นอนหลับสนิท เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีตลอดวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/557525

  • วันที่ 14 ก.ค. 2561 เวลา 11:35 น.

นอนหลับสนิท เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีตลอดวัน

โดย โสภิตา สว่างเลิศกุล sopitasavang2010@gmail.com

ความบดเบลอขาดสติมึนงงในชีวิตประจำวันของคนยุคปัจจุบันนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากการอดนอนหรือนอนหลับไม่สนิท มีวิถีการนอนหลับที่ไร้ซึ่งคุณภาพที่ดี ทำให้ศักยภาพและประสิทธิภาพในการทำงาน หรือการดำเนินชีวิตลดน้อยถอยลงไปด้วยอย่างเป็นเงาตามตัว

อย่างที่รู้กันตามหลักสุขอนามัยมนุษย์ต้องนอนอย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนเพียงพอหลังจากกรำงานหนักมาทั้งวัน

คนที่นอนน้อยกว่า 4 ชั่วโมง ซึ่งน้อยเกินไป หรือคนที่นอนมากกว่า 10 ชั่วโมง/วัน อาจจะมีอายุสั้นกว่าคนที่นอนแบบปกติคือ 6-8 ชั่วโมง/วัน ซึ่งหมายถึงการทำงานของนาฬิกาชีวภาพในร่างกาย คนที่นอนไม่เพียงพอนานๆ อาจเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจขาดเลือด หรือโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือดเมื่ออายุมากขึ้น

การนอนหลับที่ดีและมีคุณภาพจะส่งผลให้ร่างกายสุขภาพดีทั้งในเรื่องของการฟื้นฟูพละกำลัง ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และยังช่วยให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างเป็นปกติ ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ตื่นเช้ามาก็สมองปลอดโปร่ง ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรียนรู้และจดจำสิ่งต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่ควรจะเข้านอนคือระหว่างเวลา 21.00-22.00 น. จะเป็นการนอนหลับอย่างมีคุณภาพและได้ประโยชน์มากที่สุด เพราะโกรวธ์ ฮอร์โมน (Growth Hormone) คือฮอร์โมนที่ช่วยในการเติบโต จะหลั่งออกมาอย่างเต็มที่ในช่วง 22.00-24.00 น.

ในเด็กและวัยรุ่นฮอร์โมนชนิดนี้ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของเขา ทั้งร่างกายและสมองในผู้ใหญ่และผู้สูงวัย ฮอร์โมนชนิดนี้จะช่วยซ่อมสร้างเซลล์ในร่างกาย ไอ้ที่สึกหรอจะถูกซ่อมให้กลับมาใช้งานใหม่ได้ดี

เปิดข้อมูลจากเพจมูลนิธิหมอชาวบ้าน องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร บริการด้านสุขภาพทางเลือกแบบองค์รวมที่เสนอเรื่อง “นอนหลับอย่างไรให้เป็นสุข” แนะนำว่าการนอนหลับมีส่วนสำคัญที่จะกำหนดคุณภาพชีวิตของเรา ถ้าต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีก็ต้องดูแลเสาหลักแห่งการนอนหลับให้ดีด้วย ดีทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ

ปริมาณคือนอนจำนวนชั่วโมงที่พอเพียง ส่วนคุณภาพคือนอนหลับให้สนิท ถ้าได้นอนหลับลึกถึงขนาดที่เรียกว่า “โยคะนิทรา” คือนอนหลับอย่างมีสมาธิด้วยแล้ว ก็ถือว่าเป็นสุดยอดของการนอนหลับเลยทีเดียว โดยมีเคล็ดลับที่น่าจะช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้นคือ

1.นอนหัวค่ำตื่นแต่เช้า

ควรเข้านอนแต่หัวค่ำและตื่นแต่เช้าดีกว่านอนดึกตื่นสาย ถ้าเป็นไปได้ควรเข้านอนอย่าให้เกิน 4 ทุ่ม เพราะช่วงเวลาระหว่าง 6 โมงเย็นถึง 4 ทุ่มนั้น ตามหลักอายุรเวทถือว่าเป็นช่วงเวลาของธาตุดิน ธาตุน้ำ บรรยากาศโดยทั่วไปจะมีความหนักหน่วงโน้มนำให้นอนหลับได้ง่าย เหมือนกับธรรมชาติส่งสัญญาณให้รู้ว่าชีวิตในวันนี้สิ้นสุดลงแล้ว ถึงเวลาของการพักผ่อนเสียที

แต่ถ้าเลย 4 ทุ่มไปแล้วจะเป็นช่วงเวลาที่ธาตุไฟเพิ่มขึ้น ทำให้ร่างกายตื่นตัวอีกครั้งและอาจส่งผลให้นอนไม่หลับ ส่วนที่ให้ตื่นแต่เช้านั้นก็ประมาณว่าช่วงก่อนพระอาทิตย์ขึ้นเป็นช่วงที่ธรรมชาติเปี่ยมด้วยพลังชีวิต

2.เผื่อเวลาอาหารมื้อเย็น

ควรเผื่อเวลาให้อาหารมื้อเย็นถูกย่อยให้เสร็จก่อนเข้านอนอย่างน้อย 2 ชั่วโมง นั่นหมายถึงว่าควรกินอาหารมื้อเย็นให้เร็วสักหน่อย เพราะการนอนหลับเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายและจิตใจจะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่

ถ้ากินอาหารเสร็จแล้วเข้านอนโดยทันที จำทำให้อาการไม่ถูกย่อย เพราะกระเพราะอาหารทำงานไม่เต็มที่ ขณะเดียวหันก็จะนอนหลับไม่สนิทด้วย

3.ล้างหน้า ล้างมือ ล้างเท้าก่อนนอน

ก่อนเข้านอนควรล้างมือ เท้า และหน้า และใช้น้ำมัน (ถ้าได้น้ำมันงายิ่งดี) นวดที่ฝ่าเท้าจะทำให้เกิดความผ่อนคลายและหลับสนิทขึ้น อีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น คือดื่มนมต้มอุ่นสักแก้วก่อนนอน เนื่องจากมีคุณสมบัติชุ่มชื้นและบำรุงร่างกาย

อาการนอนไม่หลับนั้นส่วนหนึ่งเกิดจากร่างกายตื่นตัว ความชุ่มชื้นของนมจะทำให้เกิดความหนืดหน่วงลดความตื่นตัวทำให้นอนหลับง่ายขึ้น

4.ไม่ทำกิจกรรมตื่นเต้นก่อนนอน

ก่อนเข้านอนไม่ควรทำกิจกรรมใดๆ ที่จะกระตุ้นให้ตื่นตัว เช่น อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่เร้าใจชวนติดตาม เพราะจะทำให้คุณไม่อยากนอนหลับหรือนอนไม่หลับ หรือไม่ก็ทำให้หลับไม่สนิท เพราะเก็บเอาเรื่องราวที่ดูหรืออ่านไปฝัน

ถ้าจะฟังเพลงเพราะฟังดนตรีที่นุ่มนวลชวนให้อารมณ์และจิตใจผ่อนคลายช่วยให้หลับง่ายขึ้น ถ้าต้องการหลับให้สนิทและจิตใจได้พักผ่อนอย่างสมบูรณ์ ควรจะทำจิตใจให้สงบโดยการสวดมนต์และทำสมาธิ การทำสมาธิก่อนนอนจะทำให้หลับได้ลึกอย่างที่เรียกว่า “โยคะนิทรา” คือหลับแบบมีสมาธิได้

5.ท่านอนต้องเหมาะสม

ท่าและทิศในการนอนก็มีผลต่อการนอนหลับด้วยเหมือนกัน ท่านอนตะแคงขวาจะทำให้รูจมูกซ้ายโล่ง เพราะน้ำหนักตัวไปลงที่ร่างกายซีกขวา รูจมูกซ้ายสัมพันธ์พลังเย็น เมื่อเปิดโล่งจะทำให้ร่างกายชุ่มเย็นและผ่อนคลาย การนอนตะแคงขวาจึงทำให้ผ่อนคลายมากขึ้น

ส่วนท่านอนตะแคงซ้ายจะทำให้รูจมูกขวา ซึ่งสัมพันธ์กับพลังร้อนเปิดโล่งมีผลทำให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น จึงเหมาะที่จะเป็นท่านอนช่วงสั้นๆ ก่อนหรือหลังอาหารมากกว่า ไม่เหมาะที่จะเป็นท่าในการนอนหลับเพราะมีผลทำให้ร่างกายร้อนขึ้น

ท่านอนหงายมีผลทำให้การไหลเวียนของพลังในร่างกายไม่ดี ทำให้ธาตุลมกำเริบ ส่วนท่านอนคว่ำเป็นท่าที่ไม่เหมาะสมที่สุด เพราะร่างกายโดยเฉพาะบริเวณท้องและอกถูกกดทับทำให้หายใจไม่สะดวก

6.ไม่ควรนอนกลางวัน

โดยทั่วไปแล้วไม่ควรนอนกลางวัน เพราะทำให้อาหารไม่ย่อยและเป็นไข้ได้ ยกเว้นในฤดูร้อนที่อนุโลมให้นอนหลับตอนกลางวันได้ เพราะอากาศร้อนทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย

การนอนกลางวันจะช่วยฟื้นคืนพลังได้ หรือคนแก่ เด็กเล็ก คนที่ร่างกายอ่อนเพลีย หรือเหน็ดเหนื่อยจากการมีเพศสัมพันธ์ การใช้แรงมากๆ จากการเดินทางหรืออดนอน อนุโลมให้นอนตอนกลางวันได้เพื่อชดเชยพลังที่สูญเสียไป

เมื่อล้มตัวลงนอนและเข้าสู่ภวังค์ของการหลับร่างกายจะค่อยๆ ปิดระบบการทำงานที่ไม่จำเป็นต่างๆ เพื่อพักและซ่อมสร้างทำให้เกิดการ “ดิ่งหลับ” เป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 เคลิ้ม ครึ่งหลับครึ่งตื่น ยังหลับไม่สนิท จึงถูกปลุกให้ตื่นได้ง่าย ช่วงนี้อาจมีอาการกระตุกของกล้ามเนื้อ หรืออาการเหมือนตกเหว ทำให้สะดุ้งตื่นได้

ระยะที่ 2 หลับสนิท ตาหยุดการเคลื่อนไหว ระยะที่ 3 หลับลึก นอนหลับไม่ไหวติง เสียงอะไรดังรบกวนก็ไม่รับรู้รับฟังแล้ว และระยะที่ 4 หลับไหล ปลุกตื่นยาก ถ้าถูกปลุกให้ตื่นในช่วงนี้ จะงัวเงีย สะลึมสะลือ งุนงง ยังสื่อสารได้ไม่รู้เรื่องนัก

หน้าที่ของมนุษย์ที่จะช่วยให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่และมีคุณภาพชีวิตที่ดีก็คือ หาวิธีที่จะอำนวยให้การนอนหลับนั้น สนิทลึกและปราศจากการถูกรบกวน 

‘โลกนี้คือห้องเรียนของครอบครัว’ อรอนงค์ เจริญลาภนำชัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/557523

  • วันที่ 14 ก.ค. 2561 เวลา 11:26 น.

‘โลกนี้คือห้องเรียนของครอบครัว’ อรอนงค์ เจริญลาภนำชัย

โดย ฤดูกาล ภาพ : อรอนงค์ เจริญลาภนำชัย

ผู้บริหารเพจเฟซบุ๊กท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ บริษัท เก็ตอัพ สแตนด์อัพ และหนึ่งในผู้ก่อตั้งเพจพาลูกเที่ยวดะ “ปุ้ม” อรอนงค์ เจริญลาภนำชัย ได้แบ่งปันประสบการณ์ในฐานะของคุณแม่ลูกสอง โดยมีลูกชายคนโต “น้องจอมทัพ” วัย 10 ขวบ และคนเล็ก “น้องขุนพล” วัย 8 ขวบ เป็นเพื่อนร่วมเดินทาง ถึงเรื่องราวความประทับใจระหว่างทางของครอบครัว

แม่ปุ้มเล่าถึงทริปประทับใจย้อนกลับไปเมื่อ 7 ปีที่แล้วว่า เธอเคยพาลูกๆ ขับรถตะลอนเที่ยวไปภาคอีสาน เพื่อไปตามหาไดโนเสาร์อย่างที่ลูกชายคนโตชื่นชอบ

“ทางอีสานมีฟอสซิลมีพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์เยอะ เราเลยเลือกเส้นทางขับรถจากกรุงเทพฯ ค่อยๆ ล่องขึ้นไป” เธอกล่าว

“มีหยุดแวะพักค้างแรมระหว่างทาง มีพาเขาไปนอนเต็นท์ที่อุทยานแห่งชาติ จนถึงจุดหมายปลายทาง ซึ่งเป็นทริปที่ได้ลองความอดทนของลูกว่าสามารถนั่งรถไกลๆ ได้ไหม หรือสามารถใช้ชีวิตแบบอยู่ง่ายกินง่ายได้หรือเปล่า ซึ่งปรากฏว่าเป็นทริป 10 วันที่สนุกสนานจึงเป็นจุดเริ่มต้นของโรดทริปครั้งต่อไป ทั้งภาคเหนือและภาคใต้อย่างที่ผ่านมา”

แม่ปุ้มเผยเทคนิคพาลูกเล็กนั่งรถนานๆ ว่า นอกจากจะต้องให้ลูกนั่งบนที่นั่งสำหรับเด็ก (คาร์ซีต) ตลอดเวลา ต้องมีของเล่นดึงดูดความสนใจ และเธอได้แนะนำหนังสือนิทานเสียง ตัวช่วยชั้นเยี่ยมที่จะทำให้ลูกอยู่นิ่งได้นาน

“ปุ้มชอบไปเที่ยวด้วยรถยนต์เพราะมันมีเรื่องราวระหว่างทาง การขับรถทำให้เราได้แวะในจุดที่สนใจ และเกิดเป็นเรื่องราวใหม่ๆ ที่เราไม่ได้วางแผนไว้ ซึ่งทำให้ประทับใจกว่าเดิม”

มีคำพูดอยู่ว่า พาเด็กเล็กไปเที่ยวแล้วไม่ได้อะไร เพราะเขาคงจำไม่ได้อยู่ดี สำหรับแม่ปุ้มแล้วเธอไม่ได้โต้แย้งในเรื่องของความทรงจำ

“เพราะตอนนี้น้องจอมทัพก็คงจำไม่ได้แล้วว่าตอน 3 ขวบ เคยไปดูไดโนเสาร์ที่อีสาน”

เธอกล่าว แต่เธอเชื่อว่า หากลูกได้เดินทางตั้งแต่เล็กและได้เดินทางอย่างต่อเนื่อง จะช่วยเสริมสร้างความผูกพันของครอบครัว และปลูกฝังการใช้ชีวิตแบบอยู่ง่ายกินง่าย

“สิ่งที่การเดินทางสอนลูกของเราคือ สังคม เพราะเขาจะได้เจอคนทุกรูปแบบ ได้เจอวัฒนธรรมที่หลากหลายและแตกต่างกัน ทำให้ลูกชายทั้งสองคนไม่กลัวคน กล้าถามกล้าพูด และที่สำคัญคือ การเดินทางได้ให้ประสบการณ์ ทำให้เขามีคลังเครื่องมือนำไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ไม่รวมถึงพัฒนาการด้านร่างกาย เพราะการได้ออกไปวิ่งปีนป่ายก็ทำให้ร่างกายเขาแข็งแรง”

เธอจะพาลูกชายออกเดินทางแบบระยะยาวทุกปิดเทอม และทุกวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ก็จะหากิจกรรมหรือพาไปเที่ยวใกล้ๆ บ้านอย่าง มหกรรมพาลูกเที่ยวดะ ปี 2 ตอน โลกนี้คือห้องเรียน เป็นอีกกิจกรรมของครอบครัวที่ไม่น่าพลาด จัดขึ้นวันที่ 13-15 ก.ค. 2561 ที่พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน โดยงานนี้เข้าฟรี และมีกิจกรรมดีๆ สำหรับเด็กทุกวัย

“เคยได้ยินมาว่า ถ้าพาลูกออกไปเที่ยวบ่อยๆ จะทำให้ลูกไม่ชอบอยู่ติดบ้าน ปุ้มคิดว่าความจริงแล้วไม่ใช่เลย เพราะยิ่งได้ออกไปข้างนอก ลูกจะรู้สึกว่าบ้านเป็นสถานที่ที่ปลอดภัย ที่สงบ ที่มีความสุข เป็นเซฟโซนของเขา และเป็นสถานที่ที่เขาอยากกลับมาอยู่มากที่สุด”

แม่ปุ้มยังกล่าวทิ้งท้ายถึงครอบครัวอื่นๆ ว่า การท่องเที่ยวอาจไม่ใช่คำตอบของทุกครอบครัว แต่สิ่งที่สำคัญของทุกครอบครัวคือ “การใช้เวลาร่วมกัน” โดยคอนเซ็ปต์ของเพจพาลูกเที่ยวดะคือ “เพราะลูกเป็นเด็กได้ครั้งเดียว”

ดังนั้น ในช่วงวัยที่ลูกยังไม่มีสังคมของตัวเอง จึงเป็นช่วงเวลากอบโกยของพ่อแม่ เพื่อสร้างพื้นฐานให้ลูกรู้สึกมั่นคง และคอยบ่มเพาะก่อร่างให้ลูกเติบโตมาเป็นคนดี

‘ไม่อยู่บ้าน’ เขียนไดอารี่ผ่านเสียงชัตเตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/557520

  • วันที่ 14 ก.ค. 2561 เวลา 10:59 น.

‘ไม่อยู่บ้าน’ เขียนไดอารี่ผ่านเสียงชัตเตอร์

โดย รอนแรม ภาพ : ไม่อยู่บ้าน

มนุษย์เงินเดือนขอสะพายกล้องออกเดินทางจนกลายเป็นมนุษย์ไม่อยู่บ้านอย่าง “เจ” ฐาปานา มณีทอง พนักงานโรงแรมชาวหัวหิน ที่หลงใหลเสียงชัตเตอร์และภาพถ่าย ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้เขาออกเดินทางและถ่ายทอดประสบการณ์ผ่านเพจเฟซบุ๊ก “ไม่อยู่บ้าน”

“ทีแรกเริ่มเดินทางเพราะหัดถ่ายรูป เพราะเริ่มเบื่อทะเลหน้าบ้านตัวเอง เลยรู้สึกว่าอยากไปถ่ายที่อื่นบ้าง พอได้เดินทางมากขึ้นๆ เลยตัดสินใจเปิดเพจเพื่ออธิบายให้คนที่ติดตามเราได้รับข้อมูลว่าเราเดินทางยังไงและเราเจออะไรมา”

นักเดินทางหนุ่มเริ่มจากการทำเพจเฟซบุ๊กเมื่อราว 1 ปีครึ่งที่ผ่านมา จากนั้นได้ทำบล็อกเพื่อเป็นที่เก็บรวบรวมข้อมูลและรูปภาพให้เป็นระเบียบ และง่ายต่อการค้นหา

“การจัดระเบียบเนื้อหาในบล็อกดูสะอาดตากว่าในเฟซบุ๊ก โดยจะเน้นเฉพาะเรื่องท่องเที่ยวอย่างเดียว ซึ่งลักษณะการเขียนเนื้อหาเจจะเขียนเป็นไดอารี่ เล่าประสบการณ์จริงทั้งเรื่องดีและไม่ดี บอกขั้นตอนการเดินทางอย่างละเอียด เพราะเจเป็นคนไม่ขับรถ แม้ว่าจะเที่ยวในประเทศไทยก็จะเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชนตลอด

ส่วนแหล่งท่องเที่ยวเจจะไปทุกรูปแบบทั้งเข้าป่า นอนโฮมสเตย์ เข้าคาเฟ่ ดังนั้นทุกคนจะสามารถไปตามเจได้หมดเลย ทำให้กลายมาเป็นคอนเซ็ปต์ของเพจว่า ถ้าเจไปได้ ทุกคนก็ต้องไปได้”

สำหรับพนักงานประจำที่ชอบท่องเที่ยวหรืออยากหาเวลาเดินทางบ้าง เจ กล่าวว่าต้องดูเงื่อนไขของหน้าที่การทำงานของแต่ละบุคคล ซึ่งเขาเชื่อว่าไม่ว่าอย่างไรพนักงานประจำก็ต้องมีวันหยุด จึงขึ้นอยู่กับว่าจะใช้วันหยุดนั้นไปกับอะไร

“เจเดินทางเดือนละครั้ง” เขากล่าวต่อ

“ออกเดินทางเพราะอยากไปถ่ายรูปในสถานที่ที่เราไม่เคยไป หรือที่ไหนที่เคยไปแล้วเหตุการณ์ตรงหน้าก็ไม่เคยเหมือนเดิม เจมองว่าเสน่ห์ของการถ่ายภาพมันคือการบันทึกอดีต แค่เรากดชัตเตอร์สิ่งที่อยู่ในเมโมรีการ์ดก็คือเมโมรีของเราแล้ว เจเลยอยากเก็บความทรงจำในขณะนั้นไว้

บางรูปแม้ไม่สวยเท่าตาเห็น แต่มันมีเรื่องราวอยู่ในภาพนั้น มันทำให้เราหวนคิดถึงสิ่งที่พบเจอระหว่างทาง ทั้งความสุข ความลำบาก และเสียงหัวเราะ”

นอกจากนี้ เมื่อการถ่ายภาพทำให้เขาออกเดินทาง การเดินทางยังทำให้เขาค้นพบมุมมองการใช้ชีวิตใหม่ๆ คือทำให้เป็นคนมีความสุขกับสิ่งที่เรียบง่าย ไม่ว่าจะถ่ายต้นไม้ใบหญ้า มองทะเลหน้าบ้าน หรืออะไรเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถทำให้เรารู้สึกจรรโลงใจและมีความสุขได้แล้ว

“เจอยากให้คนที่ติดตามเพจหรือบล็อกของเจมีความสุขเหมือนกับเรา เพราะทุกวันนี้เจมีความสุขกับการท่องเที่ยว หรือต่อให้ไม่ได้เที่ยวเจก็ยังมีความสุข จึงอยากให้ทุกคนรู้สึกแบบเดียวกัน” เจ กล่าวทิ้งท้าย

“สิ่งสำคัญที่สุดคือ เจอยากให้ทุกคนบาลานซ์ชีวิต เพราะทุกวันนี้ทุกคนทำงานเครียดหมดเลย ต้องหาให้เจอว่าความชอบของเราคืออะไร อย่างเจคือการได้ถ่ายภาพ ได้ออกจากสภาพแวดล้อมเดิม ออกไปพบปะคนที่ไม่รู้จัก เจว่าเวลาแค่เสาร์-อาทิตย์ก็เพียงพอแล้วที่จะสร้างพลังบวกให้กลับมาทำงานและใช้ชีวิต”

ติดตามการเดินทางของมนุษย์เงินเดือนและภาพถ่ายระหว่างทางของเขาได้ ทางเพจเฟซบุ๊ก ไม่อยู่บ้าน เว็บไซต์ maiubaan.blog และอินสตาแกรม anapaht 

‘น้องพี่ที่รัก’ ชนกพล+ชลรดา ไชยศุภรากุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/557518

  • วันที่ 14 ก.ค. 2561 เวลา 10:46 น.

‘น้องพี่ที่รัก’ ชนกพล+ชลรดา ไชยศุภรากุล

โดย  พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ : ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

ได้ฟังเรื่องราวของ “ตั้ม” ชนกพล และ “ตูน” ชลรดา สองพี่น้องตระกูล ไชยศุภรากุล ผู้นำเข้าแบรนด์เครื่องประดับอัญมณีน้ำงามจากเบลเยียม “โรส 1835” (Roos 1835) แล้วอดนึกถึงภาพยนตร์ที่เพิ่งลาจอไปอย่าง “น้องพี่ที่รัก” จากค่ายจีดีเอชไม่ได้ ถึงเรื่องราวของตั้ม-ตูน จะไม่ได้มีดราม่าเข้ามาเกี่ยวข้องเหมือนในหนัง แต่ก็ชวนให้ฟีลกู้ดไม่ต่างกับกำลังนั่งชมหนังดีๆ สักเรื่องที่มีตัวเอกเป็นพี่ชาย-น้องสาว

พี่ชาย คือ “สปริงบอร์ดของน้อง”

“ครอบครัวเรามีพี่น้องสามคน พี่ตั้มเป็นพี่ชายคนโต ส่วนตูนเป็นน้องคนเล็กของบ้าน เล่นกันมาตั้งแต่เด็ก เพราะอายุห่างกันแค่ 4-5 ปี พี่ตั้มจะเป็นหัวโจกเลย พาน้องเล่นแบบโลดโผนเด็กผู้ชาย สไตล์ต่อสู้ ปีนกำแพง เรียนเทควันโด” ตูน เล่าถึงความทรงจำเมื่อครั้งวัยเยาว์อย่างอารมณ์ดี ก่อนจะเผยถึงวีรกรรมสมัยเด็กที่จำไม่ลืม

“สมัยเด็กตูนมักจะทะเลาะกับพี่สาวคนกลาง คือ พี่ต้อง ทะเลาะกันทีไร พี่ตั้มเปิดเวทีให้สู้กันทุกที แยกฝั่งให้นวมคนละอันเลย (หัวเราะ) โดยแต่ละฝ่ายจะมีพี่เลี้ยง มีครั้งหนึ่งพี่ตั้มเป็นพี่เลี้ยงให้พี่ต้อง ส่วนตูนอยู่กับพี่เลี้ยง ตอนนั้นก็แอบน้อยใจนะ พี่ชายไม่อยู่ข้างเรา” ตูนเล่าอย่างออกรส ขณะที่ผู้เป็นพี่กลับจำไม่ได้แล้วว่าเหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้น

เปิดฉากวีรกรรมที่แอบเคืองพี่ชายเมื่อครั้งยังเป็นเด็กน้อยพอเป็นน้ำจิ้มแล้ว ตูนถือโอกาสอวยพี่ชายว่า

“จริงๆ เขาเป็นพี่ชายที่ดีนะคะ สมัยเรียนมหาวิทยาลัยมหิดล ทั้งสามพี่น้องต้องย้ายไปอยู่บ้านแถวมหาวิทยาลัย พี่ชายจะทำหน้าที่รับส่งน้องตลอด แต่ไม่ได้ออกแนวหวงน้องสาวนะคะ มีคนมาจีบพี่ไม่ว่า บ้านเราออกแนวประชาธิปไตยพี่ชายก็มีดุบ้าง แต่ก็รับฟังความคิดเห็นของน้องๆ เวลาเห็นอะไรไม่ดี ก็เตือน แต่ขณะเดียวกันก็ยังให้อิสระกับน้องๆ ในการตัดสินใจ”

สิ่งที่น้องสาวคนนี้ประทับใจพี่ชายมาตลอด คือความเป็นผู้ใหญ่ สามารถให้คำแนะนำเรื่องการใช้ชีวิตได้เป็นอย่างดี

“พี่เขาเจออะไรมากขึ้น เขาก็จะคอยสอน ตั้งแต่สมัยเรียน จนตอนนี้มาทำธุรกิจ เขาก็จะสอนเรื่องการดีลกับคน การวางแผนชีวิต เขาเป็นแบบอย่างเรื่องความมุ่งมั่นตั้งใจ เขาเป็นคนทำอะไรแล้วเอาจริง ทำแล้วต้องไปให้สุด อย่างสมัยเด็ก เขาชอบเล่นกีฬาอย่าง ปิงปอง เทควันโด เทนนิส เข้าเล่นหนัก จริงจัง เล่นจนไปแข่งถึงระดับเยาวชน พอมาการทำงาน เขาก็มีเป้าหมายชัดเจนว่าแต่ละปีจะต้องไปได้ถึงไหน และเขาตั้งใจและพยายามจนทำได้จริง”

อย่างไรก็ตาม ถึงตอนนี้พี่ชายจะแต่งงาน สร้างครอบครัวของตัวเอง แต่ความผูกพันสายใยพี่น้องยังไม่เปลี่ยน เพราะด้วยความที่บ้านอยู่ใกล้กัน ยังมากินข้าวและเจอกันทุกวันเสาร์-อาทิตย์

“สำหรับตูน พี่ชายเหมือนสปริงบอร์ด เป็นแบ็กอัพที่ดี เขาพยายามผลักดันเราให้ไปในทางที่ดีขึ้น ถึงไม่ได้เข้ามาก้าวก่ายเยอะ แต่เวลาเราต้องการความช่วยเหลือ เขาจะเป็นคนที่พร้อมสนับสนุนเราเสมอ”

น้องสาว คือ “เสียงหัวเราะของผม”

ปล่อยให้น้องสาวเป็นฝ่ายถ่ายทอดเรื่องราวมาพักใหญ่ ถึงคราวพี่ชายได้เผยมุมมองของตัวเองบ้าง งานนี้ ตั้มออกตัวเลยว่า

“ผมชอบแกล้งน้องเป็นปกติครับ (ยิ้ม) สมัยเด็กผมซนมาก จนพอเข้ามหาวิทยาลัย ด้วยความที่เราเรียนคณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยเดียวกัน เลยได้มีโอกาสแนะนำเขาเรื่องเรียนบ้าง จนมาทำงานด้วยกันเลยยิ่งได้คุยกันบ่อย”

สำหรับการดูแลน้องสาวในสไตล์ของตั้ม เขาใช้วิธีดูแลห่างๆ อย่างห่วงๆ

“ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยเขายังขับรถไม่เป็น คุณพ่อก็จะให้ดูแลน้อง ผมเองเลยมีหน้าที่ไปรับไปส่งเขา แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็อยากให้เขาเรียนรู้ที่จะเริ่มดูแลตัวเอง เพราะเราอยู่ในครอบครัวที่คุณพ่อคุณแม่ดูแลมาตลอด ดังนั้น พอเริ่มโตเราก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับโลกแห่งความเป็นจริงผมไม่ใช่พี่ชายสไตล์ 1 2 3 4 แต่จะให้เขาลองไปทำก่อน”

ถามว่าเมื่อพี่น้องต้องมาทำงานด้วยกัน ต้องมีวิธีบริหารจัดการอย่างไร ตั้มเผยว่า

“เราเป็นแบรนด์เครื่องประดับ เพราะฉะนั้นด้วยความเป็นผู้หญิงเขาจะค่อนข้างได้เปรียบ เพราะพรีเซนต์ของพวกนี้ได้ดีกว่าเรา สามารถสอนพนักงานขายได้ ถ่ายเป็นโมเดลเองก็ได้ ในเรื่องความละเอียดอ่อนจะมีมากกว่า

ส่วนในเรื่องบทบาทที่เปลี่ยนไปจากพี่น้องที่เล่นกันมาตั้งแต่เด็ก จนมาทำงานร่วมกัน ผมว่าเราต้องแยกกันให้ออก ต้องมีเส้นแบ่ง นอกเวลางานเราเป็นพี่น้องกันปกติ แต่อยู่ในงานเขาคือเพื่อนร่วมงาน เป็นลูกน้องที่ต้องดูแล

เราทำงานเข้ากันได้ดีมาก เวลาเจอปัญหาเราจะใช้การพูดคุยกัน อย่างช่วงแรกๆ บางเดือนที่ยอดขายไม่ดี เราจะมานั่งคุยกันเพื่อหาสาเหตุว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ต้องไม่ลืมให้กำลังใจกันเพื่อจูงมือกันเดินต่อไป”

สำหรับประทับใจที่พี่ชายมีต่อน้องสาวคนนี้ ตั้มตอบแบบไม่ต้องเสียเวลาคิดว่า

“เขาเป็นคนน่ารัก ยิ้มง่าย ไม่โกรธใคร ตั้งแต่มาทำงานด้วยกัน ผมเห็นถึงความมุ่งมั่นของเขา พยายามนำความคิดใหม่ๆ มีแพสชั่นในการทำงานอย่างเต็มที่ สำหรับผมเขาเปรียบเหมือนเสียงหัวเราะในชีวิตของผม เขาเป็นรอยยิ้มทุกคนในครอบครัว ตัวผมเป็นคนค่อนข้างซีเรียสในหลายๆ อย่าง แต่เขามาหักลบด้านซีเรียสของผมลงได้เป็นอย่างดี” ตั้มทิ้งท้าย 

เจตน์ เพชรกนกพราว อยากให้คนไทยเข้าถึงอาหารปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/557515

  • วันที่ 14 ก.ค. 2561 เวลา 10:36 น.

เจตน์ เพชรกนกพราว อยากให้คนไทยเข้าถึงอาหารปลอดภัย

โดย วรธาร ทัดแก้ว

“หยก” เจตน์ เพชรกนกพราว คนรุ่นใหม่วัยแค่ 25 ปี แต่รักในการทำงานเพื่อสังคมมานานหลายปี ตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัยกระทั่งเรียนจบ หลังจากเรียนจบปริญญาตรีก็ยังทำงานในองค์กรที่มุ่งทำประโยชน์เพื่อสังคม

ปัจจุบันเป็นผู้จัดการสวนชีววิถี (Growing Diversity Park) หรือ GD Park อันเป็นสวนที่ตั้งขึ้นเป็นสำนักงานของมูลนิธิชีววิถี หรือไบโอไทย (BIOTHAI) ซึ่งเป็นมูลนิธิที่ทำงานเกี่ยวกับความมั่นคงทางอาหาร การติดตามบทบาทบรรษัท และการค้าที่เป็นธรรม เป็นต้น โดยเขาเพิ่งเริ่มงานมาได้ประมาณ 1 เดือนเศษๆ เท่านั้น

“สวนชีววิถีเพิ่งตั้งมาไม่นาน มีเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่เศษ เป็นที่ตั้งของมูลนิธิชีววิถี และมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน ตัวสวนประกอบด้วยสำนักงาน บุคลากรด้านต่างๆ ห้องประชุม ห้องฝึกอบรม มีพิพิธภัณฑ์เพื่อโชว์ความหลากหลายของพันธุ์พืชและเมล็ดพันธุ์ต่างๆ โดยเฉพาะพืชผักพื้นบ้านที่หากินยาก ด้านนอกมีบ่อเลี้ยงปลา เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ มีแปลงผักเล็กๆ น้อยๆ เนื่องจากเราต้องการสร้างระบบอาหารที่ปลอดภัยและมั่นคงให้ประชาชนได้เข้าถึง

มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการเป็นอุปกรณ์พื้นฐาน เช่น ห้องน้ำและทางลาด มีร้าน GD Shop&Cafe’ มีเมนูเครื่องดื่มสุขภาพที่คัดสรรอย่างดีและเน้นเรื่องราวแหล่งที่มาของวัตถุดิบ อาทิ เมล็ดกาแฟ นมสดออร์แกนิก ส้ม มะนาวปลอดสารเคมี น้ำผึ้งแท้จากชุมชนกลุ่มเกษตรอินทรีย์ มีครัวทราย (Sand Kitchen) สำหรับเด็กๆ ได้เล่นสนุกสนาน

หน้าที่ผมคือทำให้สวนชีววิถีแห่งนี้สื่อสารความเป็นมูลนิธิชีววิถีออกมาให้ประชาชนได้รู้จักมากที่สุด ผ่านกิจกรรมและโครงการต่างๆ ของมูลนิธิที่ได้จัดขึ้นเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชนและสังคม อย่างเช่นโครงการกินเปลี่ยนโลกที่กำลังทำอยู่ในเวลานี้ โดยเรามีเครือข่ายที่ทำงานร่วมกันอยู่ทั่วประเทศ”

เจตน์ กล่าวต่อว่า สวนชีววิถีถือเป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้การเกษตรและอาหาร มีหลักสูตรให้ผู้สนใจเข้าร่วมมากมาย เช่น การทำดินปลูกสำหรับเกษตรในเมือง การคัดเลือกและเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้ การปลูกผักพื้นบ้านสำหรับบริโภคในพื้นที่จำกัด การเรียนรู้วัตถุดิบที่มาของอาหาร การทำเวิร์กช็อปต่างๆ เป็นต้น ทั้งหมดทั้งมวลนี้มูลนิธิต้องการสร้างทางเลือกระบบการบริโภคอาหารให้เป็นระบบที่ยั่งยืนปลอดภัยกับผู้บริโภค

นี่คือหน้าที่การงานของเจตน์ในปัจจุบัน แต่ถ้าย้อนชีวิตไปก่อนหน้านี้ จะรู้เลยว่าทำไมเขาถึงเลือกมาทำงานกับมูลนิธิชีววิถี ทั้งที่เมื่อพูดถึงความรู้ที่เรียนจบมา (จบเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล) สามารถทำงานอื่นที่ตรงกับสายงานหรือรับราชการได้สบาย แต่เขากลับเลือกมูลนิธิชีววิถี

“ที่เลือกชีววิถี เพราะผมทำงานจิตอาสามาตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัย ตั้งชมรมจิตอาสาก็เป็นประธานชมรมและเป็นผู้ประสานงานทุกอย่างเวลาทำโครงการต่างๆ ไม่ว่าโครงการของมหาวิทยาลัย โครงการที่พวกเราทำกันเอง หรือร่วมกับหน่วยงานอื่น เช่น โครงการครูบ้านนอก เป็นครูอาสาสอนน้องๆ ชาวเขา พร้อมนำเอาของไปแจกก็ไปกันทุกปี ผมชอบที่จะทำและมีความสุขดี

ทว่า พอเรียนจบมุมมองในการทำจิตอาสาเปลี่ยนไปจากที่เคยทำ ผมมองว่าการเอาของไปแจกไม่ได้เกิดความยั่งยืน เรียนจบจึงขอคุณแม่ไปเป็นอาสาสมัครที่ จ.เชียงใหม่ ประมาณ 1 ปี ที่แรกไปอยู่สวนพันพรรณ ศูนย์การเรียนรู้การพึ่งพาตนเองในเรื่องปัจจัยสี่ของพี่โจน จันใด เรียนรู้การสร้างบ้าน การผลิตอาหารที่ปลอดภัย จากนั้นไปเป็นครูอาสาที่ อ.กัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่ พร้อมกับช่วยเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งที่เป็นปกาเกอะญอทำโฮมสเตย์”

เจตน์เป็นคนที่มุ่งมั่นและตั้งใจสมชื่อ หลังได้เรียนรู้เรื่องต่างๆ จากการเป็นอาสาสมัคร 1 ปี ก็เดินทางกลับบ้าน คิดถึงการทำงานตามสเต็ปของชีวิต แต่มุมมองในการทำงานของเขาน่าสนใจคือ ไม่อยากทำงานเพื่อมุ่งหวังเงินสร้างเนื้อสร้างตัวอย่างเดียว แต่งานที่ทำนั้นควรต้องเป็นงานที่สามารถสร้างจุดเปลี่ยนเรื่องใดเรื่องหนึ่งในสังคม

“การไปเป็นอาสาสมัครทำเกี่ยวกับการเกษตร ผมเห็นว่าเรื่องอาหารเป็นปัญหาใหญ่มากในสังคม เราไม่รู้หรอกว่าอาหารที่เรากินทุกวันมีการปนเปื้อนสารเคมี นี่คือเหตุผลว่าทำไมผมถึงเลือกมูลนิธิชีววิถี เพราะมูลนิธินี้พยายามที่จะสร้างทางเลือกอีกช่องทางหนึ่งให้ผู้บริโภคได้ตระหนักรู้ว่าอาหารที่คุณกินมันมีสารเคมีนะ

เพราะฉะนั้นคุณสามารถเลือกกินอาหารที่ไม่มีสารเคมีจากเกษตรกรผู้ทำเกษตรอินทรีย์ หรือคุณสามารถปลูกผักปลอดสารพิษเองได้ อย่าลืมว่าทุกวันนี้คนเป็นมะเร็งเยอะมาก ส่วนหนึ่งมาจากอาหาร” เจตน์ เล่าถึงการร่วมงานกับมูลนิธิชีววิถี 

กฤติยา ศรีสนิท บริหารเงินอย่างสมดุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/557509

  • วันที่ 14 ก.ค. 2561 เวลา 09:53 น.

กฤติยา ศรีสนิท บริหารเงินอย่างสมดุล

โดย  ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ

กฤติยา ศรีสนิท หรือคุณหนิง จัดได้ว่าเป็นผู้หญิงเก่งอีกคนหนึ่งในแวดวงการเงิน เมื่อเธอเก็บเกี่ยวประสบการณ์การทำงานด้านนี้มานานถึง 30 ปี และแม้ปัจจุบันเธอจะอายุได้ 57 ปีแล้ว แต่ก็ยังมีความกระฉับกระเฉง พร้อมลุยงานหนักได้ตลอดเวลา

ปัจจุบันคุณหนิง ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แคปปิตอล ออโต้ ลีสที่ครอบคลุมการให้บริการด้านสินเชื่อรถจักรยานยนต์เป็นหลัก โดยมีบทบาทดูแลและรับผิดชอบด้านการบริหารและพัฒนาเชิงกลยุทธ์ธุรกิจของบริษัท ทั้งการวางแผนและกำหนดกลยุทธ์และทิศทางการดำเนินธุรกิจ การแสวงหาและพัฒนาธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพ ตลอดจนการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินของบริษัท

คุณหนิง บอกกว่า เธอเป็นคนชอบและสนุกกับงานที่ทำอยู่ โดยยึดหลักที่ว่าต้องตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด ซึ่งเธอเองก็อยู่กับสามีแค่สองคนจึงเป็นข้อได้เปรียบคนอื่นที่สามารถทุ่มเทเวลาทำงานได้เต็มที่

อย่างไรก็ตาม แม้จะเหลือเวลานานอีก 3 ปี ถึงเกษียณอายุ แต่เธอก็ต้องเตรียมพร้อมและวางแผนสร้างตัวแทนคนรุ่นใหม่ในทุกๆ ตำแหน่งให้ขึ้นมาแทนที่แล้ว เพื่อให้การทำงานของบริษัทลื่นไหล โดยไม่สะดุดหลังจากที่เธอลุกออกไปแล้ว

คุณหนิง บอกว่า ตัวเธอเองไม่เคยคิดวางแผนเพื่อรองรับวัยเกษียณแต่อย่างใด แต่สิ่งที่เธอทำตลอดตั้งแต่เริ่มทำงาน ก็เปรียบเสมือนการเตรียมพร้อมชีวิตหลังเกษียณอยู่แล้ว ด้วยความที่เรียนจบบัญชีจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และทำงานด้านการเงินมาโดยตลอด เธอจึงรู้จักบริหารเงินเดือนที่ได้มาอย่างสมดุล

“เป็นคนค่อนข้างมีวินัยทางการเงิน โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ใช้เก็บ และลงทุนสร้างดอกผล ลงทุนกับพวกที่หักภาษีได้ เช่น LTF หรือ RMF หรือถ้ามีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพก็ให้บริษัทหักสะสมไว้เต็มที่เลย และยังเป็นการฝึกวินัยการออมไปในตัว”

ที่สำคัญเธอยังเป็นคนไม่ชอบลงทุนหวือหวา หรืออะไรที่มีความเสี่ยง แต่ก็ลงทุนซื้อบ้านที่เชียงใหม่ไว้ เพราะชอบเป็นการส่วนตัว อยากได้บ้านที่ไม่เหมือนกับบ้านที่กรุงเทพฯ เอาไว้ไปพักผ่อน และเก็บไว้เป็นทรัพย์สมบัติได้

คุณหนิง บอกกว่า ข้อดีของเชียงใหม่ คือ เป็นทั้งเมืองใหญ่ที่มีความเจริญเหมือนกับกรุงเทพฯ แต่พอออกมานอกเมืองเล็กน้อยก็ยังมีความเป็นธรรมชาติอยู่มาก

“หลักการบริหารเงินของตัวเอง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าหาเงินได้มากหรือน้อย แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้เงินแบบไหนมากกว่า ใช้เงินเป็นหรือเปล่า เพราะโดยส่วนตัวแล้วเป็นคนไม่ฟุ่มเฟือย แต่ก็ไม่ตระหนี่ อยู่ที่การบริหารจัดการ ถ้าตั้งใจไว้ว่าจะใช้เงินเดือนละเท่านี้ ก็ต้องทำให้ได้ เป็นการฝึกฝนนิสัยไปในตัว ทำให้เรามีเงินเก็บได้”

เคล็ดลับที่สำคัญอีกอย่าง คือ ในช่วงเวลา5 วันทำงาน เธอก็อยู่กับงานเต็มที่ แต่เสาร์-อาทิตย์ก็เป็นวันสำหรับตัวเอง สำหรับครอบครัว เธอชอบเล่นกอล์ฟ เล่นได้ทั้งวันจนครบ 18 หลุม ได้พปปะเฮฮากับเพื่อนๆ

“นอกจากนี้ ในเรื่องสุขภาพก็สำคัญต้องตรวจเช็กทุกปี การกินก็ต้องควบคุมน้ำหนักให้พอดี ต้องดูแลร่างกาย สุขภาพ ให้แข็งแรง ซึ่งการไม่มีลูก ทำให้ไม่ต้องกังวลหรือเป็นห่วงอะไรมาก ชีวิตก็สุขสบายดี แต่ก็ต้องใช้ชีวิตไม่ประมาท” 

คลื่นลูกใหม่ ‘เพชรชมพู กิจบูรณะ’ หิ้วดีกรีเดอรัม ลุยงานการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/557508

  • วันที่ 14 ก.ค. 2561 เวลา 09:41 น.

คลื่นลูกใหม่ ‘เพชรชมพู กิจบูรณะ’ หิ้วดีกรีเดอรัม ลุยงานการเมือง

โดย กันติพิชญ์ ใจบุญ

หากถามว่าในวัยเบญจเพสของผู้คน เรากำลังทำสิ่งใดหรือต้องการสิ่งใดในชีวิต บางคนอาจสำเร็จ บางคนอาจเริ่มต้น บางคนอาจล้มเหลวมาแล้วหลายครั้ง หรือบางคนยังคงค้นหาตัวเองไม่เจอ แต่สำหรับหญิงสาวในวัย 25 ปีผู้นี้ เธอกำลังพบกับก้าวย่างสำคัญของชีวิต เพราะได้ตัดสินใจเดินเข้าสู่ถนนสายการเมืองของประเทศไทย

เรากำลังพูดถึง เพชรชมพู กิจบูรณะ สาวสะพรั่งหน้าตาสดสวยพร้อมกับรอยยิ้มที่สดใส ที่มาพร้อมกับความสามารถด้านองค์ความรู้ทั้งเรื่องปรัชญา การเมือง เศรษฐศาสตร์ และข้อกฎหมาย จากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกอย่างมหาวิทยาลัยเดอรัม ประเทศอังกฤษ

เกือบ 10 ปีในการร่ำเรียนศึกษาตามสิ่งที่ชอบในต่างแดน วันนี้เพชรชมพูพร้อมแล้วที่จะนำความรู้ที่ร่ำเรียน มาพัฒนาสังคมบนแผ่นดินเกิดอย่างที่เธอปรารถนา ด้วยก้าวแรกบนเส้นทางการเมืองในสังกัดพรรครวมพลังประชาชาติไทย ที่มี สุเทพ เทือกสุบรรณ และ ศ.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นโต้โผใหญ่ของพรรค โดยเธอถูกวางตัวอยู่ในทีมโฆษกพรรค

ไฟแห่งความน่าสนใจในตัวเธอ ถูกจุดขึ้นหลังการเปิดตัวพรรครวมพลังประชาชาติไทยในช่วงเดือนที่ผ่านมา เธอยืนเด่นเป็นสง่าดั่งดาวฤกษ์ ที่รายล้อมด้วยคนการเมืองระดับผู้ใหญ่ โพสต์ทูเดย์@วีคลี่ จึงไม่อาจปล่อยผ่านที่จะทำความรู้จักกับเธอ

เพชรชมพู เรียนมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนสายปัญญารังสิต จากนั้นในวัย 14 ปี ต้องเดินทางไกลข้ามแผ่นดินเกิดไปร่ำเรียนที่ประเทศสิงคโปร์ ตัวคนเดียวในต่างแดนทำให้เธอรู้จักกับการเอาตัวรอด การเผชิญปัญหาและการหาทางออกจากปัญหา จากนั้นประตูมัธยมศึกษาตอนปลายของประเทศอังกฤษเปิดต้อนรับเธอ ก่อนเดินเข้าสู่มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของอังกฤษเป็นอันดับ 3 อย่าง เดอรัม (University of Durham, UK) ปริญญาตรีใบแรกเธอเลือกเรียนปรัชญา การเมือง เศรษฐศาสตร์ด้วยความสนใจเป็นพิเศษ ก่อนจะเรียนต่ออีกหนึ่งปริญญาตรีในด้านกฎหมาย และปัจจุบันก็ใกล้จะจบปริญญาโทด้านกฎหมายจากมหา’ลัยชั้นนำแห่งนี้

แต่ห้วงเวลาที่ร่ำเรียนความสนอกสนใจด้านการเมืองของบ้านเกิดเมืองนอนยังคงวนเวียนในจิตใจของเพชรชมพู กระทั่งเมื่อปี 2556-2557 เธอก้าวขึ้นเวทีการชุมนุมของกลุ่มประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส. เพราะเห็นด้วยกับบทบาทการต่อต้านคอร์รัปชั่น และคัดค้านการนิรโทษกรรมทางการเมือง

ระหว่างนั้น เธอยังคว้าเอาโอกาสเป็นตัวแทนของประเทศ ขึ้นเวทีระดับโลกอย่าง One Young World เมื่อปี 2557 ที่ดับลิน ไอร์แลนด์ เพื่อแสดงออกถึงความเห็นของคนรุ่นใหม่ในปัญหาบ้านเมือง และเธอใช้เวลา 4 นาที บนเวทีโลกสะกดผู้ฟังด้วยปัญหาคอร์รัปชั่น และพลังคนรุ่นใหม่จะเข้ามามีบทบาทต่อการแก้ไขปัญหาทุจริต เธอลงจากเวทีพร้อมกับเสียงชื่นชมจาก นิโคลาส อาร์ดิโต บาเร็ตตา อดีตประธานาธิบดีปานามา

จุดยืนทางการเมืองที่เข้มแข็ง และยืนหยัด อุดมการณ์ของ กปปส.ที่ตรงกับความเห็นของตัวเอง เพชรชมพูเลือกเส้นทางการทำงานการเมืองนับจากนั้น จากคณะทำงานในมูลนิธิ กปปส. กับการเปลี่ยนแปลงที่วันนี้ เธอเป็นหนึ่งในทีมโฆษกพรรครวมพลังประชาชาติไทย และนับเป็นคลื่นลูกใหม่ที่น่าจับตามองบนถนนการเมือง

เพชรชมพู สะท้อนตัวตนให้ฟังอย่างน่าสนใจ เธอเล่าว่า จุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตทำให้เลือกงานการเมือง เพราะได้ร่วมชุมนุมกับกลุ่ม กปปส. และเห็นภาพประชาชนจำนวนมหาศาลที่ออกมาชุมนุม 204 วัน พวกเขาต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศ และถือเป็นความเสียสละอย่างมาก จุดนี้เองที่ทำให้เกิดความซาบซึ้ง และต้องการนำความรู้ที่ไปร่ำเรียนยังต่างแดนมาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาประเทศ

“เราคิดว่าพลังประชาชนสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดียิ่งขึ้นได้ เพียงแต่เราต้องเริ่มลงมือทำ” เพชรชมพู เล่า

ทักษะความคิดถูกปลูกฝังตั้งแต่เธอเข้าห้องเรียนที่ประเทศสิงคโปร์ เมื่อครูแนะนำตัวเธอไว้ว่า เราต้องเป็นนักเรียนไปตลอดชีวิต นั่นเพราะการเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด หากแต่การเรียนรู้ชีวิตเพื่อพัฒนาตัวเองให้สามารถปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก ขณะที่ห้องเรียนที่อังกฤษ ก็สอนความหลากหลายให้กับตัวเธอ ให้รู้ว่าถนัดสิ่งใด ชอบสิ่งไหน และทำตัวให้มีประโยชน์ต่อสังคมผ่านกิจกรรมที่หลากหลายได้อย่างไร

“การที่ชีวิตของคนเราจะมาถึงจุดๆ หนึ่งได้นั้น ต้องอาศัยตัวแปรหลายอย่าง ทั้งคนรอบข้าง หนังสือที่อ่าน หนังที่ดู ข้อมูลที่ได้รับ สิ่งนี้เป็นเครื่องหล่อหลอมตัวเอง ประสบการณ์ที่ดีและร้ายก็ช่วยให้เรามีคุณค่า และมันสร้างความหมายของชีวิตขึ้นมา”

เพชรชมพู มองเห็นความต้องการของตัวเองในงานด้านการเมืองและสังคมผ่านทักษะที่หลากหลายอย่างที่เธอเล่าให้ฟัง กระทั่งได้ขึ้นเวทีชุมนุมเพราะตัวเธอเองเป็นที่รู้จักในพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากเคยฝึกงานกับพรรคในโครงการยุวประชาธิปัตย์เป็นระยะเวลา 3 สัปดาห์ จุดนี้เองที่ทำให้เธอซึมซับการต่อสู้ และพลังของประชาชนที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมือง

จากจุดนั้นก็นำเธอเข้าสู่งานการเมือง เริ่มต้นที่มูลนิธิ กปปส.และนำไปสู่หนึ่งในคณะทำงานจัดตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย

เพชรชมพู ที่วันนี้เป็น เธอเปรียบตัวเองว่าเป็นทุกอย่างของพรรครวมพลังประชาชาติไทย ทั้งงานอำนวยการ ทีมโฆษกพรรค การแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นระหว่างคนรุ่นใหม่อย่างเธอและคนระดับเซียนการเมืองในพรรค ซึ่งเธอสะท้อนความคิดในมุมการเมืองในแง่ความเห็นของเธอเองว่า ประชาธิปไตยสำหรับการเมือง แต่ละประเทศก็มีความแตกต่างกัน มันทำให้เห็นว่าประชาธิปไตยไม่ใช่สูตรสำเร็จที่เหมาะสมเหมือนกันทั้งหมด เพียงแต่ประชาธิปไตยจะต้องสามารถปรับแต่งเพื่อให้เข้ากับประเทศนั้นๆ ได้ เหมือนเสื้อที่ตัดเย็บออกมาจากโรงงาน มันเป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะใส่เสื้อตัวนี้ได้อย่างพอดีตัว แน่นอนว่าจะต้องปรับแก้ ขยายบ้าง เพื่อให้เข้ากับรูปร่าง ประชาธิปไตยก็เช่นกัน

แต่สำหรับประเทศไทยแล้ว นิยามประชาธิปไตยที่เพชรชมพูอยากเห็นนั้น เธอวาดภาพไว้ว่า อยากเห็นประชาธิปไตยที่สร้างสรรค์กว่าที่เป็นอยู่

“เพราะที่ผ่านมา การเมืองบ้านเราถูกเรียกว่าปิงปอง มันเป็นการต่อว่ากัน ทะเลาะกันระหว่างนักการเมือง เราละเลยว่ามัวแต่ทะเลาะกันแล้วประเทศชาติได้ประโยชน์อะไร เราสาดสีใส่กันต่อว่ากันโดยไม่หาทางออกให้กับประเทศ เป็นการแย่งชิงมวลชนกัน เรื่องแบบนี้เราควรจะเปลี่ยนได้แล้ว” เธอสะท้อนจุดยืนของตัวเองอย่างชัดถ้อยชัดคำ

ต่อข้อคิดเห็นของคนรุ่นใหม่ เธอยืนยันว่าการเห็นต่างเป็นเรื่องธรรมชาติของระบอบประชาธิปไตย แต่เชื่อว่าการเห็นต่างทุกอย่างก็มีผลลัพธ์ที่เหมือนกันหรือเป้าหมายที่ตรงกัน นั่นคือความต้องการเห็นการพัฒนา เห็นการเปลี่ยนแปลงประเทศที่ดีขึ้น หากแต่วิธีการอาจแตกต่างกันไป แต่เราทุกคนก็คือเฟืองเล็กๆ เฟืองหนึ่งของเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่เรียกว่าสังคม และเมื่อเฟืองเล็กๆ นี่เคลื่อนตัวก็ทำให้เครื่องจักรทำงานได้

เราไม่อาจเลี่ยงคำถามกับเธอได้ว่า ความโหดร้ายบนเส้นทางการเมือง ทำให้เธอหวั่นไหวหรือสร้างความตระหนกหรือไม่ เพราะประสบการณ์ของเธอเองก็ต้องสูญเสียคุณตาที่เคยเป็นนักการเมืองท้องถิ่นด้วยกระสุนปืน เพราะต่อสู้กับความไม่ถูกต้องที่บ้านเกิด จ.นครสวรรค์ เธอรับฟังคำถามด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะตอบด้วยเสียงที่ชัดเจนว่า ด้วยอายุที่ยังน้อยและยังไม่มีภาระส่วนตัวมากนัก ดังนั้นจึงพร้อมจะเสียสละเพื่อให้เข้ามาทำงาน

“ถามว่ากลัวมั้ย ไม่กลัวค่ะ เพราะเข้ามาแล้วก็ต้องหนักแน่นพอสมควร หนักแน่นในเป้าหมายของเราว่าคือะไร คือการพัฒนาประเทศใช่หรือไม่ อุสปรรคต่างๆ ที่จะเผชิญก็เป็นจุดหนึ่งที่ต้องก้าวผ่านให้ได้ ทำงานใหญ่ต้องมีปัญหาอยู่แล้ว แต่ทำอย่างไรให้ถึงจุดนั้นได้ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็มีแน่นอน และแน่นอนว่าการทำงานการเมืองก็คือคนของสาธารณะ และเป็นปกติที่จะต้องถูกตรวจสอบ”

เพชรชมพู เสริมอีกว่า เป้าหมายบนถนนการเมืองไม่ได้คาดหวังจะต้องเป็นผู้แทนในสภา ขอเพียงแต่อยู่จุดไหนก็ได้ที่มีส่วนพัฒนาประเทศ แต่การเมืองก็ต้องยอมรับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เร็วที่สุด เพราะการเมืองคือเรื่องมหภาค การทำงานการเมืองหากเรามีโอกาสก็จะได้เห็นทิศทางของประเทศที่จะมีผลกระทบต่อประชาชน แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับประชาชนว่าจะให้เราไปอยู่จุดนี้ แต่วันนี้ขอทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพราะปลายทางของชีวิตอยากหันกลับมามองอดีตที่เราเคยทำด้วยความชื่นใจ และไม่ต้องเสียดายโอกาสที่เคยจะทำงานเพื่อสังคม

หนักจากเรื่องการเมือง เลี้ยวไปหาเรื่องเบาๆ เพื่อให้รู้จักตัวตนเธอมากยิ่งขึ้น เพชรชมพูถือเป็นคอหนังสืออยู่ไม่หยอก เธออ่านทุกอย่างตั้งแต่หนังสือพิมพ์เพื่อติดตามข่าวสารบ้านเมือง หนังสือหนักๆ ประวัติศาสตร์ ปรัชญา หรือแม้แต่ปล่อยให้จินตนาการทางความคิดได้ท่องเที่ยวอย่างหนังสือนิยาย อาจเรียกได้ว่าเป็นนักอ่านอีกคนเช่นกัน

3 เรื่องหลังสุดที่เธอชอบและอ่าน คือ 1.แอนิมอลฟาร์ม ที่สะท้อนการใช้อำนาจได้อย่างแจ่มแจ้ง 2.เดอะดาวินชี่โค้ด เรื่องนี้เธอบอกว่าสนุกได้คิดตามกับปริศนาในหนังสือ และ 3.พม่าเสียกรุง เพราะการปลูกฝังจากแม่ของเธอที่ส่งหนังสือเล่มนี้ให้ขณะเรียนที่ต่างประเทศ อ่านเพื่อให้วิเคราะห์และฝังความคิดเพื่อไม่ให้ลืมบ้านเกิด

ขณะเดียวกันเธอยังชอบกิจกรรมกลางแจ้ง ไม่ว่าจะเดินป่า ปีนเขา หรือการเล่นกีฬา แต่ที่ไม่พลาดคือเธอยอมรับว่าเป็นคอเพลงดิสนีย์ตัวยง เพราะฟังมาตั้งแต่เด็กและฟังทุกรุ่นของค่ายการ์ตูนดังจากสหรัฐอเมริกา

เวลาว่างเธอเล่าว่าชอบทำขนม โดยเฉพาะคัพเค้ก ซึ่งที่บ้านชื่นชอบเป็นอย่างมาก และเธอเองก็ชอบกินขนมเช่นกัน

เป็นคลื่นอีกลูกที่ใหม่สดบนถนนการเมือง และความคิดอ่านที่ปรุโปร่ง ความทันสมัยทันโลกจากการศึกษาในต่างแดนเกือบ 10 ปีที่วันนี้เธอหวังว่าจะเอาทุกอย่างที่เธอมี ทุกองค์ความรู้ ทุกประสบการณ์ในเวทีโลกมาช่วยพัฒนาประเทศไทย ผืนแผ่นดินอันเป็นที่รักของเธอ 

ประวิชย์ ศรีบัณฑิตมงคล ชีวิตกับงานที่ออกแบบและปรุงรสเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/557505

  • วันที่ 14 ก.ค. 2561 เวลา 09:27 น.

ประวิชย์ ศรีบัณฑิตมงคล ชีวิตกับงานที่ออกแบบและปรุงรสเอง

โดย พลพัต สาเลยยกานนท์

ในฐานะผู้นำองค์กรอย่าง ประวิชย์ ศรีบัณฑิตมงคล กรรมการผู้จัดการ บริษัท คิงส์เมน ซี.เอ็ม.ที.ไอ. ผู้ประกอบการธุรกิจออกแบบและตกแต่งครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นงานตกแต่งภายใน (Interior) งานแสดงสินค้าและนิทรรศการ (Exhibitions) กิจกรรมทางการตลาด (Event and Alternative Marketing) และงานพิพิธภัณฑ์และศูนย์การเรียนรู้ (Museum and Learning Center)

ถ้ากล่าวถึง คิงส์เมน ซี.เอ็ม.ที.ไอ. ในแวดวงธุรกิจออกแบบตกแต่ง ต้องกล่าวถึงในฐานะอยู่เบื้องหลังความสำเร็จขององค์กรชั้นนำและการจัดงานเอ็กซิบิชั่นทั้งในประเทศและต่างประเทศมาแล้วมากมาย

ดังนั้น การเป็นคีย์แมนขององค์กรผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของผู้จัดงานต่างเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน โดยแนวคิดการทำงานที่ให้ความใส่ใจถึงคุณภาพ เน้นการบริหารคน เลือกคนให้ถูกกับงาน ชอบที่จะพูดคุยสอบถามอยู่ตลอด เพื่อให้รู้ถึงปัญหาและหาทางแก้ให้แก่ทีมงาน

หลายต่อหลายครั้งไอเดียและแนวคิดในการทำงานเกิดขึ้นได้จาก “ห้องครัว” เพราะส่วนตัวของ ประวิชย์ เป็นคนชอบทำอาหาร ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เมื่อต้องการรับประทานอาหารตามความต้องการของตัวเอง ก็สามารถเลือกวัตถุดิบปรุงรสชาติ และควบคุมคุณภาพเองได้ตามที่ต้องการเช่นเดียวกับการทำงาน

“ผมมองว่าการทำงานก็เหมือนการทำอาหารสักจาน ถ้าจะเปรียบก็อาจเหมือนการทำต้มยำ เพื่อจะให้ได้ต้มยำรสชาติกลมกล่อม ต้องมีส่วนประกอบหลายๆ อย่าง ทั้ง พริก มะนาว ข่า ตะไคร้ รวมถึงเครื่องปรุงอื่นๆ ที่จะต้องเป็นของดีได้จากการปลูกที่มีคุณภาพเพื่อให้ได้รสชาติที่ดีที่สุด

การทำงานก็เช่นกัน ถ้าจะประสบความสำเร็จได้ ต้องนำทุกภาคส่วนทุกฝ่ายมารวมกันเป็นหนึ่งเดียว คัดเลือกวัตถุดิบที่มีคุณภาพ และความคิดสร้างสรรค์ที่สดใหม่ ก็จะสามารถทำงานนั้นๆ ให้ผลงานออกมาแล้วประสบความสำเร็จที่สุด”

นอกจากนั้น สำหรับการทำงานในบริษัทออกแบบตกแต่งที่จำเป็นต้องมีความสดใหม่ เหมือนวัตถุดิบที่นำมาทำอาหาร รวมถึงความคิดสร้างสรรค์และความเชี่ยวชาญในวิชาชีพ ประวิชย์ ย้ำว่าแน่นอนต้องมีบุคลากรที่หลากหลาย ทั้งหลากหลายทางความคิด หลากหลายเจเนอเรชั่น ทำให้ต้องใช้ความเข้าใจเพื่อที่จะบริหารงาน โดยเน้นการพูดคุยกับทีมงานเสมอ เน้นการสื่อสารเพื่อความเข้าใจที่ตรงกันของแต่ละช่วงวัย

ขณะเดียวกัน ประวิชย์ บอกว่าต้องพยายามหาเวลาพูดคุยและสอบถามทีมงานทุกคนอยู่เสมอว่าตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง ทำงานมีปัญหาอะไรไหม

“เพื่อให้เขากล้าที่จะพูดคุยเล่าถึงปัญหาที่เขากำลังเจอในการทำงาน และจะได้ทราบถึงปัญหาต่างๆ อย่างแท้จริง นำมาสู่การร่วมมือกับทุกคนในการแก้ปัญหานั้นๆ เพราะถ้าทีมงานทุกคนไม่กล้าที่จะพูดถึงปัญหาต่างๆ ที่มีปัญหานั้นก็จะไม่ได้รับการแก้ไข และการสื่อสารกันยังทำให้เราได้ใกล้ชิดกัน สานความสัมพันธ์อันดีส่งเสริมให้การทำงานออกมามีคุณภาพด้วย”

จากประสบการณ์ของประวิชย์ที่ทำงานเกี่ยวกับงานด้านงานแสดงสินค้าและนิทรรศการมากว่า 15 ปี ได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย เจอทั้งงานเล็กไปจนถึงงานระดับนานาชาติ ไม่ว่าเป็นงานบริหารงานโครงการ งานด้านปฏิบัติการต่างๆ เช่น งานมหกรรมการเงินธนาคาร (มันนี่ เอ็กซ์โป) งานมหกรรมยานยนต์ (มอเตอร์ เอ็กซ์โป) และงานประชุมระดับโลกต่างๆ อาทิ งานประชุมโรตารี่สากล งานประชุมไลออนส์โลก อีกทั้งการขยายธุรกิจออกสู่ต่างประเทศ ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ได้ขยายธุรกิจไปที่ประเทศเมียนมาและกัมพูชา เป็นต้น

ประวิชย์ ทิ้งท้ายว่า นอกจากไอเดียและแนวคิดในการบริหารงานที่ประสบความสำเร็จหลายอย่างจะเกิดขึ้นได้จาก “ห้องครัว” แล้วนั้น สิ่งที่ต่อยอดได้ตามมาอีกอย่างหนึ่งคือ “อิ่มท้อง” ด้วย

เช็กจิตให้ดี ชีวีเป็นสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/557318

  • วันที่ 12 ก.ค. 2561 เวลา 11:06 น.

เช็กจิตให้ดี ชีวีเป็นสุข

เรื่อง บีเซลบับ ภาพ จากภาพยนตร์ Saving Mr.Banks

เรื่องราวความเครียดเป็นปัจจัยที่มองข้ามไม่ได้ โดยเฉพาะกับผู้สูงวัยที่ความคิดจิตใจและความผ่องแผ้วของอารมณ์ความรู้สึก สำคัญไม่แพ้ปัจจัยเรื่องความแข็งแรงทางร่างกาย สูงวัยแค่ไหนก็ได้ถ้าจิตและกายไปด้วยกันได้ หมายถึงมีสมรรถนะเต็มเปี่ยมและสามารถส่งพลังซึ่งกันและกันได้ ก็รับรองว่าชีวียืนยาวและเป็นสุขอย่างแท้จริง

รายงานขององค์การอนามัยโลก พบว่า ในแต่ละปีทั่วโลกมีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จมากกว่า 1 ล้านคน กว่า 70% เป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่ไม่ได้รับการรักษา ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่เป็นผู้สูงอายุสูงถึง 29% คำถามที่เจาะลึกลงไป ก็คือ เราจะระแวดระวังบุคลากรสูงวัยหรือทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่าของเราอย่างไร

7 สัญญาณเตือนโรคซึมเศร้า

1.ไม่ร่าเริง อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย

2.เบื่อหน่าย ทำอะไรก็ไม่สนุก (เรื่องที่เคยท้าทาย ก็มองเป็นน่าเบื่อ ไร้อารมณ์)

3.คิดว่าการเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น การขยับเขยื้อนร่างกายแม้เพียงเล็กน้อย เป็นเรื่องที่ยุ่งยากและทำได้ยาก ไม่อยากทำ ไม่คิดที่จะทำ

4.ไม่อยากพบหรือพูดคุยสนทนากับใคร

5.ไม่สามารถคิดพิจารณาหรือตัดสินใจในเรื่องใดๆ ได้ แม้เรื่องนั้นๆ จะเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ตาม

6.ขาดความอยากรู้อยากเห็น ไม่กระตือรือร้นต่อสิ่งใดๆ ไม่อยากรับรู้รับทราบสิ่งอันใดในชีวิตทั้งสิ้น

7.นั่งเหม่อลอย ใจลอย ปล่อยปละละเลยการดูแลตัวเอง บางคนนุ่งชุดนอนชุดเดียวเป็นเวลา 7 วัน

ใช้ 7 สัญญาณเตือนโรคซึมเศร้าเป็นเกณฑ์ในการเฝ้าระวังอาการหรือความผิดปกติของตัวเอง หรือในกรณีที่เป็นญาติลูกหลานก็เฝ้าระวังผู้สูงวัยในบ้านด้วยการเช็กลิสต์ 7 สัญญาณเตือนดังกล่าว ถ้าพบอาการตั้งแต่ 4 ข้อขึ้นไป ให้สันนิษฐานเบื้องต้นว่ามีอาการของโรคซึมเศร้า ควรหาที่ปรึกษาหรือพบจิตแพทย์เพื่อพูดคุยแก้ไขปัญหาต่อไป

กรณีไม่พบสัญญาณเตือนถึง 4 ข้อก็ตาม แต่ก็อย่าเพิ่งวางใจ ขอให้ติดตามอาการและเช็กเป็นระยะๆ หมั่นสังเกตตัวเองหรือหมั่นสังเกตผู้สูงวัยในบ้านบ่อยๆ ใช้หลักว่ารู้ก่อนรักษาก่อนดีที่สุด ที่สำคัญถ้าพบสัญญาณเตือน ก็ขอให้เพิ่มความระมัดระวัง หมั่นพูดคุยเอาใจใส่ และอย่าปล่อยให้อยู่คนเดียวตามลำพัง

บทความนี้ขอแถมให้กับหลักดูแลสุขภาวะทางกาย จิตและสังคมตามแนวพุทธธรรม เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ผู้สูงวัยได้นำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันแบบง่ายๆ เพื่อดูแลสุขภาพองค์รวมที่จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง จิตใจแข็งแกร่งและอายุยืน

พระไพศาล วิสาโล แสดงทัศนะเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า สภาวะจิตใจและความสัมพันธ์กับผู้อื่นมีผลต่อร่างกาย การรักษาที่เน้นเยียวยาแต่อวัยวะร่างกายเฉพาะส่วน โดยไม่สนใจปัจจัยด้านจิตและสังคมนั้น ย่อมเยียวยาโรคไม่หายขาด หรือแม้หายก็กลับจะเป็นซ้ำ

“ใครอยากปลอดโรคทั้งกายและใจ ขอให้ยึดหลักศรัทธาและสุขภาวะทางจิตที่ควบคู่ไปด้วย ความศรัทธาในศาสนา ทำให้คนสวดมนต์ เข้าวัด และประกอบกิจกรรมทางศาสนามากขึ้น ส่งผลให้จิตใจสงบและผ่อนคลาย” พระไพศาล เล่า

งานวิจัยในสหรัฐอเมริกาชิ้นหนึ่ง พบว่า ผู้ป่วยผ่าตัดหัวใจที่มีความศรัทธาในศาสนาและทำกิจกรรมทางศาสนาควบคู่ไปกับการรักษาอาการป่วยไข้ทางร่างกาย มีอัตราการรอดชีวิตหลังผ่าตัดสูงกว่าผู้ป่วยทั่วไปกว่า 2 ใน 3

นอกจากนี้ ก็ขอให้ความสำคัญกับมิตรภาพและสุขภาวะทางสังคม ความสัมพันธ์อันดีกับผู้อื่นช่วยส่งเสริมร่างกายให้แข็งแรง

มีงานวิจัยที่สนับสนุนในเรื่องนี้ โดยเป็นงานวิจัยในสหรัฐอเมริกาที่ผู้วิจัยแบ่งผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมออกเป็น 2 กลุ่ม ได้รับการรักษาเหมือนกันทุกประการ ต่างที่กลุ่มแรกมีการพบปะพูดคุยกันระหว่างคนไข้ และคอยช่วยเหลือกันตามโอกาส ทำเช่นนี้สม่ำเสมอสัปดาห์ละ 90 นาที ต่อเนื่องนาน 1 ปี ขณะที่กลุ่มหลังไม่มีการจัดกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ในกลุ่ม

ผลปรากฏว่าอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยกลุ่มแรกมีสูงกว่าผู้ป่วยในกลุ่มที่สองถึง 2 เท่า นอกจากนี้เมื่อเวลาผ่านไป 5 ปี ผู้ป่วยในกลุ่มที่สองเสียชีวิตทุกคน

ถ้าอยากมีชีวิตยืนยาวก็ต้องหมั่นดูแลสุขภาพให้รอบด้าน ทั้งกายใจและสุขภาวะทางสังคม รับรองว่าป้องกันโรคภัยได้ทุกรูปแบบ จิตใจดีชีวีเป็นสุข แถมยั่งยืนอีกต่างหาก

ภาณุ ณรงค์ชัยกุล หลงรักซูเปอร์คาร์และรถโบราณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/557207

  • วันที่ 11 ก.ค. 2561 เวลา 09:55 น.

ภาณุ ณรงค์ชัยกุล หลงรักซูเปอร์คาร์และรถโบราณ

เรื่อง ภาดนุ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

เต้ย-ภาณุ ณรงค์ชัยกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ภาณาเมรา แฟชั่น และหนึ่งในหุ้นส่วนบริษัท ไทม์ เดคโค เป็นผู้บริหารหนุ่มอีกคนหนึ่งที่หลงรักรถซูเปอร์คาร์ รวมทั้งรถเก่าหายาก เขาจึงศึกษาเรื่องรถเหล่านี้อย่างจริงจัง แถมยังเป็นเจ้าของรถสุดหรูแบรนด์ดังๆ มาแล้วหลายต่อหลายคัน

“ผมก็เหมือนกับผู้ชายทั่วไปที่มีความชอบและรักในเรื่องรถยนต์อยู่ในตัวเป็นเรื่องปกติ ที่ผ่านมาผมเคยใช้รถซูเปอร์คาร์มาหลายแบรนด์แล้วเหมือนกัน เรียกว่าครบทุกแบรนด์ดังๆ ที่คนนิยมใช้กันเลยก็ว่าได้ เช่น ปอร์เช่ แลมโบร์กินี แมคลาเรน หรือเฟอร์รารี่ โดยเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาผมก็เคยมีประสบการณ์ในการลงแข่งรถซูเปอร์คาร์มาด้วยเช่นกัน เพราะเป็นสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน เดี๋ยวพออายุมากกว่านี้แล้วจะทำไมได้

ตอนที่ตัดสินใจไปลงแข่งซูเปอร์คาร์นั้น เหตุผลหลักๆ มาจากการที่ผมได้รถปอร์เช่ รุ่นจีที 2 มาคันนึง ซึ่งเครื่องแรงมากๆ จึงค่อนข้างอันตรายที่จะขับ ผมจึงจำเป็นต้องไปเรียนขับซูเปอร์คาร์เพื่อเพิ่มทักษะในการขับรถของตัวเองให้เข้ากับการใช้รถมากขึ้น ทั้งที่ก่อนหน้านี้ผมคิดว่าตัวเองค่อนข้างขับรถดีอยู่แล้วนะ แต่พอไปเรียนจริงๆ สิ่งที่เราเข้าใจมาตลอดมันผิดหมดเลย เมื่อได้ไปเรียนขับซูเปอร์คาร์ในสนามแข่งผมก็รู้สึกว่า การขับรถเป็นกีฬาอย่างหนึ่งที่ทำให้เราตื่นเต้นอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน พอได้ลองแล้วก็สนุกดี ทำให้ต้องกลับมาถามตัวเองว่าเราจะทำได้มั้ย”

เต้ยเล่าว่า ในช่วงนั้นได้มีการจัดการแข่งขันซูเปอร์คาร์ในรายการ โลตัส ซูเปอร์ ซีรี่ส์ ขึ้นพอดี เขาก็เลยตัดสินใจซื้อรถโลตัสมาขับเพื่อแข่งขันในรายการนั้นด้วย เรียกว่าเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่เขาได้สวมบทบาทนักแข่งสมัครเล่นจนสามารถคว้ารางวัลมาได้หลายครั้ง แต่วันหนึ่งเมื่อมีลูกสาว ความสนใจในการแข่งรถของเขาก็ค่อยๆ จางหายไป

“ที่ผ่านมารถซูเปอร์คาร์ส่วนใหญ่ผมจะซื้อมาใช้ซะมากกว่า บางคันใช้อยู่ 3-5 ปี ก็ขายหรือเปลี่ยนใหม่ไปเรื่อยๆ คันแรกที่ได้มาก็คือปอร์เช่ (Porsche) พอใช้ได้สัก 2 ปี ก็เปลี่ยนมาเป็นปอร์เช่รุ่นอื่นๆ ที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้ใช้ทั้ง ปอร์เช่ แลมโบร์กินี โลตัส และแมคลาเรน ซึ่งเป็นแบรนด์หลักๆ มาหมดเลย แต่ตอนนี้ก็ขายไปหมดแล้วครับ

ปัจจุบันเหลืออยู่ 2 คันคือ เฟอร์รารี่สีแดง และโฟล์คสวาเกนรุ่น Karmann Ghia ซึ่งเป็นรถโบราณที่ถือว่าเป็นรุ่นคุณปู่ของปอร์เช่อีกทีนึง เพราะทั้งปอร์เช่และโฟล์คก็เป็นรถที่มาจากเยอรมนีทั้งสิ้น ซึ่งคนออกแบบจะเป็นคนเดียวกันคือ ดร.เฟอร์ดินานด์ ปอร์เช่ โดยความตั้งใจเดิมของรถโฟล์คคาร์มานน์เกียร์ สมัยนู้นเขาตั้งใจทำออกมาเป็นรถสปอร์ตในยุค ‘50s เหตุผลที่ผมปิ๊งรถโฟล์ครุ่นนี้ก็เพราะรูปทรงของมันสวยสะดุดตามาก ถือว่าเป็นรถทรงสปอร์ตคูเป้ที่ผมชอบที่สุด

ตอนที่ผมเป็นเด็กๆ ผมเคยเห็นคนรวยในยุคนั้นขับรถรุ่นนี้มาก่อน ตอนนั้นผมรู้สึกว่าทำไมรถโฟล์ครุ่นนี้ถึงสวยจังเลย เมื่อเทียบกับโฟล์คเต่าทั่วไป พอโตมาผมก็ยังรู้สึกชอบรถโฟล์ครุ่นนี้อยู่ คือเห็นจากราคาหลักหมื่น เป็นหลักแสน หลักหลายแสน กระทั่งปัจจุบันนี้ราคาหลายล้านบาทแล้ว ซึ่งรถรุ่นนี้ผมอยากได้มา 20 ปีแล้ว พอได้มาเจอรถคันนี้ที่สภาพยังสมบูรณ์ ไม่ได้มีการดัดแปลง ผมจึงตัดสินใจซื้อเลย พอซื้อมาก็เก็บรักษาและดูแลอย่างดี ไม่ค่อยได้ขับไปไหน เพราะรุ่นนี้เป็นรถโบราณที่ไม่มีแอร์ (แต่มีพัดลม) ผมแค่ขับไปเติมน้ำมันและไปร้านล้างรถในหมู่บ้าน แล้วก็ขับมาเก็บไว้ในโรงรถแค่นั้น ตอนที่ผมซื้อมาราคา 2 ล้านกว่าบาท ปัจจุบันนี้ราคาเริ่มขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วครับ”

เต้ยบอกว่า การเก็บรถโบราณหายากสำหรับเขาแล้ว เหมือนเป็นการลงทุนอีกรูปแบบหนึ่ง ถ้าในอนาคตรถคันนี้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ขายแล้วได้กำไร เขาก็อาจจะตัดสินใจขายไปก็ได้

“สำหรับเฟอร์รารี่สีแดง เหตุผลที่ซื้อมาก็เพราะมาจากความชอบก่อนเป็นอันดับแรก แล้วยังประกอบไปด้วยปัจจัยหลักอีก 3 ข้อคือ ข้อแรก ผมสามารถขายรถคันเก่าแล้วเพิ่มเงินเพื่อซื้อรถเฟอร์รารี่คันนี้มาได้ ข้อสอง บริษัท ไทม์ เดคโค ที่ผมบริหารงานอยู่มีแบรนด์สินค้าเฟอร์รารี่อยู่แล้ว เวลาไปประชุมคนก็มักจะถามว่าใช้รถอะไร ทำไมไม่ใช้เฟอร์รารี่ ผมก็เลยซื้อมาซะเลย ข้อสาม ผมมองว่ามันเป็นเรื่องของการลงทุน อีกอย่างเราซื้อมาในราคาตลาด ผมเลยรู้สึกว่าในอนาคตมันอาจจะเพิ่มมูลค่าขึ้นไปอีกเรื่อยๆ เพราะปัจจุบันนี้ปอร์เช่หรือเฟอร์รารี่รุ่นเก่าๆ จะมีราคาแพงกว่ารถรุ่นใหม่ๆ เสียอีก เฟอร์รารี่คันนี้จะนำออกไปขับบ้าง แต่ส่วนมากก็จะเก็บไว้ในโรงรถครับ”

มาถึงของสะสมอีกอย่าง นั่นก็คือ โมเดลสุดพรีเมียมจากภาพยนตร์เรื่อง Star Wars ที่ผู้บริหารหนุ่มได้เก็บสะสมไว้เป็นของรักของหวงด้วยเช่นกัน

“ผมชอบ Star Wars มาตั้งแต่เด็กๆ ที่จริงยุคนี้ของสะสมจาก Star Wars มีเยอะมากๆ แม้ผมไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ที่ต้องมีของสะสมทุกชิ้น แต่ก็มีของบางอย่างจาก Star Wars ที่ผมชอบ จำได้ว่าตอนที่ผมยังเป็นเด็ก Star Wars จะเป็น Episode 4-6 จากนั้นพอ 20 ปีให้หลัง ถึงได้เริ่มมี Episode 1-3 ออกฉาย จะมีตัวร้ายชื่อ ดาร์ธมัวร์ ซึ่งเป็นตัวละครที่โดดเด่นมาก ผมเลยรู้สึกชอบตัวนี้ เพราะดูโหดๆ ดี แถมดาบเลเซอร์ของดาร์ธมัวร์ยังเปลี่ยนเป็นทวนเลเซอร์ได้ทั้งด้ามอีกด้วย ในขณะที่ดาบเลเซอร์ของอัศวินเจไดจะเป็นแค่เลเซอร์เพียงด้านเดียว ผมก็เลยชอบดาร์ธมัวร์มากเป็นพิเศษ ช่วงที่ Star Wars เอพิโซด 4 เริ่มออกฉาย ตอนนั้นผมไปประชุมที่นิวยอร์กพอดี ก็เลยซื้อดาบเลเซอร์ของดาร์ธมัวร์หิ้วกลับมา 2 เล่มเลย

ความพิเศษของดาบดาร์ธมัวร์ ซึ่งบริษัทของเล่นที่ทำขายตั้งใจทำออกมาเป็นของสะสมนี้ก็คือ ตัวดาบจะมีเอฟเฟกต์ไฟเลเซอร์ไล่จากล่างขึ้นบน ตรงกับในภาพยนตร์ทุกอย่างเลย แม้จะมีดาบแล้ว แต่ก็ยังขาดโมเดลดาร์ธมัวร์ซึ่งเป็นผู้ถือดาบอยู่ดี วันหนึ่งผมได้ไปเดินเล่นที่โซนขายของเก่าแถวสวนจตุจักร แล้วบังเอิญได้ไปเจอโมเดลดาร์ธมัวร์ขนาดเท่าตัวคนจริงๆ เข้าพอดี ซึ่งตอนที่เห็นนั้นมันอยู่ในสภาพฝุ่นเขรอะเลย ผมก็เลยซื้อกลับมาไว้ที่บ้าน จากนั้นก็นำมาซ่อมแซมไฟเบอร์ด้านในที่มันเริ่มเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา โชคดีว่าภรรยาผมเก่งในเรื่องการตัดเย็บเสื้อผ้า เธอจึงช่วยซ่อมแซมชุดให้ดาร์ธมัวร์ใหม่จนมีสภาพดีขึ้น

ต่อมาผมก็เจอโมเดลมาสเตอร์โยดา ตัวนี้ถือว่าเป็นโมเดล ลิมิเต็ด เอดิชั่น ซึ่งทางร้านนำเข้ามาจากต่างประเทศ จากที่ซื้อมาราคาหลักหมื่น ตอนนี้ราคาเด้งขึ้นไปเป็นหลักแสนแล้ว แล้วเชื่อมั้ยว่าตัวดาร์ธมัวร์ในอีเบย์ (Ebay) ตอนนี้ขายกันตัวละ 2 แสนบาทแล้ว เพราะหาไม่ได้แล้วไง มันจึงกลายเป็นของหายากไปเลย ของสะสมจากสตาร์วอร์สส่วนใหญ่ ผมจะรวบรวมและตั้งโชว์ไว้ในห้องโฮมเธียเตอร์ภายในบ้าน เวลาเราเข้าไปดูภาพยนตร์ก็จะได้เห็นของเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา”

เต้ยทิ้งท้ายว่า สำหรับดาบสตาร์วอร์สนั้นยังมีอีกหลายรุ่นหลายเวอร์ชั่นที่เขายังตามเก็บไม่ทัน ตอนนี้ดาบบางเล่มในเรื่อง Star Wars : Episode I –  The Phantom Menace หายากมาก แถมราคายังเด้งขึ้นไปที่ 5 หมื่นบาทแล้วด้วย แต่ปัจจุบันเป็นที่น่าเสียดายมาก เพราะบริษัทเก่าซึ่งเป็นผู้ผลิตดาบรุ่นนี้ไม่ได้ทำออกมาขายอีกแล้ว

“ตอนนี้บริษัทอีกแห่งหนึ่งที่ผลิตดาบเลเซอร์สตาร์วอร์สออกมาขายในท้องตลาดจะเป็นดาบรุ่นใหม่ๆ ของตัวละครในสตาร์วอร์สภาคปัจจุบันซะมากกว่า ผมจึงยึดแนวทางในการเก็บสะสมดาบเลเซอร์จากสตาร์วอร์สไปเรื่อยๆ เท่าที่สามารถหาได้เพราะรู้สึกว่าสนุกดี เก็บแล้วไม่กินพื้นที่มากนัก พูดง่ายๆ ว่าเหมือนเป็นงานอดิเรกที่สร้างความสุขให้กับตัวเอง แต่หากวันหนึ่งมันเกิดมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมาก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี”