บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนเชื้อสายไทในเมืองจีน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนเชื้อสายไทในเมืองจีน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนเชื้อสายไทในเมืองจีน

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในดินแดนอันกว้างใหญ่ของประเทศจีน มีชนหลายกลุ่มจำนวนมากที่ดำรงอยู่เคียงข้างวัฒนธรรมจีนกระแสหลัก หนึ่งในกลุ่มที่มีบทบาทโดดเด่นทั้งทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมคือ “คนเชื้อสายไท” ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลาย เช่น จ้วง ไทลื้อ ไทดำ ไทขาว ไทเหนือ ไทเมา  ไทใหญ่ คนเหล่านี้กระจายตัวอยู่ในมณฑลต่าง ๆ เช่น กวางสีจ้วง และ ยูนนาน 

บทความนี้จะพาผู้อ่านสำรวจความเป็นมา และบทบาทร่วมสมัยของคนเชื้อสายไทในจีน ผ่านมุมมองทางประวัติศาสตร์ ภาษา วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ

1. ไป่เยว่: รากเหง้าทางประวัติศาสตร์ของชนชาติไท

นักวิชาการจีนและไทยจำนวนมากเชื่อว่า “ไป่เยว่” (Bùyī百越)  หรือพวกชนเผ่าร้อยพวก    คือกลุ่มชาติพันธุ์โบราณที่เป็นบรรพบุรุษของชนชาติไท มอญ ลาว เขมร พม่า ม้ง เมี่ยน ในปัจจุบัน ที่เคยอาศัยอยู่ในพื้นที่ตอนใต้ของจีน ยุคก่อนราชวงศ์ฉิน พ.ศ. 322 -337 บริเวณ ยูนนาน กวางตุ้ง กวางสี และเวียดนามตอนเหนือ มีวัฒนธรรมที่แตกต่างจากจีนฮั่น   เช่น การใช้กลองมะโหระทึก การนับถือวิญญาณบรรพบุรุษ และการแต่งกายที่สะท้อนอัตลักษณ์เฉพาะตัว  เช่นการสักร่างกาย ตัดผมสั้น (ต่างจากชาวจีนฮั่นที่ไว้ผมยาว)  ทอผ้าไหมยกดอก สร้างบ้านใต้ถุนสูงเพื่อหนีน้ำท่วม เชี่ยวชาญการใช้เรือและอาวุธ       แม้จะถูกกลืนโดยวัฒนธรรมจีนในยุคจิ๋นซีฮ่องเต้ แต่ร่องรอยของไป่เยว่ยังคงปรากฏในภาษาพูด วัฒนธรรม และความเชื่อของกลุ่มไทในจีนจนถึงปัจจุบัน

2. จ้วง: กลุ่มชาติพันธุ์ไทที่ใหญ่ที่สุดในจีน  “จ้วง” (Zhuang) เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีประชากรมากที่สุดในบรรดาชนกลุ่มน้อยของจีน โดยมีมากกว่า 18 ล้านคน อาศัยอยู่ในเขตปกครองตนเองกวางสีจ้วง (Guangxi Zhuang Autonomous Region)บางส่วนในหยุนหนาน กวางตุ้ง กุ้ยโจว หูหนาน และเวียดนามเหนือ         ภาษาจ้วงอยู่ในตระกูลภาษาไท-กะได มีความใกล้เคียงกับภาษาไทในไทยและลาว ชาวจ้วงมีวัฒนธรรมการนับถือบรรพบุรุษ บ้านทุกหลังมีแท่นบูชา และพิธีกรรมเกี่ยวกับวิญญาณยังคงดำรงอยู่ แม้จะมีศาสนาอื่นเข้ามาเผยแผ่ก็ตาม

3. ไทลื้อ ไทดำ ไทขาว  ไทเหนือ  ไทเมา  ในมณฑลยูนนาน ของจีน  ซึ่งเป็นพื้นที่ภูเขาสูงติดกับลาวและพม่า มีคนเชื้อสายไทหลายกลุ่มอาศัยอยู่ ได้แก่:

•             ไทลื้อ Tai Lue: มีถิ่นฐานเดิมอยู่ที่สิบสองปันนา  มณฑลยูนนาน  วัฒนธรรมใกล้เคียงกับชาวล้านนา พูดภาษาไทลื้อ มีการแต่งกายเฉพาะตัว และนิยมสร้างบ้านไม้ใต้ถุนสูง   ปัจจุบันกระจายตัวอยู่ในลาว เมียนมา เวียดนาม และภาคเหนือของประเทศไทย (เช่น เชียงราย เชียงใหม่ น่าน พะเยา)

•             ไทดำ Tai Dam: มีถิ่นฐานในเขตสิบสองปันนา อาศัยอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำดำ (Black River) ในเวียดนามตอนเหนือและลาว มีชื่อเรียกตนเองว่า “ไตดำ” หรือ “ผู้ไท” ส่วนในประเทศไทยเรียก “ลาวโซ่ง” หรือ “ไทโซ่ง”

•             ไทขาว Tai Khao: พบในพื้นที่ชายแดนจีน-เวียดนาม บริเวณลุ่มแม่น้ำดอน (Black River Valley) เช่นเดียวกับไทดำ ส่วนใหญ่พบในเวียดนาม (เช่น เดียนเบียนฟู) และลาว มีชื่อเรียกตนเองว่า “ไตขาว” มีภาษาพูดและวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกับไทลื้อ แต่มีความแตกต่างในด้านการแต่งกายและพิธีกรรม

•             ไทเหนือ Tai-Nuea  หรือไทไต้คง    อยู่ในเขตไทเต๋อหง (德宏 Dehong Dai and Jingpo Autonomous Prefecture) และสิบสองปันนา  และรัฐฉาน  ใกล้ชายแดนไทย-พม่า  ริมแม่น้ำโขง (หลานซาง) พูดภาษาตระกูลไท  หญิงสาวนิยมใส่เสื้อสีชมพูแขนยาว มีลายปักละเอียด นุ่งซิ่นสีเขียวลายดอกไม้ ใช้สร้อยเงินประดับศรีษะ  บ้านสร้างจากดินเหนียวหรืออิฐไม่เผา   เคยเป็นอาณาจักรแสนหวีสมัยโบราณ      

•             ไทเมา Tai-Mao  อยู่บริเวณเมืองเมา (Mao) หรือเมืองรุ่ยลี่ (Ruili) และเกิ่งหม่า (Gengma) ในมณฑลยูนนาน ประเทศจีน และบางส่วนในเมียนมา (รัฐฉาน) เคยเป็นกลุ่มที่สถาปนาอาณาจักรเมา (Moung Mao) ในอดีต  อำเภอหยวนเจียง เขตปกครองตนเองชนชาติฮานี หยี และไท ในมณฑลยูนนาน  บริเวณลุ่มแม่น้ำแดงตอนบน ระหว่างเทือกเขาอ้ายลาวและเตี่ยนชางซัน   หญิงไทเมาสวมชุดสีสันสดใส ปักลวดลายละเอียด มีผ้าคาดเอวประดับเงิน ใช้ภาษาตระกูลไทในการสื่อสารภายในกลุ่ม แต่ไม่มีอักษรเขียน ใช้ภาษาจีนกลางในการสื่อสารกับกลุ่มอื่น    บ้านเรือน สร้างจากอิฐไม่เผาหรือดินเหนียว ทรงกล่องสูง หลังคาตัด

กลุ่มเหล่านี้แม้จะมีจำนวนไม่มากเท่าจ้วง แต่ก็มีบทบาทสำคัญในการรักษาภาษาและวัฒนธรรมไทในประเทศจีน

4. ไทใหญ่: หรือ “ชาน Shan ” หรือ เงี้ยว   เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีถิ่นฐานในรัฐฉานของพม่า แต่มีบางส่วนอาศัยอยู่ในยูนนานตอนใต้     จำนวน 4-6 ล้านคน  พวกเขาพูดภาษาไทใหญ่มีวัฒนธรรมคล้ายคลึงกับล้านนา และมีบทบาทในด้านการค้าชายแดนระหว่างจีนกับพม่า   ชาวไทใหญ่บางส่วนอยู่ในประเทศไทย เช่น จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดเชียงราย และอำเภอเชียงดาว อำเภอเวียงแหง ทางตอนเหนือของจังหวัดเชียงใหม่ และยังมีที่อยู่อาศัย ทางตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลยูนาน ประเทศจีน เช่น เมืองมาว เมืองวัน เมืองหล้า เมืองขอน เป็นต้น และบางส่วนของรัฐอัสสัม ประเทศอินเดีย

โดย   อาทร  จันทวิมล

ขอบคุณภาพจาก พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนเชื้อสายจีนในเมืองไทย จากเสื่อผืนหมอนใบสู่เศรษฐีพันล้าน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนเชื้อสายจีนในเมืองไทย จากเสื่อผืนหมอนใบสู่เศรษฐีพันล้าน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนเชื้อสายจีนในเมืองไทย จากเสื่อผืนหมอนใบสู่เศรษฐีพันล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คนไทยในประเทศไทยนั้น ประกอบด้วยคนหลายชนชาติหลายวัฒนธรรม   หนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งคือ “คนเชื้อสายจีน” ซึ่งมีรากเหง้ามาจากเมืองท่าต่าง ๆ ในจีนตอนใต้ เช่น แต้จิ๋ว กวางตุ้ง ฮกเกี้ยน แคะ และไหหลำ โดยมีการอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยตั้งแต่สมัยอยุธยา      

ในปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรคนไทยเชื้อสายจีนประมาณ 9 ล้านคนส่วนมากจะเป็นเชื้อสายแต้จิ๋วประมาณร้อยละ 56 รองลงมา ได้แก่ แคะ(ฮากกา) ร้อยละ 16, ไหหลำ ร้อยละ 11, กวางตุ้ง ร้อยละ 7, ฮกเกี้ยน ร้อยละ 7, และอื่น ๆ ร้อยละ 12

ชาวไทยเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว มีนิสัยรักพวกพ้อง   เจ้าระเบียบ ประณีต ละเอียดอ่อน  ไม่มักง่าย  เป็นกลุ่มคนไทยเชื้อสายจีนที่มีจำนวนมากที่สุด   อพยพมาจากพื้นที่ใกล้เมืองซัวเถา ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา   โดยพระเจ้าตากสินทรงมีเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว   อยู่กันมากที่กรุงเทพและเมืองใหญ่ทั่วประเทศไทย        เช่น  ตระกูล โสภณพนิช (ธนาคารกรุงเทพ)   สิริวัฒนภักดี (เบียรช้าง)  จึงรุ่งเรืองกิจ (ไทยซัมมิต)

ชาวไทยเชื้อสายจีนฮกเกี้ยน  เชี่ยวชาญการค้าขายต่างประเทศทางเรือ อยู่กันมากทางภาคใต้ โดยเฉพาะที่ภูเก็ต ระนอง ชุมชนฮกเกี้ยนในกรุงศรีอยุธยาอยู่ใกล้ป้อมเพชร ตรงข้ามวัดพนัญเชิง    ส่วนชุมชนชาวฮกเกี้ยนในกรุงเทพฯอยู่บริเวณตลาดน้อย ใกล้ศาลเจ้าโจวซือกง  เช่น ตระกูล  ณ ระนอง หลีกภัย   ทวีสิน  ซอโสตถิกุล (ซีคอน)  ภิรมย์ภักดี (เบียรสิงห์)  ศรีวัฒนประภา(คิงพาเวอร์)

คนไทยเชื้อสายจีนกวางตุ้ง (Cantonese)  มาจากบริเวณเมืองกวางโจว มีลักษณะนิสัยที่สรุปเป็นอักษรจีน 4 ตัว ว่า “乐天务实” หมายถึง “เบิกบาน ปฏิบัตินิยม” มุ่งเรื่องผลประโยชน์ หรือคุณโทษที่จะเกิดกับตนมาก มีความเบิกบานง่ายๆ ไม่ติดกรอบ ปรับตัวตามสถานการณ์เก่งและรวดเร็ว  มีไหวพริบดี… นิยมอาศัยอยู่ในกรุงเทพแถบถนนสาทร  บางรัก ตรอกซุง ตรอกไก่   จังหวัดตรัง  ภูเก็ต   นิยมเป็นช่างฝีมือ ผู้รับเหมาก่อสร้าง ช่างซ่อมนาฬิกา ค้าทองคำ เจ้าของภัตตาคาร ขายพวกขนมจีบ ติ่มซำ    หมูย่าง  เช่น ตระกูล  ชาญวีรกูล  โอสถานุเคราะห์   โชควัฒนา

คนไทยเชื้อสายจีนไหหลำ (Hainanese) มาจากเกาะไหหลำ  นิสัยขี้เล่น ฉลาด  เอาเรื่องเล่นมาเป็นงานได้  ตรงไปตรงมา ไม่ทะเยอทะยาน  รักเสรี สนุกสนาน ใจกล้า  เชื่อมั่นในคนเอง ชอบฉวยโอกาสเอาประโยชน์เฉพาะหน้า   ชอบโก้ รักหน้าตา  แต่งตัวดี วางตัวภูมิฐาน    ใจกว้างแต่ไม่ยอมเสียเปรียบใคร    อยู่กันมากที่เกาะสมุย  เกาะพะงัน สุราษฎร์ธานี  นครสวรรค์  พิจิตร  ลำปาง  ชำนาญทางร้านอาหาร และโรงงาน   จีนไหหลำในเมืองไทยชอบทำธุรกิจค้าไม้ โรงเลื่อย  ร้านอาหาร  โรงแรมเช่น ตระกูลจิราธิวัฒน์ (ห้างเซ็นทรัล)  อยู่วิทยา (กระทิงแดง)

คนไทยเชื้อสายจีนแคะ   หรือ ฮากกา (Hakka客家)  สืบเชื้อสายมาจากชาวฮั่นโบราณ   มีนิสัยเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว   ตรงไปตรงมา  ไม่ชอบพิธีรีตอง  ชอบทำการเกษตร ทำนา รับราชการ   มีนิสัย ประหยัดมัธยัสถ์ กล้าหาญ เข้มแข็งเด็ดเดี่ยว ใฝ่ศึกษาทั้งบุ๋นและบู๊ วัฒนธรรมเรียบง่าย หนักแน่น สมถะ  ชอบทำอาชีพหัตถกรรม เหมืองแร่   เช่น ตระกูลลีนุตพงษ์

คนไทยเชื้อสายจีนฮ่อ   ส่วนใหญ่มาจากยูนนาน  บางส่วนนับถืออิสลาม   เดินทางมาค้าขายทางบกด้วยม้าต่างจากยูนนานผ่านประเทศลาวและเมียนมาร์ ชาวจีนฮ่อส่วนหนึ่งคือกลุ่มทหารกองพล 93 ที่ลี้ภัยเข้ามาในประเทศไทยในพื้นที่ดอยแม่สลอง จังหวัดเชียงราย และพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งแม้ในช่วงแรกจะถูกมองว่าเป็นชนกลุ่มน้อย แต่บุตรหลานของทหารกลุ่มนี้ก็ได้กลายเป็นพลเมืองไทยที่เข้มแข็ง  มีมากที่เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง  พะเยา  เช่น พวกสกุล  นิมมานเหมินทร์

ในสมัยสุโขทัย มีการค้าขายกับจีนผ่านเส้นทางบก ทะเลและแม่น้ำ  โดยคนจีนยูนนานและกวางสีผ่านแม่น้ำโขงและข้ามภูเขา     ทางทะเลผ่านเมืองท่าที่เชื่อมโยงกับจีนตอนใต้ เช่น เมืองฟูเจี้ยนและแต้จิ๋ว ซึ่งส่งสินค้าจีนมายังสุโขทัย เช่น ผ้าไหม เครื่องเคลือบดินเผา และสมุนไพร ในขณะเดียวกันก็มีคนจีนบางส่วนเดินทางทางเรือเข้ามาเป็นพ่อค้าและแรงงาน โดยตั้งถิ่นฐานในเมืองท่าภาคใต้  เช่น ภูเก็ตและสงขลา

เมื่อเข้าสู่สมัยอยุธยา การค้าระหว่างประเทศเฟื่องฟูอย่างมาก โดยเฉพาะในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีการตั้ง “โกษาธิบดี” เพื่อดูแลกิจการต่างประเทศ ซึ่งรวมถึงการค้ากับจีนด้วย     คนจีนจากแต้จิ๋วและฮกเกี้ยนเริ่มเข้ามาตั้งรกรากในอยุธยา โดยเฉพาะบริเวณ ประตูจีน  และคลองนายก่าย  ซึ่งเป็นย่านการค้าสำคัญกลางเมืองหลวง

สมัยกรุงธนบุรี   คนจีนมีบทบาทมากขึ้น   เพราะสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเป็นคนไทยเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว (ซัวเถา) จังหวัดแต้จิ๋ว มณฑลกวางตุ้ง โดยพระราชบิดา คือ นายไหฮอง โดยสารเรือสำเภาจากหมู่บ้านอูเอียตี้  ตำบลหัวฟู่ อำเภอเฉิงไห่ เข้ามายังประเทศไทยในช่วง สมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ แห่งกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย พ.ศ. 2277 มีภรรยาเป็นคนไทยชื่อนกเอี้ยง   ประกอบอาชีพค้าขายที่คลองสวนพลูและเป็นนายอากรบ่อนเบี้ยในกรุงศรีอยุธยา  พระเจ้าตากสินทรงใช้คนจีนหลายคนเป็นทหารในการกอบกู้ชาติไทย   เช่น พระยาราชาเศรษฐี (เฉิน เหลียน)  พระยาพิชัยไอศวรรย์ (หยาง จิ้นจง)  หลวงพิพิธ(ทหารจีนถือง้าว)  พ.ศ. 2324  สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงส่งทูตคือเจ้าพระยาศรีธรรมาธิราชและนายมหานุภาพ ไปเฝ้าพระเจ้ากรุงจีนที่ปักกิ่งผ่านกวางตุ้งโดยเรือสำเภา 11 ลำ  ที่บันทึกไว้ในจดหมายเหตุจีน

ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยเฉพาะในรัชกาลที่ 3 ถึงรัชกาลที่ 5 ซึ่งตรงกับสมัยราชวงศ์ชิง ที่คนมองโกลครองอำนาจ    คนจีนจำนวนมากที่ไม่ชอบพวกมองโกล หลั่งไหลเข้ามายังกรุงเทพฯด้วยเรือใบสำเภาแล้วต่อมาเปลี่ยนเป็นเรือกลไฟ       ตั้งบ้านเรืองอยู่บริเวณที่ต่อมาใช้เป็นพระบรมมหาราชวังในกรุงเทพฯ   โดยให้คนจีนที่อยู่แต่ก่อนย้ายไปที่สำเพ็ง

การถลุงเหล็กที่บ้านท่าซุง สมัย ร.2 มีชาวจีนมาตั้งโรงถลุงเหล็กที่บ้านท่าซุงและ เมืองสรรคบุรีใกล้บ้านสะแกกรังจ.อุทัยธานี (ริมแม่น้ำสะแกกรัง ใกล้วัดจันทาราม ท่าซุง และโรงเรียนวัดท่าซุง ) ต่อมาพบเหรียญ ซุ่นจื๊อทงเป่า  เงินพดด้วง  และตะกรันเหล็ก บริเวณดังกล่าว     ช่วงปลายรัชกาลที่ 3 แท่งเหล็ก เป็นสินค้าส่งออกของสยามที่มูลค่าอยู่ใน ลำดับที่ 9 ส่วนใหญ่ส่งไปจำหน่ายบริเวณหมู่เกาะมลายู กัมพูชาและญวน แต่ต่อมาได้เลิกกิจการ        บาทหลวงปาลเลอกัวซ์(Jean-Baptiste Pallegoix) สมัยรัชกาลที่ 4 ได้กล่าวถึง กิจการถลุงเหล็กของชาวจีนในหนังสือ“เล่าเรื่องกรุงสยาม” ตอนหนึ่งว่า “.. คนไทยเอาเรือไปบรรทุกแร่เหล็ก  แล้วนำเอาไปขายด้วยราคาถูกๆให้แก่โรงถลุงเหล็กของคนจีน ซึ่งทำงานกันทั้ง กลางวันกลางคืนมีคนงานตั้ง ๕๐๐ถึง ๖๐๐ คน หล่อเป็นแท่งหนา ๆ ส่งเข้ามาบางกอกทุกวัน… ขึ้นไปเหนือ ชัยนาท ๑๕ ลิเออจะถึงท่าซุงอันเป็นเมืองคนจีนล้วน ๆ ตั้งอยู่ปากน้ำซึ่งไหลมาจากทางทิศตะวันตก …. พวกจีนมีเตาหล่อราว ๑๒ เตา สำหรับหล่อเหล็กซึ่ง มีอยู่เป็นอันมากในแถบนั้น เหล็กหลอมที่ได้จากเตาเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะพอใช้ในราชอาณาจักรเท่านั้น ยังเหลือ ส่งเป็นสินค้าขาออกอันสำคัญได้อีกด้วย…. นอกจากตั้งโรงงานถลุงเหล็กแท่งเพื่อ ส่งออกแล้ว ชาวจีนในกรุงเทพฯ ยังได้ตั้งโรงงานตีและหล่อเหล็กเป็นเครื่องใช้เช่น กระทะ  ถัง  มีด จอบ เสียม เหล็กเเบน เหล็กคานกระทะ ตะปู และโซ่เหล็ก เป็นต้น”

พ.ศ. 2391 สมัยรัชกาลที่ 3   เกิดกลุ่มอั้งยี่ชาวจีน “ก๊กเว่งท่ง” ที่ฉะเชิงเทรา ค้าฝิ่นเถื่อนและปล้นสะดม สังหารเจ้าเมือง พระยาวิเศษฤาชัย   ต้องส่งทหารนำโดยเจ้าพระยาบดินทร์เดชา(สิงห์ สิงห์เสนี) ไปปราบ จับหัวหน้าอั้งยี่ไปประหารที่วัด  ทำให้มีคนเสียชีวิตราว 3,000 คน

ในยุครัชกาลที่ 5 คนจีนเริ่มกลมกลืนกับสังคมไทยมากขึ้น โดยมีการแต่งงานข้ามเชื้อชาติ และเริ่มใช้ภาษาไทยเป็นหลัก ลูกหลานคนจีนเริ่มเข้าสู่ระบบการศึกษาไทย และบางส่วนได้รับตำแหน่งราชการ เช่น ขุนนาง นักการเมือง และนักธุรกิจที่มีอิทธิพล มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในยุคต้นของการพัฒนาอุตสาหกรรม คนจีนจากกวางตุ้ง และไหหลำเริ่มมีบทบาทในกิจกรรมเศรษฐกิจที่หลากหลาย เช่น  โรงสี   โรงเลื่อย   โรงงานน้ำตาล   และธุรกิจการพนัน รวมถึงหวย กข และการค้าฝิ่น  ชาวจีนเป็นผู้รับจ้างขุดคลองภาษีเจริญ  และกรรมกรก่อสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคมโดยใช้หินอ่อนจากเมืองคาราร่าของอิตาลี

พ.ศ.2432 สมัยรัชกาลที่ 5  ขณะนั้นธุรกิจการค้าข้าวไปต่างประเทศเฟื่องฟู มีการนำชาวจีนมาเป็นกรรมกรแบกกระสอบข้าวสารลงเรือจำนวนมาก  พวกแต้จิ๋วจากเมืองซัวเถารวมกลุ่มชื่อ “ตั้งกงสี”  พวกฮกเกี้ยนจากเมืองเอ้หมึง รวมกลุ่มชื่อ “ซิวลี่กือ” เกิดทะเลาะยกพวกตีกันกว่าพันคน ที่หลังโรงสีปล่องเหลี่ยมหลังห้างวินเซอร์  ต้องใช้ทหารบกขึ้นรถรางและทหารเรือลงเรือไปปราบ ทหารยิงอั้งยี่ตายไป 10 คน จับได้ 800 คน ผูกหางเปียรวมกันไว้เป็นพวงๆ

ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง คนจีนในไทยเริ่มมีบทบาททางการเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคประชาธิปไตย นายกรัฐมนตรีไทยลายคนมีเชื้อสายจีน เช่น นายชวน หลีกภัย ซึ่งคนเชื้อสายจีนจากจังหวัดตรัง รวมถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งมีรากเหง้าจากตระกูลนักธุรกิจจีนชาวกวางตุ้ง สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านของชาวจีนจากกลุ่มแรงงานและพ่อค้า สู่กลุ่มผู้นำทางการเมืองและเศรษฐกิจ

ในด้านธุรกิจ คนจีนในเมืองไทยได้สร้างอาณาจักรเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ เช่น เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) ของตระกูลเจียรวนนท์ ซึ่งเริ่มต้นจากการค้าพืชผลเกษตรในเยาวราช สู่การเป็นกลุ่มธุรกิจระดับโลกที่มีบทบาทในอุตสาหกรรมอาหาร การเกษตร และเทคโนโลยี ทั้งยังมีเบียร์ช้าง ซึ่งเป็นหนึ่งในแบรนด์เครื่องดื่มที่เติบโตจากรากเหง้าของคนจีนตระกูลสิริวัฒนภักดีในไทยด้วย

ถนนเยาวราช  หนึ่งในชุมชนชาวจีนในกรุงเทพฯ

เมืองต่าง ๆ ในประเทศไทย เช่น ภูเก็ต หาดใหญ่ ชลบุรี และนครสวรรค์ กลายเป็นศูนย์กลางของชุมชนจีนที่มีบทบาทสำคัญในระดับภูมิภาค ที่ภูเก็ต และระนอง มีชาวฮกเกี้ยนที่เข้ามาทำเหมืองแร่ดีบุก ที่หาดใหญ่มีชาวแต้จิ๋วที่ทำธุรกิจค้าขายและโรงงานน้ำแข็ง ส่วนที่นครสวรรค์เป็นศูนย์กลางของโรงสีข้าวและการค้าส่งที่เชื่อมโยงกับภาคเหนือ

แม้ในอดีตจะมีความขัดแย้งและความหวาดระแวงต่อคนจีนในไทยสมัยลัทธิคอมมิวนิสต์ขยายผล เช่น การควบคุมโรงเรียนจีน การจำกัดสิทธิพลเมือง และการปราบปรามกิจกรรมผิดกฎหมาย แต่ในปัจจุบัน คนไทยเชื้อสายจีนได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยอย่างแนบแน่น โดยมีบทบาทในทุกระดับ ตั้งแต่แรงงานจนถึงผู้นำประเทศ

จากเสื่อผืนหมอนใบ ที่กลายเป็นธุรกิจหมื่นล้าน   คนไทยเชื้อสายจีนได้พิสูจน์ให้เห็นถึงพลังของการปรับตัว ความขยัน และความสามารถในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ให้กับสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง     บทบาทของคนจีนในเมืองไทยจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของอดีต แต่เป็นเรื่องของอนาคตที่ยังคงเติบโตและเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับสังคมไทยในทุกยุคทุกสมัย.

โดย อาทร จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ เรื่องของจีน ที่คนไทยควรรู้

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ เรื่องของจีน ที่คนไทยควรรู้

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ เรื่องของจีน ที่คนไทยควรรู้

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ประเทศจีนเป็นประเทศใหญ่ลำดับที่วสมของโลก (รองจากรัสเซียและแคนาดา) มีประชากรมากกว่า 1,400 ล้านคน แบ่งออกเป็น 56 ชนเผ่า สืบประวัติทางโบราณคดีได้ราวหมื่นปี  

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนมีมาช้านานกว่าพันปี ไม่ใช่แค่เรื่องของการค้าขายหรือการเมือง แต่เป็นเรื่องของคนที่อพยพข้ามแดน นำวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตมาผสมผสานจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยในปัจจุบัน    ดังนั้นคนไทยจึงควรมีความรู้พอควร  เกี่ยวกับจีน   ทั้งด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม การค้า และการเมือง 

รากเหง้าของความสัมพันธ์ไทย-จีน   ความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับคนจีนเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ก่อนสมัยราชวงศ์ถัง ( พ.ศ. 1163- 1451)หรือเมื่อกว่า 1,300 ปีที่แล้ว ตั้งแต่สมัยฟูนาน ทวารวดี ก่อนการตั้งอาณาจักรสุโขทัย   โดยมีการค้าขายติดต่อกันทางบกกับจีนยูนนาน และการค้าทางทะเลกับจีนแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน   กวางตุ้ง    มีการพบหลักฐานจารึกภาษาจีนหลังพระพิมพ์สมัยทวารวดีที่เมืองศรีเทพ  และพบเศษเครื่องถ้ายจีนสมัยราชวงศ์ฮั่นในภาคใต้

การอพยพของชาวจีนในยุคแรก   การอพยพของชาวจีนเข้ามาในเมืองไทยเกิดขึ้นเป็นระลอก โดยระลอกแรกเริ่มตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 18 ในช่วงที่พวกมองโกลเข้ามาปกครองจีนสมัยราชวงศ์หยวน  ชาวจีนหลายกลุ่ม โดยเฉพาะชาวฮั่นจากภาคใต้ของจีนที่ไม่ชอบพวกมองโกล เริ่มอพยพออกจากประเทศจีนเพื่อหลบหนีความทางการขัดแย้งทางการเมือง

คนจีนอพยพกลุ่มแรกนี้ส่วนใหญ่เป็นกรรมกร  พ่อค้า ช่างฝีมือ และนักการเมืองที่ไม่เห็นด้วยกับการปกครองของพวกมองโกล พวกเขาลงเรือสำเภามาตามเส้นทางการค้าทางทะเล โดยมือจุดหมายปลายทางที่สำคัญคือกรุงศรีอยุธยา ซึ่งในขณะนั้นเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในสมัยนั้น  กรุงศรีอยุธยาเป็นยุคทองของการค้าระหว่างประเทศ    ชาวจีนที่อพยพเข้ามาได้รับการต้อนรับอย่างดี จากนโยบายเปิดกว้างของกษัตริย์อยุธยา พระเจ้าแผ่นดินอยุธยาหลายพระองค์ให้การสนับสนุนชาวจีน เพราะเห็นประโยชน์ในด้านการค้าและเทคโนโลยี    ชาวจีนในสมัยนั้นไม่เพียงแค่ทำการค้า แต่ยังทำหน้าที่เป็นนักเดินเรือ ช่างต่อเรือ ช่างทำเครื่องปั้นดินเผา และช่างทำอาวุธ พวกเขานำเทคนิคการทำกระเบื้องเคลือบ การทำดินปืน และเทคโนโลยีการต่อเรือเดินทะเลเข้ามาสู่ไทย

ชุมชนชาวจีนในอยุธยาตั้งอยู่บริเวณคลองนายก่าย  ป้อมเพชร ประตูจีน ปากคลองขุนละครชัย และวัดพนัญเชิง ซึ่งเป็นย่านการค้าที่สำคัญ มีการสร้างศาลเจ้า และวัดจีนหลายแห่ง 

ระลอกใหญ่แห่งการอพยพสมัยราชวงศ์ชิง    การอพยพครั้งใหญ่ของชาวจีนเกิดขึ้นในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 24 สมัยรัชกาลที่ 4-6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยมีสาเหตุหลายประการ ได้แก่ ความไม่สงบทางการเมืองในจีน การเกิดสงครามฝิ่น การจลาจลไท่ผิง และความอดอยากจากภัยธรรมชาติ       ช่วงนั้นเป็นยุคที่ราชวงศ์ชิงกำลังอ่อนแอลง มีการแข่งขันและแทรกแซงจากมหาอำนาจตะวันตก ประชาชนจีนจำนวนมากจึงตัดสินใจอพยพออกจากประเทศจีน   โดยเฉพาะชาวจีนจากมณฑลกวางตุ้ง ฟูเจี้ยน และไหหลำ ที่มีประเพณีการออกทะเลและการค้าขายมายาวนาน

สาเหตุของการอพยพใหญ่ของชาวจีน  เกิดจาก ความยากจนและความอดอยาก จากการเพิ่มขึ้นของประชากรแต่พื้นที่การเกษตรไม่เพียงพอ   ความไม่สงบทางการเมือง จากการสู้รบระหว่างฝ่ายต่างๆ และการแทรกแซงของต่างชาติ   และภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง และแผ่นดินไหว ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในจีนตอนใต้   ประกอบกับการเก็บภาษีที่หนักและการเกณฑ์ทหาร

สาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งคือการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่มีการปฏิรูปประเทศและเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่ดึงดูดแรงงานจากต่างประเทศ  ความต้องการแรงงานในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น การขุดแร่ การทำสวนยาง  การสร้างทางรถไฟ  ขุดคลอง ทำถนน  และชุมชนชาวจีนที่มีอยู่แล้วช่วยเหลือผู้อพยพใหม่

ชาวจีนที่อพยพเข้ามาในเมืองไทยมักจะตั้งถิ่นฐานในเขตเมืองใหญ่และพื้นที่ชายฝั่งทะเล เช่น กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าและการเมือง พื้นที่ภาคใต้ที่มีเหมืองแร่ และเมืองท่าต่างๆ ตามแนวชายฝั่ง

ในกรุงเทพฯ ชาวจีนตั้งถิ่นฐานหนาแน่นในย่านเยาวราช สำเพ็ง และพาหุรัด พวกเขาประกอบอาชีพค้าขาย เป็นช่างฝีมือ รับจ้างแรงงาน และบางส่วนเป็นนายทุนใหญ่

คนจีนในสังคมไทยสมัยใหม่ ในปัจจุบันชาวไทยเชื้อสายจีนคิดเป็นสัดส่วนที่สำคัญของประชากรไทย ประมาณ 10-14% ของประชากรทั้งประเทศ โดยส่วนใหญ่เป็นลูกหลานของผู้อพยพที่เข้ามาในช่วงพุทธศตวรรษที่24     ชาวไทยเชื้อสายจีนในปัจจุบันได้กลมกลืนเข้ากับสังคมไทยอย่างสมบูรณ์ พวกเขามีบทบาทสำคัญในทุกสาขาอาชีพ ตั้งแต่การค้า อุตสาหกรรม การเมือง การศึกษา จนถึงศิลปะและวัฒนธรรม

ในปัจจุบัน ความสัมพันธ์ไทย-จีนกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง หลังจากห่างเหินกันในช่วงสงครามเย็น จีนปัจจุบันกลายเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย และมีการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่     การท่องเที่ยวจากจีนเพิ่มขึ้นอย่างมาก นักท่องเที่ยวจีนคิดเป็นสัดส่วนใหญ่ที่สุดของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทย

การศึกษาภาษาจีนในไทยก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยมีการจัดตั้งสถาบันขงจื๊อในมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมจีน  นักศึกษาจีนกว่าหมื่นคนเข้ามาเรียนระดับปริญญาในประเทศไทยเช่นมหาวิทยาลัยเกริก  สแตมฟอร์ด  ชินวัตร   ธุรกิจบัณฑิต   อัสสัมชัญ  ศรีปทุม ราชภัฏ

บทสรุป

เรื่องราวของจีนกับไทยเป็นเรื่องราวของผู้คนที่เดินทางข้ามทะเล ข้ามภูเขา ด้วยความหวังและความฝัน พวกเขาได้นำติดอารยธรรมโบราณมาผสมผสานกับวัฒนธรรมไทย สร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่งดงามและหลากหลาย

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีน ไม่ใช่แค่เรื่องของรัฐบาลหรือการเมือง แต่เป็นเรื่องของผู้คนธรรมดา ที่ได้ทำงาน อยู่ร่วมกัน และสร้างสรรค์อนาคตร่วมกัน บนผืนแผ่นดินไทยมาหลายร้อยปี และจะดำเนินต่อไปอีกนานแสนนาน

โดย อาทร จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ ทำไมคนไทยจึงควรรู้เรื่องของจีน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ ทำไมคนไทยจึงควรรู้เรื่องของจีน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ ทำไมคนไทยจึงควรรู้เรื่องของจีน

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.12 น.

ในโลกปัจจุบัน การเข้าใจประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างไทยกับจีน   ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของนักวิชาการ แต่เป็นความรู้ที่คนไทยทุกคนควรมี เพราะเกี่ยวข้องสำคัญกับการดำรงชีวิต และการพัฒนา  ตลอดจนเรื่องราวของคนไทยเชื้อสายจีนที่มีบทบาทในด้านเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศไทย

รากฐานแห่งอารยธรรม: จากจีนสู่แผ่นดินไทย

ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่สมัยโบราณก่อนประวัติศาสตร์และก่อนการก่อตั้งประเทศไทย   เมื่อชนชาติต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับอิทธิพลจากอารยธรรมจีน การค้าขายและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมได้เริ่มขึ้นแล้ว  ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น ( พ.ศ.337-763)  อาณาจักรฟูนาน (พุทธศตวรรษที่ 6-11)      

ชนเผ่าจ้วง   ไป่เย่ว  ไทเหนือ ไทขาว   ในมลฑลยูนนาน และกวางสีที่มีวัฒนธรรมและพูดภาษาใกล้เคียงกับภาษาไทย เป็นประจักษ์พยานของความเกี่ยวพันระหว่างจีนกับไทยตั้งแต่สมัยโบราณ

อาณาจักรฟูนาน(พุทธศตวรรษที่ 6-11)  เป็นหนึ่งในอาณาจักรแรกๆ ในอินโดจีนได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 8 อาณาจักรฟูนานนี้ ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงไปจนถึงคาบสมุทรมลายู ได้รับอิทธิพลทางการค้าและเทคโนโลยีจากจีนอย่างมาก  ต่อมา อาณาจักรเจนละ (พุทธศตวรรษที่ 11-19) และ อาณาจักรทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ 11-12) ซึ่งเป็นศูนย์กลางอารยธรรมในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ได้รับเทคโนโลยีการเกษตร ระบบชลประทาน และงานหัตถกรรมจากจีน  

พ.ศ. 1172-1188   พระถังซำจัง (Xuanzang) เดินทางทางบก ตามเส้นทางสายไหม จากเมืองฉางอัน(ซีอาน) ประเทศจีนไปยังอินเดีย ท่านได้บันทึกถึงดินแดนชื่อ โถ-โล-โป-ตี้  (T’o-lo-po-ti) ที่อยู่ระหว่างพม่า (ชิลิฉาตาหลอ-ศรีเกษตร)   กับกัมพูชา(อิซางป่อหลอ- อิศานปุระ) 

สมัยสุโขทัย: จุดเริ่มต้นความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการ

สมัยที่อาณาจักรสุโขทัยสถาปนาขึ้นเมื่อ พ.ศ.1792   ได้มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับราชวงศ์หยวนของจีน โดยมีการส่งเครื่องราชบรรณาการและการแลกเปลี่ยนทางการค้าอย่างต่อเนื่อง สุโขทัยได้รับเทคโนโลยีการผลิตเครื่องเคลือบดินเผา การทำงานโลหะ และวิธีการเกษตรบางอย่างจากจีน

สมัยอยุธยา: ยุคทองแห่งการค้าและวัฒนธรรม

อาณาจักรอยุธยา ( พ.ศ. 1893-2310 ) เป็นช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ไทย-จีนเจริญรุ่งเรือง กษัตริย์อยุธยาได้สถาปนาความสัมพันธ์กับจีน ทั้งราชวงศ์หมิง (พ.ศ. 1911- 2187)  และราชวงศ์ชิง (พ.ศ.  2187-2454)    พ.ศ. 1943-1936  สมัยราชวงศ์หมิง นายพลเจิ้งเหอ คุมกองเรือจีนจากเมืองกวางตุ้ง ไปอินเดียและแอฟริกา  และส่งเรือบางลำเข้ามาที่อยุธยา  แผนที่เดินเรือเจิ้งเหอเรียกสงขลาว่า ซุ่งกูหมา  และเรียกปัตตานีว่า หลงซีเจีย 

ชาวจีนจากมณฑลฟูเจี้ยน และกวางตุ้ง อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในอยุธยาจำนวนมาก พวกเขานำเทคโนโลยีการผลิต วิธีการค้าขาย และวัฒนธรรมการกินอยู่มาสู่ไทย ชุมชนจีนในอยุธยากลายเป็นกลุ่มพ่อค้าที่สำคัญ ควบคุมการค้าระหว่างประเทศและการขนส่งสินค้า    การค้าข้าวสารเป็นหัวใจสำคัญของความสัมพันธ์เศรษฐกิจ ข้าวไทยที่มีคุณภาพสูงได้รับความนิยมในตลาดจีนอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงที่จีนประสบภัยธรรมชาติหรือความไม่แน่นอนทางการเมือง

สำเภาจีนสมัยอยุธยา

ยุครัตนโกสินทร์: ความต่อเนื่องและการปรับตัว

เมื่อมีการสถาปนากรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงใหม่ รัชกาลที่ 1 ได้สืบทอดนโยบายความสัมพันธ์กับจีนต่อมา การส่งเครื่องราชบรรณาการยังคงดำเนินต่อไปจนถึงสมัยรัชกาลที่ 4     ชาวจีนฮกเกี้ยน แต้จิ๋ว และกวางตุ้งอพยพเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น พวกเขาไม่เพียงแต่เป็นพ่อค้า แต่ยังเป็นช่างฝีมือ เกษตรกร และผู้นำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามา

ยูนนาน: เส้นทางการค้าและวัฒนธรรม

มณฑลยูนนานทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีนมีความสำคัญต่อไทย เพราะเป็นเส้นทางการค้าและวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับจีนแผ่นดินใหญ่   ชนชาติไท-ไทในยูนนาน เช่น ไทใหญ่ ไทลื้อ และไทยวน มีความเชื่อมโยงทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมกับคนไทย การแลกเปลี่ยนภาษา ประเพณี และวิธีการครองชีวิตเกิดขึ้นผ่านเส้นทางนี้มาหลายศตวรรษ    ในอดีต มีเส้นทางการค้าโบราณที่เชื่อมต่อยูนนาน เมียนมาร์ และไทย เป็นเส้นทางสำคัญในการขนส่งเกลือ ชา ไหม และสินค้าอื่นๆ

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

ชาวจีนมีบทบาทสำคัญในการสร้างทางรถไฟสายต่างๆ ในประเทศไทย  ช่างฝีมือชาวจีนนำเทคโนโลยีการก่อสร้าง และการจัดการมาใช้ ผู้รับเหมาก่อสร้างชาวจีนมีบทบาทสำคัญในการก่อสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคม ด้วยหินอ่อนอิตาลี กลางกรุงเทพ ชาวจีนเป็นแรงงานหลักในการขุดคลองสำคัญหลายสาย เช่น คลองภาษีเจริญ  และคลองต่างๆ ที่เชื่อมต่อระบบคมนาคมทางน้ำ

โรงงานอุตสาหกรรมยุคใหม่

นักลงทุนจีนในสมัยรัชกาลที่ 5-6 ได้สร้างโรงงานอุตสาหกรรมขึ้นมากมาย ทั้งโรงสีข้าว  โรงเลื่อย  โรงงานแป้งมันสำปะหลัง  โรงงานน้ำตาล   โรงงานผลิตรองเท้า และโรงงานอุตสาหกรรมอื่นๆ โรงงานเหล่านี้ไม่เพียงสร้างความมั่งคั่ง แต่ยังถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสู่คนไทย

ความสัมพันธ์ในปัจจุบัน: จากอดีตสู่อนาคต

ในปัจจุบัน  ความสัมพันธ์ไทย-จีนได้กลับมาแน่นแฟ้นอีกครั้ง ไม่ใช่แค่ในแง่การค้าขาย แต่รวมถึงการลงทุน เทคโนโลยี การศึกษา และความร่วมมือในหลายด้าน

โครงการ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง  Belt and Road Initiative”ของจีนได้เชื่อมโยงไทยเข้าสู่เครือข่ายการค้าและการพัฒนาที่กว้างขวาง เช่นโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน

ชาวไทยเชื้อสายจีนที่อยู่ในประเทศไทยกว่า 10 ล้านคน กลายเป็นสะพานเชื่อมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ พวกเขาไม่เพียงรักษาประเพณีจีน แต่ยังเป็นคนไทยที่มีส่วนร่วมสร้างสรรค์ประเทศอีกด้วย

การเรียนรู้ภาษาจีนในไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การแลกเปลี่ยนนักเรียนนักศึกษา และความร่วมมือทางวิชาการช่วยให้คนรุ่นใหม่เข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้น    มีนักศึกษาจีนเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยนานาชาติในประเทศไทย  จำนวนมาก 

การเข้าใจประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์ไทย-จีนไม่ใช่เรื่องของความหลังหรืออดีตเท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการทำความเข้าใจปัจจุบันและเตรียมตัวเพื่ออนาคต   

ทางเศรษฐกิจ จีนเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย การเข้าใจวัฒนธรรมทางธุรกิจ ประวัติศาสตร์การค้า และความต้องการของตลาดจีนจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้ดีขึ้น

ทางวัฒนธรรม วัฒนธรรมไทยปัจจุบันมีรากฐานจากการผสมผสานวัฒนธรรมหลายชาติพันธุ์ การเข้าใจอิธิพลจีนจะช่วยให้เราเห็นความหลากหลายและความสวยงามของเอกลักษณ์ไทย

ทางการเมือง ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ การเข้าใจประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์จะช่วยให้ไทยสามารถกำหนดท่าทีและนโยบายต่างประเทศได้อย่างเหมาะสม

ทางสังคม ในสังคมไทยที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ การเข้าใจและยอมรับรากฐานทางประวัติศาสตร์จะช่วยสร้างความสามัคคีและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

บทสรุป

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนไม่ใช่แค่เรื่องราวในหนังสือประวัติศาสตร์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนไทยทุกคน ตั้งแต่อาหารการกิน ประเพณี ภาษา วัฒนธรรม ไปจนถึงเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ การที่คนไทยเข้าใจประวัติศาสตร์พันปีระหว่างจีนกับไทย จะช่วยให้เราเห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างชาติไม่จำเป็นต้องเป็นการแข่งขันหรือการขัดแย้ง แต่สามารถเป็นการเรียนรู้ แลกเปลี่ยน และพัฒนาร่วมกันได้

โดย อาทร จันทวิมล

บทความพิเศษ : กับดักของ ‘ความปรารถนา’ : ปัจจัยเร่งหนี้ครัวเรือนและการใช้จ่ายที่ย้อนแย้งของไทย โดย จอห์น วากเนอร์-ปราศานต์ เชาดารี

บทความพิเศษ : กับดักของ ‘ความปรารถนา’ : ปัจจัยเร่งหนี้ครัวเรือนและการใช้จ่ายที่ย้อนแย้งของไทย โดย จอห์น วากเนอร์-ปราศานต์ เชาดารี

บทความพิเศษ : กับดักของ ‘ความปรารถนา’ : ปัจจัยเร่งหนี้ครัวเรือนและการใช้จ่ายที่ย้อนแย้งของไทย โดย จอห์น วากเนอร์-ปราศานต์ เชาดารี

วันศุกร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.46 น.

ผู้บริโภคชาวไทยกำลังสะท้อนภาพความย้อนแย้งที่น่าสนใจ กล่าวคือ แม้ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจจะอยู่ในระดับต่ำ แต่ยังคงมีการใช้จ่ายในสินค้าที่ไม่จำเป็น (discretionary spending) อย่างยืดหยุ่น ปรากฏการณ์นี้คล้ายกับพลวัตที่พบในประเทศพัฒนาแล้วและประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งสะท้อนถึงภูมิทัศน์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ซับซ้อนและเป็นโจทย์สำคัญที่ธุรกิจสมัยใหม่จำเป็นต้องทำความเข้าใจและเตรียมรับมือ

แม้กำลังซื้อจะตึงตัว แต่ผู้บริโภคในทุกระดับฐานะทางการเงินต่างหาทางประนีประนอมเพื่อตอบสนองความต้องการ ตัวอย่างเช่น พนักงานหนุ่มสาวในกรุงเทพฯ เลือกซื้อสมาร์ตโฟนรุ่นล่าสุดด้วยการผ่อนชำระเป็นงวด ขณะที่แรงงานก่อสร้างพาครอบครัวออกไปรับประทานอาหารนอกบ้าน แต่รอช่วงโปรโมชันสิ้นเดือนเพื่อซื้อของใช้จำเป็น ในบางกรณี ผู้บริโภคถึงขั้นกู้ยืมเพื่อรักษามาตรฐานการครองชีพ เหล่านี้สะท้อนถึงวงจรหนี้และการใช้จ่ายที่น่ากังวล ซึ่งทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจควรให้ความสนใจอย่างจริงจัง

พฤติกรรมดังกล่าวมีความคล้ายคลึงกันในภาพรวม แต่ก็แตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างกลุ่มรายได้ โดยสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงวิธีการที่ผู้บริโภคทั่วประเทศจัดการการเงินส่วนบุคคล และการเลือกประนีประนอมตามเงื่อนไขชีวิตที่แตกต่างกันไป

บอสตัน คอนซัลติ้ง กรุ๊ป (BCG) ได้ทำการวิจัยล่าสุดเพื่อประเมินภูมิทัศน์ผู้บริโภคไทยที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง การวิจัยนี้มีผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 3,000 คนทั่วประเทศ ครอบคลุมการสำรวจสถานะทางการเงินของครัวเรือน มุมมองต่อรายได้ หนี้สิน การใช้จ่าย การออม รวมถึงปัจจัยขับเคลื่อนที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอย

ความเชื่อมั่นโดยรวมและผลต่อการใช้จ่าย

ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคชาวไทยต่อเศรษฐกิจยังอยู่ในระดับต่ำ โดยกว่าร้อยละ 60 มองว่าสถานการณ์ปัจจุบัน “แย่” หรือ “แย่มาก” อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อ (Mass Affluent Consumer: MAC) ซึ่งหมายถึงครัวเรือนที่มีรายได้ต่อเดือนตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป ยังคงแสดงมุมมองเชิงบวกมากที่สุด ตรงกันข้ามกับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยซึ่งมีความเชื่อมั่นในระดับต่ำอย่างมากเมื่อเทียบกับทั้งค่าเฉลี่ยประเทศและประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค

[ข้อมูลเพื่อการอ้างอิง: ระดับความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพทางการเงินส่วนบุคคลของคนไทยอยู่ที่ 39% ใกล้เคียงกับฟิลิปปินส์ (35%) และอินโดนีเซีย (47%) แต่ต่ำกว่าประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในภูมิภาคอย่างจีน (59%) และอินเดีย (61%) อย่างมีนัยสำคัญ]

ความเชื่อมั่นที่ลดต่ำนี้สะท้อนสภาวการณ์ภาพใหญ่ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจ ตลาดแรงงานที่อ่อนแอ ความสามารถในการปรับเพิ่มรายได้ที่จำกัดในกลุ่มครัวเรือนรายได้น้อย ตลอดจนระดับหนี้สินครัวเรือนที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งในตลาดเกิดใหม่ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนบั่นทอนความเชื่อมั่นและจำกัดศักยภาพการใช้จ่ายของผู้บริโภค

เมื่อมองไปที่โครงสร้างการใช้จ่าย รายจ่ายจำเป็นยังคงครองสัดส่วนหลักของกระเป๋าเงินที่ตึงตัวอยู่แล้ว แต่ความแตกต่างระหว่าง MAC และผู้บริโภครายได้น้อยกลับชัดเจนอย่างยิ่ง ครัวเรือน MAC ยังสามารถกันเงินส่วนเกินเพื่อยกระดับไลฟ์สไตล์และลงทุนได้ ขณะที่ครอบครัวรายได้น้อยต้องยึดติดกับรายจ่ายพื้นฐานและความต้องการเล็กน้อย ๆ ซึ่งมักทำให้ต้องดึงเงินออมมาใช้ ความเหลื่อมล้ำนี้ยิ่งตอกย้ำช่องว่างระหว่างกลุ่มผู้ที่ ‘มี’ และผู้ที่ ‘ไม่มี’ ในสังคมไทย

เส้นบาง ๆ ระหว่าง “ความต้องการ” และ “ความจำเป็น”

แม้ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจจะถดถอย แต่ผู้บริโภคชาวไทยกลับโดดเด่นในความสามารถที่จะ “จัดสมดุล” ระหว่างความต้องการกับความจำเป็น

สวนทางกับความเชื่อทั่วไป—และแม้แต่กับสิ่งที่ผู้บริโภคกล่าวอ้างเอง—สัดส่วนการใช้จ่ายในหมวดสินค้าฟุ่มเฟือย (discretionary) ของคนไทยกลับทรงตัวหรือเพิ่มขึ้น ตามรายงาน Global Consumer Radar ของ BCG ผู้บริโภคมักประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจมหภาคไม่สอดคล้องกับความจริง ส่งผลให้การคาดการณ์พฤติกรรมการใช้จ่ายของตนเองก็คลาดเคลื่อนไปด้วย

สำหรับผู้บริโภคชาวไทย แนวโน้มเศรษฐกิจในภาพรวมจึงแทบไม่กระทบต่อความตั้งใจที่จะใช้จ่ายเพื่อตอบสนองความต้องการ แม้รายได้จะลดลง ค่าใช้จ่ายในหมวดฟุ่มเฟือยก็ยังคงอยู่ที่ประมาณหนึ่งในสี่ของรายจ่ายทั้งหมด (22%–25%)

สิ่งนี้สะท้อนแรงผลักที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง—ความปรารถนาต่อความมั่งคั่งและไลฟ์สไตล์ที่ใฝ่หา ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว “คู่ควรกับอินสตาแกรม” การซื้อสินค้าราคาแพง การรับประทานอาหารนอกบ้าน หรือการแสวงหาสถานะทางสังคมรูปแบบต่าง ๆ

เพื่อเปิดพื้นที่ให้กับประสบการณ์และสินค้าที่ตนให้คุณค่ามากที่สุด ผู้บริโภคจึงมักเลือกปรับลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน รายการ “ความจำเป็น” อย่างของใช้พื้นฐานคือสิ่งแรกที่ถูกหั่นงบประมาณ การปรับนี้ไม่ได้หมายถึงการซื้อในปริมาณที่น้อยลงเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการหาสินค้าลดราคา หรือการเลือกแบรนด์ที่มีราคาย่อมเยามากขึ้น

การยอมสละสิ่งจำเป็นเพื่อเติมเต็มความปรารถนาส่วนตัวของผู้บริโภคไทยนี้ นำมาซึ่งข้อคิดสำคัญสองประการสำหรับนักการตลาดยุคใหม่ที่ต้องการเข้าถึงผู้บริโภค:

ข้อแรก คือการช่วงชิงสัดส่วนรายจ่ายด้าน “ความต้องการ” ให้ได้มากขึ้น ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นสินค้าหรูเสมอไป แต่ควรเป็นสินค้าที่ให้ความรู้สึกว่าได้อัปเกรดไลฟ์สไตล์ เช่น Sephora ที่นำเสนอสินค้าภายใต้แบรนด์ของตนเองในฐานะ “หรูหราในราคาที่เอื้อมถึง” (affordable luxuries) ควบคู่ไปกับการจำหน่ายแบรนด์ระดับโลกในร้านเดียวกัน ทำให้ผู้บริโภครู้สึกถึงความพิเศษ ในขณะเดียวกันก็สามารถควบคุมงบประมาณได้

ข้อที่สอง คือการนำเสนอสินค้าจำเป็นที่ตอบโจทย์ความคุ้มค่า (value-tier offerings) เช่น ของชำหรือผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน ซึ่งผู้บริโภคจำนวนมากมองว่าเป็นหนทางประหยัดที่เป็นรูปธรรม ตัวอย่างเช่น Muji ที่วางกลยุทธ์ครอบคลุมทั้งสเปกตรัม ตั้งแต่สินค้าพื้นฐานราคาไม่แพงอย่างผ้าฝ้ายและอุปกรณ์จัดเก็บ ไปจนถึงสินค้าพรีเมียม เช่น สิ่งทอพิเศษ เฟอร์นิเจอร์โมดูลาร์ขนาดกะทัดรัด และสินค้าไลฟ์สไตล์อื่น ๆ ที่คัดสรรมา เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคสามารถเลือกและควบคุมการใช้จ่ายได้ แม้แต่ในสินค้าจำเป็นก็ตาม

ภูมิทัศน์สินเชื่อ

การใช้จ่ายและการกู้ยืมมักเดินควบคู่กันเสมอ หากต้องการเข้าใจผู้บริโภคไทยอย่างครบถ้วน จึงจำเป็นต้องพิจารณาสถานการณ์หนี้ในปัจจุบันควบคู่ไปด้วย ปัจจุบันราวหนึ่งในสามของครัวเรือนไทย แบกรับหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคมากถึง 80% ของประเทศ (ไม่รวมสินเชื่อที่อยู่อาศัยและการศึกษา) ภาพนี้สะท้อน “ภูเขาหนี้” ขนาดใหญ่ที่กดทับคนกลุ่มน้อยแต่มีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจโดยรวม

ที่น่าสนใจคือ “กลุ่มลูกหนี้อันดับต้น ๆ” (top-debtors) มีการกระจุกตัวอยู่ชัดเจน โดยเกือบสองในสามของพวกเขาเป็นครัวเรือนชนชั้นกลางที่มีรายได้ต่อเดือน 15,000–49,000 บาท และมียอดหนี้เฉลี่ยสูงกว่าผู้บริโภคไทยโดยรวมถึงราวสามเท่า การทำความเข้าใจภูมิทัศน์ที่ซับซ้อนของกลุ่มนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจ

โซนอันตรายของผู้มีหนี้สูง

ความสมดุลที่เปราะบางระหว่าง “ความทะยานอยาก” และ “ศักยภาพทางการเงิน” กำลังก่อให้เกิดกับดักสำหรับกลุ่มผู้มีหนี้สูงสุด พวกเขามักเข้าสู่วัฏจักร “กู้เพิ่มเพื่อใช้เพิ่ม” เริ่มจากการยอมรับ “ไลฟ์สไตล์ที่พึ่งพาการกู้ยืม” และปล่อยให้ความฝันเกินเลยความจริงของฐานะครัวเรือน

ในปีที่ผ่านมา มูลค่าสินเชื่อของกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นเร็วกว่าผู้บริโภคทั่วไปถึงหกเท่า อีกทั้งยังมีอัตราส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (debt-to-service ratio) สูงกว่าค่าเฉลี่ยถึงสองเท่า ที่น่ากังวลคือ สามในสี่ของกลุ่มนี้ไม่ได้เพิ่มการชำระหนี้ในช่วงเวลาเดียวกัน ปัจจัยเหล่านี้รวมกันเป็นสัญญาณชัดเจนของการเร่งตัวเข้าสู่วงจรหนี้ (debt spiral)

พลวัตนี้สะท้อนเรื่องราวสำคัญของเศรษฐกิจไทย ด้านหนึ่งคือการบ่งชี้ถึง “ความพร้อมที่จะกู้” ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในครัวเรือนชนชั้นกลางที่กลายเป็นผู้กู้รายใหญ่ แต่อีกด้านหนึ่งกลับเผยให้เห็น “ความเปราะบาง” ของครัวเรือนรายได้น้อยที่จำนวนไม่น้อยกำลังแบก “หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดผลิตภาพ”

การยกระดับ “การประเมินความเสี่ยง” ของสถาบันการเงินจึงเป็นกุญแจสำคัญเพื่อลดโอกาสผิดนัด ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงได้ออกเกณฑ์ใหม่ว่าด้วย “การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ” (Responsible Lending) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2568 โดยครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ไปจนถึงการโอนหนี้ เพื่อยกระดับการปฏิบัติต่อผู้บริโภคและแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นระบบ

ท้ายที่สุด ความย้อนแย้งของไทย—ที่ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่นแต่ยังคงใช้จ่ายได้อย่างยืดหยุ่น—สะท้อนให้เห็นทั้ง “ความเสี่ยง” และ “โอกาส” ผู้บริโภคยังคงเข้าถึงการยกระดับคุณภาพชีวิต แม้หนี้จะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งสร้างทั้งศักยภาพการเติบโตสำหรับธุรกิจ และความรับผิดชอบมหาศาลสำหรับผู้ปล่อยสินเชื่อ

ในภาพรวม แม้กลุ่มผู้บริโภคมีกำลังซื้อ (MAC) จะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนที่แข็งแกร่งในระยะยาว โดยคาดว่าจำนวนประชากรกลุ่มนี้จะเติบโต 14% ในอีก 10 ปีข้างหน้า แต่ในระยะสั้นถึงกลาง ประเทศไทยจำเป็นต้องหาทาง “ประสานความปรารถนากับวินัยทางการเงิน” เพื่อสร้างการบริโภคที่ยั่งยืนโดยไม่ผลักภาระหนี้ไปสู่อนาคต

ขอขอบคุณ อาทิตยา บาเทีย (Aditi Bathia, Expert Project Lead, Center for Customer Insight [CCI], BCG) ที่ได้ร่วมแบ่งปันมุมมองอันทรงคุณค่าแก่บทความนี้

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ กัมพูชาอพยพ

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ กัมพูชาอพยพ

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ กัมพูชาอพยพ

วันเสาร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ประวัติศาสตร์ของชาติกัมพูชาอันยาวนานนั้นเต็มไปด้วยความผันผวน การสู้รบ ความขัดแย้งภายใน และการแทรกแซงจากต่างชาติ  ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ต้องละทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนออกไปแสวงหาที่ปลอดภัย หรือถูกกวาดต้อนไปใช้แรงงาน  ตั้งแต่สมัยอาณาจักรโบราณจวบจนถึงยุคปัจจุบัน

1. ช่วงการล่มสลายของอาณาจักรขอมโบราณ

พ.ศ.1623  พระเจ้าชัยวรมันที่ 6 ที่เคยมีฐานอำนาจอยู่ที่เมืองพิมาย  ได้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์กัมพูชา ครองเมืองพระนคร  กษัตริย์ต่อมาคือพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2  (พ.ศ. 1650-1693) และ ชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ.1724-1761)  สร้างปราสาทหินนครวัด นครธม 

มีเรื่องเล่าที่ไม่มีหลักฐานประวัติศาสตร์ชัดเจนว่า  ใน พ.ศ. 1879  (ค.ศ. 1336) สมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 9 (ก่อนพระเจ้าอู่ทองสถาปนากรุงศรีอยุธยา พ.ศ.1893) ได้เกิด การปฏิวัติครั้งใหญ่ที่กรุงกัมพูชาทำให้ราชวงศ์มหิธรปุระซึ่งครองอาณาจักรขอมโบราณที่เมืองพระนคร (นครวัด)ล่มสลายลง   โดยการลุกฮือของกลุ่มชาวนาหรือทาสชาวจาม นำโดย นายแตงหวาน (หรือ “พระบาทองค์ชัย ព្រះបាទអង្គជ័យ ) ซึ่งทรงเป็นต้นตระกูล ตระซ็อกประแอม ที่สืบเชื้อสายต่อมาถึงราชวงศ์นโรดมในปัจจุบัน  การปฏิวัติครั้งนั้น อาจจะทำให้ สมาชิกราชวงศ์และขุนนางจาก ราชวงศ์มหิธรปุระ จำนวนหนึ่ง ต้องอพยพหนีภัยจากพระนครหลวง  โดยใช้เส้นทางคมนาคมสำคัญในสมัยนั้น คือ ถนน “ราชมรรคา” จากเมืองพระนครมุ่งหน้าสู่ดินแดนทางเหนือที่เคยอยู่มาก่อนคือเมือง พิมาย และ พนมรุ้ง  และหนีไปทางราชอาณาจักรลาว หรือเวียดนาม       และพวกขแมร์ที่ครองแผ่นดินกัมพูชาสมัยต่อมาได้เลิกล้มประเพณีสร้างปราสาทหินในศาสนาพราหมณ์ฮินดูโดยเด็ดขาด ดังนั้นจึงเป็นที่น่าคิดว่า คนไทยในจังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ สมัยปัจจุบัน  ที่พูดภาษาแขมร์ถิ่นไทย ซึ่งไม่เหมือนกับสำเนียงคนขแมร์ในประเทศกัมพูชา   อาจเป็นคนพื้นเมืองโบราณที่อยู่บริเวณนั้นมาตั้งแต่ก่อนในสมัยอาณาจักรขอม   และส่วนหนึ่งอาจสืบเชื้อสายมาจากพวกขอมโบราณที่สร้างปราสาทหิน ซึ่งอพยพหนีภัยการปฏิวัติของพวกทาสจากนครวัดมาที่พิมาย     ส่วนพวกที่หนีไปทางประเทศลาว     อาจเป็นคนลาวที่ใช้ภาษากัมพูชารู้จักกันในชื่อ “เขมรลาว” (Khmer Lao) อยู่บริเวณจังหวัดพระวิหาร (Preah Vihear), รัตนคีรี (Ratanakiri) และสตึงแตรง (Stung Treng) และยังมีบางส่วนในจังหวัดบันเตียเมียนเจย (Banteay Meanchey) ด้วย   สำหรับพวกที่อพยพไปเวียดนาม  อาจเป็นชาวเวียดนามที่พูดภาษาเขมร ที่เรียกว่า “เขมรกรอม” (Khmer Krom) ซึ่งแปลว่า เขมรต่ำ เป็นชนพื้นเมืองเขมรที่อาศัยอยู่ในบริเวณดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง (Mekong Delta) ทางตอนใต้ของประเทศเวียดนาม

2. สมัยกรุงศรีอยุธยา   มีการส่งกองทัพกรุงศรีอยุธยา ไปโจมตีกัมพูชาหลายครั้ง เริ่มตั้งแต่สมัยพระเจ้าอู่ทอง  ขุนหลวงพะงั่ว   และเจ้าสามพระยา ซึ่งสามารถตีกรุงศรียโสธรปุระ (พระนคร) ของกัมพูชาได้ในพ.ศ. 1974 (ค.ศ. 1431) และสมัย สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ทรงนำกองทัพเข้าโจมตีกรุงละแวก   สงครามเหล่านี้ส่งผลให้มีการกวาดต้อนเชลยศึกจำนวนมากมายังอยุธยา ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านเขมรใกล้วัดค้างคาว  ชุมชนบ้านขอมที่ ต.สามเรือน อ.บางปะกิน        นอกจากนี้ ยังมีการอพยพของกลุ่มชาวกัมพูชาที่หนีภัยสงครามจากเมืองพระนครลงใต้สู่พื้นที่ ปาสาน, จตุรมุข และสถาปนา พนมเปญ เป็นเมืองหลวงแห่งใหม่

3. สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น  ในช่วงรัชกาลของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) และ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ไทยมีบทบาทในกิจการของกัมพูชา โดยเฉพาะในช่วงที่มีความขัดแย้งกับเวียดนาม ทำให้เกิดการกวาดต้อนชาวเขมรจำนวนมากเข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ต่างๆ รอบราชธานีของสยาม กลุ่มใหญ่ๆ ถูกนำมาไว้ที่  ราชบุรี (โพธาราม) นครปฐม  (นครชัยศรี ริมแม่น้ำท่าจีน)  กรุงเทพ (โบสถคอนเซปชั่น สามเสนและมิตตคาม)

4. สมัยสงครามเวียดนาม   ในช่วงพ.ศ   2503-2516    สงครามเวียดนามได้ลุกลามเข้ามาในกัมพูชา     นายพลลอนนอล ทำการปฏิวัติ เลิกล้มระบบกษัตริย์  ภายใต้การสนับสนุนของสหรัฐอเมริกา    สหรัฐอเมริกาใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดในพื้นที่ชนบทกัมพูชา  เพื่อตัดเส้นทางลำเลียงของเวียดกง (Ho Chi Minh Trail) การทิ้งระเบิดดังกล่าว สร้างความเสียหายและคร่าชีวิตประชาชนนับแสนคน ผลักดันให้ชาวนาจำนวนมากต้องไร้ที่อยู่และกลายเป็นแรงสนับสนุนให้กับกลุ่มกองโจรเขมรแดง  นำโดย พล พต   ในสมัยนี้ คนกัมพูชาที่อยู่บริเวณเส้นทางโฮจิมินห์ คงต้องอพยพหนีระเบิดไปอยู่ในที่ปลอดภัยบริเวณใกล้เคียง

5. สมัยเขมรแดง พ.ศ. 2518  พวกเขมรแดงยึดกรุงพนมเปญได้   สั่งอพยพคนจากเมืองใหญ่ไปทำไร่ไถนา   พวกปัญญาชน  ราชวงศ์  ผู้ใส่แว่นตา และประชาชนที่ไม่เห็นด้วย ถูกจับขังคุกหรือสังหารไปราว 2 ล้านคน   ชาวกัมพูชาหนีตายมาสู่เมืองไทยทางจันทบุรี ตราด มีการตั้งค่ายอพยพที่บ้านเขาล้าน   โดยสมเด็จพระบรมราชินีสิริกิติ์ของประเทศไทยทรงช่วยเหลือดูแลผู้อพยพอย่างใกล้ชิด 

6. สมัยการรุกรานของเวียดนาม   พ.ศ. 2522  เฮงสัมรินและ ฮุนเซนนำทหารเวียดนามบุกกัมพูชาล้มล้างรัฐบาลเขมรแดง    พวกเขมรแดงและชาวกัมพูชากว่าแสนคน   หนีไปอยู่ที่อัลลองเวง  และตามค่ายอพยพชายแดนไทยที่สนับสนุนโดยสหประชาชาติ   เช่น บ้านหนองจาน  หนองเสม็ด • Site 2   Site 3

7. สมัยปัจจุบัน: การอพยพเพื่อหางานทำ     ชาวกัมพูชาจำนวนมาก (ประมาณ 5 แสนถึง 1 ล้านคน ) เดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย พวกเขาทำงานในสาขาต่างๆ เช่น เกษตรกรรม (เก็บผลไม้), งานในโรงงาน, งานก่อสร้าง, และบริการ(ปั๊มน้ำมัน) และขอทาน ที่ จันทบุรี พัทยา ชลบุรี สมุทรปราการ และกรุงเทพมหานคร

โดย  สุริยพงศ์

ภาพจาก เพจเฟสบุ๊ก ข่าวสารงานพระพุทธศาสนา

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ คนเชื้อสายกัมพูชาในประเทศไทย

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ คนเชื้อสายกัมพูชาในประเทศไทย

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ คนเชื้อสายกัมพูชาในประเทศไทย

วันศุกร์ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คนไทยในแผ่นดินสยามกับคนขแมร์ในประเทศกัมพูชา  เป็นเพื่อนบ้านกันมาหลายร้อยปี  ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ผ่านยุคอาณาจักรต่างๆ จนถึงปัจจุบัน บางครั้งก็มีความสัมพันธ์อันดี แต่บางคราวก็ทะเลาะรบพุ่งกัน เหมือนพี่น้องในครอบครัว  ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็นหลายช่วงคลื่นของการอพยพและตั้งถิ่นฐาน

สมัยทวารวดีและอาณาจักรละโว้

ราวพันปีมาแล้วดินแดนภาคกลางและอีสานของไทยเคยอยู่ในเขตอิทธิพลของวัฒนธรรมของขอมโบราณมาโดยตลอด เมืองโบราณในยุคทวารวดีหลายแห่ง เช่นอู่ทอง (สุพรรณบุรี) นครปฐม (พระประโทนเจดีย์)  ศรีเทพ (เพชรบูรณ์) รับอิทธิพลทางศิลปะและศาสนาจากขอมโบราณ ต่อมาในยุคอาณาจักรละโว้ (ลพบุรี) ซึ่งเป็นรัฐก่อนสมัยอยุธยา อิทธิพลของวัฒนธรรมขอมเข้มข้นขึ้นอย่างชัดเจน เห็นได้จากปราสาทหินมากมาย   เช่นปรางค์สามยอด ที่ลพบุรี  หรือ ปราสาทหินพิมายที่นครราชสีมา

ชุมชนดั้งเดิมเหล่านี้คือหลักฐานที่เก่าแก่  ที่แสดงว่าพวกเขาไม่ใช่ “ผู้มาใหม่” แต่คือ “ผู้อยู่ดั้งเดิม” ที่สร้างรากวัฒนธรรมร่วมบนผืนแผ่นดินนี้ ก่อนการสถาปนากรุงสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยา

สมัยกรุงสุโขทัย ศิลาจารึกและเอกสารล้านนา กล่าวถึง “ขอมอุโมงค์เสลา   และ “ขอมสบาดโขลญลำพง” ที่เป็นกลุ่มชนอยู่ทางภาคเหนือของประเทศไทย

สมัยกรุงศรีอยุธยา  มีชาวขอมที่อยู่ในอยุธยาแต่ดั้งเดิมบริเวณย่านบางปะอิน โดยมี ตำบลบ้านขอม(วัดยม)   เกาะขอม (เกาะท่าพระ) บ้านขอม(ต.สามเรือน อ.บางปะอิน)  ที่บริเวณวัดขนอน อ.บางบาล  และวัดโปรดสัตว์ วัดท่าเลย์ไท อ.บางปะอิน

พ.ศ. 1893 เมื่อกรุงศรีอยุธยาขึ้นมามีอำนาจ ความขัดแย้งกับอาณาจักรขอมแห่งพระนครหลวงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง หลังได้รับชัยชนะ   สยามมักใช้นโยบาย “การกวาดต้อนผู้คน” เพื่อลดทอนศักยภาพของศัตรูและเพิ่มแรงงานเพื่อพัฒนาประเทศ

พ.ศ.1975 ในสมัยเจ้าสามพระยา มีการส่งกองทัพไปโจมตีเมืองนครธม  กลุ่มคนกัมพูชาที่เป็นเชลยศึกและทาสจำนวนมากถูกอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในอยุธยาและเมืองชั้นใน เกิดเป็นชุมชน  บ้านขมิ้น เกาะโพธิ์     ในเวลาต่อมา พวกเชลยศึกดังกล่าวกลายเป็นชาวนา ทหาร และขุนนางที่มีบทบาทสำคัญในราชสำนักสยาม นำพาความรู้ด้านสถาปัตยกรรม การชลประทาน การทำเกษตร และศิลปะการแสดงเข้ามา

เอกสารคำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม ระบุว่า “ ทุกปีจะมีพ่อค้าชาวเมืองพระตะบอง เดินทางมาโดยคาราวานวัวต่าง มาตั้งร้านค้าอยู่ที่บ้านศาลาเกวียน  ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะเมืองอยุธยา ห่างจากหัวรอขึ้นไปราว4-5 กิโลเมตร  สินค้าที่พ่อค้านำมาได้แก่  เร่ว  กระวาน ไหม กำยาน ครั่ง ดีบุก งา  ผ้าปูม  แพรญวน ทอง  พลอยแดง ฯลฯ

ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  มีชาวเขมรนับถือคริสต์อพยพลี้ภัยจากการเบียดเบียนทางศาสนาเข้ามา  ตั้งบ้านเรือนอยูที่บ้านเขมร  เมืองบางกอก (บริเวณโบสถคอนเซปชั่น  สามเสน เขตดุสิต ในปัจจุบัน        ร่วมกับชาวคริสต์โปรตุเกส เวียดนาม และฝรั่งเศส   ในสมัยพระเจ้าท้ายสระ มีชาวกัมพูชาพวกเขมรใหม่ และเจ้านายชั้นสูง อพยพมาอยู่ใกล้วัดค้างคาว ในเกาะเมืองอยุธยา   ตอนปลายกรุงศรีอยุธยา  กัมพูชาเป็นรัฐบรรณาการของกรุงศรีอยุธยา   แต่พอกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า  กัมพูชาก็หันไปสวามิภักดิ์กับญวน      สมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงยกทัพไปตีกัมพูชาแล้วทรงแต่งตั้งนักองโนน พระอนุชาของกษัตริย์เขมรที่ลี้ภัยเข้ามา ขึ้นเป็นกษัตริย์ครองกรุงกัมพูชาทรงพระนามว่า พระรามราชาธิราช   สมัยกรุงธนบุรีมีชุมชนเขมรตั้งอยู่ที่คลองสำเหร่  คลองสามเสน  คลองสำโรง  คลองทับนาง  วัดบางยี่เรือ 

พ.ศ. 2325  สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ประเทศกัมพูชาอยู่ในภาวะอลหม่าน หลังจากการสวรรคตของสมเด็จพระนารายณ์ราชา กัมพูชาเกิดความแตกแยก แย่งชิงราชสมบัติกัน  ชาวเขมรลี้ภัยมาอยู่ในกรุงเทพ บริเวณชุมชนบ้านบาตร  ถนนวรจักร และบางลำพู ในปัจจุบัน  เสนาบดีเขมร พา นักองเอง ซึ่งขณะนั้นมีพระชนมายุเพียง 10 พรรษา หนีเข้ามาพึ่งรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  โดยนักองเอง ได้รับการเลี้ยงดูอย่างโอรสบุตรบุญธรรม และสร้างวังพระราชทานให้ ตรงข้าม วัดสระเกศ และ ส่งกลับไปครองราชย์ ณ กรุงกัมพูชา โดยเมื่อมีพระชนมายุ 22 พรรษา ได้รับพระราชทานนามว่า “สมเด็จพระนารายณ์รามาธิบดี แต่การครองราชย์ของพระองค์อยู่ได้เพียง 3 ปี ก็สิ้นพระชนม์

หลังจากนั้น บรรดาโอรสของ นักองเอง  แยกเป็นฝ่ายๆ แย่งชิงอำนาจ   พระโอรสองค์ใหญ่คือ นักองจันทร์ แม้ได้รับความช่วยเหลือจากไทยให้ขึ้นครองราชย์แต่ภายหลังกลับหันไปพึ่งญวน สร้างความไม่พอใจให้กับทั้งขุนนาง และ ประชาชน ต่อมา พระโอรสองค์อื่นอย่าง นักองอิ่ม และ นักองด้วง ผู้ยืนอยู่ข้างฝ่ายไทยต้องอพยพเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ และได้รับการอุปการะให้อยู่ในวังเดิมของ นักองเอง   โดยเฉพาะ นักองด้วง ที่อยู่ในไทยถึง 29 ปี จนเป็นที่คุ้นเคยของประชาชนไทย ต่อมาได้ขึ้นครองราชย์ในกัมพูชาในสมัย รัชกาลที่ 3โดยได้รับพระราชทานพระนามว่า “สมเด็จพระหริรักษ์รามาธิบดี”

สมัย รัชกาลที่ 4 สมเด็จพระนโรดมพรหมบริรักษ์หรือ นักองค์ราชาวดีโอรสนักองด้วง   ที่ทรงเป็นปู่ทวดของ สมเด็จนโรดม สีหนุ  ประสูติในกรุงเทพฯ  ต่อมาได้ขึ้นครองราชย์  ทรงยอมให้อาณานิคมฝรั่งเศสเข้าปกครองกัมพูชา  เพื่อให้พ้นจากการปกครองของสยาม

ในสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ มีการกวาดต้อนชาวกัมพูชามายังกรุงสยามหลายครั้ง   เช่น  สมัยกรุงธนบุรี  พ.ศ. 2314   มีการกวาดต้อนเขมรจากเมืองโพธิสัตว์ บาราย  เสียมราฐและพระตะบองมาเลี้ยงช้างที่ราชบุรีริมแม่น้ำแม่กลอง  บริเวณ อ.โพธาราม ปากท่อและ อ.บางแพ อ.วัดเพลง  เพื่อเป็นกำลังสู้รบกับพม่า       จังหวัดนครปฐมซึ่งมีอยู่ตั้งแต่ปากคลองเจดีย์บูชา สะพานรถไฟเสาวภา วัดแค ไปจนถึงวัดสัมปทวน เรียงรายไปตลอดริมแม่น้ำท่าจีน   นอกจากนี้ก็มีที่ ตำบลบ้านโพธิ์และตำบลตลิ่งชัน  อ.เมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งอพยพมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และรัตนโกสินทร์ตอนต้น  

ร่องรอยแห่งอารยธรรมแขมร์บนผืนดินอีสาน ทางภาคอีสาน อิทธิพลของอารยธรรมขแมร์แผ่ขยายผ่าน “ราชมรรคา” หรือถนนโบราณที่เชื่อมเมืองสำคัญต่างๆ    คนไทยเชื้อสายเขมร หรือ เขมรลือ จำนวนกว่าล้านคน อยู่ในจังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ ตั้งแต่ตอนจักรวรรดิอังกอร์ล่มสลายด้วยการปฏิวัติของพวกทาสนำโดยนายแตงหวาน 

ในบันทึกของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ จำแนกชาวเขมรในสยาม ไว้เป็น 4 พวก คือ จำพวกที่ 1 เขมรที่เป็นชาวสยามแท้ เรียกในราชการว่า เขมรป่าดง เป็นราษฎรเมืองสุรินทร์ สังฆะ ขุขันธ์ จำพวกที่ 2 เขมรเก่า เป็นคนเขมรที่อพยพมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าตากสินบ้าง รัชกาลที่ 1 บ้าง พวกนี้อยู่ที่มณฑลราชบุรีโดยมาก จำพวกที่ 3 เขมรกลาง คือ เขมรที่อพยพมาในสมัยรัชกาลที่ 3 พวกนี้อยู่ในมณฑลกรุงเทพและมณฑลปราจีนบุรี โดยมาก จำพวกที่ 4 เขมรใหม่ คือ เขมรที่อพยพตั้งแต่ ค.ศ. 1858 มีมากในมณฑลบูรพา หรือเมืองพระตะบองเป็นต้น[6]

ชาวไทยเชื้อสายเขมรนั้นจะมีภาษาที่แตกต่างออกไปจากภาษาเขมรในประเทศกัมพูชา โดยภาษาเขมรที่ใช้พูดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง หรืออีสานใต้ จะเรียกว่า ภาษาเขมรถิ่นไทย หรือเขมรบน โดยมีความต่างจากภาษาเขมรในกัมพูชาในเรื่องของหน่วยเสียงสระ การใช้พยัญชนะ รากศัพท์ และไวยากรณ์ โดยผู้ใช้ภาษาเขมรถิ่นไทยจะสามารถเข้าใจภาษาเขมรทุกสำเนียง ส่วนผู้ใช้สำเนียงพนมเปญจะมีปัญหาในการทำความเข้าใจ

ในยุคปัจจุบัน  มีชาวกัมพูชาเข้ามาทำงานในประเทศไทยราว 5 แสนคน  ส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ   ชลบุรี  สมุทรสาคร  สมุทรปราการ   ทำงานก่อสร้าง  เกษตรกรรม  โรงงานแปรรูปอาหาร  สิ่งทอ  ธุรกิจค้าปลีก งานแม่บ้าน   คัดแยกขยะ  จำหน่ายอาหารเครื่องดื่ม  ผลิตจำหน่ายเสื้อผ้าสำเร็จรูป  ค้าส่งค้าปลีกแผงลอยในตลาด สถานีบริการน้ำมัน 

พ.ศ. 2568  รัฐบาลกัมพูชารณรงค์เชิญชวนให้ชาวกัมพูชาที่ทำงานในประเทศไทยกลับไปทำงานในประเทศกัมพูชา  ทำให้มีชาวกัมพูชาเดินทางกลับไปจำนวนมาก

โดย  สุริยพงศ์

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ คนเชื้อสายสยามในกัมพูชา

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ คนเชื้อสายสยามในกัมพูชา

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ คนเชื้อสายสยามในกัมพูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ชาวสยามไทยส่วนหนึ่งได้เข้าไปตั้งถิ่นฐานอยู่ในประเทศกัมพูชามาแต่ครั้งโบราณ โดยคนกัมพูชาเรียกคนสยามว่า “เสียม” มีการพบภาพสลักหิน ทหารขี่ช้าง “เสียมกก” ที่ระเบียงปราสาทนครวัดสมัยพุทธศตวรรษที่ 17 และเมื่อ พ.ศ. 1839 โจวต้ากวน ทูตจีนที่เดินทางไปเมืองพระนคร สมัยพ่อขุนรามคำแหงฯ บันทึกถึงชาวสยามในกัมพูชาว่า  ชาวสยามเป็นคนละกลุ่มกับชาวเขมร   ชาวสยามรู้จักวิธีทอเครื่องนุ่งห่ม  ขายหม่อนและหนอนไหมให้ชาวเขมร

ในเอกสาร  เขมรแบ่งเป็นสี่ภาค พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงอธิบายไว้ว่า ชาวไทยและชาวเขมรอาศัยอยู่ปะปนกันมาแต่ยุคโบราณ โดยเฉพาะบ้านเมืองในแถบทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศกัมพูชาในปัจจุบัน ทรงยกตัวอย่างนามเมืองเสียมราฐ ที่ว่าแปลว่าเมืองคนไทยทำปลาแห้ง ซึ่งตั้งอยู่รอบนอกเมืองพระนคร                  

ยุคอยุธยา  พงศาวดารกัมพูชาระบุว่า  ในรัชสมัยพระบรมรามา (เจ้าพญาคำขัด) (พ.ศ.1906-1916) กษัตริย์กัมพูชาองค์ที่ 36  ราชสกุลตระซ็อกประแอม   ซึ่งตรงกับช่วงต้นกรุงศรีอยุธยาสมัยพระเจ้าอู่ทอง กัมพูชาได้ยกทัพไปตีเมืองจันทบูรและเมืองบางคาง (ปราจีนบุรี)    ก่อนกวาดต้อนคนกลับกรุงจตุมุข (ปัจจุบันคือบริเวณแถบบาสาณ อุดง ละแวก ศรีสันธร และพนมเปญ) และกวาดต้อนราษฎรปลายแดนอยุธยาไปอีก   พ.ศ. 1912 พระเจ้าอู่ทองทรงให้พระราเมศวรและขุนหลวงพะงั่ว ยกทัพไปตีเมืองเขมร เพราะเขมรไม่เป็นไมตรีดังก่อน     พ.ศ. 1974  เจ้าสามพระยาทรงยกทัพไปทำลายเมืองพระนคร ศรียโยธรปุระ ของกัมพูชา  เพราะเขมรมากวาดต้อนคนชายแดนอยุธยาไป  จนทำให้กัมพูชาต้องทิ้งเมืองพระนครหลวงให้รกร้างว่างเปล่า    ย้ายไปเมืองจตุรมุข และตวลบาสาน(อยู่ในกำปงจาม) กองทัพอยุธยาได้กวาดต้อนชาวเขมรไปจำนวนมาก     พ.ศ. 2125  รัชสมัยพระบรมราชาที่ 4 (นักพระสัตถา)และสมเด็จพระมหาธรรมราชาแห่งกรุงศรีอยุธยา   กัมพูชายกทัพมากวาดต้อนคนสยามบริเวณชายแดนภาคตะวันออก     พ.ศ. 2137  สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงยกทัพไปตีเมืองละแวกแตก     พ.ศ. 2164 สมัยพระเจ้าทรงธรรม แห่งกรุงศรีอยุธยา เจ้าฝ่ายหน้าของสยามยกทัพไปภูเขาจังกางเพื่อตีเขมร แต่สมเด็จพระไชยเชษฐา กษัตริย์เขมร เคลื่อนพลไปตีทัพสยามแตก เจ้าฝ่ายหน้าหลบหนีไปได้ ส่วนไพร่พลถูกจับเป็นเชลย เชลยสยามเหล่านี้ถูกเรียกว่า “ไทยจังกาง” ใน พ.ศ. 2173 รัชสมัยพระศรีธรรมราชา และพระเจ้าปราสาททองแห่งกรุงศรีอยุธยา กองทัพกัมพูชาไปกวาดต้อนชาวนครราชสีมากลับกัมพูชา

ในช่วงการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง มีคลื่นผู้อพยพชาวสยามลี้ภัยพม่ามายังเมืองเขมรและพุทไธมาศจำนวนมาก    ในเวลาต่อมา สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้ยกทัพเข้ามาไปยังเมืองพุทไธมาศและเมืองเขมรเมื่อ พ.ศ. 2314

ในยุคธนบุรีและรัตนโกสินทร์ มีการไปมาหาสู่ระหว่างเขตแดนของชาวไทยและเขมร ในช่วง พ.ศ. 2325 เป็นต้นมา มีกลุ่มชาวไทยอพยพลงไปตั้งชุมชนและสร้าง เมืองมงคลบุรี เมืองศรีโสภณ เมืองวัฒนานคร เมืองอรัญประเทศ เมืองพระตะบอง และเมืองเสียมราฐ ชาวไทยกลุ่มนี้ได้สร้างป้อมและกำแพงเมืองไว้อย่างมั่นคง    อีกทั้งยังมีคณะละครชาวสยามข้ามไปทำการแสดงยังฝั่งเขมร ตัวละครทั้งชายและหญิงผู้มีฝีมือหลายคนเข้ารับราชการในราชสำนักของเขมร บางคนก็เข้าไปเป็นครูละคร ในจดหมายมองซิเออร์วิลแมง ถึงมองซิเออร์เดคูร์วีแยร์ ระบุว่าช่วง พ.ศ. 2328–2329 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สยามทำสงครามแพ้กัมพูชา 

มีชาวไทยจำนวนไม่น้อยเข้าไปในกัมพูชาด้วยความสมัครใจ เช่นไปเป็นเจ้าพนักงาน และหลายคนเข้ารับราชการเป็นบาทบริจาริกากษัตริย์เขมร ในราชสำนักสยามและราชสำนักเขมร มีการเกี่ยวดองทางเครือญาติด้วยการเสกสมรส โดยเฉพาะอย่างยิ่งในราชสำนักฝ่ายในของพระบาทสมเด็จพระนโรดม บรมรามเทวาวตารซึ่งทรงคุ้นเคยกับชีวิตในราชสำนักสยามมาโดยตลอด ก็มีสตรีสยามหรือหญิงลูกครึ่งสยามถวายงานอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น คุณพระนางสุชาติบุปผา พระชนนีของพระองค์เจ้าดวงจักร     บาทบริจาริกาชาวสยามเหล่านี้ มีทั้งหญิงสามัญและเจ้านายจากราชวงศ์จักรี เช่น หม่อมราชวงศ์ตาด ปาลกะวงศ์ ภรรยาพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระนโรดม บรมรามเทวาวตาร  หม่อมเจ้าพัชนี (ไม่ทราบราชสกุลเดิม) และหม่อมเจ้าปุก อิศรศักดิ์ เป็นพระเทพีของพระบาทสมเด็จพระนโรดม บรมรามเทวาวตารเช่นกัน   

นอกจากกลุ่มนางละครชาวสยามที่เข้าไปยังแดนกัมพูชา ก็คือกองทหารสยามที่แตกทัพในสงครามอานามสยามยุทธ พวกเขาอาศัยปะปนอยู่กับชาวเขมรกรอมแถบปากแม่น้ำโขง ประกอบอาชีพกสิกรรม ปัจจุบันอยู่ในเมืองสักซ้า (หรือกระมวนสอ) ประเทศเวียดนาม โดยยังหลงเหลือนามภูมิ คือ บ้านซแรเซียมจะส์ (ស្រែសៀមចាស់, “นาสยามเก่า”) บ้านซแรเซียม-ทเม็ย (ស្រែសៀថ្មី, “นาสยามใหม่”) และบ้านเซียมจอด (សៀមចត, “สยามจอด [เรือ]”)[6] และยังมีกลุ่มพระภิกษุสงฆ์จากสยามเข้าไปเผยแผ่ศาสนาพุทธ และจำพรรษาในกัมพูชา ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

คนเชี้อสายสยามที่จังหวัดเกาะกง     มีชาวไทยพื้นเมืองที่อาศัยอยู่เป็นกลุ่มก้อนมาช้านานในเขตจังหวัดเกาะกง ซึ่งเดิมเป็นเมืองปัจจันตคิรีเขตรขึ้นกับกรุงสยาม มีรากเหง้าเดียวกันกับคนเชื้อสายไทยในจังหวัดตราด พวกเขามีบรรพบุรุษมาจากบ้านลาดพลี เมืองราชบุรี มีคำเล่าลืออธิบายไว้ว่าอพยพหนีสงครามกับพม่า แต่ไม่แจ้งชัดว่าในยุคกรุงศรีอยุธยาหรือธนบุรี เข้าสู่เมืองตราดหลายร้อยครัวเรือน   ส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ตามหมู่บ้านต่าง ๆ ตามคลองและลุ่มแม่น้ำ เช่น ลุ่มแม่น้ำเกาะปอ, แม่น้ำครางครืน, แม่น้ำตาไต, แม่น้ำบางกระสอบ, แม่น้ำตะปังรุง, แม่น้ำคลองพิพาท, อ่าวเกาะกะปิ, คลองแพรกกษัตริย์, อ่าวยายแสน, อ่าวพลีมาศ, อาหนี และอาจเลยไปถึงนาเกลือ และส่วนใหญ่มีเชื้อสายจีนประสมอยู่ด้วย

ต่อมารัฐบาลสยามยอมยกเมืองตราดและปัจจันตคิรีเขตรแก่ฝรั่งเศสตามพิธีสารลงวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2447 เพื่อให้ฝรั่งเศสถอนทหารออกจากเมืองจันทบุรี  และมีการทำหนังสือลงนามระหว่างสยามกับฝรั่งเศสอีกครั้งเมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2449 โดยยอมยกเมืองพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณแก่ฝรั่งเศส เพื่อแลกกับเมืองด่านซ้าย กับเมืองตราด แต่ฝรั่งเศสไม่ได้ยกเมืองปัจจันตคิรีเขตรคืนมาด้วย ชาวไทยที่ตกค้างในจังหวัดเกาะกงจึงเปลี่ยนสภาพเป็นคนพลัดถิ่นเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน     ก่อน พ.ศ. 2514 มีชาวไทยที่อาศัยในเกาะกงราว 40,000 คน แต่เมื่อเข้าสู่ยุคเขมรแดง ชาวไทยในเกาะกงลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว บ้างก็โยกย้ายไปฝั่งไทย บ้างก็ถูกเขมรแดงสังหาร ทำให้ พ.ศ. 2528 เหลือชาวไทยในเกาะกงอยู่ราว 8,000 คน สมัยที่เจ้านโรดม สีหนุเป็นกษัตริย์อยู่นั้นเคยห้ามคนเกาะกงพูดภาษาไทย หากฝ่าฝืนจะถูกตำรวจจับ และบางรายโชคร้ายก็จะถูกฆ่า  จากการกดขี่ดังกล่าว ชาวไทยในเกาะกงจึงอพยพเข้าสู่ประเทศไทยถึงสี่ระลอก ได้แก่ ระลอกที่หนึ่ง (พ.ศ. 2502–2512) ตรงกับยุคนโรดม สีหนุ ระลอกที่สอง (พ.ศ. 2513–2518) ตรงกับยุคลอน นอล ระลอกที่สาม (พ.ศ. 2518–2520) ในช่วงที่เวียดนามยึดครองกัมพูชา และระลอกที่สี่ (พ.ศ. 2520 เป็นต้นมา) ถือว่าเป็นผู้หลบหนีเข้าเมือง ปัจจุบันชาวไทยในเกาะกงล้วนมีเครือญาติอยู่ในประเทศไทย นิยมส่งบุตรหลานเข้าเรียนในประเทศไทย และมีจิตสำนึกว่าตนเองเป็นคนไทย

ชาวไทยจากเกาะกงหลายคนมีบทบาททางการเมืองของกัมพูชา เช่น ใส่ ภู่ทอง จา เรียง (หรือ จำเรียง ศิริวงษ์) และเตีย บัญ (หรือ สังวาลย์ หินกลิ้ง)     ชาวไทยในเกาะกงรวมเป็นกลุ่มพลพรรคไทยเกาะกง ด้วยมุ่งหวังความปลอดภัยและอำนาจอิสระในการปกครองตนเองของคนไทย[46] หลังสิ้นสุดยุคเขมรแดงใน พ.ศ. 2522 รัฐบาลกลางกัมพูชาประกาศยอมรับชาวไทยในเกาะกงเป็นชนชาติส่วนน้อย เป็นประชาชนกัมพูชาโดยนิตินัยเสมอภาคเท่าเทียมกับชาวเขมร มีอิสรภาพปกครองตนเอง มีสิทธิในการกำหนดนโยบายในการบริหารท้องถิ่น          ในรัฐบาลฮุน เซน มีชาวไทยขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเกาะกงอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ยุทธ ภู่ทอง, บุญเลิศ พราหมณ์เกษร, รุ่ง พราหมณ์เกษร และมิถุนา ภู่ทอง   แต่เดิมเกาะกงในปี พ.ศ. 2506 เคยออกกฎห้ามชาวเกาะกงพูดภาษาไทย โดยจะปรับเป็นคำละ 25 เรียล ห้ามมีเงินไทย และห้ามมีหนังสือไทยอยู่ในบ้าน หากเจ้าหน้าที่พบจะถูกทำลายให้สิ้นซาก ต่อมาในปี พ.ศ. 2507 ค่าปรับการพูดภาษาไทยเพิ่มขึ้นเป็น 50 เรียล หากไม่ปฏิบัติจะถูกแขวนป้ายประจาน แต่ทุกวันนี้ภาษาไทยมีความสำคัญมาก ชาวกัมพูชาไม่ว่าไทยหรือเขมรนิยมส่งบุตรหลานเข้าเรียนในเมืองไทย

คนเชื้อสายไทยในจังหวัดพระตะบองและบันทายมีชัย

จากการที่เขมรตกอยู่ภายใต้การปกครองของสยามตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 24–25 ช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์  ทำให้มีเจ้านายเขมรเข้าไปพึ่งพระบรมโพธิสมภารของกษัตริย์สยามหลายครั้งก่อนกลับไปเสวยราชย์กรุงกัมพูชา   มีการส่งพระสงฆ์เขมรมาบวชเรียนในสยาม เพื่อสั่งสอนศาสนา รวมทั้งนำรูปแบบศิลปกรรมกลับไปใช้ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

มีชาวไทยหลายคนที่มีเชื้อสายกัมพูชา   เช่น เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์   นายควง อภัยวงศ์ หลวงเรืองเดชอนันต์ (ทองดี ธนะรัชต์)บิดาของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัขต์    และจิตร ภูมิศักดิ์    

โดย  สุริยพงศ

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ทำไมคนกัมพูชา ไม่ชอบให้เรียกว่า ‘เขมร’

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ทำไมคนกัมพูชา ไม่ชอบให้เรียกว่า ‘เขมร’

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ทำไมคนกัมพูชา ไม่ชอบให้เรียกว่า ‘เขมร’

วันพุธ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.14 น.

ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยา คนไทยเรียกคนและประเทศกัมพูชาว่า “เขมร” อ่านว่า “ขะ-เหมน” ซึ่งเป็นคำภาษาไทย เกิดจากการเพี้ยนเสียงของคนไทยจากคำว่า “ขแมร์” Khmer และเรียกคนกัมพูชาโบราณ ยุคสร้างปราสาทหินว่า “ขอม” ทั้งในพงศาวดาร จารึก และวรรณกรรม เช่น ขอมสบาดโขลญลำพง ผู้ที่กษัตริย์กัมพูชาส่งให้ไปปกครองกรุงสุโขทัยก่อนที่พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ก่อตั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีไม่ยอมตกอยู่ใต้อำนาจขอม มีนิทานเรื่อง ขอมดำดิน เพลงขอมพิสัย เพลงเขมรไทรโยค เขมรลออองค์ เขมรปากท่อ เขมรกล่อมลูก เขมรไล่ควาย แต่เมื่อไม่นานมานี้ มีชาวกัมพูชาทำคลิปวีดีโอบอกว่า  ไม่ชอบให้เรียกว่าเขมร (ขะ-เหมน) แต่ให้เรียกว่า คนหรือประเทศกัมพูชา แทน

เมื่อถามต่อว่าทำไมไม่ชอบให้เรียกว่า “เขมร” ก็ได้รับคำตอบว่าเพราะ คำว่าเขมร มาจากภาษาโบราณว่า กฺญุม กมีร์ หรือ เกมร Khnum แปลว่า ทาส หรือ ข้ารับใช้ บ่าว ไพร่ ผู้ใช้แรงงาน Slave, Bondsman ซึ่งเป็นการมองเชิงลบ ดูถูก ด้อยค่า ลดทอน ล้าสมัย ที่คนกัมพูชาหลายคนไม่ชอบ คล้ายกับที่คนจีน ไม่ชอบให้เรียกว่า “เจ๊ก” คนกูย ไม่ชอบให้เรียกว่า “ส่วย” คนอาข่าไม่ชอบให้เรียกว่า “อีก้อ” และ คน มลาบรีไม่ชอบให้เรียกว่า “ผีตองเหลือง”  

ในสมัยโบราณ ชาวขแมร์เริ่มมีบทบาทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใกล้เคียงกับชาวมอญโดยเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาในกลุ่มภาษามอญ-ขแมร์และสร้างจักรวรรดิขแมร์ขึ้นในอดีต ชาวขแมร์แบ่งได้เป็นกลุ่มย่อย 3 กลุ่มตามถิ่นที่อยู่และภาษาที่ใช้คือชาวขแมร์กัมพูชา พูดภาษาขแมร์ ขแมร์สูงหรือขแมร์ลือ ជនជាតិខ្មែរខាងជើង อยู่ในประเทศไทย แถบอีสานใต้เช่น สุรินทร์ ศรีสะเกษ  บุรีรัมย์  พูดภาษาขแมร์ถิ่นไทยหรือ ขแมร์บน ที่เป็นสำเนียงอีสานใต้  ที่ไม่เหมือนกับแขมร์กัมพูชา และพูดภาษาไทยด้วยจำนวนราว 1 ล้านคน  บางส่วนมีความสามารถในการเลี้ยงช้าง  ทอผ้าไหม และ ชาวขแมร์กรอมหรือขแมร์ต่ำ  เป็นชาวขแมร์ที่อยู่ทางดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงทางภาคใต้ของประเทศเวียดนาม จำนวนราว 7 ล้านคน   ต่อมาเนื่องจาก สงครามกลางเมืองกัมพูชา ชาวขแมร์หลายพันคนได้อพยพลี้ภัยไปอาศัยอยู่ในประเทศ ฝรั่งเศสสหรัฐอเมริกา  แคนาดา และออสเตรเลีย

คำว่า “ขอม” เป็นคำภาษาไทย  ที่คนสุโขทัย สมัย พ.ศ. 1800  เรียกกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่อยู่ทางใต้ของกรุงสุโขทัย  บริเวณละโว้ (ลพบุรี)  อยุธยา นครปฐม อีสานใต้   ส่วนในสมัยอยุธยา ขอมหมายคนชาวขแมร์ในพื้นที่กัมพูชาปัจจุบัน คำว่า ขอม มาจากคำภาษาแขมร์โบราณว่า กโรม หรือ กโรม (Karom) กรอม กล๋อม  กะหล๋อม     แปลว่าผู้อยู่ข้างล่าง อยู่ทางใต้  ที่ลุ่มต่ำกว่า  เช่น ลุ่มน้ำเจ้าพระยา หรือแม่น้ำโขง เชี่ยวชาญการสร้างปราสาทหิน  นับถือศาสนาพราหมณ์ฮินดู และพุทธมหายาน   ชาวกัมพูชาไม่เรียกตัวเองว่าขอม เพราะไม่เคยรู้จักขอม  ไม่เรียกตนเองว่าขอม   และภาษาเขมรไม่มีคำว่าขอม  เหมือนชาวอินเดียไม่เรียกตนเองว่า แขก  ทั้งยังไม่พบคำว่าขอมในจารึกขแมร์โบราณอีกด้วย    อักษรขอม พัฒนามาจากอักษรปัลลวะของอินเดียใต้ เช่นเดียวกับอักษรมอญ อักษรไทย และอักษรกัมพูชาปัจจุบัน  พวกขอมนี้ ตัดผมเกรียน กินข้าวเจ้า  นุ่งผ้าโจงกระเบน นับถือศาสนาพราหมณ์ ฮินดู หรือพุทธมหายาน  ต่างจากพวกลาวที่กินข้าวเหนียว ไว้ผมยาว นับถือพุทธเถรวาท 

คนกับพูชา  เรียกภาษา  ประเทศ และ ตนเองว่า  “ขแมร์ Khmer” ออกเสียงว่า แคฺมร์ (khmaer) ซึ่งมาจากภาษาโบราณ ว่า เกมร  ที่แปลว่าข้ารับใช้ที่เป็นชาวแขมร์

คนขแมร์เรียกดินแดนของตนมาตั้งแต่ยุคสร้างปราสาทหินสมัยก่อนเมืองพระนคร ว่า “กัมพูชา”หรือ “กัมพูเจีย” (Kambuja, Cambodia)  เป็นชื่อประเทศ  มาจากคำว่า “កម្ពុជា” (Kampuchea) ซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษาสันสกฤต ว่า กัมโพช หรือกัมพุชะ  “कम्बुज” (Kambuja)  ซึ่งเป็นชื่อแคว้นโบราณในประเทศอินเดีย  หมายถึง “ผู้สืบเชื้อสายจากเจ้าชายกัมพู” โดยอ้างอิงถึงพราหมณ์หรือฤาษี ชาวอินเดียชื่อกัมพูมุนี (Kambu Muni) หรือ กามพู สวยัมภูวะ หรือ โกณทัญญะ ซึ่งเป็นบรรพบุรุษต้นตระกูลในตำนานของชาวเขมร ผู้สร้างอาณาจักรฟูนันในสมัยพุทธศตวรรษที่ 6 แล้วต่อด้วยอาณาจักรเจนละสมัยพุทธศตวรรษที่ 11     นับถือศาสนาพราหมณ์ฮินดูจากอินเดียที่บูชาพระอิศวร

ในพุทธศตวรรษที่ 17-18 อาณาจักรขอมมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองมหิธรปุระซึ่งอยู่บริเวณอีสานใต้ของประเทศไทย แถบปราสาทหินพิมาย และพนมรุ้ง  แล้วต่อมาย้ายไปสร้างปราสาทนครวัดที่เมืองพระนครหลวง  จนถูกปฏิวัติในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 9 โดยนายแตงหวาน

ในบันทึกของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ จำแนกชาวเขมรในสยามไว้ 4 พวก คือ จำพวกที่ 1 เขมรที่เป็นชาวสยามแท้ เรียกในราชการว่า “เขมรป่าดง” เป็นราษฎรเมืองสุรินทร์ สังฆะ ขุขันธ์ จำพวกที่ 2 เขมรเก่า เป็นคนเขมรที่อพยพมาจากเมืองโพธิสัตว์  เสียมราฐ  พระตะบอง ตั้งแต่สมัยพระเจ้าตากสินบ้าง รัชกาลที่ 1 บ้าง พวกนี้อยู่ที่มณฑลราชบุรีเช่น อ.โพธาราม อ.ปากท่อ   กรุงเทพ (ชุมชนวัดคอนเซ็ปชัญ  ซอยมิตตคาม ถ.สามเสน เขตดุสิต)    จำพวกที่ 3 เขมรกลาง คือ เขมรที่อพยพมาในสมัยรัชกาลที่ 3 พวกนี้โดยมากอยู่ในมณฑลกรุงเทพ  ปราจีนบุรี  นครปฐม(ริมแม่น้ำท่าจีน) สุพรรณบุรี(ต.บ้านโพธิ์  และ ต.ตลิ่งชัน)  จำพวกที่ 4 เขมรใหม่ คือ เขมรที่อพยพตั้งแต่ ค.ศ. 1858 มีมากในมณฑลบูรพา หรือเมืองพระตะบองเป็นต้น    คนไทยเชื้อสายขแมร์ที่มีชื่อเสียง  ได้แก่ นายควง อภัยวงศ์ (ชาวพระตะบอง) นายเนวิน ชิดชอบ (นักการเมืองชาวบุรีรัมย์)  นายสุรชัย  จันทิมาธร (นักดนตรีชาวสุรินทร์ )  นายพิศาล มูลศาสตร์สาธร (อดีต รมว.แรงงาน ชาวสุรินทร์)

เมื่อรู้แล้วว่าคนกัมพูชา ไม่ชอบให้เรียกว่า “ขะ เหมน” ที่คนไทยเรียกมาหลายร้อยปี   เพราะแปลว่า ข้าทาส หรือคนรับใช้ คนไทยก็อย่าเรียก  แต่เรียกว่า คนกัมพูชา  และประเทศกัมพูชา ก็หมดเรื่อง ไม่เห็นจะมีปัญหาที่ไหน     

โดย  สุริยพงศ์

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ เมื่อ ‘สยาม’..เปิดศึกกัมพูชาที่ ‘เสียมเรียบ’

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ เมื่อ ‘สยาม’..เปิดศึกกัมพูชาที่ ‘เสียมเรียบ’

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ เมื่อ ‘สยาม’..เปิดศึกกัมพูชาที่ ‘เสียมเรียบ’

วันอังคาร ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2568, 07.15 น.

ในประเทศกัมพูชา มีเมืองสำคัญเมืองหนึ่งซึ่งเป็นที่ตั้งของปราสาทหินนครวัด มรดกโลก ชื่อ เสียมเรียบ” Siem Riap ซึ่งเป็นภาษากัมพูชาแปลว่า สยามพ่ายแพ้ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อใด อย่างไร  เพราะในพงศาวดารไทยมิได้บันทึกไว้

เอกสารโบราณของกัมพูชาและวิกิพีเดีย ระบุว่า ใน พ.ศ.2073 (ค.ศ.1530) ตรงกับสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 (หน่อพุทธางกูร) แห่งกรุงศรีอยุธยา ที่กรุงกัมพูชาเกิดกบฏเจ้ากอง พระยาจันทราชาเสด็จหนีไปอยุธยา รวบรวมกำลังกลับมายึดเมืองโพธิสัตว์ แล้วขึ้นครองราชย์กรุงกัมพูชา ทรงพระนามว่า พระบรมราชาที่ 2  หรือ จันรีเซีย มหาราช ทรงตั้งเมืองละแวก Longvek เป็นราชธานีของกัมพูชาแห่งใหม่หลังจากที่กัมพูชาเสียเมืองพระนครให้กองทัพสยาม (สมัยเจ้าสามพระยา) พญาจันทราชาทรงปฏิเสธการส่งบรรณาการมายังอาณาจักรสยาม เหมือนที่เคยปฏิบัติมาก่อน สยามจึงส่งทหาร50,000 คน ผ่านนครราชสีมาไปยังจังหวัดมหานคร ทหารกัมพูชา 70,000 คน ต่อสู้อย่างดุเดือดกับกองทัพสยามในยุทธการที่สตึงอังกอร์ และในที่สุดกองทัพสยามก็พ่ายแพ้อย่างราบคาบ จับเชลยชาวสยามได้ 10,000 คน ชัยชนะอันยิ่งใหญ่นี้ ทำให้มีการเปลี่ยนชื่อจังหวัดมหานครเป็น จังหวัดเสียมเรียบจนถึงปัจจุบัน ขณะที่แม่ทัพสยามชื่อ ปอนเฮา ออง โดมฮัต ก็เสียชีวิตจากการถูกฟัน และตกจากหลังช้าง

ในเอกสาร เขมรแบ่งเป็นสี่ภาค พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงอธิบายว่าบริเวณเสียมราฐเป็นบริเวณที่เรียกว่า ขอมแปรพักตร์ หรือ เขมรไทย ที่มีชุมชนไทยและเขมรอาศัยอยู่ปะปนกันมาแต่ยุคโบราณ ทรงกล่าวถึงที่มาของชื่อเสียมราฐไว้ว่า “…อย่างเมืองนครเสียมราฐทุกวันเขมรเรียกว่านักกร แต่คำโบราณเขมรเรียกว่าเสียมเงียบบ้าง เสียมเรียบบ้าง ไทยเรียกว่าเสียมราฐ ตามคำเขมรโบราณ ก็คำนั้นแปลว่าเมืองไทยทำปลาแห้ง คือแต่ก่อนเป็นบ้านเมืองไทยทำปลาแห้งขาย…”[7]

บ้างก็ว่าชื่อ เซียมเรียบ ตั้งขึ้นใหม่แทน “เสียมราฐ” หลังจากที่ในกรณีพิพาทอินโดจีน พลตรี แปลก พิบูลสงคราม ผู้บัญชาการกองทัพอีสานและบูรพาในขณะนั้น ได้เคยบุกข้ามชายแดนขับไล่ฝรั่งเศสออกจากดินแดนฝั่งขวาของแม่น้ำโขง พระตะบอง และเสียมราฐ

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงอธิบายชื่อเมืองเสียมราฐว่า :-

ชื่อนั้นจะเกี่ยวไปในนิทานเรื่อง พญาโคตรตัมบอง เมืองเสียมราฐ เขมรเขาเขียนเสียมราช อ่านว่า เสียมเรียบ เขาว่าไทยแก้เป็นเสียมราฐ ทีก็จะจริง เมื่อฉันยังหนุ่มก็เห็นในราชการใช้ว่าเสียมราบ เขาจะหมายความว่ากะไร ไม่ทราบ แต่เราคงคิดว่าเขาหมายว่าไทยแพ้เขาราบที่นั่นจึงเปลี่ยนเสียเป็นเสียมราฐ (คือ สยามรัฐออกจะไม่มีมูล ที่จริงอ่านประวัติหรือพงศาวดารก็ไม่เคยพบว่าไทยแพ้เขมรที่นั่น

โดย  สุริยพงศ์

ขอบคุณภาพจาก บางกอกแอร์เวย์