บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของชาวกัมพูชาที่ปราสาทตาเมือน–ตาควาย

บทความพิเศษ : 'รู้เขา รู้เขมร' การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของชาวกัมพูชาที่ปราสาทตาเมือน–ตาควาย

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของชาวกัมพูชาที่ปราสาทตาเมือน–ตาควาย

วันเสาร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2568  มีรายงานข่าวและคลิปวิดีโอเกี่ยวกับพฤติกรรมของชาวกัมพูชาบางกลุ่ม  บริเวณปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควาย ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนที่ยังมีข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยมีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เช่น การร้องเพลงชาติกัมพูชา การชี้หน้า ตะโกนด่า  ขับไล่  แสดงความไม่เป็นมิตรต่อเจ้าหน้าที่ไทย ซึ่งก่อให้เกิดความกังวลในหมู่ประชาชนไทยถึงสาเหตุและแนวทางการรับมือที่เหมาะสม

สาเหตุของการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์

การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของชาวกัมพูชา ณ บริเวณปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควายมีรากฐานมาจากหลายปัจจัย ดังนี้:

1. ปัญหาเขตแดนที่ยังไม่ชัดเจน: พื้นที่ปราสาททั้งสองแห่งตั้งอยู่ในพื้นที่ชายแดนที่ไทยและกัมพูชายังมีความเห็นต่างเกี่ยวกับแนวเขตแดน เนื่องจากยึดถือแผนที่คนละฉบับ 

2.ความรู้สึกชาตินิยม: ชาวกัมพูชาจำนวนมากมีความรู้สึกชาตินิยมอย่างเข้มข้น และมองว่าปราสาทเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรมของตน การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์จึงเป็นการยืนยันสิทธิและอธิปไตยในมุมมองของพวกเขา  

3.การปลุกระดมทางการเมือง: บางครั้งการแสดงออกเหล่านี้อาจถูกปลุกระดมโดยกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองในกัมพูชา  เพื่อสร้างกระแสชาตินิยมและใช้เป็นเครื่องมือในการต่อรองหรือสร้างแรงกดดัน

แนวทางการรับมือของไทย

การรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้จำเป็นต้องใช้ความรู้ ความรอบคอบและยึดหลักสันติวิธีเป็นสำคัญ เพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลายและกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ       หากการห้ามปรามด้วยวาจาหรือการตักเตือนไม่เป็นผล ทหารไทยควรดำเนินมาตรการดังต่อไปนี้:

1.ยึดมั่นในกฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศ  : ทหารไทยชายแดนทุกคนควรเรียนรู้เกี่ยวกับบันทึกความเข้าใจ  เอ็มโอยู 43  (MOU 43)  ข้อ5 จนเข้าใจดี  เพื่อไม่ให้เป็นช่องให้ฝ่ายตรงข้ามโจมตี  คือ “งดเว้นการดำเนินการใด ๆ ที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของพื้นที่พิพาท”   เช่นการแสดงสัญลักษณ์ ความเป็นเจ้าของ ในพื้นที่พิพาท เช่น ร้องเพลงชาติ  ผูกผ้าสีธงชาติ  หรือตะโกนไล่ทหารให้ออกไปจากบริเวณ พื้นที่พิพาท 

2.บันทึกหลักฐานอย่างละเอียด: ควรมีการบันทึกภาพและเสียงของเหตุการณ์  เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินการตามกฎหมายหรือการเจรจาระดับสูงต่อไป

3.หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าโดยตรงและใช้ความรุนแรง: สิ่งสำคัญที่สุดคือการหลีกเลี่ยงการใช้กำลังหรือการตอบโต้ด้วยอาวุธ  ซึ่งอาจทำให้สถานการณ์บานปลายเลวร้ายลงและนำไปสู่ความขัดแย้งที่ใหญ่กว่า

4.ประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และรายงานผู้บังคับบัญชา: รีบรายงานสถานการณ์ผิดปกติให้ผู้บังคับบัญชาทราบโดยทันที  เพื่อจะได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการต่างประเทศ หาแนวทางแก้ไขปัญหาในระดับนโยบายและการทูต

5.เสริมการเฝ้าระวังและลาดตระเวน: เพิ่มความถี่ในการลาดตระเวน เพื่อป้องกันการบุกรุกหรือการกระทำใดๆ ที่อาจละเมิดอธิปไตย   โดยใช้อุปกรณ์สมัยใหม่ช่วยเช่นกล้องวงจรปิด โซล่ารเซลล์

6.ส่งเสริมการสื่อสารและความเข้าใจ: แม้จะเป็นเรื่องยากในสถานการณ์ที่ตึงเครียด แต่การเปิดช่องทางการสื่อสารและการส่งเสริมความเข้าใจที่ถูกต้องระหว่างประชาชนและทหารทั้งสองฝ่ายยังคงเป็นสิ่งจำเป็น  

แนวปฏิบัติที่ทหารไทยควรทำ

1. รักษาวินัยและความสงบ:

2. ปฏิบัติตามขั้นตอนมาตรฐาน:

2.1 เตือนด้วยวาจา  ผ่านลำโพงหรือล่าม ให้ยุติการกระทำ

2.2 บันทึกภาพ/เสียง  เพื่อเป็นหลักฐาน

2.3 รายงานผู้บังคับบัญชา

3. หากผู้กระทำไม่เชื่อฟัง:

3.1 ตั้งแนวป้องกันเพิ่มระยะ ไม่ให้เกิดการปะทะทางกาย

3.2 ประสานฝ่ายทหารของกัมพูชา    ให้เข้ามาควบคุมประชาชนของตน

4. สิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง:

4.1 ห้ามตอบโต้ด้วยความรุนแรงหรือแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวกลับ

4.2 ห้ามด่าทอหรือตอบโต้ทางอารมณ์  เพราะจะทำให้สถานการณ์บานปลาย

4.3 ห้ามล้ำเส้นแดนเพื่อตามจับกุมเพราะอาจถูกตีความว่า “ล่วงล้ำอธิปไตย”

4.4 ห้ามใช้ปืน ยิงเตือนหรือใช้กำลังโดยไม่มีภัยคุกคามต่อชีวิตชัดเจน

โดย สุริยพงศ์

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ ภาษาและอักษรไทย-เขมร

บทความพิเศษ : 'รู้เขา รู้เขมร' ภาษาและอักษรไทย-เขมร

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ ภาษาและอักษรไทย-เขมร

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568  มีชาวกัมพูชากลุ่มหนึ่ง เดินทางมาที่ปราสาทตาเมือนธม โดยถือป้ายโฆษณาว่า อักษรไทย ตั้งแต่ ก ไก่ ถึง ฮ นกฮูก  และเลขไทย ๑ ถึง ๑๐ นั้น ลอกเลียนมาจากของกัมพูชา ทำให้ต้องมีการพิสูจน์ว่า คำกล่าวอ้างดังกล่าวนั้นเป็นจริงหรือไม่

ประวัติศาสตร์ไทยระบุว่า  พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงคิดค้นอักษรไทยขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1826    โดยทรงดัดแปลงให้ตรงกับภาษาพูดของชาวสุโขทัย จากอักษรมอญและขอมโบราณ (Ancient Khmer) (ซึ่งไม่ใช่อักษรเขมรปัจจุบันหลังนครวัด  Post-Angkorian Khmer) ที่มีรากเหง้ามาจากอักษรพราหมมี(Brahmi script)  และอักษรปัลลวะ(Pallava script) ของอินเดีย  และมีคำภาษาไทยจำนวนมากได้มาจากภาษาบาลี สันสกฤต  ส่วนภาษาเขมรปัจจุบัน  ก็มีรากเหง้ามาจากภาษาปัลลวะและสันสกฤตของอินเดียเช่นเดียวกับภาษาไทย  ดังนั้นจึงมีอักษรบางตัว และคำบางคำที่ภาษาไทยเขมรและสันสกฤตตรงกัน  ส่วนตัวเลขไทยนั้นก็มีที่มาจากตัวเลขอินเดียแบบพราหมี เช่นเดียวกับตัวเลขเขมร

ศิลาจารึกบนหินทรายที่ปราสาทตาเมือนธมในจังหวัดสุรินทร์  ตั้งแต่สมัยพุทธศตวรรษที่ 13-14  นั้นจารึกด้วยอักษรหลังปัลลวะภาษาสันสกฤตของอินเดีย  ไม่ใช้อักษรขอม หรือภาษาขอม  แสดงว่า ผู้สร้างปราสาทตาเมือนธมนั้นเป็นพราหมณ์ชาวอินเดียใต้ ที่นับถือศาสนาฮินดู ไศวนิกาย ไม่ใช่ขอมโบราณที่นับถือพุทธมหายานที่รุ่งเรืองในอาณาจักรเจนละ 

มีคำหลายคำในภาษาสันสกฤต ไทย และ กัมพูชา ใช้ตรงกัน เช่น

ภาษา”     ไทย: ภาษา (pha-sǎa)   เขมร: ភាសា (phiəsa) สันสกฤต: भाषा (bhāṣā) – (ความหมาย: ภาษา, คำพูด)

 “ศาสนา”  ไทย: ศาสนา (sàat-sà-nǎa) เขมร: សាសនា (sasna)  สันสกฤต: शासन (śāsana) – (ความหมาย: คำสั่ง, การปกครอง, คำสอน)

 “กรรม” ไทย: กรรม (gam)  เขมร: កម្ម (kamm) สันสกฤต: कर्मन् (karman) – (ความหมาย: การกระทำ, ผลของการกระทำ)

 “สันติ” ไทย: สันติ (sǎn-dtì) เขมร: សន្តិ (sɑnteʔ) สันสกฤต: शान्ति (śānti) – (ความหมาย: ความสงบ, สันติภาพ)

 “บุญ”  ไทย: บุญ (bun) เขมร: បុណ្យ (bon)   สันสกฤต: पुण्य (puṇya) – (ความหมาย: ความดี, กุศล, บุญ)

 “บาป” ไทย: บาป (bàap)  เขมร: បាប (baap)   สันสกฤต: पाप (pāpa) – (ความหมาย: ความชั่ว, อกุศล, บาป)

ราชา”  ไทย: ราชา (raa-chaa) เขมร: រាជា (riechea)   สันสกฤต: राजन् (rājan) – (ความหมาย: พระเจ้าแผ่นดิน, ผู้ปกครอง)

 “กษัตริย์” ไทย: กษัตริย์ (gà-sàt)   เขมร: ក្សត្រ (ksat)   สันสกฤต: क्षत्रिय (kṣatriya) – (ความหมาย: นักรบ, วรรณะกษัตริย์)

 “ วิชา” ไทย: วิชา (wí-chaa)   เขมร: វិជ្ជា (vicchea) สันสกฤต: विद्या (vidyā) – (ความหมาย: ความรู้, วิทยา)

 “ครู”  ไทย: ครู (kroo)   เขมร: គ្រូ (kruu) สันสกฤต: गुरु (guru) – (ความหมาย: ครู, อาจารย์)

 “อักษร” ไทย: อักษร (àk-sǒn)   เขมร: អក្សរ (ʼaksɑɑ)   สันสกฤต: अक्षर (akṣara) – (ความหมาย: ตัวอักษร, ไม่เปลี่ยนแปลง)

การใช้คำเดียวกันในภาษาไทย กัมพูชา และสันสกฤต แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่ใกล้ชิดระหว่างไทย และกัมพูชาอย่างชัดเจน รวมถึงอิทธิพลจากอินเดียโบราณที่มีต่อภูมิภาคนี้

โดย สุริยพงศ์

ขอบคุณภาพ : เพจเฟสบุ๊ก สายตรงข่าวกรอง และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ ประวัติศาสตร์และข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ยุคปัจจุบัน

บทความพิเศษ : 'รู้เขา รู้เขมร' ประวัติศาสตร์และข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ยุคปัจจุบัน

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ ประวัติศาสตร์และข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ยุคปัจจุบัน

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาเปรียบดั่งเหรียญสองด้าน ด้านหนึ่งคือสายสัมพันธ์อันลึกซึ้งทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่สืบเนื่องมาช้านาน อีกด้านคือข้อพิพาทชายแดนที่ยังคงเป็นโจทย์ท้าทายในยุคปัจจุบัน การทำความเข้าใจรากเหง้าของปัญหาและความพยายามแก้ไข คือกุญแจสู่ความสงบสุขร่วมกัน

รากฐานประวัติศาสตร์: มรดกอาณานิคมและคำพิพากษา

สนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส (พ.ศ.2447, 2451) : คือจุดเริ่มต้นสำคัญของการปักปันเขตแดนสมัยใหม่ระหว่างสยาม (ไทย) กับดินแดนในอารักขาของฝรั่งเศส (กัมพูชา) สนธิสัญญากำหนดให้ใช้ “เส้นสันปันน้ำ” เป็นหลักในการแบ่งเขตในหลายพื้นที่ รวมถึงบริเวณปราสาทพระวิหาร แผนที่ที่คณะกรรมการปักปันเขตแดนผสมสยาม-ฝรั่งเศสจัดทำขึ้น (โดยเฉพาะแผนผังอัตราส่วน 1:200,000) เป็นเอกสารหลักอ้างอิง แต่กลับกลายเป็นชนวนความขัดแย้งในเวลาต่อมา เนื่องจากทั้งสองฝ่ายตีความความถูกต้องและการปฏิบัติตามสนธิสัญญาไม่ตรงกัน

คำพิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (2505): ศาลโลกตัดสินให้ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่บนดินแดนของกัมพูชา โดยอิงตามแผนที่ที่จัดทำขึ้นตามสนธิสัญญา  ซึ่งไทยยอมรับในเวลานั้น  คำพิพากษาระบุชัดเจนว่าการตัดสินนี้จำกัดเฉพาะ “อาณาเขตของปราสาทพระวิหาร” เท่านั้น **ไม่ได้ตัดสินเรื่องเส้นเขตแดนโดยรอบหรือพื้นที่ใกล้เคียง** ซึ่งนำไปสู่ความไม่ชัดเจนและการโต้แย้งในพื้นที่โดยรอบ

พื้นที่ข้อพิพาทสำคัญ: ความซับซ้อนบนบกและในทะเล

1.  ปราสาทพระวิหารและพื้นที่โดยรอบ: แม้ตัวปราสาทตกเป็นของกัมพูชาตามคำตัดสินปี 2505 แต่เส้นทางขึ้นปราสาทและพื้นที่เชิงเขาโดยรอบยังคงเป็นประเด็นถกเถียงเรื่องอธิปไตย ส่งผลให้เกิดการปะทะทางทหารหลายครั้ง

2.  ช่องบก (สามเหลี่ยมมรกต): พื้นที่รอยต่อสามจังหวัด (ศรีสะเกษ-อุบลราชธานี-จันทบุรี) ของไทยและจังหวัดพระวิหารของกัมพูชา เป็นพื้นที่ป่ารกทึบที่เส้นเขตแดนไม่ชัดเจน ทั้งสองฝ่ายอ้างกรรมสิทธิ์ กัมพูชาอ้างอิงแผนที่ 1:200,000 และหลักฐานการครอบครองทางประวัติศาสตร์ ขณะที่ไทยยึดถือหลักการปักปันตามสภาพภูมิศาสตร์ (เช่น สันปันน้ำ) และความต่อเนื่องของการบริหารจัดการ

3.  กลุ่มปราสาทตาเมือน และ ตาควาย: กลุ่มโบราณสถานขอมใกล้ชายแดนจังหวัดสุรินทร์ ความขัดแย้งมุ่งเน้นที่การตีความเส้นเขตแดนในสนธิสัญญา 1907 โดยเฉพาะปราสาทบางองค์ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างอ้างสิทธิ

4.  เกาะกูด : เกาะในอ่าวไทยใกล้จังหวัดตราด กัมพูชาอ้างว่าเกาะกูดเป็นของตนตามแผนที่ 1:200,000 ที่จัดทำขึ้นในยุคอาณานิคมฝรั่งเศส ขณะที่ไทยยืนยันว่าแผนที่ดังกล่าวคลาดเคลื่อน และอ้างสิทธิเหนือเกาะกูดตามหลักภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์การบริหาร

5.  พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล (Overlapping Claims Area – OCA): พื้นที่ในอ่าวไทยประมาณ 26,000 ตารางกิโลเมตร ที่ทั้งสองประเทศต่างอ้างสิทธิในการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ การเจรจาแบ่งเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) ยังไม่บรรลุข้อตกลง เนื่องจากต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของเวียดนามซึ่งมีชายฝั่งติดกับพื้นที่นี้ด้วย

เหตุการณ์สำคัญ:

ความตึงเครียดรอบปราสาทพระวิหาร ( 2551-2554): การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกโดยกัมพูชาเพียงฝ่ายเดียวในปี 2551 นำไปสู่ความตึงเครียดสูงสุด การปะทะทางทหารหลายครั้งเกิดขึ้นบริเวณโดยรอบปราสาทและที่ช่องบก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปะทะรุนแรงในเดือน กุมภาพันธ์ และ เมษายน 2554 ที่ช่องบก ส่งผลให้มีทหารและพลเรือนเสียชีวิตและบาดเจ็บทั้งสองฝ่าย

การยื่นเรื่องต่อศาลโลก (2554): กัมพูชายื่นคำร้องขอตีความคำพิพากษาปี 2505 ต่อศาลโลก ไทยคัดค้านอำนาจศาล ศาลโลกมีคำสั่งชั่วคราวให้ทั้งสองฝ่ายถอนทหารออกจากพื้นที่พิพาทโดยรอบปราสาทพระวิหารและสร้างเขตปลอดทหาร ศาลได้ตัดสินในปี 2556 ยืนยันคำสั่งชั่วคราวและขยายขอบเขตการถอนทหารออกไป

สถานะปัจจุบันและความพยายามแก้ไข:

ในปัจจุบันทั้งสองฝ่ายใช้กลไกการเจรจาทางทูตและการทหารเพื่อลดความตึงเครียดและแก้ไขปัญหาอย่างสันติ

คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC): เป็นกลไกหลักในการเจรจาปักปันเขตแดนบนบกโดยละเอียด อาศัยหลักสนธิสัญญาเดิม หลักกฎหมายระหว่างประเทศ และหลักการปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม ความคืบหน้ายังเป็นไปอย่างช้าๆ และต้องเผชิญกับความซับซ้อนทางเทคนิคและการเมืองภายในของทั้งสองประเทศ

คณะทำงานร่วมด้านเขตแดน (JWG): เน้นการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและป้องกันเหตุปะทะทางทหารในพื้นที่ชายแดน

การเจรจาเขตแดนทางทะเล: มีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านเขตแดนทางทะเล แต่การเจรจายังไม่คืบหน้าไปไกลนัก เนื่องจากความซับซ้อนทางเทคนิคและความเชื่อมโยงกับผลประโยชน์ของประเทศที่สาม (เวียดนาม)

บทเรียนจากอดีตสู่การสร้างสันติภาพ:

1.   ความรุนแรงในอดีตพิสูจน์แล้วว่าไม่มีผู้ชนะ มีแต่ความสูญเสียทั้งสองฝ่าย การเจรจาอย่างสันติผ่านกลไกที่มีอยู่ (JBC, JWG) และภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศเท่านั้นที่นำไปสู่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน

2.  การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ (Confidence-Building Measures): ความร่วมมือในด้านอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทโดยตรง เช่น การค้าชายแดน การสาธารณสุข การจัดการภัยพิบัติ ช่วยลดความหวาดระแวงและสร้างบรรยากาศที่ดีต่อการเจรจา

3.  การมีส่วนร่วมของประชาชนและสื่อ: การให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นกลางต่อสาธารณชนในทั้งสองประเทศเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้ประเด็นชาตินิยมสุดโต่งมาขัดขวางกระบวนการสันติภาพ

4.  การแสวงหาผลประโยชน์ร่วม (Win-Win): โดยเฉพาะในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล การมองหากรอบความร่วมมือในการจัดการทรัพยากร (เช่น ร่วมพัฒนา) ก่อนการปักปันเขตแดนชัดเจน อาจเป็นทางออกที่สร้างประโยชน์ให้ทั้งสองฝ่าย

5.  ความอดทนและวิสัยทัศน์: การแก้ไขข้อพิพาทชายแดนที่มีรากลึกทางประวัติศาสตร์และซับซ้อนทางเทคนิค ต้องใช้ทั้งความอดทน ความยืดหยุ่น และวิสัยทัศน์ทางการเมืองระยะยาวจากผู้นำทั้งสองประเทศ

บทสรุป:

ข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นมรดกแห่งประวัติศาสตร์ที่ท้าทายความสัมพันธ์ในปัจจุบัน พื้นที่พิพาทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเขาพระวิหาร ช่องบก ปราสาทตาเมือน เกาะกูด และพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ล้วนสะท้อนความซับซ้อนของการปักปันเขตแดนในยุคอาณานิคมและการตีความที่แตกต่างกัน แม้ความขัดแย้งในอดีตจะทิ้งบาดแผลลึก แต่เหตุการณ์รุนแรงอย่างที่ช่องบกก็สอนบทเรียนอันมีค่า: สันติภาพและความมั่นคงของประชาชนทั้งสองฟากฝั่งชายแดนต้องมาก่อน บทเรียนจากอดีตชี้ให้เห็นว่าแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์แห่งความขัดแย้งนี้ คือการยึดมั่นในหนทางการเจรจาอย่างสันติ สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และแสวงหาผลประโยชน์ร่วมภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ    ความร่วมมือบนพื้นฐานของความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี คือบันไดขั้นสำคัญสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน และสร้างความมั่นคงร่วมกันให้แก่ประชาชนทั้งสองชาติสืบไป

โดย สุริยพงศ์

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ รู้เอ็มโอยู…รู้ทันการณ์ : รู้จัก MOU43 และMOU44 บันทึกความเข้าใจไทย-กัมพูชา

บทความพิเศษ : 'รู้เขา รู้เขมร' รู้เอ็มโอยู...รู้ทันการณ์ : รู้จัก MOU43 และMOU44 บันทึกความเข้าใจไทย-กัมพูชา

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ รู้เอ็มโอยู…รู้ทันการณ์ : รู้จัก MOU43 และMOU44 บันทึกความเข้าใจไทย-กัมพูชา

วันพุธ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.05 น.

ปัจจุบันนี้ การติดตามข่าวสารเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชามักจะได้ยินคำว่า “เอ็มโอยู” (MOU) โดยเฉพาะ MOU 43 และ MOU 44 บ่อยครั้ง ซึ่งอาจทำให้หลายคนสงสัยว่าคำเหล่านี้หมายถึงอะไร และมีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับข้อพิพาทเรื่องปราสาทหินและเขตแดนระหว่างสองประเทศ

เอ็มโอยูคืออะไร?   เอ็มโอยู (MOU) ย่อมาจาก Memorandum of Understanding หรือ “บันทึกความเข้าใจ” ซึ่งเป็นเอกสารที่ระบุข้อตกลงร่วมกันระหว่างสองฝ่าย แม้ว่าเอ็มโอยูจะไม่ใช่สนธิสัญญาที่มีผลผูกพันทางกฎหมายอย่างสมบูรณ์ แต่เป็นการแสดงเจตจำนงร่วมกันที่จะดำเนินการในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันและเป็นแนวทางในการทำงานร่วมกันในอนาคต

เอ็มโอยู 43 และ 44: ข้อตกลงเขตแดนที่สำคัญ

•             MOU 43 (พ.ศ. 2543 / ค.ศ. 2000): เป็นบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยเขตแดนทางบก  จัดทำสมัยนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี

•             MOU 44 (พ.ศ. 2544 / ค.ศ. 2001): เป็นบันทึกความเข้าใจที่เกี่ยวข้องกับเขตแดนทางทะเล  จัดทำสมัย ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี

“เอ็มโอยู 43 MOU43  คือ บันทึกความเข้าใจระหว่างราชอาณาจักรกัมพูชากับราชอาณาจักรไทยว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก” (MOU on the Survey and Demarcation of Land Boundary) ลงนามเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2543      เอมโอยู 44 MOU 44คือ บันทึกความเข้าใจระหว่างไทยและกัมพูชา เกี่ยวกับการกำหนดเขตไหล่ทวีปในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล (Memorandum of Understanding between Thailand and Cambodia regarding the Area of their Overlapping Maritime Claims in the Continental Shelf) ลงนามเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2543

MOU43 ภาษาอังกฤษ https://oneangzone.blogspot.com/2010/08/mou-cambodia-thailand-14-jun-2000.html       

MOU 43  ภาษาไทย

MOU 44  4 ภาษาอังกฤษ https://www.nationtv.tv/politic/378950946

สาระสำคัญของ MOU 43 และ 44

บันทึกความเข้าใจทั้งสองฉบับมีสาระสำคัญที่ควรทราบดังนี้:

1.            ไม่ใช่การแบ่งเขตแดนถาวร: เอ็มโอยูไม่ได้กำหนดว่าพื้นที่ใดเป็นของใคร แต่ยอมรับให้มี “พื้นที่ทับซ้อน” ที่จะต้องมีการเจรจาเพื่อหาข้อยุติในอนาคต

2.            รักษาสถานะเดิม (Status Quo): ข้อตกลงนี้ห้ามกิจกรรมใด ๆ ที่อาจเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่หรือเพิ่มความตึงเครียด (ข้อ 5 ถือเป็นหัวใจสำคัญ)

3.            จัดตั้งคณะทำงานร่วม (JBC – Joint Boundary Commission): เพื่อดำเนินการสำรวจและปักปันเขตแดน

ข้อห้ามสำคัญในข้อ 5 ของ MOU 43

ข้อ 5 ของ MOU 43 มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความสงบในพื้นที่พิพาท:

– ภาษาไทย : เพื่ออำนวยความสะดวกให้การสำรวจตลอดแนวเขตแดนทางบกร่วมกันเป็นไปอย่างประสิทธิผล หน่วยงานของรัฐบาลกับเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานเหล่านั้นจะงดเว้นการดำเนินการใด ๆ ที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของพื้นที่ชายแดน เว้นแต่จะเป็นการดำเนินการของคณะอนุกรรมาธิการเทคนิคร่วมเพื่อประโยชน์ในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน

– ภาษาอังกฤษ: “To facilitate the effective survey along the entire stretch of the common land boundary; authorities of either Government and their agents  shall not carry out any work resulting in changes of environment of the frontier zone, except that which is carried out by the Joint Technical Sub Commission in the interest of the survey and demarcation.

ความหมายเชิงปฏิบัติ: คือการห้ามกิจกรรมใด ๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม หรือการกระทำที่เป็นการ อ้างสิทธิ์ครอบครองพื้นที่ (เช่น การแสดงสัญลักษณ์) ซึ่งอาจก่อให้เกิดความตึงเครียดระหว่างสองประเทศ

ปราสาทเขาพระวิหาร: ความทรงจำที่ไม่จางหาย

แม้เวลาจะผ่านไปกวา 60 ปี แต่  เหตุการณ์ใน พ.ศ. 2505 ที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก  (ICJ) ตัดสินให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชายังคงฝังใจประชาชนไทยจำนวนมาก จนกระทั่ง เอ็มโอยู 43 และ เอ็มโอยู 44 ถูกมองว่าเป็นการสานต่อหรือแม้แต่ “ยอมจำนน” ต่อแนวทางที่อาจเปิดทางให้อีกฝ่ายอ้างสิทธิ์เพิ่มมากขึ้น

จุดเปราะบางชายแดน : ช่องบก สามปราสาท และเกาะกูด

มีหลายพื้นที่ชายแดนที่ถือเป็นจุดอ่อนไหวและมักเกิดความตึงเครียดขึ้น:

•             ช่องบก: เป็นจุดติดต่อชายแดนที่มีกิจกรรมทางทหารและประชาชนเคลื่อนไหวอย่างเข้มข้นหลายครั้ง

•             สามปราสาท: ได้แก่ ตาเมือนธม ตาเมือนโต๊ด และ ตาควาย ซึ่งถูกจัดว่าอยู่ในพื้นที่อ่อนไหว มีความซับซ้อนในการตีความแนวเขตแดนตามแผนที่คนละฉบับ

•             เกาะกูดและพื้นที่ทะเลใกล้เคียง: มีศักยภาพในการสำรวจและผลิตน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นเหตุให้ความตึงเครียดเพิ่มขึ้นเมื่อมีการอ้างสิทธิ์ในเขตทะเลทับซ้อน

การเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์และผลกระทบ

            ประชาชนชาวไทยและกัมพูชาหลายกลุ่มพยายามแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ตามชายแดน เช่น:

•             ร้องเพลงชาติบริเวณปราสาทหรือจุดพิพาท

•             ผูกผ้าสีธงชาติบนต้นไม้หรือวัตถุในพื้นที่พิพาท

•             ถ่ายคลิปวิดีโอ-ไลฟ์สดบริเวณปราสาทหรือด่านชายแดน

•             จุดธูปสักการะบนปราสาทตาเมือนธมและตาควาย

แม้ว่าเจตนาเหล่านี้จะมาจากความรักชาติ แต่กิจกรรมเหล่านี้อาจ ขัดต่อเงื่อนไขของข้อตกลงร่วมข้อ 5 ซึ่ง การกระทำลักษณะดังกล่าวอาจถูกตีความว่า “ละเมิดข้อตกลง” ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งทางการทูต และในบางกรณี เจ้าหน้าที่อาจดำเนินคดีฐานสร้างความไม่สงบตามชายแดน หรือฝ่าฝืนพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการเดินทางข้ามแดน

การฝ่าฝืนข้อ 5 ของ MOU 43 ในปราสาทตาควาย-ตาเมือน

กิจกรรมของชาวกัมพูชาหรือชาวไทยในพื้นที่ปราสาทตาเมือนและตาควาย เช่น การร้องเพลงชาติ    ผูกผ้าสีธงชาติ หรือการถ่ายคลิปวิดีโอเชิงสัญลักษณ์เพื่ออ้างสิทธิ์ ถือเป็นการฝ่าฝืนข้อตกลงร่วมข้อ 5 เนื่องจาก:

•             เป็นการอ้างสิทธิ์ครอบครอง: กิจกรรมเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์แห่ง อธิปไตย (national sovereignty) เสมือนประกาศว่าพื้นที่นี้เป็นของกัมพูชาหรือของไทย ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ของข้อตกลงร่วมที่ต้องการรักษาสถานะเดิม (ยังไม่รู้ว่าเป็นของใคร)

•             ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด: สร้างภาพให้สาธารณชนทั้งสองฝ่ายเข้าใจผิดว่าพื้นที่นี้เป็นของตนแล้ว

•             ก่อให้เกิดความตึงเครียด: กระตุ้นความรู้สึกไม่พอใจในหมู่ประชาชนและทหารที่ดูแลพื้นที่ เนื่องจากทั้งไทยและกัมพูชาต่างก็มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์และกฎหมายสนับสนุนการอ้างสิทธิ์ในพื้นที่ดังกล่าวเช่นกัน

•             สร้าง “ข้อเท็จจริงบนพื้นที่ (facts on the ground)” เพื่ออ้างสิทธิ์

บทลงโทษผู้ฝ่าฝืน (ในกรณีคนไทย)

1.            ขับไล่ออกจากพื้นที่, ริบของกลาง (เช่น ธง, อุปกรณ์), ห้ามเข้าพื้นที่

2.            ดำเนินคดีส่งฟ้องในศาลไทย

คำแนะนำสำหรับทหารไทยในการชี้แจงประชาชน

กับประชาชนไทย: อธิบายว่ากิจกรรมแสดงสัญลักษณ์บนพื้นที่ปราสาทนั้นฝ่าฝืนข้อตกลงร่วมเอ็มโอยู MOU 43 ข้อ 5

กับประชาชนกัมพูชา: อธิบายว่า กิจกรรมแสดงสัญลักษณ์อธิปไตย (អត្តាធិបតេយ្យភាព – Attaathibateyyaphap) เช่น การร้องเพลงชาติ/ติดธง/ถ่ายคลิป นั้นฝ่าฝืนข้อตกลงร่วม MOU 43 ข้อ 5 (រំលោភលើខណ្ឌទី៥ – Romlob Le Khanda Ti 5) การกระทำดังกล่าว อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดและความตึงเครียด (អាចបង្កឱ្យមានការយល់ច្រឡំ និងភាពតានតឹង – Arch Bong Oyu Mean Karyl Kralom Ning Pheapta Toen)

ทหารไทย อาจจัดกิจกรรมมัดใจประชาชนทั้งชาวไทยและกัมพูชาได้ด้วยการแบ่งของบริจาค ที่เกินความต้องการ เช่นน้ำดื่ม ปลากระป๋อง บะหมี่สำเร็จรูป เพื่อสร้างความเป็นมิตร  และใช้พลังอ่อนโยน Soft Power  “เอาชนะใจโดยไม่ต้องรบ”

สรุปคือ ข้อตกลงร่วม MOU 43 ข้อ 5 ห้ามกิจกรรมแสดงอธิปไตย เช่น การร้องเพลงชาติ/ติดธง/ถ่ายคลิป ในปราสาทตาควาย-ตาเมือน เพราะเป็นการอ้างสิทธิ์ครอบครองที่ขัดต่อสถานะเดิมและก่อความตึงเครียด ทหารไทยมีอำนาจจัดการตามข้อตกลง เอ็มโอยู และกฎหมายไทย การฝ่าฝืนอาจนำไปสู่โทษทั้งทางปกครองและอาญา

แนวปฏิบัติของทหารไทย: เมื่อห้ามการแสดงสัญลักษณ์แล้วแต่คนไทยหรือกัมพูชาไม่เชื่อ

1.            ขั้นสันติวิธี:

o             เตือนด้วยวาจา 2 ครั้ง พร้อมแสดงหลักฐานทางกฎหมาย

o             บันทึกภาพ/เสียง เป็นหลักฐาน

o             รายงานผู้บังคับบัญชา

2.            ขั้นควบคุมตัว:

o             หากเป็นคนกัมพูชา แจ้งให้ทหารฝ่ายกัมพูชาดำเนินการ โดยทหารไทยไม่จับกุมเอง

o             หากเป็นคนไทย แจ้งให้ตำรวจไทยดำเนินคดี

3.            หลีกเลี่ยง:

o             งดใช้ความรุนแรง เพราะอาจทำให้เหตุการณ์ลุกลาม

แนวปฏิบัติของทหารไทย: กรณีคนไทย-เขมร “ต่อยตีกัน” ในพื้นที่ปราสาท

1.            ขั้นเฉียบพลัน:

o             แยกคู่กรณีทันที

o             ปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บ

o             กักตัวผู้ก่อเหตุเพื่อสอบสวน

2.            ขั้นสอบสวน:

o             ตั้ง “คณะทำงานร่วมไทย-กัมพูชา” สอบสวน

o             ตรวจสอบกล้องวงจรปิด/หลักฐานภาพ

o             หากผิดกฎหมาย ส่งตัวให้กระบวนการยุติธรรมของประเทศตน

3.            ป้องกันการเกิดเหตุซ้ำ:

o             เพิ่มจุดตรวจรอบพื้นที่อ่อนไหว

o             จัดการฝึกซ้อมระงับเหตุร่วม (Joint Drill)

o             ตั้ง “สายด่วนแจ้งเหตุ” เฉพาะพื้นที่

โดย สุริยพงศ์

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ สหรัฐอเมริกาขัดแย้งกับกัมพูชา 2568 ไฟป่าที่ลุกลาม

บทความพิเศษ : 'รู้เขา รู้เขมร' สหรัฐอเมริกาขัดแย้งกับกัมพูชา 2568 ไฟป่าที่ลุกลาม

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ สหรัฐอเมริกาขัดแย้งกับกัมพูชา 2568 ไฟป่าที่ลุกลาม

วันศุกร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในปี พ.ศ. 2568 ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับกัมพูชาตกอยู่ในภาวะตึงเครียด   การเผชิญหน้าครั้งนี้ไม่ได้จำกัดแค่เรื่องสิทธิมนุษยชนหรือประชาธิปไตย หากแต่ครอบคลุมถึงผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ อิทธิพลของจีนในภูมิภาค และอาชญากรรมข้ามชาติที่สร้างแรงกดดันต่อความสัมพันธ์ทวิภาคีอย่างลึกซึ้ง

หนึ่งในปัจจัยหลักคือความใกล้ชิดระหว่างกัมพูชากับจีนที่ทวีขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะโครงการพัฒนา “ท่าเรือน้ำลึกเรียม” ซึ่งถูกจับตามองจากสหรัฐฯ และพันธมิตรว่าอาจกลายเป็นฐานทัพเรือของจีนในอนาคต

พร้อมกันนี้ กัมพูชาได้ปรับแนวทางทางเศรษฐกิจโดยหันไปพึ่งพาการลงทุนจากจีนมากขึ้น ลดบทบาทของประเทศตะวันตกอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งเมื่อประกอบกับการดำเนินนโยบายภายในที่ถูกมองว่าเป็นการปราบปรามฝ่ายค้าน — อาทิ การยุบพรรค CNRP การจับกุมนักข่าว และการจำกัดเสรีภาพสื่อ — ยิ่งผลักดันให้รัฐบาลกัมพูชาถูกวิจารณ์อย่างรุนแรงจากสหรัฐฯ และยุโรป โดยเฉพาะการสืบทอดอำนาจจากฮุน เซน สู่ฮุน มาเนต ผ่านการเลือกตั้งที่ขาดความโปร่งใส

การตอบโต้จากฝั่งสหรัฐฯ ดำเนินไปในหลายรูปแบบ ตั้งแต่การใช้กฎหมายประชาธิปไตยกัมพูชา Cambodia Democracy Act เพื่อคว่ำบาตรรายบุคคลและองค์กรที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน ไปจนถึงการระงับความช่วยเหลือทางทหาร  ยกเลิกสิทธิพิเศษทางการค้า (GSP) และขึ้นภาษีสินค้าขาเข้าจากกัมพูชา ซึ่งสหรัฐมองว่า เป็นการสวมรอยของสินค้าจีน  ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่ออุตสาหกรรมสิ่งทอ  เครื่องหนัง รองเท้าและกระเป๋าเดินทาง ของกัมพูชา ที่เป็นแหล่งจ้างงานสำคัญของประเทศ

อีกมิติหนึ่งของความขัดแย้งที่สหรัฐฯ เน้นย้ำ คือเรื่องของอาชญากรรมข้ามชาติที่มีศูนย์ปฏิบัติการอยู่ในกัมพูชา โดยเฉพาะการหลอกลวงพลเมืองสหรัฐฯ ผ่านคอลเซนเตอร์ของกลุ่มสแกมเมอร์ ที่ใช้เทคนิค “pig butchering” หลอกให้เหยื่อลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลก่อนยักยอกเงินไป สร้างความเสียหายจำนวนมหาศาล ขณะเดียวกัน กลุ่มธุรกิจฮุยวัน (Huione Group) ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นเครือข่ายฟอกเงินระดับโลก มูลค่ากว่า 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ก็ถูกสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีคว่ำบาตร โดยระบุว่ามีความเชื่อมโยงกับชนชั้นนำทางการเมืองกัมพูชา ซึ่งยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลกัมพูชาเสียหาย และสร้างแรงกดดันให้สหรัฐฯ เร่งดำเนินมาตรการตอบโต้

ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศอยู่ในระดับต่ำสุด การเจรจาระดับสูงแทบไม่เกิดขึ้น และเต็มไปด้วยความไม่ไว้วางใจ กัมพูชาตอบโต้ด้วยการจำกัดกิจกรรมขององค์กรที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ ส่วนสหรัฐฯ ก็ขยายรายชื่อบุคคลและองค์กรที่ถูกคว่ำบาตรเพิ่มเติมผ่านช่องทางกฎหมาย โดยมีข้อเรียกร้องให้กัมพูชาแสดงความโปร่งใสในโครงการท่าเรือเรียม และปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์อย่างจริงจัง

ในด้านเศรษฐกิจ  เมื่อการขึ้นภาษีของสหรัฐ มีผลบังคับ   กัมพูชาจะเผชิญแรงกดดันด้านการค้าอย่างหนัก  เพราะสินค้ากัมพูชาที่ขายในสหรัฐฯ.จะมีราคาสูงขึ้นมาก นำไปสู่การเลิกจ้างงานในกัมพูชาจำนวนมาก    เศรษฐกิจจะชะลอตัวลง      และหากเรือรบจีนเริ่มปฏิบัติการจากท่าเรือเรียม เข้าพื้นที่พิพาทใกล้ชายฝั่งกัมพูชา ความเสี่ยงในการเผชิญหน้าระหว่างเรือรบของสหรัฐฯ กับจีนในทะเลจีนใต้จะกลายเป็นความเป็นจริงมากขึ้น

แม้ว่าการปะทะกันโดยตรงทางทหารยังไม่น่าจะเกิดขึ้นในระยะสั้น แต่การโจมตีทางวาทกรรม ข้อมูลข่าวสาร และไซเบอร์อาจทวีขึ้น และกลายเป็นสงครามเย็นยุคใหม่ที่เล่นกันด้วยข้อมูล เศรษฐกิจ และกฎหมายระหว่างประเทศ

การคลี่คลายสถานการณ์ยังคงเป็นความท้าทายที่ใหญ่หลวง ทั้งสองฝ่ายต่างไม่มีทีท่าจะประนีประนอมต่อกันอย่างเป็นรูปธรรมในเร็ววันนี้ แม้จะมีความเป็นไปได้ที่จะเริ่มเจรจาระดับล่าง เช่นเรื่องการผ่อนผันสิทธิพิเศษทางการค้า แต่เงื่อนไขเบื้องต้นยังห่างไกลจากจุดร่วม อาเซียนอาจพยายามเป็นตัวกลาง แต่บทบาทในการไกล่เกลี่ยก็ยังจำกัดด้วยหลักไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศสมาชิก

สรุปแล้ว ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับกัมพูชาในปี 2568 คือภาพสะท้อนของการแข่งขันอิทธิพลในภูมิภาค การท้าทายระเบียบโลกที่ตั้งอยู่บนค่านิยมประชาธิปไตย และความไม่พอใจต่ออาชญากรรมข้ามชาติที่ลุกลามไปถึงพลเมืองต่างประเทศ การเผชิญหน้าครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับประชาคมอาเซียนหรือไทย หากปัญหานี้ยืดเยื้อ ย่อมกระทบต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของทั้งภูมิภาคในระยะยาว

โดย สุริยพงศ

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ แรงงานกัมพูชาในประเทศไทย

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ แรงงานกัมพูชาในประเทศไทย

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ แรงงานกัมพูชาในประเทศไทย

วันพุธ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.26 น.

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในปลายทางสำคัญสำหรับแรงงานข้ามชาติ โดยเฉพาะจากประเทศเพื่อนบ้าน และ แรงงานกัมพูชา ถือเป็นกลุ่มแรงงานขนาดใหญ่ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในหลายภาคส่วน บทความนี้จะเจาะลึกสถานการณ์แรงงานกัมพูชาในประเทศไทย เพื่อทำความเข้าใจถึงจำนวน อาชีพ ถิ่นที่อยู่ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากแรงงานกลุ่มนี้เดินทางกลับประเทศ

จำนวนและสถานะของแรงงานกัมพูชาในประเทศไทย

ในปัจจุบัน (ข้อมูลปี 2567-2568) มีแรงงานกัมพูชาที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายในประเทศไทยประมาณ 1 ล้านคน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ยังไม่รวมแรงงานที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน ซึ่งคาดการณ์ว่าอาจมีจำนวนใกล้เคียงกัน ทำให้คาดการณ์ได้ว่า มีแรงงานกัมพูชาในประเทศไทยรวมกันไม่ต่ำกว่า 2 ล้านคน แรงงานเหล่านี้เข้ามาในไทยหลายรูปแบบ ทั้งแบบใบอนุญาตทำงานตามมาตรา 64 หรือผู้ติดตามครอบครัว

อาชีพและแหล่งที่อยู่อาศัยหลัก

แรงงานกัมพูชาส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในภาคอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานที่คนไทยไม่นิยมทำ อาชีพหลักที่พบได้แก่:

ภาคก่อสร้าง: เป็นภาคที่พึ่งพาแรงงานกัมพูชาอย่างมาก ตั้งแต่การก่อสร้างอาคารสูง ที่พักอาศัย ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ

ภาคเกษตรกรรม: โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคกลาง เช่น การปลูกผัก ผลไม้ และการทำประมง

ภาคบริการ: เช่น งานบ้าน ผู้ช่วยร้านอาหาร หรือพนักงานในธุรกิจขนาดเล็ก

ภาคอุตสาหกรรม: เช่น โรงงานแปรรูปอาหาร โรงงานผลิตเสื้อผ้า และโรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

แรงงานเหล่านี้มักอาศัยอยู่ในแหล่งชุมชนใกล้สถานประกอบการ หรือตามแคมป์คนงานที่นายจ้างจัดหาให้ จังหวัดที่มีแรงงานกัมพูชาหนาแน่น ได้แก่ สมุทรสาคร ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล

ผลกระทบต่อไทยหากแรงงานกัมพูชากลับประเทศ

เมื่อไม่นานมานี้ มีกระแสข่าวเรื่องการเรียกร้องให้แรงงานกัมพูชากลับประเทศโดยผู้นำกัมพูชา หากเกิดขึ้นจริง จะส่งผลกระทบเช่น

ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน: โดยเฉพาะในภาคก่อสร้างและเกษตรกรรม ซึ่งจะส่งผลให้โครงการต่างๆ ชะลอตัวหรือหยุดชะงัก ผลผลิตทางการเกษตรลดลง และต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น

การชะลอตัวของเศรษฐกิจ: ภาคการผลิตและบริการที่ต้องพึ่งพาแรงงานกลุ่มนี้จะได้รับผลกระทบโดยตรง ทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจชะลอตัวลง

ผลกระทบต่อวิถีชีวิตและสังคม: หลายครอบครัวในไทยที่พึ่งพาแรงงานกัมพูชาในครัวเรือน หรือในธุรกิจขนาดเล็กจะต้องปรับตัว

หากแรงงานกัมพูชากลับประเทศ ส่วนใหญ่จะกลับไปประกอบอาชีพเดิมในประเทศ เช่น การเกษตรกรรม หรือทำงานในภาคอุตสาหกรรมและบริการที่กำลังเติบโตในกัมพูชา

แนวทางการรับมือและทดแทน

แม้ว่าการพึ่งพาแรงงานข้ามชาติ  เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน แต่การเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญ รัฐบาลและผู้ประกอบการควรพิจารณาแนวทางดังนี้:

ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรทดแทนแรงงาน: โดยเฉพาะในงานที่ใช้แรงงานเข้มข้น เพื่อลดการพึ่งพาแรงงานคนในระยะยาว

พัฒนาทักษะแรงงานไทย: ส่งเสริมให้แรงงานไทยเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ที่ตลาดต้องการ เพื่อให้สามารถเข้ามาทดแทนตำแหน่งงานที่แรงงานข้ามชาติเคยทำได้

ปรับปรุงสภาพการจ้างงานและสวัสดิการ: เพื่อดึงดูดและรักษาแรงงานไทยให้เข้ามาทำงานในภาคส่วนที่ยังขาดแคลน

ทบทวนนโยบายการนำเข้าแรงงาน: วางแผนการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติให้รัดกุมและยั่งยืนยิ่งขึ้น  โดยอาจหาแรงงานจาก ลาว พม่า หรือบังคลาเทศมาทดแทนแรงงานกัมพูชา

การทำความเข้าใจสถานการณ์แรงงานกัมพูชาอย่างรอบด้าน จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถวางแผนและรับมือกับความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต

โดย สุริยพงศ์

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ เหตุลุกลาม ‘สามปราสาท’

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ เหตุลุกลาม 'สามปราสาท'

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ เหตุลุกลาม ‘สามปราสาท’

วันอังคาร ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ความตึงเครียดไทย-กัมพูชาปะทุขึ้นอีกครั้งในปี พ.ศ.  2568 เมื่อกัมพูชาประกาศจะยื่นฟ้องประเทศไทยต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) เพื่ออ้างสิทธิ์เหนือโบราณสถานสำคัญสามแห่ง ได้แก่ ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาเมือนโต๊ด และปราสาทตาควาย รวมถึงพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญอย่าง “สามเหลี่ยมมรกต” บริเวณช่องบก ซึ่งเป็นจุดบรรจบชายแดนของสามประเทศ คือ ไทย กัมพูชา และลาวปราสาทตาเมือนธม

สามปราสาทชายแดน  

กลุ่มปราสาทตาเมือน ตั้งอยู่บนเทือกเขาพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ประกอบด้วยปราสาทสามหลัง  คือ ปราสาทตาเมือนธม: ปราสาทหินทรายขนาดใหญ่ที่เชื่อว่าใช้ในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ ปราสาทตาเมือนโต๊ด สันนิษฐานว่าเป็นอโรคยาศาล (โรงพยาบาล) ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7  และปราสาทตาเมือนบายกรีม ที่คาดว่าเป็นธรรมศาลาหรือจุดพักของนักเดินทาง     ส่วน ปราสาทตาควาย ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 12 กิโลเมตร ก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่กัมพูชาอ้างว่าอยู่ในพื้นที่จังหวัดอุดรมีชัยของตน และเคยเป็นพื้นที่ที่มีความตึงเครียดทางทหารในอดีต

ช่องบก : รอยต่อสามประเทศ

ช่องบก เป็นส่วนหนึ่งของ “สามเหลี่ยมมรกต” (Emerald Triangle) ซึ่งเป็นรอยต่อชายแดนไทย-ลาว-กัมพูชา ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 12 ตารางกิโลเมตร เชื่อมโยงระหว่างอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานีของไทย  เมืองมูลประโมกข์ แขวงจำปาศักดิ์ของลาว และเมืองจอมกระสานต์ จังหวัดพระวิหารของกัมพูชา พื้นที่นี้เป็นพื้นที่ทับซ้อนที่ไม่มีการปักปันเขตแดนที่ชัดเจน

ย้อนกลับไปในช่วงปี พ.ศ. 2528-2530 ช่องบกเคยเป็นสมรภูมิสำคัญที่ทหารไทยต้องต่อสู้กับกองทัพเวียดนาม ซึ่งเข้ายึดครองกัมพูชาหลังโค่นล้มเขมรแดง ส่งผลให้ทหารไทยต้องพลีชีพถึง 109 นาย

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 เกิดเหตุปะทะระหว่างทหารไทยและกัมพูชาในพื้นที่ช่องบก สาเหตุมาจากการที่ทหารกัมพูชาขุดคูดินยาว 650 เมตร  ซึ่งไทยมองว่าเป็นการละเมิดข้อตกลง MOU ปี 2543 โดยมีทหารกัมพูชาเสียชีวิต 1 นาย

รากฐานความขัดแย้ง : แผนที่และอธิปไตยที่ทับซ้อน

การอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่สามปราสาทและช่องบกของทั้งสองประเทศมีรากฐานมาจากความไม่ชัดเจนของแนวเขตแดนตามสนธิสัญญาสยาม–ฝรั่งเศส (พ.ศ. 2447 และ 2450) และแผนที่ในยุคอาณานิคมที่ฝ่ายไทยไม่ยอมรับ กัมพูชาอ้างว่าปราสาททั้งสามอยู่ในเขตแดนของตน และได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกแห่งชาติแล้ว ขณะที่ไทยยืนยันว่าโบราณสถานทั้งหมดอยู่ในอธิปไตยของไทย โดยกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537

บทเรียนจากอดีต : กรณีปราสาทพระวิหารและการปะทะที่ผ่านมา

ในปี พ.ศ. 2505 ศาลโลกเคยมีคำตัดสินให้ปราสาทพระวิหารตกเป็นของกัมพูชา แม้คำตัดสินนั้นจะไม่ได้ครอบคลุมถึงสามปราสาทที่เป็นปัญหา  แต่ก็กลายเป็นบรรทัดฐานให้กัมพูชาใช้อ้างสิทธิ์ในพื้นที่อื่นๆ ตามแนวชายแดน ความตึงเครียดยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยในปี 2554 เกิดการปะทะทางทหารอย่างรุนแรงบริเวณปราสาทตาควายและตาเมือนธม และในปี 2567 ยังมีเหตุการณ์ที่ชาวกัมพูชาร้องเพลงชาติบนปราสาทตาเมือนธม ซึ่งฝ่ายไทยมองว่าเป็นการยั่วยุ

สถานการณ์ปี 2568    ความตึงเครียดที่ยังไม่คลี่คลาย     กองกำลังของทั้งสองฝ่ายมีการเสริมอาวุธ และลาดตระเวนอย่างเข้มข้นตลอดแนวชายแดน การเจรจาระหว่างไทยและกัมพูชาดำเนินไปอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางกระแสชาตินิยมที่เริ่มปรากฏให้เห็นในพื้นที่ ผู้คนถูกปลุกระดมผ่านสื่อออนไลน์ ทั้งจากการแสดงสัญลักษณ์ความเป็นเจ้าของปราสาท การเผยแพร่คลิปยั่วยุทหารไทย และการเปลี่ยนแปลงพิกัดใน แผนที่กูเกิล ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็น “สงครามไซเบอร์” รูปแบบใหม่

นอกจากการฟ้องร้องในเวทีระหว่างประเทศแล้ว กัมพูชายังใช้มาตรการตอบโต้ทางเศรษฐกิจ เช่น การหยุดซื้อน้ำมันจากไทย รณรงค์ไม่ซื้อสินค้าจากไทย รวมถึงห้ามส่งสินค้าผักผลไม้จากไทยไปยังเวียดนาม ขณะที่ไทยก็มีมาตรการปิดพรมแดน ห้ามคนไทยเดินทางข้ามแดนไปเล่นการพนัน ส่งผลให้เศรษฐกิจบริเวณชายแดนได้รับผลกระทบอย่างหนัก

ความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์นี้มีความเสี่ยงสูงที่จะลุกลามออกเป็น 4 รูปแบบ:

1.        สันติภาพผ่านการเจรจา: ผ่านกลไกอาเซียนหรือทวิภาคี ซึ่งเป็นทางออกที่ดีที่สุด แต่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อย  เพราะต่างฝ่ายต่างไม่ยอมถอย

2.        ความตึงเครียดต่อเนื่อง: โดยฝ่ายกัมพูชาเดินหน้าสร้างภาพ เช่นส่งนักท่องเที่ยวมาร้องเพลงชาติในพื้นที่พิพาท  ซึ่งอาจใช้เป็นหลักฐานในศาลโลกทำนองเดียวกับภาพกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จเยือนเขาพระวิหารแล้วมีทหารฝรั่งเศสมาต้อนรับ  ซึ่งศาลพิจารณาว่า  หากเขาพระวิหารเป็นของไทย ทหารฝรั่งเศสจะมาต้อนรับไม่ได้ 

3.        การปะทะทางทหารเฉพาะจุด: ที่อาจลุกลามบานปลายหากเกิดความเข้าใจผิดหรือการยั่วยุเกินขอบเขต

4.        สงครามชายแดนเต็มรูปแบบ: หากการเจรจาล้มเหลวและรัฐบาลไทยถูกกดดันจากภาคประชาชน

หากสถานการณ์ถึงจุดวิกฤต มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดผลกระทบรุนแรงตามมา ได้แก่:

•          การเสียชีวิตของกำลังพลทั้งสองฝ่าย

•          จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงอย่างมากในทั้งสองประเทศเนื่องจากความกังวลต่อสถานการณ์สงคราม

•          การอพยพของประชาชนทั้งสองประเทศในพื้นที่ความขัดแย้ง

•          ความเสียหายต่อภาพลักษณ์และเศรษฐกิจของทั้งสองชาติ

•          วิกฤตด้านมนุษยธรรมจากจำนวนผู้ลี้ภัยที่เพิ่มขึ้น

ในกรณีที่ประชาชนสองชาติปะทะกันบริเวณพื้นที่พิพาท ไม่ว่าจะเป็นการยั่วยุ หรือการใช้ความรุนแรง อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การปลุกกระแสชาตินิยมและทำให้ต้องใช้มาตรการที่แข็งกร้าวขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโดยตรง

คนไทยควรเตรียมพร้อมรับมืออย่างไร?

ในสถานการณ์ที่อ่อนไหวเช่นนี้ คนไทยควรเตรียมความพร้อม :

•          ติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่อง และระมัดระวังการส่งต่อข้อมูลที่ไม่ผ่านการตรวจสอบอย่างดี

•          รายงานเหตุผิดปกติ ให้กับหน่วยงานความมั่นคงทันที

•          สงบนิ่งและไม่ตอบโต้ทางอารมณ์ เพื่อลดความตึงเครียด

•          ส่งกำลังใจและสิ่งของจำเป็น ให้เจ้าหน้าที่ชายแดน ที่ทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของไทย

•          ใช้หลัก “กาลามสูตร” ของพระพุทธเจ้า   “อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อสิ่งใด ต้องพิจารณาด้วยตนเองอย่างรอบคอบก่อน”

ไทยรวมกำลังตั้งมั่น จะสามารถป้องกันขันแข็ง ถึงแม้ว่าศัตรูผู้มีแรง มายุทธแย้งก็จะปลาศไป”

โดย สุริยพงศ์

ขอบคุณภาพจากเพจเฟสบุ๊ก ข่าวทหาร

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ แผนที่ต้นปัญหา : ชนวนความขัดแย้งไทย-กัมพูชา

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ แผนที่ต้นปัญหา : ชนวนความขัดแย้งไทย-กัมพูชา

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ แผนที่ต้นปัญหา : ชนวนความขัดแย้งไทย-กัมพูชา

วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ประเทศไทยและกัมพูชามีประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์อันยาวนาน ทั้งด้านวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และสังคม แต่ในขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยความขัดแย้ง โดยมี “แผนที่” เป็นหนึ่งในชนวนที่จุดประกายปัญหามาต่อเนื่อง โดยเฉพาะแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 และ 1:50,000 ที่แสดงเส้นแบ่งเขตแดนไม่ตรงกัน  ซึ่งนำไปสู่ความตึงเครียดและข้อพิพาทหลายครั้ง

แผนที่ระวาง ดงรัก (Dangrek) มาตราส่วน 1:200,000 ที่สยามจัดทำร่วมกับฝรั่งเศส (ที่มา: ICJ/National Library of Australia)

ความเป็นมาของแผนที่และต้นเหตุปัญหา

ประเด็นเรื่องแผนที่ชายแดนไทย-กัมพูชามีรากฐานมาจากยุคอาณานิคมฝรั่งเศส เมื่อสยามต้องสูญเสียดินแดนบางส่วนให้กับฝรั่งเศส ซึ่งขณะนั้นปกครองอินโดจีนและกัมพูชา การปักปันเขตแดนในสมัยนั้นกระทำโดยคณะกรรมาธิการผสมปักปันเขตแดนสยาม-ฝรั่งเศส (Anglo-Siamese Delimitation Commission) และได้มีการจัดทำแผนที่ขึ้นในปี ค.ศ. 1907 แผนที่ฉบับแรกๆ ที่เป็นต้นตอของปัญหาคือแผนที่ระวางดงรัก (DANGRAK)  มาตราส่วนหนึ่งต่อสองแสน หรือ 1:200,000 ซึ่งมีการทำเครื่องหมายแนวเขตแดนเอาไว้ว่า ปราสาทเขาพระวิหารอยู่ในแดนของกัมพูชา

ต่อมา แผนที่มาตราส่วน 1:50,000 ของกรมแผนที่ทหารบกไทย ซึ่งมีความละเอียดมากขึ้น ถูกนำมาใช้ แต่ก็มีจุดที่ไม่ชัดเจนและตีความต่างกับแผนที่ฝรั่งเศสบ้าง สิ่งเหล่านี้กลายเป็น “ต้นเหตุของปัญหา” เนื่องจากการยึดถือแผนที่คนละฉบับ หรือการตีความเส้นเขตแดนบนแผนที่ที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดการอ้างสิทธิ์พิพาทในพื้นที่ต่างๆ ตามแนวชายแดน

บทเรียนจากอดีต….กรณีปราสาทเขาพระวิหาร

กรณีที่โด่งดังที่สุดและแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของแผนที่ในข้อพิพาทชายแดนคือ กรณีปราสาทเขาพระวิหาร ในปี พ.ศ. 2505 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice – ICJ) ได้ตัดสินให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา   โดยอ้างเหตุผลว่า

1.            ไทยได้ยอมรับแผนที่ 1:200,000 โดยไม่มีการคัดค้านเป็นเวลานาน

2.            มีการใช้แผนที่นี้ในการดำเนินการต่างๆ รวมถึงรูปหลักฐานที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสยามเข้าไปเยี่ยมชมปราสาทโดยมีทหารฝรั่งเศสไปต้อนรับ

3.            หลักการ “การยอมรับโดยปริยาย” (Acquiescence) ในกฎหมายระหว่างประเทศ

ถึงแม้ประเทศไทยจะโต้แย้งว่าแผนที่1:200,000 มีความคลาดเคลื่อนและไม่ตรงตามหลักปักปันเขตแดนและสันปันน้ำที่แท้จริง แต่ศาลโลกก็ตัดสินโดยยึดตามหลักฐานที่ปรากฏ ซึ่งรวมถึงแผนที่ดังกล่าวด้วย คำตัดสินนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่าแผนที่ที่ไม่ได้รับการยอมรับร่วมกันอย่างชัดเจนสามารถนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างประเทศได้

เหตุการณ์ปัจจุบัน : ช่องบกและสามปราสาท

ในปัจจุบัน ปัญหาเรื่องแผนที่และแนวเขตแดนยังคงมีอยู่ เช่น กรณี ช่องบก (อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี) และบริเวณ สามปราสาท (ตาเมือนธม  ตาเมือนโต๊ด และตาควาย) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการอ้างสิทธิ์ทับซ้อนและมีการเผชิญหน้ากันอยู่เป็นระยะ โดยมีสาเหตุมาจากความแตกต่างในการตีความแนวเขตแดนตามแผนที่และการสำรวจภาคพื้นดินที่ยังไม่สมบูรณ์ การปักปันเขตแดนที่ยังไม่เสร็จสิ้นทำให้เกิดความไม่ชัดเจนว่าพื้นที่ใดเป็นของประเทศใด ส่งผลให้เกิดความตึงเครียดและอาจนำไปสู่การปะทะกันทางทหารได้

เหตุที่อาจเกิดในอนาคต: เกาะกูดและพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล

นอกจากปัญหาบนบกแล้ว พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่อาจกลายเป็นชนวนความขัดแย้งในอนาคต โดยเฉพาะบริเวณ เกาะกูด (จ.ตราด) และพื้นที่รอบๆ ซึ่งมีศักยภาพด้านทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ การกำหนดแนวเขตแดนทางทะเลยังไม่สมบูรณ์และยังคงเป็นข้อพิพาทระหว่างสองประเทศ หากไม่มีการเจรจาและหาข้อยุติที่ชัดเจน การสำรวจและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่ดังกล่าวอาจนำไปสู่ความขัดแย้งครั้งใหม่ได้

วิธีแก้ปัญหาหากการเจรจาไม่ได้ผล

การเจรจาเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหาชายแดน แต่หากการเจรจาไม่ได้ผล ก็มีทางเลือกอื่นๆ ที่อาจพิจารณาได้:

1.            การนำเสนอต่ออนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ (International Arbitration): หากทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้ด้วยการเจรจาโดยตรง การนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ โดยการแต่งตั้งคณะอนุญาโตตุลาการที่เป็นกลางเพื่อพิจารณาข้อพิพาทและออกคำตัดสินที่มีผลผูกพันตามกฎหมาย ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ซึ่งจะช่วยให้ปัญหายุติลงได้โดยอาศัยหลักกฎหมายและหลักฐานที่เกี่ยวข้อง

2.            การบริหารจัดการพื้นที่ร่วมกัน (Joint Development Area – JDA): ในกรณีที่ไม่สามารถตกลงเรื่องเขตแดนได้อย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีทรัพยากรธรรมชาติสำคัญ เช่น พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล อาจพิจารณาแนวคิดการจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกัน โดยที่ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่นั้นร่วมกัน และแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

3.            การสร้างกลไกการแก้ไขปัญหาในระดับท้องถิ่น: การส่งเสริมความร่วมมือและการสื่อสารในระดับท้องถิ่นระหว่างเจ้าหน้าที่และประชาชนตามแนวชายแดน อาจช่วยลดความตึงเครียดและแก้ไขปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ได้ก่อนที่จะบานปลายไปสู่ข้อพิพาทระดับชาติ การจัดตั้งคณะกรรมการร่วมชายแดนในระดับจังหวัดหรือภูมิภาค อาจเป็นแนวทางหนึ่งในการจัดการปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สรุป ปัญหาเรื่องชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและซับซ้อน ซึ่งต้องการความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในประวัติศาสตร์ กฎหมายระหว่างประเทศ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยการเจรจาด้วยความจริงใจ การประนีประนอม และการยึดถือหลักกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อให้ทั้งสองประเทศสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติและส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันในระยะยาว

โดย สุริยพงศ

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ การค้าขายระหว่างไทย-กัมพูชา

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ การค้าขายระหว่างไทย-กัมพูชา

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ การค้าขายระหว่างไทย-กัมพูชา

วันศุกร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.30 น.

การค้าระหว่างไทยและกัมพูชานั้น มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศมายาวนาน ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจนี้เป็นผลมาจากการที่สองประเทศมีพรมแดนติดกัน และการเชื่อมโยงทางวัฒนธรรม การแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกันไม่เพียงแต่สร้างรายได้และโอกาสทางธุรกิจ แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดนด้วย

มูลค่าการค้าโดยรวม :

มูลค่าการค้ารวมระหว่างไทยและกัมพูชามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ของไทยระบุว่า การค้ารวมสองฝ่ายมีมูลค่าสูงกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และมีเป้าหมายที่จะเพิ่มมูลค่าให้สูงขึ้นไปอีกในอนาคต แม้จะมีการชะลอตัวบ้างในบางช่วงจากปัจจัยภายนอก เช่น สถานการณ์เศรษฐกิจโลกหรือวิกฤตการณ์ต่างๆ อย่างไรก็ตาม การค้าชายแดนยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการแลกเปลี่ยน

เส้นทางขนส่งและด่านชายแดนที่สำคัญ :

เส้นทางขนส่งหลักในการค้าขายระหว่างไทยและกัมพูชา ประกอบด้วย :

•             ทางบก: เป็นเส้นทางหลักและสำคัญที่สุด โดยเฉพาะทางหลวงที่เชื่อมต่อด่านการค้าชายแดนต่างๆ ด่านชายแดนที่สำคัญและมีมูลค่าการค้าสูง ได้แก่:

o             ด่านอรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว – ด่านปอยเปต จังหวัดบันทายมีชัย: เป็นด่านการค้าชายแดนที่มีมูลค่าการค้าสูงสุดและคึกคักที่สุด คิดเป็นมูลค่าการส่งออกและนำเข้าหลายหมื่นล้านบาทต่อปี มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขนส่งสินค้าและผู้คน

o             ด่านสะพานมิตรภาพไทย-กัมพูชา (บ้านหนองเอี่ยน-สตึงบท) จังหวัดสระแก้ว: เป็นด่านที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับการขนส่งสินค้าโดยเฉพาะ โดยเฉพาะรถบรรทุกขนาดใหญ่ เพื่อลดความแออัดของด่านอรัญประเทศ

o             ด่านบ้านหาดเล็ก จังหวัดตราด – ด่านจามเยียม จังหวัดเกาะกง: เป็นด่านสำคัญทางภาคตะวันออก ที่เชื่อมต่อการค้ากับพื้นที่ชายฝั่งทะเลของกัมพูชา

o             ด่านบ้านแหลม จังหวัดจันทบุรี – ด่านบ้านตวง จังหวัดพระตะบอง: เป็นอีกด่านสำคัญในภาคตะวันออกที่รองรับการค้าสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภค

o             ด่านบ้านผักกาด จังหวัดจันทบุรี – ด่านกรุงไพลิน (บ้านปรม) จังหวัดไพลิน: มีความสำคัญต่อการค้าสินค้าเกษตรและแร่ธาตุบางชนิด

o             ด่านช่องจอม จังหวัดสุรินทร์ – ด่านโอร์เสม็ด จังหวัดอุดรมีชัย: เป็นด่านสำคัญทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีการค้าชายแดนคึกคัก

o             ด่านช่องสะงำ จังหวัดศรีสะเกษ – ด่านช่องจอม จังหวัดอุดรมีชัย (กัมพูชา): เป็นอีกหนึ่งด่านสำคัญในภาคอีสานที่รองรับการค้าสินค้าหลากหลายประเภท

•             ทางน้ำ: มีการขนส่งผ่านแม่น้ำโขงและเส้นทางชายฝั่งทะเลบางส่วน โดยเฉพาะการขนส่งสินค้าขนาดใหญ่หรือสินค้าที่ไม่ต้องการความเร่งด่วนมากนัก

•             ทางราง: แม้จะยังไม่เป็นเส้นทางหลักเท่าทางบก แต่มีการฟื้นฟูเส้นทางรถไฟเชื่อมต่ออรัญประเทศกับปอยเปต ซึ่งมีศักยภาพในการเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าที่สำคัญในอนาคต

สินค้าส่งออกสำคัญจากไทยไปกัมพูชา

สินค้าที่ไทยส่งออกไปยังกัมพูชามีความหลากหลายและสะท้อนถึงศักยภาพการผลิตของไทย รวมถึงความต้องการของกัมพูชาที่กำลังเติบโต สินค้าหลักๆ ได้แก่ :

•             ผลิตภัณฑ์น้ำมันและก๊าซ: เป็นสินค้าส่งออกอันดับหนึ่งจากไทยไปกัมพูชา โดยมีมูลค่าสูงถึง ประมาณ 2,000 – 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี กัมพูชายังคงพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซจากไทยเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากยังไม่มีแหล่งผลิตเพียงพอภายในประเทศ

•             เครื่องดื่ม: มูลค่าการส่งออกเครื่องดื่มรวมทั้งน้ำอัดลม น้ำผลไม้ เบียร์ และเครื่องดื่มชูกำลัง อยู่ที่ประมาณ 500 – 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี เป็นที่นิยมอย่างมากในกัมพูชา

•             อาหาร (รวมถึงอาหารแปรรูป): มีมูลค่าการส่งออกประมาณ 400 – 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี ครอบคลุมทั้งอาหารแปรรูป ข้าวสาร ผักและผลไม้สด เป็นที่ต้องการของตลาดกัมพูชา

•             บะหมี่สำเร็จรูป: แม้จะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของหมวดอาหาร แต่บะหมี่สำเร็จรูปเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย มีมูลค่าการส่งออกประมาณ 50 – 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี เนื่องจากความสะดวกและราคาไม่แพง

•             ยาเวชภัณฑ์: เวชภัณฑ์และเครื่องมือทางการแพทย์เป็นสิ่งจำเป็นที่กัมพูชายังต้องพึ่งพาการนำเข้า มีมูลค่าการส่งออกประมาณ 200 – 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี

•             โทรศัพท์มือถือและชิ้นส่วน: โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นสินค้าที่มีความต้องการสูงตามการเติบโตของเทคโนโลยี มูลค่าการส่งออกประมาณ 300 – 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี

•             รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ: รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะหลักในการเดินทางของประชากรส่วนใหญ่ในกัมพูชา มูลค่าการส่งออกประมาณ 200 – 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี

•             วัสดุก่อสร้าง: ด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่องในกัมพูชา ทำให้มีความต้องการวัสดุก่อสร้างสูง มูลค่าประมาณ 100 – 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี

สินค้าส่งออก 10 อันดับของไทยไปกัมพูชา ในปี พ.ศ. 2568 (เดือน ม.ค.-พ.ค.)

•             อัญมณีและเครื่องประดับ : สัดส่วน 36.50% คิดเป็นมูลค่า 53,122.56 ล้านบาท

•             น้ำมันสำเร็จรูป : สัดส่วน 13.75% คิดเป็นมูลค่า 20,011.38 ล้านบาท

•             น้ำตาลทราย : สัดส่วน 5.15% คิดเป็นมูลค่า 7,499.25 ล้านบาท

•             เครื่องดื่ม : สัดส่วน 4.59% คิดเป็นมูลค่า 6,674.84 ล้านบาท

•             เคมีภัณฑ์ : สัดส่วน 2.55% คิดเป็นมูลค่า 3,709.66 ล้านบาท

•             รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ : สัดส่วน 2.48% คิดเป็นมูลค่า 3,604.91 ล้านบาท

•             เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว : สัดส่วน 2.05% คิดเป็นมูลค่า 2,977.76 ล้านบาท

•             รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ : สัดส่วน 1.98% คิดเป็นมูลค่า 2,879.23 ล้านบาท

•             ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาภาษาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ : สัดส่วน 1.86% คิดเป็นมูลค่า 2,712.04 ล้านบาท

•             เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล : สัดส่วน 1.78% คิดเป็นมูลค่า 2,594.35 ล้านบาท

สินค้านำเข้าสำคัญจากกัมพูชามาไทย (พร้อมมูลค่าโดยประมาณ): 

การนำเข้าสินค้าจากกัมพูชามาไทยส่วนใหญ่เป็นผลผลิตทางการเกษตรและสินค้าพื้นเมือง เนื่องจากกัมพูชาเป็นประเทศที่มีภาคเกษตรกรรมเป็นฐานเศรษฐกิจที่สำคัญ สินค้าหลักๆ ได้แก่ :

•             มันสำปะหลัง: เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่กัมพูชาส่งออกมาไทยจำนวนมาก เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมแปรรูปต่างๆ เช่น แป้งมันสำปะหลัง และเอทานอล มูลค่าการนำเข้าสูงถึง ประมาณ 500 – 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี (ขึ้นอยู่กับผลผลิตและราคาตลาดโลก)

•             ข้าวโพด: ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นอีกหนึ่งสินค้าเกษตรที่ไทยนำเข้าจากกัมพูชา มูลค่าประมาณ 200 – 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี

•             ปลาร้า, ปลากรอบ, ปูเค็ม: ผลิตภัณฑ์ประมงแปรรูปเหล่านี้เป็นสินค้าพื้นเมืองที่ได้รับความนิยมในไทย โดยเฉพาะในภาคอีสาน มูลค่ารวมประมาณ 50 – 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี

•             และอื่นๆ: นอกจากนี้ยังมีการนำเข้าสินค้าเกษตรอื่นๆ เช่น ถั่ว งา ยางพารา สินค้าหัตถกรรม  และเสื้อผ้าสำเน็จรูป ซึ่งมีมูลค่ารวมกันอีกหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ผลกระทบร้ายแรง เมื่อมีการห้ามส่งออกและนำเข้าสินค้าทั้งหมด :

            เมื่อเกิดสถานการณ์ที่ร้ายแรงถึงขั้นห้ามส่งออกและนำเข้าสินค้าระหว่างไทยและกัมพูชาทั้งหมด   ส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของทั้งสองประเทศ โดยสามารถเรียงลำดับผลกระทบได้ดังนี้:

1.          วิกฤตเศรษฐกิจรุนแรงในกัมพูชา :

o             การขาดแคลนพลังงานอย่างรุนแรง: ด้วยมูลค่าการนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากไทยที่สูงถึง 2,000-3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ การหยุดนำเข้าจะทำให้กัมพูชาเผชิญกับการขาดแคลนพลังงานที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิต การขนส่ง และชีวิตประจำวันของประชาชนโดยตรงอย่างหนักหน่วง

o             ภาวะเงินเฟ้อรุนแรงและการขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น: สินค้าอุปโภคบริโภคที่สำคัญหลายชนิด เช่น อาหารแปรรูป (มูลค่า 400-700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) เครื่องดื่ม (500-800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ยาเวชภัณฑ์ (200-400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) และโทรศัพท์มือถือ (300-600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ที่นำเข้าจากไทย จะขาดตลาด ราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส ไม่สามารถเข้าถึงปัจจัยสี่ที่จำเป็นได้

o             การหยุดชะงักของภาคการผลิตและอุตสาหกรรม: โรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งในกัมพูชาที่ต้องพึ่งพาสินค้าทุน วัตถุดิบ และชิ้นส่วนประกอบจากไทย (เช่น ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ที่มีมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) จะหยุดชะงักลงโดยสิ้นเชิง ส่งผลให้เกิดการเลิกจ้างงานจำนวนมหาศาล เศรษฐกิจโดยรวมจะเข้าสู่ภาวะถดถอยขั้นรุนแรง

o             ผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมและรายได้เกษตรกร: เกษตรกรกัมพูชาจะไม่สามารถส่งออกมันสำปะหลัง (มูลค่า 500-1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ข้าวโพด (200-500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) และสินค้าเกษตรอื่นๆ มายังไทยได้ ทำให้สูญเสียรายได้หลักจำนวนมหาศาลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรและเศรษฐกิจชนบทอย่างหนัก

2.          ผลกระทบต่อเศรษฐกิจของไทย :

o             การว่างงานและการล้มละลายของธุรกิจ: ผู้ประกอบการและแรงงานในพื้นที่ชายแดนของไทยที่เกี่ยวข้องกับการค้ากับกัมพูชา เช่น ร้านค้าส่ง ร้านอาหาร โรงแรม ธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ จะได้รับผลกระทบโดยตรง หลายพันหรือหมื่นธุรกิจอาจต้องปิดตัวลง ทำให้เกิดการว่างงานจำนวนมหาศาลในพื้นที่ชายแดน

o             รายได้จากการค้าระหว่างประเทศลดลง: แม้ว่าสัดส่วนการค้ากับกัมพูชาอาจไม่มากเท่าประเทศคู่ค้าหลักอื่นๆ แต่การสูญเสียมูลค่าการค้ากว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี ย่อมส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจและการส่งออกของไทย โดยเฉพาะรายได้จากด่านศุลกากรหลักๆ เช่น อรัญประเทศ ที่มีมูลค่าการค้าสูงที่สุด

o             ปัญหาการไหลเข้าของสินค้าเกษตรผิดกฎหมายและการควบคุมสุขอนามัย: หากไม่สามารถนำเข้ามันสำปะหลัง ข้าวโพด และสินค้าเกษตรอื่นๆ จากกัมพูชาได้อย่างถูกกฎหมาย อาจนำไปสู่การลักลอบนำเข้าที่ยากต่อการควบคุมคุณภาพและสุขอนามัย ซึ่งส่งผลกระทบต่อมาตรฐานสินค้าเกษตรภายในประเทศ

3.          ปัญหาด้านความมั่นคงและสังคม :

o             การเคลื่อนย้ายแรงงานและประชาชนผิดกฎหมาย: แรงงานกัมพูชาที่เคยทำงานในไทยและถูกกระทบจากการห้ามส่งออกนำเข้า รวมถึงประชาชนกัมพูชาที่ได้รับความเดือดร้อนจากวิกฤตเศรษฐกิจภายในประเทศ อาจพยายามลักลอบเข้าเมืองไทยอย่างผิดกฎหมายเพื่อหางานและปัจจัยยังชีพ สร้างภาระและความท้าทายด้านความมั่นคงและมนุษยธรรม

o             ความตึงเครียดและความไม่สงบตามแนวชายแดน: การหยุดชะงักของการค้าชายแดนซึ่งเป็นวิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่ อาจนำไปสู่ความตึงเครียด ความขัดแย้ง และความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนที่เคยเป็นพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยน

o             ปัญหาสังคม: การขาดแคลนสินค้า การว่างงาน และความยากจนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งในกัมพูชาและพื้นที่ชายแดนของไทย อาจนำไปสู่ปัญหาสังคมที่รุนแรงขึ้น เช่น อาชญากรรม ยาเสพติด และความไร้ระเบียบ

4.          ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและภูมิภาค :

o             ความสัมพันธ์ทวิภาคีที่ย่ำแย่: การปิดชายแดน  ห้ามส่งออกนำเข้าจะส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงและยาวนานต่อความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทยและกัมพูชา อาจนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจ ความบาดหมาง และการเผชิญหน้าทางการเมือง ซึ่งยากจะฟื้นฟู

o             ผลกระทบต่อความร่วมมือในระดับภูมิภาค: การค้าขายเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของความร่วมมือในภูมิภาค การหยุดชะงักอาจส่งผลกระทบต่อความร่วมมือด้านอื่นๆ ด้วย และอาจสร้างความกังวลให้กับประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ ถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในภูมิภาค

โดยสรุปแล้ว การค้าขายระหว่างไทยและกัมพูชามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของทั้งสองประเทศ การหยุดชะงักหรือการห้ามส่งออกนำเข้าจะก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ที่รุนแรงและมีผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อกัมพูชาซึ่งยังคงพึ่งพาการนำเข้าจากไทยในหลายๆ ด้าน และต่อผู้คนในพื้นที่ชายแดนของทั้งสองประเทศที่ชีวิตความเป็นอยู่เชื่อมโยงกับการค้าขายระหว่างกันอย่างแยกไม่ออก การรักษาและส่งเสริมการค้าจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งเพื่อประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองชาติ

โดย  สุริยพงศ์

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ ช่องทางข้ามแดนไทย-กัมพูชา

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ ช่องทางข้ามแดนไทย-กัมพูชา

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ ช่องทางข้ามแดนไทย-กัมพูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.45 น.

ประเทศไทยและกัมพูชามีพรมแดนทางบกและทางทะเลยาวกว่า 800 กิโลเมตร ครอบคลุม 7 จังหวัดของไทย ตั้งแต่อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี ไปจนถึงตราด พรมแดนนี้ไม่ได้เป็นเพียงเส้นแบ่งทางภูมิศาสตร์ แต่ยังเป็นเส้นทางการค้า การท่องเที่ยว และการเคลื่อนย้ายของบุคคล ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อทั้งเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ

1. จังหวัดอุบลราชธานี :   ชายแดนสามประเทศ

1.1 ช่องเม็ก (ด่านถาวร อ.สิรินธร): ด่านการค้าชายแดนที่สำคัญที่สุดของภาคอีสานตอนล่าง เชื่อมต่อกับด่านวังเต็งของกัมพูชา สินค้าหลักคือสินค้าเกษตรและอุปโภคบริโภค มีนักท่องเที่ยวและแรงงานข้ามชาติผ่านเข้าออกจำนวนมาก สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังคือ การลักลอบขนยาเสพติด สินค้าหนีภาษี และแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย

1.2 ช่องจอม (ด่านถาวร อ.น้ำยืน): เชื่อมต่อ โอสมัจ อ.อัลลองเวง จ.อุดรมีชัย เส้นทางนี้สามารถใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อและจักรยานยนต์ ผ่านไร่มันสำปะหลังได้  เป็นเส้นทางขนหัวมันสำปะหลังด้วยรถบรรทุกขนาดใหญ่จากอุดรมีชัย  

1.3 ช่องอานม้า (จุดผ่อนปรนการค้า อ.น้ำยืน): ตรงข้ามกับ บ้านสะเตียลกวาง อำเภอจอมกระสาน จังหวัดพระวิหาร ประเทศกัมพูชา   สินค้าหลักคือสินค้าอุปโภคบริโภคขนาดเล็ก    มีความเสี่ยงเรื่อง การลักลอบขนแรงงานผิดกฎหมายและสินค้าหนีภาษี

1.4 ช่องบก (จุดผ่อนปรนชั่วคราว อ.น้ำยืน)เชื่อมต่อกับจังหวัดพระวิหาร  เป็นรอยต่อสามเหลี่ยมมรกต สินค้าส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์เกษตรตามฤดูกาล แต่ต้องระวัง การลักลอบเข้า-ออกและขนส่ง สินค้าผิดกฎหมายขนาดเล็ก

1.5 ช่องทางธรรมชาติ: พบมากในอำเภอสิรินธร, นาจะหลวย, น้ำยืน, และบุณฑริก ส่วนใหญ่เป็นการลักลอบขนของเถื่อน ยาเสพติด และ เป็นเส้นทางหลักของการลักลอบเข้าเมืองของแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ผู้หลบหนีคดี และขบวนการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะการลักลอบขนไม้พะยูง

2. จังหวัดศรีสะเกษ: เส้นทางสู่เขาพระวิหาร

2.1 ช่องสะงำ (ด่านถาวร อ.ภูสิงห์): เชื่อมต่อกับด่านโอร์เสม็ด จังหวัดอุดรมีชัย สินค้าเกษตรและไม้แปรรูปเป็นสินค้าหลัก มีการเดินทางของผู้ป่วยกัมพูชาเข้ามารักษาในไทย ประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังคือ การลักลอบตัดไม้ทำลายป่า สินค้าเกษตรหนีภาษี แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย และการค้าสัตว์ป่าคุ้มครอง

2.2 ด่านชายแดนเขาพระวิหาร (อ.กันทรลักษ์): เพื่อการท่องเที่ยว

2.3 ช่องตาเมาะและช่องเป็น (จุดผ่อนปรนชั่วคราว อ.ภูสิงห์และขุนหาญ): มีการค้าสินค้าพื้นเมืองและเกษตรเล็กน้อย แต่ก็ยังคงต้องเฝ้าระวัง การลักลอบเข้า-ออกและการค้าสิ่งผิดกฎหมายขนาดเล็ก

2.4 ช่องทางธรรมชาติ: พบมากในพื้นที่ป่าเขาตามแนวเขาพระวิหารในอำเภอภูสิงห์ ขุนหาญ และกันทรลักษ์ ส่วนใหญ่เป็นการลักลอบขน ยาเสพติด สินค้าผิดกฎหมาย ของป่าผิดกฎหมาย รวมถึงการค้าโบราณวัตถุ และเป็นเส้นทางของแรงงานผิดกฎหมายและกลุ่มขบวนการลักลอบต่างๆ

3. จังหวัดสุรินทร์: ตลาดชายแดนที่คึกคัก

3.1 ช่องจอม (ด่านถาวร อ.กาบเชิง): เชื่อมต่อกับด่านโอสะเม็ด จ.อุดรมีชัย มีตลาดชายแดนขนาดใหญ่ สินค้าหลากหลายตั้งแต่อุปโภคบริโภค สินค้าเกษตร ไปจนถึงรถยนต์มือสอง ประเด็นสำคัญคือ สินค้าหนีภาษี แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย และการลักลอบนำรถยนต์ที่ผิดกฎหมายเข้าออก

3.2 ช่องสายตะกู (ด่านถาวร อ.บ้านกรวด)เชื่อมต่อกับบ้านโอเสม็ด   มีการค้าสินค้าเกษตรและพื้นเมือง แต่ยังต้องระวัง การลักลอบเข้า-ออกและการค้าสิ่งผิดกฎหมายขนาดเล็กโดยคนเดินเท้าหรือจักรยานยนต์

3.3 ช่องทางธรรมชาติ: กระจายอยู่ตามแนวชายแดนในอำเภอกาบเชิง พนมดงรัก และบัวเชด สินค้าที่ลักลอบส่วนใหญ่คือข้าว มันสำปะหลัง ไม้เถื่อน สัตว์ป่า ยาเสพติด และของป่าผิดกฎหมาย และเป็นเส้นทางของ แรงงานผิดกฎหมายและขบวนการค้ามนุษย์ รวมถึงการขนช้างและสัตว์ป่าหายาก

4. จังหวัดบุรีรัมย์: ช่องทางสำคัญสู่การค้าเกษตร

4.1ช่องสายตะกู (ด่านถาวร อ.บ้านกรวด): เชื่อมต่อกับด่านจุลเสม็ด จ.อุดรมีชัย สินค้าเกษตร เช่น มันสำปะหลังและข้าวโพด เป็นสินค้าสำคัญที่ผ่านด่านนี้ สิ่งที่ต้องระวังคือ การลักลอบนำสินค้าเกษตรหนีภาษี และแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย

4.2 ช่องทางธรรมชาติ: พบในพื้นที่อำเภอบ้านกรวด ละหานทราย และโนนดินแดง ซึ่งเป็นเส้นทางของการลักลอบขน ยาเสพติด ของเถื่อน แรงงานผิดกฎหมาย และผู้หลบหนีคดี

5. จังหวัดสระแก้ว: ด่านที่คึกคักที่สุดและแหล่งอาชญากรรมไซเบอร์

5.1 บ้านคลองลึก (ด่านถาวร อ.อรัญประเทศ): เชื่อมต่อกับเมืองปอยเปต จ.บันเตยมีชัย เป็นด่านการค้าชายแดนหลักที่ใหญ่ที่สุดของไทย-กัมพูชา มีการผ่านเข้าออกของสินค้าทุกประเภท รวมถึงนักท่องเที่ยว แรงงานต่างด้าว และนักพนัน ประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มข้นคือ การลักลอบขนยาเสพติด (เป็นเส้นทางสำคัญ) สินค้าหนีภาษีและปลอมแปลงเครื่องหมายการค้า แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย การค้ามนุษย์ การฉ้อโกงทางออนไลน์ (แก๊งคอลเซ็นเตอร์) และการฟอกเงิน

5.2 จุดผ่อนปรนต่างๆ (บ้านตาพระยา, บ้านหนองปรือ, บ้านป่าไร่): 

5.3 ช่องทางธรรมชาติ: มีอยู่จำนวนมากโดยเฉพาะรอบๆ อำเภออรัญประเทศ เช่น บ้านเขาดิน  บ้านดงงู   บ้านหนองแวง หนองปรือ   แนวป่าร้างข้างโรงเกลือ  อำเภอคลองหาด อำเภอโคกสูง อำเภอวัฒนานคร และอำเภอตาพระยา สินค้าที่ลักลอบเข้า-ออกมีตั้งแต่ น้ำมันปิโตรเลียม อาหารแปรรูป ไปจนถึงยาเสพติด (ยาบ้า ไอซ์ เฮโรอีน) บุหรี่ อาวุธปืน และสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ และที่สำคัญคือเป็นเส้นทางหลักของการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย การค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ การเคลื่อนไหวของกลุ่มผิดกฎหมาย รวมถึง ผู้หลบหนีคดีและกลุ่มคอลเซ็นเตอร์

6. จังหวัดจันทบุรี: ด่านการค้าผลไม้และอัญมณี

6.1ด่านบ้านแหลม (ด่านถาวร อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี): เชื่อมต่อกับด่านปรม และช่องกร๊อมเรียง  จังหวัดพระตะบอง เป็นเส้นทางสำคัญของการค้าผลไม้ (ทุเรียน เงาะ มังคุด) สินค้าที่ต้องระวังคือ การลักลอบนำเข้าแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย  ด้วยรถกระบะ

6.2ด่านบ้านผักกาด (ด่านถาวร อ.โป่งน้ำร้อน  จ.จันทบุรี ): เชื่อมต่อกับด่านกรอมเรียง จังหวัดพระตะบอง มีการค้าสินค้าเกษตรและอัญมณี ที่ต้องเฝ้าระวังคือ การลักลอบนำเข้าอัญมณี และแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย

6.3 บ้านซับตารี (จุดผ่อนปรน อ.สอยดาว): มีการค้าสินค้าเกษตรตามฤดูกาลและสินค้าพื้นเมือง แต่ยังคงต้องเฝ้าระวัง การลักลอบเข้า-ออกและการค้าสิ่งผิดกฎหมายขนาดเล็ก

6.4 ช่องทางธรรมชาติ: พบได้ตามแนวชายแดนในอำเภอโป่งน้ำร้อนและอำเภอสอยดาว ส่วนใหญ่เป็นการลักลอบขน ยาเสพติด ของป่า และเป็นเส้นทางของแรงงานผิดกฎหมาย ผู้หลบหนีคดี รวมถึงเหยื่อบัญชีม้าที่ถูกส่งข้ามแดนไปยังแก๊งคอลเซ็นเตอร์

7. จังหวัดตราด: ประตูสู่ทะเลและการค้าชายแดนทางน้ำ

7.1บ้านหาดเล็ก (ด่านถาวรทางบก อ.คลองใหญ่): เชื่อมต่อกับด่านจามเยียม จังหวัดเกาะกง มีการค้าอาหารทะเล สินค้าประมง และวัสดุก่อสร้าง ที่ต้องเฝ้าระวังคือ การลักลอบนำเข้า-ส่งออกสินค้าประมงผิดกฎหมาย แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย และยาเสพติด

7.2 ท่าเรือแหลมศอกและท่าเรืออื่นๆ (ช่องทางทางทะเล อ.เมืองตราด): มีการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารทางเรือไปยังเกาะกงและท่าเรืออื่นๆ ของกัมพูชา สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังคือ การลักลอบขนส่งยาเสพติด การลักลอบขนถ่ายน้ำมันผิดกฎหมาย การลักลอบขนแรงงานต่างด้าว การค้ามนุษย์ทางทะเล และการประมงผิดกฎหมาย

7.3 ช่องทางธรรมชาติ (ทางบก): มีตามแนวชายแดนในอำเภอคลองใหญ่และบ่อไร่ ซึ่งเป็นเส้นทางของการลักลอบขน ยาเสพติด ของเถื่อน แรงงานผิดกฎหมาย และผู้หลบหนีคดี

สินค้าและบุคคลที่ถูกจับกุมบ่อยครั้ง

โดยรวมแล้ว สินค้าที่ถูกจับกุมบ่อยที่สุดคือ ยาเสพติด (ยาบ้า, ไอซ์, กัญชา),สินค้าหนีภาษี (สุรา, บุหรี่, น้ำมัน), สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า, ไม้แปรรูปผิดกฎหมาย, ของป่าคุ้มครอง, รถยนต์และรถจักรยานยนต์ผิดกฎหมาย ส่วนบุคคลที่ถูกจับกุมบ่อยคือ แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย, บุคคลที่มีหมายจับคดีอาชญากรรมร้ายแรง (ยาเสพติด, ค้ามนุษย์, ฉ้อโกง), แก๊งคอลเซ็นเตอร์, ขบวนการค้ามนุษย์, และผู้ที่พยายามหลบหนีเข้าเมืองหรือออกนอกประเทศโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากร

โดย  สุริยพงศ์