ซึ่ง เนเน่ ก็ไม่ได้ทำให้แฟนคลับและชาวไทยผิดหวัง เมื่อเจ้าตัวขึ้นเวทีมาด้วยเพลงร็อกระดับตำนานอย่าง Seven Nation Army ของวง The White Stripes โดยนำมาเรียบเรียงและถ่ายทอดในรูปแบบของตัวเอง ซึ่งเป็นเพลงที่เนเน่มักใช้คัฟเวอร์ร้องเปิดหมวกจนแฟนคลับรู้จักกันเป็นอย่างดี โชว์นี้เต็มไปด้วยพลังและความมั่นใจ สะกดสายตาคนดูตั้งแต่โน้ตแรกจนจบการแสดง และทันทีที่การแสดงจบลง บรรยากาศภายในฮอลล์ก็อบอวลไปด้วยความประทับใจ ทั้งคณะกรรมการและผู้ชมต่างพร้อมใจกันลุกขึ้นยืนปรบมืออย่างพร้อมเพรียง เพื่อแสดงความชื่นชมในความสามารถอันโดดเด่นของเธอ
ล่าสุดวันนี้ 23 กันยายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก เจาะเวลาหาอดีต ซึ่งเป็นเพจที่รวบรวม เรื่องราว ที่มา ประวัติศาสตร์ ทั้งไทยและเทศ มีผู้ติดตามมากถึง 440,000 คน เปิดเผยที่มาของเพลง Seven Nation Armyที่ เนน่ ใช้ร้องในรอบ Final ด้วยข้อความทั้งหมดว่า “Nene ใช้เพลง Seven Nation Army ในรอบ Final
The White Stripes และ Seven Nation Army เพลงที่เปลี่ยนริฟฟ์กีตาร์ให้กลายเป็นเสียงเชียร์ของโลก มีเพลงร็อกอยู่ไม่กี่เพลงที่ต่อให้ไม่รู้ชื่อวง ไม่รู้ชื่อเพลง และไม่เคยฟังฉบับเต็มมาก่อน แค่ได้ยินท่อนแรกก็สามารถร้องตามได้ทันที
“ดัน ดัน ดัน ดัน ดัน ดันนน…”
เสียงนั้นคือ Seven Nation Army เพลงของวงดูโอจากเมืองดีทรอยต์ที่เริ่มต้นด้วยสมาชิกเพียง 2 คน แต่กลับสร้างริฟฟ์กีตาร์ที่เดินทางออกจากคลับเล็กๆ ไปจนถึงสนามฟุตบอลทั่วโลก และเรื่องที่น่าสนใจก็คือ เสียงที่คนส่วนใหญ่คิดว่าเป็น “เบส” ในเพลงนี้ แท้จริงแล้วไม่ได้เกิดจากเบสเลย มันคือกีตาร์ นี่คือเรื่องราวของ The White Stripes และเพลง Seven Nation Army
แจ็กและเม็กเลือกสร้างโลกทางภาพลักษณ์ของวงขึ้นมาอย่างจงใจ โดยใช้สีแดง ขาว และดำเป็นองค์ประกอบสำคัญ ตั้งแต่เสื้อผ้า ปกอัลบั้ม เวที ไปจนถึงเครื่องดนตรีมันทำให้ The White Stripes มีภาพจำที่ชัดเจนแทบจะทันที
แดง ขาว ดำ และดนตรีที่ดิบเหมือนถูกลากออกมาจากห้องซ้อมในดีทรอยต์ แต่ความเรียบง่ายของพวกเขาไม่ได้หมายความว่าดนตรีจะธรรมดา The White Stripes นำรากของบลูส์แบบอเมริกันมาผสมกับการาจร็อก พังก์ คันทรี และโฟล์ก จนเกิดเสียงที่มีทั้งความหยาบ ความดุดัน และความเป็นเพลงเก่าในเวลาเดียวกัน อัลบั้มแรก The White Stripes ออกใน ค.ศ. 1999 ตามด้วย De Stijl ใน ค.ศ. 2000 แต่จุดเปลี่ยนสำคัญมาถึงใน ค.ศ. 2001 เมื่อ White Blood Cells ออกวางจำหน่าย เพลงอย่าง Fell in Love with a Girl และ We’re Going to Be Friends ทำให้ชื่อของ The White Stripes เริ่มก้าวออกจากวงการดนตรีใต้ดินเข้าสู่กระแสหลักจากวงสองคนที่มีเพียงกีตาร์กับกลอง พวกเขากลายเป็นหนึ่งในวงที่ถูกพูดถึงมากที่สุดของกระแสการาจร็อกรีไววัลในต้นทศวรรษ 2000
แล้วเพลงหนึ่งก็ถือกำเนิดขึ้น Seven Nation Army ริฟฟ์ที่คนทั้งโลกจำได้ เริ่มต้นขึ้นในสถานที่ที่อาจไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับเพลงระดับตำนานเลย เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ระหว่างการซาวด์เช็กของ The White Stripes ที่ Corner Hotel ใน ค.ศ. 2001 แจ็กกำลังเล่นกีตาร์เพื่อวอร์มมือ และเกิดริฟฟ์ท่อนหนึ่งขึ้นมา เขารู้ทันทีว่ามันมีบางอย่าง แจ็กจึงนำริฟฟ์นั้นกลับไปพัฒนาต่อ แต่มีปัญหาอย่างหนึ่ง The White Stripes ไม่มีมือเบส
เมื่อแฟนบอลทีมชาติอิตาลีนำริฟฟ์ของ Seven Nation Army มาใช้เป็นเสียงเชียร์ระหว่างเส้นทางที่ทีมคว้าแชมป์โลก จากนั้นมันแทบไม่ใช่เพลงของ The White Stripes เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป มันกลายเป็น “ทำนองของฝูงชน” ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอล อเมริกันฟุตบอล ฮอกกี้ เบสบอล หรือการแข่งขันกีฬาอื่นๆ เสียง ดัน ดัน ดัน ดัน ดัน ดันนน… สามารถทำให้คนหลายหมื่นคนร้องพร้อมกันได้โดยไม่จำเป็นต้องมีใครสอน นั่นคือความมหัศจรรย์ของริฟฟ์ที่เรียบง่าย ยิ่งไปกว่านั้น เพลงนี้ยังได้รับการยอมรับในวงการเพลงอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2009 Seven Nation Army ได้รับการบรรจุเข้าสู่ Grammy Hall of Fame
The White Stripes หลัง Seven Nation Army หลัง Elephant ใน ค.ศ. 2003 The White Stripes ยังสร้างผลงานสำคัญอีกหลายชุด Get Behind Me Satan ออกใน ค.ศ. 2005 และ Icky Thump ใน ค.ศ. 2007 ทั้งสองอัลบั้มแสดงให้เห็นว่าวงไม่ได้ต้องการทำซ้ำเสียงของ Elephant แต่ยังคงทดลองกับบลูส์ โฟล์ก เปียโน และองค์ประกอบทางดนตรีอื่นๆ Icky Thump กลายเป็นสตูดิโออัลบั้มชุดสุดท้ายของวง และได้รับ Grammy สาขา Best Alternative Music Album ในปี 2008 จากนั้น The White Stripes ค่อยๆ หยุดกิจกรรม
ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2011 วงประกาศยุติการทำงานร่วมกันอย่างเป็นทางการ พวกเขาระบุว่าเหตุผลไม่ได้มาจากความขัดแย้งทางศิลปะ แต่ต้องการรักษาสิ่งที่พวกเขาสร้างขึ้นมาให้คงอยู่ในความทรงจำหลังจากนั้นแจ็ก ไวต์เดินหน้าทำงานดนตรีต่อ ทั้งในฐานะศิลปินเดี่ยวและสมาชิกของ The Raconteurs และ The Dead Weather รวมถึงทำงานผ่านค่าย Third Man Records
ส่วนเม็ก ไวต์ใช้ชีวิตค่อนข้างเป็นส่วนตัวและไม่ได้กลับมาทำงานดนตรีในลักษณะเดียวกับแจ็กอีกเรื่องที่น่าสนใจคือ มิวสิกวิดีโอของ Seven Nation Army ใช้ภาพแจ็กและเม็กท่ามกลางโครงสร้างรูปสามเหลี่ยมสีแดงและดำที่เคลื่อนตัวแบบ kaleidoscope สอดคล้องกับสุนทรียศาสตร์อันเรียบง่ายแต่จงใจของวง
จากริฟฟ์ที่แจ็กคิดขึ้นระหว่างซาวด์เช็กในเมลเบิร์น มันเดินทางไปไกลกว่าที่นักแต่งเพลงคนหนึ่งอาจคาดคิด จากวงที่มีสมาชิกเพียงสองคน จากกีตาร์หนึ่งตัวกับกลองหนึ่งชุด และจากริฟฟ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการซาวด์เช็ก The White Stripes กลับสร้างเสียงที่ใหญ่กว่าจำนวนคนบนเวทีหลายหมื่นเท่า บางครั้งเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่จำเป็นต้องมีเครื่องดนตรีมากมาย ไม่จำเป็นต้องมีสมาชิกสิบคน และไม่จำเป็นต้องซับซ้อนเพียงริฟฟ์ไม่กี่ตัวที่คนทั้งโลกจำได้ ก็อาจเปลี่ยนเพลงหนึ่งเพลงให้กลายเป็นภาษาสากลของผู้คน เพราะ Seven Nation Army ไม่ได้มีแค่ทำนอง มันกลายเป็นเสียงของคนหลายหมื่นคนที่กำลังร้องเพลงเดียวกัน
เจาะเวลาหาอดีต แหล่งอ้างอิง: Rock & Roll Hall of Fame – The White Stripes The Recording Academy – The White Stripes The Recording Academy – Jack White Third Man Records – Elephant Third Man Records – Seven Nation Army The Independent – Story of the Song: Seven Nation Army ABC Double J – The White Stripes’ Seven Nation Army The Guardian – Jack White interviews #TheWhiteStripes #SevenNationArmy #JackWhite #MegWhite #Elephant #GarageRock #RockMusic #RockHistory #RockAndRoll #MusicHistory #เจาะเวลาหาอดีต”
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก เจาะเวลาหาอดีต , America’s Got Talent, เฟซบุ๊ก The White Stripes
การกีฬาแห่งประเทศไทย และ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ จับมือ TOYOTA, AIS, PTT, COUNTERPAIN, SPONSOR, YAMAHA, GRAND SPORT และ สามย่านมิตรทาวน์ เปิด 20thAsian Games Playground@Samyan Mitrtown ป๊อปอัพสเปซแห่งความสนุกและลานกีฬาไลฟ์สไตล์เชิงสร้างสรรค์ใจกลางเมือง ภายใต้แคมเปญ “#มากกว่ามหกรรมกีฬา ALL IN ASIAN GAMES” อย่างเป็นทางการ เพื่อสร้างประสบการณ์ร่วม และเปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้มาทดลองเล่นกีฬาในรูปแบบที่ผสมผสานนวัตกรรมและไลฟ์สไตล์ความบันเทิงสุดสนุกเข้าไว้ด้วยกัน
Miss International Queen® ซึ่งก่อตั้งและจัดการประกวดโดยบริษัท ทิฟฟานี่โชว์ พัทยา จำกัด เฉลิมฉลองการประกวด Miss International Queen® 2026 รอบ The Crowning Finale อย่างสมศักดิ์ศรี ณ โรงละครทิฟฟานี่โชว์ พัทยา
ในวาระครบรอบ 20 ปีของเวทีระดับนานาชาติที่เปิดพื้นที่ให้สาวทรานส์เจนเดอร์ได้แสดงตัวตน ความสามารถ และถ่ายทอดเรื่องราวและจุดยืนของตนเองภายใต้แนวคิด “The Evolving Legacy: Empower Every Voice”
ท่ามกลางเสียงเชียร์ Lo Colby Miss International Queen จากสหรัฐอเมริกา คว้ามงกุฎ Miss International Queen® 2026 ด้วยความโดดเด่นทั้งด้านบุคลิกภาพ ความสามารถ ไหวพริบ และวิสัยทัศน์ พร้อมรับบทบาทตัวแทนแห่งความเท่าเทียมบนเวทีโลก และสร้างประวัติศาสตร์บทใหม่ให้แก่ประเทศของตน
การประกวดปีนี้ยังตอกย้ำพัฒนาการตลอด 20 ปีของ Miss International Queen® จากเวทีการประกวด สู่แพลตฟอร์มระดับโลกที่เปิดพื้นที่ให้สาวทรานส์ได้ถ่ายทอดตัวตน จุดยืน และความฝัน พร้อมขับเคลื่อนความเท่าเทียมและการยอมรับในสังคมอย่างเป็นรูปธรรม