​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ คนไทยที่พูดภาษาแขมร์ในอีสานใต้…คือผู้สืบเชื้อสาย ‘ขอมโบราณ’ หรือไม่?

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ คนไทยที่พูดภาษาแขมร์ในอีสานใต้...คือผู้สืบเชื้อสาย ‘ขอมโบราณ’ หรือไม่?

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ คนไทยที่พูดภาษาแขมร์ในอีสานใต้…คือผู้สืบเชื้อสาย ‘ขอมโบราณ’ หรือไม่?

วันศุกร์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในแผ่นดินอีสานใต้ของประเทศไทย อันได้แก่ จังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษนั้น ไม่เพียงแต่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งประวัติศาสตร์อันยาวนานจากปราสาทหินโบราณมากมายเท่านั้น แต่ยังเป็นที่ตั้งของชุมชนขนาดใหญ่ของชาวไทยเชื้อสายขแมร์ ซึ่งใช้ภาษาพูด และมีวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมายาวนาน

คำถามที่น่าสนใจคือ: คนกลุ่มนี้มาจากไหน?”

นักประวัติศาสตร์และนักชาติพันธุ์วิทยาหลายท่านได้ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงที่น่าทึ่งระหว่างชาวเขมรพื้นถิ่นในพื้นที่นี้กับชนเผ่า “ขอม” ที่เคยรุ่งเรืองในดินแดนสุวรรณภูมิที่ลพบุรีและ พิมาย   ซึ่งเป็นผู้สร้างอารยธรรมขอมโบราณอันยิ่งใหญ่ ดังที่ปรากฏในงานสถาปัตยกรรมระดับโลก เช่น ปราสาทหินพนมรุ้ง ปราสาทเมืองต่ำ หรือปราสาทหินพิมาย ในประเทศไทย      ก่อนการสร้างปราสาทนครวัด นครธม ในกัมพูชา

ประวัติศาสตร์กัมพูชาระบุว่า   เมื่อสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 9 มีการปฏิวัติยึดอำนาจจากราชวงศ์มหิธรปุระที่นิยมสร้างปราสาทหิน  โดยพวกทาสและชนชั้นล่าง นำโดยนายแตงหวาน ซึ่งได้ตั้งตนเป็นกษัตริย์ต้นราชวงศ์ตระเซาะผแอม ที่สืบเชื้อสายมาเป็นราชวงศ์นโรดมสมัยปัจจุบัน  แล้วยกเลิกประเพณีสร้างปราสาทหินอย่างเด็ดขาด     ทำให้ประเมินได้ว่าพวกราชวงศ์และผู้นิยมกษัตริย์ทั้งหลายจะต้องอพยพหลบหนีจาก พระนครหลวง ตามเส้นทางราชมรรคา มาสู่พิมายที่เป็นถิ่นเดิมของราชวงศ์มหิธรปุระ        

ไม่ใช่การกวาดต้อน:  เพราะไม่มีหลักฐานจากหน้าประวัติศาสตร์

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยสุโขทัยถึงปัจจุบัน   ไม่เคยปรากฏเรื่องราวการกวาดต้อนประชากรจำนวนมากมายังบริเวณอีสานใต้หรือจากอีสานใต้ไปที่อื่น    ในลักษณะเดียวกับเหตุการณ์ที่ชาวพม่าเคยกวาดต้อนคนสยามจากกรุงศรีอยุธยา การที่สยามเผาเมืองเวียงจันทน์แล้วกวาดต้อนชาวไทดำไปยังราชบุรี   การจับเชลยจากปัตตานีมาขุดคลองแสนแสบ หรือการอพยพของชาวจามที่หนีภัยสงครามมาตั้งรกรากที่บ้านครัวในกรุงเทพฯ เลย       

หากพวกคนไทยเชื้อสายแขมร์ในอีสานใต้  ได้อพยพหรือถูกกวาดต้อนมาจริง น่าจะมีการบันทึกถึงเรื่องนี้ในพงศาวดารหรือเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ แต่กลับไม่มีปรากฎอยู่เลย 

ความแตกต่างนี้ชี้ให้เห็นว่า ชาวไทยเชื้อสายเขมรเหล่านี้อาจไม่ใช่ “ผู้มาใหม่” แต่เป็น “คนดั้งเดิม” ที่อาศัยอยู่ในดินแดนนี้มากว่าหนึ่งพันปีมาแล้วตั้งแต่ยุคที่อาณาจักรขอมยังรุ่งเรือง พวกเขาคือทายาทโดยตรงของผู้สร้างปราสาทหินทั้งหลาย และไม่ได้มีการย้ายถิ่นฐานครั้งใหญ่แต่อย่างใด

รากเหง้าอันแน่นแฟ้น: อัตลักษณ์ที่ไม่มีวันจางหาย

การสืบเชื้อสายมาตั้งแต่ยุคโบราณทำให้ชาวไทยเชื้อสายเขมรในบุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษ มีความผูกพันทางวัฒนธรรมกับรากเหง้าอย่างลึกซึ้ง ภาษาเขมรที่ใช้ในพื้นที่นี้มีสำเนียงและคำศัพท์บางอย่างที่แตกต่างจากภาษาเขมรที่ใช้ในกัมพูชาปัจจุบัน ซึ่งอาจเป็นภาษาขอมในยุคโบราณที่ยังคงหลงเหลืออยู่

นอกจากภาษาแล้ว วัฒนธรรม ประเพณี และความเชื่อก็ยังคงสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นอย่างแข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นการรำตรุษ, การแสดงเรือมอันเร หรือประเพณีแซนโฎนตา  หรือ กันตรึม   ซึ่งล้วนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าที่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นมาอันยาวนานของพวกเขาในดินแดนนี้

ดังนั้น การเรียกคนกลุ่มนี้ว่า “คนไทยเชื้อสายขแมร์” อาจไม่เพียงพอที่จะอธิบายความลึกซึ้งของความเป็นมาของพวกเขา หากมองลึกลงไปในรากเหง้า จะพบว่าพวกเขาคือผู้สืบทอดอารยธรรม “ขอม” ที่เคยยิ่งใหญ่และยังคงยืนหยัดอยู่ในดินแดนแห่งนี้มานับพันปี               

การมองชาวไทยเชื้อสายเขมรเหล่านี้ว่าเป็น “เจ้าของเดิม” ของดินแดนนี้ จึงเป็นมุมมองที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์มากที่สุด และเป็นการยกย่องบรรพบุรุษผู้สร้างปราสาทหินที่ยังคงยืนยงเป็นพยานแห่งกาลเวลามาจนถึงทุกวันนี้

โดย  สุริยพงศ์

ขอบคุณภาพจาก https://www.beartai.com/

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ฝึกหนูให้กู้กับระเบิด

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ฝึกหนูให้กู้กับระเบิด

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ฝึกหนูให้กู้กับระเบิด

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ข่าวทหารไทยถูกกับระเบิดจนขาขาดหลายคน ที่ชายแดนไทย กัมพูชา ใน พ.ศ. 2568   ได้สร้างความเจ็บปวดให้คนไทยทั่วประเทศอย่างที่สุด  มีการนำอุปกรณ์ค้นหากับระเบิดหลายชนิดมาใช้   เช่นเครื่องตรวจโลหะแต่กับระเบิดสมัยใหม่ เช่น PMN 2 ของรัสเซียนั้นใช้พลาสติกแทนโลหะทำให้เครื่องตราจโลหะใช้การไม่ได้  ถึงแม้มีการพัฒนาหุ่นยบต์ตรวจกับระเบิดหลายชนิด แต่ก็มีราคาสูงมาก

มีรายงานข่าวว่า องค์กรอโพโพ Apopo (Anti-Personnel Landmines Detection Product Development ของเบลเยี่ยม นำโดย นาย Bart Weetjens  ที่ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2550 ได้ฝึกหนูแอฟริกาหูยาว (African Giant Pouched Rat) หรือ HeroRATs  ให้ค้นหากับระเบิดใต้ดินในกัมพูชาได้ผลดี จึงเกิดคำถามว่า เราจะฝึกหนูไทยให้ค้นหาระเบิดเหมือนหนูแอฟริกาได้หรือไม่

หนูยักษ์พันธุ์แอฟริกัน (African Giant Pouched Rat) หรือที่เรียกว่า “HeroRATs” น้ำหนักเบาเพียง 1-1.5 กิโลกรัม ทำให้ไม่สามารถกระตุ้นให้ระเบิดใต้ดินระเบิดได้ เพราะระเบิดส่วนใหญ่ต้องการความดันอย่างน้อย 5 กิโลกรัม จึงสามารถเดินสำรวจพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย หนูเหล่านี้มีจมูกไว ประสาทสัมผัสทางกลิ่นต่อสารเคมีที่เหนือกว่าสุนัข สามารถดมกลิ่นวัตถุระเบิด  แม้ฝังลึกใต้ดินได้ในระยะไกล  พวกมันจะเพิกเฉยต่อเศษโลหะอื่น ๆ ที่ปะปนอยู่ในดิน เช่น ฝาขวด น็อต หรือชิ้นส่วนรถยนต์ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของเครื่องตรวจจับโลหะแบบเดิม   สามารถทำงานได้หลายชั่วโมงต่อวันโดยไม่เหนื่อยล้า ทำให้การทำงานรวดเร็วกว่าคนใช้เครื่องตรวจจับหลายเท่าตัว กินอาหารหลักคือเมล็ดธัญพืชและผัก ขนมรางวัล คือ ผลไม้เมืองร้อน หนูพันธุ์นี้มีอายุขัยถึง 8 ปี ทำให้สามารถใช้งานได้นานกว่าสุนัข  ตัวเล็ก สามารถเข้าถึงพื้นที่แคบ ๆ หรือพื้นที่รกทึบที่มนุษย์หรือสุนัขเข้าถึงได้ยาก    หนูเหล่านี้ฉลาดและเรียนรู้ได้เร็วด้วยเทคนิคการฝึกแบบให้รางวัล (Positive Reinforcement) โดยเมื่อพวกมันดมกลิ่นเจอ ระเบิดทีเอ็นที ก็จะได้รับอาหารที่ชอบ เช่น กล้วย ถั่วลิสง หรืออะโวคาโด

ในกัมพูชานั้น แม้จะมีการดำเนินการกู้ระเบิดมาหลายปี แต่ยังคงมีระเบิดใต้ดินที่ไม่ระเบิดประมาณ 4-6 ล้านลูก สืบเนื่องมาจากความขัดแย้งในอดีต ทำให้ประชาชนยังคงอยู่ในอันตราย และมีคนขาขาดเพราะกับระเบิดจำนวนมาก

ในพ.ศ. 2563 หนูกู้ระเบิดในกัมพูชาตัวหนึ่งชื่อ “มากาวา”ตรวจพบระเบิดใต้ดิน 71 ลูกและวัตถุระเบิดอื่นๆ 38 ชิ้น     ปี พ.ศ. 2568  หนูชื่อ  “โรนิน”  ที่ประจำการในจังหวัด พระวิหารของกัมพูชาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2564 ได้ตรวจพบระเบิดใต้ดิน 109 ลูกและวัตถุระเบิดที่ไม่ระเบิด (UXO) อีก 15 ชิ้น

แล้วหนูไทยล่ะ…จะฝึกได้ไหม? คำถามที่น่าสนใจคือ เราสามารถนำหนูท้องถิ่นของไทยมาฝึกหาระเบิดแบบเดียวกันได้หรือไม่? ในทางทฤษฎีแล้วมีความเป็นไปได้ เพราะหนูมีสัญชาตญาณการดมกลิ่นที่ดี    หน่วยค้นหาทำลายวัตถุระเบิด EOD ของตำรวจทหาร   และ หน่วยสุนัขตำรวจทหารที่มีประสบการณ์ ในการฝึกสุนัขค้นหาวัตถุระเบิด น่าจะหาทางทดลองนำ หนูนา ที่มีอยู่ในท้องนา  และสุนัขจรจัด ที่มีอยู่มากมายตามวัดต่างๆ  มาใช้ประโยชน์ในการค้นหากับระเบิดบ้าง

ทหารช่างและนักเทคนิคของไทยน่าจะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาอุปกรณ์เสริม เช่น ชุดเซนเซอร์ติดตัวหนู หรือระบบติดตาม GPS เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการทำงาน หากสามารถผสานเทคโนโลยีเข้ากับการฝึกสัตว์ได้อย่างลงตัว ก็อาจสร้าง “หนูฮีโร่สายพันธุ์ไทย” ที่พร้อมปฏิบัติภารกิจในสนามจริง

หนูกู้ระเบิด พิสูจน์ให้โลกเห็นว่า “ฮีโร่” ไม่ได้มีแต่ขนาดใหญ่เสมอไป บางครั้งฮีโร่ก็มีขนาดแค่ฝ่ามือและพร้อมจะช่วยชีวิตคนนับพันได้อย่างน่ามหัศจรรย์

กระบวนการฝึกหนูหาระเบิด

การฝึกหนูเหล่านี้ใช้เวลายาวนาน เริ่มตั้งแต่หนูยังเล็ก:

ขั้นตอนที่ 1: การปรับตัว หนูน้อยจะถูกฝึกให้คุ้นเคยกับมนุษย์และสภาพแวดล้อมการทำงาน ช่วงนี้ใช้เวลาประมาณ 4-6 เดือน

ขั้นตอนที่ 2: การฝึกดมกลิ่น ใช้วิธี “Clicker Training” ฝึกให้หนูรู้จักกลิ่นของวัตถุระเบิด เมื่อดมเจอจะได้รับเสียงคลิกและอาหารรางวัล

ขั้นตอนที่ 3: การฝึกในสนาม หนูจะถูกฝึกให้ทำงานในรูปแบบตาราง เดินสำรวจพื้นที่อย่างเป็นระบบ

วิธีการทำงานในสนาม

เมื่อหนูกู้ระเบิดออกไปทำงานจริง พวกหนูจะถูกผูกสายรัดและเดินสำรวจพื้นที่อย่างเป็นระบบ เมื่อดมกลิ่นวัตถุระเบิดได้ หนูจะหยุดนิ่งและขีดข่วนบริเวณนั้น เจ้าหน้าที่จึงจะเข้ามาตรวจสอบและกู้ระเบิดอย่างระมัดระวัง

ชีวิตประจำวันของหนูฮีโร่

หนูเหล่านี้ไม่ได้ทำงานตลอดเวลา ทำงานในช่วงเช้าเมื่ออากาศเย็น หลีกเลี่ยงความร้อนของตอนบ่าย  มีเวลาเล่นและพักผ่อนอย่างเพียงพอ  ชอบกินอะโวคาโดเป็นขนมรางวัล นอกจากอาหารปกติ

การฝึกหนูให้กู้ระเบิดไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้ความอดทน: การฝึกแต่ละตัวใช้เวลาหลายเดือน โดยผู้เชี่ยวชาญ  เช่นมาร์ค ชูคูรู ที่เป็นหัวหน้าผู้ฝึกหนูในกัมพูชา มาจากแทนซาเนียซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของหนูสายพันธุ์นี้   โดยต้องฝึกให้หนูปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมที่แตกต่าง

พ.ศ. 2558  APOPO ส่งหนูตรวจจับระเบิด (MDR) ไปยังกัมพูชาภายหลังจากโครงการกู้ระเบิดที่ประสบความสำเร็จในแองโกลาและโมซัมบิก นี่เป็นครั้งแรกที่ MDR ถูกส่งไปประจำการในประเทศนอกทวีปแอฟริกา

การทำงานของหนูเหล่านี้ช่วยให้พื้นที่ปลอดภัย ชาวบ้านสามารถกลับมาใช้ที่ดินเพื่อการเกษตรและอยู่อาศัยได้อย่างปลอดภัย พื้นที่ที่กู้ระเบิดแล้วสามารถนำมาพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นได้ เด็กๆ สามารถเล่นและไปโรงเรียนได้โดยไม่ต้องกลัวอันตราย

กระบวนการฝึกโดยละเอียด

ขั้นพื้นฐาน (2-4 เดือนแรก)  ฝึกให้คุ้นเคยกับผู้ฝึก  สอนให้รู้จักเสียงคลิกเก็อร์  ฝึกพฤติกรรมพื้นฐาน

ขั้นกลาง (4-6 เดือน) ฝึก Clicker Training ให้หนูเชื่อมโยงเสียงคลิกกับอาหารรางวัล เพื่อจูงใจให้เรียนรู้การดมกลิ่นวัตถุระเบิด   ฝึกให้รู้จักกลิ่นระเบิดทีเอ็นที และวัตถุระเบิดอื่นๆ  สอนให้ส่งสัญญาณเมื่อพบเป้าหมาย

ขั้นสูง (6-9 เดือน)  ฝึกให้ทำงานอย่างเป็นระบบภายในรูปแบบตาราง และส่งสัญญาณ

ฝึกในสภาพแวดล้อมจำลอง   ทดสอบความแม่นยำ

วันแรกในสนาม

เมื่อหนูฮีโร่ก้าวเข้าสู่สนามจริงครั้งแรก มันเป็นช่วงเวลาที่ทั้งตื่นเต้นและกังวล เจ้าหน้าที่จะคอยสังเกตอย่างใกล้ชิด เพื่อให้แน่ใจว่าหนูทำงานได้ตามที่ฝึกมา

ข้อดีของหนูเหนือเทคโนโลยี

แม้เทคโนโลยีการตรวจจับจะก้าวหน้า แต่หนูก็ยังมีข้อได้เปรียบ เพราะมีความแม่นยำสูงอัตราความผิดพลาดต่ำกว่าเครื่องตรวจจับโลหะ ค่าใช้จ่ายในการฝึกและดูแลต่ำกว่าเทคโนโลยีที่มีราคาแพง     สามารถทำงานในสภาพพื้นที่ที่เครื่องจักรเข้าไม่ได้

ผลงานในกัมพูชา

โครงการมุ่งเน้นที่จังหวัดเสียมราฐในภาคเหนือของกัมพูชา ผลลัพธ์ที่ได้คือผลิตหนูฮีโร่มากกว่า 300 ตัว  กู้ระเบิดได้หลายพันลูก คืนพื้นที่ปลอดภัยให้ชุมชนหลายแสนไร่

เทคนิคการฝึกสมัยใหม่

Positive Reinforcement  การใช้ระบบรางวัลเป็นหลัก ไม่มีการลงโทษ เพื่อให้หนูมีความสุขในการทำงาน

Environmental Training  ฝึกให้หนูคุ้นเคยกับเสียงต่างๆ ในสนาม เช่น เสียงรถ เสียงคน เสียงธรรมชาติ

Systematic Search Pattern ฝึกให้หนูค้นหาอย่างเป็นระบบ ไม่ข้ามพื้นที่ เพื่อความแม่นยำสูงสุด

โดย  สุริยพงศ์

ขอบคุณภาพจาก https://www.beartai.com/

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ประวัติศาสตร์กัมพูชายุคปัจจุบัน

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ประวัติศาสตร์กัมพูชายุคปัจจุบัน

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ประวัติศาสตร์กัมพูชายุคปัจจุบัน

วันพุธ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568, 07.30 น.

ประวัติศาสตร์กัมพูชายุคปัจจุบัน (พุทธศตวรรษที่ 21-25) เป็นช่วงที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญ เริ่มด้วยการเป็นประเทศราชของสยาม ตามด้วยการตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส และการครอบครองระบบเขมรแดงจนถึงการฟื้นฟูประเทศ

สมัยฟูนัน เจนละและขอมโบราณ ดินแดนกัมพูชามีคนอยู่อาศัยมาตั้งแต่สมัยหินราว 5,000 ปีมาแล้ว และเมื่อราว 2,000 ปีมาแล้ว ในดินแดนสุวรรณภูมิที่เป็นประเทศไทย ลาว และกัมพูชาในปัจจุบัน มีอาณาจักรฟูนัน (พุทธศตวรรษที่  5-11) เจนละ (พุทธศตวรรษที่ 11-13) และขอมโบราณ (พุทธศตวรรษที่ 13-18) ที่มีอาณาเขตครอบคลุมประเทศกัมพูชาและประเทศไทย นิยมสร้างปราสาทหินบูชาเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์ฮินดู เช่น ปราสาทภูมิโปน (พุทธศตวรรษที่ 12) ที่ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ ปราสาทวัดพู (พุทธศตวรรษที่ 12) ที่แขวงจำปาสัก ปะเทศลาว ปราสาทเขาพระวิหาร (พ.ศ.1432-1581) ที่ศรีสะเกษ ปราสาทพนมรุ้ง (พุทธศตวรรษที่ 15-17) ที่บุรีรัมย์ ปราสาทหินพิมาย (พ.ศ.1650) ที่นครราชสีมา ปราสาทหินนครวัด (พ.ศ.1656 – 1693) ปราสาทนครธม (1724 – 1763) ที่กัมพูชา

สมัยสุโขทัย  อยุธยา ธนบุรี

พุทธศตวรรษที่ 18 หลังสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 9 อาณาจักรขอมที่เมืองพระนครของราชวงศ์มหิธรปุระที่นิยมสร้างปราสาทหินเริ่มเสื่อมอำนาจ เกิดการปฏิวัติของพวกทาสและชาวนา นำโดย นายแตงหวาน ซึ่งเป็นต้นราชวงศ์ ตระเซาะผแอม ที่เป็นต้นตระกูลนโรดมที่ครองกัมพูชาในปัจจุบัน ยกเลิกการสร้างปราสาทหิน ดินแดนที่เคยอยู่ในปกครองของขอมโบราณพากันตั้งตัวเป็นอิสระ เช่น กรุงสุโขทัย (พ.ศ.1800) และกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ.1893)     

พ.ศ.1912 พระเจ้าอู่ทองแห่งกรุงศรีอยุธยาทรงให้พระราเมศวร พระโอรส ที่ครองเมืองละโว้ (ลพบุรี) และขุนหลวงพะงั่วที่ครองเมืองสุพรรณบุรี ยกทัพไปตีกรุงศรียโสธรปุระ หรือเมืองพระนครหลวงของกัมพูชาได้ พ.ศ.1974 กัมพูชาตกเป็นประเทศราชของสยาม โดยเจ้าสามพระยาทรงยกทัพไปตีเมืองพระนครหลวงของกัมพูชาอีก เพราะเขมรมากวาดต้อนคนตามชายแดนกรุงศรีอยุธยาไป ทำให้กรุงศรีอยุธยามีชัยชนะเหนือกัมพูชาที่เคยมีอิทธิพลยิ่งใหญ่อย่างเด็ดขาด ต้องย้ายเมืองหลวงไปที่เมืองปาสาน แล้วย้ายต่อไปยังกรุงพนมเปญ พ.ศ.2136 สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงยกทัพไปยึดเมืองละแวกเมืองหลวงของกัมพูชาได้   พ.ศ.2324 สมัยกรุงธนบุรี เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ยกทัพไปยึดเมืองเสียมราฐและพระตะบองได้ พ.ศ.2376 สมัยรัชกาลที่ 3 เจ้าพระยาบดินทร์เดชายกทัพไปทำสงครามอานามสยามยุทธ กับเขมรและญวน สงครามยืดเยื้ออยู่ 14 ปี ไม่มีผู้ใดชนะเด็ดขาดจึงเลิกรากันไปเอง พ.ศ.2404 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนา พระนโรดมหริรักษ์รามาธิบดี ไปครองเมืองเขมร 

การเป็นรัฐในอารักขาของฝรั่งเศส

พ.ศ.2406 พระนโรดมพรหมบริรักษ์ ทรงนำกัมพูชาเข้าไปอยู่เป็น รัฐในอารักขา” (Protectorate) ของฝรั่งเศสสมัยพระเจ้านโปเลียนที่ 1 เพื่อหนีจากอำนาจของสยาม อ้างว่าอยู่กับสยามไม่มีความสุข เกิดกรณีพิพาทสยามฝรั่งเศส ร.ศ.112 ทำให้สยามต้องเสียดินแดนเขมรและเกาะอีก 6 เกาะให้ฝรั่งเศส        

สงครามเวียดนาม และการปฏิวัติของลอน นอล

ในช่วงสงครามเวียดนาม (พ.ศ.2503 – 2518 ) เจ้านโรดมสีหนุ ประมุขของกัมพูชาในขณะนั้น ประกาศเป็นกลาง แต่เวียดนามเหนือใช้พื้นที่ทางตะวันออกของกัมพูชาเป็นเส้นทางลำเลียงอาวุธและกำลังพลไปโจมตีเวียดนามใต้ ทำให้สหรัฐอเมริกาใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดในกัมพูชาเพื่อตัดเส้นทางเสบียงของเวียดนามเหนือ พ.ศ.2513 นายพล ลอน นอล ด้วยการสนับสนุนของสหรัฐอเมริกา ได้ก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากเจ้านโรดมสีหนุ แต่รัฐบาลลอนนอลอ่อนแอและทุจริต ทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ประชาชนอย่างกว้างขวาง

เขมรแดงโค่นลอน นอล และยุคของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

การทิ้งระเบิดของสหรัฐฯ และความไม่มั่นคงของรัฐบาลลอน นอล ทำให้กลุ่มคอมมิวนิสต์หัวรุนแรงที่รู้จักกันในชื่อ เขมรแดง เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ในวันที่ 17 เมษายน 1975 เขมรแดงภายใต้การนำของ พอล พต สามารถยึดกรุงพนมเปญได้สำเร็จและโค่นล้มรัฐบาลของลอน นอล ได้สำเร็จ พอล พต พร้อมด้วยผู้นำคนสำคัญ เช่น เอียง ซารี และ เขียว สัมพัน ได้จัดตั้งรัฐบาลกัมพูชาประชาธิปไตย และพยายามสร้างสังคมเกษตรกรรมแบบบริสุทธิ์โดยการอพยพประชาชนออกจากเมืองทั้งหมด บังคับใช้แรงงานอย่างหนัก ประชาชนถูกบังคับให้ออกจากเมืองไปทำงานในไร่นา และกำจัดผู้เห็นต่างอย่างโหดเหี้ยม ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Cambodian genocide) มากกว่า 1.5 ล้านคน

เวียดนามบุกกัมพูชา

พ.ศ.2521 ความขัดแย้งระหว่างเขมรแดงและเวียดนามได้ทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้เวียดนามส่งกองทัพบุกกัมพูชาเพื่อโค่นล้มระบอบเขมรแดง ในเดือนมกราคม 2522 กองทัพเวียดนามสามารถยึดกรุงพนมเปญและโค่นล้มรัฐบาลเขมรแดงได้สำเร็จ หลังจากนั้น เวียดนามได้แต่งตั้ง เฮง สัมริน และ ฮุน เซน ซึ่งเคยเป็นสมาชิกเขมรแดงมาก่อนแต่เปลี่ยนฝ่ายมาอยู่กับเวียดนามให้เป็นผู้นำคนสำคัญของรัฐบาลใหม่ พวกเขมรแดงบางคนถูกจับดำเนินคดี แต่ส่วนใหญ่หนีไปอยู่ตามค่ายอพยพชายแดนไทย กัมพูชา เช่น ที่บ้านหนองจาน หนองเสม็ด เขาอีด่าง ไซด์2 ไซด์ 3 โดยสหประชาชาติให้การสนับสนุน สร้างที่พักขนาดใหญ่จุคนกว่าแสนคน เวียดนามได้ส่งทหารมาโจมตีค่ายอพยพเหล่านี้ เพราะเป็นที่สะสมอาวุธและเสบียงอาหาร บางครั้งก็มีการปะทะกับทหารไทย แต่ต่อมาเวียดนามก็ได้ถอนกำลังออกจากกัมพูชา

การสิ้นสุดสงครามกลางเมืองและการปกครองของฮุน เซน

รัฐบาลใหม่ได้เปลี่ยนชื่อประเทศเป็น สาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา และมีการปกครองภายใต้อิทธิพลของเวียดนามเป็นเวลานานหลายปี ซึ่งทำให้เกิดสงครามกลางเมืองระหว่างรัฐบาลใหม่กับเขมรแดงที่หลบหนีไปตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา การเจรจาสันติภาพเริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1980 และนำไปสู่ข้อตกลงสันติภาพที่ปารีสในปี 1991 ทำให้มีการจัดตั้งรัฐบาลผสมและมีการเลือกตั้งครั้งแรกในปี 2537 ฮุน เซน ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2528 จนถึงปี 2566 เขาได้สร้างเสถียรภาพและความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับกัมพูชา แต่ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการจำกัดเสรีภาพทางการเมืองอย่างกว้างขวาง ในปี 2566 ฮุน มาเนต บุตรชายของฮุน เซน ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ต่อจากบิดา และถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการเปลี่ยนแปลงอำนาจทางการเมืองของกัมพูชา

พ.ศ.2568 เกิดข้อขัดแย้งเรื่องเขตชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา เพราะยึดถือแผนที่ต่างฉบับกัน กัมพูชายื่นฟ้องต่อศาลโลกให้ตัดสิน แต่ฝ่ายไทยไม่ยอมรับอำนาจศาลโลก เพราะเคยเสียดินแดนเขาพระวิหารมาก่อนแล้ว จึงมีการปะทะกันด้วยกำลังทหารและเครื่องบินที่ภูมะเขือ ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย สัตตะโสม ช่องอานม้า และที่อื่นๆ ทำให้ทหารไทยเสียชีวิตไปกว่าสิบคน ส่วนฝ่ายกัมพูชาเสียชีวิตราว 3,000 คน

โดย สุริยพงศ์

ภาพจากเพจเฟสบุ๊ก อารยธรรมรอบโลก , มิวเซียมไทยแลนด์ , wikipedia

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ บ้านหนองจาน ฐานที่มั่นเขมรแดงตอนแตกทัพ

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ บ้านหนองจาน ฐานที่มั่นเขมรแดงตอนแตกทัพ

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ บ้านหนองจาน ฐานที่มั่นเขมรแดงตอนแตกทัพ

วันอาทิตย์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นสมรภูมิสำคัญในช่วงสงครามกลางเมืองกัมพูชา เป็นที่พักพิงของผู้ลี้ภัยจำนวนมหาศาล รวมถึงกลุ่มต่อต้านรัฐบาลกัมพูชา เช่น KPNLF และกลุ่มเขมรเสรี ทั้งยังเป็นฐานทัพ ศูนย์บัญชาการและจุดพักพิงสำหรับนักรบเขมรแดงที่ใช้ปฏิบัติการตามแนวชายแดนอีกด้วย

จุดเริ่มต้นของวิกฤต

แต่ก่อนนี้ ชาวบ้านหนองจานส่วนหนึ่งเป็นพวกโจรและผู้ค้าของเถื่อนชายแดนไทย กัมพูชา  หลังจากที่พรรคคอมมิวนิสต์ได้รับชัยชนะในสงครามกลางเมือง พ.ศ.2518 และก่อตั้งกัมพูชาประชาธิปไตย พระนโรดม สีหนุถูกกักตัวในบ้านพักรับรอง กลุ่มผู้สนับสนุนพระองค์ถูกกีดกันออกจากอำนาจหรือถูกกวาดล้าง หลังจากที่เขมรแดงถูกกลุ่มเฮงสัมริน ฮุนเซน ที่มีกองทัพเวียดนามหนุนหลังโค่นล้มเมื่อต้นปี พ.ศ. 2522 พระนโรดม สีหนุทรงลี้ภัยออกจากกัมพูชา จนกระทั่งช่วงปี พ.ศ.2522-2523 มีกลุ่มมูลินากา (Moulinaka  Mouvement de Liberation National du Kampuchea) ที่เป็นชาวกัมพูชาสนับสนุนพรรคฟุนซินเปคของเจ้านโรดม สีหนุนำโดย กง ซีเลียห์ อดีตนายทหารเรือ และพันเอกเนม โสภณ เข้ามาอาศัยอยู่ที่บ้านหนองจาน ต่อมาในปี พ.ศ.2522 เมื่อเวียดนาม และเฮงสัมริน ฮุนเซน เข้ายึดครองกัมพูชา ชาวกัมพูชาจำนวนมากที่ต่อต้านเวียดนาม และกลุ่มเขมรแดงที่พ่ายศึก จึงได้หลบหนีเข้ามาในประเทศไทย องค์กรนานาชาติ เช่น UNHCR และ ICRC รวมถึงรัฐบาลไทย ได้ร่วมกันจัดตั้งค่ายอพยพขึ้นที่บ้านหนองจานและโนนหมากมุ่น

การสู้รบที่บ้านหนองจาน

ค่ายผู้ลี้ภัยหนองจานไม่ได้เป็นเพียงที่พักพิง แต่ยังเป็นฐานที่มั่นของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลเฮงสัมรินของกัมพูชาที่สนับสนุนโดยเวียดนาม โดยเฉพาะแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติประชาชนเขมร (KPNLF) ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากนานาชาติ ทั้งอาวุธและเงินทุนเพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ที่ได้รับการสนับสนุนจากเวียดนามและสหภาพโซเวียต ทำให้ค่ายแห่งนี้ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีจากทหารเวียดนามอย่างต่อเนื่อง

พ.ศ.2520 พวกเวียดนามบุกโจมตีหมู่บ้านคนไทยชายแดน บริเวณบ้านสันรอชงัน บ้านแสง และบ้านโนนหมากมุ่น อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว มีการฆ่าเผาบ้านเรือนและฐาน ตชด.212 จนมีผู้เสียชีวิตกว่า ร้อยคน พ.ท.ประจักษ์ สว่างจิตร ได้นำทหารต่อสู้และบุกเข้าไปถึงกรุงปอยเปต

การโจมตีครั้งสำคัญเกิดขึ้นในวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ.2523 เมื่อทหารเวียดนามและเขมรเฮงสัมรินบุกโจมตีค่ายหนองจานเพื่อบังคับให้ผู้ลี้ภัยกลับประเทศและสังหารผู้ที่ขัดขืน แต่ทหารไทยได้เข้ายึดพื้นที่กลับคืนมาได้

ในช่วงปี พ.ศ.2523-2527 บ้านหนองจานถูกทหารเวียดนามโจมตีบ่อยครั้งทั้งทางบกและทางอากาศ   การต่อสู้ครั้งสำคัญเกิดเมื่อ 18 พฤศจิกายน 2527 ทำให้ค่ายถูกทำลายและต้องถูกทิ้งร้างในวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ.2527 ผู้ลี้ภัยกว่า 30,000 คนต้องอพยพไปยังค่ายอื่นๆ เช่น เขาอีด่าง และพื้นที่อพยพที่ 2 (ไซต์ 2)

ความช่วยเหลือจากนานาชาติและบทบาทของกลุ่มต่อต้าน

วิกฤตผู้ลี้ภัยในครั้งนี้สะท้อนภาพสงครามเย็น โดยสหรัฐอเมริกาและนานาชาติให้ความช่วยเหลืออย่างมหาศาล เพื่อสนับสนุนกลุ่มต่อต้านเวียดนามที่เข้ายึดครองกัมพูชา ขณะที่เขมรแดงซึ่งได้รับการสนับสนุนจากจีนก็เป็นอีกกลุ่มที่ประกาศต่อต้านรัฐบาลใหม่นี้ ทำให้ในที่สุดแล้ว กลุ่มต่อต้านต่าง ๆ รวมถึง กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติประชาชนเขมร (KPNLF) และ กองทัพเจ้าสีหนุ ได้รวมตัวกันต่อสู้กับกองกำลังเวียดนาม แม้ว่ากลุ่มที่ต่อสู้กับคอมมิวนิสต์นี้จะไม่ได้มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร แต่ก็ทำให้เกิดความขัดแย้งที่ยืดเยื้อตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

โดย  สุริยพงศ์

ขอบคุณภาพจาก ICRC (Muller, Yannick) , ชุมชนคนสุรินทร์

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ รู้จักมิตรและศัตรูของ ‘ฮุน เซน’

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ รู้จักมิตรและศัตรูของ ‘ฮุน เซน’

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ รู้จักมิตรและศัตรูของ ‘ฮุน เซน’

วันพฤหัสบดี ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในโลกการเมืองกัมพูชา ที่เต็มไปด้วยกลยุทธ์ซับซ้อนและการต่อรองอันแยบยล สมเด็จฮุน เซน ผู้นำที่ครองอำนาจยาวนานที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้สร้างเครือข่ายพันธมิตรและจัดการศัตรูรอบตัวอย่างแยบคายตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา

การรู้จักมิตรและศัตรูของผู้ที่เราจะต้องเกี่ยวข้องมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะศัตรูของมิตร คือศัตรู มิตรของศัตรูคือศัตรู ศัตรูของศัตรูคือมิตร มิตรของมิตร คือ มิตร

มิตรแท้หรือแค่ผลประโยชน์?

จีน : พี่ใหญ่ผู้ไม่ตั้งคำถาม….จีนคือพันธมิตรที่ฮุน เซนพึ่งพาอย่างแน่นแฟ้น  เพราะจีนมองกัมพูชาเป็นประตูสู่อาเซียน และเส้นทางสำคัญตามนโยบายหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง   Belt and Road Initiative  โดยเฉพาะหลังปี 2017 เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชากับสหรัฐอเมริกา สั่นคลอน จีนให้ทั้งเงินลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และการสนับสนุนทางการทหาร     การลงทุนจากจีนหลั่งไหลเข้ากัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน โรงไฟฟ้า ท่าเรือ คาสิโน   ไปจนถึงโครงการพัฒนาเมือง ในขณะเดียวกัน จีนก็ให้การสนับสนุนทางการเมืองแก่รัฐบาลฮุน เซนในเวทีระหว่างประเทศ

เวียดนาม : ผู้ปลดปล่อยและผู้ปกครองเงา….เวียดนามคือผู้พาฮุน เซนขึ้นสู่อำนาจหลังโค่นล้มเขมรแดงในปี 1979 ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นนี้ยังคงอยู่ แม้จะมีแรงต้านจากชาวเขมรบางส่วนที่มองว่าเวียดนามคือ “ผู้ครอบงำ”  และมีประเด็นขัดแย้งบางเรื่อง เช่น เขตแดนและประมงในอ่าวไทย  แต่โดยรวมแล้วยังคงเป็นพันธมิตรสำคัญ

รัสเซีย : มิตรเชิงยุทธศาสตร์…..แม้จะไม่โดดเด่นเท่าจีนหรือเวียดนาม รัสเซียยังคงเป็นพันธมิตรในด้านการทหารและการทูต โดยเฉพาะในเวทีระหว่างประเทศที่กัมพูชาต้องการเสียงสนับสนุน  รัสเซียมองกัมพูชาเป็นพันธมิตรใหม่ในการต่อต้านอิทธิพลตะวันตกในภูมิภาค

สหรัฐอเมริกา : มิตรที่ไม่น่าไว้ใจ ….ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ขึ้นลงตามอารมณ์ของประธานาธิบดีสหรัฐ      และการเมืองภายในกัมพูชา ฮุนเซนเคยพยายาม อวยทรัมป์ เพื่อฟื้นสัมพันธ์หลังสงครามชายแดนกับไทย ปัจจุบัน สหรัฐฯ ใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อเจ้าหน้าที่รัฐบาลกัมพูชาหลายคน และวิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์สิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง ทำให้ฮุน เซนหันไปพึ่งพาจีนและรัสเซียมากขึ้น

ไทย : เพื่อนบ้านที่มีทั้งความร่วมมือและต่อสู้

ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชามีประเด็นทั้งความร่วมมือและความขัดแย้ง การค้าชายแดน การลงทุน และการท่องเที่ยวเป็นด้านบวก แต่ก็มีประเด็นพิพาทเขตแดน การอพยพแรงงาน และอิทธิพลทางการเมืองที่ทำให้ความสัมพันธ์ซับซ้อน  ข้อพิพาทเรื่องชายแดนตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 จนมีการปะทะกันด้วยปืนใหญ่และเครื่องบินทิ้งระเบิด ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาลดต่ำลงมาก

ศัตรูทางการเมือง

เจ้านโรดม รณฤทธิ์ (Prince Norodom Ranariddh) และ กลุ่มฟุนซินเปค (Funcinpec) เจ้านโรดมรณรณฤทธิ์ โอรสของเจ้านโรดมสีหนุ   เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชาจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับฮุนเซนในพ.ศ.2546 ต่อมาถูกฮุนเซนปฏิวัติโค่นล้มรัฐบาล เมื่อ พ.ศ. 2550 ทำให้เจ้ารณฤทธิ์กลายเป็นผู้นำที่ไร้อำนาจ การล่มสลายของพรรคฟุนซินเปคที่นิยมเจ้าสีหนุ คือจุดเริ่มต้นของการรวมศูนย์อำนาจของฮุน เซน

สม รังสี Sam Rainsy  คือผู้นำฝ่ายค้านของพรรคCNRP (Cambodia National Rescue Party) ที่ถูกถอนสัญชาติและลี้ภัยในฝรั่งเศส เป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของฮุน เซน เขาเคยวิจารณ์กองทัพกัมพูชาว่ายิงมั่วใส่พลเรือนไทย ขณะที่ยกย่องทหารไทยยิงแม่นยำ ทำให้ฮุน เซนโกรธจัดและตอบโต้ผ่านเฟซบุ๊กอย่างรุนแรง

มู โซซัว  Mu Sochua และ เกอ โซคา Kem Sokka สองนักการเมืองหญิงจากพรรค CNRP ที่ถูกจับกุมฐานกบฏ และสมรู้ร่วมคิดกับต่างชาติ ถูกจำกัดสิทธิการเมือง พวกเธอเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในกัมพูชา

พวกเขมรแดงเก่า แม้ฮุน เซนจะเคยเป็นสมาชิกเขมรแดง แต่เขาก็ใช้การต่อต้านเขมรแดงเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมในการขึ้นสู่อำนาจ และกำจัดอดีตผู้นำเขมรแดงที่ยังคงมีอิทธิพลในบางพื้นที่ ทั้งวิธีเจรจาและใช้กำลัง

สนธิ ลิ้มทองกุล และจตุพร พรหมพันธุ์ นักเคลื่อนไหวการเมืองไทยที่เคยวิจารณ์ฮุน เซนอย่างเสียหาย โดยเฉพาะในช่วงความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา

ทักษิณ และแพทองธาร ชินวัตร ทักษิณเคยมีความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ดี และมีธุรกิจในกัมพูชาหลายอย่าง ฮุน เซนเคยให้การสนับสนุนทักษิณในช่วงที่ถูกโค่นล้ม โดยให้รับตำแหน่งที่ปรึกษาเศรษฐกิจ แต่ต่อมามีการประกาศตัดญาติขาดมิตรกัน เพราะเรื่องอะไรไม่แน่ชัด

โดย  สุริยพงศ์

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ค่ายอพยพชาวกัมพูชาในประเทศไทย 2518-2538

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ค่ายอพยพชาวกัมพูชาในประเทศไทย 2518-2538

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ค่ายอพยพชาวกัมพูชาในประเทศไทย 2518-2538

วันอาทิตย์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2568, 07.28 น.

ในช่วง 20 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2518 ถึง 2538 ประเทศไทยได้กลายเป็นที่พักพิงสำคัญของชาวกัมพูชาหลายแสนคนที่หนีภัยสงครามกลางเมืองและความโหดร้ายจากระบอบเขมรแดง รวมถึงสงครามกัมพูชา-เวียดนาม ศูนย์อพยพหลายแห่ง เช่น หนองจาน เขาอีด่าง หนองเสม็ด Site 2, และ Site 3 ได้ถูกจัดตั้งขึ้นตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

การหลั่งไหลของผู้ลี้ภัย : จากสงครามสู่การพลัดถิ่น

ใน พ.ศ. 2518 สถานการณ์ทางการเมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อระบอบคอมมิวนิสต์ได้รับชัยชนะในหลายประเทศ ทั้งกัมพูชา (17 เมษายน 2518), เวียดนาม (30 เมษายน 2518) และลาว (4 ธันวาคม 2518) ที่กัมพูชา พล พต และเขียว สัมพัน ได้นำกองกำลังเขมรแดงเข้ายึดกรุงพนมเปญ และเริ่มต้นการสังหารหมู่ครั้งใหญ่ ผู้คนกว่า 2 ล้านคนเสียชีวิตจากการใช้แรงงานหนัก การขาดแคลนอาหาร และการสังหารหมู่ ทำให้ชาวกัมพูชาจำนวนมากต้องหลบหนีข้ามพรมแดนมายังประเทศไทย โดยระหว่าง พ.ศ. 2518-2522 มีผู้ลี้ภัยเข้ามาในไทยราว 200,000 คน

พ.ศ. 2522 เวียดนาม เฮงสัมริน ส่งทหารเข้ากวาดล้างกองกำลังเขมรแดงในกัมพูชา ทำให้มีผู้ลี้ภัยหลั่งไหลเข้ามาในไทยอีกกว่า 300,000 คน   เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2523 กองทัพเวียดนามบุกเข้าโจมตีเผาค่ายอพยพหนองจาน เพื่อไล่ล่ากองกำลังเขมรแดงที่แฝงตัวอยู่ ทำให้เกิดการปะทะกับทหารไทยเป็นเวลากว่า 3 วัน บริเวณบ้านโนนหมากมุ่น ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่รู้จักกันในนาม “ยุทธการโนนหมากมุ่น” การโจมตีครั้งนี้ทำให้มีผู้ลี้ภัยราว 400 คนเสียชีวิต ผู้ที่รอดชีวิตส่วนหนึ่งถูกย้ายไปยังค่ายอ่างศิลา และบางส่วนได้ย้ายไปสร้างที่พักพิงใหม่ในบริเวณใกล้เคียงปราสาทสด๊กก๊อกธม ซึ่งต่อมาคือ ค่ายหนองเสม็ด    

ศูนย์อพยพสำคัญ: ที่พักพิงแห่งความหวัง

ในบรรดาค่ายอพยพมากมายตามแนวชายแดน มีสามแห่งที่โดดเด่นและมีประวัติศาสตร์ยาวนาน ได้แก่ 1.ศูนย์อพยพหนองจาน (Nong Chan Refugee Camp) หรือแคมป์ 511  ตั้งอยู่ที่ ต.โคกสูง อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ระหว่างหลักเขตที่ 46 และ 47  เป็นค่ายแรกๆที่เปิดขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2519 ตอนแรกเป็นพื้นที่ที่กองกำลังเขมรเสรีใช้ต่อต้านเจ้าสีหนุ ต่อมาเป็นที่ซึ่งเขมรแดงใช้สะสมกำลังต่อต้านเวียดนาม โดยมีผู้อพยพราว 30,000 คน ใน พ.ศ.2523 จึงเปิดเป็นศูนย์ช่วยเหลือทางมนุษยธรรม ด้วยการสนับสนุนของสหประชาชาติ UNHCR , CARE , UNBRO โดยแจกจ่ายอาหารและเมล็ดพันธุ์ข้าวแก่ผู้อพยพ กว่า 340,000 ราย

ค่ายหนองจานนี้ถูกโจมตีและเผาทำลายโดยกลุ่มโจรและกองทัพเวียดนามหลายครั้งเพื่อกำจัดกองกำลังเขมรแดงที่แฝงตัวอยู่ ในที่สุดค่ายนี้ต้องปิดตัวทิ้งร้างลงหลังจากการถูกโจมตีครั้งใหญ่ เมื่อ 30 พฤศจิกายน พ.ศ.2527 ประชากรในค่าย 30,000 คนถูกอพยพไปยังพื้นที่อพยพที่ 3 (อ่างศิลา) ซึ่งเป็นเหมืองหินลูกรังที่อยู่ห่างออกไปประมาณสี่กิโลเมตรทางทิศตะวันตก ค่ายใหม่ถูกจัดตั้งขึ้นที่พื้นที่อพยพที่ 6 (เปรยจัน) ผู้ลี้ภัยจำนวนมากไปลงเอยที่ศูนย์ฯเขาอีด่าง และที่เหลือถูกย้ายไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในพื้นที่อพยพที่ 2 ในกลางปี พ.ศ. 2528

2.ศูนย์อพยพเขาอีด่าง (Khao-I-Dang) : ตั้งอยู่ที่ อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว ศูนย์แห่งนี้เปิดดำเนินการเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ.2522 เพื่อรองรับผู้ลี้ภัยจากสงครามกัมพูชา-เวียดนาม ด้วยพื้นที่ 2.3 ตารางกิโลเมตร ทำให้เป็นหนึ่งในศูนย์อพยพที่มีขนาดใหญ่และมีประชากรหนาแน่นที่สุด โดยเคยมีประชากรสูงถึง 160,000 คนในเดือนมีนาคม พ.ศ.2523 ผู้ลี้ภัยได้รับที่พัก อาหาร การศึกษา และการรักษาพยาบาลจากองค์กรระหว่างประเทศ เช่น UNICEF, ICRC, และ UNBRO โรงพยาบาลของ ICRC ที่นี่ยังเคยเป็นสถานที่ถ่ายทำฉากสุดท้ายของภาพยนตร์เรื่อง The Killing Fields ในปี พ.ศ.2526 เขาอีด่างปิดตัวลงอย่างเป็นทางการในวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2536 โดยเซอร์จิโอ วิเอรา เดอ เมลโล ผู้แทนพิเศษของ UNHCR ได้กล่าวถึงค่ายนี้ว่าเป็น สัญลักษณ์ที่ทรงพลังและน่าเศร้า ของการอพยพและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

3.ค่ายผู้อพยพ ที่ 2 (Site 2) ตั้งอยู่ที่พื้นที่ตำบลทัพไทย อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว ห่างจากชายแดนไทย กัมพูชา ราว 4 กม. เป็นค่ายผู้ลี้ภัยที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อตั้งโดยรัฐบาลไทยร่วมกับหน่วยบรรเทาทุกข์ชายแดนแห่งสหประชาชาติ (UNBRO) และหน่วยงานสหประชาชาติอื่นๆขึ้นในเดือนมกราคม พ.ศ.2528 ประกอบด้วยประชากรของค่ายผู้อพยพหนองเสม็ด (ฤทธิเสน), ค่ายผู้อพยพบางปู, ค่ายผู้อพยพหนองจาน, ค่ายผู้อพยพน้ำยืน จ.อุบลราชธานี (ค่ายที่ตั้งอยู่บนชายแดนไทย-กัมพูชาทางตะวันออก ใกล้กับลาว[6]) ค่ายซานโร (ค่ายซานโรชางอัน), ค่ายผู้อพยพโอบก จังหวัดบุรีรัมย์, ค่ายบานซังแก (ค่ายอัมพิล) และค่ายผู้อพยพพนมดงรัก  ซึ่งทั้งหมดถูกขับไล่จากการสู้รบระหว่างเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2527 ถึงเดือนมีนาคม พ.ศ.2528 ค่ายเหล่านี้สนับสนุนการต่อต้านที่ไม่ใช่คอมมิวนิสต์ซึ่งนำโดยแนวร่วมปลดปล่อยชาติเขมร (KPNLF) ของซอน ซาน  พื้นที่อพยพที่ 2 นั้นมีความตั้งใจที่จะให้เป็นค่ายผู้ลี้ภัยสำหรับพลเรือนและต้องการให้กองกำลังของแนวร่วมปลดปล่อยชาติเขมร (KPNLAF) ไปตั้งฐานที่มั่นอยู่ที่สถานที่อื่น[9]

4.ศูนย์อพยพหนองเสม็ด (Site 3): ตั้งอยู่ใกล้กับปราสาทสด๊กก๊อกธม จ.สระแก้ว ศูนย์แห่งนี้ถูกจัดตั้งขึ้นอย่างเร่งด่วนเพื่อเป็นที่พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้ลี้ภัยที่หนีจากการทำลายค่ายหนองจาน อย่างไรก็ตาม การใช้พื้นที่ใกล้โบราณสถานทำให้เกิดความเสียหาย ชาวกัมพูชาบางส่วนได้ขุดหลุมเพื่อรองน้ำฝนและใช้ศิลาแลงจากปราสาทเป็นก้อนเส้าสำหรับก่อไฟ แม้จะเป็นศูนย์ชั่วคราวแต่ก็ให้บริการขั้นพื้นฐานแก่ผู้ลี้ภัย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการจัดการศูนย์อพยพในพื้นที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์

นโยบาย “เปิดประตู” และบทเรียนจากอดีต

ศูนย์อพยพเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “เปิดประตู” ของรัฐบาลไทยในสมัยพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ในปี พ.ศ. 2522 ซึ่งอนุญาตให้ผู้ลี้ภัยข้ามพรมแดนได้อย่างปลอดภัย รัฐบาลไทยร่วมมือกับ UNHCR และองค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ เพื่อจัดหาที่พัก อาหาร และการรักษาพยาบาล แม้ประเทศไทยจะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายมหาศาล แต่ก็สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในหลักมนุษยธรรม

ในวันนี้ ศูนย์อพยพเหล่านี้ได้ปิดตัวลงแล้ว ผู้ลี้ภัยจำนวนมากได้เดินทางกลับกัมพูชา หรือไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในประเทศที่สาม แต่ยังคงมีชาวกัมพูชาที่ยังหลงเหลืออยู่ที่บ้านหนองจานจำนวนหนึ่ง  ซึ่งต่อมาได้สร้างปัญหาเรียกร้องว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของกัมพูชา ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญในการช่วยเหลือผู้เดือดร้อนของไทย

โดย  สุริยพงศ์

ภาพจาก เพจเฟสบุ๊ก ข่าวสารงานพระพุทธศาสนา

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ ความรู้สึกต่อต้านไทยในกัมพูชา

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ ความรู้สึกต่อต้านไทยในกัมพูชา

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ ความรู้สึกต่อต้านไทยในกัมพูชา

วันศุกร์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2568, 07.30 น.

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและประเทศกัมพูชามีความซับซ้อนและยาวนาน โดยเป็นทั้งเพื่อนบ้านที่มีประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และศาสนาพุทธร่วมกัน แต่ก็มีช่วงเวลาแห่งความตึงเครียดและความขัดแย้งที่ฝังรากลึกในความทรงจำของผู้คน การทำความเข้าใจความสัมพันธ์นี้ต้องมองย้อนกลับไปในอดีต ตั้งแต่ยุคจักรวรรดิขอมอันยิ่งใหญ่สู่การเป็นรัฐชาติสมัยใหม่     การที่คนกัมพูชาส่วนหนึ่งไม่ชอบคนไทย จนมีการต่อต้านการใช้สินค้าและบริการของไทยเป็นสิ่งที่น่าสนใจ ที่ควรวิเคราะห์สาเหตุ และ หาวิธีป้องกันแก้ไขโดยด่วน

ปัจจัยความขัดแย้ง: จากอดีตสู่ปัจจุบัน

ความรู้สึก “ไม่ชอบไทย” หรือความรู้สึกเชิงลบที่มีต่อประเทศไทยของชาวกัมพูชาบางส่วนมีรากฐานมาจากหลายปัจจัย:

1.ประวัติศาสตร์การรุกราน: การที่สยามเคยยกทัพไปโจมตีและเข้ายึดครองดินแดนกัมพูชาหลายครั้งในอดีต เช่นการที่ขุนหลวงพะงั่วยกทัพไปตีเมืองยโสธรปุระ เมื่อ พ.ศ. 1912  เจ้าสามพระยายกทัพไปตีเมืองนครธม เมื่อ พ.ศ. 1974 จนต้องย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่เมืองปาสาน   ปราสาทนครวัดนครธมถูกทิ้งร้างกว่า 500 ปี   สมเด็จพระนเรศวรยกทัพไปตีกรุงละแวกเมื่อ พ.ศ. 2130 ทำให้กรุงกัมพูชาตกเป็นเมืองขึ้นของสยามตลอดสมัยกรุงศรีอยุธยา จน ถึงสมัยรัชกาลที่ 3   แห่งกรุงรัตนโกสินทร์    และการยึดครองเมืองพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ  ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เหตุการณ์เหล่านี้ถูกนำมาเล่าขานในแบบเรียนประวัติศาสตร์ของกัมพูชาในลักษณะที่สร้างความรู้สึกเชิงลบต่อไทย

2.ปัญหาพรมแดน: ความขัดแย้งในยุคหลังคือกรณี เขาพระวิหาร ที่มีต้นกำเนิดมาจากสนธิสัญญา ฝรั่งเศส-สยาม พ.ศ. 2450 ซึ่งเป็นข้อพิพาทด้านอธิปไตยเหนือตัวปราสาทและพื้นที่โดยรอบ แม้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) จะมีคำตัดสินให้ตัวปราสาทเป็นของกัมพูชาตั้งแต่ปี 2505  และได้รับเลือกให้เป็นมรดกโลกใน พ.ศ. 2550  แต่ความไม่ชัดเจนของเขตแดนโดยรอบก็ยังคงเป็นประเด็นที่สร้างความตึงเครียดระหว่างสองประเทศอยู่เสมอ จนมีการปะทะกันด้วยกำลังทหารในพ.ศ. 2551 , 2554  และ 2568   นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทยที่อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งยังไม่สามารถตกลงกันได้

3.ปัญหาทางวัฒนธรรมและชาตินิยม: ในบางครั้งประเด็นทางวัฒนธรรมได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อปลุกระดมกระแสชาตินิยม เช่น การกล่าวอ้างสิทธิ์ว่ามวยไทยและโขนมีต้นกำเนิดมาจากกัมพูชา  คนกัมพูชาบางส่วนเชื่อว่า ไทยได้ “ขโมย” มรดกทางวัฒนธรรม เช่น ภาษา นาฏศิลป์ และสถาปัตยกรรมไปจากกัมพูชา ทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่คนไทยและนำไปสู่การตอบโต้ทางสื่อสังคมออนไลน์ที่รุนแรง

4.ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ: ประเทศไทยมีความได้เปรียบทางเศรษฐกิจมากกว่ากัมพูชาในหลายด้าน ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามพรมแดนจำนวนมาก แรงงานกัมพูชาจำนวนไม่น้อยที่เข้ามาทำงานในไทยอาจเผชิญกับการถูกเอารัดเอาเปรียบหรือไม่ได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ส่งผลต่อความรู้สึกที่มีต่อคนไทย   คนกัมพูชาบางส่วนมองว่าไทยเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์มากกว่าการช่วยเหลือ    ความรู้สึกว่าไทย “เอาเปรียบ” หรือ “ดูถูก” กัมพูชาในเชิงเศรษฐกิจ ทำให้เกิดความไม่พอใจในระดับประชาชน

5.ข่าวลือ   เหตุจลาจลเผาสถานทูตไทยใน พ.ศ. 2546: เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความรู้สึกต่อต้านที่รุนแรง โดยมีสาเหตุมาจากรายงานข่าวหนังสือพิมพ์ที่ผิดพลาดว่า น.ส.สุวนันท์ คงยิ่ง ดารานักแสดงชาวไทยกล่าวว่า  “ปราสาทนครวัดเป็นของไทย” (ซึ่งไม่เป็นความจริง )    นำไปสู่การประท้วงและการเผาสถานทูตไทยในกรุงพนมเปญ เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าความเข้าใจผิดเพียงเล็กน้อยสามารถจุดชนวนความขัดแย้งที่รุนแรงได้ หากมีรากฐานความไม่พอใจเดิมอยู่แล้ว

6.สื่อและการปลุกกระแสชาตินิยม   สื่อทั้งสองประเทศมีบทบาทสำคัญในการปลุกกระแสชาตินิยม โดยเฉพาะในช่วงที่มีความขัดแย้ง   สื่อกัมพูชามักนำเสนอภาพไทยในฐานะ “ผู้รุกราน” หรือ “ผู้แย่งชิงวัฒนธรรม”    ขณะที่สื่อไทยมักมองกัมพูชาในฐานะ “ประเทศที่อ่อนแอ” หรือ “พึ่งพาไทย” ซึ่งสร้างความรู้สึกดูถูกในสายตาคนกัมพูชา

7.การที่คนไทยเรียกคนและประเทศกัมพูชาว่า “เขมร” ซึ่งคนกัมพูชาส่วนหนึ่งไม่ชอบ   เห็นว่าเป็นคำดูถูกเรียกทาสหรือคนรับใช้   คล้ายกับที่คนจีนไม่ของให้ถูกเรียกว่า “เจ๊ก”  โดยต้องการให้เรียกว่า  คนขแมร์ หรือ คนกัมพูชา

8.การที่คนกัมพูชาบางคน เข้าใจว่า ไทยรุกรานแย่งชิงดินแดนกัมพูชาที่ ปราสาทตาเมือนธม  ปราสาทตาควาย  ช่องบก และบ้านหนองจาน

การฟื้นฟูความสัมพันธ์: มิตรภาพและความร่วมมือ

แม้จะมีบาดแผลในประวัติศาสตร์และความขัดแย้งที่เกิดขึ้น แต่รัฐบาลของทั้งสองประเทศก็พยายามอย่างต่อเนื่องที่จะฟื้นฟูและส่งเสริมความสัมพันธ์ในระดับทวิภาคี

1.ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ :  การค้าชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชามีมูลค่าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยไทยเป็นคู่ค้าที่สำคัญที่สุดของกัมพูชา การลงทุนของภาคเอกชนไทยในกัมพูชามีมากขึ้นในหลายภาคส่วน เช่น พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และการเกษตร

2.การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม :  มีการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนนักศึกษา ศิลปิน และนักวิชาการ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในระดับประชาชน นอกจากนี้ยังมีโครงการความร่วมมือในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมร่วมกัน เช่น การบูรณะโบราณสถาน

3.ความสัมพันธ์ทางการทูต :  เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งสองประเทศมีการเดินทางไปมาหาสู่กันอย่างสม่ำเสมอเพื่อหารือและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น การจัดตั้งคณะกรรมการร่วมด้านต่างๆ ทั้งด้านการค้า การท่องเที่ยว และความมั่นคงชายแดน แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะจัดการกับความขัดแย้งด้วยสันติวิธี

สรุป

ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องราวที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์อันยาวนาน ทั้งมิตรภาพและความขัดแย้งที่ฝังรากอยู่ในอดีต การทำความเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่าย การยอมรับในความแตกต่าง และการส่งเสริมความร่วมมือในทุกระดับคือหนทางเดียวที่จะทำให้สองประเทศเพื่อนบ้านแห่งนี้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืนในฐานะประชาคมอาเซียนที่เข้มแข็ง

โดย สุริยพงศ์

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย หนึ่งในต้นเหตุข้อพิพาทไทย-กัมพูชา

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย หนึ่งในต้นเหตุข้อพิพาทไทย-กัมพูชา

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย หนึ่งในต้นเหตุข้อพิพาทไทย-กัมพูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568, 07.00 น.

ปัญหาข้อพิพาทเขตแดนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชาในบริเวณอ่าวไทย มิได้เป็นเพียงเรื่องการกำหนดเส้นขอบเขตทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่มหาศาลจากแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอีกด้วย

ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา (OCA) ใกล้แหล่งเอราวัณของไทย  มีศักยภาพในการผลิตก๊าซธรรมชาติและน้ำมันจำนวนมาก มูลค่าสูงถึงกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 10 ล้านล้านบาท)

ประเทศไทยและกัมพูชาได้มีการเจรจาเรื่องเขตแดนทางทะเลมาตั้งแต่ปี 2513 แต่ไม่สามารถทำความตกลงกันได้ จนเป็นที่มาของต่างฝ่ายต่างลากเส้นเขตไหล่ทวีประหว่างปี 2515-2516 กันขึ้นมาเอง

บริเวณอ่าวไทยประกอบด้วยแหล่งพลังงานที่สำคัญหลายแห่ง รวมถึงเขตสัมปทานที่มีบริษัทพลังงานระหว่างประเทศเข้ามาดำเนินการ อาทิ ยูโนแคล (Unocal) เชฟรอน (Chevron) และโททาล (Total) ซึ่งการดำเนินงานของบริษัทเหล่านี้ได้กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการต่อรองทางการเมืองระหว่างสองประเทศ

ข้อพิพาทเขตแดนทางทะเลในอ่าวไทยมีรากฐานมาจากการที่ไทยและกัมพูชายังไม่สามารถตกลงกันได้เรื่องการกำหนดเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (Exclusive Economic Zone – EEZ) และไหล่ทวีปในบริเวณดังกล่าว

เมื่อมีการค้นพบแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในบริเวณที่เป็นพื้นที่พิพาท สถานการณ์ได้กลายเป็นซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากทั้งสองประเทศต่างต้องการสิทธิในการควบคุมและได้ผลประโยชน์จากทรัพยากรเหล่านี้

บทบาทของบริษัทพลังงานระหว่างประเทศ

ยูโนแคล (Unocal Corporation)

บริษัทยูโนแคลเป็นหนึ่งในบริษัทพลังงานแรกๆ ที่เข้ามาดำเนินการในอ่าวไทย โดยได้รับสัมปทานในการสำรวจและผลิตน้ำมันในบริเวณที่ต่อมากลายเป็นพื้นที่พิพาท การดำเนินงานของยูโนแคลได้สร้างแรงกดดันทางการทูตระหว่างไทยและกัมพูชา เนื่องจากกัมพูชาถือว่าการให้สัมปทานดังกล่าวเป็นการละเมิดอำนาจอธิปไตยของตน

เชฟรอน (Chevron Corporation)

เชฟรอนได้เข้ามาดำเนินการในภายหลัง โดยเฉพาะหลังจากที่ได้ซื้อกิจการของยูโนแคลในปี 2005 การดำเนินงานของเชฟรอนใน “บล็อก A” และ “บล็อก B” ได้กลายเป็นประเด็นการเมืองที่สำคัญ เนื่องจากกัมพูชาอ้างว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจศาลของตน

โททาล (Total S.A.)

บริษัทโททาลซึ่งเป็นบริษัทพลังงานของฝรั่งเศสได้รับสัมปทานจากรัฐบาลกัมพูชาในการสำรวจและผลิตน้ำมันในบริเวณที่ไทยถือว่าเป็นเขตทับซ้อน การเข้ามาของโททาลได้เพิ่มความซับซ้อนให้กับข้อพิพาท เนื่องจากทำให้เกิดการแข่งขันในการควบคุมทรัพยากรมากขึ้น

ปตท. (PTT Public Company Limited)

ในฐานะบริษัทพลังงานชาติของไทย ปตท.มีบทบาทสำคัญในการปกป้องผลประโยชน์ของไทยในอ่าวไทย บริษัทได้ดำเนินโครงการต่างๆ ในพื้นที่ที่ไทยถือว่าอยู่ในเขตอำนาจศาลของตน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไทย

Memorandum of Understanding (MOU) 44 เป็นความตกลงที่ลงนามระหว่างไทยและกัมพูชาในปี 2544 ภายใต้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหาทางออกร่วมกันในการจัดการข้อพิพาทเขตแดนทางทะเล

ข้อตกลงนี้กำหนดให้มีการสำรวจและพัฒนาทรัพยากรร่วมกันในพื้นที่ที่เป็นข้อพิพาท โดยผลประโยชน์จะถูกแบ่งปันระหว่างสองประเทศ อย่างไรก็ตาม MOU 44 ได้กลายเป็นประเด็นทางการเมืองภายในประเทศไทย เนื่องจากฝ่ายค้านโจมตีว่าเป็นการสูญเสียอำนาจอธิปไตยให้กับกัมพูชา

ข้อพิพาทนี้ได้ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาทรัพยากรในบริเวณอ่าวไทยอย่างมีนัยสำคัญ การไม่สามารถตกลงกันได้ทำให้การลงทุนในการสำรวจและพัฒนาแหล่งพลังงานเกิดความล่าช้า ซึ่งส่งผลต่อความมั่นคงทางพลังงานของทั้งสองประเทศ

การมีอยู่ของทรัพยากรเหล่านี้มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหากสามารถพัฒนาได้อย่างเต็มศักยภาพจะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานของทั้งสองประเทศ

ผลกระทบทางการเมือง

ปัญหานี้ได้กลายเป็นประเด็นที่มีผลต่อความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทยและกัมพูชาในระยะยาว การไม่สามารถหาทางออกที่ยอมรับได้ร่วมกันทำให้เกิดความตึงเครียดทางการทูตเป็นระยะๆ

ภายในประเทศไทย ประเด็นนี้ได้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ใช้ในการโจมตีรัฐบาลที่อยู่ในอำนาจ โดยเฉพาะในเรื่องการเจรจาและการทำข้อตกลงกับกัมพูชา

ข้อพิพาทเรื่องน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นประเด็นที่มีความซับซ้อนทั้งในมิติทางการเมือง เศรษฐกิจ และกฎหมาย การมีอยู่ของบริษัทพลังงานระหว่างประเทศ อาทิ ยูโนแคล เชฟรอน โททาล และปตท. ได้เพิ่มความซับซ้อนให้กับสถานการณ์

แม้ว่า MOU 44 จะเป็นความพยายามที่สำคัญในการแก้ไขปัญหา แต่การนำไปปฏิบัติยังคงเผชิญกับอุปสรรคทางการเมืองทั้งในไทยและกัมพูชา บทบาทของผู้นำทางการเมืองอย่างฮุนเซนและทักษิณ แสดงให้เห็นว่าการแก้ไขปัญหานี้ต้องอาศัยความตั้งใจทางการเมืองอย่างแท้จริง

โดย สุริยพงศ์

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ จุดยุทธศาสตร์ที่ทหารไทยยึดคืนมาจากเขมร 2568

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ จุดยุทธศาสตร์ที่ทหารไทยยึดคืนมาจากเขมร 2568

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ จุดยุทธศาสตร์ที่ทหารไทยยึดคืนมาจากเขมร 2568

วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 07.00 น.

ในช่วงเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2568 กองทัพไทยได้ปฏิบัติการทางทหารเพื่อปกป้องอธิปไตยและยึดคืนพื้นที่ยุทธศาสตร์ชายแดนบริเวณเทือกเขาพนมดงรัก ที่ถูกกัมพูชารุกล้ำ บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยสามารถควบคุมจุดยุทธศาสตร์ทั้งหมด 10 จุดได้สำเร็จ คือ ภูมะเขือ, ช่องอานม้า, ปราสาทตาเมือนธม ช่องบก, ปราสาทโดนตวล, สัตตะโสม, ช่องจอม, ช่องสายตะกู, พระวิหาร และพลาญยาว เหลือเพียงปราสาทตาควายที่ทหารไทยยังยึดไม่ได้ เพราะทหารเขมรวางกับระเบิดไว้ทั่วบริเวณ การปะทะครั้งนี้มีการใช้โดรน ปืนใหญ่ ทุ่นระเบิด และเครื่องบินทิ้งระเบิด ส่งผลให้เกิดการสูญเสียทั้งสองฝ่าย แต่กองทัพไทยสามารถพิชิตและตรึงกำลังในพื้นที่เหล่านี้ได้อย่างเด็ดขาด  

ประวัติความเป็นมาของข้อพิพาทชายแดน

ข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชามีรากฐานมาจากการกำหนดเขตแดนที่ไม่ชัดเจน โดยเฉพาะบริเวณเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีปราสาทหินโบราณและจุดยุทธศาสตร์สูงหลายแห่ง และบางพื้นที่ซึ่งเคยใช้แผ่นดินไทยเป็นค่ายอพยพคราวศึกเขมรแดง เช่น บ้านหนองจาน ความขัดแย้งเด่นชัดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2505 เมื่อศาลโลกตัดสินให้ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา แต่พื้นที่โดยรอบยังคงเป็นข้อถกเถียง นำไปสู่การปะทะหลายครั้ง เช่น ในปี พ.ศ.2551-2554 และล่าสุดในปี 2568 ซึ่งกัมพูชาได้รุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ โดยอ้างสิทธิ์ตามแผนที่เก่าแก่หนึ่งต่อสองแสนของฝรั่งเศส แต่ไทยยึดตามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 ที่กำหนดให้ทั้งสองฝ่ายต้องเจรจาเพื่อกำหนดเขตแดนอย่างชัดเจน การปะทะล่าสุดเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2568 เมื่อกัมพูชาโจมตีก่อนในหลายจุด ส่งผลให้ไทยตอบโต้ด้วยปฏิบัติการยึดคืน

รายละเอียดจุดยุทธศาสตร์ทั้ง 11 จุด

จุดยุทธศาสตร์ดังกล่าว ตั้งอยู่ในจังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ และอุบลราชธานี โดยมีความสำคัญทั้งทางยุทธศาสตร์ทหาร เช่น ที่สูงสำหรับเฝ้าระวัง เชิงสัญลักษณ์ เช่น ปราสาทโบราณที่สะท้อนถึงมรดกทางวัฒนธรรม และเส้นทางค้าขายสำคัญแต่ในอดีต กองทัพไทยสามารถยึดคืนได้หลังจากการสู้รบที่ดุเดือด โดยใช้รถถัง ปืนใหญ่ และหน่วยรบพิเศษ

1.ภูมะเขือ (Phu Ma Khuea) :  เป็นเนินเขาหินสูง อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร จ.ศรีสะเกษ  ห่างจากปราสาทเขาพระวิหาร 2.8 กม แม้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) จะมีคำพิพากษาเมื่อปี พ.ศ.2505 ให้ปราสาทพระวิหารตกเป็นของกัมพูชา แต่ก็ไม่ได้ระบุชัดเจนเกี่ยวกับ “พื้นที่โดยรอบ” รวมถึงภูมะเขือ ทำให้พื้นที่บริเวณนี้กลายเป็นเขตพิพาทที่ทั้งไทยและกัมพูชาต่างอ้างสิทธิว่าเป็นของตน แต่ยังไม่สามารถปักปันเขตแดนอย่างชัดเจนได้จนถึงปัจจุบัน ภูมะเขือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการเฝ้าระวังการเคลื่อนไหวของศัตรู กัมพูชาเคยยึดไว้ใช้เป็นฐานที่มั่น สร้างบันไดและกระเช้าสำหรับส่งยุทโธปกรณ์และเสบียงอาหารตั้งแต่ พ.ศ.2551 แล้วทหารไทยยึดกลับได้เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2568 ทำให้ทหารกัมพูชาเสียชีวิตที่ภูมะเขือ 10 คน ทหารไทยได้ปักธงชาติไทย พร้อมยึดอาวุธและทำลายสิ่งปลูกสร้าง เช่น บันไดเหล็ก กระเช้าส่งของ และเสาสัญญาณโทรศัพท์  

2.ช่องอานม้า (Chong An Ma) : อยู่ที่ ม.6 ต.โซง อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ในอุทยานแห่งชาติพระวิหาร เป็นช่องทางผ่านเข้าออกบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เป็นเส้นทางการค้าตั้งแต่ยุคขอมโบราณ บริเวณช่องเขาพนมดงรักที่เชื่อมต่อระหว่างสองประเทศลักษณะคล้ายอานม้า ต่อมาเป็นเส้นทางชักลากไม้ซุงเขมรมาไทยจากฝั่ง จ.จอมกระสาน และ จ.พระวิหาร ประเทศกัมพูชา

ห้วงสงครามกลางเมืองภายในกัมพูชา ชาวกัมพูชาหลบหนีภัยการสู้รบเข้ามาบริเวณชายแดน ไทยได้เอื้อเฟื้อพื้นที่จัดตั้งศูนย์อพยพตามหลักมนุษยธรรมโดยมีหน่วยงานของสหประชาชาติอำนวยการ หลังการสู้รบได้ส่งคืนผู้อพยพกลับประเทศแต่มีส่วนหนึ่งปักหลักตั้งถิ่นฐานอยู่ไม่ยอมกลับ ปี 2542 จ.อุบลราชธานี และ จ.พระวิหาร เห็นชอบเปิดช่องอานม้าเป็นจุดผ่อนปรนเพื่อการค้า กำหนดให้ตลาดฝั่งกัมพูชาอยู่บริเวณชุมชนเดิมนี้ ในขณะที่ตลาดฝั่งไทยลึกเข้ามาจากแนวเขตแดนประมาณ 300 เมตร คนกัมพูชาขึ้นมาจับจองพื้นที่ขยายชุมชนจากประมาณ 30 หลัง เป็นกว่า 100 หลังในปัจจุบัน ปี 2554 ในขณะมีข้อขัดแย้งพื้นที่เขาพระวิหาร กัมพูชาสร้างอนุสาวรีย์ตาอม ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทในการปกป้องดินแดนกัมพูชาเมื่อหลายร้อยปีที่ผ่านมา ฝ่ายทหารได้พยายามเจรจาและประท้วงผ่านกระทรวงการต่างประเทศรวม 65 ครั้งว่าเป็นการละเมิตข้อตกลง MOU43 แต่ฝ่ายกัมพูชาเพิกเฉย ต่อมาในเดือนกรกฎาคม 2568 อนุสาวรีย์ตาอมถูกทำลายโดยปืนใหญ่

3.ปราสาทตาเมือนธม (Prasat Ta Muen Thom) : อยู่บริเวณช่องเขาตาเมือน เทอกเขาพนมดงรัก ที่บ้านหนองคันนาสามัคคี ต.ตาเมียง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ เป็นปราสาทหินขอมโบราณ 3 แห่ง อายุราว 1,000 ปี สมัยพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 และพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ปราสาทตาเมือนธม (สร้างด้วยหินทรายใช้ทำพิธีกรรม) ปราสาทตาเมือน (บายหรีม สร้างด้วยศิลาแลง ใช้เป็นที่พักคนเดินทาง) และปราสาทตาเมือนโต๊ด (สร้างด้วยศิลาแลง ใช้เป็นอโรคยาศาล สถานพยาบาล) กัมพูชาอ้างสิทธิ์แต่ไทยยืนยันว่าเป็นพื้นที่ข้อพิพาท การสู้รบที่นี่รุนแรงในช่วง 5 วันก่อนหยุดยิง เมื่อ 28 ก.ค. 2568 โดยไทยยึดได้ทั้งตัวปราสาทและพื้นที่โดยรอบ

4.ปราสาทตาควาย (Prasat Ta Khuai) เป็นปราสาทหินทราย ศาสนาฮินดู อยู่ทางตะวันออกของปราสาทตาเมือนธม ห่างกันราว 12 กม ภาษาเขมรเรียก ปราสาทตากรอเบย ប្រាសាទតាក្របី สร้างสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 และพระเจ้าชัยวรมันที่ 7  อายุราว 1,000 ปี อยู่บริเวณช่องตาควาย บ้านไทยนิยมพัฒนา ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ กัมพูชาอ้างสิทธิ์ว่าปราสาทนี้ตั้งอยู่ในเขตหมู่บ้านแฌร์สลับ (Chher Slap) คุ้มโคกขปัวส์ (Kouk Khpos) สรุกบันเตียอ็อมปึล (Banteay Ampil) จ.อุดรมีชัย มีการปะทะใน เดือนกรกฎาคม 2568 โดยกัมพูชาใช้ทุ่นระเบิด PMN-2 วางป้องกัน (ละเมิดอนุสัญญาออตตาวา) แต่ไทยสามารถควบคุมเนิน 350 ที่สูงข่มและพื้นที่รอบปราสาทได้ โดยไม่เข้าไปในตัวปราสาทเนื่องจากความเสี่ยงจากระเบิดและการยิงจรวด BM-21 ของกัมพูชา กัมพูชาอ้างว่ายึดปราสาทตาควายได้ ทหารไทยเสียชีวิต 3 คน คือ สิบเอก นพดล บุญเลิศ, สิบเอก กฤษฎา น้อยโคตร, สิบเอก จิรายุ สิงห์อ้น สังกัดกองร้อยลาดตระเวนระยะไกล ที่ 6 กองพลทหารราบที่ 6 

5.ช่องบก (Chong Bok) : เป็นช่องเขาตั้งอยู่ในพื้นที่ “สามเหลี่ยมมรกต” (Emerald Triangle) ที่เป็นรอยต่อ 3 ประเทศคือไทย ที่ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ลาวที่เมืองมูลประมุข แขวงจำปาศักดิ์ และกัมพูชา ที่เมืองจอมกระสานต์ จ.พระวิหาร มีประวัติการสู้รบเมื่อ พ.ศ.2528-2530 ระหว่างทหารไทยกับกองกำลังเวียดนามที่เข้ามาปราบเขมรแดงในกัมพูชา โดยใช้ปืนใหญ่ต่อสู้กัน โดยทหารไทยเสียชีวิต 109 คน บาดเจ็บ 664 คน ต่อมาในเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2568 กัมพูชาเข้ามาขุดคูยาว 650 เมตร ที่ช่องบก ซึ่งฝ่ายไทยได้ประท้วงว่าเป็นการละเมิดข้อตกลง MOU43 จึงเกิดการปะทะ 10 นาที ทหารไทยยึดคืนหลังการปะทะวันที่ 28 พฤษภาคม ซึ่งทำให้ทหารกัมพูชาเสียชีวิต 1 นาย และทหารไทยถูกทุ่นระเบิดบาดเจ็บ 3 นายเมื่อ 16 กรกฎาคม 2568

6.ปราสาทโดนตวล (Prasat Don Tuan) : เป็นปราสาทขอมขนาดเล็กก่อด้วยอิฐและศิลาแลง อายุราว 1,000 ปี ตั้งอยู่ริมหน้าผาสูง บนเทือกเขาพนมดงรัก ในอุทยานแห่งชาติพระวิหาร ที่บ้านภูมิซรอล ต.บึงมะลู อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ใกล้ผามออีแดง เป็นปราสาทหินอีกแห่งที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ 24 ก.ค.68ทหารกัมพูชาได้ใช้จรวดยิงเข้าบริเวณปราสาท ทำให้ทหารไทยบาดเจ็บหลายนาย การยึดคืนที่นี่ช่วยให้ไทยควบคุมเส้นทางเชื่อมต่อกับจุดอื่นๆ โดยกัมพูชาโจมตีก่อนแต่ไทยตอบโต้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  

7.เขาสัตตะโสม (Satta Som) : อยู่บริเวณภูเขาสูงข่มที่เป็นรอยต่อ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ กับ อ.จอมกระสาน จ.สุรินทร์ ใกล้ช่องตาเฒ่า ปราสาทโดนตวลและผามออีแดง เป็นจุดยุทธศาสตร์ใกล้ชายแดนที่มีความสำคัญในการป้องกันการแทรกซึม เคยมีการปะทะกันช่วง พ.ศ.2550-2560 ทำให้ทหารไทยบาดเจ็บ 20 นาย มีการสร้างอนุสรณ์สถานพิทักษ์ไทยที่สัตตะโสม เมื่อ 25 ก.ค.68 ไทยยึดคืนได้หลังจากการสู้รบที่กัมพูชาใช้รถถัง ปืนใหญ่  จรวด ยิงถล่ม ทำให้ จ.ส.อ. ธวัชชัย บุสภา (จ่าโต๋) ผุ้ตรวจการณ์หน้า ลว.ป6 พัน 106  เสียชีวิต 

8.ช่องจอม (Chong Jom) : อยู่ที่บ้านด่าน ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ตรงข้ามกับบ้านโอร์เสม็ด อ.สำโรง จ.อุดรมีชัย ซึ่งมีถนนต่อไปยังเมืองเสียมราฐ (นครวัด นครธม) ใกล้ปราสาทตาเมือนและปราสาทตาควาย เป็นช่องเขาที่ใช้เป็นเส้นทางลำเลียงวัวควายและสินค้าผิดกฎหมายจากกัมพูชา ปัจจุบันเป็นจุดผ่านแดนถาวร มีบ่อนคาสิโนใกล้พรมแดน การควบคุมที่นี่ช่วยตัดกำลังเสริมของกัมพูชา โดยไทยตั้งฐานมั่นถาวรหลังยึดคืน

9.ช่องสายตะกู (Chong Sai Ta Ku) เป็นจุดผ่อนปรนทางการค้าตั้งอยู่ในตำบลจันทบเพชร อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ต่อกับช่องจุ๊บโกกี องบันเตียอัมปิล จ.อุดรมีชัย ซึ่งมีเส้นทางต่อไปยังจังหวัดเสียมเรียบ (นครวัด นครธม) ระยะทางถนนลาดยาง 193 กม. มีความสำคัญทางยุทธวิธีสำหรับการเฝ้าระวัง การปะทะที่นี่ส่วนหนึ่งเกิดจากโดรนบุกรุกแต่ไทยยึดคืนได้สำเร็จ

10.บริเวณรอบเขาพระวิหาร (Preah Vihear) : ปราสาทหินเขาพระวิหารเป็นจุดศูนย์กลางของข้อพิพาท ซึ่งศาลโลกตัดสินให้กัมพูชา แต่พื้นที่โดยรอบยังไม่มีการตัดสินชัดเจน ไทยยึดคืนพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อป้องกันการรุกล้ำเพิ่มเติม โดยเน้นการตั้งกำลังตรึง ปราสาทเขาพระวิหารบางส่วนได้รับความเสียหายจากการสู้รบ 

11.พลาญยาว (Plai Yao) : อยู่ด้านตะวันตกของเขาพระวิหารติดภูมะเขือ ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เป็นพื้นที่สูงที่เชื่อมต่อกับจุดอื่นๆ มีความสำคัญในการควบคุมทัศนวิสัย กัมพูชาโจมตีก่อนแต่ไทยตอบโต้และยึดคืนได้เมื่อ 29 ก.ค. 68

สรุปและผลกระทบ

การยึดคืนจุดยุทธศาสตร์ทั้ง 10 จุดนี้ถือเป็นชัยชนะทางทหารของไทย โดยกองทัพสามารถพิชิตพื้นที่สูงข่มและตัดเส้นทางลำเลียงของกัมพูชาได้ ส่งผลให้เกิดการหยุดยิงชั่วคราว แต่ยังคงมีความตึงเครียดจากโฆษณาชวนเชื่อทางไซเบอร์ของกัมพูชาและการละเมิดอนุสัญญาระหว่างประเทศ   . เหตุการณ์นี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทหารไทยในการปกป้องแผ่นดิน แต่ยังเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศกลับสู่โต๊ะเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาเขตแดนอย่างสันติ โดยมีประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากการอพยพและความเสียหายทางเศรษฐกิจ

โดย  สุริยพงศ์

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ช่องอานม้า และช่องคานม้า – เส้นทางโบราณไทยเขมร

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ช่องอานม้า และช่องคานม้า - เส้นทางโบราณไทยเขมร

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ช่องอานม้า และช่องคานม้า – เส้นทางโบราณไทยเขมร

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ท่ามกลางเหตุการณ์ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา ในเดือนกรกฎาคม 2568 ชื่อ “ช่องอานม้า” และ “ช่องคานม้า” ได้กลายเป็นจุดสนใจของสาธารณชนอย่างกว้างขวาง หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าเป็นสถานที่เดียวกัน แต่ความจริงแล้ว ทั้งสองแห่งนี้เป็นเส้นทางโบราณอยู่ใกล้กัน บริเวณอุทยานแห่งชาติพระวิหาร เคยเป็นเส้นทางการค้าที่สำคัญ บนทิวเขาพนมดงรัก และกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงของชาติ

ช่องอานม้า  (Chong An Ma)

ช่องอานม้า หรือ อานเซ ในภาษากัมพูชา  เป็นชื่อของช่องทางผ่านเข้าออกบริเวณแนวชายแดน ไทย-กัมพูชา บนเทือกเขาพนมดงรัก เป็นหนึ่งในจุดผ่อนปรนในการค้าขาย อยู่ที่หมู่ 6 ต.โซง อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ครอบคลุมพื้นที่ช่องบก ห่างจากตัวอำเภอน้ำยืนประมาณ 3 กิโลเมตร ที่เรียกว่า “อานม้า” หรือ Saddle ชื่อเรียกนี้น่าจะมาจากชื่อเรียกลักษณะภูมิประเทศ ซึ่งคล้ายกับ อานม้า หรือนาฬิกาทราย ที่สันเขาหรือเนินเขาที่เชื่อมต่อยอดเขาสองยอดเข้าด้วยกัน 

ถ้าดูในแผนที่ภูมิประเทศ L7018. ลักษณะเด่นคือเส้นชั้นความสูงจะเว้าเข้าไปเป็นรูปคล้ายอานม้าหรือนาฬิกาทรายนั้นเอง ช่องอานม้า เป็นจุดผ่านแดนชั่วคราวที่ตามปกติเปิดเฉพาะ วันอังคารและวันพฤหัสบดี เวลา 08:00-15:00 น. โดยฝ่ายกัมพูชาได้ลุกล้ำเข้าครอบครองพื้นที่มาหลายปี โดยส่งคนมาสร้างบ้านเรือน ตลาด และสร้างอนุสาวรีย์ ตาอม ไว้ ถึงแม้ทางฝ่ายไทยจะยื่นประท้วงมาแล้วหลายครั้ง ต่อมากองทัพไทยได้ส่งกำลังเข้ายึดพื้นที่ เมื่อ 4 สิงหาคม 2568 โดยทหารไทยได้ไปวางลวดหนามที่บริเวณช่องอานม้า  และ เมื่อ 5 สค 2568 ทหารกัมพูชาได้เข้ามารื้อลวดหนาม แต่ทหารไทยได้กลับเข้าไปวางลวดหนามใหม่   พร้อมกับใช้รถแทรกเตอร์ทำลายสิ่งก่อสร้าง ตลาด เก็บกู้ทุ่นระเบิด และห้ามคนกัมพูชาเข้ามาอยู่อีกต่อไป

ช่องคานม้า (Chong Kan Ma)

ช่องคานม้า ตั้งอยู่ใน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ใกล้เขาพระวิหารวัดแก้วคีรีสวาระ ซำแต พะลานยาว และภูผี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีเหตุการณ์ปะทะในช่วงที่ผ่านมา ช่องคานม้าเป็นเส้นทางที่ชาวบ้านระหว่าง 2 ประเทศไทย-กัมพูชา ใช้ขนของผ่าน อาทิ ใบยาสูบ และอาหาร โดยใช้ม้าเป็นพาหนะ และวางคานไม้ไว้บนตัวม้าสำหรับบรรทุกสิ่งของ จึงเรียกว่า ช่องคานม้า ช่องคานม้าเป็นทางขึ้นภูมะเขือ ซึ่งเป็นจุดสูงชันที่สามารถควบคุมเส้นทางเคลื่อนกำลังพล โดยทหารกัมพูชาเคยยึดไว้และสร้างกระเช้าและบันไดสำหรับลำเลียงส่งของขึ้นไปยังภูมะเขือ ต่อมาเมื่อ 28 ก.ค. 68 ทหารไทยได้ยึดภูมะเขือได้ และใช้โดรนติดระเบิด ทำลายฐานที่มั่นและกระเช้าดังกล่าวเสีย

เส้นทางเหล่านี้เป็นช่องทางการค้าขายที่สำคัญมาตั้งแต่สมัยโบราณ ชาวบ้านทั้งสองฝั่งแดนใช้เป็นเส้นทางสำหรับการแลกเปลี่ยนสินค้า โดยเฉพาะสินค้าเกษตร ผลไม้ป่า และของใช้ต่างๆ การขนส่งโดยใช้ม้าเป็นพาหนะหลักทำให้เกิดชื่อเรียกที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนในยุคนั้น

สภาพภูมิประเทศและความสำคัญทางยุทธศาสตร์

พื้นที่ช่องอานม้าตั้งอยู่ในเขตป่าเขาและที่ราบสูง มีลักษณะเป็นช่องทางธรรมชาติที่เหมาะสำหรับการสัญจร ภูมิประเทศที่เป็นเนินเขาและป่าไผ่ทำให้เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการควบคุมเส้นทางชายแดน สามารถควบคุมและเฝ้าระวังการเคลื่อนไหวชายแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพ