บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ปราสาทตาควาย สมรภูมิเลือด 2568

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ปราสาทตาควาย สมรภูมิเลือด 2568

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ปราสาทตาควาย สมรภูมิเลือด 2568

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.00 น.

จุดพิพาทชายแดนที่เปลี่ยนจากโบราณสถานสู่สนามรบ

กลางเดือน กรกฎาคม 2568 “ปราสาทตาควาย” ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์แห่งอารยธรรมขอมโบราณ กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการสู้รบอย่างดุเดือดด้วยปืนใหญ่ จรวด และเครื่องบิน ระหว่างกองทัพไทยกับกัมพูชา   

ประวัติปราสาทตาควาย: มรดกแห่งอารยธรรมขอมโบราณ

ปราสาทตาควาย หรือในภาษาเขมรเรียกว่า ปราสาทตากรอเบย (บฺราสาทตากฺรบี) ตั้งอยู่บนสันเขาห่างจากหน้าผาสูงของเทือกเขาพนมดงรัก ราว 10 เมตร เป็นปราสาทหินศิลาแลง ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของปราสาทตาเมือนธมที่อยู่ห่างไปประมาณ 12 กิโลเมตร บริเวณช่องตาควาย   ซึ่งฝ่ายไทยอ้างว่าอยู่ในเขตบ้านไทยนิยมพัฒนา หมู่ 17 ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ส่วนกัมพูชาอ้างสิทธิ์ว่า ปราสาทตาควาย นี้ตั้งอยู่ในเขตหมู่บ้านแฌร์สลับ (Chher Slap) คุ้มโคกขปัวส์ (Kouk Khpos) สรุกบันเตียอ็อมปึล (Banteay Ampil) จ.อุดรมีชัย ใกล้เมืองสำโรงของกัมพูชา เคยเกิดการสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชา ใกล้ปราสาทตาควาย ใน พ.ศ.2551 ถึง 2554 และในปี พ.ศ.2568 ทำให้พื้นที่บางส่วนของปราสาทเสียหาย โดยเป็นการทำลายจากอาวุธของทางฝ่ายกัมพูชา

ปราสาทตาควาย สร้างราวพุทธศตวรรษที่ 16 ในช่วงปลายสมัยนครวัด-ต้นยุคบายน ระหว่างรัชกาลพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ถึง พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (ประมาณ 900–1,000 ปีมาแล้ว) ปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นศาสนสถานสำคัญของศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย และเป็นจุดพักผ่อนสำหรับผู้แสวงบุญที่เดินทางระหว่างเมืองต่างๆ ในอาณาจักรขอม

ตัวปราสาทมีลักษณะจัตุรมุข ก่อสร้างด้วยหินทรายและศิลาแลง ตกแต่งด้วยลวดลายอันประณีต สะท้อนถึงความเจริญรุ่งเรืองของศิลปกรรมขอมในยุคทองของอาณาจักรนครธม

จุดเริ่มต้นของข้อพิพาท

ปราสาทตาควายกลายเป็นจุดพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชามานานหลายทศวรรษ เนื่องจากตั้งอยู่ในพื้นที่ชายแดนที่มีความคลุมเครือทางอธิปไตย โดยฝ่ายไทยอ้างว่า ปราสาทตาความย ตั้งอยู่ในเขต อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ของไทย แต่กัมพูชาได้อ้างสิทธิ์ในพื้นที่ปราสาทตาควายนี้เป็นส่วนหนึ่งของดินแดนของตน

ความตึงเครียดเพิ่มขึ้นเมื่อทั้งสองฝ่ายมีการส่งกองกำลังทหารเข้าประจำการบริเวณปราสาท โดยอ้างเหตุผลในการอนุรักษ์และคุ้มครองโบราณสถาน แต่ในความเป็นจริงแล้วเป็นการแสดงอำนาจอธิปไตยเหนือพื้นที่

สมรภูมิเลือดกรกฎาคม 2568

คืนวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ปราสาทตาควายกลายเป็น “สนามรบ” เดือดอีกครั้ง เมื่อกองกำลังไทยโดยกองพันทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ (ร.31 รอ.) จากลพบุรี สนับสนุนโดยเครื่องบินเอฟ 16 และกริพเพนทำการทิ้งระเบิด โดยมีการปะทะเดือดช่วง 30 นาที ก่อนขีดเส้นตายหยุดยิงเมื่อช่วงเที่ยงคืน ของวันที่ 29 ก.ค.2568 การสู้รบครั้งนี้มีทหารไทยเสียชีวิต 4 นาย และบาดเจ็บอีกหลายราย ถือเป็นการเสียสละเพื่ออธิปไตยที่ควรจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ชาติไทย

กลยุทธ์ของกัมพูชา ไทยยึดคืนปราสาทตาควายไม่สำเร็จ

ตัวปราสาท เป็นที่หลบ F-16 ได้อย่างดี เนื่องจากกองทัพอากาศไทยไม่มีแผนที่จะถล่มตัวปราสาทโดยตรง ส่งผลให้การที่ทหารไทยจะบุกยึดปราสาทเป็นไปอย่างยากลำบาก ต้องแลกมาด้วยการปะทะอย่างดุเดือด

แม้ทหารไทยจะสามารถยึดปราสาทตาเมือนธมกลับคืนมาได้ (หลังจากการถอนกำลังชั่วคราวเพื่อให้ F-16 ทิ้งระเบิดหลังแนวทหารเขมร) แต่ก็ยังไม่สามารถยึดคืนได้ 100% เนื่องจากทหารกัมพูชายังวางกำลังโดยรอบพร้อมโจมตีได้ตลอดเวลา

ที่ปราสาทตาควายทหารไทยยังไม่สามารถตีคืนปราสาทได้ ณ เวลาที่มีการหยุดยิง โดยเฉพาะในช่วง 1-2 ชั่วโมงสุดท้ายก่อนเส้นตายเที่ยงคืน ทหารทั้งสองฝ่ายระดมกำลังเข้าห้ำหั่นกันอย่างเต็มที่ ด้วยธรรมเนียมทางทหารที่ว่า “ใครยึดได้ตรงไหน ก็เป็นเจ้าของตรงนั้น” ก่อนการหยุดยิง

โดย สุริยพงศ์

ขอบคุณภาพจาก http://www.tourismthailand.org

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ มันสำปะหลังกัมพูชา ผลกระทบจาการปิดชายแดน

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ มันสำปะหลังกัมพูชา ผลกระทบจาการปิดชายแดน

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ มันสำปะหลังกัมพูชา ผลกระทบจาการปิดชายแดน

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มันสำปะหลัง (Cassava) เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของกัมพูชา และเป็นแหล่งรายได้หลักของเกษตรกรจำนวนมาก การปิดชายแดนและมาตรการควบคุมการนำเข้าของไทยที่เกิดขึ้น ได้ส่งผลกระ ทบอย่างรุนแรงต่อการเพาะปลูกมันสำปะหลังของกัมพูชา

จากความตึงเครียดของสถานการณ์ชายแดน เมื่อรัฐบาลกัมพูชาออกคำสั่งห้ามนำเข้าผักผลไม้จากไทย ส่งผลให้เกษตรกรฝั่งไทยได้รับความเดือดร้อนเพียงไม่กี่วัน กระทรวงพาณิชย์ไทยก็ตอบโต้เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2568 โดยสั่งให้กรมการค้าต่างประเทศควบคุมการนำเข้ามันสำปะหลังจากกัมพูชาอย่างเข้มงวด เพื่อปกป้องเกษตรกรไทย รักษาเสถียรภาพราคาในประเทศ ควบคุมคุณภาพ ป้องกันการสวมสิทธิ และสกัดการแพร่ระบาดของโรคใบด่าง  และต่อมาก็มีการสั่งปิดพรมแดนไทย กัมพูชาตลอดแนว ห้ามรถบรรทุกและคนผ่านเข้าออก

1. แหล่งผลิตและราคา

แหล่งผลิตมันสำปะหลังที่สำคัญของกัมพูชาส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดติดชายแดนไทย อาทิ พระตะบอง, บันเตียเมียนเจย, อุดรมีชัย, เสียมราฐ, และโพธิสัตว์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีสภาพดินและภูมิอากาศเหมาะสมกับการเพาะปลูกมันสำปะหลัง ในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก ราคาจะผันผวนขึ้นอยู่กับอุปสงค์และอุปทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปริมาณการรับซื้อจากโรงงานแปรรูปในประเทศไทย ซึ่งเป็นตลาดหลักในการส่งออกมันสำปะหลังดิบของกัมพูชา

2. ผู้ผลิตและพื้นที่เพาะปลูก

มีเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในกัมพูชาหลายแสนคน โดยเฉพาะในจังหวัดที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งหลายครอบครัวมีรายได้หลักจากการเพาะปลูกพืชชนิดนี้ ขนาดของพื้นที่เพาะปลูกแตกต่างกันไปตั้งแต่รายย่อยไม่กี่ไร่ไปจนถึงเกษตรกรขนาดใหญ่หลายร้อยไร่

3. การนำไปใช้และสถานที่แปรรูป

มันสำปะหลังของกัมพูชาส่วนใหญ่จะถูกนำไปแปรรูปเป็น มันเส้น และ มันอัดเม็ด เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ แป้งมันสำปะหลัง และเอทานอล โรงงานแปรรูปส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดที่ติดชายแดนกัมพูชา เช่น สระแก้ว, บุรีรัมย์, และสุรินทร์ นอกจากนี้ยังมีโรงงานแปรรูปในประเทศเวียดนามและบางส่วนในกัมพูชาเอง แต่ยังไม่เพียงพอต่อปริมาณผลผลิตทั้งหมด

4. เส้นทางการส่งออก

มันสำปะหลังกัมพูชาถูกส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านหลักๆ คือ ไทย เวียดนาม และจีน โดย  กว่าร้อยละ 90 ของผลผลิตถูกส่งมายังประเทศไทย รวมมูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาทต่อปี   ช่องทางการส่งออกที่สำคัญที่สุดคือผ่าน ด่านพรมแดนทางบก กับประเทศไทย ด่านที่สำคัญได้แก่ ด่านปอยเปต-คลองลึก (สระแก้ว), ด่านโอเสม็ด-ช่องจอม (สุรินทร์), และด่านพนมเปญ-บ้านแหลม (จันทบุรี) การส่งออกไปยังเวียดนามจะผ่านด่านทางบกในภาคตะวันออกของกัมพูชา ส่วนการส่งออกไปจีนมักจะผ่านเวียดนามหรือขนส่งทางเรือผ่านท่าเรือสีหนุวิลล์

5. ความเดือดร้อนจากการปิดด่านและการควบคุมการนำเข้า

เมื่อประเทศไทยประกาศปิดด่านพรมแดน หรือใช้มาตรการควบคุมการนำเข้ามันสำปะหลังอย่างเข้มงวด เช่น การจำกัดโควตา หรือกำหนดเงื่อนไขที่ซับซ้อน จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและเป็นวงกว้างต่อเกษตรกรกัมพูชา:

•             ราคาตกต่ำ: เมื่อไม่สามารถส่งออกไปยังตลาดหลักในไทยได้ ปริมาณมันสำปะหลังที่ล้นตลาดภายในประเทศจะทำให้ราคาตกต่ำอย่างมาก บางครั้งถึงขั้นไม่คุ้มทุนในการเก็บเกี่ยว

•             ผลผลิตเน่าเสีย: มันสำปะหลังเป็นพืชที่เน่าเสียได้ง่ายหากเก็บไว้นาน เกษตรกรต้องเร่งระบายผลผลิต ทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

•             ภาระหนี้สิน: เกษตรกรที่กู้ยืมเงินมาลงทุนในการเพาะปลูกต้องเผชิญกับภาระหนี้สินที่ไม่สามารถชำระคืนได้

•             การว่างงาน: อุตสาหกรรมต่อเนื่องที่เกี่ยวข้อง เช่น แรงงานขนส่ง และพ่อค้าคนกลาง ได้รับผลกระทบจากการหยุดชะงักของการค้า

6. แนวทางแก้ปัญหาของรัฐบาลกัมพูชา

รัฐบาลกัมพูชาตระหนักถึงปัญหานี้และพยายามหาแนวทางแก้ไขมาโดยตลอด ซึ่งรวมถึง:

•             เจรจากับไทย: มีการเจรจากับทางการไทยเพื่อขอให้เปิดพรมแดน

•             ส่งเสริมการแปรรูปในประเทศ: รัฐบาลส่งเสริมการลงทุนในการสร้างโรงงานแปรรูปมันสำปะหลังในกัมพูชา เพื่อลดการพึ่งพาตลาดต่างประเทศและเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิต

•             หาตลาดใหม่: พยายามขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ เช่น จีน เวียดนาม และประเทศในกลุ่มอาเซียน เพื่อกระจายความเสี่ยง

•             พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน: ปรับปรุงเส้นทางการคมนาคมและระบบโลจิสติกส์เพื่อลดต้นทุนการขนส่งและเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งออก

•             สนับสนุนเกษตรกร :  ให้คำแนะนำด้านเทคนิคการเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว และการแปรรูปเบื้องต้น เพื่อเพิ่มคุณภาพของผลผลิตและลดการเน่าเสีย

โดย สุริยพงศ์

บทความพิเศษ ‘เขารู้เขมร’ : ‘โดรน’ อาวุธสงครามสมัยใหม่

บทความพิเศษ ‘เขารู้เขมร’ : ‘โดรน’ อาวุธสงครามสมัยใหม่

บทความพิเศษ ‘เขารู้เขมร’ : ‘โดรน’ อาวุธสงครามสมัยใหม่

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โดรน (Drone) หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า “อากาศยานไร้คนขับ” (Unmanned Aerial Vehicle – UAV) เป็นหนึ่งในอาวุธที่สำคัญที่สุดในสงครามยุคใหม่ ที่กลายเป็นหนึ่งในอาวุธที่ทรงพลังและสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสมรภูมิอย่างมากมายที่สามารถควบคุมได้จากระยะไกลหรือบินได้โดยอัตโนมัติตามโปรแกรมที่ตั้งไว้   จากที่เคยเป็นเพียงเครื่องมือถ่ายภาพทางอากาศ และอุปกรณ์การเกษตร  ปัจจุบันโดรนได้กลายเป็นอาวุธที่รัฐและกลุ่มต่าง ๆ หันมาใช้อย่างแพร่หลายทั้งในภารกิจรักษาความปลอดภัย   ลาดตระเวน สอดแนม และโจมตีเป้าหมาย การพัฒนาโดรนเริ่มต้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อกองทัพสหรัฐอเมริกาพยายามสร้างเครื่องบินไร้คนขับสำหรับการข่าวกรอง แต่ความก้าวหน้าอย่างแท้จริงเกิดขึ้นในช่วงสงครามเวียดนาม และพัฒนาต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

1. โดรนทางการทหาร: มากกว่าแค่การสอดแนม

โดรนที่ใช้ในกองทัพนั้นมีหลากหลายชนิดและถูกออกแบบมาเพื่อภารกิจที่แตกต่างกันไป

•             โดรนสอดแนมและลาดตระเวน (ISR Drone): มีขนาดเล็ก บินได้นาน และติดตั้งกล้องความละเอียดสูงเพื่อเก็บข้อมูลข่าวกรอง

•             โดรนโจมตี (UCAV: Unmanned Combat Aerial Vehicle): เป็นโดรนติดอาวุธ สามารถยิงขีปนาวุธหรือระเบิดได้ เช่น โดรนรุ่น Predator และ Reaper ที่โด่งดังของสหรัฐฯ

•             โดรนลูกผสม (Hybrid Drone): สามารถสลับโหมดจากสอดแนมเป็นโจมตีได้เมื่อจำเป็น

•             โดรนกามิกาเซ่ (Kamikaze Drone) หรือโดรนพลีชีพ: โดรนขนาดเล็กที่บรรทุกระเบิดและพุ่งเข้าชนเป้าหมายโดยตรง

2.วิธีป้องกันโดรนโจมตี

การป้องกันโดรนแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก: Hard Kill และ Soft Kill

2.1 Hard Kill (การทำลายโดรนให้ตกลงจากฟ้า โดยใช้กำลังอาวุธ)

2.1.1 ระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบดั้งเดิม

•             ปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน: เช่น Phalanx CIWS, C-RAM

•             ขีปนาวุธต่อสู้อากาศยาน: เช่น Stinger, Iron Dome

2.1.2 อาวุธเลเซอร์(Laser System)  โดยยิงแสงเลเซอรความเข้มสูงเพื่อเผาไหม้ทำลายโครงสร้างของโดรน

•             ระบบเลเซอร์พลังงานสูง: เช่น LAWS (Laser Weapons System) ของกองทัพเรือสหรัฐ

•             ข้อดี: ความเร็วแสง, ต้นทุนการยิงต่ำ, ไม่มีกระสุน

•             ข้อเสีย: ผลกระทบจากสภาพอากาศ, การใช้พลังงานสูง

2.1.3 ปืนยิงโดรน Drone Gun

•             Anti-DroneGun: ปืนรบกวนสัญญาณ โดยยิงกระสุนหรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เพื่อตัดการสื่อสารระหว่างผู้ควบคุม กับเครื่องโดรนของฝ่ายตรงข้าม

2.1.4 ตาข่ายป้องกันโดรน Anti drone net

•             ยิงตาข่ายดักโดรน เพื่อดักจับโดรนกลางอากาศให้ตกลง  คล้ายการทอดแหจับปลาจับนก

•             กางกำแพงตาข่ายSkywall : ติดตั้งรอบพื้นที่สำคัญ

2.2 Soft Kill (การทำลายโดยไม่ใช้กำลัง)

2.2.1 ระบบรบกวนสัญญาณ (Electronic Warfare)

•             การรบกวนสัญญาณควบคุมJamming System  : โดยส่งสัญญาณวิทยุหรือคลื่นความถี่สูงไปรบกวนการสื่อสาร  ตัดการเชื่อมต่อระหว่างโดรนกับผู้ควบคุม

•             สัญญาณหลอกล่อ (Spoofing): ส่งสัญญาณเทียมให้โดรนเข้าใจผิดและบินออกนอกเส้นทาง

•             การรบกวน GPS: ทำให้โดรนข้าศึกหลงทาง

•             การโจมตีทางไซเบอร (Cyber Attach) : การแทรกเข้ารบกวนหรือ ยึดการควบคุมโดรนของศัตรู  สั่งการให้บินกลับฐาน หรือโจมตีผิดเป้าหมาย

•             อุปกรณ์: DroneShield, AUDS (Anti-UAV Defence System)

2.2.2 การใช้สัตว์ปราบโดรน  กองทัพบางประเทศ เช่น เนเธอร์แลนด์ มีการฝึก นกอินทรี และ นกเหยี่ยว ให้จับโดรน ซึ่งเป็นวิธีที่น่าสนใจและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม                   

นกอินทรีย์และนกเหยี่ยว

•             Golden Eagle: กองทัพฝรั่งเศสฝึกนกอินทรีย์ทองให้โฉบจับโดรนกลางอากาศ

•             Wedge-tailed Eagle: ออสเตรเลียใช้นกอินทรีย์หางลิ่มป้องกันสนามบิน

•             ข้อดี: เงียบ, มีประสิทธิภาพสูง, เป็นธรรมชาติ

•             ข้อเสีย: ระยะจำกัด, ต้องการการฝึก, อาจได้รับบาดเจ็บ

นกพิราบ

•             ข้อดี: ขนาดเล็ก, คล่องตัว, ค่าใช้จ่ายต่ำ

•             การใช้งาน: เฝ้าระวังและรายงานโดรน

2.2.3 การใช้โดรนปราบโดรน  (Drone vs. Drone): การใช้โดรนอีกลำยิงปืนลูกซอง หรือพุ่งเข้าชนหรือยิงตาข่ายใส่โดรนของศัตรู

2.2.4  หนังสติ๊กและตะไล

•             หนังสติ๊ก และ หน้าไม้ยิงปลา  : ใช้ยิงโดรนบินต่ำระยะใกล้

•             ตะไล: ใช้จุดเพื่อรบกวนการบินของโดรนเมื่อเข้ามาใกล้

2. ดอกไม้ไฟและบั้งไฟ

•             ดอกไม้ไฟ: สร้างแสงจ้า รบกวนเซนเซอร์โดรน

•             บั้งไฟ: ปล่อยในปริมาณมาก สร้างสิ่งกีดขวาง

3. โคมลอย  บอลลูน  และลูกโป่ง

•             โคมลอย: ใช้กีดขวางโดรน  โดยเทคโนโลยีพื้นบ้าน

•             บอลลูนป้องกัน: ใช้ลากตาข่ายให้ไปพันใบพัดโดรน  ขัดขวางการบินของโดรน

•             ลูกโป่งสวรรค์   ใช้ปล่อยรบกวนเส้นทางการบินของโดรนโจมตีในระยะต่ำ โดยอาจใช้ลูกโป่งพวงลากตาข่าย แบบแพรคลุมป้ายขึ้นไปรบกวนโดรนที่เข้ามาโจมตี

บอลลูนลากตาข่ายของยูเครน  ป้องกันโดรนรัสเซีย

2.2.4 ระบบป้องกันแบบบูรณาการ   C-UAS (Counter-Unmanned Aircraft Systems) 

•             Iron Dome: อิสราเอล   Pantsir-S1: รัสเซีย  NASAMS: นอร์เวย์  Patriot: สหรัฐอเมริกา

2.2.5 ระบบป้องกันที่รวมหลายเทคโนโลยี:

1.            การตรวจจับ: เรดาร์, อินฟราเรด, เสียง

2.            การติดตาม: ระบบคอมพิวเตอร์วิเคราะห์เส้นทาง

3.            การระบุ: แยกแยะโดรนศัตรูจากเป้าหมายอื่น

4.            การต่อกร: เลือกวิธีการทำลายที่เหมาะสม

3.อนาคตของการป้องกันโดรน

เทคโนโลยีใหม่

•             ปัญญาประดิษฐ์: ระบบตรวจจับและต่อกรอัตโนมัติ

•             โดรนต่อสู้โดรน: ใช้โดรนป้องกันโดรนศัตรู

•             คลื่นไมโครเวฟ: ทำลายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

•             อาวุธพลาสม่า: เทคโนโลยีอนาคต

ความท้าทาย

•             โดรนฝูง (Swarm): การโจมตีแบบหมู่

•             โดรน AI: ตัดสินใจด้วยตนเอง

•             ค่าใช้จ่าย: ต้นทุนการป้องกันสูงกว่าโดรนโจมตี

บทสรุป

โดรนได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการสงครามสมัยใหม่อย่างสิ้นเชิง ทั้งในฐานะอาวุธโจมตีและเครื่องมือข่าวกรอง การพัฒนาระบบป้องกันโดรนจึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยต้องใช้เทคโนโลยีหลากหลายร่วมกัน ตั้งแต่อาวุธแบบดั้งเดิม ระบบรบกวนอิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงการใช้สัตว์และวัตถุบิน

ในอนาคต การแข่งขันระหว่างเทคโนโลยีโดรนและระบบป้องกันจะยังคงดำเนินต่อไป ประเทศต่างๆ จำเป็นต้องพัฒนาความสามารถทั้งด้านการโจมตีและการป้องกัน เพื่อรักษาความมั่นคงทางชาติในยุคของสงครามโดรน

โดย สุริยพงศ์ 

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ อุตสาหกรรมเสื้อผ้า รองเท้า และกระเป๋าของกัมพูชา

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ อุตสาหกรรมเสื้อผ้า รองเท้า และกระเป๋าของกัมพูชา

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ อุตสาหกรรมเสื้อผ้า รองเท้า และกระเป๋าของกัมพูชา

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อุตสาหกรรมเสื้อผ้า รองเท้า และกระเป๋า (Garment, Footwear, and Travel Goods – GFT) เป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจกัมพูชา โดยมีบทบาทอย่างมากในการสร้างงานให้ชาวกัมพูชากว่า 8 แสนคน แต่ในช่วงกลางปี พ.ศ. 2568 อุตสาหกรรมดังกล่าวประสบปัญหาอย่างรุนแรงจากการปิดพรมแดนของไทย และการขึ้นภาษีนำเข้าจากประธานาธิบดีทรัมป์ ของสหรัฐเมริกา

1.ที่ตั้งโรงงานและการดำเนินงาน โรงงานอุตสาหกรรมเสื้อผ้า รองเท้า และกกระเป๋า (GFT) ส่วนใหญ่ตั้งกระจุกตัวอยู่รอบกรุงพนมเปญ และในจังหวัดใกล้เคียง เช่น สีหนุวิล กันดาล บาเวต ปอยเปต โรงงานเหล่านี้ส่วนใหญ่ดำเนินงานโดยนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากจีน ไต้หวัน ฮ่องกง และเกาหลีใต้ โดยมีการผลิตสินค้าหลากหลายประเภท ตั้งแต่เสื้อผ้าสำเร็จรูปสำหรับบุรุษ สตรี และเด็ก ชุดชั้นใน  รองเท้ากีฬาและรองเท้าแฟชั่น ไปจนถึงกระเป๋าเดินทาง กระเป๋าถือ และกระเป๋าเป้ 

2.จำนวนคนงาน ในปี 2567 อุตสาหกรรม GFT เป็นผู้จ้างงานรายใหญ่ที่สุดในภาคอุตสาหกรรมของกัมพูชา โดยมีจำนวนคนงานโดยประมาณอยู่ที่กว่า 800,000 คน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานหญิงจากพื้นที่ชนบท โดยมีรายได้เฉลี่ย ราว 7,000 บาทต่อเดือน   แม้ว่าจะมีรายงานเกี่ยวกับการปิดโรงงานบางแห่งและการเลิกจ้างแรงงานในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากปัจจัยทางเศรษฐกิจโลกและปัญหาภายในประเทศ แต่โดยรวมแล้ว ภาคส่วนนี้ยังคงเป็นแหล่งรายได้หลักของครัวเรือนจำนวนมากในกัมพูชา แรงงานส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงที่ย้ายถิ่นฐานมาจากชนบทเพื่อหางานทำในเมือง

3.ตลาดส่งออกหลัก สินค้า GFT จากกัมพูชาถูกส่งออกไปยังตลาดหลักทั่วโลก โดยมีสัดส่วนใหญ่ที่สุดคือ สหภาพยุโรป (EU) เยอรมนีและสหราชอาณาจักรเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญที่สุดมาอย่างยาวนาน โดยกัมพูชาได้รับสิทธิพิเศษทางการค้าภายใต้โครงการ “ทุกสิ่งยกเว้นอาวุธ” (Everything But Arms – EBA) แม้ว่าส่วนหนึ่งของสิทธิ EBA จะถูกระงับไปในปี 2563 แต่ EU ยังคงเป็นปลายทางสำคัญสำหรับสินค้า GFT ของกัมพูชา

โดยสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดส่งออกขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่กัมพูชาได้รับสิทธิประโยชน์ภายใต้ General System of Preferences (GSP) สำหรับสินค้ากลุ่มกระเป๋าเดินทางในปี 2560 ขณะที่ แคนาดา สหราชอาณาจักร และญี่ปุ่น เป็นตลาดที่มีความสำคัญรองลงมา แต่ก็ยังคงมีบทบาทในการรองรับสินค้าส่งออกของกัมพูชา

4.ผลกระทบจากภาษีของอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ นโยบายการค้าของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในพ.ศ. 2568 โดยเฉพาะการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน (“สงครามการค้า”) ได้ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่ออุตสาหกรรม GFT ของกัมพูชา ในช่วงแรก มีการคาดการณ์ว่ากัมพูชาอาจได้รับประโยชน์จากการที่บริษัทต่างชาติย้ายฐานการผลิตออกจากจีนเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี อย่างไรก็ตาม ผลกระทบโดยรวมมีความซับซ้อน โดยโอกาสบางส่วนของคำสั่งซื้อที่เคยอยู่ในจีนอาจย้ายมาที่กัมพูชา ซึ่งช่วยกระตุ้นการลงทุนและการจ้างงานในระยะสั้น และความท้าทาย เพราะสงครามการค้าทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง ส่งผลให้ความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคลดลงทั่วโลก ซึ่งกระทบต่อคำสั่งซื้อจากตลาดหลักของกัมพูชา นอกจากนี้ ความตึงเครียดทางการค้ายังสร้างความไม่แน่นอนให้กับห่วงโซ่อุปทานและการลงทุนในภูมิภาค

5.ผลกระทบจากการที่ไทยปิดพรมแดน (กรกฎาคม 2568) การที่ประเทศไทยปิดพรมแดน ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง ในเดือนกรกฎาคม 2568 ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่ออุตสาหกรรมเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ของกัมพูชาในหลายมิติ อาทิ การขนส่งและโลจิสติกส์ การปิดพรมแดนขัดขวางการขนส่งวัตถุดิบที่จำเป็นสำหรับการผลิต (เช่น ผ้า ด้าย กระดุม ซิป) ซึ่งส่วนใหญ่มาจากประเทศไทยและจีนผ่านทางประเทศไทย รวมถึงการขนส่งสินค้าสำเร็จรูปเพื่อส่งออกไปยังท่าเรือในไทย (เช่น ท่าเรือแหลมฉบัง) หรือผ่านแดนไปยังประเทศอื่น ๆ นำไปสู่ความล่าช้า ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และทำให้คำสั่งซื้อล่าช้าหรือถูกยกเลิก , การเคลื่อนย้ายแรงงาน การปิดพรมแดนกระทบต่อการเคลื่อนย้ายแรงงาน ส่งผลกระทบต่อแรงงานข้ามแดนที่ทำงานในประเทศไทยและส่งเงินกลับมายังครอบครัวในกัมพูชา , ความเชื่อมั่นของนักลงทุน สถานการณ์ดังกล่าวจะลดทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในการลงทุนในกัมพูชา เนื่องจากความเสี่ยงด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนใหม่ๆในระยะยาว

สรุป อุตสาหกรรมเสื้อผ้า รองเท้า และกระเป๋าของกัมพูชา เป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจ ต้องเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยภายนอกหลายประการ ทั้งนโยบายการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป และการปิดพรมแดนของประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยในเดือนกรกฎาคม 2568

โดย สุริยพงศ์

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ ยุทธการน้ำใจไมตรี วิธีสร้างสัมพันธ์กับชาวกัมพูชา แนวทางสำหรับทหารตำรวจลูกเสือชายแดน

บทความพิเศษ : 'รู้เขา รู้เขมร' ยุทธการน้ำใจไมตรี วิธีสร้างสัมพันธ์กับชาวกัมพูชา แนวทางสำหรับทหารตำรวจลูกเสือชายแดน

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ ยุทธการน้ำใจไมตรี วิธีสร้างสัมพันธ์กับชาวกัมพูชา แนวทางสำหรับทหารตำรวจลูกเสือชายแดน

วันศุกร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“อันอำนาจใดใดในโลกนี้ จะเทียมเท่าไมตรีหามีไม่

สร้างหมู่มิตรพิชิตรักสลักใจ ชนทั่วไปสรรเสริญเจริญดี”

ในฐานะของทหาร ตำรวจ และลูกเสือ ที่อยู่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา นั้น    การสร้างความสัมพันธ์อันดีกับชาวกัมพูชาในพื้นที่เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะไม่เพียงแต่ช่วยให้การปฏิบัติภารกิจเป็นไปอย่างราบรื่นเท่านั้น  แต่ยังส่งเสริมความเข้าใจอันดีและมิตรภาพระหว่างประเทศ อีกด้วย บทความนี้จะเจาะลึกถึงวัฒนธรรม ประเพณี และความเชื่อเฉพาะถิ่นของชาวกัมพูชาตามแนวชายแดน เพื่อเป็นแนวทางให้ทหารตำรวจและลูกเสือไทยสามารถสร้างปฏิสัมพันธ์และมิตรภาพที่ดีได้อย่างยั่งยืน

1. เข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่น: หัวใจของการสร้างความสัมพันธ์ การเรียนรู้วัฒนธรรมพื้นฐานของชาวกัมพูชาเป็นก้าวแรกที่สำคัญ วัฒนธรรมเขมรมีความหลากหลายและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนที่อาจมีการผสมผสานกับวัฒนธรรมไทยบางส่วน

• ภาษา: การเรียนรู้คำทักทายง่ายๆ เช่น “ซัวสะเดย” (สวัสดี) หริอ“ออกุน” (ขอบคุณ) สามารถสร้างความประทับใจได้เป็นอย่างดี ชาวกัมพูชาจะรู้สึกชื่นชมในความพยายาม    เหมือนคนไทยได้ยินฝรั่งหรือญี่ปุ่นกล่าวคำทักทายง่า “สวัสดีครับ” และ “ขอบคุณค่ะ”

• ไม่กล่าวถึงสิ่งที่ชาวกัมพูชาไม่ชอบ  หรืออับอาย  หลีกเลี่ยงประเด็นอ่อนไหวทางประวัติศาสตร์ เช่น สยามเคยยึดครองกัมพูชา   กษัตริยกัมพูชาเคยหนีมาพึ่งสยาม  กัมพูชาเคยเป็นเมืองขึ้นฝรั่งเศส  กองทัพไทยเคยยึดพระตะบอง  นครวัดเคยเป็นของไทย  ไม่เป็นมืออาชีพ ฯลฯ

• ความอ่อนน้อมถ่อมตน: การแสดงออกถึงความอ่อนน้อมถ่อมตน การเคารพผู้สูงอายุ และการใช้คำพูดที่สุภาพเป็นสิ่งที่ชาวกัมพูชาให้ความสำคัญอย่างมาก

• รอยยิ้ม: รอยยิ้มเป็นภาษาสากลที่เข้าใจได้ทุกชนชาติ การยิ้มแย้มแจ่มใสและเป็นมิตรจะช่วยลดกำแพงและสร้างบรรยากาศที่เป็นกันเอง

• มารยาทในการทักทาย: การไหว้แบบเขมรที่เรียกว่า “ซำเปียะ” เป็นการแสดงความเคารพที่สำคัญ โดยเฉพาะเมื่อทักทายผู้สูงอายุหรือผู้ที่ควรแก่การเคารพ

2. เจาะลึกประเพณีและความเชื่อเฉพาะถิ่น ชาวกัมพูชาส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาทเช่นเดียวกับคนไทย แต่ก็มีประเพณีและความเชื่อบางอย่างที่อาจแตกต่างกันไปตามพื้นที่

• ความเชื่อเรื่องผีสางเทวดา: ชาวกัมพูชายังคงมีความเชื่อเรื่องผีสางเทวดา วิญญาณบรรพบุรุษ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สิงสถิตตามสถานที่ต่างๆ การแสดงความเคารพต่อความเชื่อเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญ ไม่ควรลบหลู่หรือดูถูก

• เทศกาลและงานบุญ: การทำความเข้าใจเกี่ยวกับเทศกาลสำคัญต่างๆ เช่น สงกรานต์ (ปีใหม่เขมร), วันวิสาขบูชา, วันเข้าพรรษา, ออกพรรษา จะช่วยให้คุณสามารถเข้าร่วมกิจกรรมหรือแสดงความยินดีได้อย่างเหมาะสม การเข้าร่วมงานบุญหรือเทศกาลท้องถิ่นหากมีโอกาส  โดยมีสิ่งของไปช่วยงาน   จะช่วยสร้างความผูกพันกับชุมชนได้เป็นอย่างดี

• บทบาทของพระสงฆ์: พระสงฆ์มีบทบาทสำคัญในสังคมกัมพูชา การแสดงความเคารพต่อพระสงฆ์เป็นสิ่งที่พึงกระทำ ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวคำทักทายด้วยความนอบน้อม หรือการระมัดระวังในการปฏิบัติตนต่อหน้าพระสงฆ์

• ความสำคัญของครอบครัว: ครอบครัวเป็นสถาบันหลักในสังคมกัมพูชา การให้เกียรติและเคารพต่อผู้หลักผู้ใหญ่ในครอบครัวของชาวบ้านเป็นสิ่งสำคัญ

3. แนวทางในการปฏิสัมพันธ์และสร้างความสัมพันธ์ที่ดี

• ให้ความช่วยเหลือตามสมควร: หากชาวบ้านต้องการความช่วยเหลือและอยู่ในวิสัยที่สามารถช่วยเหลือได้ เช่น การแบ่งปันอาหารและเครื่องใช้    ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ฝนแล้ง ไฟป่า  การสอบถามเส้นทาง การให้ข้อมูล หรือการอำนวยความสะดวกเล็กๆ น้อยๆ โดยควรให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มใจ

• หลีกเลี่ยงการกระทำที่สุ่มเสี่ยง: หลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจถูกตีความว่าเป็นการล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคล หรือการกระทำที่ขัดต่อขนบธรรมเนียมประเพณี เช่น การเข้าไปในเคหสถานโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการสัมผัสร่างกายโดยไม่เหมาะสม

• เคารพในกฎหมายและอธิปไตย: การปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กรอบของกฎหมายและเคารพในอธิปไตยของประเทศกัมพูชาเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

• เปิดใจเรียนรู้และแลกเปลี่ยน: แสดงความสนใจในการเรียนรู้วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวกัมพูชา การแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเรื่องราวต่างๆ สามารถสร้างความเข้าใจและมิตรภาพที่แน่นแฟ้น

• สร้างความไว้วางใจ: ความไว้วางใจเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ การเป็นคนซื่อสัตย์ จริงใจ และรักษาสัญญา จะช่วยให้ชาวบ้านเกิดความเชื่อมั่นในตัวคุณ บทสรุป การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชาวกัมพูชาตามแนวชายแดน ไม่ใช่เพียงแค่การปฏิบัติหน้าที่ แต่คือการสร้างมิตรภาพและความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนสองประเทศ การเข้าใจในวัฒนธรรม ประเพณี และความเชื่อเฉพาะถิ่น การแสดงออกถึงความเคารพ และการมีน้ำใจ จะเป็นกุญแจสำคัญในการชนะใจชาวกัมพูชาและสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับความสัมพันธ์อันยั่งยืนในอนาคต

การเสริมสร้างความร่วมมือระดับเยาวชน  พระสงฆ์  และกิจกรรมร่วมมือข้ามแดนอาจช่วยเสริมความสัมพันธ์ให้ดีขึ้น  เช่นการประกวดเขียนภาพน้ำใจไมตรีไทย-กัมพูชา    จัดการชุมนุมลูกเสือสองแผ่นดิน    สวดมนต์สองแผ่นดิน ฯลฯ

4.วิธีสร้างไมตรีแบบพระพุทธเจ้า   พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่อง สังคหวัตถุ 4   ซึ่งเป็น หลักธรรมที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวใจคนและประสานหมู่ชนให้ตั้งอยู่ในความสามัคคี     สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคคลและในสังคม ช่วยให้เกิดความรัก ความสามัคคี และความปรารถนาดีต่อกัน  ประกอบด้วย ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา  และสมานัตตตา

ทาน คือการให้ การเสียสละ การแบ่งปันเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น ช่วยปลูกฝังให้เป็นคนที่ไม่เห็นแก่ตัว ……   ปิยวาจา คือการพูดจาด้วยถ้อยคำไพเราะอ่อนหวาน จริงใจ ไม่พูดหยาบคายก้าวร้าว พูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์ เหมาะกับกาลเทศะ…….อัตถจริยา คือการประพฤติประโยชน์แก่ผู้อื่น ช่วยเหลือผู้อื่นในกิจการงานต่างๆ …….. และ สมานัตตตา คือการวางตนเหมาะสมกับบุคคลและสถานการณ์ ไม่ถือตัว วางตนเสมอต้นเสมอปลายกับทุกคน.

ลองวิธีง่ายๆ    ส่งเครื่องดื่มสักขวด หรือบะหมี่สักซองให้คนที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับคุณ     คุณอาจเปลี่ยนศัตรูให้เป็นมิตร   ชนะใจฝ่ายตรงข้ามโดยไม่ต้องเสียกระสุนสักนัดหรือเบือดสักหยดเดียว

ปรารถนาสารพัดในปฐพี  เอาไมตรีแลกได้ดังใจจง”…สุนทรภู่

โดย สุริยพงศ์

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ สายสัมพันธ์พันปีไทยกับเขมร : เพื่อนบ้านที่ไม่อาจแยกจากกัน

บทความพิเศษ : 'รู้เขา รู้เขมร' สายสัมพันธ์พันปีไทยกับเขมร :  เพื่อนบ้านที่ไม่อาจแยกจากกัน

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ สายสัมพันธ์พันปีไทยกับเขมร : เพื่อนบ้านที่ไม่อาจแยกจากกัน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับคนเขมร หยั่งรากลึกมานานกว่าพันปีตั้งแต่ยังไม่มีการตั้งประเทศ  ในฐานะเพื่อนบ้านที่มีชายคาแนบชิดติดกัน  ถึงเวลาแล้วที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องร่วมกันค้นหาวิธีการอยู่ร่วมกันอย่างสันติและสร้างสรรค์ แทนที่จะหาเรื่องแก่งแย่งชิงดี เหมือนเด็กทะเลาะกันหรือหมากัดกัน เพราะชัยชนะที่ได้มานั้นอาจต้องแลกด้วยมิตรภาพพันปี  ซึ่งมีค่ามากมายกว่าเงินทองหรือก้อนหินโบราณบนผืนดินเพียงไม่กี่ตารางกิโลเมตร

กองเกวียนขนเกลือ: ทูตพันปีจากทุ่งกุลาร้องไห้ถึงโตนเลสาบ

กว่าสามพันปีที่แล้ว ก่อนการแบ่งเขตแดนแบบสมัยใหม่เป็นประเทศไทยและกัมพูชา กองเกวียนจากทุ่งกุลาร้องไห้  และบ้านธารปราสาท ได้เดินทางผ่านทางเกวียนอย่างช้าๆ ไปยังหมู่บ้านริมทะเลสาบของเขมร เพื่อแลกเปลี่ยนเกลือสินเธาว์และเครื่องใช้เหล็ก กับปลาร้าและผ้าไหม สายสัมพันธ์การค้าแบบเรียบง่ายของชาวบ้านในยุคนั้นเต็มไปด้วยน้ำใจไมตรี

ราชมรรคา: เส้นทางแห่งอารยธรรม

ถนนดินและสะพานหินระยะทางราว 254 กิโลเมตร จากพิมายสู่นครวัด คือสายใยเศรษฐกิจและศรัทธาที่เคยหล่อเลี้ยงสองแผ่นดิน ราชมรรคาไม่ใช่เป็นแค่ถนนโบราณของกองเกวียน     แต่เป็นเครือข่ายที่เชื่อมประสานวัฒนธรรม เทคโนโลยี ศาสนา และจิตใจของผู้คนสองแผ่นดินเข้าไว้ด้วยกัน คล้ายกับอินเทอร์เน็ตและสายการบินในปัจจุบัน

ปราสาทหิน:  สมบัติของคนที่ตายไปแล้ว

ปราสาทพิมายในประเทศไทย ปราสาทนครวัดในกัมพูชา และปราสาทหินอโรคยาศาลต่างๆ ในสุวรรณภูมิ ล้วนเป็นมรดกของมนุษยชาติ ที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของแท้จริง เพราะผู้สร้าง คือกษัตริย์ราชวงศ์มหิธรปุระ เช่น พระเจ้าสุริยวรมันและชัยวรมัน ได้ล่วงลับสูญสิ้นล่มสลายตายไปหมดสิ้นแล้ว เมื่อราวพ.ศ. 1833 ด้วยการปฏิวัติยึดอำนาจของพวกทาสและชาวนาเขมร ที่นำโดยพระเจ้าแตงหวาน ต้นราชวงศ์ตรอซ็อกผแอม ซึ่งใช้หอกพุ่งสังหารพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แล้วตั้งตนเป็นกษัตริย์ราชวงศ์ใหม่ โดยยุติการสร้างปราสาทหินอย่างเด็ดขาด

นอกจากนี้ คนในอดีตอย่างชาวสยามโบราณและขอมโบราณ  เช่น ขอมสบาดโขลญลำพง  ที่สุโขทัย พิมาย ลพบุรี   หรือ พวกเขมรป่าดง ที่ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ พระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ เกาะกง ละแวก และพระนคร ก็ได้แยกออกเป็นคนไทยและคนเขมรไปหมดสิ้น เช่นตระกูลชิดชอบ หรือ ตระกูล เตียบัน

ดังนั้น จึงไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของปราสาทหินอันแท้จริง เพราะผู้ที่อ้างสิทธิ์เป็นเจ้าของปราสาทหินโบราณเหล่านี้ ก็ เปรียบได้กับ คนล้างส้วม หรือหมาเฝ้าบ้าน  หรือปู่โสมเฝ้าทรัพย์  ของคนที่ตายไปแล้วเท่านั้น   ถ้าจะเอาสมบัติคนตายไปขายหรือให้เช่า ก็จะมีความผิดฐานลักทรัพย์

พระพุทธศาสนา: เสาหลักแห่งศรัทธาร่วม:

พุทธศาสนาในไทยและกัมพูชายึดหลัก พรหมวิหาร 4 (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) และ อริยสัจ 4 (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) เช่นเดียวกัน วัดหลายแห่งตามแนวชายแดนเคยเป็นที่รองรับพักพิงผู้ลี้ภัย เป็นสถานที่แลกเปลี่ยนพระภิกษุ และเป็นเวทีสวดมนต์ข้ามพรมแดน ในวันนี้ ศรัทธาเหล่านี้ยังคงพร้อมที่จะเป็น “ทูตธรรมะ” แห่งสันติภาพ

ราชวงศ์จักรี–ราชวงศ์ตระซ็อกประแอม: ความผูกพันในราชสำนัก

เมื่อการเมืองเขมรปั่นป่วนวิกฤติในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ กษัตริย์เขมรหลายพระองค์ เช่น สมเด็จพระนารายณ์รามาธิบดีศรีสุริโยพรรณ (นักองค์เอง) และสมเด็จพระหริรักษ์รามมหาอิศราธิบดีฯ (นักองค์ด้วง) ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของพระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหมุนี ได้เสด็จฯ ลี้ภัยมายังกรุงเทพฯ และทรงได้รับการอุปถัมภ์ดูแลอย่างดีจากกษัตริย์ราชวงศ์จักรี สมัยรัชกาลที่ 1 และ 3 ก่อนจะกลับไปขึ้นครองราชย์ที่กรุงกัมพูชา ความสัมพันธ์นี้สะท้อนว่ากรุงเทพฯ ไม่ได้เป็นแค่เมืองหลวง แต่ยังเคยเป็น “วังหลังที่สอง” ของราชวงศ์เขมร นี่คือพลังแห่งมิตรภาพที่ถักทอเป็นสายเลือดทางประวัติศาสตร์

แรงงานเขมรในประเทศไทย: ทำงานที่คนไทยไม่ชอบทำ 

มีคนกัมพูชาเข้ามาทำงานในประเทศไทยกว่าหนึ่งล้านคน   นำเงินส่งกลับไปให้ครอบครัวเป็นจำนวนมาก    ชาวเขมรเหล่านี้ได้เป็นกำลังทำงานหนักที่คนไทยทั่วไปไม่ชอบทำ  ที่ ปราจีนบุรี  สมุทรสาคร  บุรีรัมย์ และกรุงเทพฯ   เช่น งานก่อสร้าง  งานในโรงงาน   งานทำความสะอาด     หากแรงงานเขมรเหล่านี้เดินทางกลับประเทศตามคำเรียกร้องของผู้นำ    ผู้ประกอบการไทยก็จำเป็นต้องหาคนงานทดแทนจาก ลาว พม่า หรือบังคลาเทศ

นักศึกษาเขมรในไทย: ทูตทางปัญญารุ่นใหม่

ในปัจจุบัน เยาวชนกัมพูชาจำนวนมากเข้ามาศึกษาในสถาบันการศึกษาไทย พวกเขาคือสะพานแห่งความเข้าใจสมัยใหม่ และจะเป็นผู้ที่กลับไปสร้างสังคมเขมรที่เห็นคุณค่าของการอยู่ร่วมกับไทยด้วยวิถีแห่งสันติและความเคารพ

ตลาดชายแดน: มิตรภาพปลากระป๋อง

ตลาดชายแดน  โรงเกลือ  ช่องจอม ช่องสายตะกู ปอยเปต ถึงบ้านผักกาด คือ “สถานทูตของประชาชน”   บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป  ปลากระป๋อง เบียร์ และบุหรี่ไทย คือสัญลักษณ์แห่งน้ำใจจากฝั่งไทยสู่ชาวกัมพูชา   ความสัมพันธ์นี้เป็นเรื่องจริงยิ่งกว่านโยบายทางการทูตใดๆ

พระราชินีไทยทรงช่วยผู้ลี้ภัยเขมร

ในยุค “ฆ่าล้างโคตร” และ “ทุ่งสังหาร” ของเขมรแดง ช่วงพ.ศ. 2522 ถึง 2528         ค่ายผู้ลี้ภัย “เขาอีด่าง ที่สระแก้วและ เขาล้าน ที่จังหวัดตราด ”  กลายเป็นหลุมหลบภัยของชาวกัมพูชากว่าหนึ่งแสนคน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ของประเทศไทย      เสด็จฯ ไปทรงช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวเขมรด้วยพระองค์เอง พระราชทานความช่วยเหลือด้านอาหาร ยา และการรักษาพยาบาล

ลูกเสือ อาเซียน และละครโทรทัศน์ไทย

จากเวทีลูกเสือโลกที่เด็กไทยและเขมรร้องเพลงเดียวกัน กลุ่มประเทศสมาชิกวัฒนธรรมอาเซียน ไปจนถึงละครโทรทัศน์ไทย “บุพเพสันนิวาส” ที่โด่งดังในกัมพูชา สิ่งเหล่านี้ล้วนเชื่อมโยงสายสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับกัมพูชาได้อย่างดียิ่ง

ฮุน มาเน็ต–แพทองธาร : มิตรภาพส่วนตัว

สายสัมพันธ์ระหว่างสองครอบครัว  ตระกูลฮุนกับตระกูลชินวัตร เป็นประตูสู่มิตรภาพรุ่นใหม่   ซึ่งหากใช้อย่างระมัดระวัง สามารถกลายเป็น “การทูตแบบไม่เป็นทางการ” ที่ลดแรงเสียดทานระหว่างรัฐต่อรัฐได้ แต่หากใช้อย่างผิดจังหวะ ไม่ถูกวิธีก็อาจกลายเป็นช่องโหว่ที่เพิ่มแรงปะทะได้

ข่าวลือ: ระเบิดที่ไร้เสียง

กรณีเผาสถานทูตไทยในปี พ.ศ. 2546 เกิดจากข่าวปลอมที่ไม่จริงเรื่องดาราไทยอ้างว่านครวัดเป็นของไทย   ส่วนข่าวลือที่ไม่จริงเรื่อง การขับแรงงานเขมรกลับประเทศ  การห้ามส่งน้ำมันผ่านแดน  และการปิดด่านพรมแดนไทยเขมร ล้วนสร้างความวุ่นวายไปทั่วประเทศกัมพูชา

กรณีสามปราสาท: ความร้าวฉานที่ไม่รู้จบ

ข้อพิพาทเรื่องปราสาทอาจจบลงในศาลโลก  โดยฝ่ายไทยอาจพ่ายแพ้ต้องยกสามปราสาทให้เขมร     แต่เหตุดังกล่าวจะทำให้ไทยกับเขมรโกรธกันต่อไปอีกเป็นร้อยปี  เหมือนกรณีเขาพระวิหารที่คนไทยไม่ลืมเลือน

อาวุธแปลกๆ ของไทยและเขมร เช่น  การเรียกแรงงานเขมรกลับบ้าน  การห้ามผักผลไม้ไทยผ่านแดน  การห้ามคนไทยไปเล่นการพนัน  การปิดพรมแดน  การหยุดขาย บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง  เบียร์  และน้ำมันดีเซล อาจกลายเป็นสิ่งที่ทำลายล้างได้มากกว่า ระเบิดนาปาล์ม

ขอให้ช่วยกันคิดว่า “ไทยกับเขมรจะสานสายสัมพันธ์พันปี แล้วอยู่ร่วมกันด้วยหัวใจ ไม่ใช้อาวุธ ได้อย่างไร?”

โดย สุริยพงศ์

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ สิบสิ่งที่ทหารและตชด.ชายแดนไทย กัมพูชา ควรรู้

บทความพิเศษ : 'รู้เขา รู้เขมร' สิบสิ่งที่ทหารและตชด.ชายแดนไทย กัมพูชา ควรรู้

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ สิบสิ่งที่ทหารและตชด.ชายแดนไทย กัมพูชา ควรรู้

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทหารและตำรวจชายแดนไทย-กัมพูชา  นอกจากจะยิงปืน ขับรถถัง เป็นแล้ว  ยังต้องมีความรู้ความเข้าใจในหลายสิ่ง  เพราะมิฉะนั้นอาจพลาดท่าเสียที พ่ายแพ้แก้ศัตรูตั้งแต่ยังไม่ได้ยิงปืนสักนัดเดียว   

บทความนี้จะสรุปย่อถึง สิบสิ่งที่ทหารและตำรวจชายแดนควรจะทราบและปฏิบัติตาม     เช่น เรื่องเอ็มโอยู 43   แผนที่หนึ่งต่อสองแสน  และอื่นๆ  แยกเป็น 10 หัวข้อคือ  1.ข้อพิพาทและประวัติศาสตร์ชายแดนไทย-กัมพูชา   2. กฎหมาย,  เอ็มโอยู (MOU)และข้อตกลงที่เกี่ยวข้อง 3. สถานการณ์ความมั่นคงและกลยุทธ์ของกัมพูชา  4. การเผชิญหน้าและการบริหารความขัดแย้งโดยสันติ  5. ภูมิศาสตร์และสภาพพื้นที่ชายแดน 6 . ความสัมพันธ์กับชุมชนชายแดนและวัฒนธรรมท้องถิ่น  7. การข่าว, สงครามข้อมูล, และการบันทึกหลักฐาน     8. ความเสี่ยงด้านชีวิตและความปลอดภัย  9. กลไก/ช่องทางการประสานงานและการสื่อสาร  10. บทบาทของยูเนสโก  และมรดกโลก

1.ข้อพิพาทและประวัติศาสตร์ชายแดนไทย-กัมพูชา   ความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างไทยและกัมพูชามีมิติที่ซับซ้อน ทั้งด้านวัฒนธรรม ประเพณี และประวัติศาสตร์ที่พัวพันกันมาอย่างแยกไม่ออก แต่ก็มีประเด็นที่สร้างความตึงเครียดและข้อพิพาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ ดินแดนและเขตแดน ซึ่งทหาร และตำรวจชายแดนจำเป็นต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงรากเหง้าของปัญหาเหล่านี้

จุดเริ่มต้นของปัญหาเขตแดนไทย-กัมพูชา ส่วนหนึ่งมาจาก สนธิสัญญาที่สยามทำกับฝรั่งเศส โดยเฉพาะสนธิสัญญาปี พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904) และ พ.ศ. 2450 (ค.ศ. 1907) ซึ่งกำหนดแนวเขตแดนโดยใช้สันปันน้ำเป็นหลัก แต่ในทางปฏิบัติ การตีความ แผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ที่จัดทำขึ้นในสมัยนั้น ทำให้เกิดพื้นที่ทับซ้อนและไม่ชัดเจนหลายแห่ง พื้นที่เหล่านี้กลายเป็นชนวนของความขัดแย้งเรื่อยมา

กรณีที่โดดเด่นที่สุดคือ ปราสาทพระวิหาร ซึ่งศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ศาลโลก (ICJ) มีคำพิพากษาในปี พ.ศ. 2505 (ค.ศ. 1962) ให้ปราสาทเขาพระวิหารอยู่ในอธิปไตยของกัมพูชา อย่างไรก็ตาม คำพิพากษานี้ไม่ได้ตัดสินเรื่องพื้นที่โดยรอบทั้งหมด ทำให้บริเวณโดยรอบปราสาทเขาพระวิหารดังกล่าวกลายเป็นประเด็นพิพาทต่อเนื่อง

นอกจากเขาพระวิหารแล้ว ยังมีอีกหลายพื้นที่ที่ยังคงเป็น พื้นที่ทับซ้อน (Overlap Claim Area) ซึ่งแต่ละฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ เช่น บริเวณช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี  และบริเวณปราสาทตาเมือน-ตาควาย จังหวัดสุรินทร์ ความไม่ชัดเจนเหล่านี้มักนำไปสู่การเผชิญหน้าและการปะทะกันเป็นระยะ ทหารไทยจึงต้องศึกษาแผนที่และข้อมูลเหล่านี้อย่างละเอียด ให้รู้ว่าพื้นที่ใดคือพื้นที่ที่ไทยอ้างสิทธิ์ พื้นที่ใดคือพื้นที่ทับซ้อน และพื้นที่ใดที่ฝ่ายกัมพูชาอ้างสิทธิ์

2. กฎหมายบันทึกความเข้าใจ… เอ็มโอยู (MOU), และข้อตกลงที่เกี่ยวข้อง:

การปฏิบัติหน้าที่ของทหารและตชด.ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่ใช่เพียงแค่การใช้กำลังป้องกันอธิปไตยเท่านั้น แต่ยังต้องดำเนินไปภายใต้กรอบของ กฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศ อย่างเคร่งครัด ความรู้ความเข้าใจในข้อกำหนดเหล่านี้เปรียบเสมือนเข็มทิศที่จะนำทางให้ทหารสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้อง ป้องกันการละเมิดอำนาจอธิปไตยหรือสิทธิของอีกฝ่าย และเป็นพื้นฐานในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทที่อาจเกิดขึ้น การละเลยหรือไม่ทราบกฎหมายอาจนำไปสู่ข้อกล่าวหาและผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศได้

สิ่งแรกที่ทหารและตชด.ควรทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งคือ บันทึกความเข้าใจ หรือ เอ็มโอยู  (MOU) ระหว่างไทยกับกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก พ.ศ. 2543 (MOU 2000) (Memorandum of Understanding on the Survey and Demarcation of Land Boundary) หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า เอ็มโอยู 43 (MOU 43)   ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญที่กำหนดแนวทางปฏิบัติในพื้นที่ที่ยังไม่มีการปักปันเขตแดนอย่างชัดเจน โดยมีสาระสำคัญคือ

 “งดเว้นการดำเนินการใด ๆ ที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของพื้นที่ชายแดน”  “shall not carry out any work resulting in changes of environment of the frontier zone”

ซึ่งรวมถึงการห้ามแสดงสัญลักษณ์ความเป็นเจ้าของ ในพื้นที่พิพาท     ทหารต้องนำข้อนี้มาใช้ในการเตือนฝ่ายตรงข้ามอย่างมีเหตุผล หากมีการกระทำที่ฝ่าฝืน ไม่ใช่การใช้อารมณ์หรือกำลัง ซึ่งอาจนำไปสู่การปะทะโดยไม่จำเป็น

นอกจาก เอ็นโอยู 43 ( MOU 43) แล้ว ทหารยังต้องตระหนักถึง กฎหมายระหว่างประเทศ ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการทางทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (International Humanitarian Law – IHL) หรือที่รู้จักกันในชื่อ กฎหมายสงคราม ซึ่งระบุถึงการคุ้มครองพลเรือน, ผู้บาดเจ็บ, เชลยศึก, และการจำกัดวิธีการและเครื่องมือในการทำสงคราม แม้จะไม่ได้อยู่ในสถานการณ์สงครามเต็มรูป แต่การเผชิญหน้าชายแดนก็อาจนำไปสู่การใช้กำลังได้

นอกจากนี้ ยังมี กฎหมายภายในประเทศ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ทหาร เช่น พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก, กฎหมายว่าด้วยการจับกุม, และระเบียบการใช้กำลัง ทหารต้องเข้าใจขอบเขตอำนาจหน้าที่ของตนเองอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้ปฏิบัติเกินกว่าเหตุหรือหย่อนยานจนเสียการควบคุม

3. สถานการณ์ความมั่นคงและกลยุทธ์กัมพูชา: รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง

ปัจจุบันนี้  กองทัพกัมพูชา มีการจัดกำลังพลและยุทโธปกรณ์ประจำการตามแนวชายแดน ทหารไทยต้องรับทราบถึง ขนาดกำลังพล โดยประมาณ, ประเภทของอาวุธหนักทันสมัยที่ได้รับมาจากจีน (เช่น จรวดหลายลำกล้อง, ปืนใหญ่, เครื่องยิงลูกระเบิด), และ จุดที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ ของหน่วยทหารกัมพูชา ทหารควรได้รับข้อมูลข่าวกรองอย่างสม่ำเสมอเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวเหล่านี้

นอกเหนือจากศักยภาพทางทหารแล้ว กลยุทธ์ของกัมพูชา ในการจัดการประเด็นชายแดนก็เป็นสิ่งสำคัญที่ทหารต้องทำความเข้าใจ กัมพูชามักใช้ “มวลชน” หรือ “ชาวบ้าน” เป็นเครื่องมือในการกดดันไทย โดยอาจมีการส่งผู้ชุมนุมมาแสดงสัญลักษณ์บริเวณปราสาทหรือพื้นที่พิพาท เพื่อสร้างสถานการณ์และอ้างสิทธิ์ การกระทำเหล่านี้มักมีการ ถ่ายคลิปหรือภาพ เพื่อนำไปเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์หรือใช้เป็นหลักฐานในการยื่นฟ้องศาลโลก หรือองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ทหารไทยจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่ตกหลุมกลยุทธ์ยั่วยุเหล่านี้ และหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงหรือการกระทำใดๆ ที่อาจถูกนำไปบิดเบือนได้

4. การเผชิญหน้าและการบริหารความขัดแย้งโดยสันติ: ยุทธวิธีแห่งการทูตชายแดน

ในพื้นที่ชายแดนที่ยังมีข้อพิพาทและความอ่อนไหวสูง การเผชิญหน้า ระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชา หรือแม้แต่กับพลเรือนที่ล่วงล้ำเข้ามาในพื้นที่ จึงเป็นสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การจัดการกับสถานการณ์เหล่านี้โดยไม่ให้บานปลายไปสู่ความรุนแรง เป็นทักษะที่สำคัญยิ่งสำหรับทหารชายแดนไทย เพราะการใช้กำลังเป็นทางเลือกสุดท้ายเสมอ

ทหารไทยต้องได้รับการฝึกฝนให้รู้วิธี “ยับยั้งเหตุ” โดยไม่ตอบโต้ด้วยอารมณ์หรือการใช้กำลังโดยไม่จำเป็น สิ่งแรกคือการ รักษาความสงบ และควบคุมสถานการณ์ด้วยสติ ทหารต้องไม่ตื่นตระหนกหรือตอบสนองด้วยความก้าวร้าว การแสดงออกถึงความเป็นมืออาชีพและท่าทีที่มั่นคงจะช่วยลดความตึงเครียดได้

ทักษะการเจรจาและการสื่อสาร เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในสถานการณ์เผชิญหน้า ทหารควรได้รับการฝึกอบรมวิธีการเจรจาขั้นพื้นฐาน การใช้ถ้อยคำที่สุภาพแต่หนักแน่น การอธิบายเหตุผล และการอ้างอิงถึง MOU 43 หรือข้อตกลงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจนและถูกต้อง การใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายและหลีกเลี่ยงคำพูดที่ยั่วยุ จะช่วยให้การสื่อสารเป็นไปอย่างสร้างสรรค์มากขึ้น การรู้คำศัพท์พื้นฐานภาษาเขมรสำหรับการสื่อสารจำเป็น เช่น “หยุด” “มานี่” “กลับไป” “อันตราย” จะช่วยให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

หากถูกยั่วยุ หรือมีการแสดงสัญลักษณ์ความเป็นเจ้าของในพื้นที่ทับซ้อน ทหารไทยจะต้อง มีหลักฐานที่ชัดเจน เช่น ภาพถ่าย หรือคลิปวิดีโอ เพื่อป้องกันการถูกใส่ร้ายหรือบิดเบือนข้อเท็จจริงในภายหลัง การบันทึกเหตุการณ์อย่างเป็นระบบและรายงานตามขั้นตอน จะช่วยให้หน่วยเหนือสามารถประเมินสถานการณ์และดำเนินการทางการทูตต่อไปได้อย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ การสร้าง ความสัมพันธ์ที่ดีกับทหารกัมพูชาในระดับพื้นที่ ก็เป็นสิ่งสำคัญ การทำความรู้จักกันในระดับบุคคลผ่านการประชุมแลกเปลี่ยนข้อมูล การมอบของขวัญ มอบสิ่งที่ขาดแคลนต้องการ    แข่งขันกีฬา หรือกิจกรรมทางสังคมอื่นๆ สามารถช่วยสร้างความไว้วางใจ ลดอคติ และสร้างช่องทางการสื่อสารที่ไม่เป็นทางการ ซึ่งอาจมีประโยชน์ในการคลี่คลายสถานการณ์ตึงเครียดได้อย่างรวดเร็ว

5. ภูมิศาสตร์และสภาพพื้นที่ชายแดน: สนามรบที่ต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้ง

5.1 ลักษณะภูมิประเทศชายแดนไทย กัมพูชา โดยรวม:

เทือกเขาและป่าไม้ทึบ: โดยเฉพาะบริเวณภาคตะวันออกของไทย เช่น จังหวัดจันทบุรี ตราด ที่ติดกับเทือกเขาบรรทัด และทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น เทือกเขาพนมดงรักที่ทอดยาวผ่านจังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี พื้นที่เหล่านี้มีสภาพเป็นป่าดิบทึบ มีความลาดชันสูง ภูเขาหินปูนสลับซับซ้อน ทำให้การเคลื่อนที่และปฏิบัติการเป็นไปอย่างยากลำบาก

ที่ราบสูงและที่ราบลุ่ม: ในบางพื้นที่ โดยเฉพาะทางจังหวัดสระแก้ว จะเป็นที่ราบสูงสลับกับเนินเตี้ยๆ และมีที่ราบลุ่มใกล้แม่น้ำลำคลอง ซึ่งอาจมีน้ำท่วมขังในช่วงฤดูฝน

แม่น้ำและลำคลอง: มีแม่น้ำและลำคลองหลายสายเป็นแนวเขตแดนหรือไหลผ่านพื้นที่ชายแดน ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคในการเคลื่อนที่หรือใช้เป็นเส้นทางในการลักลอบเข้า-ออก

ชายฝั่งทะเล: ในส่วนของจังหวัดตราด มีพื้นที่ชายฝั่งทะเลติดกับกัมพูชา รวมถึงพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทย ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและทรัพยากรธรรมชาติ

5.2 สภาพภูมิอากาศ:

ฤดูร้อน: อากาศร้อนจัดและแห้งแล้ง อาจเกิดไฟป่าได้ง่าย

ฤดูฝน: มีฝนตกชุก ทำให้พื้นดินเปียกแฉะ เป็นโคลน การสัญจรยากลำบาก ทัศนวิสัยไม่ดี และอาจเกิดน้ำท่วมฉับพลัน

5.3 จุดผ่านแดนและช่องทางธรรมชาติ:

จุดผ่านแดนถาวร/จุดผ่อนปรนทางการค้า: เป็นจุดที่มีการสัญจรของประชาชนและสินค้า ซึ่งอาจเป็นช่องทางในการลักลอบขนส่งสิ่งผิดกฎหมาย

ช่องทางธรรมชาติ: มีช่องทางธรรมชาติที่ไม่ได้มีการควบคุมหลายแห่ง ซึ่งมักถูกใช้ในการลักลอบเข้าเมือง ผิดกฎหมาย หรือการเคลื่อนย้ายกองกำลัง

5.4 พื้นที่ที่มีข้อพิพาท/ทับซ้อน:

พื้นที่ตามแนวปราสาทเขาพระวิหาร: บริเวณภูมะเขือ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นพื้นที่ที่มีข้อพิพาทและมีการวางกำลังทั้งสองฝ่าย ซึ่งอาจเกิดการปะทะได้ง่าย

พื้นที่ช่องบก: อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี และกลุ่มปราสาทตาเมือน จังหวัดสุรินทร์ เป็นพื้นที่ที่เกิดความตึงเครียดขึ้นเป็นระยะ

พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล: ในอ่าวไทยเป็นพื้นที่ที่ทั้งสองประเทศยังคงอ้างสิทธิ์ทับซ้อนกัน

5.5 ภัยคุกคามอื่นๆ:

ทุ่นระเบิดและกับระเบิด: ในบางพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณที่มีการสู้รบในอดีต อาจยังมีทุ่นระเบิดหรือกับระเบิดหลงเหลืออยู่ ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อกำลังพลและประชาชน

การลักลอบตัดไม้ทำลายป่า: เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย ทำให้สภาพป่าเสื่อมโทรมและอาจมีกลุ่มผู้กระทำผิดติดอาวุธ

อาชญากรรมข้ามชาติ: การค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ การลักลอบขนสินค้าหนีภาษี

5.6 ปัจจัยอื่นๆ ที่ทหารควรรู้:

ข้อมูลแผนที่: ความแตกต่างในการใช้แผนที่ของแต่ละฝ่าย (เช่น แผนที่ฝรั่งเศสของกัมพูชา  (หนึ่งต่อสองแสน  1:200,000)  กับ แผนที่ตามแนวสันปันน้ำของไทย(หนึ่งต่อห้าหมื่น 1:50,000) ทำให้เกิดความเข้าใจในแนวเขตแดนที่ไม่ตรงกัน

วัฒนธรรมและภาษา: การทำความเข้าใจวัฒนธรรมและภาษาของประชาชนในพื้นที่ชายแดน รวมถึงภาษาเขมรเบื้องต้น จะช่วยในการประสานงานและการปฏิบัติงานพลเรือน

ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน: การทำความเข้าใจสถานการณ์ทางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชาเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง

การประสานงาน: การประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและกับฝ่ายกัมพูชาผ่านกลไกต่างๆ เช่น คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา (JBC) มีความสำคัญในการแก้ไขปัญหาและลดความตึงเครียด

การทำความเข้าใจสภาพพื้นที่ชายแดนเหล่านี้อย่างลึกซึ้ง จะช่วยให้ทหารสามารถวางแผนปฏิบัติการได้อย่างรอบคอบ ป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น และปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

6. ความสัมพันธ์กับชุมชนชายแดนและวัฒนธรรมท้องถิ่น:

การปฏิบัติหน้าที่ของทหาร และ ตชด.ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเฝ้าระวังหรือการใช้กำลังเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้าง ความสัมพันธ์อันดีกับชุมชน ทั้งฝั่งไทยและกัมพูชาที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน ชุมชนเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงผู้ถูกปกป้อง แต่คือ “ดวงใจและดวงตา” ของกองทัพ เป็นแหล่งข้อมูลสำคัญ และเป็นแนวกันชนระหว่างความขัดแย้ง การเข้าใจวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิต จะช่วยให้ทหารปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพและได้รับความร่วมมือจากประชาชน

การสร้าง “พลังอ่อนโยน หรือ Soft Power”  ผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมความสัมพันธ์อันดี เป็นสิ่งสำคัญ ทหาร และ ตชด. สามารถจัดกิจกรรมร่วมกับชุมชน เช่น การช่วยเหลือด้านสาธารณสุข, การให้ความรู้, การจัดงานประเพณี, หรือการส่งเสริมการค้าชายแดนที่ถูกกฎหมาย กิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวบ้าน แต่ยังช่วยสร้างความไว้วางใจ ความเข้าใจ และลดช่องว่างระหว่างทหารกับประชาชน

การเข้าใจ วัฒนธรรมและประเพณี ของชาวบ้านในพื้นที่เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะวัฒนธรรมของชาวกัมพูชาและกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่อาศัยอยู่ร่วมกัน ทหารควรเรียนรู้ ภาษาเขมรขั้นพื้นฐาน สำหรับการสื่อสารที่จำเป็น เช่น คำทักทาย, คำสั่งง่ายๆ, หรือคำที่ใช้ในการสอบถามข้อมูล นอกจากนี้ การเข้าใจมารยาททางสังคม เช่น การไม่แตะต้องศีรษะผู้ใหญ่, การไหว้, หรือการส่งของด้วยมือขวาหรือสองมือ ก็จะช่วยให้ความสัมพันธ์ราบรื่นและไม่เข้าใจผิดทางวัฒนธรรม

ชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในฐานะ แหล่งข่าวกรอง เนื่องจากพวกเขามีความคุ้นเคยกับพื้นที่เป็นอย่างดี และสามารถสังเกตเห็นความผิดปกติหรือการเคลื่อนไหวของผู้ลักลอบได้ การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีจะกระตุ้นให้ชาวบ้านกล้าที่จะให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ทหาร ซึ่งจะช่วยในการป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น ยาเสพติด, การค้ามนุษย์, การลักลอบขนสินค้าเถื่อน, หรือการตัดไม้ทำลายป่า

นอกจากนี้ การเข้าใจ ปัญหาและความต้องการพื้นฐานของชุมชน ก็เป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องที่ทำกิน, การเข้าถึงบริการสาธารณะ, หรือผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน การที่ทหารสามารถให้ความช่วยเหลือหรือประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ จะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและสร้างความผูกพันกับประชาชน

7. การข่าวสงครามข้อมูลและการบันทึกหลักฐาน: เกราะป้องกันในยุคดิจิทัล

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลเวียนอย่างรวดเร็วและไร้ขอบเขต การข่าว, สงครามข้อมูล (Information Warfare – InfoWar), และการบันทึกหลักฐานอย่างมืออาชีพ ได้กลายเป็นมิติที่สำคัญยิ่งในการปฏิบัติหน้าที่ของทหาร ตำรวจไทยตามแนวชายแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวและเป็นประเด็นพิพาท

สงครามข้อมูล เป็นสิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามมักนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการโจมตีไทย กัมพูชามักใช้ โซเชียลมีเดียและสื่อมวลชน เป็นช่องทางหลักในการเผยแพร่ข่าวสารที่อาจบิดเบือน ใส่ร้าย หรือยั่วยุ เพื่อสร้างกระแสชาตินิยมและกดดันประเทศไทย ทหารและตชด.ไทยจึงต้องตระหนักถึงภัยคุกคามรูปแบบใหม่นี้ และไม่ตกเป็นเหยื่อของการยั่วยุทางออนไลน์ การตอบโต้ด้วยอารมณ์หรือใช้ถ้อยคำที่ก้าวร้าวในโลกออนไลน์จะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงและตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

แนวทางที่ถูกต้องคือการ ตอบโต้ด้วยข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง ชัดเจน และเป็นกลาง โดยไม่ใช้คำพูดที่รุนแรงหรือสร้างความขัดแย้ง ควรมี โฆษกหรือทีมสื่อสารเฉพาะกิจ ที่ได้รับการฝึกอบรมมาเป็นอย่างดี ในการชี้แจงสถานการณ์และเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องสู่สาธารณะอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดและรักษาภาพลักษณ์ของประเทศ การสื่อสารที่โปร่งใสและน่าเชื่อถือจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนทั้งในและต่างประเทศ

8. ความเสี่ยงด้านชีวิตและความปลอดภัย (รวมทุ่นระเบิด):

การปฏิบัติหน้าที่ของทหาร ตำรวจ ตามแนวชายแดน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งหรือเคยเป็นสมรภูมิในอดีตนั้น เต็มไปด้วย ความเสี่ยงสูงต่อชีวิตและความปลอดภัย การตระหนักถึงภัยคุกคามเหล่านี้อย่างรอบด้าน และการเตรียมพร้อมรับมืออย่างมีวินัย จึงเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดสำหรับทหารทุกคน การมองข้ามความเสี่ยงแม้เพียงเล็กน้อยอาจนำมาซึ่งความสูญเสียที่ไม่อาจแก้ไขได้

หนึ่งในภัยคุกคามที่ยังคงฝังรากลึกและเป็นอันตรายอย่างยิ่งคือ ทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดที่ยังไม่ระเบิด (Unexploded Ordnance – UXO) ที่หลงเหลือจากสงครามในอดีต พื้นที่ชายแดนหลายแห่งยังคงมีทุ่นระเบิดชนิดต่างๆ ซุกซ่อนอยู่ ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Anti-Personnel Mines) หรือทุ่นระเบิดต่อต้านรถถัง (Anti-Tank Mines) ทุ่นระเบิดเหล่านี้เป็นอันตรายที่มองไม่เห็น และสามารถทำงานได้ทุกเมื่อหากมีการเหยียบหรือสัมผัสโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งนำไปสู่การบาดเจ็บสาหัส หรือแม้กระทั่งเสียชีวิต

ทหารและตชด.ทุกคนต้องได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับ การรับรู้และระวังภัยจากทุ่นระเบิด อย่างเข้มข้น รู้จักประเภทของทุ่นระเบิดที่อาจพบในพื้นที่, สัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่าอาจมีทุ่นระเบิด (เช่น ป้ายเตือน, รั้วลวดหนามเก่า, หรือพืชพรรณที่ขึ้นผิดปกติ), และที่สำคัญที่สุดคือ ขั้นตอนปฏิบัติเมื่อพบเห็นทุ่นระเบิด: ห้ามแตะต้องเด็ดขาด! ทำเครื่องหมายบริเวณที่พบ, และรายงานให้หน่วยเก็บกู้ระเบิด (EOD) ทราบทันที

นอกเหนือจากทุ่นระเบิดแล้ว การเผชิญหน้ากับกำลังพลฝ่ายตรงข้าม ก็เป็นความเสี่ยงที่ทหารต้องเตรียมพร้อม แม้จะพยายามหลีกเลี่ยงการปะทะ แต่สถานการณ์อาจเกิดขึ้นได้จากการเข้าใจผิด, การรุกล้ำเขตแดนโดยไม่ตั้งใจ, หรือการยั่วยุ ทหารต้องได้รับการฝึกฝน กฎการปะทะ (Rules of Engagement – ROE) อย่างเคร่งครัด เพื่อให้รู้ว่าเมื่อใดที่สามารถใช้กำลังได้ ในระดับใด โดยเน้นการป้องกันตนเองและอธิปไตยของชาติโดยไม่ให้สถานการณ์บานปลาย   การควบคุมอารมณ์และปฏิบัติตามวินัยทหารจะช่วยลดความเสี่ยงจากการปะทะที่ไม่มีเหตุผล

นอกจากนี้ ยังมี ภัยคุกคามจากธรรมชาติ เช่น สัตว์ป่าอันตราย (งูพิษ, แมงป่อง, แมลงนำโรค), พืชมีพิษ, หรือสภาพอากาศที่รุนแรง (พายุ, น้ำป่า) ทหาร

การสนับสนุนจากหน่วยบัญชาการ เช่น การจัดหาอุปกรณ์ป้องกันภัยที่ทันสมัย, การฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง, และการให้กำลังใจ ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ทหารชายแดนปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยที่สุด การปกป้องอธิปไตยของชาติเป็นภารกิจอันทรงเกียรติ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าชีวิตและความปลอดภัยของกำลังพลคือสิ่งล้ำค่าที่สุด

9. กลไก/ช่องทางการประสานงานและการสื่อสาร: เส้นเลือดหล่อเลี้ยงชายแดน

ในพื้นที่ปฏิบัติการชายแดนที่มีความอ่อนไหวสูง กลไกและช่องทางการประสานงานและการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ เปรียบเสมือนเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงระบบความมั่นคงทั้งหมด หากการสื่อสารบกพร่องหรือไม่ชัดเจน อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิด, การปะทะโดยไม่จำเป็น, หรือความล่าช้าในการแก้ไขสถานการณ์วิกฤต

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทำความเข้าใจบทบาทของ คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (Joint Boundary Commission – JBC) ซึ่งเป็นกลไกหลักในระดับรัฐบาลที่รับผิดชอบการเจรจาและแก้ไขปัญหาเขตแดน ทหารในพื้นที่ควรรับทราบถึงมติหรือข้อตกลงที่ JBC ได้บรรลุ เพื่อให้การปฏิบัติงานสอดคล้องกับนโยบายระดับชาติ และสามารถชี้แจงต่อฝ่ายตรงข้ามได้เมื่อจำเป็น นอกจากนี้ ยังมีคณะทำงานในระดับรองลงมา เช่น คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee – RBC) และ คณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่น (Local Border Committee – LBC) ซึ่งทำหน้าที่ประสานงานในระดับที่ใกล้ชิดกับพื้นที่ปฏิบัติการมากขึ้น

ทหารต้องรู้จัก ช่องทางการสื่อสารที่เป็นทางการ ที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นระหว่างหน่วยทหารของทั้งสองฝ่ายในระดับพื้นที่ เช่น การประชุมแลกเปลี่ยนข่าวสารประจำเดือน, การประชุมฉุกเฉินเมื่อเกิดเหตุการณ์, หรือช่องทางวิทยุสื่อสารที่กำหนดไว้ร่วมกัน การใช้ช่องทางเหล่านี้ในการแจ้งข้อมูล, สอบถาม, หรือชี้แจงสถานการณ์ จะช่วยป้องกันความเข้าใจผิดและลดความตึงเครียดได้อย่างรวดเร็ว                  

10. บทบาทของยูเนสโก ( UNESCO) และมรดกโลก: มิติใหม่ของการปกป้องชายแดน

สำหรับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ใกล้เคียงกับ ปราสาทเขาพระวิหาร การทำความเข้าใจถึง บทบาทขององค์การ ยูเนสโก UNESCO (องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ) และสถานะของมรดกโลก เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การที่ปราสาทเขาพระวิหารได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ได้เพิ่มมิติความละเอียดอ่อนให้กับข้อพิพาทชายแดน และทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของทหารต้องคำนึงถึงกรอบของกฎหมายและพันธกรณีระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม

ปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งตั้งอยู่บนหน้าผาเป้ยตาดี ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลกทางวัฒนธรรม เมื่อปี พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008) ภายใต้การดูแลของกัมพูชา การขึ้นทะเบียนนี้เป็นการรับรองคุณค่าทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของตัวปราสาทเอง อย่างไรก็ตาม สถานะมรดกโลกได้นำมาซึ่ง พันธกรณีระหว่างประเทศ ในการปกป้องและอนุรักษ์แหล่งมรดกแห่งนี้

ทหารไทยที่ประจำการในพื้นที่ใกล้เคียงจึงต้องตระหนักว่า การกระทำใดๆ ที่อาจถูกตีความว่าเป็นการ ทำลาย, บุกรุก, หรือคุกคามแหล่งมรดกโลก อาจนำไปสู่การถูกกล่าวหาในเวทีระหว่างประเทศและส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยได้โดยตรง การใช้กำลังในพื้นที่ใกล้เคียงปราสาทจะต้องเป็นไปด้วยความระมัดระวังสูงสุด และหากมีการปะทะเกิดขึ้น ควรหลีกเลี่ยงการโจมตีที่อาจสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างของปราสาทโดยเด็ดขาด

โดย สุริยพงศ์

ขอบคุณภาพ : เพจเฟสบุ๊ก ข่าวทหาร

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ ฝึกพูดเขมรวันละประโยค

บทความพิเศษ : 'รู้เขา รู้เขมร' ฝึกพูดเขมรวันละประโยค

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ ฝึกพูดเขมรวันละประโยค

วันอังคาร ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เนื่องจากประชาชนชาวกัมพูชาส่วนใหญ่พูดภาษาไทยและอังกฤษไม่ได้  ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ ทหารตำรวจและคนไทยผู้ปฏิบัติงานชายแดนไทย-กัมพูชา ควรจะมีความรู้ภาษากัมพูชาไว้ตามสมควร    เพราะคนเรานั้นจะดีใจถ้ามีคนต่างชาติมาพูดภาษาของตนได้ คล้ายคนไทยได้พบคนญี่ปุ่นหรือฝรั่งมาทักทายด้วยคำว่า  “สวัสดี” หรือ”ขอบคุณ”

บทความต่อไปนี้ ได้รวบรวมคำภาษากัมพูชา 100 ประโยค ที่น่าจะมีความสำคัญในการติดต่อสื่อสารพื้นฐาน  อันจะสร้างมิตรไมตรี ชนะใจชาวเขมร โดยไม่ต้องยิงปืนให้เสียกระสุน หรือเสียเลือดสักหยดเดียว

ถ้าทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ชายแดนไทย  จะฝึกพูดคำภาษาเขมรวันละประโยค สัก 30 วัน 30 ประโยค  ก็จะทำให้สถานะการณ์ต่างๆดีขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ

คำทักทายทั่วไป

1.             ជំរាបសួរ — ชม เรียบ ซัว (สวัสดีครับ/ค่ะ)

2.             សុខសប្បាយទេ? — ซก สับบาย เต๊ะ? (คุณสบายดีไหม?)

3.             អរគុណ — ออกุน (ขอบคุณครับ/ค่ะ)

4.             សូមអភ័យទោស — โซม อัปฮัย โต๊ะ (ขอโทษครับ)

5.             ទទួលបានសុខភាពល្អទេ? — ตะตวล บาน ซกคะพียบ หลอ เต๊ะ? (สุขภาพดีไหม?)

การตรวจสอบและคำสั่งพื้นฐาน

6.             សូមឈប់ស្ដាប់ — โซม ฉุบ ซดับ (กรุณาหยุดฟัง)

7.             សូមបង្ហាញប័ណ្ណសម្គាល់ — โซม บองฮาย บัน ส็อมกัล (แสดงบัตรประจำตัว)

8.             អ្នកមានឯកសារទេ? — แนก เมียน เอกะสา เต๊ะ? (คุณมีเอกสารไหม?)

9.             សូមចាំមួយភ្លែត — โซม จัม มวย เพล้ด (กรุณารอสักครู่)

10.          អ្នកមកពីណា? — แนก มอก ปี นา? (คุณมาจากที่ไหน?)

ความปลอดภัยและความร่วมมือ

11.          យើងមិនចង់បង្កវិបត្តិទេ — เยิง มิน จอง บองก็อ วิบัต เต๊ะ (เราไม่ต้องการสร้างปัญหา)

12.          យើងជាមិត្ត — เยิง เจีย มิด (เราเป็นมิตร)

13.          សូមចេះធ្វើការរួម — โซม เจะ ทเวอ การ ร่วม (กรุณาร่วมมือกัน)

14.          តើមានការគំហើតអ្វី? — เตอ มีน การ โคฮอท อะเวย์? (เกิดอะไรขึ้น?)

15.          សូមរក្សាសន្តិសុខ — โซม ร็อกซา ซ็อนติสกุ๊ก (กรุณารักษาความปลอดภัย)

คำสั่งในภาวะฉุกเฉิน

16.          ចូររត់! — โจ รต! (วิ่งเร็ว!)

17.          ចូលក្នុងទីកន្លែងសុវត្ថិភាព — โจล กนง ตีกันแลง ซ็วัตทิพียบ (เข้าไปในที่ปลอดภัย!)

18.          មិនអាចទៅបានទេ — มิน อาจ โตว์ บาน เต๊ะ (ไปไม่ได้ครับ)

19.          ចាប់គេ! — จับ เก! (จับเขา!)

20.          សូមព្យាបាលបឋម — โซม เปียบาน บัตถม (ช่วยปฐมพยาบาล)

การฝึกซ้อมและการทำงานร่วมกัน

21.          យើងត្រូវបង្កើតសមត្ថភាពរួម — เยิง ตร็ว บองก็อ ซ็อมอัตทะพียบ ร่วม (เราต้องพัฒนาศักยภาพร่วมกัน)

22.          សូមអនុវត្តការបណ្តុះបណ្តាល — โซม อะนุวัต การ บอนด็อก บอนดาล (กรุณาฝึกอบรม)

23.          យើងត្រូវសហការ — เยิง ตร็ว สะฮะกา (เราต้องร่วมมือกัน)

24.          សូមរៀបចំឯកសារត្រូវគ្នា — โซม เรียบจ็อม เอกะสา ตร็ว กนีย์ (เตรียมเอกสารให้ตรงกัน)

25.          សូមអនុញ្ញាតឱ្យចូល — โซม อะนุนยาต ออย โจล (กรุณาอนุญาตให้เข้า)

การตรวจค้นและการสื่อสารกับประชาชน

26.          តើអ្នកយល់ពីនេះទេ? — เตอ แนก ยล ปี นี้ เต๊ะ? (คุณเข้าใจสิ่งนี้ไหม?)

27.          អ្នកអាចឆ្លើយសំណួរបានទេ? — แนก อาจ ฉฺลอย ซ็อมนัวร์ บาน เต๊ะ? (คุณตอบคำถามได้ไหม?)

28.          សូមបើកថង់ — โซม เบิก ถง (เปิดกระเป๋าด้วยครับ)

29.          សូមបង្ហាញខ្លួន — โซม บองฮาย ขฺลวน (กรุณาแสดงตัวตน)

30.          តើអ្នកជឿជាក់ថា… ? — เตอ แนก เจือเจียก ท่า…? (คุณมั่นใจไหมว่า…?)

31.          ចូរបង្ហាញផ្លូវ — โจ บองฮาย พลว (กรุณาชี้ทาง)

32.          អាចជួយយើងបានទេ? — อาจ จวย เยิง บาน เต๊ะ? (ช่วยเราได้ไหม?)

33.          តើមានឧបសគ្គអ្វី? — เตอ มีน อุปะสะกะ อะเวย์? (มีอุปสรรคอะไรไหม?)

34.          សូមស្នើអាជ្ញា — โซม ซฺนา อาจฺญา (ขออนุญาต)

35.          កុំភ័យ — กฺม ผัย (ไม่ต้องกลัว)

36.          ចាំខ្ញុំមួយភ្លែត — จัม ขฺญม มวย เพล้ด (รอผมสักครู่)

37.          ចូលតាមខ្សែ — โจล ตาม ขฺแซ (เข้าแถว)

38.          ប្រញាប់ឡើង — ปฺรัญยับ เลิง (รีบหน่อย)

39.          កុំចាប់ខុសមនុស្ស — กฺม จับ โคฮ มนุษย์ (อย่าจับคนผิด)

40.          សូមរាយការណ៍ទៅសេនាបញ្ញត្តិ — โซม เรียกา โตร เซนา บัญญัต (รายงานผู้บังคับบัญชา)

การเจรจาและการทำงานร่วมกับฝ่ายตรงข้าม

41.          យើងមិនសកម្មលើការប្រឆាំងទេ — เยิง มิน สกัม เลอ การ ปรฺชัง เต๊ะ (เราไม่ตั้งใจจะเป็นฝ่ายต่อต้าน)

42.          សូមចេះស្តាប់គ្នា — โซม เจะ ซดับ กฺนีย์ (ขอให้ฟังกัน)

43.          យើងមានគោលបំណងល្អ — เยิง มีน โกล บำนัง หลอ (เรามีเจตนาดี)

44.          យើងមិនមែនជាសត្រូវ — เยิง มิน เมน เจีย สัตฺตรูว์ (เราไม่ใช่ศัตรู)

45.          តើអាចចរចាបានទេ? — เตอ อาจ จอรจา บาน เต๊ะ? (เราสามารถเจรจาได้ไหม?)

46.          ចូរនិយាយដោយសន្តិ — โจ นิยา โดย สันติ (พูดอย่างสันติ)

47.          សូមសាងសុខភាព — โซม สาง ซกคะพียบ (สร้างความเป็นสุขด้วยกัน)

48.          មិនអាចបញ្ចេញអាវុធបានទេ — มิน อาจ บัญเจญ อาวุธ บาน เต๊ะ (ห้ามใช้อาวุธ)

49.          យើងត្រូវគោរពសន្ធិសញ្ញា — เยิง ตร็ว โกโรป ซนทิซัญญา (เราต้องเคารพข้อตกลง)

50.          សូមប្រកាសច្បាប់ — โซม ปรกาส จฺบับ (กรุณาประกาศกฎ)

51.          អ្នកមានភារកិច្ចអ្វី? — แนก เมียน พีรกิจ อะเวย์? (คุณมีหน้าที่อะไร?)

52.          សូមមើលទៅអនាគត — โซม เมิล โตร อะนาโกต (ขอให้มองไปสู่อนาคต)

53.          កុំប្រើកម្លាំង — กฺม ปฺรอ กำลัง (ห้ามใช้กำลัง)

54.          ចូរជជែកដោះស្រាយ — โจ เจเจก ดอซราย (พูดคุยเพื่อแก้ไข)

55.          យើងអាចធ្វើឱ្យសន្តិភាពបាន — เยิง อาจ ทเวอ ออย ซนทิพียบ บาน (เราสามารถสร้างสันติภาพได้)

56.          សូមគោរពមនុស្ស — โซม โกโรป มนุษย์ (กรุณาเคารพคนอื่น)

57.          សូមមិនមើលបញ្ហាជាសត្រូវ — โซม มิน เมิล บัญหา เจีย สัตฺตรูว์ (ขอให้ไม่มองปัญหาเป็นศัตรู)

58.          ខ្ញុំមានការងារសំខាន់ — ขฺญม มีน การงาน ซ็อมขัน (ฉันมีภารกิจสำคัญ)

59.          សូមស្នាក់នៅទីនេះជាបណ្តោះអាសន្ន — โซม สนาก เนอ ตีนิ เจีย บอนดอฮ อาสน (กรุณาอยู่ที่นี่ชั่วคราว)

60.          យើងត្រូវបញ្ជូនព័ត៌មាន — เยิง ตร็ว บัญโจน ผอ มนูน (เราต้องส่งข้อมูล)

การติดต่อกับชุมชนและองค์กรท้องถิ่น

61.          យើងមកជាមួយសេរីភាព — เยิง มอก เจีย มวย เซริพียบ (เรามาพร้อมสันติภาพ)

62.          សូមជួយសហការជាមួយយើង — โซม จ่วย สะฮะกา เจีย มวย เยิง (ขอให้ร่วมมือกับเรา)

63.          យើងចង់ស្ថាបនាអនាគតល្អ — เยิง จอง สถาปนา อะนาโกต หลอ (เราต้องการสร้างอนาคตที่ดี)

64.          តើអ្នកជាសហគមន៍នេះទេ? — เตอ แนก เจีย สะฮะคุม นี้ เต๊ะ? (คุณอยู่ชุมชนนี้ใช่ไหม?)

65.          សូមផ្តល់ព័ត៌មានអំពីតំបន់នេះ — โซม ผดัล ผอมมนูน ออมปี ตำบน นี้ (ขอข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่นี้)

66.          យើងមិនមែនជាអ្នកវាយប្រហារ — เยิง มิน เมน เจีย แนก เวียบรอหา (เราไม่ใช่ผู้รุกราน)

67.          អ្នកអាចប្រាប់ឱ្យយើងដឹងបានទេ? — แนก อาจ ปรัป ออย เยิง เดิง บาน เต๊ะ? (ช่วยบอกเราหน่อยได้ไหม?)

68.          សូមមិនបង្កការភ័យខ្លាច — โซม มิน บองก็อ การ ผัย ขฺลาจ (กรุณาอย่าสร้างความกลัว)

69.          តើមានសាលារៀននៅក្បែរ? — เตอ มีน ซาลาเรียน เนอ กแบร์? (มีโรงเรียนใกล้ ๆ ไหม?)

70.          យើងចង់ជួយការអភិវឌ្ឍ — เยิง จอง จ่วย การ อะพิวด (เราต้องการช่วยพัฒนา)

71.          អ្នកអាចជាសមាជិក — แนก อาจ เจีย สมาจิก (คุณเป็นสมาชิกได้)

72.          សូមមើលទៅការរួមគ្នា — โซม เมิล โตร การ ร่วม กนีย์ (มองไปที่ความร่วมมือกัน)

73.          យើងមានគោលបំណងសុវត្ថិភាពសង្គម — เยิง มีน โกล บำนัง ซ็วัตทิพียบ ซ็องกม (เรามุ่งมั่นสร้างความปลอดภัยในสังคม)

74.          សូមកុំបង្កភាពអវិជ្ជមាន — โซม กฺม บองก็อ พีียบ อวิจฺญามีน (อย่าก่อให้เกิดผลลบ)

75.          សូមជួយពង្រឹងសន្តិភាព — โซม จ่วย ปงรึง ซ็นทิพียบ (ช่วยส่งเสริมสันติภาพ)

76.          តើអ្នកមានគំនិតអ្វី? — เตอ แนก มีน กุมนิท อะเวย์? (คุณมีความคิดเห็นไหม?)

77.          យើងមិនចង់ជាសត្រូវទេ — เยิง มิน จอง เจีย สัตตรู เต๊ะ (เราไม่อยากเป็นศัตรู)

78.          សូមឲ្យយើងដឹងព័ត៌មានច្បាស់ — โซม ออย เยิง เดิง ผอมมนูน จฺบาซ (ขอข้อมูลให้ชัดเจน)

79.          អ្នកអាចប្រាប់អំពីប្រវត្តិសាស្ត្របានទេ? — แนก อาจ ปรัป ออมปี ประวัติศาสตร์ บาน เต๊ะ? (ช่วยเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ได้ไหม?)

80.          យើងគួរពិភាក្សាជាសន្តិ — เยิง กัวร์ พิภาคสา เจีย ซนทิ (เราควรหารืออย่างสันติ)

การนำทาง การเคลื่อนกำลัง และภารกิจภาคสนาม

81.          សូមបង្ហាញផ្លូវទៅគន្លងសកម្មភាព — โซม บองฮาย พลว โตร กนฺลอง สกัมพีบบ (แสดงเส้นทางไปพื้นที่ปฏิบัติการ)

82.          ខ្ញុំត្រូវទៅបំពេញបេសកម្ម — ขฺญม ตร็ว โตร บอมเพิน เบสกัม (ผมต้องไปปฏิบัติภารกิจ)

83.          សូមបញ្ជាក់ទីតាំង — โซม บัญเจก ตีตัง (กรุณายืนยันตำแหน่ง)

84.          តើអាចជួយបញ្ជូនឯកសារ? — เตอ อาจ จ่วย บัญโจน เอกะสา? (ช่วยส่งเอกสารได้ไหม?)

85.          យើងចង់កំណត់ផែនទី — เยิง จอง กำหนด แผนที่ (เราต้องการจัดทำแผนที่)

86.          កុំបញ្ចេញអាវុធ — กฺม บัญเจญ อาวุธ (ห้ามใช้อาวุธ)

87.          សូមរៀបចំចំណតយានយន្ដ — โซม เรียบจ็อม จ็อมน็อต ยานยนต์ (จัดการจุดจอดรถ)

88.          ខ្ញុំត្រូវឃ្លាំមើល — ขฺญม ตร็ว ขฺลัม เมิล (ฉันต้องเฝ้าระวัง)

89.          ចូរជួយយកឧបករណ៍ — โจ จ่วย ยก อุปะกอน (ช่วยนำอุปกรณ์มาให้หน่อย)

90.          កុំចូលតំបន់គ្រោះថ្នាក់ — กฺม โจล ตำบน ครัวถานัก (อย่าเข้าไปในพื้นที่อันตราย)

91.          សូមបញ្ជូនសារជាបន្ទាន់ — โซม บัญโจน สารา เจีย บอนตอน (ส่งข้อความด่วนให้หน่อย)

92.          សូមជួយស្កេនទីតាំង — โซม จ่วย สเกน ตีตัง (ช่วยสแกนพื้นที่)

93.          យើងត្រូវរាយការណ៍ទៅមជ្ឈមណ្ឌល — เยิง ตร็ว เรียกา โตร มัจฺฉมนฺดล (เราต้องรายงานไปศูนย์กลาง)

94.          សូមរៀបចំកម្លាំង — โซม เรียบจ็อม กำลัง (เตรียมกำลังพล)

95.          ចូររួមការងារ — โจ ร่วม การงาน (ร่วมกันทำงาน)

96.          យើងត្រូវចេញដំណើរត្រឹមម៉ោងនេះ — เยิง ตร็ว เจญ ดำนอว์ เตริม มอง นี้ (เราจะออกเดินทางตอนนี้)

97.          កុំយូរពេក — กฺม ยู เปก (อย่าใช้เวลานานเกินไป)

98.          សូមអនុវត្តន៍យ៉ាងតឹងរ៉ឹង — โซม อะนุวัต อย่าง เติงเริง (ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด)

99.          ត្រូវកត់ត្រាទុកជាលាយលក្ខណៈ — ตร็ว กดตรา ทุก เจีย ลายลักษณะ (ต้องบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์)

100.        សូមជូនពរជ័យជំនះ — โซม จูนปอ เจย จมเนี้ยะ (ขอให้ประสบชัยชนะ)

โดย สุริยพงศ์

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ วิธีสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนชายแดนไทย–กัมพูชา สำหรับทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ชายแดน

บทความพิเศษ : 'รู้เขา รู้เขมร' วิธีสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนชายแดนไทย–กัมพูชา  สำหรับทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ชายแดน

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ วิธีสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนชายแดนไทย–กัมพูชา สำหรับทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ชายแดน

วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

1. ความสำคัญของการสร้างความสัมพันธ์

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา สถานการณ์ระหว่างไทย กัมพูชา  ได้ทวีความตึงเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การปิดพรมแดนที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่การปิดกั้นเส้นทางการค้าหรือการสัญจรของประชาชนเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวันและการปฏิบัติหน้าที่ของทุกคน

ชายแดนนั้นไม่ใช่เป็นเพียงเส้นแบ่งเขตประเทศ แต่คือพื้นที่ของชีวิต ความสัมพันธ์ และประวัติศาสตร์ร่วม   ดังนั้นทหาร  ตำรวจ  และเจ้าหน้าที่ชายแดนจึงต้องไม่มองพื้นที่นี้แค่เพียงเป็นจุดตรวจหรือเขตเฝ้าระวัง      แต่เป็นพื้นที่ซึ่งต้องร่วมกันสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืน       การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชาวบ้านทั้งฝั่งไทยและกัมพูชา เป็นเครื่องมือ “รบโดยไม่ต้องรบ” ที่ทรงพลัง โดยเฉพาะในยุคที่สงครามไม่ใช่แค่การใช้อาวุธ แต่คือการแข่งกันสร้างอิทธิพลและความไว้วางใจ

2. ความสัมพันธ์กับชุมชนชาวไทย: จากผู้พิทักษ์สู่ลูกหลานของชาวบ้าน

• ทหารตำรวจ และเจ้าหน้าที่ชายแดนต้องทำหน้าที่ไม่ใช่แค่รักษาพรมแดน แต่ต้องเป็น “ลูกหลานของชุมชน”

• ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เยี่ยมบ้าน แวะพูดคุยในตลาด ช่วยงานวัด งานโรงเรียน

• รับฟังปัญหาอย่างจริงใจ โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคง ปัญหาช่องทางธรรมชาติ ยาเสพติด ค้ามนุษย์

• ใช้กำลังพลเป็นครูอาสา สอนหนังสือ สอนกีฬา จัดกิจกรรมลูกเสือ ช่วยเด็กและเยาวชน

• สร้างเครือข่ายชาวบ้านเป็น “หูตา” ให้กับหน่วยงานความมั่นคง ผ่านระบบอาสาสมัครหรือชุด “ชาวบ้านชายแดนเข้มแข็ง”

• พัฒนาโครงการเล็ก ๆ ที่ตอบโจทย์ชีวิต เช่น บ่อบาดาล พลังงานแสงอาทิตย์    โรงครัวชุมชน

ซ่อมแซมเส้นทางคมนาคม สร้างสะพาน หรือปรับปรุงแหล่งน้ำร่วมกับชาวบ้าน

อาจตั้งกลุ่มไลน์ หรือกลุ่มวิทยุสื่อสาร  เพื่อติดต่อสื่อสารและประสานสัมพันธ์กับผู้นำชุมชน

3. ความสัมพันธ์กับชาวกัมพูชา: เปลี่ยนความหวาดระแวง สู่มิตรภาพ

แบ่งปันสิ่งของขาดแคลน   เช่น อาหาร เครื่องดื่ม  ยารักษาโรค

• ยอมรับความจริงว่าชาวกัมพูชาหลายคนพึ่งพิงตลาด–แรงงาน–สินค้าไทย ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ ไทยจึงควรแสดงออกถึงความเป็นมิตร ไม่ใช่ฝ่ายปราบปรามเสมอไป

• ใช้ล่ามท้องถิ่นที่ไว้ใจได้ช่วยสื่อสารกับชาวบ้านกัมพูชา ลดการเข้าใจผิดจากภาษาและวัฒนธรรม

• สร้างเวที “ตลาดมิตรภาพ” ร่วมกับฝ่ายกัมพูชา เช่น ตลาดนัดชายแดน ประเพณีร่วม วัฒนธรรมร่วม เช่น แห่เทียนเข้าพรรษาร่วมกัน

• จัดโครงการเยาวชนข้ามแดน เช่น ลูกเสือสองแผ่นดิน กีฬาเชื่อมสัมพันธ์ วิ่งข้ามแดน

 • ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ทหาร–ตำรวจเขมรระดับท้องถิ่น แลกเปลี่ยนข่าวสารและประสานเวลาเกิดเหตุ

• ห้ามแสดงท่าทีข่มขู่ ดูหมิ่น หรือพูดจาเชิงเหยียดเชื้อชาติ เพราะจะทำลายความสัมพันธ์ระยะยาว

4. ข้อห้ามที่ต้องระวัง

ห้ามใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงชาวบ้าน

ห้ามแสดงความเกลียดชังหรือดูถูกประเทศกัมพูชา

ห้ามยุยงปลุกปั่นให้คนสองชาติทะเลาะกัน

ห้ามแสดงท่าทางหรือคำพูดที่เหยียดหยามเชื้อชาติ หรือดูหมิ่นประเพณีวัฒนธรรมของชุมชน

• ห้ามเข้าไปในดินแดนพิพาท หรือเขตต้องห้ามโดยพลการ แม้เพียงไม่กี่เมตร เพราะอาจถูกใช้เป็นข้ออ้างทางการเมือง

• ห้ามพูดเรื่องประวัติศาสตร์ที่ล่อแหลมหรือบิดเบือน เช่น “ดินแดนนี้เคยเป็นของไทย” หรือ “เขมรไม่มีวัฒนธรรมของตัวเอง”

• ห้ามแจกของ หรือทำกิจกรรมโดยไม่แจ้งหน่วยงานฝ่ายปกครองหรือทหาร–ตำรวจของกัมพูชา เพราะจะถูกมองว่าล้ำเส้น

• ห้ามโพสต์ภาพ/คลิปกิจกรรมกับชาวกัมพูชาโดยไม่ขออนุญาตหรืออธิบาย เพราะอาจถูกใช้ในเชิงการเมือง

• ห้ามเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจผิดกฎหมายของชาวบ้าน หรือร่วมมือกับผู้มีอิทธิพลข้ามแดน 

ห้ามรับสินบน เพื่อให้กระทำหรือละเว้นการกระทำที่ไม่เหมาะสม

ห้ามพูดคำว่า  “นครวัดเคยเป็นของไทย”   หรือ “ไทยเคยยึดครองกัมพูชา”  หรือ “จะยึด พระตะบอง เสียมราฐกลับมาเป็นของไทย”

ห้ามร่วมมือกับผู้ทำผิดกฎหมาย เช่น พวกคอลเซนเตอร  การพนันออนไลน์ ขนของหนีภาษี  ขนคนข้ามแดน

5. ข้อปฏิบัติที่ควรยึดถือ

• ปฏิบัติตามระเบียบของบันทึกความเข้าใจ  เอ็มโอยู 43  (MOU 43)  ข้อ5 อย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เป็นช่องให้ฝ่ายตรงข้ามโจมตี  คือ “งดเว้นการดำเนินการใด ๆ ที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของพื้นที่ชายแดน”   เช่นการแสดงสัญลักษณ์ ความเป็นเจ้าของ เข่น ร้องเพลงชาติ  ผูกผ้าสีธงชาติ  หรือตะโกนไล่ทหารให้ออกไปจากบริเวณ พื้นที่พิพาท 

• พูดด้วยท่าทีสุภาพ รักษาภาพลักษณ์ของทหาร–ตำรวจไทยที่มีวินัย ใจดี แต่ไม่อ่อนแอ

• ใช้หลัก “3 ฟ” คือ “ฟัง – เฝ้า – เฟ้นสร้างสัมพันธ์”  คือฟังความเห็นชาวบ้าน    เฝ้าระวังเหตุผิดปกติอย่างไม่ให้ชาวบ้านรู้สึกถูกรังแก   เฟ้นหาผู้นำท้องถิ่นที่เป็นมิตรเพื่อทำงานร่วม

• ฝึกพูดคำทักทายพื้นฐานภาษาท้องถิ่นอีสาน หรือภาษากัมพูชา    เช่น “ซัวซะไดย์” (สวัสดี) “อ๊กกุน” (ขอบคุณ) เพื่อสร้างความเป็นกันเอง

• สวมเครื่องแบบให้เรียบร้อย ไม่แสดงอาวุธเกินความจำเป็น โดยเฉพาะเมื่อลงพื้นที่ชุมชน

6. ผลที่จะได้รับ: พลังน้ำใจไมตรีที่มากกว่าอาวุธ

• ชาวบ้านจะเชื่อมั่นในทหาร–ตำรวจ เห็นเป็นฝ่ายคุ้มครอง ไม่ใช่เจ้านายหรือผู้บังคับบัญชา

 • ลดช่องทางของขบวนการลักลอบ ยาเสพติด และกลุ่มผิดกฎหมาย เพราะชาวบ้านไม่ยอมให้พื้นที่ใช้เป็นทางผ่าน

• ลดความเข้าใจผิดและความเกลียดชังระหว่างสองชาติ

• เสริมสร้างความมั่นคงเชิงมนุษยสัมพันธ์ (Human Security) ที่ยั่งยืนกว่าเพียงการตั้งด่านหรือถือปืน

• เปลี่ยนแนวชายแดนที่อ่อนไหว เป็นแนวร่วมของสันติภาพ

• เมื่อเกิดเหตุการณ์วิกฤต เช่น ความขัดแย้ง กองกำลัง ชาวบ้านที่เคยไว้ใจจะช่วยเจรจา หรือยับยั้งไม่ให้ความรุนแรงบานปลาย

สรุป   ชายแดนไทย–กัมพูชาไม่ใช่ “ด่านหน้าแห่งความขัดแย้ง” แต่สามารถเป็น “สะพานแห่งมิตรภาพ” ได้ หากผู้ที่ถืออาวุธคือผู้ที่เข้าใจหัวใจของชาวบ้าน การสร้างความสัมพันธ์จึงไม่ใช่ภารกิจเสริม แต่คือภารกิจหลักของทหาร–ตำรวจชายแดนยุคใหม่ ที่รู้เขา รู้เรา และรู้ใจประชาชน

โดย สุริยพงศ์

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ สมรภูมิช่องบก: 2528-2530

บทความพิเศษ : 'รู้เขา รู้เขมร' สมรภูมิช่องบก: 2528-2530

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ สมรภูมิช่องบก: 2528-2530

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ช่วง พ.ศ. 2528 ถึง 2530  เกิดการสู้รบระหว่างกองทัพไทยกับกองทัพเวียดนามที่เข้ามาเคลื่อนไหวในดินแดนกัมพูชา โดยมีเป้าหมายเพื่อทำลายฐานที่มั่นของกลุ่มต่อต้านเวียดนามที่เคลื่อนไหวตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในขณะนั้น และพยายามขยายอิทธิพลเข้ามาในพื้นที่ของไทย

จุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง

“ช่องบก” คือพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาในเขตอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณที่เรียกว่า “สามเหลี่ยมมรกต” ซึ่งเป็นจุดรอยต่อระหว่างสามประเทศ ได้แก่ ไทย ลาว และกัมพูชา ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 12 ตารางกิโลเมตร  ใกล้เขาพระวิหาร   โดยมีลักษณะภูมิประเทศเป็นป่าทึบและเทือกเขาพนมดงรักที่สูงชัน

ความขัดแย้งในพื้นที่นี้มีรากลึกย้อนกลับไปถึงยุคอาณานิคมฝรั่งเศส เมื่อการปักปันเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาไม่ชัดเจน แผนที่ที่ใช้ในสนธิสัญญาหลายฉบับมีความแตกต่างไม่ตรงกัน   ส่งผลให้เกิดพื้นที่ทับซ้อนที่ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์

โดยในช่วงพ.ศ. 2501 ถึง 2505เคยเกิดเหตุปะทะกันด้วยปืนใหญ่และเครื่องบิน ระหว่างกองทัพไทยและกัมพูชามาแล้วที่ช่องบก  ซึ่งเป็นทางผ่านสำคัญไปสู่เขาพระวิหาร  ทำให้ทหารไทยเสียชีวิต 30 นาย  ขณะที่ทหารกัมพูชาก็สูญเสียใกล้เคียงกัน   การรบยุติลงตามคำสั่งของศาลโลก แล้วมาเจรจาแก้ปัญหากันด้วยสันติวิธี 

จุดปะทุของสมรภูมิ

ในช่วงปี พ.ศ. 2528–2530 ช่องบกกลายเป็นสมรภูมิเดือดอีกครั้ง เมื่อกองทัพเวียดนามซึ่งเข้ายึดครองกัมพูชาหลังโค่นล้มเขมรแดงในปี 2522 ได้รุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ชายแดนไทยบริเวณช่องบก โดยอ้างสิทธิ์ในพื้นที่ที่ยังไม่มีการแบ่งเขตแดนชัดเจน และมีลักษณะเป็นพื้นที่ป่าเขาที่ยากต่อการควบคุม ฝ่ายเวียดนามต้องการใช้พื้นที่นี้เป็นเส้นทางลำเลียงและเป็นฐานที่มั่นในการโจมตีกลุ่มต่อต้านในกัมพูชา

กองกำลังสุรนารีของไทย ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ชายแดนภาคอีสาน ได้รับคำสั่งให้เข้าปฏิบัติการทันที ท่ามกลางสภาพภูมิประเทศที่ยากลำบาก เต็มไปด้วยทุ่นระเบิดและแนวป่าทึบ ทหารเวียดนามสร้างบังเกอร์คอนกรีตเสริมเหล็ก พร้อมอาวุธหนักที่ได้รับการสนับสนุนจากฐานในลาวและกัมพูชา

ยุทธวิธีแห่งความอดทน

ฝ่ายไทยใช้ยุทธวิธีที่เรียกว่า “ขุดบ่อเพาะ” โดยขุดหลุมเข้าใกล้ฐานเวียดนามทีละน้อย ไม่เปิดฉากยิงทันที แต่เน้นการส่งเสบียงและกำลังบำรุงอย่างต่อเนื่อง วิธีนี้ทำให้ฝ่ายเวียดนามค่อย ๆ อ่อนล้าและเสียขวัญ

การสู้รบยืดเยื้อถึง 2 ปี และในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2530   การรบที่สมรภูมิช่องบกยุติลงเมื่อกองทัพเวียดนามถอนกำลังออกจากกัมพูชา ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองระหว่างประเทศและแรงกดดันจากนานาชาติ อย่างไรก็ตาม ปัญหาเขตแดนบริเวณช่องบกยังคงเป็นประเด็นที่ต้องมีการหารือและปักปันเขตแดนกันอย่างเป็นทางการต่อไป

ราคาของสงคราม

การสู้รบครั้งนี้ต้องแลกมาด้วยความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง ทหารไทยเสียชีวิต 109 นาย และบาดเจ็บ 664 นาย มีการใช้กระสุนปืนใหญ่ถึง 21,791 นัด สมรภูมิช่องบกจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของวีรกรรมทหารไทยที่ยอมพลีชีพเพื่อปกป้องผืนแผ่นดิน

ฐานอนุพงษ์: อนุสรณ์แห่งความเสียสละ

“ฐานอนุพงษ์” ตั้งอยู่บริเวณห้วยพลาญเสือ ใกล้ช่องบก เป็นอนุสรณ์เพื่อรำลึกถึง ร้อยโทอนุพงษ์ บุญญะประทีป ผู้เสียชีวิตในระหว่างการปะทะกับกองกำลังเวียดนามเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2530

ในวันนั้น หมวดปืนเล็กที่ 1 กองร้อยทหารราบที่ 1631 ภายใต้การนำของ ร.ท.อนุพงษ์ ได้เข้าช่วยเหลือผู้ใต้บังคับบัญชาที่บาดเจ็บและเสียชีวิต จนถูกระดมยิงและเสียชีวิตในพื้นที่ปะทะ   ดังนั้นฐานแห่งนี้จึงเป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญและความเสียสละของทหารไทยที่ยอมพลีชีพเพื่อชาติ

การฟื้นฟู

หลังสงคราม ช่องบกได้รับการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลไทยพยายามเปลี่ยนภาพลักษณ์ของพื้นที่จากสมรภูมิเป็นแหล่งท่องเที่ยวและเขตเศรษฐกิจ โดยมีการพัฒนาอุทยานแห่งชาติภูจองนายอยให้เป็นจุดชมวิวสามเหลี่ยมมรกต

นอกจากนี้ ยังมีโครงการพระราชดำริที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวบ้านผ่านการส่งเสริมอาชีพ และความร่วมมือระหว่างไทย ลาว และกัมพูชาเพื่อส่งเสริมการค้าและการท่องเที่ยวในพื้นที่ชายแดน

แม้เวลาจะผ่านไปหลายทศวรรษ ช่องบกยังคงเป็นจุดเปราะบางของความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 เกิดเหตุปะทะระหว่างทหารไทยและกัมพูชาในพื้นที่พิพาท หลังฝ่ายกัมพูชาขุดคูยาว 650 เมตรเพื่อตั้งจุดตรึงกำลัง ซึ่งไทยมองว่าเป็นการละเมิดข้อตกลง เอ็มโอยู 43  (MOU43)

เหตุการณ์ยุติลงภายใน 10 นาทีหลังการเจรจาทางโทรศัพท์ระหว่างผู้บัญชาการทั้งสองฝ่าย แม้ไม่มีผู้บาดเจ็บ แต่เหตุการณ์นี้สะท้อนว่าช่องบกยังคงเป็นพื้นที่ที่พร้อมปะทุได้ทุกเมื่อ

โดย สุริยพงศ์