‘กัมปอต’ สโลว์ไลฟ์แห่งกัมพูชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มกราคม 2559 เวลา 12:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/412026

‘กัมปอต’ สโลว์ไลฟ์แห่งกัมพูชา

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ วรศักดิ์ จรุงรัตนาพงศ์

ถ้าไม่ใช่นครวัดนครธม บางคนอาจนึกไม่ออกว่ากัมพูชามีอะไร แต่สำหรับคนที่ไปกัมพูชาบ่อยครั้งจนสามารถออกพ็อกเกตบุ๊กได้ 2 เล่มอย่าง นายนกฮูก-วรศักดิ์ จรุงรัตนาพงศ์ เจ้าของเพจเฟซบุ๊กท่องโลกกับนายนกฮูก (www.facebook.com/NaiNokHook) และผู้เขียนหนังสือเรื่อง Amazing Asian กัมพูชา และเล่มล่าสุด มนตรากัมพูชา เขากลับคิดถึงเมืองเล็กๆ ชื่อ กัมปอต เมืองที่ไม่มีอะไร แต่ทำให้เขาอยากกลับไปและมีภาพประทับใจไม่ลืม

ด้วยความที่เป็นคนชอบศิลปะและประวัติศาสตร์ จึงทำให้สนใจประเทศกัมพูชามากเป็นพิเศษ ถ้าย้อนกลับไปทริปแรกสถานที่แรกที่ไปคือ นครวัดนครธม ซึ่งการเดินทางครั้งนั้นเองที่ทำให้นายนกฮูกรู้ว่ากัมพูชาไม่ได้มีแค่โบราณสถาน แต่ยังมีธรรมชาติและวิถีชีวิตที่น่าสนใจจนต้องกลับไปซ้ำ

 

“ยิ่งเที่ยว ยิ่งสนุก” เขาว่าแบบนั้น อันเป็นเหตุให้ได้ไปปักหมุดมาแล้วทั้งเสียมราฐ พนมเปญ พระตะบอง ศรีโสภณ กัมปงธม สีหนุวิลล์ และกัมปอต แต่ทำไมเขาถึงเลือกกัมปอตเป็นเมืองที่ต้องไปสักครั้งในชีวิต

นายนกฮูกเปรียบกัมปอตเหมือน อ.เชียงคาน เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ด้วยความที่เป็นเมืองเล็กติดแม่น้ำสายใหญ่ และยังคงความเงียบสงบไว้ ดึงดูดให้คนที่ชอบใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ให้มาเจอกัน

 

“ผมไม่คาดหวังอะไรกับกัมปอต” เขาเท้าความในขณะที่กำลังนั่งรถโดยสารจากพนมเปญสู่เมืองทางใต้ “ข้อมูลที่ผมมีในขณะนั้นคือ กัมปอตเป็นเมืองเล็กๆ เงียบๆ ผมก็เลยลองไปดูว่ามันเป็นยังไง พอไปถึงมันก็เป็นเมืองน่ารักจริงๆ”

กัมปอตอยู่ห่างจากพนมเปญประมาณ 150 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 3 ชั่วโมง ทางรถยนต์ ในอดีตเคยเป็นเมืองท่าที่สำคัญของหัวเมืองทางใต้ เพราะที่ตั้งอยู่ใกล้ปากน้ำกัมปอตไหลลงสู่อ่าวไทย ทว่าปัจจุบันถูกลดความสำคัญลงทำให้กลายเป็นเมืองเงียบสงบ ชาวบ้านประกอบอาชีพประมงและทำไร่พริกไทย โดยพื้นที่ในตัวเมืองสามารถแบ่งเป็น 2 ย่าน คือ ย่านเมืองเก่า (French Quarter) และย่านแม่น้ำ

 

“กัมปอตเคยเป็นเมืองท่าสมัยฝรั่งเศสปกครอง” เขาอธิบายถึงย่านเมืองเก่า “ทำให้ทุกวันนี้ยังมีเรือนแถวในยุคอาณานิคมที่ผสมอิทธิพลระหว่างจีนกับตะวันตก แต่ผมว่าเสน่ห์ที่แท้จริงของมันคือ ความที่เป็นเมืองมีชีวิต กัมปอตยังไม่ใช่เมืองท่องเที่ยว ทำให้สามารถเดินเล่นดูวิถีชีวิตของคนกัมปอตได้จริงๆ”

ส่วนย่านแม่น้ำก็อยู่ไม่ห่างกัน ยังเห็นร่องรอยของยุคอาณานิคมผ่านภูมิสถาปัตย์ที่ให้ความสำคัญกับพื้นที่ริมน้ำ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะมานั่งดูพระอาทิตย์ตกริมน้ำ ชมวิวแม่น้ำ วิวภูเขา และทักทายเรือประมงของชาวบ้านที่พาเหรดออกไปหาปลา

 

นายนกฮูก กล่าวว่า แม้ว่ากัมปอตจะไม่มีสิ่งปลูกสร้างที่ทันสมัยหรือความหรูหราใดๆ แต่ชีวิตก็สามารถมีความสุขได้กับความเรียบง่ายนั้น ซึ่งบรรยากาศของเมืองได้กำหนดลักษณะของนักท่องเที่ยว ทำให้ไม่มีใครเรียกร้องความสะดวกสบายนอกเสียไปจากการอยู่นิ่งๆ และเฝ้ามองบ้านเมืองดำเนินไปในแบบของมัน

โปรแกรมเที่ยวที่น่าจะเป็นโปรแกรมเดียวของเมืองนี้คือ ล่องเรือไปดูไร่พริกไทย “กัมปอตเป็นพื้นที่ปลูกพริกไทยมานาน” เขาอธิบาย “เพราะสภาพภูมิประเทศเหมาะแก่การเพาะปลูก และในช่วงที่ฝรั่งเศสปกครองได้เข้ามาควบคุมคุณภาพของพริกไทย ทำให้มันกลายเป็นของส่งออกไปยุโรป แต่ก็มาชะงักไปช่วงเขมรแดงปกครองแล้วกลับมาฟื้นฟูอีกครั้งหลังจากนั้น”

 

พริกไทยกัมปอตได้รับการรับรองให้เป็น Geographical Indication (GI) หรือมาตรฐานการรับรองผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในพื้นที่เฉพาะถิ่น หมายความว่า ถ้าเห็นเครื่องหมาย GI บน
พริกไทยก็มั่นใจได้ว่าผลิตที่กัมปอตจริง

ถามเขาต่อว่า หนึ่งวันในกัมปอตต้องทำอะไร “บางคนอาจจะไม่ทำอะไรเลยก็ได้” เขาตอบจริงใจ เพราะบรรยากาศของเมืองนี้เป็นแบบนั้น นักท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องวางแผนเที่ยว เพราะแค่เดินเล่นในตัวเมืองทั้งย่านเมืองเก่าและย่านแม่น้ำใช้เวลาเพียงครึ่งวันก็เดินครบ หรือหลังจากนั้นถ้าใครอยากไปไร่พริกไทยหรือชมหมู่บ้านชาวประมงอีกครึ่งวันบ่ายแล้วกลับมานั่งชมพระอาทิตย์ตกดินริมน้ำ และไปชมวิวสะพานเก่ายามโพล้เพล้ก็เป็นภาพที่สวยงาม แต่เมื่อทำกิจกรรมทุกอย่างครบตามนี้แล้ว กัมปอตก็ไม่มีอะไรอีก นอกเสียจากให้คุณอยู่กับตัวเอง

 

ที่พักสำหรับนักท่องเที่ยว กัมปอตมีโรงแรมขนาดเล็กที่ปรับปรุงจากเรือนแถวเก่าให้ได้สัมผัสบรรยากาศอย่างบ้านคนจริงๆ และภายในเมืองยังมีร้านอาหารหรือร้านคาเฟ่เก๋ๆ ให้ไปนั่งชิล สำหรับของกินขึ้นชื่อนอกจากพริกไทยที่โด่งดัง กัมปอตยังมีทุเรียนเป็นตัวชูโรงในหน้าร้อน ส่วนอาหารพื้นเมืองที่ต้องไปเสาะหาต้องไม่พลาด แกงซาลามัน คล้ายแกงมัสมั่นบ้านเรา ซึ่งในกัมปอตมีให้รับประทานแถวร้านอาหารริมน้ำ

นายนกฮูกยังเพิ่มเติมว่า การขี่จักรยานเที่ยวในกัมปอตเป็นกิจกรรมที่น่าสนใจ แต่น่าเสียดายที่ยังไม่มีร้านให้เช่าจักรยานและโรงแรมยังไม่มีให้ยืม แต่หากนักท่องเที่ยวอยากออกไปสำรวจนอกตัวเมืองก็มีรถแท็กซี่ให้ใช้บริการ จากเมืองกัมปอตสามารถเดินทางไปเที่ยวเมืองใกล้ๆ อย่างสีหนุวิลล์อยู่ห่างออกไป 110 กิโลเมตร เดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง หรือเมืองแกบ เมืองที่มีขนาดเล็กที่สุดในกัมพูชา โดยทั้งสองแห่งเป็นเมืองริมทะเล ซึ่งให้ประสบการณ์ที่แตกต่างออกไปจากเมืองกัมปอต

 

ความเนิบช้าและจุดขายที่ไม่ใช่แนวประวัติศาสตร์อย่างที่คนส่วนใหญ่คิดถึง ทำให้นายนกฮูกยกเมืองกัมปอตเป็นอันซีนกัมพูชา ที่แม้ว่าจะไม่มีแหล่งท่องเที่ยวให้เช็กอินมากมาย แต่กัมปอตเป็นจุดหมายปลายทางที่ทำให้เข้าใจความหมายของการเดินทางและเป็นขุมพลังมหาศาลให้ชาร์จแบตชีวิตกลับมา

 

วิถีแห่งเบงกอล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มกราคม 2559 เวลา 10:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/411912

วิถีแห่งเบงกอล

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา kebtoke@plat360.com

หนึ่งในอุปสรรคใหญ่ของการพัฒนาประเทศบังกลาเทศ ก็คือเรื่องภัยพิบัติทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นพายุหรือน้ำท่วมซึ่งเกิดขึ้นทุกๆ ปี และการเกิดขึ้นแต่ละครั้งก็มีความรุนแรง จนสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างประเมินค่าไม่ได้ จึงเรียกได้ว่าธรรมชาติเป็นหนึ่งในตัวสร้างปัญหาให้กับประเทศนี้ แต่ในขณะเดียวกันผู้คนที่นี่ก็มีชีวิตอยู่ได้ด้วยการพึ่งพิงธรรมชาติ

ธรรมชาติที่ไม่เอื้ออำนวย ทำให้บังกลาเทศปลูกพืชเพื่อการบริโภคได้น้อย ผู้คนที่นี่จำนวนไม่น้อยก็เลยหันมาปลูกปอกระเจาแทน เพื่อนำไปใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับการทอกระสอบ จนกลายเป็นสินค้าส่งออกอันดับหนึ่งของประเทศ ส่วนความรุนแรงของภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้น ทำให้ต้นไม้ในผืนป่าชายเลนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศนี้อย่าง “ป่าซันดาร์บานส์” ถูกพัดทำลายเสียหาย

แต่นั่นก็ทำให้เมล็ดพันธุ์ของต้นไม้เหล่านั้นกระจายไปในพื้นที่กว้างขวาง ฟื้นตัวกลับมากลายเป็นป่าผืนกว้างใหญ่กว่าเดิม มากไปกว่านั้นน้ำท่วมที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง ท้ายที่สุดแล้วน้ำเหล่านั้นก็ไหลลงไปเติมในแม่น้ำลำคลองหนองบึงจนก่อเกิดเป็นแหล่งสัตว์น้ำตามธรรมชาติมากมาย ที่กลายเป็นแหล่งอาหารกลับมาหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนอีกครั้ง และนี่คือตัวอย่างที่เรากำลังจะบอกว่า คนบังกลาเทศนั้นต้องต่อสู้กับธรรมชาติ และในขณะเดียวกันก็ต้องพึ่งพิงธรรมชาติ จนกลายเป็นอีกหนึ่งวิถีที่น่าสนใจในประเทศนี้

ปลาถือเป็นหนึ่งในสัตว์เศรษฐกิจ ที่สร้างรายได้ให้กับบังกลาเทศอย่างมาก

 

วิถีชีวิตผู้คนทางตอนใต้ของบังกลาเทศดูเหมือนว่าจะเห็นภาพชัดเจนที่สุดเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะด้วยสภาพพื้นที่ราบต่ำ ตั้งอยู่ปากแม่น้ำบริเวณอ่าวเบงกอล ทำให้เมื่อฤดูมรสุมผู้คนที่นี่จะต้องเผชิญกับพายุเป็นกลุ่มแรกสุด ซึ่งผู้คนที่นี่ส่วนใหญ่แล้วประกอบอาชีพประมง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองท่าริมฝั่งแม่น้ำและเมืองท่าชายทะเล ในอดีตที่ผ่านมาผู้คนที่นี่ก็อาศัยจับปลากันตามห้วยหนองคลองบึง เพื่อทำกินกันในครัวเรือนเท่านั้น แต่เมื่อทรัพยากรเริ่มมีจำกัดและประชากรเริ่มแก่งแย่งกันมากขึ้น จึงเริ่มมีการทำประมงในเชิงพาณิชย์ กระทั่งมีการพัฒนาทักษะ และขีดความสามารถ จนเป็นหนึ่งในชาติที่มีความเก่งกาจเรื่องทำประมงอย่างเช่นทุกวันนี้

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 ธุรกิจประมงของบังกลาเทศสร้างรายได้ คิดเป็นสัดส่วน 6% ของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)  และขยายตัวอย่างต่อเนื่องทุกปี มีโรงงานแปรรูปปลาที่ได้มาตรฐานอยู่ประมาณ 130 แห่ง ส่วนใหญ่ก็จะอยู่ในเขตจิตตะกองและเขตคุลนา มีตัวเลขประมาณการว่าบังกลาเทศมีเรือประมงน้ำลึกขนาดใหญ่อยู่ประมาณ 130 ลำ และประมาณ 2.2 หมื่นลำ เป็นเรือขนาดกลางที่ติดเครื่องยนต์ และอีกกว่า 2.5 หมื่นลำ เป็นเรือหาปลาที่ไม่มีเครื่องยนต์ ลูกเรือประมงพาณิชย์ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นชาวฮินดูที่อยู่ในวรรณะต่ำ และชาวมุสลิมที่มีฐานะยากจน ส่วนเจ้าของเรือส่วนมากจะได้ผลตอบแทนค่อนข้างดี แต่ก็จะมีรายใหญ่ๆ เพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่คุมธุรกิจในแต่ละพื้นที่

เมืองมงกลา (Mongla) นอกจากจะเป็นเมืองหน้าด่านก่อนเข้าสู่เขตผืนป่าซันดาร์บานส์แล้ว ยังเป็นเมืองท่าสำคัญที่ตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำชั้นใน ซึ่งที่นี่มีความสำคัญในฐานะจุดพักเรือประมง ที่จะต้องล่องเรือลัดเลาะพื้นที่ป่าซันดาร์บานส์เพื่อไปออกทะเลที่อ่าวเบงกอล เรือที่มาจอดพักที่นี่ลูกเรือส่วนใหญ่จะใช้ชีวิตอยู่บนเรือ เพราะต่างเดินทางมาจากเมืองที่อยู่ห่างไกลออกไปเพื่อมาทำมาหากินที่นี่ดังนั้นเวลาเรือมาจอดเทียบท่าพวกเขาก็ยังต้องอาศัยหลับนอนบนเรือ จะลงจากเรือบ้างก็ตอนที่เอาปลาไปขาย และตอนที่ไปซื้อข้าวของเครื่องใช้บนเรือ เมืองนี้ก็เลยเป็นเมืองของชาวประมง ดังนั้นแน่นอนบรรยากาศบนฝั่งของเมืองนี้ก็จะเต็มไปด้วยสีสันของผู้คนที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มของชาวประมงที่รีบเร่งเอาปลามาขายที่ตลาด กลุ่มของพ่อค้ารับซื้อปลาที่ตะโกนต่อรองราคา กลุ่มชาวบ้านที่รีบมาหาซื้อปลาสดๆ และกลุ่มของพ่อค้าเร่ที่นำเอาพืชผักอาหารแห้งมาวางจำหน่ายอยู่ตลอดสองข้างทาง

การจับปลาด้วยตัวนาก ภูมิปัญญาที่หาชมได้ยากในปัจจุบัน

 

ผู้คนที่นี่ส่วนใหญ่มีบุคลิกลักษณะที่แตกต่างไปจากชาวกรุงธากาเมืองหลวงของประเทศอย่างสิ้นเชิง แม้ใบหน้าจะเคร่งขรึม แต่พวกเขาก็เป็นคนยิ้มง่ายและเป็นกันเอง ส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นเพราะความเงียบเหงาและภาระหน้าที่บนเรือ ทำให้พวกเขาเครียดมามากพอแล้ว ดังนั้นเวลาที่ขึ้นฝั่งมา พวกเขาก็เลยใช้ชีวิตกันอย่างสนุกสนานเพื่อผ่อนคลาย ซึ่งก็เลยกลายมาเป็นธรรมชาติของคนที่นี่ นักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างเราจึงได้รับการต้อนรับอย่างดี ด้วยอัธยาศัยไมตรีรอยยิ้มและการเชื้อเชิญให้เข้ามานั่งดื่มน้ำชา พร้อมกับถ่ายรูปพวกเขาอย่างสนุกสนาน

อีกหนึ่งวิถีที่น่าสนใจของเมืองนี้ นั่นก็คือวิถีประมงโบราณที่หาชมได้ยาก นั่นก็คือ Otter fishing หรือการจับปลาโดยใช้ตัวนาก เป็นภูมิปัญญาของชาวบังกลาเทศทางใต้ถ่ายทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งการฝึกนากจะต้องเริ่มตั้งแต่ลูกนากมีอายุ 3-4 เดือน และต้องเป็นสายพันธุ์ที่ฝึกได้เท่านั้น แต่ด้วยสัญชาตญาณของสัตว์ก็มีโอกาสสูงที่ผู้ฝึกสอนจะต้องโดนกัด ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังนั้น ชาวประมงก็ต้องดูแลเอาใจใส่เสมือนว่านากพวกนี้เป็นสมาชิกในครอบครัว ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ดังนั้นการฝึกตัวนากจึงไม่ใช่เรื่องที่ใครๆ ก็ทำได้ แต่ต้องเป็นคนที่มีความอดทนและเอาใจใส่จริงๆ เท่านั้น โดยปกติแล้ว การจับปลาด้วยนาก จะเป็นเทคนิคที่สอนกันเฉพาะในครอบครัว และก็จะเป็นภูมิปัญญาที่ตกทอดกันมารุ่นต่อรุ่น จึงทำให้การจับปลาด้วยวิธีนี้ค่อยๆ ลดน้อยลง

สีสันส่าหรีของสตรีแดนใต้

 

ปัจจุบันนี้มีตัวนากที่ยังทำงานจับปลาอยู่แค่ร้อยกว่าตัวเท่านั้น เนื่องจากมีเครื่องมือหาปลาใหม่ๆ มาแทนที่ และชาวประมงยุคใหม่ก็เลือกที่จะออกไปหาปลาไกลขึ้น ซึ่งคุ้มค่ามากกว่าการลงทุนมาฝึกตัวนาก ทำให้เทคนิคการจับปลาด้วยวิธีนี้กำลังจะเลือนหายไป จะเหลือก็แต่รายได้จากนักท่องเที่ยวที่ยังเป็นแรงดึงดูดให้เจ้าของนากยังอยากอนุรักษ์วิถีแบบนี้ไว้

ชาวบังกลาเทศทางใต้หรือชาวเบงกอล มีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับสายน้ำและธรรมชาติมาช้านานแล้ว แม้กระทั่งทุกวันนี้พวกเขาก็ยังต้องอาศัยแม่น้ำและท้องทะเลเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตและเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ดินแดนแห่งนี้จะผันเปลี่ยนชื่อจากดินแดนเบงกอลไปเป็นประเทศปากีสถานตะวันออก จนกระทั่งกลายเป็นสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศในปัจจุบัน แต่วิถีแห่งเบงกอลก็ยังซึมซับอยู่ในสายเลือดของพวกเขา เป็นชาวบังกลาเทศลูกหลานเบงกอลที่ยังคงมีเลือดของนักสู้ยังคงอยู่กับวิถีแห่งสายน้ำ ยังคงต้องต่อสู้และพึ่งพิงธรรมชาติต่อไป

แม้ใบหน้าที่ดูเคร่งขรึม แต่ผู้คนที่นี่ก็เป็นกันเองกับผู้มาเยือนเสมอ

 

Travel Update

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มกราคม 2559 เวลา 10:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/411910

Travel Update

โดย…กาญจนา

ช็อปสะดวก พักสบาย ที่เซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์

โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ ให้คุณพักผ่อนแบบหรูหราบนตึกสูง และเพลิดเพลินกับการช็อปปิ้งที่เซ็นทรัลเวิลด์และสยาม เสนอโปรโมชั่นห้องพัก “บิซิเนส เอสเซนส์” ประกอบด้วยการเข้าพักในห้องแบบดีลักซ์เวิลด์ บุฟเฟ่ต์อาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน บริการซักรีด 3 ชิ้น/วัน เครดิตมูลค่า 500 บาท สำหรับเครื่องดื่ม เช็กเอาต์ได้ถึง 16.00 น. และอินเทอร์เน็ตฟรีในห้องพัก ราคาเริ่มต้นคืนละ 5,800 บาท สำรองห้องพักและเข้าพักได้ตั้งแต่วันนี้-31 ธ.ค. 2559 โดยต้องจองผ่านเว็บไซต์ www.centarahotelsresorts.com หรือโทร. 02-100-1234 ต่อ 6759–6753

 

บีมายวาเลนไทน์ที่ ยู เชียงใหม่

โรงแรม ยู เชียงใหม่ นำเสนอแพ็กเกจ บีมายวาเลนไทน์ ชวนคู่รักมาฉลองเทศกาลวาเลนไทน์ในบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความรัก ราคา 19,227 บาท สำหรับ 2 ท่าน ประกอบด้วยห้องพักแบบสุพีเรียร์ 4 วัน 3 คืน อาหารเช้าทุกวัน นวดไทยล้านนา 90 นาที ชุดอาหารค่ำที่ห้องอาหารอีท เซตช็อกโกแลตวาเลนไทน์ ไวน์ต้อนรับ 1 ขวด และการจัดด้วยกุหลาบสำหรับคู่รัก เข้าพักได้ตั้งแต่ 1–29 ก.พ. 2559 สอบถามและสำรองห้องพักได้ตั้งแต่วันนี้ โทร. 053-227-000 ดูรายละเอียดได้ที่ www.uchiangmai.com

 

คู่รักสวีทบนเกาะสวรรค์ อมาธารา รีสอร์ท แอนด์ เวลเนส

อมาธารา รีสอร์ท แอนด์ เวลเนส รีสอร์ทระดับ 5 ดาวบนแหลมพันวา จ.ภูเก็ต มอบโปรโมชั่นห้องพักต้อนรับวันวาเลนไทน์ “Valentine to Remember” ด้วยห้องพรีเมียร์ซีวิว 2 คืน สำหรับ 2 ท่าน ราคา 1.95 หมื่นบาท หรือห้องซีวิวพูลวิลล่า 2.95 หมื่นบาท พร้อมอาหารเช้า บริการรับ-ส่งสนามบินภูเก็ต อาหารค่ำ 1 มื้อ นวดไทย 60 นาทีสำหรับ 2 ท่าน และเช็กเอาต์ได้ถึงเวลาบ่าย 2 โมง เปิดจองแล้วตั้งแต่วันนี้-2 ก.พ. 2559 เพื่อเข้าพักระหว่างวันที่ 12–28 ก.พ. 2559 จองแพ็กเกจหรือสอบถาม โทร. 076-200-800 หรือ www.amataraphuket.com

 

อีสตินลดทั้งเครือ ไทย เวียดนาม โอมาน

โรงแรมอีสตินในประเทศไทย เวียดนาม และโอมาน พร้อมใจกันลดราคาด้วยแพ็กเกจสุดคุ้ม Value Spring มอบส่วนลดห้องพักทุกประเภท ทุกโรงแรม ถึง 25% และเมื่อจองห้องพักอย่างน้อย 2 คืนต่อเนื่อง จะได้รับบัตรกำนัลมูลค่า 800 บาท 1 ใบ/ห้อง สำหรับรับประทานอาหารหรือใช้บริการสปาที่โรงแรม สำรองห้องพักได้ตั้งแต่วันที่ 1-29 ก.พ. 2559 ผ่านเว็บไซต์ www.eastinhotelsresidences.com โดยระบุโค้ด VSPR เพื่อเข้าพักได้ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.–30 มิ.ย. 2559 สอบถามโทร. 02-651-7677

 

ไทยแอร์เอเชียเปิดภูเก็ต-อู่ฮั่น ราคาเริ่มต้น 2,290 บาท

สายการบินไทยแอร์เอเชียเปิดเส้นทางบินใหม่ ภูเก็ต-อู่ฮั่น เดินทางเที่ยวบินแรกวันที่ 1 ก.พ. 2559 สิ้นสุดวันที่ 5 ก.พ. 2560 สามารถสำรองที่นั่งราคาโปรโมชั่นเริ่มต้นที่ 2,290 บาท/เที่ยว ตั้งแต่วันนี้-24 ม.ค. 2559 ผ่านเว็บไซต์ www.airasia.com เพื่อเดินทางตั้งแต่เที่ยวบินแรกในวันที่ 1 ก.พ. 2559-5 ก.พ. 2560 ทั้งนี้อู่ฮั่นอยู่ทางตอนกลางในประเทศจีน มีสถานที่ท่องเที่ยวที่คนไทยคุ้นเคย เช่น หอกระเรียนเหลือง เขาบู๊ตึ๊ง ศาลเจ้าพ่อเสือ บ้านขงเบ้ง ผาแดง ศาลเจ้ากวนอู และเป็นศูนย์กลางคมนาคมที่สำคัญของประเทศจีน

จ่าย 40 ได้ 400 กับ HotelQuickly

โฮเต็ลควิกลี่ (HotelQuickly) แอพพลิเคชั่นจองโรงแรมห้องพักผ่านสมาร์ทโฟนที่ให้บริการกว่า 15 ประเทศทั่วเอเชียแปซิฟิก ร่วมกับไลน์ช็อปมอบสิทธิพิเศษให้แก่ลูกค้า โดยซื้อโฮเต็ลควิกลี่ อี-วอเชอร์ (HotelQuickly E-Voucher) มูลค่า 400 บาท และชำระเงินด้วยไลน์เพย์ในราคา 40 บาท เพื่อนำไปจองโรงแรมผ่านแอพพลิเคชั่น หรือดาวน์โหลดแอพโฮเต็ลควิกลี่ แล้วใส่โค้ด LSHQXXX ดูวิธีใช้คูปองได้ที่ http://get.hotelquickly.com/lineshop

 

เคทีซีร่วมจัดงานเที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก ครั้งที่ 18

เคทีซีร่วมจัดงานมหกรรมท่องเที่ยวแห่งปี “เที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก ครั้งที่ 18” ระหว่างวันที่ 17–21 ก.พ. 2559 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายในงานพบสินค้าและบริการด้านการเดินทางทั้งในและต่างประเทศ อาทิ แพ็กเกจทัวร์ โรงแรม ตั๋วเครื่องบิน และรถเช่า โดยสมาชิกที่ซื้อแพ็กเกจและบัตรผ่านประตูฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ มีสิทธิลุ้นของรางวัลมูลค่ากว่า 1.2 แสนบาท สอบถามโทร. 02-665-5050 หรือดูรายละเอียดที่เว็บไซต์ www.ktcworld.co.th

 

ตามรอย “อู๋ ธนากร” สู่เมืองอาร์ต คางาวะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มกราคม 2559 เวลา 10:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/411909

ตามรอย "อู๋ ธนากร" สู่เมืองอาร์ต คางาวะ

โดย…รอนแรม ภาพ… คางาวะ

กระแส “น้าราม” ฟีเวอร์ ไม่เพียงทำให้แฟนละครตามหาไร่บัวขาว เพราะตั้งแต่ทราบว่า อู๋-ธนากร โปษยานนท์ เป็นทูตประจำเมืองคางาวะ (Kagawa) ก็ทำให้คนไทยอยากตีตั๋วไปญี่ปุ่นเสียเดี๋ยวนี้

คางาวะเป็นจังหวัดที่เล็กที่สุดในประเทศญี่ปุ่น เขาออกเดินทางแบบไม่มีสคริปต์ เก็บครบทุกฤดู และทิ้งเส้นทางไว้ให้ตามรอย ใครที่ชอบน้าราม เอ๊ย… ชอบเที่ยวเมืองเล็กที่เต็มไปด้วยงานศิลปะ ธรรมชาติ และเส้นอุด้ง ต้องห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง

ทูตคางาวะ

ถามถึงที่มาที่ไปของตำแหน่งทูตประจำเมืองคางาวะ อู๋ย้อนกลับไปตอนถ่ายซีรี่ส์ชุด เดอะ ไรซิ่ง ซัน ที่ประเทศญี่ปุ่น ในขณะที่กำลังถ่ายรูปไปเรื่อยอยู่ในสวนนาริตะซัง อู๋ได้ยินชาวญี่ปุ่นพูดว่า “คะโค่ยๆ” (แปลว่า เท่) จากนั้นก็เดินเข้ามาทาบทามให้ไปร่วมโปรเจกต์สักอย่างเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่น หลังจากนั้นครึ่งปีก็ได้รับการติดต่อจากชิฮารุ คนญี่ปุ่นผู้ประสานงานกองถ่ายในขณะนั้นว่า ได้นำโปรไฟล์ไปขายแก่จังหวัดคางาวะ และทางจังหวัดก็เลือกเขาแล้ว

คางาวะคือจังหวัดหนึ่งบนเกาะชิโกกุ มีขนาดเล็กที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ด้านใต้มีเทือกเขาซานุกิ ส่วนด้านเหนือติดทะเลในซาโตะ เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์กว่าพันปี ซึ่งครั้งหนึ่งเคยรุ่งเรืองมากเป็นที่ตั้งปราสาทตั้งแต่ยุคโบราณ ทุกวันนี้คางาวะถูกพัฒนาให้เป็นดินแดนแห่งศิลปะ คนญี่ปุ่นรู้จักเมืองนี้ในฐานะเมืองต้นกำเนิดอุด้ง แต่สำหรับเขา “ไม่เคยรู้จัก” ผิดกับตอนนี้ที่สามารถเล่าได้ทั้งวันหลังจากได้ไปสัมผัสคางาวะมาแล้วครบทุกฤดูกาลตลอดปีที่ผ่านมา

“ถ้าให้ผมนิยามเมืองนี้ ผมจะนิยามว่า เส้น ศิลป์

และธรรมชาติ เส้นก็คืออุด้ง ศิลป์คือทั้งหมดของเมืองๆ นี้ที่ถูกขนานนามว่าเป็นเมกกะของคนรักงานศิลป์ และธรรมชาติก็ยังถูกรักษาไว้”

เส้น

บ้านเกิดของเส้นอุด้งอยู่ที่คางาวะ ไม่ว่าเข้าร้านไหนก็จะได้กินอุด้งเส้นสดรสชาติอร่อยทุกร้าน “ที่นี่มีร้านขายอุด้งมากกว่าเซเว่นอีเลฟเว่นซะอีก” เขากล่าว

นอกจากนี้ คางาวะยังเป็นอาณาจักรความอร่อย ด้วยเป็นแหล่งปลูกมะกอกที่สำคัญของญี่ปุ่นอันเป็นเคล็ดลับสำคัญที่ทำให้ปลาโอลีฟฮามาจิ วัวโอลีฟ และหมูที่ถูกเลี้ยงด้วยใบมะกอกบดมีกลิ่นหอมอ่อนๆ และเนื้ออุดมไปด้วยกรดโอเลอิกซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค หรือของหวานอย่างซอฟต์ครีมที่มีให้เลือกหลายรสชาติทั้งรสโอลีฟ รสโชยุออร์แกนิกที่ได้มาจากการหมักตามธรรมชาติ รสมันหวานเผา และที่เด็ดสุดคือ ซอฟต์ครีมอุด้ง

ศิลป์

เกาะสวรรค์ของคนรักงานศิลป์มีอยู่หลายแห่ง แต่ที่มีชื่อเสียงคือ เกาะนาโอชิมะ มีสัญลักษณ์เป็นฟักทองสีแดงลายจุด และเกาะเทชิมะ มีผลงานกระจายทั่วทั้งเกาะและมีหอศิลป์ เทชิมะ อาร์ต มิวเซียม รวบรวมผลงานของจิตรกรมากมาย

เขาเล่าให้ฟังว่า ก่อนที่เมืองนี้จะกลายเป็นเมืองอาร์ต ครั้งหนึ่งเกือบเคยเป็นเมืองร้างเพราะหนุ่มสาวพากันออกนอกเมือง เหลือไว้เพียงคนแก่ไม่ถึง 500 คน กระทั่งบริษัทเบเนเซเข้ามาบุกเบิกให้เป็นเมืองศิลปะ โดยเชิญให้ศิลปินเข้ามาสร้างสรรค์ผลงานไว้ตามบ้านเรือนและสถานที่ว่างเปล่า

“เจ้าของเบเนเซได้ไปยืนที่จุดชมวิวของเกาะนาโอชิมะแล้วรู้สึกว่าอยากให้คนทั่วโลกมาเห็นเหมือนเขา แต่แทนที่จะสร้างโรงแรม เขากลับสร้างพิพิธภัณฑ์เบเนเซเฮาส์ที่กลมกลืนกับธรรมชาติ และพัฒนาแบบยึดความต้องการของคนบนเกาะเป็นหลัก ถ้ามีโปรเจกต์ไหนที่ชาวบ้านไม่เห็นด้วย เขาก็จะไม่ทำ” อู๋กล่าว และเชิญชวนให้ทุกคนไปชมงานศิลปะด้วยตัวเอง เพราะการมองจากภาพถ่ายอาจจะสวยเหมือนกัน แต่ความรู้สึกที่ได้สัมผัสมันต่างกัน

 

ธรรมชาติ

“ที่นี่มีจุดชมวิวที่สวยติดอันดับ 1 ใน 3 ของญี่ปุ่นชื่อว่าคังคะเค ถ้าช่วงใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วงทั้งหุบเขาจะเต็มไปด้วยใบไม้สีแดงสลับเหลือง มองเลยไปหน่อยจะเห็นทะเลในเซโตะเพราะที่ตั้งของจังหวัดอยู่ติดกับทะเล”ว่าแล้วเขาก็เปิดรูปวิวจากหุบเขาคังคะเคจากโทรศัพท์มือถือให้ดู มันสวยงามอย่างที่พรรณนา

อีกแห่งที่อู๋แนะนำคือ สวนริทสึริน สวนแบบเต๋าและเซนอายุกว่า 400 ปีที่ยังคงความสวยงามจนกลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่น แต่ละฤดูจะสวยงามต่างกันซึ่งครั้งล่าสุดเขาไปช่วงเดือน พ.ย. ใบไม้กำลังเปลี่ยนสีและทางสวนได้จัดไฟสวยงาม จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนชอบถ่ายภาพ

ญี่ปุ่นในสายตา

คนไทยคุ้นชินกับความเป็นญี่ปุ่นมานมนาม ผ่านการ์ตูน ของเล่น การแต่งตัว จึงไม่แปลกว่าทำไมคนไทยถึงชอบไปเที่ยวประเทศนี้นัก เหมือนกับเขาที่ชอบทั้งบ้านเมืองและผู้คน โดยเฉพาะลักษณะสังคมที่ผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมเก่าแก่กับเทคโนโลยีสมัยใหม่ไว้ด้วยกัน

“ภาพแรกที่ผมเห็นคือ ผู้หญิงใส่ชุดกิโมโนเดินอยู่ในย่านอะกิฮะบะระ ย่านที่ขึ้นชื่อเรื่องเทคโนโลยีและคึกคักที่สุดแห่งหนึ่งในโตเกียว แต่ผู้คนยังรักษาการแต่งกายและกล้าแต่งออกมาเดินตามท้องถนน มันเป็นภาพที่รู้สึกถึงความคอนทราสต์แต่กลมกลืนในเวลาเดียวกัน”

ช่างเป็นนิสัยของช่างภาพที่ชอบมองทุกอย่างเป็นภาพ ถ้าใครติดตามอินสตาแกรมคงทราบว่าเขาถ่ายภาพสวยเพียงใด แม้จะบอกว่าตัวเองเป็นมือสมัครเล่น แต่จับกล้องมาตั้งแต่ ป.6 ฝึกปรือมาเรื่อย จนตอนนี้ใครเห็นฝีมือก็ต่างบอกว่าเข้าขั้นมืออาชีพ

ความหมายการเดินทาง

“การเดินทางของแต่ละคนมีจุดมุ่งหมายต่างกัน แต่มีสิ่งที่เหมือนกันคือ ทุกคนมีจุดมุ่งหมายของการเดินทาง” เขานิยามความหมายของการเดินทางไว้เช่นนั้น

“บางคนไปช็อปปิ้ง บางคนไปเสพธรรมชาติบางคนไปเพื่อกิน แต่ทุกคนจะได้รับประสบการณ์ใหม่ๆกลับไป อย่างผมไปคางาวะสี่ครั้ง มันคือคางาวะที่เดิม แต่ว่าความรู้สึกที่ได้รับมันต่างกัน”

เขาไปคางาวะครั้งล่าสุดเมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมาและวางแผนไว้ว่าในปีนี้จะชวนเพื่อนๆ ที่ชอบงานศิลปะและชอบถ่ายรูปกลับไปอีกครั้งช่วงเดือน เม.ย.

โลกของธนากร

ถามเขาว่า ถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่งใบ อยากให้โลกใบนั้นเป็นอย่างไร “อยากให้ผู้คนถือศีล 5” ตอบสั้นๆ เพียงนี้ อย่างเขาเองก็พยายามทำให้ได้โดยยึดวันเกิดของตัวเองเป็นวันถือศีลในหนึ่งสัปดาห์

ส่วนชีวิตจริงของ อู๋ ธนากร มีโลกแห่งความอร่อยอยู่ที่ร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อ เกียวโต โยชิโน (Kyoto Yoshino) ในโครงการพาสิโอ ถนนกาญจนาภิเษก (คนที่ร้านแอบกระซิบว่า พี่อู๋เข้าร้านบ่อย บางวันเข้าครัวเอง) สำหรับงานละครตอนนี้มีเรื่องตามรักคืนใจ และอีกเรื่องน่าจะได้ชมกันช่วงปลายปีนี้

 

New Year Mix

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มกราคม 2559 เวลา 12:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/410737

New Year Mix

โดย…อ.ตากวาง bambi5789@gmail.com ภาพ วิรัช

สวัสดีครับอาจารย์

ผมไม่ได้ส่งรูปมาร่วมสนุกกับอาจารย์นานแล้วครับ ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ ผมขอส่งรูปมาเป็น ส.ค.ส. 2559 มอบแก่อาจารย์นะครับ

วิรัช IG : dickslator

คอลัมน์ ลู้ปส์ ส่งกันมาได้ที่เดิมเลยครับ สำหรับคนที่ชื่นชอบการถ่ายภาพจากแอพมือถือเท่ๆ หรือถ่ายภาพสวยๆ แนวๆ อาร์ตๆ ฮิปๆพอสวยๆ สัก 5-10 รูป ฝากเขียนชื่อตรง Subject นิดนึงว่า Loopsส่งมาอวดกันได้ที่อีเมลอาจารย์เลยนะครับ (bambi5789@gmail.com) ถ้าได้อะไรที่มันฮิปๆ แบบBike Diary ยิ่งดีเลยครับอย่าลืมส่งรูปมาอวดกันล่ะ… เฝ้ารออยู่นะฮะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

อยากสโลว์ไลฟ์…ไปเที่ยวนอร์เวย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มกราคม 2559 เวลา 10:51 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/410715

อยากสโลว์ไลฟ์...ไปเที่ยวนอร์เวย์

โดย…ปอย

ไม่ใช่ประเทศในฝันแถบยุโรป หรูหราศิวิไลซ์ไปด้วยศิลปวัฒนธรรมในแบบสเปนอิตาลี ฝรั่งเศส ที่หลับตาก็จะคิดถึงสถานที่หรูๆ มากมายให้เลือกท่องเที่ยว ซึ่งก็แล้วแต่สไตล์ใครชอบเที่ยวแบบไหน แต่เมื่อเพื่อนขาเที่ยวตัวยงชักชวนไปท่องเที่ยวในแถบประเทศสแกนดิเนเวีย มนตรี รงค์ทอง บอกว่าก็นึกถึงภาพ “นอร์เวย์” ไม่ออกเอาเลยจำได้แค่ว่าตอนเรียนวิชาภูมิศาสตร์ประเทศนี้ ก็มี “ฟยอร์ด” ดูน่าตื่นเต้นที่สุดแค่นั้นเอง

หนุ่มผู้บริหารบริษัทพีอาร์มาดเนี้ยบเรียบร้อยคนนี้ ชอบอัพภาพวิวสวยๆ ในประเทศต่างๆ ให้บรรดาเฟรนด์บนโลกออนไลน์ชมกันเป็นประจำ จัดเป็นนักเดินทางตัวจริงที่มีโอกาสเดินทางกว่า 20 ประเทศ แล้วถ้าต้องยกให้ประเทศที่ควรไปเปิดโลกใบใหม่ Placesto see before you die คำตอบคือ 7 วันในนอร์เวย์คือท็อปไฟว์ที่สุดของเดสติเนชั่นในความทรงจำ

 

ยุโรปเหนือ…เริ่มต้นที่ออสโล

แนวคิดการท่องเที่ยวสำหรับทริปนี้ เน้นสไตล์เทคไทม์ ไม่เร่งรีบ เดินเล่นชมเมืองถ่ายรูปสวยๆ สงบๆ ไปดูพิพิธภัณฑ์ จุดหมายปลายทางมี 4 เมือง ออสโล เมืองหลวง ถือเป็นจุดเซ็นเตอร์ของการเดินทาง เพื่อไปยังอีก 3 เมืองคือ เมืองสตาวังเงร์ (Stavanger) เบอร์เกน(Bergen) และเมืองโฟลม (Flam)

สายการบินไทยพาบินตรงร่วม 11 ชั่วโมงครึ่งสู่ออสโล จุดหมายต่อไปคือการเดินทางต่อเครื่องบินไปเมืองสตาวังเงร์ (Stavanger) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ไฮไลต์คือต้องปีนเขาขึ้นไปชมวิวสุดฟยอร์ดท่ามกลางเทือกเขาสลับซับซ้อนอลังการ มนตรี บอกพร้อมเสียงหัวเราะว่า เพื่อนๆ พากันเซอร์ไพรส์ไปตามๆกันเมื่อบอกว่าทริปนี้ไปลุยปีนเขา Preikestolenเดินเท้ายิงยาว 2 ชั่วโมงไปยังลานมีชื่อเรียกว่าPulpit Rock ระหว่างทางเดินไม่มีร้านค้าเลยต้องเตรียมกระเป๋าเป้เซอร์ไวเวอร์ตระเตรียมพร้อมสรรพ ทั้งอาหาร ผลไม้เพิ่มพลัง กล้วยส้ม น้ำดื่ม ก็ต้องแบกขึ้นเขาไปด้วยตัวเอง

 

“การเดินทางคือเรื่องท้าทายให้ฝึก Chalenge นะครับ ทริปนี้ก็ถือเป็นบททดสอบเพราะกว่าจะมาถึงก็ต้องเดินทาง ทั้งนั่งรถทัวร์แล้วต่อเรือเฟอร์รี่ ช่วงเดินขึ้นเขาไปไม่ถึงครึ่งทางก็ชันขึ้นเรื่อยๆ ผมก็อยากหันไปบอกเพื่อนร่วมกลุ่มว่าขอเดินกลับไปรอที่บ้านพักได้ไหม(บอกพลางหัวเราะ) มีป้ายให้ศึกษาเส้นทางก่อนเดินขึ้นเขา ซึ่งเดือนที่ไปคือ ต.ค. เริ่มเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ฝนตกพรำๆ หมอกลงทั้งวันเลยครับ อากาศเย็น 10 กว่าองศา จัดเป็นช่วงโลว์ซีซั่น แทบไม่มีนักท่องเที่ยวเลยนอกจากกลุ่มเรามีนักท่องเที่ยวเกาหลีขึ้นไปถึงก่อนเราแค่คนเดียวเท่านั้น การท่องเที่ยวนอร์เวย์เน้นธรรมชาติ ถือเป็นประเทศโอโซนเยอะ มีอากาศบริสุทธิ์มาก

เขาจัดการท่องเที่ยวได้ดีมากเลยครับธรรมชาติต้นไม้ใหญ่ๆ หินก้อนโตๆ ยังอยู่ครบเส้นทางไม่สบายแน่ๆ แต่ก็ไม่ลำบากจนเกินไปแม้ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ เลย เพื่อรักษาเส้นทางธรรมชาติแท้จริง ก็เดินไปชมวิวทะเลสาบไปด้วย และเรื่องน่าชื่นชมที่สุดคือการจัดที่พักที่มีเพียงบ้านหลังใหญ่หลังเดียวแบบอุทยานแห่งชาติบ้านเรา โดยมีความเป็นสากลมาก มีโซนให้เลือกนอน ทั้งแบบห้องรวม หรือห้องเดี่ยวแยกห้องน้ำ อาคารที่พักดูเรียบๆ ง่ายๆ นะครับ แต่มีดีไซน์ เช่นเดียวกับร้านอาหารหน้าตาก็ไม่ใช่แบบแคนทีนแบบอุทยานแห่งชาติบ้านเรา แต่จะดูเก๋ อาหารรสชาติดีมาก ผมไม่กินปลาดิบ ซึ่งก็เป็นครั้งแรกที่ผมเปิดใจลองกินแซลมอน เพราะไม่คาว เขาเน้นเลือกวัตถุดิบดี แล้วทั้งที่ขึ้นภูเขามาไกลขนาดนี้ แต่อาหารก็อร่อยระดับโรงแรมในราคาที่รับได้ ไม่ได้ชาร์จ เรียกว่ารองรับคนได้ทุกๆ กลุ่ม ใครเที่ยวสไตล์หรูหราหรือแบ็กแพ็กก็พักที่นี่กันได้สบายเลยครับ”

 

เมืองตากอากาศเล็กๆในเทพนิยาย

เมืองน่าประทับใจอีกเมือง คือ เมืองโฟลม(Flam) งดงามเหมือนเมืองในเทพนิยาย บ้านสีส้มสดประหนึ่งบ้านตุ๊กตา ตั้งอยู่ริมทะเลสาบแสนสงบ แค่ใช้เพียงวันเดียวก็เดินเที่ยวชมได้ครบทั้งเมือง วิถีเมืองนี้ชาวบ้านปลูกแอปเปิ้ลเป็นหลัก เดินไปไหนมาไหนก็จะเห็นคุณย่าคุณยายแหม่มออกมาเก็บแอปเปิ้ลลูกจิ๋วๆ ที่หน้าบ้าน ธรรมชาติยังเป็นจุดขายหลัก น้ำตกภูเขา คือวิวสองข้างทาง คนไทยกดชัตเตอร์กันกระหน่ำ

ระหว่างนั่งรถไฟกลับออสโล มีการจอดรถให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปน้ำตก Kjosfossenสวยที่สุดในเมืองกันแบบจุใจไปเลย

 

“อะเมซิ่งมากกัปตันรถไฟประกาศให้พวกเราลงไปถ่ายรูปกันได้ด้วยนะครับ (ยิ้ม) บอกได้ถึงความเอาใจใส่ในการท่องเที่ยวจริงๆ เมืองเล็กๆ แห่งนี้มีโรงแรมวินเทจแค่แห่งเดียว มีโบสถ์ยุคโบราณและพิพิธภัณฑ์รถไฟเก่าแก่ให้เที่ยวชม จะเรียกว่าเป็นเมืองตากอากาศบ้านนอกของเขาก็ได้ครับ ซูเปอร์มาร์เก็ตมีแห่งเดียวเช่นกัน แต่ระหว่างเราเดินเที่ยวกันกลับได้เห็นรถยนต์ราคาแพง เช่น จากัวร์ เบนซ์ขับสวนกันไปมา แสดงถึงคุณภาพชีวิตที่ดีได้ในชุมชนเล็กๆ ในบ้านเขาได้อีกด้วย

ที่สุดของความประทับใจอีกหนึ่งเรื่อง คือได้สัมผัสว่าชาวยุโรปที่มีการศึกษาเขาเป็นกันแบบนี้เองนะครับ คือในเมืองท่องเที่ยวห่างไกลเมืองหลวง แต่คนพูดภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่ว นักท่องเที่ยวสอบถามเส้นทางได้สบาย แล้วนอกจากเต็มใจตอบก็ยังมีน้ำใจดีมากๆ เลยนะครับ เสิร์ชมือถือช่วยหาหรือโทรศัพท์สอบถามคนรู้เส้นทางให้อีกต่างหากทำให้กลับมาคิดด้วยว่าเราภูมิใจที่บ้านเราเป็นสยามเมืองยิ้ม คนมีน้ำใจชนะขาดใครในโลกนี้ แต่พอผมได้ไปสัมผัสชาวยุโรปเหนือแล้วน้ำใจบ้านเขาก็ที่สุดในโลกไม่แพ้ใครเช่นกันนะครับ (ตบท้ายด้วยรอยยิ้ม)

 

เรื่องความซื่อสัตย์คือเรื่องดีที่สุดของประเทศนี้ ตอนไปนอนเมืองสตาวังเงร์ จองที่พักไป 7,000 กว่าบาท ก็ได้ทอนกลับมา เขาบอกว่าคุณมาช่วงโลว์ซีซั่นราคาจึงถูกกว่าเดิมแค่ 3,000 กว่าบาทแค่นั้น หรือความที่เรางงๆเรื่องค่าเงินไปบ้าง ถ้าเราให้เงินเกินไป เขาก็ทอนกลับมาให้ ไม่มีถือโอกาสเลยครับ”

ความสวยสดงดงามจากการเดินทาง ไม่เพียงแค่มองเห็นด้วยตาเท่านั้น แต่การสัมผัสด้วยใจ มนตรี ย้ำว่านี่คือเสน่ห์ที่ติดอยู่ในใจของการได้ออกเดินทางไปท่องโลก และทริปนี้ก็ชนะใจกับการเดินเท้าขึ้น Pulpit Rock หน้าผากว้างใหญ่สูงชันราว 604 เมตร จุดท่องเที่ยวมีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของนอร์เวย์ มองเห็นฟยอร์ดสุดลูกหูลูกตา ใครอดทนเดินถึงได้ชมวิวบนนี้รับรองลืมเหนื่อยไปเลย ความทรงจำนี้คิดถึงเมื่อใดก็มีรอยยิ้มติดมุมปากได้เสมอ

 

– เริ่มวางแผนการเดินทาง แนะนำเสิร์ชหาข้อมูลที่ www.norwayinanutshell.com มีแพ็กเกจท่องเที่ยวให้เลือกตามสไตล์แต่ละคน หรือ www.nasjonaleturistveger.no/en/routes บอกเส้นทางการท่องเที่ยวของนอร์เวย์โดยจัดเป็น National Tourist Route 18 เส้นทาง ทำให้วางแผนเที่ยวได้ง่ายมากนักท่องเที่ยวดาวน์โหลดทางมือถือเพื่อซื้อตั๋วเดินทาง ตอนขึ้นรถบัสก็เปิดมือถือให้คนขับรถดูตั๋วได้เลย

– อาหารท้องถิ่นรสเลิศ ส่วนใหญ่ทำจากปลา บอกถึงวิถีชีวิตที่ทำฟาร์มมายาวนาน ปลาแซลมอน ปลาคอดแฮร์ริ่ง ปลาเทราต์ และอาหารทะเลอื่นๆ และจานถ้วยชามนอร์เวย์สไตล์ดั้งเดิมก็เป็นของที่ระลึกเล็กๆน้อยๆ ก็แพ็กกลับเมืองไทยได้สบาย

– ร้านขายของตกแต่งบ้านสไตล์สแกนดิเนเวียนมีอยู่ทุกๆ มุมถนน พอๆกับร้านขายอาหารตามสั่งบ้านเรา เป็นแหล่งช็อปปิ้งแสดงเอกลักษณ์ของนอร์เวย์ ข้าวของราคาไม่แพง ซื้อกลับมารับรองคุ้มค่า

 

ล่องนาวาสู่ผืนป่าซันดาร์บานส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มกราคม 2559 เวลา 14:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/410622

ล่องนาวาสู่ผืนป่าซันดาร์บานส์

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา keb_toke@plat360.com

ในโลกนี้มีพื้นที่ป่าชายเลนประมาณ 137,000 ตารางกิโลเมตร บนพื้นที่รวมกว่า 118 ประเทศ ซึ่งประมาณ 75 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ป่าชายเลนทั้งหมด จะพบอยู่ใน 15 ประเทศ
ของทวีปเอเชีย โดยผืนป่าชายเลนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกมีชื่อว่า “ซันดาร์บานส์” (Sundarbans) ตั้งอยู่ในพื้นที่ของ 2 ประเทศคือในอินเดียและบังกลาเทศ

ผืนป่าซันดาร์บานส์ในบังกลาเทศ เป็นอีกหนึ่งปลายทางท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง แต่การเดินทางไปที่นั่นไม่ง่ายนักสำหรับชาวต่างชาติ เพราะจะต้องมาเริ่มต้นที่กรุงธากาก่อน
เพื่อต่อเครื่องบินไปยังสนามบินเมืองเจสซอร์ (Jessore) ใช้เวลาบินเพียง 40 นาทีเท่านั้น แต่เที่ยวบินที่เปิดให้บริการก็ยังไม่เสถียรมากนัก หากโชคไม่ดีก็อาจเจอเที่ยวบินที่ยกเลิกกะทันหันได้ ซึ่งชาวบังกลาเทศบอกกับเราว่าเป็นเรื่องปกติของที่นี่

เจ้าหน้าที่อุทยานกับ ปืนไรเฟิลเซกาเซคู่ใจ

 

จากเมืองเจสซอร์นักท่องเที่ยวจะต้องเดินทางต่อด้วยรถยนต์ต่อไปยังเมืองมงกลา (Mongla) ซึ่งถ้าเดินทางด้วยรถยนต์จากธากามาที่นี่ อาจจะต้องใช้เวลาถึง 1 วันเลยทีเดียวเมืองนี้เป็นเมืองหน้าด่านสู่ผืนป่าซันดาร์บานส์ ที่จะต้องเดินทางเข้าไปด้วยเรือเท่านั้น ที่เมืองมงกลามีเรือนำเที่ยวซันดาร์บานส์อยู่ไม่กี่รายเท่านั้น เพราะมีต้นทุนค่อนข้างสูงและการออกเรือแต่ละครั้งก็ต้องใช้ทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ทำให้ในฤดูกาลที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามามาก เรือจะมีไม่เพียงพอ ดังนั้นหากจะเดินทางมาที่นี่ก็ต้องติดต่อจองไว้ล่วงหน้าเป็นดีที่สุด นอกจากนั้นแล้วใครที่สนใจมาล่องเรือแห่งนี้ ก็ต้องเตรียมร่างกายให้แข็งแรง เพราะจะต้องใช้เวลาหลายวันในการล่องไปตามแม่น้ำ ต้องกินนอนและใช้ชีวิตอยู่บนเรือตลอดการเดินทาง แต่ไม่ต้องกังวลเพราะเรือนำเที่ยวเหล่านี้ดัดแปลงให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็น ห้องน้ำ ห้องนอน ห้องอาหาร และห้องครัว แต่ด้วยขนาดที่แคบอาจทำให้ไม่สะดวกสบายมากนัก ซึ่งสำหรับคนไทยเราแล้ว การตัดสินใจเดินทางมาเที่ยวในปลายทางที่ไม่ได้สะดวกสบายนัก แถมยังมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง มักจะไม่ใช่ทางเลือกแรกๆ แต่สำหรับนักท่องเที่ยวชาวยุโรปและชาวญี่ปุ่นที่หลงใหลธรรมชาติแล้ว นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จะยอมลงทุนและลงแรงเพื่อมาที่นี่ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต

ความหนาแน่นของพรรณไม้ ในผืนป่าซันดาร์บานส์

 

ผืนป่าซันดาร์บานส์เป็นเขตอุทยานแห่งชาติ ดังนั้นการเดินทางเข้ามาที่นี่จะต้องได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานที่ดูแล และจะต้องมีเจ้าหน้าที่อุทยานร่วมเดินทางไปด้วยทุกครั้ง ดังนั้นตลอดการเดินทางของเราก็จะต้องมีเจ้าหน้าที่ถือปืนประกบไปด้วยเสมอ เพราะความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า นอกจากจะก่อกำเนิดพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่แล้ว ยังเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าอีกจำนวนมากที่อาจทำร้ายนักท่องเที่ยวได้ ไม่ว่าจะเป็นจระเข้น้ำจืด หมูป่า กวาง และลิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสือเบงกอล ที่ได้รับการคุ้มครองและได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี เพราะเป็นหนึ่งในดัชนีชี้วัดความสมดุลของธรรมชาติในผืนป่าซันดาร์บานส์ บ้านแห่งสุดท้ายบนโลกนี้ของเสือเบงกอล ดังนั้นทุกๆ ที่ในผืนป่าแห่งนี้ก็มีโอกาสที่จะพบเสือเบงกอลได้ แต่โดยปกติแล้วเสือก็จะไม่ออกมาเพ่นพ่านในเวลากลางวัน ดังนั้นการได้เห็นเสือตัวเป็นๆ ที่นี่ก็ต้องขึ้นอยู่กับโชคด้วย

บังกลาเทศเป็นประเทศที่ต้องเผชิญกับมรสุมและพายุไซโคลนแทบทุกปี การเข้าโหมกระหน่ำแต่ละครั้งของพายุก็สร้างความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งปลายปี ค.ศ. 2007 ที่ผ่านมาพายุไซโคลนซีดาร์พัดถล่มพื้นที่ของบังกลาเทศ สร้างความเสียหายตั้งแต่พื้นที่ป่าซันดาร์บานส์ขึ้นไปถึงกรุงธากา ครั้งนั้นอิทธิพลของพายุขณะพัดเข้าชายฝั่งทำให้เกิดคลื่นขนาดใหญ่สูงกว่า 6 เมตร พัดถล่มหมู่บ้านในพื้นที่ชายฝั่งเสียหายทั้งหมด มีผู้เสียชีวิตหลายพันคนและไร้ที่อยู่อาศัยอีกหลายล้านคน แม้กระทั่งปัจจุบันนี้ก็ยังไม่สามารถฟื้นฟูได้ทั้งหมด แต่ชาวบังกลาเทศบอกกับเราว่า พื้นที่ป่าตรงซันดาร์บานส์ได้รับเสียหายอย่างมาก ต้นไม้ล้มระเนระนาดและบางต้นก็ล้มตายไปในครั้งนั้น แต่ในที่สุดธรรมชาติก็ใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีก็สามารถกลับมาเป็นพื้นที่สีเขียวได้อย่างน่าอัศจรรย์

ฝูงกวางดาวออกหากินเมื่อน้ำลด

 

ชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบๆ พื้นที่ป่าซันดาร์บานส์ยังคงมีความจำเป็นจะต้องพึ่งพาป่าแห่งนี้อย่างมาก ซึ่งรัฐบาลอนุญาตให้พวกเขาสามารถเข้าไปเก็บเกี่ยวพืชพรรณบางชนิดจากผืนป่าได้บางช่วงเท่านั้น อย่างไรก็ตามที่แม่น้ำที่ไหลผ่านจากผืนป่ามาสู่ชุมชน ก็ได้นำเอาความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์น้ำนานาชนิดเป็นแหล่งอาหารสำคัญในการพึ่งพิง ทำให้วิถีชีวิตไม่ต้องขวนขวายหรือรีบเร่ง ควบคู่ไปกับการค่อยๆ ปรับตัวเข้ากับโลกยุคปัจจุบัน โดยที่บางหมู่บ้านก็เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเยี่ยมชมความเป็นอยู่ รวมถึงจัดการแสดงต้อนรับเล็กๆ น้อยๆ เพื่อสร้างสีสันให้กับผู้มาเยือน

การเดินทางของทีมงานโลก 360 องศา เพื่อมาทำความรู้จักกับผืนป่าซันดาร์บานส์ในครั้งนี้ ทำให้เราได้เรียนรู้เรื่องราวมากมาย และได้ทำความรู้จักกับวิถีแห่งเบงกอลมากยิ่งขึ้น และทำให้เราได้มีโอกาสเห็นภาพบังกลาเทศในอีกองศาหนึ่ง ซึ่งที่นั่นไม่มีการจราจรที่วุ่นวาย ไม่มีเสียงแตรรถอึกทึกครึกโครม เพราะที่นั่นมีแต่เสียงสรรพสัตว์และความสงบที่รอให้ผู้รักธรรมชาติมาจากทั่วโลกมาสัมผัสสักครั้งหนึ่งในชีวิต

จระเข้น้ำจืดมีให้เห็นตลอดสองฟากฝั่ง

 

การแสดงพื้นบ้านของชุมชนรอบป่าซันดาร์บานส์

 

แสงไฟ แห่ง ‘ความสุข’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มกราคม 2559 เวลา 14:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/410621

แสงไฟ แห่ง ‘ความสุข’

โดย…ภัทรชัย ปรีชาพานิช

ไม่บ่อยครั้งที่จะได้รับโอกาสดีๆ กับการท่องเที่ยวในต่างแดนครั้งนี้ก็เช่นกัน “โตเกียว” ประเทศญี่ปุ่น คือปลายทางครั้งนี้ เราใช้เวลาออกนอกเมืองโตเกียวไปด้วยระยะเวลาไม่นานนักก็จะเป็น “สวนสนุกโยมิอุริ” ตั้งอยู่บนเขาสามารถมองเห็นวิวของตึกสูงในฝั่งโตเกียว ตึกสูงหลายๆ แห่งยังคงเด่นสง่าแม้มองจากตรงนี้ ที่แห่งนี้นอกจากจะมีเครื่องเล่นหลากหลายชนิด ในทุกๆ ฤดูหนาวจะประดับไฟไว้อย่างสวยงาม โดยทุกๆ ปีจะมีการจัดวางแนวดวงไฟไว้ตามคอนเซ็ปต์ ซึ่งทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับนักออกแบบแสงไฟ อย่างเช่นกับอนเซ็ปต์ Jewellumination ก็จะใช้ดวงไฟตกแต่งนับล้านดวง ด้วยนักออกแบบผู้มีชื่อเสียงของชาวญี่ปุ่น

ดวงไฟที่ประดับไว้อย่างสวยงามค่อยๆ ลับตาเมื่อกระเช้าลอยฟ้าพาเราออกจากสวนสนุกแห่งนี้

 

 

 

Travel Update

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มกราคม 2559 เวลา 14:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/410619

Travel Update

เอมิเรตส์ ออกตั๋วราคาพิเศษทั่วโลก

ปีใหม่นี้สายการบินเอมิเรตส์ประกาศอัตราค่าโดยสารราคาพิเศษหลากทวีป เพื่อให้นักเดินทางออกไปสัมผัสประสบกาณ์ จุดหมายปลายทางในเอเชีย ค่าโดยสารที่นั่งชั้นประหยัดเริ่มต้นที่ 4,365 บาท และชั้นธุรกิจ 11,640 บาท ตะวันออกกลาง ชั้นประหยัด5,820 บาท และชั้นธุรกิจ 19,400 บาท ทวีปยุโรป ชั้นประหยัด 9,700 บาท และชั้นธุรกิจ53,545 บาท ทวีปแอฟริกา ชั้นประหยัด 12,610 บาท และชั้นธุรกิจ 57,230 บาท ทวีปอเมริกาเหนือ ชั้นประหยัด 10,670 บาท และชั้นธุรกิจ 87,300 บาท ทวีปอเมริกาใต้และอเมริกากลาง ชั้นประหยัด 41,710 บาท และชั้นธุรกิจ 145,500 บาท จองและเดินทางได้ตั้งแต่วันนี้-30 พ.ค. 2559 ทางเว็บไซต์ www.emirates.com

 

โรงแรมพูลแมน หวุงเต่าใหม่ล่าสุดในเวียดนาม

แอคคอร์โฮเทล ประกาศเปิดตัวโรงแรมพูลแมน หวุงเต่า (Pullman Vungtau) โรงแรมระดับ 5 ดาวแห่งแรกในเมืองหวุงเต่า ประเทศเวียดนาม อยู่ห่างจากเมืองโฮจิมินห์ 95 กม. หรือประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง โรงแรมมีห้องพักและห้องสวีท 356 ห้อง มองเห็นทัศนียภาพของเมืองและชายหาด พร้อมพื้นที่จัดประชุมขนาดใหญ่ราว 2,036 ตร.ม. ซึ่งใหญ่ที่สุดในเขตเวียดนามตอนใต้ ประกอบด้วยห้องแกรนด์บอลรูม 2 ห้อง และห้องประชุมอเนกประสงค์ 4 ห้อง นอกจากนี้โรงแรมพูลแมนยังมีให้บริการที่ฮานอย ดานัง และโฮจิมินห์ ดูรายละเอียดในเว็บไซต์ www.accorhotels.com สอบถามทางอีเมล h7133@pullmanvungtau.com

 

พักหรูบนเกาะส่วนตัวเกาะจำ บีช วิลล่า

เกาะจำ บีช วิลล่า รีสอร์ทหรูบนเกาะจำ จ.กระบี่ โดดเด่นด้วยความเงียบสงบและการตกแต่งอย่างหรูหรา หลีกหนีความวุ่นวายบนเกาะสวรรค์โดยใช้เวลานั่งเรือจากกระบี่ 30 นาที ออกแพ็กเกจราคาพิเศษสำหรับคนไทยหรือชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเมืองไทย (Thai Residents Promotion 2016) วิลล่าแบบไพรเวทวิลล่าอีโคชิก ราคาเริ่มต้นที่ 5,500 บาท++ (ราคาปกติ 9,299 บาท) รวมอาหารเช้า บริการฟรีไว-ไฟ และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน จองและเข้าพักได้ตั้งแต่วันที่1 พ.ค.-31 ต.ค. 2559 ไม่เว้นวันหยุดยาวและนักขัตฤกษ์ สำรองห้องพักโทร. 08-6184-0505 เว็บไซต์ www.kohjumbeachvillas.com

 

แพ็กเกจฮันนีมูน อมารี ภูเก็ต

โรงแรมอมารี ภูเก็ต ชวนคู่รักมาสัมผัสบรรยากาศโรแมนติกกับแพ็กเกจวาเลนไทน์ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-17 ก.พ.2559 ราคาเริ่มต้นเพียง 27,504 บาท สำหรับการเข้าพัก 4 วัน 3 คืน การเซตอัพฮันนีมูนภายในห้องพัก บริการรถรับ-ส่ง สนามบินนานาชาติภูเก็ต อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงตลอดการเข้าพัก ส่วนลดทรีตเมนต์ที่บรีซสปา และดินเนอร์วันวาเลนไทน์ที่ห้องอาหารอิตาเลียนลากริตต้า สำรองห้องพักได้ตั้งแต่วันนี้ โทร. 076-340-106-14 ต่อ 8033, 8034

 

สปาคู่รักที่โซฟิเทล กระบี่โภคีธราฯ

โรงแรมโซฟิเทล กระบี่ โภคีธรา กอล์ฟ แอนด์ สปา รีสอร์ท นำเสนอแพ็กเกจสปา Love Me, Spoil Me, Spa Me ในเดือนแห่งความรัก ที่โซ สปา วิท ล็อกซิทาน (So SPA with L’Occitane) ตลอดเดือน ก.พ. ประกอบด้วยผ่อนคลายในอ่างน้ำวน ขัดผิวกาย และปิดท้ายด้วยการนวดตัวกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตในราคาพิเศษ 3,500 บาท/ท่าน และ 6,500 บาท สำหรับ 2 ท่าน สอบถามโทร. 075-627-800

 

เทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่จัดตลาดนัดวันหยุด

โรงแรมเทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่จัดงาน “Thames Valley Weekend Market” ด้วยการจัด เดอะ คาสเซิลป๊อปอัพ คาเฟ่ รวบรวมอาหารอร่อยอาทิ แซนด์วิชแซลมอนรมควันแบบเปิดหน้า ผัดหมี่โคราช บาร์บีคิว ขนมหวานไอซ์ ป๊อป โซดา และวาฟเฟิล พร้อมจำหน่ายสินค้าทำมือจากร้าน caramel dot, mon studio 214, soul clay, wisa wisney และอุดมสุข รวมถึงโซนอาหารออร์แกนิก และการบรรเลงเพลงอะคูสติกตลอดทั้งวัน ในวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 23-24 ม.ค.นี้ ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น. ณ ลานด้านหน้าโรงแรมเทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่ บนถนนธนะรัชต์ กม.18 สอบถามโทร. 044-009-999

 

พักที่สวิสโฮเต็ลปาร์คนายเลิศ รับความสุข2 เท่าช่วงตรุษจีน

โรงแรมสวิสโฮเต็ล ปาร์คนายเลิศ โอเอซิสใจกลางกรุงเทพฯ ออกโปรโมชั่น Spring Festival Holidays ต้อนรับเทศกาลตรุษจีน ให้ส่วนลดสูงสุด 25% สำหรับห้องพัก และส่วนลด 15% สำหรับห้องอาหาร สำรองห้องพักได้ตั้งแต่วันนี้-17 ก.พ. 2559 เพื่อเข้าพักช่วงวันที่ 5-19 ก.พ. 2559 จองโดยตรงผ่านเว็บไซต์ www.swissotel.com สอบถามโทร. 02-253-0123

 

ยามานะชิ ที่ไม่ได้มีแค่ภูเขาไฟฟูจิ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มกราคม 2559 เวลา 10:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/409306

ยามานะชิ ที่ไม่ได้มีแค่ภูเขาไฟฟูจิ!

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ภาพ โซระ/ออยลี่/ดาว

ยามานะชิ (Yamanashi Prefecture) ที่มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน รู้ตัวอีกทีตอนยืนอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ แล้วก็รู้สึกได้ว่าตัวเรานั้นช่างเล็กเสียเหลือเกิน เรื่องราวต่อไปนี้เป็นประสบการณ์มุมมองใหม่ๆ ของแอดมินโซระ แอดมินออยลี่ และแอดมินดาว จากเพจ “ไม่ใช่กรูรูแต่กรูรู้ของถูกในโตเกียว” ยามานะชิสำหรับพวกเธอแล้วไม่ได้มีแค่ภูเขาไฟฟูจิ

ยามานะชิเป็นจังหวัดที่ถูกห้อมล้อมไปด้วยขุนเขา ตั้งอยู่ในภูมิภาคจูบุ (Chubu) ตอนกลางของประเทศญี่ปุ่น และตั้งอยู่ตรงกลางของเกาะฮอนชู เมืองหลวงของจังหวัดคือเมืองโคฟุ (Kofu) อุตสาหกรรมที่ขึ้นชื่อของที่นี่คือการทำอัญมณี ผลไม้ที่เกษตรกรในจังหวัดนิยมปลูกมากที่สุดคือองุ่น มีประชากรน้อยเป็นอันดับที่ 41 ของประเทศ ปัจจุบันจำนวนประชากรที่อาศัยอยู่ในจังหวัดนี้ คือ 833,963 คน

 

จุดหมายอยู่ไม่ไกลจากโตเกียว นั่งรถไฟชมวิวข้างทางไปเพลินๆ แค่ชั่วโมงกว่าๆ ก็มาถึงสถานีรถไฟคาวากุจิโกะ (Kawaguchiko Station) ประทับใจกรวยสามเหลี่ยมที่กำลังทำหน้าที่กั้นพื้นที่ ไม่ให้ใครเดินเข้าไปบริเวณรางรถไฟ กรวยธรรมดาแต่มีเรื่องราว มีความน่าเอ็นดู กรวยแต่ละอันถูกตกแต่งให้เป็นรูปฟูจิซังแสดงอารมณ์ต่างๆ น่ารักมาก

จุดหมายแรกคือหมู่บ้านโอชิโนะฮักไก หรือหมู่บ้านน้ำใส ที่นักท่องเที่ยวชาวไทยขนานนามให้ เถียงไม่ได้เลยเพราะน้ำใสจริงๆ สามารถมองเห็นก้นบ่อที่อยู่ลึกลงไปถึง 8 เมตร ตรงกลางหมู่บ้านมีบ่อน้ำผุด ซึ่งเป็นน้ำใต้ดินที่ไหลมาจากฟูจิซัง ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าเป็นน้ำที่สะอาด บริสุทธิ์ และมีความศักดิ์สิทธิ์ หากใครได้ดื่มจะมีอายุยืนยาว ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ อุณหภูมิเฉลี่ยของน้ำในบ่อ 10-12 องศาเซลเซียส น้ำสะอาดจริง เราสามารถดื่มได้ และถ้าใครต้องการนำน้ำกลับบ้านไปด้วยก็สามารถทำได้ ตรงร้านขายของที่ระลึกมีขวดพลาสติกขาย 150 เยน เท่านั้น

 

ความเชื่อมีมาจากสมัยโบราณ ฟูจิเปรียบดังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเทพเจ้า การเดินขึ้นภูเขาไฟฟูจิที่สูงเสียดฟ้าจึงเปรียบด้วยการแสวงบุญ น้อยคนนักที่จะเดินขึ้นไปจนถึงยอดเขา สมัยก่อนนักบวชและผู้ชายเท่านั้นที่มีสิทธิเดินขึ้นไป ส่วนผู้หญิงเพิ่งขึ้นภูเขาไฟฟูจิได้เมื่อ 147 ปีนี้เอง

ฟูจิซังแตกต่าง อันดับแรกคือความสูง นี่คือภูเขาที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น 3,776 เมตร อันดับต่อมาคือ รูปทรง รูปทรงสวยงามแทบจะสมมาตรกันทั้งสองข้าง อันดับที่สาม คือขนาดของภูเขาที่ใหญ่โตน่าเกรงขาม ครอบคลุมพื้นที่ของสองจังหวัด คือ ชิซุโอกะ (Shizuoka) และยามานะชิ อันดับสี่เป็นภูเขาไฟที่ยังไม่ตาย ทั้งหมดนี้ทำให้ฟูจิกลายเป็นตัวแทนธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ของญี่ปุ่น

 

สำหรับชาวญี่ปุ่นแล้ว ฟูจิไม่ได้เป็นแค่ภูเขาแต่เป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ เป็นความภาคภูมิใจของคนในชาติ และเป็นส่วนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อทางศาสนาถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของชาวอาทิตย์อุทัย ในปี 2556 ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมจากยูเนสโก

ไดมอนท์ฟูจิ คือการมองฟูจิซังในระยะประชิดที่ทะเลสาบยามานากะ (Yamanaka Lake) สาวๆ ได้นั่งรถสะเทินน้ำสะเทินบกคาบะบัส (Kaba Bus) เป็นครั้งแรก คาบะบัสคือรถที่วิ่งบนถนนก็ได้และพอลงน้ำก็เปลี่ยนเป็นเรือ เจ้ารถฮิปโปคันนี้ขับชมรอบทะเลสาบ อยู่ดีๆ พนักงานขับรถก็ประกาศว่ากำลังจะพาเจ้าคาบะบัสลงไปในทะเลสาบแล้วนะ

 

“ตื่นเต้นเร้าใจจริงๆ ผู้โดยสารหลายคนถึงกับกรี๊ด ตอนที่รถขับลงไปในน้ำ (ฮ่าๆ) รถที่เรานั่งมากลายเป็นเรือไปเสียแล้ว อากาศดี ลมเย็นพัดมาวิวรอบทะเลสาบก็สวยซะ และไฮไลต์ของวันนี้คงไม่มีอะไรจะสวยไปกว่านี้…ไดมอนท์ฟูจิ ที่กำลังประจักษ์อยู่ตรงหน้าพวกเราทั้งสาม”

ไดมอนท์ฟูจิ คำที่ใช้เรียกเวลาที่พระอาทิตย์อยู่ตรงกับยอดของภูเขาไฟฟูจิพอดี ทำให้ดูเหมือนเพชรที่กำลังส่องแสงแวววาว ณ ยอดเขาช่างสวยงามประทับใจ จากนั้นได้เปลี่ยนจากนั่งเรือเป็นเดินเล่นเก็บบรรยากาศรอบทะเลสาบ อากาศสดชื่นหายใจได้เต็มปอด

 

“มีหงส์อยู่คู่หนึ่ง พอมันเห็นเราเดินอยู่ที่สะพาน ก็ว่ายน้ำมาขออาหาร แต่ดูดีๆ พบว่าไม่ได้มีแค่หงส์ แต่ปลาตัวใหญ่ๆ ว่ายมาเป็นฝูงๆ พร้อมใจกันมาขออาหารแบบนี้ จะใจแข็งอยู่ได้อย่างไร ก็ต้องควักเงินซื้ออาหารสิ แต่ที่กระบะขายอาหารปลาไม่มีคนขายนะ เราหยิบอาหารปลาไป แล้วเอาเงินวางไว้ในถาดรับเงิน ช่างเป็นสังคมในอุดมคติจริงๆ”

จุดหมายต่อไปคือจุดชมวิวที่ทะเสสาบโมโตสุ (Motosu Lake) ซึ่งเป็นจุดเดียวกันกับภาพเงาสะท้อนฟูจิซังบนผืนน้ำที่นิ่งสนิทบนธนบัตรใบละพันเยน สามสาวมาถึงเมื่อเวลาเย็น อากาศเริ่มหนาว แต่ภาพภูเขาไฟฟูจิที่เห็นตรงหน้าทำให้ลืมความหนาวเหน็บ ถ้าจะพูดว่าสวยจนแทบจะหยุดหายใจคงไม่เกินความจริง

 

แอดมินโซระ เล่าว่าเป็นช่วงเวลาที่พระอาทิตย์กำลังตกดิน แสงตกกระทบกับภูเขาแปลกตาแสงสีม่วงไล่ไปจนถึงสีชมพูอ่อนสะกดสายตาของทุกคน บรรยากาศเงียบสงบ มีนักท่องเที่ยวเพียงไม่กี่คนที่มายืนรอถ่ายรูปฟูจิซัง ต่อไปคือมุมถ่ายภาพขวัญใจมหาชน เจดีย์ห้าชั้นที่ทะเลสาบคาวากุจิ (Kawaguchi Lake) เจดีย์สีแดงมีฉากหลังเป็นภูเขาไฟช่างสวยงามนัก

เจดีย์ตั้งอยู่ในเขตศาลเจ้าอะระคุระ เซนเกน (ArakuraSengen Shrine) ศาลเจ้าเล็กๆ ประจำเมืองฟูจิโยชิดะ (Fujiyoshida) สร้างขึ้นปี 1963 เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งสันติภาพ เมื่อเดินขึ้นเขามาจะเจอศาลเจ้าก่อน ใครอยากเห็นเจดีย์ 5 ชั้นต้องเดินขึ้นบันไดไปอีก 400 ขั้น ระหว่างทางนอกจากจะเห็นวิวมุมสูงของเมืองทั้งเมือง ก็จะเห็นป้ายเตือนระวังสัตว์ป่ามีหมูป่าและลิง

อีกหนึ่งจุดห้ามพลาด คือการขึ้นไปบนฟูจิซัง ชั้น 5 ที่นี่มีดีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นร้านขายของที่ระลึกที่มีสินค้าบางอย่างวางขายเฉพาะข้างบนนี้ เช่น ขนมฟูจิเมลอนปังที่เอร็ดอร่อย เป็นเมลอนปังที่ทำเลียนแบบรูปทรงภูเขาฟูจิ ลาวาทำด้วยแป้งช็อกโกแลต และหิมะที่ปกคลุมก็คือน้ำตาลไอซิ่ง ขวด น้ำดื่มที่มีโลโก้ภูเขาไฟฟูจิ หรือเครื่องรางที่มีจำหน่ายเฉพาะที่นี่

 

“บนภูเขาไฟฟูจิชั้น 5 สูงจากระดับน้ำทะเลวัดได้ 2,305 เมตร สามารถมองเห็นความงามของทะเลสาบทั้งห้าที่อยู่รอบๆ ยังมีศาลเจ้าในลัทธิชินโต โคมิตะเกะ (Komitake Shrine) ด้านข้างของศาลเจ้ามีจุดชมวิวที่สวยงาม มองลงไปเห็นทะเลสาบยามานะกะที่ด้านล่าง”

ช่วงฤดูใบไม้ร่วงหรือใบไม้เปลี่ยนสีปลายเดือน ต.ค.-พ.ย. เป็นฤดูกาลเหมาะแก่การท่องเที่ยว ใบไม้สีแดง ส้ม เหลือง และน้ำตาล ไล่เรียงกันเหมือนภาพวาด มาถึงแล้วอย่าลืมไปเยี่ยมชมอุโมงค์ใบไม้เปลี่ยนสีที่ทะเลสาบคาวากุจิ ส่วนใครไปในช่วง ส.ค.-ต.ค. ห้ามพลาดชิมองุ่นสดจากต้น 48 สายพันธุ์ ที่นี่เป็นแหล่งผลิตไวน์ชั้นยอด โรงบ่มไวน์ที่บูโดโนะโอกะ (Budo no Oka) ชำระเงินเพียง 1,100 เยน ก็เข้าไปชิมไวน์ได้จุใจ 115 รสชาติ

สามสาวขอบคุณยามานะชิ จังหวัดเล็กๆ ใกล้โตเกียว ที่ทำให้พวกเธอได้ใช้วันหยุดอย่างสนุกสนาน คงไม่มีอะไรดีไปกว่าอาหารอร่อย ผู้คนใจดี ธรรมชาติสวยงาม กับเตียงนุ่มๆ ให้นอนเหยียดยาวหลังตะลอนช็อปตะลอนชิม และเที่ยวอย่างเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน ขอบคุณยามานาชิที่รักษาความเป็นธรรมชาติเอาไว้อย่างไม่มีที่ติ มีโอกาสเมื่อไรจะกลับมาแน่

“ขอสารภาพว่าตอนขามารู้สึกเฉยๆ กับฟูจิ แต่ขากลับพวกเราได้กลายเป็นคนใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจกลับไปอย่างเต็มเปี่ยม หากการเดินทางคือการชาร์จแบตเตอรี่ชีวิตให้เต็ม ในครั้งนี้ยามานะชิก็ได้ชาร์จแบตเตอรี่ของพวกเราจนเต็มเปี่ยม พลังงานดีๆ ขอเก็บไว้เป็นทุนสำหรับการดำเนินชีวิตในปีใหม่ 2559 ขอบคุณค่ะ”