กรมศิลปฯจัดกิจกรรมส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/574810

  • วันที่ 23 ธ.ค. 2561 เวลา 12:00 น.

กรมศิลปฯจัดกิจกรรมส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2562

เรื่อง…กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สำนักบริหารกลาง กรมศิลปากร

เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ 2562 กระทรวงวัฒนธรรม ได้จัดกิจกรรมเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน โดยกรมศิลปากรร่วมจัดกิจกรรม ดังนี้

1.เปิดให้ประชาชนเข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติและอุทยานประวัติศาสตร์ทั่วประเทศซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมที่สำคัญของชาติ โดยไม่เก็บค่าธรรมเนียมเข้าชม ระหว่างวันที่ 29 ธ.ค. 2561-1 ม.ค. 2562

และสำหรับผู้ที่เข้าชมในวันที่ 31 ธ.ค. 2561 และวันที่ 1 ม.ค. 2562 จะได้รับแผ่นภาพมรดกศิลปวัฒนธรรม (โปสต์การ์ด) “พระคเณศ : เทพแห่งศิลปวิทยา” เป็นที่ระลึก

ทั้งนี้ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทั่วประเทศจะนำพระพุทธรูปมงคลโบราณที่มีประวัติความเป็นมาและสร้างขึ้นตามคติอันเป็นมงคล มาประดิษฐานให้พุทธศาสนิกชนสักการบูชา เพื่อเป็นการเริ่มต้นปีใหม่ด้วยความเป็นสิริมงคลตามแบบแผนประเพณีที่ดีงาม พร้อมชมโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุชิ้นเยี่ยมในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

นอกจากนี้ กรมศิลปากรยังเปิดให้เที่ยวชมอุทยานประวัติศาสตร์ทั้ง 9 แห่ง ได้แก่ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย จ.สุโขทัย อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร จ.กำแพงเพชร อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง จ.บุรีรัมย์ อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย จ.นครราชสีมา อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ จ.กาญจนบุรี อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ และอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จ.อุดรธานี

2.กิจกรรมสักการะพระพุทธรูป ณ วังหน้า พระปฏิมาแห่งแผ่นดิน : นพปฏิมารัตนมารวิชัย ระหว่างวันที่ 29 ธ.ค. 2561-27 ม.ค. 2562 ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โดยมีพระพุทธสิหิงค์เป็นประธาน และอัญเชิญพระแก้วปางมารวิชัย ซึ่งทำจากรัตนชาติวรรณะต่างๆ 9 องค์ ประกอบด้วย พระพุทธรูปรัตนชาติมงคลโบราณ ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 พระพุทธรูปรัตนชาติ ที่ได้จากการขุดค้นทางโบราณคดีที่พระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส หรือโบสถ์พระแก้ววังหน้า เมื่อ พ.ศ. 2507 และพระพุทธรูปรัตนชาติศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งประดิษฐานอยู่ในพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) มาแต่เดิมอีก 7 องค์ นำมาให้ประชาชนได้สักการะในคราวเดียวกันเพื่อประทานพรให้เกิดสวัสดิมงคลในการเริ่มต้นสู่ศักราชใหม่

3.กิจกรรมการแสดงรายการศรีสุขนาฏกรรม ในวันศุกร์ที่ 28 ธ.ค. 2561 เวลา 17.00 น. ณ โรงละครแห่งชาติ โดยไม่เสียค่าเข้าชม ชุดการแสดงประกอบด้วย รำเทิดพระเกียรติ “พ่อของชาวไทย ทูนเทิดไท้ด้วยภักดีด้วยพระบารมี ปกเกศีสี่ทัพไทย” ระบำอยุธยา โขน เรื่องรามเกียรติ์ ชุด อสุรผัดตามพ่อ เพลงทรงเครื่อง และการแสดง ชุด “รวมใจไทย เฉลิมฉลอง ร่วมแซ่ซ้อง ต้อนรับปีใหม่”

ประชาชนที่สนใจสามารถสำรองที่นั่งก่อนการแสดง 1 สัปดาห์ คือ ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 21 ธ.ค.เป็นต้นไป โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ณ โรงละครแห่งชาติ หมายเลขโทรศัพท์ 02-224-1342

อนุสาวรีย์รถแทรกเตอร์ แห่งเดียวของไทย ที่กรมทางหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/574808

  • วันที่ 23 ธ.ค. 2561 เวลา 11:45 น.

อนุสาวรีย์รถแทรกเตอร์ แห่งเดียวของไทย ที่กรมทางหลวง

เรื่อง…สมาน สุดโต

ผู้เขียนผ่านกรมทางหลวง ถนนศรีอยุธยา ทีไร เห็นอนุสาวรีย์รถแทรกเตอร์ พร้อมคนขับตั้งตระหง่านที่ด้านหน้าตึกพหลโยธิน ก็อยากหาคำตอบว่าทำไม รถแทรกเตอร์จึงมีความสำคัญมาก ถึงกับกรมทางหลวงสร้างไว้เป็นอนุสรณ์ จนกระทั่งวันที่ 17 ธ.ค. 2561 จึงแวะไปหาความจริง ได้คำตอบจากฝ่ายประชาสัมพันธ์กรมทางหลวงที่พรินต์คำกล่าวรายงานของ ธานินทร์ สมบูรณ์ ขณะดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมทางหลวง ที่กล่าวรายงานเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากรมทางหลวงปีที่ 106 วันที่ 1 เม.ย. 2561 ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม ประธานในพิธีวางพวงมาลา อนุสาวรีย์ผู้กล้าหาญกรมทางหลวง ที่หน้าอนุสาวรีย์รถแทรกเตอร์ ด้านหน้ากรมทางหลวง

คำกล่าวรายงาน บอกถึงประวัติกรมทางหลวงว่ามีอายุ 106 ปี นับแต่วันสถาปนาเมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2455 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.6) กรมทางหลวงมีภารกิจหลัก คือพัฒนา และบำรุงรักษาทางหลวง เพื่ออำนวยสุขให้ประชาชนได้รับความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยโดยดำเนินการตามนโยบายของกระทรวงคมนาคมในด้านการป้องกัน และลดปัญหาการเกิดอุบัติเหตุทางถนนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการพัฒนาโครงข่ายทางหลวง เพื่อเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงภูมิภาคต่างๆ ทั้งในประเทศ และระหว่างประเทศ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม รวมทั้งเพิ่มพูนความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

การดำเนินงานของกรมทางหลวง ในช่วงเวลาหนึ่งที่ผ่านมาได้รับมอบหมายภารกิจ ให้ดำเนินการก่อสร้างทางหลวงในพื้นที่ทุรกันดาร การคมนาคมไม่สะดวกความเจริญยังเข้าไม่ถึง บางแห่งเป็นพื้นที่ชายแดน มีผู้ก่อการร้ายใช้พื้นที่เป็นที่หลบซ่อน และคุกคามประชาชน ซึ่งกรมทางหลวงได้ปฏิบัติภารกิจ เพื่อเปิดเส้นทางการเดินทางให้กับประชาชน รวมทั้งเพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าไปดูแลควบคุมพื้นที่ดังกล่าว ได้อย่างรวดเร็ว สร้างความมั่นคง และให้ความปลอดภัยกับประชาชน

จากการก่อสร้างถนนในถิ่นทุรกันดารในครั้งนั้น มีวีรชนผู้กล้าหาญของกรมทางหลวง ได้เสียชีวิตจากการปฏิบัติงาน ในพื้นที่ที่ผู้ก่อการร้ายคุกคามเป็นจำนวนมาก และเพื่อเป็นการรำลึกถึงคุณความดี ตลอดจนวีรกรรมของผู้กล้าหาญกรมทางหลวง จึงได้ก่อสร้างอนุสาวรีย์ผู้กล้าหาญกรมทางหลวงแห่งนี้ขึ้นและเปิด 1 เม.ย. 2515 มีลักษณะเป็นฐานคอนกรีตทรงสี่เหลี่ยมสูง 2 เมตร บนฐานมีรูปปั้นคนนั่งขับรถแทรกเตอร์ ที่ใช้ในงานก่อสร้างสมัยนั้น รอบฐานทั้งสี่ด้านจารึกชื่อวีรชนผู้กล้าหาญของกรมทางหลวงจำนวน 54 นาย

ดังนั้น เพื่อเป็นการระลึกถึงวีรกรรมความกล้าหาญของเจ้าหน้าที่กรมทางหลวง กระผม (นายธานินทร์ สมบูรณ์) ขออนุญาตกล่าวสดุดีท่านวีรชนผู้กล้าหาญ ดังนี้ “การมาร่วมชุมนุมกัน ณ ที่นี้ เพื่อน้อมรำลึกถึงผู้กล้าหาญ ซึ่งได้พลีชีพด้วยการฝ่าฟันภยันตราย เพื่อพัฒนาทางหลวงสู่ถิ่นทุรกันดาร ด้วยปณิธานอันตั้งมั่น ที่จะให้บังเกิดความมั่นคงในแผ่นดิน แม้จะต้องสละชีวิตเพื่อบ้านเมืองก็ตามในวันนี้พวกเราขอน้อมรำลึกถึงคุณความดีของวีรชนผู้กล้าหาญกรมทางหลวง พร้อมทั้งขอตั้งจิตอธิษฐาน อัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย จงช่วยปกปักรักษาดวงวิญญาณวีรชนทุกท่าน จงสงบสุขตลอดกาล”

ที่ด้านหน้าอนุสาวรีย์ มีบทกลอนสดุดีการพลีชีพ (ไม่ระบุชื่อผู้ประพันธ์) ดังนี้

เลือดท่านที่หลั่งทา ชโลมถิ่นเป็นทางทอง ยังอยู่เรืองรอง ในหัวใจไม่เหือดจาง เป็นศรีและเป็นศักดิ์ อันศักดิ์สิทธิ์แห่งผู้สร้าง เป็นธงที่ปักทาง ว่าคนทางนี้คงทน พักเถิดผู้เพื่อทาง ผู้ทอดร่าง ณกลางรณ สร้างค่ามรรคาคน มาคงไว้ให้คารวะ

เจ้าหน้าที่กรมทางหลวงที่พลีชีพ ทั้ง 54 ท่านนั้น เสียชีวิตเพราะการกระทำของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2512 ถึง 24 ก.ค. 2523 ในสายทางต่างๆ ในภาคเหนือ เช่น ที่แม่สอด-อุ้มผาง ปอน-ห้วยโก๋น ด่านซ้าย-เหมืองแพร่ ปง ดอนชัย บ้านแฮะ (อ.เชียงคำ) ห้วยมุ่น เหมืองแพร่ แม่กลองใหม่-หนองหลวง เขตแดน สายนาโยงเหนือ-ย่านตาขาว เป็นต้น

รายนามเจ้าหน้าที่ที่พลีชีพ

1.นายผล ปัญญาเสน

2.นายรำพรวน โมมีเพชร

3.นายสวัสดิ์ ใจพรหมเมือง

4.นายธวัช ธิติกุลเกษมศักดิ์

5.นายเป็ง ใจกว้าง

6.นายคำหมื่น พรหมทอง

7.นายเปลี่ยน มีบุญ

8.นายวิรัตน์ ธารีจันทร์

9.นายแสวง อันศรี

10.นายชาติสวัสดิ์ แสงฟ้าเลื่อน

11.นายสงคราม กาญจนวิเชียร

12.นายนริศ เย็นบุตร

13.นายพจนารถ สุนทร

14.นายสิงห์แก้ว เวียงเหล็ก

15.นายจรัล ติละ

16.นายสวัสดิ์ ไพฑูรย์

17.นายสมคิด ฉิมสวัสดิ์

18.นายสำลี หอมเนียม

19.นายอินตา ดาวสุข

20.นายพิพัฒน์ ใยบัวเทศ

21.นายกสิน อินทรรองพล

22.นายอำพล ใจชนะ

23.นายเสถียร ขำศรี

24.นายแฉล้ม มูลคำบิน

25.นายพิชิต พุทธิสมสถิตย์

26.นายไตรเทพ มามาก

27.นายวิเชียร อินทร์เรือน

28.นายเทพ แก้วเมือง

29.นายสำเนา ไทยแท้

30.นายสมพล ราวิน

31.นายยงยันต์ เครืองิ้ว

32.นายตำนาน อุมวะนะ

33.นายนิพนธ์ พูลสวัสดิ์

34.นายทองดี เหมือนหมอก

35.นายโทน ตาพุด

36.นายศุภวิทย์ อารยพงศ์

37.นายพิภพ เกตุรัตนกุล

38.นายบุญสวย จันพุฒ

39.นายวิเชียร จิตรบุญธรรม

40.นายประสิทธิ์ กุณาตำ

41.นายธีรชัย ปานันท์

42.นายตำหล้า ปัญญาเถิง

43.นายประณัติ พุทธปฏิโมกย์

44.นายทองคำ โมระนันท์

45.นายสมพงษ์ คำภีร์

46.นายสมปอง คำภีร์

47.นายบุณยงค์ คำภีร์

48.นายเบิ้ม พุ่มไสว

49.นายเสริม ยกมา

50.นายพินิจ ดีขะนุ

51.นายอนุวัฒน์ ไม้สุพร

52.นายวีรานันท์ นิรมร

53.นายถวิล ไชยปุระ

54.นายทัศน์ชัย ก้งแฮ

ขอวิญญาณผู้กล้าทุกท่าน จงสถิต ณ สรวงสวรรค์ ในสัมปรายภพ เทอญ

ชีวิต ม.ล.มานิจ ที่เราควรเอาอย่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/574807

  • วันที่ 23 ธ.ค. 2561 เวลา 11:20 น.

ชีวิต ม.ล.มานิจ ที่เราควรเอาอย่าง

เรื่อง…ขรัว 76+1

ผมอ่านข่าวเรื่องคนไทยซื้อหวยปีหนึ่งๆ รวมเป็นเงินกว่า 2.5 แสนล้านบาท/ปี ก็ไม่ได้แปลกใจอะไร เพราะคนไทยฝากความหวังว่าหวยจะช่วยพลิกผันชีวิตจากความยากจน กลายเป็นเศรษฐีได้ในเวลารวดเร็ว โดยไม่ต้องใช้ความเพียรทำงานหนักเพื่อเอาชนะความจน ตรงกันข้ามกับคนที่ไม่ยอมแพ้ ได้ใช้ความขยันและอดทนเอาชนะความจน กลายเป็นคนดังระดับโลก เช่น ม.ล.มานิจ ชุมสาย

การที่คนไทยชอบหวยเพราะมีแรงจูงใจแยะ นอกจากหวังรวยเร็ว สื่อมวลชนยังช่วยให้คนเดินทางเข้าสู่ตลาดเสี่ยงโชคมากยิ่งขึ้น โดยเสนอข่าวหน้าหนึ่งถึงคนถูกหวยรางวัลที่ 1 เสมอ และเรื่องราวชีวิตคนรวยเพราะหวยอีกหลายคน ไม่เว้นมหากาพย์ “หวย” รางวัลที่ 1 มูลค่า 30 ล้านบาท ซึ่งถูกอ้างกรรมสิทธิ์ถูกรางวัลระหว่าง ปรีชา ใคร่ครวญ ครูชำนาญการโรงเรียนแห่งหนึ่ง กับ ร.ต.ท.จรูญวิมูล ตำรวจเกษียณราชการ ใน จ.กาญจนบุรี

ยังมีนักร้องลูกทุ่งบางคนอวดความโชคดีที่ถูกหวยครั้งหนึ่งๆ หลายสิบใบแม้จะเป็นเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัวก็ตาม แต่เวลาถูกหวยกิน ไม่ยักแสดงตัวบ้างเลย

ข่าวสื่อมวลชนเรื่องถูกหวยล้วนแต่เพิ่มกิเลส เพิ่มความหลงงมงาย เพิ่มแรงกระตุ้นและจูงใจให้คนอยากซื้อหวยมากขึ้น ทั้งๆ ที่การจะถูกหวยมีโอกาส 1 ในล้าน ดังนั้น คนไม่ถูกหวยจึงมีเยอะมาก ไม่เคยเห็นสื่อมวลชนใดเสนอข่าวเจ๊งเพราะหวย หรือยิ่งซื้อยิ่งจน ให้คนกลัวหวยกินบ้าง

ในห้องสนทนา พันทิป ตั้งกระทู้ว่า ทำไมคนไทยถึงชอบเล่นหวย คำตอบง่ายๆ ว่า อยากรวย มีท่านหนึ่งเขียนคำตอบเป็นภาษาอังกฤษว่า Thai people believe lotto can make they rich faster than they work ถอดเป็นภาษาไทยก็ว่า คนไทยเชื่อว่าหวยช่วยให้รวยเร็วกว่าการทำงาน

ล่าสุดข่าวหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์และทีวี วิทยุเปิดเผยการสำรวจของศูนย์วิเคราะห์ Customer Insights by TMB Analytics ที่เผยผลการศึกษาพฤติกรรมการซื้อลอตเตอรี่และหวย (ใต้ดิน) คนไทย พบว่า หวยไม่ใช่แค่เรื่องของมวลชน กลุ่มพนักงานประจำ และเจ้าของธุรกิจ ที่เป็นแรงขับเคลื่อนของประเทศ กว่า 9 ล้านคนเสพติดหวย แต่ซื้อหวยเพราะหวังรวยทางลัด

ผู้เขียนมีเพื่อนเป็นเจ้าของกิจการคนหนึ่ง บอกว่า ต้องให้เงินผู้เป็นพ่อซื้อหวยงวดละ 5,000-6,000 บาท เพราะพ่อติดหวย เพราะพ่อเขามั่นใจว่าสักวันหนึ่ง จะต้องถูกรางวัลที่ 1 ปัจจุบันอายุ 70 ปีเศษแล้วก็ยังมีความหวังอยู่

สู้ ม.ล.มานิจ ชุมสาย (พ.ศ. 2451-2552) ที่หลายคนรู้จักไม่ได้ ท่านแต่งพจนานุกรมและตำราเรียนภาษาอังกฤษไว้มาก คนรู้จักทั้งไทยและนานาชาติ แต่ชีวิตในวัยเด็กเต็มไปด้วยความยากจนจึงต้องดิ้นรน อดทน ขยันเอาชนะความยากจน ซึ่งท่านเขียนเล่าประวัติตอนหนึ่งว่า “ความยากจนหาใช่อุปสรรคต่อความก้าวหน้าในชีวิตไม่ ถ้าเรามีความขยันหมั่นเพียร พยายามอดทนต่อสู้ต่ออุปสรรคและไม่ยอมท้อถอย อย่าให้เวลาผ่านพ้นไปเสียเปล่าๆ โดยไม่ทำอะไร ทุกชั่วโมงยามต้องตรึกตรองหางานทำให้ได้ นั่นแหละเราจึงจะเอาชนะต่ออุปสรรคทั้งปวง ชีวิตนี้เต็มไปด้วยอุปสรรค เต็มไปด้วยการแข่งขัน เราต้องต่อสู้ ไม่ยอมแพ้เสียง่ายๆ แล้วศัตรูก็จะพ่ายแพ้ตัวเอง”

คันธารราฐอยู่ที่หยุนหนาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/574796

  • วันที่ 23 ธ.ค. 2561 เวลา 10:00 น.

คันธารราฐอยู่ที่หยุนหนาน

เรื่อง…กรกิจ ดิษฐาน

เรื่องนี้จะเขียนนานแล้วไม่มีโอกาสสักที คือผมสงสัยว่าแนวคิดเรื่องพระคันธารราฐในไทย อาจไม่เกี่ยวกับอาณาจักรและศิลปะคันธาระที่เอเชียกลางเลย เพราะตามรูปแบบของพระพุทธคันธารราฐ มักสร้างพระพุทธรูปที่มีริ้วจีวรแบบจีน ทรวดทรงและหน้าตาล้วนแต่ออกจีน ไปดูพระคันธารราฐยุคไหนวัดไหนออกจีนหมด

ตัวอย่าง เช่น พระคันธารราฐที่วัดเบญจมบพิตร ตามภาพ ทำขยายจากแบบที่วัดใหญ่ เมืองเพชร น่าจะสมัยอยุธยา หน้าตาเป็นไทย มุทราอย่างจีน ห่มจีวรอย่างจีน รัดประคดก็เงื่อนจีน ไม่ได้เป็นฝรั่งอย่างที่เอเชียกลางเลย

ทำให้น่าสงสัยว่า “คันธารราฐ” น่าจะหมายถึงหยุนหนาน

ในภาษาจีน มณฑลหยุนหนาน/ต้าหลี่ มีอีกชื่อหนึ่งว่า เมี่ยวเซียงกั๋ว (妙香國) แปลว่า ประเทศหอมอัศจรรย์ บางครั้งเรียกว่า เมี่ยวเซียงต้ากั๋ว (妙香大國) ตรงกับชื่อ คันธาระ ที่แปลว่าหอมหวน ส่วนเมืองคุนหมิงมีชื่อว่า ทัวตง (陀東) หมายถึง (กาน) ทัว (หลัว) ตะวันออก หรือคันธาระตะวันออก

คาดว่าหยุนหนานรับขนบแบบสุวรรณภูมิ คือ ตั้งชื่อเลียนแบบแว่นแคว้นในอินเดีย ปรากฏว่าชื่อ คันธาระ หรือมหาคันธาระ ในหยุนหนานใช้เรียกกันในสมัยราชวงศ์ถังและซ่ง เป็นยุคที่พระพุทธศาสนารุ่งเรือง หนังสือจีนบางเล่มให้เหตุผลว่า ที่เรียกหยุนหนานว่า คันธาระ เพราะผู้คนศรัทธาพระพุทธศาสนา

อนึ่ง คันธาระที่อัฟกานิสถานนับถือพระพุทธศาสนาหีนยาน ภาษาสันสกฤต คือสรวาสติวาท แต่ที่หยุนหนานนับถือตันตระจากเบงกอล คติไทยที่ถือว่าพระคันธารราฐมีฤทธิ์เรียกฝน ไม่แน่ว่าจะเกี่ยวกับขนบตันตระจากคันธาระเมืองจีน

พุทธตันตระหรือวัชรยานในหยุนหนาน ผสมผสานวัชรยานแบบต้าถัง-ทิเบต-เบงกอล เรียกว่าพระพุทธศาสนาแบบอาจารี (阿吒力) แปลว่า นิกายของอาจารย์ผู้สอนพุทธตันตระ

มณฑลหยุนหนาน ในสมัยน่านจ้าวและต้าหลี่รุ่งเรืองด้วยพุทธตันตระ แต่หลักฐานหลงเหลืออยู่ในรูปตำรับตำราน้อยมาก จนกระทั่งถึงปี 1956 จึงมีการค้นพบลังใส่คัมภีร์พุทธตันตระแบบน่านจ้าวถึง 3,000 ม้วน ที่วัดฝ่าจั้งแห่งต้าหลี่ ถือเป็นการค้นพบครั้งสำคัญยิ่ง เพราะเอกสารด้านพระพุทธศาสนาของน่านจ้าว-ต้าหลี่ หายากมากและเกือบถูกทำลายหลายครั้งด้วยไฟสงครามและการรุกราน ทั้งการรุกรานของทัพฮั่นและทัพมุสลิม วัดฝ่าจั้งแห่งต้าหลี่ จึงได้รับฉายาว่า “ตุนหวงแห่งภาคใต้”

คัมภีร์เหล่านี้เขียนด้วยอักษรจีน บางคัมภีร์ปรากฏอยู่แต่ในน่านจ้าวเท่านั้น ปัจจุบันคัมภีร์เหล่านี้เก็บรักษาที่หอจดหมายเหตุหยุนหนานบ้างและที่ปักกิ่งบ้าง

วัดฝ่าจั้งแห่งต้าหลี่นั้น สร้างขึ้นในรัชสมัยหงอู่ปีที่ 25 หรือ ค.ศ. 1392 แห่งราชวงศ์หมิง สืบทอดพระพุทธศาสนาแบบตันตระสายน่านจ้าว ซึ่งเฟื่องฟูในมณฑลหยุนหนาน ผู้สืบทอดคนสำคัญ คือ ท่านต่งเสียน มีสถานะเป็นพระธรรมาจารย์อาจารี (阿吒力大法师) เป็นรุ่นที่ 40 แห่งนิกายอาจารีน่านจ้าว ท่านได้รับการเคารพยกย่องจากฮ่องเต้ราชวงศ์หมิงหลายท่าน ได้รับอาราธนาไปยังปักกิ่ง เพื่อประกอบพิธีพุทธตันตระถึง 3 ครั้ง ได้รับการยกย่องให้เป็นพระราชครู (国师) ด้วยความที่วัดนี้เป็นศูนย์กลางนิกายอาจารี จึงมีคลังพระสูตรคัมภีร์มากมาย

ผมคาดว่าตันตระในล้านนาและพม่าก็น่าจะได้มาจากน่านจ้าวไม่มากก็น้อย พระพุทธศาสนาในล้านนานั้นยังมีขนบตันตระที่แตกต่างจากตันตระภาคกลางพอสมควร และไม่แน่ว่าลัทธิพระคันธารราฐจะได้รับจากหยุนหนาน มาถึงล้านนา ส่งมาถึงภาคกลาง และอาจเกี่ยวโยงถึงพม่าด้วย

ได้ยินมาว่า พม่าเรียกหยุนหนานว่า คันธารราฐ ประตูวังหลวงที่มัณฑะเลย์ประตูหนึ่งมีชื่อว่าประตูคันธารราฐ หันออกไปยังเส้นทางมุ่งไปยังหยุนหนาน แต่เรื่องนี้ยังไม่ได้ตรวจสอบ

มณฑลหยุนหนาน มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูงมาก มีชนชาติถึง 26 กลุ่ม จากทั้งหมด 56 กลุ่มทั้งประเทศจีน ผมเชื่อว่าหยุนหนานเป็นดินแดนเดียวในจีนที่มีพระพุทธศาสนา 3 ฝ่ายอยู่ครบถ้วน และสืบทอดมาเป็นพันปีไม่ขาดสาย โดยชนเผ่าไท/ไตและว้านับถือเถรวาท ชาวฮั่นนับถือมหายาน และชาวไป๋และทิเบตนับถือตันตระยาน ชาวไป๋นี่เองที่เชื่อกันว่าเป็นอนุชนของชาวอาณาจักรน่านจ้าว-ต้าหลี่

ในตำนานพระเจ้าเลียบโลก เรียกหยุนหนานว่า เมืองวิเทหะ ตำนานเล่าว่า เมื่อเสด็จไปยังเมืองอุตรปัญจนคร (แสนหวี) อันเป็นเมืองที่พระองค์ได้เคยเสวยพระชาติเป็นมโหสถบัณฑิตแล้ว ได้เสด็จยังเมืองวิเทหะ (หนองแส) ครั้งนั้นพระยาวิเทหะยินดีเป็นยิ่งนัก แต่ไม่ทันได้คิด จึง “กระทำการอันประมาท” คือนำอาหารและคิลานปัจจัยใส่ถาดทองคำวางบนหลังช้างเพื่อนำไปถวายพระพุทธองค์ เรื่องนี้ดูเผินๆ เหมือนพระวิเทหะจะยกย่องพระพุทธเจ้า แต่จริงๆ แล้วน่าจะมีนัยอื่นๆ จึงทำให้การกุศลมีผลเป็นอย่างอื่น และทำให้พระพุทธองค์ทรงทำนายว่าเมืองนี้ต่อไปจะไม่มีช้างอีก

อย่างไรก็ตาม พระพุทธองค์ทรงพยากรณ์ว่าที่เมืองวิเทหะนี้พระพุทธศาสนาจะรุ่งเรืองมาก และจะเป็นที่ประดิษฐานพระเขี้ยวป้าง หรือฟันเขี้ยวที่อยู่ถัดจากฟันกรามออกมา ตำนานพระเจ้าเลียบโลกว่าด้วยพระเขี้ยวป้างที่วิเทหะ ดูเหมือนจะสอดคล้องกับตำนานท้องถิ่นของหยุนหนาน ที่เล่าว่า ในยุคอาณาจักรน่านจ้าว น่านจ้าวได้กรีฑาทัพไปรุกรานพุกาม และได้เชิญพระเขี้ยวป้างจากพุกามมายังหยุนหนาน พระเขี้ยวป้างองค์นี้กล่าวกันว่ามาจากลังกาเป็นปฐม

ฮ่องกง ศูนย์รวมเทพเจ้าอำนวยบุญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/574765

  • วันที่ 22 ธ.ค. 2561 เวลา 18:00 น.

ฮ่องกง ศูนย์รวมเทพเจ้าอำนวยบุญ

เรื่อง/ภาพ : กิจจา อภิชนรจเลข

ใกล้สิ้นปีหลายคนเลือกเดินสายทำบุญ อย่างวัดบนเกาะฮ่องกงก็มีเหล่านักเดินทางมาเดินสายทำบุญกันแล้ว เช่นเดียวกับผมที่มีโอกาสเดินทางไปทำบุญกับ สรสิช เนตรนิล ผู้ก่อตั้งบริษัท บุญนำพา ที่พาคณะเดินสายทำบุญขอบคุณเทพเจ้าในช่วงสิ้นปี พร้อมแนะนำเคล็ดลับดีๆ ในการสักการะเทพเจ้าตามแบบฉบับความเชื่อของคนฮ่องกง

พระใหญ่ เกาะลันเตา

พระใหญ่ หรือพระพุทธรูปเทียนถาน เป็นพระศักดิ์สิทธิ์ของฮ่องกง ตั้งอยู่คู่กับวัดโปหลินบนเกาะลันเตา มีความสูง 34 เมตร น้ำหนักกว่า 250 ตัน ประดิษฐานอยู่บนยอดเขาโปหลิน โดยแนะนำให้มาไหว้เป็นสถานที่แรกเพื่อเปิดฤกษ์ และขอพรต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เหมาะกับคนที่เกิดวันอาทิตย์จะยิ่งเสริมดวงให้ดีขึ้น

“วิกกี้” ไกด์ท้องถิ่นเล่าว่า ชาวฮ่องกงส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ผสมกับความเชื่อของลัทธิเต๋า และหลักคำสอนของขงจื๊อ ทำให้เกาะฮ่องกงแห่งนี้เต็มไปด้วยวัดของศาสนาพุทธของลัทธิเต๋ากว่า 600 แห่ง

ศาลเจ้าแม่ทับทิมในเรือประมง

ศาลเจ้าเก่าแก่หนึ่งเดียวที่ตั้งอยู่ในเรือประมง ประดิษฐานองค์เจ้าแม่ทับทิมที่ถูกนำมาไว้บนเรือในช่วงสงครามจนถึงปัจจุบัน นับเป็นศาลเจ้าที่มีนักท่องเที่ยวน้อยคนจะมากราบไหว้ เนื่องจากเรือประมงลำดังกล่าวจอดไม่ประจำที่ ถ้าจะกราบไหว้ต้องมีการนัดเวลาและสถานที่กับผู้ดูแลเรือลำดังกล่าว โดยทริปนี้วิกกี้ได้นัดแนะไว้เป็นที่เรียบร้อย โดยจะเปิดให้สักการะครั้งละไม่เกิน 15 คน และต้องเป็นช่วงเวลาเช้าเท่านั้น เชื่อว่าเจ้าแม่จะปกป้องคุ้มครองในเรื่องการเดินทางและด้านธุรกิจ

เจ้าแม่กวนอิม รีพัลส์เบย์

หาดรีพัลส์เบย์เป็นศูนย์รวมของเทพเจ้าหลายองค์ โดยนิยมมาไหว้ขอพรจากรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมขนาดใหญ่ โดยเชื่อว่าเป็นปางเจ้าแม่กวนอิมประทานพร หากขอพรสิ่งใดจะสมปรารถนา นอกจากนี้ ยังมีเทพเจ้าแห่งโชคลาภ หรือเทพไฉ่ซิงเอี้ย ขอพรให้มีชีวิตรุ่งโรจน์ และการงานก้าวหน้า และองค์เทพขี่ปลา คนนิยมมาขอพรเรื่องเงินทอง โดยวัดนี้เหมาะกับคนที่เกิดวันเสาร์

เทพดาวเหนือ วัดปักไต้หมิว

วัดปักไต้หมิว หรือวัดปักไต่ ในเขตหว่านไจ่ เป็นวัดเก่าแก่อายุ 163 ปี ประดิษฐานรูปปั้นเทพเจ้าปักไต่ หรือเทพดาวเหนือ อายุกว่า 400 ปี วัดนี้ดังในเรื่องแก้ดวง ปัดเป่าสิ่งไม่ดีทั้งหลาย ทั้งยังมีเทพเจ้ากว่า 60 องค์ มีเทพที่สำคัญอีกองค์ คือ เทพเปลี่ยนใจ หรือแชกงหมิว ซึ่งจะถือใบพัดเปลี่ยนใจอยู่ในมือ เชื่อว่าจะสามารถเปลี่ยนใจคนที่ไม่รักให้หันกลับมารัก หรือเปลี่ยนใจคนที่คิดไม่ดีให้เปลี่ยนมาคิดดี

“วัดแห่งนี้ตั้งอยู่ในฮวงจุ้ยแห่งโชคลาภ จะทำให้คนที่มากราบไหว้ได้พบกับสิ่งดีๆ” ซินแสไซมอน ลอ ซินแสชื่อดังของเกาะฮ่องกงผู้ดูแลวัด กล่าว

ส่วนวิกกี้ไกด์คนเก่งแอบกระซิบบอกว่า มีนักธุรกิจไทยหลายคนเดินทางมาพบซินแสเพื่อให้ท่านดูดวง ปัดเป่าสิ่งไม่ดีให้ ก่อนเดินทางกลับซินแสยังให้คำแนะนำว่า ในปี 2562 ควรหลีกเลี่ยงการขุดหรือก่อสร้างอะไรก็ตามในทิศตะวันตกเฉียงใต้และตะวันออกเฉียงเหนือ

ศาลเจ้าแม่กวนอิมคุนยำ (ฮ่องฮัม)

วัดที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของฮ่องกงคือ ศาลเจ้าแม่กวนอิมคุนยำ (ฮ่องฮัม) ถูกสร้างขึ้นในปี 2416 ถึงแม้วัดแห่งนี้จะดูเป็นวัดเล็ก แต่ทุกวันจะเนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่มาสักการะองค์เจ้าแม่กวนอิม และในต้นปีตรงกับวันที่ 26 เดือน 1 ของจีน จะมีผู้คนจำนวนมากเดินทางมาทำพิธีเปิดกระเป๋ายืมเงินเจ้าแม่ โดยวัดจะเตรียมอุปกรณ์สำหรับเซ่นไหว้พร้อมซองแดงไว้ให้ผู้มาขอพร

เมื่อสักการะขอพรโชคลาภแล้วก็ให้นำซองแดงมาวนเหนือกระถางธูปหน้าองค์เจ้าแม่กวนอิมตามเข็มนาฬิกา 3 รอบ และเก็บซองแดงนั้นไว้ ภายในซองจะมีจำนวนเงินที่ทางวัดจะเขียนไว้มากน้อยแล้วแต่โชค โดยจำนวนเงินที่เขียนเอาไว้อาจจะไม่ได้ครบตามจำนวน เหมือนขอกู้เงินแล้วเขาปล่อยเงินกู้เต็มเพดาน แต่หากขอแล้วได้ตามที่ขอ ปีต่อไปต้องนำเงินที่ยืมไว้มาคืนให้เจ้าแม่ ซึ่งการคืนนั้นไม่จำเป็นต้องควักเงินสดมาคืน แต่ให้ซื้อกระดาษเงินกระดาษทองและเขียนมูลค่าตามต้องการ

วัดนางชีฉีหลิน

วัดนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2477 สถาปัตยกรรมทำจากไม้ รูปทรงคล้ายวัดญี่ปุ่น ด้านหน้าวัดมีสระดอกบัวซึ่งเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนา ภายในวัดตกแต่งด้วยทอง ไม้ และดินเผา เมื่อเดินเข้าไปบริเวณวัดจะรู้สึกเงียบสงบต่างจากวัดจีนแห่งอื่นในฮ่องกง

นอกจากนั้น ภายในวัดยังมีสวนหนานเหลียน สวนสวยที่ได้รับอิทธิพลและรูปแบบมาจากราชวงศ์ถัง ซึ่งภายในสวนเต็มไปด้วยต้นบอนไซ ภายในวัดประดิษฐานพระเจ้า 3 พระองค์ รวมถึงเจ้าแม่กวนอิมปางผู้ชายซึ่งหาดูได้ยาก และที่นี่ยังมีตะเกียงน้ำมันที่ไม่เคยดับ ตั้งอยู่กลางวัด เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้หยอดเงินทำบุญและสะเดาะเคราะห์ตามความเชื่อของคนที่นี่

วัดหวังต้าเซียน

วัดหวังต้าเซียนตั้งอยู่ใจกลางเมือง โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบเซนที่งดงาม เป็นวัดจีนขนาดใหญ่ทางตอนเหนือของฮ่องกง เป็นที่ประดิษฐานของเทพเจ้าจีนหลายองค์ อย่างเทพเจ้าหลักของวัดคือ เทพหวังต้าเซียน โดยคนส่วนใหญ่จะไปไหว้ขอพร ขอความอุดมสมบูรณ์ และขอเรื่องสุขภาพ แต่นอกจากจะไปขอด้านสุขภาพ คนโสดทั้งหลายยังพุ่งเป้าไปที่เทพเจ้าด้ายแดง หรือเทพเจ้าหยกโหลว ที่ตั้งอยู่ข้างๆ เพื่อขอคู่รัก

วัดนี้มีปี่เซียะสีทองคู่ตั้งอยู่หน้าวัด นักท่องเที่ยวจำนวนมากต่างพากันลูบจนโลหะมันแวว ซึ่งวิกกี้ได้ให้คำแนะนำว่า ปี่เซียะเป็นสัตว์ที่ไม่มีทวารและจะคอยกินสิ่งไม่ดีลงท้อง การนำมาตั้งไว้บริเวณหน้าวัดก็เพื่อให้กินสิ่งไม่ดีทั้งหลายเข้าไป

ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงที่จะไปลูบโดนตัวปี่เซียะ เนื่องจากหากดวงไม่ดีก็เชื่อว่าอาจได้รับสิ่งไม่ดีเหล่านั้นเข้าตัวด้วย

วัดกังหันลม

วัดแชกงหมิว หรือวัดกังหันลม เป็นหนึ่งในวัดยอดนิยมของฮ่องกง สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงตำนานแห่งนักรบราชวงศ์ซ่งในสมัยที่ประเทศจีนยังไม่รวมประเทศเป็นปึกแผ่นเช่นปัจจุบัน

ตำนานแห่งแชกงหมิว หรือศาลสถิตของท่านแชกง มีประวัติเล่าต่อกันมาว่า มีนักรบเอกชื่อ แชกง เป็นแม่ทัพปราบศึก ทุกแคว้นเขตแดนแผ่นดินใหญ่ต่างยำเกรงต่อกำลังพลที่กล้าหาญในกองทัพของท่าน ยามที่ออกรบเพื่อต้านข้าศึกศัตรูทุกทิศทาง ท่านจะใช้สัญลักษณ์รูปกงล้อ 4 ใบพัดติดไว้ด้านหน้ารถศึก และท่านไม่เคยพ่ายแพ้

เหล่าทหารจึงเชื่อว่าเมื่อพกพาสัญลักษณ์รูปกงล้อนี้ไปที่ใดจะช่วยเสริมสิริมงคล นำพาแต่ความโชคดี มีอำนาจเข้มแข็ง เสริมกำลังใจให้แก่กองทัพ ชื่อเสียงในการนำทัพสู้ศึกของท่านจึงเป็นตำนานมาจนทุกวันนี้

ส่วนความหมายของใบพัดทั้งสี่ ได้แก่ เดินทางปลอดภัย สุขภาพแข็งแรง เงินทองไหลมาเทมา และสมความปรารถนาทุกประการ

ส่งท้ายผู้ก่อตั้งบริษัท บุญนำพา ยังให้คำแนะนำว่า ทุกครั้งก่อนไหว้เทพเจ้าให้ไหว้ฟ้าดิน โดยหันหน้าไปทางประตูวัดที่เห็นท้องฟ้าเพื่อบอกกล่าวฟ้าดิน แล้วค่อยกราบไหว้เทพเจ้าเพื่อความเป็นสิริมงคล

ปีใหม่ใกล้เข้ามา ฮ่องกงอาจเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับการเริ่มต้นสิ่งใหม่ด้วยการไหว้พระขอพร 

‘โต๋’ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร ตารางชีวิตที่มีคุณค่าและใช้อย่างคุ้มค่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/574759

  • วันที่ 22 ธ.ค. 2561 เวลา 17:30 น.

‘โต๋’ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร ตารางชีวิตที่มีคุณค่าและใช้อย่างคุ้มค่า

เรื่อง : บงกชรัตน์ สร้อยทอง ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

หลายคนอาจจะรู้จัก ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร หรือ “โต๋” ในฐานะศิลปินและนักเปียโนที่อยู่ในวงการมากกว่า 16 ปี และเห็นพัฒนาการมาก ตลอดจนก้าวข้ามไปสู่บททดสอบใหม่ๆ ในวงการบันเทิงมากขึ้น ทั้งเล่นละครเวที หรือล่าสุดกับบทบาทนักแสดงในละครเรื่อง “น.ส.ไม่จำกัดนามสกุล”

แต่คราวนี้ไม่ได้มาในโหมดของศิลปิน บทบาทในชีวิตจริงด้วยวัย 34 ปี คนนี้ กลับต้องการที่จะให้โลว์โปรไฟล์มากที่สุด ซึ่งน้อยนักที่จะได้รับการเปิดเผยในเรื่องส่วนตัว แม้ภายหลังจะมีการหยิบยกเรื่องหัวใจออกสื่อให้เห็นบ้าง

มาพูดคุยกับโต๋ถึงวิธีการบริหารการเงิน การใช้ชีวิต และการทำงานของเขามากขึ้น โต๋ย้อนเล่าอดีตให้ฟังว่า ตั้งแต่เด็กจนโต คุณพ่อคุณแม่วางพื้นฐานและสอนให้มี “ตารางชีวิต” ที่ชัดเจนว่าต้องทำอะไรอย่างไร และต้องรู้จักใช้เงิน โดยยึดหลักของที่จะเลือกใช้หรือซื้อมาแต่ละชิ้น “ควรมีคุณค่าและรู้จักใช้ให้คุ้มค่า” เพราะถ้าคิดแล้วว่าซื้อมาใช้ไม่คุ้มก็อย่าซื้อ

โต๋ เล่าว่าหลายคนอาจมองเขาว่า น่าจะเป็นคุณหนูที่ถูกเลี้ยงดูแบบตามใจมาก แต่ชีวิตจริงตรงข้ามมาก แม้จะเข้าเรียนโรงเรียนภาคภาษาอังกฤษตั้งแต่เด็ก แต่ต้องนั่งรถเมล์ไปเอง ช่วงแรกจะมีพี่เลี้ยงนั่งไปด้วย แต่พอขึ้นระดับมัธยมต้นคุณพ่อให้หัดขึ้นรถไปกลับเอง

“แรกๆ มีลงก่อนป้ายหรือนั่งเลยป้ายบ้าง คือกลับถึงบ้านทีไรจะเหนื่อย ช่วงเวลาเดียวกัน สอนให้รู้จักการบริหารเงินโดยเริ่มให้เงินเป็นรายสัปดาห์พอใช้หรือไม่อยู่ที่ตัวเรา พอเรียนระดับปริญญาตรีได้ทุนการเรียนคณะบริหารธุรกิจ เอกบริหารระหว่างประเทศ ที่ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) ก็ไม่ได้มีรถขับไปเหมือนคนอื่นเขา ต้องนั่งรถตู้วินหน้าเสรีเซ็นเตอร์สมัยนั้น ตอนนี้คือพาราไดซ์ พาร์ค เที่ยวละ 45 บาท และเพิ่งมีรถขับไปเรียนเองเมื่ออยู่ปี 4 แล้ว เริ่มจากเอารถเบนซ์คันเก่าของคุณพ่อไปใช้ แต่ถ้าเกิดความเสียหาย เช่น เคยไปเบียดกำแพง ค่าซ่อมบำรุงเราก็ต้องเป็นคนออกค่าใช้จ่ายเองหมด

ผมไม่ได้ของทุกอย่างมาง่ายๆ ตั้งแต่เด็กก็เหมือนเด็กๆ ทั่วไปที่อยากได้ แต่ราคาเอื้อมไม่ถึง เช่น ตอน ป.5 อยากได้รองเท้าไนกี้คู่แรกของชีวิตราคา 1,500 บาท แม่ต้องตั้งเงื่อนไขว่าต้องทำคะแนนสอบในระดับนี้ถึงจะได้ หรืออยากได้รองเท้าแอร์จอร์แดนคู่ละ 4,000-5,000 บาท สมัยก่อนราคานี้ก็ถือว่าแพงมาก แต่แม่บอกว่าอย่าเวอร์ ถ้าอยากได้จริงก็ต้องเก็บเงินจากค่าขนมหรือเงินแต๊ะเอียตรุษจีนซื้อเอง”

อย่างกรณีที่มีการวิจารณ์บนโลกโซเชียลมีการบอกว่า แต่งตัวไปสยามตอนนี้ทั้งชุดราคาเท่าไร ในมุมมองของเขาคือจะไม่วิจารณ์เด็ก เพราะแต่ละคนมีสภาพแวดล้อมหรือมีต้นทุนที่ไม่เท่ากัน แต่สิ่งสำคัญมากกว่านั่นคือ ผู้ปกครองต้องสอนให้เด็กรู้จักคิด

“มีระบบความคิดที่รู้จักการใช้เงินมากกว่า โดยพยายามให้เขาคิดว่าสิ่งที่ซื้อมามันคุ้มค่าหรือเปล่า ซื้อมาได้ใช้กี่ครั้งบางคนซื้อของชิ้นเดียวกันราคาเท่ากัน แต่การใช้ต่างกัน การซื้อของแพงไม่ได้ผิด แต่อยู่ที่ว่าก่อนที่คุณจะซื้อนั้นคิดก่อนว่าถ้าเอาออกจากร้านแล้วจะใช้มันได้คุ้มค่ากับเงินที่เสียไปหรือไม่ เพราะของทุกอย่างบนโลกนี้เมื่อคุณจ่ายเงินไปออกจากร้านแล้วค่าของมันจะลดทันทีไปแล้ว 95%

จริงๆ คำที่อธิบายที่ดีที่สุดในเรื่องการดำรงชีวิตคือ คำสอนของในหลวงรัชกาลที่ 9 เรื่อง ‘ความพอเพียง’ แต่คำว่าพอเพียงของแต่ละคนไม่เท่ากัน คุณสามารถที่จะมีของลักซ์ชัวรี่ได้เป็นบางครั้ง แต่ต้องไม่ได้กระทบต่อการดำรงชีวิตตัวเอง เพราะแต่ละคนมีความต้องการและไลฟ์สไตล์แตกต่างกัน มันเป็นเงินของคุณคุณไม่ผิด ถ้ามีต้นทุนที่ซื้อของแพงได้แล้วใช้คุ้มก็น่าจะโอเค”

โต๋ ย้อนเล่าถึงการซื้อรถคันแรกเป็นรถเบนซ์ รุ่นเก่า W123 ซึ่งคุณพ่อพาไปดูแต่ให้ออกเงินเอง 3-4 แสนบาท เพราะเริ่มมีรายได้ของตัวเองมากขึ้น หลายครั้งที่ขับไปเอแบครถก็เสียสตาร์ทไม่ติด ประกอบกับเมื่อเข้าวงการมาคุณแม่จะช่วยดูแลเรื่องการบริหารเงิน โดยให้ซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) แต่พอเรียนจบสักพักใหญ่และอายุ 20 กว่าปลายๆ คุณแม่ก็เริ่มให้มาบริหารจัดการเอง

“หลักการใช้เงินในของผม คือต้องรู้ต้นทางของก่อนว่ามีเท่าไร และควบคุมค่าใช้จ่ายในการใช้เงินก่อนตั้งแต่แรกว่า เดือนหนึ่งเรามีค่าใช้จ่ายเท่าไร อะไรที่จำเป็นหรือแบ่งไว้เที่ยวเล่นจะหักไว้ก่อน แล้วใส่เงินเข้าเอทีเอ็มเป็นบัญชีเพื่อใช้จ่ายเท่านั้น และที่เหลือก็ไปฝากไว้กับอีกบัญชีเลย เพื่อไว้สำหรับการออมและการลงทุนทั้ง LTF และประกันชีวิต หรือซื้อทองไว้บ้าง พร้อมกับเริ่มศึกษาวิธีการลงทุนที่จะทำให้เงินได้ทำงาน (Passive Income) ต่างๆ เช่น จะนำเงินฝากแบงก์ก็ต้องรู้ว่าควรฝากในบัญชีประเภทไหนเพื่อให้ได้ดอกเบี้ยที่ดี”

แต่ทุกอย่างก็มีการเปลี่ยนแปลงไป เพราะเชื่อว่าอย่าลงทุนเอาเงินไปไว้ในตะกร้าใบเดียว ต้องรู้จักบริหารความเสี่ยง ทำให้เขาศึกษาและเริ่มเป็นนักลงทุนในตลาดหุ้นได้มา 1 ปีกว่า ซึ่งมีคนบอกว่าถ้าลงทุนไม่เป็นก็ฝากคนอื่นเล่นได้ แต่สำหรับโต๋มองว่าของอย่างนี้อย่างน้อยต้องศึกษาและเรียนรู้เองด้วย

“แรกๆ ก็มีแบบซื้อๆ ขายๆ แต่สุดท้ายทำให้รู้ว่าไม่เหมาะกับการซื้อขายรายวัน เพราะไม่มีเวลามานั่งเฝ้าหรือดูหน้าจอโปรแกรมเทรดหุ้น เพราะมีอยู่ครั้งที่ต้องไปทำงานที่จีน 3 วัน พอร์ตติดลบ”

โต๋ เล่าว่า เคยมีหุ้นหนึ่งตัว 7 วัน ลดลงไป 30% และคุณพ่อบอกแล้วว่า ถ้าเป็นหุ้นพื้นฐานดีก็อย่าไปสนใจมัน แต่เรารู้สึกใจร้อนเอง และเห็นเพื่อนมีสไตล์คือหุ้นติดลบแล้ว 5-10% เลือกที่จะสต็อปลอสหรือขายเพื่อลดการขาดทุนมากกว่านี้ไป

“แต่พอเราเห็นมันติดลบไป 10% แล้ว ทนไม่ไหวขายทิ้งไปเลย ปรากฎว่าสัปดาห์ถัดมาหุ้นที่เพิ่งขายมันกลับมาขึ้น เหมือนที่คุณพ่อเตือนแล้วว่าให้นิ่งเอาไว้ ในที่สุดแล้วก็ทำให้ได้เรียนรู้และได้เข้ามาศึกษาอย่างจริงจังว่า หุ้นมีความเสี่ยงเพราะมีความผันผวนสูง อย่าโลภนั่นดีสุด และการลงทุนของแต่ละคนสไตล์ย่อมไม่เหมือนกัน”

ปัจจุบันด้วยเป้าหมายที่ต้องการสร้างบ้านให้กับสมาชิกครอบครัวของเขาที่มีทั้งหมด 8 ครอบครัวย่อยในบ้าน 4 ชั้น ให้เสร็จก่อน ในฐานะพี่ชายคนโตของบ้าน ที่พยายามทำให้บ้านนี้เหมือนโรงแรม มีลิฟต์ให้คุณพ่อคุณแม่ มีโถงตรงกลางที่สมาชิกครอบครัวมาใช้ร่วมกัน บนดาดฟ้ามีการปลูกหญ้าเทียม มีห้องออกกำลังกาย

ดังนั้น พอร์ตศึกษาการลงทุนต่างๆ ขอพักเอาไว้ก่อน แต่เน้นไปที่พอร์ตการลงทุนใหญ่สร้างบ้านให้กับครอบครัวที่เขารักให้เสร็จปลายปีนี้ก่อน และน่าจะเป็นการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนที่ได้ทั้งความสุขและความอิ่มใจกลับมามากกว่าผลตอบแทนจากการลงทุนด้วยซ้ำ

ทว่า มาดูวิธีการบริหารเงินในปัจจุบันของโต๋ตอนนี้คือ ที่มีตารางกำหนดแน่ชัดและต้องทำอย่างมีวินัย เริ่มจาก “เปิดบัญชีไว้รองรับกับการเก็บภาษีเพื่อจ่ายไว้เลย” คือทุกครั้งที่มีงานและมีรายได้รับเข้ามา ก็จะประมาณอัตราการจ่ายภาษีในแต่ละครั้งไว้ว่าเท่าไรแล้วนำไปเก็บรวมในบัญชีแบงก์เดียวกัน และจะไม่ยุ่งกับบัญชีนั้นเลย

“วิธีนี้จะทำให้เราไม่ต้องรู้สึกว่ามานั่งจ่ายเงินเป็นก้อนในครั้งเดียว เพราะการจ่ายครั้งเดียวยิ่งจะทำให้รู้สึกเสียดายเงิน”

สองเป็นหลักเกณฑ์เดิมคือ “คุมค่าใช้จ่ายรายเดือนที่เผื่อเที่ยวเล่น แล้วเก็บไว้ในเอทีเอ็มสำหรับกดใช้นอกนั้นเก็บไว้บัญชี”

“เมื่อพูดถึงความคุ้มค่าของการใช้จ่าย หากต้องมีค่าใช้จ่ายเรื่องเสื้อผ้า ถ้าเป็นสูทที่ต้องออกงานเป็นทางการและราคาแพงก็จะตัดไว้เผื่อสองชุด เพราะมองว่าคุ้มที่จะตัดเพราะใช้ได้หลายงานคุ้มที่จะใส่ แต่ถ้าเป็นแบบที่ต้องใช้ออกงานบ่อย ลุยๆ ก็จะซื้อราคาที่ไม่แพง เพราะอย่างแฟชั่นเสื้อผ้ามีการเปลี่ยนเทรนด์เร็วมากก็จะไม่ได้เน้นแพง”

สามคือ “ซื้อกองทุนเต็มสิทธิสำหรับการหักภาษี” โดยเลือก LTF ที่มีความเสี่ยงสูงและไปในสัดส่วนที่ลงหุ้นเป็นหลัก

“เพราะยังเชื่อว่าผู้จัดการกองทุนจะต้องมีการติดตามและบริหารเก่งกว่าเรา”

สี่คือ “หุ้นที่ยังมีติดไว้พอร์ตบ้างและเป็นหุ้นขนาดใหญ่ที่คิดว่าจะมีการเติบโตดีในอนาคต แม้ส่วนต่างของการทำกำไรจะไม่มากก็ตาม”

“ปกติเงินที่ลงทุนในหุ้น ทั้งปัจจุบันหรือพอร์ตที่เคยขาดทุนไป จะมีการยอมรับไว้แล้วว่า เงินต้นในส่วนนี้สามารถหายไปได้ทั้งก้อนได้ โดยที่ไม่มีผลต่อค่าใช้จ่ายในชีวิตเรา ซึ่งก็พยายามเปรียบเทียบเงินก้อนนี้เหมือนเวลาไปซื้อเกม ที่แลกมากับความสนุกหรือการเรียนรู้เรื่องการลงทุนหุ้น

ผมคิดว่าเสน่ห์อย่างหนึ่งของการลงทุนคือ การกระจายความเสี่ยงในการลงทุนไปยังผลิตภัณฑ์ทางอื่นๆ อย่าหวังให้เงินทำงานจากการลงทุนเพียงอย่างเดียว เพราะถ้าเจ๊งขึ้นมาจะเจ๊งทั้งพอร์ต และเดี๋ยวนี้การลงทุนแบบทฤษฎีเดิมก็มาใช้ในยุคปัจจุบันไม่ได้แล้ว ล่าสุดก็เพิ่งมาสนใจซื้อนาฬิกา แต่ต้องศึกษาและเลือกให้ถูกรุ่น เคยสั่งมา 3-4 เดือนได้กำไร 5 หมื่นบาทก็มี แต่ไม่ได้บอกว่าซื้อทุกรุ่นแล้วจะได้กำไร”

ขณะที่ในอนาคต สิ่งที่ โต๋ สนใจจะลงทุนเพิ่มคือ อสังหาริมทรัพย์ เพราะมองว่าอนาคตความเป็นเมืองจะยิ่งกระจายไปมากขึ้น

“มองทั้งซื้อคอนโดมิเนียมไว้ให้เช่า และซื้อแบบที่ดินที่อนาคตจะมีการสร้างรถไฟฟ้า เพราะจะมีหมู่บ้านใหญ่ต้องทยอยเปิดตาม”

สำหรับวิธีการบริหารชีวิตหรือการทำงานตอนนี้ โต๋ ยอมรับว่า “รู้จักยืดหยุ่นและบาลานซ์การใช้ชีวิตทุกอย่างให้พอดี” มากขึ้น ซึ่งต่างจากเมื่อก่อนมากที่ตั้งใจทำเองทุกอย่าง ซีเรียสกับงานที่ออกมามาก ต้องอย่างนั้นอย่างนี้ไปหมดทุกอย่าง สุดท้ายเหมือนเดิม

“ต้องอย่าโลภมาก ถ้าทำให้ดีที่สุดแล้วจังหวะจะใช่มันก็ใช่”

ตัวเขาเองเพิ่งปลดล็อกความรู้สึกนี้ได้เมื่ออัลบั้มล่าสุด Chapter 1 เมื่อปีที่ผ่านมา ศิลปินวัย 34 ปี สรุปการใช้ชีวิตของเขาให้ฟังว่า เมื่อก่อนใช้ชีวิตไม่ยืดหยุ่นเหมือนตอนนี้

“แบกอะไรไว้หลายอย่าง คิดมากต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นนักเปียโนก็ต้องมีเล่นเปียโนตลอดสิ มีบางโหมดที่คิวงานหนัก จนสุดท้ายคิดได้ว่า จะทำงานหนักขนาดนี้ไปทำไม ไม่ไหวแล้วต้องแบ่งการใช้ชีวิตให้ดี ตอนนี้คือไม่ว่าจะทำงานดึกยังไง ก็ต้องแบ่งวันหรือมีโหมดดูแลสุขภาพให้ดี ไปออกกำลังเล่นบาสเล่นฟุตบอลตามที่ชอบสม่ำเสมอ

เพราะมองว่า ความสุขในชีวิตไม่สามารถซื้อหาได้ที่ไหน เราต้องสร้างมันขึ้นมาเอง ถึงวันหนึ่งที่ผ่านการทำงานหนัก แม้จะรวย แต่สุดท้ายเราจะกลายเป็นคนไม่มีความสุขระหว่างทาง ถือว่าชีวิตนี้ไม่มีประโยชน์เลย”

เพราะฉะนั้น การใช้ชีวิตให้สมดุลและการดูแลครอบครัวให้ดี มีความสุข นั่นคือคำตอบความเป็นโต๋ในขณะนี้

อนุวัต เฟื่องทองแดง+เปรมสุดา สันติวัฒนา คู่หูคู่ซี้คู่ข่าวคนเก่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/574761

  • วันที่ 22 ธ.ค. 2561 เวลา 17:25 น.

อนุวัต เฟื่องทองแดง+เปรมสุดา สันติวัฒนา คู่หูคู่ซี้คู่ข่าวคนเก่ง

เรื่อง : วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

คู่ซี้คู่กัด “หนุ่ม” อนุวัต เฟื่องทองแดง กับ “ปุ้ม” เปรมสุดา สันติวัฒนา สองผู้ประกาศข่าวตัวกลั่นจากช่อง 7 HD หน้าจอนั้นเรื่องหนึ่ง หากหลังจอเป็นเรื่องของความสนุกสนาน หนุ่ม-อนุวัต หลายคนรู้จักเขาจาก “อนุวัตจัดให้” ที่พาตะลุยอันซีนทั่วไทย ผู้ประกาศข่าวรายการสนามข่าว 7 สี ส่วนปุ้ม-เปรมสุดา ผู้ประกาศข่าวจากรายการเดียวกัน และสนามข่าวบันเทิง รวมทั้งช่วงฝนฟ้าอากาศ ในรายการข่าวภาคค่ำ

ทั้งสองมีแฟนรายการทั่วประเทศ เวลาเดินทางไปทำข่าวหรือทำกิจกรรมที่ใด จะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากแฟนรายการเสมอ พาตามไปคุยถึงที่มาของความซี้ปึ้กกัน

หนุ่มพูดถึงปุ้ม รุ่นพี่เมาท์รุ่นน้อง

“เมื่อ 9 ปีที่แล้ว ผมทำงานเป็นนักข่าวการเมืองที่ช่อง 7 ส่วนปุ้มสมัครโครงการสรรหาผู้ประกาศข่าวหน้าใหม่รุ่นที่ 2 ซึ่งมีผู้สมัครถึง 2,000 คน ต่อมเผือกทำงานทันที ถึงรอบคัดเลือก 20 คน ก็เอาโปรไฟล์กับเทปเดโมไปนั่งดู พร้อมกับวิเคราะห์เล่นๆ ว่าใครจะผ่าน กระทั่งมาเห็นโปรไฟล์ของปุ้ม ในตอนนั้นปุ้มคอยาว ผอมหมวย บุคลิกเงียบๆ คิดว่าไม่น่าจะผ่าน (ฮา) อย่างไรก็ตาม ก็แอบชื่นชมนะ เพราะปุ้มอ่านข่าวถูกต้อง โปรไฟล์ใช้ได้ ซึ่งที่สุดก็ผ่านการคัดเลือกมาได้”

อนุวัตเล่าว่า รุ่นน้องคนนี้ต้องเวียนไปฝึกงานทุกโต๊ะ ทั้งอาชญากรรม เศรษฐกิจ สังคมการเมือง สกู๊ปรายงานพิเศษ เพื่อเรียนรู้งานในพื้นที่ เพื่อวันหนึ่งถ้าได้อ่านข่าวหน้าจอจะได้รู้ถึงอารมณ์ของข่าว ในตอนนั้นปุ้มจะเคร่งขรึม เงียบ ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยคุยกับใคร ทำให้รุ่นพี่คนนี้ยังไม่กล้าเข้าไปคุย

ต่อมาปุ้มย้ายมาทำรายงานสภาพอากาศในรายการฝนฟ้าอากาศ อนุวัตเสนอบรรณาธิการข่าว ให้พลิกรูปแบบรายการให้แปลกแหวกแนว ถือเป็นการพลิกวงการโทรทัศน์ในการรายงานสภาพอากาศทีเดียว โดยเป็นครั้งแรกที่นำอิมเมอร์ซีฟ กราฟฟิกมาสร้างเป็นฉาก ผู้ประกาศแต่งตัวตามคาแรกเตอร์ฉาก ซึ่งต้องเปลี่ยนทุกวัน ได้รับความนิยมมาก

“จากจุดนี้เอง ทำให้ปุ้มได้เผยคาแรกเตอร์อีกด้าน ที่เป็นคนฮาๆ กล้ารั่ว ทำได้ทุกอย่าง แฟนๆ ก็จำภาพปุ้มภาพนี้แหละ” หนุ่มเล่า

ปุ้มพูดถึงหนุ่ม รุ่นน้องเมาท์รุ่นพี่ (มั่ง)

“เริ่มได้มาทำงานร่วมกันครั้งแรกที่รายการห้องข่าว 7 สี ได้ยินชื่อเสียงว่า พี่หนุ่มเป็นสายลุยทำข่าวการเมือง พอเจอหน้ารู้สึกว่ารุ่นพี่คนนี้เสียงดัง ชอบโวยวาย ตาโปนๆ ผอมๆ เสียงเป็ดๆ และตาลอยๆ (ฮา) ต่อมาได้รู้ว่าพี่ทำงานหนัก นอนน้อย นิสัยน่ารัก เป็นกันเอง ทำงานเก่ง

ต่อมาพี่หนุ่มย้ายจากโต๊ะข่าวการเมืองมาทำคอลัมน์ และเป็นพิธีกรในรายการห้องข่าว 7 สีด้วยกัน ก็ได้เริ่มคุยกัน สนิทกันมากขึ้น มีการแบ่งบทกันอ่าน ช่วยกันเวลาลืมบท หรือแม้แต่แย่งบทกันพูด รู้สึกว่าคุยกันแล้วเข้ากันได้ ประหนึ่งผีน้อยกับโลงผุ (หุๆ) เวลาอยู่ด้วยกัน ชอบทำอะไรผิดพลาดเหมือนกัน ลนๆ เหมือนกัน ทำบทสลับกัน ชอบแกล้งกัน อำกันตลอด

สาวปุ้มขอยกตัวอย่าง เล่าว่า พี่หนุ่มชอบมาอ่านข่าวสาย เพราะอ่านข่าวตอนตี 5 แล้วกลับมานอนต่อ เข้าข่าวอีกทีช่วง 10.30 โมง ก็จะตื่นรอบสองประมาณช่วง 9 โมงเศษ โดยเธอจะชอบโทรไปหลอกว่า จะเข้ารายการข่าวแล้วนะ ให้รีบมาด่วน พี่หนุ่มรีบมาจริงๆ บางทีแต่งตัวยังไม่พร้อม ถุงเท้าสั้นข้างยาวข้าง ทำให้สาวขี้แกล้งคนนี้ได้หัวเราะอยู่บ่อยๆ ระยะหลังชักรู้ไต๋ ไม่ค่อยรีบมาแล้ว

“เวลาว่าง จะเมาท์มอยกัน ทุกอย่างทุกเรื่อง ทั้งเรื่องลูก ดีน่า ดาต้า กอสซิปในที่ทำงาน เวลามีประเด็นจะถามพี่หนุ่ม เพราะเขาเป็นเจ้าสำนักข่าวย่อย รู้ทุกเรื่อง รู้ทุกสิ่ง เช็กข่าวกอสซิปให้ปุ้มด้วยค่ะ” ปุ้มเล่า

ประทับใจในความเป็นพี่ (ไม่ได้เมาท์นะคะ)

“พี่หนุ่มเป็นคนที่มีความกตัญญูมาก พี่หนุ่มเป็นคนรักแม่และเป็นห่วงแม่มาก จะคอยดูแลแม่ตลอด ซึ่งทำให้เราประทับใจ ถ้าในความสัมพันธ์เป็นพี่น้อง จะประทับใจในความห่วงใย พี่หนุ่มจะเป็นคนที่ห่วงใยน้องๆ ทุกคน ถ้าไปไหนกับเขา เขาจะดูแลทุกอย่างดี ช่วยถือของ หาน้ำให้กิน รายละเอียดต่างๆ พี่เขาดูแลดี”

อีกอย่างหนึ่ง ที่ประทับใจมากคือ พี่หนุ่มเป็นพี่ที่ไม่หวงวิชา ในแง่งานข่าวจะถ่ายทอดให้เสมอ ไม่กั๊กงาน ไม่หวงงาน ถือเป็นการทำงานที่ลงตัว ต่อยอดไปถึงงานอื่นที่ได้มีโอกาสทำร่วมกัน เช่น พิธีกรคู่ รายการคู่ซ่าพาแซ่บ และ 7 สี คอนเสิร์ต

“จะเรียกว่า พี่หนุ่มเป็นตัวเรียกทรัพย์ของปุ้มก็ได้นะเนี่ย สุดท้ายฝากให้พี่หนุ่มพักผ่อนบ้าง แม้จะเป็นคนเก่ง และออกกำลังกายเป็นประจำอยู่แล้ว แต่การพักผ่อนก็จำเป็นนะพี่”

หนุ่มเมาท์ถึงปุ้ม (อีกรอบนะปุ้ม)

อนุวัต เล่าว่าตั้งแต่สนิทกันมา ไม่เคยมีเรื่องให้งอน หรือไม่เข้าใจกันเลย ส่วนใหญ่มีแต่แกล้งกันไปแกล้งกันมา งานนี้รุ่นน้องแกล้งรุ่นพี่ตลอด ยิ่งหันไปสบสายตาปั๊บ เดี๋ยวเราต้องโดนแกล้งอะไรสักอย่างแน่ บางทีเราเผลองีบหลับไป ก็โดนอัดคลิปไปเผยแพร่ จนเวลานั่งรถเดี๋ยวนี้จะพยายามไม่หลับแล้ว

“อยากบอกปุ้มคือ ปุ้มเป็นคนทำงานหนัก ต้องรับผิดชอบเยอะ ทั้งงานและครอบครัว ปุ้มแต่งงานแล้วมีลูก 2 คนต้องดูแล บ้านก็อยู่ไกลถึงวงเวียนใหญ่ ใครที่เป็นแฟนเพจปุ้มคงรู้บ้างในความเป็นปุ้ม ที่บางทีไลน์ไปตี 2 ยังไม่หลับเลย เพราะกำลังปั๊มนมให้ลูก ซึ่งตอนเช้าก็ต้องมาทำงานแล้ว ก็จะนอนน้อย อยากให้ปุ้มดูแลสุขภาพของตัวเองนะ”

ถือเป็นคู่ซี้คู่กัด ที่ทำงานด้วยกันแล้วมีสีสัน ส่วนนอกเวลางานก็ยังมีความห่วงใยให้กัน น่ารักและมืออาชีพจริงๆ 

Emotions, Thought and Fascia อารมณ์ ความคิด และระบบพังผืด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/574764

  • วันที่ 22 ธ.ค. 2561 เวลา 17:20 น.

Emotions, Thought and Fascia อารมณ์ ความคิด และระบบพังผืด

โดย: ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

อารมณ์ ความคิด และความรู้สึกของเรา ส่งผลโดยตรงกับพลังงานภายในที่เลื่อนไหลในร่างกาย ผ่านระบบฟาสเชีย หรือระบบพังผืดที่มีอยู่ทุกที่ภายในร่างกายเรา เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายเหมือนกับระบบไฟเบอร์ออปติก (Fibers Optics) ประเด็นในวันนี้คือ แล้วฟาสเชียจะเคลื่อนย้ายพลังงานเราได้ยังไง?

หากเราเปรียบว่าระบบฟาสเชียทำงานเหมือนกับระบบสายใยแก้วนำแสง ในการส่งข้อมูลถึงกันและกัน ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อที่รวดเร็วในยุคดิจิทัล แล้วจะมองเห็นภาพทันทีว่า ความรวดเร็วในการส่งสัญญาณภายในร่างกายเรานั้นเป็นอย่างไร

ฟาสเชียเองก็มี Nerve เป็นของเขาเอง (ดูตัวอย่างจากภาพที่ 1) ฟาสเชียในภาพมีลักษณะใสคล้ายคริสตัล จะว่าไปก็เหมือนสายใยแก้วนำแสงโยงใยไปทั่วทั้งร่างกายของเรา เครือข่ายเส้นใยของฟาสเชียนั้น มีคอลลาเจนและกราวด์ ซับสแตนซ์ (Ground Substance) ด้วยการบำรุงรักษาของไฟโบรไซท์ (Fibrocytes) ซึ่งเป็นเซลล์ที่พบในเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน

การเคลื่อนที่ของพลังงานในระบบพังผืด (ดูตัวอย่างจากภาพที่ 2) ด้วยหลักฐานการทดลองในปัจจุบันแล้วว่าเป็นระบบเนื้อเยื่อที่มีความซับซ้อน เคลื่อนที่ได้ มีพลังและเปลี่ยนแปลงได้ Dynamic บวกกับข้อพิสูจน์จากงานวิจัยของ DR.Bong-Han Kim ที่ได้ให้ข้อสรุปว่าระบบฟาสเชียเป็นหลักการด้านกายวิภาคศาสตร์เบื้องต้นสำหรับจุดฝังเข็มที่เป็นหนึ่งในแขนงของระบบการแพทย์แผนจีนโบราณ (Acupuncture)

ในงานวิจัยครั้งนั้นได้พูดถึงความสัมพันธ์ของระบบพังผืดกับเส้นลมปราณ ซึ่งเมริเดียนหรือเส้นลมปราณ หมายถึง เส้นทางหลักของการไหลเวียนของเลือด และชี่และเป็นโครงข่ายหลักของระบบเส้นลมปราณ (Meridians and Fascia) แต่ยังไม่มีการศึกษาในเชิงลึก ด้วยระบบฟาสเชียยังคงความลึกลับในอีกหลายประเด็น แต่ที่แน่ๆ ฟาสเชียเป็นเหมือนอวัยวะรับรู้ความรู้สึก Sensory ที่ใหญ่ที่สุดในร่างกายของเรา (บางคนบอกว่าเป็นผิวหนังต่างหากที่ใหญ่ที่สุด) นั่นหมายถึงว่า อารมณ์ ความรู้สึก และความคิดของเราทั้งหมดจะส่งผลถึงระบบพังผืด

หากเรามีความเครียด ความเศร้าในอดีตที่สะสมไว้ จะส่งผลให้เรามีความตึงหรือพบฟาสเชียที่ไม่แข็งแรง ซึ่งสามารถบล็อกการเลื่อนไหลของพลังงานภายใน แล้วส่งผลอีกหลายๆ อย่างกับสุขภาพองค์รวมของเราได้

การที่เราฝึกโยคะอาสนะ ไปนวด หรือแม้กระทั่งฝังเข็ม แม้ว่าบางครั้งจะสามารถช่วยคลายความตึง ความเมื่อยล้า ปวดเมื่อยของร่างกายได้ในชั่วขณะหนึ่ง แต่หากจิตใจภายในของเรายังเต็มไปด้วยอารมณ์ด้านลบบ่อยๆ หรือมีความคิดแก่งแย่ง แข่งขัน กดดัน และสะสมมันเอาไว้ เราก็จะกลับเข้าสู่วงจรเดิมๆ

ดังนั้น เราควรเรียนรู้ที่จะปล่อยวางและปลดปล่อย Let it go and liberate ไม่สะสมความเครียดใดๆ ไว้ การปรับอารมณ์ รวมทั้งความรู้สึกของตัวเราให้สมดุลต้องมาก่อนเสมอ เพราะความผ่อนคลายที่แท้จริงต้องเริ่มมาจากภายใน ควบคู่กับการเคลื่อนไหวร่างกายให้หลากหลาย ออกกำลังกายเป็นประจำ ส่งผลให้ระบบพังผืดของเราทำงานได้อย่างราบรื่นไม่ติดขัด

ที่สำคัญ เจี๊ยบอยากให้ท่านผู้อ่านโน้ตเอาไว้ว่า การจะเปลี่ยนรูปร่างของพังผืดได้ต้องเริ่มจากจิตใจและความรู้สึกที่ผ่อนคลายก่อนเสมอ (ดูตัวอย่างจากภาพที่ 3) ในภาพนี้แสดงให้เห็นกระดูก กล้ามเนื้อ เส้นเอ็นถูกล้อมรอบด้วยพังผืดสุขภาพดีหรือเป็นฟาสเชียปกติ ที่เป็นตารางช่องๆ ตาข่าย (ฟาสเชียที่ไม่ปกติบางครั้งในยามเคลื่อนไหวอาจเป็นแบบล็อกสั้น The tightened fascia ไม่มีความยืดหยุ่นหรือแบบล็อกยาวที่ยืดหยุ่นจนมากเกินไป (Locked short or locked long)

แน่นอนสำหรับผู้ฝึกโยคะอาสนะเป็นประจำ จะส่งผลให้ร่างกายภายในมี “ที่ว่าง” ทำให้เราได้ปลดปล่อย ปลดล็อกทางอารมณ์ได้แบบอัตโนมัติ กระนั้นก็ตาม ท้ายที่สุดที่ควรตระหนักก็คือ ในหนึ่งอารมณ์ ในหนึ่งความรู้สึก ในหนึ่งความคิด จะส่งผลเชื่อมโยงเข้าไปสู่ระบบพังผืดของเรา ไม่เพียงแค่นั้นแต่ยังส่งไปถึงระบบกล้ามเนื้อ กระดูก ระบบประสาทของเราด้วย เพราะทุกอย่างในระบบร่างกาย Body System นั้น มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันทั้งหมด ดังนั้นอารมณ์จึงเป็นพลังงานที่ต้องได้รับการปลดปล่อยออกไปจากร่างกาย แล้วชีวิตของคุณจะเกิดการเปลี่ยนแปลง

เจี๊ยบขอให้ทุกคนมีอารมณ์ที่แจ่มใส จิตใจที่เบาสบายกันนะคะ แล้วคอยเฝ้ามอนิเตอร์อารมณ์ของตัวเราเสมอๆ Monitor your emotions…แล้วไม่ว่าจะอินแค่ไหน เมื่อถึงเวลาก็ปลดปล่อยมันออกไปให้หมด แล้วความโล่ง สบาย จะบังเกิด

ห้องเรียนธรรมชาติ ‘สวนพฤกษศาสตร์ระยอง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/574757

  • วันที่ 22 ธ.ค. 2561 เวลา 16:30 น.

ห้องเรียนธรรมชาติ ‘สวนพฤกษศาสตร์ระยอง’

เรื่อง/ภาพ : กาญจนา

ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มีผืนป่าเสม็ดขาวขนาดใหญ่และบึงน้ำขนาด 1,193 ไร่ เป็นที่อยู่อาศัยของพันธุ์ปลาและฝูงนก ตั้งอยู่ที่ “สวนพฤกษศาสตร์ระยอง” แหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวที่เปิดให้ผู้ที่สนใจเข้าไปทำความรู้จักป่าและส่องสิ่งมีชีวิตตามวิถีธรรมชาติ

เรือท้องแบนประจำการอยู่ที่ท่า ก่อนลงเรือเจ้าหน้าที่ได้แจกหมวกปีกกว้างก่อนสตาร์ทเครื่องพานักท่องเที่ยวออกเดินทาง จุดแรกที่พาไปคือ กอหม้อข้าวหม้อแกงลิงที่เลื้อยยุ่งเหยิงอยู่กลางน้ำ เจ้าหน้าที่อธิบายว่า พืชกินแมลงชนิดนี้จะกลายเป็นขวดน้ำเวลาอยู่ในป่า เพราะน้ำฝนที่ค้างอยู่ในหม้อนั้นสามารถใช้ดื่มได้

จากนั้นเรือได้แล่นแหวกกอบัวหลวง บัวเผื่อน บัวผัน และบัวบา ที่เตะตาเป็นพิเศษเห็นจะเป็นเจ้าบัวบา ไม้ลอยน้ำขนาดเล็กที่มีรากยึดติดกับดินใต้น้ำ มันชูช่อดอกสีขาวขนาดจิ๋วจำนวนมากจนกลายเป็นพรมสีขาว และเมื่อมองเข้าไปใกล้ๆ จะเห็นขนเล็กๆ บนกลีบดอก ดูแล้วไม่เหมือนบัวที่เคยรู้จัก แต่เป็นตระกูลบัวเหมือนกัน แถมยังให้ดอกตลอดปี

เมื่อขยับเข้าไปลึกจะเริ่มเห็นนกมากขึ้น ทั้งนกงูหรือนกอ้ายงั่ว มันมีตัวสีดำ มีคอยาวเหมือนตัวงู เวลากินปลามันจะบินลงไปลอยคอในน้ำและมุดตัวลงไปกินปลาอย่างรวดเร็ว อีกชนิดที่พบมากคือ นกปากห่าง นกสีขาวตัวใหญ่ปากยาวที่ชอบอยู่เป็นฝูงบนกิ่งไม้ พวกมันชอบเกาะอยู่บนกิ่งต้นเสม็ดขาว ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้พระเอกของสวนแห่งนี้

เสม็ดขาวเป็นพืชที่หาได้ยาก แต่เห็นได้เกลื่อนกลาดในสวนพฤกษศาสตร์ระยอง โดยที่นี่นับเป็นแหล่งเสม็ดขาวโบราณขนาดใหญ่ที่สุดและเป็นแห่งเดียวของภาคตะวันออก ก่อนจะอธิบายเรื่องต้นไม้ เจ้าหน้าที่ได้จอดเรือไว้ใต้สะพาน จุดที่จะให้นักท่องเที่ยวเดินเท้าศึกษาธรรมชาติแบบระยะสั้น ซึ่งแน่นอนว่า พืชส่วนใหญ่ที่พบคือ เสม็ดขาว นั่นเอง

เจ้าหน้าที่เล่าว่า ส่วนประกอบของต้นเสม็ดขาวมีประโยชน์ทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นเนื้อไม้ ที่นำไปใช้เป็นเครื่องมือในการก่อสร้าง ไปทำรั้วบ้าน นั่งร้าน เสาเข็ม ทำฟืน และเผาถ่าน ส่วนเปลือกไม้ใช้ทำฝาบ้าน มุงหลังคา หรือนำไปชุบน้ำมันยางทำไต้จุดไฟ ส่วนใบก็นำไปสกัดทำน้ำมันหอมระเหยได้

หลังจากนั้น ลงเรือลำเดิมอีกครั้ง ล่องลัดเลาะป่าเสม็ดขาวไปอย่างเชื่องช้า โดยลำต้นของพวกมันแช่อยู่ในน้ำทำให้เห็นภาพสะท้อนสุดสวยงาม ก่อนจะพ้นขอบชายป่าออกไปยังบึงน้ำกลางแดดจ้าอีกครั้ง

ส่วนเส้นทางขากลับเรือได้แล่นผ่านกอหญ้าสูง เจ้าหน้าที่ชี้ให้ดูแล้วบอกว่า นี่คือ แพหญ้าหนังหมา เป็นแผ่นดินลอยน้ำที่สามารถเดินได้ รับประกันไม่จม แต่รองเท้าจะเปียกแฉะนิดหน่อย ได้ประสบการณ์เลอะดี

จากนั้นเจ้าหน้าที่เร่งเครื่องยนต์ผ่านกอสาหร่ายข้าวเหนียว ทำนกอีโก้งที่ซุ่มตัวในดงกระจูดกระพือปีกบิน ตัวเรือนั้นกำลังมุ่งหน้ากลับถิ่นไปยังท่าเรือหน้าตึกอำนวยการ

สวนพฤกษศาสตร์ระยอง จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์รวมพรรณไม้ภาคตะวันออก ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติ และให้บริการเผยแพร่ความรู้แก่ประชาชน เพื่อสร้างความเข้าใจในแนวทางการอนุรักษ์ทรัพยากรพื้นที่ชุ่มน้ำและพรรณไม้ท้องถิ่นมากขึ้น

สวนเปิดทุกวัน เวลา 08.30-16.00 น. หากมาล่องเรือช่วงเช้าจะเห็นดอกบัวบานสะพรั่ง แต่ถ้ามาช่วงบ่ายแก่จะได้บรรยากาศแสงเย็นเหมือนเข้าไปอยู่ในภาพวาดสีน้ำมัน โดยการล่องเรือแต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 

อดีตในรอยจำ มิติใหม่อนุรักษ์เอกลักษณ์เก่า กรณีศึกษา ‘ดุสิตธานี’ สู่ความร่วมสมัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/574753

  • วันที่ 22 ธ.ค. 2561 เวลา 16:00 น.

อดีตในรอยจำ มิติใหม่อนุรักษ์เอกลักษณ์เก่า กรณีศึกษา ‘ดุสิตธานี’ สู่ความร่วมสมัย

เรื่อง : พรเทพ เฮง

สถาปัตยกรรมและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงการตกแต่งภายใน ซึ่งเคยรุ่งโรจน์โดดเด่นเป็นหลักหมายที่สำคัญของเมือง เคยสูงที่สุด เคยทันสมัยที่สุด เมื่อเวลาผ่านไปครึ่งศตวรรษ หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไป ความทันสมัยกลายเป็นความเชย และต่อมาก็มาสู่ความเป็นเรโทรหรือรำลึกอดีต ก่อนที่จะกลายเป็นของเก่าทรงคุณค่าขึ้นหิ้งคลาสสิก

ก่อนที่จะเหลือเพียงภาพถ่ายและซากของอดีต มีโครงการหนึ่งซึ่งเป็นความร่วมมือในการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและความทรงจำร่วมสมัยที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก และถือว่าเป็นระบบตามระเบียบวิธีการวิจัยและหลักวิชาการมากที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย

นั่นคือ โครงการบันทึกการเปลี่ยนผ่านหน้าประวัติศาสตร์ของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ (Preserving Dusit Thani Bangkok’s Artistic Heritage)

ความร่วมมือครั้งแรกที่สถาบันการศึกษาภาครัฐและองค์กรธุรกิจเอกชนร่วมมือกันในการศึกษา วิจัย อนุรักษ์ และเก็บบันทึกเรื่องราวความโดดเด่นในทุกมิติ ลงในสื่อผสมหลากหลายทั้งงานภาพจิตรกรรม หนังสั้น และบันทึกลงในมัลติมีเดียแอพพลิเคชั่น เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา

โรงแรมห้าดาวของคนไทยที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัว และกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญ (Landmark) ของกรุงเทพมหานครที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก อาคารอันเป็นสัญลักษณ์แห่งยุคสมัย ด้วยสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น มีอัตลักษณ์ในแบบเฉพาะตัว มีคุณค่าทางจิตใจและประวัติศาสตร์ เพราะอดีตคือแรงบันดาลใจสู่อนาคตที่ยั่งยืน

หนึ่งในเอกลักษณ์ของดุสิตธานีนั่นคือ ห้องอาหาร “เบญจรงค์” เป็นห้องอาหารที่มีเรื่องราวมากมาย โดยเฉพาะภาพศิลป์อันทรงคุณค่าของ ไพบูลย์ สุวรรณกูฏ หรือที่คนในวงการศิลปะเรียก “ท่านกูฏ” ศิษย์รุ่นแรกของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อปี 2487 เป็นนักศึกษารุ่นที่ 2 ของคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์

ท่านกูฏ เป็นผู้บุกเบิกจิตรกรรมฝาผนังไทยยุคใหม่ ซึ่งต่างไปจากช่างเขียนในอดีต ที่มักจะสืบทอดฝีมือกันจากรุ่นสู่รุ่น แต่ท่านกูฏได้รับการศึกษาศิลปะมาในระบบ ที่คณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร ภายหลังหันมาสนใจงานจิตรกรรมไทยประเพณี จึงได้เกิดการสร้างสรรค์ภาพจิตรกรรมฝาผนังในวัดตามขนบนิยมแบบดั้งเดิม ผสมผสานกับเทคนิคและมุมมองแบบศิลปะสมัยใหม่ หรือแม้แต่สร้างงานในลักษณะไทยประเพณีบนพื้นที่ใหม่ อย่างงานตกแต่งผนังอาคารสถานที่ เช่น โรงแรม หรือสำนักงาน ซึ่งถือว่าแปลกใหม่มากในยุคนั้น

เพราะฉะนั้นโครงการนี้จะเป็นการอนุรักษ์ที่เป็นต้นแบบหรือแม่แบบให้กับสถาปัตยกรรมและสิ่งตกแต่งภายในเก่าแก่ที่ทรงคุณค่าต่อไปของไทยในอนาคต

มองจากมุมอดีต ถึงปัจจุบันของดุสิตธานี

การหลอมรวมระหว่างการเป็นโรงแรมที่มีรากฐานที่แข็งแกร่ง มีประวัติศาสตร์และมีชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และความต้องการของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ยังคงบุคลิกความเป็นไทยร่วมสมัย

ชนินทธ์ โทณวณิก รองประธานกรรมการและประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ดุสิตธานี บอกถึงการทำงานอนุรักษ์ในครั้งนี้ว่า เขารู้ตั้งแต่จำความได้ว่า ต้องอยู่ที่นี่ เติบโตที่นี่ และทำงานที่นี่

“ทำอย่างไรให้โรงแรมใหม่มีบุคลิกของโรงแรมเก่ามากที่สุด โดยเฉพาะในส่วนที่ดี อะไรที่เก็บไว้ได้ก็เก็บ ความเป็นไทยหรือเอกลักษณ์ไทย ในอนาคตจะมีความหมาย เพราะจุดขายคือความเป็นไทย”

ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยศิลปากรเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพื่ออนุรักษ์สิ่งเก่าและจิตวิญญาณเดิมไว้ให้มากที่สุด ชนินทธ์ มองถึงจุดนี้ว่า

“เห็นทุกอย่างที่นี่และลืมไปว่าสำคัญ จากความเคยชิน ต้องให้คนนอกผู้เชี่ยวชาญมาดู ห้องอาหารเบญจรงค์ใช้เงินลงทุนมากที่สุดในยุคนั้น สำคัญที่สุดในแง่การตกแต่ง ร้านอาหารที่ดีที่สุดคือร้านอาหารไทย คุณแม่ (ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย) ยืนยันให้ใช้ชื่อไทย และเป็นที่ซึ่งเปลี่ยนน้อยที่สุดในรอบ 48-49 ปีที่ผ่านมา”

โครงการนี้ทำงานกันมาเกือบ 5 ปีแล้ว ค้นหาว่าหัวใจของดุสิตธานีอยู่ตรงไหน ความทรงจำกับความสำเร็จ ชนินทธ์ บอกว่า ที่นี่เป็นโรงแรมคนไทย ชื่อไทย บริหารแบบไทย มีความเป็นไทยในเอกลักษณ์ไทย

“ความต้องการของลูกค้าสมัยก่อนกับปัจจุบันแตกต่างกันมาก คนกรุงเทพฯ และนักท่องเที่ยวต่างประเทศคงเห็นความสำคัญของโรงแรมในแง่ความสำคัญของประวัติศาสตร์ร่วมสมัย โรงแรมใหม่เกิดมาต้องมีบุคลิกและความสำคัญเหมือนเมื่อเกือบ 50 ปีที่ผ่านมา ดังที่ท่านผู้หญิงชนัตถ์เคยทำไว้ ดุสิตธานีจะเป็นตัวแทนของประเทศในภาพลักษณ์โรงแรมของประเทศไทย คนจะมีความผูกพันดังเก่าเหมือนกับตอนที่เปิดใหม่ๆ เราจะเก็บพนักงานให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทำทุกอย่างให้เป็นความต่อเนื่อง”

ชนินทธ์ มั่นใจว่าโครงการบันทึกการเปลี่ยนผ่านหน้าประวัติศาสตร์ของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ในอนาคตจะเป็นสิ่งที่ประเมินค่าจนหามิได้ว่า เป็นโมเดลในการให้คุณค่าและความสำคัญกับการอนุรักษ์ รักษาของเก่าในท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้คนรุ่นหลังได้ตระหนักในคุณค่า

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดุสิตธานี เสริมว่า รู้สึกเป็นเกียรติมากที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีความเก่าแก่และมีความโดดเด่นในด้านศิลปะและวัฒนธรรมของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์และเผยแพร่มรดกทางศิลปะและวัฒนธรรมทุกแขนง ให้ความสนใจร่วมมือในการเก็บบันทึกเรื่องราวของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ในช่วงเปลี่ยนผ่านให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา และอนุรักษ์ความทรงจำที่เปี่ยมความหมายให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

“เราได้เก็บข้อมูลเชิงวิจัยกับสิ่งที่ควรอนุรักษ์ไว้ มหาวิทยาลัยศิลปากรมีบุคลากรที่มีฝีมือเยอะมาก ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่สถาบันการศึกษาทางศิลปะชั้นนำของประเทศได้ออกมาทำงานร่วมกันกับเอกชน ซึ่งจะเก็บรักษาสิ่งที่สวยงามของดุสิตธานีไว้ อนุรักษ์ความเป็นไทย นับเป็นสิ่งที่ท้าทายของทีมงานเก็บข้อมูลและทำงานวิจัยในครั้งนี้

เรียนรู้จากสิ่งที่เกิด ดุสิตธานีเป็นหน้าตาของอดีตในประเทศไทย เก็บเอกลักษณ์ทุกอย่างที่ดีและมีคุณค่าเอาไว้ ซึ่งใช้เวลานานมากในการออกแบบและนำทีมที่มีความเชี่ยวชาญทางศิลปวัฒนธรรมมาแกะรอยหาจิตวิญญาณและเอกลักษณ์ของดุสิตธานีอย่างเหมาะสมและลงตัว”

ขั้นตอนการทำงาน ศุภจี เล่าว่า เริ่มจากห้องเบญจรงค์ที่มีภาพเขียนบนเสาและฝาผนังของท่านกูฏ หรือไพบูลย์ สุวรรณกูฏ ศิลปินชั้นเยี่ยมของไทย ซึ่งมีคุณค่ามาก

“อ.อมฤต (อมฤต ชูสุวรรณ อดีตคณบดีคณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร) มาช่วยดูงานของท่านกูฏ บอกว่ามีคุณค่ามาก ควรอนุรักษ์และเก็บรักษาไว้ที่โรงแรมใหม่ ซึ่งต้องคิดคำนวณการย้ายเสาต้นละ 5 ตัน ส่วนคณะโบราณคดีก็ทำวิจัยและบันทึกทางประวัติศาสตร์ ศิลปะร่วมสมัย งานไม้สักทองแกะบนฝ้าเพดาน เสาเพนต์ลายไทย และภาพจิตรกรรมที่ห้องอาหารเบญจรงค์ต้องนำมาประกอบใหม่ที่ห้องอาหารเบญจรงค์ใหม่ที่จะสร้างขนาดเดียวกัน”

นอกจากนี้ ศุภจี บอกว่าจะมีแกลเลอรี่เพื่อโชว์โมเดลโรงแรมเก่า บุคลิกเอกลักษณ์ต่างๆ จะถูกเก็บไว้ อย่างส่วนยอดโรงแรมที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ก็จะถูกเก็บไว้

“โรงแรมเก่าไม่ได้ไปไหน จิตวิญญาณดุสิตธานีก็ยังคงอยู่ในรูปแบบดุสิตธานี เลเจนด์”

บันทึกการเปลี่ยนผ่านหน้าประวัติศาสตร์ หนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญอดีตของกรุงเทพฯ

สำหรับบทบาทของมหาวิทยาลัยศิลปากรในโครงการนี้ เน้นที่การนำความรู้ความชำนาญของเหล่าคณาจารย์จากภาควิชาต่างๆ ทั้งคณะโบราณคดี คณะสถาปัตยกรรม คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ หอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และความร่วมมือของคณะวิชาต่างๆ มาบูรณาการร่วมกันในการเก็บบันทึกข้อมูลในแง่มุมต่างๆ เพื่อให้ได้ครบถ้วนสมบูรณ์มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

เพราะเรื่องราวของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ เหมือนเป็นแหล่งเรียนรู้ชั้นยอดสำหรับผู้ที่สนใจในการพัฒนาการทางด้านศิลปวัฒนธรรม และสถาปัตยกรรมของไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายาม งบประมาณ และเวลาไม่น้อย รศ.สยุมพร กาษรสุวรรณ รองอธิการบดีฝ่ายศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร แสดงภาพให้เห็นถึงโครงการความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยศิลปากรและกลุ่มดุสิตธานี ในครั้งนี้เป็นเรื่องที่น่ายินดี เนื่องจากเป็นครั้งแรกของความร่วมมือกันระหว่างภาคเอกชน และมหาวิทยาลัยภาครัฐที่จับมือกันวิจัย ศึกษา อนุรักษ์ และบันทึกมรดกทางประวัติศาสตร์ศิลปะและสถาปัตยกรรม ผ่านโครงสร้างอาคารและการออกแบบตกแต่งของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวอันน่าประทับใจในแบบครบวงจร

“เราได้เก็บข้อมูลเชิงวิจัยกับสิ่งที่ควรอนุรักษ์ไว้ มหาวิทยาลัยศิลปากรมีบุคลากรที่มีฝีมือเยอะมาก ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่สถาบันการศึกษาทางศิลปะชั้นนำของประเทศได้ออกมาทำงานร่วมกันกับเอกชน ซึ่งจะเก็บรักษาสิ่งที่สวยงามของดุสิตธานีไว้ อนุรักษ์ความเป็นไทย นับเป็นสิ่งที่ท้าทายของทีมงานเก็บข้อมูลและทำงานวิจัยในครั้งนี้”

โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ นั้นถือเป็นต้นแบบของอาคารสถาปัตยกรรมไทยโมเดิร์นยุคแรกๆ ที่ได้รับการพูดถึงในการเรียนการสอนของนักศึกษาสถาปัตย์ ซึ่งเป็นการผสมผสานความทันสมัยแบบตะวันตกเข้ากับศิลปะสถาปัตยกรรมของไทย ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากยอดพระปรางค์วัดอรุณ ซึ่งเป็นการคิดแบบนอกกรอบในการออกแบบสถาปัตยกรรมในยุคนั้น

นอกจากนั้น ยังได้เห็นการพัฒนาการและความก้าวหน้าของจิตรกรรมฝาผนังของไทย ซึ่งปรากฏอยู่บนผลงานของท่านกูฏ ปรมาจารย์ด้านจิตรกรรมไทยร่วมสมัย ที่ได้นำสีสันใหม่ๆ มาใส่ในงานจิตรกรรมไทยในห้องอาหารเบญจรงค์ ซึ่งตรงกับแนวคิดของดุสิตธานีที่ต้องการสะท้อนความเป็นไทยแบบร่วมสมัย

รวมถึงการจัดภูมิสถาปัตย์ การออกแบบสวนต่างๆ ที่เหมือนเป็นโอเอซิสใจกลางเมือง และเต็มไปด้วยพันธุ์ไม้น้อยใหญ่ที่แวดล้อมอาณาบริเวณโรงแรม ซึ่งสร้างบรรยากาศ ความสงบเงียบ และเป็นแหล่งผลิตโอโซนขนาดย่อมๆ ให้แก่ย่านสีลม ผศ.ชวลิต ขาวเขียว คณบดีคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้บอกเล่าถึงกระบวนการทำงานว่า

“เริ่มงานจากเสาท่านกูฏกันก่อน (เสาอาคารของห้องอาหารเบญจรงค์ ซึ่งวาดลายไทยประยุกต์โดยศิลปินชื่อดังแห่งยุค ไพบูลย์ สุวรรณกูฏ) เสาสองต้นต้องลอกลายเก็บรักษาแล้วตัดเก็บอนุรักษ์ไว้ ซึ่งเป็นงานของคณะจิตรกรรมฯ โรงแรมดุสิตธานีเคยเป็นแลนด์มาร์คของกรุงเทพฯ สร้างตึกที่สูงที่สุดเมื่อ 50 ปีที่แล้ว

ห้องนภาลัยก็เป็นต้นแบบของฮอลล์เพื่อความบันเทิงของคนกรุงเทพฯ คณะสถาปัตย์เก็บข้อมูลด้านประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม แล้วก็มีการเก็บพืชพรรณไม้ ต้นไม้ต่างๆ ด้วย ส่วนคณะโบราณคดีก็เก็บเรื่องประวัติศาสตร์ศิลปะต่างๆ ที่มาและคุณค่าของความทรงจำ ส่วนด้านศิลปะร่วมสมัยก็จะมีศิลปินซึ่งเป็นอาจารย์มาตีความและวาดรูปดุสิตธานี เพราะทุกอย่างคือความทรงจำ”

ระหว่างทางการทำงาน ผศ.ชวลิต บอกว่าต้องทำแข่งกับเวลา และเป็นการทำงานที่เป็นนามธรรมเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความทรงจำและความรู้สึก ซึ่งในอนาคตต้องมีแกลเลอรี่และมิวเซียมดิจิทัลไว้แสดงถึงอดีตที่ผ่านมาว่า ไม่ใช่การทุบทิ้งโดยไม่เห็นคุณค่า

ในปี 2562 ดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล จะเริ่มดำเนินการสร้างโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ แห่งใหม่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบผสม (Mixed-use Real Estate Development) อันประกอบไปด้วยอาคารที่พักอาศัย อาคารสำนักงาน พื้นที่ค้าขาย และโรงแรม ทั้งนี้ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ แห่งใหม่ มีกำหนดเปิดให้บริการภายในปี 2566