกุนตลา และสวนมัทนะพาธา ที่ยังคงความชอุ่มเขียวตั้งแต่อดีตถึงวันนี้

พระราชนิเวศน์มฤคทายวันทำให้หัวหินพิเศษขึ้น แต่ครั้งหน้าจะพิเศษกว่าเพราะคิดไว้แล้วว่าจะกลับไปเข้าช่องซ้าย ปั่นจักรยานกินลมชมวังและละเลียดสถาปัตยกรรมในมุมห่างบ้างคงจะดี

พระเจดีย์อุโบสถ วัดอัษฎางคนิมิตร

 

ความรัก : พระจุฑาธุชราชฐาน

เกาะสีชังกลายเป็นเกาะแห่งรักตั้งแต่มี “เขาเล่าว่า…” กับตำนาน ที่ใดมีรักของบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ที่นั่นย่อมอบอวลไปด้วยพลังแห่งรัก ใครที่อยากเติมพลังต้องไปรับแสงแรก ณ ปลายสะพานอัษฎางค์ และอธิษฐานกับแสงสุดท้าย ณ ช่องอิศริยาภรณ์

นั่งเรือเมล์จากเกาะลอย (ศรีราชา) จ.ชลบุรี ผ่านเรือคอนเทนเนอร์ยักษ์ที่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองท่าอุตสาหกรรม นั่งดื่มลมไปราว 45 นาที ก็เทียบท่าที่เกาะสีชัง สีชังเป็นอีกเกาะที่บอกผ่านเสมอด้วยข้ออ้างว่า “มาตอนไหนก็ได้” ทั้งที่อยู่ไกลจากกรุงเทพฯ แค่ 2 ชม. จนกระทั่งวันที่บอกตัวเองให้โยนข้ออ้างทิ้งแล้วหิ้วเสื้อผ้าข้ามทะเล เพื่อรู้ว่า “ทำไมไม่มาเสียตั้งนาน”

ระเบียงทางเดินสู่ทะเล

 

พระจุฑาธุชราชฐานเป็นพระราชวังฤดูร้อนในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่พักฟื้นของพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวรราชเทวี และยังเป็นที่ประทับส่วนพระองค์ระหว่างที่พระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีตั้งครรภ์และใกล้มีพระประสูติกาล ต่อมาพระองค์ทรงสถาปนาพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีให้เป็นสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ ถือเป็นสมเด็จพระบรมราชินีนาถพระองค์แรกของประเทศ แสดงถึงพระฐานะที่สูงสุดเหนือกว่าตำแหน่งสมเด็จพระอัครมเหสีทั้งปวง และทรงพระราชทานนามพระราชวังตามพระนามสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก ผู้เป็นพระราชโอรส พระจุฑาธุชราชฐานจึงเปรียบเป็นตัวแทนความรักยิ่งใหญ่ของชายคนหนึ่งที่มีให้หญิงคนรัก

นอกจากนี้ พระองค์ยังได้สร้างอาไศรยสฐาน 3 หลัง ได้แก่ เรือนผ่องศรี เรือนวัฒนา และเรือนอภิรมย์ รวมถึงตำหนักอื่นๆ อีก 14 ตำหนัก และพระที่นั่ง 4 องค์ที่มีชื่อคล้องจ้องกัน คือ โกสีย์วสุภัณฑ์ มันธาตุรัตนโรจน์ โชติรสประภาต์ และเมขลามณี

ผู้บรรยายนุ่งโจงกระเบนและผ้าถุงแบบไทย

 

เวลานี้ต้นลีลาวดีกำลังชูดอกอยู่เรียงรายตามทางเดิน นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปชมในอาคารที่เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ เช่น เรือนผ่องศรีใช้จัดแสดงนิทรรศการพระราชประวัติและบุคคลสำคัญบนเกาะสีชัง เรือนวัฒนา จัดแสดงนิทรรศการเหตุการณ์สำคัญในเกาะสีชังสมัย ร.5 เรือนอภิรมย์ ใช้เป็นสถานที่จัดแสดงสิ่งปลูกสร้างในสมัย ร.5 นอกจากนี้พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสะพานลงไปในทะเลด้านหน้าวัง พระราชทานนามว่า สะพานอัษฎางค์ ซึ่งปัจจุบันยังคงมีอยู่แต่ถูกปรับปรุงไปหลายคราตามกาลเวลา ส่วนช่องอิศริยาภรณ์หรือช่องเขาขาด อยู่ทางทิศตะวันตกของเกาะ เป็นที่ตั้งของ ที่แลราชโกษา ร. 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับทอดพระเนตรพระอาทิตย์ตก กระทั่งทุกวันนี้ช่องเขาขาดก็ยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่โรแมนติกที่สุดบนเกาะสีชัง

อย่างที่กล่าวไปในตอนต้นว่า ฤดูร้อนปีนี้เปลี่ยนไปเมื่อได้ไปเยือนพระราชวังฤดูร้อน นั่นเพราะปลายทางทั้งสองแห่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งทำให้ฤดูร้อนเป็นสีซีเปีย ทำให้เมืองชายทะเลเป็นหนังสือประวัติศาสตร์ ทำให้สิ่งที่ถูกมองข้ามเป็นสิ่งสำคัญ และที่สำคัญที่สุดคือทำให้วันพักร้อนมีความหมายมากกว่าเดิม

สวนเวนิสวานิช

 

มองลอดแนวต้นสน

 

นักท่องเที่ยวต้องแต่งกายสุภาพและถ่ายภาพด้วยความเคารพ

 

ดูจีนยุคใหม่ ต้องแวะไปปักกิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/440828

ดูจีนยุคใหม่ ต้องแวะไปปักกิ่ง

โดย…ทีมงานโลก 360

ในภาวะที่เศรษฐกิจของยุโรปกำลังอ่อนแอเศรษฐกิจของสหรัฐค่อนข้างฟื้นตัวช้า จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าทวีปเอเชียซึ่งมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น กำลังจะกลายเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจโลก และกำลังก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในเวทีโลก(The Rising of Asia) จะเห็นได้จากผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ดังๆ ระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Samsung, Lenovo, Alibaba หรือแม้แต่ Hyundai ก็ล้วนแต่เป็นแบรนด์ที่ใช้นวัตกรรมของประเทศในเอเชียแทบทั้งนั้น

และหากเราจะพูดถึงประเทศที่ยิ่งใหญ่และมีบทบาทสำคัญด้านเศรษฐกิจที่โดดเด่นที่สุดในเอเชีย ก็คงหนีไม่พ้นที่จะต้องกล่าวถึงประเทศจีน เพราะประเทศนี้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จนเราต้องยอมรับว่า จีนในวันนี้คือ หนึ่งในมหาอำนาจที่สำคัญของโลก ดังนั้นสัปดาห์นี้ ทีมงานโลก 360 องศา จึงขอพาคุณผู้อ่านทุกท่านไปรู้จักกับประเทศจีนในแง่มุมใหม่ๆ ผ่านการเดินทางของพวกเรากันที่กรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของประเทศจีน

พระราชวังต้องห้าม หนึ่งในมรดกโลกถือเป็นสิ่งก่อสร้างที่แสดงให้เห็นถึงความชาญฉลาดของมนุษย์

 

เราเริ่มต้นการเดินทางไปยังสถานที่ที่คนจีนเขาเชื่อกันว่า ถ้าไม่ได้มาเยือน ถือว่ามาไม่ถึงจีน นั่นก็คือ กำแพงเมืองจีน หรือที่ในภาษาจีนเรียกว่า ฉางเฉิน กำแพงเมืองจีนนั้น เริ่มสร้างขึ้นครั้งแรกเมื่อประมาณ 2,500 ปีที่แล้วในสมัยราชวงศ์หมิง โดยมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันการรุกรานจากศัตรู ซึ่งสมญานามที่ว่ากำแพงหมื่นลี้ นั้นก็มาจากความยาวของกำแพงที่ยาวเท่ากับ 1 หมื่นลี้  หรือประมาณ 6,400 กิโลเมตร โดยมีด่านปาต้าหลิ่ง เป็นจุดชมกำแพงเมืองจีนที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากที่สุด เนื่องจากเป็นด่านที่ใกล้กรุงปักกิ่งมากที่สุด และมีวิวทิวทัศน์สวยงามที่สุด มากไปกว่านั้นยังเป็นส่วนที่มีจุดชมวิวที่สูงที่สุดอยู่อีกด้วย การเดินทางมาที่นี่ สามารถเดินทางจากกรุงปักกิ่งด้วยรถไฟฟ้าใต้ดิน สายที่ 2 ลงที่สถานีจี้ฉุยถาน และต่อรถบัส สาย 919 มาลงที่ด่านปาต้าหลิ่งได้อย่างสะดวกสบาย

นอกจากเหนือจากกำแพงเมืองจีนแล้ว มาปักกิ่งก็ต้องห้ามพลาดที่จะไปชมจัตุรัสเทียนอันเหมิน

จัตุรัสใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก จัตุรัสแห่งนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากจัตุรัสแดงของประเทศรัสเซีย ซึ่งก็มีพื้นที่ทั้งหมด 4.4 แสนตารางเมตร (ตร.ม.) และสามารถจุคนได้กว่า 1 ล้านคน  มีความสำคัญคือ สถานที่นี้เป็นที่ท่านประธานเหมาเจ๋อตง ประกาศสถาปนาประเทศจีนใหม่หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า “สาธารณรัฐประชาชนจีน รวมถึงยังเป็นสถานที่เกิดเหตุการณ์สำคัญๆ มากมายของประเทศ และเมื่อเราเดินผ่านประตูเทียนอันเหมินเข้าไปก็จะพบกับอีกสถานที่หนึ่งซึ่งสำคัญไม่แพ้กัน นั่นก็คือ พระราชวังต้องห้าม หรือ กู้กง พระราชวังแห่งนี้ ถูกสร้างขึ้นใน พ.ศ. 1949 มีพื้นที่ทั้งหมด 7.2 แสน ตร.ม. ในอดีตเป็นสถานที่ประทับของจักรพรรดิในราชวงศ์หมิงและชิง จำนวน 24 พระองค์ จึงเป็นเขตหวงห้ามสำหรับประชาชนทั่วไป

อีกหนึ่งสิ่งที่ต้องห้ามพลาดเมื่อมาถนนคนเดินหวังฝู่จิง ก็คือการมาลองชิมอาหารเสียบไม้แปลกๆ

ภายในพระราชวังแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ วังหน้าและวังใน ซึ่งวังหน้าจะเป็นเขตที่ฮ่องเต้ออกว่าราชการ ส่วนวังในเป็นเขตของเหล่าสนมและนางใน ซึ่งเป็นเขตหวงห้ามสำหรับผู้ชาย  พระราชวังแห่งนี้ ประกอบไปด้วยพระตำหนัก พระที่นั่ง ท้องพระโรง โดยสามารถนับรวมจำนวนห้องได้มากถึง 9,999 ห้อง

ใน ค.ศ. 1978 หลังจากที่ประเทศจีนมีนโยบายปฏิรูปประเทศเพื่อนำประเทศไปสู่ความทันสมัย ต้องยอมรับว่าจีนนั้นพัฒนาอย่างก้าวกระโดด และเป็นจีนยุคใหม่ที่มีความเป็นสากลมากขึ้น ดังนั้นภาพลักษณ์ของจีนในอดีตในสายตาชาวโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความไม่มีระเบียบ การแซงคิวแย่งซื้อสินค้า เสียงดัง เอะอะโวยวาย รวมไปถึงชอบบ้วนน้ำลายหรือขากเสลดตามท้องถนนทุกวันนี้ภาพเหล่านั้นแทบจะไม่มีให้เห็นแล้ว ทั้งนี้ส่วนหนึ่งก็น่าจะเป็นเพราะเศรษฐกิจดีขึ้น สังคมพัฒนามากขึ้น ทำให้ทุกวันนี้เราจะเห็นคนจีนที่แต่งตัวดีขึ้น มีมารยาทและสุภาพเรียบร้อยมากขึ้น

การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนอย่างรวดเร็ว ส่วนใหญ่มาจากการผลิตและส่งออกสินค้า นานาประเทศเริ่มยอมรับในสินค้าต่างๆ ที่ตีตราว่า Made in China มากขึ้น ว่าไม่ได้เป็นสินค้าคุณภาพต่ำอย่างที่ผ่านมา ทำให้สินค้าจีนยังสามารถเป็นของดีมีคุณภาพ ที่ขายได้ในราคาที่สามารถแข่งขันในตลาดได้

ถนนคนเดินสายวัฒนธรรมเฉียนเหมิน(Qianmen) ถือเป็นถนนการค้าที่เก่าแก่ที่สุดของกรุงปักกิ่ง ที่มีอายุมากกว่า 600 ปี ในสมัยก่อนนั้นถูกใช้เป็นเส้นทางที่ฮ่องเต้เสด็จผ่าน เพื่อไปสักการะบวงสรวงเทพเทวดาที่หอฟ้าเทียนฐาน ดังนั้นบ้านเรือนของประชาชนบริเวณนี้จึงมีการคมนาคมที่สะดวก และได้รับความนิยมจากชาวเมืองที่มาจับจ่ายใช้สอยตามร้านค้าต่างๆ จุดเด่นของร้านค้าในถนนแห่งนี้ ก็คือ รูปทรงของอาคารยังคงเป็นแบบตึกจีนโบราณ อีกทั้งร้านค้าต่างๆ ที่นี่ก็เป็นร้านที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงมานานกว่า 100 ปี สินค้าที่ขายนั้นก็จะเน้นสินค้าจีนแบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นของคุณภาพดีที่ชาวจีนนิยมใช้กันอยู่แล้ว อย่างเช่น ผ้าไหมจีน รองเท้าจีนโบราณ รวมไปถึง ยาจีนแผนโบราณ ชาจีนและอาหารจีนต้นตำรับอีกด้วย

 

แต่ถ้าจะพูดถึงแหล่งช็อปปิ้งที่มีชื่อเสียงที่สุดในกรุงปักกิ่ง ก็ต้องไปกันที่ถนนคนเดินหวังฝู่จิง (Wangfujing) ซึ่งตั้งอยู่ในย่านหวังฝู่จิง 1 ใน 4 ของย่านการค้าหลักของกรุงปักกิ่ง ในสมัยราชวงศ์หมิง ถนนแห่งนี้เป็นถนนที่รายล้อมไปด้วยวังขององค์ชายต่างๆ ซึ่งปัจจุบันถูกพัฒนาให้เป็นถนนการค้าโดยยังคงบรรยากาศแบบดั้งเดิมเอาไว้  ดังนั้นหากใครมาเดินช็อปปิ้งที่นี่ก็จะได้สัมผัสบรรยากาศของตึกเก่าอายุกว่าร้อยปีอยู่ท่ามกลางร้านค้าทันสมัย มาที่นี่นอกจากจะได้เห็นสินค้านำเข้าแบรนด์ดังๆ ระดับโลกแล้วยังมีสินค้าแบรนด์จีนชื่อดัง อย่างเช่น Li-ning และ Erke (เอ๋อเค่อร์) ซึ่งเป็นแบรนด์ผลิตรองเท้าและเครื่องกีฬาต่างๆ ชั้นนำของจีน

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่รัฐบาลจีนจะให้ความสำคัญในเรื่องของอุตสาหกรรมการผลิตเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญในเรื่องการพัฒนาระบบการศึกษา พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ รวมไปถึงพัฒนางานวิจัยต่างๆ อีกด้วย

ทำให้เกิดนวัตกรรมและสินค้าใหม่ๆ ขึ้นมากมาย อย่างเช่น โทรศัพท์มือถือยี่ห้อ Huawei, Xiaomi เครื่องครัวและเครื่องใช้ในบ้าน ยี่ห้อ Haier หรือแบรนด์เครื่องคอมพิวเตอร์ชื่อดัง อย่าง Lenovo ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นสินค้า Made in China ที่มีคุณภาพ และมีขีดความสามารถในการแข่งขันกับแบรนด์อื่นในระดับโลกได้

ดังนั้น จึงไม่แน่แปลกใจหากในปี 2025จีนจะมีนโยบายยกระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตของประเทศ ให้เป็น Smart Factory โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการผลิต มากกว่าใช้แรงงานคน เพื่อให้สินค้าที่ผลิตออกมา เป็นสินค้าที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพสูง และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นด้วย

เรื่องราวความน่าสนใจของประเทศจีนยังไม่หมดเพียงเท่านี้ สามารถติดตามอ่านได้ในฉบับต่อๆ ไป หรือสามารถติดตามชมได้ทางรายการ โลก 360 องศา ทาง ททบ.5 ทุกวันเสาร์ เวลา 21.20 น.

Li-ning แบรนด์เครื่องกีฬาชั้นนำของจีน

 

เที่ยวจิ้น มาริว-เบนซ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/440823

เที่ยวจิ้น มาริว-เบนซ์

โดย…รอนแรม

สองเพื่อนเลิฟคู่จิ้นจากบ้านเอเอฟ 12 มาริว-ภัทรพงศ์ เวศกามี และ เบนซ์-จิรโรจน์ ศรุณานิธิโรจน์ กอดคอกันไปเที่ยวกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ซึ่งนอกจากจะได้ไปเยือนดินแดนในฝัน ทริปนั้นยังกระตุ้นต่อมเที่ยวของสองหนุ่มให้พลุ่งพล่านหลังจากอยู่ในบ้านเอเอฟมานาน 3 เดือน

ลอนดอนครั้งแรก

พวกเขายังจดจำฉากต่างๆ ที่ลอนดอนได้เป็นอย่างดี ทุกอย่างเป็นสิ่งใหม่ ภาพใหม่ เรื่องราวใหม่ๆที่ตักตวงไว้ในกล่องความทรงจำ ทั้งสองแย่งกันเล่าเหมือนเด็กๆ โดยเบนซ์เล่าถึง ลอนดอนอาย ที่ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกของสวนจูบิลี่ริมแม่น้ำเทมส์ เป็นชิงช้าสวรรค์ที่ก่อสร้างด้วยโครงเหล็กค้ำข้างเดียวที่สูงที่สุดในโลกงานนี้เบนซ์และมาริวไม่พลาดขึ้นไปอยู่ในกระเช้ากึ่งใสมองวิวกรุงลอนดอนแบบ 360 องศา

 

“เสียวมาก และสวยมาก!” เบนซ์ยังรู้สึกตื่นเต้นเหมือนเพิ่งลงมาจากกระเช้า “บ้านเมืองเขาสวยมากมีต้นไม้เยอะ มีดอกไม้เยอะ แค่ดอกไม้ริมทางก็สวยเหมือนสวนดอกไม้ที่ถูกจัดไว้อย่างดี” โดยกระเช้าจะใช้เวลา 30 นาที ซึ่งนานพอให้คนกลัวความสูงอย่างสองหนุ่มเริ่มรู้สึกสนุกกับความเสียว

จากนั้นได้ไปเช็กอินกันต่อที่พระราชวังบักกิ้งแฮมจุดที่นักท่องเที่ยวจะมารอชมการผลัดเวรของทหารตามแบบฉบับผู้ดีอังกฤษ ซึ่งปกติจะเป็นการเดินผลัดเวรทั่วไป แต่วันนั้นเป็นวันสำคัญ ทำให้มีทหารเป็นกองทัพออกมาเดินสวนสนามอลังการ คนไทยสองคนนี้จึงได้แต่เก็บภาพและทึ่งกับความพร้อมเพรียง

แต่ที่ทำให้สองหนุ่มประทับใจที่สุดคงจะเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ห่างจากตัวเมืองออกไปที่ไบบิวรี่ วิลเลจ คอตส์เวิลด์ (Bibury Village Cotswolds) ได้ชื่อว่าเป็นหมู่บ้านที่สวยงามที่สุดในอังกฤษ เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ยุคศตวรรษที่ 17-18 มีแม่น้ำสายเล็กๆ ไหลผ่าน และทุกหลังจะปลูกดอกไม้ซึ่งจะงามสะพรั่งที่สุดในฤดูร้อน ไฮไลต์อยู่ที่กระท่อมหินในตรอก Arlington Row เคยเป็นที่พักของคนงานทอขนแกะ ปัจจุบันก็ยังมีผู้คนอาศัยอยู่

 

ไลฟ์สไตล์สองหนุ่ม

เมื่อถามถึงไลฟ์สไตล์การเดินทางส่วนบุคคล เบนซ์กับมาริวมีทั้งข้อเหมือนข้อต่างที่ฟังดูแล้วไม่น่าจะไปเที่ยวด้วยกัน เบนซ์ กล่าวว่า ส่วนใหญ่จะไปเที่ยวคนเดียว เน้นนอน เพราะสำหรับเขาการไปเที่ยวคือการพักผ่อน การอยู่เฉยๆ จึงเปลี่ยนโหมดให้ตรงข้ามกับการทำงาน แต่สำหรับโหมดเที่ยว เขาก็ขอไปคนเดียวเพื่อที่จะได้มีโอกาสพูดคุยกับคนอื่นๆ และกล้าเปิดใจกับคนแปลกหน้ามากขึ้น

“เรื่องเที่ยวทำให้เราลืมเครียดไปได้ชั่วขณะ เวลาทำงานมาเหนื่อยๆ นอกจากจะอยากพักยังอยากไปเที่ยว ไปพักผ่อนสมอง ไปจากงานที่กำลังทำเพื่อชาร์จพลังแล้วค่อยกลับมาเต็มที่กับมัน” เบนซ์ กล่าว

 

ส่วนมาริว ด้วยนิสัยชอบแต่งเพลงทำให้อยากเดินทางเพื่อมองโลกให้กว้างขึ้น และนำแรงบันดาลใจกลับมาเขียนเป็นบทเพลง “มุมมองของคนเรามันเพิ่มได้ตลอด ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากในการแต่งเพลง” นอกจากนี้เขายังชอบการเดินทาง เพราะมันคือวิธีปลดปล่อย ไปเที่ยวแล้วลืม ปล่อยตัวให้ทำอะไรตามใจ เพื่อเปิดรับแรงบันดาลใจใหม่ๆ มาใช้ในงานและในชีวิต

ส่วนเรื่องการเดินทางสายศิลปิน เบนซ์รู้ตัวว่าชอบร้องเพลงมาตั้งแต่มัธยม เป็นนักร้องโรงเรียน ลงแข่งมาหลายเวที จากนั้นพออายุครบ 15 ปี ได้ส่งใบสมัครเข้าประกวดเอเอฟซีซั่น 7 แต่ไม่เข้ารอบ จากนั้นก็ส่งใบสมัครใหม่ทุกซีซั่น เวลาผ่านไป 5 ปี จนถึงซีซั่น 12 เขาผ่านเข้ารอบและกลายเป็นเบนซ์ นามสกุลเอเอฟ อย่างทุกวันนี้ ส่วนมาริวเข้าร่วมวงโยธวาทิต ตำแหน่งมือทรัมเป็ต จากนั้นก็คลุกคลีในวงการเครื่องดนตรีสากลตลอด จนกระทั่งค้นพบว่าตัวเองร้องเพลงได้ดีจึงเรียนด้านนี้อย่างจริงจัง และตัดสินใจเข้าแข่งขันเอเอฟซีซั่น 12 แล้วผ่านเข้ารอบตั้งแต่ครั้งแรก

สาเหตุความจิ้นระหว่างเบนซ์-มาริว เริ่มตั้งแต่อยู่ในบ้านเอเอฟ พวกเขาลงความเห็นตรงกันว่าเป็นเพราะนอนเตียงติดกัน (ตอนอยู่ในบ้าน) เวลามีปัญหาก็จะปรึกษา ซึ่งต่างฝ่ายต่างเข้าใจและให้คำปรึกษาที่ดีแก่กันได้ คำว่าคู่จิ้นจึงเป็นคำที่คนทั่วไปเรียก แต่สำหรับพวกเขาขอใช้คำว่า เพื่อนสนิท ที่คอยช่วยเหลือกันทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว

 

โลกของเบนซ์–มาริว

ถ้ามีโลกหนึ่งใบ ทั้งคู่อยากให้โลกใบนั้นเป็นอย่างไร เบนซ์ ตอบว่า “อยากให้มีคนรักกันมากๆ ผมจะรับไม่ได้กับข่าวร้ายบนหน้าหนังสือพิมพ์ ถ้าเปลี่ยนได้อยากให้สื่อนั้นมีแต่เรื่องดีๆ ซึ่งเรื่องราวของสังคมจะดีได้ก็ขึ้นอยู่ที่ประชาชน” นอกจากนี้เขายังฝันถึงโลกที่มีแต่เสียงดนตรี และทุกคนสามารถร้องเพลงหรือบรรเลงท่วงทำนองไปพร้อมๆ กัน

ส่วนมาริว เขาอยากให้โลกเป็นแบบเดิม แต่เพิ่มเติมความยุติธรรมและความรักเข้าไป และให้ดนตรีคอยขับกล่อมดวงใจให้มีความสุข

ติดตามผลงานของคู่จิ้นแห่งบ้านเอเอฟกับเพลง ไม่ใช่เพราะใคร ซิงเกิ้ลแรกของพวกเขาทั้งสองคน หรือทางอินสตาแกรม เบนซ์ benzji_af12 และมาริว mariew_af12

 

France care the world, Thai do so

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มิถุนายน 2559 เวลา 09:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/439487

France care the world, Thai do so

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา keb_toke@plat360.com

ในศตวรรษที่ 21 นี้ เป็นยุคที่ทั่วโลกพูดถึงการลดโลกร้อนอย่างจริงจังกันมากขึ้น ซึ่งนั่นก็อาจเป็นเพราะว่าหลายๆ ประเทศกำลังเผชิญกับปัญหาภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกวัน และจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นนี่เอง ก็ทำให้เราต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้ง ไฟป่า หรืออุทกภัย ที่เกิดจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงพืชพรรณและสัตว์ต่างๆ ก็ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศเหล่านี้ด้วย ซึ่งก็ต้องบอกว่าประเทศมหาอำนาจอย่างฝรั่งเศส ก็ไม่ได้นิ่งดูดายและให้ความสำคัญกับปัญหานี้มาอย่างต่อเนื่อง

เมื่อเอ่ยถึงประเทศฝรั่งเศส ก็คงต้องนึกถึงมหานครปารีส มหานครซึ่งเป็นที่ใฝ่ฝันของใครหลายๆ คนที่อยากจะมาสัมผัสบรรยากาศแสนโรแมนติก มาดื่มด่ำกับศิลปะ มาสัมผัสวัฒนธรรมนอกกระแส รวมไปถึงมาสัมผัสความหรูหรามีสไตล์ ด้วยสาเหตุเหล่านี้เองคนต่างชาติจำนวนไม่น้อยจึงหาโอกาสเพื่อให้ได้เข้ามาเป็นพลเมืองของปารีส ทำให้ที่นี่เป็นแหล่งรวมของคนหลายเชื้อชาติ หลากวัฒนธรรมแห่งหนึ่งของโลกก็ว่าได้

 

จากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นนี้เอง ทำให้ปารีสต้องประสบกับปัญหาการจราจรที่ติดขัดและมลพิษทางอากาศ นั่นก็เป็นเพราะจำนวนรถยนต์ส่วนตัวบนท้องถนนที่เพิ่มขึ้น พร้อมใจกันปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน ซึ่งปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะที่กรุงปารีสเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นกับอีกเมืองใหญ่ๆ ของทุกประเทศทั่วโลกด้วยเช่นกัน

ดังนั้น ประเทศฝรั่งเศสจึงให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและมลพิษ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดภาวะโลกร้อน โดยการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมเรื่องลดโลกร้อน ได้แก่ การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 หรือที่เรียกกันว่า “COP 21” ซึ่งเป็นการประชุมที่เปิดโอกาสให้ผู้นำประเทศต่างๆ แสดงการสนับสนุนทางการเมืองในระดับสูงสุดต่อการเจรจาจัดทำความตกลงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จ รวมถึงแสดงความมุ่งมั่นร่วมกันในการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

นอกจากนั้น ฝรั่งเศสยังมีการกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยลดโลกร้อน อย่างเช่น การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเขตเมือง การกำหนดมาตรฐานยานพาหนะ การจำกัดจำนวนรถที่วิ่งบนท้องถนน และการลดกิจกรรมต่างๆ ที่ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งมาตรการต่างๆ เหล่านี้ ก็ทำให้ภาคธุรกิจและภาคบริการต้องหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อม ทั้งในเรื่องของวัตถุดิบ และกระบวนการผลิตที่เกี่ยวข้องต่างๆ เพิ่มมากขึ้น

ในส่วนของภาคพลังงานนั้น ฝรั่งเศสได้กำหนดให้พลังงานเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าต้องมีมาตรฐานสูงขึ้น รวมถึงส่งเสริมให้ใช้พลังงานหมุนเวียน อย่างเช่นพลังงานลม พลังงานน้ำ หรือพลังงานจากแสงอาทิตย์ให้เพิ่มมากขึ้น นอกเหนือจากการพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าจากนิวเคลียร์เป็นหลัก

ในประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน การช่วยลดโลกร้อนก็ถือเป็นเรื่องที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร ภาคบริการ หรือแม้แต่ประชาชนทั่วไป ก็ต้องร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหา โดยกิจกรรมที่ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุด ก็เห็นจะเป็นการคมนาคมขนส่ง และการผลิตพลังงานไฟฟ้า ซึ่งการผลิตไฟฟ้านั้น ประเทศไทยกำลังมุ่งหน้าสร้างความมั่นคงโดยการพัฒนาพลังงานถ่านหินเทคโนโลยีสะอาด ซึ่งก็น่าสนใจว่าการส่งเสริมพลังงานถ่านหินของรัฐบาลไทย จะสอดคล้องกับภารกิจลดโลกร้อนของประเทศไทยหรือไม่

 

ประเสริฐสุข จามรมาน ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) แสดงมุมมองเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคพลังงานถึง 70% ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากการใช้ไฟฟ้า แต่ถามว่า ถ้าเราไม่ใช้ไฟฟ้า เราอยู่ได้มั้ย? เราพัฒนาประเทศได้มั้ย? เราต้องมีอุตสาหกรรม เราต้องพัฒนาเศรษฐกิจหลากหลาย ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยพลังงานไฟฟ้า

ประชาชนคนไทยก็คงต้องเลือกว่า ถ้าสมมติจะไม่ใช้ถ่านหินเลย แล้วเราจะใช้แบบไหน เราจะยอมใช้ไฟฟ้าแพงขึ้นได้หรือไม่ หรือเราจะใช้พลังงานอื่นมาทดแทน อย่างเช่น นิวเคลียร์ เป็นต้น ดังนั้นการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะหน่วยงานของรัฐที่ดูแลเรื่องการผลิตไฟฟ้า จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องนำเอาเทคโนโลยีที่ดีที่สุดมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพสูง และมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าได้ด้วยพลังงานไฟฟ้าที่มั่นคง ในขณะที่สังคม และสิ่งแวดล้อมโลก ก็ต้องคงอยู่ได้อย่างยั่งยืนเช่นกัน

สอดคล้องกับแนวทางของ กฟผ. ที่มุ่งมั่นในการเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดก๊าซเรือนกระจก รัตนชัย นามวงศ์ รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้า กฟผ. บอกว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินที่ทาง กฟผ.กำลังจะสร้างขึ้นนั้น เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาดที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อย ถ้าเทียบกับโรงไฟฟ้าถ่านหินทั่วไปในปัจจุบัน และแน่นอนว่าต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

ในขณะเดียวกันทาง กฟผ.ยังมีแผนพัฒนาในด้านอื่นๆ อีก อย่างเช่นการสร้างโรงไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงทดแทนโรงไฟฟ้าเก่า การใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น รวมถึงการปลูกป่าเพิ่มขึ้น เพื่อช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้จะช่วยทำให้ประเทศของเราลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้ และเป็นการสร้างความมั่นคงให้กับการผลิตไฟฟ้าของประเทศ รวมถึงทำให้เราสามารถทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับ COP21 ได้สำเร็จอีกด้วย

หลายคนอาจมองว่าการช่วยลดภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องของความฝัน และเป็นสิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้ แต่จริงๆ แล้วภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องใกล้ตัวที่มีผลกระทบต่อคนทุกคนบนโลก ซึ่งแน่นอนว่าการลดโลกร้อน คงไม่ใช่หน้าที่สำหรับใครคนใดคนหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่ทั้งหน่วยงานของภาครัฐและภาคประชาชนต้องร่วมมือกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวมร่วมกัน

 

ซอกแซกไต้หวัน กับ 8 จุดเที่ยวใหม่ ใสๆ วัยไหนก็ชอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มิถุนายน 2559 เวลา 09:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/439483

ซอกแซกไต้หวัน กับ 8 จุดเที่ยวใหม่ ใสๆ วัยไหนก็ชอบ

โดย…จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

หากนึกถึงการไปเที่ยวไต้หวัน คนส่วนใหญ่ก็จะนึกถึงกรุงไทเปก่อนเป็นอันดับแรก เพราะเป็นเมืองหลวง กิน เที่ยว ช็อปปิ้งมีครบทุกอารมณ์ ต่อด้วยทะเลสาบสุริยันจันทรา ที่บรรยากาศสุดแสนจะโรแมนติกแต่จริงๆ แล้วนอกจากการไปเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวที่คุ้นเคยกันอยู่แล้ว ไต้หวันยังมีแหล่งท่องเที่ยวแนวศิลปะใหม่ๆ ที่คนไทยผู้มีใจรักงานศิลป์ หรือผู้ที่ชอบถ่ายภาพเก๋ๆ น่าจะลองไปกันดู

เมื่อไม่นานมานี้ ทางสายการบินไชน่า แอร์ไลน์สได้ร่วมกับการท่องเที่ยวไต้หวัน นำสื่อมวลชนคณะใหญ่ไปสำรวจแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ เพื่อให้คนไทยได้ไปลองเปิดประสบการณ์ในพื้นที่ใหม่ๆ ของไต้หวันดูบ้าง วันนี้จึงขอหยิบแหล่งท่องเที่ยว 8 แห่ง ซึ่งเป็นเพียงบางส่วนของแหล่งท่องเที่ยว ที่ไม่ว่าจะวัยรุ่น วัยกลางคน วัยเกษียณ ก็น่าสนใจไปเที่ยวมาแนะนำกัน

หมู่บ้านสายรุ้ง

 

เริ่มที่ 1.หมู่บ้านสายรุ้ง (Rainbow Village) อยู่เขตเมืองไถจง แต่ห่างใจกลางเมือง หากเดินทางโดยตั้งต้นที่สถานีรถไฟก็ต่อแท็กซี่หรือรถประจำทางไปได้ ความน่าสนใจของหมู่บ้านสีรุ้ง
คือ เมื่อเดินไปถึงจะละลานตาด้วยทางเข้าหมู่บ้านและตัวบ้านที่ถูกวาดภาพศิลปะลายต่างๆ ด้วยสีสันจัดจ้านราวกับสีรุ้ง ผู้เนรมิตทั้งหมู่บ้านให้มีสีสันสดใสเป็นอดีตทหารท่านหนึ่งชื่อ หวง หย่ง ฟู่
ที่พอได้ยินข่าวว่าหมู่บ้านที่ตัวเองอยู่กำลังจะถูกรัฐบาลรื้อ จึงตั้งใจบรรเลงสีสันกับหมู่บ้านหวังให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว ช่วยให้บ้านไม่ถูกรื้อปัจจุบันเขาผู้นี้อายุกว่า 90 ปีแล้วยังคงนั่งต้อนรับนักท่องเที่ยวอยู่ในหมู่บ้านพร้อมจำหน่ายสินค้าที่ระลึก

2.ซัมมิท รีสอร์ท อยู่ในเมืองไถจงเช่นกัน เป็นแหล่งท่องเที่ยวท่ามกลางธรรมชาติ มีการสร้างปราสาททรงยุโรป พร้อมแต่งสวนดอกไม้ ทำให้ภูมิทัศน์ภายในรีสอร์ทถูกจริตคนเอเชียที่อยากสัมผัสบรรยากาศโรแมนติกสไตล์ยุโรปแบบไม่ต้องบินข้ามน้ำไปไกล และคู่รักหลายคู่ก็นิยมมาถ่ายภาพพรีเวดดิ้งที่นี่ ไม่เพียงเท่านี้ ถ้าใครไปเที่ยวช่วงเดือน ก.พ.-เม.ย. มักมีจัดเทศกาลดอกไม้ในพื้นที่ด้วย ที่นี่วันธรรมดาเปิด 09.00-18.00 น. เสาร์-อาทิตย์ เปิด 08.00-18.00 น.ค่าเข้าผู้ใหญ่ 250 ดอลลาร์ไต้หวัน เด็ก ผู้สูงอายุ และคนพิการ 150 ดอลลาร์ไต้หวัน นำคูปอง 100 ดอลลาร์ไต้หวันที่ให้พร้อมตั๋วเข้าชมเป็นส่วนลดซื้อสินค้าในรีสอร์ทได้ถ้ามาเพื่อถ่ายภาพแต่งงาน ค่าเข้า 3,500 ดอลลาร์ไต้หวัน สำหรับคนเข้าได้ไม่เกิน 6 คน พร้อมฟรีเครื่องดื่มในรีสอร์ท

หวง หย่ง ฟู่ อดีตทหารผู้แต่งแต้มสีสัน หมู่บ้านสายรุ้ง

 

3.พิพิธภัณฑ์แห่งชาติไต้หวันสาขาภาคใต้ ตั้งอยู่เมืองไถเป่า มณฑลเจียอี้ เพิ่งเปิดเมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2558 ที่ผ่านมา เป็นพิพิธภัณฑ์ที่การออกแบบภายนอกทันสมัย ภายในแสดงนิทรรศการหลายเรื่องราว มีนิทรรศการถาวร ได้แก่ ประวัติมณฑลเจียอี้ เรื่องราวพุทธศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมเกี่ยวกับชาในเอเชีย เรื่องราวสิ่งทอจากอาเซียน ศิลปะอาเซียน ส่วนนิทรรศการหมุนเวียน คือ เรื่องราวกษัตริย์ราชวงศ์ชิงและการมายังไต้หวัน จัดถึงวันที่ 4 ก.ย.นี้ เรื่องราวหยกจากเทือกเขาคุนหลุนจนถึงกลุ่มอิสลาม จัดถึงวันที่ 12 ต.ค.นี้ เรื่องราวเครื่องแต่งกายในเอเชียใต้ จัดถึงวันที่ 30 มิ.ย.นี้ พิพิธภัณฑ์เปิด 09.00-17.00 น. ปิดวันจันทร์ แต่สวนภายนอกพิพิธภัณฑ์เปิด 08.00-21.00 น. ปิดวันจันทร์เช่นกัน

4.โบสถ์แต่งงานทรงรองเท้าแก้วส้นสูง (High-Heel Wedding Church) อยู่ที่เขตปู้ไต้ มณฑลเจียอี้ สร้างขึ้นไม่นานมานี้ เปิดให้คนเที่ยวชมในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา แรงบันดาลใจการสร้างมาจากช่วงปี 2493 คนในไต้หวันเผชิญโรคระบาดอันเนื่องมาจากการดื่มน้ำบาดาลที่เจือปนสารหนู ทำให้เกิดอาการเท้าดำเพราะขาดเลือดไปเลี้ยงผู้หญิงจำนวนมากต้องสูญเสียขาไปเพื่อรักษาชีวิต ว่ากันว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งในปู้ไต้ซึ่งกำลังจะแต่งงาน หลังสูญเสียเท้าจากโรคระบาดครั้งนี้ ยังต้องช้ำใจเพราะเจ้าบ่าวหนีการแต่งงานไปด้วยเพราะเธอถูกตัดขา ที่นี่จึงเป็นดั่งสัญลักษณ์ว่าเรื่องเศร้าเหล่านั้นผ่านพ้นไปแล้ว เพราะรองเท้าแก้วส้นสูงเป็นสิ่งที่สาวๆ หลายคนฝันอยากจะสวมใส่ ถือเป็นจุดที่คู่รักและนักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายภาพกันมาก

เมื่อหมู่บ้านสายรุ้งปะทะกับมนุษย์สีรุ้ง

 

5.หมู่บ้านวัฒนธรรมกลอง 10 ใบ (Ten DrumCulture Village) ตั้งอยู่ชานเมืองไถหนาน เป็นการนำโรงงานน้ำตาลเก่าที่ปิดแล้วมาปรับปรุง ให้กลุ่มแสดงกลองไต้หวัน “เท็น ดรัม อาร์ต เพอร์คัสชั่น กรุ๊ป” ที่ไปสร้างชื่อเสียงมาแล้วทั่วโลกได้มีที่แสดงถาวรในไต้หวัน เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมท้องถิ่นเกี่ยวกับกลองให้เป็นที่รู้จัก กลุ่มเท็น ดรัมฯ เริ่มเข้ามาปรับปรุงสถานที่เองตั้งแต่ปี 2548 เปิดแสดงที่นี่ในปี 2550 จากนั้นก็ทยอยสร้างส่วนประกอบต่างๆ จนเสร็จสมบูรณ์ปี 2557 ที่นี่นอกจากไปเพื่อชมการแสดงกลองโดยกลุ่มเท็น ดรัมฯ วันละ 2 รอบ 10.30 น. และ 15.00 น. แล้วยังมีกิจกรรมน่าสนใจหลายอย่าง

ยกตัวอย่างเช่น ที่เล่นสไลเดอร์สูง 13.5 เมตร ชมขั้นตอนทำกลอง ชมเรื่องราวประวัติครั้งเป็นโรงงานน้ำตาล ชมทิวทัศน์บนทางเดินกระจกใสบนแนวต้นไม้ และฝึกตีกลอง เป็นต้น นอกจากนี้ก็มีจุดชวนถ่ายภาพเก๋ๆ หลายจุด ใครสนใจมาที่นี่เปิด 09.00-17.30 น. พร้อมเปิดพิเศษให้เข้าชมดาวที่นี่ได้ในช่วงกลางคืนวันศุกร์และเสาร์ เวลา 18.00-21.30 น. และวันอังคาร พุธ พฤหัสบดี และอาทิตย์ 18.00-21.00 น.ดูรายละเอียดเพิ่มที่ www.tendrum-cultrue.com.tw/

คนนิยมมาถ่ายภาพแต่งงานที่ซัมมิท รีสอร์ท

 

6.สถานกงสุลอังกฤษเก่าที่ทาคาโอะ(Former British Consulate at Takao) เมืองเกาสง ตั้งอยู่บนยอดเขากู่ซาน ปัจจุบันกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเหมาะกับการชมวิวพระอาทิตย์ตกในทะเลอย่างยิ่ง ที่นี่มีอายุเก่าแก่มากกว่า 145 ปี เคยได้รับความเสียหายหนัก 2 ครั้ง คือ ถูกทิ้งระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และเสียหายจากพายุไต้ฝุ่นในปี 2520 แต่ได้รับการบูรณะใหม่ในปี 2529 ปัจจุบันเป็นสถานที่จัดแสดงประวัติศาสตร์ ภาพถ่ายเรื่องราววันเก่าๆ ของสถานกงสุลแห่งนี้ โดยเวลาเปิดให้เข้าชมสถานที่ คือ 09.00-21.00 น. ปิดทุกวันจันทร์ในสัปดาห์ที่ 3 ของทุกเดือน

7.ท่าเรือศิลปะ เดอะ เพียร์ ทู (The Pier-2 Art Center) อยู่ที่เมืองเกาสง เป็นการนำคลังสินค้าเก่าใกล้ท่าเรือเกาสงมาทำเป็นพื้นที่แสดงงานศิลปะสมัยใหม่มีทั้งภาพวาดธรรมดา ภาพวาด 3 มิติ รวมทั้งประติมากรรม ควรค่าแก่การมาเดินชมไปถ่ายรูปไป พื้นที่แสดงศิลปะกว้างพอสมควร ตั้งแต่ย่านคลังสินค้ายาวไปที่หยุดรถไฟฮามะเซน เป็นทางรถไฟสายเลียบหาด ซึ่งเคยถูกใช้เป็นศูนย์กลางการขนถ่ายคนและสินค้าที่มาทางเรือสู่ทางรถไฟ โดยส่วนหนึ่งของท่าเรือศิลปะแห่งนี้จัดให้มีขบวนรถไฟขนาดจิ๋วพานักท่องเที่ยวที่สนใจขึ้นไปนั่งเที่ยวชมสถานที่บางส่วนด้วย ผู้ที่สนใจไปเที่ยวชมดูรายละเอียดได้ที่ http://pier-2.khcc.gov.tw/

บรรยากาศภายในซัมมิท รีสอร์ท

 

8.เอ็มแอลดี ไต้หวัน อะลูมินัม แพลนท์เป็นสถานที่ใช้ชีวิตของคนเมือง (Metropolitan Living Development) ที่สร้างขึ้นภายใต้แนวคิดโรงงานอะลูมิเนียม เนื่องจากพื้นที่นี้เคยเป็นโรงงานอะลูมิเนียมในอดีตที่มีอายุกว่า 70 ปี แต่ปัจจุบันเป็นพื้นที่ของทางราชการที่เปิดให้เอกชนมาเช่าและได้ปรับปรุงจนเสร็จเมื่อ 2 ปีก่อน กลายเป็นเอ็มแอลดีฯ พื้นที่มีความกว้างและยาวขนาดเครื่องบินจอดได้ 1 ลำ ในพื้นที่ประกอบด้วยศูนย์ประชุมรองรับผู้ร่วมงานได้ 500 คน โรงภาพยนตร์ ห้องอ่านหนังสือ พื้นที่จำหน่ายงานออกแบบศิลปะตลาดอาหารทะเลสด ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านอาหาร

เอาเป็นว่าใครกำลังวางแผนไปเที่ยวไต้หวัน น่าจะลองมอง 8 จุดหมายใหม่ๆ เหล่านี้ไว้เป็นหนึ่งในโปรแกรมการเดินทางดูบ้าง ผสมผสานกับแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ หรือวัดวาอารามที่คนไทยพอรู้จักอยู่บ้างแล้ว ยิ่งถ้าคนที่ชอบถ่ายรูปทั้งสายเซลฟี่ สายแฟชั่น สายสตรีท สายอาร์ต หรือสายอะไรก็ตามแต่ คงจะเพลินกับบางจุดใหม่ๆ ที่ว่ามาได้นานครึ่งวันหรือทั้งวันเลย

ขบวนรถไฟขนาดจิ๋วพานักท่องเที่ยวชมสถานที่บางส่วนในท่าเรือศิลปะ เดอะ เพียร์ ทู

 

ส่วนหนึ่งของงานศิลปะในท่าเรือศิลปะ เดอะ เพียร์ ทู

 

นักท่องเที่ยวต่างพากันถ่ายภาพกับงานศิลปะเก๋ๆ ในท่าเรือศิลปะ เดอะ เพียร์ ทู

 

ภาพ 3 มิติบนก&<048754;ำแพงอาคารในท่าเรือศิลปะ เดอะ เพียร์ ทู

 

มองจากสถานกงสุลอังกฤษเก่าที่ทาคาโอะไปทางตะวันตกจะเห็นภาพพระอาทิตย์ลับฟ้าได้

 

อีกมุมหนึ่งของสถานกงสุลอังกฤษเก่าที่ทาคาโอะมองไปเห็นวิวเกาสง

 

บรรยากาศบริเวณสถานกงสุลอังกฤษเก่าที่ทาคาโอะช่วงใกล้พระอาทิตย์ตก

 

ชมสาธิตขั้นตอนทำกลองบางส่วนในหมู่บ้านวัฒนธรรมกลอง 10 ใบ

 

 

ทางเดินกระจกใสบนแนวต้นไม้ในหมู่บ้านวัฒนธรรมกลอง 10 ใบ

 

สไลเดอร์สูงสำหรับผู้มาเยือนหมู่บ้านวัฒนธรรมกลอง 10 ใบได้ไปลองเล่น

 

โบสถ์แต่งงานทรงรองเท้าแก้วส้นสูง

 

บรรยากาศโดยรอบ พิพิธภัณฑ์แห่งชาติไต้หวันสาขาภาคใต้

 

France goes Big on going green

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มิถุนายน 2559 เวลา 10:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/438188

France goes Big on going green

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา keb_tok@plat360.com

สัปดาห์นี้ทีมงานโลก 360 องศา ยังคงอยู่กันที่มหานครปารีส ประเทศฝรั่งเศส มาเที่ยวที่นี่นอกจากจะแวะไปดูสถาปัตยกรรมสวยๆ สัมผัสอากาศโรแมนติก ไปเยือนย่านนอกกระแสของนครแห่งนี้แล้ว อีกหนึ่งสถานที่ที่นักท่องเที่ยวนิยมไปแวะชมก็คือ สวนสาธารณะสไตล์ฝรั่งเศส ซึ่งปารีสขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองหลวงที่มีต้นไม้มากเป็นอันดับต้นๆ ของยุโรป โดยที่นี่มีสวนสาธารณะทั้งหมด 421 แห่ง หรือเท่ากับมีจำนวนต้นไม้ใหญ่กว่า 2.5 แสนต้นทีเดียว เอกลักษณ์ของสวนแบบฝรั่งเศสที่พบได้อยู่บ่อยๆ ก็คือเป็นสวนที่มีการออกแบบ และจัดวางอย่างมีแบบแผน มักจะเห็นเป็นรูปเรขาคณิตต่างๆ ได้ชัดเจน

ชาวปารีเซียง (Parisien) นิยมออกมาสวนสาธารณะเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ และทำกิจกรรมต่างๆ อย่างเช่น นั่งเล่น อ่านหนังสือหรือจับกลุ่มเล่นเปตองและหมากรุก หากใครอยากลองไปสัมผัสวันสบายๆ ของชาวปารีสก็ลองไปที่สวนสาธารณะบ้าง อาจจะสนุกไปอีกแบบ

ธรรมชาติเขียวขจีที่เมือง โนฌอง เซอ แซน

 

แต่ในอีกด้านหนึ่ง มหานครปารีสยังถือว่าเป็นเมืองที่มีมลพิษทางอากาศมาก เพราะมีการจราจรที่คับคั่งตลอดเวลา ดังนั้นรัฐบาลจึงรณรงค์ให้ประชาชนงดใช้รถยนต์บางวัน และสงวนถนนบางเส้นที่มีมลพิษทางอากาศมาก เช่น ถนนฌอง เอลิเซ่ ไว้สำหรับรถพลังงานสะอาดเท่านั้น และถนนสายหลักที่มีการจราจรคับคั่ง ก็ควบคุมให้มีแต่รถที่ปล่อยก๊าซไอเสียในระดับต่ำเท่านั้น นอกจากเรื่องการควบคุมปริมาณยานพาหนะในเมืองแล้ว รัฐบาลยังมีมาตรการลดโลกร้อนที่ชื่อว่า “หลังคาสีเขียว”หรือ “กรีนรูฟ” (green roofs) โดยอาคารพาณิชย์ที่จะสร้างขึ้นมาใหม่จะต้องมีพื้นที่สีเขียว หรือไม่จะต้องมีโซลาร์เซลล์อยู่บนหลังคาด้วย

เมื่อปลายปีที่ผ่านมาประเทศฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพการจัดประชุม United Nations Climate Change Conference 2015 หรือที่คนไทยเรียกกันสั้นๆว่า การประชุม “คอป 21”(COP 21) หรือ “ซีเอ็มพี 11” (CMP 11) ซึ่งนายกรัฐมนตรีของไทยก็ได้มาเข้าร่วมประชุมด้วย การประชุมคอป 21 ครั้งนี้พิเศษกว่าทุกครั้ง เนื่องจากประเทศยักษ์ใหญ่ของโลกที่ก่อก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด อย่าง สหรัฐอเมริกา, จีน และอินเดียนั้น ได้แสดงความตั้งใจที่จะร่วมแก้ไขปัญหานี้ร่วมกัน

บรรยากาศยามเย็นเมือง โนฌอง เซอ แซน (Nogent sur Siene)

 

จากใจกลางกรุงปารีส เราขอพาทุกท่านเดินทางออกมาที่เมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 100 กิโลเมตร นั่นก็คือ “โนฌอง เซอ แซน” (Nogent sur Seine) เมืองนี้มีประวัติศาสตร์เก่าแก่มาตั้งแต่สมัยโรมัน โดยเป็นเมืองของอัศวินตระกูลหนึ่งในฝรั่งเศส และยังเคยเป็นสนามรบในช่วงศตวรรษที่ 19 อีกด้วย

สองฟากฝั่งแม่น้ำจะเป็นที่ตั้งของอาคารบ้านเรือนซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาคารที่เก่าแก่ สลับกันไปกับต้นไม้สีเขียวและดอกไม้สวยๆ ที่ทำให้บรรยากาศของเมืองแห่งนี้น่าอยู่มากยิ่งขึ้น เนื่องจากที่นี่มีอากาศและธรรมชาติที่บริสุทธิ์ ชาวฝรั่งเศสหลายคนจึงใฝ่ฝันว่าอยากจะมาใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองนี้กัน ปัจจุบันแม่น้ำแซนของที่นี่ นอกจากจะเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ต่างๆ อย่างเช่น นกน้ำ, เป็ดและหงส์ขาวแล้ว ยังเป็นสถานที่ยอดนิยมสำหรับการมาพักผ่อนหย่อนใจในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ของชาวเมือง ซึ่งมักจะออกมาเดินเล่นในสวนต่างๆ ริมแม่น้ำหรือทำกิจกรรม เช่น การพายเรือคายัก

ใจกลางเมืองแห่งนี้มีอีกหนึ่งแลนมาร์คสำคัญ นั่นก็คือ โบสถ์ “เซนต์ ลอเรนซ์” (Église Saint-Laurent) โบสถ์เก่าแก่ที่มีอายุมากกว่าร้อยปี ซึ่งอยู่ตรงข้ามตลาดนัดชุมชนที่จะเปิดทุกเช้าวันพุธและเสาร์ เกษตรกรและพ่อค้าแม่ค้าจะนำสินค้าพื้นเมือง ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นอาหารการกินและเครื่องใช้ที่จำเป็นมาวางจำหน่ายกันทุกสัปดาห์ มาที่นี่เราสามารถสัมผัสได้ถึงอากาศและธรรมชาติอันบริสุทธิ์สดชื่นผู้คนที่ยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นมิตร และที่สำคัญไม่ต้องระมัดระวังตัวมากเหมือนอยู่ในกรุงปารีส แต่เมืองอันแสนสงบแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งถือเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของประเทศนี้ด้วย

สวนที่มีการออกแบบและจัดวาง อย่างมีแบบแผน

 

ร้อยละ 75 ของกำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศฝรั่งเศสมาจากพลังงานนิวเคลียร์ ประเทศนี้มีการใช้งานและพัฒนาไฟฟ้านิวเคลียร์มานานหลายสิบปีแล้ว ทำให้ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์กระจายอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูง และมีประมาณร้อยละ 17 เป็นเชื้อเพลิงที่ถูกนำกลับมาปรับปรุงใช้ใหม่ ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยว่าคนฝรั่งเศสเขาจึงใกล้ชิดและคุ้นเคยกับโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ เพราะถือเป็นพลังงานสะอาด ไม่ทำลายธรรมชาติและไม่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งทำให้เกิดปัญหาโลกร้อน

สำหรับชาวโนฌอง เซอ แซน พวกเขามีความเข้าใจและเชื่อมั่นว่าเทคโนโลยีที่ทันสมัยนี้สามารถทำให้พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับธรรมชาติอันบริสุทธิ์ สิ่งแวดล้อมที่เขียวขจี น้ำใสสะอาด รวมไปถึงบรรดาสัตว์น้อยใหญ่เหล่านี้ได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ประเทศฝรั่งเศสสะท้อนให้เห็นแล้วว่า การพัฒนาด้านพลังงาน และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นสิ่งที่เดินหน้าคู่กันไปได้ โดยอาศัยเทคโนโลยีที่ทันสมัย และความเชื่อมั่นของประชาชน ก็จะทำให้สามารถจัดการทั้งสองเรื่องได้อย่างลงตัว

ชาวปารีเซียง (Parisien) นิยมออกมา สวนสาธารณะเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ

 

ประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับเรื่องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะความตั้งใจจริงที่จะช่วยลดโลกร้อนรัฐบาลของที่นี่จึงออกมาตรการต่างๆ มากมายไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Green building หรืออาคารประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม Green technology หรือเทคโนโลยีที่เน้นความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งประเทศนี้เคยตั้งเป้าอย่างท้าทายว่า จะต้องใช้พลังงานหมุนเวียนให้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2050

คำถามที่ว่าฝรั่งเศสจะสามารถทำได้หรือไม่ ก็ยังไม่มีใครสามารถให้คำตอบได้ชัดเจนแต่สำหรับประเทศไทยของเรา ถ้าเราจะเดินหน้าด้วยวิธีที่ช่วยลดโลกร้อนควบคู่ไปกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ เราก็คงต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนในประเทศ โดยเริ่มจากการจัดการพลังงานให้มีประสิทธิภาพ และที่สำคัญต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

 

หนุ่มหาปลา โบ๊ท Z2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มิถุนายน 2559 เวลา 10:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/438184

หนุ่มหาปลา โบ๊ท Z2

โดย…รอนแรม ภาพ… อำนาจ ปลั่งประมูล

วงฟังก์ร็อกน้องใหม่แห่งค่าย ดู อะ ด๊อท เปิดตัวในชื่อ ซี ทู (Z2) วงบอยแบนด์เครื่องดนตรี 4 ชิ้น สมาชิก 4 คน โดยแต่ละคนมีคาแรกเตอร์ต่างกัน หนึ่งในนั้น คือ โบ๊ท-อำนาจ ปลั่งประมูล มือเบส ผู้ชื่นชอบการตกปลาและท่องเที่ยวแนวธรรมชาติ ไหล่สองข้างของเขาจึงไม่เคยว่าง ข้างหนึ่งสะพายเบส ส่วนอีกข้างแบกคันเบ็ดตระเวนหาปลา

“ใครจะมองว่าการตกปลาเป็นการทารุณสัตว์ก็ไม่ผิด” เขาเริ่มประโยคแรกเมื่อพูดถึงการตกปลา “แต่ถ้ามองอีกมุมมันทำให้เราได้ค้นหาธรรมชาติ เพราะยังมีสิ่งเร้นลับอยู่ใต้น้ำอีกมากมายที่เรามองไม่เห็น”

 

โบ๊ทชอบศึกษาชนิดปลาน้ำจืดมาตั้งแต่เด็ก อ่านหนังสือแล้วท่องจำปลาได้ทุกชนิด จนอยากออกไปค้นหาตามแหล่งน้ำต่างๆ เพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่ได้อ่านมานั้นมีจริงหรือไม่ เขาเล่าถึงทริปนอนแพที่เขื่อนศรีนครินทร์จ. กาญจนบุรี เขายกให้เป็นแหล่งตกปลาสุดมัน เพราะมีปลาหลายพันธุ์และกระแสน้ำไหลน่าท้าทายฝีมือ

“เวลาไปเที่ยวที่ไหนที่มีแหล่งน้ำจะพกคันเบ็ดไปตลอดเผื่อเจอปลาใหม่ๆ จะได้บันทึกไว้” ถ้าตกได้ปลาที่กินได้และขนาดพอเหมาะจะนำมารับประทาน แต่ถ้ารับประทานไม่ได้จะปล่อยคืนสู่ทะเลซึ่งมันจะรอด เพราะนักตกปลาส่วนใหญ่จะตัดเงี่ยงเบ็ดออกเพื่อปลาจะได้รับบาดเจ็บน้อย “ถ้าผมเป็นปลาผมก็คงจะเจ็บ” เขาสารภาพ

 

ฐานะที่อยู่ในวงการนักตกปลา เขาให้ข้อมูลว่า นักตกปลาตามเขื่อนจะตามหาปลากดคัง เพราะเป็นปลาตัวใหญ่ สู้เบ็ด หลบหลีกเก่งเมื่อมันกินเบ็ดจะว่ายลงพันไว้กับขอนไม้และขย่อนเบ็ดออกมา ซึ่งเป็นความท้าทายของปลาเขื่อนที่มักจะตัวใหญ่และกำลังมาก นักตกปลายังต้องสู้กับความเชี่ยวของกระแสน้ำ ความลึกหลายสิบเมตรทำให้ต้องใช้กำลัง ทักษะ และเบ็ดที่แข็งแรงเพื่อต่อสู้ นอกจากนี้ทุกเขื่อนสามารถตกปลาได้ แต่หากเป็นแหล่งน้ำตามธรรมชาติสามารถใช้คันเบ็ดแบบชิงหลิว เป็นเบ็ดไม้ไผ่กับเหยื่อเล็กๆ ปลายไม้ ต้องใช้สมาธิ ความว่องไว และความอดทน เพื่อรอให้ปลากินเหยื่อโดยที่ไม่มีเทคนิคที่มนุษย์สร้างขึ้น

“เวลาขับรถผ่านแอ่งน้ำเล็กๆ จะสังเกตฟองอากาศบนผิวน้ำแล้วว่ามีไหม ถ้ามี เป็นฟองใหญ่หรือฟองเล็ก และถ้ารอบๆ สามารถยืนได้ ก็จะแช่อยู่นานเลย” เขากล่าว อันแสดงถึงพฤติกรรมเสพติดการตกปลาแบบจริงจัง และนอกเหนือจากความท้าทาย โบ๊ทยังมองว่าการตกปลาเป็นการฝึกสมาธิอย่างสูง เพราะปลาแต่ละชนิดจะมีลักษณะกินเบ็ดต่างกัน ทำให้ต้องจดจ่ออยู่ตลอดเวลา เพราะเป็นเวลาแค่ไม่กี่วินาทีที่จะตกได้ ถ้าพลาดไปก็ต้องรอใหม่ และอาจพลาดปลาชนิดนั้นไปเลย

 

เขาเล่าเทคนิคการตกปลาว่า ถ้าเป็นปลาล่าเนื้อจะใช้เหยื่อปลอม เพราะเหยื่อปลอมจะเลียนแบบการว่ายน้ำของปลาตัวเล็กได้เหมือนจริง หรือใช้เหยื่อหมักที่มีกลิ่นเหม็นรุนแรง ปลาล่าเนื้อจะชอบกว่าเหยื่อสดทั่วไป ทั้งนี้วิธีการที่ดีที่สุดคือการศึกษานิสัยของปลาในแหล่งน้ำนั้นก่อน เพื่อจะได้ตระเตรียมอุปกรณ์และเหยื่อได้ตรงกับชนิดของปลา

ส่วนอันตรายที่อาจเกิดขึ้นน่าจะเป็นการไม่รู้จักแหล่งน้ำ ไม่ทราบความลึก ความเชี่ยว และชนิดปลาในนั้นอันตรายจากเงี่ยงเบ็ดที่อาจตวัดมาเกี่ยวร่างกาย ทั้งยังต้องระวังเมือกและหนามบนผิวของปลาที่หากกระเด็นเข้าแผลจะทำให้ปวดได้

 

บ่อยครั้งที่โบ๊ทแบกอุปกรณ์ไปตกปลาเพียงลำพัง เพราะเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้ความเงียบ ความนิ่ง และสมาธิสูง ถึงแม้ว่าจะไปเป็นหมู่คณะก็ไม่มีใครคุยกัน เพราะต่างจดจ่ออยู่กับคันเบ็ดของตัวเองดังนั้นการตกปลาไม่ใช่กิจกรรมอดิเรกของใครก็ได้ แต่ต้องเป็นคนที่รัก “เพราะเมื่อรักก็จะรู้จักรอคอย แม้ว่าต้องรอนานแค่ไหนก็ตาม” เขากล่าว

ตั้งแต่อกหักกับการสอบเข้าคณะประมง โบ๊ทก็เบนเข็มมาสนใจด้านดนตรีแล้วเก็บเรื่องตกปลาเป็นงานอดิเรก ซึ่งตอนนี้อาชีพหลักคือเป็นนักดนตรี เล่นที่บาร์ดังแห่งหนึ่งบนถนนข้าวสาร เล่นกับวง และเป็นอาจารย์สอนพิเศษซึ่งเขาสามารถเล่นได้ทั้งเบส กีตาร์ และเปียโน

 

สำหรับความหมายของการเดินทาง เขานิยามว่าการเดินทาง คือ ชีวิต ไม่ว่าจะการเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่ง หรือการเดินทางของชีวิตที่ต้องก้าวไปหน้า ตั้งแต่วันที่เกิดมาบนโลกจนถึงวันสุดท้าย ทุกคนย่อมเดินทางและจำเป็นต้องเดินทางไปตลอดชีวิต เขาคิดเช่นนั้น

โลกของโบ๊ท

ถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่งใบ โบ๊ทอยากให้โลกใบนั้นย้อนกลับไปสมัยที่คนกับสัตว์อาศัยอยู่ด้วยกัน คนยังตกปลาหาของป่าประทังชีวิตยังอยู่ร่วมกับธรรมชาติเสมือนพี่น้องที่ต้องช่วยเหลือกัน และยังไม่มีคำว่าเงินมาตัดสินคนว่ารวยหรือจน และไม่มีคำว่าชนชั้นทางสังคมระหว่างกัน

“คนทุกวันนี้พยายามโหยหาคำว่าเรียบง่ายและดั้งเดิม เพื่อหนีจากโลกที่เร่งรีบ ความเครียด การแก่งแย่งชิงดีต่างๆ นานา” เหมือนกับเขาที่พยายามหาเวลาอยู่กับตัวเองริมบึงน้ำเพียงลำพัง

ติดตามซิงเกิ้ลแรก เลิฟ ไซ-เอนซ์ (Love Sci.) ได้ทางยูทูบ DOADOTofficial และเฟซบุ๊ก www.facebook.com/DoADot ส่วนชีวิตการเดินทาง ติดตามได้ทางอินสตาแกรม @boatanimal