ที่ซ่อนสุข เดอะ ฮิดเด้น ระนอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มีนาคม 2559 เวลา 10:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/422387

ที่ซ่อนสุข เดอะ ฮิดเด้น ระนอง

โดย…นิทรา ราตรี ภาพ…ภัทรชัย, กาญจนา

เมื่อนักเดินทางหัวครีเอทีฟลงมือทำรีสอร์ท เกิดเป็น เดอะ ฮิดเด้น ระนอง (The Hidden Resort & Restaurant) จากการออกแบบของสองพี่น้อง น้ำหวาน-น้ำฝน เปี่ยมจินดา นักเดินทางตัวจริงที่ทราบดีว่าสิ่งสำคัญของรีสอร์ทไม่ใช่แค่การพักผ่อน แต่คือ “ความรู้สึก” ที่ติดหัวใจกลับไป

เดอะ ฮิดเด้น เป็นรีสอร์ทขนาดเล็กเพียง8 หลัง แบ่งเป็น 2 แบบ คือ เดอะ ฮิดเด้น วิลล่าขนาด 38 ตร.ม. ตั้งเรียงกันในสวน โดยมีสะพานไม้เป็นทางเชื่อม การออกแบบเรียบง่าย มีประตูเป็นกระจกบานใหญ่ให้แสงธรรมชาติส่องเข้ามา และอีกประเภท เดอะ การ์เด้น พาวิลเลียน ขนาด 45 ตร.ม. เป็นบ้านพักขนาดใหญ่มีเพียง 2 หลัง พิเศษตรงที่อยู่บนเนินสูงทำให้เห็นวิวได้กว้างกว่า ส่วนภายในให้ความรู้สึกสบายด้วยผนังกระจกเปิดโล่ง และให้ความรู้สึกเปิดเผยกับห้องน้ำไร้ประตูที่เชื่อมตรงกับห้องนอน

 

น้ำหวาน เล่าว่า แต่เดิมพื้นที่ดังกล่าวเป็นสวนผลไม้ เมื่อได้ปลูกต้นไม้เพิ่มเข้าไปจึงกลายเป็นพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่เธอเรียกว่า “สวนหลังบ้าน” อันเป็นที่ซ่อนของวิลล่า สระว่ายน้ำ ห้องฟิตเนส ร้านอาหาร และพื้นที่ส่วนกลาง นอกจากนี้เธอยังเน้นการให้บริการแบบ Personal Touch ใส่ใจผู้เข้าพักเหมือนเพื่อนเก่าที่มาเยี่ยมเยือน เพื่อสร้างความอุ่นใจและความทรงจำอันอบอุ่น

“ที่นี่ไม่ใช่แค่ที่พักแต่เป็นที่ชาร์จพลัง” น้ำหวาน กล่าว “พอกลับบ้านไปแล้วเขาจะคิดถึงเรา เพราะความผูกพันที่เราสร้างไว้ที่นี่” เธอยังกล่าวด้วยว่าระนองเป็นจุดหมายปลายทางของคนที่ต้องการเวลาพักผ่อนอย่างแท้จริง ดังนั้นแขกทุกคนจะได้รับความเป็นส่วนตัว ในขณะเดียวกันก็ยังได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด

 

เดอะ ฮิดเด้น จึงเป็นเสมือนที่ซ่อนสุข บ่มเพาะความสุขให้เติบโต และยังปล่อยพลังให้หัวใจพองโตจนไม่อยากกลับไปสู่โลกแห่งความจริง

Price: เดอะ ฮิดเด้น วิลลา 2,650 บ. เดอะ การ์เด้น พาวิลเลี่ยน 3,250 บ.

Place: อยู่บน ถ. เพชรเกษม เข้าซอยคลองหลุมถ่าน 700 ม. ห่างจากบ่อน้ำร้อนรักษะวาริน 5 นาที จ.ระนอง โทร. 077-821-900 เว็บไซต์ www.thehidden-ranong.com

Promotion: –

 

ลำปาง เริ่มต้นด้วยบริบูรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มีนาคม 2559 เวลา 10:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/422386

ลำปาง เริ่มต้นด้วยบริบูรณ์

โดย…กาญจน์ อายุ

บริบูรณ์ไม่ใช่ตอนจบ เพราะจุดเริ่มต้นอยู่ ณ บ้านบริบูรณ์

หนังสือกาดกองต้า ย่านเก่าเล่าเรื่องเมืองลำปาง โดย กิติศักดิ์ เฮงษฎีกุล (เจ้าของอาคารฟองหลี) กล่าวถึง บ้านบริบูรณ์ ไว้ว่า เก่าคร่ำ แต่งามงด

บ้านเก่ากลับมามีชีวิต

 

“เลี้ยวขวาขึ้นไปจนเกือบจะสุดหลิ่งจันหมัน (บ้านไม้หัวมุมถนน) ขวามือคือบ้านบริบูรณ์ที่ทรุดโทรมปิดร้าง ทว่าก็ยังคงเค้าความงดงามในอดีตอยู่มาก เรือนไม้ฉลุลวดลายในทุกรายละเอียดเป็นเรือนขนมปังขิงหลังคาทรงปั้นหยาเพียงหลังเดียวในย่านตลาดจีน”

ผู้เขียนบันทึกไว้เมื่อ 7 ปีก่อน ทว่าปัจจุบันมีบางอย่างเปลี่ยนไป จากบ้านทรุดโทรมปิดร้างกลายเป็น หอศิลป์การแสดง ต้อนรับผู้คน จากเค้าความงดงามในอดีตกลายเป็นความเก่าเฉิดฉายในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามรายละเอียดของเรือนขนมปังขิงยังคงอยู่ เพียงถูกบูรณะให้แข็งแรงและสวยใหม่ประหนึ่งอดีตเมื่อ 88 ปีที่แล้ว

กาดมั่ว

 

ณรงค์ ปัทมะเสวี ประธานมูลนิธิปัทมะเสวีและเจ้าของบ้านบริบูรณ์คนปัจจุบัน เล่าว่า ความน่ากลัวของบ้านร้างที่มีประวัติมายาวนาน ทำให้ไม่มีใครกล้าเดินผ่านหน้าบ้าน พ่อค้าแม่ขายก็เว้นพื้นที่ไว้ไม่กล้าวางขาย แต่ในสายตาของเขากลับมองเห็นความสำคัญของสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ที่อธิบายความเป็น “กาดกองต้า” ได้ดี ณรงค์จึงตามหาเจ้าของบ้าน สืบได้ว่ามีเจ้าของ 21 คน ใช้เวลานานถึง 2 ปีกว่าจะซื้อได้ จากนั้นก็เริ่มการอนุรักษ์บ้านทั้งหลังโดยรักษาโครงสร้างเดิมไว้ทั้งหมด ปัจจุบันเปิดเป็นหอศิลป์การแสดงให้ศิลปินใช้เป็นพื้นที่จัดแสดงผลงาน รวมถึงการแสดงต่างๆ

“เราพยายามสร้างความภูมิใจให้บ้านเกิดโดยการอนุรักษ์รากฐานของลำปาง จากนั้นก็ให้การศึกษาโดยการเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านศิลปะ การแสดง วัฒนธรรม จากศิลปินในท้องถิ่น” ณรงค์ กล่าว

ถนนคนเดินกาดกองต้า

 

ความเป็นมาของบ้านบริบูรณ์บอกเล่าผ่านภาพวาดขนาด 4 เมตร ที่ติดอยู่บนผนังชั้นล่าง ตรงกลางภาพเป็นบ้านบริบูรณ์ล้อมรอบด้วยผู้คนหลายเชื้อชาติ ทั้งชาวตะวันตก จีน ขมุ (ลาว) ไทย แขก และเมียนมา แต่มีคนสำคัญ 3 ท่าน คนแรกคือ หม่องยี เจ้าของบ้านบริบูรณ์ หรือนายใหญ่ บริบูรณ์ เขาเป็นพ่อเลี้ยงค้าไม้ ทำงานเป็นเฮดแมนให้หลุยส์ ที เลียวโนเวนส์ รวมถึงเป็นผู้จัดการแบงก์สยามกัมมาจลคนแรกของลำปาง และเป็นกัมปะโดทำงานให้ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หม่องยีจึงเป็นพ่อเลี้ยงชาวเมียนมาที่มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจ และเป็นที่ยอมรับในสังคมลำปางสมัยนั้น (พ.ศ. 2411-2498)

หลุยส์ ที เลียวโนเวนส์ คนสำคัญในยุคการค้าไม้รุ่งเรือง เขาเป็นผู้จัดการบริษัท บริติช บอร์เนียว ที่ได้รับสัมปทานป่าไม้จากรัฐบาลไทยราวปี 2432 ซึ่งช่วงที่ลำปางรุ่งเรืองที่สุดน่าจะเป็นปี 2461 เมื่อรางรถไฟมาถึงลำปาง ทำให้จังหวัดเป็นชุมทางรถไฟที่เชื่อมการคมนาคมจากกรุงเทพฯ ไปยังหัวเมืองต่างๆ ในภาคเหนือ และกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาค

ต้นตำรับโคมศรีล้านนา แห่งเดียวในไทย

 

สุดท้ายคือ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ท่านเป็นผู้จัดการคนแรกของแบงก์สยามกัมมาจล สาขาลำปาง เหตุที่มีธนาคารมาเปิดสาขา นอกจากเหตุผลด้านความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจแล้ว การค้าขายในจังหวัดยังไม่ใช้เงินไทย แต่ใช้สกุลต่างชาติตามพ่อค้าที่เข้ามาค้าขาย และ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ยังได้สมญานามว่า เขยลำปาง เพราะใช้ชีวิตในลำปางนานถึง 8 ปี จนภรรยาคลอดลูกในดินแดนลำปางหลายคน

บ้านบริบูรณ์ยังมีคุณค่ายิ่งทางสถาปัตยกรรม ด้วยเป็นเรือนขนมปังขิงหลังคาปั้นหยาหลังเดียวในกาดกองต้า ลักษณะเป็นเรือนครึ่งปูนครึ่งไม้ มีไม้ฉลุลายพรรณพฤกษาและลายประดิษฐ์ ด้านบนไม่มีระเบียง แต่เป็นหน้าต่างแบบบานเกล็ดไม้ตามอิทธิพลตะวันตก และจุดพิเศษคือ ลายฉลุช่องลมที่ตัวเรือนชั้นสองเพื่อระบายอากาศแตกต่างจากเรือนขนมปังขิงทั่วไป นอกจากนี้หากใครได้เข้าไปในตัวบ้านช่วงกลางวันจะสัมผัสถึงความเย็น อุณหภูมิต่ำกว่าด้านนอกประมาณ 5 องศาเซลเซียส เป็นผลมาจากการทำผนังหนา เพดานสูง และมีช่องระบายอากาศอย่างที่กล่าวไป

เรียนฉลุลายโคม

 

ก่อนหน้าที่จะเปิดบ้านบริบูรณ์ ทางมูลนิธิปัทมะเสวีเคยบูรณะบ้านหลังหนึ่งริมถนนตลาดเก่ามาก่อนแล้ว ตอนนี้คือหอศิลป์ลำปาง เป็นพื้นที่เปิดกว้างสำหรับผู้ที่สนใจงานศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นจิตรกรรม ประติมากรรม วาดเส้น ภาพถ่าย กราฟฟิกดีไซน์ ออกแบบผลิตภัณฑ์ การแสดง ดนตรี คหกรรม หนังสือ และสื่อมัลติมีเดีย ซึ่งทุกวันจะมีนักเรียนมาเรียนการทำโคมศรีล้านนาจาก ป้าบัว-ทิวาพร ปินตาสี ทายาทผู้คิดค้นโคมศรีล้านนาที่มีวิธีการทำเป็นเอกลักษณ์หนึ่งเดียวในประเทศไทย

โคมศรีล้านนาเป็นลักษณะ 8 เหลี่ยม (ตัวแทนมรรค 8) มีความซับซ้อน 3 ชั้น (ตัวแทนพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์) ทุกขั้นตอนทำจากมือทั้งหมด ตั้งแต่การขึ้นโครงไม้ไผ่ ฉลุลาย และประกอบชิ้นส่วน ซึ่งไม่เหมือนกับโคมที่อื่น จึงพูดได้ว่ามีที่เดียวในไทยและในโลก

คุณยายทัดดอกไม้

 

“นี่คือแสงสว่างที่คลาสสิก โคมศรีล้านนาไม่เหมือนโคมที่ไหน วันนี้ป้ากำลังสานภูมิปัญญาของพ่อโดยถ่ายทอดต่อให้คนรุ่นใหม่ ให้เด็กๆ มีภูมิปัญญาท้องถิ่นติดตัว สร้างคุณค่าให้ จ.ลำปาง และสร้างรายได้ให้คนทำ” ป้าบัวยังกล่าวด้วยว่า มีคนออร์เดอร์ให้ทำตลอดปี โดยโคมหนึ่งมีราคาประมาณ 1,500 บาท และปัจจุบันคนลำปางยังนำโคมศรีล้านนาไปถวายวัดเพื่อความเป็นสิริมงคล

ริมสองฝั่งถนนตลาดเก่ามีบ้านเก่าให้ชมอีกหลายหลัง ถ้าไล่เรียงจากหัวถนนไปสู่สะพานรัษฎาภิเศก เริ่มที่อาคารฟองหลี ที่ได้รับคำชื่นชมว่าเป็นอาคารที่มีศิลปะลายฉลุแบบขนมปังขิงที่ประณีตที่สุด บ้านคมสัน เป็นบ้านหลังใหญ่สีเหลืองทำจากปูนหลังแรกในย่าน อาคารเยียนซีไท้ลีกี อดีตห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในตลาดจีน บ้านทนายความอนันต์ พันธุ์พัฒน์ ตรงหน้าจั่วมีการประดับไม้เสากลึงที่เรียกว่าสะระไน ที่เป็นลักษณะพิเศษของเรือนมะนิลา อาคารหม่องโง่ยซิ่น เรือนขนมปังขิงหลังคาทรงมะนิลาที่มีลายฉลุไม้สวยที่สุด และอาคารกาญจนวงศ์ ที่มีความอ่อนหวานด้วยลายปูนปั้นฝีมือช่างมัณฑะเลย์และลายฉลุอันอ่อนช้อย

ตลาดเช้าเก๊าจาว อายุกว่า 100 ปี

 

วันเสาร์-อาทิตย์ ช่วง 4 โมงเย็น ถนนตลาดเก่าจะปิดเป็นถนนคนเดินเรียกว่า กาดกองต้า ขายอาหารพื้นเมือง เสื้อผ้าชาวเหนือ งานแฮนด์เมด ผักผลไม้ สินค้ามือสอง หรือทุกอย่างที่คิดออก แต่ถ้ามีความตั้งใจที่จะชมสถาปัตยกรรมไม่ควรเดินวันที่มีตลาด เพราะร้านค้าและแผงลอยจะปิดบังความสวยงามแทบสิ้น ส่วนตลาดแบบท้องถิ่นต้องไปที่ตลาดเช้า 100 ปีรัตน์ หรือตลาดเก๊าจาว ริมทางรถไฟใกล้กับสะพานดำ ชาวบ้านเรียกว่า กาดมั่ว เพราะขายของหลายชนิดมั่วกันไปทั้งอาหารสด พืชผัก โจ๊ก กาแฟ หมูปิ้ง ผึ้งปิ้ง ดอกไม้ เสื้อผ้า และถ้าไปช่วงนี้จะได้ไข่มดแดงเม็ดเป้งติดมือ สิ่งน่าสนใจไม่แพ้อาหารคือ เรือนแถวไม้ประตูบานเฟี้ยมที่ในอดีตใช้เป็นโกดังเก็บสินค้าจากรถไฟ และโครงสร้างตลาดยังทำจากไม้ขอนใหญ่ ซึ่งฉากที่คลาสสิกที่สุดคงเป็นจังหวะที่รถไฟวิ่งผ่านแล้วได้กลิ่นน้ำมันดีเซลลอยประกบกลิ่นหมูปิ้ง

ปฏิเสธไม่ได้ว่ากาลเวลาทำให้ลำปางเปลี่ยนไป “แต่ไม่ทั้งหมด” ตามสโลแกนของโครงการเมืองต้องห้าม…พลาด ที่นิยามลำปางว่าเป็นเมืองที่ไม่หมุนตามกาลเวลา นั่นเพราะบรรดาเจ้าของบ้านช่วยกันคืนชีวาให้สิ่งปลูกสร้างกลับมามีชีวิต ซึ่งน่าดีใจที่หลังอื่นๆ มีแนวโน้มจะอนุรักษ์มากขึ้น เพื่อหวังว่าบ้านเมืองจะกลับมารุ่งเรืองดังที่เคยเป็นในอดีตกาล

ณรงค์ ปัทมะเสวี ประธานมูลนิธิปัทมะเสวี

 

ทางลอดใต้รางรถไฟ

 

ฤดูไข่มดแดง

 

พักกายใต้ชายคาศิลป์ อาร์ต ไหม? แกลเลอรี่ โฮเทล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มีนาคม 2559 เวลา 10:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/421118

พักกายใต้ชายคาศิลป์ อาร์ต ไหม? แกลเลอรี่ โฮเทล

โดย…คีตะ

โดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม ทุกวันนี้ “ศิลปะ” ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตของเราอย่างยากจะแยกออก ยิ่งเมื่อได้มาอยู่ ณ โรงแรมอาร์ต ไหม? แกลเลอรี่ แห่งนี้ ชีวิตของเราก็เหมือนดำดิ่งเข้าในโลกของศิลปะ ทำให้วันพักผ่อนมีมิติลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีก

โรงแรมอาร์ต ไหม? แกลเลอรี่ เป็นบูติกโฮเต็ลแห่งใหม่ในย่านสุดฮิปของเชียงใหม่อย่างนิมมานเหมินทร์ ซึ่งแตกต่างและโดดเด่นเพราะมีศิลปะเป็นหัวใจ เมื่อแรกพบผู้มาเยือนสะดุดตากับตัวอาคารซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากขาตั้งกรอบผ้าใบสำหรับวาดรูป ก่อนจะก้าวย่างเข้าไปเพื่อสัมผัสกรุ่นกลิ่นอายศิลปะซึ่งแต่งแต้มทั่วพื้นที่

ห้องพักในแต่ละชั้นของอาร์ต ไหม? แกลเลอรี่ โฮเทล สะท้อนอิทธิพลศิลปะหลากยุคหลายลักษณะ ไม่ว่าจะเป็นศิลปะนู้ด ป๊อปอาร์ต แอบสแทรกต์ เซอร์เรียลลิสต์ ลานนาโรแมนติก ฯลฯ

 

พิเศษคือ ในแต่ละชั้นมี Artist SIGNATURE Room ซึ่งเป็นห้องพักที่ศิลปินผู้มีชื่อเสียงในแวดวงศิลปะไทยมาออกแบบ อาจารย์จรูญ บุญสวน ศิลปินอาวุโสผู้โดดเด่นในแนวทางอิมเพรสชันนิสม์ กับห้องพักที่แนบอิงธรรมชาติผ่านภาพวาดฝีมืออาจารย์ซึ่งแขวนอยู่บนผนัง หลายคนไม่อาจจะละสายตาจากประตูห้องน้ำแสนสวย ส่วนห้องของ ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี นั้นสะท้อนตัวตนของเขาออกมาในการตกแต่งซึ่งมีเสน่ห์ เท่ และอบอุ่น นักคิดนักสร้างสรรค์และแฟชั่นดีไซเนอร์ชั้นแนวหน้า จิตต์สิงห์ สมบุญ ทำห้องสีขาวสุดชิกโดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากสตรีทอาร์ตและบรรยากาศที่มีชีวิตชีวาของท้องถนน

ชลิต กลิ่นสี หรือชลิต นาคพะวัน ศิลปินและนักแสดงที่รู้จักกันดี สร้างสรรค์บรรยากาศแห่งความรักให้อยู่รายล้อมตัวเรา ขวัญใจเด็กอัลเทอร์ฯ ธนชัย อุชชิน หรือป๊อด โมเดิร์นด็อก ซึ่งนอกจากจะเก่งเรื่องร้องเพลงแล้ว ยังมีความสามารถทางด้านศิลปะ เขามอบห้องเรียบง่าย แต่มากด้วยความสะดวกสบายและงดงาม ภายในแต่งด้วยสีขาวดำและแดง พร้อมมีภาพจิตรกรรมซึ่งป๊อดสร้างสรรค์แขวนไว้อย่างโดดเด่นเหนือหัวเตียง ส่วนห้องของ ธัชมาพรรณ จันทร์จำรัสแสง หรือ ปอม ชาน นักวาดภาพประกอบที่โด่งดังในระดับอินเตอร์ เธอปรุงแต่งห้องให้มีบรรยากาศแสนผ่อนคลายราวกับว่าทุกวันเป็นวันอาทิตย์

ชั้นล่างใกล้กับแผนกต้อนรับยังแบ่งพื้นที่เป็นแกลเลอรี่แสดงผลงานหมุนเวียนสำหรับอาร์ตเลิฟเวอร์ได้เสพศิลป์ ในแต่ละห้องพักมีแคนวาสไว้ให้แขกได้ปลดปล่อยความเป็นอาร์ติสต์ในตัวออกมา นอกจากมีดีที่ศิลปะแล้ว อาร์ต ไหม? แกลเลอรี่โฮเทล ก็ไม่ขาดตกบกพร่องในสิ่งอำนวยความสะดวกที่โรงแรมควรมี ไม่ว่าจะห้องอาหารจริตซึ่งบำรุงบำเรอลูกค้าด้วยอาหารไทยฟิวชั่นและอาหารนานาชาติ พร้อมเมนูพิเศษเป็นอาหารสูตรไม่ลับของเหล่าศิลปิน และที่สระว่ายน้ำกลางแจ้งบนชั้นสูงสุดของโรงแรมทำให้การว่ายน้ำพร้อมสบตาท้องฟ้าและภูเขาเป็นเรื่องที่เป็นไปได้

ในวันพักผ่อนที่นี่ ถามว่าดีไหม ตอบว่าดี และถ้าถามว่าอาร์ตไหม? บอกได้เลยว่า … อาร์ตมาก

 

Price : ราคาตั้งแต่ 2,600-7,700 บาท++

Place : โรงแรมอาร์ต ไหม? แกลเลอรี่ ถนนนิมมานเหมินทร์ ซอย 3 ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โทร. 053-894-888 www.artmaigalleryhotel.com

Promotion : จองห้องพักล่วงหน้า 14 วันขึ้นไป รับส่วนลด 15%จองห้องพักอย่างน้อย 2 คืน รับส่วนลด 10%ภายในวันที่ 31 ต.ค.นี้

 

บ้านท่าดินแดง เที่ยวกรีน กินคลีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มีนาคม 2559 เวลา 10:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/421117

บ้านท่าดินแดง เที่ยวกรีน กินคลีน

โดย…กาญจน์ อายุ

อาทิตย์ที่ผ่านมาได้นำเสนอเรื่องเกาะพระทอง หนึ่งมุมมองใน จ.พังงา ที่แม้ว่าจะไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวใหม่ แต่ภาพที่ออกมาก็แปลกตาจากภาพแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างเขาหลักและเกาะตาชัยที่อยู่ในจังหวัดเดียวกัน ไม่เพียงเท่านั้นพังงายังมีธรรมชาติอีกอย่างที่ให้อารมณ์คนละอย่างกับทุ่งสะวันนา ด้วยความเขียวชอุ่มของป่าโกงกางและความชุ่มฉ่ำของลำคลอง ทำให้ศูนย์ประสานงานท่องเที่ยวพังงาออกแคมเปญ “ท่องเที่ยวสไตล์กรีน” ในช่วงนี้ที่เพิ่งเข้าสู่หน้าร้อนอย่างเป็นทางการ โดยชู บ้านท่าดินแดง เป็นชุมชนแนะนำ เพราะเหมาะแก่การไปเที่ยว ทั้งคนในชุมชนมีการรวมตัวเป็นกลุ่มท่องเที่ยวชุมชน มีสิ่งอำนวยความสะดวก รวมถึงความดึงดูดใจที่ชวนให้เซอร์ไพรส์

คิดถึงพังงาภาพทะเลมักจะลอยมา ทว่าเสน่ห์อีกอย่างที่ทำให้ต้องมนตร์ไม่แพ้กันคือ ป่าชายเลน ตามแนวชายฝั่ง อ.ท้ายเหมือง มีป่าชายเลนสมบูรณ์โดยเฉพาะสองฝั่งคลองดินแดงที่ขึ้นหนาแน่นเกือบมองไม่เห็นผิวน้ำ ซึ่งบ้านท่าดินแดง หมู่ 4 ต.ลำแก่น อ.ท้ายเหมือง ตั้งอยู่บริเวณนั้น ชาวบ้านจะล่องเรือเล็กเลาะเข้าไปดักปูและหาปลาเป็นวิถี แต่เมื่อมีนักท่องเที่ยวเข้ามามาก ชาวบ้านจึงรวมตัวกันเป็นกลุ่มท่องเที่ยวชุมชนบ้านท่าดินแดง ให้บริการเรือคายักและฝีพายพาไปชมธรรมชาติ

ต่อแถวคายักชมธรรมชาติ

 

จุดลงเรืออยู่ในเหมืองทำแร่ดีบุกเก่าซึ่งเคยรุ่งเรืองมากในอดีต บังโหรน ผู้นำกลุ่มเล่าว่า แต่ก่อนบริเวณหมู่บ้านเรียกว่าเหมืองแร่หมื่นล้าน มีหลักฐานความเฟื่องฟูของยุคด้วยรางแร่คอนกรีตคู่ยาว 40 เมตร แต่ทุกวันนี้เหมืองร้างแร่ไปกว่า 50 ปีและถูกปกคลุมด้วยต้นไม้ใหญ่ เมื่อยุคตื่นเหมืองหมดลง ชาวท่าดินแดงก็เปลี่ยนมาทำเกษตรกรรมจำพวกผักผลไม้ เช่น แตงโม มะระ มะเขือ จนกระทั่งปี 2546 เหมือนเปลี่ยนยุคอีกครั้งเมื่อคลื่นยักษ์สึนามิกวาดล้างทุกอย่างไป ยุคใหม่ของชาวบ้านจึงเปลี่ยนมาปลูกผักแบบไฮโดรโปนิกส์ เพื่อแก้ไขปัญหาดินที่กลายเป็นดินทรายแทบทั้งหมด

ทุกวันนี้ในชุมชนปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ประมาณ 100 โรงเรือน ทั้งผักกาดขาว คะน้า กวางตุ้ง ผักสลัด และก่อตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลูกผักบ้านท่าดินแดง โดยสมาชิกจะขายโดยตรงกับลูกค้าทั้งโรงแรมที่เขาหลักและภูเก็ต รวมถึงโรงพยาบาลในจังหวัดใกล้เคียง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ขายกิโลกรัมละประมาณ 50 บาท สามารถเก็บผลผลิตได้ตลอดปี ทั้งนี้อาชีพประมงก็ยังเป็นอาชีพพื้นฐานของทุกครัวเรือน

นักท่องเที่ยวเก็บภาพระหว่างทาง

 

กล่าวได้ว่า ถ้าไม่มีการท่องเที่ยว ชาวบ้านก็มีรายได้เลี้ยงชีพเป็นปกติ การท่องเที่ยวจึงเป็นเพียงรายได้เสริม สมาชิกกลุ่มจะเป็นฝีพายให้ทุกลำพร้อมนักท่องเที่ยวลำละ 2 คน คัดท้ายพาลัดเลาะเข้าไปในคลองดินแดง ผ่านแนวป่าโกงกางรกทึบ ส่วนบนของต้นโกงกางเป็นยอดสีเขียวสดสลับเข้มตัดกับสีฟ้าล้วนไร้เมฆ ส่วนล่างเป็นรากอากาศโค้งงอไม่มีทิศทางสีเทาน้ำตาล และระหว่างทางจะได้ยินก็แค่เสียงปูก้ามดาบดีดก้าม เต๊าะ เต๊าะ เป็นจังหวะบัลลาดเหมือนความเชื่องช้าของคายัก

เส้นทางเลาะป่าชายเลนไม่มีแผนที่ชัดเจน หมายความว่าไม่มีแผนที่ให้กางดูแต่ฝีพายจะพาไปตามแผนที่ที่แม่นยำในหัวโดยแบ่งเป็น 2 เส้นทาง คือ รอบเล็กใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่าลัดเลาะไปตามคลอง ชมป่าโกงกางไปตลอดทาง และรอบใหญ่ใช้เวลามากกว่า 2 ชั่วโมง (ไม่รวมเวลานอนกลางวันบนชายหาด) โดยจะออกจากเส้นลำคลองไปเลียบทะเลใหญ่ จุดหมายอยู่ที่ เขาหน้ายักษ์ หน้าผาที่มีตำนานอิงประวัติศาสตร์จริงเล่าต่อกันมาว่าแต่เดิมหน้าผาที่หันหน้าออกไปทางหมู่เกาะสิมิลันมีหน้าผารูปร่างเหมือนใบหน้ายักษ์อารมณ์โกรธเกรี้ยว จนกระทั่งเมื่อเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 เรือรบของทหารญี่ปุ่นแล่นผ่านบริเวณนั้นและล่มหายไปโดยไม่ทราบสาเหตุหลายลำ ทหารญี่ปุ่นจึงเชื่อว่าน่าจะเป็นอาถรรพ์ของหน้ายักษ์ จึงใช้ปืนใหญ่ยิงส่วนหนึ่งของหน้าผาจมลงทะเลบริเวณนั้น กลายเป็นยักษ์บิดเบี้ยวอย่างทุกวันนี้

กำแพงโกงกาง

 

ฝีพายลัดไปเรื่อย เลาะไปรอบและไปจบที่เรือใหญ่ เพราะขากลับต้องแฉลบออกทะเลทำให้ต้องใช้เรือประมงรับไม้ต่อจากเรือคายัก ตอนที่อยู่บนเรือขากลับมีเวลาคุยกับบังโหรนอย่างเป็นทางการ บังแนะนำว่าอยากให้มาเที่ยวตั้งแต่เดือน พ.ย.-พ.ค. ก่อนฤดูฝน แต่ถามว่ามีฝนแล้วจะเที่ยวได้ไหมบังตอบเที่ยวได้แต่ไม่สนุก เพราะผืนน้ำกลางป่าชายเลนไม่มีกระแสคลื่นก็จริง แต่การอยู่บนเรือที่ไม่มีหลังคา ไม่มีที่ให้หลบฝนและอยู่ในภาวะตัวเปียกเป็นชั่วโมงคงไม่ใช่เรื่องสนุกเท่าไรนัก

นอกจากนี้ บังยังเล่าว่า ผืนป่าโกงกางที่เห็นหนาแน่นอย่างวันนี้เพิ่งกลับมาสมบูรณ์ได้ไม่กี่ปี เพราะก่อนหน้านั้นมีนายทุนได้สัมปทานตัดไม้โกงกางไปทำฟืน ตัดไปเกือบหมดป่า ตรงกันข้ามกับวันนี้ที่ผืนป่าถูกอนุรักษ์ไว้โดยชาวบ้านท่าดินแดง ซึ่งนอกจากจะมีธรรมชาติให้มองสบายตา มันยังเป็นกำแพงโกงกางช่วยตัดกำลังคลื่นและช่วยเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำด้วยการเป็นแหล่งอนุบาลปูและปลาตามธรรมชาติ

แปลงปลูกผักไฮโดรโปนิกส์

 

ถ้ากล่าวถึงกิจกรรมพายเรือชมธรรมชาติในพังงายังมี ลิตเติ้ลอะเมซอน ที่คลองสังเหน่อ.ตะกั่วป่า สองข้างทางทึบไปด้วยต้นไม้ใหญ่ มีพี่ใหญ่เป็นต้นไทรย้อยอายุร่วมร้อยปีทิ้งรากอากาศระโยงระยางสร้างบรรยากาศน่าขนลุกเหมือนป่าดึกดำบรรพ์ และทุกครั้งที่ไปการันตีได้ว่าจะเจองู (มากกว่าหนึ่งตัว) ออกมาทักทาย อันเป็นเอกลักษณ์ของคลองสังเหน่ตามสมญานามลิตเติ้ลอะเมซอน ที่นั่นชาวบ้านมีการรวมเป็นกลุ่มท่องเที่ยวชุมชนคลองสังเหน่เช่นกัน แต่แทบไม่ต้องประชาสัมพันธ์แล้ว เพราะมันถูกบรรจุเข้าไปอยู่ในโปรแกรมทัวร์เรียบร้อย

เรือใหญ่แล่นเทียบท่าเรือพร้อมขบวนคายักที่ผูกพ่วงท้ายมา นักท่องเที่ยวกำลังถอดเสื้อชูชีพไปตากแดด ฝีพายก็กำลังลากคายักขึ้นฝั่งและไล่น้ำออกจากเรือ เราในฐานะของผู้มาเยือนกำลังพนมมือลา แต่บังโหรนกลับเซอร์ไพรส์พวกเราด้วยคำว่า “อาหารกลางวันพร้อมแล้ว”

บังทำหน้าที่นักเซอร์ไพรส์ได้สมบูรณ์แบบปลาทอด ไข่เจียว แกงปลา และผักสลัดล้นชามจัดเตรียมอย่างดี จะมีหรือที่พวกเราจะปฏิเสธคำเชิญชวนที่น่ารักเช่นนี้ และเชื่อไหมว่าสิ่งที่จะอยู่ในความทรงจำ ณ ตอนนี้ไม่ใช่ความเอร็ดอร่อยหรือความสวยงามในตอนนั้น แต่คือความน่ารักของชาวบ้านที่ทำให้จดจำบ้านท่าดินแดงได้ไม่มีวันลืม

ป่าโกงกางสะท้อนผืนน้ำ

 

การปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์ให้ผลผลิตงาม

 

ท่าเทียบเรือบ้านท่าดินแดง

 

‘ซากุระ’ สัญลักษณ์ฤดูใบไม้ผลิญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 เมษายน 2559 เวลา 12:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/425040

‘ซากุระ’ สัญลักษณ์ฤดูใบไม้ผลิญี่ปุ่น

โดย…วรจรรย์ แสงเงิน

สวัสดีค่ะ ผู้อ่านโพสต์ทูเดย์ เข้าเดือน เม.ย.แล้วที่ไทยก็เต็มไปด้วยบรรยากาศของเทศกาลสงกรานต์ ห้างร้านต่างๆ ก็เริ่มเอาเสื้อลายดอก ปืนฉีดน้ำ อุปกรณ์ทำบุญต่างๆ ออกมาวางจำหน่าย เพื่อเป็นการต้อนรับฤดูร้อนแบบไทยๆ แต่ที่ญี่ปุ่นกำลังเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิแบบเต็มตัวเลยล่ะ ซึ่งถ้าพูดถึงดอกไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ของฤดูใบไม้ผลิของญี่ปุ่น ทุกคนก็คงทราบกันดี ว่าคือ “ซากุระ”

“ซากุระ” นั้น ถือเป็นดอกไม้ประจำชาติญี่ปุ่น มีหลายสายพันธุ์ ทั้งสีขาวและสีชมพูอ่อนเข้มแตกต่างกันไป แต่ความเหมือนกันของซากุระ คือ จะมีเวลาในการบานเพียงแค่ 1 สัปดาห์เท่านั้นต่อปี ดังนั้นชาวญี่ปุ่นจึงยกย่องความงามของซากุระมาก เพราะเป็นความงามที่ไม่ยั่งยืน ถือว่าเป็นการสอนเรื่องการใช้ชีวิตให้กับคนเราได้อีกด้วย

โดยซากุระจะเริ่มบานจากทางภาคใต้ของญี่ปุ่นก่อนค่ะ เริ่มจากเกาะคิวชู ในช่วงปลายเดือน มี.ค.แล้วค่อยๆ ไล่ขึ้นมา คันไซ คันโต โทโฮคุ แล้วไปจบที่ฮอกไกโดในช่วงเดือน พ.ค. ในการชมซากุระนั้น มีคำเรียกว่า “ฮานามิ” ชื่ออาจจะพ้องเสียงกับข้าวเกรียบกุ้งที่ชาวไทยรู้จักกันดีนะคะ (555) ฮานะ แปลว่า ดอกไม้ และ มี แปลว่า ดู นั่นเอง ซึ่งตามประสาชาวญี่ปุ่นแล้ว ทำอะไรต้องมีมารยาทและกฎเกณฑ์เพื่อความเป็นระเบียบของการอยู่ร่วมกันค่ะ ดังนั้นในฉบับนี้เราขอเสนอ “คำแนะนำในการชมซากุระของที่ญี่ปุ่น”

– แต่งกายให้อบอุ่น

ช่วงฤดูใบไม้ผลิ ตอนกลางวันถึงอากาศจะอบอุ่น แต่เมื่อเริ่มเข้าช่วงเย็น อุณหภูมิก็จะลดลง จนถึงเหลือ 10 กว่าองศาในบางพื้นที่ ดังนั้นถ้าจะนั่งชมซากุระยามค่ำคืนที่ติดไฟสวยงาม ก็ให้เตรียมเสื้อตัวนอกอุ่นๆ ไปใส่ด้วยนะคะ

– ควรเดินทางด้วยรถสาธารณะ

ส่วนใหญ่สถานที่ดูซากุระจะเป็นสวนสาธารณะ หรือไม่ก็ริมแม่น้ำ ที่มีต้นซากุระรวมอยู่เยอะๆ ดังนั้นที่จอดรถอาจจะไม่เพียงพอ ต้องมานั่งรอรถติด รอที่จอดรถว่าง จะพานทำให้หงุดหงิดด้วย ถ้าจำเป็นต้องขับรถไปจริงๆ ควรไปถึงเร็วมากๆ และควรสำรวจจุดจอดรถไว้ก่อน การจอดริมถนนนั้นโดนตำรวจญี่ปุ่นจัดการแน่นอนค่ะ ดังนั้นไปด้วยรถสาธารณะสะดวกที่สุดค่ะ

– ไม่จองที่นั่งกว้างเกินไป

ชาวญี่ปุ่นจะไปจองที่ดูซากุระแต่หัววัน โดยนำผ้าพลาสติกหรือเสื่อไปปูจองที่แล้วให้คนนั่งเฝ้าไว้ ถ้าเป็นนักศึกษาหรือพนักงานบริษัท คนที่เป็นวัยรุ่นก็มักจะถูกใช้ให้ทำหน้าที่นี้ เพื่อเป็นการแบ่งปันให้แก่คนอื่น ก็ควรจองที่แต่พอดี ไม่เผื่อมากเกินไปจนน่าเกลียด

– ไม่วางแผ่นรองนั่งทับรากต้นซากุระ

เวลาวางแผ่นพลาสติกหรือเสื่อ ควรวางให้ห่างจากรากต้นซากุระออกมา ถ้าวางทับลงไปเลยอาจทำให้ต้นไม้บาดเจ็บได้

– ไม่หักกิ่งซากุระ

ซากุระมีไว้เพื่อชื่นชมด้วยตา ดังนั้นอย่าไปหักกิ่ง หรือเด็ดมาดูใกล้ๆ เลย ปล่อยให้เขาสวยตามธรรมชาติดีกว่า

– ไม่ควรจุดไฟโดยไม่ได้รับอนุญาต

สถานที่ชมซากุระบางที่มีกฎห้ามจุดไฟ ถ้าจำเป็นก็ลองดูป้ายหรือถามเจ้าหน้าที่ก่อนนะคะ

– ไม่ดื่มจนเมามากเกินไป และไม่คะยั้นคะยอให้คนอื่นดื่มเหล้า

ถ้าเมามากเกินไป ก็จะเป็นภาระของเพื่อนๆ ที่ไปด้วยกัน ต้องมาคอยดูแล และเพื่อความสนุกของทุกคน ไม่ควรคะยั้นคะยอให้เพื่อนที่ไม่ดื่มเหล้า ดื่มด้วย เพราะเขาอาจมีเหตุผลส่วนตัว เช่น ขับรถมา หรือแพ้แอลกอฮอล์ก็ได้

– ไม่ส่งเสียงดังรบกวนคนอื่น

การดูซากุระ จัดในที่สาธารณะมีผู้คนมารวมตัวกันมากมาย การดื่มจนเมามายไม่ได้สติ หรือเฮฮาด้วยความคะนองแล้วส่งเสียงรบกวนผู้อ่านนั้นเป็นสิ่งไม่สมควร และอาจก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาทได้ด้วย

– เก็บแยกขยะให้เรียบร้อย

ตามสถานที่ดูซากุระ มักจะมีถังแยกขยะวางเอาไว้ ให้เก็บขยะในส่วนของตัวเอง แยกทิ้งให้เรียบร้อย อย่าปล่อยให้เป็นภาระของเจ้าหน้าที่

นี่ก็เป็นคำแนะนำคร่าวๆ สำหรับการไปชมซากุระที่ญี่ปุ่นค่ะ ช่วงหลายปีมานี้ชาวไทยไปเที่ยวญี่ปุ่นกันเยอะมาก ก็อยากให้ศึกษาขนบธรรมเนียม และมารยาททางสังคมของเจ้าบ้านเขาไว้ก่อน เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม ชมความงามของซากุระญี่ปุ่นแล้ว จะได้เข้าใจวัฒนธรรมญี่ปุ่นมากขึ้นด้วยไงล่ะคะ สำหรับคนที่มีโอกาสเดินทางไปชมซากุระในฤดูใบไม้ผลินี้ก็ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ สนุกสนานตลอดการเดินทางนะคะ ส่วนคนที่ไม่ได้ไปก็มาพบกับการอัพเดทเรื่องรวมญี่ปุ่นๆ ในครั้งหน้านะคะ หรือจะไปทักทายกันในโซเชียลกันก่อนก็ได้ สวัสดีค่ะ

เกี่ยวกับผู้เขียน

วรจรรย์ แสงเงิน (เหมียว/เรโกะ) บรรณาธิการนิตยสาร S Cawaii! Thailand Edition ล่าม+นักแปลภาษาญี่ปุ่น มีผลงานพ็อกเกตบุ๊กมาแล้ว 2 เล่ม ตอนนี้เขียนคอลัมน์ภาษาญี่ปุ่นลงใน DACO Japan และเป็นพิธีกรงานอีเวนต์ต่างๆ รายการ Kimochiii ทางช่อง iHereTV YouTube รายการ Beauty Versus สวยสั่งได้ ออกอากาศทุกวันเสาร์ เวลา 11.45-12.00 น. ทางช่อง 7 เป็นวิทยากรเรื่องเกี่ยวกับการ เรียนภาษาญี่ปุ่นและเรื่องแฟชั่นความสวยงาม ล่าสุดยังมีรายการ Kimochiii in Japan, Beauty Versus สวยสั่งได้ และ Wezaa Cool Japan เก่งยกครัว ทัวร์ยกบ้าน ฯลฯ ติดตาม Facebook : Reiko.ws/Instagram & Twitter : @reiko_ws

 

รักเกาะรง หลงกลิ่นทะเล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 เมษายน 2559 เวลา 10:56 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/424836

รักเกาะรง หลงกลิ่นทะเล

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา keb_toke@plat360.com

เมืองสีหนุวิลล์นอกจากจะมีชายหาดสวยๆ อยู่หลายแห่งแล้ว ที่เมืองนี้ยังรายล้อมไปด้วยเกาะน้อยเกาะใหญ่อีกหลายเกาะด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น Koh Russei หรือเกาะไผ่ Koh Rong Koh Rong Samlon Koh Tang Koh Pos หรือที่รู้จักกันในนามเกาะมรกต และ Koh Dek Koul เป็นต้น ซึ่งเกาะที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากที่สุดก็คือ Koh Rong หรือ เกาะรง

เกาะรง คือ เกาะที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศกัมพูชา มีพื้นที่ทั้งหมด 78 ตารางกิโลเมตร มีชายหาดยาวรอบเกาะกว่า 43 กิโลเมตร โดยส่วนใหญ่แล้วที่เกาะแห่งนี้จะได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมากกว่าคนกัมพูชา เพราะคนกัมพูชาส่วนใหญ่จะนิยมเที่ยวที่ชายหาดของเมืองสีหนุวิลล์ อย่าง หาดโอเชอเตียล (Ochheuteal Beach) เพราะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ไม่ต้องเสียค่าที่พัก อีกทั้งค่าครองชีพยังถูกกว่าบนเกาะอีกด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม เกาะรงก็ยังคงมีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้ความสนใจเดินทางมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถ้าเป็นช่วงฤดูท่องเที่ยวหรือ Hight Season ในช่วงเดือน ต.ค.-มี.ค. จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปยัง
เกาะรงเฉลี่ยอยู่ที่วันละ 1,000 คนเลยทีเดียว โดยส่วนใหญ่แล้วนักท่องเที่ยวที่นิยมเดินทางมา ก็จะเป็นบรรดาแบ็กแพ็กเกอร์จากโซนยุโรป ได้แก่ อเมริกา ฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมนี รัสเซีย สเปน และอิตาลี เป็นต้น

บรรยากาศที่พักบนหาดเกาะโต๊ยช์

 

เกาะรงอยู่ห่างจากชายฝั่งทะเลของเมืองสีหนุวิลล์ออกไปประมาณ 25 กิโลเมตร ซึ่งการเดินทางไปยังเกาะรงนั้น ก็มีท่าเรือบริการรับส่งอยู่หลายจุดด้วยกัน แต่จุดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดจะอยู่ใกล้กับวงเวียนสิงโตคู่เพราะเดินทางมาได้สะดวกที่สุด โดยท่าเรือจะอยู่ติดกับชายหาดโอเชอเตียล ซึ่งเรือรับส่งก็มีให้เลือก 2 แบบด้วยกัน คือ แบบเรือเร็ว หรือ Speed Ferry ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 45 นาที ราคาไปกลับอยู่ที่คนละ 20 เหรียญสหรัฐ และแบบเรือธรรมดา แน่นอนว่าราคาย่อมถูกกว่าแบบเรือเร็ว ซึ่งไปกลับอยู่ที่คนละ 10 เหรียญสหรัฐ แต่ก็ต้องแลกกับการใช้เวลาเดินทางกว่า 2 ชั่วโมง โดยในแต่ละวันจะมีรอบเวลาของการบริการเรือรับส่งวันละ 3 รอบ ซึ่งเวลาแต่ละรอบนั้นก็ขึ้นอยู่กับบริษัทเรือที่ให้บริการ

เกาะรง ประกอบไปด้วย 4 หมู่บ้าน คือ หมู่บ้าน Koh Tuich หมู่บ้าน Prek Svay หมู่บ้าน Doeum D’keuw และหมู่บ้าน Sok San ซึ่งแต่ละหมู่บ้านเมื่อก่อนจะทำอาชีพประมงกันเป็นส่วนใหญ่ แต่เมื่อการท่องเที่ยวเริ่มพัฒนาและได้รับความนิยมมากขึ้น ชาวบ้านที่อาศัยอยู่บนเกาะจึงปรับตัวเพื่อรองรับการท่องเที่ยวเช่นเดียวกัน บางคนทำที่พัก บางคนทำร้านอาหาร หรือบางคนอาศัยประสบการณ์ในการขับเรือประมง ก็เปลี่ยนมาเป็นขับเรือรับจ้าง บริการรับส่งนักท่องเที่ยวแทน

แต่ก็ยังมีชาวบ้านบางส่วนที่ยังคงวิถีชีวิตกันแบบดั้งเดิม ยังคงทำอาชีพประมง ยังคงค้าขายเล็กๆ น้อยในหมู่บ้านของตัวเอง ซึ่งการที่พวกเขายังคงดำเนินชีวิตกันแบบเดิมนั้น ไม่ได้ดูว่าเป็นสิ่งที่แปลกหรือดูแตกแยกจากผู้คนส่วนใหญ่ ถือเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ช่วยเติมเต็มให้การท่องเที่ยวบนเกาะรงให้มีสีสัน และช่วยส่งเสริมให้การท่องเที่ยวบนเกาะรงมีคุณค่ามากกว่าการมาเล่นน้ำทะเลหรือเดินเล่นบนชายหาดเท่านั้น

มุมซื้อขายปลาเล็กๆ บนเกาะรง

 

การท่องเที่ยวบนเกาะรงส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะเริ่มต้นกันที่ หาดเกาะโต๊ยช์ (Koh Tuich Beach) หาดที่ได้ชื่อว่ามีสีสันและมีชีวิตชีวาที่สุดบนเกาะรง เพราะที่นี่คือจุดรวมของสิ่งอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นที่พัก ซึ่งก็มีทั้งที่เป็นแบบเกสต์เฮาส์กว่า 60 หลัง ราคาก็เริ่มต้นที่ 25 เหรียญสหรัฐ หรือถ้าเป็นแบบบังกะโลก็มีให้เลือกพักกว่า 100 หลัง ราคาอยู่ที่ประมาณ 70 เหรียญสหรัฐขึ้นไป นอกจากนี้ก็ยังมีร้านค้า ร้านอาหาร บาร์ คาเฟ่ต่างๆ รวมถึงการบริการนำเที่ยวซึ่งมีให้เลือกอย่างหลากหลาย และด้วยเหตุนี้เองที่หาดแห่งนี้จึงได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเดินทางมาเป็นที่แรกก่อนจะท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ บนเกาะ

นอกจากหาดเกาะโต๊ยช์แล้ว ที่เกาะรงยังมีหาดที่ได้รับการขนานนามจากนักท่องเที่ยวต่างชาติว่าเป็น Long Beach ซึ่งหาดที่ว่านี้มีชื่อว่า หาดสุขสันต์ (Sok San Beach) เป็นหาดทรายขาวความยาวประมาณ 6 กิโลเมตร ซึ่งส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวที่ต้องการความเป็นส่วนตัวหรือต้องการความสงบ จะนั่งเรือมาเล่นน้ำทะเลใสๆ มานอนอาบแดดกันบนหาดทรายเนื้อละเอียดแห่งนี้ อีกทั้งที่หาดสุขสันต์ยังถือเป็นหาดที่มีจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกที่สวยงามมากเลยทีเดียว ดังนั้นหลังจากที่นักท่องเที่ยวทำกิจกรรมเสร็จ ก็จะเฝ้ารอชมความสวยงามของแสงสุดท้ายที่ตกกระทบกับผิวของทะเลก่อนจะเดินทางกลับที่พัก

หาดสุขสันต์ยังไม่มีที่พักบริการนักท่องเที่ยว มีเพียงแค่ร้านค้าเล็กๆ ที่จำหน่ายอาหารกึ่งสำเร็จรูป และเครื่องดื่มในช่วงกลางวันเท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าหากนักท่องเที่ยวต้องการที่พักใกล้กับหาดแห่งนี้
ก็แนะนำที่พักของหมู่บ้านสุขสันต์ซึ่งอยู่ปลายหาดของ Long Beach ซึ่งที่พักอาจจะไม่ได้สะดวกสบายและมีให้เลือกไม่มากเท่ากับที่หาดเกาะโต๊ยช์ ไม่มีร้านอาหารให้เลือกมากนัก แต่สำหรับคนที่รักความสงบและต้องการความเป็นส่วนตัวมากๆ ที่นี่เหมาะอย่างยิ่งปัจจุบันการท่องเที่ยวบนเกาะรงได้รับความนิยมและพัฒนาขึ้นจากเดิมเป็นอย่างมาก แต่ความนิยมที่มากขึ้นก็ทำให้ที่นี่ต้องมีมาตรการเพื่อที่จะป้องกันและรักษาสถานที่ท่องเที่ยวให้ยังมีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีทัศนียภาพที่งดงาม เพื่อที่จะให้เกาะรงเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวไปอีกนานแสนนาน มาตรการที่ว่านี้ประการแรกคือ การรักษาความสะอาด โดยผู้ประกอบการหรือเจ้าของที่พักจะต้องดูแลและกำจัดขยะในพื้นที่ความรับผิดชอบของตัวเอง และเราในฐานะนักท่องเที่ยว ก็จะต้องไม่ทิ้งขยะเกลื่อนกลาด เพราะเขามีกฎหมายระบุไว้ว่าหากใครทิ้งขยะไม่เป็นที่ จะต้องถูกปรับเป็นเงินตั้งแต่ 1 หมื่น-1 แสนเรียลเลยทีเดียว

Boat trip บนเกาะรง

 

นอกจากนี้แล้วที่นี่ก็ยังมีร้านที่ให้บริการเติมน้ำแบบรีฟิลอีกด้วย เพียงนำขวดเปล่ามาเท่านั้น นอกจากจะประหยัดค่าใช้จ่ายกว่าซื้อขวดใหม่แล้วยังเป็นการร่วมด้วยช่วยกันในการลดปริมาณพลาสติกบนเกาะแห่งนี้อีกด้วย สิ่งเหล่านี้ถ้าหากร่วมแรงร่วมใจกันปฏิบัติแล้ว แน่นอนว่าสถานที่ท่องเที่ยวสวยๆงามๆ แบบนี้จะยังคงอยู่เป็นจุดหมายปลายทางให้ทุกคนได้เดินทางไปหาความสุข ความสนุกสนาน อีกนานแสนนาน

เรื่องราวความน่าสนใจของประเทศกัมพูชายังไม่หมดเพียงเท่านี้ สามารถติดตามอ่านได้ในฉบับต่อๆ ไป หรือสามารถติดตามได้ทางรายการโลก 360 องศา ทาง ททบ.5 วันเสาร์ เวลา 21.20 น.
โดยประมาณ

 

Travel Update

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 เมษายน 2559 เวลา 10:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/424834

Travel Update

โดย…กาญจนา

ดาราเทวี เชียงใหม่ จัดสงกรานต์ไทยย้อนยุค

โรงแรมดาราเทวี เชียงใหม่ ต้อนรับเทศกาลสงกรานต์ด้วยกิจกรรมวันเด็กไทย ให้ครอบครัวสนุกไปกับกิจกรรมแบบไทยๆ เช่น หมากเก็บ รีรีข้าวสาร เดินกะลา ขี่ม้าก้านกล้วย ว่าวไทย และอีกมากมาย ในวันเสาร์ที่ 9 เม.ย. 2559 เวลา 16.00-20.00 น.ณ บริเวณลานโขงขาวด้านหน้าโรงแรม ทั้งยังเพลิดเพลินไปกับการเล่นน้ำสงกรานต์อย่างสร้างสรรค์และอิ่มอร่อยไปกับของว่างพื้นบ้านและขนมโบราณในราคา 100 บาท สำหรับผู้ใหญ่และเด็กเข้างานฟรี รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายสมทบทุนโครงการช่วยเหลือสังคมสอบถาม โทร. 053-888-888

 

หนีร้อนไปพัก เอสเคป หัวหิน และเขาใหญ่

ซัมเมอร์นี้ไปรับลมทะเลที่ โรงแรม เอสเคป หัวหิน พร้อมโปรโมชั่นโดนใจกับห้องพัก Deluxe Poolside พร้อมอาหารเช้า ลดสูงสุด 55% เหลือ 3,350 บาท/คืน เมื่อจอง 2 ห้องขึ้นไป สอบถาม โทร. 032-653-456 และโรงแรมเอสเคป เขาใหญ่ เสนอห้องพักราคาพิเศษ Sunken Heated Pool Villa ลดสูงสุด 55% เหลือ 4,900 บาท/คืน เมื่อจอง 2 ห้องขึ้นไป สำหรับการเข้าพักตั้งแต่วันนี้-31 พ.ค. 2559 สอบถาม โทร. 09-2823-2590

 

เวียตเจ็ทเพิ่มเที่ยวบิน รับหน้าร้อน

สายการบินเวียตเจ็ทเพิ่มเที่ยวบินในเวียดนาม ไทย ไต้หวัน และสิงคโปร์ ตอบรับการเดินทางในช่วงฤดูร้อน โดยเพิ่มเที่ยวบินระหว่างโฮจิมินห์และกรุงเทพฯ เป็น 3 เที่ยวบินทุกวัน เที่ยวบินระหว่างฮานอยและกรุงเทพฯ เป็น 2 เที่ยวบินทุกวัน เที่ยวบินระหว่างประเทศจากโฮจิมินห์ไปไต้หวันเป็น 2 เที่ยวบิน/วัน ตั้งแต่วันที่ 18 มิ.ย. 2559 นอกจากนี้ ยังเพิ่มเที่ยวบินในประเทศเวียดนาม ได้แก่ โฮจิมินห์ ซิตี้-ฮานอย เป็น 25 เที่ยวบิน/วัน โฮจิมินห์-ดานัง เป็น 13 เที่ยวบิน/วัน โฮจิมินห์-ฟู้ก๊วก เป็น 6 เที่ยวบิน/วัน และโฮจิมินห์-นาตรัง เป็น 5 เที่ยวบิน/วัน รวมถึงฮานอย-ดานัง เป็น 15 เที่ยวบิน/วัน และสำหรับฮานอย-นาตรัง เป็น 5 เที่ยวบิน/วัน

สำหรับทุกเที่ยวบินภายในประเทศเวียดนามมีโปรโมชั่น It’s 12, Let’s Vietjet! ราคาเริ่มต้นที่ 0 บาท จำนวน 2 ล้านใบ จองระหว่างวันที่ 28 มี.ค.-3 เม.ย. 2559 ตั้งแต่เวลา 12.00-14.00 น. ผ่านเว็บไซต์ www.vietjetair.com

เคทีซีจับมือ 8 โรงแรม ให้สมาชิกพักถูกกว่า

เคทีซี หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย ร่วมกับพันธมิตร 8 โรงแรม ออกแคมเปญ Friends & Family พักยกแก๊ง เที่ยวทั้งครอบครัว เอาใจสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีที่ชื่นชอบการเดินทาง เมื่อสำรองห้องพักด้วยบัตรเครดิตเคทีซีรับส่วนลดห้องพักสูงสุด 80% พร้อมอาหารเช้าและส่วนลดค่าอาหาร เครื่องดื่ม สปา ได้แก่ โรงแรม ลา คาเซ็ทต้า เขาใหญ่ โรงแรม ลา ภูริเณ่ เขาใหญ่ โรงแรมเดอะลอฟท์ เขาใหญ่ โรงแรมฮาร์ดร็อค พัทยา โรงแรมอาคา รีสอร์ท แอนด์ สปา หัวหิน โรงแรมเรสท์ดีเทล โฮเทล หัวหิน โรงแรมเอวา รีสอร์ท เกาะช้าง ตราด และโรงแรมโฮเทล ไอคอน ภูเก็ต ตั้งแต่วันนี้-31 ต.ค. 2559 สอบถาม โทร. 02-665-5530

 

อยู่แบบสโลว์ไลฟ์ที่ อสิตา อีโค รีสอร์ท อัมพวา

อสิตา อีโค รีสอร์ท อัมพวา ชวนพักผ่อนช่วงสงกรานต์แบบสโลว์ไลฟ์และได้สุขภาพดีกับโปรโมชั่น Stay Green Eat Clean ราคา 3,500 บาท สำหรับห้องพักแบบสุพีเรียร์ รวมลงเรือไหว้พระ เที่ยวตลาดน้ำ ตักบาตร รดน้ำดำหัว ทำขนม พายเรือ และขี่จักรยาน สำรองห้องพักหรือสอบถาม โทร. 08-1999-1692, 08-9866-2168 หรืออีเมล booking@asitaresort.com

วิลล่า มาร็อก ผ่อนคลาย ขั้นสุดริมหาดปราณบุรี

 

เฌอราซาด ฮัมมัม แอนด์ สปา ณ วิลล่า มาร็อก รีสอร์ท ปราณบุรี เสนอสปาแพ็กเกจ Secret of Spa Indulgence Package ราคาเริ่มต้น 7,900 บาท/คืน สำหรับ 2 ท่าน เมื่อเข้าพักในห้องแบบ Pool Court รวมอาหารเช้า พร้อมบริการนวด 60 นาที 2 ท่าน และชุดชายามบ่าย ตั้งแต่วันนี้-29 ธ.ค. 2559 สอบถามและสำรองห้องพัก โทร. 032-630-771 และเว็บไซต์ www.villamarocresort.com

 

เที่ยวเป็นอาชีพ ฟิล์ม – รัฐภูมิ โตคงทรัพย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 เมษายน 2559 เวลา 10:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/424833

เที่ยวเป็นอาชีพ ฟิล์ม - รัฐภูมิ โตคงทรัพย์

โดย…รอนแรม ภาพ…รัฐภูมิ โตคงทรัพย์

เรื่องของเรื่องเกิดขึ้นจากนิสัยติดเที่ยวของ ฟิล์ม-รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ ประกอบกับนิสัยชอบถ่ายรูป อัดคลิป จนกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต เพราะไม่เพียงทำให้เกิดรายการท่องเที่ยวชีลเอ๊าท์เลเชอร์ (Chill Out-Leisure)  แต่อีกไม่กี่ปีถัดมายังเปิดบริษัททัวร์ในชื่อเดียวกัน ซึ่งทำมานานกว่า 10 ปี

ฟิล์มเล่าจุดเริ่มต้นของวงการท่องเที่ยวว่า เกิดจากนิสัยส่วนตัวที่ชอบเดินทางตั้งแต่เด็ก พอมีชื่อเสียงในวงการบันเทิงจึงมีคนทราบมากขึ้น คนใกล้ตัวจึงยุให้ทำรายการท่องเที่ยวซึ่งรายการแรกเกิดขึ้นพร้อมๆ กับอัลบั้มแรก จากนั้นแรงยุให้ทำบริษัททัวร์ก็ตามมารวมถึงหนังสือวิดีโอเกี่ยวกับประสบการณ์การเดินทางของเขาด้วย

“รายการชีลเอ๊าท์เลเชอร์ เป็นรายการที่ไม่มีสคริปต์เลย คอนเซ็ปต์รายการเป็นแบบคนออกไปเจอสถานการณ์จริง แต่ละครั้งที่ถ่ายทำก็จะมีแค่ผมกับตากล้อง เราเบื่อคอนเซ็ปต์ที่หาข้อมูล พูดตามสคริปต์ รายการจึงเป็นการเดินทางสไตล์ผม เพื่อออกนอกเส้นทางท่องเที่ยวที่คนเคยไปมาแล้ว ทำให้ผู้ชมได้เห็นที่เที่ยวใหม่ๆ ร้านอาหารที่ไม่ดังแต่อร่อยและวิถีชีวิตจริงๆ ของคนที่นั่น”

 

ส่วนจุดหมายปลายทางฟิล์มจะเป็นคนเลือกเอง เขาได้แบ่งประสบการณ์เป็นหมวดหมู่ เริ่มจาก หมวดชอบที่สุด เขายกให้ประเทศญี่ปุ่น ทั้งธรรมชาติ บ้านเมือง อาหาร ผู้คน ทุกองค์ประกอบทำให้เขาอยากกลับไปซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่เบื่อ หมวดแปลกที่สุด ประเทศแรกที่คิดถึงคือ โมรอกโก

“เพราะสิ่งที่เห็นไม่เป็นอย่างที่คิด” เขาเล่าถึงโมรอกโก “ตอนนั้นผมเสิร์ชอินเทอร์เน็ตว่าประเทศไหนติดอันดับที่สุดของโลกบ้าง หนึ่งในนั้นคือ โมรอกโก ฐานะเมืองโรแมนติกที่สุด ผมบินไปเลย บินไปนานมาก พอถึงสนามบินปุ๊บ ออกไปเห็นเมืองครั้งแรก สิ่งแรกที่คิดคือ พระเจ้า ประเทศนี้ได้เป็นเมืองโรแมนติกได้ยังไง”

ฟิล์มให้เหตุผลว่า เพราะภาพที่เห็นคือทะเลทราย บรรยากาศบ้านเมืองแห้งแล้ง ค่อนข้างไกลจากคำว่าความเจริญ ซึ่งเขาคาดว่า ความโรแมนติกน่าจะเกิดมาจากความที่ประเทศไม่มีอะไรทำให้คนมีคู่ไม่รู้จะทำอะไร ทว่าความประทับใจที่ยังตราตรึงคือภาพบ้านเรือนสีส้มที่ทั้งเมืองพร้อมใจทาเป็นสีเดียวกัน ซึ่งนอกจากจะดูสวยงามยังดูเป็นระเบียบและเป็นเอกลักษณ์

 

ส่วนหมวดเสี่ยงตาย เขาเล่าถึงทริปล่าสุดที่เพิ่งกลับจากฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น ที่ไปติดพายุหิมะท่ามกลางอุณหภูมิติดลบ 20 องศาเซลเซียส และถือว่าเป็นทริปเปิดประสบการณ์ใหม่กับการไปกับเรือตัดน้ำแข็งที่น้อยคนนักจะได้ไป และสำหรับประเทศไทย เขาเลือกไม่ได้ว่าจะแบ่งเป็นหมวดไหน เพราะแค่ไปเดินตลาดห้วยขวางก็น่าสนใจแล้ว

“เที่ยวไทยมันมันส์ด้วยบรรยากาศ อาหาร และพูดคุยด้วยภาษาที่คุ้นเคย แต่ถ้าเป็นต่างประเทศก็จะได้อีกอารมณ์ด้วยวัฒนธรรมและภาษาที่แตกต่างไป” เขากล่าว

จากประสบการณ์เดินทางแบบไม่หยุด 10 ปี เขาไปมาแล้วทุกทวีป คิดเฉลี่ยความถี่ในการเดินทางอยู่ที่เดือนเว้นเดือนทั้งไปเพื่อทำงานและเพื่อพักผ่อน “นั่นเพราะการเดินทางสำคัญกับชีวิตมาก” ฟิล์มให้ความหมาย “นอกจากจะสร้างรายได้แล้ว ยังให้ประสบการณ์ที่เทียบเป็นราคาไม่ได้”

 

“โลกของเราไม่ได้หยุดอยู่แค่สิ่งที่เราเห็นหรือสิ่งที่เราอยู่ มันยังมีอะไรอีกเยอะแยะมากมายบนโลกใบนี้ให้ออกไปค้นหา ไปมอง เราจะได้ทั้งผู้ร่วมทางใหม่ เห็นสถานที่ใหม่ หรืออาจจะมากถึงชีวิตใหม่ และทุกอย่างจะเป็นประสบการณ์ให้เรามีไอเดียใหม่ๆ คิดอะไรที่มันแปลกแหวกแนวมากขึ้นกว่าเดิม รวมถึงแรงบันดาลใจที่สำคัญต่อชีวิตด้วย” เขาทิ้งท้าย

โลกของฟิล์ม

ถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่งใบ เขาอยากให้โลกใบนั้นมีแต่เสียงหัวเราะ มีแต่ความสนุก มีแต่สิ่งที่สวยงาม “มันก็เป็นโลกในฝันของทุกคน” เขากล่าว “แต่ที่พิเศษมากกว่า ผมอยากให้โลกนั้นมีประตูวิเศษที่สามารถเปิดแล้วไปในที่ที่อยากไปได้เลย ทุกคนจะได้ออกเดินทางโดยที่ไม่มีข้ออ้างใดๆ เสียที”

ติดตามการเดินทางครั้งต่อไปของฟิล์มได้ทางรายการชีลเอ๊าท์เลเชอร์หรือทาง อินสตาแกรม @filmrattapoom

 

เที่ยวฮอกไกโด กินหนัก พักผ่อนสนุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 เมษายน 2559 เวลา 09:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/424820

เที่ยวฮอกไกโด กินหนัก พักผ่อนสนุก

โดย…ดวงนภา ประเสริฐพงษ์

You are what you eat เพราะอาหารคือตัวเรา” เป็นประโยคสุดคลาสสิกที่กูรูสายเฮลตี้มักพร่ำบอกผ่านรายการโทรทัศน์ หรือคอลัมน์ต่างๆ อยู่เสมอ นั่นก็คือความจริง เพราะอาหารการกินนั้นสะท้อนออกมาเป็นรูปร่าง หน้าตา ผิวพรรณ และสุขภาพของแต่ละบุคคลอย่างชัดเจน

ตัวอย่างที่เห็นเด่นชัดคือ ชาวญี่ปุ่น ที่ถือว่ามีอายุยืนยาว สุขภาพดี ผิวพรรณดี ส่วนหนึ่งก็เพราะได้กินอาหารที่ดี มีคุณค่าทางโภชนาการเหมาะสม ขณะเดียวกันก็ต้องมีการใช้ชีวิตที่สมดุลด้วย จากจุดนี้จึงก่อให้เกิดแคมเปญ “โอโตยะ-อิ่ม-หมี-ฟรี-มัน” ที่ทางร้านอาหารญี่ปุ่นโอโตยะจัดกิจกรรมพาลูกค้าผู้โชคดีไปร่วมใช้ชีวิต กินอยู่ และเรียนรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่นถึงฮอกไกโด เพื่อตอกย้ำการมีสุขภาพดี นอกจากรับประทานอาหารดีแล้วต้องรู้วิธีเอาออกอย่างเหมาะสม

 

ฮอกไกโดแม้จะมีประวัติศาสตร์ไม่ถึง150 ปี แต่ก็เป็นเมืองที่มีเสน่ห์มากแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะมีการเปลี่ยนเจ้าของบ้านครั้งใหญ่ในสมัยศตวรรษที่ 19 เนื่องจากเดิมทีฮอกไกโดเป็นบ้านของชาวไอนุ ซึ่งก็คือชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่บนเกาะนี้มาอย่างยาวนาน มีรูปร่างหน้าตาละม้ายคล้ายอินเดียนแดงในอเมริกา ใช้ชีวิตแบบชนเผ่าพื้นเมืองทั่วไป แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงปี 1868 ช่วงยุคเมจิ ประวัติศาสตร์ของฮอกไกโดก็เริ่มก่อกำเนิดขึ้น หลังจากเหล่าโชกุนและซามูไรพ่ายแพ้ในสงครามปฏิรูปสมัยเมจิและได้อพยพจากเกาะฮอนชูมาอยู่ฮอกไกโด หลังจากนั้นก็เริ่มเกิดการกลืนชาติเกิดขึ้น ฮอกไกโดกลายเป็นของชาวญี่ปุ่น และชาวไอนุกลายเป็นคนส่วนน้อยไปในที่สุด

ไม่เพียงแต่กลุ่มชาติพันธุ์ที่เปลี่ยนไปเท่านั้น แต่การขยายเมืองฮอกไกโดก็มีความแตกต่างจากเมืองอื่นๆ ในญี่ปุ่น ที่เป็นเช่นนั้นเพราะในช่วงแรกของการขยายเมืองได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ ทำให้การวางผังเมืองมีลักษณะสี่เหลี่ยมคล้ายกับในอเมริกา ดังนั้นฮอกไกโดจึงมีเสน่ห์เฉพาะตัวและความเป็นตะวันตกซ่อนอยู่ภายใต้วัฒนธรรมตะวันออกอย่างลงตัว โดยศูนย์กลางของเมืองที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด คือหอนาฬิกาฮอกไกโด ที่ตั้งอยู่ในซัปโปโร และศาลาว่าการหลังเก่า ที่บอกเล่าเรื่องราวเมืองนี้ไว้ทั้งหมดอย่างครบถ้วน

 

ด้วยภูมิศาสตร์ของฮอกไกโดที่เป็นหมู่เกาะอยู่ทางตอนเหนือสุดของทวีป ทำให้มีอากาศหนาวเย็นและมีหิมะปกคลุมตลอดทั้งปี ประชาชนส่วนใหญ่ยึดอาชีพประมงเป็นหลัก ดังนั้นกิจกรรมแรกที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงเมื่อมาถึงฮอกไกโดก็คือการกินอาหารซีฟู้ด เนื่องจากฮอกไกโดเป็นหมู่เกาะทางตอนเหนือที่ประชากรส่วนใหญ่ทำการประมง วัตถุดิบจากทะเลจึงมีความสด รสชาติดี ไม่มีกลิ่นคาว เรียกว่าตอบสนองทุกประสาทสัมผัสของนักชิมอย่างครบถ้วน

นอกจากจะมีรสชาติดีแล้วยังมีประโยชน์มากมายต่อสุขภาพ เพราะชาวญี่ปุ่นถูกปลูกฝังมาว่า ต้องรับประทานอาหารให้ครบทั้งจากภูเขาและจากท้องทะเล อาหารจากภูเขาคือ ผัก ผลไม้อาหารจากทะเลคือ สาหร่ายทะเล กุ้ง หอย ปู ปลาดังนั้นใน 1 มื้อคนญี่ปุ่นจึงได้สารอาหารครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการพอดิบพอดี ทำให้อาหารญี่ปุ่นนอกจากจะเป็นที่นิยมในประเทศตัวเองแล้ว ยังขยายความนิยมไปสู่ประเทศต่างๆ ทั่วโลก ทั้งเอเชีย ยุโรป และอเมริกา โดยเห็นได้จากการขยายสาขาของกิจการร้านอาหารญี่ปุ่นที่เติบโตอย่างมากมายในช่วง 5-10 ปีมานี้ เพราะชูความโดดเด่นด้านรสชาติและการดูแลสุขภาพไปพร้อมๆ กัน

 

ซูเฮอิ โคอิเดะ ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายบริหารจัดการแฟรนไชส์ประเทศไทย ร้านอาหารโอโตยะ เล่าว่านอกจากวัตถุดิบซีฟู้ดที่ขึ้นชื่อแล้ว วัตถุดิบหลักที่ใช้ในการปรุงอาหารในเกือบทุกมื้อยังประกอบด้วยข้าวญี่ปุ่นที่ส่วนใหญ่ยังใช้ถ่านหุงข้าว โดยวางถ่านไม้ไผ่ไว้บนข้าว ถ่านจะปล่อยคลื่นความร้อนทำให้ข้าวสุกทั่ว ได้ข้าวญี่ปุ่นที่เหนียวนุ่มอร่อย แร่ธาตุที่มีประโยชน์ในถ่านจะแทรกซึมเข้าไปในเม็ดข้าว

ผักที่ใช้ในการปรุงอาหารส่วนใหญ่ปลูกด้วยระบบไฮไดรโปนิกส์ ปลอดภัยจากสารเคมี 100% เต้าหู้สด และปลาย่างที่ร้านอาหารส่วนใหญ่ใส่ใจทุกขั้นตอน ตั้งแต่กระบวนการเลือกฤดูกาลจับปลาสถานที่จับปลา การขนส่ง การจัดเก็บ และรักษาความเป็นเอกลักษณ์ในการนำปลามาย่างบนถ่านไม้ยูคาลิปตัส ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษช่วยให้ปลามีกลิ่นหอม

 

ปัจจุบันอาหารญี่ปุ่นไม่ได้แพร่หลายเฉพาะในเอเชีย แต่กระจายสาขาไปทั่วโลก สำหรับในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยถือเป็นเมืองท่าที่รับเอาวัฒนธรรมการรับประทานอาหารญี่ปุ่นไว้กับตัวเองมากที่สุดแห่งหนึ่ง และช่วยส่งต่อในรูปแบบที่มีตัวแทนจำหน่ายชาวไทยออกไปเปิดตลาดในภูมิภาค จากนั้นความนิยมนี้ก็เริ่มกระจายสู่เพื่อนบ้านในสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม ส่วนลาว กัมพูชา และเมียนมาเริ่มมีความนิยมบ้างประปราย เพราะกำลังซื้อยังไม่สูงนัก

นอกเหนือจากนี้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความนิยมในอาหารญี่ปุ่นถูกส่งต่อไปยังอินโดนีเซีย โดยเริ่มมีการขยายสาขาในของร้านอาหารญี่ปุ่นในอินโดนีเซียมากขึ้น และมีแนวโน้มขยายตัวจากตลาดที่มีขนาดการบริโภคสูง

หลังจากเพลิดเพลินกับการรับประทานอาหารแล้วก็ถึงเวลาต้องทำกิจกรรมเพื่อเบิร์นไขมัน เพื่อให้ร่างกายเผาผลาญอย่างสมดุล โดยกิจกรรมที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวอย่างมากคือ การละเล่นต่างๆ ในสกีรีสอร์ท โดยมีให้เลือกหลากหลาย ทั้งการเล่นสกีแบบปกติ ซึ่งมีการแบ่งเป็นระดับพื้นฐานและระดับแอดวานซ์ ใครที่มีความสามารถระดับไหนก็ต้องเล่นตามสถานะของตัวเองเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ กิจกรรมขี่รถสโนว์โมบิลล์ที่ให้ความรู้สึกคล้ายขี่มอเตอร์ไซค์บนลานหิมะ

 

ความหวาดเสียวอยู่ตรงที่ต้องควบคุมความเร็วและทิศทางของรถบนทางลื่น และไม่ให้ออกนอกเลนที่กำหนด และอีกกิจกรรมที่เหมือนจะธรรมดาแต่เหนื่อยไม่ใช่เล่น คือการเล่นกระดานเลื่อน เพราะเมื่อสไลด์ลงทางลาดไปแล้ว ต้องแบกกระดานลื่นกลับขึ้นมาคืนที่จุดเริ่มต้น ผ่านหนทางที่ลาดชันและเต็มไปด้วยหิมะ งานนี้เล่นเอาหอบไปตามๆ กัน

เสร็จสิ้นจากภารกิจตะลุยหิมะที่สกีรีสอร์ทแล้ว ต้องต่อด้วยกิจกรรมยอดฮิตของนักท่องเที่ยวชาวไทยนั่นก็คือการช็อปปิ้ง ไกด์ครรชิต ไกด์ประจำทริปของเราเล่าว่า จากข้อมูลทางด้านการท่องเที่ยวระหว่างไทยและญี่ปุ่น พบว่า หลังจากนักท่องเที่ยวไทยสามารถเข้าประเทศญี่ปุ่นได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า ทำให้มีนักท่องเที่ยวจากไทยเดินทางเข้ามาปีละ 6 แสนคน และมีการใช้จ่ายรวมสูงกว่านักท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่เดินทางมาไทยปีละ 2 ล้านคนเสียด้วยซ้ำ

ข้อมูลดังกล่าวยืนยันได้เป็นอย่างดีว่านักท่องเที่ยวไทยคือนักช็อปตัวจริง ประกอบกับญี่ปุ่นประเทศที่เต็มไปด้วยสินค้าที่มีความหลากหลาย โดยสินค้าขึ้นชื่อของแต่ละเมืองในญี่ปุ่นจะมีความแตกต่างกัน
และถ้าอยากได้อะไรต้องซื้อเลย เพราะทันทีที่ย้ายจากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่งจะไม่มีโอกาสได้พบสินค้าชิ้นนั้นอีก

 

แหล่งช็อปปิ้งขึ้นชื่อของฮอกไกโดที่เรามีโอกาสได้สัมผัสในครั้งนี้คือ ย่านซัปโปโร ซึ่งเป็นเมืองหลักของฮอกไกโด สำหรับสินค้าขึ้นชื่อของฮอกไกโดนั้นมีอยู่หลากหลาย แต่ที่เป็นสินค้าที่มีความเฉพาะตัวมากๆคือ ครีมน้ำมันม้า ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในประเทศญี่ปุ่น และเป็นที่นิยมมากว่า 120 ปี

นอกจากมีคุณสมบัติในการดูแลผิวในชีวิตประจำวันทั้งผิวหน้าและผิวกายแล้ว ยังช่วยรักษาโรคผิวหนัง ภูมิแพ้ รักษาแผลไฟไหม้ แผลน้ำร้อนลวก และโรคริดสีดวงทวาร โดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ต่อร่างกายมนุษย์ ทั้งมีอัตราการดูดซึมสูง มีประสิทธิภาพป้องกันการอักเสบ และมีส่วนผสมที่ให้ความชุ่มชื้นจากธรรมชาติโดยครีมน้ำมันม้าที่ว่านี้สามารถหาซื้อได้ตามร้านค้าทั่วทั้งเมือง

ก่อนจะหมดวัน หลังจากทำกิจกรรมต่างๆ มามากมาย ควรหาเวลาแช่ออนเซ็นสัก 15-30 นาที โดยในน้ำแร่มีแร่ธาตุต่างๆ สะสมอยู่ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ร่างกาย เช่น โซเดียม แคลเซียม ฟลูออไรด์ โพแทสเซียม ช่วยบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ไม่ว่าจากสาเหตุของการโหมออกกำลังกายอย่างหนักจนกล้ามเนื้ออักเสบ หรืออาการปวดจากการนั่งทำงาน รวมทั้งอาการปวดซึ่งมาจากสาเหตุอื่นๆ และไม่เพียงบรรเทาอาการปวดเมื่อย การแช่ออนเซ็นยังช่วยลดความเครียดทั้งร่างกายและจิตใจ ทำให้ระบบเผาผลาญในร่างกายดีขึ้น ช่วยขับสิ่งอุดตันใต้ผิวหนังและบำรุงผิวพรรณให้สดใส ซึ่งจะเห็นได้จากชาวญี่ปุ่นที่นอกจากจะมีผิวขาวตามธรรมชาติแล้วยังมีผิวพรรณกระจ่างใส

ถ้ามีใครถามว่าจะกลับมาฮอกไกโดอีกไหม ตอบได้เลยว่า แน่นอน เพราะในแต่ละวันที่ผ่านไปก็มีเรื่องราวใหม่ๆ ให้ได้เรียนรู้ไม่มีวันเบื่อ

 

ซากุระบานที่โตเกียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มีนาคม 2559 เวลา 10:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/423780

ซากุระบานที่โตเกียว

และแล้วฤดูกาลซากุระบานที่เมืองหลวงของญี่ปุ่นก็มาถึงแม้จะยังบานไม่เต็มที่ แต่ชาวท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวต่างก็ออกไปเที่ยวชมซากุระในแหล่งต่างๆ รวมถึงถนนอินุอิ พระราชวังอิมพีเรียล ซึ่งจะเปิดให้เข้าไปชมซากุระเรื่อยไปจนถึงสิ้นเดือน มี.ค.

ปีนี้ซากุระที่โตเกียวบานเร็วกว่าปีก่อนถึง 2 วัน และในสัปดาห์ถัดไปซึ่งซากุระจะบานสะพรั่งเต็มที่ ประชาชนญี่ปุ่นก็จะออกจากบ้านมาฮานามิ (ชมดอกไม้) กันตามที่เคยทำมาเป็นประเพณียาวนาน