โรงเรียนผู้สูงอายุ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตอบโจทย์สังคมยุคนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/557206

  • วันที่ 11 ก.ค. 2561 เวลา 09:50 น.

โรงเรียนผู้สูงอายุ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตอบโจทย์สังคมยุคนี้

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

หลายปีมานี้คำว่า “ผู้สูงอายุคุณภาพ” เป็นคำที่สังคมไทยมีการพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง เนื่องจากประเทศไทยมีการเพิ่มของประชากรผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้งด้านปริมาณและสัดส่วนต่อประชากร หลายหน่วยงานโดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐ จึงพยายามที่จะช่วยเหลือให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ สามารถดำรงชีวิตในสังคมอย่างมีความสุขและมีคุณค่าโดยไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระของสังคมและลูกหลาน

รร.ผู้สูงอายุ มธ.การตอบรับเกินคาด

สถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เป็นหน่วยงานหนึ่งที่กำลังขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในเวลานี้อย่างน่าสนใจ โดยได้จัดโครงการฝึกอบรมหลักสูตรการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ หรือโรงเรียนผู้สูงอายุขึ้น ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ครอบคลุมในทุกมิติของผู้สูงวัย โดยเปิดรับสมัครผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป

เพิ่งเปิดอบรมไปเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา นักเรียนมีทั้งหมด 2 รุ่น รุ่นแรกมี 57 คน เปิดเรียนวันที่ 11 มิ.ย. ณ ห้องอบรมสัมมนา ชั้น 2 สำนักงานศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มธ.ศูนย์รังสิต ระยะเวลาการอบรม 25 วัน (11 มิ.ย.-3 ก.ย.) เรียนเฉพาะวันจันทร์และพฤหัสบดี ส่วนรุ่นที่ 2 เปิดวันที่ 13 มิ.ย. ณ ห้องประกอบ หุตะสิงห์ อาคารอเนกประสงค์ 1 ชั้น 3 มธ.ท่าพระจันทร์ อบรม 25 วัน (13 มิ.ย.-7 ก.ย.) เรียนเฉพาะวันพุธและศุกร์ตั้งแต่เวลา 09.00-12.00 น.

การเปิดโรงเรียนผู้สูงอายุครั้งนี้ผู้สมัครเรียนมากกว่า 300 คน แต่สถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์สามารถรับได้เท่าจำนวนที่กล่าวมา ทำให้ผู้สมัครที่เหลือคงต้องรอรอบหลัง ซึ่งต้องรอดูความชัดเจนว่าจะเปิดได้อีกเมื่อไร เพราะการจัดโครงการใช้งบประมาณค่อนข้างมาก แม้ผู้สมัครจะเสียค่าสมัคร 2,000บาท/คน (ค่าเอกสาร อาหารว่างและเครื่องดื่ม อาหารกลางวัน การศึกษาดูงาน และวุฒิบัตร) ก็ตาม

หลักสูตร เน้นต้องรู้ ควรรู้และอยากรู้

เมื่อพลิกไปดูเนื้อหาการอบรมถือว่าครอบคลุมไลฟ์สไตล์และการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้สูงอายุในสังคมเมือง แต่ผู้สูงอายุในชนบทก็สามารถนำไปแอพพลายได้ เรียน 25 วัน รวมทั้งสิ้น 106 ชั่วโมง ประกอบด้วย 3 ชุดการเรียน 3 มิติ

ชุดการเรียนรู้ที่ 1 เป็นเรื่องที่ผู้สูงอายุ “ต้องรู้” ได้แก่ เรื่องสุขภาพ ซึ่งทุกคนก็จะได้เรียนวิชาต่างๆ เช่น การดูแลสุขภาพองค์รวมและการเปลี่ยนแปลงสำหรับผู้สูงอายุ โรคที่พึงระวังสำหรับผู้สูงอายุ โภชนาการที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุ สิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม ยาสมุนไพรไทยเพื่อผู้สูงอายุ และการฝึกกายภาพบำบัดเพื่อสุขภาพที่ดี

ชุดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่องที่ผู้สูงอายุ “ควรรู้” จำนวน 21 ชั่วโมง สังคม เศรษฐกิจ การเงิน 12 ชั่วโมง ประกอบด้วยวิชา เทคโนโลยีเพื่อการสื่อสารสำหรับผู้สูงอายุ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น เกี่ยวกับการเขียนพินัยกรรม (พินัยกรรมมรดก/พินัยกรรมชีวิต) เศรษฐกิจพอเพียง การวางแผนด้านการเงิน สิทธิและสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุ พระพุทธศาสนาและมิติศิลปวัฒนธรรม การพัฒนาจิต การบำเพ็ญประโยชน์ (จิตอาสา) และเรียนประวัติศาสตร์

ชุดการเรียนรู้ที่ 3 สิ่งที่ผู้สูงอายุ “อยากรู้” มี 48 ชั่วโมง โดยมีกิจกรรมนันทนาการ 18 ชั่วโมง มีตาราง 9 ช่อง รำวง ลีลาศ ส่งเสริมอาชีพ 30 ชั่วโมง มีเรียนทำกระเป๋า การจักสาน การเกษตร เช่น ปลูกผักออร์แกนิก ทำเมนูอาหาร รวมถึงการศึกษาดูงาน และทัศนศึกษาเชิงวัฒนธรรม

เนื้อหาตรงใจบรรยากาศการเรียนเยี่ยม

ผศ.ดร.ศุภชัย ศรีสุชาติ ผู้อำนวยการสถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ กล่าวว่า ไม่คิดมาก่อนว่าการเปิดอบรมหลักสูตรครั้งนี้จะได้รับการตอบรับดีเกินคาดจากผู้สูงวัย มีคนสมัครมาเยอะ ถือเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์ เข้าใจว่าการที่คนสนใจอยากมาเรียนเพราะเชื่อมั่นในความเป็นธรรมศาสตร์ อีกส่วนหนึ่งน่าจะเป็นหลักสูตรที่จัดทำขึ้นค่อนข้างครอบคลุมการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุ มีทั้งเรื่องสุขภาพ การเงิน กฎหมาย จิตใจ จิตอาสา บันเทิง อาชีพ สิ่งแวดล้อม ที่อยู่อาศัย เป็นต้น ที่สำคัญอาจารย์ผู้ให้การอบรมล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในด้านนั้นๆ มีทั้งอาจารย์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และข้างนอก

“ทุกคนที่มาเรียนไม่ว่าที่ศูนย์รังสิต หรือท่าพระจันทร์ ล้วนแล้วแต่แฮปปี้ มีความสุข ยิ้มแย้ม สดใส ได้พบปะเพื่อนใหม่ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน มีหลากหลายอายุ แต่พอมาเรียนด้วยกันชีวิตมีชีวาขึ้นมาทันที กลับไปบ้านลูกหลานถามมีความสุขไหม ตอบเป็นเสียงเดียวกันมีความสุข สนุกไม่เครียด บางคนถึงกับมาบอกว่าทำไมเปิดช้าจัง น่าจะเปิดตั้งนานแล้ว

ขณะบรรยากาศในห้องเรียนก็เป็นบรรยากาศที่มีแต่ความสนุกตามแบบฉบับผู้สูงวัย ไม่มีใครถือตัวถือตน บางท่านเป็นหม่อมราชวงศ์นะ แต่เป็นกันเอง ไม่ถือตัวเลย ทั้งผู้เรียนและอาจารย์สอน โดยอาจารย์จะเปิดโอกาสให้สอบถามเต็มที่ ใครมีเรื่องอะไรอยากถามถามได้เลย ซึ่งก็จะมีคนถามเยอะนะ ส่วนคนที่ไม่ได้ถามก็พลอยได้ความรู้ไปด้วย

ผมเองสอนเรื่องการเงิน หลายคนก็อยากรู้ว่าจะบริหารจัดการเงินอย่างไร บางคนถามถึงเรื่องการลงทุน แต่เราจะพยายามบอกว่าเงินที่เรามีควรเป็นเงินที่ใช้เพื่อการดูแลตัวเอง ถ้าเหลือยังไงค่อยให้ลูกหลาน แต่ไม่ใช่มีแล้วให้หรือจุนเจือลูกหลานหมด ต้องเก็บไว้ใช้สำหรับการดูแลตัวเองจะได้ไม่ลำบากลูกหลานที่ต้องมาดูแลเรา” ผู้อำนวยการสถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ กล่าว

ดร.สันทณี เครือขอน รองผู้อำนวยการฝ่ายบริการสังคม สถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ ผู้สอนด้านกายภาพและการออกกำลังกาย กล่าวว่า ทุกวันที่เรียนก่อนเข้าสู่การเรียนวิชาต่างๆ เวลา 9 โมงไปจนถึง 10 โมง 1 ชั่วโมงอาจารย์จะสอนกายบริหารและการออกกำลังกายด้วยท่าต่างๆ เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติและนำไปทำที่บ้านได้

“อย่างการเต้นลีลาศที่เพิ่งสอนไป ตา มือ เท้าต้องสัมพันธ์กัน การเคลื่อนไหวร่างกายอย่างน้อย 50 นาที/สัปดาห์ จะป้องกันการเสื่อมของสมองได้ บางคนเคยเต้นมาบ้างแต่บางคนไม่เคย พอได้ออกมาทำมันทำให้เขามีระบบสมองที่ดี เพราะการขยับแขนขยับขาให้สัมพันธ์กันนั้นอยู่ในการควบคุมของสมอง เต้นแล้วมีความสนุก ไม่ใช่เรื่องน่าอายอะไร”

ดร.สันทณี กล่าวต่อว่า กล้าพูดได้เลยว่าทุกคนที่มาเรียนมีความสุขและประทับใจ บางคนได้รู้สิ่งที่ไม่เคยรู้ ได้ทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน เช่น กฎหมายมรดก การเขียนพินัยกรรมเขียนอย่างไรไม่ให้ลูกทะเลาะกัน หลายคนไม่รู้หรือพินัยกรรมชีวิตก็จำเป็น เวลาเจ็บป่วยต้องเข้าโรงพยาบาลไม่อยากให้หมอทำกับอวัยวะส่วนไหนของตัวเองก็สามารถเขียนระบุไว้ในพินัยกรรมชีวิต ซึ่งการเขียนต้องถูกต้องไม่อย่างนั้นหมอไม่เชื่อ

“ทั้งหมดมีสอนและทุกคนอยากรู้ นอกจากนี้เรายังมีวิชาจิตอาสาเพื่อสังคมด้วย คือ ผู้สูงอายุมีจิตใจอยากช่วยเหลือสังคมอยู่แล้ว เราก็ให้เขาแบ่งกลุ่มไปทำกิจกรรมเพื่อสังคมกัน อยากทำอะไรคุยกันเองในกลุ่มว่าจะทำอะไรแล้วก็มาแชร์กัน บางกลุ่มรณรงค์การลดขยะ บางกลุ่มซื้อเครื่องมือแพทย์ให้โรงพยาบาล บางกลุ่มไปทำกิจกรรมและมอบของใช้ให้กับบ้านพักคนชรา บางกลุ่มให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนในพื้นที่ยากจน เป็นต้น”

ความรู้สึกจากใจผู้เรียน

ไพบูลย์ คุนผลิน อายุ 64 ปี รองผู้อำนวยการ บริษัท ไทยพัฒนาประกันภัย (วินาศภัย) ควงภรรยามาเรียนด้วยกันโดยลูกๆ อยากให้มาเรียนด้วย เปิดเผยว่า ตอนที่มาสมัครเรียนก็ไม่รู้ว่าบรรยากาศการเรียนเป็นแบบไหน แต่พอเรียนวันแรกก็ได้เพื่อนใหม่ เห็นวิชาที่เปิดสอนก็ชอบเลย พอเรียนไปเรื่อยๆ ได้ความรู้มากมายที่ไม่เคยรู้และไม่เคยสนใจมาก่อน เช่น เรื่องพินัยกรรมชีวิต ก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีและเราสามารถเขียนขึ้นมาเองได้ หรือการวางแผนด้านการเงิน โภชนาการ เป็นต้น

“ผมอยู่พหลโยธินขับรถมาแต่เช้ากับภรรยา มาเรียนด้วยกัน วันแรกก็ประทับใจ ตอนเช้าอาจารย์พาออกกำลังกาย ยืดเส้น ยืดสาย บริหารกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ เช่น แขน ขา ไหล่ ศีรษะ เมื่อก่อนเอามือแตะปลายเท้าลำบากมาก ทุกวันนี้สบายเลย อาจารย์สอนเป็นกันเอง ทุกคนที่มาเรียนอัธยาศัยดี สิ่งที่เรียนแล้วนำไปปฏิบัติได้เลย คือ การรับประทานอาหาร เมื่อก่อนอยากกินอะไรจัดเลย แต่พอมาเรียนทำให้เรามีสติในการกินมาก ถึงอยากแต่ก็ต้องรู้จักอด เช่น ขาหมูที่ชอบกินก็เพลาๆ ลง”

ไพบูลย์ฝากไปยังผู้สูงวัยทั้งหลายว่าอย่าประมาทในชีวิต ควรต้องเตรียมตัวเป็นผู้สูงวัยที่มีคุณภาพได้แล้ว อีกหน่อยประเทศไทยก็เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ ถ้าถึงวันนั้นไม่เตรียมตัวพวกเราอาจจะเป็นภาระให้กับประเทศ สังคมและลูกหลาน เพราะฉะนั้นถ้าเปิดรุ่นต่อไปอยากให้มาเรียนจะได้นำความรู้ไปปรับใช้ในชีวิต

ชนิดา เกตุเอม อายุ 66 ปี นักบัญชีและนายกสมาคมสำนักงานบัญชีและกฎหมาย  เผยว่าชีวิตทุกวันนี้ก็มีพร้อมทุกอย่างไม่ได้เดือดร้อน แต่ที่มาเรียนเพื่ออยากมาฟังประสบการณ์เรื่องราวต่างๆ ของผู้สูงอายุคนอื่นๆ โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้ทำงานแล้วว่าอยู่หรือใช้ชีวิตอย่างไร เพราะปัจจุบันตัวเองยังทำงานอยู่แต่ว่าต่อไปเมื่อถึงเวลาก็คงต้องหยุดพักเหมือนกัน

“ประทับใจที่โครงการนี้ตอบโจทย์ผู้สูงวัยได้ดีมาก ได้ความรู้มากมาย เช่น การออกกำลังกาย เรื่องการใช้ยา เรื่องสุขภาพมันสามารถเติมเต็มชีวิตผู้สูงวัยได้ ที่สำคัญได้นำความรู้ที่ได้ไปบอกต่อเพื่อนๆ จนหลายคนอยากมาเรียนด้วย บางคนถึงกับบ่นทำไมไม่ชวนไปเรียนด้วยกันแต่แรก”

ปิดท้ายด้วย แววดาว มหัธนสกุล อายุ 73 ปี เจ้าของธุรกิจร้านเหล็ก กล่าวว่า ประทับใจหลายอย่างโดยเฉพาะการทำกิจกรรมเพื่อสังคมที่เปิดให้แต่ละกลุ่มไปทำ รู้สึกดีที่ได้ทำและมีความสุข โดยกลุ่มของตัวเองที่มีสมาชิก 13 คน จะรวบรวมเงินไปทำบุญให้กับโรงพยาบาลศิริราชในการสร้างตึกของโรงพยาบาลในวันที่ 11 ก.ค.นี้

ฟิตร่างกาย รับมืออากาศเปลี่ยนแปลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/557061

  • วันที่ 09 ก.ค. 2561 เวลา 15:23 น.

ฟิตร่างกาย รับมืออากาศเปลี่ยนแปลง

เรื่อง ภาดนุ ภาพ ฟิตเนส เฟิรส์ท

เตรียมรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงเข้าสู่ฤดูฝนกันแล้วหรือยังไม่ใช่แค่ทำใจกับรถติดหรือพกร่มออกจากบ้านเท่านั้นนะ แต่รวมถึงสุขภาพและความฟิตของร่างกายเราด้วย

ยิ่งหนุ่มสาวออฟฟิศทั้งหลายที่ใช้ชีวิตเร่งรีบในแต่ละวัน ก็อาจจะละเลยหรือมองข้ามการดูแลตัวเองกันได้ง่ายๆ เผลอนิดเดียวโรคภัยไข้เจ็บถามหา ฉะนั้นเรามาออกกำลังกายเป็นประจำกันดีกว่า ร่างกายจะได้มีภูมิคุ้มกัน ไม่ป่วยง่าย แถมยังสดชื่น ควบคู่ไปกับรูปร่างที่ดีอีกด้วย

พาขวัญ สุพานิชรัตนา ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกาย จากฟิตเนสเฟิรส์ท ได้มาให้ข้อมูลและชี้เหตุผลชัดๆ ว่าทำไมการออกกำลังกายถึงช่วยให้เรามีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้นได้

ระบบภูมิคุ้มกันถูกกระตุ้นจากการออกกำลังกาย

เมื่อออกกำลังกาย หัวใจของเราก็จะแข็งแรงขึ้น ส่งผลให้การหมุนเวียนโลหิตในร่างกายดีขึ้น ปอดทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนไปตามส่วนต่างๆ ในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายก็เช่นกัน ระบบนี้มีหน้าที่ต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ ที่ดาหน้ากันเข้ามาทุกวัน การออกกำลังกายจะเพิ่มการหมุนเวียนของเลือดโดยรวม ทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาว (White Blood Cell) ถูกหมุนเวียนไปยังเซลล์ทั้งร่างกาย และทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวมีความสามารถในการจัดการกับสิ่งแปลกปลอมได้มากขึ้น

ถ้าเราออกกำลังกายเป็นประจำ จะเป็นการไปกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้ตื่นตัว และจะยังทำงานได้ดีต่อไปอีก 2-3 ชั่วโมงหลังการออกกำลังกาย พูดง่ายๆ ว่าการออกกำลังกายเป็นประจำจะกระตุ้นให้ระบบในร่างกายทำงานตลอดเวลา นี่จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมเราต้องออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และทำไมคนที่ไม่ค่อยออกกำลังกายถึงป่วยได้ง่ายกว่านั่นเอง

ออกกำลังกายแค่ไหนถึงจะช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน

สำหรับคนทั่วไปควรออกกำลังกายอย่างเหมาะสม โดยออกกำลังกายหนักปานกลาง 150 นาที/สัปดาห์ หรือ 30 นาที/วัน ทั้งหมด 5 วัน ทั้งนี้สามารถทำครั้งละ 10 นาทีแล้วพัก และทำต่อในรอบที่ 2 และ 3 อย่างละ 10 นาที รวมทั้งหมด 30 นาทีก็ได้

ถ้าออกกำลังกายหนักให้ออก 75 นาที/สัปดาห์ หรือ 20 นาที 3 ครั้ง/สัปดาห์ ทั้งนี้ควรออกกำลังกายแบบแอโรบิกที่เป็นการออกกำลังกายแบบต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นระบบหัวใจ สามารถทำได้หลายวิธี เช่น วิ่ง ปั่นจักรยานแบบง่ายๆ ใครที่เป็นสมาชิกในฟิตเนสก็สามารถเลือกอุปกรณ์ได้หลากหลายในแบบที่ชอบได้มากขึ้น ควบคู่หรือสลับกับการเล่นเวทเทรนนิ่งด้วย ก็จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงทั้งระบบหัวใจ ปอด และกล้ามเนื้อ

เมื่อเราทำอย่างสม่ำเสมอ นอกจากจะช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกายได้แล้ว ยังส่งผลให้นอนหลับง่าย ตื่นมาสดชื่น สมองปลอดโปร่ง ลดความเครียดสะสม แถมยังลดความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ ในระยะยาว เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง โรคเบาหวาน โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และภาวะน้ำหนักเกินได้อีกด้วย แต่ทั้งนี้ก็ไม่ควรออกกำลังกายอย่างหักโหมเช่นกัน เพราะร่างกายที่เหนื่อยล้าถึงขีดสุดนั้นจะหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันลดต่ำลง ซึ่งอาจกลายเป็นเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยแทน

สุขภาพดีต้องมีตัวช่วยเสริม

การรับประทานอาหารที่หลากหลายและได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน ก็ช่วยเสริมภูมิต้านทานในร่างกายได้อีกทางหนึ่ง แต่ควรได้สัดส่วนด้วย ไม่มากไป เพราะจะเสี่ยงต่อภาวะอ้วนและโรคภัยอีกสารพัด แล้วก็ไม่น้อยไป จนแทบไม่มีเรี่ยวแรงทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน จำไว้ว่าสุขภาพดี ไม่ได้แปลว่าต้องผอมเสมอไป นอกจากนี้สุขภาพจิตก็สำคัญ หาทางจัดการกับความเครียด ตั้งสติ ทำสมาธิ ทำกิจกรรมที่ชอบ ออกไปพบปะเพื่อนฝูง หรือย้อนกลับมาที่การออกกำลังกายก็ช่วยได้เป็นอย่างดี

ใครรู้สึกว่าช่วงนี้ชักจะหย่อนๆ เรื่องออกกำลังกายเกินไป หรือกินตามใจตัวเอง รวมทั้งเครียดจากปัญหาต่างๆ ลองหาเวลาวันละ 30-60 นาที/วัน เพื่อออกกำลังกายยืดเส้นยืดสายดูสิ รับรองว่าจะเจอกับหน้าฝนหรือหน้าไหนๆ เราก็จะสตรองแน่นอน

หยุดคุกคามทางเพศ ด้วยพลังสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/557060

  • วันที่ 09 ก.ค. 2561 เวลา 15:21 น.

หยุดคุกคามทางเพศ ด้วยพลังสังคม

เรื่อง ภาดนุ ภาพ เอพี

สาเหตุที่ผู้หญิงถูกคุกคามทางเพศมาอย่างยาวนานนับจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ก็เพราะบางสังคมมองว่า สิ่งนี้เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ยอมรับกันได้ เนื่องจากบางสังคมยอมรับความต้องการของเพศชายมากกว่าเพศหญิง แต่ที่แย่ยิ่งกว่านั้น เมื่อผู้หญิงหลายคนถูกล่วงละเมิด บางสังคมยังกลับซ้ำเติมพวกเธอเข้าไปอีก เพราะไปยึดติดกับมายาคติที่ว่า เป็นเพราะพวกเธอแต่งตัวโป๊หรือล่อแหลมเกินไป ก็เลยทำให้ถูกล่วงละเมิดทางเพศ

โอ้ว! ถ้ายังมีคนคิดแบบนี้อยู่ละก็ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะร่วมกันใช้พลังสังคม เพื่อหยุดการล่วงละเมิดทางเพศเสียที?

ซินดี้-สิรินยา บิชอพ นางแบบและนักแสดงสาวชื่อดัง ผู้ริเริ่มแคมเปญ #DontTellMeHowToDress ซึ่งเป็นกระแสการเคลื่อนไหวในประเทศไทย ที่สอดคล้องกับกระแส #MeToo ซึ่งเกิดขึ้นทั่วโลก โดยกลุ่มคนผู้มีชื่อเสียง และนักเคลื่อนไหว ที่พากันออกมาตั้งคำถามเกี่ยวกับทัศนคติทางสังคมที่มีต่อความรุนแรงทางเพศ เล่าถึงที่มาของแคมเปญนี้

“แคมเปญนี้เกิดจากการที่ซินดี้พูดความในใจผ่านโซเชียลมีเดีย ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา ซึ่งมีการพูดถึงการแต่งกายของผู้หญิงไทย ว่าอาจเป็นสาเหตุของการถูกคุกคามหรือถูกล่วงละเมิดทางเพศ แต่กลับไม่มีใครพูดถึงการกระทำของผู้ชาย หรือมีมาตรการที่จะจัดการกับคนพวกนี้อย่างจริงจังสักที ซินดี้ก็เลยแชร์ความคิดเห็นลงบนโซเชียลมีเดีย แล้วปรากฏว่ามีผู้หญิงเข้ามาแชร์ประสบการณ์ที่พวกเธอถูกล่วงละเมิดทางเพศกันมากมาย

ซินดี้-สิรินยา บิชอพ

นี่จึงเป็นที่มาของ #DontTellMeHowToDress ซึ่งเราอยากจะสานต่อ ซินดี้ก็เลยโทรไปหา คุณณัฐ ประกอบสันติสุข (ช่างภาพชื่อดัง) ว่าอยากจะจัดนิทรรศการ ‘พลังสังคม หยุดคุกคามทางเพศ’ ขึ้นมา จากนั้นก็ติดต่อไปยัง ‘มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล’ ด้วย เมื่อเริ่มมีพันธมิตรมากขึ้น เราก็อยากจะเป็นกระบอกเสียงให้กับผู้หญิงไทยในเรื่องนี้ จึงได้ติดต่อไปยังองค์การสหประชาชาติ (UN Women) ซึ่งทางยูเอ็นก็ช่วยสนับสนุนอย่างเต็มที่ รวมทั้งพันธมิตรอื่นๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน

ทำให้เรามีพลังในการสานต่อแคมเปญ และได้จัดนิทรรศการขึ้นในช่วงวันที่ 4-15 ก.ค.นี้ ที่ชั้น 4 หอศิลป วัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร ซึ่งในนิทรรศการจะมีการจัดแสดงภาพถ่าย 16 ภาพ 16 ข้อความจากเหล่าเซเลบบริตี้ชื่อดังของไทย อาทิ อนิพรณ์ เฉลิมบูรณะวงศ์ ดาวิกา โฮร์เน่ ราณี แคมเปน เมทินี กิ่งโพยม ฯลฯ รวมทั้งภาพเสื้อผ้าของเหยื่อจากมูลนิธิฯ ซึ่งตัดทอนภาพที่โหดร้ายออกไปแล้ว โดยมีข้อความหรือเนื้อหาข้างๆ ที่สามารถจะส่งต่อหรือสื่อสารออกไปยังสังคมในวงกว้างได้ ว่าทุกคนมีความคิดเห็นกับเรื่องนี้อย่างไรบ้าง”

ซินดี้บอกว่า รู้สึกดีใจมากที่ทุกเสียงของทุกคนที่มาร่วมมือกันนั้น มีพลังในการเรียกความสนใจจากผู้คนให้มาร่วมกันสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้ แม้จะเป็นเรื่องที่ยากและท้าทายมากก็ตาม

“นอกจากเราควรจะมีการพูดถึงเรื่องนี้กันมากขึ้นแล้ว ซินดี้ว่าทุกคนต้องถามตัวเองด้วยว่า เราคิดเห็นกับเรื่องนี้อย่างไร ที่สำคัญเราต้องย้อนไปดูมายาคติที่มีอยู่ในตัวเราซะก่อน ก่อนที่จะสื่อสารเรื่องนี้ไปให้ผู้อื่นได้รับรู้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เราจัดนิทรรศการฯ นี้ขึ้นมา เพราะอยากให้คนทั่วไปเห็นภาพได้ชัดเจนมากขึ้น ซินดี้เชื่อว่าทุกเสียงมีพลังจริงๆ ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน หรือทำอาชีพอะไร ก็สามารถช่วยกันเป็นพลังสังคมในเรื่องนี้ได้

ในฐานะที่ตัวเองเป็นแม่ของทั้งลูกสาวและลูกชาย จึงถือเป็นหน้าที่สำคัญที่ซินดี้อยากจะสื่อถึงพ่อแม่ท่านอื่นๆ ให้ตระหนักในเรื่องนี้ เพราะยุคนี้เด็กๆ ทั้งเพศหญิงและเพศชายก็มีสิทธิถูกล่วงละเมิดทางเพศได้เท่าๆ กัน ดังนั้น ในฐานะแม่คนหนึ่งและประชาชนของประเทศไทย ถ้าสามารถช่วยกระตุ้นเตือนในเรื่องนี้ได้ ซินดี้ก็ยินดีช่วยเต็มที่เลยค่ะ”

ด้าน แอนนา คาริน แจทฟอร์ส ตัวแทนจากยูเอ็น วีแมน เผยว่า จากกระแส #MeToo และ #DontTellMeHowToDress ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นทั้งแรงกระตุ้น แรงขับดัน และแรงบันดาลใจให้เกิดการรณรงค์ในเรื่องนี้ขึ้นทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทยด้วย จึงเป็นสิ่งที่น่าดีใจเป็นอย่างยิ่ง

“การที่เราทุกคนตระหนักถึงความสำคัญและลุกขึ้นมาสร้างสังคมที่ช่วยปกป้องสิทธิของผู้หญิงที่ถูกคุกคามทางเพศซึ่งมีอยู่มากมายทั่วโลกนับเป็นสิ่งที่ดีมากๆ เพราะแทนที่จะกล่าวโทษฝ่ายหญิงซึ่งเป็นผู้ถูกล่วงละเมิดว่าเป็นเพราะพวกเธอแต่งตัวโป๊เกินไป ทำไมเราไม่ย้อนกลับไปถามผู้ชายบ้างว่า คุณกล้าทำเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร จากนั้นก็ควรมีมาตรการที่จะจัดการกับคนพวกนี้ให้เด็ดขาดซะที

จากกรณีศึกษาเรื่องการถูกล่วงละเมิดทางเพศในเวียดนาม ที่มีเด็กหญิงอายุ 12 ปีถูกข่มขืนเนื่องจากการแต่งตัวไม่มิดชิด คนในสังคมที่นั่นก็กล่าวโทษว่าเป็นเพราะการแต่งตัวของเธอนั่นแหละที่ทำให้เกิดเรื่อง ซึ่งนั่นเป็นความคิดที่ผิดมหันต์ เพราะปัจจุบันนี้การที่เด็กถูกข่มขืนนั้นไม่ได้เกิดจากคนแปลกหน้าเสมอไป ส่วนใหญ่แล้วจะเกิดจากคนใกล้ชิดหรือญาติในครอบครัว ซึ่งเมื่อผู้เสียหายไปแจ้งความกับตำรวจให้ดำเนินคดี แต่ด้วยความอายหรือเหตุผลใดๆ ก็ตาม ท้ายที่สุดคดีก็ไม่คืบหน้า หรือมีการถอนแจ้งความไปเสียก่อน ปัญหาเหล่านี้จึงยังไม่ได้รับการแก้ไขให้หมดไปเสียที จึงจำเป็นต้องมีการรณรงค์และขอความร่วมมือจากทางภาครัฐและผู้บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อที่ปัญหาสังคมเรื่องนี้จะได้ค่อยๆ ลดน้อยถอยลงจนหมดไปในที่สุด”

แอนนา คาริน แจทฟอร์ส

รศ.อภิญญา เวชยชัย ประธานมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เผยว่า ปัจจุบันตัวเลขของผู้ที่ถูกล่วงละเมิดหรือถูกกระทำความรุนแรงทางเพศ ตามสถิติที่มูลนิธิฯ ได้เก็บรวบรวมไว้ ยังคงมีจำนวนที่เพิ่มขึ้น

“ขอยกตัวอย่างตัวเลขปี 2558 ในประเทศไทยที่มูลนิธิฯ ได้เก็บรวบรวมไว้จากข่าว พบว่า มีจำนวนผู้ถูกล่วงละเมิด 300 กว่าคน และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มมากขึ้น เพราะบางรายอาจอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถออกมาเปิดเผยได้ ส่วนใหญ่จะถูกล่วงละเมิดจากคนในครอบครัว ในสถานที่ทำงาน และในสถานที่ทางศาสนา เพียงแต่อาจจะไม่ได้เป็นข่าว ซึ่งสิ่งที่น่ากลัวก็คือ เราพบว่าเด็กที่ถูกกระทำความรุนแรงทางเพศนั้น มีแนวโน้มว่ามักจะอายุน้อยลงตามที่เป็นข่าว แม้แต่เด็กอายุ 1 ขวบ 8 เดือน ก็เคยถูกกระทำมาแล้ว ทั้งที่เขาไม่ได้มีสภาพที่จะไปยั่วยวนให้เกิดอารมณ์ได้เลย

อีกสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงก็คือ มูลนิธิฯ พบว่า ปัจจุบันมีหญิงสูงวัยถูกกระทำความรุนแรงทางเพศจากญาติในบ้านของตัวเอง เช่น ข่าวคุณยายวัย 86 ปีถูกหลานชายข่มขืน สิ่งเหล่านี้บอกให้รู้ว่า เรื่องการล่วงละเมิดทางเพศเป็นสถานการณ์ภายในที่ถูกซุกเอาไว้ใต้พรม ซึ่งปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความน่ากลัวว่า สถานที่ที่เกิดเรื่องนั้น ไม่ใช่สถานที่ประเภทผับหรือบาร์เท่านั้น แต่เป็นในบ้านที่เราอยู่อาศัย จึงสอดคล้องกับการจัดนิทรรศการครั้งนี้ที่แสดงให้เห็นว่า หลายชุดที่ผู้หญิงหรือเด็กสวมใส่ เป็นเสื้อผ้าธรรมดาที่เรียบง่ายซึ่งใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งไม่น่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการล่วงละเมิดโดยตรง”

รศ.อภิญญาเสริมว่า สำหรับแนวทางการแก้ไขเรื่องนี้ สิ่งแรกคือต้องโฟกัสไปที่ผู้ตกเป็นเหยื่อหรือผู้เสียหายก่อนเลย ซึ่งคนกลุ่มนี้จะต้องได้รับการช่วยเหลือในเบื้องต้นก่อน จากนั้นจะนำเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูเยียวยาทั้งในด้านสาธารณสุขและกระบวนการยุติธรรมซึ่งจะเกี่ยวข้องกับเรื่องคดีความต่อไป

“สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน มันไม่ใช่แค่รายบุคคลเท่านั้น แต่มีทั้งผู้หญิง เด็ก และผู้สูงวัยที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์ตรงนี้ ที่สำคัญก็คือ ผู้ถูกกระทำมักรู้สึกกลัวที่ตัวเองจะตกเป็นข่าว ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเจ็บปวดที่ผู้ถูกกระทำต้องเป็นฝ่ายแบกรับเรื่องนี้ไว้แต่เพียงผู้เดียว ฉะนั้นถ้ามีผู้เสียหายสักคนลุกขึ้นมาเผชิญหน้ากับเรื่องที่เกิดขึ้น จะถือว่าเป็นเรื่องที่กล้าหาญมาก

ดังนั้น พวกเราต้องช่วยกันรณรงค์ให้เหยื่อตระหนักว่า พวกเขาไม่ใช่คนผิด ผู้ที่มากระทำต่างหากที่เป็นผู้ผิด แล้วเราต้องร่วมมือกันเพื่อเปลี่ยนแปลงและแก้ไขมายาคติที่กล่าวโทษผู้หญิงในทุกๆ เรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องเพศให้หมดไป จึงต้องอาศัยความร่วมมือ ให้การศึกษากันใหม่ รวมทั้งให้ข้อมูลใหม่ๆ กับผู้ชายทุกคน พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่า ผู้ชายต้องมองผู้หญิงว่ามีความเป็นมนุษย์และมีศักดิ์ศรีเหมือนกับพวกเขาด้วยเช่นกัน

ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศก็คือ ขั้นแรกต้องไปแจ้งความเพื่อลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจก่อน จากนั้นก็ไปให้แพทย์ตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลว่าถูกทำร้ายมา หากมีบาดแผลแพทย์จะได้รีบรักษา สิ่งเหล่านี้จะเป็นการเก็บหลักฐานเบื้องต้นเอาไว้เพื่อดำเนินการต่อผู้กระทำผิดต่อไป”

สำหรับ ธารารัตน์ ปัญญา นักศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เผยว่า เธอถูกรุ่นพี่ในกลุ่มเพื่อนสนิท คุกคามทางเพศในช่วงที่เรียนอยู่ปี 3 เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น เธอได้คิดทบทวนและตัดสินใจอยู่นานว่าควรจะทำอย่างไรต่อไปดี

“ตอนนั้นสิ่งแรกที่ดิฉันคิดก็คือ อยากจะลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของตัวเองในฐานะที่เราเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ว่าคุณไม่มีสิทธิมาคุกคามทางเพศกับเราหรือใครๆ ก็ตาม ดิฉันจึงยื่นเรื่องร้องเรียนไปยังคณะนิติศาสตร์ที่ตัวเองเรียนอยู่ จากนั้นก็สอบถามไปว่าจะวิธีการลงโทษทางวินัยหรือจัดการอย่างไรได้บ้าง ต่อมาเมื่อมีการสอบสวนเกิดขึ้น ผู้ที่กระทำผิดก็ถูกลงโทษด้วยการให้พ้นจากการเรียนไป ซึ่งเป็นผลมาจากการที่เราลุกขึ้นต่อสู้ในครั้งนั้น

แรกๆ ดิฉันก็กลัว ไม่กล้าเล่าให้ครอบครัวฟัง แต่เมื่อเพื่อนๆ และคนรอบข้างเข้าใจ รวมทั้งสนับสนุนให้ดำเนิน การ แถมไม่มีใครมาตั้งคำถามว่า เราแต่งตัวโป๊มั้ย หรือดื่มแอลกอฮอล์หรือเปล่า ซึ่งที่จริงเราก็ไม่ได้แต่งตัวโป๊หรือดื่มแอลกอฮอล์เลยนะตอนนั้น ดิฉันว่าถ้าคนในสังคมพร้อมยอมรับและเข้าใจผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ และละทิ้งมายาคติที่มักจะกล่าวโทษผู้หญิงทิ้งไป ก็จะช่วยให้ผู้ที่ถูกล่วงละเมิดหรือถูกกระทำความรุนแรงทางเพศทุกคนสามารถผ่านเรื่องร้ายๆ ที่เกิดขึ้นไปได้”

เทรนเนอร์จัน-อานันท์ อภินันทน์ จากผู้ชายอ้วน สู่เทรนเนอร์ซุป’ตาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/556983

  • วันที่ 08 ก.ค. 2561 เวลา 13:53 น.

เทรนเนอร์จัน-อานันท์ อภินันทน์ จากผู้ชายอ้วน สู่เทรนเนอร์ซุป’ตาร์

เรื่อง : มัลลิกา นามสง่า

เด็กหนุ่มคนหนึ่ง ชื่อเล่นว่า “จัน” แต่เพื่อนฝูง แม้กระทั่งคนไม่สนิท เรียกเขาเป็นชื่อเดียวกันว่า “อ้วน”

ในวัย 15 ปี เขาชินกับคำเรียกว่า อ้วน และอยู่กับมันได้อย่างปกติสุขบ้าง และเริ่มมีอาการที่ร่างกายส่งสัญญาณบอกว่า เฮ้ย นี่มันไม่ปกติแล้วนะ

เมื่อรูปร่างต้องแบกน้ำหนักกว่า 130 กิโลกรัม เริ่มเป็นอุปสรรคหลายๆ อย่าง รวมถึงอนาคตที่เขาจินตนาการถึงวัยทำงาน เขาบอกกับตัวเองว่า รูปร่างใหญ่เทอะทะไปอยู่ที่ไหนก็ดูเกะกะ เป็นภาระต่อองค์กรเสียมากกว่า

เขาปฏิวัติตัวเอง ทวงคืนความสุขกลับมา จากเด็กหนุ่มอ้วน 130 กว่ากิโลกรัม ผ่านมา 6 ปี เขากลายเป็นชายหนุ่มที่สามารถใช้รูปร่างทำงานหาเงินได้ จวบจนปัจจุบันเขากลายเป็นเทรนเนอร์ชื่อดัง ดูแลการออกกำลังกาย รูปร่าง สุขภาพ และวางแผนเรื่องโภชนาการ

“จัน-อานันท์ อภินันทน์” หรือ “เทรนเนอร์จัน” เทรนเนอร์คิวทองให้ดาราระดับซูเปอร์สตาร์และเซเลบริตี้ของเมืองไทยหลายคน

อย่างออเจ้า เบลล่า-ราณี แคมเปน ขวัญ-อุษามณี ไวทยานนท์ แหวนแหวน-ปวริศา เพ็ญชาติ เชียร์-ฑิฆัมพร ฤทธิ์ธาอภินันท์ หมอเจี๊ยบ-ลลนา ก้องธรนินทร์ ปุ๊กลุก-ฝนทิพย์ วัชรตระกูล หมาก-ปริญ สุภารัตน์ ไมค์-ภัทรเดช สงวนความดี เกรซ-กาญจน์เกล้า ด้วยเศียรเกล้า น้ำชา-ชีรณัฐ ยูสานนท์ ฯลฯ

หักดิบ น้ำหนักลด 30 กก. ใน 8 เดือน

หลายครั้งที่เราเกิดแรงฮึดขึ้นมาเพื่อที่จะปฏิวัติตัวเอง ไม่ว่าจะได้แรงบันดาลใจมาจากอะไร แต่ผลลัพธ์มันล้มเหลว…แป่ว!!

เมื่อเราได้ผ่านการเรียนรู้ และเกิดลูกฮึดขึ้นอีกครั้ง ก็ได้เรียนรู้ว่า ยังพยายามไม่พอ และไม่สามารถรักษาความต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอได้ และทุกอย่างย่อมมีราคาที่แลกมาด้วยเวลา แต่หากไม่หยุด ผลลัพธ์มันจะสวยงาม…เย้!!

จันในวัย 30 ปี พาย้อนกลับไปในวัยสวมกางเกงนักเรียนขาสั้น เอวกางเกง 46 น้ำหนักตัว 129 กิโลกรัม ซึ่งเจ้าตัวยังไม่รู้สึกว่า รูปร่างที่ใหญ่เกินเพื่อนในวัยเดียวกันเป็นปัญหา เพราะตอนนั้นความสุขโฟกัสไปที่การกิน ซึ่งวันนี้จันได้ข้อคิดมาอย่างว่า “กินอย่างไร ได้อย่างนั้น”

มาดูเมนูของเด็กชายจัน ข้าวไข่เจียวโรยน้ำตาลทราย ยิ่งใส่เยอะยิ่งเจริญอาหาร บางครั้งเจ้าตัวยังนึกขำๆ ว่า นี่มันไข่เจียวหรือโรตี ขอใส่นมข้นเยอะๆ นะบัง

เมนูข้าวขาหมูเอาข้าวลงไปคลุกในน้ำหวานๆ ชามเดียวไม่พอ ต้องขอเบิ้ล ข้าวหมูทอดยังเอาไปคลุกกระเทียมเจียวและโรยด้วยซีอิ๊วหวาน คืออาหารคาวทุกอย่างต้องมีรสหวานจัด

ยังมีขนมหวานล้างปาก ขนมแกงกะทิทั้งหลาย ข้าวเหนียวสังขยา สาคูถั่วดำ ฟักทองเชื่อม ถ้าขนมหวานมีหลายอย่าง สามารถเทรวมไปในชามเดียวกัน กินแบบรวมมิตรเลยทีเดียว

ช่วงแรกแย้มของวัยรุ่น จันแบกน้ำหนักตัว 100-130 กิโลกรัม จนเริ่มเข้าสู่การเปลี่ยนแปลง เพื่อนๆ เริ่มแต่งตัวเท่ เริ่มมีการจีบสาว แต่เขายังสนใจเรื่องการกิน

“ตอนนั้นยังมีความสุขกับการกิน แล้วเรายังเล่นกับเพื่อนได้ปกติ ไม่ได้ซีเรียสอะไร แต่พอสุขภาพเริ่มแย่ มีปวดข้อเข่า ข้อเท้า เหนื่อยง่าย เดินขึ้นบันได 4 ชั้น หอบเหนื่อยเหมือนผ่านการเล่นกีฬาหนักมา เพื่อนๆ เดินขึ้นมาเขานั่งคุยกันเล่นสบาย เรานั่งอยู่หัวใจเต้นแรงเร็วมาก คาบวิชาพลศึกษาเล่นก็เหนื่อยง่าย ตอนนี้ก็บอกคุณพ่อคุณแม่แล้ว รู้สึกตัวเองเหมือนคนป่วย แต่เข้าใจผิดคิดไปเองว่าเป็นหอบ”

โดนเรียกว่า อ้วน ตอนเด็กก็ไม่รู้สึกอะไร แต่พอเริ่มเป็นหนุ่ม เริ่มมีกะจิตกะใจแวบไปมองสาวๆ บ้าง นอกจากเรื่องการกิน เวลาโดนเรียกว่า อ้วน ก็รู้สึกกดดันนิดๆ และเริ่มไม่มีความมั่นใจในรูปร่าง

“ขึ้นมัธยมปลาย เพื่อนมีแฟนกัน เราไม่มีแฟนอยู่คนเดียว ไม่มั่นใจ ไม่กล้าไปคุยกับผู้หญิง ตอนนั้นตัวเตี้ยด้วย 160 เซนติเมตร มีกลิ่นตัว ทุกอย่างดูดร็อปไปหมด”

จันเลือกลดน้ำหนักตัวตามความเข้าใจของตัวเอง ซึ่งเป็นความเชื่อมาอย่างหนึ่งว่า งดอาหารมื้อเย็น ตอนนั้นเขากินแต่น้ำเต้าหู้ในมื้อเย็น ร่วมกับการออกกำลังกาย 8 เดือน น้ำหนักจาก 129 ลดเหลือ 91 กิโลกรัม

น้ำหนักหายไปมากก็จริง แต่สิ่งที่ได้ตามมา คือผิวหนังที่หย่อนยาน ยามอยู่นอกบ้านหน้าชื่นเมื่อถูกทักว่าผอมลง แต่เมื่ออยู่ในบ้านถอดเสื้อผ้าส่องกระจกใจก็หายวาบกับสภาพผิวหนัง

“มารู้ตอนหลังเราทำสิ่งที่ผิด น้ำหนักลดเร็วเกินไป เอวจาก 46 นิ้ว เหลือ 36 นิ้ว ผิวหนังที่เคยยืดมันหดกลับไม่ทัน มันก็ไปกอง อกก็หย่อน ผิวหนังตรงท้องหย่อนลงไปปิดถึงบริเวณขา ตอนนั้นเริ่มรู้สึกว่าสิ่งที่วาดเอาไว้ตอนเราออกกำลังกายไม่ใช่แบบนี้ นึกว่าจะหุ่นดีมีกล้าม แต่กลายเป็นถอดเสื้อผ้าโชว์ใครไม่ได้เลย”

จุดหักเห ได้(หุ่น)เป็นนายแบบ

ไม่เพียงปมถูกเรียกว่า อ้วน ร่างกายที่ส่งสัญญาณบอกสุขภาพแย่แล้ว แต่ทัศนคติที่มีของตัวเอง ทำให้จันพลิกโฉมตัวเองได้สำเร็จ

“ตอนนั้นต้องหักดิบ ความรู้สึกบอกเราแล้วว่าไม่ไหว หนึ่ง กดดันขั้นสุด สอง สุขภาพแย่ สาม เรียนจบจะไปทำงานอะไร แค่ยืนเฉยๆ ยังเหนื่อยเลย เราจะกลายเป็นคนที่สังคมมองไม่โอเค ตอนนั้นจันรู้สึกจะไปเกะกะ ไปอยู่ไหนเขาก็คงรู้สึกอึดอัดกับเรา คิดได้ว่าเราจะปล่อยไปแบบนี้จริงๆ เหรอ ในอนาคตจะมีงานทำไม สิ่งที่เราเป็นอยู่คนจะรังเกียจไหม คนอื่นไม่ได้สร้างความกดดันให้จันเท่าไร พ่อแม่ก็ยังบอกให้กินได้ปกติ แต่จันสร้างความกดดันให้ตัวเอง”

หลังจากที่ออกกำลังกายเองได้ผลลัพธ์ออกมาไม่สมดังใจ จันได้ไปพบแพทย์ “หมอบอกลดเร็วไป ถ้าจะให้ผิวหนังกลับมาปกติ มี 2 วิธี คือ ผ่าตัดแล้วเย็บหนังให้ตึง และอีกวิธี เวตเทรนนิ่ง สร้างกล้ามเนื้อให้ผิวหนังถูกยืดออกมา ซึ่งต้องใช้กล้ามเนื้อมากๆ สำหรับผิวหนังที่หย่อนในตอนนั้น”

จันเลือกวิธีที่ 2 ประหยัดเงิน และไม่เจ็บตัว “ได้รุ่นพี่เป็นนักเพาะกายทีมชาติช่วยสอน ใช้เวลา 3-4 เดือน ก็รู้วิธีในการเล่นเวต

ช่วง 2 ปีแรกถอดเสื้อไม่ได้เลย จน 3-4 ปีผิวหนังเริ่มกลับมาตึง นอกจากเวตเทรนนิ่ง จันกินอาหารแบบนักเพาะกาย ออกกำลังกาย 2 รอบ/วัน ครั้งละ 2 ชั่วโมง”

มาดูเมนูอาหารของจันในวัยเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย กินข้าวกับไก่ต้มจิ้มซีอิ๊ว กินไข่ขาว เลือกกินอาหารโปรตีนสูงไขมันต่ำ กินไก่วันละ 1 กิโลกรัม อาหารประเภทผัดต้องผัดกับน้ำเท่านั้น อาหารคาวต้องปราศจากรสหวาน และงดของหวานล้างปาก แค่น้ำเปล่าเท่านั้น

“ใช้เวลา 3 ปีกว่า ผิวหนังเริ่มกลับมาตึง ตอนนั้นในเรื่องการกินจันใช้จิตวิทยากับตัวเอง ของเฮลตี้คือของอร่อย ตอนนั้นสิ่งที่ไม่ชอบมากสุด คือ มะเขือเทศ จันมองมะเขือเทศว่าอร่อย กินเข้าไปจะหล่อ ผิวพรรณดี บร็อกโคลี่เหม็นเขียวมากแล้วก็แข็ง แต่มันมีประโยชน์ มันดีมาก ต้องกิน

นึกถึงเมื่อตอนเป็นเด็กไปบ้านญาติ ทำอาหารมา 15 อย่าง มีผักหมด จันกินไข่เจียวได้อย่างเดียว แต่พอโตจันหลอกตัวเองสำเร็จ ผักที่เราเกลียดคือสิ่งที่ทำให้เราดูดี ให้เราหล่อมีประโยชน์ จนตอนนี้ไม่ต้องหลอกตัวเองแล้ว ของเฮลตี้นี่ชอบมาก”

กว่าจะหุ่นดีมีกล้ามสมใจ ระหว่างทางก็ท้อแล้วท้ออีก “ช่วงปีที่ 2 เริ่มท้อ เพราะเห็นเพื่อนที่เล่นแค่ปีเดียวหุ่นดีมีกล้าม แต่เราตอนนั้นผิวหนังยังย้วย จุดนั้นท้อมาก คุยกับทุกคนที่เป็นผู้ประสบความสำเร็จในการสร้างกล้ามเนื้อ ทุกคนให้กำลังใจ เราทำในทิศทางที่ถูกต้องแล้ว กล้ามเนื้อต้องใช้เวลาในการสร้าง กล้ามเนื้อไปผลักผิวหนังให้ยืดแล้วค่อยๆ กระชับ

ตอนนั้นน้ำหนัก 90 กิโลกรัม ก็เริ่มคิดว่าเราทำในทางที่ถูกแล้ว แค่พยายามทำต่อไป มันคงไม่แย่ลง แล้วเริ่มมองความสวยงามระหว่างทาง เรามีวินัยมากขึ้น ตื่นตี 5 ไปคาร์ดิโอ ได้กินข้าวเช้า ไปเรียน พัก ตอนเย็นมายิม

ตอนส่องกระจกน้ำหนักลดลงมา เริ่มหลงรักตัวเอง รักที่อยากจะหล่อ ส่องกระจกแล้วนึกถึงตัวเองตอนนั้น ตอนนี้เรามีความมั่นใจมั่นหน้าตัวเองขึ้น (หัวเราะ)”

พอหุ่นดีมีกล้ามจันก็เข้าสู่เส้นทางนายแบบ หลังจากกล้าถอดเสื้อโชว์รูปร่างลงโซเชียล จนได้รับการติดต่อจากโมเดลลิ่ง ในช่วงแรกจันรู้สึกภูมิใจกับรูปร่างและรายได้มาก แต่ในที่สุดก็ถึงทางตัน เมื่อจันในวัย 23 ปี ตั้งคำถามกับตัวเองว่า อยากเป็นอะไร

“ตอนนั้นทุกงานต้องบอกว่าถอดเสื้อโชว์บอดี้ แต่ผลสรุปเราไม่แฮปปี้ที่จะรักษาบอดี้แฟตได้ตลอดเวลา เราไม่สามารถรักษาเปอร์เซ็นต์ไขมันให้อยู่ตัวเลข 8 ได้ตลอด ต้องเห็นซิกซ์แพ็กชัด หุ่นดีกินสารอาหารไม่ครบเพื่อรักษาบอดี้แฟตน้อยๆ รู้สึกไม่ธรรมชาติ รู้สึกไม่สดชื่น ไม่มีความสุข วันๆ หนึ่งกินแต่ไข่ต้ม เลยหาหนทางว่าถ้าไม่ทำงานนี้เราจะมาสายไหน”

เทรนเนอร์ออกกำลังกาย เป็นคำตอบสุดท้ายที่เขาเลือกให้กับตัวเองเมื่อ 7 ปีก่อน ถึงวันนี้มันพิสูจน์แล้วว่า เขาเลือกไม่ผิด มิเช่นนั้นคงไม่สามารถทำได้ต่อเนื่องและมีความสุขในทุกๆ วัน

ให้คุณค่าแก่ตัวเอง และส่งต่อให้ผู้คน

จันเริ่มต้นจากตัวเอง เอารูปร่างตัวเองเป็นโปรดักต์ แล้วใช้โซเชียลเป็นช่องทางทำการตลาดประชาสัมพันธ์ ภาพที่ถ่ายไว้สมัยอ้วนมาจนถึงรูปร่างดี เป็นบีฟอร์แอนด์อาฟเตอร์ที่ผู้คนให้ความสนใจมาก เขากลายเป็นบุคคลต้นแบบที่หลายคนอยากทรานส์ฟอร์เมอร์รูปร่างให้ได้อย่างเขา

“พ่อกับแม่ไม่เห็นด้วยด้วยซ้ำที่จะทำอาชีพนี้ ตอนนั้นจันมีเงินแค่ 2 หมื่นบาท ออกมาเช่าห้องอยู่เอง ตอนนั้นจันไม่ได้คิดเรื่องเงินขนาดนั้น จันคิดในมุมที่ว่า จันอ้วนแล้วมาผอม ลงรูปมีแต่คนมาถามเยอะมากว่าทำไง เราเลยเอาซะหน่อย ลองแนะนำประสบการณ์ของเราไป

ช่วงแรกๆ รับเทรนให้เพื่อนๆ ฟรี และก็ไปเรียนครอสเทรนเนอร์ตามสถาบันต่างๆ เพิ่ม เพื่อให้คนที่มาเรียนมั่นใจในตัวเรา แต่จากประสบการณ์ของจัน สิ่งที่ทำให้คนมาให้เราเทรน คือ จันใช้ประสบการณ์สิ่งที่เราได้มาสอนเขา รวมถึงการเซอร์วิส การใช้จิตวิทยาให้เขาทำตามเรา ความเฟรนด์ลี่ การเอนเตอร์เทน

ดาราที่มาเทรนกับจันหลายคนบอกจันสอนแล้วรู้สึกว่าอยากทำตาม อยากเชื่อ จันมีความเข้าใจในแต่ละคน ไม่ได้ยึดตามทฤษฎี แต่แก้ปัญหาเฉพาะบุคคล รู้ถึงลักษณะนิสัย

อย่างเกรซเล่นกับจัน เขาโอเค ไม่รู้สึกว่าจันเป็นผู้ชายมาจับตัว เขารู้สึกเหมือนเพื่อน น้ำชาก็บอกเล่นกับจันไม่น่าเบื่อ เหมือนมาเจอเพื่อนได้ทั้งกล้ามเนื้อและคุยเพลิน เวลาเทรนก็คนละ 1 ชั่วโมงครึ่งถึง 2 ชั่วโมง”

นอกจากเทรนส่วนตัว ซึ่งค่าตัวต่อชั่วโมงหลายพันบาทแล้ว จันยังมีเวิร์กช็อปตามแบรนด์สินค้าต่างๆ ว่าจ้างอีก และยังจัดรายการวิทยุ เขียนเทคนิคและลงคลิปแนะนำท่าออกกำลังกาย เป็นวิทยาทานให้กับคนอื่นๆ ผ่านทางเฟซบุ๊ก และอินสตาแกรม @forcejun

“เราอยากให้เขาทำได้ มันไม่ได้ยากเกินความสามารถของแต่ละคน จันก็จะแนะนำทริกต่างๆ อย่างสอนการกิน เช่น กินบุฟเฟ่ต์ 2 ชั่วโมง แต่ลิ้นเรารับรสชาติความอร่อยได้ 30 นาทีแรก หรือการกินโดนัทจะอร่อยใน 2 ชิ้นแรก แล้วเราจะกินชิ้นที่ 3 ที่ 4 ทำไม

เอาจริงๆ แล้ว จันไม่เคยคิดว่าการดูแลตัวเองจะส่งผลให้ตัวเองประสบความสำเร็จได้ขนาดนี้ เป็นเด็กอ้วนคนหนึ่งจะมาเป็นเทรนเนอร์จันในวันนี้ จะมีชื่อเสียง

สิ่งที่จันภูมิใจ คือ จันไม่ได้แค่ดูแลตัวเองได้สำเร็จ แต่จันดูแลคนอื่นได้ด้วย จากเคยคิดว่าเราจะมีประโยชน์กับใคร ตอนนี้สิ่งที่เราทำเราเขียนมันมีประโยชน์ต่อคนอ่าน

เราเปลี่ยนแปลงตัวเอง รักตัวเอง ทำให้ตัวเองมีคุณค่า ตอนนี้จันมีสุขภาพดีสามารถทำประโยชน์ให้กับสังคมได้อีกเยอะ ให้ความรู้สึกที่ต่างจากตอนอ้วนที่แม้แต่ทำอะไรให้ตัวเองเล็กๆ น้อยๆ ยังเหนื่อยเลย

จันจึงมีความเชื่อว่า ทุกคนสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ ทุกอย่างไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ จันเองก็ใช้เวลานานมากๆ”

กว่าจะมาเป็นเทรนเนอร์จัน เทรนเนอร์ซุป’ตาร์ เทรนเนอร์คิวทอง เขาก็เคยท้อ เคยกดดัน ดูถูกศักยภาพของตัวเองมาก่อน แต่เมื่อเขาได้ปรับเปลี่ยนทัศนคติ และลุกขึ้นมาลงมือปฏิบัติ ปฏิบัติๆๆๆๆ อย่างไม่หยุด แม้จะท้อก็ไม่หยุด ตั้งเป้าหมายระยะสั้นๆ ไปเรื่อยๆ แม้กระทั่งตอนนี้เขาก็ยังมีเป้าหมายใหม่ที่ต้องไปให้ถึง แต่ตอนนี้มีความมั่นใจแล้วว่า มันจะสัมฤทธิผลถ้ามีความมุ่งมั่น และดอกผลที่รออยู่ปลายทางงดงามเลอค่าเสมอ

7 เทคนิคในการเปลี่ยนความคิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/556965

  • วันที่ 08 ก.ค. 2561 เวลา 12:02 น.

7 เทคนิคในการเปลี่ยนความคิด

โดย…นสพ.ชัยวลัญช์ ตุนาค  ผู้ก่อตั้งเพจ Dr.Dang Can Do

ขั้นตอนในการปรับเปลี่ยนความคิด 7 ข้อที่หมอจะนำมาเล่าให้ฟังต่อไปนี้ ได้แนวคิดมาจากการอ่านหนังสือชื่อ How successful people think เปลี่ยนวิธีคิดแล้วชีวิตคุณจะเปลี่ยน เขียนโดย John C.Maxwell นำมาเรียบเรียงเป็นภาษาไทย โดย เริงศักดิ์ ปานเจริญ เป็นเทคนิคง่ายๆ อ่านแล้วลองทำตามที่หมอบอกดูนะครับ หมอเชื่อว่าทำให้ชีวิตเราดีขึ้นแน่นอน

1.เห็นประโยชน์ของการปรับเปลี่ยนความคิด

เทคนิคแรกที่จะทำให้เราปรับเปลี่ยนความคิด หมอขอเริ่มจากการเห็นประโยชน์ของการปรับเปลี่ยนความคิดก่อน เพราะจะทำให้เรามีกำลังใจและมีเป้าหมายในการที่จะปรับเปลี่ยนจากความคิดเดิมๆ เก่าๆ และล้าสมัย ไปสู่ความคิดใหม่ๆ เจ๋งๆ ที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตเราให้ดีขึ้นได้

การเปลี่ยนความคิดมีประโยชน์ คือ เมื่อไหร่ที่เราคิดเก่ง คิดดี เราสามารถใช้ความคิดสร้างขุมทรัพย์มหาศาลให้กับตัวเองได้อย่างไม่สิ้นสุด เพราะการคิดดี คิดเก่ง จะทำให้สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้เป็นอย่างดี และยังสร้างโอกาสดีๆ ให้แก่เราได้ด้วย ความคิดเป็นสิ่งเดียวที่ใช้แล้วไม่หมด ใช้มากๆ ยิ่งดี เหมือนดาบยิ่งลับยิ่งคม

2.ต้องหาความรู้ด้านต่างๆ เข้าสู่สมองตลอดเวลา

การที่จะทำให้สมองมีแต่ความคิดดีๆต้องพยายามหาความรู้ในด้านต่างๆ เข้าสู่สมองให้มากที่สุด โดยเฉพาะหนังสือที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน ต้องอ่าน ต้องเรียนรู้ให้มากที่สุด (อาจจะอ่านเรื่องอื่นๆ บ้างเพื่อการคิดนอกกรอบ) ความคิดดีๆ ที่อยู่ในโลกออนไลน์พยายามเลือกดู การลงเรียนคอร์สออนไลน์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับงาน การหาความรู้เหล่านี้ก็เพื่อให้เป็นวัตถุดิบสำหรับการคิดในขั้นต่อๆ ไป ความรู้เหล่านี้เปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ตัวเล็กๆ มันจะเรียงต่อกันไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งมันจะเป็นความรู้ที่สมบูรณ์

3.พยายามคบคนที่คิดได้ดีกว่าเรา

เพราะเวลาที่ได้มีโอกาสทำงานร่วมกันจะได้ซึมซับเอาหลักและวิธีคิดที่ดีๆ หรือเจ๋งกว่าเรามาเพื่อเป็นวัตถุดิบในการสานต่อความคิดของเรา หากมัวแต่คิดคนเดียว หรือคบแต่คนที่มีความคิดในระดับเดียวกันจะทำให้การคิดไม่พัฒนา จะอยู่ในระดับเดิมๆ เท่านั้น ทำให้ไม่สามารถสร้างหรือผลิตความคิดดีๆ ออกมาได้ หรือแม้แต่การพูดคุย แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน อาจทำให้ได้ไอเดียหรือวิธีคิดมาต่อความคิดเราให้บรรเจิดขึ้นไปได้

4.เลือกคิดแต่ความคิดที่ดี

เราสามารถเลือกได้ว่าจะคิดแต่สิ่งดีๆ หรือสิ่งไม่ดีก็ได้ เพราะสมองสามารถคิดได้ทั้งนั้น เมื่อไหร่ที่รู้สึกว่าตัวเราเริ่มจะคิดไม่ดีแล้ว ต้องมีสติดึงความคิดให้กลับมา พยายามบังคับตัวเองให้เสพแต่ความคิดดีๆ และปล่อยความคิดดีๆ ออกไป เพราะโดยธรรมชาติสมองมักจะคิดด้านลบหรือด้านร้ายไว้ก่อน แต่ไม่ว่าสมองหรือจิตใจจะดึงให้ความคิดเราให้ต่ำลงเพียงใดก็คงต้องใช้สติ ใช้ศีลธรรม ใช้คุณงามความดีเป็นหนทางนำเราไปสู่จุดที่สูงขึ้น

5.ทำตามที่คิดไว้ อย่ารอช้า

เพราะเวลามีจำกัด เราเกิดมาบนโลกนี้ทุกคนมีเวลาเท่ากันคือ 24 ชั่วโมง ทุกคนต้องจากโลกนี้ไปตามเวลาที่ควรจะเป็น ไม่มีใครอยู่เป็นอมตะ ดังนั้นหากมีความคิดอะไรต้องรีบทำตามความคิดนั้น ไม่อย่างนั้นเราจะลืมความคิดดีๆ นั้น และกลับไปนับหนึ่งใหม่ทุกครั้ง ทำให้ไม่สามารถพัฒนาการปรับเปลี่ยนความคิดได้เลย แต่ถ้าทำอะไรดีๆ แล้วพยายามทำไปเรื่อยๆ มันก็คือการต่อจิ๊กซอว์เพื่อให้เป็นภาพผืนใหญ่ เราจะมีความคิดที่ดีและต่อยอดไปเรื่อยๆ แต่ถ้าผัดผ่อนที่จะเริ่มทำตามความคิดที่ดีๆ เมื่อไหร่ที่จะเริ่มทำ อย่าลืมว่าเรามีเวลาน้อยลงเรื่อยๆ นะครับ

6.รักษาอารมณ์เพื่อสร้างความคิดดีๆ ขึ้นมา

การใช้ชีวิตของคนในปัจจุบันมักพบเจอกับสิ่งต่างๆ รอบตัวที่อาจทำให้อารมณ์ขุ่นมัว แต่เราต้องจำไว้อย่างหนึ่งว่าไม่มีใครทำอะไรได้ถูกใจเราทุกอย่าง การมีอารมณ์ขุ่นมัวนั้นไม่ส่งผลดีต่อความคิดและชีวิตแน่ๆ เพราะเมื่อจิตใจไม่โปร่ง สมองไม่โล่ง ความคิดดีๆ ก็เกิดขึ้นยาก ดังนั้นไม่ว่าบรรยากาศข้างนอกจะเป็นอย่างไรต้องรักษาอารมณ์ให้ดีตลอด เพราะถึงอย่างไรก็คงไม่สามารถไปเปลี่ยนแปลงสิ่งอื่นๆ หรือคนอื่นๆ ได้ คงทำได้แค่ปรับเปลี่ยนที่ความคิดเราเท่านั้น อยากเห็นโลก อยากเห็นสังคมเป็นแบบไหนให้เริ่มทำที่ตัวเราเองเลย แล้วจะได้เห็นโลกแบบนั้น

7.ผลิตความคิดใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง

การที่เราจะมีความคิดดีๆ ได้ไม่จำกัดนั้น นอกจากต้องทำ 6 เทคนิคที่หมอกล่าวมาแล้ว ยังต้องมีหน้าที่ผลิตความคิดใหม่ๆ ออกมาให้ต่อเนื่องด้วย ถ้าหยุดคิดอะไรใหม่ๆ เซลล์สมองจะเริ่มฝ่อ ทำให้เวลาคิดอะไรจะคิดไม่ออก เพราะไม่มีความคิดอะไรใหม่ๆ อยู่ในหัว แต่ถ้าผลิตความคิดอะไรใหม่ๆ ได้ทุกวันก็เหมือนกับการเติมออกซิเจนใหม่ๆ เข้าไปในบ่อปลา ปลาได้ออกซิเจนใหม่ๆ ก็จะดีใจแหวกว่ายไปมา สมองที่ได้รับความคิดใหม่ๆ ก็จะรู้สึกถึงการถูกปลุกกระตุ้นให้เซลล์ประสาทตื่นตัวและทำงานได้ดีขึ้น สมองที่ขาดการคิดก็เหมือนร่างกายที่ขาดอาหาร แล้วจะอยู่ได้อย่างไร

ถ้าอาหารของร่างกายคือสารอาหาร อาหารของสมองก็คือความรู้ใหม่ๆ นี่แหละครับ เมื่อผลิตความคิดใหม่ๆ ก็จะไปต่อยอดความคิดเดิมให้สูงขึ้น ดีขึ้นไปเรื่อยๆ เราเองก็จะมีความคิดที่ดีขึ้นสำหรับเอาไว้แก้ปัญหาต่างๆ เอาไว้เป็นขุมทรัพย์ที่ใช้ไม่หมดเสียที

‘ฤดูฝน’ เพิ่มเสี่ยงต่อคนเป็นโรคเบาหวาน ดูแลเอาใจใส่ ‘เท้า’ ให้มากยิ่งขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/556941

  • วันที่ 07 ก.ค. 2561 เวลา 17:28 น.

‘ฤดูฝน’ เพิ่มเสี่ยงต่อคนเป็นโรคเบาหวาน ดูแลเอาใจใส่ ‘เท้า’ ให้มากยิ่งขึ้น

เรื่อง : โสภิตา สว่างเลิศกุล sopitasavang2010@gmail.com

ฤดูฝน เป็นฤดูกาลที่มีฝนตกตลอดทั้งเดือน ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในช่วงเดือน พ.ค.จนถึงเดือน ต.ค.ของ ประเทศไทย

หน้าฝนช่วยขจัดสิ่งสกปรกและฝุ่นละอองภายในอากาศด้วย ทำให้เชื้อโรคที่ถูกชะล้างจะมารวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนตกค้างตามที่ต่างๆ ได้ง่าย เพราะฉะนั้นผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานอาจจะมองข้ามความสะอาดและไม่ค่อยระมัดระวังตัวเอง หากเป็นแผลที่เท้าจากการเดินลุยน้ำ ความอับชื้นที่เกิดขึ้นจากเชื้อโรคที่เท้า ส่งผลให้แผลหายช้าและหายยากมากขึ้น

ผู้ป่วยที่ละเลยเข้ารับการรักษา แผลที่เท้าเป็นภาวะแทรกซ้อนสำคัญ อาจนำไปสู่การตัดขาในที่สุด เนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานเส้นประสาทที่เท้ามักถูกทำลาย จึงมักไม่รู้สึกเจ็บปวดจากแผล เพราะเท้าชาไม่มีความรู้สึกเหมือนคนปกติ

ข้อมูลจากศูนย์เบาหวาน ไทรอยด์ และต่อมไร้ท่อกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ เผยข้อมูลว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวานจึงเป็นแผลที่เท้าได้ง่าย เนื่องจากเส้นประสาทปลายเสื่อม ผิวหนังบริเวณส่วนขาแห้งคัน เกิดการเกา มีแผลแตกและติดเชื้อได้ง่าย หรือเมื่อความรู้สึกที่เท้าลดลง ขณะเดินก็จะเกิดแผลได้ง่าย จะรู้ตัวอีกทีแผลก็ติดเชื้อลุกลามไปมาก ยากต่อการรักษาแล้วบางคนถึงกับต้องตัดขา

ยิ่งผู้ที่เป็นโรคเบาหวานนานกว่า 25 ปี ขึ้นไปมีโอกาสต้องถูกตัดขาสูงถึงร้อยละ 11 จากการเกิดแผลที่เท้า

ปัจจัยที่นำไปสู่การตัดขาในผู้ป่วยเบาหวาน คือภาวะการขาดเลือดไปเลี้ยงเท้า ความผิดปกติของเส้นประสาทส่วนปลายไปยังบริเวณเท้า การติดเชื้อที่เท้า ภาวการณ์หายของแผลผิดปกติหรืออุบัติเหตุเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ที่ทำให้เกิดแผลที่เท้า

เนื่องจากในช่วงฤดูฝนมีฝนตกบ่อย และมีพื้นที่เปียกน้ำและชื้นแฉะทั้งบริเวณบ้านและด้านนอกบ้าน ผู้เป็นเบาหวานอาจเดินเหยียบน้ำโดยไม่ได้ระมัดระวัง บางครั้งเป็นน้ำขังที่สกปรกทำให้เล็บและเท้าเปรอะเปื้อนโดยไม่ได้ดูแลทำความสะอาดและเช็ดเท้าให้แห้งดีพอ สิ่งสกปรกเหล่านี้ก็เป็นสาเหตุหนึ่งของการติดเชื้อและเป็นแผลบริเวณเล็บและเท้าได้

แนะ 6 เทคนิคดูแลเท้าในผู้ป่วยเบาหวาน ซึ่งมีวิธีป้องกัน คือ 1.ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด  การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ดีหรือปกติ จะช่วยลดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่มักเกิดขึ้นกับผู้เป็นเบาหวาน เช่น โรคไต ประสาทตาเสื่อม เส้นประสาทรับความรู้สึกเสื่อม และควรออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างน้อย 3-4 ครั้ง/สัปดาห์ ประมาณ 1 ชั่วโมง อีกทั้งควรงดการสูบบุหรี่ เพราะจะไปทำลายเส้นเลือด

2.สวมใส่รองเท้าสบายๆ ควรเลือกใช้รองเท้าที่มีรูปทรงลักษณะเช่นเดียวกับเท้า รองเท้าจะต้องนิ่ม ด้านบนทำด้วยหนัง ไม่คับหรือหลวมจนเกินไป จนเกิดการเสียดสีเป็นแผล หรือทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก

รองเท้าที่สวมใส่ควรช่วยให้น้ำหนักตัวกระจายลงทั่วๆ เท้าและในช่วงฤดูฝนหลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำลุยโคลน หากจำเป็นให้ใส่รองเท้าบู๊ตหรือรองเท้าหุ้มส้นเพื่อป้องกันไม่ให้เท้าเปียกน้ำ

3.ดูแลรักษาเท้าอย่างดีทุกวัน หมั่นตรวจเท้าดูบริเวณซอกนิ้วเท้า หลังเท้า และฝ่าเท้า เป็นประจำทุกวันว่ามีอาการปวดบวม มีแผล รอยช้ำ ผิวเปลี่ยนสีหรือเม็ดพอง โดยตรวจทั่วทั้งฝ่าเท้าส้นเท้า หากพบความผิดปกติควรปรึกษาแพทย์ทันที

ตรวจว่ามีรอยแตกย่นหรือไม่ ถ้าผิวแห้งอาจทำให้คัน หากมีการเกาจะเกิดรอยแตกติดเชื้อได้ง่าย ให้ทาครีมบางๆ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น ไม่ควรเดินเท้าเปล่าเพราะอาจเหยียบของมีคมได้ ซึ่งจะทำให้เกิดแผลที่เท้า

4.สังเกตเชื้อราที่เล็บ ผู้เป็นเบาหวานมักเกิดเชื้อราที่เล็บได้ง่าย ดังนั้นควรตรวจดูสภาพเล็บอย่างสม่ำเสมอ ถ้าเกิดเชื้อราขึ้นควรไปพบแพทย์หรือทำการรักษา

5.ล้างเท้า ทำความสะอาดเล็บและเท้าด้วยสบู่อ่อนๆ ธรรมดาและใช้ผ้าซับเท้า โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้วเท้าให้แห้ง เพื่อป้องกันการอับชื้นหรือเชื้อรา

6.ตัดเล็บ ควรตัดเล็บเท้าอย่างสม่ำเสมอ และควรตัดเล็บเท้าลักษณะปลายตรงให้สั้นพอประมาณโดยไม่ตัดเข้ามุมเล็บเพื่อป้องกันการเกิดเล็บขบได้ แต่หากมีเล็บขบควรปรึกษาแพทย์

ในส่วนของผู้เป็นเบาหวานที่เป็นผู้สูงอายุควรมีญาติหรือพยาบาลเฉพาะทางเป็นผู้ตัดเล็บให้ เนื่องจากผู้ป่วยมักมีสายตามัวลง ทำให้ขาดความแม่นยำในการตัดเล็บด้วยตนเอง ซึ่งอาจส่งผลทำให้เกิดแผลที่เล็บและเท้า และเป็นสาเหตุของการสูญเสียอวัยวะส่วนนิ้วและเท้าได้

Q & A with Kru Sukhum สุขุม สุขสมประสงค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/556939

  • วันที่ 07 ก.ค. 2561 เวลา 17:26 น.

Q & A with Kru Sukhum สุขุม สุขสมประสงค์

เรื่อง : ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

เส้นทางโยคะของแต่ละคนล้วนแตกต่างกัน การอุทิศตนให้กับการฝึกฝน ความทุ่มเทในสิ่งที่รักจนกระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต ครูเองก็ใช้ชีวิตเป็นเดิมพันเช่นกันผ่านการเดินทางและเรื่องราวต่างๆ การอยู่อย่างสร้างสรรค์ การมองเข้าไปใน “ชีวิต” ผ่านวิถีแห่งโยคะที่รอเราเข้าไปค้นหาจนสู่ความเข้าใจและค้นพบ ซึ่งในปีนี้เป็นปีที่โยคะสุตรา สตูดิโอ กำลังจะครบรอบปีที่ 15 ครูจึงอยากทำสกู๊ปพิเศษพูดคุยกับคุณครูโยคะกันทุกเดือน และในเดือนนี้คุณครูสุขุม จะมาตอบคำถามแบ่งปันเรื่องราวให้กับพวกเรากัน

ครูเจี๊ยบ : อยากให้คุณครูช่วยเล่าให้เราฟังถึงจุดเริ่มต้นของเส้นทางโยคะ และแรงบันดาลใจที่มีต่อโยคะค่ะ

ครูสุขุม : จุดเริ่มต้นเกิดจากวันหนึ่งได้เห็นโฆษณา 2 ชิ้นทางโทรทัศน์ ชิ้นแรกที่คุณเบิร์ด ธงไชย ถ่ายท่าโยคะที่พนมมือในท่านกอินทรี และพนมมือด้านหลัง น่าจะเป็นผลิตภัณฑ์เลย์ และชิ้นที่ 2 ป้าจิ๊ อัจฉราพรรณ ในท่านักรบ 3 เนื่องจากเพราะคุณเบิร์ดเคยเรียนพณิชยการธนบุรี และป้าจิ๊อายุมากแล้วยังฝึกโยคะได้ ทั้งสองท่านเลยเป็นแรงบันดาลใจให้ผมในการอยากฝึกโยคะครับ

ครูเจี๊ยบ : “โยคะ” เปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณครูอย่างไรบ้างคะ

ครูสุขุม :  อย่างแรกฝึกโยคะแล้วทำให้สุขภาพแข็งแรง มีบุคลิกภาพที่ดีเพราะต้องอยู่กับลมหายใจเข้า-ออก และสมาธิ ทำให้เป็นคนใจเย็นขึ้น อย่างที่สองเพราะโยคะช่วยสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว เป็นที่รักและเคารพของลูกศิษย์ รวมทั้งคนที่รู้จักเราครับ

ครูเจี๊ยบ : ข้อความที่อยากฝากบอกผู้ฝึกโยคะทุกคน ไม่ว่าจะในนามครูหรือนักเรียนค่ะ

ครูสุขุม : อยากจะฝากบอกผู้ฝึกโยคะทุกๆ ท่านว่า การฝึกโยคะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย ได้สุขภาพที่แข็งแรงได้สมาธิและเรื่องกำหนดลมหายใจเข้า-ออกที่ลึก ส่งผลทำให้ระบบต่างๆ ในร่างกาย 11 ระบบ เกิดความสมดุลมากขึ้น ช่วยแก้ปัญหาโรคต่างๆ ได้ รวมทั้งฝากสำหรับคุณครูผู้สอนโยคะทุกๆ ท่านว่าขอให้มีความสุขกับการฝึกโยคะ การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด ขอให้ขยัน มีวินัย อดทน อย่าท้อและนำความรู้ที่ได้ถ่ายทอดไปสอนต่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ได้รับ แล้วท่านจะประสบความสำเร็จในเส้นทางวิชาชีพโยคะครับ

ประวัติทางด้านโยคะของครูสุขุม

● เริ่มฝึกโยคะ อายุ 48 ปี ระยะเวลาการฝึกโยคะ 11 ปี สอนโยคะมา 8 ปี

● จบหลักสูตรครูโยคะ 100 ชม. โรงเรียนบางกอกโยคะ ปี 2010

● จบหลักสูตรโยคะขั้นสูง 50 ชม. โรงเรียนบางกอกโยคะ ปี 2010

● จบหลักสูตรโยคะขั้นสูง 50 ชม. โยคะสุตรา ปี 2011

● แชมป์เหรียญทองงาน Asian Yoga Federation ปี 2012-2013 ครั้งที่ 2 ที่อินเดีย รุ่นอายุเกิน 35 ปี

● รองแชมป์เหรียญเงิน และเหรียญทองแดงงาน Asian Yoga Federationปี 2015-2016 ครั้งที่ 5 ที่กรุงเทพฯ รุ่นอายุเกิน 35 ปี

พบกับคลาสของครูสุขุม (สุขุม สุขสมประสงค์) ที่โยคะสุตรา สตูดิโอ ได้ทุกวันจันทร์ เวลา 13.30 น. และเวลา 17.45 น. กับคลาส Hatha เวลา 19.00 น. กับคลาส Power ค่ะ

ดร.ทวีรัก กลิ่นสุคนธ์ สุขยั่งยืนจากการสร้างบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/556916

  • วันที่ 07 ก.ค. 2561 เวลา 13:43 น.

ดร.ทวีรัก กลิ่นสุคนธ์ สุขยั่งยืนจากการสร้างบ้าน

เรื่อง : โชคชัย สีนิลแท้

จากความเชื่อเรื่องความสุขที่เริ่มต้นจากความสุขของบุคลากรที่เป็นแรงงานก่อสร้าง จะทำให้โครงการอสังหาริมทรัพย์ที่พัฒนาขึ้นมานั้นมีคุณภาพ เป็นแนวคิดสำคัญของบริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ นำโดย ดร.ทวีรัก กลิ่นสุคนธ์ ผู้อำนวยการสายงานส่งเสริมพัฒนามาตรฐานงาน งานชุมชน และการบริการลูกบ้าน ได้สร้างศูนย์การเรียนรู้ในสถานที่ก่อสร้าง เพื่อพัฒนาความรู้และทักษะบุตรหลานแรงงาน เพื่อให้เขาเหล่านั้นทำงานอย่างมีความสุขที่ยั่งยืนตั้งแต่การสร้าง ซึ่งเชื่อว่าจะส่งผลถึงการสร้างงานที่มีประสิทธิภาพ

ในอดีตภาพที่เห็นชินตาในไซต์งานก่อสร้าง คือเด็กเล็กมาอยู่ในพื้นที่ก่อสร้าง ซึ่งเป็นสิ่งไม่เหมาะสม กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ทีมผู้บริหารอารียา พรอพเพอร์ตี้ หยิบมาพิจารณาว่าจะดูแลพวกเขาอย่างไรดี ให้ได้อยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัย จึงได้เกิดโครงการศูนย์การเรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชนในสถานที่ก่อสร้าง (Child Friendly Space) ที่ถูกริเริ่มในปี 2558

นำร่องในโครงการก่อสร้างที่หทัยราษฎร์ จากการจัดมาตรฐานคุณภาพชีวิตแรงงานให้มีการดูแลพนักงานอย่างครบวงจร ลดความกังวลต่อบุตรหลานโดยให้เด็กอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ไม่เสี่ยงต่ออุบัติเหตุในพื้นที่ก่อสร้าง อีกทั้งยังได้รับการเรียนการสอนที่เป็นประโยชน์ ซึ่งบริษัทได้ดำเนินกระบวนการบนพื้นฐานความคิดที่ว่า เมื่อแรงงานมีสุขภาพกายดีสุขภาพจิตดี ไม่มีความกังวล จะมีความพร้อมและรับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมายได้ดีมากขึ้น หลีกเลี่ยงปัญหาการขาดแคลนแรงงานคุณภาพเพื่อยกระดับมาตรฐานที่ยั่งยืน

“การที่จะให้เขาเหล่านั้นเห็นความสำคัญเป็นเรื่องยาก จุดที่จะต้องเปลี่ยนความคิดเขาเหล่านั้น คือการไม่ให้เด็กเล็กมาอยู่ในไซต์ก่อสร้างนั้นเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง จากในช่วงแรกจะเป็นแรงงานจากพม่าและกัมพูชาเยอะ แต่ปัจจุบันจะเป็นแรงงานกัมพูชา จึงต้องมีการใช้ล่าม ซึ่งปัจจุบันไม่ต้องใช้ล่ามแล้ว เพราะเด็กๆ สามารถคุยภาษาไทยได้

ผ่านจุดความยากในการสื่อสารมาแล้วระดับหนึ่ง ปัญหาที่พบต่อมาคือเด็กไม่มีใบเกิดไม่รู้ว่าเป็นลูกของใคร ต้องนำเด็กมาทำหลักฐานกันใหม่เพื่อให้เขามีตัวตน มีพ่อแม่รับรองถูกต้อง มีการจัดทำทะเบียนประวัติเด็ก กิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะตามวัย การเรียนรู้การอ่านและเขียนเบื้องต้น”

ในช่วงแรกของการจัดตั้งโครงการศูนย์การเรียนรู้ ดร.ทวีรัก บอกว่าได้รับความร่วมมือจากมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก (มพด.) เข้ามาช่วย

“เลี้ยงเด็กต้องทำแบบไหน และอาสาสมัครที่จะเข้ามาดูแลเด็กๆ จะมีทักษะแบบไหน การจัดการเป็นอย่างไร อะไรที่จะต้องดูแลจากจุดเริ่มต้นที่ทำโครงการดังกล่าวได้เพียงบางวัน มาในปี 2559 ได้เรียนรู้ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น จนมาหาพันธมิตรเพิ่มเติมคือมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน เข้ามาเป็นพาร์ตเนอร์ โดยมีครูประจำศูนย์ทุกวัน มีการจัดตารางเวร ตารางการสอนภายในศูนย์ ในปี 2559 ก็เริ่มใน 6 พื้นที่งานก่อสร้างหลักของอารียา ได้แก่ หทัยราษฎร์ ไทรน้อย บางนา บางบัวทอง รังสิตคลอง 4 และรังสิตคลอง 5”

สิ่งสำคัญที่ทำให้บริษัทต้องดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่อง ดร.ทวีรัก ชี้ว่าเพราะปัจจัยสำคัญมาจากบริษัทประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงาน หรือแรงงานต้องมีการย้ายไซต์งาน ต้องย้ายไปทำงานกับที่อื่น จึงทำให้บริษัทต้องเข้ามาดูแลแรงงานทั้งเด็กเล็กรวมไปถึงพ่อแม่เด็กด้วย

“จะทำอย่างไรเพื่อให้แรงงานมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น มีการพัฒนาแคมป์ที่อยู่อาศัยให้ดีขึ้น มีพื้นที่สันทนาการมีพื้นที่เล่นกีฬา ไปจนถึงดูแลการพัฒนาฝีมือแรงงานให้กับพ่อแม่ของเด็กเหล่านั้น และเมื่อแรงงานและครอบครัวเขาเหล่านั้นมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น บริษัทนั้นไม่ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน ทำให้เกิดการสร้างบ้านและคอนโดมิเนียมได้อย่างต่อเนื่อง

แรงงานอยู่กับเรานาน เมื่อเขาสุขกายและสุขใจ เขาก็มีความพร้อมที่จะออกไปทำงาน สิ่งที่เกิดขึ้นวัดได้ชัดเจน คือบ้านมีคุณภาพดีขึ้น สามารถลดปัญหาในเรื่องของงานที่ทำซ้ำ งานผิดพลาดลดลง”

ทั้งนี้ ดร.ทวีรัก ขยายความให้เห็นภาพว่า ภายในศูนย์การเรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชนในสถานที่ก่อสร้าง ได้จัดให้มีครูผู้สอนประจำศูนย์ ดำเนินการตามแผนการเรียนการสอนที่มีมาตรฐาน มีครูจิตอาสาที่สับเปลี่ยนมาให้ความรู้พื้นฐาน และเสริมทักษะต่างๆ ตามช่วงอายุวัย จัดกิจกรรมการเรียนการสอนในวันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.00-16.30 น. โดยมุ่งหวังให้เด็กมีความรู้ความสามารถเพื่อสร้างโอกาสเข้าศึกษาต่อในสถานศึกษาตามระบบต่อไป เพื่อพัฒนาสุขภาวะเด็กในด้านต่างๆ การรู้จักใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น การได้รู้จักเพื่อนใหม่ และสามารถปรับตัวให้เข้ากับสังคม

นอกจากนี้ เป็นการส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านทักษะชีวิต รวมถึงวิชาความรู้ขั้นพื้นฐาน อาทิ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ศิลปะ และการปลูกฝังความคิดที่ดี เพื่อให้ได้เรียนรู้และซึมซับด้านการรักษาสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการดูแลสุขภาพร่างกายให้สะอาดและแข็งแรง

“ที่ผ่านมา 6 พื้นที่โครงการมีจำนวนเด็กที่ได้รับโอกาสทั้งสิ้น 194 คน ซึ่งภายในระยะเวลากว่า 2 ปี สามารถนำเด็กๆ เข้าสู่การศึกษาตามระบบปกติได้จำนวน 24 คน แบ่งออกเป็นเด็กสัญชาติไทย 3 คน และเด็กสัญชาติกัมพูชา 21 คน ซึ่งในอนาคตบริษัทคาดหวังว่าเด็กจะมีทักษะทางด้านวิชาการควบคู่ไปกับทักษะการใช้ชีวิตที่มากยิ่งขึ้น

ทางเรามุ่งส่งเสริมให้เด็กทุกคนสามารถเข้ารับการศึกษาในระบบการศึกษาของภาครัฐได้อย่างสมบูรณ์ อย่างน้อยก็การศึกษาภาคบังคับ ซึ่งผลการเรียนในช่วงที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าเด็กๆ เหล่านี้มีความตั้งใจที่จะพัฒนาศักยภาพของตนเองด้วย สามารถเรียนร่วมกับเด็กไทยได้ดี และบางรายมีผลการเรียนดีเมื่อเปรียบเทียบกับเด็กไทย”

ดร.ทวีรัก กล่าวว่า นอกจากบริษัทมีการนำเด็กมาสอนในศูนย์การเรียนรู้แล้ว บางส่วนจะมีการนำเด็กไปเรียนต่อในโรงเรียนรัฐ ซึ่งทางโรงเรียนรัฐให้การศึกษาขั้นพื้นฐานก็จะมีการให้ชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียนฟรีเหมือนกับนักเรียนไทย แต่ทางบริษัทจะต้องจ่ายค่าเช่ารถไปรับไปส่ง

“ทางพ่อแม่ของเด็กร่วมสนับสนุนด้วยส่วนหนึ่ง เช่น อาหารกลางวัน ขณะเดียวกันบริษัทยังเปิดกว้างให้กับเด็กโครงการอื่นที่เป็นแรงงานก่อสร้างอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงที่ต้องการมาเรียน สามารถเข้ามาร่วมเรียนภายในศูนย์ได้ แต่ยังเน้นกลุ่มแรงงานของบริษัทและของบริษัทผู้รับเหมาเป็นหลัก

เรามีแนวคิดสำคัญที่ว่าถ้าหากเด็กอยู่ได้พ่อแม่เขาก็อยู่ได้ และยิ่งทำให้เขามีความรู้จะเป็นสิ่งที่ดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสุขอนามัยของเด็ก มีการวัดส่วนสูง ชั่งน้ำหนัก การให้วัคซีน ก็ได้ร่วมเป็นเครือข่ายกระทรวงสาธารณสุขเพื่อระวังโรคระบาดร้ายแรง

มีการปรับปรุงสภาพของแคมป์ก่อสร้าง มีการดูประวัติของเด็กในการเข้าประเทศ ขณะเดียวกันจะมีการทำทะเบียนประวัติคนงานของเราทั้งหมดให้อยู่ในระบบอิเล็กทรอนิกส์ มีการจ่ายเงินเดือนโดยการเข้าระบบบัญชีทั้งหมด สามารถกดเงินเดือนผ่านตู้เอทีเอ็ม และให้เขาสามารถเดินทางไปในพื้นที่ที่แรงงานสามารถเดินทางออกไปได้”

จากการให้ความสำคัญกับเด็กและครอบครัว แม้ว่าจะมีการมาให้ค่าจ้างแรงงานที่สูงกว่า 5-10 บาทในอดีต แรงงานเหล่านั้นก็จะรีบย้ายไซต์ก่อสร้างตามไปแล้ว แต่ปัจจุบันไม่ใช่กับการเสนอให้ค่าตัวเพียงเล็กน้อย ซึ่งในอนาคต ดร.ทวีรัก มองไกลว่าบริษัทตั้งใจไว้ว่าจะต้องขยายศูนย์การเรียนรู้ดังกล่าวไปในพื้นที่ที่มีการก่อสร้างขนาดใหญ่ทุกทำเลเพื่อรองรับกับบุตรหลานแรงงาน เนื่องจากเป็นการสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นอย่างรอบด้าน มีคุณภาพชีวิตที่ดี และที่สำคัญงานก่อสร้างออกมาดีกว่าในอดีต และไม่ประสบกับปัญหาการขาดแคลนแรงงาน

‘หาคู่’ ดิจิทัลออนไลน์ หนุ่มสาวไทยนิยมชมชอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/556899

  • วันที่ 07 ก.ค. 2561 เวลา 11:30 น.

‘หาคู่’ ดิจิทัลออนไลน์ หนุ่มสาวไทยนิยมชมชอบ

เรื่อง : พรเทพ เฮง

ธุรกิจบริการหาคู่ออนไลน์มีมูลค่า 2,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7,260 ล้านบาท) ในสหรัฐอเมริกาประเทศเดียว และ Tinder อ้างว่าจับคู่กว่า 26 ล้านคู่/วัน คนไทยประมาณ 4 ใน 10 คน (37%) ที่เคยหาคู่ทางอินเทอร์เน็ตระบุว่าต้องการพบคู่รักในอนาคตผ่านบริการทางออนไลน์มากกว่าช่องทางปกติ ตามที่เห็นแพลตฟอร์มหาคู่ทางอินเทอร์เน็ตได้เปลี่ยนแปลงกระแสต่อต้านไปอย่างมาก

แอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการหาคู่ได้รับความสนใจมากขึ้นในภูมิภาคเอเชีย จากเดิมที่ธุรกิจนี้ได้รับความนิยมมากในฝั่งอเมริกาและยุโรป ในช่วง 5 ปีหลังที่ผ่านมามีการเติบโตและนิยมในหนุ่มสาวไทยร่วมสมัยอย่างมากมาย

ในเมืองไทยแอพพลิเคชั่นหาคู่อย่าง Tinder แอพหาคู่ยอดฮิตได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะใช้งานง่ายเพียงแค่ปัดขวาเพื่อเลือกแมตช์กับคนที่ชอบ หรือปัดซ้ายเพื่อข้าม ถ้าอีกฝั่งปัดขวาเหมือนกันแสดงว่าทั้งคู่แมตช์กันและได้สานต่อคุยกันในแอพ ส่วนใหญ่ชาวต่างชาติที่มาเที่ยวไทยเล่นเยอะมาก และเป็นที่นิยมในอาชีพแอร์โฮสเตสและนักบิน

อีกแอพคือ Noonswoon เป็นแอพหาคู่ที่มีคอนเซ็ปต์ให้เราเลือกแมตช์หลังพักกลางวัน ส่วนใหญ่จะเป็นวัยทำงานเล่น อายุ 30 ปีขึ้นไป และจริงจังกับการหาคู่

Beetalk เป็นแอพที่เขย่าแล้วจะได้เจอคนคุยจากพิกัดที่อยู่ใกล้ๆ ตัว ส่วนใหญ่จะเป็นนักเรียนนักศึกษากันเล่นเยอะ

Kooup แอพหาคู่ที่ให้ใส่วันเกิด ปีเกิด แล้วจะเลือกคู่ตามดวงสมพงศ์ หรือเลือกแมตช์กับคนที่มีไลฟ์สไตล์หรืออาชีพการงานใกล้เคียงกัน

Jack’d แอพสำหรับหาคู่ชายรักชายที่นิยมกันมาก ลักษณะการใช้งานจะคล้ายๆ Tinder

Azar แอพนี้การใช้งานแอบคล้าย Tinder แต่ต่างตรงภาพที่ปรากฏจะมาในรูปแบบวิดีโอคอล

นั่นคือแอพหาคู่ยอดฮิต ยังไม่นับเพจหาคู่ในเฟซบุ๊กที่มีอยู่มากมาย โดยเฉพาะเพจ “แม่สื่อแม่ชัก” ที่ฮอตฮิตและได้รับความนิยมมากมายจากชายโสดหญิงโสดทั้งหลาย

เมื่อดูข้อมูลของคนอเมริกัน ผลการวิจัยของ Pew Research Center ระบุว่ามีชาวอเมริกันวัยเจริญพันธุ์ (Adults) กว่า 15% ใช้งานเว็บหรือแอพหาคู่ โดยในช่วงอายุ 18-24 ปี มีผู้ใช้สูงขึ้นถึง 3 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2013 และกลุ่มวัย 55-64 ปี มีผู้ใช้สูงขึ้น 2 เท่า เพราะการเดทแบบออนไลน์เป็นทางเลือกใหม่ของการพบปะผู้คน และเหตุผลที่สำคัญอย่างยิ่งยวดคือ คนอเมริกันกว่า 41% รู้ว่าใครใช้เครื่องมือหาคู่ออนไลน์นี้ และ 29% ก็รู้จักคนที่ได้คู่รักหรือคู่ชีวิตระยะยาว

มาดูกันว่าคนไทยหาคู่ออนไลน์ผ่านแอพต่างๆ และนิยมใช้งานกันอย่างไรบ้าง

เปิดงานวิจัย “หาคู่” ในสังคมไทย

ข้อมูลที่เก็บรวบรวมทางออนไลน์ระหว่างวันที่ 11-28 ก.ย. 2560 จากกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามของกว่า 5 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งเป็นสัดส่วนทางสถิติที่แสดงถึงประชากรออนไลน์จำนวนตัวอย่าง 2,720 ของ YouGov บริษัทจัดทำการสำรวจความคิดเห็นทางอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับการเมือง กิจกรรมสาธารณะ ผลิตภัณฑ์ แบรนด์ และหัวข้ออื่นๆ เกี่ยวกับความสนใจทั่วไป ได้จัดการสำรวจถึงพฤติกรรมหาคู่ออนไลน์นี้ในประเทศไทย พบว่าคนไทยมากถึง 4 ใน 10 เคยใช้แอพพลิเคชั่นหาคู่ทางอินเทอร์เน็ตหรือทางออนไลน์ ซึ่งสูงขึ้นถึงครึ่งหนึ่ง (47%) ในกลุ่มคนรุ่นใหม่

นอกจากนั้น 3 ใน 4 (74%) ของคนรุ่นใหม่ยังกล่าวว่ารู้สึกเขินอายที่จะยอมรับว่าตนเองพบกับคู่รักผ่านการหาคู่ออนไลน์/แอพ คนยุคเบบี้บูมเมอร์ 54% กล่าวเหมือนกัน อย่างไรก็ตามคนไทยมากกว่า 1 ใน 3 (35%) คิดว่าการพบคู่รักทางออนไลน์ไม่ใช่เรื่องแปลก

ครึ่งหนึ่งของคนไทยทั้งหมด 49% รู้จักคู่รักอย่างน้อย 1 คู่ที่พบกันผ่านช่องทางนี้ คนรุ่นใหม่ 54% รู้จักคู่รักอย่างน้อย 1 คู่ที่พบกันทางโลกออนไลน์ ส่วนคนยุคเบบี้บูมเมอร์เพียง 30% เท่านั้นที่รู้จัก

แอพ BeeTalk และ Tinder ดูจะเป็นบริการหาคู่ออนไลน์ที่น่าเชื่อถือมากที่สุด กล่าวได้ว่าตอนนี้การหาคู่ออนไลน์เป็นกระแสหลักในประเทศไทย และการหาคู่ออนไลน์มีตลาดแข่งขันสูงขึ้นเรื่อยๆ

ส่วนแอพที่ได้คะแนนสูงอันดับอื่นๆ ได้แก่ Skout Tinder และ Badoo บริการซึ่งผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมดรู้จักน้อยที่สุด ก็เป็นบริการที่น่าเชื่อถือน้อยที่สุดด้วยเช่นกัน สำหรับผู้ที่เคยใช้บริการหาคู่ออนไลน์ กล่าวได้ว่าความนิยมคือปัจจัยความสำเร็จของกลุ่มตลาดประเทศไทย

ในบทความที่คัดจากวิทยานิพนธ์ระดับบัณฑิตศึกษา หัวข้อ “การใช้สื่ออินเทอร์เน็ตในการหาเพื่อนผ่านสื่อออนไลน์” (Using Internet to find friends through online media) ของ ขวัญจิรา ดลปัญญาเลิศ และ ศ.ดร.สุรพงษ์ โสธนะเสถียร วารสารศาสตรมหาบัณฑิต คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Quantitative Research) โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-Depth Interview) และผู้ให้ข้อมูลเพศหญิงและเพศชาย จำนวน 10 คน ซึ่งมีอายุระหว่าง 22-30 ปี อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร และเคยใช้สื่ออินเทอร์เน็ตในการหาเพื่อนผ่านสื่อออนไลน์ ซึ่งเป็นผู้ที่ต้องการพูดคุย ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ ความคิดเห็น พฤติกรรม และขั้นตอนการพัฒนาความสัมพันธ์ในการหาเพื่อนผ่านแอพพลิเคชั่น Beetalk และยังมีการศึกษาค้นคว้าจากเอกสาร ทฤษฎี แนวคิด รวมไปถึงงานวิจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนแอพพลิเคชั่นต่างๆ โดยทำการศึกษาในระหว่างเดือน เม.ย.-มิ.ย. 2558

ผลการศึกษาพบว่า ผู้ให้ข้อมูลที่ใช้โปรแกรมสนทนาแอพ Beetalk ใช้นามแฝงมากกว่าที่จะใช้ชื่อจริงในการสนทนา เพื่อดึงดูดให้ผู้สนใจเข้ามาสนทนาด้วย มีการใช้ข้อความทักทายที่น่าสนใจผสมผสานข้อความต่างๆ ที่ใช้ในการสนทนานั้นไปกับรูปภาพ สัญลักษณ์ สติ๊กเกอร์ต่างๆ มีการใช้ศัพท์ที่ใช้กันเฉพาะกลุ่ม ผู้สนทนามีการปกป้องตนเองในการสนทนา โดยสวมบทบาทสมมติหรือปกปิดข้อมูลส่วนตัวบางอย่างไว้

ผู้สนทนาบางคนมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่อง เป็นลักษณะของชุมชนเสมือนจริง มีการแบ่งเป็นชุมชนเสมือนจริงย่อยๆ อยู่รวมกันและมีความสัมพันธ์กันเป็นเครือข่ายบางครั้งในเวลาเดียวกันมีการทับซ้อนกันและเคลื่อนย้ายของชุมชน

ในด้านความคิดเห็นของผู้ให้ข้อมูลมีการนำโปรแกรมสนทนาแอพ Beetalk ไปใช้ประโยชน์น้อยมาก ส่วนใหญ่จะใช้ประโยชน์เพื่ออำนวยความสะดวกในการติดต่อสื่อสาร ความสนุกสนาน ความบันเทิง และในอนาคตอาจมีแนวโน้มการใช้โปรแกรมสนทนา Beetalk เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจเกิดปัญหาที่ตามมา จึงต้องมีแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหา โดยการให้ความรู้ผ่านช่องทางต่างๆ และการรับแจ้งเรื่องร้องเรียนสิ่งที่ไม่เหมาะสม

ส่วนขั้นตอนการพัฒนาความสัมพันธ์ในการหาเพื่อนผ่านแอพ Beetalk ประกอบไปด้วยการสมัครสมาชิกและสร้างประวัติข้อมูลส่วนบุคคล การค้นหาเพื่อนสมาชิก การแนะนำตัว การสนทนาและการสร้างความไว้วางใจ การตัดสินใจนัดพบและการพัฒนาความสัมพันธ์ โดยอาศัยแอพ Beetalk ที่สามารถลดอุปสรรคด้านเวลา สถานที่ รวมทั้งมีการรวมขั้นตอนของการสร้างความสัมพันธ์ ที่ต่างกับการสื่อสารในโลกจริงที่ไม่สามารถทำได้ การสร้างความสัมพันธ์ในโลกอินเทอร์เน็ตก็สามารถทำได้เพียงระดับต้นเท่านั้น อาจต้องใช้การสื่อสารแบบเห็นหน้าเห็นตาในโลกจริงมาสานต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ด้วย

อีกหนึ่งงานวิจัยที่ศึกษาลึกลงถึงระดับการมีเพศสัมพันธ์ของการหาคู่ของวัยรุ่นไทยยุคปัจจุบัน คืองานวิจัยชื่อ “วัยรุ่นใช้สื่อออนไลน์อย่างไรในการหาคู่” ของ นิพนธ์ ดาราวุฒิมาประกรณ์ นักปฏิบัติการวิจัย สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งได้วิเคราะห์ข้อมูลจากกรณีศึกษาวัยรุ่นชายหญิงจำนวน 20 ราย จากโครงการวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์ของวัยรุ่น วิเคราะห์ความเชื่อมโยงของพฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้สื่อออนไลน์

ผลการวิเคราะห์พบว่า พฤติกรรมการมีแฟนและเพศสัมพันธ์ของวัยรุ่นแบ่งได้เป็น 4 กลุ่ม คือ (1) มีแฟนทีละคน ไม่มีกิ๊ก (2) มีแฟนและกิ๊ก แต่จะมีเพศสัมพันธ์กับแฟนคนเดียวเท่านั้น (3) มีแฟนและกิ๊ก และมีเพศสัมพันธ์กับทุกคน (4) มีเพศสัมพันธ์กับใครก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นแฟนหรือกิ๊ก

สำหรับวัยรุ่นกลุ่มที่ 3 และ 4 มีพฤติกรรมการใช้สื่อออนไลน์ เช่น Facebook LINE MSN Hi5 ในการหากิ๊กและคู่นอน วัยรุ่นชายใช้สื่อออนไลน์ในการหาคู่ชัดเจนกว่าวัยรุ่นหญิง อีกทั้งใช้เวลาพูดคุยทำความรู้จักไม่นานก่อนการมีเพศสัมพันธ์

วัยรุ่นกลุ่มที่ 2 ใช้สื่อออนไลน์เป็นช่องทางในการคุยกับกิ๊ก แต่ไม่คุยเพื่อจะมีเพศสัมพันธ์ด้วย วัยรุ่นกลุ่มที่ 1 ใช้สื่อออนไลน์ในการพูดคุยกับเพื่อนทั่วไปเท่านั้น แต่ไม่ใช้สื่อออนไลน์ในการหาคู่

ผลการศึกษานี้ทำให้ได้ข้อสรุปในเบื้องต้นว่า วัยรุ่นที่นิยมการมีคู่นอนหลายคนจะใช้สื่อออนไลน์เป็นช่องทางในการสื่อสารกับเครือข่ายทางสังคมเท่านั้น ข้อมูลจากวัยรุ่นที่นิยมใช้สื่อออนไลน์ในการหาคู่ สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับประสิทธิภาพของการใช้สื่อ (ทฤษฎี TAM) ดังกล่าวเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของตนเอง นำไปสู่การใช้ซ้ำๆ เพื่อตอบสนองความต้องการ

ดังที่เห็นว่าวัยรุ่นชายในการศึกษานี้ ได้มีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงที่มีการพูดคุยกันผ่านสื่อออนไลน์กันมากกว่า 1 คนเกือบทั้งสิ้น แต่ข้อมูลอาจจะยังไม่ชัดเจนพอที่จะสรุปตามทฤษฎีการรับรู้ทางสังคม (Social Learning Theory) โดยเฉพาะเมื่อวัยรุ่นกลุ่มที่ไม่มีพฤติกรรมมีเพศสัมพันธ์กับหลายคน หรือไม่นิยมหาคู่ทางอินเทอร์เน็ต ต่างเคยเห็นและรับรู้พฤติกรรมเหล่านี้ทางสื่อออนไลน์ด้วยเช่นกัน ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อพิสูจน์ว่าพฤติกรรมทางเพศของวัยรุ่น โดยเฉพาะการมีเพศสัมพันธ์กับคนหลายคนนั้น เกิดจากการเลียนแบบพฤติกรรมที่พบเห็นกันทางสื่อออนไลน์ หรือปัจจัยอื่นต่อไป

อย่างไรก็ตาม การใช้สื่อออนไลน์ทางอินเทอร์เน็ตเปรียบเสมือนดาบสองคม เป็นสื่อที่มีประโยชน์และได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มวัยรุ่น หากวัยรุ่นใช้สื่อไปในทางถูกต้องเหมาะสมก็จะได้รับประโยชน์อย่างมากมาย แต่ถ้าหากใช้สื่อไปในทางที่ผิดก็อาจก่อให้เกิดปัญหาตามมามากมายเช่นกัน

อาจารย์วิชาจีบชี้ หาคู่เร่งรีบโลกออนไลน์ ชีวิตคู่พังเร็ว

สมัยนี้วัยรุ่นเขาจีบกันและบอกรักกันผ่านทางแอพต่างๆ ไลน์ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ รวมถึงสื่อโซเชียลมีเดียอื่นๆ เพราะเป็นอะไรที่ง่ายและเร็ว

ธนิช สุนทรธนกูล (อ.กล้วย วิชาจีบ) อาจารย์พิเศษจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และวิทยากรอิสระ ซึ่งสอนวิชา “จีบ” ให้ความเห็นว่า ความสัมพันธ์หาคู่ผ่านออนไลน์โลกเสมือนในยุคดิจิทัลนั้นมีมุมที่น่าสนใจอยู่มาก แต่จริงๆ แล้วไม่ได้แตกต่างกับการหาคู่ยุคอะนาล็อก

“เรื่องของการหาคู่นั้นเป็นเรื่องที่อยู่คู่กับมนุษย์มาหลายยุคหลายสมัยแล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องที่มาหาคู่กันในแอพพลิเคชั่นหรือในโซเชียลเน็ตเวิร์กก็เป็นเรื่องของวิวัฒนาการตามเทคโนโลยีและโลกที่มันเปลี่ยนไป เพราะมันต้องเป็นไปแบบนี้อยู่แล้ว

สมัยก่อนการหาคู่เขาก็พยายามใช้สื่อต่างๆ ในการหาคู่เหมือนกัน อย่างมาลัยเสี่ยงรักของลุงหนวด อย่างสมัยก่อนเขามีเพนเฟรนด์ (PenFriend) ซึ่งเป็นเพื่อนกันทางจดหมาย โทรศัพท์ไปก็ยังเขินๆ กันอยู่แล้วก็หาโทรศัพท์ยาก เขียนแนะนำตัวส่งรูปไป มีชื่อมีที่อยู่ให้ เขียนจดหมายถึงกัน

ปัจจุบันการหาคู่ผ่านแอพและโซเชียลมีข้อดีคือเร็วขึ้น และมีความหลากหลายกว่าเมื่อก่อน ส่วนข้อเสียก็มาจากข้อดีคือเร็วไปก็มีผลกระทบ ขาดในเรื่องวิจารณญาณในการที่จะเลือกคู่ สมัยก่อนตื่นเต้นกับการรอคอยไปรษณีย์มาส่งจดหมาย พอมาสักหน่อยก็มีโทรศัพท์ก็ลุ้นว่าจะอยู่บ้านหรือเปล่า เจอพ่อของเธอหรือเปล่า สมัยนี้ก็ตื่นเต้นในการลุ้นว่าตัวจริงจะเป็นอย่างไร เป็นอย่างที่คิดหรือเปล่า ก็ตื่นเต้นไปคนละแบบ”

การสอนวิชาจีบของ ธนิช เขาบอกว่าเป็นเรื่องของการสื่อสารและการบริหารความสัมพันธ์ของคนในหลากรูปแบบ

“จริงๆ ผมสอนวิชาจีบมันเป็นเรื่องของการสื่อสาร ทั้งคำพูดและการเขียนเป็นหัวใจ ปัจจุบันคนยุคนี้มีลูกเล่นสำบัดสำนวนดีกว่าคนในสมัยก่อน ยุคก่อนกว่าจะได้พิมพ์ได้เขียนส่งกันก็นานๆ ที เดี๋ยวนี้นอกจากเขียนแล้วก็มีอีโมจิแสดงอารมณ์ สติ๊กเกอร์ภาพเคลื่อนไหว อะไรต่างๆ มากมาย

ผมมองว่ายุคนี้หาคู่ได้เร็ว แต่ชีวิตคู่ก็พังเร็ว อัตราหย่าร้างของคนไทยเมื่อ 2 ปีก่อน มีถึง 1 ใน 3 หมายความว่าแต่งงาน 3 คู่ มีคู่หนึ่งเลิกราหย่าร้างกันไป ส่วนฝรั่งครึ่งต่อครึ่งประมาณ 50% ความน่าเป็นห่วงอยู่ที่ตรงนี้ คืออะไรที่ด่วนๆ เร็วๆ ขาดความรอบคอบ มันก็มาเร็วไปเร็ว จริงๆ ชีวิตคู่มันคือความสุข แต่ถ้ามีแล้วพัง มีแล้วเลิกรา มันก็บ่อนทำลายทั้งสุขภาพและความรู้สึก”

วิชาจีบของ ธนิช เขาย้ำว่าจะเน้นเรื่องของการใช้ใจเป็นหลัก ให้รู้จักกันอยู่กันด้วยใจ ในวิชาจีบมีวิชาที่ออกมาควบคู่ด้วยคือ วิชาเคล็ดลับจับโกหก

“อย่างที่บอกโลกโซเชียลก็คือโลกเสมือน ไม่รู้ว่าตรงไหนจริงตรงไหนปลอม เมื่อมีวิชาจีบเรื่องความสัมพันธ์แล้ว ก็ต้องมีวิชาเพื่อป้องกันตัวเองด้วย เคล็ดลับจับโกหกว่ามีพิรุธไหม เป็นการสร้างภูมิต้านทาน ถ้าคนมีสองวิชานี้อยู่ในโลกการหาคู่ได้สบายมาก

แม้เทคโนโลยีจะไปไกลขนาดไหนก็ตาม ต้องเข้าใจว่าโลกนี้เป็นโลกของการตลาด อะไรทุกอย่างสามารถจับออกมาเป็นเงินได้หมด ก็เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว ยิ่งคนนิยมก็ยิ่งมีมูลค่ามากยิ่งขึ้น การบริหารความสัมพันธ์ให้มีความสุข”

รู้จักพาวเวอร์เจล & ผ้าห่มฉุกเฉิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/556744

  • วันที่ 05 ก.ค. 2561 เวลา 16:12 น.

รู้จักพาวเวอร์เจล & ผ้าห่มฉุกเฉิน

หลังจากเฝ้ารอปฏิบัติการค้นหานักเตะและโค้ชทีมหมูป่าอะคาเดมี ก็ถึงวินาทีที่ทุกคนเฝ้าคอยคือ การพบทั้ง 13 คนโดยปลอดภัย

แม้ตอนนี้จะอยู่ในขั้นตอนการฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับออกจากถ้ำ ระหว่างนี้ก็มีการส่งนักดำน้ำของหน่วยซีล ทีมแพทย์เวชศาสตร์ใต้น้ำ พร้อมอุปกรณ์ดำรงชีพและยารักษาโรคถึงมือกลุ่มคนดังกล่าวแล้ว สิ่งที่น่าสนใจคือ พาวเวอร์เจล และผ้าห่มฉุกเฉิน ของที่ถูกส่งเข้าไปถึงเป็นสิ่งแรกๆ เรามาทำความรู้จักเจ้าสองสิ่งนี้กัน

พาวเวอร์เจล (Power Gel)

ของเหลวที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้อย่างรวดเร็ว ให้พลังงานสูง ไม่ต้องผ่านกระบวนการย่อย ซึ่งอาหารลักษณะนี้นักบินอวกาศและนักกีฬานิยมใช้เพื่อเพิ่มพลังงาน มีหลายรสชาติ อาทิ แอปเปิล ผลไม้รวม องุ่น ลิ้นจี่ ส้ม ให้รสชาติหวาน กินง่าย ไม่ต้องเคี้ยว ภายใน 15 นาที จะรู้สึกว่ากระปรี้กระเปร่า เนื่องจากมีกรดอะมิโนและคาร์โบไฮเดรตเข้มข้น มีส่วนผสมของน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว 2 ชนิด คือ มอลโตเด็กซ์ตริน และฟรุกโตส

วิธีปฏิบัติ แพทย์จะต้องค่อยๆ เพิ่มระดับปริมาณแร่ธาตุในร่างกายของผู้ที่อดอาหารมานานก่อน เพื่อให้ร่างกายกลับมาอยู่ในระดับสมดุล หรือต้องดื่มน้ำตามในปริมาณที่พอสมควร ไม่เช่นนั้นความเข้มข้นของสารอาหารจะสูงเกินไป ขุมพลังพาวเวอร์เจลถูกคิดค้นขึ้นโดยสองสามีภรรยาชาวแคนาดา นักวิ่งมาราธอนและนักโภชนาการ ที่ใช้เวลาคิดค้นนาน 3 ปี จึงประสบผลสำเร็จในปี 2530

ด้าน สง่า ดามาพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการจากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า พาวเวอร์เจลเป็นอาหารเฉพาะกิจชั่วคราวสำหรับคนที่สภาวะร่างกายไม่ปกติ ซึ่งคนปกติไม่ควรกิน เพราะพาวเวอร์เจลมีไว้สำหรับคนที่ใช้พลังงานมากๆ เพื่อเสริมพลังงาน และสำหรับฟื้นฟูสภาพบุคคลที่อดอาหารมานาน

นพ.สรฤทธิ์ เกียรติเฟื่องฟู แพทย์เวชศาสตร์การบินฉุกเฉิน กล่าวว่า พาวเวอร์เจลสามารถช่วยทั้ง 13 ชีวิตได้ แต่ต้องให้ในปริมาณในพอดี การที่เด็กขาดสารอาหารมานาน หากให้อาหารมื้อใหญ่อาจทำให้ร่างกายทำงานหนัก

ผ้าห่มฉุกเฉิน (Emergency foil space blankets)

เป็นวัสดุที่ทำมาจาก PET ฟิล์มเคลือบฟอยล์ ช่วยให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายได้ถึง 90% ป้องกันอุณหภูมิทุกสภาวะอากาศ ไม่ว่าจะร้อน หนาว กันน้ำกันลมอย่างดี มีขนาดเล็กน้ำหนักเบา ไม่เพียงแต่ผู้ประสบภัยที่นิยมใช้งาน แต่กลุ่มนักเดินป่าหรือนักผจญภัยก็จะมีผ้าห่มฟอยล์ติดตัวไว้ใช้ในยามฉุกเฉินเช่นกัน เนื่องจากฟอยล์สะท้อนแสงยังสามารถใช้โบกสะบัดเพื่อร้องขอความช่วยเหลือจากที่สูงได้อีกด้วย

ผ้าห่มฉุกเฉินถือเป็นอุปกรณ์ที่มีความจำเป็นอย่างมากในการทำงานภายใต้อุณหภูมิต่ำ โดยเฉพาะการดำน้ำและการใช้ชีวิตอยู่ข้างในถ้ำที่มีความเสี่ยงต่อการสูญเสียระบบควบคุมการทำงานของสมอง ระบบการหายใจ และการไหลเวียนโลหิต