คาถาพิชิตแขกของหลวงปู่เอ็นจอย (enjoy) “พระพรหมวชิรโมลี” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/655378

วันที่ 13 มิ.ย. 2564 เวลา 10:47 น.

คาถาพิชิตแขกของหลวงปู่เอ็นจอย(enjoy)"พระพรหมวชิรโมลี"โดย…สมาน สุดโต

********************

เมื่อพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม สถาปนา พระธรรมโมลี (ทองอยู่ ญาณวิสุทโธ ปธ.9 ดร.) เจ้าอาวาสวัดศาลาลอย จังหวัดสุรินทร์ เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2564 นั้น บรรดาลูกศิษย์ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศปลื้มปีติกันทั่วไป เพราะหลวงปู่ทองอยู่ อยู่ที่ไหน ไปที่ไหน ที่นั่นมีแต่รอยยิ้ม เต็มไปด้วยความสข จนท่านได้รับการขนานนามว่า หลวงปู่เอนจอย (enjoy) พระครูวินัยธร ดร.สมุทร ถาวโร วัดมหาธาตุ ผู้อำนวยการวิทยาลัยพระธรรมทูต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ เขียนในบอร์ด ถวายสักการะ และน้อมถวายมุทิตาสักการะ ในนามคณะผู้บริหาร คณาจารย์ และเจ้าหน้าที่วิทยาลัยพระธรรมทูต กองวิเทศสัมพันธ์ และโครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศรุ่นที่ 27/2564 มจร.

ส่วนพระมหานริทร์ นรินโท ป.ธ.9 เจ้าอาวาสวัดไทยลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา ผู้ดำเนินการ เว็บไซต์ alttlebuddha.com. อันลือลั่นสั่นสะเทือนสงการสงฆ์ไทย ได้เขียนชื่นชมในโอกาสอันเป็นมงคลว่า พระธรรมทูตทั่วโลกปลื้มใจ ที่หลวงปู่ทองอยู่ ได้ขึ้นเป็นรองสมเด็จ พร้อมกับเล่าว่า หลวงปู่ทองอยู่เป็นใคร เป็นคนเกิดและบวชที่จังหวัดสุรินทร์ เรียน นักธรรมบาลี ที่สุรินทร์ แต่ครั้งหนึ่งไปเป็นครูสอนและเรียนที่วัดบุญวาทย์วิหาร จังหวัดลำปางทำให้หลวงปู่รู้จักกับเกจิดังระดับประเทศ คือ หลวงพ่อเกษม เขมโก ยิ่งตอนที่หลวงปู่ ตอนนั้น(พ.ศ. 2513) ยังหนุ่ม สอบ ป.ธ. 9 ได้ในนามสำนักเรียนจังหวัดลำปางด้วยแล้ว ทำให้หลวงพ่อเกษมปีติมาก เพราะท่านชอบพระที่เรียนนักธรรม บาลี จึงถวายรางวัลให้อย่างงามเมื่อหลวงปู่ลาไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศอินเดีย

หลวงพ่อเกษมมอบปัจจัยก้อนโตให้เรียนจนจบ เมื่อพระนักศึกษาหรือใครก็ตามถามหลวงปู่ว่าได้ทุนจากไหนไปเรียนที่มหาวิทยาลัยมัทราส อินเดีย ท่านตอบด้วยความภูมิใจว่า ได้ทุนหลวง เมื่อเพื่อนตื่นเต้นระคนแปลกใจ ท่านจึงเฉลยเรียกเสียงฮา ว่า ทุนหลวงพ่อเกษม

หลวงปู่เกิดที่จังหวัดสุรินทร์ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ.2476 อายุ 88 ปีพรรษา 67 วิทยฐานะ ป.ธ9 พม. พธบ. M.A. พธด.เมื่อจบปริญญาเอก เป็นข่าวหน้าหนึ่ง นสพ.ยักษ์ใหญ่ ว่าไม่มีใครแก่เกินเรียน เมื่อหลวงปู่ทองอยู่ ญาณวิสุทโธ อายุ 76 ปีเรียนจบปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ (พ.ศ.2552)

ส่วนผมเองได้พบและคุ้นเคยเมื่อได้พบหลวงปู่ในการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหนรัฐอเมริกา 2 ครั้ง ครั้งแรกที่วัดวชิรธรรมปทีป นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา และครั้งที่ 2 ที่วัดไทยกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. รัฐแมรี่แลนด์แต่ละครั้งท่านเล่าประสบการณ์ในการเดินทาง และวิธีการพิชิตแขก ให้ฟังเรียกเสียงเฮฮา สาธุ กันทั่วหน้า

เดินทางไปนอกไม่เคยหลง

ท่านเล่าว่า ท่านเดินทางไปประชุมกับสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา และชอบเดินทางคนเดียวไม่อยากเป็นภาระใคร และไม่ให้ใครมาคอยเป็นภาระ ทุกครั้งถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ และปลอดภัยไม่เคยหลงทาง ท่านบอกว่า มีคาถาดีก่อนขึ้นเครื่องบิน ท่านจะแจ้งเจ้าหน้าที่สายการบินว่า I am the old man  I am alone so I need a wheelchair (ฉันชรา มาคนเดียว ขอบริการวีลแชร์) แค่นี้ก่อนขึ้นเครื่อง หรือลงเครื่องทุกแห่ง จะมีคนมาพาไปทำเอกสารเข้าเมือง เคลมกระเป๋าเดินทาง จนกระทั่งพบคนที่มาคอยรับที่ท่าอากาศยาน วิธีนี้ใช้ทั้งขาไปและขากลับ ท่านว่าไม่หวงวิชา ใครจะเอาไปใช้ก็ได้ แต่ต้องดูว่าชราหรือไม่

คาถาพิชิตแขกอินเดีย

หลังจากสอบได้ ป.ธ. 9 และ จบ พธบ.ได้เดินทางไปศึกษาต่อ ภาษบาลีและสันสกฤต ระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยมัทราส (ประมาณ พ.ศ. 2517)โดยทุนหลวง (หลวงพ่อเกษม เขมโก)

การไปมัทราส เมืองเชนไน(ชื่อปัจจุบัน) ทางใต้ของอินเดีย จะนั่งเครื่องบินไปลงศรีลีงกา แล้วข้ามมามัทราส ก็ได้ เช่นเจ้าคุณพระศรีธวัชเมธี (ชนะ ภมรพล ป.ธ.9 M.A.) ผจล. วัดป่าเลไลยกฺ์์)

อีกเส้นทางหนึ่งนั่งเครื่องบินจากไทย ลงสนามบินดัม ดัม เมืองกัลกัตตา(ปัจจุบันคือโกลกัตตา) จากนั้นนั่งรถไฟจากสถานีกลางฮาวร่าห์ กัลกัตตา ไปลงสถานีกลางเมืองมัทราส ระยะทาง 1, 663 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 2 คืน หรือเกิน 24 ชั่วโมงก็แล้วกันหลวงปู่ทองอยู่ เลือกเดินทางทางรถไฟ ท่านบอกว่าเมื่อถึงสถานีมัทราสได้ใช้ภาษาพระพุทธเจ้า พิชิตแขกกุลีและแท็กซี่ ที่มารุมล้อมได้สำเร็จ

คนฟังมีทั้งพระและฆราวาสคอยฟังด้วยใจจดจ่ออยากรู้ ภาษาพระพุทธเจ้า

ท่านเล่าว่า ท่านมีของที่ขนไปทั้งของตนและของฝากพระนักศึกษา ทำให้กลัวว่า ของจะหายและไม่ปลอดภัย เพราะไม่ไว้ใจแขก เป็นที่น่าสังเกตว่า แขกที่มารุมล้อม เสนอตัวขนของ และบริการแท็กซี่ ค่อยๆ ถอยห่างออกไปทีละคนสองคน จนกระทั่งไม่เหลือ แต่ละคนได้แต่ส่ายหัว เดินออกไป เพราะฟังท่านพูดแล้วไม่รู้เรื่องท่านว่า เมื่อแขกคนใดคนหนึ่งพูดมา ท่านก็ตอบโดยใช้ภาษาพระพุทธเจ้าตอบแขกจะพูดว่าอะไรท่านไม่สน แต่จะตอบด้วยภาษาพระพุทธเจ้าว่า “สัพพีติโย วิวัชชันตุสัพพะโรโค วินัสสันตุ” แขกฟัง งงแปลไม่ได่ไม่เข้าใจ จึงทะยอยเดินออกไปจนหมด

เมื่อพิชิตแขกเสร็จสรรพ ท่านก็ไปหาตำรวจ คลี่กระดาษบันทึกให้ดู ว่าต้องการแท็กซี่ ไปมหาวิทยาลัยเท่านี้ ทุกอย่างราบรื่นท่านเล่าจบ ผู้ฟังยิ้ม หัวเราะชอบใจ ด้วยเหตุนี้จึงได้รับ ขนานนามว่า หลวงปู่เอนจอย เรื่องที่เล่านี้อาจคลาดเคลื่อนไปบ้าง เพราะฟังมา 10? กว่าปี แต่ยังอยู่ในใจเสมอ

สุดท้ายขอเชิญทุกท่านมุทิตากับหลวงปู่อารมณ์ดี คงแก่เรียน เป็นสังฆโสภณ พระพรหมวชิรโมลี ดังที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตอนหนึ่งว่า พระสงฆ์ทรงสมณคุณยังมีอยู่

ในหลวงโปรดเกล้าฯพระราชทานสัญญาบัตร-พัดยศ-ผ้าไตรถวายพระวชิรญาณโสภณ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/655318

วันที่ 11 มิ.ย. 2564 เวลา 20:20 น.

ในหลวงโปรดเกล้าฯพระราชทานสัญญาบัตร-พัดยศ-ผ้าไตรถวายพระวชิรญาณโสภณในหลวงโปรดเกล้าฯองคมนตรีเชิญสัญญาบัตร พัดยศและผ้าไตรถวายแด่พระวชิรญาณโสภณ หลังได้รับการโปรดเกล้าแต่งตั้งเป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ฝ่ายวิปัสสนาธุระ

เมื่อวันที่ 11มิ.ย.64 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง องคมนตรี เชิญสัญญาบัตรพัดยศ และผ้าไตรไปถวายแด่พระเทพวชิรญาณโสภน ซึ่งมีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ พระราชวิสุทธิมุนี เป็น พระเทพวชิรญาณโสภณ โกศลศาสนกิจบริหาร ภาวนาวิธานธุราทรยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสีพระราชาคณะชั้นเทพ ฝ่ายวิปัสสนาธุระ สถิต ณ วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร ต.จรัส อ.บัวเชด จ.สุรินทร์ มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 5 รูป ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 6 พ.ค.2564 ประกาศ ณ วันที่ 7 พ.ค.2564 เป็นปีที่ 6 ในรัชกาลปัจจุบัน

พระเทพวชิรญาณโสภณ (เยื้อน ขันติพโล) สิริอายุ 69 ปี พรรษา 49 ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ (ธรรมยุต) และเจ้าอาวาสวัดเขาศาลาอตุลฐานะ จาโร บ้านจรัส ต.จรัส อ.บัวเชด จ.สุรินทร์ มีนามเดิมว่า เยื้อน หฤทัยถาวร เกิดเมื่อวันที่ 12 เม.ย.2495 ที่บ้านระไซร์ ต.นาดี อ.เมือง จ.สุรินทร์ บิดา-มารดา ชื่อ นายมอญและนางฮิต หฤทัยถาวร มีพี่น้อง 9 คนเป็นบุตรคนแรก จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนบ้านระไซร์ ต.นาดี อ.เมือง จ.สุรินทร์มีพระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่ดูลย์ อตุโล) เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระรัตนากรวิสุทธิ์ เจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ (ฝ่ายธรรมยุต) และเจ้าอาวาสวัดบูรพาราม เป็นพระอุปัชฌาย์, พระครูสถิตยสารคุณ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูวิมลสีลคุณ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับนามฉายาว่า “ขันติพโล” อันมีความหมายเป็นมงคลว่า “ผู้มีความอดทน”เริ่มศึกษาพระปริยัติธรรมและปฏิบัติภาวนากับหลวงปู่ดูลย์ ทดสอบจิตทำความสงบ สามารถปฏิบัติภาวนาได้รวดเร็วมีจิตสงบนิ่ง หลวงปู่ดูลย์จึงได้สนับสนุนให้ปฏิบัติธรรม โดยกล่าวว่า “จิตเข้าสู่โลกุตรธรรมแล้ว ไม่ต้องเรียนหนังสือ ให้ปฏิบัติธรรมต่อไป”

ต่อมา ฝากให้เข้ารับการศึกษาอบรมข้อวัตรปฏิบัติกับหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี ตั้งแต่เมื่อวันที่ 11 พ.ย.2516 อยู่ฝึกปฏิบัติกัมมัฏฐานอย่างมุ่งมั่นมุมานะ กาลเวลาล่วงเลยมาจนถึงปี พ.ศ.2536 ร่วมกับ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผบ.กกล.สุรนารี (ในขณะนั้น) เป็นผู้ริเริ่ม ผลักดัน และส่งเสริมให้อนุรักษ์และปกป้องผืนป่าผืนใหญ่เป็นเหตุให้คณะรัฐมนตรีในขณะนั้น มีมติให้กรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขณะนั้นประกาศให้บริเวณพื้นที่ป่า เป็นเขตพุทธอุทยาน

สำหรับวัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร มีเนื้อที่ครอบคลุมประมาณ 10,865 ไร่ เป็นเขตพุทธอุทยาน ดำเนินโครงการส่งเสริมพระพุทธศาสนา เพื่ออนุรักษ์ป่าไม้และพัฒนาสิ่งแวดล้อม โดยมีสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร (เจริญ สุวัฑฒโน) สมเด็จพระสังฆราช ขณะนั้นทรงรับเป็นองค์อุปถัมภ์ ผืนป่าดังกล่าวสืบมา.

ในหลวงโปรดเกล้าฯเชิญสัญญาบัตรพัดยศและผ้าไตรถวายแด่พระเทพมงคลวชิรมุนี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/655102

วันที่ 09 มิ.ย. 2564 เวลา 16:36 น.

ในหลวงโปรดเกล้าฯเชิญสัญญาบัตรพัดยศและผ้าไตรถวายแด่พระเทพมงคลวชิรมุนีในหลวงโปรดเกล้าฯ องคมนตรี เชิญสัญญาบัตรพัดยศและผ้าไตรถวายพระเทพมงคลวชิรมุนีในโอกาสตั้งพระราชาคณะชั้นเทพ ฝ่ายวิปัสสนาธุระ

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2564 เวลา 13.20 น. ที่ วัดสักกะวัน (ภูกุ้มข้าว) อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ นายอำพน กิตติอำพน องคมนตรี เชิญสัญญาบัตร พัดยศและผ้าไตร ถวายแด่พระเทพมงคลวชิรมุนี (หลวงปู่หา สุภโร) ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการ โปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ พระณาณวิสาลเถร เป็นพระเทพมงคลวชิรมุนี ภาวนาวิธีวราจารย์ ไพศาลศาสนกิจจาทร ยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นเทพ ฝ่ายวิปัสสนาธุระ สถิต ณ วัดสักกะวัน จังหวัดกาฬสินธุ์

พระเทพมงคลวชิรมุนี หรือหลวงปู่หา สุภโร เจ้าอาวาสวัดสักกะวัน (ภูกุ้มข้าว) ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ และอดีตรองเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ มีนามเดิมว่า หา ภูบุตตะ เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2468 ตรงกับวันขึ้น 10 ค่ำ เดือน 8 ปีฉลู ที่บ้านนาเชือก ตำบลเว่อ ปัจจุบันเป็นตำบลนาเชือก อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ บิดาชื่อ นายสอ ภูบุตตะ มารดาชื่อ นางบัวลา ภูบุตตะ มีพี่น้องรวมกัน 7 คน

พระเทพมงคลวชิรมุนี หรือหลวงปู่หา สุภโร เป็นพระเถราจารย์ผู้ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด เป็นที่น่าเคารพสักการบูชาของบรรดาศิษยานุศิษย์ เป็นที่ประจักษ์แก่พุทธศาสนิกชนทุกหมู่เหล่า และยังได้ค้นพบกระดูกไดโนเสาร์ ทำให้มีการขุดค้น โดยเป็นแหล่งไดโนเสาร์กินพืชที่สมบูรณ์ที่สุดของประเทศไทย และยังมีการสร้างพิพิธภัณฑ์สิรินธร บริเวณที่ขุดค้นพบอีกด้วย

“วัดพระพิเรนทร์ วรจักร” เผาศพคนตายจากโควิด-19 ฟรี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/654690

วันที่ 04 มิ.ย. 2564 เวลา 14:23 น.

"วัดพระพิเรนทร์ วรจักร"เผาศพคนตายจากโควิด-19 ฟรี โดย สมาน สุดโต

*************************

พระครูภัทรกิตติสุนทร (พระมหาแถม) เจ้าอาวาสวัดพระพิเรนทร์ วรจักร กรุงเทพมหานคร เปิดเผยสว่า ทางวัดพระพิเรนทร์รับฌาปนกิจศพที่ตายเพราะติดเชื้อโควิด-19 ฟรีเพื่อสงเคราะห์ประชาชน และสนองพระดำริ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช และสนองนโยบายของมหาเถรสมาคมด้วยความเต็มใจไม่เลือกปฏิบัติมาเป็นเวลาประมาณ 1 เดือนแล้ว โดยช่วยฌาปนกิจศพที่เสียชีวิตเพราะติดเชื้อโควิด-19 ไปแล้วไม่น้อยกว่า 20 ศพ การเผาศพทางวัดได้ปฏิบัติตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด และจัดพิธีฌาปนกิจให้อย่างสมเกียรติ เป็นที่พอใจของญาติมาก

พระครูภัทรกิตติสุนทร กล่าวว่า ผู้ที่เสียชีวิตจากเชื้อโควิด-19 ส่วนมากเป็นผู้มีรายได้น้อย และน่าสงสารทั้งญาติและผู้เสียชีวิตเพราะไม่มีโอกาสดูใจ หรือสั่งเสียใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อเสียชีวิตทางโรงพยาบาลจัดการห่อศพด้วยถุงพลาาติก 3 ชั้น ฉีดน้ำยาฆ่าเชื้ออย่างเต็มที่ แล้วติดต่อมายังวัดที่จะฌาปนกิจกิจศพโดยเร็ว ถ้าเสียชีวิตที่โรงพยาบาลกลาง หรือพระภิกษุมรณภาพจากโรงพยาบาลสงฆ์ จะติดต่อมาขอฌาปนกิจที่ฌาปนสถานวัดพระพิเรนทร์ ทางวัดก็จัดให้ แรกทีเดียวก็เผาได้ 2 ศพต่อวัน แต่เมรุสภาพเก่ารับไม่ไหว จึงรับเผาวันละ 1 ศพ เช่น เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2564 ติดต่อส่งศพมาเผาถึง 5 ศพ แต่ทางวัดรับได้เพียง 1 ศพเท่านั้น

ทั้งนี้ มีชาวบ้านรอบวัดไม่ค่อยพอใจ เพราะควันจากเตาเผาศพมีมากเนื่องจากห่อด้วยพลาสติกหลายชั้น ประกอบกับแอลกอฮอที่ฉีดฆ่าเชื้อมีมากชาวบ้านบางรายเห็นควันเยอะ ไม่พอใจ ถึงกับแจ้งดับเพลิงให้มาดูแล พอเขารู้ว่าเผาศพที่เสียชีวิตเพราะโควิด 19 ก็ไม่ว่าอะไร ส่วนผู้ที่อยู่ในวัดหรือเกี่ยวข้องกับวัดบางรายก็คัดค้านไม่ให้รับเผา เพราะวัดมีค่าใช้จ่าย เช่น ค่าน้ำมันศพละ 4,000 บาท ซึ่งวัดจัดให้ฟรี โดยขาดการสนับสนุนจากภาครัฐ หรือคณะสงฆ์

“อาตมาอยากให้คนที่ค้านการเผาศพที่เสียชีวิตจากการติดเชื้อโควิดเปลี่ยนความคิดใหม่ ให้คิดว่าผู้ที่เสียชีวิตเป็นญาติคนหนึ่งของเรา หากคิดได้แบบนี้จะสบายใจ ลองคิดดูญาติที่อยู่ข้างหลังจะทุกข์ใจขนาดไหน เมื่อญาติเขาตายไปโดยไม่เห็นหน้า ไม่ได้สั่งเสียกันเลยซ้ำร้ายกลับหาวัดเผาศพไม่ได้อีก”พระครูภัทรกิตติสุนทร

สำหรับ วัดพระพิเรนทร์ วรจักร ปัจจุบันก็รับเผาศพพระที่มรณภาพจากโรงพยาบาลสงฆ์แบบไม่มีญาติฟรี พร้อมกันนั้นก็รับสงเคราะห์เผาศพให้แก่คนไม่มีญาติ หรือยากไร้ มาตั้งสมัยหลวงพ่อพระเทพคุณาธาร (ผล ชินปุตโต) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส เริ่มตั้งแต่ พ.ศ.2492 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติใหม่ ๆ และเจ้าอาวาสรูปต่อๆ มา จนถึงพระครูภัทรกิตติสุนทร (พระมหาแถม) เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันได้สานต่อเจตนารมณ์นั้นมาตลอด จนเป็นที่รับรู้ทั่วไปว่า วัดพระพิเรนทร์ สงเคราะห์ประชาชนทุกคน

อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐบาล และมหาเถรสมาคม มีนโยบายให้วัดรับฌาปนกิจศพที่เสียชีวิตจากโควิด-19 จึงทำได้สะดวกรวดเร็ว สมเกียรติผู้เสียชวิตและญาติ เพียบพร้อมด้วยศาสนพิธีไม่ขาดตกบกพร่อง ได้รับความพอใจและสะดวกทุกฝ่าย สำหรัยผู้ที่จะร่วมบริจาคทำบุญฌาปนกิจศพที่เผาฟรี ติดต่อสำนักงานวัดพระพิเรนทร์ วรจักรได้ทุกวัน

พระครูภัทรกิตติสุนทร

“สองพระสมเด็จ” หนุน โคก หนอง นา มอบที่ดินให้กรมการพัฒนาชุมชนจัดสรร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/653549

วันที่ 21 พ.ค. 2564 เวลา 18:10 น.

“สองพระสมเด็จ” หนุน โคก หนอง นา มอบที่ดินให้กรมการพัฒนาชุมชนจัดสรร อธิบดีกรมพัฒนาชุมชนรับมอบที่ดิน สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดไตรมิตรฯ นำไปจัดสรรโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต

เมื่อวันที่ 21 พ.ค. ที่วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร กรุงเทพ ฯ  นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน (พช.)พร้อมด้วย นายนิยม เวชกามา ส.ส.สกลนคร,นายณพลเดช  มณีลังกา อนุกรรมาธิการศาสนา สภาผู้แทนฯ,ผศ.พิเชฐ โสวิทยสกุล, รศ.วรวรรณ โรจนไพบูลย์  ที่ปรึกษาอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนและคณะ เข้าพบ สมเด็จพระพุฒาจารย์  เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร   กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก  เพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับ โครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต “โคก หนอง นา” ของกรมการพัฒนาชุมชน หลังเสร็จสิ้นการชมวีดีทัศน์การดำเนินงานโคก หนอง นา

นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า ต้องขอกราบขอบคุณในความเมตตาของ เจ้าคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ที่สนใจกิจกรรมโคก หนอง นา ของกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีภารกิจในการบำบัดทุกข์บำรุงสุข พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีความสุข มีความมั่นคง โดยยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการขับเคลื่อนการพัฒนามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 และ กรมการพัฒนาชุมชน ได้รับมอบหมายให้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักในการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และการมีส่วนร่วม ของประชาชน โดยเน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง และการพัฒนาคน ให้พึ่งตนเอง มีความเป็นเจ้าของและบริหารจัดการโดยชุมชน พัฒนาหมู่บ้านหรือชุมชนให้มีวิถีชีวิตเศรษฐกิจ พอเพียงและเป็นสังคม “อยู่เย็น เป็นสุข”

ทั้งนี้ ในปี 2563 กรมการพัฒนาชุมชน ได้ดำเนินการโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต ตามหลักทฤษฏีใหม่ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา”  มีพื้นที่ต้นแบบ 32 แห่ง  ผู้นำ 1,500 คน  และเครือข่าย 22,500 คน  และปี 2564 ดำเนินการโครงการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง งบประมาณ 1,195 ล้านบาท  11,141 หมู่บ้าน และโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฏีใหม่ ประยุกต์สู่  “โคก หนอง นา”  จากงบเงินกู้   4,700 ล้านบาท  25,179 ครัวเรือน 

“ปัจจุบันโครงการโคก หนอง นา ฝึกอบรมผู้สนใจเข้าสมัครแล้ว  30,503 คน และจ้างงานสำหรับผู้ได้รับผลกระทบการการแพร่ระบาดของโควิด -19 จำนวนจำนวน 9,157 รายและเพื่อพัฒนาเป็นพื้นที่เรียนรู้การพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้กับประชาชน  ครอบคลุมทุกภูมิภาค 73 จังหวัด  หากคณะสงฆ์หรือวัดใด สนใจเข้าร่วมโครงการ กรมพัฒนาชุมชนยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะสนองความต้องการของคณะสงฆ์ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับคณะสงฆ์และประชาชนรอบวัด..” นายสุทธิพงษ์กล่าว

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ  กล่าวเพิ่มเติมว่า  “กรมพัฒนาชุมชนยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่เจ้าคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ เมตตา  ซึ่งการจัดสรรอาจต้องแบ่งให้ครัวเรือน ๆ ละ 3 ไร่บ้าง 5 ไร่บ้าง 10 ไร่บ้าง เพื่อให้มีคนดูแล ซึ่งหลังจากนี้ไปจะขอดูโฉนดที่ดินเพื่อออกแบบและถวายให้เจ้าคุณสมเด็จได้พิจารณาว่า ชอบหรือไม่ชอบ เหมาะสมหรือไม่เหมาะหรือต้องแก้ไขอะไรบ้าง เร็ว ๆ นี้จะลงไปสำรวจพื้นที่พร้อมที่ปรึกษา ”

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ สมเด็จพระวันรัตน์ เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวรวิหาร กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต ก็สนใจที่จะมอบที่ดินให้กับกรมการพัฒนาชุมชนจำนวน 200 -300 ไร่ ณ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ในการบริหารจัดการจัดสรรที่ดินทำโคก หนอง นา กับกรมการพัฒนาชุมชน