รำลึก 200 ปี วีรกรรม ‘ท้าวสุรนารี’ แห่งเมืองโคราช

รำลึก 200 ปี วีรกรรม 'ท้าวสุรนารี' แห่งเมืองโคราช

รำลึก 200 ปี วีรกรรม ‘ท้าวสุรนารี’ แห่งเมืองโคราช

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ท้าวสุรนารี” หรือที่คนทั่วไปเรียกกันว่า “ย่าโม”  นับเป็นวีรสตรีของแผ่นดิน  ที่ปีพุทธศักราช 2569 นี้ เป็นปีสำคัญ คือ “ครบรอบ 200 ปี แห่งวีรกรรมท้าวสุรนารี”
จังหวัดนครราชสีมา เริ่มต้นจัดงานเฉลิมฉลองไปแล้ว โดยมี “นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดงาน  ภายใต้แนวคิด 200 ปี วีรกรรมก้องหล้า ศรัทธาไม่เสื่อมคลาย  ระหว่างวันที่ 23 มีนาคม ถึง 3 เมษายน 2569 รวม 12 วัน 12 คืน ที่บริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี และสนามหน้าศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา

เหตุการณ์ประวัติศาสตร์อันเป็นที่มาแห่งวีรกรรมของท้าวสุรนารี เกิดขึ้นเมื่อพุทธศักราช ๒๓๖๙ หลังจากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติได้เพียง ๒ ปี พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๓ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ บันทึกความไว้ว่า

“เจ้าอนุเวียงจันทน์เป็นกบฎ… ฝ่ายอนุเวียงจันทน์ตั้งแต่กลับไปถึงเมืองแล้วก็ตรึกตรองที่จะคิดมา ประทุษร้ายต่อกรุงเทพมหานคร จึงให้หาอุปราช ราชวงศ์ สุทธิสารกับท้าวเพี้ยขุนนางผู้ใหญ่ มาปรึกษาว่าที่กรุงเดี๋ยวนี้มีแต่เจ้านายเด็กๆ ขุนนางผู้ใหญ่ก็น้อยตัว ฝีมือทัพศึกก็อ่อนแอ ทั้งเจ้าพระยานครราชสีมาก็ไม่อยู่ หัวเมืองรายทางก็ไม่มีที่กีดขวาง การเป็นที่หนักหนาแล้ว ไม่ควรเราจะเป็นเมืองขึ้น ชาวอังกฤษก็มารบกวนอยู่เราจะยกทัพไปตีเอากรุงก็เห็นจะได้โดยง่าย…”

เจ้าอนุวงศ์ หรือเรียกกันเป็นสามัญว่า เจ้าอนุ ตามที่กล่าวถึงในพระราชพงศาวดารนี้ เป็นบุตรพระเจ้าบุญสาร เสด็จขึ้นครองนครเวียงจันทน์ ต่อจากเจ้าอินทวงศ์ เป็นผู้มีความสวามิภักดิ์ต่อกรุงเทพฯ มาแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ลงมาเฝ้า และรับทำราชการต่างๆ โดยแข่งขันสืบมา จนเป็นที่สนิทชิดชอบพระราชอัธยาศัย ส่วนมูลเหตุที่เจ้าอนุวงศ์คิดเป็นกบฎ จะเข้ามาตีกรุงเทพฯ กล่าวว่า เนื่องจากทูลขอครัวชาวเวียงจันทน์ ที่ถูกกวาดต้อนมาแต่ครั้งกรุงธนบุรี เพื่อจะนำกลับไปบ้านเมือง แต่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่พระราชทานให้ตามประสงค์ ด้วยทรงพระราชดำริว่า ครัวชาวเวียงจันทน์เหล่านี้ ได้ตั้งภูมิลำเนาอยู่เป็นหลักแหล่งมั่นคงแล้ว ซึ่งเป็นเหตุให้เจ้าอนุวงศ์มีความอัปยศ จึงเป็นกบฎจะยกทัพเข้ามาตีกรุงเทพมหานคร

การเตรียมกำลังเข้ามาตีกรุงเทพฯ ครั้งนั้นเจ้าอนุวงศ์ได้ไปเกลี้ยกล่อมบรรดาหัวเมืองต่างๆ ให้เข้าร่วมด้วย เจ้าเมืองใดขัดขืนก็ฆ่าเสีย มีเจ้าเมืองกาฬสินธุ์ เป็นต้น ราษฎรและเจ้าเมืองอื่นๆ พากันกลัวอำนาจยอมเข้าด้วยหลายเมือง เมื่อเห็นว่ามีกำลังมากพอ ก็ให้ยกกองทัพไปพร้อมกันที่เมืองนครราชสีมา

มีบันทึกเหตุการณ์ซึ่งเป็นลางร้ายก่อนเจ้าอนุวงศ์จะยกกองทัพออกจากเมือง เวียงจันทน์ว่า

“…เมื่อ ณ เดือน ๖ ปีจออัฐศก (พ.ศ.๒๓๖๙) เวลากลางวันเกิดลมพายุใหญ่พัดช่อฟ้าใบระกา หอพระแก้วพระบางหลังคาเรือนอนุหักไปเป็นอันมาก เรือนภรรยาอนุทลาย ๕ หลัง แต่เรือนราษฎรชาวบ้านหักพังประมาณ ๔๐-๕๐ หลัง ครั้นมาถึงเดือน ๑๑ ขึ้น ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ อนุยังเกณฑ์กองทัพอยู่นั้น บังเกิดดาวพฤหัสบดีขึ้นทางทิศทักษิณเมื่อเวลาดึกประมาณ ๒ ยามเศษ เกิดแผ่นดินไหวที่เมืองเวียงจันทน์ ถ้วยชามสิ่งของรูปพรรณกระทบกัน ครั้นรุ่งสว่างขึ้นเห็นแผ่นดินแยกออกในกำแพงท้ายเมือง ยาวประมาณ ๒ วา กว้างประมาณศอกเศษ ลึกประมาณเส้นเศษ อนุเห็นดังนั้น จึงหาโหรมาดูว่าดีหรือร้ายประการใด จะยกกองทัพลงไปตีกรุงจะปราชัยหรือมีชัย โหรทำนายว่าเหตุนี้ร้ายนักจะปราชัย…”

 แม้โหรทำนายเช่นนั้นแต่เจ้าอนุวงศ์ก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะยกทัพมาตี กรุงเทพฯ เจ้าอนุวงศ์เองนั้นเกณฑ์กองทัพเมืองเวียงจันทน์ ยกข้ามแม่น้ำโขงมาตั้งอยู่บ้านพันพร้าว ฝึกหัดกองทัพอยู่ ส่วนทัพหน้าให้เจ้าราชวงศ์คุมคนยกล่วงมาถึงเมืองนครราชสีมา หลังจากเบิกเสบียงจากเมืองนครราชสีมาแล้วก็ยกทัพล่วงหน้าไปเมืองสระบุรี จากนั้นเจ้าอนุวงศ์กับเจ้าสุทธิสารราชบุตรก็ยกทัพตามลงมาถึงเมือง นครราชสีมา

การที่กองทัพของเจ้าอนุวงศ์ยกผ่านเมืองต่างๆ ไปโดยสะดวก ก็โดยใช้อุบางลวงเจ้าเมืองกรมการรายทางว่า มีศุภอักษรจากกรุงเทพฯ โปรดให้เกณฑ์กองทัพมาช่วยรบกับอังกฤษ เจ้าเมืองกรมการเมืองหลงกลและพากันเชื่อฟังจัดหาเสบียงอาหารให้ และไม่มีใครขัดขวางยอมให้ผ่านไปแต่โดยดีทุกเมือง

เมื่อเจ้าอนุวงศ์ยกกองทัพมาตั้งอยู่ที่เมืองนครราชสีมานั้น เป็นเวลาที่เจ้าพระยานครราชสีมาไม่อยู่ ไปราชการที่เมืองขุขันธ์ คงมีแต่กรมการผู้น้อยรักษาเมืองอยู่ เช่น พระยาพรหมยกรบัตร เป็นต้น เจ้าอนุวงศ์ได้สั่งให้พระยาพรหมยกรบัตรเตรียมกวาดครอบครัวขึ้นไปเมือง เวียงจันทน์ให้เสร็จภายในเวลา ๔ วัน พระยาพรหมยกรบัตรกลัวอำนาจก็จำต้องยอมทำตาม และแกล้งจัดหาหญิงรูปงามให้เจ้าอนุวงศ์เพื่อลวงให้ตายใจ

ฝ่ายพระยาปลัดซึ่งไปราชการกับเจ้าเมืองนครราชสีมา เมื่อทราบข่าวว่าเจ้าอนุวงศ์ลงมากวาดต้อนครัวเมืองนครราชสีมาไปเป็น จำนวนมาก จึงขออนุญาตเจ้าพระยานครราชสีมากลับมาช่วยครอบครัวและชาวเมือง ได้เข้าเฝ้าเจ้าอนุวงศ์ โดยลวงเจ้าอนุวงศ์ว่า เจ้าเมืองนครราชสีมาหนีไปเสียแล้ว เจ้าอนุวงศ์หลงเชื่อ ก็มอบให้พระยาปลัด และพระยาพรหมยกระบัตร ควบคุมครัวเมืองนครราชสีมา ออกเดินทางไปเมืองเวียงจันทน์ ดังมีหลักฐานเล่าเหตุการณ์รายงานในใบบอกพระยาปลัดเมืองนครราชสีมา แจ้งมายังค่ายหลวง มีความโดยละเอียดว่า

“…ข้าพเจ้าพญาปลัด พญายกระบัตร หลวงพิชัย หลวงเมือง กรมการเมืองนครราชสีมา บอกลงมาว่าด้วยอยู่ ณ วันเดือน ๓ แรม ๗ ค่ำ ปีจออัฐศกเจ้าเวียงจันทน์เข้ามาถึงเมืองนครราชสีมา เจ้าเวียงจันทน์ให้หาพญายกระบัตรหลวงสัสดี หลวงเมือง หลวงนา หลวงนรา หลวงปลัดเมืองพิมาย ออกไปเจ้าเวียงจันทน์ว่ากับกรมการว่า ถ้าผู้ใดมิยอมไปด้วยเจ้าเวียงจันทน์ฯ จะฆ่าเสียให้สิ้น… เจ้าเวียงจันทน์ให้กองทัพไล่ครัวนอกเมืองในเมืองออกแล้ว แต่กองทัพคุมครัวยกไป…ข้าพเจ้ายกไปทันครัว ณ บ้านปราสาท… ข้าพเจ้ากับกรมการปรึกษาให้ไล่ครัวเข้ามาตั้ง ณ บ้านสำริด แขวงเมืองพิมาย ข้าพเจ้ากรมการได้บอกข้อความให้ขุนพลถือลงมาบอกกองทัพยกขึ้นไปช่วย ก็หาเห็นกองทัพยกขึ้นไปไม่ ครั้น ณ วันเดือน ๔ แรม ๘ ค่ำ เจ้าเวียงจันทน์ให้ยกกองทัพประมาณพันเศษไปตีชิงเอาครัว ข้าพเจ้ากรมการกับหมื่นศรีธนรัตน หลวงปลัดพิมาย พระณรงค์เดชะ เกณฑ์กำลังครัวได้ ๕๐๐๐ เศษ ยกออกรบ ตีกองทัพเจ้าเวียงจันทน์แตก… เจ้าเวียงจันทน์ แต่งให้เจ้าสุทธิสาร บุตร คุมคนประมาณ ๖๐๐๐ เศษ ยกไปตีข้าพเจ้ากรมการอีก ข้าพเจ้ากรมการ… ยกออกตีกองทัพเจ้าสุทธิสารแตก ข้าพเจ้ากรมการฆ่ากองทัพเจ้าสุทธิสารตายประมาณ ๑๐๐๐ เศษ ได้ปืนเชลยศักดิ์ ๕๐ บอก…”

เหตุการณ์ที่ครัวชาวเมืองนครราชสีมารวมกำลังกันต่อสู้ครั้งนี้เองที่ได้ เกิดวีรสตรีคนสำคัญขึ้นในประวัติศาสตร์ของชาติไทย นั่นคือ ท่านผู้หญิงโมภริยาพระยาปลัด ได้ควบคุมกำลังฝ่ายผู้หญิงนุนช่วยสู้รบอย่างองอาจกล้าหาญ โดยคบคิดวางแผนกับผู้นำฝ่ายชายและกรมการเมือง จัดหาหญิงสาวให้นายทัพนายกองที่ควบคุมครัวไปจนถึงชั้นไพร่ จนพวกลาวกับครัวชาวเมืองสนิทเป็นอันดีแล้ว ก็ออกอุบายแจ้งว่าครอบครัวที่อพยพไปได้รับความยากลำบากอดอยากนัก ขอมีด ขวาน ปืน พอจะได้ยิงเนื้อมากินเป็นเสบียงเลี้ยงครัวไปตามทาง

เมื่อเดินทางถึงทุ่งสัมฤทธิ์ก็พร้อมใจกันเข้าสู้ทัพลาว ด้วยอาวุธอันมีอยู่น้อยนิด บ้างก็ตัดไม้ตะบองเสี้ยมเป็นหลาวบ้าง สามารถฆ่าฟันศัตรูล้มตายเป็นจำนวนมาก ดังมีความในใบบอกข้างต้น

หลังจากชัยชนะของชาวครัวเมืองนครราชสีมาครั้งนี้ ทำให้เจ้าอนุวงศ์หวาดหลั่นไม่กล้าที่จะยกทัพลงมายังกรุงเทพฯ พากันถอยทัพกลับไปและถูกปราบจับตัวมาลงโทษ ณ กรุงเทพมหานคร ในที่สุด

จากวีรกรรมของคุณหญิงโมที่ได้รวบรวมครัวชายหญิงชาวเมืองนครราชสีมา เข้าต่อสู้ข้าศึกศัตรูจนแตกพ่ายไปครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบำเหน็จความชอบแต่งตั้งขึ้นเป็น ท้าว สุรนารี

ท้าวสุรนารี หรือคุณหญิงโม เกิดเมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๑๔ ในแผ่นดินกรุงธนบุรี เมื่ออายุได้ ๒๕ ปี ได้สมรสกับเจ้าพระยาหิศราธิบดี (ทองคำ) ที่ปรึกษาราชการเมืองนครราชสีมา แต่ครั้งยังดำรงตำแหน่งปลัดเมืองนครราชสีมา ซึ่งชาวเมืองเรียกสั้นๆ ว่า พระยาปลัด มีนิวาสสถานอยู่บริเวณตรงข้ามวัดพระนารายณ์มหาราช (วัดกลางนคร) ท้าวสุรนารีถึงแก่อสัญกรรมเมื่อเดือน ๕ ปีชวด จัตวาศก จุลศักราช ๑๒๑๔ พุทธศักราช ๒๓๙๕ รวมอายุได้ ๘๑ ปี หลังจากกระทำพิธีฌาปนกิจแล้ว เจ้าคุณสามีได้สร้างเจดีย์บรรจุอัฐิไว้ ณ วัดศาลาลอย ต่อมาเจดีย์ชำรุดลงจึงได้ย้ายอัฐิมาบรรจุไว้ที่กู่ที่วัดพระนารายณ์ มหาราช จนกระทั่งเมื่อทางการและประชาชน ชาวนครราชสีมา ได้พร้อมใจกันสร้างอนุสาวรีย์ของท่านไว้ ณ หน้าประตูชุมพล เมื่อพุทธศักราช ๒๔๗๗ จึงได้นำอัฐิของท้าวสุรนารีมาประดิษฐานในฐานอนุสาวรีย์แห่งนี้

ที่หน้าประตูชุมพล ประตูเมืองเก่าด้านทิศตะวันตกของเมืองโคราชหรือเมืองนครราชสีมา ทุกวันนี้ยังปรากฎอนุสาวรีย์ของวีรสตรีท่านนี้ ประดิษฐานในอาการที่พร้อมจะเข้าต่อสู้ เพื่อปกป้องคุ้มครองชาวเมืองให้อยู่รอดปลอดภัย

อนุสาวรีย์รูปท้าวสุรนารีดังกล่าวนี้ สร้างเป็นรูปปั้นสุภาพสตรีมีเครื่องแต่งกายอย่างหญิงมีบรรดาศักดิ์สมัย รัตนโกสินทร์ตอนต้น คือนุ่งผ้าจีบ ห่มสไบคลุมมีอย่างน้อย ไว้ผมทรงดอกกระทุ่ม ในมือถือดาบ ในลักษณะเตรียมพร้อมที่จะปกปักรักษาบ้านเมือง นอกจากนี้ เพื่อให้อนุสาวรีย์นี้มีความหมายในฐานะเป็นที่เคารพสักการะรำลึกถึงท่าน ท้าวสุรนารีอย่างแท้จริง ทางการจึงได้เชิญอัฐิของท่านมาประดิษฐานไว้ ณ ฐานของอนุสาวรีย์ด้วย

ศาสตราจารย์ ดร. ชาตรี ประกิตนนทการ เล่าประเด็นอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี “อนุสาวรีย์สามัญชน” ไว้ในหนังสือ “การเมืองและสังคมในศิลปสถาปัตยกรรมสยามสมัย ไทยประยุกต์ ชาตินิยม” (สำนักพิมพ์มติชน) ว่า

 การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงด้านสถาปัตยกรรมและศิลปกรรม โดยเน้นความเสมอภาคในสังคม ซึ่งเป็น 1 ในหลัก 6 ประการ ที่คณะราษฎรได้ประกาศไว้เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475

งานศิลปกรรมยุคนั้น โดยเฉพาะงานประติมากรรมจะถูกถ่ายทอดออกมาด้วยลักษณะงานที่เน้นแสดงออกถึงลีลาและท่าทีขึงขัง ดุดัน ถ้าเป็นภาพปั้นรูปคนก็จะดูกำยำ แสดงท่าทางเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยพลังแข็งแรง และมักเป็นการปั้นรูปคนธรรมดาสามัญ วิถีชีวิตชาวบ้านชาวนาธรรมดา หรือไม่ก็ทหาร ไม่นิยมปั้นเป็นรูปเทพเทวดาหรือวีรบุรุษทางประวัติศาสตร์ ที่ส่วนใหญ่เป็นกษัตริย์แต่อย่างใด

เรื่องนี้ปรากฏหลักฐานในหนังสือ “สาส์นสมเด็จ” ตามที่ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงกล่าวกับ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อครั้งมีการปั้น “อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี” ว่า

“…เกล้ากระหม่อมก็เข้าใจแล้วได้แนะนำว่า เราไม่รู้จักหน้าตาเป็นอย่างไรไม่รู้ ทำไม่ได้ดอก ทำ Allegory เป็นนางฟ้าถือดาบดีกว่า… มาเมื่อก่อนหน้าที่จะเขียนหนังสือถวายนี้ไปเห็นปั้นตัวเบ้อเร่ออย่างที่ทูลมา ถามว่าทำไมไม่ทำเป็นรูป Allegory แกบอกว่าเขาไม่เอา…”

อ. ชาตรี บอกว่า เหตุที่รัฐบาลไม่ต้องการจะปั้นรูปท้าวสุรนารีให้เป็นรูปเทวดานางฟ้านั้น น่าจะมาจากรูปแบบดังกล่าวไม่สามารถสื่อความหมายของสามัญชนได้ และการปั้นรูปเทวดานางฟ้าย่อมหนีไม่พ้นจะต้องปั้นด้วยลักษณะเครื่องประกอบตกแต่งอันวิจิตรตระการตาสมกับเป็นเทพ

ภาพลักษณ์ดังกล่าว คณะราษฎรย่อมไม่ต้องการ แม้แต่จะปั้นเป็นรูปผู้หญิงนั่งบนเตียง มีเครื่องยศพานหมากกระโถน อันแสดงออกถึงยศศักดิ์ประกอบอยู่ข้างๆ ก็ยังไม่ได้ สุดท้ายจึงเป็นเพียงรูปผู้หญิงยืนโดยไม่มีเครื่องยศประกอบ

อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ออกแบบโดย ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี และ พระเทวาภินิมมิต ซึ่งมีพื้นเพเป็นชาวโคราช สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2476
ข้อมูลจากกรมศิลปากรระบุว่า อนุสาวรีย์หล่อด้วยทองแดงรมดำสูง 185 เซนติเมตร หนัก 325 กิโลกรัม ประดิษฐานอยู่บนไพทีสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสองสูง 250 เซนติเมตร หน้าประตูชุมพล (ประตูเมืองนครราชสีมาด้านทิศตะวันตก) มีพิธีเปิดในช่วงต้น พ.ศ. 2477

และ “ย่าโม” ได้ยืนตระหง่าน เป็นขวัญกำลังใจแก่ประชาชนคนไทยเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้

 

อนุสาวรีย์ ท้าวสุรนารี หน้าประตูชุมพล

อนุสาวรีย์ ท้าวสุรนารี หน้าประตูชุมพล

ศ.ศิลป์ พีระศรี

ศ.ศิลป์ พีระศรี

อนุสาวรีย์วีรกรรมทุ่งสัมฤทธิ์

อนุสาวรีย์วีรกรรมทุ่งสัมฤทธิ์

ประติมากรรมต้นแบบก่อนหล่อเป็นอนุสาวรีย์ย่าโม

ประติมากรรมต้นแบบก่อนหล่อเป็นอนุสาวรีย์ย่าโม

กัม มะ เว คะ ( The De4d Echoes) โอ๊ยเล่าเรื่อง 7/10

กัม มะ เว คะ ( The De4d Echoes) โอ๊ยเล่าเรื่อง 7/10

กัม มะ เว คะ ( The De4d Echoes) โอ๊ยเล่าเรื่อง 7/10

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หนังผีร่วมทุนสร้าง ไทย-มาเลเซีย ภายใต้ชื่อ บริษัท Exit45 Solutions ที่ นำเสนอ เรื่องผีๆ 4 เรื่องสั้น ไม่ยาว ไม่เกี่ยวข้องกัน 2เรื่องไทย2เรื่องมาเลเซีย 

กัม มะ เว คะ ( The De4d Echoes) หมายถึง เวรกรรม หรือ กรรมตามสนอง ที่ถูกนำมาเป็นธีมหลักเส้นเรื่องหลักของทั้งสี่เรื่อง  ทั้ง4 เรื่อง เรื่องใครเรื่องมัน เนื้อเรื่องไม่เกี่ยวกัน แต่พูด ในเรื่องเดียวกัน มีผู้หญิงเป็นตัวละครหลัก ตัวละครชายเป็นตัวทำให้เกิดเรื่อง ผีแต่ละเรื่อง มาในรูปแบบ ที่ต่างกัน สองเรื่องมาเลเซียใส่เรื่องราวไสยศาสตร์ ของท้องถิ่นที่เราอาจจะไม่คุ้นเคย สิ่งที่มีในทั้ง4เรื่องคือ ตุ๊กตาแปลกๆ น่ากลัวชวนขนหัวลุก

ทวงบาป (Reclaimed) ชวลิต พงศ์ไชยยง ⁣ทำ ทวงบาป ออกมา ในความรู้รึก ผีหลอกวิญญาณหลอน แนวจิตๆ ฝันร้ายๆ ดึง ในคนดู เอาใจช่วย เรื่องหลักเกิดขึ้น ใน โฮมแคร์ที่ ดูหลอนๆ ไปกับ บรรยากาศโรงพยาบาล  หนังเต็มไปด้วย ผีหบอก ผีอาฆาต เลือด เป็นตอนที่ ใช้ CG เปลือง มีระเบิดไฟไหม้ แต่ น่าเสียดาย ที่ จังหวะสะดุ้ง มีน้อยไปหน่อย ยังดี ที่ ตอนจบ ปมเฉลย มีการหักมุม แบบนึกไม่ถึง

นาว-ทิสานาฏ ศรศึก เล่นดี ในบท แพง  ชวนให้ตามดูลุ้นเอาใจช่วย เดินเรื่อง แบกเรื่อง คนเดียว  สืบ-บุญส่ง นาคภู่ ยังคง เล่นใหญ่เล่นเยอะ ในทุกฉาก ในบท ลุงศร คนไข้ที่ถูกผีหลอก ต๊อกแต๊ก (Pizza Moive)-สุธิรจน์ ศรีเพ็ชร รับบท ตอง นางพยาบาล รุ่นพี่ ที่ช่วยเบรคความน่ากลัว ด้วย เสียงพูดสำเนียงทองแดง และ ธีระวัฒน์ มุลวิไล รับบท ลุงมิ่ง ผีชุดนักโทษ

สายพยาบาท (The Li(n)e) ซาคินา ลาติฟ ⁣ ผู้กำกับ สร้างความน่ากลัว โดยใช้สิ่งต่างๆ ในสตูดิโอ เสียงต่างๆ การบันทึกเสียง แสงไฟวูบๆ วาบๆ โทรศัพท์ในสตูดิโอ ตัวหนัง เล่นกับบทสนทนาโต้ตอบ การเจาะลึก เข้าไป ข้างในแม้ ผีจะออกมา หลายตัว ชัดเจน ในความเป็นผี แต่ไปๆ มา กลับไม่รู้สึกสะดุ้ง ไม่ค่อยน่ากลัว เท่าไรนัก ยังดี ที่ หนังปู สิ่งต้องห้ามในการสู้ผี ได้อย่างน่าสนใจ ห้ามเรียกชื่อคนตาย ห้ามรับสายโทรศัพท์ช้ากว่า8 เสียง ห้ามเดินไปที่ประตู ฯลฯ

บรรยากาศ การนำเสนอ/การเล่าเรื่อง ชวนให้ นึกถึง ละครเวที แนวน่ากลัวๆ เน้นๆ การแสดงสีหน้าท่าทาง ผ่านตัวเอก ใช้แสงสีเสียง มาเป็น ตัวสร้างความน่ากลัวหนังอาจจะไม่น่ากลัวนัก แต่ก็มีการหักมุม ในตอนท้าย ชนิดที่ คาดไม่ถึง 

JOYCE ANG TZE HAM รับบท ฉวน เด่นๆ แบกเรื่องอยู่คนเดียว โดยมี ผีๆ ญาติพี่น้อง พ่อ/แม่เลี้ยง/น้องชาย/น้องสาว กับ สองหมอผีแม่/ลูก เข้ามา ในแต่ละช่วงที่นำแสดงโดย

CHONG WAH KONG รับบท จิม CHAN YOKE PENG รับบท เพจ สองหมอผี 

หมอผี (Bomoh)  อันวาร์ดี จามิล⁣ ทำ เรื่องนี้ ออกมาชัดเจน ในแนว มนต์ดำแบบบ้านๆ ในโทน มืดไม่มีความสว่างไสว เน้นๆ ความชั่วร้าย ของตัวร้าย หนังเดินเรื่องไปเรื่อยๆ กว่าผีจะออก ก็ลืมไปแล้ว นึกว่าดู ละครคุณธรรม ก่อนที่ ช่วงท้าย ผีจะออกมาแบบ เน้นๆ มาแบบจัดเต็ม ในแบบ ผีนองเลือด ไม่ใช่ แนวผีหลอกและ ยังเป็นเรื่อง ที่ นำเสนอเรื่อง เซ็กซ์ ที่ ให้ความรู้สึก รุนแรง/ดิบๆ น่าเสียดาย..ที่ หนังปูเรื่อง ด้วย น้ำมันพราย ของ มาเลเซีย แต่ไปๆ มาๆ กลับ มีผลกับเรื่อง แค่นิดเดียว  SABRI YUNUS รับบท ปกรณ์ ชัดเจน ในการเป็นหมอผี BULAN TERRY รับบท ฟ้า เหยื่อรายล่าสุด ที่ดูแข็งๆ หน้าตาอาจจะดูธรรมดาๆ แต่ฉากร่ายรำ แปลกตาดีงาม 

 AMALINA ARHAM รับบท นิค RINGGO EL AMIR รับบท อาร์ม สองลูกสาวลูกชายขิงปกรณ์

สามเรา (Threesome) กรัณย์ คุ้มอนุวงศ์ ⁣ทำ สามเรา (Threesome) เป็น เรื่องที่สนุก มีครบรส ผีหลอกภาพหลอน แทรกมุข หักมุมด้วยมุขตลก ที่ กำลังดี ในแนวของ เด็กรุ่นใหม่ คนรุ่นใหม่ ผ่านบทสนทนา มุมมอง ท่าทาง ไม่ใช่ ตลกเลอะเทอะ จังหวะของหนัง ออกมาดี ทั้ง ส่วน ผีๆ น่ากลัว เลือดสาด หรือ ส่วนขำๆ แม้แต่ เรื่อง เซ็กซี่ ก็ยังออกมา ในแนวน่ารักๆขำๆ 

ต้องชม นักแสดง ที่เล่นดี น่ารัก ใส่เสน่ห์ เฉพาะตัวเข้ามาบนจอ รับส่งบทกันได้ดี  จนทำให้ เป็นหนังผี ที่ดูสดใสมากกว่าอึก 3 เรื่อง ไม่ว่าจะเป็น สองตัวหลัก  แพรวา-ณิชาภัทร ฉัตรชัยพลรัตน์ ใน บท แจน นนท์-ศดานนท์ ดุรงคเวโรจน์  ใน เบิร์ด   ดูเป็นคู่รักคู่กัดคู่ฮา ทำให้เรื่องออกมา สนุก ไม้น่าเบื่อ นัจโน๊ะ-นัจฐณิชา โรจนะจารุนันท์ รับบท เมจิ สวยใสน่ารักๆ ในทุกๆ ฉาก ที่แม้แต่ตาย แต่หนังพาย้อนกลับไปหาตลอดเวลาร่วมทั้ง ทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ ที่มารับเชิญ ในบททนาย ที่เรียกรอยยิ้มให้กับ ตัวเรื่องในตอนนี้ ได้ พิง ลำพระเพลิง มาเขียนบท ใส่ลูกเล่นลูกชน เต็มที่ ทำให้หนังดูสนุก และ ยังเป็นตอนที่ นำเสนอ ภาพยามค่ำคืน ในป่าลึกออกมาได้ดี ภาพสวย ดนตรีประกอบดีงาม 

Ghost Radioกัม มะ เว คะ ( The De4d Echoes)  คือ หนังผี ที่ดูได้เพลินๆ สบายๆ ผีไทยOK ผีมาเลเซียอาจจะรู้สึกเชยๆ ไปสักนิด ไม่ค่อยคุ้นกับ คนดูโดยทั่วๆ ไป แต่ก็ดูโอเค สนุกระดับ 7/10 หัวกระโหลก 

ออร่าจับสุดๆ! ญาญ่า นุ่งซิ่นไหว้ศาลหลักเมือง บอกเลยลุคนี้งดงามมาก

ออร่าจับสุดๆ! ญาญ่า นุ่งซิ่นไหว้ศาลหลักเมือง บอกเลยลุคนี้งดงามมาก

ออร่าจับสุดๆ! ญาญ่า นุ่งซิ่นไหว้ศาลหลักเมือง บอกเลยลุคนี้งดงามมาก

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.11 น.

27 มีนาคม 2569 ใกล้เข้ามาทุกทีสำหรับช่วงเวลาสำคัญของคู่รักซูเปอร์สตาร์ ญาญ่า อุรัสยา เสปอร์บันด์ และ ณเดชน์ คูกิมิยะ ที่กำลังเตรียมตัวเข้าสู่พิธีหมั้นในวันที่ 17 เมษายนนี้ ท่ามกลางความยินดีจากแฟนคลับทั่วประเทศ

ล่าสุด ญาญ่า ได้เผยภาพบรรยากาศสุดอบอุ่น ขณะสวมชุดผ้าไทยนุ่งซิ่นอย่างเรียบร้อย งดงาม อ่อนหวาน สมกับว่าที่เจ้าสาว โดยพาคุณแม่ของตน “แม่ปลา” พร้อมด้วย “แม่แก้ว” คุณแม่ของณเดชน์ เดินทางไปกราบไหว้ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร เพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนก้าวเข้าสู่ชีวิตคู่

ลุคดังกล่าวของญาญ่าทำเอาแฟน ๆ ต่างเข้ามาชื่นชมกันอย่างล้นหลาม กับความงามแบบไทยที่ดูอ่อนโยน สง่างาม และเปล่งประกายความสุขอย่างเห็นได้ชัด

ลิซ่า ลลิษา สดใสฉลองวันเกิดอายุ 29 ปี แฟนคลับทั่วโลกแห่อวยพร

ลิซ่า ลลิษา สดใสฉลองวันเกิดอายุ 29 ปี แฟนคลับทั่วโลกแห่อวยพร

ลิซ่า ลลิษา สดใสฉลองวันเกิดอายุ 29 ปี แฟนคลับทั่วโลกแห่อวยพร

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.31 น.

บรรยากาศเต็มไปด้วยความน่ารักและอบอุ่น เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดของ “ลิซ่า ลลิษา มโนบาล” หรือ ลิซ่า BLACKPINK ซุปตาร์สาวระดับโลก ที่ปีนี้ก้าวเข้าสู่วัย 29 ปีอย่างเต็มตัว ท่ามกลางความรักจากแฟนคลับทั่วโลก

โดย ลิซ่า ได้โพสต์ภาพฉลองวันเกิดในลุคสดใส มาในชุดสีขาวสุดคิ้วท์ นั่งท่ามกลางกองตุ๊กตาหมีสีขาว พร้อมแคปชั่นสั้นๆ ว่า “29” แต่กลับเรียกยอดไลก์และคำอวยพรจากแฟนๆ ได้อย่างล้นหลาม

ไม่เพียงเท่านั้น สมาชิกวง BLACKPINK ก็ไม่พลาดร่วมส่งคำอวยพรให้เพื่อนรักผ่านอินสตาแกรมสตอรี่กันอย่างพร้อมหน้า ไม่ว่าจะเป็น จีซู, เจนนี่ และ โรเซ่ ที่ต่างโพสต์ภาพและข้อความสุดอบอุ่นถึงลิซ่า

ภาพจาก : @lalalalisa_m

‘พจน์ อานนท์’ ลั่น!! ใครจะเป็นนายกฯ ก็ต้องทำมาหากิน เมื่อก่อนขึ้น 50 บาท ไม่เห็นพูดอะไร

‘พจน์ อานนท์’  ลั่น!! ใครจะเป็นนายกฯ ก็ต้องทำมาหากิน เมื่อก่อนขึ้น 50 บาท ไม่เห็นพูดอะไร

‘พจน์ อานนท์’ ลั่น!! ใครจะเป็นนายกฯ ก็ต้องทำมาหากิน เมื่อก่อนขึ้น 50 บาท ไม่เห็นพูดอะไร

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.37 น.

พจน์ อานนท์ ลั่น ใครจะเป็นนายกฯ ก็ต้องทำมาหากิน อย่างอมืองอเท้า

สมัยก่อนราคาพุ่งขึ้นไป 50 บาท ไม่เห็นมีใครพูดอะไร ไม่มีสงครามด้วย”

ความคิดเห็นยังไงบ้างเกี่ยวกับวิกฤตน้ำมันแพงตอนนี้

“ก็อย่างที่พูด ไม่ว่าใครจะเป็นนายกก็ต้องทำมาหากิน จะมางอมืองอเท้ารอเงินจากนายกก็ไม่ได้ ก็ต้องสู้กัน เดี๋ยวเอาไปโพสต์เดี๋ยวพี่ก็โดนรุมด่าอีก แต่เราก็พูดความจริงว่าใครจะเป็นนายกก็ต้องทาหากินนะคะ”

“ปัญหาน้ำมันมันเป็นกันทั่วโลก พี่ดูรายการข่าวของประเทศอื่นแพงกว่าประเทศเราอีก แต่ของงประเทศเรามันเพิ่มเยอะ มันแพงผิดปกติ แต่มันมีสมัยนึงเคย 50 บาท เราก็ไม่ได้พูดอะไรกัน ตอนนั้นไม่มีสงครามด้วย”

มีอะไรอยากบอกอะไรกับรัฐบาล

“สิ่งแรกเลยที่อยากจะพูดก็เรื่องเศรษฐกิจนี้แหละค่ะ เพราะเศรษฐกิจสำคัญที่สุด อย่าให้อะไรมันแพงไปกว่านี้เลย เพราะแค่นี้ก็จะตายกันอยู่แล้ว”

กองถ่ายของเราได้รับผลกระทบอะไรมั้ย

“ของพี่มันถ่ายเสร็จมาตั้งแต่ปีที่แล้ว มันก็เลยไม่มีปัญหาอะไร จริงๆ มันเป็นปัญหาทุกวงการอยู่แล้ว เราต้องเซฟกันให้ดีที่สุด”

ลงลิฟต์แบบสับ! ‘เอิ้ก ชาลิสา’ร่างทอง ทิ้งไขมัน50โลสวยเหมือน ‘ไคลีย์’

ลงลิฟต์แบบสับ! 'เอิ้ก ชาลิสา'ร่างทอง ทิ้งไขมัน50โลสวยเหมือน 'ไคลีย์'

ลงลิฟต์แบบสับ! ‘เอิ้ก ชาลิสา’ร่างทอง ทิ้งไขมัน50โลสวยเหมือน ‘ไคลีย์’

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.55 น.

ตะลึงทั้งประเทศ อินฟลูสายกินชื่อดัง “เอิ้ก ชาลิสา” เจ้าของเพลงฮิต “เลือดกรุ๊ปบี” สร้างเซอร์ไพร์สความเปลี่ยนแปลงชุดใหญ่ไฟกะพริบ ด้วยการปักปากกา ทิ้งร่างตุ้ยนุ้ย น้ำหนักลดฮวบ50กิโลกรัม หันมาเปลี่ยนเวฯ มาขายสวย พร้อมทำวีเนียร์ยกแผงฟันใหม่หมดจดที่ คลินิก cosdent มีเรฟฯในใจ เอารูปเซเลบฮอลลีวูด “ไคลีย์ เจนเนอร์” มาให้คุณหมอปั้นความสวยให้ ล่าสุดเปิดใจถึงชีวิตใหม่ ที่ถึงจะสวยแต่ก็ยังโดนชาวเน็ตบูลี่ วิจารณ์หนักมาก

ตัดสินใจทำวีเนียร์ครั้งนี้ถึงเวลาต้องมาขายสวยแล้ว?

“จริงๆคิดมานานแล้ว ปรึกษาเรื่องทำฟันมาหลายปี แต่ก็ล้มเลิกไป คราวนี้คิดว่าถึงเวลาแล้ว เลยตั้งใจมาหาคนหมอ เพราะเพื่อนรอบข้าง ข้างบ้านทำฟันกันหมดที่คอสเดนท์ ก็ตัดสินใจมาหาคุณหมอเลย เคลียร์คิว แล้วก็เอารูปต้นแบบมาให้คุณหมอ เป็นรูปไคลีย์ เจนเนอร์ คุณหมอบอกทำได้ ก็ทำเลย ก็รู้สึกว่าตัวเองสวยและมั่นใจ กล้ายิ้มมากขึ้น เมื่อก่อนคนก็ด่าเยอะ เป็นอะไรทำไมไม่ยิ้ม ตอนนี้มาซิ สู้ตาย กล้ายิ้มใส่”

หลายคนทักว่าสวยขึ้นเยอะเลย?

“ล่าสุดลงคลิปคนก็ตะลึง ตอนแรกคนทักว่าเห็นฟันเพราะผอมลง แต่จริงๆไม่ใช่ เป็นเพราะว่าทำวีเนียร์ คนก็ว้าวไม่เคยเห็นว่ามีฟันไซส์เล็กด้วย ปกติคนทำมันจะใหญ่หนาและเป็นธรรมชาติ”

ตั้งแต่ผอมลง ทำศัลยกรรมเยอะขึ้นมากเลย?

“สะบัดเลยค่ะ มีSub-brow Lift มีทำเลสิก ทำฟัน เดี๋ยวมีอีกค่ะ ทำไปเรื่อย”

คนวิจารณ์ว่าติดสวย เปลี่ยนแนวมาเวฯนี้แล้ว?

“มันไม่ใช่แบบนั้น หนูพยายามปรับแก้ ตามที่โซเชียลเขาแจ้งมา คืออะไรที่มันเป็นเรื่องที่เป็นบุคลิกภาพ แล้วคนติมา หนูก็คิดว่าปรับแก้ดีกว่า และมันก็ดีขึ้นจริงๆ อย่างเรื่องตาหนู พอน้ำหนักมันลดลงเยอะๆ ตาหนูหนังตามันเยอะ แล้วหนังตามันตก พอหนังตาตกมันดูเหมือนตาส่อน ก็เลยไปเย็บตาให้ตามันเปิด ที่นี่ก็จบล่ะ

คนคอมเมนต์กันว่าถ้าติดสวยแล้วมันจะไม่ดังเหมือนสมัยก่อน?

“คือติดสวยด้วย ตลกด้วย ผสมผสาน ก็ยังมีความสวยด้วยตลกด้วย”

คิดมั้ยว่าที่เราดังเพราะว่าโหงวเฮ้งความอ้วน?

“อาจจะเพราะว่าเราเป็นคนตลกด้วย ถ้าเราอ้วนอย่างเดียว เราอาจจะตลกได้ไม่นาน อาจจะร้องไห้ที่หลัง เพราะอาจจะป๊อก..ไม่รู้เมื่อไร”

แต่หลายคนเป็นห่วงเรื่องสุขภาพ ที่ดูเหมือนร่างใหม่ อาการลอยๆไป?

“คือหนูเข้าใจได้นะ หนูเข้าใจที่ทุกคนเป็นห่วง แต่หนูอ้วนมาเกือบครึ่งชีวิตอ่ะ แล้วอยู่ๆวันนึงมาผอม พี่ให้เวลาหนูปรับตัวหน่อย คือมันไม่ใช่ว่าวิ่งเลย คือน้ำหนักมันหายไปเยอะอยู่ ขอเวลานิดนึง”

คนเห็นอาการดูเหนื่อยตลอดเวลาเลย?
“คือหนูเป็นโรคภูมิแพ้ขั้นหนัก ก็คือรูจมูกตีบ ส่องกล้องเข้าไปข้างในคือแทบจะไม่มีรูให้หายใจแล้ว ถ้าเกิดจากการนอนน้อย หรือที่บ้านมีการเลี้ยงสัตว์ อยู่ในที่มีความชื้นมากๆ รูจมูกก็ตีบเลย ตอนนี้หมอก็แก้ด้วยการให้เรากินยา แล้วก็ต้องพ่นจมูกไปตลอดชีวิต เพราะฉะนั้นการที่หนูหายใจทางปากคือเรื่องปกติ”

จากนี้ตั้งเป้าจะผอม จะสวยยังไงต่อ?
“ตอนนี้น้ำหนักอยู่ที่85 กิโลฯ คืออยากจะลงอีก เพราะใจหนูอยากจะเป็นนางแบบ คือตอนนี้ก็เท่ากับตอนสมัยเรียน หนูอยู่ที่83-84 ตัวประมาณเท่านี้แต่ไม่สูงเท่านี้”

รู้สึกยังไงที่คนวิจารณ์และบูลี่ทั้งที่เรากำลังเปลี่ยนแปลงตัวเอง?”คือเค้าอาจจะชอบที่หนูอ้วน หนูดูร่าเริงและมีความสุขตอนน้ำหนักอ้วนมากกว่า แต่หนูอยากบอกว่าถ้าเทียบกันแล้วกับตอนนี้ หนูว่าตอนนั้นหนูน่าเป็นห่วงมากกว่านะ เพราะว่าตอนนี้หนูนับมวลน้ำหนัก ทุกครั้งที่หมอตรวจร่างกายหนูความดันหนูปกติ สุขภาพหนูปกติภายในของหนูปกติหมดเลย และไม่มีค่าอะไรที่น่าเป็นห่วง แต่ตอนที่หนูอ้วนทุกอย่างน่าเป็นห่วงหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นความดัน ค่าน้ำตาลในเลือด แม้กระทั่งทำประกันสุขภาพหนูยังทำไม่ได้เลย เพราะน้ำหนักเกินเขาไม่รับทำ”

พลังโหวตถล่มทลาย ส่อง 10 ชุดประจำชาติ Miss Grand Thailand 2026

พลังโหวตถล่มทลาย ส่อง 10 ชุดประจำชาติ Miss Grand Thailand 2026

พลังโหวตถล่มทลาย ส่อง 10 ชุดประจำชาติ Miss Grand Thailand 2026

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.30 น.

สนามประกาศศักดาซอฟต์พาวเวอร์ไทยลุกเป็นไฟ ทันทีที่กองประกวด Miss Grand Thailand 2026 ได้ทำการประกาศผลรายชื่อชุดประจำชาติที่ผ่านเข้ารอบ TOP 25 National Costume Competition อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญสู่ตำแหน่งอันทรงเกียรติอย่างชุดประจำชาติยอดเยี่ยมประจำปีนี้

โดยไฮไลท์ที่น่าจับตามองและถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในโลกโซเชียล คือกลุ่ม 10 ชุดที่ผ่านเข้ารอบด้วยผลโหวต ซึ่งสะท้อนถึงพลังศรัทธาและความสามัคคีของเหล่าแฟนคลับทั่วประเทศที่ร่วมกันเทคะแนนสนับสนุนจังหวัดที่รัก จนเกิดเป็นปรากฏการณ์คะแนนโหวตพุ่งสูงทะลุหลักแสนในหลายจังหวัด ความน่าสนใจของ 10 ชุดกลุ่มนี้ คือการหยิบยกอัตลักษณ์ท้องถิ่นและประเพณีอันทรงคุณค่ามาตีความใหม่ได้อย่างเฉียบคม ไม่ว่าจะเป็นประเพณีวิ่งควายที่กลายเป็นงานศิลปะบนเรือนร่าง หรือพุทธศรัทธาพญานาคที่งดงามไร้ที่ติ 

Miss Grand Thailand 2026

อันดับ 1 มิสแกรนด์ชลบุรี (หนิง ปัทมา) กวาดคะแนนไปถึง 401,700 คะแนน กับชุด The Royal Buffalo of Siam ที่หยิบเอาประเพณีวิ่งควายอันเป็นตำนานของจังหวัด มาถ่ายทอดผ่านงานจักสานและดีไซน์ที่ดุดันแต่สง่างาม

Miss Grand Thailand 2026

อันดับ 2 มิสแกรนด์หนองบัวลำภู (นกพลอย ธันย์ชนก) ตามมาด้วยคะแนน 205,000 คะแนน ในชุด ราชินีนาควิสุทธิมรรค ที่ใช้ความขาวบริสุทธิ์ของคริสตัลสื่อถึงแรงศรัทธาต่อพญานาคผู้พิทักษ์พระธรรม

Miss Grand Thailand 2026

อันดับ 3 มิสแกรนด์ชุมพร (ต้นอ้อ รินทร์ดาเรศ) คว้าไป 85,000 คะแนน กับชุด พุทธรักษา อร่ามรุ่ง เมืองชุมพร ที่เปลี่ยนดอกไม้ประจำจังหวัดให้กลายเป็นอาภรณ์เทพธิดาสีทองอร่าม

Miss Grand Thailand 2026

อันดับ 4 มิสแกรนด์ตราด (50,300 คะแนน)

Miss Grand Thailand 2026

อันดับ 5 มิสแกรนด์ฉะเชิงเทรา (50,000 คะแนน)

Miss Grand Thailand 2026

อันดับ 6 มิสแกรนด์สุพรรณบุรี (50,000 คะแนน)

Miss Grand Thailand 2026

อันดับ 7 มิสแกรนด์อุดรธานี (37,400 คะแนน)

Miss Grand Thailand 2026

อันดับ 8 มิสแกรนด์บุรีรัมย์ (36,100 คะแนน)

Miss Grand Thailand 2026

อันดับ 9 มิสแกรนด์อุทัยธานี (32,000 คะแนน)

Miss Grand Thailand 2026

อันดับ 10 มิสแกรนด์นครสวรรค์ (30,000 คะแนน)

Miss Grand Thailand 2026

อย่างไรก็ตามเส้นทางสู่ตำแหน่ง Best National Costume ยังคงมีความเข้มข้นและไม่อาจคาดเดาได้ เพราะนอกจาก 10 ชุดขวัญใจมหาชนกลุ่มนี้แล้ว ยังมีผลงานที่ผ่านการคัดเลือกจากสายตาอันเฉียบคมของ คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีก 15 ชุด ที่มีความโดดเด่นทั้งในแง่ของความคิดสร้างสรรค์และเทคนิคการนำเสนอที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน

การรวมตัวกันของสุดยอดดีไซน์ทั้ง 25 ชุด (10 จากโหวต และ 15 จากกรรมการ) ทำให้การแข่งขันในปีนี้ถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้น และเป็นที่น่าลุ้นอย่างยิ่งว่าท้ายที่สุดแล้ว ชุดประจำชาติ ชุดใดจะสามารถพิชิตใจกรรมการในรอบตัดสิน และคว้าตำแหน่งชนะเลิศไปครอง เพื่อเป็นตัวแทนความภาคภูมิใจของคนไทยบนเวทีระดับโลกต่อไป

Miss Grand Thailand 2026
Miss Grand Thailand 2026

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Miss Grand Thailand

สวยประจักษ์ พิ้งกี้ สาวิกา สวมชุดไทยสุดละมุนราวกับนางในวรรณคดี

สวยประจักษ์ พิ้งกี้ สาวิกา สวมชุดไทยสุดละมุนราวกับนางในวรรณคดี

สวยประจักษ์ พิ้งกี้ สาวิกา สวมชุดไทยสุดละมุนราวกับนางในวรรณคดี

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.30 น.

27 มีนาคม 2569 ทำเอาแฟนคลับถึงกับตะลึงไปตามๆ กัน เมื่อ “พิ้งกี้ สาวิกา” นักแสดงสาวมากความสามารถ ออกมาโพสต์ภาพล่าสุดผ่านโซเชียล ในลุคสวมชุดไทยสีหวานสุดงดงาม จนแฟนๆ ต่างพากันเข้ามาคอมเมนต์ชื่นชมอย่างล้นหลาม

หลายเสียงถึงกับบอกว่า ความสวยของพิ้งกี้ในลุคชุดไทยครั้งนี้ ดูมีเสน่ห์ราวกับนางในวรรณคดี จนทำให้ภาพเซตนี้กลายเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์ที่ถูกพูดถึงอย่างรวดเร็วบนโลกออนไลน์

ขอบคุณภาพจาก : @pinkysavika

อึ้งกันหมด บิลลี่ โอแกน เฉลยแล้ว ภาพคู่สาวปริศนาคือใคร

อึ้งกันหมด บิลลี่ โอแกน เฉลยแล้ว ภาพคู่สาวปริศนาคือใคร

อึ้งกันหมด บิลลี่ โอแกน เฉลยแล้ว ภาพคู่สาวปริศนาคือใคร

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.30 น.

27 มีนาคม 2569 ทำเอาโซเชียลฮือฮาไม่น้อยก่อนหน้านี้ เมื่อก่อนหน้านี้ “บิลลี่ โอแกน” นักร้องนักแสดงรุ่นใหญ่ โพสต์ภาพคู่สาวปริศนาข้างกาย จนแฟนคลับและชาวเน็ตต่างสงสัยว่า เจ้าตัวได้เลิกรากับภรรยา “น้ำฝน นันนภัส ไทยประเสริฐ” ไปตั้งแต่เมื่อไหร่ และกำลังเปิดตัวรักครั้งใหม่หรือไม่

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ชาวเน็ตฮือฮา! บิลลี่ โอแกน เปิดโหมดหวานโพสต์รูปคู่สาวปริศนา

ล่าสุด บิลลี่ โอแกน ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวอีกครั้ง พร้อมเปิดเผยความจริงเบื้องหลังภาพดังกล่าว โดยระบุว่า “ช่วงนี้ไม่ค่อยได้ไปไหนข้างนอกครับ พยายามลดการออกไปข้างนอกเนื่องจากน้ำมันแพงขึ้นและตามปั๊มหายาก ก็อยู่บ้านนั่งฝึกฝนทำ เอ.ไอ ก็หัดเขียนพร้อมท์ (Prompt) ให้บ่อยๆ จะได้ใช้งานให้คล่องในอนาคต
ทดลองลงรูปที่เจนขึ้นจาก เอ.ไอ ไปสองรูป หลายๆท่านเห็นภาพ นึกว่ามีแฟนใหม่ แหม แก่จะเกษียนแล้วนะผมน่ะ บ่ได้มีผู้สาวใหม่เด้อ… ยังเซม ๆกบ เหมือนเดิมค้าบ 55555

อย่างไรก็ขอขอบคุณนะค้าบที่เขียนแสดงความยินดีมาเยอะแยะเลยในคอมเม้นต์

สมัยนี้เวลาดูภาพในโซเชียลต้องดูแล้วดูอีกให้ดีๆเลยแหละ เพราะภาพเอ .ไอ จะยิ่งเนียนขึ้นเรื่อยๆจนแยกไม่ออกเลย อยู่ยากนะครับ โลกยุคใหม่ ไม่รู้แล้วว่า อะไรจริง หรือ ไม่จริง”

ขอบคุณที่มา Billy Ogan

เหตุราคาน้ำมันพุ่ง อ๊อฟ พงษ์พัฒน์ แนะเอาตัวให้รอด ตั้งสติสู้ต่อ พร้อมตั้งคำถามถึงรัฐบาล

เหตุราคาน้ำมันพุ่ง อ๊อฟ พงษ์พัฒน์ แนะเอาตัวให้รอด ตั้งสติสู้ต่อ พร้อมตั้งคำถามถึงรัฐบาล

เหตุราคาน้ำมันพุ่ง อ๊อฟ พงษ์พัฒน์ แนะเอาตัวให้รอด ตั้งสติสู้ต่อ พร้อมตั้งคำถามถึงรัฐบาล

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.51 น.

27 มีนาคม 2569 กลายเป็นประเด็นร้อนที่คนไทยทั้งประเทศจับตา หลังมีการปรับขึ้นราคาน้ำมันแบบพุ่งแรงลิตรละ 6 บาท งานนี้นักแสดงและผู้จัดชื่อดัง อ๊อฟ พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง ออกมาเปิดใจแบบไม่อ้อมค้อม สะท้อนความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นจริงในวงการบันเทิงและชีวิตประชาชน

เจ้าตัวเผยตรงๆ ว่าแค่จะออกกองถ่ายยังแทบไม่รู้จะไหวหรือไม่ เพราะต้นทุนพุ่งสูงแบบก้าวกระโดด พร้อมตั้งคำถามแรงถึงทั้งรัฐบาลและปั๊มน้ำมัน ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น “มันคืออะไร” และทิ้งประโยคชวนคิดที่สะเทือนใจว่า “ความจริงคืออะไร ทุกคนรู้! ”ไม่เพียงแค่วงการบันเทิง แต่ผลกระทบยังลามไปถึงประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ที่ต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทั้งค่าน้ำมัน ค่าขนส่ง และราคาสินค้าที่พุ่งตามกันเป็นลูกโซ่แม้จะพูดอย่างเข้าใจสถานการณ์โลก

แต่ก็ยังอดห่วงคนไทยไม่ได้ พร้อมฝากกำลังใจแบบเรียบง่ายแต่กินใจว่า “ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ ก็ต้องสู้กันไป…พึ่งตัวเองให้มากที่สุด ประหยัดเท่าที่ทำได้ เอาตัวให้รอดในยุคนี้” ในวันที่หลายอย่างควบคุมไม่ได้ สิ่งเดียวที่เราทำได้คือ “ตั้งสติและสู้ต่อ”