จับกระแสจีน ‘เที่ยว ช็อป แชร์’ เม็ดเงินก้อนโตตลาดท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มิถุนายน 2559 เวลา 16:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/438063

จับกระแสจีน ‘เที่ยว ช็อป แชร์’ เม็ดเงินก้อนโตตลาดท่องเที่ยว

โดย…ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล

ปัจจุบันจีนเป็นชาติที่ใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวมากที่สุดในโลก แซงหน้านักท่องเที่ยวชาวอเมริกันกับเยอรมันที่เคยรั้งอันดับต้นๆ ไปแล้ว หากไม่รวมค่าเดินทางระหว่างประเทศ จะพบว่าค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวชาวจีนจะมาจากค่าช็อปปิ้งและค่าที่พักที่มีสัดส่วนรวมกันถึง 80% จึงเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยที่จะหาช่องทางในการนำเสนอสินค้าสู่ตลาดจีน

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ชาวจีนมีแนวโน้มเดินทางไปทั่วโลกเพิ่มขึ้นทุกปี โดยส่วนใหญ่จะเป็นคนรุ่นใหม่อายุระหว่าง 25-35 ปี และนิยมท่องเที่ยวด้วยตัวเองแบบไม่พึ่งบริษัทนำเที่ยวสูงถึง 70%

นอกจากนี้ ชาวจีนยังชอบพักโรงแรมระดับ 3-4 ดาว และตัดสินใจเลือกจุดหมายปลายทางโดยพิจารณาจากความปลอดภัย ความน่าสนใจของสถานที่ท่องเที่ยว ความคุ้มค่าราคา รวมไปถึงความสะดวกในการเดินทาง ซึ่งระยะเวลาในการท่องเที่ยวจะเฉลี่ยอยู่ที่ทริปละ 6-8 วัน

ที่สำคัญกิจกรรมยอดฮิตของนักท่องเที่ยวชาวจีน คือ “เที่ยว ช็อป ชิม และแชร์” ซึ่งมีทั้งช็อปปิ้ง เยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ เช่น ทะเลและโบราณสถาน รวมไปถึงชิมอาหารท้องถิ่นและกิจกรรมบันเทิงต่างๆ เช่น ชมการแสดงและเที่ยวสวนสนุก

ทั้งหมดนี้ ชาวจีนจะใช้โลกออนไลน์แบ่งปันประสบการณ์หลังการท่องเที่ยว ในลักษณะของ “รู้แล้วบอกต่อ” โดยจะนำภาพและเรื่องราวต่างๆ ในการเดินทาง เช่น ที่พัก ร้านอาหาร และค่าใช้จ่ายมาแชร์ลงโซเชียลมีเดีย ข้อมูลเหล่านี้จะมีอิทธิพลต่อนักท่องเที่ยวชาวจีนรายอื่นๆ อย่างมาก เพราะชาวจีนส่วนใหญ่ยังเชื่อถือข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต

สำหรับเว็บไซต์และโซเชียลมีเดียต่างๆ ที่ชาวจีนนิยมอ่าน ได้แก่ Baidu Sina Weibo QQ Kongjian daodao.com รวมไปถึงเว็บไซต์จองตั๋วเครื่องบินและที่พัก เช่น Ctrip และ Tuniu

“และยิ่งหากผู้แชร์ข้อมูลเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงก็จะยิ่งทำให้เป็นกระแสนิยม บางครั้งอาจทำให้เมืองเล็กๆ สถานที่ใหม่ๆ ที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวชาวจีนในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ เรียกว่าเป็นการเที่ยวแบบ ‘ตามกระแส’ ใครไปไหน ฉันไปด้วย ดังนั้นโซเชียลมีเดียจึงนับว่าเป็นอีกช่องทางประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวที่ทั้งภาครัฐและเอกชนไม่ควรมองข้าม” ศูนย์วิจัยฯ ให้ความเห็น

ทั้งนี้ จากสถิติของกรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศจีน ที่ระบุว่า ในปี 2557 มีนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางไปเที่ยวต่างประเทศมากกว่า 100 ล้านคนนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากรายได้ของประชาชนที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคชาวจีนเปลี่ยนไป เมื่อมีรายได้สูงขึ้น การจับจ่ายใช้สอยย่อมมากขึ้นตามไปด้วย จากเที่ยวแค่ในประเทศก็ขยายจุดหมายปลายทางสู่ต่างแดน นอกจากนี้การผ่อนปรนกฎเกณฑ์ต่างๆ ในการยื่นขอวีซ่าของคนสัญชาติจีนของหลายประเทศเพื่อเป็นการกระตุ้นธุรกิจท่องเที่ยวของประเทศก็ช่วยส่งเสริมให้การเดินทางไปต่างประเทศของคนจีนง่ายขึ้น

ศูนย์วิจัยฯ ให้ข้อมูลอีกว่า หากพิจารณาสัดส่วนการใช้จ่ายที่ไม่รวมค่าเดินทางระหว่างประเทศจะพบว่า ชาวจีนเสียเงินไปกับการช็อปปิ้งมากถึง 46% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด รองลงมาคือ ค่าที่พัก ค่าอาหารและเครื่องดื่ม โดยชาวจีนส่วนใหญ่นิยมซื้อสินค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น เช่น อาหาร ขนม ของที่ระลึก เสื้อผ้า เครื่องสำอาง เครื่องประดับ และสินค้าหัตถกรรม กว่าครึ่งหนึ่งจะถูกชำระผ่านบัตรเครดิตในร้านค้าปลอดภาษี ห้างสรรพสินค้าและร้านค้าแฟรนไชส์

“นี่จึงเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยที่จะสร้างแหล่งช็อปปิ้งให้หลากหลายขึ้น และผลิตสินค้าเพื่อเป็นตัวเลือกให้แก่นักท่องเที่ยวมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (โอท็อป) ของไทย ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) หากผู้ประกอบการประชาสัมพันธ์สินค้าให้เป็นที่รู้จักและหาช่องทางจัดจำหน่ายที่นักท่องเที่ยวเข้าถึงได้ง่าย ก็จะสามารถสร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ และถ้าหากนักท่องเที่ยวติดใจในสินค้าก็จะเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการส่งออกผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไปขายที่จีนได้อีกด้วย” ศูนย์วิจัยฯ ให้ข้อสรุปถึงโอกาสในการเจาะเข้าจีนผ่านนักท่องเที่ยว

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ จึงทำให้หลายๆ ประเทศเริ่มเปิดกว้างให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวจีนเป็นอย่างดี เพราะปัจจุบันชาวจีนเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนัก ที่มีกำลังและพร้อมที่จะซื้อสินค้าสูง

หากมองโอกาสทางธุรกิจให้รอบด้านก็จะเป็นอีกช่องทางในการส่งออกสินค้าไทย

 

ปารีส ดินแดนแห่งสวรรค์…?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มิถุนายน 2559 เวลา 10:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/436891

ปารีส ดินแดนแห่งสวรรค์...?

โดย…ทีมงานโลก 360 keb_toke@plat360.com

สำหรับสัปดาห์นี้ทีมงานโลก 360 องศา ขอพาทุกท่านข้ามไปอีกซีกโลกหนึ่ง กับปลายทางยอดนิยมในทวีปยุโรป นั่นก็คือ กรุงปารีส โดยซีรี่ส์นี้เราจะพาไปค้นหาคำตอบกันว่า “ปารีส” เป็นดังสรวงสวรรค์อย่างที่ใครหลายๆคนพูดถึงหรือไม่

กรุงปารีส เป็นเมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศส ตั้งอยู่ทางตอนเหนือในแคว้นอีล เดอ ฟร็องส์ (IIe-de-France) ซึ่งมีแม่น้ำไหลผ่านกลางเมือง ที่มีชื่อว่า แม่น้ำแซน (Seine River) โดยมีประชากรอาศัยอยู่ราวๆ 12 ล้านคน ซึ่งถือว่ามีประชากรหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปยุโรป แต่นั่นก็ยังไม่ใช่ทั้งหมด เพราะในแต่ละปี ที่นี่จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาถึงกว่า 30 ล้านคนเลยทีเดียว

ทำไมหลายๆคนถึงอยากมาปารีส? เหตุผลแรกๆ ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของความโรแมนติกที่เมืองเเห่งนี้ ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็จะเห็นสถาปัตยกรรมที่สวยงามและดูคลาสสิก ทำให้เป็นเมืองยอดนิยมที่คู่รักหลายคู่มักจะเลือกมาฮันนีมูนเป็นอันดับต้นๆ มหานครแห่งนี้ยังเป็นศูนย์กลางของศิลปะเกือบทุกแขนง เพราะเคยเป็นทั้งบ้านเกิดและเป็นศูนย์รวมของศิลปินระดับโลกหลายท่าน อย่างเช่น Davinci ,Van Gogh และ Picasso ซึ่งในเมืองนี้ก็มีพิพิธภัณฑ์ และแกลเลอรี่มากมาย ที่จัดแสดงผลงานศิลปะจากทุกยุคสมัยให้ได้เข้าชม แต่ถ้าหากใครอยากหลีกหนีจากความวุ่นวายในย่านใจกลางเมืองของปารีส ที่นี่ก็มีย่านนอกกระแส เช่น Canal saint-Martin ,Oberkampf ,Bellevill ซึ่งเป็นศูนย์รวมของทั้งชาวฮิปเตอร์และโบฮีเมียนอยู่อีกด้วย และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือที่นี่คือเเหล่งช็อปปิ้งชั้นเลิศ เนื่องจากเป็นเมืองต้นกำเนิดของแบรนด์ดังๆ อย่าง Chanel ,Louis Vuitton, Longchamp รวมไปถึง Yves Saint Laurant เรียกได้ว่าสาวกนักช็อปปิ้งทั้งหลายไม่มีทางผิดหวังอย่างแน่นอน

 

ทีมงานเริ่มต้นค้นหาคำตอบกันที่ หอไอเฟล สัญลักษณ์ของกรุงปารีสเป็นสถานที่แรก สถาปัตยกรรรมแห่งนี้ ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่ามีความแปลกใหม่และทันสมัย ถูกสร้างขึ้นจากโครงเหล็กขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักกว่า 1 หมื่นตันเลยทีเดียว หอแห่งนี้แบ่งออกเป็น 3 ชั้น สามารถขึ้นไปชมวิวได้ทั้งโดยลิฟต์และบันได ชั้นบนสุดของหอไอเฟลมีความสูงรวม 300 เมตร ซึ่ง ณ จุดนี้เราสามารถเห็นวิวของกรุงปารีสได้ครบทั้ง 360 องศา โดยค่าเข้าชมที่นี่อยู่ที่ 7-11 ยูโร

นอกจากวิวสวยๆของปารีสแล้ว ในตอนกลางคืนเรายังสามารถชมความงดงามของเมือง ที่แสนจะโรแมนติกนี้ได้จากการล่องเรือไปตามแม่น้ำแซน ซึ่งไหลผ่านใจกลางกรุงปารีส โดยมี
ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นอยู่ที่คนละ 15 ยูโรโดยบนเรือจะมีการบริการพิเศษให้เลือกได้อีก อย่างเช่นบริการอาหารมื้อค่ำ หรือการบริการเครื่องดื่มและของว่างต่างๆ

ฌองเอลีเซ่ (Champs-Elysees) ถนนที่ขึ้นชื่อในเรื่องแหล่งช็อปปิ้งระดับโลก

 

สำหรับสาวกนักช็อปก็คงต้องไม่พลาดที่จะไป ฌองเอลีเซ่ (Champs-Elysees) ถนนที่ขึ้นชื่อในเรื่องแหล่งช้อปปิ้งระดับโลก ที่นี่เต็มไปด้วยร้านค้าหรูหราต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Louis Vuitton ,Chanel ,Catier ,Longchamp หรือ Lacoste ซึ่งสินค้ารุ่นใหม่ๆนั้น จะเข้ามาวางขายที่สาขาแห่งนี้เป็นที่แรกแต่ถ้าหากใครไม่ได้อินกับการช็อปปิ้งมากนั้น ปารีสก็ยังมีกิจกรรมอื่นๆให้ได้ลองทำกันอีก นั่นก็คือการเดินเที่ยวชมหอศิลป์หรือพิพิธภัณฑ์ศิลปะต่างๆ ซึ่งที่พลาดไม่ได้เลยนั้นก็คือ พิพิธภัณฑ์ลูฟว์ (Louvre) หรือ พระราชวังลูฟว์เก่านั่นเอง ที่นี่จัดแสดงงานศิลปวัตถุจากหลายยุคหลายสมัยไว้มากกว่า 30,000 ชิ้น ซึ่งหนึ่งในนี้ก็มีภาพวาดอันโด่งดังอย่าง โมนาลิซา รวมอยู่ด้วย ถ้าจะมาที่นี่ต้องซื้อตั๋วเข้าไปราคา 15 ยูโร และอาจจะต้องเผื่อเวลากันสักนิด เพราะว่าในแต่ละวันมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากมาต่อคิวรอเข้าชม

มาปารีสทั้งทีจะไม่ลองชิมอาหารฝรั่งเศสก็คงเหมือนมาไม่ถึง เพราะเมืองแห่งนี้เป็นแหล่งรวมของร้านอาหารฝรั่งเศสชั้นเลิศ อาหารฝรั่งเศสขึ้นชื่อว่าเป็นอาหารที่ประกอบไปด้วยศาสตร์และศิลป์ รวมถึงมีความพิถีพิถันทั้งในเรื่องวัตถุดิบ การปรุงอาหารและการตกแต่งที่สวยงาม จึงได้เป็นอาหารรสชาติอร่อย และมีความทันสมัยอีกด้วย

ทริปนี้ทีมงานจึงขอพาทุกท่านมาลองเมนูยอดนิยมของที่นี่ นั่นก็คือ เมนูหอยทาก ที่ร้านขึ้นชื่อ เล็สคาโก้ มอนโตรเกล (L’Escargot Montorgueil) ตั้งอยู่ที่ถนนมอนโตรเกล คนฝรั่งเศสจะนิยมทานหอยทากเป็นอาหารทานเล่น เมนูที่ขึ้นชื่อจะเรียกว่า Traditional Snails นั่นก็คือหอยทากป่าอบเนยหรือกระเทียม มีทั้งแบบ 6 ตัว 12 ตัว หรือจานใหญ่ 36 ตัว โดยราคาจะเริ่มต้นอยู่ที่จานละ 12 ยูโร

เมนูหอยทาก ร้านขึ้นชื่อ เล็สคาโก้ มอนโตรเกล (L’Escargot Montorgueil)

 

ขนมหวานฝรั่งเศสก็เป็นหนึ่งอาหารเลิศรสที่ต้องไปลองชิม โดยเมนูที่คนไทยนิยมนั้น คงหนีไม่พ้นขนมหวานสีสันสดใสอย่าง มาการอง (Macaron) ของร้านลาดูเร่ (La duree) ซึ่งก็ต้องบอกว่ามาการองของที่นี่มีหลากหลายรสชาติ และมีหน้าตาที่สวยงาม ซึ่งก็อาจจะทำให้กระเป๋าเงินของใครหลายคนเบาลงได้เลยทีเดียว

การเดินทางในมหานครแห่งนี้สะดวกสบายเพราะมีทั้งรถบัส และรถไฟที่เชื่อมถึงกันทั้งเมือง โดยมีประเภทของตั๋ว 3 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ ตั๋วเที่ยวเดียว (Single Way) ที่สามารถซื้อได้ทั้งแบบใบเดียวหรือแบบแพ็ก 10 ใบ ตั๋ววันเดียวหรือตั๋วรายสัปดาห์ (Daily Pass and Weekly Pass) โดยสามารถใช้ขึ้นรถได้ทุกประเภท ไม่จำกัดจำนวนครั้ง และไม่จำกัดสถานี และตั๋ว Paris Visite หรือตั๋วที่ใช้เดินทางได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง แต่มีสิทธิพิเศษเพิ่มก็คือ สามารถเข้าชมพิพิธภัณฑ์หรือสถานที่ท่องเที่ยวบางที่ได้ รวมไปถึงยังใช้เป็นส่วนลดกับร้านค้าหรือร้านอาหารบางร้านได้อีกด้วย ซึ่งราคาของตั๋วเดินทางเหล่านี้เริ่มต้นที่ประมาณ 2 ยูโร ไปจนถึง 30 ยูโร

หลังสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มีผู้อพยพจำนวนมากหลั่งไหลที่เข้ามากรุงปารีสแห่งนี้ โดยเฉพาะชาวแอลจีเรีย โปรตุเกส โมร็อกโกและตูนิเซีย ทำให้ทุกวันนี้ประชากรร้อยละ 20-30 เป็นคนที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศอื่น และเป็นผู้ที่อพยพมาภายหลัง ซึ่งคนที่เข้ามาที่นี่ก็มีทั้งเข้ามาประกอบอาชีพสุจริตและมีที่เข้ามาเพื่อทำมาหากินอย่างอื่น นักท่องเที่ยวอย่างเราจึงต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกระเป๋าสตางค์รวมไปถึงข้าวของมีค่าต่างๆด้วย

ต้องบอกว่าจากการเดินทางครั้งนี้ เราได้รู้จักปารีสเพิ่มขึ้นในหลายมุมมอง เมืองแห่งนี้มีทั้งสถาปัตยกรรมที่สวยงาม วัฒนธรรมที่น่าสนใจ และอาหารเลิศรสที่หลากหลาย แต่ในขณะเดียวกันที่นี่ก็ยังมีปัญหาในเรื่องของคนอพยพ ปัญหาอาชญากรรม และปัญหาความขัดแย้งทางเชื้อชาติและศาสนา แท้จริงแล้วปารีสก็เปรียบเสมือนมนุษย์เราที่มีทั้งด้านดีและด้านร้ายอยู่มากมาย อย่างไรก็ตามต้องลองมาค้นหาคำตอบกันดู ไม่แน่บางทีคุณอาจจะพบคำอธิบายที่เจ๋งๆ กว่า Paris is a Paradise ก็ได้ และติดตามรับชมเรื่องราวเพิ่มเติมได้ในรายการโลก 360 องศา ทาง ททบ.5 ทุกวันเสาร์ เวลา 21.20 น.

พิพิธภัณฑ์ลูฟว์ (Louvre) จัดแสดงงานศิลปวัตถุไว้มากกว่า 30,000 ชิ้น

 

ยินดีที่ได้รู้จัก แม็กซ์ เจนมานะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มิถุนายน 2559 เวลา 10:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/436889

ยินดีที่ได้รู้จัก แม็กซ์ เจนมานะ

โดย…รอนแรม ภาพ… แม็กซ์ เจนมานะ

หากเด็กคนหนึ่งขอไปเที่ยวเมืองนอก “คนเดียว” โตขึ้นมาเขาจะเป็นคนอย่างไร

อาจเรียกคนรักสันโดษ รักอิสระ หรือรักความท้าทาย แต่นั่นก็ไม่อาจนิยามความเป็น แม็กซ์-ณัฐวุฒิ เจนมานะ ได้ทั้งหมด เขาเป็นวัยรุ่นอายุ 26 ปี เป็นนักร้อง นักดนตรี นักเขียน และ “นักเดินทาง” หลากหลายบทบาทที่ขับเคลื่อนชีวิตและทำให้ทุกย่างก้าวมีความหมาย

ต้องเดินทาง

“ผมเป็นคนชอบหาเรื่องออกไปเที่ยว” เขากล่าวเป็นประโยคแรกเมื่อถามถึงไลฟ์สไตล์การเดินทาง โดยส่วนใหญ่จะเลือกเดินทางคนเดียว อย่างตอนเด็กแม็กซ์มักเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อหาโอกาสไปต่างประเทศ ตอนอายุ 15 ปี ได้ไปนิวซีแลนด์เพราะประกวดวาดภาพ และได้ไปแคนาดาในฐานะนักเรียนแลกเปลี่ยน

 

“ผมไปอยู่นิวซีแลนด์ 1 เดือน” เขาเล่าอดีต “ทางโครงการดูแลผมดีมาก แต่ผมก็ชอบติดรถคนอื่นไปเที่ยวข้างนอก” นั่นเป็นทริปแรกในชีวิตที่ได้ไปอยู่ต่างแดนคนเดียว “มีอะไรให้คิดเยอะดี ไม่ต้องมาคอยตามใจใคร เราสามารถไปค้นหาอะไรต่างๆ ได้เต็มที่ถ้าเดินทางคนเดียว”

หลังจากถูกจุดประกายเขาก็ออกเดินทางไปสำรวจโลกแบบไม่หยุดหย่อน  อินกับมัน อยู่กับมัน จนกลายเป็นงานเขียน เขาได้เขียนหนังสือเรื่อง เด็กไม่รู้จักโต จากประสบการณ์ 3 ประเทศ ได้แก่ นอร์เวย์ นิวยอร์ก และอินเดีย “ตอนไปนอร์เวย์ผมขับรถข้ามประเทศคนเดียว นิวยอร์กไปเที่ยวลุยเดี่ยว 1 อาทิตย์ ส่วนอินเดียนั่งเครื่องบินไปลงเดลีแล้วต่อรถไปดูทัชมาฮาล” เขากล่าว

 

แม็กซ์เพิ่งค้นพบความสามารถด้านการเขียนตั้งแต่จบเดอะวอยซ์ ซีซั่น 1 ได้มีโอกาสเขียนให้นิตยสาร จากนั้นก็เริ่มจริงจังถึงขนาดเขียนวรรณกรรม 3 เล่ม ได้แก่ STRANGE TO MEET YOU (น่าแปลกที่แปลกหน้า) THE BOY WHO NEVER GROWS (เด็กไม่รู้จักโต) และเล่มล่าสุดจะวางแผงในปีนี้

ต้องคนเดียว

ถ้าถามถึงประสบการณ์สุดโหด เขาคิดถึงทริปอัมสเตอร์ดัม บาร์เซโลนา ปารีส ระยะเวลา 3 สัปดาห์ “เป็นทริปที่โหดมาก สนุกมาก ไปคนเดียว มันโหดตรงที่เรามีบัดเจ็ตคุมไว้ และไม่ได้วางแผนอะไรเลย ไม่รู้ว่าจะนอนที่ไหน บางครั้งไปนอนโซฟาบ้านเพื่อน บางครั้งเป็นโซฟาบ้านคนอื่นที่ไม่รู้จักมาก่อน ทั้งทริปเลยท้าทายและตื่นเต้นตลอดเวลา แต่ก็ให้ประสบการณ์การเดินทางอีกแบบที่มันส์และโหดมาก”

 

เรียกได้ว่าเป็นนักเดินทางเฟี้ยวฟ้าวมาแต่ไหนแต่ไร ซึ่งเขาเสพติดการเดินทางคนเดียวไปเสียแล้ว “ผมได้อยู่กับตัวเองในขณะที่เราถูกล้อมรอบไปด้วยโลกทั้งโลก เราไม่ต้องมาจำกัดตัวเอง ไม่ต้องไปทำตามใคร ไม่ต้องทำอะไรที่ไม่อยากทำ ที่สำคัญคือ เราจะได้สังเกตโลกได้เต็มที่ ไม่ต้องยึดกับการเดินไปทางไหนโดยเฉพาะ ได้ไปเจอคนแปลกหน้าที่จะกลายเป็นเพื่อนเราได้ รู้จักกับคนใหม่ๆ ที่บางคนก็ยังติดต่อกันมาจนถึงวันนี้”

ต้องเรียนรู้

เขามักจะกล่าวระหว่างการสัมภาษณ์ว่า เราควรเดินทางขณะที่มีแรง อย่างทริปล่าสุดเขาเพิ่งไปเดินป่าปีนเขาที่น่านในโครงการคนยืนได้ ไม้ยืนต้น โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ที่คัดเลือกเฉพาะผู้สมัคร 30 คน และเขาก็เป็นหนึ่งในนั้น

 

“เราเคยมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับป่าน่าน แต่จริงๆ หลายอย่างไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด” เขาแบ่งปัน “อย่างการปลูกป่า อย่างการช่วยเหลือ ซึ่งพอได้ไปเห็นจริงๆ ได้ไปคุยกับชาวบ้านเลยทำให้เข้าใจปัญหาว่า ปัญหาหลักคือความไม่รู้และไม่มีทางเลือกของชาวบ้าน ทริปนี้จึงเป็นการเที่ยวแบบไม่เที่ยว แต่ไปเที่ยวเพื่อเรียนรู้ความจริงเกี่ยวกับป่าน่านและชีวิตของคนน่าน ผมเองก็ตื่นตัวในเรื่องป่าไม้ เพราะผมเป็นคนชอบป่ามาก ยิ่งไปเห็นด้วยตัวเองมันเลยทำให้เราเห็นปัญหาภายใต้ภูเขาที่เริ่มกลับมาเขียว และผมก็หวังว่าตัวเองจะช่วยให้คนอื่นๆ รอบตัวเข้าใจเรื่องป่าน่านมากขึ้น”

ต้องไปเอง

“การเดินทางเหมือนการอ่านหนังสือ” เขานิยาม “หนังสือคือการรวบรวมวัตถุดิบเอาไว้ที่เดียว คนเขียนก็สรุปประสบการณ์ของตัวเองมาให้ แต่การออกเดินทางเองมันเหมือนการเติบโต ได้รู้ว่าพอเจอปัญหาเราจะแก้ไขอย่างไร เรามีความคิดเห็นต่อสิ่งรอบตัวยังไง เราได้เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างประเทศ ได้เปรียบเทียบผู้คน ได้เจอคนใหม่ๆ ได้เรียนรู้ว่าคนมีหลายแบบ อาหารมีหลายอย่าง ทางเดินมีหลายระดับ มันดีกับการกลับมาอ่านตัวเอง”

 

แม็กซ์เป็นอีกคนที่เดินทางบ่อยและเดินทางนาน เพราะเขารับไม่ได้กับการอยู่กับที่ “เราอยากรู้ เราอยากออกไป เราอยากเห็นว่าโลกของเรามันใหญ่ขนาดไหน เราอยากเล่น เราอยากสนุก เราคงเสียดายถ้าหากไม่ทำอะไรเลย”

โลกของแม็กซ์

ถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่งใบ แม็กซ์อยากให้โลกใบนั้นมีแต่ความสนุก “ไม่มีใครเจ็บ ไม่มีใครป่วย ไม่มีใครตาย เพื่อทุกคนจะได้ทำทุกอย่างได้เต็มที่” เหมือนกับแม็กซ์ตอนนี้ที่กำลังเต็มที่กับการเที่ยว ทั้งบทบาทพิธีกรรายการ เดอะ เฟิร์ส (The First) ที่ได้ไปเปิดประสบการณ์เที่ยวสุดขั้วครั้งแรก รวมถึงแผนเที่ยวเองต่างๆ นานาที่วางไว้แล้วถึงปีหน้า

ติดตามการเดินทางของแม็กซ์ได้ทางอินสตาแกรม maxjenmana และรอฟังเพลงล่าสุด How Do You Do ในฐานะศิลปินอิสระครั้งแรกซึ่งจะปล่อยเร็วๆ นี้

 

 

สุขภาพกายฟิต สุขภาพจิตใส ที่กรุงโซล เกาหลีใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มิถุนายน 2559 เวลา 09:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/435627

สุขภาพกายฟิต สุขภาพจิตใส ที่กรุงโซล เกาหลีใต้

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา keb_toke@plat360.com

สัปดาห์นี้ทีมงานยังอยู่กันที่กรุงโซล (Seoul) เมืองหลวงของประเทศเกาหลีใต้ เมืองแห่งนี้เป็นศูนย์รวมความเจริญและความทันสมัยในด้านต่างๆ ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ โดยมีจำนวนประชากรมากกว่า 14 ล้านคน แต่ท่ามกลางความเจริญและความวุ่นวายในเมืองหลวงแห่งนี้ก็ยังมีสถานที่อันแสนสงบ และเป็นสถานที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวเกาหลีใต้ให้เราได้ไปค้นหากัน ทีมงานขอพาคุณผู้อ่านเข้าวัดไหว้พระเป็นลำดับแรก

วัดส่วนใหญ่ในประเทศเกาหลีใต้เป็นวัดที่ได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาพุทธนิกายเซน และมีความเก่าแก่ทางประวัติศาสตร์ อย่างเช่น วัดโชเก ในย่านอินซาดง และวัดพงอึนในย่านกังนัม แต่ที่นี่ก็ยังมีวัดอีกประเภทหนึ่งที่สร้างขึ้นมาใหม่จากแรงศรัทธาของพุทธศาสนิกชนนั่นก็คือ วัดกิลซังซา (Gilsangsa) ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของกรุงโซล

การทำสปาด้วยเทคนิค ‘การกดจุดด้วยแท่งหินบนใบหน้า’

 

วัดแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1997 โดยได้รับการบริจาคที่ดินจากเจ้าของภัตตาคารแดวอนกัก (Daewongak) ซึ่งตั้งใจให้ที่นี่เป็นศูนย์กลางทางจิตใจของพุทธศาสนิกชน รวมถึงเป็นศูนย์กลางในการเผยแผ่ศาสนาพุทธ

แม้จะเป็นระยะเวลาไม่นาน วัดแห่งนี้ก็ได้รับความนิยมจากทั้งชาวเกาหลีและชาวต่างชาติ เพราะสามารถเดินทางมาเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาที่มีให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการสวดมนต์ นั่งสมาธิ ฟังธรรมะ การเดินจงกรม และเรียนรู้พิธีชงชาเพื่อฝึกสมาธิ มากไปกว่านั้นที่นี่ยังเปิดให้บริการ Temple Stay หรือการพำนักอยู่ที่วัด เพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเรียนรู้การใช้ชีวิตแบบพระภิกษุสงฆ์ และศึกษาพระพุทธศาสนาไปพร้อมๆ กันอีกด้วย

ลองลิ้มชิมซัมเกทัง หรือไก่ตุ๋นโสม ของร้านโทซ๊กชน

 

หลังจากเดินทางไปไหว้พระและได้พักผ่อนท่ามกลางบรรยากาศที่แสนจะเงียบสงบแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะมาทานอาหารพื้นเมืองดีๆ อย่างเมนูไก่ตุ๋นโสม หรือซัมเกทัง (Samgyetang) กันบ้าง เมนูนี้เป็นอาหารตำรับโบราณที่ขึ้นชื่อของชาวเกาหลี โดยนิยมทานในช่วงก่อนเข้าหน้าร้อนหรือในช่วงหน้าหนาว เพื่อช่วยบำรุงร่างกาย ทำให้มีพละกำลังและมีสุขภาพที่ดี ซึ่งร้านขายไก่ตุ๋นโสมที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงร้านหนึ่งในกรุงโซลก็ต้องเป็นร้านโทซ๊กชน (Tosokchon) แห่งนี้ ความพิเศษของที่นี่ก็คือ มีเมนูไก่ตุ๋นโสมให้เลือกหลากหลาย เช่น ไก่ตุ๋นโสมต้นตำรับ ไก่ดำตุ๋นโสม หรือไก่ตุ๋นโสมที่ใส่รากโสมซันซัมแพยังกึน (Sansam Baeyanggeun) รากโสมชั้นดีของเกาหลี ซึ่งราคาก็แตกต่างกันออกไป แต่รับรองว่าอร่อยถูกปากแน่นอน

และถ้าหากใครต้องการรู้จักอาหารเกาหลีมากขึ้น เรามีสถานที่แนะนำนั่นก็คือ K Style Hub ศูนย์ให้บริการข้อมูลแก่นักท่องเที่ยวในด้านต่างๆ ซึ่งตั้งอยู่ในสำนักงานองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลีใกล้ๆ กับคลองชองเกชอนนั่นเอง ที่นี่จัดแสดงนิทรรศการที่บอกเล่าถึงประวัติความเป็นมาของอาหารเกาหลี โดยรวบรวมวัตถุดิบต่างๆ ที่ใช้เป็นส่วนผสมในอาหารเกาหลีทุกประเภทมาจัดแสดงให้เห็นและได้สัมผัสกันจริงๆ การเดินทางมาก็ง่ายและสะดวก สามารถใช้รถไฟฟ้าใต้ดินสายน้ำเงินลงสถานี Jonggak Station ทางออกที่ 5

กินอาหารดีๆ มีแคลอรีต่ำๆ ที่ร้าน Dish Room By DORE DORE

 

เดินทางไปหลายที่แล้วก็เริ่มรู้สึกอยากผ่อนคลาย เราจึงขอมาลองทำสปาแบบเกาหลีกันบ้าง ที่นี่คือร้านสปา Yeo Yong Kuk (ยอยงกุก) ซึ่งมีจุดเด่นคือการทำสปาโดยใช้สมุนไพรพื้นบ้านของเกาหลี โดยก่อนจะเริ่มทำสปาจะมีผู้เชี่ยวชาญด้านแพทย์แผนโบราณเข้ามาตรวจสุขภาพเบื้องต้น เพื่อวิเคราะห์ว่าร่างกายของเรานั้นเหมาะสมกับการทำสปาแบบไหน และต้องใช้สมุนไพรชนิดใดบ้าง หลังจากนั้นก็เริ่มทำสปาด้วยการนวดผ่อนคลายด้วยน้ำมัน และตามด้วยโปรแกรมสุขภาพเฉพาะบุคคลอย่างเช่น การนวดหน้าด้วยสมุนไพร ซึ่งก็จะมีเทคนิคพิเศษ คือการกดจุดด้วยแท่งหินบนใบหน้า เพื่อกระตุ้นระบบการหมุนเวียนเลือด และทำให้เกิดการขับของเสียต่างๆ ซึ่งการทำสปาที่นี่นอกจากจะทำให้มีผิวพรรณผ่องใส แล้วยังทำให้รู้สึกมีสุขภาพดีจากข้างในอีกด้วย

ก่อนจะปิดท้ายทริปในครั้งนี้ ทีมงานขอพาทุกท่านไปยังถนนช็อปปิ้งที่มีชื่อเสียง อย่างถนนกาโรซูกิล (Garosu-gil) ในย่านซินซาดง (Sinsa-dong) ถนนที่มีความยาวไม่ถึง 1 กิโลเมตร แต่รวบรวมร้านค้าต่างๆ ที่ทั้งเก๋และทันสมัยไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นร้านเสื้อผ้า เครื่องประดับ แกลเลอรี่ ร้านอาหาร รวมไปถึงคาเฟ่ต่างๆ ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นร้านของเหล่านักออกแบบที่มีชื่อเสียง และนักออกแบบรุ่นใหม่ของเกาหลีใต้ ด้วยเหตุนี้ที่นี่จึงได้รับความนิยมอย่างมากจากทั้งวัยรุ่นชาวเกาหลีใต้และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

มาอัพเดทแฟชั่นเกาหลีที่ถนนกาโรซูกิล

 

และอีกหนึ่งสิ่งที่ไม่ควรพลาดหลังจากมาเดินช็อปปิ้งแล้วก็คือ การมาลองชิมอาหารสุขภาพที่ร้าน Dish Room By DORE DORE ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องของเมนูอาหารที่ใช้วัตถุดิบที่มีแคลอรีต่ำ แต่มีโภชนาการสูงต่อร่างกายอย่างเช่น เต้าหู้ ผักใบเขียว ผลไม้ตระกูลส้มและเบอร์รี่ ธัญพืชต่างๆ หรือเนื้อสัตว์อย่างปลาแซลมอน ซึ่งที่นี่ก็มีเมนูให้เลือกตั้งแต่ของหวาน อย่างเช่น เค้ก ขนมปังไส้ต่างๆ น้ำผลไม้ปั่น ไปจนถึงอาหารจานหลักอย่างสเต๊กอีกด้วย

การเดินทางในครั้งนี้ทำให้ได้เห็นว่าเกาหลีใต้เป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีการพัฒนาในเรื่องท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่ใกล้ชิดและใส่ใจธรรมชาติมากขึ้น การพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวโดยสร้างจุดขายและการบริการใหม่ๆ ที่เน้นสุขภาพของนักท่องเที่ยวมากขึ้น รวมถึงการประยุกต์ใช้ศาสตร์ดั้งเดิมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งสามารถนำมาทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ธรรมชาติและสุขภาพจริงๆ แล้วเป็นเรื่องไม่ไกลกัน ถ้าเราอยากสัมผัสกับผลิตภัณฑ์ดีๆ อาหารดีๆ และกิจกรรมดีๆ ก็ต้องเริ่มต้นจากการไม่ทำลายธรรมชาติ และเรียนรู้วิธีที่จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด

สัปดาห์หน้ารายการโลก 360 องศา จะพาทุกท่านไปพบกับสาระดีๆ ที่ประเทศอะไรนั้นต้องรอติดตาม และอย่าลืมรับชมรายการได้ทุกวันเสาร์เวลา 21.20 น. ทางททบ.5

 

แม็กซ์ AF12 ผู้ชายสายลุย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มิถุนายน 2559 เวลา 09:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/435624

แม็กซ์ AF12 ผู้ชายสายลุย

โดย…รอนแรม

หนุ่มเชียงใหม่ตำแหน่งพ่อค้าแซ่บและนายแบบสุดฮอต แม็กซ์-อภิสร สุขวัฒนาศัย เวลานี้มีคำต่อท้ายใหม่เป็นแม็กซ์ เอเอฟ 12 ด้วยตำแหน่งผู้ชนะการแข่งขันทรู อคาเดมี แฟนเทเชีย ซีซั่น 12 เมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งนอกจากจะเสียงดี หุ่นดี หน้าตาดีแม็กซ์ยังมีไลฟ์สไตล์ลุยๆ อย่างควบม้าเที่ยวป่าและขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวเขา อันเป็นเรื่องราวสนุกสนานที่เขาจริงจังไม่แพ้การร้องเพลง

สายลุย

แม็กซ์เกิดที่เชียงใหม่ เติบโตที่เชียงใหม่ เคยเปิดร้านขายอาหารอยู่ในตลาดธานินท์ข้างๆ ร้านคุณแม่ (ร้านแม่สุพิชชาขายมะม่วงน้ำปลาหวาน ปลาดุกฟู และข้าวเม่าเจ้าดัง) และเพิ่งมีโอกาสได้เข้ากรุงเทพฯ ยาวๆ ตอนที่ผ่านเข้ารอบแล้วต้องไปอยู่ในบ้านเอเอฟ กระทั่งตอนนี้รวมเป็นเวลากว่า 1 ปีเขาก็ยังทำงานต่อในฐานะนักร้องมีค่าย

“ทุกครั้งที่กลับเชียงใหม่ ต้องได้ขี่มอเตอร์ไซค์” เขากล่าว ทริปแรกแม็กซ์เริ่มขี่มอเตอร์ไซค์จากเชียงใหม่ไปปาย ซึ่งจุดประกายให้อยากขี่สองล้อเครื่องเดินทางอีก เขาจึงรีบทำงานเพื่อเก็บเงินซื้อมอเตอร์ไซค์คันใหม่จะท่องได้โลกสนุกขึ้น“ขี่ไปดอยสุเทพ ไปน้ำตกแม่สา หาร้านกาแฟในป่าทางที่ไปบ่อยที่สุดน่าจะเป็นดอยคำ เพราะบนดอยคำมีคอกม้าที่สุดท้ายตัดสินใจเข้าไปเรียน”

 

เขาเริ่มจากการลองเรียนขี่ม้า 1 ชม. จากนั้นก็ติดใจจนต้องลงคอร์สยาว 3 เดือน “หลังจากเรียนได้แค่ 2 อาทิตย์ ครูก็ปล่อยให้เข้าป่า ครั้งที่โหดที่สุดคือเข้าไปตั้งแต่ 5 โมงเย็นแล้วกลับออกมา 2 ทุ่ม ขี่เข้าไปตั้งแต่ทางขึ้นดอยคำ ลัดไปทางไนท์ซาฟารี ผ่านกรงเสือ แล้วไต่ผาขึ้นไปอีก เป็นครั้งที่สนุก ตื่นเต้น และโหดมาก”

กีฬาขี่ม้าตอบโจทย์นิสัยชอบท้าทาย และเขาสามารถเก็บเกี่ยวบรรยากาศระหว่างทางไม่แพ้การขี่มอเตอร์ไซค์ “เวลาเราไปข้างหน้าจะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศทุกอย่างทั้งกลิ่น ลม ความหนาว ความร้อน มองเห็นพื้นที่เรากำลังแล่นอยู่ ซึ่งมอเตอร์ไซค์สามารถไปในที่ที่รถยนต์เข้าไม่ได้ และม้าก็สามารถไปในที่ที่มอเตอร์ไซค์เข้าไม่ได้”

แม็กซ์ยังกล่าวด้วยว่า การขี่ม้าเป็นการใช้สมาธิที่สนุกที่สุด เพราะแต่ละวันม้าจะมีอารมณ์ไม่เหมือนกันจึงต้องใช้สติและสมาธิอย่างมากในการควบคุม นอกจากนี้การขี่ม้ายังสนุกที่ได้ไปในเส้นทางที่รถยนต์เข้าไม่ได้และหลายครั้งเป็นการเปิดเส้นทางใหม่ที่เขาบุกเบิกเป็นคนแรก

“ผมติดการขี่ม้ามาก ต้องไปขี่เกือบทุกอาทิตย์ตลอดสองปี พอได้ขี่แล้วมีความสุข สนุกทุกครั้ง” เขายังมีความคิดอยากลงแข่งขี่ม้าแบบเอ็นดูรานซ์ ซึ่งน่าจะเป็นโปรแกรมหน้าหากมีโอกาสคืนสนามอีกครั้ง

 

สายป่า

“ผมชอบเข้าป่า เพราะทุกครั้งที่เราอยู่ในป่าจะรู้สึกว่าเราหายใจได้สะดวกขึ้น” จึงไม่น่าแปลกที่เขาจะไปมาแล้วเกือบทุกดอยทั้งดอยอินทนนท์ ดอยสุเทพ ม่อนแจ่ม ขุนช้างเคี่ยน “ความร้อนที่เชียงใหม่กับที่กรุงเทพฯ ไม่เหมือนกัน” เขาเล่า “เพราะกรุงเทพฯ ร้อนจากควันรถ แต่เชียงใหม่ร้อนเพราะแสงแดด”

ถามแม็กซ์ต่อว่า ถ้าไม่ใช่เพราะต้องเข้ากรุงเทพฯ มาแข่งขันร้อนเพลง จะเลือกมาทำงานที่กรุงเทพฯ หรือไม่

“ไม่ครับ” เขาตอบแทบจะในทันที

“อยู่ไม่ได้ กรุงเทพฯ รถติด ไม่สามารถกะเวลาอะไรได้ ไม่เหมือนเชียงใหม่ที่ไปไหนก็สิบห้านาที”

 

สายเดินทาง

“การเดินทางสำคัญกับผมมาก” เขาสารภาพเช่นนั้น “เพราะมันให้หลายอย่างทั้งประสบการณ์ ได้เจอคนใหม่ๆ สังคมใหม่ๆ ได้เก็บเกี่ยวความรู้สึกต่างๆ มาเป็นแรงบันดาลใจให้เรา ถ้าผมคิดงานไม่ออก จะออกไปเที่ยว ให้มันผ่อนคลาย เราจะได้มีเวลาจับความคิดจับความรู้สึกตัวเอง”

ทั้งนี้ การเดินทางสายนักร้องก็สนุกไม่แพ้กันแม็กซ์เคยไปมาแล้วทุกเวทีในประเทศไทย เคยสมัครเอเอฟมาแล้ว 3 ครั้ง เดินสายประกวดตั้งแต่อายุ16 ปี จนกระทั่งอายุ 26 ปี และสุดท้ายความพยายามของเขาก็เป็นผลสำเร็จด้วยการเป็นนักร้องเต็มตัวภายใต้ชื่อแม็กซ์ เอเอฟ 12

โลกของแม็กซ์

ถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่งใบ เขาอยากให้โลกใบนั้นเป็นสีเขียว “เวลามีป่าจะรู้สึกเย็น ทุกครั้งที่ผมขี่มอเตอร์ไซค์ไปคอกม้าต้องผ่านทั้งเมืองและดอยซึ่งเมื่อขึ้นดอยเมื่อไหร่อากาศรอบตัวจะเย็นขึ้นมาทันที เหมือนเป็นคนละโลก ดังนั้นถ้าโลกใบนั้นมีต้นไม้เยอะๆ จะเป็นโลกที่เย็น พอเย็นก็จะสบาย และพอสบายทุกคนก็มีความสุข” เขาฝันไว้เช่นนั้น

 

ติดตามผลงานเพลง หายใจไม่ออก ซิงเกิ้ลแรกของแม็กซ์ได้ทางยูทูบ True Fantasia และทางอินสตาแกรม max_af12

 

กินดี มีสุข เที่ยวสนุกอยูสบาย เที่ยวเกาหลีใต้ เที่ยวได้ทั้งปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 พฤษภาคม 2559 เวลา 09:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/434406

กินดี มีสุข เที่ยวสนุกอยูสบาย เที่ยวเกาหลีใต้ เที่ยวได้ทั้งปี

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา keb_toke@plat360com

เชื่อเลยว่าหลายๆ คนคงรู้จักเมืองอินชอน (Incheon) ของประเทศเกาหลีใต้ เนื่องจากเป็นที่ตั้งของท่าอากาศยานนานาชาติอินชอน และเป็นสถานที่จัดงานสำคัญๆ อย่างเอเชียนเกมส์ 2014 แต่วันนี้ทีมงานโลก 360 องศา จะขอพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับเมืองที่มีชื่อคล้ายๆ กัน แต่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ไม่แพ้กัน นั่นก็คือ เมืองอิเชิน (Icheon) เมืองเก่าแก่ที่เปรียบเสมือนอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศเกาหลีใต้

เมืองอิเชิน (Icheon) ตั้งอยู่ในจังหวัดคย็องกี (Gyeonggi) ทางตอนใต้ของกรุงโซล โดยได้รับการแต่งตั้งเป็น City of Craft and Folk Arts หรือเมืองแห่งหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้านจากองค์การยูเนสโก ซึ่งเมืองเก่าแก่แห่งนี้ก็มีสถานที่ท่องเที่ยวที่แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ทั้งดินและน้ำ และความรุ่งเรืองด้านวัฒนธรรมอยู่มากมาย

Kim Seong Tae ศิลปินที่มีชื่อเสียง กำลังแกะลายบนเครื่องดินเผา

 

Icheon Ceramics Village หรือหมู่บ้านช่างทำเครื่องดินเผา เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความน่าสนใจ โดยในอดีตหมู่บ้านแห่งนี้เป็นศูนย์กลางการผลิตเครื่องปั้นดินเผาแบบดั้งเดิม ที่เรียกว่า Baekja Ceramics ซึ่งเป็นเครื่องปั้นดินเผาที่มีคุณภาพสูงของเกาหลีตั้งแต่สมัยราชวงศ์โชซอน หรือเมื่อประมาณ 500 ปีที่แล้ว ในปัจจุบันนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมาเรียนรู้กระบวนการผลิตเครื่องปั้นดินเผารูปแบบดั้งเดิมได้ทุกขั้นตอน โดยศิลปินที่มีชื่อเสียงของที่นี่ก็เปิดโอกาสให้เข้าไปดูขั้นตอนการผลิตอย่างใกล้ชิดกันถึงในบ้านเลยทีเดียว

ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของดินนอกจากจะทำให้เมืองนี้มีชื่อเสียงเรื่องเครื่องปั้นดินเผาแล้ว ก็ยังขึ้นชื่อในเรื่องของข้าวที่มีคุณภาพดีและอร่อยที่สุดของเกาหลีใต้ ลักษณะของเมล็ดข้าวที่นี่จะไม่เหมือนกับเมล็ดข้าวในเมืองอื่นๆ เพราะมีเม็ดที่ใสกว่า และถ้าหากใครแวะมาเที่ยว ก็ห้ามพลาดที่จะมาลองทานข้าวสวยร้อนๆ ของที่นี่เช่นกัน

Termeden สวนน้ำพุร้อนธรรมชาติสไตล์เยอรมันแห่งแรกของเกาหลีใต้ ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของสระน้ำพุร้อนซึ่งมีขนาดใหญ่และมีคุณภาพสูง รวมไปถึงยังมีเครื่องเล่นอื่นๆ รอบสระอีกมากมาย เช่น อ่างน้ำวน เครื่องพ่นน้ำ หรือม่านน้ำ ซึ่งจะช่วยนวดและผ่อนคลายส่วนต่างๆ ของร่างกาย มากไปกว่านั้นที่นี่ยังมีบ่อน้ำพุร้อนหลากสีซึ่งมีส่วนผสมจากสมุนไพรธรรมชาติที่จะช่วยรักษาปัญหาทางผิวหนังไว้ให้ได้ลงแช่กันด้วย

เดินชมหมู่บ้านโบราณ Buckchon Hanok

 

หลังจากไปเที่ยวชมของดีของเมืองอิเชิน (Icheon) แล้ว ทีมงานก็มีโอกาสกลับมาที่กรุงโซลอีกครั้ง มาเหนื่อยๆ เราก็ขอแวะมาผ่อนคลายด้วยการฝังเข็มเสริมสุขภาพกันที่ โรงพยาบาล Kwangdong ในย่านกังนัม  ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องของการรักษาด้วยการฝังเข็ม โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ รวมไปถึงการนำศาสตร์ทางการแพทย์แผนโบราณอื่นๆ เข้ามาผสมผสานกับการรักษาแบบแผนปัจจุบัน เพื่อให้บริการด้านสุขภาพและความงาม

ปกติแล้วการฝังเข็มนั้นจะถูกนำมาใช้รักษาอาการปวดต่างๆตามร่างกาย หรือรักษาอาการภูมิแพ้ แต่ที่นี่เขานำการฝังเข็มมาให้บริการด้านความงามด้วย เช่น การฝังเข็มบนใบหน้า เพื่อลดสิว ฝ้า กระชับผิวหน้าหรือเพื่อทำให้ผิวหน้าผ่องใส รวมไปถึงการฝังเข็มเพื่อการลดน้ำหนักก็มีโปรแกรมให้เลือกมากมาย

ที่นี่ยังนำสมุนไพรพื้นบ้านของเกาหลีหลากหลายชนิดเข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อให้บริการด้านสุขภาพและความงาม ไม่ว่าจะเป็น การรมควันด้วยสมุนไพรบนร่างกาย (Moxibustion) หรือการทำสปาด้วยการอบหรือห่อร่างกายด้วยสมุนไพรต่างๆ ที่จะส่งผลให้ระบบการทำงานของร่างกายดี ส่งผลให้มีสุขภาพแข็งแรงและมีผิวพรรณที่สวยงาม ซึ่งวิธีการรักษารูปแบบนี้เป็นการรักษาโดยใช้กลไกทางธรรมชาติของร่างกายที่ไม่ต้องพึ่งการผ่าตัดหรือการใช้สารเคมีใดๆ เลย

แช่บ่อน้ำพุร้อนหลากสีที่ Termeden

 

หลายคนอาจไม่รู้ว่า ท่ามกลางเมืองที่ทันสมัยอย่างกรุงโซลนี้จะยังมีหมู่บ้านโบราณหลงเหลืออยู่นั่นก็คือ Bukchon Hanok หมู่บ้านโบราณที่เคยเป็นที่อยู่อาศัยของเหล่าขุนนางระดับสูงในอดีต ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจาก พระราชวังเคียงบก (Gyeongbokgung Palace), พระราชวังชางด๊อก (Changdeokgung Palace) และอารามหลวงจงเมียว (Jongmyo Royal Shrine)

ลักษณะอันโดดเด่นของบ้านแบบฮันน็อกของที่นี่ก็คือ มีการมุงหลังคาบ้านด้วยกระเบื้อง และใช้วัสดุจากธรรมชาติอื่นๆ ในการสร้างบ้าน ไม่ว่าจะเป็น ประตู หน้าต่างที่ทำจากไม้ ผนังมีส่วนผสมของฟางและดิน หรือจะเป็นกระดาษที่ใช้ครอบหน้าต่างเพื่อกันลมหนาวก็ทำมาจากเยื่อไม้ธรรมชาติ ซึ่งถือได้ว่าบ้านแบบฮันน็อกนี้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากจริงๆ

ที่สำคัญมาที่นี่ห้ามส่งเสียงดัง ห้ามเดินเข้าไปในบ้านหรือเคาะประตูบ้าน เพราะว่าบ้านแต่ละหลังมีคนอาศัยอยู่ด้วย หากใครต้องการมาเดินชมสถาปัตยกรรมสวยๆ เหล่านี้ สามารถเดินทางมาด้วยรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีส้ม ลงสถานี Anguk Station และออกทางออกที่ 2

ฝังเข็มบนใบหน้าที่โรงพยาบาล Kwangdong

 

หลังจากเดินชมบ้านโบราณสไตล์เกาหลีกันไปแล้ว ก็ถึงเวลาที่เราจะมาลองชิมอาหารต้นตำรับโบราณกันบ้าง เราเดินทางมาที่ร้าน Baenamugol (แพนามูกึล) ร้านอาหารเกาหลีที่ขึ้นชื่อด้วยเมนูเนื้อเป็ดที่มีชื่อเสียงอย่าง โอรีโชมูชิม หรือเป็ดปรุงรสแบบเกาหลี ซึ่งนิยมทานคู่กับผัก

เนื้อเป็ดเป็นหนึ่งในอาหารชั้นเลิศที่คนเกาหลีนิยมทานกันในวัง เนื่องจากความเชื่อว่ารับประทานแล้วจะทำให้ร่างกายมีพละกำลังดี ช่วยให้เลือดหมุนเวียนดี และช่วยรักษาปอดและไตให้มีสุขภาพแข็งแรง ซึ่งในปัจจุบันร้านอาหารหรือภัตตาคารที่มีชื่อเสียงต่างๆ ก็นิยมจำหน่ายเนื้อเป็ดอยู่หลายร้าน

ทริปนี้ทำให้เราได้รู้ว่าทั้งเมืองอิเชิน และกรุงโซลยังคงมีของดีของเก่าแก่ให้เราได้เข้าไปเรียนรู้และสัมผัสอยู่อีกมากมาย ซึ่งถ้าหากใครต้องการลองไปเที่ยวดูบ้างก็สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Korea Tourism Organization หรือว่าติดตามชมรายการโลก 360 องศาได้ทาง ททบ.5 ทุกวันเสาร์ กรุงโซลแห่งนี้ยังมีเรื่องราวดีๆ ให้เราได้ไปค้นหากันอีก พบกันสัปดาห์หน้า

 

เที่ยวเจจู สนุกสบาย สไตล์รักสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤษภาคม 2559 เวลา 11:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/433178

เที่ยวเจจู สนุกสบาย สไตล์รักสุขภาพ

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา keb_toke@plat360.com

เกาะเจจูในประเทศเกาหลีใต้ นอกจากจะโดดเด่นเรื่องแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นภูเขาไฟ น้ำตก และชายทะเลแล้ว ด้วยความที่มีภูมิอากาศดีตลอดทั้งปี และมีอาหารการกินที่อุดมสมบูรณ์  จึงทำให้ที่นี่เป็นหนึ่งในจุดหมายของนักเที่ยว ที่ต้องการมาพักผ่อนเพื่อฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ

ด้วยเหตุนี้รัฐบาลเกาหลีใต้จึงมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หรือ Health Tourism ที่เกาะแห่งนี้ เพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่สำคัญของประเทศ ซึ่งก็ทำให้ธุรกิจการท่องเที่ยวต่างๆ หันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวที่สามารถตอบสนองกลุ่มคนรักสุขภาพได้มากขึ้น ซึ่งนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จะเดินทางไปท่องเที่ยวควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพ โดยแบ่งเวลาจากการท่องเที่ยวมาทำกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสุขภาพต่างๆ ในโรงเเรมหรือสถานบริการสุขภาพในท้องถิ่น

Singing Bowls ศาสตร์ของการบำบัดร่างกายด้วยคลื่นเสียง

 

We คือรีสอร์ทเพื่อสุขภาพแห่งแรกของเกาหลีใต้ ตั้งอยู่ที่เมือง Seogwipo เมืองทางตอนใต้อันแสนสงบของเกาะเจจู ที่นี่มี We Wellness Center ศูนย์บริการทางสุขภาพแบบครบวงจร ซึ่งมีจุดเด่นคือมีกิจกรรมให้ผู้รักสุขภาพเลือกใช้บริการอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมเพื่อดูแลและเสริมสมรรถภาพร่างกาย   การให้บริการทางด้านความงาม และการบำบัดรักษาร่างกายและจิตใจด้วยศาสตร์แขนงต่างๆ

กิจกรรมที่น่าสนใจของที่นี่ เช่น การทำวารีบำบัด ที่ควบคุมและดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งความพิเศษของที่นี่คือการใช้น้ำแร่ธรรมชาติจากชั้นหินใต้ดินที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุต่างๆ ประยุกต์เข้ากับศาสตร์ของการออกกำลังกายในน้ำ การนวดผ่อนคลายด้วยน้ำ รวมไปถึงการรักษาโรคผิวหนัง  ภูมิแพ้ ตลอดจนการฟื้นฟูระบบกล้ามเนื้อต่างๆ ในน้ำ เพื่อลดอาการบาดเจ็บ ซึ่งศาสตร์ของการทำวารีบำบัดนี้ จะช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตดี รวมถึงช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย  ทำให้มีผิวพรรณสวยใสเปล่งปลั่งและมีสุขภาพดี

ยำสาหร่ายเจจู เมนูเพื่อสุขภาพ

 

นอกจากนั้นแล้วที่นี่ก็ยังมีกิจกรรมโยคะ และกิจกรรมบำบัดทางจิตใจ ซึ่งมีศูนย์คลินิกทางจิตวิทยา หรือ Psychological Centre ที่สามารถให้คำปรึกษาและวินิจฉัย เพื่อนำไปสู่การบำบัดตามโปรแกรม หนึ่งในนั้นก็คือการใช้คลื่นเสียงบำบัด หรือ Singing Bowls ที่ช่วยให้ผู้เข้ารับการบำบัดรู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดและเหนื่อยล้า ส่งผลให้ร่างกายปรับสมดุลเข้าสู่สภาวะปกติ

ที่เกาะเจจูมีป่าธรรมชาติที่มีความพิเศษกว่าป่าอื่นๆ นั่นก็คือป่า Gotjwal ซึ่งเป็นป่าที่เกิดขึ้นจากการเย็นตัวของหินลาวาและชั้นหินอุ้มน้ำใต้ดิน ทำให้มีพืชพรรณต่างๆ แทรกตัวออกมาจากก้อนหิน จนกลายเป็นป่าที่มีความชุ่มชื้นเต็มไปด้วยพรรณไม้หลากชนิด ป่าแห่งนี้มีพื้นที่คิดเป็นประมาณ 6% ของเกาะเจจู สามารถพบเห็นได้ตั้งแต่ทางทิศตะวันออกไปจนถึงทิศตะวันตก เปรียบได้กับปอดขนาดใหญ่ของเกาะเจจู

เรียนรู้ทำความรู้จักกับอาหารเจจูที่ Kitchen lab

 

Eco Land Theme Park  คือสวนสนุกที่ผสมผสานกับสวนพฤกษศาสตร์  ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเกาะเจจู ในเขตพื้นที่ของป่า Gotjwal และด้วยความที่ที่นี่มีพื้นที่กว้างใหญ่  ดังนั้นการท่องเที่ยวไปให้ทั่วก็จะต้องนั่งรถจักรไอน้ำที่มีชื่อว่า Forest Train จะจอดรับส่งนักท่องเที่ยวตามสถานีต่างๆ ซึ่งก็จะเป็นที่ตั้งของสวนที่มีการออกแบบแตกต่างกันไป เช่น สถานี Eco Bridge นักท่องเที่ยวสามารถเดินลัดเลาะไปตามสะพาน  เพื่อชมธรรมชาติของป่า Gotjwal ที่รายล้อมไปด้วยทะเลสาบขนาดใหญ่  ส่วนที่สถานี Lake Side  นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมความสวยงามของทุ่งหญ้าและสวนไม้ดอกริมทะเลสาบซึ่งทุ่งหญ้าที่นี่คือแหล่งอาหารที่สำคัญของสัตว์ต่างๆ เช่น ม้าพันธุ์พื้นเมือง

อีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่เกาะเจจูก็คือ การทานอาหารเพื่อสุขภาพที่ใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น เราจึงเดินทางมาร้านอาหารที่มีชื่อว่า Kitchen Lab ลักษณะพิเศษของร้านนี้คือจะเสิร์ฟอาหารประเภทฟิวชั่น โดยใช้วัตถุดิบหลักที่สามารถหาได้บนเกาะเจจูนำมาประยุกต์เข้ากับอาหารนานาชาติ และยังเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้มีส่วนร่วมในการปรุง แต่การจะมารับประทานอาหารที่นี่จะต้องจองล่วงหน้าเท่านั้น

ทุ่งหญ้าเขียวขจี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ป่า Gotjwal

 

ส่วนเมนูที่เราได้ลงมือทำคือ รีซอตโตปลาทูน่า ซึ่งเป็นปลาทูน่าพันธุ์พื้นเมืองที่สามารถจับได้จากทะเลรอบๆ เกาะเจจูเท่านั้น และอีกหนึ่งเมนูนั่นก็คือ ยำสาหร่ายเจจู โดยวัตถุดิบหลักของเมนูนี้ประกอบไปด้วย สาหร่าย ผักดอง น้ำมะนาว ซีอิ๊ว น้ำผึ้ง และเนื้อสัตว์  วัตถุดิบทั้งหมดนี้ก็สามารถหาได้บนเกาะนี้เช่นเดียวกัน  เมื่อทำอาหารทั้งหมดเสร็จแล้วก็จะมานั่งรับประทานอาหารร่วมกันอย่างเป็นกันเองกับเชฟ ซึ่งภายในร้านมีโต๊ะอาหารเพียงโต๊ะเดียว ดังนั้นร้านอาหารนี้จึงเหมาะกับคนที่ต้องการมาเรียนรู้และทำความเข้าใจเอกลักษณ์อาหารอย่างแท้จริง

ชาวเจจูเชื่อกันว่าอาหารท้องถิ่นที่นี่ดีต่อสุขภาพอย่างมาก เพราะเจจูเป็นเกาะที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวกลางทะเล ต้องเผชิญกับคลื่นลมแรงอยู่เสมอ ดังนั้นผู้คนที่อาศัยอยู่บนเกาะนี้จึงต้องมีร่างกายที่แข็งแรงอยู่เสมอ อาหารการกินจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องใส่ใจ ด้วยเหตุนี้ชาวเกาหลีใต้มีทัศนคติว่า หากจะหาสะใภ้ที่แข็งแรงต้องเป็นผู้หญิงชาวเจจูเท่านั้น  แต่หากจะหาสะใภ้ที่ทำอาหารเก่งต้องมาจากจังหวัดชอลลานัม

การเดินทางมาเจจูในครั้งนี้ ครบเครื่องเรื่องสุขภาพจริงๆ เพราะได้สัมผัสตั้งแต่เรื่องของธรรมชาติดีๆ อากาศดีๆ กิจกรรมเพื่อสุขภาพดีๆ และก็ยังได้รับประทานอาหารดีๆ ซึ่งก็ทำให้รู้สึกสดชื่นและผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ หากใครมีโอกาสก็ลองมาเที่ยวที่เกาะเจจูแห่งนี้ มาสัมผัสกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อีกหนึ่งรูปแบบการท่องเที่ยวที่น่าสนใจในประเทศเกาหลีใต้ และอย่าลืมติดตามชมรายการโลก 360 องศา ได้ทุกวันเสาร์ 21.20 น. ทาง ททบ.5

 

อิงกฤต วิทซานี่ เดินบนทางที่เลือกเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤษภาคม 2559 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/433175

อิงกฤต วิทซานี่ เดินบนทางที่เลือกเอง

โดย…รอนแรม ภาพ… อิงกฤต วิทซานี่

เด็กผู้หญิงคนหนึ่งเดินทางไปสวีเดน “คนเดียว” ใช้ชีวิตช่วงวัยรุ่นด้วย “ตัวเอง” เป็นเวลา7 ปี ซึ่งนานพอให้ อิงกฤต วิทซานี่ นักร้องลูกครึ่งไทย-ออสเตรีย ได้เดฟินทางเรียนรู้ชีวิตเก็บเกี่ยวความคิดของคนรอบข้าง เพื่อหลอมรวมเป็นทัศนคติของตน เธอจึงเติบโตท่ามกลางคนอื่น มีการเดินทางเป็นครู และมีโลกเป็นห้องเรียน

คนไทยรู้จักอิงกฤตครั้งแรกผ่านรายการ เดอะ วอยซ์ ซีซั่น 3 จากนั้นเธอกลับมาอีกครั้งในฐานะพิธีกรรายการท่องเที่ยว ลอง Stay ช่อง 3SD (28) ซึ่งเป็นอีกบทบาทที่เธอรักเพราะได้ “เที่ยว”

 

ตามหาความหมายชีวิต

อิงกฤตเกิดในประเทศไทยท่ามกลางครอบครัวใหญ่ คุณแม่เป็นคนไทย คุณพ่อเป็นคนออสเตรียสัญชาติสวีเดน ก่อนที่พ่อจะจากไป ท่านอยากให้ลูกสาวไปสวีเดนเพื่อออกจากกรอบเดิมๆ และหาความหมายของชีวิตซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมด

“บ้านอิงที่เมืองไทยเป็นครอบครัวใหญ่มาก มีกฎต่างๆ นานา มีการตักเตือนแบบคนไทย” เธอกล่าว “แต่พ่ออิงบอกว่าให้ไปสวีเดน เพราะพ่อกลัวว่าอิงจะไม่โต กลัวว่าอิงจะถูกปิดกั้น พออิงอายุสิบห้าทำบัตรประชาชนเรียบร้อยก็บินไปสวีเดนเลยคนเดียว”

 

เธอยังเล่าด้วยว่า การใช้ชีวิตอยู่ที่สวีเดนแตกต่างจากเมืองไทยมาก โดยเฉพาะเรื่องทัศนคติ “อิงต้องหาเวลาเป็นตัวเองเมื่ออยู่ที่ประเทศไทย แต่ที่สวีเดน ทุกอย่างเป็นอิงได้หมดเลย เราใช้ชีวิตในสังคมนั้นได้อย่างสบายใจ ตรงไปตรงมา ทุกคนคุยเรื่องที่มีประโยชน์ วิธีการดำเนินชีวิตมันต่างกัน”

7 ปีที่สวีเดนหล่อหลอมให้เธอมีชุดความคิดแบบผู้ใหญ่ ด้วยความที่วัยรุ่นสวีเดนเริ่มทำงานพิเศษตั้งแต่อายุ 15 ปี และย้ายออกจากบ้านเพื่อไปใช้ชีวิตของตัวเองตอนอายุ 21 ปี จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเธอถึงโตกว่าอายุ (ตอนนี้อายุ 23 ปี) ทว่าเมื่อกลับมาเมืองไทยก็มีข้อดีหลายอย่าง หนึ่ง ได้กลับมาดูแลแม่ สอง ได้ประกวดเดอะ วอยซ์ สาม ได้เป็นนักร้องอย่างที่รัก และสี่ ได้ทำงานท่องเที่ยวตอบโจทย์นิสัยคนชอบเดินทางอย่างเธอ

 

ตามหาเรื่องราวใหม่

หลังจากกลับจากสวีเดนได้ไม่นานอิงกฤตกำเงิน 3,000 บาท กับกระเป๋า 1 ใบ ขึ้นรถไฟชั้นสามไปเที่ยวคนเดียว ครั้งนั้นเธอลงใต้ไปเป็นชาวเลบนเกาะมุก จ.ตรัง เพื่อไปใช้ชีวิตอยู่กับชาวประมง “อิงไปอยู่บ้านกลางทะเล เขาสอนอิงขับเรือ สอนหาหอยมุก กินหอยทอดซึ่งก่อนหน้านี้เคยไปมาแล้วกับเพื่อนฝรั่ง ตอนอายุสิบเจ็ด ไปแบบไม่มีเงินเลย แต่โชคดีที่อิงพูดใต้ได้ และเจอชาวบ้านใจดีให้นอนที่บ้านและทำกับข้าวให้กินทุกมื้อ” เธอเล่า

นอกจากนี้ ในฐานะที่เคยจากไปและกลับมาประเทศไทยโดยมีระยะห่างให้เห็นการเปลี่ยนแปลง เธอเห็นว่าการท่องเที่ยวของไทยมีการพัฒนา “การอยู่บ้านเรา เราจะเห็นปัญหาเยอะ ซึ่งความจริงปัญหามันก็เยอะนั่นแหละ แต่ในภาพรวม พออิงออกไปและกลับมา อิงรู้สึกว่าการท่องเที่ยวมันปลอดภัยขึ้น อิงเที่ยวตั้งแต่เด็ก แบ็กแพ็กตั้งแต่เด็ก ขับรถเที่ยวกับพ่อตั้งแต่เด็ก ตอนนั้นยังรู้สึกถึงความอันตราย แต่เดี๋ยวนี้ไปไหนจะรู้สึกปลอดภัยขึ้น”

 

แต่ถึงอย่างไร ประเทศไทยทำให้เธอกังวลเรื่องแหล่งท่องเที่ยวที่จะเปลี่ยนไปเพื่อนักท่องเที่ยวมากเกินไป “ส่วนตัวอิงไม่ชอบแหล่งท่องเที่ยวแบบ Mass Tourism (แหล่งท่องเที่ยวที่ดึงคนจำนวนมาก)” เธอกล่าวชัดเจน “อิงว่าไม่เวิร์กสำหรับบ้านเรา เพราะพื้นที่ประเทศไทยไม่พอที่จะรับนักท่องเที่ยวมากมาย สถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งรองรับทัวร์ ทำให้บรรยากาศของสถานที่แห่งนั้นหายไป”

อิงกฤตยกตัวอย่าง เกาะหลีเป๊ะ ที่เคยไปตั้งแต่เด็กแต่เปลี่ยนไปแล้วในวันนี้ “ครั้งแรกที่ไป อิงเดินจากชายหาดไปดำน้ำเห็นปลาหมอทะเลตัวใหญ่มาก เห็นปลาทุกสีทุกเฉด เป็นโลกที่อลังการมาก พอครั้งที่สองอิงกลับไป ปรากฏว่าแนวปะการังไม่สวยงามเหมือนเดิม และครั้งที่สาม ตกใจมาก เพราะมีทัวร์ไปเกาะหลีเป๊ะ ถนนบนเกาะเป็นถนนเล็กๆ ไม่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมากได้ แต่เรากลับพยายามทำให้หลีเป๊ะเปลี่ยนไปเพื่อนักท่องเที่ยว หลีเป๊ะจึงไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป”

 

ทัศนคติเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะเธอให้ความสำคัญกับการเดินทาง เธอเห็นว่ามันสำคัญกับทัศนคติ เป็นน้ำหล่อเลี้ยงให้ชีวิต “ทุกอย่างที่อิงเรียนไม่ได้เรียนมาจากห้องเรียน อิงไม่เคยเรียนได้ที่หนึ่ง แต่อิงเรียนรู้จากการที่ต้องย้ายไปตามที่ต่างๆ อิงคุยกับคนต่างๆ ที่ได้เจอ เห็นความคิดที่มันไม่เหมือนกัน แม้ว่าเรื่องที่ได้ยินเราเคยรู้มาก่อนแล้ว แต่ทัศนคติของผู้คนต่างหากที่เราไม่เคยรู้”

และที่น่าสนใจคือ เธอมองว่าคนไทยมักอยู่กันเป็นกลุ่มเป็นสังคม ดังนั้นการเที่ยวคนเดียวจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อหาโอกาสให้ตัวเองออกไปหาเพื่อนใหม่ คนแบบใหม่ ความคิดใหม่ๆ ให้โลกที่อยู่นั้นกว้างขึ้น

โลกของอิงกฤต

ถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่งใบ เธออยากให้โลกใบนั้น “สวย” หมายถึงโลกที่ทุกคนนึกถึงใจเขาใจเรา โลกที่ทำให้รู้สึกปลอดภัย โลกที่มนุษย์ไม่คิดว่าคนอื่นโง่และพร้อมจะสอนความรู้ให้แก่ผู้อื่น โลกที่ทุกอย่างมีการแบ่งปัน และโลกที่ไม่มีเงินในการซื้อขาย แต่เป็นน้ำใจที่มีให้กัน

สำหรับในโลกแห่งความเป็นจริงตอนนี้อิงกฤตกำลังทำงานเพลงของตัวเองชื่อว่าเพลง “ลา” ที่จะปล่อยให้ฟังพร้อมมิวสิควิดีโอภายในปีนี้ และในโลกส่วนตัวติดตามเธอได้ทางอินสตาแกรม ingridwitzanyy และเฟซบุ๊ก Ingrid Witzany

 

สูดอากาศใสๆ เที่ยวสบายๆ เกาะเจจู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤษภาคม 2559 เวลา 11:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/431921

สูดอากาศใสๆ เที่ยวสบายๆ เกาะเจจู

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา keb_toke@plat360.com

“เกาะเจจู” เกาะที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเกาหลีใต้ และได้รับฉายาว่า “เกาะแห่งภูเขาไฟ” เพราะเกาะนี้เกิดจากการทับถมของลาวาใต้ทะเลเป็นระยะเวลาหลายล้านปี กลายมาเป็นเกาะขนาดใหญ่ในปัจจุบัน มากไปกว่านั้นธรรมชาติที่บริสุทธิ์ ความไม่วุ่นวาย ตลอดจนความสะดวกสบายทั้งการเดินทางและที่พัก จึงเป็นหนึ่งในเป้าหมายของนักท่องเที่ยวที่รักในสุขภาพ

ทั่วทั้งเกาะเจจูเต็มไปด้วยหินบะซอลต์ ที่เกิดจากการแข็งตัวของลาวาอย่างรวดเร็ว ส่งผลทำให้มีภูมิประเทศแปลกตา มากไปกว่านั้นบรรดาพืชพรรณก็มีลักษณะเฉพาะตัว ไม่สามารถพบเห็นได้ในประเทศเกาหลีใต้ส่วนที่เป็นแผ่นดินใหญ่ เพราะเป็นพืชพรรณที่พบได้เฉพาะพื้นที่ที่เคยเป็นภูเขาไฟมาก่อน เช่นที่หมู่เกาะฮาวาย ด้วยเหตุนี้เกาะเจจูจึงได้รับการขนานนามว่า “ฮาวายแห่งเอเชีย”

ศิลปะการจัดเรียงซ้อนหินที่ Tamnara

 

ด้วยความอุดมสมบูรณ์และความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ ทำให้เกาะเจจูได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติในปี 2550 จากองค์การยูเนสโก นั่นก็ทำให้เจจูมีชื่อเสียงโด่งดัง และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ก็ได้กลายมาเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักของเกาะแห่งนี้ ในทุกๆ ปีชาวเกาหลีใต้เดินทางมาท่องเที่ยวที่นี่มากกว่า 5 ล้านคน เพื่อมาสัมผัสกับธรรมชาติสวยงามและอากาศบริสุทธิ์ ซึ่งนั่นทำให้การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ กลายเป็นรูปแบบหลักของเกาะแห่งนี้

เกาะเจจูมีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศอยู่มากมาย แต่ที่นักท่องเที่ยวพลาดไม่ได้นั่นก็คือ “ซองซานอิลชุลบง” ภูเขาไฟทรงมงกุฎ ที่สามารถเดินขึ้นไปชมความอัศจรรย์ได้ถึงปากปล่อง เพราะเป็นภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว ซึ่งความสูงของปากปล่องวัดจากระดับน้ำทะเลสูงประมาณ 180 เมตร และด้วยความอัศจรรย์ทางธรรมชาติ ทำให้ที่นี่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกจากองค์การยูเนสโกมากไปกว่านั้น ที่นี่ยังได้รับการโหวตจากผู้คนทั่วโลกให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ใหม่ทางธรรมชาติของโลก หรือ New Seven Wonders of Nature อีกด้วย

กินอาหารเพื่อสุขภาพท่ามกลางบรรยากาศไร่ชา O’Sulloc

 

Tamnara สถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่มีลักษณะเป็นธีมปาร์กแห่งใหม่ของเกาะเจจู ซึ่งมีแนวคิดในการสร้างมาจากชื่อดั้งเดิมของเกาะแห่งนี้ นั่นก็คือคำว่า “Tamnara” นั่นเอง มีความหมายว่า เมืองแห่งกำแพงหิน เพราะในสมัยโบราณชาวเจจูนิยมเอาหินภูเขาไฟมาวางเรียงซ้อนเป็นกำแพง ดังนั้นผู้สร้างธีมปาร์กแห่งนี้จึงหยิบเอาวิธีการเรียงหินแบบฉบับดั้งเดิมของเจจู มาผสมผสานกับงานศิลปะยุคสมัยใหม่ เกิดเป็นงานศิลปะที่สวยงามแปลกตาเพื่อให้ผู้เข้าชมเกิดความสนุกสนานกับการจินตนาการ

เกาะเจจูขึ้นชื่อว่าเป็นเกาะที่มีอากาศดีตลอดทั้งปี คือไม่ร้อนจัดและไม่หนาวจัดจนเกินไป เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ ของเกาหลีใต้ เพราะเกาะนี้อยู่ใกล้กับเส้นศูนย์สูตรมากที่สุด ส่งผลให้สามารถทำการเพาะปลูกได้เกือบทั้งปี มากไปกว่านั้น แร่ธาตุที่มีอยู่ในดินภูเขาไฟ ก็ทำให้ดินที่นี่มีคุณภาพดี ผลผลิตทางการเกษตรจึงมีคุณภาพดีตามไปด้วย

ส้มฮัลลาบง (Hallabong) เป็นอีกหนึ่งผลผลิตทางการเกษตรที่มีชื่อเสียงของเจจู เพราะมีรูปทรงแปลกตา อีกทั้งยังมีรสชาติหวานฉ่ำ จึงกลายเป็นหนึ่งในของฝากจากเจจู ซึ่งมีไร่ส้มมากมายที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปเที่ยวชมได้อย่างใกล้ชิดเพื่อดูกระบวนการปลูกที่ไม่มีสารเคมีเข้ามาเกี่ยวข้อง

ธรรมชาติที่ยังคงอุดมสมบูรณ์และอากาศบริสุทธิ์ ทำให้เจจูกลายเป็นปลายทางของคนรักสุขภาพ

 

ที่นี่ยังมีชื่อเสียงเรื่อง “ชา” อีกด้วย ถึงแม้ว่าชาจะถูกนำมาปลูกบนคาบสมุทรเกาหลีเมื่อนับพันปีมาแล้ว แต่ชาเพิ่งจะถูกนำมาปลูกครั้งแรกบนเกาะเจจูเมื่อปี ค.ศ. 1979 หรือราว 37 ปีที่ผ่านมา ที่ไร่ชา O’Sulloc ซึ่งด้วยสภาพดินและอากาศที่แตกต่างไปจากภูมิภาคอื่นๆ ส่งผลให้ชาที่นี่มีรสชาติแตกต่างออกไป รวมถึงการปรับปรุงสายพันธุ์ชา การพัฒนารสชาติ และการสร้างผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ส่งผลให้ O’Sulloc กลายเป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงอย่างมากในเกาหลีใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ชาเขียว” ที่ถูกปลูกขึ้นท่ามกลางธรรมชาติและอากาศที่บริสุทธิ์ของเกาะเจจู ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาดื่มด่ำกับบรรยากาศที่สวยงามของไร่ชาที่นี่ นอกจากนั้นแล้วที่นี่ก็ยังมีพิพิธภัณฑ์ชา และคาเฟ่ที่มีผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มและเบเกอรี่จากชาเขียวมากมายหลายรสชาติ

ภายในพื้นที่ของไร่ชาแห่งนี้ ก็ยังมีคาเฟ่ของ Innisfree Jeju house หนึ่งในเครื่องสำอางแบรนด์ดังของเกาหลีใต้ ที่สร้างขึ้นจากแนวคิดของการใส่ใจสุขภาพและความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดังนั้นอาหารในร้านจะใช้วัตถุดิบออร์แกนิกเป็นหลักทั้งหมด เรียกได้ว่านอกจากจะอิ่มท้องแล้วยังดีต่อสุขภาพอีกด้วย นอกจากนั้นแล้วก็ยังจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่เป็นผลิตภัณฑ์เน้นการบำรุงผิวจากธรรมชาติ ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติปลอดสารพิษ ซึ่งก็คือชาเขียวจากไร่ชา O’Sulloc นั่นเอง

คาเฟ่แห่งนี้ก็ยังมีมุมสนุกๆ ให้นักท่องเที่ยวได้ลองทำสบู่จากธรรมชาติอีกด้วย เพียงแค่ซื้อชุดวัสดุสำหรับทำสบู่ จากนั้นก็จะมีมุมให้ลองนั่งทำ ซึ่งจะมีอุปกรณ์แท็บเล็ตคอยบอกขั้นตอนวิธีการทำ รวมถึงมีอุปกรณ์ในการปั้นและทำลวดลายที่ทางร้านเตรียมไว้ให้

การท่องเที่ยวเชิงนิเวศบนเกาะเจจู ทำให้เรารู้ว่าทิศทางในการพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวของเกาหลีใต้ในวันนี้ มุ่งเน้นการท่องเที่ยวให้ใกล้ชิดธรรมชาติ โดยไม่ทำลายธรรมชาติ ซึ่งก็เป็นรูปแบบของการท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มจะกลับมาตอบสนองวิถีกลุ่มคนเมืองที่แสวงหาธรรมชาติ เพราะโลกยุคปัจจุบันได้ทำให้ชีวิตสะดวกสบายในทุกๆ ด้าน แต่ก็แลกมาด้วยข้อเสียหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านสุขภาพ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ทุกวันนี้ เราต่างมองหาธรรมชาติที่สมบูรณ์ อากาศที่บริสุทธิ์ ซึ่งนั่นก็จะนำไปสู่การสร้างสรรค์รูปแบบการท่องเที่ยวที่สามารถตอบสนองกลุ่มคนเหล่านั้นได้

ความนิยมของอาหารออร์แกนิกที่เพิ่มขึ้น ตอบสนองต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวที่รักสุขภาพ

 

วรัญญู ทิพยมนตรี เที่ยว ‘แปลก’ แหวกแนว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤษภาคม 2559 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/431919

วรัญญู ทิพยมนตรี เที่ยว ‘แปลก’ แหวกแนว

โดย…รอนแรม

ประวัติโดยสังเขปของ วรัญญู ทิพยมนตรีผู้จัดการริบลีส์ เวิลด์ พัทยา ระบุว่า เขามีความสนใจเรื่องการเดินทางและวัฒนธรรมต่างถิ่น สะสมแสตมป์และของที่ระลึกจากการเดินทางและชอบท่องเที่ยวเป็นกิจกรรมยามว่างกับครอบครัว แต่เมื่อได้สนทนากับชายอารมณ์ดีคนนี้แล้วทำให้ทราบว่าเขายังมีเรื่องราวการเดินทางและแง่มุมชีวิตที่ “แปลก” แหวกแนว

ช่วงชีวิตการเดินทาง

เขาเริ่มต้นบทสนทนาด้วยหลักการใช้ชีวิตที่ว่า ชีวิตคนถูกกำหนดด้วย 3 สิ่ง หนึ่งคือ คนที่เราพบ สองคือ หนังสือที่เราอ่าน และสามคือ สถานที่ที่เราไป “ผมจึงพยายามดำเนินชีวิตตามครรลองเหล่านี้ ถ้าเราอยากเป็นคนแบบไหน เราก็ต้องเอาตัวไปคบกับคนแบบนั้น เลือกสรรความรู้ที่จะเข้าตัว และไปในสถานที่ที่จะสร้างความเป็นตัวเราขึ้นมาได้” เขาอธิบาย

 

ตั้งแต่เด็กจำความได้ ครอบครัวจะพาไปเที่ยวเชิงธรรมชาติ โดยเน้นไปในอุทยานแห่งชาติเป็นส่วนใหญ่ เช่น ภูหินร่องกล้า น้ำตกเอราวัณ เขาใหญ่ซึ่งตอนนั้นคือความท้าทายสมัยเด็กและกลายเป็นความผูกพันที่ฝังอยู่ใต้สำนึก ทำให้ไม่ว่าไปที่ไหนก็ต้องไปทำความรู้จักกับธรรมชาติและผู้คน ณ สถานที่นั้น เพื่อไปเรียนรู้ถึงความสุข ความพอดี สิ่งที่จำเป็นที่ทำให้เรามีชีวิตจากชาวบ้าน

กระทั่งโตขึ้นมา วรัญญู ก็ยังยึดแนวทางธรรมชาติเหมือนแต่ก่อน แต่เพิ่มระดับความยากไปตามกำลัง เช่น เคยปีนน้ำตกก็เปลี่ยนเป็นปีนภูเขา หรือจากนอนโรงแรมก็เปลี่ยนมานอนเต็นท์หรือโฮมสเตย์ เขายังบอกว่าตัวเองโชคดี เพราะในวัยเด็กไปใช้ชีวิตอยู่ที่อเมริกา จากนั้นไปเรียนหนังสือที่ยุโรป และเริ่มทำงานในภูมิภาคเอเชียและตะวันออกกลาง ทำให้มีโอกาสเห็นโลกกว้างมากขึ้นๆ

 

ระหว่างที่กำลังศึกษาปริญญาโทอยู่ที่สเปน เขาทำงานเก็บเงินและไปเที่ยวแบบแบ็กแพ็กเกอร์ โดยวิธีเดินเท้า 2 สัปดาห์ ระยะทาง 200 กม. บนเส้นทางธรรมชาติในสเปน จากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่ง และแวะเที่ยวแต่ละเมืองแบบเจาะลึก

“การเดินเท้าทำให้เราสัมผัสดิน เวลาเดินผ่านทุ่งข้าวจะมีกลิ่นหอมของต้นข้าวบาร์เลย์ เวลาเดินผ่านป่าจะได้กลิ่นสดชื่นของต้นยูคาลิปตัส ได้สัมผัสกับอุณหภูมิ ความชื้น โดยเฉพาะน้ำจิตน้ำใจจากคนแปลกหน้า” เขายังกล่าวด้วยว่า การเดินเท้าเป็นการเดินทางที่สัมผัสกับโลกของเรามากที่สุด ทั้งยังได้พบสัจธรรมว่าเราคือส่วนหนึ่งของธรรมชาติ

 

เดินทางเพื่อสะสม

วรัญญู เข้าร่วมทำงานกับริบลีส์ราว 1 ปี ซึ่งเป้าหมายการทำงานอยู่ที่การขยายสาขาไปยังสถานที่อื่นๆ ในไทยและภูมิภาคใกล้เคียง เป้าหมายแรกคือ ภูเก็ต และกรุงเทพฯ ซึ่งคำจำกัดความของริบลีส์บัญญัติขึ้นใหม่โดยใช้คำว่า odditorium หมายถึง ห้องรวบรวมของแปลก โดยมี โรเบิร์ต ริบลีส์ เป็นผู้ก่อตั้ง

นายริบลีส์เป็นนักเดินทางและนักสะสม “ตรงกับจริตของผมยังไงชอบกล” วรัญญูเสริมและเพราะการเดินทางจึงส่งผลให้นายริบลีส์เปิดตัวเองเพื่อยอมรับวิถีชีวิตหรือความคิดของผู้คนทั่วโลก พิพิธภัณฑ์ริบลีส์จึงเหมือนเป็นบันทึกการเดินทางแต่ละเมืองแต่ละชนเผ่าผ่านสิ่งของที่สะสมเรื่องราวมากมายไว้ข้างใน ปรัชญาของริบลีส์ที่ว่า Welcome to the wired จึงไม่ใช่แค่การยินดีต้อนรับสู่ความแปลกประหลาด แต่หมายรวมถึงความเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละคนแต่ละสิ่งบนโลกใบนี้

 

กลับสู่สามัญ

วรัญญู ก็เป็นคนหนึ่งที่เดินทางมาตลอดชีวิต แต่ก็ยังเหลือสถานที่ที่อยากไปที่สุด อ้างอิงถึงวลี The cradle of life หรืออู่ชีวิต เขาเล่าว่าโลกของเรามีประชากรราว 7,000 ล้านคน ซึ่งเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมาจากหมู่บ้านเดียวกัน ที่ครั้งหนึ่งเมื่อครอบครัวขยาย คนในหมู่บ้านก็เริ่มเดินทางและกระจายไปอยู่ทั่วโลก ซึ่งมีงานวิจัยชี้ว่าหมู่บ้านนั้นยังอยู่ และยังคงวิถีชีวิตดั้งเดิมในปัจจุบัน “การเดินทางของผมอยากกลับไปยังจุดเริ่มต้นของชีวิต” เขากล่าว

สถานที่แห่งนั้นคือ นามิเบีย ทวีปแอฟริกา สถานที่ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของมนุษย์ หากทุกคนนับถอยหลังไป 2,000 รุ่น บรรพบุรุษจะไปจบอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้

เขายังกล่าวด้วยว่า  การเดินทางเป็นหนึ่งในสามส่วนสำคัญของชีวิต เพราะมันคือวิธีในการไปพบคนใหม่หรือหนังสือเล่มใหม่ “ยิ่งเราสัมผัสกับคนมาก ก็ยิ่งหล่อหลอมให้เราเห็นตัวเองชัดขึ้น ยิ่งเราเดินทาง มุมมองของเราก็จะยิ่งกระจ่างชัดและใสขึ้น เพราะมันทำให้โลกของเรามีมิติมากขึ้น” เขาทิ้งท้าย

 

โลกของวรัญญู

ถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่งใบ เขาอยากให้โลกใบนั้นมีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ เป็นโลกที่มีมนุษย์ เป็นสถานที่ที่เปิดโอกาสให้แสดงความคิดสร้างสรรค์ ได้แสดงอารมณ์ เพราะความคิดสร้างสรรค์ทำให้เกิดสิ่งใหม่และสร้างเอกลักษณ์ให้แก่ตัวเอง

“โลกใบนี้มีมนุษย์ มีรอยยิ้ม มีความสร้างสรรค์อยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่าเราจะออกเดินทางไปมองหาโลกในฝันใบนั้นหรือไม่เท่านั้นเอง”วรัญญู ยิ้มกว้างและจบบทสนทนาด้วยคำเชื้อเชิญไปนามิเบีย