ไหว้พระขอพรในดินแดนแห่งคาสิโน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/575106

  • วันที่ 26 ธ.ค. 2561 เวลา 19:06 น.

ไหว้พระขอพรในดินแดนแห่งคาสิโน

ภาพ/เรื่อง กิจจา อภิชนรจเรข

หากจะเอ่ยชื่อ “มาเก๊า” หลาย ๆ คนก็คงคิดถึงบ่อนคาสิโนที่ผุดขึ้นอยู่ทั่วเมืองของเกาะนี้ และยังเป็นธุรกิจหลักที่สร้างรายได้อย่างงามให้กับคนที่นี่ ดังสมญานามว่าเป็นลาสเวกัสแห่งโลกตะวันออก

แต่วันนี้ ผมคงต้องขอชัดใจนักเลี่ยงโชค หันมาพาคุณผู้อ่านเข้าวัดเข้าวา เสริมบุญกันหน่อยนะครับ

เขตปกครองพิเศษมาเก๊า” คือเกาะเล็กๆเป็นดินแดนที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากเกาะฮ่องกงและเมืองจูไห่ของประเทศจีน ที่นี่มีขนาดพื้นที่เพียง 30 ตารางกิโลเมตร เมื่อเทียบกับขนาดของเกาะมาเก๊ากับเกาะฮ่องกงแล้ว มาเก๊านั้นจะมีพื้นที่เล็กกว่าถึง 40 เท่า และมีพื้นที่เล็กกว่าสิงคโปร์ 23 เท่า

มาเก๊า คือ เมืองแรก ๆ ที่ถูกครอบครองโดยชาติโปรตุเกส ซึ่งพากันมาตั้งรกรากอยู่นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา ก่อนจะถูกส่งคืนยังจีนเมื่อปี ค.ศ. 1999 ที่นี่จึงมีการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมเอเชียกับวัฒนธรรมของยุโรป ซึ่งจะว่าไปแล้วบรรยากาศอย่างนี้ก็หาชมได้ไม่กี่แห่งในทวีปเอเชีย  และเหตุผลนี้เองทำให้มาเก๊าได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั่วไปเป็นอย่างมาก

ที่นี่นอกจากจะเป็นเมืองที่ทันสมัย ซึ่งเต็มไปด้วยอาคารสิ่งก่อสร้างอันเป็นสถานประกอบการบ่อนกาสิโนขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างอย่างสวยงามตระการตา แต่ในปี ค.ศ. 2005 องค์การยูเนสโกก็ได้รับรองให้ศูนย์กลางประวัติศาสตร์ของมาเก๊ากลายเป็นมรดกโลกในที่สุด ด้วยพื้นที่แห่งนี้ล้วนเต็มไปด้วยอนุสรณ์สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดอีกแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งถือว่าเป็นผลงานศิลปะชิ้นยอดที่ผสมผสานระหว่างอารยธรรมจีนและยุโรปได้อย่างลงตัวและสวยงาม ดังเช่นจัตุรัสเซนาโด ซากปรักหักพังของโบสถ์เซนต์ปีเตอร์ และกำแพงเมืองเก่าอันทรงคุณค่า เป็นต้น

และนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว เมืองนี้ยังมีศาลเจ้าที่สำคัญ และเป็นที่เคารพสักการะของทั้งคนที่นี่ และ ชาวไทย และวันนี้ คุณสรสิช เนตรนิล หรือ คุณกอล์ฟ  ผู้ก่อตั้ง บ.บุญนำพา จะพาเรามามาท่องเที่ยวไหว้พระ ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนเกาะมาเก๊ากันครับ

เริ่มต้นด้วยวัดอาม่าหรือที่คนไทยคุ้นหูในนามศาลเจ้าแม่ทับทิม ซึ่งก็คือเทพธิดาแห่งท้องทะเล โดยในตำนานที่ว่า เจ้าแม่อาม่านั้นคือหญิงสาว นามว่า หลิงม่า ที่อาศัยเรือประมงเดินทางมาท่ามกลางช่วงที่ทะเลมีมรสุม ในขณะที่เรืออื่นๆ อัปปางกลางทะเล มีเพียงเรือที่หลิงม่าอยู่ด้วยเท่านั้นที่เข้ามาถึงฝั่ง และทันทีที่นางก้าวเท้าขึ้นฝั่ง หลิงม่าก็ลอยขึ้นหายไปบนท้องฟ้า ชาวประมงเลยเชื่อว่าเป็นเทพธิดาแห่งท้องทะเล จึงได้สร้างวัดขึ้นมาเพื่อเป็นการบูชาตามประเพณี และชาวประมงภายในเมืองมาเก๊า ก่อนออกเดินเรือจะต้องมาสักการะเจ้าแม่อาม่าเพื่อขอพรเสมอ เพื่อให้เดินทางปลอดภัยเสมอ

วัดนี้เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุด  และเป็นสถานที่กำเนิดของคำว่า มาเก๊า โดยมีเรื่องเล่าที่ว่า ชาวเมืองโปรตุเกสได้เดินทางขึ้นฝั่งตรงบริเวณนี้ของเกาะ แล้วถามชาวบ้านว่า เกาะนี้ชื่ออะไร ชาวบ้านตอบกลับไปว่า “อาม่า เก๊า” (แปลว่า อ่าวของอาม่า) ชาวโปรตุเกสจึงเรียกชื่อที่นี่ว่า มาเก๊า และถูกเรียกกันมาถึงปัจจุบัน วัดแห่งนี้ได้รับการบันทึกจากองค์กร UNESCO ให้เป็น 1 ในมรดกโลกอีกด้วย

ภายในวัด นอกจากรูปปั้นเจ้าแม่อาม่าผู้คนนิยมไปกราบไหว้ขอพรให้เดินทางปลอดภัยปราศจากอุปสรรคแล้ว ยังมีก้อนหินที่เชื่อกันว่าเป็นที่ๆเจ้าแม่อาม่าเหยียบลงเป็นก้าวแรก ซึ่งปัจจุบันได้มีการสลักลูบเรือเอาไว้ โดนผู้ที่มาสักการะมักจะมาลูบตัวเรือจากหัวเรือไปท้ายเรือ เพื่อความเป็นสิริมงคล

ต่อด้วยหมู่บ้านวัฒนธรรมเทพอาม่า โดยเป็นส่วนต่อขยายของวัดอาม่า หรือ วัดทินหัว เดิมเป็นวัดเล็ก ๆ บนยอดเขา แต่ด้วยความศรัทธา ทำให้มีผู้บริจาคเงินจำนวนมาก มาสร้างเพื่อเฉลิมฉลองตำนานของเทพธิดาแห่งชาวเรือ สถาปัตยกรรมของหมู่บ้านโดยหลักแล้วประกอบด้วยประตูหน้าแบบศาลา แท่นบูชาแกะสลักด้วยหินอ่อน วังทิ้นเฮ่า หอแต่งตัว หอระฆังและหอกลอง ศูนย์ขนาดใหญ่นี้ดึงดูดผู้ที่มีความศรัทธาต่ออาม่า และนักท่องเที่ยวที่สนใจให้เดินทางมาเยี่ยมชม และที่นี่ยังมีเทพเจ้าไท้ส่วยเอี้ยประจำปีเกิดให้ผู้ที่เกิดปีชงมากราบไหว้ขอพรด้วยนะครับ นอกจากนั้นยังมีรูปปั้นเทพธิดาอาม่าที่สูงที่สุดในโลก และจุดชมทิวที่จะเห็นทิวทัศน์รอบ ๆ เกาะมาเก๊าได้อย่างชัดเจน

ปิดท้ายด้วยศาลเจ้าทันคุง ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ ๆ หมู่บ้านโคโลอาน ซึ่งศาลเจ้าแม่ทับทิมแห่งนี้ ได้ตั้งอยุ่ริมทะเล บริเวณจุดที่เชื่อกันว่าเป็นฮวงจุ้ยที่ดี ซึ่งภายในศาลเจ้าแม่ ก็จะประดิษฐ์ฐานองค์เจ้าแม่ และยังมีเรือแกะสลัสจากไม้ เป็นรุปมังกรและกระดูกปลาวาฬ โดยมีความเชื่อว่าหากได้ลูบเรือลำดังกล่าวก็จะพบกับความสุข และมีโชคลาภตลอดทั้งปี ซึ่งที่นี่ผู้ที่มาสักการะนิยมนำประทัดมาจุดเพื่อให้ชื่อเสียง โชคลาภดังก้องกังวาลเหมือนกันเสียงประทัด แต่ด้วยศาลเจ้าแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้กับเขตของโรงเรียน จีงมีกฏห้ามจุดประทัดในวันธรรมดา หากนักท่องเที่ยวผู้สนใจอยากจะมีจุดประทัด ก็ต้องมาในวันเสาร์-อาทิตย์เท่านั้นนะครับ

เป็นยังไงบ้างครับสำหรับการเดินทางมากราบไหว้สิ่งศักดิ์บนเกาะแห่งนี้ ที่มีดีมากกว่าคำว่า “คาสิโน” โดยนอกเหนือจากวัดที่ คุณกอล์ฟ ได้พามาแล้ว ที่นี่ยังมีวัดสำคัญ ๆ และสถานที่ท่องเที่ยยวอีกหลาย ๆ แห่งนะครับ หากใครที่มีแผนจะเดินทางไปท่องเที่ยวและไหว้พระขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้วแต่ยังไม่รู้จะเดินทางไปที่ไหนดี ลองมาท่องเที่ยวยังเมืองเล็ก ๆ ที่ผสมผสานไปด้วยวัฒนธรรมในแบบตะวันตก และ ตะวันออก อย่างลงตัวอย่างมาเก๊าดูนะครับ ขอขอบคุณ บ.บุญนำพา ที่ให้ข้อมูลดี ๆ และร่วมพาเดินทางมาสัมผัสบรรยากาศและวัฒนธรรมของเกาะมาเก๊า

ของสะสมแห่งศรัทธา วิสิษฐ กอวรกุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/575049

  • วันที่ 26 ธ.ค. 2561 เวลา 12:00 น.

ของสะสมแห่งศรัทธา วิสิษฐ กอวรกุล

เรื่อง อณุสรา ทองอุไร  ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ความรักความศรัทธากลายมาเป็นของสะสมที่มีคุณค่าทางใจ นักธุรกิจหนุ่มใหญ่ด้านอสังหาริมทรัพย์ ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอสมควร จนมาอยู่ในจุดที่มีความเจริญก้าวหน้าทางธุรกิจ

วิสิษฐ กอวรกุล ประธานบริหาร บริษัทในเครือ JW Group บริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งคอนโดมิเนียม อาคารพาณิชย์ บ้านเดี่ยว และปีหน้าเขากำลังจะเปิดโรงแรมย่านดอนเมืองอีกด้วย เขามีความรักความศรัทธาในองค์พญาครุฑมานานกว่า 20 ปี ตั้งแต่รุ่นหนุ่มยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเท่าที่ควร จนมาถึงวันที่เขามีพร้อมเกือบทุกสิ่ง

เขาเริ่มสะสมครุฑมานาน โดยเฉพาะครุฑที่จัดสร้างโดยพระอาจารย์วราห์ จากวัดโพธิทอง ย่านบางมด แถวถนนพระราม 2 โดยตอนแรกกำลังทรัพย์ยังไม่มากเขาเริ่มสะสมองค์ครุฑที่เป็นเหรียญเงิน องค์เงิน จนขยับมาเป็นองค์ทองคำ และเริ่มไล่ตามเก็บสะสมย้อนหลังรุ่นแรกๆ ที่หายากจนครบทุกรุ่น โดยเขาจะเก็บรุ่นที่เป็นทองคำเป็นหลักเท่านั้น

เขาบอกว่ายิ่งสะสมไปเรื่อยๆ นานๆ เข้าก็ยิ่งรู้สึกผูกพันแน่นแฟ้น มีแรงศรัทธาแบบแรงกล้ามากมาย จนตอนหลังจะเก็บของพระอาจารย์วราห์ทุกรุ่น นับรวมๆ แล้วตอนนี้ก็เกือบ 200 องค์ ยิ่งพอได้ศึกษาประวัติขององค์ครุฑ ที่ท่านมีความกตัญญูต่อมารดาก็ยิ่งรู้สึกประทับใจมากขึ้นไปอีก เพราะตรงใจของเขาที่เชื่อว่าคนที่มีความกตัญญูต่อบิดามารดานั้นจะเจริญรุ่งเรือง ซึ่งเขาเองก็เชื่อและยึดถือเรื่องนี้เช่นกัน

เขาบอกว่าหลังจากเริ่มศึกษา “เรื่องของครุฑเป็นเรื่องราวที่มีความอัศจรรย์โลดโผนยิ่งกว่าเรื่องราวของพญานาคเสียด้วยซ้ำไป แต่คนทั่วไปไม่ค่อยรู้กันเพราะไม่ได้ศึกษาและอาจไม่ค่อยสนใจเท่าใดนัก ความเป็นจริงแล้วเรื่องครุฑเป็นเรื่องที่น่าศึกษามาก เพราะทางฮินดูเขานับถือครุฑว่าเป็นเทพเจ้าสำคัญพระองค์หนึ่ง แม้ในทางไทยเราเองก็ให้ความนับถือเกี่ยวกับครุฑนี้มาก ดูอย่างตราแผ่นดินเองก็มีรูปลักษณะเป็นครุฑ จึงน่าสนใจว่า “ครุฑ” นั้นคงมีอานุภาพบางอย่างและน่าจะเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงในอีกมิติหนึ่งเช่นเดียวกันกับพญานาค ถ้าท่านเชื่อว่าพญานาคมีจริง พญาครุฑก็ย่อมมีจริงเช่นกัน” เขาเล่าให้ฟังจากตำนานที่ศึกษามา

ยิ่งศึกษาลงลึกเขายิ่งมีความศรัทธาแรงกล้าจากที่เขาเริ่มสะสมเหรียญเงิน จนกระทั่งมาเป็นเหรียญทองคำ เพื่อนำมาเลี่ยมเพชรแขวนสร้อยคอแล้ว ระยะหลังๆ เขาเริ่มสะสมองค์ขนาดใหญ่ขึ้นเป็นแบบตั้งโต๊ะ จนแบบเป็นองค์บูชาขนาดใหญ่ ไว้ที่บ้านที่สำนักงาน

“ทุกโครงการอสังหาริมทรัพย์ของผมด้านหน้าจะมีองค์ครุฑบูชาไว้ที่สำนักงานเสมอ และปีหน้าผมจะเปิดโรงแรมที่ดอนเมืองก็เตรียมจะหล่อองค์พญาครุฑขนาดใหญ่ไว้ที่ด้านหน้าหัวมุมโรงแรม เพื่อให้ประชาชนผู้ที่ศรัทธามาสักการะได้ตลอดเวลา ถือว่าเป็นการแบ่งปัน ถ้าเราศรัทธายึดมั่นอะไรแล้วทำให้ชีวิตจิตใจของเรามีความมั่นคงสงบสุขขึ้นก็อยากจะแบ่งปันให้คนอื่นด้วยเช่นกัน” เขาเล่าอย่างใจดี

ด้วยความเชื่อมั่นศรัทธาองค์พญาครุฑ นอกจากของพระอาจารย์วราห์ จากวัดโพธิทองแล้ว เมื่อเจอองค์ครุฑใดที่มีรูปทรงสวยงามถูกลักษณะที่ดีเขาก็จะเก็บสะสมไว้ด้วยเช่นกัน ส่วนครุฑจากวัดโพธิทองเขาก็สะสมไว้ทุกรุ่น แม้รุ่นหลังๆ ที่สร้างใหม่เขาก็จะเช่าเก็บไว้เช่นกัน เพื่อเอาไว้แจกให้กับเพื่อนฝูงคนรู้จักหรือลูกน้องคนสนิท เพื่อส่งมอบความรักความปรารถนาดีให้ด้วยจากใจถือเป็นการส่งต่อสิ่งดีๆ ให้แก่กัน

พญาครุฑเป็นเครื่องหมายแห่งสิทธิอำนาจและความเป็นมงคล ครุฑนั้นเป็นเครื่องหมายของทางราชการอยู่แล้ว เอกสารทางราชการฉบับใดๆ ก็ล้วนต้องมีเครื่องหมายพญาครุฑประทับอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น แสดงให้เห็นว่าเป็นเครื่องหมายสำคัญเป็นตราแผ่นดิน เป็นตราของเจ้าฟ้ามหากษัตริย์ เชื่อว่าหากข้าราชการผู้ใดให้ความเคารพนับถือในองค์พญาครุฑ และซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ของตัวเอง ข้าราชการผู้นั้นจะมีความสุขความเจริญทั้งชีวิตและหน้าที่การงานสืบไป

เครื่องหมายของพญาครุฑนี่สำคัญมากผู้ที่รู้เขาจะไม่ข้ามไม่เหยียบย่ำ ไม่นำไว้ที่ปลายเท้าเลยเพราะเป็นของสูง ของศักดิ์สิทธิ์ หากเคารพนับถือให้ดีอำนาจพญาครุฑที่มีอยู่ในเอกสารราชการจะคุ้มครองผู้นั้นไม่ให้มีวันอับจน แต่คนสมัยนี้ไม่ใคร่เชื่อถือกันเท่าใดนัก เรื่องพญาครุฑจึงดูล้าสมัยไปเสีย ไม่เหมือนในสมัยก่อนที่ไหนว่ากันว่าผีแรง ผีเฮี้ยน เอาตราพญาครุฑไปติดไว้ความอาถรรพ์ของสถานที่นั้นๆ ก็จะหายไปในทันที จะเห็นได้ว่าตามตำนานที่กล่าวมาพญาครุฑเป็นเทพที่มีฤทธิ์ที่ไม่ธรรมดาเลย มีอานุภาพมาก ด้วยเหตุนี้ครูบาอาจารย์ที่รู้จักศาสตร์ของครุฑเป็นอย่างดีจึงนำเอาสัญลักษณ์เกี่ยวกับครุฑ รูปครุฑต่างๆ มาทำสมาธิบูชาเพื่อให้เกิดอิทธิพลังงานอันลี้ลับ ทั้งนี้เพื่อการปกป้องคุ้มครองบ้าง เพื่อความเจริญรุ่งเรืองบ้าง

“ก็ไม่รู้สินะ ถ้าศรัทธา เราก็จะได้พบกำลังใจดีๆ ที่เป็นพลังในทางบวก ใครเชื่อคนนั้นก็ได้รับสิ่งดีๆ เป็นที่ยึดเหนี่ยว สำหรับผมองค์ครุฑนั้นมีทั้งคุณค่าและราคาที่เราอยากจะส่งต่อให้ลูกหลาน เราศรัทธาในองค์ท่านก็ไม่ได้งมงาย งอมืองอเท้าไม่ทำงานนะ ยังคงทำงานหนัก และเชื่อในการทำดีว่าจะได้รับสิ่งดีๆ กลับคืนมาเช่นกัน ที่ผมจะทำพญาครุฑองค์ใหญ่ไว้ที่โรงแรมตรงข้ามดอนเมือง เพราะอยากให้คนได้มีโอกาสไปสักการะ พบสิ่งดีๆ แบบเราบ้าง แล้วย่านดอนเมืองเป็นย่านทหารอากาศมีเครื่องบิน การมีพญาครุฑอยู่ที่นี่ก็เหมาะสมมาก”

ของจิ๋ว ความสุขเล็กๆ ที่ทำเงินได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/575051

  • วันที่ 26 ธ.ค. 2561 เวลา 11:40 น.

ของจิ๋ว ความสุขเล็กๆ ที่ทำเงินได้

เรื่อง โยโมทาโร่

หากคุณชอบของจิ๋วและมีฝีมือด้านงานปั้น การขายของจิ๋วอาจจะเป็นช่องทางหนึ่งที่สามารถสร้างรายได้ที่ค่อนข้างดีเลยทีเดียว แต่หลายคนคิดว่างานของจิ๋วนั้นเหมาะกับงานอดิเรก เป็นความชอบส่วนตัวมากกว่าอาชีพทำเงิน ทั้งที่จริงแล้วงานของจิ๋วจัดเป็นงานศิลปะประเภทหนึ่งที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเราเป็นอย่างดี

แค่ใกล้เคียงก็ขายได้

เราอาจจะคิดว่างานปั้นของจิ๋ว สิ่งสำคัญอยู่ที่ความเหมือน แต่ที่จริงแล้วความเหมือนอาจจะไม่ใช่คำตอบทั้งหมดในความต้องการของลูกค้า เพราะเสน่ห์ของจิ๋วอยู่ที่ความน่ารักและเรื่องราวที่สามารถแต่งแต้มจินตนาการของผู้ซื้อที่จะเอาไปจัดเซตของจิ๋วของตัวเอง

ดังนั้น ปั้นให้แค่มองออกว่าคืออะไร ปั้นผักให้ดูเป็นผัก หรืออยากปั้นสิ่งของให้ดูแปลกตาก็สามารถทำได้ เพียงแค่ใส่สีสันปรับแต่งรูปทรงไปตามจินตนาการของผู้ปั้น เพียงเท่านี้ก็ทำให้สินค้าของคุณได้รับความสนใจมากขึ้น

ขายเป็นเซตเท่านั้นถึงจะอยู่รอด

ในตลาดขายของจิ๋วนั้นคุณจะพบว่ามีทั้งขายแยกชิ้นและขายเป็นเซต โดยสินค้าขายแยกชิ้นจะเป็นสินค้าที่ผลิตมาจากกลุ่มแม่บ้านที่รับทำของจิ๋วเป็นอาชีพเสริม มีฝีมือและมาตรฐานเดียวกัน กลุ่มนี้จะเน้นความสมจริงเป็นหลัก กับกลุ่มที่ขายเป็นเซต ที่อาจจะมีการนำเอาของจิ๋วที่ผลิตขายแยกชิ้นมาจัดประกอบเป็นเซต หรือนักปั้นของจิ๋วทำออกมาเป็นเซตจำหน่าย เพื่อสู้สินค้าของจิ๋วที่ผลิตออกมาในรูปแบบโรงงานผลิตให้ได้

ดังนั้น เราจึงแนะนำว่าหากคุณต้องการทำของจิ๋วเป็นงานอดิเรกเพื่อหารายได้เสริม ควรทำออกมาเป็นเซตที่เรื่องราวมากกว่า เช่น เซตครัวไทย ชุดห้องรับแขก ชุดโต๊ะอาหาร ชุดตลาดน้ำ หรือจัดเซตที่สะท้อนเรื่องราวในชีวิตประจำวันจะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ดีกว่า สามารถตั้งราคาขายได้สูงกว่าขายแยกชิ้นได้อีกด้วย

อุปกรณ์สำหรับทำของจิ๋ว

เริ่มต้นการทำของจิ๋วคุณควรเริ่มต้นจากการหัดปั้นดินน้ำมันหรือดินเหนียวให้คล่องมือเสียก่อน จากนั้นค่อยเริ่มปั้นดินสำหรับการทำของจิ๋ว โดยดินสำหรับปั้นของจิ๋วที่นิยมมากที่สุดคือดินญี่ปุ่นและดินไทย นักปั้นของจิ๋วอาชีพส่วนใหญ่จะใช้ดินญี่ปุ่นในการปั้น แต่มีราคาแพงกว่าดินไทยอยู่พอสมควร

การเลือกดินสำหรับปั้นของจิ๋วควรเลือกดินที่แห้งตัวช้า เผื่อจะได้มีเวลาในการแก้ไขชิ้นงานให้มากขึ้น ระหว่างการทำให้ใช้ดินเฉพาะจำนวนที่ต้องทำเท่านั้น แล้วเก็บดินที่เหลือใส่ห่อพลาสติกให้มิดชิดจะช่วยให้เก็บดินไว้ใช้ครั้งต่อไปได้นานขึ้น

สำหรับอุปกรณ์ที่ช่วยในการปั้นสามารถใช้ชุดอุปกรณ์ศิลปะสำหรับงานปั้นได้ ส่วนการลงสีงานให้ใช้สีอะครีลิกเท่านั้น พู่กันเบอร์เล็ก ควรมีทั้งแบบปากแบนและแบบกลมปกติ

ยิ่งปั้นยิ่งเก่ง

สิ่งที่คุณอาจจะต้องเจอในการปั้นของจิ๋วก็คือ คำวิจารณ์เรื่องความเหมือน ไม่ต้องท้อฝึกฝีมือปั้นต่อไปเรื่อยๆ รูปร่างจะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ แรกๆ ให้ปั้นในสเกลที่ไม่เล็กจนเกินไปนัก ยิ่งเล็กจะยิ่งทำให้เหมือนได้ยาก เพราะจุดที่ยากที่สุดนอกจากการปั้นให้เหมือนแล้ว คือการลงสีอย่างไรไม่ให้สีดูเลอะ ค่อยๆ เรียนรู้เรื่องการลงสี ผสมสี และการทาอย่างไรให้ออกมาเรียบสวย

สิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องใช้เวลาฝึกฝนอย่างน้อยๆ ประมาณ 3 เดือน คุณก็สามารถปั้นออกมาได้ใกล้เคียงกับจุดที่ต้องการแล้ว แต่หากดูแล้วไม่มีแววจะเหมือนลองแหวกแนวไปทำสไตล์น่ารัก หรือทำเป็นแนวที่ไม่ได้เน้นความสมจริง แต่เน้นสีสันและเรื่องราวก็ได้ เพราะการทำของจิ๋วไม่ได้มีแต่การทำผัก ผลไม้ให้เหมือน หลายคนทำออกมาในรูปแบบเครื่องใช้ไฟฟ้า ของใช้ในชีวิตประจำวันก็มีให้เห็นมากมาย

ตลาดยังเปิดกว้าง

ตลาดของจิ๋วนั้นถูกจัดอยู่ในกลุ่มงานสะสม ของตกแต่งบ้าน และของเล่น เพราะไม่เพียงแค่นำไปใช้กับชุดของจิ๋วเท่านั้น ยังสามารถใช้ร่วมกับของเล่นอื่นๆ ได้ เช่น เลโก้ ชุดของเล่นกระต่ายซิลเวเนียงานโมเดลบ้านและร้านค้าอื่นๆ ได้ดีอีกด้วย

ดังนั้น คุณจึงสามารถโพสต์ขายผลงานของคุณได้ตามกลุ่มซื้อขายของเล่น ของจิ๋ว และงานประดิษฐ์อื่นๆ ได้มากมาย ตลาดที่มีคนสนใจหาซื้อของจิ๋วมากที่สุดจะเป็นตลาดสวนจตุจักร ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งใหญ่ที่สุดของประเทศ นอกจากจะหาซื้อของจิ๋วได้ง่ายแล้วยังมีขายวัตถุดิบอย่างดินญี่ปุ่นอีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีตลาดถนนคนเดินตามเมืองใหม่ต่างๆ จะเป็นตลาดที่มีคนนิยมหาซื้อของจิ๋ว เอาไปประดับตกแต่งห้อง หรือเก็บไว้เป็นคอลเลกชั่นส่วนตัว ซึ่งจะเห็นได้ว่าของจิ๋วนั้นมีความต้องการมากกว่าที่คิด

‘ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้’ ธนัทอร สุรีย์รักษณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/574954

  • วันที่ 25 ธ.ค. 2561 เวลา 12:00 น.

‘ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้’ ธนัทอร สุรีย์รักษณ์

เรื่อง วราภรณ์

ซีอีโอแห่งบริษัท ไทยเนสคอร์เปอร์เรชั่น อร-ธนัทอร สุรีย์รักษณ์ ที่ก่อร่างสร้างบริษัทด้วยตนเองดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์รังนกตั้งแต่ปี 2545 หรือ 16 ปีมาแล้ว ตั้งแต่ในยุคที่เรื่องสุขภาพคนไทยยังไม่ใส่ใจนัก โดยดั้งเดิมชื่อบริษัท ฮกลกซิ่ว เอ็นเตอร์ไพร์ มีธุรกิจหลักคือการผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มรังนกสำเร็จรูป ภายใต้ชื่อยี่ห้อ “ฉางซิ่ว” ที่เป็นที่รู้จักของกลุ่มคนผู้รักสุขภาพ แต่ปัจจุบันตั้งชื่อแบรนด์ใหม่ว่า “บีเวล” อีกทั้งเธอยังผลิตและส่งออกเครื่องดื่มรังนกแบบรับจ้างผลิต (O.E.M) ไปยังประเทศต่างๆ อาทิ ฮ่องกง จีน เมียนมา เวียดนาม ลาว และกัมพูชา ฯลฯ กว่าดำเนินธุรกิจและมีการเจริญเติบโตมาอย่างต่อเนื่องไม่ใช่เรื่องง่าย เป้าหมายต่อไปของเธอคือการทำตลาดรังนกเพื่อสุขภาพในตลาดเมืองไทย แต่ด้วยตลาดเมืองไทยคนไทยยังไม่ใส่ใจเรื่องสุขภาพตั้งแต่ยังหนุ่มสาว การทำการตลาดในเมืองไทยจึงเป็นสิ่งที่ท้าทายมาก

“ปัจจุบันการบริโภคเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพมีอัตราการขยายตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับประเทศไทยมีปัจจัยหนุนในเรื่องความหลากหลายของวัตถุดิบ เช่น ผลไม้ และสมุนไพรหลากหลายชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทางบริษัทจึงได้คิดค้น พัฒนา และทดลองรสชาติให้ง่ายต่อการบริโภคโดยไม่สูญเสียคุณค่าทางโภชนาการ นโยบายหลักเรามุ่งเน้นการควบคุมคุณภาพในทุกกระบวนการผลิต ตั้งแต่เริ่มคัดสรรวัตถุดิบที่มีคุณภาพ สะอาด ผ่านกระบวนการผลิตโดยวิธีการถนอมอาหารด้วยระบบ Sterilization ปราศจากวัตถุกันเสีย บริษัทได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งได้รับการรับรองกระบวนการผลิตที่สะอาด ถูกสุขลักษณะ และเรายังได้รับเครื่องหมายรับรองฮาลาล จากสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยอีกด้วย” ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอภาคภูมิใจมาก

หากถามถึงแรงบันดาลใจทำไมเธอจึงสนใจธุรกิจเครื่องดื่มรังนก และดำเนินธุรกิจอย่างจริงจังมา 16 ปีแล้ว ก็มาจากอุปนิสัยความสนใจสุขภาพของเธอ ทั้งเลือกกินอาหารสุขภาพที่มาจากธรรมชาติ 100% โดยเมื่อศึกษาจบจาก City University of Seattle สหรัฐอเมริกา ซึ่งซีแอตเติลนับเป็นเมืองหนึ่งของอเมริกาที่มีความสวยงามและเงียบสงบ เหมาะแก่การศึกษาเล่าเรียนด้านบริหารธุรกิจของเธอ และเหมาะแก่การพักผ่อน พอศึกษาจบปริญญาโท เธอกลับมาเมืองไทยประจวบกับญาติผู้ใหญ่ของธนัทอรได้สัมปทานรังนกพอดี เธอจึงหันมาทำรังนก เพราะสามารถนำไปทำอาหารได้หลากหลาย เช่น เครื่องดื่ม เป็นต้น

“พอไปเรียนอเมริกาที่นั่นสนใจดูแลเรื่องสุขภาพมาก พอกลับมาอรพยายามมองหาอะไรที่เกี่ยวกับธรรมชาติ เพราะอรห่วงใยเรื่องสุขภาพมาตั้งแต่เด็กๆ อรไม่ดื่มน้ำอัดลมเลย ชอบกินผลไม้ ออกไปไหนจึงค่อนข้างหาอะไรกินยาก อย่างน้ำส้มเพียวๆ กินนะคะ ซึ่งย้อนกลับไป 16 ปีตลาดด้านสุขภาพบีเวล ดริงก์ ไม่ได้ต่อสู้กันเข้มข้น มีเครื่องดื่มรังนกในตลาดน้อยมาก แต่ข้อดีของรังนกกินได้ทุกวัน และอรเองก็ชอบกินเครื่องดื่มรังนก กินแล้วได้เรื่องสุขภาพ รู้สึกสดชื่น ยิ่งมีมะพร้าวผสมยิ่งอร่อย อรสามารถดื่มแทนน้ำได้เลย แต่รสต้องไม่หวานมาก ดีต่อสุขภาพ”

เมื่อตัดสินใจเป็นนายตัวเอง ย้อนกลับไป 16 ปีที่แล้ว คนไทยห่วงสุขภาพกันน้อยมาก เธอจึงโฟกัสไปที่ตลาดต่างประเทศ เริ่มแรกเครื่องดื่มรังนกภายใต้แบรนด์บีเวลจึงบุกตลาด 11 ประเทศก่อน เช่น กัมพูชา ลาว เวียดนาม เมียนมา จีน ฮ่องกง

“ปัจจุบันอรอยากเปลี่ยนมายด์เซตของคนจากแต่ก่อนกินเพราะความเชื่อ เช่น ฮ่องเต้กิน หรือคนท้องต้องกินรังนกเพื่อบำรุง จริงๆ แล้วรังนกคนทุกเพศทุกวัยกินได้ อรอยากให้ความรู้กับคนว่า กินแล้วมันดีต่อร่างกาย เพราะยุคนี้เราจะใช้ความเชื่อของคนอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์มารองรับด้วย อย่างคนยุคนี้จะกินอะไรต้องอ่านฉลากมีผลวิจัยมาซัพพอร์ต เราต้องมีการวิเคราะห์ที่น่าเชื่อถือ ซึ่งเรามี และผลตอบรับสินค้าเราจากจีนก็ดีมาก โดยช่องทางเข้าถึงผู้บริโภคที่จีนคือตลาดออนไลน์ ซึ่งตอนนี้คนหันมากินรังนกเยอะขึ้น” จากทำตลาดฮ่องกง ไปจีน แล้วค่อยๆ ขยายไปพม่า อินโดนีเชีย สิงคโปร์ ออสเตรเลีย อเมริกา และเพิ่งบุกตลาดเมืองไทยเร็วๆ นี้ เพราะเธอถนัดตลาดส่งออกมากกว่า และตลาดเมืองนอกก็เอื้อต่อผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ

“ตอนนี้คนไทยเปิดรับสิ่งใหม่มากกว่าอดีต สมัยก่อนเนื่องจากคนไทยค่อนข้างเปลี่ยนยาก และมีแบรนด์ไทยแข็งแกร่งอยู่แล้ว พอมาปีนี้อรคิดว่าน่าจะทำตลาดเมืองไทยได้แล้ว แต่ก็ต้องเปลี่ยนความคิดของคนไทย เพราะความคิดของคนคือซื้อรังนกเพื่อไปฝากคนป่วยหรือคนสูงอายุ แต่จริงๆ แล้วคนทุกเพศทุกวัยกินรังนกได้ อีกทั้งราคาไม่ได้สูงนัก อรคิดว่าเราเน้นป้องกันโรคดีกว่าป่วยแล้วค่อยไปรักษา ถ้าเราคอนเซิร์นเรื่องสุขภาพเร็ว เรายิ่งป่วยน้อยลง และยิ่งท้าทายมากขึ้นเมื่อเมืองไทยมีแบรนด์ที่สตรองอยู่แล้ว คนยังตั้งคำถามว่ารังนกดีอย่างไร ดีจริงไหม เราต้องเปลี่ยนความคิดนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายมาก การทำตลาดรังนกในเมืองไทยถือเป็นตลาดหินและยาก เพราะเครื่องดื่มมีเยอะแบรนด์ และคนไทยค่อนข้างชอบลองของใหม่ ลองแล้วก็เปลี่ยนไว และเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทำให้แบรนด์เครื่องดื่มในไทยต้องมีหลายรสชาติใน 1 แบรนด์ ถ้าเราจับทางถูกเราจะโตเร็ว”

แม้เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ มีพนักงานใต้ปกครองราวๆ 200 คน และมีแนวโน้มบริษัทค่อนข้างโตขึ้นเรื่อยๆ สวนกระแส แต่การทำงานของเธอก็เต็มไปด้วยความสุขแม้ต้องทุ่มเททำงานหนักเกือบ 7 วัน/สัปดาห์ เพราะเธอมีเคล็ดลับ

“อรทำงานภายใต้ความรักอยากให้คนไทยสุขภาพดี อรอยากให้คนห่วงใยสุขภาพ ทุกวันนี้อรเห็นคนป่วย เกิดคำถามทำไมเราช่วยเขาไม่ได้ อรจึงมองว่า เราควรป้องกันมากกว่ารักษา หลักของการทำงานของอร อรเชื่อว่าไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ อรจะปลูกฝังหลักคิดข้อนี้ให้ลูกน้องเสมอ และสอนลูกน้องว่า ให้ทำให้ได้ทุกอย่าง ที่สำคัญเราต้องจริงใจกับลูกค้าตัวเองและทุกคน ดีลอะไรไว้ต้องทำให้เป็นจริงให้ได้ ไม่หลอกลูกค้า ซึ่งขอบอกว่าการบริหารพนักงานเป็นเรื่องที่ยากที่สุด ถ้าพูดถึงเด็กสมัยใหม่ แต่อรชอบทำงานกับเด็กเจนนี้นะคะ แม้เขาจะบังคับไม่ได้แต่อรก็โอเค เพราะอรดูแลพนักงานเหมือนพี่น้อง จะไม่จู้จี้ จุกจิก น้องๆ แสดงความคิดเห็นได้เต็มที่และอรรับฟัง พนักงานอยากได้อะไร อรให้แต่ไม่ทั้งหมด ให้ไปแล้วต้องรู้จักให้ตอบกลับด้วย อรจะมีวิธีกระตุ้นทำให้เขาไปถึงจุดที่เราต้องการได้ หรือหากลยุทธ์ให้ไปถึงตรงจุดที่เราตั้งไว้ได้” เป็นเจ้านายผู้หญิงที่มีนิสัยคล้ายๆ ผู้ชาย แต่เธอก็มีลูกน้องอยู่ 1 ชนิดที่รับไม่ได้เลย ก็คือ โกหก เป็นคุณสมบัติ 1 ข้อในตัวลูกน้องที่เธอไม่อะลุ่มอล่วยให้ เพราะการโกหกสามารถสะท้อนทัศนคติในการทำงานได้หลายอย่าง

“ถ้าเขาโกหกเราได้ เขาก็ต้องโกหกองค์กรและลูกค้าได้ ผลเสียจะเยอะมากต่อองค์กร วิธีแก้ไขคือ ตักเตือนก่อน มีการมอนิเตอร์ ถ้าปรับได้ให้อยู่ต่อ ปรับไม่ได้ก็ควรออก อรเป็นเจ้านายที่ใจดีและจริงจังกับการทำงานมากๆ อันไหนไม่ดี อัดกันในที่ประชุม ออกจากห้องเราเป็นพี่น้องกันเหมือนเดิม อรไม่ชอบอะไรหยุมหยิม ไม่ชอบลูกน้องขี้ประจบ เพราะมันไม่จำเป็น เราต้องว่ากันที่ผลงาน เรื่องงานหากทำผลงานได้ดี จะลาจะพักยังไงก็ได้ เช่น ทำผลงานได้ดีตามเป้าหมาย เพราะเขาทำงานเป็น จะขอลาเป็นเดือน อรไม่ว่าเลย เพราะอรถือว่าเขารู้จักบริหารเวลาได้ อรชอบคนทำงานจริงจัง”

แม้การเป็นเจ้านายภายในความเป็นผู้หญิง เธอถือว่าความเป็นผู้หญิงมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างจากผู้ชาย เนื่องจากเธอลงมือทำงานเองทุกส่วน เธอเป็นทั้งผู้ก่อตั้งบริษัทเป็นเจ้าของ ริเริ่มมากับมือด้วยตัวเอง แตกไลน์ คิดสูตร เทสต์สินค้า เธอสามารถทำและรับมือได้หมดเพราะความละเอียดอ่อนที่มีอยู่ในตัว

“อรค่อนข้างเดินทางเยอะ ไปดูตลาดต่างประเทศ ถือเป็นการเปิดโลกกว้าง เครื่องดื่มทุกประเทศถ้าอรไป อรต้องแวะชิมหมดทุกประเทศ เพื่อนำมาปรับสินค้าของเราตลอด 16 ปีไม่หยุดนิ่ง มีการผลิตผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ทุกปีแต่ทุกอย่างต้องเป็นรังนก เวลาไปเซอร์เวย์ตลาดทั้งของญี่ปุ่นและอเมริกาทำให้อรรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้ง เพราะเขาจะมีโปรดักต์ใหม่ๆ ออกมาทุกปีและใช้นวัตกรรมที่เราไม่มี เช่น การผสมสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งนี้แล้วอร่อยขึ้น มีการทำขวดหรือหีบห่อที่เราทำไม่ได้ ซึ่งน่าสนใจมากๆ ค่ะ” อีกแง่มุมหนึ่งความเป็นผู้หญิง ก็สามารถเป็นแบรนด์พรีเซนเตอร์สินค้าตัวเองได้ดี เพราะกินดีผิวพรรณก็ต้องดี ผสมผสานกับการดูแลเรื่องความงามของตัวเองด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอมาตั้งแต่เด็ก เพราะค่าที่ชื่นชอบหลากหลายชนิดกีฬา มีทักษะด้านกีฬาดี ขนาดเป็นถึงนักกีฬาของโรงเรียนเกือบทุกชนิดกีฬา จนได้เป็นตัวแทนของโรงเรียนไปแข่งกับต่างโรงเรียนอยู่เป็นประจำ

“อรชอบเล่นกีฬาหลายชนิด เช่น แบดมินตัน บาสเกตบอล อรเล่นหมด สำหรับการกินอรไม่ค่อยกินเนื้อสัตว์ เนื้อวัวไม่กินตั้งแต่เกิด หลังๆ กินเนื้อสัตว์บ้างเพื่อโปรตีน กินผักผลไม้มาก ไม่ดื่มกาแฟ แต่ดื่มโกโก้แทน พยายามออกกำลังกายให้ได้ 1 ครั้ง 1-2 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อยต่อสัปดาห์ ยิ่งมีเวลาน้อยอรยิ่งออกกำลังกายแต่ละครั้งอย่างเข้มข้น ทั้งคาดิโอและเวตเทรนนิ่ง”

สุดท้าย ความตั้งใจของเธอในอนาคตคือ เธอตั้งใจทำการตลาดให้คนทั่วโลกรู้จักแบรนด์ของเธอ และเธอตั้งใจออกผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ไม่ใช่รังนกแต่เพียงอย่างเดียว ราวปีหน้าเธอตั้งใจบุกตลาดตะวันออกกลางและยุโรปด้วย

จัดระเบียบ วิธีคิดแบบเศรษฐี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/574953

  • วันที่ 25 ธ.ค. 2561 เวลา 11:40 น.

จัดระเบียบ วิธีคิดแบบเศรษฐี

เรื่อง กันย์ ภาพ pixabay

คนมักคิดว่าความสำเร็จและความมั่งคั่งที่มาจากน้ำพักน้ำแรงนั้นต้องอาศัยความขยันเป็นหลัก ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่ถูกไปเสียทีเดียว เพราะเหล่าบรรดาอภิมหาเศรษฐีที่ประสบความสำเร็จจากสองมือของตนเองนั้นต่างก็มีนิสัยบางอย่างที่ช่วยผลักดันให้เขาไปสู่ความสำเร็จได้ ไปดูกันว่านิสัยที่ว่านั้นคืออะไรและเพราะอะไรนิสัยเหล่านี้จึงทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จ นำพาตนเองจากจุดเริ่มต้นที่ไม่มีอะไรเลยมาสู่การเป็นบุคคลที่มั่งคั่ง ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังสร้างเนื้อสร้างตัวลองดูตัวอย่างจากเขาเหล่านี้

1.ออกกำลังกายเป็นประจำ

การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอทุกวันถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนประสบความสำเร็จ เพราะการออกกำลังกายไม่เพียงเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรง แต่ยังส่งผลดีต่อสมองอีกด้วย เพราะจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเซลล์สมองมากขึ้น ทำให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2.อ่านหนังสืออยู่เสมอ

การอ่านหนังสือเป็นการเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุด 88% ของนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจะใช้เวลาอย่างน้อย 30 นาทีต่อวันในการอ่านหนังสือ เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตนเอง และหนังสือที่กลุ่มคนเหล่านี้อ่านส่วนใหญ่มักจะเป็นหนังสือที่เกี่ยวกับประวัติของคนที่ประสบความสำเร็จ การพัฒนาตนเอง และหนังสือประวัติศาสตร์

3.ตื่นเช้า

สุภาษิตที่ว่านกที่ตื่นเช้า ย่อมจับหนอนได้ก่อน ยังคงใช้ได้ดีในทุกยุคทุกสมัย และเป็นสิ่งที่นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จด้วยตนเองต่างยึดถือไว้เป็นหลัก จึงทำให้พวกเขาตื่นเช้าอยู่เสมอ โดยในการศึกษาหนึ่งพบว่าเกือบ 50% ของคนที่ร่ำรวยจากน้ำพักน้ำแรงของตนเองมักจะเป็นคนที่ตื่นก่อนเวลาทำงานของตัวเอง 3 ชั่วโมง ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าพวกเขาจะเผื่อเวลาไว้เพื่อเหตุการณ์ที่อาจคาดไม่ถึง ซึ่งอาจกระทบกับการทำงานของตัวเองได้

4.แสวงหาที่ปรึกษา

การมีที่ปรึกษาที่ดีเป็นเคล็ดลับในการประสบความสำเร็จของเศรษฐีจำนวนไม่น้อย ซึ่งที่ปรึกษาของพวกเขาก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นคนที่ประสบความสำเร็จมาก่อน หรือไม่ก็ผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์นั้นๆ โดยที่ปรึกษาที่ดีจะต้องคอยให้กำลังใจและผลักดันให้นักธุรกิจเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง และคอยสอนว่าอะไรที่ควรหรือไม่ควรทำ รวมทั้งแบ่งปันประสบการณ์เพื่อให้นักธุรกิจนั้นได้นำมาเป็นบทเรียนประกอบการตัดสินใจ

5.ใช้เวลากับคนที่ประสบความสำเร็จ

สังเกตได้ว่าคนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่มักจะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้ที่ประสบความสำเร็จคนอื่นๆ นั่นก็เป็นเพราะว่าเมื่อพวกเขาอยู่ด้วยกันแล้ว ก็ต่างจะมอบแง่คิดดีๆ ให้แก่กันและแบ่งปันประสบการณ์ให้กันอยู่เสมอ รวมทั้งคอยให้กำลังใจและนำพากันไปสู่ความสำเร็จ

6.คิดบวก

ความสำเร็จในระยะยาวนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจากการทำงานหนักเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีการคิดบวกมาเสริมทัพด้วย ซึ่งส่วนใหญ่ของคนที่ประสบความสำเร็จจนกลายเป็นมหาเศรษฐีด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองล้วนแต่เป็นคนที่คิดในแง่บวกอยู่เสมอ นั่นก็เป็นเพราะว่าความคิดในแง่บวกสามารถกระตุ้นให้คนเราก้าวไปสู่ความสำเร็จได้ดีกว่า ในทางกลับกัน ความคิดในแง่ลบจะยิ่งบั่นทอนความมุ่งมั่นและทำให้ประสบความล้มเหลวได้ง่ายกว่า

7.ให้เวลา 15-30 นาทีต่อวันในการคิดทบทวนเรื่องต่างๆ

การคิดเป็นอีกกุญแจสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จ ผู้คนที่ประสบความสำเร็จจึงให้ความสำคัญกับการคิดเป็นอย่างมาก โดยมีการศึกษาหนึ่งได้เปิดเผยว่า กลุ่มคนเหล่านี้จะให้เวลาตัวเองวันละ 15-30 นาทีในช่วงเช้า เพื่อคิดถึงเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องธุรกิจ สุขภาพ การเงิน หรือแม้แต่เรื่องของการกุศล ซึ่งนั่นทำให้พวกเขาสามารถจัดการสิ่งต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง

8.รับฟังข้อเสนอแนะใหม่ๆ

ความสำเร็จจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ถ้าหากไม่มีการรับฟังข้อเสนอแนะ ฟีดแบ็กต่างๆ ที่ได้รับจากการดำเนินธุรกิจล้วนแต่เป็นสิ่งที่ผู้ประสบความสำเร็จนั้นต้องการ เพื่อให้ตนเองรู้ว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นั้นเดินไปในทางที่ถูกที่ควร เหล่าบรรดาเศรษฐีที่สร้างตัวขึ้นมาด้วยตัวเองจะรับฟังความคิดเห็นจากผู้อื่นเสมอ ไม่ว่าจะเป็นแค่เพียงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ตาม

9.มุ่งมั่นในสิ่งที่ตัวเองสนใจ

ผู้คนส่วนใหญ่มักเลือกงานที่มีความมั่นคงเป็นอันดับแรก แต่สำหรับบรรดามหาเศรษฐีกลับเลือกงานที่ตัวเองมีความสนใจมากกว่า ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะพวกเขามีความเชื่อว่าหากเลือกทำในสิ่งที่ชอบหรือให้ความสนใจ จะทำให้พวกเขามีความมุ่งมั่นและสามารถทำงานได้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

10.ไม่เดินตามใคร

จะสังเกตได้ว่ามหาเศรษฐีที่ประสบความสำเร็จจะเป็นกลุ่มคนที่ไม่ไหลไปตามกระแสนิยมของคนทั่วไป แต่จะสร้างจุดยืนของตนเองและชักจูงให้ผู้อื่นเข้าร่วมด้วยเสียมากกว่า เพราะพวกเขาเชื่อว่าการเดินตามคนอื่นนั้นไม่มีวันประสบความสำเร็จ

11.ไม่กลัวที่จะล้มเหลว

การดำเนินธุรกิจย่อมตั้งอยู่บนความเสี่ยงและความล้มเหลวสามารถเกิดขึ้นได้ แต่บรรดาเหล่าเศรษฐีที่มั่งคั่งขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง กลับเป็นคนที่ไม่กลัวคำว่าล้มเหลว เพราะพวกเขาเชื่อว่าทุกครั้งที่ล้มเหลวนั่นคือโอกาสที่ทำให้พวกเขาได้เติบโตขึ้นนั่นเอง

ถ้าคิดจะเป็นเศรษฐีในวันหน้า ลองฝึกและปรับเปลี่ยนนิสัยตัวเองกันเสียใหม่

ออกกำลังกาย ด้วยการเดินเร็ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/574863

  • วันที่ 24 ธ.ค. 2561 เวลา 11:40 น.

ออกกำลังกาย ด้วยการเดินเร็ว

เรื่อง : มีนา  ภาพ : รอยเตอร์ส

ปัจจุบันใครๆ ก็หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น นอกจากการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์แล้ว ก็ควรออกกำลังกายและพยายามพักผ่อนอย่างเพียงพอ แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่รู้ว่าการออกกำลังกายนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่เริ่มลงมือเสียที ด้วยเหตุผลส่วนตัวมากมาย

เนสท์เล่ แนะนำหลัก 3 อ. ได้แก่ อาหาร ออกกำลังกาย และอารมณ์ คือเคล็ดลับเพิ่มความสตรอง เพื่อให้ทุกคนเริ่มต้นออกกำลังกายด้วยวิธีง่ายๆ แต่ช่วยส่งเสริมสุขภาพดีได้อย่างยั่งยืน นั่นคือเทคนิค “การเดินเร็ว” ซึ่งเป็นการเริ่มต้นสำหรับสายชิลทั้งหลายที่ไม่ทำให้เหนื่อยมากเกินไปและสามารถเริ่มทำได้ง่ายๆ ในชีวิตประจำวันอีกด้วย

พิมพ์วดี อากิลา นักโภชนาการ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) กล่าวว่า การเดินเร็วเป็นการออกกำลังกายที่ใครๆ ก็ทำได้ ถ้าเดินได้ถูกวิธีโดยเฉพาะคนที่มีข้อจำกัดด้านสุขภาพ เช่น คนที่มีปัญหาด้านข้อเข่า หรือผู้ที่เริ่มออกกำลังกาย การเดินเร็วช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกและกล้ามเนื้อ ส่งผลให้สุขภาพดียิ่งขึ้น เพราะหัวใจและปอดจะถูกฝึกให้ทำงานเพิ่มขึ้น สามารถสูบฉีดเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อต่อต่างๆ มีความยืดหยุ่นดีขึ้น และยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ ทั้งโรคหัวใจ โรคเบาหวาน และโรคอ้วน

เคล็ดลับการเดินเร็วให้สตรองและสนุกกว่าเดิม เพื่อปรับเปลี่ยนให้การออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งในกิจวัตรประจำวันที่จะทำให้ทุกคนหันมาหลงรักการเดิน ใส่รองเท้ากีฬาให้พร้อม แล้วออกเดินกันเลย

1.วอร์มอัพเรื่องสำคัญ ควรวอร์มร่างกายอย่างน้อย 3-5 นาที เพื่อปรับอุณหภูมิของร่างกายให้สูงขึ้น เตรียมให้กล้ามเนื้อและข้อต่อต่างๆ เช่น กล้ามเนื้อแขนและไหล่ ลำตัว ต้นขา และน่อง พร้อมสำหรับการออกกำลังกาย และยังป้องกันอาการบาดเจ็บได้อีกด้วย

2.เดินอย่างถูกวิธี จัดระเบียบร่างกายให้ดี เดินตัวตรง ตามองตรง ไม่ก้มหน้า ก้าวเท้าสั้นๆ แต่ก้าวถี่ๆ เวลาเดินให้ส้นเท้าสัมผัสกับพื้นก่อนเพื่อรับน้ำหนักตัว และค่อยๆ ถ่ายน้ำหนักตัวไปที่ฝ่าเท้า ให้เต็มฝ่าเท้า กำมือแบบหลวมๆ และงอข้อศอกเล็กน้อย ประมาณ 90 องศา

3.รักษาความเร็วพอประมาณ ในคนปกติที่ร่างกายแข็งแรงดี ควรเดินด้วยความเร็วให้ได้ประมาณ 400-700 เมตร ในเวลา 6 นาที หรือเดินเร็วจนร้องเพลงไม่เพราะ ถ้าเดินแล้วยังร้องเพลงเพราะ ลากเสียงยาวๆ ได้ แสดงว่ายังเดินช้าอยู่ แต่ถ้าเดินเร็วจนพูดไม่เป็นคำ ไม่รู้เรื่องแล้ว ก็แปลว่าเดินเร็วเกินไป

4.ทำให้ต่อเนื่อง แนะนำให้เดินเร็วติดต่อกัน 20-30 นาที/วัน หรืออาจแบ่งเดินเป็น 2 ช่วงเวลา ช่วงละประมาณ 10-15 นาที และควรทำเป็นประจำให้ได้ 5 วัน/สัปดาห์

5.เพิ่มความสนุกด้วยเสียงเพลง ลองเลือกเพลงที่ชอบจัดใส่ Playlist ให้พร้อมเพราะการฟังเพลงสนุกๆ จะช่วยให้เพลิดเพลินและเดินได้นานขึ้น

6.ดื่มน้ำและเติมพลังให้พร้อม เพื่อชดเชยน้ำที่สูญเสียไปกับเหงื่อ และช่วยให้กล้ามเนื้อฟื้นตัวอีกด้วย ก่อนการออกเดินเร็ว ก็ต้องอย่าให้ท้องว่างจนหิว เพราะอาจทำให้คุณล้มเลิกความตั้งใจและเดินได้ไม่ถึงตามเวลาที่ตั้งใจไว้

พิมพ์วดี ยังแนะเคล็ดลับเพิ่มเติมว่าร่างกายคนเราต้องใช้พลังงานขณะออกกำลังกาย ดังนั้นจึงไม่ควรปล่อยให้ท้องว่าง ควรรองท้องด้วยอาหารเบาๆ ย่อยง่าย เช่น นม เครื่องดื่มธัญญาหาร หรือผลไม้ เช่นกล้วยก็เป็นตัวเลือกที่ดี

“กล้วยเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานพอเหมาะ และมีคาร์โบไฮเดรตที่ดูดซึมง่าย ช่วยให้ร่างกายมีแรงและช่วยให้กล้ามเนื้อฟื้นตัวจากความเหนื่อยล้าได้ดี นอกจากนั้น การดื่มน้ำก็เป็นเรื่องที่ควรใส่ใจ เพราะน้ำเป็นส่วนประกอบหลักของร่างกาย การดื่มน้ำเปล่าก่อนเริ่มออกกำลังกายจะช่วยรักษาสมดุลของระดับเกลือแร่ที่อยู่ในร่างกาย ช่วยลดอาการเป็นตะคริว และควรจิบน้ำเป็นระยะๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและให้เซลล์กล้ามเนื้อทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ สุดท้ายหลังออกกำลังกายควรเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะแหล่งโปรตีนที่ย่อยง่าย เช่น เนื้อปลา เต้าหู้และไข่ เพื่อลดอาการอ่อนเพลียและซ่อมแซมกล้ามเนื้อให้ร่างกายพร้อมกับการออกกำลังกายครั้งต่อไป”

ตั้งเป้าหมายการทำงาน ในปีหน้าตั้งแต่วันนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/574861

  • วันที่ 24 ธ.ค. 2561 เวลา 11:40 น.

ตั้งเป้าหมายการทำงาน ในปีหน้าตั้งแต่วันนี้

เรื่อง  กันย์ ภาพ  pixabay

เชื่อว่ามีคนไม่น้อยที่เคยเกิดความรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ทำตามความฝันของตัวเอง ส่วนหนึ่งเพราะกลัวความเสี่ยงที่อาจต้องเผชิญ ความล้มเหลวที่อาจเกิดขึ้น ผลก็คือพวกเขาเลือกจะทำอะไรแบบเดิมๆ ต่อไป แต่การตั้งเป้าหมายนี่แหละที่เป็นสิ่งที่จะนำคุณออกจาก Comfort Zone ได้ มันเป็นเหมือนจุดเช็กระหว่างทางไปยังจุดมุ่งหมายที่ฝันไว้

อริญญา เถลิงศรี Managing Director บริษัท SEAC ซึ่งเป็นศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียน บอกว่า จะว่าไปแล้วการตั้งเป้าหมายก็เหมือนกับการวางเส้นทางไปสู่ความสำเร็จ คนเราควรจะตั้งเป้าหมาย 3 ประเภท คือ เป้าหมายระยะสั้น เป้าหมายระยะกลาง และเป้าหมายระยะยาว เพราะเป้าหมายเล็กๆ จะช่วยหล่อหลอมคุณให้ก้าวไปสู่จุดหมายที่ใหญ่กว่าได้ดียิ่งขึ้น

ลองนึกถึงเวลาที่คุณขับรถ เดินทางไกลไปต่างจังหวัด การเดินทางเช่นนี้ย่อมต้องใช้เวลายาวนาน จึงควรจะต้องมีการหยุดรถระหว่างทางบ้าง เช่น การหยุดพักเพื่อทานอาหาร หรืออาจจะต้องแวะปั๊มเพื่อเติมน้ำมัน เป็นเหมือนจุดเช็กระหว่างทางไปสู่เป้าหมายของเราให้เราได้รู้ว่าเรามาไกลขนาดไหนแล้ว เรามาถูกทางหรือไม่ แล้วเราเหลือระยะทางอีกเท่าไหร่ก่อนจะไปถึงเช่นเดียวกัน การตั้งเป้าหมายในการทำงาน หรือตั้งเป้าหมายกับสายอาชีพที่ทำ จะช่วยให้คุณวางแผนในระยะยาวกับสายอาชีพที่ทำอยู่ได้ ว่าจะไปทิศทางไหนดี ส่วนในระยะสั้นก็จะช่วยเป็นแรงกระตุ้นให้ทุกวันคุณอยากไปทำงานนั่นเอง

ช่วงนี้ใกล้ปีใหม่เข้ามาทุกที เชื่อว่าหลายคนมีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่ ทำอะไรใหม่ๆ เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ตั้งเป้าหมายไว้อย่างดิบดี แต่พอพ้นวันปีใหม่ไปได้ไม่เท่าไหร่ ก็ล้มเลิกความตั้งใจตอนต้นเสียแล้ว อย่างไรก็ตามเราควรจะระลึกอยู่เสมอว่า ในสมัยปัจจุบันที่การแข่งขันล้วนแล้วแต่มากขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งแต่ละคนก็ล้วนแล้วแต่สามารถค้นคว้าหาความรู้ได้ด้วยตนเองทั้งนั้น แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เท่ากันคือความพยายาม ดังนั้นหากต้องการให้ตนเองประสบความสำเร็จ การเปลี่ยนหลักคิดและเลือกเทคนิคตั้งเป้าหมายมีดังต่อไปนี้

1.ไม่ยึดติด ผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต ต้องไม่ยึดติดกับความสำเร็จในอดีต ต้องคอยสำรวจตนเองว่าตนมีสิ่งใดที่บกพร่องหรือเป็นจุดอ่อนอยู่ เพื่อเติมเต็มสิ่งเหล่านั้นด้วยการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ

2.พร้อมรับกับสถานการณ์กดดันได้ดี ในการทำงานทุกที่ เราต้องพบเจอเรื่องความกดดัน ซึ่งบางครั้งความกดดันที่ว่านี้ อาจจะแฝงมาในรูปแบบของเนื้องาน หัวหน้างาน หรือเพื่อนร่วมงาน หากต้องการประสบความสำเร็จในการทำงานให้ได้ ผู้ทำงานควรรับมือกับความกดดันให้ได้มากที่สุด จะเห็นได้ว่าผู้ทำงานที่มีฝีมือดีหลายต่อหลายคนพลาดโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิตเพียงเพราะตนเองไม่อดทนมากพอ

3.มีการวางแผนตลอดเวลา การจัดการทุกสิ่งที่อยู่ในชีวิตให้สำเร็จได้นั้น สิ่งที่จำเป็นต้องมีมากที่สุดคือการรู้จักวางแผน ไม่ว่าจะเป็นด้านการงาน ด้านครอบครัว เพราะการวางแผนตลอดเวลาจะทำให้ผู้ที่ทำงานสามารถทราบได้ว่าสิ่งใดที่อาจจะเป็นปัญหาในอนาคตหากแผนที่ทำไว้ไม่เป็นผลสำเร็จ นอกจากนี้การวางแผนจะทำให้เจ้าของแผนรู้จักกับคำว่าแผนสำรอง ทำให้มีสติและควบคุมตนเองได้ แม้ว่าแผนที่วางไว้จะไม่เป็นไปตามที่คาด

อีกวิธีหนึ่งที่อาจนำไปใช้ได้คือการวางแผนตามหลัก SMART Goal คือ

S (Specific) : การตั้งเป้าหมายต้องตั้งอย่างเฉพาะเจาะจง ระบุให้เห็นภาพอย่างชัดเจนว่าผลที่ได้จะเป็นอย่างไร เพื่อที่จะทำให้เราเห็นเป้าหมายเป็นรูปธรรมได้มากขึ้น

M (Measurable) : คือเป้าหมายของคุณสามารถวัดผลเป็นตัวเลขได้หรือไม่

A (Achievable) : คือตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้

R (Relevance) : เป้าหมายสำคัญนี้สำคัญกับคุณแค่ไหน เพราะถ้ามันไม่ได้สำคัญกับคุณมาก คุณก็จะไม่มี Passion ในการทำให้มันสำเร็จ

T (Time-bound) : คือต้องมีระยะเวลาที่แน่นอนว่าเป้าหมายจะสิ้นสุดเมื่อไหร่ เพราะถ้าทำไปเรื่อยๆ แบบไม่มีกรอบเวลากำหนด ก็จะทำให้เราไม่มีแรงกดดันในการทำเป้าหมายนั้นให้สำเร็จ

ดังนั้น วันนี้อย่ารอช้า รีบมาตั้งเป้าหมายปีหน้ากันดีกว่า

พวกเราคือ นักล่ารางวัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/574865

  • วันที่ 24 ธ.ค. 2561 เวลา 11:40 น.

พวกเราคือ นักล่ารางวัล

เรื่อง ปอย  ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

ทุกครั้งที่เวทีแข่งขันประกาศเฟ้นหาคลื่นลูกใหม่ มีโจทย์ท้าทายความสามารถกระตุ้นหัวใจคนวงการออกแบบ กลุ่มนักศึกษาปีที่ 3 คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร สาขาออกแบบเครื่องแต่งกาย ไม่เคยทนทานได้ ใจสั่นไหวระรัวทุกๆ ครั้ง เมื่อเห็นโจทย์จุดประกายความสามารถ บอกเลยจะไม่ปล่อยผ่านไปสักเวที จะต้องขอลงสนามแข่งขันพิสูจน์ความสามารถกันสักตั้ง

หลายๆ เวทีประสบความสำเร็จ โชว์ความสามารถคว้ารางวัลมาครอบครองได้ วัยรุ่นขอบอกก็เหมือนกับการเสพติดการประกวดเบาๆ และตั้งตารอคอยเวทีที่มีโจทย์จุดประกายการทำงานชิ้นใหม่ๆ ไฟแรงกำลังคุโชน สำหรับวัยที่เรียกว่าวัยฝัน

“เซีย” ลักษณ์เอเซีย ยอดไม้งาม “นัท” นัทธพงศ์ คงรักษ์ “ปลื้ม” ณัฐชาภร สมัครพงศ์ “น้อย” พรทิพย์ ปลื้มใจ นักศึกษาวิชาออกแบบเครื่องแต่งกาย วัยทีนทั้ง 4 คน บอกพลางหัวเราะมั่นใจไม่มีเขินอายกับ “ชุดใส่ไปเรียน” สุดมัน แซ่บสะเด็ดยาด ดีไซน์ตามโจทย์ที่อาจารย์ตั้งไว้ให้ออกแบบเสื้อผ้าสำหรับคอลเลกชั่นฤดูหนาว

โอกาสนี้ได้โชว์ภาพลักษณ์นักศึกษาศิลปากร ที่มีเอกลักษณ์เกาะกระแสแฟชั่นสุดล้ำ จึงขอเลือกใส่เป็นเสื้อผ้าธีมแฟชั่นใส่มาเรียนที่ “ทับแก้ว” มหาวิทยาลัยศิลปากร ห้องเรียนที่แทบไม่มีกรอบ เหล่าอาจารย์เห็นนักศึกษาแต่งตัวแบบนี้ ก็ไม่มีติติง สนับสนุนให้เด็กๆ สนุกสนานกับการเรียนที่รักเต็มที่

ประกวดออกแบบแฟชั่น

ก๊วนเพื่อนแต่งตัวสุดมัน “นัท” นัทธพงศ์ “ปลื้ม” ณัฐชาภร “น้อย” พรทิพย์ คือ 3 นักศึกษาวิชาออกแบบเครื่องแต่งกาย คว้ารางวัลชนะเลิศ Chinaworld Fashion Design Contest 2018 ใส่ความฝันลงแผ่นกระดาษ ใส่ความมุ่งมั่นพยายาม จนออกมาเป็นชุดที่จะมาประดับวงการแฟชั่นเมืองไทย ความภาคภูมิใจเวทีนี้ คือมีโอกาสนำเสนอแฟชั่นโชว์ รอบ Final Walk โชว์ผลงานได้ชิ้นใหญ่โบแดง พร้อมเพื่อนที่ได้รางวัลรอบ 10 ทีมสุดท้าย บนเวทีที่มุ่งส่งผ้าไทยสู่สากล

โชว์ความสามารถกันต่อไปไม่มีวันจบ เวทีใหม่ มีโจทย์ใหม่ท้าทาย กับประกาศเชิญชวนให้ส่งผลงานเข้าประกวดเวที Hamburger Studio Young Designer Challenge 2018

สองสาวลุคเปรี้ยวแต่ก็มีมาดเด็กเรียน “ปลื้ม” ณัฐชาภร “น้อย” พรทิพย์ เกริ่นถึงเวทีประกวดล่าสุด จัดโดย Hamburger Studio ชักชวนนักศึกษา คนเรียนสถาบันแฟชั่นทั่วประเทศ ส่งผลงานเข้าร่วมการประกวดออกแบบเสื้อผ้าสตรี ตั้งในโจทย์ “Slay The Street Runway” นอกจากมีเงินรางวัลให้ชิงกันหลายหมื่นบาทแล้ว ผู้ชนะจะมีสิทธิพิเศษในการวางขายคอลเลกชั่นแรก และรับส่วนแบ่งเปอร์เซ็นต์ยอดขายจาก Hamburger Studio เป็นกำลังใจเพิ่มให้ด้วย

“ทุกคนเลือกเรียนทางด้านนี้ค่ะ ก็ย่อมอยากเป็นดีไซเนอร์ ใฝ่ฝันมีแบรนด์เป็นของตัวเอง แต่สำหรับวงการออกแบบในเมืองไทย กว่าพวกเรานักศึกษามาจากครอบครัวฐานะธรรมดาทั่วไป จะก้าวไปถึงการสร้างแบรนด์ได้ ถ้าไม่มีเงินทุนสูงก็ย่อมเป็นไปได้ยากนะคะ

เวทีการแข่งขันต่างๆ ที่จัดให้เราแสดงความสามารถ ได้สะสมรางวัล ก็จะย้ำบอกโปรไฟล์เราได้ดี เวทีการแข่งขันสำหรับนักศึกษาออกแบบ เป็นบันไดก้าวแรกให้เราก้าวตามฝันต่อไปได้ค่ะ

เรียนไม่เก่งวิชาไหนเลยค่ะ ชอบแต่เย็บผ้าตั้งแต่เด็กๆ เย็บผ้าใส่เองโดยที่ไม่มีใครสอน โตขึ้นมาก็วาดรูปเป็นด้วยตัวเอง พอเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยได้เรียนการออกแบบ ทำได้ดี เพราะตรงกับนิสัยของตัวเองเลยค่ะ” พรทิพย์ นักศึกษาออกแบบผิวใสบอกพร้อมรอยยิ้ม

โชคดีที่ครอบครัวให้เลือกเรียนอิสระ เรียนอะไรก็ได้อย่างที่ใจรัก ได้ทำอะไรหลายๆ อย่างตามใจฝัน ณัฐชาภร นักศึกษาหญิงบุคลิกตั้งอกตั้งใจไม่แพ้เพื่อนๆ ที่รวมกลุ่มกัน บอกว่าโดยพื้นฐานนักศึกษาสาขาออกแบบ การเรียนต้องทำงานสะสมไว้ตลอดเวลาอยู่แล้ว ทุกภาคเรียนต้องมีการเตรียมส่งผลงานภาพสเกตช์ และ Flat Drawing เพื่อนำเสนออาจารย์ในรูปแบบ Mood Board Presentation

ถ้าบางเวทีสามารถส่งผลงานเก่าที่ไม่เคยส่งประกวดเวทีใดมาก่อน ก็เลือกส่งผลงานมาประลองกันได้เลย ณัฐชาภร สาวน้อยเสื้อสีส้มจี๊ดบอก ที่สุดแล้วอาชีพดีไซเนอร์ไม่ใช่สิ่งที่อยากเป็นที่สุด

“อยากเป็นศิลปินมากกว่าค่ะ ฝึกมือวาดพอร์เทรตตั้งแต่ตอนเรียนมัธยมปลายแล้ว พอเข้ามหาวิทยาลัยได้เจอการเรียนที่ลงตัวมาก สเกตช์ออกแบบเสื้อผ้า ก็มีความรู้สึกเหมือนการนำศิลปะและเสื้อผ้ามารวมเข้าไว้ด้วยกันค่ะ

ต้องขอบคุณรูปแบบการเรียนที่ศิลปากร ออกแบบบนกระดาษได้ตามที่อาจารย์ตั้งไว้ให้ทำ แล้วจะต้องตัดเย็บใส่ได้จริงด้วยค่ะ อย่างเช่น เทรนด์ออทัมน์/วินเทอร์ 2018 ทิศทางเสื้อผ้าซีซั่นนี้ แฟชั่นมักกำหนดมาในแนวชุดโอเวอร์ไซส์ เสื้อโค้ตแขนยาว กระโปรงยาว พวกเราออกแบบมาเสร็จแล้วก็อยากใส่ พอใส่มาเรียนที่ทับแก้ว ซึ่งอากาศร้อนมาก (หัวเราะ) ก็นำไปปรับกับการออกแบบเสื้อผ้าที่ต้องทำขายในอากาศร้อนบ้านเรา ชุดที่คว้ารางวัลชนะเลิศเวทีไชน่าเวิลด์ ออกแบบโดยเลือกใช้เนื้อผ้าและวัสดุ ตอบโจทย์นี้ด้วยค่ะ”

นัทธพงศ์ หนุ่มนักออกแบบจากภาคใต้ บอกว่าสะสมรางวัลมาเรื่อยๆ ตั้งแต่เรียนมัธยม ชอบแข่งขันงานคราฟต์ จักสาน ร้อยดอกไม้ประดิดประดอย หลายๆ เวทีที่ จ.นครศรีธรรมราช โชว์ฝีมือแล้วทั้งนั้น

“ผมไม่ได้มองที่เงินรางวัลเป็นหลัก แต่เลือกทำแล้วมีความสุขครับ รางวัลก็ถือเป็นสิ่งตอบแทนนอกเหนือจากความสุขคนก็มองว่างานประดิดประดอยเป็นงานของผู้หญิง คนรอบข้างก็มองผมแปลกๆ นะครับ พ่อแม่ก็คงกลุ้มๆ ว่าทำไมลูกชายชอบนั่งเย็บปักถักร้อย ผมเป็นผู้ชายร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ (ยืนยันน้ำเสียงหนักแน่น) ไม่อายครับที่จะเลือกทำในสิ่งที่ชอบ คืองานฝีมือ ต้องใช้ศิลปะในการสร้างสรรค์งานแต่ละชิ้นขึ้นมาครับ”

รางวัลคือความมั่นใจในก้าวสู่คลื่นลูกใหม่ประดับวงการแฟชั่นไทย มือรางวัลได้ต่อยอดพัฒนาฝีมือ ได้ร่วมกิจกรรมเวิร์กช็อปกับดีไซเนอร์แบรนด์โด่งดัง

พรทิพย์ บอกว่า เหตุผลเหล่านี้ เมื่อเห็นประกาศรับสมัครแข่งขัน ไม่เคยรีรอสักครั้ง ถ้าทำงานเป็นกลุ่มก็รีบเฟ้นหาเพื่อนๆ มารวมตัวทำงานทันที

“เราสามคนเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกัน ทำงานก็ง่ายค่ะ สลับไขว้จับคู่ไปแข่งขันเวลาต่างๆ น้อย ปลื้ม นัท คนละสไตล์กันเลยนะคะ ปลื้มจะมีความเป็นสปอร์ตห้าวๆ เสื้อผ้าแมนๆ น้อยชอบเสื้อผ้าเดรสหวานๆ ชอบแพตเทิร์นเยอะๆ สวยจัดๆ ส่วนนัทจะชอบประดิดประดอยรายละเอียด ความประณีต ต้องยกเรื่องนี้ให้เขาที่เป็นผู้ชายคนเดียวของกลุ่ม เวลาแบ่งงานกันจึงกระจายความคิดชัดเจนว่าใครควรทำอะไร

ก่อนหน้านั้นน้อยรวมตัวกับเพื่อนอีกกลุ่มไปแข่งขันการออกแบบเวทีกรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีโจทย์ให้ดีไซน์ผ้าไหมของกรมหม่อนไหมให้ใส่ได้ในชีวิตประจำวัน เวทีนั้นพลาดค่ะ ได้รางวัลที่ 3 กรรมการให้เหตุผลตีโจทย์ไม่แตก สวยบนรันเวย์ แต่ใส่ยากในชีวิตประจำวัน

โค้ตเป็นผ้าไหมลายเกล็ดเต่า เกาะอกเป็นผ้าไหมลายลูกฟูก กระโปรงเป็นลายผ้าขาวม้าเยอะจัดค่ะ ในสไตล์ที่ตัวเองชอบเลย (หัวเราะ) แต่ทำได้ดีที่สามารถกำหนดราคาได้ชุดละไม่เกิน 1 หมื่นบาท คือการประกวดเวทีแรก และกลายเป็นประสบการณ์นำมาปรับปรุงในเวทีต่อไปได้ดีเลยค่ะ”

กฎของนักล่ารางวัล ต้องขยันขึ้นเวที อย่ากลัวคำว่าพ่ายแพ้ เข้ารอบบ้างไม่เข้ารอบบ้าง ซึ่งสิ่งที่ได้มากกว่ารางวัลคือประสบการณ์ที่หาไม่ได้ในห้องเรียน นัทธพงศ์ บอกว่า ประสบการณ์ตอนเข้ารอบ 20 ผลงาน เวที RECO Young Designer ก็ได้รู้ว่าดีไซน์ทำให้รับรู้กันว่าแฟชั่นรักษ์โลกได้

“โจทย์ขยะมาทำเสื้อผ้า เสื้อผ้าไม่เป็นขยะ ก็ได้รู้ว่าพลาสติก แห อวนในทะเล กลายเป็นแรงบันดาลใจเลือกสิ่งที่คนเราไม่คาดคิดว่าจะทำร้ายใครได้ พลาสติกพวกนี้พวกเต่ากินถึงตายได้ แต่ขยะพวกนี้สามารถกลายมาเป็นงานศิลปะที่ทั้งสวยงาม และสร้างสรรค์ได้มากมายเลยครับ

ประสบการณ์ที่ได้คืออย่ารันเวย์เกินไปนัก (หัวเราะ) เด็กศิลปากรติดอะไรเยอะๆ นะครับ ขณะที่เสื้อผ้าที่ทำขายคือเน้นแฟชั่น เรียบ หรู ขายง่าย สวมใส่ได้ทุกโอกาส”

ประกาศ “ความเป็นไทย” ให้โลกรู้

รางวัลคือการประกาศให้ได้รู้ว่า “มีดี” นักศึกษาแม้ไม่มีเงินทุน แต่ก็การันตีได้เรื่องสปอนเซอร์ให้การสนับสนุน “เซีย” ลักษณ์เอเซีย ตัดสินใจเลือกประกวดการออกแบบเครื่องแต่งกายแดร็กควีน (Drag Queen) โดยทันทีเมื่อได้ฟังบรรยายจาก “นาตาเลีย” “ไจ๋ ซีร่า มาดอน” สองพิธีกรของเหล่าแดร็กตัวแม่จากรายการ Drag Race Thailand เรียลิตี้โชว์สุดเริ่ดจากสหรัฐอเมริกา

“วิชาออกแบบเครื่องแต่งกาย มหาวิทยาลัยศิลปากร พี่หนึ่ง-นาตาเลีย พี่ไจ๋ ซีร่า มาบรรยายเป็นอาจารย์พิเศษ สอนการแต่งกายในแบบแดร็กควีน ที่มาจากคำว่า Dressed Resembling A Girl กลุ่มคนที่กายเป็นชาย แต่มีความสามารถแต่งตัวแปลงร่างเป็นผู้หญิงได้สวยงาม ลุคและลีลาของเหล่าแดร็กเหนือกว่าการแต่งตัวเหมือนสาวประเภทสอง ต้องอลังการ เว่อร์วังเกินเบอร์หญิงเทียมไปอีกขั้นเลยครับ เป็นโจทย์ที่ท้าทายมาก

พี่ไจ๋กำลังจะไปโชว์เทศกาลเกย์ไพรด์ที่ฮ่องกง จึงให้โจทย์นักศึกษาคิดชุดสื่อความเป็นไทยในรูปแบบแดร็ก ไม่เทอะทะ สามารถแต่งได้รวดเร็ว ในงบประมาณที่ไม่มาก ให้เวลา 1 อาทิตย์ ซึ่งมีผลงานเข้ามาประกวด 37 ผลงาน และผลงานของผมได้รับคัดเลือกให้ไปใส่โชว์ที่ฮ่องกง

โจทย์นี้ผมเริ่มตีความจากการสร้างตัวละครขึ้นมา 1 ตัว เหมือนกับพี่หนึ่งในชีวิตประจำวันเขาก็แต่งตัวเป็นผู้ชายลุคธรรมดาๆ แต่พอขึ้นเวทีประโคมแต่งเยอะๆ เพราะเขาคือซูเปอร์สตาร์ในกลุ่มชาวแดร็ก

ยักษ์คือคำตอบ ดึงฟอร์มมาจากเครื่องโขนแต่ไม่มีการปักดิ้นเครื่องทรงหนักๆ เพราะจะเป็นอุปสรรคในการเดินทางขนขึ้นเครื่องบิน ผมเล่นกับเทรนด์รีเฟลกซ์ ใช้วิธีการพรินต์ลงบนบอดี้สูท เป็นภาพการคล้องสังวาล และเครื่องประดับต่างๆ อีกจุดเด่นคือจริตกะเทยสูง (หัวเราะ) ต้องเผ็ดจนซี้ดปากสมฐานะแดร็กตัวแม่ รองเท้าแก้วก็จะสูงถึงเอว

ชุดนี้ได้ไปโชว์ความเป็นไทย ฉลองเทศกาลพาเหรดเกย์ในฮ่องกง เป็นรางวัลแรกที่ภูมิใจ ใครอยากดูคลิกรายการ Drag Race Thailand ไลน์ทีวีได้เลยครับ”

ดร.วันเกษม สัตยานุชิต จากเด็กท้ายห้อง สู่อาจารย์แถวหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/574813

  • วันที่ 23 ธ.ค. 2561 เวลา 13:00 น.

ดร.วันเกษม สัตยานุชิต จากเด็กท้ายห้อง สู่อาจารย์แถวหน้า

เรื่อง : กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ : ดร.วันเกษม สัตยานุชิต

ประเทศที่หลายคนตั้งคำถาม แต่มีบางคนเท่านั้นที่ไปหาคำตอบอย่าง อินเดีย มีภาพจำที่เต็มไปด้วยความเชื่อ ความยากจน และความหลากหลายทางวัฒนธรรม ซ้อนทับกับภาพจริงของความก้าวล้ำทางเทคโนโลยี ปัจจุบันอินเดียมีโครงการส่งมนุษย์ขึ้นสู่อวกาศ มีระบบการศึกษาแบบอังกฤษ ซึ่งคนไทยจำนวนไม่น้อยส่งลูกหลานไปเรียน และเป็นเป้าลงทุนจากต่างประเทศ เนื่องจากมีประชากร 1,300 ล้านคน มากเป็นอันดับ 2 ของโลก

วันนี้อินเดียก้าวหน้าไปมากหลังเปิดเสรีทางเศรษฐกิจและพัฒนาระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน แต่เมื่อย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งทศวรรษ อินเดียยังเป็นอินเดียอย่างในภาพจำ ซึ่งในตอนนั้น “เด็กชาย” คนหนึ่งได้เดินทางไปเมืองแปลกถิ่นเพื่อเล่าเรียนกับเพื่อนแปลกหน้า ใช้ชีวิตตัวคนเดียวจนจบมหาบัณฑิต และกลับบ้านมาพร้อมแรงบันดาลใจเปี่ยมล้น

ดร.วันเกษม สัตยานุชิต หรือ ดร.กริ่ง วัยย่าง 37 ปี ปัจจุบันเป็นหัวหน้าศูนย์บริหารสื่อสารการตลาด และอาจารย์ประจำหลักสูตรธุรกิจระหว่างประเทศ (ภาคภาษาอังกฤษ) คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล นครราชสีมา เขาเคยใช้ชีวิตและร่ำเรียนอยู่ที่อินเดียนาน 9 ปี ซึ่งชีวิตได้กลับตาลปัตรเปลี่ยนจากเด็กท้ายห้องสู่อาจารย์มหาวิทยาลัย

“ด้วยอดีตผมเป็นนักเรียนที่มีเกรดระดับกลางถึงท้ายแถวของห้องตั้งแต่ ม.ต้น ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ นครราชสีมา ทำให้มีแนวคิดที่จะศึกษาต่อในสายอาชีพ เมื่อจบชั้นมัธยม 3 เพื่อนที่สนิทก็ต่างแยกย้ายไปสมัครเรียนต่อในระดับ ปวช. ผมจึงตัดสินใจไปสมัครเรียน ปวช. คณะสถาปัตยกรรม ที่เทคโนฯ ราชมงคล (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) กับเพื่อนสนิท

ในวันสอบผมยังไม่เตรียมแม้แต่ดินสอไปวาดรูป เพราะไม่รู้และไม่มีทักษะด้านออกแบบหรือวาดรูปแต่อย่างใด จึงขอหักดินสอจากเพื่อนแล้วเข้าห้องสอบ สุดท้ายก็สามารถสอบคัดเลือกเข้าได้ เป็นห้องสมทบ พอได้เรียนจริงๆ ก็เจอกับกิจกรรมมากมาย เช่น รับน้อง ซ้อมเชียร์ มีเพื่อนใหม่เกิดขึ้นทั้งในและนอกสถาบัน จากนั้นก็เริ่มเที่ยวเตร่ตามประสาวัยรุ่น การเรียนเริ่มไม่ดี เพื่อนสนิทเริ่มถูกรีไทร์ไปทีละคนสองคน เมื่อเพื่อนน้อยลง เริ่มเรียนไม่สนุก เกรดก็เสี่ยงสูงที่จะโดนรีไทร์ ผมจึงตัดสินใจหยุดเรียนตอนอยู่ ปวช.ปี 2 และปรึกษาที่บ้านเพื่อหาทางออก”

ดร.กริ่ง กล่าวต่อว่า พี่สาวคนโตมีโอกาสรู้จักท่านทูตฝ่ายการศึกษา ณ สถานทูตอินเดีย ซึ่งเคยแนะนำให้ไปเรียนภาษาอังกฤษหรือเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่อินเดีย จึงได้แนะนำให้รู้จักกับผู้ประสานงานที่มีประสบการณ์ส่งนักเรียนไป จากนั้นได้ติดต่อประสานโรงเรียนกินอยู่ที่มีหอพักในโรงเรียน และจองตั๋วเครื่องบินให้เสร็จสรรพ โดยเริ่มแรกวางแผนเพื่อไปเรียนภาษาอังกฤษแค่ 3 เดือน แต่สุดท้ายอยู่นานเกือบ 10 ปี

โลกห้องเรียน

“ผมบินเดี่ยวไปอินเดีย ภาษาอังกฤษก็พูดไม่ได้ จำได้ว่าใช้เวลาเดินทาง 2-3 วันกว่าจะถึงโรงเรียน” ดร.กริ่ง เล่าย้อนกลับไปสมัยเป็นเด็กอายุ 16 ปี โรงเรียนของเขาตั้งอยู่บนภูเขาในหมู่บ้านโกฏคีรี รัฐทมิฬนาฑู ทางตอนใต้ของอินเดีย

เมื่อบรรลุเป้าหมายเรียนภาษาอังกฤษ 3 เดือน เขาตัดสินใจเรียนต่อชั้นมัธยมปลาย และยาวไปจนถึงปริญญาโท ดร.กริ่ง กล่าวถึงระบบการศึกษาที่อินเดียว่า อินเดียได้รับการพัฒนามาตั้งแต่สมัยอังกฤษปกครอง ใช้ภาษาฮินดีและภาษาอังกฤษในการสื่อสาร ทำให้สื่อและเอกสารต่างๆ นำเสนอสองภาษา โดยในระดับประถม-มัธยมจะบังคับให้เรียนขั้นต่ำสองภาษาด้วย ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องดี

นอกจากนี้ นักเรียนยังสามารถเลือกสายเรียนได้ตั้งแต่ชั้นมัธยม 2 จากนั้นเมื่อถึงชั้นมัธยม 6 นักเรียนทุกคนต้องสอบข้อสอบเดียวกันทั้งประเทศ ทำให้นักเรียนตื่นตัวในการเรียน และช่วยพัฒนาคุณภาพระบบการศึกษาของประเทศ

“พอจะจบมัธยมก็เริ่มศึกษาพบว่า ที่อินเดียเรียนปริญญาตรี 3 ปี จึงตัดสินใจเรียนมหาวิทยาลัยต่อที่เมืองจันดิการ์ รัฐปัญจาบ ซึ่งเป็นเมืองที่สะอาดที่สุดในอินเดีย”

ดร.กริ่งศึกษาปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ สาขาวิชาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยปัญจาบ จากนั้นศึกษาต่อระดับปริญญาโท คณะพาณิชยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเปิดแห่งชาติอินทิรา คานธี ในเมืองนิวเดลี

“การศึกษาแบบอินเดียเป็นการเรียนให้เข้าใจพื้นฐานอย่างแท้จริง แต่จะไม่มีความหลากหลายเหมือนประเทศไทยที่เรียนหลายวิชา แต่ไม่เจาะหรือชำนาญด้านใดเลย ส่วนการสอบวัดผลแบบอินเดียจะเน้นไปที่การสอบข้อเขียน การวิเคราะห์ ประยุกต์ และปรับใช้ความรู้ในการตอบคำถาม ซึ่งทำให้นักเรียนนักศึกษามีทักษะการคิดวิเคราะห์ที่ดี” เขากล่าวเพิ่มเติม

โลกธรรม

จากนั้นบทใหม่ของชีวิตเริ่มต้นอีกครั้งเมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ดร.กริ่งได้รับการชวนไปบวชจากรุ่นพี่ ไพโรจน์ ด้วงนคร (ปัจจุบันคือ ผศ.ดร.ไพโรจน์ ด้วงนคร ดำรงตำแหน่งเป็นรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย) เมื่อได้ยินคำชวนจึงเกิดความรู้สึกปีติและอยากไปบวชเช่นกัน จึงได้ปรึกษาและขออนุญาตบุพการีเพื่อขอบวช 1 เดือน

“เตี่ยกับแม่มีความยินดีมากและอนุญาตให้ผมบวชตามขอ ผมจึงได้ประสานต่อพระอาจารย์ที่วัดอโศกวิหารที่รัฐปัญจาบว่าจะดำเนินการต่ออย่างไร ด้วยความโชคดีพระอาจารย์เดช ผู้ร่วมสร้างวัดอโศกวิหาร กำลังเดินทางจากเมืองไทยมาที่เมืองจันดิการ์ พร้อมญาติโยมผู้ศรัทธาในพระพุทธศาสนา และจะเดินทางต่อไปสักการะต้นศรีมหาโพธิ์ที่พุทธคยา ผมจึงรีบให้ที่บ้านประสานงานส่งผ้าไตรจีวรต่างๆ มากับพระอาจารย์เดช และพระอาจารย์เดชก็พาผมไปบวชที่วัดไทยพุทธคยา”

ดร.กริ่งได้รับฉายาว่า โพธิเขมิโก เล่าต่อว่า ในขณะที่บวชอยู่วัดไทยพุทธคยามีประสบการณ์เดินบิณฑบาตบ้าง แต่คนอินเดียไม่ค่อยใส่บาตร เพราะคนอินเดียส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดู ต้องเล่าเรียนพระธรรมพระวินัยเกือบทุกวัน และชีวิตประจำวันจะสวดมนต์ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ นอกจากนี้ ระหว่างบวชอยู่นั้น พระโพธิเขมิโกมีโอกาสใกล้ชิดท่านดาไล ลามะ ผู้นำทางศาสนาแห่งทิเบต ที่วัดไทยพุทธคยา ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ปลื้มปีติและไม่มีวันลืม

สุดท้ายพระโพธิเขมิโกบวชห่มผ้าเหลืองนานกว่าที่ตั้งใจไว้เป็นเวลา 7 เดือน โชคดีที่ทางมหาวิทยาลัยปัญจาบอนุญาตให้ไปเรียนไปสอบได้ตามปกติ และที่เมืองจันดิการ์มีวัดอโศก ซึ่งเป็นวัดไทย เขาจึงสามารถจำวัดต่อที่นั่นได้ ส่วนอีกหนึ่งเหตุผลที่บวชนานกว่าที่คิดไว้ คือ ตั้งใจห่มผ้าเหลืองกลับมาเมืองไทยเพื่อให้บุพการีและญาติมิตรร่วมอนุโมทนาบุญด้วย

“ด้วยประสบการณ์และเหตุการณ์ต่างๆ ในขณะที่บวชห่มผ้าเหลือง ผมได้ใกล้ชิดพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์มากขึ้นเป็นเวลาหลายเดือน ทำให้ผมมีสติ มีหลักในการดำเนินชีวิตที่ดีขึ้นอย่างมาก มีเป้าหมายที่ไม่คิดเพียงทำเพื่อตัวเองอย่างเดียว แต่นึกถึงการทำทาน ทำงาน เพื่อช่วยเหลือคนอื่นมากขึ้น” ดร.กริ่งตกผลึกหลังสึกพระ

โลกการศึกษา

หลังจากกลับมาเมืองไทย ดร.กริ่งศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกและฝ่าฟันจนสามารถจบดุษฎีบัณทิต คณะรัฐศาสตร์ สาขาวิชาการเมือง มหาวิทยาลัยรามคำแหง จากนั้นได้เข้าสู่สายอาชีพอาจารย์ ซึ่งแนวคิดการเป็นเรือจ้างถูกฟูมฟักมาตั้งแต่ที่อินเดีย

“ด้วยความคุ้นเคยกับพี่คนไทยหลายคนที่ประเทศอินเดียที่เรียนในระดับปริญญาเอก และเกือบทุกคนมีอุดมการณ์แนวคิดที่จะกลับมาเมืองไทยเพื่อเป็นอาจารย์ ทุกคนต้องการนำความรู้มาสอน และคิดนำอาชีพอาจารย์เลี้ยงชีพ ส่วนด้านครอบครัวผมมีญาติเป็นอาจารย์หลายคน ซึ่งผมมองว่าอาชีพครูบาอาจารย์เป็นอาชีพที่มีแต่การให้ ให้ความรู้ ให้ปัญญา ทำให้เกิดประโยชน์แก่ผู้เรียน และยังให้โอกาส ทำให้ผู้เรียนนำความรู้ไปเลี้ยงชีพต่อได้ การเป็นอาจารย์จึงเป็นอาชีพที่มีเกียรติและได้บุญมาก”

เขาตัดสินใจสมัครงานเพื่อเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยในปี 2560 โดยเลือกสมัครมหาวิทยาลัยใกล้บ้านที่มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล จ.นครราชสีมา

ถามต่อว่า ตอนนี้อยู่ในระบบการศึกษาแล้ว มีเป้าหมายที่จะนำระบบการศึกษาอินเดียมาปรับใช้กับการเรียนการสอนหรือไม่ เขากล่าวว่า ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรวิชาธุรกิจระหว่างประเทศ (ภาคภาษาอังกฤษ) ก็ได้นำความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ต่างๆ มาประยุกต์

“ผมจะเน้นให้นักศึกษาทุกคนต้องคิดวิเคราะห์ให้ได้ นำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงให้ได้ นักศึกษาต้องฝึกปฏิบัติให้คล่องเพื่อเพิ่มทักษะที่จำเป็นเพื่อการเข้าสู่ตลาดแรงงานในทศวรรษที่ 21 ให้พร้อมต่อการทำงานจริงในอนาคต เมื่อนักศึกษาสามารถนำความรู้ไปทำประโยชน์ต่อในอาชีพการงานก็จะเป็นประโยชน์ต่อองค์กร ซึ่งจะส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจสังคมของประเทศต่อไป”

สำหรับเป้าหมายชีวิตในตอนนี้ ดร.กริ่ง กล่าวว่า แม้จะอยู่ในฐานะผู้ให้ความรู้ แต่ก็ยังต้องใฝ่หาความรู้ที่เป็นแก่นแท้ ซึ่งต้องเป็นความรู้ที่ช่วยให้หลายคนได้ประโยชน์ ทั้งด้านทรัพย์สินเงินทอง และประโยชน์ด้านจิตใจ

“ถ้าความรู้นำมาใช้ประโยชน์ไม่ได้ มันก็ไม่ตอบโจทย์ เหมือนเรากินข้าวแต่ไม่อิ่มและยังหิวเหมือนเดิม หากความรู้บางอย่างไม่สามารถทำให้การงานอาชีพดีขึ้นได้ เราก็ต้องไปศึกษาหาความรู้ที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อตัวเอง ตรงกับคำว่า อย่าหยุดเรียนรู้ แม้จะจบการศึกษาไปแล้วก็ยังต้องหาความรู้นอกรั้วมหาวิทยาลัย เพราะความรู้มีให้เรียนอยู่เรื่อยไป ไม่สิ้นสุด”

จากเด็กหางแถวในวันวาน วันนี้เขากลายเป็นผู้ส่งมอบความรู้แก่อนาคตของชาติ ทั้งยังส่งต่อแรงบันดาลใจผ่านเพจเฟซบุ๊ก แรงบันดาลใจชีวิต : Inspired Man Thailand เพื่อหวังเป็นกำลังใจในการใช้ชีวิต และนำเสนอแนวคิดที่เป็นประโยชน์แก่ทุกคน 

ตัวตนและเรื่องราวของโลก จูดี แกลนต์ซแมน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/574811

  • วันที่ 23 ธ.ค. 2561 เวลา 12:30 น.

ตัวตนและเรื่องราวของโลก จูดี แกลนต์ซแมน

เรื่อง อฐิณป ลภณวุษ ภาพ จูดี แกลนต์ซแมนLogo

แกลเลอรี เบตตี คูนิงแฮม นิวยอร์ก นำเสนอนิทรรศการ Judy Glantzman 1979-Today ตั้งแต่วันนี้-13 ม.ค.ศกหน้า จัดแสดงงานศิลปะเชิงวิจัยผลงานของจิตรกรหญิง จูดี แกลนต์ซแมน นับตั้งแต่ปี 1979 จนถึงปัจจุบัน โดยนับเป็นการแสดงเดี่ยวผลงานของ จูดี เป็นครั้ง 5 แล้ว ณ แกลเลอรีแห่งนี้

สำหรับผลงานตลอด 40 ปีที่ผ่านมา เธอบอกว่า เป็นความพยายามเล่าเรื่องราวจากก้นบึ้งของหัวใจ เป็นผลงานที่มีเนื้อหาของความเอื้ออาทร ทั้งการถ่ายทอดแบบตรงไปตรงมา และการเปรียบเปรยในรูปภาพของเธอ

“ฉันเริ่มต้นมาจากการวาดภาพ เซลฟ์-พอร์เทรต ภาพในยุคแรกๆ มีตัวฉันเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล แต่เมื่อทำงานไปนานเข้า ตัวตนของฉันก็เริ่มเฟดห่าง น้อยลงไปจากภาพวาดเรื่อยๆ จนไม่มีคำว่า เซลฟ์-พอร์เทรต อีกแล้ว แม้ว่าเรื่องราวที่ถ่ายทอดลงบนผ้าใบก็ยังเป็นเรื่องราวของฉันอยู่ดี

สิ่งที่เป็นไปในภาพมี 2 อย่าง คือ หนึ่ง คือการเปิดเผยตัวตนของฉันเอง และสอง คือการสร้างสรรค์ภาพด้วยสองมือของฉัน”

ในนิทรรศการ Judy Glantzman 1979-Today ที่ แกลเลอรี เบตตี คูนิงแฮม นิวยอร์ก นี้ ประกอบด้วยผลงานภาพวาด ประติมากรรม และภาพสเกตช์บนกระดาษ แต่ละชิ้นงานถ่ายทอดเอกลักษณ์ในชิ้นงานที่ไม่เหมือนใครของ จูดี ซึ่งแต่ละชิ้นนั้น เธอมีความตั้งอกตั้งใจจะใช้สองมือ สร้างสรรค์ผลงานที่ออกมาเป็นหนึ่งเสียงที่จะช่วยให้โลกใบนี้น่าอยู่ขึ้น

ประเด็นทางสังคมคือสิ่งที่สอดแทรกอยู่ในชิ้นงาน ไม่ว่าจะเป็นความโหดร้ายของสงคราม โรคร้ายที่กระจายไปอย่างรวดเร็ว หรือความอยุติธรรมที่ไม่ได้รับการตัดสินอย่างถูกต้อง ฯลฯ มาในความเชื่อที่ว่า ทุกอย่างต้องเริ่มต้นที่หนึ่งเสียงก่อนจะก้องไปทั้งโลก

สำหรับ จูดี แกลนต์ซแมน จบการศึกษาจากโรงเรียนศิลปะการออกแบบโรดไอส์แลนด์ ในปี 1978 แล้วเธอก็เริ่มยึดอาชีพศิลปิน โดยมีนิทรรศการแสดงตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 1980 ในย่านศิลปะอีสต์ วิลเลจ อย่างซีวิลเลียน แวร์แฟร์, เกรซี แมนชัน, บลูมเฮลแมน และเฮอร์ชัล แอนด์ แอดเลอร์ โมเดิร์น จนมาร่วมงานกับ เบตตี คูนิงแฮม แกลเลอรี ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา

จูดี เคยมีนิทรรศการฉลองครบรอบ 30 ปีบนเส้นทางศิลปะ ที่สมาคม แด็กทีล เมื่อปี 2009 และเมื่อต้นปีเพิ่งมีนิทรรศการเดี่ยว Vigilant On Behalf of Kindness ณ ดาร์ทมัธ คอลเลจ ในนิวแฮมเชียร์

นอกจาก นิทรรศการหลักๆ ที่มักจัดกับ เบตตี คูนิงแฮม แกลเลอรี แล้ว ผลงานของเธอยังสามารถเห็นได้ทั่วสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นที่ พิพิธภัณฑ์ศิลปะวิทนีย์ นิวยอร์ก, พิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ หรือ โมมา ซานฟรานซิสโก, พิพิธภัณฑ์ศิลปะเวเตอร์สพูน ที่กรีนโบโร นอร์ทแคโรไลนา, พิพิธภัณฑ์ศิลปะฟีนิกซ์ รัฐแอริโซนา, พิพิธภัณฑ์ศิลปะทัมปา ฟลอริดา ฯลฯ