วัดระฆังฯ ช่วยเกษตรกรเจอพิษโควิดเหมาแตงโม 10 ตันแจกชาวบ้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/660490

วันที่ 13 ส.ค. 2564 เวลา 16:21 น.

วัดระฆังฯช่วยเกษตรกรเจอพิษโควิดเหมาแตงโม10ตันแจกชาวบ้านวัดระฆังฯร่วมกับสภาสตรีแห่งชาติฯและพช.ช่วยเกษตรกรเหมาแตงโม10ตันมาแจกชาวบ้านชุมชนรอบวัดและบุคลากรทางการแพทย์ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เมื่อวันที่ 13 ส.ค.พระครูสมุห์วัชระ ภทฺทธมฺโม(พระครูต้น) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม พร้อมด้วย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน(พช.) ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ แจกแตงโม 10 ตันให้ชาวบ้านในพื้นที่ชุมชนรอบวัดระฆังฯ และบุคลากรทางการแพทย์ เขตบางกอกน้อยโดยเหมามาจากจ.พิจิตร เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2564 และสนองดำริเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชฯให้วัดทุกวัดตั้งโรงทานขึ้นเพื่อบรรเทาความทุกข์แก่ญาติโยมและเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบความยากลำบากจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19

พระครูสมุห์วัชระ ภทฺทธมฺโม ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม กล่าวว่า จากวิกฤตโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ระบาด ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นคนหาเช้ากินค่ำ ขาดรายได้ไปจุนเจือครอบครัว วัดถือเป็นสถานที่ที่เป็นที่พึ่งด้านจิตใจ และเป็นสถานสาธารณสงเคราะห์ของชุมชน ซึ่งมีศักยภาพเพียงพอที่จะอนุเคราะห์ประชาชนผู้ประสบความยากลำบาก ทางวัดระฆังฯ จึงได้จัดตั้งโรงทานช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์โรคระบาด มาตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่กรกฎาคมจนถึงปัจจุบัน วันละ 1,200 กล่อง มอบให้บุคลากรทางการแพทย์และโรงพยาบาลสนาม ชุมชนและถวายพระภิกษุสามเณร แม่ชี ภายในวัดระฆัง โดยได้รับการสนับสนุนจากสภาสตรีแห่งชาติและกรมการพัฒนาชุมชนและร้านคอระฆังและภาคีเครือข่ายต่างๆร่วมด้วยช่วยกัน

ทั้งนี้ ได้ร่วมกับนายสุทธิพงษ์และดร.วันดีวันนี้ได้แจกแตงโม 10,000 กิโลกรัม 10 ตัน ให้กับโรงพยาบาลสนามราชพิพัฒน์2 (ศูนย์วัดศรีสุดาราม),ศูนย์พักคอยเพื่อส่งต่อของเขตบางกอกน้อยและเขตพระนคร ,เจ้าหน้าที่ตำรวจสน.บางกอกน้อย ซึ่งได้ซื้อมาจากเกษตรกรผู้ปลูกแตงโมพื้นที่อ.วังทรายพูน จ.พิจิตรซึ่งประสบปัญหาขายผลผลิตไม่ได้ เป็นผลพวงมาจากไวรัสโควิด-19 ทางวัดจึงได้ร่วมกับผู้มีจิตศรัทธาเหมาซื้อมา 10 ตัน นำมาแจกจ่ายแก่ชาวบ้าน ที่ได้รับผลกระทบ 1 คนจะได้ 2-3 ลูก เพื่อให้ทั่วถึงกันทุกคน แจกจนกว่าจะหมด ส่วนชาวบ้านที่มารับแตงโม ทางวัดได้ขอความร่วมมือให้สวมหน้ากากอนามัยทุกคน ล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ที่ทางวัดจัดไว้ให้ และรักษาระยะห่างเพื่อป้องกันการติดเชื้อ โดยน.ส.กรกวรรณ เอี่ยมลิ้ม ผู้อำนวยการสำนักงานเขตบางกอกน้อย และนางธราพร อำนวยสาร ผู้ช่วยเขต ผอ.เขตบางกอกน้อย,ตำรวจ สน.บางกอกน้อยได้จัดเจ้าหน้าที่มาอำนวยความสะดวกในครั้งนี้ด้วย

อย่างไรก็ตามนายสุรเดช ลิ้มพานิช (หมึก ท่าพระจันทร์ ) รองนายกสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย ,นาสยศุทธดา เนติภานนท์ และ มะนาว ศรศิลป์ มณีวรรณ ดารานักแสดง ร่วมทำบุญซื้อแตงโมในครั้งนี้ด้วย

วัดสุทธิฯตั้ง “Temple Isolation” 120 เตียงดูแลผู้ป่วยโควิดสีเขียว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/659753

วันที่ 04 ส.ค. 2564 เวลา 17:46 น.

วัดสุทธิฯตั้ง"Temple Isolation"120เตียงดูแลผู้ป่วยโควิดสีเขียว สสส.หนุนวัดสุทธิวราราม ตั้ง “Temple Isolation”เตรียม 120 เตียง รับผู้ป่วยโควิดสีเขียว แนะ 5 ระบบสร้างวัดต้นแบบดูแลผู้ติดเชื้อ พร้อมสร้างแกนนำ”พระไม่ทิ้งโยม”

เมื่อวันที่ 4 ส.ค.พระสุธีรัตนบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดสุทธิวราราม ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และผู้จัดการโครงการพัฒนาเครือข่ายองค์กรสุขภาวะวิถีพุทธเชิงสร้างสรรค์ สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 มีสถิติผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ ทำให้ผู้ป่วยโควิด-19 ล้นโรงพยาบาล ผู้ป่วยเข้าไม่ถึงการรักษา จึงได้ปรับโครงการโครงการพัฒนาเครือข่ายองค์กรสุขภาวะวิถีพุทธเชิงสร้างสรรค์ ภายใต้การสนับสนุนของ สสส. ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร และภาคีเครือข่าย มาช่วยแก้ไขวิกฤตโควิด-19 ในกรุงเทพฯ โดยดำเนินการปรับศูนย์การเรียนรู้พระพุทธศาสนาและการพัฒนาสังคม อาคารขนาด 3 ชั้นของวัดสุทธิวราราม จัดตั้งเป็นศูนย์พักคอยผู้ป่วยโควิด-19 สำหรับดูแลผู้ป่วยกลุ่มสีเขียวที่ไม่มีอาการ เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2564 ถือเป็นการใช้มาตรการดูแลผู้ป่วยที่วัด (Temple Isolation) เพื่อรอนำส่งต่อผู้ป่วยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล โดยมีพระนักพัฒนาการสาธารณสงเคราะห์ กลุ่ม “พระไม่ทิ้งโยม” กว่า 20 รูป พร้อมทีมแพทย์ พยาบาลอาสาสมัครคอยดูแลผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มสีเขียวที่ตกค้างให้ได้รับการเข้าถึงการรักษาที่ศูนย์พักคอยโดยแยกออกจากคนในครอบครัว มุ่งลดการแพร่ระบาดในชุมชมวงกว้าง

ทั้งนี้ Temple Isolation ของวัดสุทธิวราราม มีรูปแบบการจัดการและวางระบบที่มีความพร้อม 5 ด้าน คือ 1.ด้านสถานที่ วัดรองรับผู้ป่วย 120 เตียง ปัจจุบันมีผู้ป่วย 60 คน และยังมีผู้ป่วยในชุมชนเจริญกรุง 57 กว่า 100 คน ซึ่งกลุ่ม “พระไม่ทิ้งโยม” ให้ความช่วยเหลือดูแลครอบคลุมทั้งผู้ป่วยโควิด-19 ในวัดและชุมชนรอบข้าง 2.ด้านการดูแลรักษาพยาบาลผู้ป่วย ร่วมกับ โรงพยาบาลสงฆ์ และโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ จัดทีมแพทย์ พยาบาล เฝ้าสังเกตอาการผู้ป่วยในศูนย์พักคอยตลอด 24 ชั่วโมง แบ่งเป็นกลางวัน 3 คน และกลางคืน 3 คน 3.ด้านอาหาร วัดรับบริจาควัตถุดิบเพื่อนำมาประกอบอาหารให้แก่ผู้ป่วย 3 มื้อ และรับบริจาคอาหารแห้ง อาหารกล่อง น้ำดื่ม เพื่อนำไปแบ่งปันให้ผู้ป่วย รวมถึงกลุ่มคนเปราะบางในชุมชน 4.ด้านการค้นหาผู้ป่วย กลุ่ม “พระไม่ทิ้งโยม” ร่วมลงพื้นที่เชิงรุกในชุมชนรอบข้างค้นหาผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มเปราะบางที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เพื่อให้เข้าถึงการรักษาเร็วที่สุด และ 5.ด้านการสื่อสาร มีการพัฒนาสื่อรูปแบบอินโฟกราฟิกที่เข้าใจง่าย กระจายสู่คนในพื้นที่ โดยจะขยายการผลิตสื่อชุดความรู้ในรูปแบบคลิปวิดีโอ เพื่อสื่อสารสร้างความเข้าใจให้สังคมไทยสู้กับสถานการณ์โควิด-19 ในวงกว้างต่อไป

ดร.ประกาศิต กายะสิทธิ์ รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และรักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร สสส. กล่าวว่า สสส. มุ่งพัฒนาสุขภาวะองค์กรสงฆ์และชุมชน โดยผลักดันให้เกิดศูนย์การเรียนรู้พระพุทธศาสนาและการพัฒนาสังคม ภายในวัดสุทธิวรารามขึ้น โดยในช่วงวิกฤตโควิด-19 ได้ผลักดันให้จัดตั้งศูนย์พักคอยเพื่อรองรับผู้ป่วยโควิด-19 ที่วัด เพื่อรองรับผู้ป่วยในชุมชน ระบบ Temple Isolation ของวัดสุทธิวราราม ถือเป็นต้นแบบดูแลผู้ป่วยในวัดหรือสถานศึกษาสงฆ์พื้นที่อื่นๆ ได้ เนื่องจากขณะนี้มีผู้ป่วยโควิด-19 ไม่มีอาการกลับไปรักษาตัวที่ภูมิลำเนาของตัวเองจำนวนมาก โดย สสส. จะประสานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เพื่อขยายแนวทางการจัดทำระบบ Temple Isolation ให้ได้มากที่สุด ขณะนี้ สสส. สานพลังภาคีธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติเสนอมหาเถรสมาคมผลักดันแนวคิดนี้ให้เกิดขึ้นอย่างน้อย 1 วัด 1 ตำบลทั่วประเทศ เพื่อช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพ ลดภาระปัญหาผู้ป่วยล้นโรงพยาบาล ตัดวงจรการระบาดและลดจำนวนผู้เสียชีวิตของไทย

อย่างไรก็ตาม องค์กรที่มีความพร้อมหรือสนใจ ติดต่อได้ที่เว็บไซต์ https://stopcovid.anamai.moph.go.th/dashbord_center/  เพื่อแจ้งความประสงค์จัดตั้ง Community Isolation โดยจะมีทีมงานประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมหาแนวทางการจัดการวางระบบที่ปลอดภัยและได้มาตรฐานต่อไป

วัดระฆังฯเปิด “โรงครัวปันน้ำใจ สู้ภัยโควิด-19” บรรเทาทุกข์คนเดือดร้อน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/657449

วันที่ 07 ก.ค. 2564 เวลา 20:57 น.

วัดระฆังฯเปิด“โรงครัวปันน้ำใจ สู้ภัยโควิด-19”บรรเทาทุกข์คนเดือดร้อนอธิบดีพช.ตรวจเยี่ยม“โรงครัวปันน้ำใจ สู้ภัยโควิด-19” วัดระฆังฯ พร้อมให้กำลังใจภาคีเครือข่ายประชาชนผู้มีจิตอาสาร่วมปรุงอาหารช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบพิษโควิด

เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน(พช.) กระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย พระครูสมุห์ วัชระ ภทฺทธมฺโม (พระครูต้น) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจ ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมการพัฒนาชุมชน ศิษยานุศิษย์วัดระฆังฯ ตลอดจนภาคีเครือข่ายและพี่น้องประชาชนผู้มีจิตอาสา ที่ร่วมกันปรุงอาหาร และบรรจุข้าวกล่อง ตามโครงการ “โรงครัวปันน้ำใจ ต้านภัยโควิด-19” เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว 69 พรรษา 28 กรกฎาคม 2564 เพื่อนำข้าวบรรจุกล่องไปแจกจ่ายให้กับผู้ที่ได้รับความเดือดร้อยจากโควิด ณ อาคารจอดรถ ชั้น 6 วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร  เขตบางกอกน้อย 

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2564 กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และภาคีเครือข่าย น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่ทรงมีน้ำพระราชหฤทัย บำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อความผาสุกของพสกนิกรชาวไทย เพื่อดำเนินการตามพระราโชบาย “สืบสาน รักษา และต่อยอด” แนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาสู่พระราชกรณียกิจนานัปการ ด้วยพระราชวิริยะอุตสาหะ โดยมิทรงย่อท้อ เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุข แก่อาณาประชาราษฎร์ และบ้านเมืองเสมอมา ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

ทั้งนี้ กรมการพัฒนาชุมชน และสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ ได้เชิญชวนข้าราชการกรมการพัฒนาชุมชนทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค รวมทั้งภาคีเครือข่ายและพี่น้องประชาชน ได้ร่วมกันทำความดีเป็นปฏิบัติบูชา เพื่อแสดงความจงรักภักดีร่วมกัน ตลอดทั้งเดือนกรกฎาคม 2564 โดยจัดตั้ง “โรงครัวปันน้ำใจ ต้านภัยโควิด-19” เพื่อประกอบอาหารปรุงสุก วันละ 1,000 กล่อง เพื่อมอบให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ที่ได้รับกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ในเขตชุมชนวัดระฆังฯ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 1 – 31 กรกฎาคม 2564 ซึ่งในแต่ละจุดนั้นจะมีตัวแทนมารับข้าวกล่องไปแจกจ่ายให้บุคลากรและประชาชน ดังนี้ 1. โรงพยาบาลศิริราช จำนวน 300 กล่อง 2. โรงพยาบาลกลาง จำนวน 200 กล่อง 3. โรงพยาบาลสวนเบญจกิติเฉลิมเกียรติ 84 พรรษา จำนวน 170 กล่อง 4. โรงพยาบาลสนามราชพิพัฒน์ (ศูนย์วัดศรีสุดาราม) เขตบางกอกน้อย จำนวน 200 กล่อง 5. พระภิกษุ สามเณร แม่ชี วัดระฆังฯ จำนวน 100 กล่อง 6. เจ้าหน้าที่กวาดขยะ สำนักงานเขตบางกอกน้อย จำนวน 30 กล่อง

อย่างไรก็ตาม ต้องขอขอบคุณข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมการพัฒนาชุมชน ศิษยานุศิษย์วัดระฆังฯ ตลอดจนภาคีเครือข่ายและพี่น้องประชาชนผู้มีจิตอาสาทุกท่าน ที่มีจิตเป็นกุศล ได้ร่วมใจกัน ในการทำความดีครั้งนี้

เปิดจองวัตถุมงคล “หลวงพ่อพัฒน์” เกจิดังปากน้ำโพรายได้สร้างสาธารณประโยชน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/657302

วันที่ 06 ก.ค. 2564 เวลา 13:07 น.

เปิดจองวัตถุมงคล"หลวงพ่อพัฒน์"เกจิดังปากน้ำโพรายได้สร้างสาธารณประโยชน์อำเภอเมืองปทุมธานีเปิดจองวัตถุมงคลหลวงพ่อพัฒน์ รุ่นเลื่อนตำแหน่ง ยกฐานะ และรุ่นปลอดภัย สมทบทุน บูรณะวัดบางหลวงหัวป่า (วัดร้าง) ปรับปรุงห้องผู้ป่วย รพ.ปทุมธานีและรพ.ธัญบุรี

พระมงคลวโรปการ (หลวงพ่อชำนาญ อุตฺตมปญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดชินวรารามวรวิหาร ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี พร้อมด้วยพระครูสมุห์วัชระ ภทฺทธมฺโม ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม นายพิษณุ ประภาธนานันท์ นายอำเภอเมืองปทุมธานี และประชาชนในพื้นที่จ.ปทุมธานี พร้อมคณะกรรมการบริหารงานอำเภอ (กบอ.) อำเภอเมืองปทุมธานี มีมติเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2564 ให้จัดสร้างเหรียญพระราชมงคลวัชราจารย์ หลวงพ่อพัฒน์ ปุญฺญกาโม รุ่น เลื่อนตำแหน่ง ยกฐานะ และรุ่น ปลอดภัย ซึ่งได้รับอนุญาตจากวัดธารทหาร (ห้วยด้วน) ตำบลธารทหาร อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ แล้ว

ทั้งนี้ มีวัตถุประสงค์นำรายได้สมทบทุน บูรณปฏิสังขรณ์ วัดบางหลวงหัวป่า (ร้าง) เพื่อเป็นสาขาของ วัดระฆังโฆสิตาราม และยกฐานะวัดร้างขึ้นเป็นวัดที่มีพระภิกษุอยู่จำพรรษา และนำรายได้สมทบทุน สร้างเมรุ และศาสนสถานวัดธารทหาร (ห้วยด้วน)นำรายได้ สมทบทุน ปรับปรุงห้องผู้ป่วยอาคารศูนย์การแพทย์ 18 ชั้น โรงพยาบาลปทุมธานี และโรงพยาบาลธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี นำรายได้ปรับปรุงซ่อมแซมที่ว่าการอำเภอเมืองปทุมธานี และเป็นทุนสนับสนุนใช้จ่าย ในกิจการสาธารณประโยชน์ในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี และ เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาชนผู้มีจิตศรัทธา ได้ร่วมทำบุญตามกำลังศรัทธา พร้อมกับผู้ที่เคารพนับถือในพระเดช พระคุณของพระราชมงคลวัชราจารย์ หลวงพ่อพัฒน์ ปุญฺญกาโม จะได้มีเหรียญที่ระลึกดังกล่าวไว้สักการบูชา เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง และครอบครัวต่อไป

นายพิษณุ ประภาธนานันท์ นายอำเภอเมืองปทุมธานี ประธานอำนวยการการจัดสร้างวัตถุมงคลพระราชมงคลวัชราจารย์ หลวงพ่อพัฒน์ ปุญญกาโม วัดห้วยด้วน  เปิดเผยว่า ในแวดวงนักสะสมพระเครื่องวัตถุมงคลยุคนี้ เชื่อมั่นว่า ไม่มีใครปฏิเสธพลังศรัทธาที่พุทธศาสนิกชนทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศมีต่อหลวงพ่อพัฒน์ เหรียญรุ่นเลื่อนตำแหน่ง ยกฐานะ และรุ่น ปลอดภัย ถือว่าเป็นเหรียญที่มีพุทธศิลป์สวยและงดงามมาก หลวงพ่อพัฒน์ฯท่านได้เมตตาเจิมบล็อกเหรียญให้ในวันที่ 24 มิถุนายน 2564 ที่วัดห้วยด้วน หลวงพ่อเมตตาอนุญาตให้ดำเนินการจัดสร้างได้ตามเจตนาที่พิจารณาแล้วว่า ทำไปด้วย เจตนาอันเป็นกุศล เพื่อนำปัจจัยรายได้มาร่วมกันสร้างสาธารณสมบัติให้กับพี่น้องประชาชน ทั้งที่วัดห้วยด้วน(ธารทหาร) หรือการก่อสร้างโรงพยาบาลและการนำเงินไปช่วยพัฒนาบูรณะวัดวาอารามต่างๆในจังหวัดปทุมธานี

หลวงพ่อพัฒน์ เป็นพระเกจิอาจารย์เรืองวิทยาคมที่มีชื่อเสียง เป็นศิษย์พุทธาคม หลวงพ่อเดิมวัดหนองโพ, หลวงพ่ออิน วัดหางน้ำสาคร, หลวงพ่อหมึก วัดสระทะเล และหลวงพ่อโหมด วัดโคกเดื่อหลวงพ่อพัฒน์ ปุญญกาโม นามเดิม พัฒน์ ก้อนจันเทศ เกิดเมื่อวันที่ 12 พ.ค.2465 ที่บ้านสระทะเล ต.ย่านมัทรี อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ บิดา-มารดาชื่อ นายพุฒ และนางแก้ว นามสกุลเดิม (ฟุ้งสุข) พออายุครบเกณฑ์ทหารถูกคัดเลือกเข้าไปเป็นทหารกองประจำการ แต่ขณะที่จะหมดวาระปลดจากทหารเกณฑ์กลับเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา (สงครามโลกครั้งที่ 2) ขึ้นเสียก่อน จึงทำให้ต้องเป็นทหารต่อไปจนอายุ 24 ปี ปลดประจำการเมื่อปีพ.ศ.2489

จากนั้นเข้าพิธีอุปสมบทเมื่อปีพ.ศ. 2489 ที่อุโบสถวัดสระทะเล ต.ย่านมัทรี อ.พยุหะคีรี โดยมีพระธรรมไตรโลกาจารย์ (หลวงพ่อยอด) วัดเขาแก้ว เป็นพระอุปัชฌาย์, หลวงพ่อกัน วัดเขาแก้ว เป็นพระกรรม วาจาจารย์ และพระอธิการชั้ว วัดสระทะเล เป็นพระอนุสาวนาจารย์ด้วยเหตุที่ท่านร่ำเรียนสรรพวิชาวิทยาคมมากมาย ส่งผลให้วัตถุมงคลที่ท่านปลุกเสก มีพุทธคุณที่เข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ สร้างประสบการณ์มากมายในทุกรุ่นจนเป็นที่กล่าวขวัญกันอย่างกว้างขวาง กลายเป็นพระเกจิชื่อดังระดับประเทศ ที่ ในแต่ละวันจึงมีญาติโยมเดินทางมาจากทั่วทุกสารทิศเพื่อกราบนมัสการ รับฟังคำสั่งสอน รับการประพรมน้ำพระพุทธมนต์ที่เข้มขลังศักดิ์สิทธิ์จากท่าน เสริมความเป็นสิริมงคลที่วัดอย่างไม่ขาดสาย

ขณะเดียวกัน ในด้านวัตถุมงคลก็มีจัดสร้างออกมาอย่างต่อเนื่องจากคณะศิษย์ทั้งหลาย เพื่อมอบให้ผู้ที่ร่วมทำบุญร่วมสร้างบารมีกับหลวงพ่อพัฒน์ ซึ่งทุกรุ่นต่างเป็นที่ยอมรับของบรรดาเซียนพระและนักสะสมทั้งในประเทศและต่างประเทศและทุกวันนี้แม้ว่าท่านจะมีอายุ 100 ปีแล้วก็ตาม แต่หลวงพ่อท่านยังเมตตาเดินทางไปร่วมงานพุทธาภิเษก ปลุกเสกพระเครื่องรุ่นต่างๆ ที่ได้รับนิมนต์อยู่เป็นประจำไม่ว่าจะเป็นวัตถุมงคลหรือพระเครื่องของวัดไหน หากนิมนต์หลวงพ่อมาท่านมักจะไม่ปฏิเสธ

สำหรับ รายละเอียดในการจัดสร้างเหรียญหลวงพ่อพัฒน์ รุ่นเลื่อนตำแหน่ง ยกฐานะ และรุ่น ปลอดภัย 2 รุ่นนี้ประกอบด้วย เนื้อทองคำหนัก 22 กรัม จัดสร้างตามสั่งจอง เหรียญละ 59,999 บาท เหรียญรวมเนื้อ 9 ชนิด ชุดใหญ่(100เหรียญ) จัดสร้าง 299 ชุด ชุดละ 22,000 บาท เหรียญรวมเนื้อ 9 ชนิด ชุดกลาง(9เหรียญ)จัดสร้าง 99ชุด ชุดละ3,999 บาท เหรียญรวมเนื้อ 9 ชนิด ชุดเล็ก(7เหรียญ) จัดสร้าง 99ชุด ชุดละ 2,999 บาท เหรียญรวมเนื้อ9ชนิด ประกอบด้วย 1.เนื้อเงินลงยา 2.เนื้อเงิน 3.เนื้อนวะลงยา 4.เนื้ออัลปาก้าลงยา 5.เนื้อทองแดงลงยา 6.เนื้อทองเหลืองลงยา 7.เนื้อสัตตะลงยา 8.เนื้อซาติน 9.เนื้อทองเหลืองผิวรุ้ง

เหรียญทั้งหมดนี้ ปลุกเสกและนั่งอธิฐานจิต โดยหลวงพ่อพัฒน์ ปุญญกาโม และหลวงพ่อชำนาญ อุตฺตมปญฺโญ โดยจะมี พิธีพุทธาภิเษก วัดธารทหาร(ห้วยด้วน) ตำบลธารทหาร อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ และวัดชินวรารามวรวิหาร ตำบลบางขะแยง อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี เปิดจองวัตถุมงคล วันที่ 19 กรกฎาคม 2564 รับวัตถุมงคล เดือนมกราคม 2565 เป็นต้นไป สถานที่สั่งจอง 1. ที่ทำการปกครองอำเภอเมืองปทุมธานี โทร. 02-5816130 ต่อ 203คุณบุญส่ง เนียมหมวด โทร. 081-4316196 คุณจงจิต อินถา โทร. 088-2526923 คุณกาญจนา สุดชารี โทร. 089-88193952. สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปทุมธานี โทร. 02-5934406 ต่อ 11 คุณนฤมล จุลสม โทร. 081-9014665 คุณสุดาพิชญ์ ป่าพิมาย โทร. 062-4194561

วัตถุมงคลที่จัดสร้างขึ้นในวาระสำคัญนี้ เพื่อเป็นที่ระลึกอายุวัฒนมงคล 100 ปี หลวงพ่อพัฒน์ และบูรณปฏิสังขรณ์ วัดบางหลวงหัวป่า (ร้าง) เพื่อเป็นสาขาของ วัดระฆังโฆสิตาราม และยกฐานะวัดร้างขึ้นเป็นวัดที่มีพระภิกษุอยู่จำพรรษา และนำรายได้สมทบทุน สร้างเมรุ และศาสนสถานวัดธารทหาร (ห้วยด้วน) ตำบลธารทหาร อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ นำรายได้ สมทบทุน ปรับปรุงห้องผู้ป่วยอาคารศูนย์การแพทย์ 18 ชั้น โรงพยาบาลปทุมธานี และโรงพยาบาลธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี นำรายได้ปรับปรุงซ่อมแซมที่ว่าการอำเภอเมืองปทุมธานี และเป็นทุนสนับสนุนใช้จ่าย ในกิจการสาธารณประโยชน์ในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี

กรมสมเด็จพระเทพฯทรงพระกรุณาโปรดบำเพ็ญพระราชกุศล 100 วัน “เจ้าคุณเสน่ห์” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/656774

วันที่ 29 มิ.ย. 2564 เวลา 20:20 น.

กรมสมเด็จพระเทพฯทรงพระกรุณาโปรดบำเพ็ญพระราชกุศล 100 วัน"เจ้าคุณเสน่ห์"สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดบำเพ็ญพระราชกุศล 100 วันพระราชทานศพพระราชญาณมงคล วัดปรมัยยิกาวาสวรวิหาร

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดบำเพ็ญพระราชกุศล 100 วัน พระราชทานศพ พระราชญาณมงคล (เสน่ห์ ปภงฺกโร) อดีตเจ้าอาวาสวัดปรมัยยิกาวาสวรวิหาร และอดีตเจ้าคณะตำบลเกาะเกร็ด จ.ปทุมธานี โดยมีสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (ธงชัย ธมฺมธโช) เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน และนายบรรหาร เนาวรัตน์ นายกอบต.โก่งธนู อ.เมืองลพบุรี จ.ลพบุรี ร่วมพิธีถวายภัตตาหารเพล บำเพ็ญกุศล 100 วัน พระราชทานศพ “พระราชญาณมงคล” (เสน่ห์ ปภงฺกโร) ณ ศาลาการเปรียญ วัดปรมัยยิกาวาสวรวิหาร อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี

พระราชญาณมงคล (เสน่ห์ ปภงฺกโร) อดีตเจ้าอาวาสวัดปรมัยยิกาวาสวรวิหาร และอดีตเจ้าคณะตำบลเกาะเกร็ด ได้มีอาการอาพาธ ปวดท้องเฉียบพลัน เมื่อรุ่งเช้าของวันอาทิตย์ที่ 21 มี.ค.2564 คณะศิษย์ได้อาราธนาท่านส่งตัวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลนนทเวช อ.เมือง จ.นนทบุรี คณะแพทย์ได้พยายามรักษาอาการและกู้สถานการณ์ของท่านเป็นการด่วน แต่ด้วยอาการของท่านเข้าสู่ภาวะวิกฤต และได้ถึงแก่มรณภาพด้วยอาการอันสงบ เมื่อเวลา 12.45 น. วันอาทิตย์ที่ 21 มี.ค.2564 ด้วยภาวะหลอดเลือดสำคัญที่หน้าท้องโป่งพองและปริแตก เป็นเหตุให้ความดันโลหิตตกและถึงแก่มรณภาพ ท่ามกลางความเศร้าโศกเสียใจของศิษยานุศิษย์ สิริอายุเข้าสู่ปีที่ 71 พรรษา 50

สำหรับ ประวัติพระราชญาณมงคล (เสน่ห์ ปภงฺกโร) มีนามเดิมว่า เสน่ห์ นามสกุล แดงเฟื่อง เกิดเมื่อวันที่ 3 พ.ค. 2493 บ้านเลขที่ 28 ม.6 ต.เกาะเกร็ด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เป็นบุตรของนายฉ่ำ และนางสนั่น แดงเฟื่อง เมื่อสำเร็จการศึกษาชั้นปีที่ 4 เข้าพิธีบรรพชา เมื่ออายุ 12 ปี ที่วัดใหญ่สว่างอารมณ์ ต.อ้อมเกร็ด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี วันที่ 4 ก.ค. 2505 โดยมีพระนันทวิริยาจารย์ (กุหลาบ ธมฺมวิริโย) เจ้าคณะอำเภอปากเกร็ด เป็นพระอุปัชฌาย์ ครั้นอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ เข้าพิธีอุปสมบท เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2513 ที่วัดเสาธงทอง ต.อ้อมเกร็ด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี โดยมีพระไตรสรณธัช (มาลัย ปุปฺผทาโม) วัดปรมัยยิกาวาส เป็นพระอุปัชฌาย์, พระใบฎีกาจำปี วัดโปรดเกษ ต.คลองพระอุดม อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูใบฎีกาพร้อม วัดเสาธงทอง เป็นพระอนุสาวนาจารย์

พระราชญาณมงคล  มุ่งศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ.2527 สอบได้เปรียญธรรม 5 ประโยค นักธรรมชั้นเอก ต่อมาในปี พ.ศ.2536 เป็นพระครูสัญญาบัตร รองเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นเอก ที่ พระครูวิมลธรรมาภรณ์ , พ.ศ.2538 ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดปรมัยยิกาวาสวรวิหาร ,พ.ศ.2541 เป็น พระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นเอก ในราชทินนามเดิม และเป็นเจ้าคณะตำบลเกาะเกร็ด , 5 ธันวาคม พ.ศ. 2547 เป็น พระราชาคณะชั้นสามัญเปรียญ ที่ พระสุเมธมุนี และ 5 ธันวาคม พ.ศ.2559 เป็น พระราชาคณะชั้นราช ที่ พระราชญาณมงคล โสภณศาสนกิจ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชญาณมงคล (เสน่ห์ ปภงฺกโร) หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “เจ้าคุณเสน่ห์”

ถือเป็นพระเกจิที่ชาวบ้านเชื้อสายไทย-มอญ ที่อาศัยอยู่ในบริเวณเกาะเกร็ด ให้ความศรัทธาเป็นอันมาก ตลอดระยะเวลาที่เป็นเจ้าอาวาสวัด ได้จัดระเบียบการปกครองวัด พระภิกษุ สามเณรทุกรูปต้องปฏิบัติตนตามพระธรรมวินัย และกฎมหาเถรสมาคม ในด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ใช้ธรรมะกล่อมเกลาชาวบ้านให้ดำรงตนด้วยความสุจริต มิให้ลุ่มหลงมัวเมาในอบายมุข ใช้ชีวิตอย่างสมถะและพอเพียง จนรับการยกย่องให้เป็นพระนักพัฒนาที่พึ่งของชาวบ้านมีจิตที่เปี่ยมด้วยความเมตตา อุทิศตนรับใช้พระพุทธศาสนาอย่างมุ่งมั่น การจากไปของท่านนับว่าเป็นการสูญเสียพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีและมีความรู้ในภาษามอญที่สำคัญอีกท่านหนึ่ง กรมการพัฒนาชุมชนน้อมถวายความอาลัยเป็นอย่างยิ่ง แก่การมรณภาพอย่างสงบของเจ้าคุณเสน่ห์ เจ้าอาวาสวัดปรมัยยิกาวาสวรวิหาร เกจิดังแห่งเกาะเกร็ด