ญี่ปุ่นในความรู้สึกของคุณจะเปลี่ยนไปถ้าหากได้ลองปั่นจักรยานที่นี่สักครั้ง Let’s go cycling in Japan

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤษภาคม 2559 เวลา 11:01 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/431439

ญี่ปุ่นในความรู้สึกของคุณจะเปลี่ยนไปถ้าหากได้ลองปั่นจักรยานที่นี่สักครั้ง Let’s go cycling in Japan

โดย…วิทยา เคหสุขเจริญ ภาพ… 100Plus

ประเทศญี่ปุ่น เมืองอาทิตย์อุทัย… ฟูจิซัง… แดนปลาดิบ… ถิ่นซากุระ… สารพัดฉายาที่ผู้คนตั้งให้จากความประทับใจที่ได้สัมผัส แต่ประเทศญี่ปุ่นในความรู้สึกของคุณจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ถ้าหากได้มาลองปั่นจักรยานที่นี่สักครั้ง

ด้วยเส้นทางปั่นจักรยานที่สวยงาม ปลอดภัย มีความหลากหลาย และมีระบบการจัดการที่ดี ทำให้เส้นปั่นจักรยานในญี่ปุ่นติดอันดับความนิยมในลำดับต้นๆ ของโลกเลยทีเดียว เมื่อนึกถึงไฮไลต์ของญี่ปุ่น เราจะนึกถึงภูเขาไฟฟูจิมาเป็นลำดับแรกๆ ซึ่งก็มีเส้นปั่นชมความงามของฟูจิซังในมุมมองที่น้อยคนจะได้เห็น

ภูเขาไฟฟูจิได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ซึ่งรวมถึงทะเลสาบทั้งห้าที่อยู่รายรอบ พื้นที่รอบๆ ภูเขาไฟฟูจิสามารถทำกิจกรรมได้หลากหลาย ไม่ว่าจะปีนเขา เดินป่า รวมไปถึง
เส้นทางจักรยานที่สุดแสนประทับใจ เพราะคุณจะได้ใกล้ชิดภูเขาไฟฟูจิในมุมมองใหม่ผ่านท้องน้ำที่สวยงามของทะเลสาบ ซึ่งแต่ละแห่งล้วนมีเอกลักษณ์และความงามที่ต่างกัน เริ่มจากทะเลสาบคาวากุจิโกะ แม้จะมีความใหญ่เป็นอันดับสอง แต่ในแง่ของชื่อเสียงคงต้องยกให้คาวากุจิโกะเป็นอันดับหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นผลงานภาพวาด ภาพถ่าย ต่างก็ใช้วิวของทะเลคาวากุจิโกะที่มีทุ่งลาเวนเดอร์สีม่วงสดเป็น
โฟร์กราวด์ ขับความงามของฟูจิให้ออกมาได้อย่างน่าประทับใจ รอบๆ ทะเลสาบนี้จึงมีโรงแรม รีสอร์ท และกิจกรรมต่างๆ ให้บริการมากที่สุด

 

ต่อมาคือทะเลสาบไซโกะ เป็นทะเลสาบขนาดเล็กและสามารถมองเห็นวิวของภูเขาไฟฟูจิได้จากเพียงบางฝั่ง แต่จุดเด่นจะอยู่ที่กิจกรรมกลางแจ้ง เพราะล้อมรอบด้วยภูเขาและป่า แถมยังมีถ้ำ น้ำพุร้อน และมีหมู่บ้านอิยาชิโนะซาโตะ ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของทะเลสาบไซโกะ เป็นหมู่บ้านเกษตรกรรมโบราณเล็กๆ ที่จัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง มีทั้งร้านค้างานหัตถกรรม ร้านอาหาร แกลเลอรี่ สตูดิโอถ่ายภาพที่ระลึกให้สาวๆ ได้ถ่ายภาพในชุดกิโมโน และหนุ่มๆ ในชุดซามูไรโบราณ เข้ากับบรรยากาศมากๆ ถัดจากนั้นจะเป็นทะเลสาบโชจิโกะ ทะเลสาบที่มีขนาดเล็กที่สุดแต่ก็ได้มุมมองและจุดชมวิวที่น่าสนใจไปอีกแบบ เส้นทางจะมาจบที่ทะเลสาบโมโตสุโกะ เมื่อมาถึงที่นี่สิ่งแรกที่ต้องทำคือควักธนบัตร 1,000 เยนขึ้นมา ไม่ได้จ่ายค่าเข้าชมแต่อย่างใด แต่ภาพวิวภูเขาไฟฟูจิที่อยู่ด้านหลังธนบัตรคือวิวจากฝั่งทะเลสาบโมโตสุโกะแห่งนี้นี่เอง เส้นทางปั่นเส้นนี้มีความยาว 29.6 กม. แต่ใช้เวลาในการปั่นเกือบทั้งวัน ด้วยจุดสนใจที่ทำให้ต้องแวะตลอดทาง

เส้นทางจักรยานที่มีชื่อเสียงที่สุดในญี่ปุ่นจะเป็นเส้นทางปั่น ชิมะนะมิไคโด ที่นักปั่นจากทั่วโลกต่างมุ่งหน้ามาชื่นชมความสวยงามของเส้นทางแห่งนี้และติดใจจนต้องมาซ้ำแล้วซ้ำอีก เส้นทางนี้เป็นการต่อยอดมาจากโครงการสร้างทางยกระดับและสะพานเชื่อมระหว่างเมืองโอะโนะมิชิ จังหวัดฮิโรชิมา ซึ่งต้องผ่านเกาะ 6 แห่ง ได้แก่ มูไกชิมะ อินโนชิมะ ไฮกุชิมะ โอมิชิมะ ฮากาตะชิมะ และโอชิมะ ไปยังเมืองอิมะบะริ จังหวัดเอะฮิเมะ ระยะทางทั้งหมดประมาณ 70 กิโลเมตร ในตอนนั้นชาวเมืองเห็นว่าในเมื่อจะมีการสร้างทางยกระดับอยู่แล้ว จึงเสนอให้รัฐบาลท้องถิ่นทำทางจักรยานคู่ขนานไปด้วยกันเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว ปัจจุบันเส้นทางสายนี้กลายเป็นแม่เหล็กแรงสูงที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากให้มาแวะเที่ยวชม

เมืองโอะโนะมิชิ จุดเริ่มต้นของเส้นทางเป็นจุดนัดพบของนักปั่น จากเมืองเล็กๆ ที่เป็นแค่ทางผ่านจากฮิโรชิมาไปโอซากา กลายเป็นเมืองจักรยาน ที่นักปั่นจะมาเริ่มต้นที่สถานีรถไฟโอะโนะมิชิ เพื่อเข้าสู่
เส้นทางชิมะนะมิไคโด คุณสามารถหาเช่าจักรยานได้ที่บริเวณนี้ หรือหากนำจักรยานมาเองก็สามารถประกอบจักรยานได้ในพื้นที่ที่ทางสถานีจัดเตรียมไว้ให้ เมื่อออกปั่นมาถึงสวนทาทาระ ชิมานะมิ ซึ่งอยู่ใกล้ทางเข้า-ออกเกาะโอมิชิมา จะสามารถมองเห็นวิวของสะพานแขวนทาทาระที่มีความสูงติดอันดับโลก บริเวณสวนจะมีร้านอาหาร ห้องน้ำ เตรียมไว้บริการนักปั่น สามารถซื้อเบนโตะอร่อยๆ มานั่งรับประทานระหว่างชมวิว เส้นทางจะมาสิ้นสุดที่สถานีจักรยาน ซันไรส์ อิโทะยะมะ เมืองอิมะบะริ เป็นปลายทางของผู้ที่ปั่นจักรยานมาจากฝั่งโอมิชิมา ซึ่งใครที่จะเริ่มต้นปั่นจากฝั่งอิมะบะริ ที่สถานีนี้ก็จะมีทุกอย่างไว้บริการ ทั้งจักรยานให้เช่า รวมไปถึงโรงแรมที่สะดวกสบายสำหรับนักปั่นเช่นกัน

 

พระพุทธศาสนา รุ่งเรือง ที่เมืองเชียงตุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 พฤษภาคม 2559 เวลา 18:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/430631

พระพุทธศาสนา รุ่งเรือง ที่เมืองเชียงตุง

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา keb_toke@plat360.com

เมืองเชียงตุง ประเทศเมียนมา เมืองที่เคยเป็นนครหลวงรุ่งเรืองในอดีต แต่สถานการณ์ทางด้านการเมืองการปกครองที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ก็ได้ทำให้ความรุ่งเรืองนั้นเสื่อมคลายลง แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงไม่เสื่อมคลายลงไปแม้แต่น้อย นั่นก็คือความศรัทธาของผู้คนที่มีต่อศาสนาพุทธ ซึ่งเมืองนี้ก็ได้รับสมญานามว่า “เมืองร้อยวัด”

ศาสนาพุทธเข้ามาเชียงตุงครั้งแรกในสมัยใด ยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด แต่นักประวัติศาสตร์ได้คาดการณ์กันว่า ผู้คนที่นี่นับถือศาสนาพุทธมานานนับพันปีแล้ว แต่ยุคที่ศาสนาพุทธรุ่งเรืองสุดตรงกับยุคที่มีเจ้าฟ้า
ปกครอง  เพราะเจ้าฟ้าทุกพระองค์ล้วนเป็นศาสนูปถัมภกช่วยค้ำจุนให้รุ่งเรือง ซึ่งในอดีตเจ้าฟ้าเมืองเชียงตุง จะต้องผ่านการบวชเรียนทางธรรม ที่วัดหัวข่วงพระอารามหลวงใจกลางเมืองเชียงตุง

มหาเมี๊ยะมุณี หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าวัดพระเจ้าหลวง เป็นอีกหนึ่งวัดสำคัญที่สะท้อนถึงความรุ่งเรืองของศาสนาพุทธในยุคเจ้าฟ้า เพราะถูกสร้างขึ้นในสมัยเจ้าฟ้าก้อนแก้วอินแถลง ซึ่งภายในประดิษฐานพระมหามัยมุนีจำลอง  สร้างขึ้นโดยฝีมือช่างมัณฑะเลย์แบบแยกชิ้นส่วน สะดวกในการขนย้ายมาด้วยเกวียนเพื่อมาประดิษฐานที่เมืองเชียงตุง ผู้คนที่นี่เชื่อกันว่าเป็นองค์จำลองงดงามที่สุดในบรรดาองค์จำลองที่มีอยู่ในประเทศ เพราะประดับประดาด้วยเครื่องทรงอย่างวิจิตรบรรจงและมีพระพักตร์งดงาม เพราะที่นี่ก็มีพิธีล้างพระพักตร์เหมือนพระมหามัยมุนีที่มัณฑะเลย์ แต่ที่นี่จะกระทำเฉพาะวันพระเท่านั้น

 

เชียงตุงเป็นเมืองที่มีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ มีหนองตุงอยู่ใจกลางเมือง ล้อมรอบด้วยเนินเขาสูง 3 ทิศ หรือที่ชาวเชียงตุงเรียกกันว่า 3 จอม ซึ่งทุกจอมก็เป็นที่ตั้งของวัดคู่บ้านคู่เมือง ถ้ามาเยือนเชียงตุงแล้วก็ต้องแวะมาให้ครบทั้ง 3 จอม เริ่มต้นที่วัดพระธาตุจอมคำ เป็นวัดเก่าแก่ประมาณ 1,200 ปีภายในเจดีย์บรรจุพระเกศาธาตุขององค์พระศาสดา จึงเป็นที่ศรัทธาของผู้คนในเชียงตุงอย่างมาก ตลอดจนพุทธศาสนิกชนชาวไทยก็แวะเวียนมาสักการะอย่างไม่ขาดสาย อีกฟากฝั่งหนึ่งของวัดพระธาตุจอมคำ เป็นที่ตั้งของวัดจอมสัก เป็นที่ประดิษฐานของพระยัตตอมู หรือที่เรียกกันติดปากว่า “พระชี้นิ้ว”โดยที่มือขวาขององค์พระชี้นิ้วไปที่เมืองเชียงตุงซึ่งก็มีความเชื่อกันว่า เพื่อให้เมืองนี้มีความเจริญรุ่งเรือง ส่วนมือซ้ายจับชายจีวรไว้ เพื่อที่จะสื่อว่ายังไงพระพุทธศาสนาก็จะยังคงอยู่คู่เมืองนี้ต่อไป ถัดไปไม่ไกลกันมากเป็นที่ตั้งของวัดจอมมน เป็นที่ตั้งของสัญลักษณ์สำคัญของเมืองเชียงตุง นั่นก็คือต้นยางยักษ์ อายุประมาณ 900 ปี สูงกว่า 218 ฟุต และต้องใช้คนโอบรอบลำต้นถึง 9 คน ชาวเชียงตุงเชื่อว่าต้นไม้นี้คือไม้คู่บ้านคู่เมือง ที่ช่วยค้ำจุนให้เมืองนี้เจริญรุ่งเรือง

ชาวเชียงตุงมีความศรัทธาในศาสนาพุทธอย่างมาก สะท้อนได้จากจำนวนวัดที่มีอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเข้าไปยังหมู่บ้านไหนชุมชนใดก็จะพบเห็นวัดอยู่เสมอ บางชุมชนมีเพียงไม่กี่ครัวเรือนพวกเขาก็จะร่วมมือกันสร้างวัดประจำชุมชนแล้ว ซึ่งวัดที่นี่ก็จะมีความแตกต่างทางสถาปัตยกรรมและความเชื่อเช่น วัดของชาวไทเขินก็จะแตกต่างไปจากวัดในแบบของชาวพม่า เพราะมีความคล้ายคลึงกับสถาปัตยกรรมแบบล้านนา ตลอดจนพิธีการต่างๆ ก็คล้ายกันอีก เพราะว่าในอดีตคณะสงฆ์เชียงตุงมีสายสัมพันธ์แนบชิดกับคณะสงฆ์เชียงใหม่

วัดไทใหญ่คือวัดที่มีจำนวนรองลงมาจากวัดไทเขิน ถ้าดูผิวเผินแล้วอาจจะยากในการจำแนกว่า วัดไหนเป็นของไทใหญ่หรือวัดไหนเป็นของไทเขิน วิธีการสังเกตง่ายๆ คือถ้าวัดไหนขึ้นต้นด้วยคำว่า “จอง” ส่วนใหญ่ก็จะเป็นวัดของไทใหญ่ ถ้าวัดไหนขึ้นต้นว่า “วัด” ก็จะเป็นวัดของไทเขิน หรือจะสังเกตองค์พระประธาน ถ้ามีความใกล้เคียงกับพระพุทธรูปของไทย แสดงว่าเป็นวัดของไทเขินแต่ว่าถ้ามีลักษณะคล้ายๆ กับพระพุทธรูปของพม่าก็แสดงว่าเป็นวัดของไทใหญ่

นอกจากนั้นแล้วเชียงตุงยังมีวัดที่มีความสวยงามแปลกตาอยู่มากมาย ดังเช่นที่วัดยางโกงที่มีองค์พระประธาน ห่มจีวรที่ประดับตกแต่งเหมือนเกล็ดของพญานาค ผู้คนที่นี่จึงเรียกว่าพระเกล็ดนาค เพราะมีตำนานเล่าขานว่า เมื่อครั้งโบราณกาล พญานาคที่อาศัยอยู่ในหนองตุงเลื่อมใสศรัทธาวัดแห่งนี้เป็นอย่างมาก ทุกๆ วันเพ็ญก็จะเอาอัญมณีหลากสีสันใต้หนองตุงมาสร้างจีวรพระประธานเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีวัดพระธาตุจอมดอย มีอายุเก่าแก่ประมาณ 700 ปี มีสถาปัตยกรรมสวยงาม จากการผสมผสานระหว่างศิลปะแบบล้านนาและล้านช้าง ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บนยอดดอยสูง เสมือนว่ากำลังลอยอยู่บนฟ้า ซึ่งถัดไปไม่ไกลยังเป็นที่ตั้งของวัดแอ่นหัวลัง ศูนย์กลางความศรัทธาของชนเผ่าแอ่น

ความศรัทธาในศาสนาพุทธของชาวเชียงตุง ไม่ได้มีเพียงแค่การสร้างวัดหรือทำนุบำรุงวัดเท่านั้น แต่ผู้คนที่นี่ก็ยังมีค่านิยมในการส่งบุตรหลานมาบวชเรียนที่วัดอีกด้วย โดยมีโรงเรียนปริยัติธรรม วัดธัมโมตะยะ เป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาสงฆ์ ที่มีส่วนเสริมสร้างความรุ่งเรืองของศาสนาพุทธในเชียงตุง ซึ่งทุกๆ เช้าที่วัดแห่งนี้ก็จะมีพุทธศาสนิกชนร่วมกันเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารแด่พระภิกษุและสามเณรนับร้อยรูป หลังเสร็จสิ้นการฉันเช้าแล้วสามเณรทุกรูปจะต้องช่วยกันทำความสะอาดวัด หลังจากนั้นก็จะเข้าสู่ชั้นเรียนต่อไปสามเณรที่จบหลักสูตรจากที่นี่ส่วนมากจะเดินทางไปศึกษาต่อยังมหาวิทยาลัยสงฆ์ในย่างกุ้ง หรือเดินทางมาศึกษาต่อที่ประเทศไทย เมื่อครบอายุ 20 ปีบริบูรณ์ ก็เข้าสู่พิธีอุปสมบทเพื่อเป็นพระภิกษุสงฆ์ กลับมาสืบทอดพระพุทธศาสนาในเชียงตุงต่อไป

ในช่วงฤดูร้อนถือเป็นฤกษ์งามยามดีของการบวชสามเณรในเชียงตุง ดังนั้น ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหนก็จะพบกับขบวนแห่ส่างลองหรือที่ชาวไทเขินเรียกกันว่าบวชลูกแก้ว ซึ่งจะเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เดือน มี.ค. ไปจนถึง เม.ย. ของทุกปี โดยพิธีกรรมนั้นจะเริ่มต้นจากเจ้าภาพหรือที่เรียกว่า “ศรัทธาหลวง” รวบรวมเด็กๆ ที่จะบวชได้ครบตามจำนวนที่ต้องการ จากนั้นจะหาฤกษ์อันเป็นมงคลเพื่อทำพิธีในวัดประจำหมู่บ้าน

ขั้นตอนการบวชลูกแก้วส่วนใหญ่จะกระทำทั้งหมด 3 วัน โดยวันแรกหรือที่เรียกว่า “วันเอาส่างลอง”จะเป็นการปลงผมและสวมใส่เสื้อผ้าสีสันสดใส จากนั้นจะนำแห่ไปยังบ้านญาติผู้ใหญ่เพื่อแสดงความเคารพนับถือและรับศีลรับพร ส่วนวันที่สอง เรียกว่า “วันรับแขก” ก็จะมีขบวนแห่คล้ายๆ กับวันแรก แต่จะเป็นขบวนที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งก็จะมีชาวบ้านแห่แหนมาช่วยกันถือต้นเงิน เครื่องสักการะ และเครื่องจตุปัจจัยถวาย นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีขบวนดนตรีพื้นเมืองและการฟ้อนรำ เพื่อทำให้งานมีสีสันและเพิ่มความสนุกสนาน ส่วนวันที่สามเรียกว่า “วันบวช” ซึ่งก็จะเป็นพิธีการบรรพชาสามเณร เพื่อเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์อย่างสมบูรณ์ โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ปกครองหลายคนคาดหวังว่าบุตรหลานจะครองธรรมจนถึงอายุ 20 ปีบริบูรณ์ เพื่อบวชเป็นพระ แต่ด้วยยุคสมัยและค่านิยมที่เปลี่ยนไป  สามเณรส่วนใหญ่จะบวชในทางธรรมเพียง 2-3 อาทิตย์ จากนั้นจะสึกออกมาเพื่อเตรียมตัวเข้าสู่การเปิดภาคเรียนในทางโลกต่อไป

จะว่าไปที่ผ่านมาเชียงตุงก็เหมือนเป็นเมืองปิด และเพิ่งเปิดเมืองที่เปิดสู่สายตาชาวไทยได้ประมาณ 10 กว่าปี  ดังนั้นเสน่ห์ของเมืองนี้คือวิถีที่ยังไม่ถูกโลกยุคใหม่เข้าไปรบกวนมากนัก แต่ในวันนี้เมื่อเขตแดนที่กั้นระหว่างสองประเทศ ได้ผ่อนปรนให้ง่ายต่อการมาเยี่ยมเยือน จึงมีผู้คนมากหน้าหลายตาผ่านเข้าออก รวมถึงนำเอาความทันสมัยของโลกยุคใหม่เข้าไปที่นั่นด้วย และนั่นคือความท้าทายที่มีต่อวิถีเชียงตุง แต่ความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาเชียงตุงในวันนี้ ได้เผชิญกับความเปลี่ยนแปลงมาหลายยุคหลายสมัย และคงอยู่ได้ตราบจนถึงทุกวันนี้ ก็เพราะมีสิ่งที่เรียกว่า “ศรัทธา”

 

วิถีเชียงตุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 เมษายน 2559 เวลา 10:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/429456

วิถีเชียงตุง

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา keb_toke@plat360.com

เชียงตุงเป็นเมืองที่มีความปลอดภัยมากที่สุดเมืองหนึ่งในรัฐฉานของประเทศเมียนมาถึงแม้ว่าผู้คนที่นี่จะประกอบไปด้วยชาติพันธุ์และศาสนาที่หลากหลาย แต่ก็อยู่ร่วมกันได้อย่างกลมเกลียว อีกสาเหตุหนึ่งนั่นก็คือประชากรส่วนใหญ่ของที่นี่เป็นชาวไทเขิน ซึ่งมีบุคลิกลักษณะเฉพาะตัวคือเป็นคนอ่อนโยนและรักสงบ

ชาวไทเขินตั้งรกรากที่นี่มาตั้งแต่โบราณ สร้างบ้านเรือนอยู่ในตัวเมืองเชียงตุงและตั้งชุมชนอยู่ตามชานเมือง เพื่อใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ท่ามกลางธรรมชาติและวิถีเกษตรกรรมที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ หากอยากจะหาชมวิถีชีวิตเหล่านั้น ก็ต้องเดินทางออกมานอกเมือง ซึ่งหนึ่งในหมู่บ้านที่เราได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยือนก็คือหมู่บ้านยางขวาย หนึ่งในชุมชนไทเขินโบราณที่ยังคงอนุรักษ์วิถีชีวิตในแบบดั้งเดิม

ผู้คนที่หมู่บ้านนี้ใช้ชีวิตแบบพอเพียง แต่ละบ้านจะปลูกข้าวไว้กินเองและแบ่งขาย เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ บนเนื้อที่ที่จัดสรรแบ่งปันกันอย่างเอื้อเฟื้อในครอบครัว ทำให้แทบจะไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายอะไรเลย เดือนๆ หนึ่งก็จะเข้าตลาดไปซื้อข้าวของบ้าง เช่น เกลือ น้ำตาล และน้ำมัน ส่วนเสื้อผ้าหรือเครื่องใช้ที่มีราคาแพงปีๆ หนึ่งพวกเขาก็จะซื้ออยู่ประมาณ 2 ครั้ง  ก็คือช่วงสงกรานต์และช่วงออกพรรษา ซึ่งจะนำเงินที่เก็บหอมรอมริบออกมาใช้จ่ายกันเพราะที่นี่ไม่มีระบบเงินผ่อน

ผู้เฒ่าชาวอาเข่อ

 

ผู้คนที่นี่นิยมปลูกบ้านยกพื้นสูง จะไม่มีการฝังเสาเอกลงในดิน แต่จะนิยมนำหินมารองฐานเพื่อป้องกันปลวก ส่วนฝาผนังบ้านทำด้วยไม้ไผ่สานหรือไม้แผ่น ใครพอมีฐานะจะสร้างบ้านที่ก่อผนังด้วยอิฐ เพื่อเสริมความแข็งแรงของตัวบ้าน ซึ่งที่นี่ก็มีชื่อเสียงในการทำอิฐ มีชื่อเรียกว่าอิฐมะอุด เป็นอิฐที่มีคุณภาพดีที่สุดแห่งหนึ่งในรัฐฉาน คนทำอิฐบอกกับเราว่า  เพราะเชียงตุงไม่เคยแห้งแล้งและขาดแคลนน้ำ ทำให้ดินที่นี่มีความชุ่มชื้นและจับตัวเป็นก้อนได้ดี จึงเหมาะสำหรับทำอิฐโดยจะนิยมทำกันในฤดูร้อน เพราะว่างเว้นจากการทำนา  จึงมีเจ้าของนาหลายแห่ง ขายดินเพื่อทำอิฐ ซึ่งก็จะมีผู้ประกอบการมาทำสัญญากับเจ้าของที่ เพื่อขุดดินทำอิฐบนเนื้อที่ที่ตกลงกันไว้ เมื่อครบสัญญาแล้ว บ่อดินที่ถูกขุดก็จะกลายเป็นบ่อน้ำเพื่อใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ ต่อไป

วิถีชีวิตและวัฒนธรรมต่างๆ ของเชียงตุงกำลังเผชิญความท้าทายของโลกยุคปัจจุบัน จึงมีกลุ่มคนที่พยามรักษาและฟื้นฟูไว้ โดยมีวัดเป็นสถาบันหลักในการสนับสนุน ซึ่งวัดอินทร์บุปผาราม หรือที่ชาวเชียงตุงเรียกสั้นๆ ว่าวัดอินทร์ เป็นหนึ่งในวัดไทเขินที่มีความเก่าแก่และยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการฟื้นฟูและอนุรักษ์วัฒนธรรมไทเขิน ริเริ่มโดยครูบาคัมภีระ เจ้าอาวาสวัดอินทร์ และสานต่อโดยครูคำรอด ลูกศิษย์วัดที่เคยผ่านการเรียนภาษาไทเขินและการฟ้อนรำที่วัดแห่งนี้ ซึ่งหนึ่งในความสำเร็จของการฟื้นฟูวัฒนธรรมไทเขินของวัดอินทร์ คือการก่อตั้งคณะฟ้อนรำไทเขิน ที่ประกอบไปกลุ่มนักดนตรีพื้นเมืองและกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่เห็นคุณค่าของศิลปะการฟ้อนรำของไทเขิน จึงใช้วัดอินทร์เป็นสถานที่ฝึกซ้อม และหาโอกาสไปแสดงในงานบุญต่างๆ จนกระทั่งสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศทุกเวทีประกวด จนได้รับการยอมรับว่าเป็นคณะฟ้อนรำอันดับหนึ่งของเชียงตุง

คณะฟ้อนรำไทเขินแห่งวัดอินทร์บุปผาราม

 

ชาวไทเขินส่วนมากก็จะอาศัยอยู่ในตัวเมืองเชียงตุง หรือตั้งชุมชนอยู่ตามริมแม่น้ำขืน ส่วนบนภูเขาก็จะมีชาวเขาและชนกลุ่มน้อยต่างๆ อาศัยอยู่ร่วมกันกับชาวไทเขิน เช่น ที่หมู่บ้านวันไซ ซึ่งมีชุมชนชาวไทเขินที่นับถือศาสนาพุทธอาศัยอยู่ร่วมกับชุมชนชาวอาข่า หรือที่ชาวเชียงตุงเรียกว่า “อาเข่อ” อาศัยอยู่ประมาณ 20 หลังคาเรือน และมีโบสถ์คริสต์สำหรับประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เพราะนับถือศาสนาคริสต์ทุกบ้าน นักท่องเที่ยวที่มาที่นี่สามารถสนับสนุนสินค้าทำมือเล็กๆ น้อยๆ ของชาวอาเข่อได้อีกด้วย

อีกหนึ่งชนเผ่าที่สามารถพบเห็นได้เฉพาะที่เชียงตุง นั่นก็คือชนเผ่าแอ่นที่หมู่บ้านแอ่นหัวลัง ซึ่งผู้คนที่นี่ยังคงอนุรักษ์การแต่งกายดั้งเดิมด้วยการสวมใส่เสื้อผ้าสีดำ ที่ประดับด้วยลูกปัดสี ส่วนภาษาพูดของพวกเขา ก็จัดอยู่ในกลุ่มของตระกูลภาษาไท-กะได คนไทยอย่างพวกเราจึงพอฟังออกได้เป็นบางคำ มากไปกว่านั้นชาวแอ่นที่นี่นับถือศาสนาพุทธ

จึงมีวัดแอ่นหัวลังเป็นศูนย์กลางความศรัทธาของชาวบ้าน และเป็นสถานที่ให้การศึกษาแก่ลูกหลานด้วยการส่งมาบวชเณรที่วัดนี้ หากได้มาเที่ยวก็อย่าลืมอุดหนุนผ้าทอมือของชาวแอ่นด้วย แต่ถ้าอยากซื้อหาสินค้าทำมือที่เป็นเอกลักษณ์ และสื่อถึงความเป็นวิถีเชียงตุงจริงๆ ก็ต้องเป็นเครื่องเขินโบราณ

U Mu Ling Ta คือบ้านทำเครื่องเขินแห่งสุดท้ายของเชียงตุง ซึ่งสืบทอดศิลปะการทำเครื่องเขินมาจากบรรพบุรุษ ที่เคยเป็นช่างฝีมืออยู่ในวังเจ้าฟ้าเชียงตุง แต่ปัจจุบันการหาคนสืบสานงานหัตถศิลป์นี้ทำได้ยาก เพราะเป็นงานที่มีขั้นตอนซับซ้อน และใช้ความประณีตมาก ดังนั้นคนทำจะต้องเป็นคนใจเย็นและมีความอดทน ที่ผ่านมาก็มีคนพยายามมาเรียนรู้ แต่ก็ต้องล้มเลิกไปหลายรายจึงถือเป็นงานหัตถศิลป์ที่มีความเสี่ยงจะสูญหายไปจากเชียงตุง ใครที่ได้มีโอกาสมาเที่ยวที่นี่ก็อย่าลืมแวะไปอุดหนุน

ช่างทำเครื่องเขินคนสุดท้ายในเชียงตุง

 

มีดจอมคำ คืออีกหนึ่งงานหัตถศิลป์ทรงคุณค่าของเชียงตุง ซึ่งปัจจุบันก็เหลือผู้สืบทอดไม่กี่รายแล้ว หนึ่งในนั้นคือลุงคิดละที่พยายามจะรักษางานศิลป์ชนิดนี้ไว้ และด้วยความที่ลุงคิดละเคยเป็นช่างสลักเครื่องเงินมาก่อน จึงใช้ความรู้ดังกล่าวสานต่อการแกะสลักลวดลายดาบตามแบบฉบับโบราณ ซึ่งคนที่ชื่นชอบสะสมดาบในละแวกรัฐฉานไปจนถึงประเทศจีนจะสามารถมองออกว่านี่คือผลงานของช่างตีดาบแห่งเชียงตุง

สังคมเชียงตุงยังเป็นสังคมแบบอนุรักษนิยม หนุ่มสาวที่ยังไม่ได้แต่งงานจะไปไหนมาไหนก็ถือว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสม มากไปกว่านั้นโอกาสที่หนุ่มสาวจะออกมาเจอะเจอกันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ดังนั้นเมื่อออกมาทางนอกเมืองหรือเขตชนบท จะสามารถเห็นเพิงขายของเล็กๆ ตลอดสองข้างทาง ชาวเชียงตุงเรียกว่าสาวขายคัว ก็คือว่าหญิงสาวเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ก็จะหาเวลาว่างมาขายเครื่องดื่ม หนุ่มๆ ที่ขับรถผ่านไปมาก็จะถือโอกาสมาพูดคุยมาทำความรู้จัก  เพื่อเรียนรู้นิสัยใจคอกันก่อนคบหา เป็นอีกหนึ่งวิถีชีวิตน่ารักๆ ของหนุ่มสาวในเชียงตุง ซึ่งก็ถือเป็นกุศโลบายในการหาคู่ครองที่ดี ที่เป็นไปอย่างเปิดเผยและอยู่ในสายตาของผู้ใหญ่

วิถีในแบบฉบับเชียงตุง เป็นอีกหนึ่งมุมมองที่ได้สัมผัสแล้วก็ต้องบอกว่ามีความสุข ซึ่งความสุขที่ว่าก็คือการที่ชาวเชียงตุงเปิดโอกาสให้ได้เข้าไปเรียนรู้วิถีชีวิตอย่างใกล้ชิดและเป็นกันเอง เพราะด้วยบุคลิกของผู้คนที่นี่มีความโอบอ้อมอารีและมีความเป็นมิตร ทำให้การเดินทางเข้ามาในฐานะผู้มาเยือนของเรา ก็ได้รับการต้อนรับอย่างดีจากชาวเชียงตุง ที่พร้อมจะบอกเล่าถึงความภาคภูมิใจในวิถีเชียงตุงแง่มุมต่างๆ ให้กับผู้มาเยือนเรื่องราวดีๆ ของเชียงตุงยังมีให้รับชมได้อีกที่รายการโลก 360 องศา คืนวันเสาร์ 21.20 น. ทาง ททบ.5

 

เทศกาล แห่งสีสัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 เมษายน 2559 เวลา 10:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/429455

เทศกาล แห่งสีสัน

โดย…เสกสรร โรจนเมธากุล

หากเอ่ยถึงเทศกาลสาดสี เราคงนึกถึงประเทศอินเดียเป็นลำดับแรก เหมือนถ้าพูดถึงเทศกาลสาดน้ำสงกรานต์ คนทั่วโลกก็คงนึกถึงประเทศไทย แต่ภาพการสาดสีสันที่ดูครึกครื้นที่ผมนำมาฝากในครั้งนี้ เกิดขึ้นที่เมืองไทย ที่สนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปลายเดือน มี.ค.ที่ผ่านมานี่เอง โดยงานนี้มีชื่อว่าเทศกาลโฮลี “Holi Rangotsav 2016” จัดโดยสมาคมวิศวะฮินดูปาริชาตแห่งประเทศไทย เพื่อให้ชาวฮินดู อินเดียในประเทศไทยได้ร่วมเฉลิมฉลอง รวมถึงให้ชาวไทยได้รู้จักเทศกาลสาดสีอันมีชื่อเสียงของประเทศอินเดีย

จากความเชื่อในศาสนาฮินดู เทศกาลโฮลีเป็นเครื่องหมายของการสิ้นสุดปีเก่า เปลี่ยนจากฤดูใบไม้ผลิเข้าสู่ฤดูร้อน ก่อกำเนิดเทศกาลฉลองรื่นเริง ชาวฮินดูจะออกมาเล่นสาดสีใส่กัน โดยเชื่อว่าจะเป็นการปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย

ที่ผ่านมา ชาวอินเดีย-ฮินดูในประเทศไทยได้จัดงานเล่นสาดสีมาตลอดเป็นเวลากว่าสิบปีหากแต่ปีนี้ได้เริ่มเปิดเผยให้ทุกๆ คน ไม่แบ่งแยกเชื้อชาติศาสนาได้เข้าร่วมด้วย คนไทยอย่างเรามีหรือจะพลาด สามารถเข้าร่วมสนุกสนานได้ด้วยกับทุกเทศกาล

 

สุทธิมนต์ โอ้รา คนติดธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 เมษายน 2559 เวลา 10:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/429454

สุทธิมนต์ โอ้รา คนติดธรรมชาติ

โดย…รอนแรม ภาพ… สุทธิมนต์ โอ้รา

ประสบการณ์วัยเยาว์มีผลอย่างมากต่อรสนิยมการเดินทาง อย่างนักร้องนำวงโซมีเดย์ บี-สุทธิมนต์ โอ้รา ที่เติบโตมาในป่าคอนกรีต แต่เพราะได้เข้าป่าแต่เด็กจึงเก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิตในธรรมชาติ ส่งผลให้วันนี้ที่กลายเป็นคนเมืองเต็มขั้น เขาก็ยังไม่เลิกเสพติดสิ่งมีชีวิตอื่นที่ไม่ใช่มนุษย์

พ่อปลูกฝัง

คำตอบที่ทำให้ประหลาดใจที่สุดคือ แทนที่คนเมืองจะชอบไปห้าง ไปโรงหนัง แต่เขากลับชอบไปสวนสัตว์ เพราะนั่นคือสถานที่ที่ทำให้ผ่อนคลายที่สุด เขาเล่าว่า “ผมชอบไปดูยีราฟ ไปดูนกกระจอกเทศ ไปดูกวาง สิ่งมีชีวิตพวกนี้มันทำให้เรามีความสุข มองยีราฟเดิน มองกวางกินหญ้า แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว เวลาเครียดมากๆ รู้สึกว่าจะทำงานต่อไปไม่ได้ก็จะพาตัวเองไปสวนสัตว์ ดูแล้วหายเครียด”

 

ถ้าย้อนกลับไปถึงชีวิตวัยเด็ก นิสัยชอบไปสวนสัตว์อาจติดมาจากพ่อที่มักพาเข้าป่าอยู่เรื่อยๆ โดยในช่วงมัธยมฯ เด็กชายบีจะตามพ่อเข้าป่า จ.กาญจนบุรี ประมาณสองเดือนครั้ง ซึ่งตอนนั้นพ่อไม่ได้บังคับว่าต้องไปด้วยกัน แต่เขาขอไปเอง “ก่อนเข้าป่าจะได้นอนบนแพ” บีให้เหตุผล “ได้ไปนอนในเขื่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมชอบมาก รอบตัวเราเป็นน้ำหมดเลย อยากกระโดดเล่นน้ำตอนไหนก็ได้ มีเรือหางยาวติดเครื่องให้ขับเล่น มันคือความสนุกในวัยเด็กของผมมาก”

จากนั้นเมื่อเข้าไปในป่า หน้าที่ของผู้ใหญ่คือทำบังไพรและขึ้นไปส่องสัตว์ ส่วนหน้าที่ของเขาและคนในวัยเดียวกันคืออยู่รอบกองไฟและเฝ้าเต็นท์ด้านล่าง เขาจำได้ว่าไม่รู้สึกกลัวป่า แต่จะมีบ้างที่ไม่ชอบ โดยเฉพาะเวลากลางคืนที่ต้องเฝ้าเต็นท์กับเพื่อน ทุกคนต้องระมัดระวังตัวเอง เพราะในป่าเงียบและมืดสนิท ทำให้ไม่มีทางรู้ว่าสัตว์ป่าจะเข้ามาตอนไหน

 

นอกจากนี้ การเข้าป่าแต่ละครั้งใช้เวลานานเกือบอาทิตย์ ดังนั้นการใช้ชีวิตต้องกินง่ายอยู่ง่าย เรื่องอาหารต้องกินจากป่า “อาหารแปลกๆ แถวนั้นเพียบ อย่างตัวอ่อนผึ้ง ปลาแม่น้ำแปลกๆ อะไรที่กินได้ก็ลองกิน” เขายกตัวอย่าง ส่วนเรื่องการอยู่ก็ต้องนอนบนต้นไม้ใบหญ้า ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติที่คนอยู่ป่าต้องปรับตัวให้ได้

ธรรมชาตินิสัย

หลังจากพ่ออายุมากขึ้น ประกอบกับเขาเองโตเป็นผู้ใหญ่มีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ จึงมีโอกาสเที่ยวแบบลุยๆ น้อยลง แต่ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ทิ้งทางนี้ เพราะสถานที่ที่เลือกไปเที่ยวยังเน้นไปทางธรรมชาติ

 

“ชีวิตในเมืองมันวนลูป ทำงานแล้วเจอแต่อะไรเดิมๆ เลยพยายามพาตัวเองไปในที่ที่เราไม่เคยไป ขึ้นดอย น้ำตก กางเต็นท์ ดูดาว หรืออะไรก็ได้ที่หนีจากเมือง ตอนนี้ผมไม่ได้เดินป่าจริงจังเหมือนแต่ก่อน แต่แค่อยากพาตัวเองไปในที่ที่ผ่อนคลาย” เขากล่าว “ที่ชอบมากเป็นพิเศษคือ ขึ้นไปนอนกางเต็นท์บนดอยอะไรก็ได้ ไปสัมผัสบรรยากาศ ไปสัมผัสความเงียบ ไปอยู่นิ่งๆ เพื่อเก็บทุกสิ่งทุกอย่างทั้งอุณหภูมิ เสียง อากาศ แม้ว่าเราจะเก็บบรรยากาศผ่านภาพถ่ายแล้ว แต่ยังไงมันก็เก็บความรู้สึกไม่ได้ เวลาเรากลับมาทำงานที่กรุงเทพฯ วนลูปเดิมๆ เมื่อไหร่จะได้ย้อนกลับไปคิดถึงมัน”

เขายังกล่าวด้วยว่า หลายคนขยาดการเที่ยวแบบธรรมชาติ เพราะความลำบาก ความเหนื่อย ความร้อน แต่เขายังรักวิถีนี้ เพราะมันคือประสบการณ์ บีกล่าวว่า “ถ้าไม่พาตัวเองออกไป ก็จะไม่เห็นสิ่งที่รออยู่ข้างบนนั้น ถามว่ามันลำบากจนเกินแรงเราไหม ผมคิดว่าถ้าเราตั้งใจจะไปให้ถึง จะไม่มีคำว่ามากเกินไป ถ้าเดินไปเรื่อยๆ ยังไงก็ไปถึง และสร้างความภูมิใจให้ตัวเองด้วย”

 

นอกจากนี้ การเดินทางเป็นวิธีเดียวที่จะได้มาซึ่งประสบการณ์ และสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานศิลปะและงานดนตรี “เพราะธรรมชาติจะช่วยล้างสมอง” บีให้เหตุผล “ช่วยล้างสิ่งที่ระเกะระกะในความคิด และเป็นวัตถุดิบในการสร้างอุปกรณ์ชิ้นใหม่ให้กลับมาทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ”

สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ คือ ความบริสุทธิ์ และความสดชื่น ซึ่งเป็นความรู้สึกที่สิ่งประดิษฐ์หรือเทคโนโลยีใดๆ ไม่สามารถทดแทนได้

 

โลกของสุทธิมนต์

ถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่งใบ อยากให้โลกใบนั้นเป็นอย่างไร เขาตอบแทบจะในทันทีว่า “ผมอยากให้โลกของเราไม่แก่งแย่งชิงดีกัน ไม่ต้องรีบร้อน ไม่ต้องแข่งขันกันทำอะไร ไม่ต้องแย่งกันกินแย่งกันใช้ อยากให้โลกใบนั้นไม่เหมือนเมืองหลวงอย่างในวันนี้”

ติดตามซิงเกิ้ลใหม่ของวงโซมีเดย์ได้ในอีก 2 เดือนข้างหน้า แว่วมาว่างานนี้สมาชิกในวงมีส่วนร่วมเกือบทุกขั้นตอน อัพเดทได้ทาง www.facebook.com/someday.y

 

หลงรักเข้าแล้ว เมื่อได้มาแอ่วเชียงตุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 เมษายน 2559 เวลา 10:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/428164

หลงรักเข้าแล้ว เมื่อได้มาแอ่วเชียงตุง

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา keb_toke@plat360.com

ด้วยความที่ประเทศเมียนมามีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอาเซียนรองจากอินโดนีเซีย ทำให้มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและชาติพันธุ์อีกด้วย ซึ่งเมืองเชียงตุงที่ทีมงานโลก 360 องศาจะพาไปทำความรู้จักในครั้งนี้ ก็มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและกลุ่มชาติพันธุ์ที่โดดเด่น แตกต่างไปจากเมืองอื่นๆ ในประเทศนี้

เมืองเชียงตุงตั้งอยู่ในเขตรัฐฉาน สามารถเดินทางจากประเทศไทย ผ่านทางด่านอ.แม่สาย จ.เชียงราย เป็นระยะทางประมาณ 160 กิโลเมตร ใช้ระยะเวลาเดินทางด้วยรถยนต์ประมาณ 3 ชั่วโมง บนเส้นทางที่มีพื้นผิวถนนดีและมีไหล่ทางกว้าง จึงไม่รู้สึกเหนื่อยล้าจากการเดินทางมากนัก

เจ้าอู่เมือง ผู้พิทักษ์สุสานเจ้าฟ้า แห่งเมืองเชียงตุง

 

เชียงตุงเป็นเมืองที่มีประวัติความเป็นมายาวนานนับพันปี จึงมีตำนานเล่าขานที่มาของชื่อมากมาย หนึ่งในนั้นคือตำนานของตุงคฤาษีผู้ทรงศีล ซึ่งใช้อิทธิฤทธิ์ช่วยให้เมืองเชียงตุงรอดพ้นจากน้ำท่วม ด้วยการสร้างหนองน้ำขนาดใหญ่ที่เรียกกันว่า “หนองตุง” และกลายมาเป็นชื่อเมืองเชียงตุง

ตามตำนานก็ยังกล่าวอีกว่า ตุงคฤาษีได้เดินทางมาบำเพ็ญเพียรจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ที่วัดพระธาตุบ้านเมือง ซึ่งปัจจุบันคือหนึ่งในจุดชมวิวที่สวยที่สุดของเชียงตุง เพราะสามารถมองเห็นทุ่งนากว้างใหญ่ และแม่น้ำขืน ที่เลาะเลี้ยวไปตามหุบเขา นำพาให้ผู้คนอพยพมาตั้งถิ่นฐานริมแม่น้ำจนถึงปัจจุบัน

แม่น้ำขืนเป็นแม่น้ำสายหลักที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต และวิถีเกษตรกรรมของชาวเชียงตุง ซึ่งบางช่วงของแม่น้ำมีการไหลจากทางใต้ขึ้นไปทางเหนือ ก็เลยเป็นที่มาของชื่อแม่น้ำนั้นก็คือไหลขืน ที่อาจแปลว่าไหลขึ้นหรือว่าไหลฝืนธรรมชาตินั่นเอง รวมทั้งบางทฤษฎีก็บอกว่าชื่อแม่น้ำ กลายเป็นที่มาของชื่อเรียกชาวไทขืนหรือว่าชาวไทเขิน ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มใหญ่สุดในเชียงตุง

รอยยิ้มพิมพ์ใจของแม่ค้าชาวไทเขิน ในตลาดกาดหลวงเชียงตุง

 

ยุคหนึ่งสมัยหนึ่งเชียงตุงเคยมีการปกครองระบอบกษัตริย์ที่เป็นชาวไทเขิน แต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ทำให้หลักฐานและสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ถูกลบเลือนไป จะเหลือไว้ก็เพียงสุสานเจ้าฟ้าที่ยังพอบอกเล่าเรื่องราวในอดีตได้เป็นอย่างดี ซึ่งในปัจจุบันที่นี่ได้รับการดูแลโดยเจ้าอู่เมือง ณ เชียงตุง รัชทายาทของเจ้าจายหลวง ณ เชียงตุง เจ้าฟ้าองค์องค์สุดท้ายที่ได้ปกครองเมืองนี้

เชียงตุงเป็นเมืองที่มีภูมิรัฐศาสตร์เหมาะในการสร้างเมือง เพราะมีหนองตุงเป็นแหล่งน้ำสำคัญใจกลางเมือง ที่สามารถหล่อเลี้ยงชุมชนต่างๆ อีกทั้งยังห้อมล้อมด้วยภูเขา ซึ่งเป็นปราการทางธรรมชาติอย่างดี ดังนั้นการรุกรานของศัตรูจึงทำได้ยาก และการเข้าออกเมืองนี้ต้องผ่านประตูเมืองเท่านั้น เมืองนี้มีสมญานามว่า “เมือง 3 จอม 7 เชียง 9 หนอง 12 ประตู” ซึ่งปัจจุบันเหลือเพียงประตูป่าแดงที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสุสานเจ้าฟ้า คนที่นี่มีความเชื่อกันว่า หากผู้มาเยือนได้มีโอกาสเดินลอดประตูนี้ จะได้มีโอกาสกลับมาเยือนเมืองนี้อีกครั้งหนึ่ง

ชาวเชียงตุงส่วนใหญ่ใช้ชีวิตเรียบง่ายทั้งคนหนุ่มสาวและผู้สูงอายุ พวกเขาไม่ฟุ้งเฟ้อ อยู่อย่างพอเพียงและไม่ค่อยมีหนี้สินเพราะที่นี่ไม่มีระบบเงินผ่อน ถ้าหากจะซื้อข้าวของราคาแพงๆ ก็จะเก็บเงินเพื่อใช้จ่ายเป็นเงินสดเท่านั้น โดยรายได้หลักๆ จะมาจากการปลูกข้าว ซึ่งในทุกๆ ปีชาวนาที่นี่จะปลูกข้าวปีละ 2 ครั้งเป็นอย่างน้อย สลับกับการปลูกพืชผักไว้กินเองในครอบครัว และส่งขายไปยัง “กาด” หรือที่แปลว่า “ตลาด”นั่นเอง

เด็กน้อยน่ารักในชุดไทเขิน

 

กาดหลวงเชียงตุงคือตลาดที่ใหญ่ที่สุด และเป็นศูนย์กลางการซื้อขายที่สำคัญของเมืองเชียงตุง เปิดขายทุกวันไม่มีวันหยุด นอกจากจะมีความหลากหลายของสินค้าที่วางจำหน่ายแล้ว แม่ค้าตลอดจนถึงผู้คนที่จับจ่ายที่ตลาดก็มีความหลากหลายเช่นเดียวกัน เพราะชาวเชียงตุงประกอบไปด้วยชาติพันธุ์ที่หลากหลาย ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เราจะสามารถเห็นทั้งชาวไทเขิน ชาวไทยใหญ่ชาวเมียนมา ชาวอาข่า ชาวปะหล่อง มาอยู่รวมกันในสถานที่แห่งนี้

ใครที่ได้มีโอกาสมาที่นี่ก็อย่าลืมตื่นเช้ามารับประทานโรตีโอ่งชื่อดังของที่นี่ รวมถึงก๋วยเตี๋ยวหมูทุบรสเด็ด และข้าวซอยนานาชนิด ซึ่งที่นี่แม่ค้าส่วนใหญ่สื่อสารภาษาไทยได้และยังรับเงินไทยอีกด้วย

ด้วยความที่เชียงตุง เคยเป็นหัวเมืองที่เคยเจริญรุ่งเรืองในอดีต ส่งผลให้มีคนต่างถิ่นเข้ามาทำการค้าขาย และอพยพโยกย้ายเข้ามาตั้งรกราก เกิดเป็นชุมชนน้อยใหญ่ ที่มีวัฒนธรรมและความเชื่อที่แตกต่างๆ ไปจากคนท้องถิ่น ดังเช่นที่ชุมชนมุสลิมป่าแดง เป็นที่ตั้งของชุมชนมุสลิมขนาดใหญ่ที่สุดในเชียงตุง ซึ่งประกอบไปด้วยครอบครัวชาวมุสลิมประมาณ 250 หลังคาเรือน และยังเป็นที่ตั้งของมัสยิดเชียงตุง ที่มีอายุเก่าแก่ประมาณ 130 ปี ตามคำบอกเล่าของผู้คนที่นี่

นอกจากจะเป็นศาสนสถานเพื่อการประกอบศาสนกิจแล้ว มัสยิดแห่งนี้ยังเปิดการเรียนการสอนทางด้านศาสนาฟรีให้กับเด็กๆ ที่กำลังอยู่ในช่วงปิดเทอมฤดูร้อนอีกด้วย เด็กที่มาเรียนที่นี่ส่วนมากจะเป็นชาวมุสลิมเชื้อสายจีน รองลงมาก็จะเป็นเชื้อสายบังกลาเทศ รวมถึงมุสลิมไทยใหญ่ และมุสลิมอาข่าและลาหู่อีกด้วย

สาวน้อยมุสลิมกับการใช้เวลาว่างในช่วงปิดเทอมเรียนศาสนา

 

นอกจากนั้นในเชียงตุงก็ยังมีผู้นับถือศาสนาคริสต์จำนวนไม่น้อย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นชาวเขา ดังนั้นถ้าหากเราขับรถออกไปตามเขตชนบท ก็จะสามารถพบเห็นโบสถ์คริสต์กระจัดกระจายอยู่ตามหมู่บ้านของชาวเขา แต่โบสถ์ที่เป็นศูนย์ของชาวคริสต์ในเชียงตุง คือโบสถ์ RCM ซึ่งเป็นโบสถ์คริสต์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยยุคอาณานิคมตะวันตก แต่ตัวอาคารในปัจจุบันยังคงสภาพสมบูรณ์และสวยงาม เพราะได้รับงบประมาณดูแลจากองค์กรคริสเตียนนานาชาติ

ส่วนชาวไทเขินและไทยใหญ่ที่นับถือศาสนาพุทธ ส่วนมากก็ดำเนินชีวิตตามวิถีพุทธอย่างเรียบง่าย ไม่มีการแก่งแย่งและไม่มีการแข่งขัน ส่วนความบันเทิงสมัยใหม่ก็เข้าไปมีอิทธิพลก็เฉพาะแค่หนุ่มสาวหัวสมัยใหม่ ซึ่งก็ไม่ได้สร้างผลกระทบอะไร ความบันเทิงแบบเรียบง่ายที่ผู้คนที่นี่เลือกที่จะปฏิบัติ นั่นก็คือการออกมาพบปะพูดคุย เดินเล่น และออกกำลังกายกันรอบๆ หนองตุง ซึ่งก็ทำให้ผู้มาเยือนอย่างเรา รู้สึกถึงความเรียบง่าย สบายๆ ในแบบของชาวเชียงตุง

การมาเยือนที่นี่ของทีมงานโลก 360 องศา ไม่ได้รู้สึกว่าอยู่ไกลบ้าน เพราะความใกล้เคียงกันทางวัฒนธรรม การมีภาษาพูดที่คล้ายๆ กัน และรูปแบบของสังคม ที่มีความใกล้ชิด เอื้ออาทร ไม่แก่งแย่งหรือแข่งขันกัน ก็ทำให้เหมือนๆ กับว่าได้ไปยังต่างจังหวัดหรือเขตชนบทของไทย หากแต่ว่าที่นี่คือเมืองเชียงตุง ในประเทศเมียนมา อย่าลืมติดตามชมเนื้อหาของเชียงตุงได้เต็มๆในรายการโลก 360 องศา ทุกวันเสาร์ เวลาประมาณ 21.20 น. ทาง ททบ.5

 

ภาพถ่าย ผูกพัน สุวภัทร เตชะวิริยะวงศ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 เมษายน 2559 เวลา 10:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/428161

ภาพถ่าย ผูกพัน สุวภัทร เตชะวิริยะวงศ์

โดย…รอนแรม ภาพ… สุวภัทร เตชะวิริยะวงศ์

หญิงสาวกับภาพถ่ายเป็นของคู่กัน เช่นเดียวกับสาวน้อยคนนี้ พิม-สุวภัทร เตชะวิริยะวงศ์ นักแสดงแห่งค่ายเวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ ที่ไม่เพียงชอบอยู่ในภาพ เธอยังชอบถ่ายภาพมากถึงขั้นผูกพันกับกล้องถ่ายรูป อันเป็นงานอดิเรกที่พาให้ไปประสบกับประสบการณ์ข้างหลังภาพเหล่านั้น

นิสัยช่างภาพ

พิม เล่าว่า เธอติดนิสัยชอบถ่ายภาพมาตั้งแต่เด็ก เพราะคนในครอบครัวก็ชอบถ่ายภาพ จนตอนนี้อายุ 20 ปี ก็ยังจับกล้องอยู่เรื่อยๆ “แม่เคยบอกว่าเป็นคนบ้ากล้อง พ่อชอบถ่ายรูปให้เรา เราก็ชอบโพสท่าตั้งแต่อนุบาล เลยทำให้ชอบถ่ายรูปทั้งให้คนอื่นและถ่ายรูปตัวเอง”

 

เธอทำงานเก็บเงินซื้อกล้องตัวแรกเมื่อ 2 ปีก่อน โดยได้เรียนรู้เทคนิคการใช้กล้องและการถ่ายภาพจากพี่ชายที่เป็นช่างภาพฟรีแลนซ์ บางครั้งก็ติดไปเป็นลูกมือช่วยถ่ายวิดีโองานพรีเวดดิ้ง และบ่อยครั้งที่ลงพื้นที่เพื่อไปเก็บภาพด้วยตัวเอง

“เหมือนกับว่าเรามีเซนส์เรื่องการถ่ายภาพ” เธอกล่าว “บวกกับความที่เป็นนักแสดงเลยทำให้รู้มุมกล้องทำให้ตอนนี้เวลาไปเที่ยวไหนก็ชอบมองสิ่งต่างๆ เป็นภาพ”

เธอเล่าถึงทริปสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นการเดินทางลงภาคใต้ที่ไกลที่สุดในชีวิต คืนแรกนอนปราณบุรี คืนสองนอนสุราษฎร์ และคืนสามกลับมานอนหัวหิน “ทุกเช้าจะตื่นขึ้นมาก่อนพระอาทิตย์เพื่อมารอพระอาทิตย์ขึ้น เพราะแต่ละเช้าของแต่ละวันจะให้อารมณ์ที่แตกต่างกัน พิมรู้สึกว่าสิ่งรอบกายเรา ถ้าเราจัดวางมันนิดเดียว แม้ว่าจะเป็นที่รกๆ มันก็สวย ยังอาร์ตได้”

 

เธอยังกล่าวด้วยว่า ถ้าว่างจากงานแสดงเมื่อไรจะหาเวลาเป็นช่างภาพ เพราะนอกจากจะสนองความชอบตัวเองยังได้ไปเที่ยว ไปในสถานที่แปลกๆ ที่ยังไม่เคยไป ไปหาประสบการณ์ให้ตัวเอง ซึ่งเวลาในชีวิต เธอจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ เวลาเรียน เวลาทำงาน และเวลาเที่ยว

“พิมเป็นคนชอบทะเลมากกว่าภูเขา เพราะสามารถมองออกไปได้ไกล ไม่มีอะไรมาขวางสายตา และยังได้ยินเสียงคลื่นที่ทำให้ตัวเองรู้สึกสงบ” ทุกครั้งเธอจะไปเที่ยวกับครอบครัว ซึ่งจะมีพี่ชายกับพิมเป็นตากล้องประจำบ้าน

 

ถ้าพูดถึงสถานที่ใกล้ตัวอย่างกรุงเทพฯ ในมุมมองช่างภาพ เธอชอบย่านพระนครมากที่สุด เพราะเป็นย่านที่มีกลิ่นอายโบราณ ความวินเทจในยุคที่เธอไม่มีโอกาสได้เห็น ด้วยโบราณสถาน บ้านเรือนเก่าแก่ วัดต่างๆ โดยเฉพาะในเวลากลางคืน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ชอบที่สุด ทั้งยังได้ภาพสวยงาม

“พิมรู้สึกว่ามันเย็นสบาย มองดูไฟประดับสวยงาม ไปดื่มด่ำบรรยากาศ ไปแล้วสบายใจ สำหรับพิมแล้ว การเที่ยวกลางคืน คือการเที่ยวในเวลากลางคืน อย่างขับรถเที่ยวในเวลาที่รถไม่ติด เดินดูวัดวาอารามที่เปิดไฟ หรือไปเดินกินเดินช็อปปิ้งที่ตลาดนัดกลางคืน ไม่ใช่การไปเที่ยวผับกลางคืนเหมือนวัยรุ่นคนอื่น” เธอ กล่าว

 

ชีวิตกับการเดินทาง

สำหรับชีวิตวัยเด็ก เธอเริ่มทำงานตั้งแต่อายุ 12 ปี เพราะต้องช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่ายในครอบครัว โดยเธอเริ่มเข้าวงการบันเทิงด้วยการเป็นนักแสดงเด็ก นักแสดงประกอบ กระทั่งปัจจุบันก็ยังยึดอาชีพนี้อยู่ แต่เปลี่ยนบทบาทการแสดงเป็นวัยรุ่นขึ้นตามวัย ซึ่งอาชีพนี้ไม่ได้มาด้วยความบังเอิญ เพราะมันคืออาชีพในฝันที่เธอไขว่คว้าและพยายาม

ตลอดช่วงเวลา 20 ปี สาวน้อยเข้าใจคำว่า การใช้ชีวิต มาตั้งแต่วัยเยาว์ ซึ่งเธอเปรียบมันเหมือนการเดินทาง เพราะคำว่าการเดินทางสำหรับเธอแล้ว หมายถึงการเดินไปข้างหน้า เหมือนกับชีวิตเราที่มีวันพรุ่งนี้เสมอ

 

“ถ้าเราไม่เดินก็จะไม่พัฒนา” เธออธิบาย “การก้าวไปในแต่ละครั้งมันขึ้นอยู่กับเราด้วยว่าจะเลือกทางไหน เรามีสิทธิในการเลือกเส้นทาง ส่วนจะถึงจุดหมายหรือไม่ก็ขึ้นอยู่ที่ตัวเอง”

โลกของพิม

ถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่งใบ เธออยากให้โลกใบนั้นมีทุกสิ่งที่ดี “พิมอยากให้โลกใบนั้นน่าอยู่กว่านี้ อยากให้ทุกคนช่วยกัน เพราะทุกวันนี้มีทั้งคนที่ทำให้ดีขึ้นและแย่ลง แต่ถ้าทุกคนช่วยกันทำให้มันดี โลกใบนี้ก็น่าจะมีความสุขและน่าอยู่มาก” เธอมีความหวัง

ติดตามฝีมือการถ่ายภาพของพิมได้ทางอินสตาแกรม pim_suwaphat ส่วนฝีมือการแสดงติดตามได้ในรายการระเบิดเถิดเทิงแดนเซอร์ทะลวงไส้ และเรื่องเทวดาตกสวรรค์ที่กำลังรอออนแอร์ทางช่องเวิร์คพอยท์

 

มาเยือนกัมพูชา ต้องแวะมาพระตะบอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 เมษายน 2559 เวลา 09:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/426882

มาเยือนกัมพูชา ต้องแวะมาพระตะบอง

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา keb_toke@plat360.com

พระตะบอง หรือภาษาเขมรออกเสียงว่า บัตตำบอง เป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศกัมพูชา มีเขตแดนติดกับประเทศไทยทาง จ.สระแก้ว และจันทบุรี ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้การเดินทางมาเที่ยวที่พระตะบอง สำหรับคนไทยแล้วสามารถเดินทางมาเที่ยวได้ไม่ยาก อีกทั้งค่าใช้จ่ายก็ไม่สูงมากนัก เรียกได้ว่าถ้ามาเที่ยวกัมพูชาก็ไม่ควรพลาดที่จะแวะมาพระตะบอง เมืองที่มีความใกล้ชิดและผูกพันกับคนไทยมาตั้งแต่ในอดีต

พระตะบอง หรือ บัตตำบอง แปลว่า กระบองหาย ซึ่งเมืองพระตะบองเป็นที่รู้จักของคนไทยมาช้านาน แต่ไม่ได้รับการประชาสัมพันธ์ในเชิงท่องเที่ยวมากเท่าไหร่นัก จึงทำให้ในสมัยก่อนคนไทยไม่ได้มีโอกาสเดินทางมาท่องเที่ยวกันสักเท่าไหร่ อีกทั้งสถานที่ท่องเที่ยวในพระตะบองก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่ หากเทียบกับสถานที่ท่องเที่ยวติดอันดับโลกอย่างปราสาทนครวัด นครธมที่เมืองเสียมราฐ

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าที่พระตะบองจะไม่มีความน่าสนใจให้เราไปเยี่ยมชม ซึ่งน้อยคนนักที่จะทราบว่าที่พระตะบองนั้น จริงๆ แล้วมีปราสาทน้อยใหญ่อยู่หลายสิบแห่ง แต่ด้วยความที่ปราสาทนั้นกระจายตัวอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ในจังหวัด และไม่ได้รับการส่งเสริมให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว จึงทำให้นักท่องเที่ยวไม่ทราบว่าแท้ที่จริงแล้วที่พระตะบองก็มีสถานที่เหล่านี้เหมือนกัน

รถไฟไม้ไผ่ อีกหนึ่งกิจกรรมของการมาเยือนพระตะบอง

 

ก่อนที่จะพาไปเที่ยวชมความสวยงามของปราสาทที่มีชื่อเสียงของพระตะบอง หากเดินทางไปถึงพระตะบองแล้วไม่ได้ไปที่อนุสาวรีย์พญาตะบองขยุง เท่ากับว่าเรายังมาไม่ถึงพระตะบอง ซึ่งอนุสาวรีย์พญาตะบองขยุงถือเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นของเมืองพระตะบอง อนุสาวรีย์พญาโคตรตะบองขยุงหันหน้าไปทางทิศตะวันออกสู่ถนนหมายเลข 5 ทางไปกรุงพนมเปญ ซึ่งสาเหตุที่ต้องหันหน้าไปทางทิศตะวันออกนั้น ก็เพราะว่าเพื่อให้พญาตะบองขยุงช่วยปกป้องรักษาเมืองพระตะบองให้รอดพ้นจากการรุกรานของศัตรู รูปปั้นของพญาตะบองขยุงตัวดำ มีหนวด ตาลุกวาวมองดูน่ากลัวอยู่ในท่านั่งคุกเข่า มือทั้งสองข้างถือพานทอง มีกระบองยักษ์เป็นอาวุธประจำกาย เพื่อปกปักรักษาเมืองพระตะบองนั่นเอง

และจากที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นว่า ที่พระตะบองมีปราสาทกระจายตัวมากมายหลายสิบแห่ง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อ และถือเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญต่อคนกัมพูชาไม่แพ้นครวัด นครธม และถ้าหากว่าใครมีโอกาสได้มาเยือนพระตะบองก็ไม่ควรพลาดที่จะมาปราสาทบานัน ได้ถูกสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 1 ปัจจุบันเป็นสถานที่สำคัญทางวัฒนธรรมของประเทศกัมพูชา และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญและขึ้นชื่อของพระตะบอง ซึ่งตัวปราสาทยังคงสมบูรณ์ มีลวดลายการแกะสลักหิน รวมถึงรูปแกะสลักนางอัปสราบนตัวปราสาท การขึ้นไปชมนั้นต้องเดินขึ้นบันไดหินกว่า 350 ขั้น

ด้านบนปราสาทบานันสามารถมองเห็นวิวสวยของหมู่บ้านและแปลงเกษตรของชาวบ้านในบริเวณนั้น สำหรับการเข้าชมปราสาทบานันนั้น สำหรับคนกัมพูชาจะไม่เสียค่าเข้า แต่ถ้าเป็นนักท่องเที่ยวจะเสียค่าเข้าชมอยู่ที่คนละ 2 เหรียญสหรัฐ นอกจากนี้บริเวณลานจอดรถหรือทางเข้าก็มีร้านอาหารบรรยากาศดีๆ ไว้บริการนักท่องเที่ยวอีกด้วย

ฝูงค้างคาวนับแสนนับล้านตัวที่พนมสำเภา

 

พนมสำเภา คืออีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อของพระตะบอง โดยในอดีต พนมสำเภาเป็นภูเขาที่มีเรื่องเล่าสมัยช่วงสงครามเขมรแดง โดยเป็นสถานที่ที่คนกัมพูชาถูกเขมรแดงทุบตี แล้วนำร่างโยนจากยอดเขาลงมาในปล่องถ้ำ ซึ่งปัจจุบันยังมีโครงกระดูกมากมายที่ยังคงเก็บไว้ เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานให้กับผู้ที่ได้มาเห็นได้ระลึกถึงเหตุการณ์ในอดีต สำหรับคนที่เดินทางขึ้นไปยังบนพนมสำเภานั้น จะได้เต็มอิ่มกับจุดท่องเที่ยวที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นวัดถ้ำ รวมถึงเจดีย์ขนาดสูงใหญ่สีเหลืองทอง เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมและกราบไหว้ ด้านบนมีจุดชมวิวสวยๆ มองเห็นเมืองพระตะบองได้อย่างชัดเจน

สิ่งที่เป็นไฮไลต์เมื่อมาถึงพนมสำเภา ก็คือ ช่วงเวลาประมาณห้าโมงเย็น นักท่องเที่ยวจะพากันเดินทางลงจากเขา เพื่อมาจับจองพื้นที่บริเวณตีนเขา เพื่อรอชมฝูงค้างคาวนับแสนนับล้านตัวที่จะบินออกมาจากปากถ้ำ สำหรับการเดินทางมายังพนมสำเภานั้นก็ไม่ยาก โดยทางขึ้นอยู่ติดถนนทางหลวงไปทางอำเภอไพลิน ส่วนการขึ้นเขาจะเป็นทางชันสูงสามารถใช้รถมอเตอร์ไซค์เป็นพาหนะขึ้นไปได้ ค่าเข้าชมสำหรับคนกัมพูชาไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่สำหรับนักท่องเที่ยวจะอยู่ที่คนละ 1 เหรียญสหรัฐ รอบๆ บริเวณที่ชมถ้ำค้างคาวยังมีร้านค้า ร้านอาหาร ไว้บริการนักท่องเที่ยวอีกด้วย

การเดินทางมาพระตะบอง นอกจากนักท่องเที่ยวจะได้เที่ยวชมบ้านเมืองที่มีสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่สวยงาม เที่ยวชมความเก่าแก่ของโบราณสถานอย่างปราสาทบานัน และชมความหลากหลายทางธรรมชาติของพนมสำเภาแล้ว ที่พระตะบองยังมีวิถีชีวิตของชาวบ้านที่ปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยที่ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ด้วยการดัดแปลงยานพาหนะที่เคยใช้กันในอดีต มาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อบริการนักท่องเที่ยว และดูเหมือนว่าจะถูกพูดถึงกันไปทั่วโลกแล้ว จนนักท่องเที่ยวต่างพากันเดินทางมาสัมผัสด้วยตนเอง เพื่อเป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตของพวกเขา

ปราสาทบานัน

 

รถไฟไม้ไผ่ หรือ Bamboo train คือยานพาหนะหนึ่งเดียวในโลก ประดิษฐ์ขึ้นมาแบบง่ายๆ ตามภูมิปัญญาชาวบ้านด้วยไม้และมีไม้ไผ่ขัดสานเป็นที่นั่ง เชื่อมต่อเข้ากับชุดล้อโลหะ ติดเครื่องยนต์ที่ดัดแปลงมาจากเครื่องยนต์ของเรือ เพื่อใช้แล่นไปตามรางรถไฟเก่า ซึ่งแต่เดิมพาหนะชนิดนี้ถูกใช้ตั้งแต่ปี 1970 โดยเจ้าหน้าที่รถไฟใช้ในการซ่อมรางรถไฟ วิ่งไปบนรางด้วยการใช้ไม้ค้ำยันคล้ายกับการถ่อเรือ

ในยุคเขมรแดงครองเมือง รถไฟไม้ไผ่ถูกใช้เป็นพาหนะลำเลียงทหารเวียดนามและทหารกัมพูชาเข้าสู่สนามรบ หลังสงครามกลางเมืองยุติลงก็ใช้ในการขนส่งสินค้าและผู้คนในระยะทางสั้นๆ ปัจจุบันชาวบ้านจึงได้สร้างรถไฟไม้ไผ่กลับขึ้นมาใช้อีกครั้ง โดยปรับเปลี่ยนให้มีความทันสมัยขึ้นด้วยการติดตั้งเครื่องยนต์ และเปิดเป็นรถไฟรับจ้างสำหรับให้บริการชาวบ้านในการขนข้าวของ และขนส่งผู้คนเดินทางสัญจรไปมา

เมื่อเมืองพระตะบองได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยว รถไฟไม้ไผ่ก็กลายเป็นจุดสนใจและเป็นอีกไฮไลต์ที่มีเอกลักษณ์ต่อการมาเยือนเมืองพระตะบอง ชนิดที่เรียกว่า ถ้าใครมาพระตะบองแล้วไม่ได้หาโอกาสมาลองนั่งรถไฟไม้ไผ่ ก็ถือว่ายังมาไม่ถึงพระตะบอง และสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในรายการโลก 360 องศา วันเสาร์นี้ เวลา 21.20 น. ทาง ททบ.5

 

อาทิวราห์ คงมาลัย ดนตรี กีฬา การเดินทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 เมษายน 2559 เวลา 09:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/426878

อาทิวราห์ คงมาลัย ดนตรี กีฬา การเดินทาง

โดย…รอนแรม

ดนตรีและกีฬานำพาให้เขาเดินทาง ตูน-อาทิวราห์ คงมาลัย นักร้องนำวงบอดี้สแลมและนักกีฬาไตรกีฬาที่ตอนนี้กำลังบ้าปั่นจักรยานมากเป็นพิเศษ เขาไม่เคยปฏิเสธการเดินทางและยังเห็นเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต ทำให้ตอนนี้นอกจากจะเป็นนักร้อง นักกีฬา เขายังเป็นนักเดินทางในคนเดียวกัน

นักไตรกีฬา

ตูนชอบเล่นกีฬามาตั้งแต่เด็ก เคยเป็นนักกีฬาโรงเรียน โดยเฉพาะกีฬาฟุตบอลและปิงปองที่เล่นเกือบทุกวัน ทำให้เมื่อโตขึ้นก็ยังติดนิสัยชอบเล่นกีฬาและจริงจังกับมากจนเป็นนักไตรกีฬาเต็มตัวคือทั้งว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน และวิ่งระยะไกล

 

“เริ่มหันมาสนใจปั่นจักรยานมากขึ้นจากการที่อยากลงแข่งไตรกีฬา เพราะด้วยความที่เราวิ่งออกกำลังกายอยู่แล้ว เราเลยต้องซ้อมปั่นจักรยานและว่ายน้ำ ช่วงหลังๆ เลยมีโอกาสได้ปั่นจักรยานไปท่องเที่ยวในที่ต่างๆ มากขึ้น ได้ไปในที่ที่เราไม่เคยไป ได้เห็นอะไรที่ไม่เคยเห็นซึ่งถือเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก” เขากล่าว

ส่วนเหตุผลที่ชอบพาหนะประเภทนี้ เขาบอกว่าเป็นเพราะเวลาปั่นจักรยานจะได้อยู่กับธรรมชาติมากขึ้น ได้ใช้แรงตัวเองในการปั่น จะไปถึงจุดหมายเร็วหรือช้าก็ขึ้นอยู่กับแรงของตัวเองทั้งสิ้น

นักปั่น

ล่าสุดตูนได้ร่วมการแข่งขันไตรกีฬาที่ จ. ภูเก็ต ต้องปั่นจักรยานทางไกล 90 กม. ว่ายน้ำ 1.9 กม. และวิ่ง 21 กม. บนเส้นทางเนินเขาสลับทางราบซึ่งเขายอมรับว่ายากมาก “แต่เพราะมันยากเราเลยประทับใจ” เขาเล่าประสบการณ์ “เพราะเราสามารถผ่านมันมาได้ ทั้งที่คิดว่าตัวเองจะทำไม่ได้แล้ว บางจังหวะที่ชันมากๆ ก็ลงจากจักรยานแล้วเข็นขึ้นไป สุดท้ายเราเข้าเส้นชัยได้สำเร็จก็ภูมิใจ”

สำหรับเส้นทางปั่นต่างประเทศ เขานึกถึงประเทศญี่ปุ่นเป็นแห่งแรกบนเส้นทางชิมะนะมิ ไคโด (Shimanami Kaido) หรือเส้นทางจักรยานข้ามภูมิภาค  บางคนเรียกว่านิชิเซโตะ เอ็กเพรส เป็นเส้นทางปั่นจักรยานท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่น โดยจะเชื่อมต่อ 2 ภูมิภาค เริ่มต้นที่เมืองโอโนมิชิ ภูมิภาคชูโกกุ และไปสิ้นสุดที่เมืองอิมาบาริ ภูมิภาคชิโกกุ ปั่นข้ามทะเลเซโตะที่สวยงาม รวมระยะทางประมาณ 70 กิโลเมตร

 

เขาเล่าว่า เคยไปปั่นจักรยานตอนแข่งไตรกีฬาที่อเมริกาแต่เส้นทางไม่สวยเท่าญี่ปุ่น โดยเฉพาะเส้นชิมะนะมิ ไคโดที่เพิ่งไปปั่นมาไม่นาน “มันสวยมากจริงๆ และดีมากๆ เพราะเราไม่ต้องกลัวว่าจะมีอุบัติเหตุหรือรถสวน คือเราสามารถมองวิวได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องรถ เพราะมันเป็นเลนเฉพาะจักรยานที่เอื้อสำหรับคนปั่นจริงๆ”

นอกจากนี้ เขายังเล่าถึงเส้นทางปั่นจักรยานริมทะเลสาบคาวากุชิโกะที่มีฉากหลังเป็นภูเขาไฟฟูจิ เพราะวันที่ไปโชคดีที่ได้เจอดวงอาทิตย์ตกกลางปล่องภูเขาไฟ หรือที่เรียกว่า ไดมอนด์ ฟูจิ ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ทำให้เขาประทับใจมาก

นักเดินทาง

เรียกได้ว่าตอนนี้จักรยานกลายเป็นกิจกรรมสุดโปรดที่นอกจากจะทำให้สุขภาพดี มันยังสอนการใช้ชีวิตแก่นักปั่นด้วย “ถ้าปั่นจักรยานเหนื่อย ผมก็จะผ่อนแรงแล้วบริหารแรงกับเส้นทางว่าเหลือเยอะไหมเพื่อวางแผนต่อไปให้ถึงจุดหมาย ซึ่งเหมือนกับการใช้ชีวิตของเรา ถ้าหมดแรงก็ถอยออกมา ไม่ดันทุรังจะไปข้างหน้าอย่างเดียวทั้งที่หมดแรง หยุดพักบ้าง แล้วหาแรงบันดาลใจดีๆ หาเหตุผล และวางแผนที่จะไปข้างหน้า”

เขายังเพิ่มเติมด้วยว่าสำหรับเขา การเดินทางคือทุกสิ่งทุกอย่าง บางครั้งเขาใช้ดนตรีนำทางและบางทีก็ใช้กีฬานำไป “ด้วยอาชีพนักร้อง นักดนตรี ผมต้องมีแรงบันดาลใจเสมอ แรงบันดาลใจเป็นของใช้สิ้นเปลือง ใช้แล้วหมดไป ดังนั้นเราต้องหาแรงบันดาลใจเพิ่ม สำหรับผมมันคือการออกไปเจอโลก ไปในสถานที่ที่เราไม่เคยไป เพื่อให้ชีวิตสามารถเดินต่อไปด้วย” เขาทิ้งท้าย

 

โลกของตูน

ถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่งบ้าง เขาอยากให้โลกใบนั้นคือโลกใบนี้ “ผมคิดว่าโลกแบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว” เขาให้เหตุผล “มันอาจจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นทุกวัน แต่มันก็ยังมีเรื่องดีๆ อยู่เสมอ โลกที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็สมบูรณ์แบบในตัวของมันเองมีเรื่องดีบ้าง ไม่ดีบ้าง เราไม่ต้องไปเปลี่ยนโลกหรอก เปลี่ยนตัวเราเองดีกว่า ให้เรายอมรับสิ่งต่างๆ ในโลกที่มันเป็น สุดท้ายพอเราผ่านมาได้แล้วมองย้อนกลับไป มันเป็นเชื้อเพลิงให้เรา เป็นข้อมูลให้เรา ซึ่งจะทำให้เข้มแข็งขึ้น”

ตูนจะกลับไปปั่นจักรยานที่ประเทศญี่ปุ่นอีกครั้ง บนเส้นทางรอบภูเขาไฟฟูจิและสะพานแขวนชิมะนะมิ ไคโด ช่วงเดือน ก.ค. กับผู้โชคดี 40 คน ในโครงการของ 100 พลัส ติดตามภาพการเดินทางของเขาได้ที่ www.100plusthailand.com หรืออินสตาแกรม @artiwara

 

 

สวยเรียบ ๆ ที่เสียมราฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 เมษายน 2559 เวลา 09:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/425887

สวยเรียบ ๆ ที่เสียมราฐ

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา keb_toke@plat360.com

เสียมราฐ ถือเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของประเทศกัมพูชา เพราะเป็นที่ตั้งของโบราณสถานเก่าแก่และมีความยิ่งใหญ่ นั่นก็คือ นครวัด ซึ่งถูกจัดอันดับให้เป็นศาสนสถานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกจนติดอันดับ 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก

นครวัด เป็นอดีตเมืองหลวงเก่า ถูกสร้างขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 12 ซึ่งตรงกับสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 แห่งอาณาจักรขอม ซึ่งถูกออกแบบตามคติความเชื่อของศาสนาฮินดู เพื่อใช้เป็นเทวสถานของศาสนาฮินดู ที่เปรียบได้กับศูนย์กลางของจักรวาล โดยปราสาทนครวัดมีขนาดพื้นที่ใหญ่ถึง 2 แสนตารางเมตรตัวปราสาทมีความสูง 60 เมตร กว้าง 80 เมตร และยาวถึง 100 เมตร มีปราสาท 5 หลังตั้งอยู่บนฐานสูงสุด ตามคติของศูนย์กลางจักรวาล มีกำแพงล้อมรอบยาวด้านละประมาณ 1.5 กิโลเมตร และตัวปราสาทนครวัดก็ยังถูกล้อมรอบด้วยคูน้ำอีกด้วย

การเข้าชมโบราณสถานที่ปราสาทนครวัดนั้น นอกจากจะได้เห็นและได้เรียนรู้ถึงเรื่องราวประวัติศาสตร์ในอดีตผ่านการแกะสลักหรือสถาปัตยกรรมต่างๆ ของตัวปราสาทแล้ว อีกหนึ่งไฮไลต์ที่นักท่องเที่ยวจะต้องไม่พลาดเมื่อมาถึงนครวัด นั่นก็คือ การมารอชมแสงแรกที่ส่องสว่างผ่านทางด้านหลังของปราสาทนครวัด จนทำให้เห็นเงาของตัวปราสาทสะท้อนบนผิวน้ำ แต่การที่นักท่องเที่ยวหรือบรรดาช่างภาพมืออาชีพจะได้ภาพในมุมมองที่สวยที่สุดนั้น ก็ต้องพากันมาจับจองพื้นที่ เลือกมุมดีๆกันตั้งแต่เวลาประมาณ 05.30 น. อาจจะต้องอดหลับอดนอนกันสักหน่อย แต่รับรองว่าภาพที่อยู่ตรงหน้านั้นสวยงามคุ้มค่าแก่การรอคอยอย่างแน่นอน

 

นอกจากนครวัดแล้ว ห่างออกไปไม่ไกลทางทิศเหนือคือพื้นที่ของนครธม อดีตเมืองหลวงเก่าแห่งสุดท้ายแห่งอาณาจักรขอม ซึ่งถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในช่วงปลายศตวรรษที่ 12 ถือได้ว่าเป็นเมืองที่มีความเข้มแข็งที่สุดของอาณาจักรขอมก่อนล่มสลาย ภายในนครธมแห่งนี้มีพื้นที่ครอบคลุมกว่า 9 ตารางกิโลเมตร มีสิ่งก่อสร้างมากมาย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือปราสาทบายน ศาสนสถานประจำสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่ถูกสร้างขึ้นตรงใจกลางของนครธม ปราสาทแห่งนี้มีรูปลักษณ์ที่ต่างจากปราสาทอื่นๆ ในนครธม เนื่องจากในยุคการปกครองของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นั้น อิทธิพลของศาสนาพุทธนิกายมหายานเข้ามาแทนที่ศาสนาฮินดู ทำให้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางสถาปัตยกรรม

ปราสาทบายนทั้ง 54 ปรางค์ถูกสลักเป็นภาพพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรทั้งสี่ทิศ เสมือนว่าพระองค์คอยสอดส่องดูแลทุกข์สุขของเหล่าพสกนิกรของพระองค์ให้อยู่อาศัยด้วยความร่มเย็นเป็นสุข ซึ่งมีใบหน้าทั้งสิ้น 148 ใบหน้าด้วยกัน รอบๆ ปรางค์ประธานประกอบด้วยระเบียงคตรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ชั้นนอกมีขนาดกว้าง 140 เมตร ยาว 160 เมตร ชั้นในมีขนาดกว้าง 70 เมตร ยาว 80 เมตร หน้าโคปุระทุกด้านมีภาพประติมากรรมลอยตัวรูปสิงห์ทั้งสองข้างของบันได ปรางค์ประธานมีลักษณะเป็นทรงกรวยมีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 25 เมตร และสูง 43 เมตร

หากมีโอกาสได้เข้ามาเที่ยวชมปราสาทนครวัดและนครธมแล้ว อีกหนึ่งแห่งที่ไม่ควรพลาดนั่นก็คือ ปราสาทตาพรหมซึ่งถือเป็นปราสาทที่สะท้อนภาพของการเปลี่ยนแปลงจากศาสนาฮินดูมาเป็นศาสนาพุทธได้ชัดเจนที่สุด เพราะปราสาทแห่งนี้ปรากฏหลักฐานการถูกทำลายมากที่สุด จึงทำให้ไม่หลงเหลือศิลปะในแบบฮินดู แต่สิ่งที่ถือว่าเป็นจุดสนใจของที่นี่นั่นก็คือรากต้นไม้ขนาดใหญ่ที่แผ่ปกคลุมปราสาท ซึ่งกลายเป็นภาพที่สวยงามและสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก จนทำให้เมื่อใครมาถึงปราสาทตาพรหมแล้ว ถ้าไม่ได้ถ่ายภาพ ณ บริเวณนี้ก็เท่ากับว่ามาไม่ถึงปราสาทตาพรหม

 

นอกจากนี้ อีกหนึ่งไฮไลต์ที่บรรดานักท่องเที่ยวให้ความสนใจ ก็คือการขึ้นไปบนยอดปราสาทพนมบาเค็ง เพื่อรอชมพระอาทิตย์ และด้านบนยังสามารถมองเห็นวิวของปราสาทนครวัดในอีกมุมมองหนึ่งได้เช่นเดียวกัน แต่การจะขึ้นไปยังด้านบนปราสาทนั้น ด้วยความที่โครงสร้างปราสาทนั้นเสื่อมโทรมไปตามกาลเวลา จึงจำเป็นต้องกำหนดจำนวนของผู้ที่จะขึ้นไปโดยจะอยู่ที่ครั้งละ 300 คนเท่านั้น หากใครมาไม่ทันก็จำเป็นจะต้องรอคิวด้านล่าง และต้องรอลุ้นว่าจะมีโอกาสได้ขึ้นไปชมแสงสุดท้ายของวันบนยอดปราสาทหรือเปล่า เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าไม่อยากพลาด แนะนำให้ไปรับบัตรกันตั้งแต่เวลาประมาณสี่โมงเย็น แล้วขึ้นไปเลือกหามุมดีๆ ที่จะทำให้เราสามารถชมแสงสุดท้ายของวันได้สวยงามที่สุด

การมาเที่ยวที่เสียมราฐนั้น นอกจากศาสนสถานอันเลื่องชื่อตามที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้น ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติอย่างอุทยานแห่งชาติพนมกุเลน รอต้อนรับนักท่องเที่ยวอยู่เช่นเดียวกัน ที่นี่ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่มีเรื่องราวในประวัติศาสตร์บันทึกไว้มากมายผ่านงานแกะสลักหินใต้น้ำที่เรียกว่าศิวลึงค์ โดยจะมีจำนวนกว่า 1,000 องค์ ซึ่งคนกัมพูชาถือว่าน้ำที่ไหลผ่านศิวลึงค์ลงสู่แม่น้ำเสียมราฐนั้นคือน้ำศักดิ์สิทธิ์ แต่นอกจากศิวลึงค์แล้ว ที่พนมกุเลนแห่งนี้ยังมีน้ำตกซึ่งถูกจัดอันดับว่าเป็นน้ำตกที่มีความสวยงามเป็นอันดับ 2 ของกัมพูชา ที่น้ำตกแห่งนี้ถือเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของคนกัมพูชา ที่มักจะหอบลูกจูงหลานพากันมาเป็นครอบครัว และอีกสถานที่หนึ่งในพนมกุเลน หากมีโอกาสได้มาแล้วก็อย่าลืมแวะไปที่วัดพระองค์ธม ซึ่งภายในวัดแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานของพระองค์ธม พระพุทธรูปปางไสยาสน์ ขนาดความยาว 10 เมตร สูง 3 เมตร ซึ่งแกะสลักบนยอดสุดของก้อนหินขนาดใหญ่ โดยฐานขององค์พระยังคงสภาพเป็นหินตามธรรมชาติ นับว่าเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่มีความสำคัญต่อคนกัมพูชาเป็นอย่างมาก เราในฐานะนักท่องเที่ยว หากมีโอกาสได้ไปเยือนบ้านใครเมืองไหน ก็ไม่ควรพลาดที่จะไปทำความรู้จัก ทำความเข้าใจผู้คนในพื้นที่นั้นๆ ผ่านสถานที่สำคัญๆ ที่พวกเขาให้ความเคารพนับถือ เพราะคงไม่ใช่แค่การไปเที่ยว แต่นั่นคือการไปทำความรู้จักพวกเขาให้มากยิ่งขึ้น