เปิดบ้านพักทูตโปรตุเกส อายุ 170 ปี สวยงามสไตล์โคโลเนียล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/556696

  • วันที่ 05 ก.ค. 2561 เวลา 11:09 น.

เปิดบ้านพักทูตโปรตุเกส อายุ 170 ปี สวยงามสไตล์โคโลเนียล

เรื่อง : วราภรณ์  ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

ในวาระเฉลิมฉลองครบรอบ 500 ปีการทำสนธิสัญญาทางการค้าและไมตรีฉบับแรกระหว่างโปรตุเกสและสยาม ฯพณฯ ฟรานซิสโก วาซ แพตโต เอกอัครราชทูตโปรตุเกสประจำประเทศไทย จึงอนุญาตให้สัมภาษณ์พิเศษ พร้อมเปิดบ้านพักริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีอายุเก่าแก่อายุ 170 ปี ที่เคยถูกใช้เป็นศูนย์กลางการค้าขายไทย-โปรตุเกส ตลอดจนสถานที่ราชการ และในอดีตมีห้องขังอยู่ด้วย ที่ปัจจุบันดัดแปลงให้กลายเป็นที่พักงดงามภูมิฐาน ทันสมัย

“โปรตุเกสเป็นประเทศเล็กๆ แต่เมื่อครั้งอดีตบรรพบุรุษของเราจำนวน 1 ใน 4 ของประชากรในประเทศออกเดินทางไปรอบโลก ข้ามผ่านท้องทะเลและมหาสมุทรโดยนั่งมาในเรือลำเล็ก ๆ เพียงไม่กี่ลำที่คิดค้นและพัฒนาด้วยตัวเอง ออกจากประเทศซึ่งตั้งอยู่ด้านตะวันตกสุดของยุโรป เดินทางสู่ราชอาณาจักรในดินแดนฝั่งตะวันออก ที่ไม่เคยมีใครมาเยือน

ความยิ่งใหญ่ของการเป็นประเทศแรกที่เชื่อมต่อโลกอย่างแท้จริงนี้ ทำให้ภาษาโปรตุเกสถูกใช้เป็นภาษากลางทางการทูตยาวนานหลายศตวรรษ เช่น ในประเทศสยามเมื่อครั้งอดีตด้วยเช่นกัน” ท่านทูตเล่าถึงความกล้าหาญของบรรพบุรุษชาวโปรตุเกสด้วยความภาคภูมิใจ

จากนั้นท่านทูตฟรานซิสโก ได้พาชมบ้านพักและเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่แฝงไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ ตั้งแต่ปี 1820 ในยุครัตนโกสินทร์ ที่ดินผืนนี้รัชกาลที่ 2 ได้พระราชทานที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาให้สมเด็จพระราชินีมาเรียแห่งโปรตุเกส เพื่อใช้เป็นท่าเรือสำหรับค้าขายและที่พักของกงสุลโปรตุเกส ปัจจุบันคือที่ตั้งของโกดัง ที่ปรับให้กลายเป็นสำนักงานของสถานทูตโปรตุเกสและทำเนียบทูต ซึ่งทำเนียบทูตหลังแรกเป็นอาคารที่สร้างด้วยไม้ไผ่ บริเวณใกล้ๆ มีชุมชนชาวโปรตุเกสตั้งถิ่นฐานอยู่รอบๆ มีโบสถ์กาลวาริอุเป็นชุมชนโปรตุเกสเล็กๆ

สำหรับทำเนียบทูตหลังนี้สร้างในช่วงกลางปี 1860 เป็นอาคารทรงโคโลเนียลแบบโปรตุเกสผสมกับความเป็นไทย เดิมทีวัสดุที่ใช้ก่อสร้างทั้งหมดส่งตรงมาจากโปรตุเกส แต่เรือที่ขนส่งล่มระหว่างทาง จึงเปลี่ยนมาใช้วัสดุท้องถิ่นของไทยแทน

หากเดินเข้ามาในบริเวณสถานทูตโปรตุเกสประจำประเทศไทย เมื่อประตูรั้วเปิด มองไปด้านซ้ายจะเห็นสำนักงานของสถานเอกอัครราชทูตโปรตุเกสอยู่ภายในอาคารปูนสองชั้นสีเหลืองอ่อนที่ดูมิดชิด การตกแต่งภายในดูทันสมัยเพราะตกแต่งใหม่เมื่อ 20 ปีที่ผ่านมานี่เอง เพราะในอดีตตึกหลังนี้เคยถูกทิ้งร้าง สถานทูตจึงเชิญวิศวกรและสถาปนิกชาวโปรตุเกสมาดัดแปลงโกดังโครงไม้อายุกว่าร้อยปีหลังนี้ ให้กลายเป็นสำนักงานดูทันสมัย และย้ายสำนักงานของสถานทูตจากชั้นล่างของทำเนียบทูตมาอยู่ที่นี่

จากอาคารสำนักงานไปยังทำเนียบทูต จุดแรกที่เดินผ่านคือ สวนโปรตุเกส ซึ่งเป็นพื้นที่ของสถานทูตแต่ให้โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน เช่าบางส่วน ท่านทูตพาเดินมาที่ด้านหน้าบ้านพักเป็นสนามหญ้าริมแม่น้ำ มุมหนึ่งเป็นที่ตั้งของศาลาซึ่งบูรณะเสร็จแล้ว ท่านทูตบอกว่าเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างนักออกแบบโปรตุเกสกับช่างไม้จากเชียงใหม่ สถานที่แห่งนี้เอาไว้ใช้จัดเลี้ยงรับรองในยามค่ำคืน

ท่านทูตพาเดินเข้ามาในบ้านพักส่วนตัวด้านหลังสวนมองเข้าไปลึกด้านใน เป็นห้องซึ่งเดิมเคยเป็นคุกชั้นใต้ดิน เพราะยุคก่อนหากคนโปรตุเกสที่เดินทางมากับเรือทำผิด ท่านทูตในยุคอดีตจะเป็นผู้ตัดสิน ถ้าต้องติดคุกก็จะขังไว้ชั้นใต้ดิน แล้วค่อยส่งใส่เรือส่งกลับไปโปรตุเกส แต่ปัจจุบันไม่ได้ใช้งานแล้ว

เดินเข้ามาในห้องด้านขวาลึกเข้าไป ห้องนี้คือห้องที่ใช้เลี้ยงรับรองแขก มีชุดรับแขกตั้งเรียงรายอยู่หลายชุด ฝาผนังตกแต่งภาพวาดโบราณมีทั้งผลงานของศิลปินชาวโปรตุเกสและศิลปินไทยประดับอยู่

ชั้นบนของบ้านพัก ซึ่งตรงบันไดมีประตูไม้โบราณเก่าแก่ตั้งแต่สมัยอยุธยาตั้งประดับอยู่ หากจะขึ้นไปชั้น 2 ต้องเดินขึ้นบันได ซึ่งมีชั้นพักมีโต๊ะตั้งประดับรูปภาพโบราณสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับโปรตุเกสเมื่อครั้งอดีต ขึ้นไปด้านบนจะมีทางแยกไปห้องด้านซ้ายกับด้านขวา ที่แต่ละห้องไม่มีพื้นที่ส่วนตัว เพราะเชื่อมถึงกันหมด มีบันไดเป็นศูนย์กลางของบ้านที่เชื่อมถึงทุกส่วน เป็นโครงสร้างบ้านแบบเก่าเหมือนวังของยุโรป

เมื่อขึ้นไปด้านบนจะพบกับห้องนั่งเล่นอยู่ด้านขวามือ ห้องด้านซ้ายเป็นห้องกินข้าวขนาดใหญ่ ซึ่งในห้องอาหารขนาดใหญ่นี้มีภาพวาดของศิลปินผู้มีชื่อเสียงอย่างสมบูรณ์ หอมเทียนทอง ประดับอยู่ 2 รูป ด้านหลังห้องกินข้าวเป็นห้องครัว ส่วนด้านหลังของชั้นสองก่อนจะถึงห้องนอนส่วนตัวแบ่งเป็นห้องครัวเล็กๆ มีชั้นหนังสือกิจกรรมยามว่างของท่านทูตบรรจุอยู่เต็มตู้หนังสือ

บริเวณสุดท้ายที่ท่านทูตพาเยี่ยมชมคือ ระเบียงใหญ่ที่หันออกเห็นแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมุมนี้เองปัจจุบันกลายเป็นมุมโปรดที่ท่านทูตชอบมานั่งกินข้าวเช้าและนั่งจิบชายามเย็น

ตลอด 170 ปีที่ผ่านมาบ้านหลังนี้ผ่านการปรับปรุงตกแต่งใหม่อย่างสม่ำเสมอ เช่น รื้อกระจกที่เคยติดบริเวณระเบียงออก เปลี่ยนเป็นบานเฟี้ยมเพื่อให้ลมธรรมชาติพัดผ่านแทนการใช้เครื่องปรับอากาศ รวมถึงปรับปรุงพื้นไม้ ประตูไม้ และเฟอร์นิเจอร์ไม้ด้วย ห้องโปรดของท่านทูตห้องนี้จึงมีความเป็นธรรมชาติค่อนข้างสูง สามารถมองเห็นวิวริมแม่น้ำเจ้าพระยายามพระอาทิตย์ตกดินงดงาม

เมื่อถามถึงความรู้สึกที่ได้อยู่ในบ้านที่เต็มด้วยประวัติศาสตร์หลังนี้ ท่านทูตตอบว่า ที่นี่เป็นเหมือนอนุสาวรีย์ เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ เราจะดูแลมันอย่างดีที่สุด

“ผมพยายามไม่เปลี่ยนแปลงมัน ไม่ใช่เพราะเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์เรา แต่เพราะมันคือส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทยด้วย”

ยิ่งสูงวัยต้องใส่ใจ ระดับคอเลสเตอรอล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/556690

  • วันที่ 05 ก.ค. 2561 เวลา 10:33 น.

ยิ่งสูงวัยต้องใส่ใจ ระดับคอเลสเตอรอล

เรื่อง กันย์ ภาพ pixabay

ในการตรวจสุขภาพแต่ละปีนอกจากจะมีตัวเลขความดันว่าสูงหรือต่ำแล้ว ยังมีตัวเลขที่ควรให้ความสำคัญอีกตัวหนึ่งก็คือ คอเลสเตอรอล (Cholesterol) เพราะว่าคอเลสเตอรอลเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกาย จึงเป็นเหตุผลให้ร่างกายต้องสร้างขึ้นมาใช้เอง แต่สร้างมาได้แค่ 70-80% ของที่ต้องการใช้ในแต่ละวันเท่านั้น จำเป็นที่ต้องได้รับเพิ่มจากอาหาร นั่นก็คือไข่แดงและอาหารทะเล

ทุกเซลล์ในร่างกายสร้างคอเลสเตอรอลได้ แต่ตับจะเป็นอวัยวะที่สร้างได้มากที่สุด คอเลสเตอรอลที่สำคัญมี 2 ตัว คือ LDL (Low-density lipoprotein) ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลว และ HDL (High-density lipoprotein) จัดว่าเป็นตัวดี เมื่อร่างกายสร้างคอเลสเตอรอลชนิด LDL ก็จะถูกปล่อยไปตามกระแสเลือดเพื่อนำไปใช้ซ่อมผนังเซลล์ ซ่อมเยื่อหุ้มเซลล์ประสาท ซ่อมสมอง นำไปสร้างฮอร์โมนเพศ ฮอร์โมนความเครียด และที่จัดว่า LDL เป็นตัวเลวก็เพราะถ้ามีมากก็จะไปอุดตันเส้นเลือดนั่นเอง

ภญ.นันทวดี พิทยาพิบูลพงศ์ กล่าวว่า คอเลสเตอรอลชนิด HDL นั้นก็ถูกปล่อยไปตามกระแสเลือดด้วย แต่ HDL นั้นจะทำหน้าที่เปรียบเสมือน กทม.หรือเทศบาล ที่จะช่วยพา LDL ที่เกาะตามผนังเส้นเลือดและจากกระแสเลือดกลับมาที่ตับเพื่อใช้ผลิตเป็นน้ำดี ใช้ย่อยไขมันโมเลกุลใหญ่ให้เล็กลง หลังจากนั้นน้ำย่อยไขมัน (Lipase) จะมาย่อยต่อ เมื่อน้ำดีหมดหน้าที่แล้วก็จะถูกขับออกจากร่างกายไป ดังนั้น HDL จึงถือว่าเป็นตัวดี จำเป็นต้องมีมากด้วย เพื่อจะได้ช่วยขับ LDL ออกจากร่างกายให้ได้มาก จะได้ไม่อุดตันเส้นเลือดนั่นเอง

HDL จะสูงได้ต้องมี 2 ปัจจัย คือ 1.ได้รับมาจากอาหาร จากไข่แดงและอาหารทะเล 2.มาจากการออกกำลังกาย เพราะจะกระตุ้นให้ตับสร้าง HDL สูงขึ้น และสร้าง LDL ต่ำ

การที่ร่างกายเรามีคอเลสเตอรอล LDL ที่เป็นตัวเลวสูงนั้นอย่าไปโทษไข่แดงและอาหารทะเล เพราะคอเลสเตอรอลนั้นเป็น Wax มันจะเหนียว เมื่อเรากินเข้าไปต้องย่อยก่อน และย่อยยาก จึงย่อยไม่หมด ส่วนหนึ่งจะถูกขับออกจากร่างกายไปพร้อมกับอุจจาระ จึงถูกดูดซึมเข้าร่างกายได้ในปริมาณพอเหมาะ

การที่เรามีคอเลสเตอรอล LDL สูงนั้น จริงๆ แล้วเกิดจากแป้งและน้ำตาล เช่น พวกเครื่องดื่มหวานๆ กาแฟเย็น ชาเย็น น้ำปั่น น้ำอัดลม น้ำผลไม้ ขนมปัง ขนมเค้ก คุกกี้ ขนมหวาน พวกนี้ต่างหากที่ทำให้ LDL สูง ดูตัวอย่างได้จากผู้ที่เป็นเบาหวาน

ปัจจุบันนี้คนเป็นเบาหวานกันมากขึ้น และเป็นกันตอนอายุน้อยๆ ด้วย เพราะคนยุคนี้ดื่มเครื่องดื่มหวานๆ และทานขนมกันมากเหลือเกิน เมื่อแป้งและน้ำตาลเข้าไปในร่างกายแล้ว จะถูกย่อยเป็นน้ำตาลกลูโคส ก็จะไปกระตุ้นให้ตับอ่อนผลิตฮอร์โมน Insulin ออกมาเพื่อพาน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่เซลล์กล้ามเนื้อเพื่อเผาผลาญให้เป็นพลังงาน และการที่เรากินแป้งกับน้ำตาลกันมากก็จะไปกระตุ้นตับอ่อนมาก บ่อยเข้าตับอ่อนก็จะล้า ผลิต Insulin ออกมาได้ก็จริง แต่ไม่มีประสิทธิภาพ พาน้ำตาลเข้าเซลล์เผาผลาญเป็นพลังงานได้ไม่หมด น้ำตาลก็จะตกค้างในกระแสเลือดเกิดเบาหวานขึ้น และเมื่อตับอ่อนถูกกระตุ้นอยู่เรื่อยๆ ก็ยิ่งผลิต Insulin ที่ไม่มีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อยๆ น้ำตาลก็ยิ่งตกค้างในกระแสเลือดเพิ่มขึ้น

ดังนั้น คนที่เป็นเบาหวานนานเข้าจึงมักมีน้ำตาลในเลือดสูงและ Insulin ก็ยังสูงด้วย และการที่มี Insulin สูงนี่แหละที่เป็นตัวปัญหา มันจะไปกระตุ้นให้ตับสร้างคอเลสเตอรอล LDL ที่เป็นตัวเลวสูงขึ้น แต่ HDL ที่เป็นตัวดีกลับต่ำลง ดังนั้นคนที่เป็นเบาหวานจึงมักมีคอเลสเตอรอล LDL สูงตามมาด้วยเสมออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การที่จะลดคอเลสเตอรอลนั้นจริงๆ แล้วควรลดการกินแป้งและน้ำตาลลง และเพิ่มโปรตีนจากเนื้อสัตว์และไข่ เพราะโปรตีนจะช่วยให้แป้งและน้ำตาลเข้าสู่ร่างกายอย่างช้าๆ ตับอ่อนก็จะถูกกระตุ้นน้อยลง ก็จะผลิต Insulin มีประสิทธิภาพในปริมาณที่พอเหมาะ เมื่อ Insulin ลดลง LDL ก็ลดลงมาโดยอัตโนมัติ จึงอาจพูดได้ว่าการกินไข่ช่วยลดคอเลสเตอรอล LDL และเพิ่ม HDL ได้ จึงควรกลับมากินไข่วันละ 1-2 ฟองได้เลย

การจะลดคอเลสเตอรอล LDL นั้นไม่ยาก ก็แค่เปลี่ยนอุปนิสัยในการกินอาหาร ให้ลดแป้งและน้ำตาลลง ไม่ควรกินเครื่องดื่มหวานๆ แม้แต่น้ำผลไม้คั้นเองก็ไม่ควรดื่ม ให้กินผลไม้พร้อมกาก และต้องเพิ่มโปรตีน (เนื้อสัตว์ ไข่) เท่านี้ก็จะลดคอเลสเตอรอล LDL ได้แล้ว โดยไม่ต้องพึ่งยา

แล้วก็ไม่ควรใช้ยาลดคอเลสเตอรอล เพราะตับทำหน้าที่ผลิตคอเลสเตอรอล ยานั้นนอกจากกดตับให้สร้างคอเลสเตอรอลลดลงแล้ว ยายังจะไปกดการทำงานของตับเกือบทุกอย่าง ตับทำหน้าที่หลายอย่าง แต่หน้าที่หลักคือเผาผลาญพลังงานและขับสารพิษ ก็จะทำให้การเผาผลาญลดลง และสารพิษมีโอกาสตกค้างในร่างกายและตับมากขึ้น โอกาสเป็นมะเร็งก็จะมากขึ้นด้วย

การกินไข่อาจทำให้ค่ารวมคือคอเลสเตอรอลทั้งหมดเพิ่มขึ้น แต่จะเป็นค่า HDL ต่างหากที่เพิ่มขึ้นมา ดังนั้นอย่าตรวจหาเฉพาะค่าคอเลสเตอรอลทั้งหมดอย่างเดียว ต้องตรวจทั้ง LDL และ HDL ด้วย และให้ดูอัตราส่วนของคอเลสเตอรอล LDL-HDL ควรน้อยกว่า 3 หรืออัตราส่วนของ HDL ต้องน้อยกว่า 5 ถือว่าเป็นปกติ ไม่อันตรายเลย

กินให้ห่างไกล โรคหัวใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/556585

  • วันที่ 04 ก.ค. 2561 เวลา 12:03 น.

กินให้ห่างไกล โรคหัวใจ

เรื่อง วรธาร ภาพ รอยเตอร์ส

การเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน นอกจากกรณีเมาแล้วขับและขับรถโดยประมาทแล้ว ปัญหาด้านสุขภาพบางอย่างอาจส่งผลต่อความสามารถในการขับขี่และทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ เช่น โรคที่เกี่ยวกับระบบการมองเห็น เช่น โรคตาบอดสี มองเห็นด้วยตาเพียงข้างเดียว จอประสาทตาเสื่อม ทำให้ขับรถเวลากลางคืนเห็นไม่ชัด โรคทางสมองที่ยังเป็นไม่มาก มีอาการหลงลืม ขับรถหลังทางในบางครั้ง การตัดสินช้าสมาธิไม่ดี โรคระบบประสาทอย่างเช่น ลมชัก และอีกหลายโรครวมโรคหัวใจด้วย

เฉพาะโรคหัวใจมีคนที่ประสบอุบัติเหตุเพราะโรคดังกล่าวเกิดขึ้นให้เห็นบ่อย กล่าวคือเวลาที่ผู้ป่วยโรคหัวใจมีอาการกำเริบ โดยอาจเกิดจากอาการที่เป็นหนักอยู่แล้ว หรือมีสิ่งเร้าทำให้อาการกำเริบหนักขึ้นในช่วงเวลาไม่นาน เช่น สภาวะเครียดจากการทำงานก่อนหน้านี้ อารมณ์ไม่ดีจากเหตุการณ์บนท้องถนน หรือสาเหตุอื่นๆ จนทำให้เกิดอาการกำเริบจนควบคุมพวงมาลัย คันเร่ง และเบรกได้ไม่ปกติดังเดิม หากเกิดแน่นหน้าอกขึ้นในขณะขับรถก็ยากที่ใครจะช่วยเหลือได้ทัน

โรคหัวใจเป็นโรคที่อันตรายและเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ง่าย คนที่เป็นโรคนี้จึงต้องดูแลและใส่ใจสุขภาพให้ดีอยู่เสมอ ทางที่ดีที่ทุกคนเลือกได้คืออย่าเป็นเลยดีกว่า เพราะโรคนี้ก็เกิดมาจากพฤติกรรมของคนนั่นเอง หนึ่งในนั้นคือการรับประทานอาหาร

พัชรา ภูษาทอง นักกำหนดอาหาร โรงพยาบาลพญาไท 3 กล่าวว่า ในฐานะนักกำหนดอาหารทราบดีว่ามีหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคหัวใจ ปัจจัยหนึ่งคือเรื่องอาหารการกิน กินอย่างไรให้หัวใจแข็งแรง ในกรณีที่ยังไม่เป็นโรคหัวใจ แนะนำให้กินอาหารครบ 5 หมู่ และควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ และควรหมั่นตรวจสุขภาพประจำปี ดูภาวะไขมัน กลูโคสในเลือด ควบคุมโรคเรื้อรังไม่ติดต่อที่เป็นอยู่ให้ได้ผลดีไว้ก่อน เช่น โรคเบาหวาน ความดันสูง ไขมันสูง โรคอ้วน

“ควรกินไขมันที่ดีต่อสุขภาพ เรียกว่ากรดไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่งมีประโยชน์คือ ช่วยลดไขมันตัวร้าย และช่วยเพิ่มไขมันตัวดี ไขมันไม่อิ่มตัวมีอยู่ในอาหารหลายประเภท เช่น ปลา โดยเฉพาะปลาทะเล ควรกินอย่างน้อย 2 ครั้ง/สัปดาห์ ปลาแซลมอน ปลาทู ปลาซาร์ดีน มีไขมันโอเมก้า 3 จะช่วยลดการอักเสบของหลอดเลือดแดง ซึ่งเป็นอาการเริ่มต้นสู่การเป็นโรคหัวใจ และหลีกเลี่ยงไขมันอิ่มตัว เช่น น้ำมันปาล์ม น้ำมันจากสัตว์ น้ำมันจากการทอดซ้ำ ซึ่งจะถูกเปลี่ยนโครงสร้างเป็นไขมันทรานส์ได้ เช่นเดียวกับไขมันกลุ่มเนย มาการีน ในอุตสาหกรรมเบเกอรี่”

สำหรับการรับประทานอาหารให้หัวใจแข็งแรงนั้นพัชราแนะนำให้บริโภคน้ำมันจากถั่วเปลือกแข็งและเมล็ดพืชที่มีกรดอัลฟาลิโนเลนิกสูง เช่น วอลนัต น้ำมันคาโนลา และน้ำมันถั่วเหลือง แต่ก็ต้องไม่กินมากเกินไปเพราะให้พลังงานสูง อาจทำให้อ้วนได้ ควรกินผัก ผลไม้ หลากหลาย ได้ทั้งสารแอนตี้ออกซิแดนต์ป้องกันการอักเสบของหลอดเลือดแดง และยังได้เส้นใยช่วยให้ขัดขวางการดูดซึมไขมันช่วยระบบขับถ่าย

“ผลไม้ที่แนะนำ เช่น อะโวคาโด ประกอบด้วย ไขมันไม่อิ่มตัว Monounsaturated Fatty Acid และวิตามินอี มีโปรตีนสูงกว่าผลไม้ชนิดอื่น ที่สำคัญคาร์โบไฮเดรตต่ำ ดีสำหรับผู้เป็นเบาหวาน หรือผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก อาหารที่เป็นมิตรกับหัวใจยังมีอีกหลายอย่าง หากให้ความสำคัญกับอาหารสุขภาพก็จะช่วยลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจและยังส่งผลให้สุขภาพโดยรวมแข็งแรงอีกด้วย” นักกำหนดอาหารโรงพยาบาลพญาไท 3 กล่าว

โรคหัวใจอันตรายแค่ไหนใครก็รู้ ฉะนั้นควรหันมาใส่ใจสุขภาพให้ดีอยู่เสมอ พยายามละพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตบางอย่างที่อาจนำพาโรคมาให้ ส่วนใครที่มีปัญหาสุขภาพต้องการความรู้ หรือคำแนะนำสามารถโทรปรึกษาได้ที่พญาไทคอลเซ็นเตอร์ 1772

นักแคสต์เกม เล่นไปพูดไปก็รวยได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/556584

  • วันที่ 04 ก.ค. 2561 เวลา 12:00 น.

นักแคสต์เกม เล่นไปพูดไปก็รวยได้

เรื่อง กั๊ตจัง ภาพ รอยเตอร์ส

บางครั้งที่เราเข้าใช้เว็บไซต์ยูทูบ อาจจะเคยเห็นช่องวิดีโอแนะนำคลิปการเล่นเกมที่มีอยู่มากมาย แต่เคยสงสัยกันไหมว่าคลิปเหล่านี้จะอัพโหลดขึ้นมาทำไม แล้วทำไปเพื่ออะไร แค่เล่นเกมแล้วเอามาโชว์กันอย่างนั้นหรือ แต่แท้จริงแล้วคลิปที่เราเห็นเหล่านี้ เรียกว่า การแคสต์เกม หรือเรียกเป็นศัพท์ไทยง่ายๆ ว่านักพากย์เกมนั่นเอง

พากย์เกมไม่ต่างจากพากย์กีฬา

กำเนิดของนักพากย์เกมนั้นไม่ได้มีจุดเริ่มต้นที่ชัดเจนว่าใครเป็นคนเริ่มคนแรก และกลายมาเป็นอาชีพได้อย่างไร แต่สันนิษฐานกันว่าเกิดมาพร้อมๆ กับเทคโนโลยีการอัพโหลดคลิปวิดีโอขึ้นบนเว็บไซต์ยูทูบ แรกๆ เป็นเพียงคลิปริวิวการเล่นว่าแต่ละเกมเล่นแบบไหน และอย่างไร สำหรับคนที่กำลังตัดสินใจซื้อเล่นสักเกมหนึ่ง

ต่อมาเริ่มมีการใส่เสียงบรรยายประกอบการเล่นเข้าไป จนผู้ชมรู้สึกเหมือมชมรายการโทรทัศน์หรือเกมการแข่งขันกีฬา ทำให้เกิดความสนุกในการรับชม และมีผู้ติดตามรับชมเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะกลุ่มเด็กรุ่นใหม่ๆ ที่นิยมดูยูทูบมากกว่ารายการฟรีทีวี

ดังนั้น นักแคสต์เกม ก็คือ คนที่เล่นเกมไปด้วยและพากย์เกมไปด้วย หรือแม้กระทั่งไม่ได้เล่นเองแต่ดึงเอาคลิปเกมการแข่งขันของคนอื่นมาวิเคราะห์ใส่ความคิดเห็นก็ได้เช่นกัน

การแคสต์เกมนั้นมีทั้งเกมออนไลน์ ออฟไลน์ เกมพีซี มือถือ และเครื่องคอนโซล แล้วอัดคลิปโพสต์ลงเว็บไซต์ ยูทูบแล้วพากย์เสียงด้วยความสนุกสนาน ตื่นเต้น ให้คนดูรู้สึกชอบและอินตาม กลุ่มคนที่ติดตามส่วนใหญ่จะเป็นคนที่อยากเล่นเกมแต่ไม่มีเวลาเล่น หรืออยากลองเล่นบ้างแต่ขอดูคนอื่นเล่นก่อนว่าสนุกแค่ไหน ถ้าสนุกจะได้ไปซื้อเกมมาเล่นบ้าง

บางคลิปทำออกมาเฉลยเกมการเล่นหรือวิธีผ่านด่านก็มี และยิ่งมีคนเล่นเกมผ่านสมาร์ทโฟนกันมากขึ้น ก็ยิ่งทำให้ยอดการเข้าชมสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว

รูปแบบการรีวิวส่วนมากแล้วจะเน้นไปที่เกมที่มีความถนัด แม้จะเล่นฟรีเกมที่ทุกคนชอบเล่นกันอย่างเกมเพชร หรือเกมทำฟาร์มทั้งหลายก็ยังมีคนเข้ามาดู แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องระวังสำหรับคนแคสต์เกมก็คือเรื่องคำพูด ปัจจุบันมีนักแคสต์เกมในยูทูบเฉพาะประเทศไทยอยู่ราวๆ 400 กว่าคนและยังคงเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ

เกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ของนักแคสต์เกมนิยมพูดคำหยาบคาย ทะลึ่ง เหยียดเพศ เชื้อชาติและสีผิว นั่นคือกลุ่มนักแคสต์เกมที่ไม่น่าเข้าชม แต่ก็มีอีกไม่น้อยที่ใช้คำพูดที่เหมาะสมแต่ยังคงความสนุกเอาไว้ได้

แน่นอนว่าคนที่ทำก่อนย่อมได้เปรียบ แต่ไม่ได้หมายความว่านักแคสต์เกมหน้าใหม่จะไม่สามารถแจ้งเกิดได้ เพราะทุกวันนี้ก็มีเกมใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ จึงมีโอกาสสำหรับคนที่อยากจะก้าวเข้าสู่วงการนี้เสมอ

ต้องพูดคล่องปากคล่องมือ

สิ่งหนึ่งที่เราต้องรู้ก่อนจะไปเป็นนักแคสต์เกมก็คือเรื่องการพูด ต้องพูดเก่งและคล่อง น่าแปลกใจอย่างหนึ่งว่าคลิปส่วนใหญ่ที่มีความยาวเกิน 5 นาที มักจะไม่ค่อยมีคนดู แต่คลิปแคสต์เกมนั้นสามารถใส่ความยาวได้ตั้งแต่ 5-30 นาที ก็มีคนดูจนจบ ดังนั้นคุณจะต้องพูดตลอดเกมตั้งแต่ต้นจนจบ

ต่อมาคือต้องมีความรู้เรื่องเกมเป็นอย่างดี ทุกคนที่เข้ามาชมเกมการเล่นไม่ได้หวังเพียงแค่มุขตลกเอาฮา แต่อยากฟังเทคนิคการเล่นใหม่ๆ ที่น่าสนใจอีกด้วย ดังนั้นก่อนอัพโหลดเกมการเล่นคุณก็ควรเล่นให้คล่องและรู้จริงในเกมนั้นๆ ก่อน

สุดท้ายคือความสม่ำเสมอ นักแคสต์เกมไม่ใช่คนที่เล่นเกมเก่งที่สุดแล้วเอามาโชว์แต่เป็นคนที่ชอบเล่นแล้วอยากอวดการเล่นของตัวเองให้คนอื่นรู้สึกสนุกสนาน บ่อยครั้งที่เราเห็นนักแคสต์เกมเล่นแล้วแพ้ไม่เคยชนะได้ที่ 1 หรือทำคะแนนสูงสุดในฉากนั้น แต่ความพ่ายแพ้นั่นละที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกขบขัน เพราะบางครั้งตัวละครก็ตายแบบไม่น่าให้อภัย หรือเล่นดีมาตลอดแต่ตกม้าตายตอนจบ บวกกับเสียงโอดครวญขำของคนพากย์เกมยิ่งทำให้คลิปมียอดแชร์ได้ง่ายขึ้น

ต่อมาเรื่องอุปกรณ์ไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับนักแคสต์เกม เพราะปัจจุบันเกมในสมาร์ทโฟนที่เราใช้กันอยู่ก็สามารถแคสต์เกมได้ แต่สิ่งที่ต้องระวังให้มากที่สุดก็คือเรื่องลิขสิทธิ์เกมและเพลงที่อยู่ในเกม หรือเพลงที่ใช้เปิดระหว่างการแคสต์เกมสุ่มเสี่ยงที่จะถูกฟ้องได้ง่าย

ส่วนมากแล้วคลิปการเล่นเกมไม่ใช่ปัญหาที่จะถูกฟ้องเพราะเจ้าของบริษัทจะคิดว่าเป็นการช่วยโปรโมทเกมอีกทางหนึ่ง แต่ลิขสิทธิ์เพลงนั้นมีข้อจำกัดในการใช้งานบางครั้งเจ้าของเพลงอนุญาตแค่ใช้ในเกมแต่ไม่ได้อนุญาตให้เผยแพร่ผ่านการแคสต์เกม ตรงนี้ต้องระวังให้ดี คุณอาจจะต้องปิดเพลงในเกมเหลือแต่เสียงเอฟเฟกต์เพื่อตัดปัญหาตรงนี้ออกไป

สุดท้ายคือเรื่องรายได้นักแคสต์เกมส่วนมากจะมีรายได้จากยอดวิวในยูทูบ มีคนได้ตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักแสนบาทต่อเดือน อย่างไรก็ดีเราในช่วงเริ่มต้นอย่าเพิ่งคาดหวังเรื่องรายได้มากนัก ขอให้แคสต์เกมให้สนุก อัพโหลดอย่างสม่ำเสมอ พูดจาให้เหมาะสม เลี่ยงคำหยาบคายแล้วทุกอย่างจะออกมาดี และมีรายได้ตามมาในภายหลังอย่างแน่นอน

นักกีฬาอี-สปอร์ต จากเด็กเล่นเกมสู่ทีมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/556583

  • วันที่ 04 ก.ค. 2561 เวลา 11:52 น.

นักกีฬาอี-สปอร์ต จากเด็กเล่นเกมสู่ทีมชาติ

เรื่อง โยธิน อยู่จงดี ภาพ รอยเตอร์ส, เอเอฟพี

หากเราเห็นเด็กเล่นเกมวันละ 6 ชั่วโมง คุณคงมองว่าเขาเป็นเด็กติดเกม แต่หากบอกว่าระหว่างที่เล่นเกมวันละ 6 ชั่วโมง เด็กคนนั้นมีรายได้หมื่นกว่าบาทจากการเล่น บางคนได้เกือบ 5 หมื่นบาท เราจะยังบอกว่าเด็กคนนั้นเป็นเด็กติดเกมเหมือนเดิมอีกไหม โลกยุคใหม่เปลี่ยนแปลงไปมากมาย เกมที่เคยเล่นกันสนุกๆ ระหว่างเพื่อนกลายเป็นเกมกีฬาที่มีผู้เล่นหลักร้อยล้านคนทั่วโลก พัฒนาจนเกิดการแข่งขันทัวร์นาเมนต์ ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นไปจนถึงระดับโลก เรียกขานกันว่าเป็นกีฬาอี-สปอร์ต

วันนี้กีฬาอี-สปอร์ตได้กลายเป็นกีฬาสาธิตแข่งขันในเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 18 ประเทศอินโดนีเซียวันที่ 18 ส.ค.-2 ก.ย. มีทั้งหมด 6 เกมที่จะได้เข้าร่วมชิงชัย ก็คือเกมลีก ออฟ เลเจนด์ (League of Legends เกมแนวต่อสู้กึ่งวางแผนประเภททีม) สตาร์คราฟต์ 2 (Starcraft II เกมวางแผนการรบประเภทเดี่ยว) ฮาร์ทสโตน (Hearthstone การ์ดเกมแข่งประเภทเดี่ยว) โปร อีโวลูชั่น ซอคเกอร์ (Pro Evolution Soccer เกมกีฬาฟุตบอล) แคลช โรยัล (Clash Royale เกมวางแผนการรบ) และอารีน่า ออฟ เวเลอร์  Arena of Valor (AOV สำหรับประเทศไทยใช้ชื่อ ROV เป็นเกมต่อสู้กึ่งวางแผนประเภททีม)

นั่นหมายความว่าสังคมโลกยุคใหม่กำลังให้การยอมรับว่า เกมสามารถพัฒนาให้เป็นกีฬาที่มีการแข่งขันในระดับสากล แต่กว่าจะได้ชื่อว่าเป็นนักกีฬาอี-สปอร์ตนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะได้มา

ฮิวโก้-พงศ์ปณต เรืองอารีรัตน์ อายุ 22 ปี นักกีฬาอี-สปอร์ต สังกัดทีมไดมอนด์คอบบร้า และนักกีฬาอี-สปอร์ตทีมชาติไทย

กว่าจะเป็นนักกีฬาอี-สปอร์ต

ฮิวโก้-พงศ์ปณต เรืองอารีรัตน์ อายุ 22 ปี นักกีฬาอี-สปอร์ต สังกัดทีมไดมอนด์คอบบร้า และนักกีฬาอี-สปอร์ตทีมชาติไทย ที่จะลงแข่งขันในเกมเอโอวี เล่าถึงเส้นทางการเป็นนักกีฬาอี-สปอร์ต…

“ผมก็เหมือนกับคนอื่นๆ ที่ชอบเล่นเกมตั้งแต่เด็ก ที่บ้านจะมีเครื่องเกมคอนโซลเพลย์สเตชั่น ก็เริ่มเล่นตั้งแต่เกมแผ่น เล่นเกมโดต้า (DotA) มาจนกระทั่งมีเกมที่สามารถเล่นได้ใน โทรศัพท์มือถือเป็นเกมแบบเอโอวี ก็เริ่มเล่นแนวนี้มาตลอด เพราะหลังๆ เริ่มมีความชอบเกมแนวกลยุทธ์ที่ต้องใช้ความคิดวางแผนการเล่น

แรกๆ ผมก็เล่นทั่วไปแล้วเริ่มจริงจังมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มอยากจะเป็นนักกีฬาอี-สปอร์ต เลยจับกลุ่มกับเพื่อนๆ ในเกมบ้างหรือเพื่อนๆ ที่เคยเล่นเกมด้วยกันมาก่อนบ้าง แล้วก็ลงแข่งทัวร์นาเมนต์ต่างๆ บางรายการก็ประสบความสำเร็จ บางรายการก็ไม่ จนรายการแข่งล่าสุดได้ตำแหน่งอาร์โอวี คิงส์ ออฟ เกมเมอร์ จึงได้มีโอกาสเป็นนักกีฬาทีมชาติในปีนี้เองครับ ที่ผมประสบความสำเร็จหลังจากเล่นเกมมา 5 ปี

กว่าจะเป็นนักกีฬาอี-สปอร์ตได้ ก็เหมือนกับเราเล่นกีฬาประเภทหนึ่ง ต้องมีการฝึกซ้อม ต้องมีการฝึกทักษะของตัวเราเอง แล้วก็ฝึกกับเพื่อนร่วมทีมและใช้เวลาร่วมกัน หมั่นฝึกซ้อมพัฒนาหาความรู้ใหม่ๆ หาเทคนิคการเล่นใหม่ๆ ปรับปรุงและฝึกซ้อมตลอดเวลา

การฝึกซ้อมของนักกีฬาอี-สปอร์ต หลักๆ ก็จะมีการนั่งดูการแข่งในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ ที่มีนักกีฬาระดับโลกมาแข่งขันกัน ดูว่าเขามีเทคนิคอะไรเข้ามาใช้ในการแข่งขันบ้าง แล้ววิเคราะห์ว่าเราเล่นเป็นอย่างไร มีข้อดีข้อเสียอย่างไรแล้วนำไปปรับปรุง

จากนั้นก็จะติดต่อนัดทีมที่มีความสามารถพอๆ กับเรามาอุ่นเครื่องแข่งขันอาจจะนัดมา 4 ทีม ซ้อมทีมละ 1 ชั่วโมงเฉลี่ยซ้อมวันละ 4 ชั่วโมง แล้วก็กลับมานั่งดูภาพรวมการแข่งของวัน เพื่อเอามาปรับปรุงการซ้อมในวันต่อๆ ไป ซึ่งเราก็จะต้องดูตารางเรียนของเราเอง แล้วหาเวลาว่างฝึกซ้อมอาจจะเป็นการฝึกซ้อมส่วนตัวหรือว่าจะนัดกับเพื่อนๆ ที่มีเวลาตรงกันเข้ามาซ้อมร่วมกัน

วิเคราะห์รูปแบบการเล่นของทุกคนแล้วดูว่าใครมีจุดอ่อนอะไรตรงไหน ก็ต้องฝึกส่วนตัวปรับปรุงในช่วงเช้า และช่วงบ่ายก็ลงแข่งอุ่นเครื่องแล้วดูว่าที่ซ้อมมานั้นได้ผลอย่างไร ความสามารถสูงสุดของตัวละครนั้นออกมาได้ก็จะทําให้การเล่นเป็นทีมนั้นมีศักยภาพที่ดีมากขึ้น

ในเรื่องการเรียนของผมตอนนี้กำลังจะจบการศึกษาสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภาคอินเตอร์ สำหรับตัวผมการที่ได้มาเป็นนักกีฬาอี-สปอร์ตได้ผมคิดว่า โชคดีที่ทางครอบครัวเข้าใจถึงความต้องการ มีข้อแลกเปลี่ยนเดียวก็คือเรื่องของผลการเรียน เล่นได้แต่จะต้องไม่กระทบในเรื่องของเวลาเรียน ผมจะต้องรักษาระดับการเรียนให้ดี ในแต่ละวันนั้นผมจะใช้เวลาฝึกซ้อมอยู่ประมาณ 3-5 ชั่วโมง และต้องแบ่งเวลาเนื้อเรื่องของการอ่านหนังสือ แล้วก็เวลาในการพักผ่อนด้วยเช่นกัน

บางเวลาที่งานเรียนเยอะมากผมก็อาจจะต้องเสียสละเวลานอนของตัวเองเพื่อที่จะรักษาเรื่องการเล่นและการเรียนให้ออกมาดีทั้งคู่ ความต่างของเด็กติดเกมกับคนที่เล่นแบบนักกีฬาอยู่ที่ความรับผิดชอบในการแบ่งเวลามากกว่า หากแบ่งเวลาและรับผิดชอบให้ดีก็สามารถประสบความสำเร็จได้ทั้งการเรียนและการเล่นเกมที่เรารักทั้งคู่

ในเรื่องการซ้อมเตรียมแข่งเอเชียนเกมส์ก็มีการเข้าแคมป์เก็บตัวฝึกซ้อมกับเพื่อนๆ ร่วมทีมเพื่อจะปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ผมเชื่อว่าในเกมการแข่งขันนี้คนที่ผิดพลาดน้อยที่สุดจะเป็นผู้ชนะ”

นักกีฬาอี-สปอร์ตทีมชาติไทย วีฤทธิ์ โพธิ์พันธุ์ หรือ ได อายุ 18 ปี แห่งทีม เดอะ จังเกิ้ล (The Jungle) ที่จะเข้าแข่งขันในเกมฮาร์ทสโตน

แข่งเกมสร้างรายได้หลักหมื่น

นักกีฬาอี-สปอร์ตทีมชาติไทย วีฤทธิ์ โพธิ์พันธุ์ หรือ ได อายุ 18 ปี แห่งทีม เดอะ จังเกิ้ล (The Jungle) ที่จะเข้าแข่งขันในเกมฮาร์ทสโตน บอกกับเราว่าเล่นเกมทุกแนว แต่เกมฮาร์ทสโตนเป็นเกมการ์ดที่เขาทำผลงานได้ดีที่สุดตั้งแต่การลงแข่งครั้งแรกๆ

“จุดเด่นของการเล่นเกมนี้คือเป็นเกมที่เล่นคนเดียว ถ้าเราอยากเก่งเราก็แค่ซ้อมกับตัวเอง และแข่งกับคนอื่น โดยไม่ต้องพึ่งเพื่อนร่วมทีม และทำให้เราบริหารจัดการเวลาเล่นและเวลาเรียนได้ดีกว่า

แม้จะเล่นเกมมานาน แต่ผมก็เพิ่งจะได้เป็นนักกีฬาอี-สปอร์ตในช่วง 2 ปีมานี้เอง ผมจะซ้อมวันละประมาณ 6 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้น แนวทางการซ้อมของเราก็คือต้องลงแข่งกับคนอื่นๆ แล้วดูการแข่งของโปรเกมเมอร์ในระดับต้นๆ เพื่อดูว่าตอนนี้เทรนด์การแข่งขั้นนั้นไปถึงไหนแล้ว มีเทคนิคอะไรใหม่ๆ บ้าง

สำหรับเกมฮาร์ทสโตน เราต้องจัดการ์ดทั้งหมด 30 ใบ ซึ่งผู้เล่นแต่ละคนจะจัดการ์ดไม่เหมือนกัน บางคนจัดการ์ดแบบเน้นโจมตีเร็ว บ้างคนเน้นตั้งรับ และบางทีก็มีเทรนด์ในการจัดการ์ดสำหรับลงแข่งซึ่งภาษาเกมเมอร์จะเรียกว่าเมต้า เราก็ต้องดูว่าเราจะจัดการ์ดตามเมต้าปัจจุบันหรือสวนกระแสไปตามทางของเราเอง

อย่างการแข่งขันเอเชียนเกมครั้งนี้ผู้จัดจะให้เราส่งชื่อการ์ดทั้ง 30 ใบที่เราจะใช้แข่งไปให้ทางผู้จัดการแข่งขัน แต่ผมจะรอให้ใกล้วันปิดการส่งเพื่อดูว่าเมต้า หรือเทรนด์ในช่วงนั้นเขานิยมเล่นการ์ดอะไร จัดแบบไหนเพื่อวางแผนการเล่นต่อไป

ผมมีรายได้จากการสังกัดทีมและรายได้จากการลงแข่งทัวร์นาเมนต์ ซึ่งนักกีฬาอี-สปอร์ตจะต้องมีสังกัด เพื่อที่จะหาสปอนเซอร์สนับสนุนทีม ซึ่งสปอนเซอร์ส่วนใหญ่ก็จะเป็นสปอนเซอร์ที่เกี่ยวกับสินค้าไอทีและคอมพิวเตอร์

ถ้าเราประสบความสำเร็จในการแข่งชื่อของสปอนเซอร์เหล่านี้ก็จะได้รับชื่อเสียงและการยอมรับไปด้วย เหมือนๆ กับกีฬาชนิดอื่นๆ ไม่แตกต่างกันเลย รายได้ของนักกีฬาอี-สปอร์ตก็จะก็อยู่หลักหมื่นบาทขึ้นไป ถ้าได้เป็นนักกีฬาทีมชาติก็จะมีเรื่องเบี้ยเลี้ยงเพิ่มเติมเข้ามาด้วย

สำหรับอนาคตผมยังไม่ได้มองไปไกลมากตอนนี้ผมเรียนอยู่ ปี 1 คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมยานยนต์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เรียนจบไปก็คงมองในเรื่องของการทำงานประจำที่มีรายได้มั่นคง ควบคู่ไปกับการเล่นเกมที่ผมชอบ เพราะอย่างไรผมก็สามารถแบ่งเวลาว่างจากงานมาฝึกซ้อมเกมได้เหมือนเดิม”

นิธิพัทธ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์

มองเกมต้องมองทั้งอุตสาหกรรม

นิธิพัทธ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ เล่าถึงวงการเกมในฐานะที่เอเซอร์ พรีเดเตอร์เป็นสปอนเซอร์ที่สนับสนุนการแข่งขันอี-สปอร์ต

“ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเราจะสังเกตเห็นได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในวงการเกมมากมายที่มีคนเคยเล่นเกมเพียงแค่เป็นเพื่อความผ่อนคลายเล่นกับสนุกไปเล่นเพียงเพื่อฆ่าเวลาก็กลายมาเป็นการเล่นแข่งขันเป็นรูปแบบของเกมกีฬากันมากขึ้น

โปรแกรมเกมต่างๆ เริ่มมีมาตรฐานในการผลิตเกม มีระบบความปลอดภัยป้องกันการโกงแล้วก็มีเรื่องของการปรับความสมดุลภายในเกมช่วยให้การเล่นนั้นมีความยุติธรรมแล้วก็เป็นมาตรฐานเดียวกันที่ทำให้ผู้เล่นนั้นสามารถเกิดการแข่งขันและพัฒนาฝีมือขึ้นมาได้ เกิดการเล่นกันอย่างแพร่หลายและสามารถเล่นกันผ่านระบบอินเทอร์เน็ต

บวกกับเรื่องของฮาร์ดแวร์ที่มันสนับสนุนการเล่น ก็จะทำให้กีฬาอี-สปอร์ตเป็นกีฬาที่โตเร็วอย่างมากจนน่าตกใจ เด็กรุ่นใหม่สามารถที่จะทำเป็นอาชีพได้ หรือมีอาชีพข้างเคียง เช่น อาชีพของนักพากย์เกม หรืออาชีพของคนทำแอนิเมชั่นในเกม โปรแกรมเมอร์นักออกแบบเกม หรือสิ่งต่างๆที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการเกมในส่วนอี-สปอร์ตนั้นเติบโตอย่างก้าวกระโดด เราเองก็เป็นหนึ่งในผู้ผลิตอุปกรณ์ที่ในการเล่นกีฬาอี-สปอร์ต ก็ทำให้เราเข้าไปเกี่ยวเนื่องโดยที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบอุตสาหกรรมนี้ไปโดยปริยาย ถ้าเปรียบเทียบกับกีฬาชนิดอื่นๆ เราก็คือผู้ผลิตอุปกรณ์การเล่นไม่ต่างจาก ไม้กอล์ฟ รองเท้า หรืออุปกรณ์ในการเล่นของกีฬาชนิดนั้นๆ

นักกีฬาอี-สปอร์ตจากเดิมที่เคยมีคนมองว่าเป็นเด็กติดเกม ผมกลับมองว่ามันอาจจะเป็นภาพเดียวกันกับการเล่นกีฬาชนิดอื่นซึ่งทุกคนก็สามารถเล่นได้ แต่ไม่ได้ทุกคนที่จะเป็นนักกีฬา ความต่างของผู้เล่นทั่วไปคนที่ออกกำลังกายคือเรื่อง การบริหารจัดการอย่างถูกต้อง

อยากจะเป็นนักกีฬาอาชีพก็ต้องมีการฝึกซ้อมของตัวเอง มีเวลาฝึกซ้อมกับทีม เข้าร่วมแข่งขันในทัวร์นาเมนต์ มีตารางฝึกซ้อมชัดเจนแบบนักกีฬาอาชีพ ดังนั้นถ้าคุณเป็นนักกีฬาอี-สปอร์ตคุณจะต้องมีวินัย มีความรับผิดชอบ ถ้าเกิดคุณเป็นเด็กติดเกมนั่นคือคนไม่มีวินัยและแบ่งเวลาไม่ถูกจนทำให้เรื่องงานและเรื่องเรียนเสียไป

โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณเป็นนักกีฬาอี-สปอร์ตที่เป็นตัวแทนประเทศไทย ทางการกีฬาแห่งประเทศไทยกำหนดเลยว่าจะต้องมีเรื่องของการทดสอบสมรรถภาพร่างกาย มีการฝึกวิ่งบนสายพานจะต้องมีการเทรนนิ่งเรื่องอื่นในเรื่องของสมรรถภาพร่างกาย ซึ่งเป็นกฎของการกีฬาแห่งประเทศไทย เพียงแต่สมรรถภาพร่างกายอาจจะไม่ได้เข้มข้นหรือแข็งแรงเท่านักกีฬาที่ต้องใช้แรงเหมือนนักวิ่งทีมชาติ หรือนักฟุตบอลทีมชาติ คงไม่ถึงขนาดนั้น

หลายคนยังมองว่าคุณนั่งเล่นเกมอยู่บนโต๊ะมันเป็นกีฬาได้อย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับมุมมองแต่ถ้าไปดูนิยามของคำว่ากีฬาจริงๆ คือสิ่งที่ต้องพัฒนาทั้งเรื่องของร่างกายแล้วก็สมองด้วยฉะนั้นเกมก็เป็นสิ่งหนึ่งที่พัฒนาประสาทสัมผัสด้านสมองได้ความคิด รู้จักวางแผนกลยุทธ์

ผมเชื่อว่ามันเป็นกีฬาอยู่แล้วล่ะ แต่สิ่งที่จะทำ ให้ดีขึ้นกว่าเดิมคือเรื่องขององค์ความรู้ในด้านการบริหารการจัดการแบบมืออาชีพ ให้คนที่มีความรู้ในเรื่องเกมมาช่วยวางแผนการเล่นการฝึกซ้อมอย่างเป็นระบบมากกว่านี้ เราอยากให้มองว่าอี-สปอร์ตสามารถสร้างโอกาสที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมให้เติบโตสร้างมูลค่าได้อีกมหาศาล ทุกวันนี้เด็กไทยเล่นเกมติดอันดับต้นๆ ของโลกหลายคน เป็นอีกโอกาสหนึ่งของเด็กไทยที่จะไปคว้าเหรียญทองสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศกลับมาได้”

นักเขียนเล่าชีวิต (ซึมเศร้า)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/556497

  • วันที่ 03 ก.ค. 2561 เวลา 16:37 น.

นักเขียนเล่าชีวิต (ซึมเศร้า)

เรื่อง : กาญจนา

หนังสือที่จะเป็นประตูเปิดสู่ชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ทราย-อินทิรา เจริญปุระวัย 37 ปี นักแสดงและเจ้าของหนังสือ เรื่อง “3 วันดี 4 วันเศร้า” ที่เธอได้บอกเล่าประสบการณ์ส่วนตัว เรื่องราวเบื้องหลัง และเบื้องลึกในฐานะผู้ป่วยโรคซึมเศร้า โดยทรายได้เล่าผ่านสำนวนเฉพาะตัว อ่านสนุก และน่าติดตามทำให้เข้าใจแง่มุมใหม่ๆ ต่อโรคที่กำลังเป็นที่สนใจของสังคมไทย

“ตอนเขียนหนังสือเล่มนี้เป็นช่วงเวลาที่เหน็ดเหนื่อย เพราะบางเรื่องเราก็ไม่อยากย้อนกลับไปแตะมัน บางตอนที่เขียนไปแล้วเศร้ามากๆ บรรณาธิการก็จะบอกว่าอันนี้เศร้าไป เพราะเราทำข้อตกลงตั้งแต่แรกแล้วว่าหนังสือเล่มนี้จะไม่ดึงดราม่า เพราะว่าคนที่มาอ่านอาจจะเป็นคนที่กินยาอยู่แล้วอาจจะรู้สึกแย่อยู่แล้ว ก็ไม่อยากให้มาเศร้าแข่งกัน แต่อยากให้เหมือนเป็นการพูดคุยมากกว่า”

ทรายพูดถึงสิ่งที่ต้องการสื่อสารผ่านหนังสือเล่มนี้ว่า เธอไม่ต้องการทำให้โรคนี้เข้าใจง่ายขึ้น หรือบอกว่าโรคนี้เข้าถึงยาก แต่อยากให้มองว่าโรคซึมเศร้าคือโรคชนิดหนึ่งที่ต้องรักษา ไม่ใช่โรคที่แปลกประหลาดอะไร

เธอป่วยเป็นโรคซึมเศร้า 2 ครั้ง ครั้งแรกเกิดจากการประสบอุบัติเหตุรถชนเมื่อปี 2554 ซึ่งส่งผลกระทบให้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าประเภท PTSD (Posttraumatic Stress Disorder) คือ ความสะเทือนใจหลังอุบัติเหตุ โดยมีอาการเริ่มจากอ่านหนังสือไม่ได้ และฝันวนถึงแต่เหตุการณ์เดิมๆ จึงตัดสินใจเข้ารับการรักษากับจิตแพทย์ด้วยการกินยาอยู่ 9 เดือนจนหายจากอาการป่วย จากนั้นหลังจากงดกินยาไป 1 ปี เธอก็กลับมาเป็นอีกครั้งในระดับ MDD (Major Depressive Disorder) คือ โรคซึมเศร้าแบบออฟฟิเชียลที่เกิดจากความเครียดที่ต้องดูแลแม่ที่ป่วยเช่นกัน

“เราแบ่งให้พระจันทร์คือ คนที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามีข้างขึ้นข้างแรม มีมาบ้าง ไม่มาบ้าง และคนไม่ป่วยเป็นเหมือนพระอาทิตย์เพราะมันแผดแสงใส่ทุกสิ่งทุกอย่างอย่างเท่าเดิมสม่ำเสมอ ตอนทำงานกับทรายต่อให้ทรายบอกว่าป่วย เราก็ไม่ได้อะไรทำให้ดูแตกต่างจากคนอื่น เราทำทุกอย่างปกติ เท่าเทียมคนอื่น ขณะเดียวกันเราก็พยายามเข้าใจถึงจิตใจของเขาด้วย” เธอกล่าวทิ้งท้าย

อ่านประสบการณ์จริงของทรายเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าได้ในหนังสือ 3 วันดี 4 วันเศร้า สำนักพิมพ์บัน ราคาเล่มละ 160 บาท ซื้อออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ store.minimore.com/bunbooks

ผู้ช่วย 4.0 หุ่นยนต์ผู้ช่วยศัลยแพทย์ผ่าตัดกระดูกสันหลัง เทคโนโลยีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/556495

  • วันที่ 03 ก.ค. 2561 เวลา 16:33 น.

ผู้ช่วย 4.0 หุ่นยนต์ผู้ช่วยศัลยแพทย์ผ่าตัดกระดูกสันหลัง เทคโนโลยีใหม่

อาการเหนื่อย เมื่อยล้า ปวดเกร็งกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า ไหล่ หลัง หรืออาการชาตามปลายนิ้ว เป็นความทรมานที่หลายคนอาจยังไม่รู้ถึงสาเหตุที่แท้จริง การนั่งนานๆ ติดหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือมือถือในท่าเดียว การขับรถเป็นเวลานาน หรืออาการผิดปกติของกระดูกสันหลัง ซึ่งโดยทั่วไปจะรู้จักกันดีในภาษาทางการแพทย์ว่า “โรคกระดูกสันหลังเสื่อม” และ “โรคกระดูกสันหลังคด” ต่างก็เป็นต้นเหตุของความทรมานของคนไทยในยุคนี้

โรคดังกล่าวเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นภาวะทางพันธุกรรมที่ผู้ป่วยมีกระดูกสันหลังผิดรูปโดยกำเนิด หรือการเสื่อมสภาพของหมอนรองกระดูก ข้อต่อ เส้นเอ็น กระดูก และกล้ามเนื้อหลัง ทั้งจากภาวะน้ำหนักเกิน และภาวะถดถอยตามธรรมชาติ ซึ่งโดยทั่วไปอวัยวะสำคัญเหล่านี้ของคนเราจะเริ่มสูญเสียสมรรถภาพตั้งแต่อายุ 25 ปี แต่จะแสดงอาการเจ็บปวดเมื่อเข้าสู่วัย 40

แผลเล็ก แม่นยำสูง ฟื้นตัวเร็ว

ในอดีตวิธีการรักษาต่างๆ เช่น การผ่าตัดเพื่อฝังอุปกรณ์เข้าไปในกระดูกสันหลังแบบดั้งเดิม มีความเสี่ยงต่อการวางตำแหน่ง อุปกรณ์ผิดพลาด ทำให้เกิดการบาดเจ็บของเส้นประสาทและหลอดเลือด ซึ่งอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่พึงปรารถนาไปตลอดชีวิต

ในระยะหลายปีที่ผ่านมา มีการพัฒนาเทคโนโลยีหุ่นยนต์ทางการแพทย์มาช่วยในการผ่าตัดกระดูกสันหลัง ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าให้ผลลัพธ์ในความเที่ยงตรงและแม่นยำที่น่าพึงพอใจ  จนมีการนำวิธีการรักษานี้ไปใช้ในโรงพยาบาลชั้นนำต่างๆ ทั่วโลกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ก็ได้นำเทคโนโลยี “แขนกลหุ่นยนต์กำหนดพิกัดผู้ช่วยศัลยแพทย์ผ่าตัดกระดูกสันหลัง” มาใช้ และควบคุมโดยศัลยแพทย์ผู้ชำนาญการโดยเฉพาะ

การเคลื่อนไหวของแขนหุ่นยนต์จะอยู่ภายใต้ดุลพินิจของแพทย์ตลอดระยะเวลาการผ่าตัด โดยแพทย์จะบังคับแขนของหุ่นยนต์ให้เคลื่อนไหวไปยังจุดที่ต้องการเริ่มต้นผ่าตัดผ่านมอนิเตอร์แบบ 3 มิติ ที่มีความละเอียดสูงและกว้างไกลมาก ทำให้สามารถปรับตำแหน่งแขนหุ่นยนต์ให้ตรงกับจุดที่ต้องการใส่อุปกรณ์ การผ่าตัดเพื่อลดการกดทับไขสันหลังและเส้นประสาท หุ่นยนต์จะมีบทบาทในการช่วยลดงานของศัลยแพทย์ในส่วนของการหาตำแหน่งและทิศทางที่ปลอดภัยในการใส่สกรู แต่การลงมือใส่สกรูจะทำโดยศัลยแพทย์เท่านั้น เนื่องจากต้องใช้ความละเอียดอ่อนสูง

ด้วยจุดเด่นที่ความนิ่งของแขนหุ่นยนต์ และการควบคุมการผ่าตัดโดยศัลยแพทย์ที่มีความรู้ความชำนาญ ทำให้การผ่าตัดมีความเที่ยงตรงและแม่นยำสูง อีกทั้งแขนกลหุ่นยนต์ที่สามารถงอ หมุน และเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระทุกทิศทาง การผ่าตัดจึงคล่องตัวที่สุด ช่วยลดเวลาในการผ่าตัด นอกจากนี้แขนของหุ่นยนต์ยังสามารถสอดเข้าไปในพื้นที่เล็ก แคบ หรืออวัยวะที่มือแพทย์ไปไม่ถึง ทำให้รอยผ่าตัดเล็กกว่า ลดการสูญเสียเลือด ลดความบอบช้ำ และลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วและกลับไปทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้เร็วขึ้น

ขั้นตอนการรักษา ศัลยแพทย์จะสร้างแผนการผ่าตัดและประเมินความเสี่ยงของการผ่าตัดของผู้ป่วยแต่ละราย ด้วยระบบซอฟต์แวร์ภาพ 3 มิติของระบบหุ่นยนต์ ลดความจำเป็นในการใช้เครื่องเอกซเรย์ฟลูออโรสโคปี จึงช่วยให้ร่างกายของผู้ป่วยรับกัมมันตรังสีน้อยลง และลดความเสี่ยงจากอาการแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการผ่าตัด

เพื่อชีวิตที่มีคุณภาพอย่าละเลยสัญญาณเตือนจากร่างกาย

หากคุณไม่แน่ใจกับอาการปวดเมื่อย ขัดยอก ที่อาจเป็นเพียงแค่การอักเสบของกล้ามเนื้อ หรือ เป็นอาการเริ่มต้นของโรคกระดูกเสื่อม สถาบันกระดูกสันหลังบำรุงราษฎร์สามารถให้คำแนะนำกับคุณได้ โดยแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง รวมถึงยังให้คำปรึกษาเกี่ยวกับแนวทางการรักษาโรคทางกระดูกสันหลัง ด้วยการใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยที่มีมาตรฐานการรักษาระดับสากล เพื่อให้ผู้ป่วยหายจากการเจ็บปวด สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันและมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้เหมือนเดิม สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันกระดูกสันหลังบำรุงราษฎร์ โทร. 02-011-3077

มิลเลนเนียล แฟมิลี่ เก็บกระเป๋าไม่ใช่แค่ ‘เที่ยว’มิลเลนเนียล แฟมิลี่ เก็บกระเป๋าไม่ใช่แค่ ‘เที่ยว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/556492

  • วันที่ 03 ก.ค. 2561 เวลา 16:27 น.

มิลเลนเนียล แฟมิลี่ เก็บกระเป๋าไม่ใช่แค่ ‘เที่ยว’

เรื่อง พุสดี ภาพ pixabay

ต่อให้เทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ จะทำให้รู้สึกโลกใบเดิมเล็กลงขนาดไหน แต่ถ้าอยากสัมผัสรสชาติประสบการณ์ชีวิตให้ถ่องแท้ แล้วไม่เก็บกระเป๋าออกไปค้นหาด้วยตัวเอง ก็ไม่มีวันเข้าใจว่า “ทำไมสิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น” เพราะการเดินทางเปรียบเหมือนการพาตัวเองไปสู่ห้องเรียนใบใหญ่ที่เต็มไปด้วยการเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด ปัจจุบันมีรูปแบบการท่องเที่ยวใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย หนึ่งในรูปแบบการเดินทางที่น่าสนใจและน่าจับตามองคือ กลุ่ม “มิลเลนเนียล แฟมิลี่” (Millennial Family) หรือครอบครัวยุคใหม่ที่โจทย์ในการท่องเที่ยวไม่ใช่แค่เพื่อความสนุก หรือการพักผ่อนอีกต่อไป แต่ต้องได้การเรียนรู้และดื่มด่ำกับวิถีชีวิตที่ไม่เคยได้สัมผัสด้วย

“มิลเลนเนียล แฟมิลี่” ทุกทริปมีเรื่องราว

จิราณี พูนนายม ผู้อำนวยการกองตลาดภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ให้คำนิยามนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวยุคใหม่ หรือ Millennial Family ว่าเป็นกลุ่มครอบครัวยุคใหม่ ที่คุณพ่อคุณแม่อยู่ในช่วงวัย 30-55 ปี มีลูกอายุไม่เกิน 12 ปี เป้าหมายของนักเดินทางกลุ่มนี้คือ ต้องการเดินทางท่องเที่ยวที่สามารถสร้างสรรค์ประสบการณ์และพัฒนาการอันมีค่าของลูก อีกทั้งยังเสริมสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

จิราณี พูนนายม

“เราเห็นศักยภาพในด้านการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวคนกลุ่มนี้ในรอบ 1-2 ปีที่ผ่านมา กลุ่มมิลเลนเนียล แฟมิลี่ ไม่ใช่เทรนด์ใหม่ที่กำลังมาแรง แต่เป็นกลุ่มนิชมาร์เก็ตที่น่าสนใจ ที่ผ่านมา ททท.พยายามจัดการท่องเที่ยวให้ตอบโจทย์กลุ่มต่างๆ รวมทั้งกลุ่มมิลเลนเนียล แฟมิลี่ ซึ่งเราพยายามส่งเสริมให้แต่ละท้องถิ่นจัดรูปแบบการท่องเที่ยวที่ส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านวิถีชุมชน เช่น อาหารถิ่นแบบดั้งเดิม อาหารถิ่นประยุกต์ เช่น ซูชิไข่มดแดง สลัดไข่มดแดง สนับสนุนให้มีการจัดกิจกรรมคุกกิ้งคลาส เรียนรู้กับเชฟท้องถิ่น ต่อยอดผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิม เช่น การประดิษฐ์ตุงใยแมงมุมทำในงานบุญ การทำร่มบ่อสร้างสันกำแพง หรือทำขนมพื้นถิ่น เป็นต้น”

อย่างไรก็ตาม จิราณี ย้ำว่าหัวใจสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวในลักษณะนี้คือ ต้องเป็นการทำงานร่วมกับชุมชน ไม่ใช่การเข้าไปเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนในชุมชน อย่างน้อยอาชีพหลักของชุมชนยังเหมือนเดิม เพียงแต่ใช้การท่องเที่ยวเข้าไปเป็นตัวเสริมในการสร้างรายได้ให้ชุมชนเท่านั้น

คณะทัวร์มีแต่เรา พ่อ-แม่-ลูก

พนิดา เอี่ยมศิรินพกุล ภรรยาคนสวยของ บอย-ตรัย ภูมิรัตน์ และเด็กหญิงชื่นใจ ตัวแทนมิลเลนเนียล แฟมิลี่ กล่าวว่า หลายคนมักมองว่าการไปเที่ยวแบบครอบครัวเป็นการไปเที่ยวเพื่อลูกเท่านั้น แต่คอนเซ็ปต์ของครอบครัวเธอคือ แต่ละทริปเดินทางจะต้องมีเรื่องราวของทุกคน และได้ไปในที่ที่ตัวเองชอบ ไม่ได้ไปแต่สวนน้ำ สวนสัตว์ ดังนั้นพ่อแม่ลูกต่างมีโอกาสได้ไปเที่ยวในสถานที่ที่ตัวเองชอบไปพร้อมๆ กันในทริปเดียว เป็นความสุข ความสนุกของการได้ไปเที่ยวในที่ของตัวเอง เป็นการเดินทางที่ผสมผสานความเป็นคุณพ่อ คุณแม่ และลูกน้อยรวมไว้ด้วยกัน

พนิดา เอี่ยมศิรินพกุล ภรรยาคนสวยของ บอย-ตรัย ภูมิรัตน์

“การเดินทางทำให้เราได้เรียนรู้กัน และเป็นการเก็บความทรงจำร่วมกันซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เราพาชื่นใจไปเที่ยวตั้งแต่ 3 เดือน ซึ่งเขายังเด็กมากเกินกว่าจะรู้รสชาติความสนุกของการเดินทางด้วยซ้ำ เราเองก็ไม่ได้คาดหวังว่าลูกจะได้อะไร แต่พอเริ่มโต พอเราพาเขาไปบ่อยๆ เขาก็ค่อยๆ ซึมซับ ตุ๊กตาเชื่อว่าเด็กจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดผ่านประสบการณ์ เหมือนเราสอนคำศัพท์เกี่ยวกับผักผลไม้ผ่านการ์ดคำศัพท์ เขาก็เรียนรู้ประมาณหนึ่ง แต่ก็ไม่สู้พาเขาไปตลาดไปเห็นสีส้มของแครอตว่าส้มแบบไหน เท็กซ์เจอร์เป็นอย่างไร” คุณแม่ผู้รักการบันทึกเรื่องราวผ่านตัวหนังสือทิ้งท้าย

เที่ยวดะให้สุขยกครัว

ด้าน ปพน วงศ์ประเสริฐสุข ผู้บริหารเพจท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ บริษัท เก็ตอัพ สแตนด์อัพ ผู้ก่อตั้งเพจพาลูกเที่ยวดะ และผู้จัดงานมหกรรมพาลูกเที่ยวดะ เผยถึงไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวตามสไตล์ครอบครัวยุคใหม่ว่า แต่ก่อนครอบครัวเน้นเที่ยวง่ายๆ ไปภูเขา ไปทะเล แต่ไม่กี่ปีมานี้เริ่มเห็นเทรนด์การท่องเที่ยวแบบใหม่ ที่ไม่จำกัดเฉพาะการจับกลุ่มเที่ยวระหว่างเครือญาติหรือกลุ่มเพื่อนของพ่อแม่เหมือนแต่ก่อน แต่เป็นการท่องเที่ยวกับครอบครัวของเพื่อนลูก นอกจากนี้พ่อแม่ผู้ปกครองยังหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องพัฒนาการของลูกมากขึ้น เวลาไปเที่ยวไหน นอกจากความสนุกแล้ว ยังอยากให้ลูกได้เรียนรู้ไปด้วย

ปพน วงศ์ประเสริฐสุข

อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจมองว่าการท่องเที่ยวที่พ่วงการเรียนรู้เข้ามาด้วย อาจพานให้ทริปมหาสนุกกลายเป็นทริปน่าเบื่อเพราะอิงวิชาการเกินไปหรือไม่ สำหรับคำถามนี้ ปพน มีเทคนิคง่ายๆ ในการพาลูกเที่ยวแบบมีความสุขถ้วนหน้ามาแนะนำ

“ข้อสำคัญคือ คุณพ่อคุณแม่ต้องเปิดโอกาสให้ลูกเข้ามามีส่วนร่วมในการเดินทาง ด้วยการถามความคิดเห็นว่าอยากไปเที่ยวแนวไหน ให้ลูกได้เป็นฝ่ายตั้งโจทย์แล้วคุณพ่อคุณแม่ค่อยกลับไปทำการบ้านว่าจะพาลูกไปเที่ยวที่ไหนที่ต้องถูกใจทั้งคุณพ่อคุณแม่ และโดนใจคุณลูก ไปแล้วลูกได้สนุกแถมได้เรียนรู้ด้วย ส่วนจะเดินทางท่องเที่ยวในประเทศหรือต่างประเทศไม่สำคัญ เพราะการเดินทางไปต่างประเทศก็เป็นการเปิดโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่าง แต่ก็ต้องไม่ลืมรากเหง้าความเป็นไทย ซึ่งเด็กๆ ควรได้มีโอกาสเรียนรู้ถึงวิถีไทยที่มีความแตกต่างในภูมิภาคต่างๆ ทั้งภาษา อาหาร การแต่งกาย วัฒนธรรม

แค่ออกจากบ้าน = การเรียนรู้

ทุกวันนี้จะเห็นว่าเด็กๆ มีเวลาเล่นหรือทำกิจกรรมกลางแจ้งน้อยลง มีผลการศึกษาพบว่าเด็กๆ ใช้เวลาเล่นหรือทำกิจกรรมกลางแจ้งลดลงถึง 71% เมื่อเทียบกับเด็กในเจเนอเรชั่นก่อน สอดคล้องกับการใช้ชีวิตของพ่อแม่ในยุคนี้ที่ใช้ชีวิตกว่า 90% ไปกับกิจกรรมในร่ม ไม่เว้นแม้แต่การเลี้ยงลูกที่เลือกสื่ออิเล็กทรอนิกส์มาเป็นพี่เลี้ยง จนกลายเป็นการปิดกั้นโอกาสพัฒนาทักษะสำคัญๆ จนทำให้มีพัฒนาการช้ากว่าปกติ ซึ่ง รศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช มองว่าการใช้เทคโนโลยีเป็นผู้ช่วยในการเลี้ยงลูก เพื่อหวังส่งเสริมให้ลูกเป็นเด็กเก่งและฉลาดเป็นค่านิยมที่เข้าใจผิด เพราะความฉลาดหรือสติปัญญาเป็นสิ่งที่เกิดจากกระบวนการการเรียนรู้ ซึ่งต้องอาศัยหลายปัจจัยร่วม (Multifactorial Factors)ในการสร้างให้เกิดขึ้น

“การละสายตาจากจอออกมาทำกิจกรรมนอกบ้านผ่านการเล่นเลอะเทอะ จะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็กๆ ได้ดียิ่งขึ้น การหยิบจับ ห้อยโหน วิ่งเล่นกับเพื่อนๆ นอกจากจะได้ความสนุกตามวัยแล้ว กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ยังได้รับการกระตุ้นให้แข็งแรง การพูดคุยแลกเปลี่ยนทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนๆ จะทำให้เด็กเรียนรู้การทำงานร่วมกัน การรู้จักแบ่งปัน การแก้ปัญหาในรูปแบบต่างๆ รวมถึงการจัดการกับอารมณ์ของตนเอง ไม่เพียงแต่จะช่วยให้เกิดการพัฒนาระบบความคิด ซึ่งเป็นทักษะพื้นฐานของการปรับตัวเข้าสังคมเท่านั้น แต่ยังช่วยให้เด็กได้ค้นพบตัวเอง ได้ซึมซับทักษะต่างๆ เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ของตัว เอง และได้รับการพัฒนาอย่างรอบด้านอย่างแท้จริง”

คุณสมบัติผู้นำ ที่จำเป็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/556378

  • วันที่ 02 ก.ค. 2561 เวลา 16:39 น.

คุณสมบัติผู้นำ ที่จำเป็น

เรื่อง กันย์ ภาพ pixabay

รายงานอนาคตของการทำงาน (The Future of Jobs) จาก World Economic Forum มีการเปิดเผยผลการศึกษาวิจัยการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานในรอบทศวรรษที่ผ่านมา และได้เผยถึงทักษะแรงงานที่จำเป็นที่ตลาดแรงงานทั่วโลกต้องการในปัจจุบันและต่อเนื่องไปถึงปี 2020 ซึ่งผลการศึกษานี้ก็ได้สอดคล้องกับรายงานวิจัยของ SEAC ซึ่งได้ศึกษาถึงผู้นำปี 2020 ว่าต้องมีความสามารถในภาวะผู้นำที่สำคัญเรื่องใดบ้าง ที่จะสามารถนำพาองค์กรในโลกอนาคตอันใกล้

อริญญา เถลิงศรี Managing Director บริษัท SEAC กล่าวว่า เมื่อโลกธุรกิจในอนาคตเป็นสิ่งที่ยากจะคาดเดา สถานการณ์สามารถเกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา อาจเกิดวิกฤตหรือเหตุปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ ทำให้สถานการณ์ธุรกิจมีความเสี่ยงต่อความมั่นคงและคลุมเครือ ดังนั้นผู้นำต้องสามารถจะรับมือกับความเสี่ยงและการเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนและคลุมเครือ โดยทักษะสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนให้ผู้นำสามารถจัดการในอนาคตที่ไม่แน่นอนได้ คือ ทักษะการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน

หลากหลายโมเดลธุรกิจสามารถเกิดขึ้นใหม่ได้ เทคโนโลยีพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว การทำธุรกิจจับมือคู่พันธมิตรเกิดใหม่สามารถเกิดที่ใดก็ได้ในโลกใบนี้ ดังนั้นผู้นำต้องสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างฉับพลันและหาทางออกได้อย่างสร้างสรรค์ โดยทักษะที่สำคัญและจะช่วยสนับสนุนในความสามารถนี้คือความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ความสามารถในการออกจากข้อจำกัดด้านความคิดในรูปแบบเดิม เพื่อคิดแตกต่างและสร้างสรรค์ออกมาได้อย่างรวดเร็ว

ดังนั้น เมื่อคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกเชื้อชาติทำงานร่วมกันในองค์กรเดียวกัน การพัฒนาด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร การไร้ข้อจำกัดด้านสถานที่ในการทำงานล้วนแล้วแต่เป็นโอกาสและความท้าทายของผู้นำยุคใหม่ที่จะใช้ประโยชน์ในการพัฒนาและความแตกต่างของแรงงาน จึงจำเป็นต้องมีกลยุทธ์ที่จะใช้ติดต่อสื่อสารกับคนต่างรุ่นเพื่อส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น และพัฒนาองค์กรไปได้ด้วยกัน ทักษะที่จะเสริมให้ผู้นำประสบความสำเร็จในการสื่อสารกับคนต่างรุ่นคือ ทักษะการจัดการบุคคล และการทำงานร่วมกัน

ในยุคที่เทคโนโลยีพัฒนาสูงขึ้น โปรแกรมสมองกลถูกนำมาทดแทนแรงงานมนุษย์ เรื่องความเชื่อมั่นในตัวผู้นำเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องสร้างให้เกิดและจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อเรียกวิกฤตศรัทธาได้จากแรงงานในอนาคต ดังนั้นผู้นำจำเป็นต้องสามารถสร้างความเชื่อมั่น สร้างความมั่นใจ และมีทักษะความฉลาดทางอารมณ์ การเจรจาต่อรอง

ในโลกอนาคตที่ยังเต็มไปด้วยสิ่งที่เราอาจยังไม่รู้ ทักษะยืดหยุ่นทางความคิดเป็นสิ่งสำคัญเพื่อที่จะยอมรับในการปรับเปลี่ยน ยอมรับในสิ่งที่ยังไม่รู้ ให้เกิดการค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม ซึ่งต้องเกิดในตัวผู้นำที่ยอมรับได้ว่า ตัวเองยังรู้ไม่พอ และพร้อมก้าวสู่อนาคต้วยการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

ด้วยความเปลี่ยนแปลงที่ยากต่อการคาดเดาและอีกหลายปัจจัยที่อาจเกิดขึ้นในโลกธุรกิจ ผู้นำต้องมีทักษะในเรื่องการวางแผน โดยต้องสามารถบริหารจัดการงานในระยะสั้น และต้องคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาวควบคู่กัน ซึ่งแน่นอนพื้นฐานสำคัญของผู้นำคือทักษะด้านความคิดวิเคราะห์ และการวางแผนนั่นเอง

แม้เราไม่สามารถบ่งชี้ได้ว่าโลกอนาคตหลังปี 2020 จะเป็นไปอย่างที่เราคาดการณ์หรือไม่ แต่โลกธุรกิจก็ยังต้องเดินต่อไป การแข่งขันยังต้องเกิดขึ้นในทุกอุตสาหกรรม ทุกธุรกิจก็ยังต้องการผู้นำที่จะพาองค์กรให้อยู่รอดต่อไปในอนาคต จึงเป็นความสำคัญในวันนี้ที่ต้องเตรียมพร้อมกับการพัฒนาศักยภาพผู้นำเพื่อเตรียมความพร้อมองค์กรในการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น

“ดร.อัฐวุฒิ ปภังกร” ปลดล็อกตัวเองเพื่อความสุขของชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/556372

  • วันที่ 02 ก.ค. 2561 เวลา 15:54 น.

"ดร.อัฐวุฒิ ปภังกร" ปลดล็อกตัวเองเพื่อความสุขของชีวิต

“ดร.อัฐวุฒิ ปภังกร” นักธุรกิจหนุ่มผู้มากความสามารถ กับแง่คิดที่ว่าด้วยความสุขในชีวิตที่สะท้อนผ่านร้านคอนเซ็ปต์น่าสนใจที่ชื่อ “Duke”

***********************

เรื่อง : โยธิน อยู่จงดี ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

“ความสุขในปัจจุบันมีค่ามากกว่าความสุขในความทรงจำ” อาริสติปปุส นักปรัชญายุคก่อนคริสตกาล 365 ปี

ในบรรยากาศสบายๆ ภายในร้าน Duke เกษรพลาซ่า ชายผู้นี้คือ ดร.อัฐวุฒิ ปภังกร ที่ปรึกษาระบบบัญชีและการเงิน และนักธุรกิจหนุ่มผู้มากความสามารถ

เขาเต็มไปด้วยความเฉลียวฉลาดและไอเดียสร้างสรรค์ธุรกิจใหม่ๆ หลังจากผ่านช่วงเวลาตรากตรำงานหนักกับธุรกิจหลากหลายประเภทจนเกิดคำถามในใจเขาขึ้นมาเองว่า วันนี้เราให้ความสุขอะไรกับตัวเองบ้าง

“เราไม่เคยปลดล็อกตัวเองขึ้นไปสู่อีกระดับอย่างที่เราต้องการ ติดปัญหาต่างๆ มากมายที่คอยปิดกั้นตัวเองอยู่ ปิดกั้นความสุขในสิ่งที่เราอยากจะเป็น ในสิ่งที่เราอยากจะทำ มีหลายคนที่ไม่เคยดื่มเหล้ายี่ห้ออื่น หรือซิการ์ยี่ห้ออื่น ไม่เคยรู้สึกว่าทำไมเราจะต้องเปลี่ยนไปลองสิ่งอื่นๆ

ทุกครั้งที่เข้ามานั่งในร้านอาหารร้านเดิม เราก็สั่งแต่อาหารเดิมๆ เหมือนกับเวลาที่เราไปร้านเหล้า ก็สั่งเหล้าเดิมๆ ทั้งๆ ที่มีเหล้าในราคาใกล้เคียงกันอีกมากมายหลายยี่ห้อให้เราได้ลอง

เราไม่เคยปลดล็อกตัวเองหรือเปิดใจกับอะไรใหม่ๆ ทุกวันนี้คนไทยเชื่อเซียนฝรั่ง หรือที่รู้จักกันในชื่อกูเกิล มากกว่าที่จะออกไปค้นหาและพิสูจน์ด้วยตัวเอง เราอยากรู้อะไรเราถามกูเกิลเพียงอย่างเดียว เราเชื่อสิ่งที่กูเกิลบอก สิ่งที่กูเกิลหามาให้เราทุกอย่าง โดยที่เราไม่ได้สัมผัสด้วยตัวเอง แต่คุณเคยคิดจะปลดล็อกความคิดของคุณไหม

ผมเชื่อว่าทุกคนอยากปลดล็อกอะไรบางอย่าง แต่เราก็จะให้ข้อแก้ตัวง่ายๆ ว่าไม่มีเวลา ไม่มีเงิน คำถามคือแล้วเวลาที่ดูยูทูบ เวลาที่เสพสื่อโซเชียลมีเดีย ไม่ใช่เวลาเหรอ ทำไมเราจะกินข้าวสักจาน หรือเข้าไปในร้านอาหารสักร้านจะต้องให้คนที่เราไม่รู้จักเข้าไปกิน แล้วมาบอกกับเราว่าอร่อยหรือไม่อร่อย ทำไมเราไม่กล้าที่จะเป็นคนแรกที่เข้าไปชิม หรือกล้าที่จะทดลองด้วยตัวเอง

เพื่อนคนหนึ่งถามผมว่า ‘คุณทำงานหนักเพื่ออะไร?’ ผมตอบว่า ‘ผมต้องการประสบความสำเร็จ ผมต้องการมีชื่อเสียงและเงินทอง’ เขาพูดกลับมาว่า ‘สุดท้ายแล้วเงินทองที่ได้ไป คุณก็เอาไปต่อยอดเงินทองอีก แล้วคุณเคยซื้อความสุขให้ตัวเองบ้างไหม สิ่งเหล่านี้เป็นความสุขของคุณจริงๆ หรือ’

เวลาที่คุณเข้าร้านเหล้า คุณก็สั่งเหล้าเดิมๆ ทุกวัน ราวกับว่าเรากำลังสั่งเมนูข้าวผัดกะเพรา ทั้งที่ในความเป็นจริง ในราคาที่เท่ากันยังมีเหล้าอีก 50 ชนิดให้เลือก แล้วทำไมเราถึงต้องกินเหล้าขวดเดิมๆตลอดเวลาในเมื่อมีตัวเลือกอื่น เพราะมันถูกลิ้น

คุณซื้อเหล้าเพราะคุณต้องการเมา หรือคุณต้องการเข้าสังคมหรือเพราะความสุข ต้องตอบคำถามนี้ให้ชัด เพราะของทุกอย่างในวันนี้ได้กลายเป็นงานศิลปะอย่างหนึ่ง เหล้าก็เช่นกัน แต่ละยี่ห้อแต่ละรุ่นมีเอกลักษณ์ในตัวของมันเอง ในเมื่อปฏิเสธไม่ได้ว่าของทุกอย่างได้กลายเป็นงานศิลปะ ถ้าเหล้าเป็นงานศิลปะอย่างหนึ่ง เราอย่ากินเหล้าให้เมา เพราะถ้าเมื่อไหร่ที่เราเมาแสดงว่าเหล้ากินเราเอง วันนี้คำถามคือแล้วศิลปะอะไรที่ทำให้ชีวิตคุณมีความสุขมากกว่า”

ทั้งหมดที่ ดร.อัฐวุฒิ เล่ามานี้ ล้วนเป็นสิ่งที่สะท้อนตัวตนของเขาออกมาในรูปแบบของร้าน Duke เกษรพลาซ่า ที่ตัวเขาเองเป็นหุ้นส่วน เขาตั้งใจให้เป็นหนึ่งในสถานที่รวมไลฟ์สไตล์ของผู้ชาย และงานศิลปะจัดอยู่ในสถานที่เดียวกันทั้งหมด

“เรารู้อยู่แล้วว่าการที่เราได้เงินมามันไม่ได้เป็นการตอบโจทย์ความรู้สึกบางอย่างที่เงินให้ความรู้สึกนั้นไม่ได้ แต่ในร้าน Duke นั้นรวมหลายอย่างที่ผมรักอยู่ที่นี่ทั้งหมด งานศิลปะเราได้แมกกาซีน ไฟน์อาร์ต จัดการเรื่องนำงานศิลปะมาจัดแสดง ภาพวาดที่ผนังร้านเราจะลบแล้วให้ศิลปินมาวาดใหม่เป็นระยะๆ เครื่องดื่มภายในร้านเสิร์ฟภายใต้มาตรฐานของวอเตอร์ ไลบรารี่

มีห้องส่วนตัวให้ผู้ใหญ่เข้ามานั่งคุยงานกัน นักธุรกิจสามารถเข้ามานั่งดื่มเหล้า พบปะเพื่อนใหม่ มีสังคมใหม่ที่ชอบในสิ่งเดียว เป็นสถานที่ที่ให้เราได้ปลดล็อกตัวเอง

เพราะอย่างที่เรารู้กัน เวลาคนเราขึ้นไปถึงอายุช่วงหนึ่ง เราจะพบว่าเพื่อนน้อยลงทุกครั้ง พอเพื่อนน้อยลงสถานที่ที่เราแฮงเอาต์บ่อยที่สุดก็คือบ้านเพื่อน ผมอยากให้สถานที่แห่งนี้มีความรู้สึกว่าเป็นเหมือนบ้านเราหรือบ้านของเพื่อน ถ้าเราทำให้รู้สึกว่าที่นี่เป็นบ้านเราจะอยากมา

บางวันผมจะมาที่นี่เพื่อนั่งทำงานในช่วงบ่ายที่โต๊ะตัวเดิม มองลูกค้าและผู้คนที่เดินเข้ามาในร้าน มีฝรั่งมานั่งดื่มกาแฟบ้าง บางวันก็อาจจะมีผู้ใหญ่เข้ามานั่งคุยงานในห้องไพรเวท ได้เจอะเจอผู้คนใหม่ๆ และผมได้เพื่อนจากที่นี่เยอะมาก และเราสามารถเรียนรู้ชีวิตคนได้จากการที่เรานั่งดื่มเหล้ากับสูบซิการ์เพียงแค่ชั่วโมงเดียว ซึ่งซิการ์ก็เป็นหนึ่งในรสนิยมส่วนตัวที่ผมชื่นชอบ

บางคนบอกว่าการสูบซิการ์นั้นไม่ดี แล้วทำไมการสูบบุหรี่ไฟฟ้าถึงเรียกว่าดี ทั้งที่จริงแล้วคนสูบซิการ์เขาไม่ได้สูบกันทุกวัน บางคน 2 เดือนสูบครั้งหนึ่ง บางคน 1 ปี สูบแค่ 2 มวน ซิการ์เป็นเหมือนการอัพเกรดความสุขของชีวิตในช่วงเวลาหนึ่ง ที่จะได้ปลดปล่อยความสุขส่วนตัวออกมา แสดงรสนิยมส่วนตัวออกมา

มีคำกล่าวว่ามีผู้ชาย 2 คนเดินมาด้วยกัน 1 คนสูบซิการ์ 1 มวน ใช้เวลา 1 ชั่วโมงเราได้รู้จักได้เรียนรู้จากคนคนนั้นในช่วงเวลานั้นพอแล้ว เช่นเดียวกับการดื่มเหล้าที่เรารู้ทันทีว่าเขาเป็นคนอย่างไร เขาดื่มอะไร เขามีอารมณ์ในการคุยงาน หรือเขาเป็นคนขายของตลอดเวลา เป็นคนทำงานเร็วหรือเป็นคนสนุกสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่บอกตัวตนของเราได้เป็นอย่างดี

ที่ผ่านมาผมทำธุรกิจหลายอย่าง สนุกกับการเรียนรู้ธุรกิจหลากหลายประเภท แต่ก็ทำให้ผมรู้สึกเหนื่อยมากเช่นกัน วันนี้ผมจึงอยากให้ความสำคัญกับความสุขของตัวเอง ให้ความสำคัญกับบาลานซ์ชีวิต หากเราทำให้ความฝันและแรงบันดาลใจของเราเป็นงานที่ชื่นชอบได้ เราจะมีความสุข แต่หากเรามองไปที่เรื่องเงินเพียงอย่างเดียว ชีวิตเราจะไม่ต่างอะไรกับพนักงานกินเงินเดือน

ผมเชื่อว่าทุกคนมีความฝัน มีสิ่งที่อยากจะลองทำแต่ไม่กล้าที่จะทำ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราอยากจะลองแต่ไม่กล้าที่จะปลดล็อกความสุขของตัวเองออกมา คนที่มีครอบครัวแล้ว ผมยอมรับว่าการให้เวลาความสุขกับคนในครอบครัวคงจะเป็นความสุขมากๆ อย่างหนึ่ง

แต่กับบางคนที่รักการถ่ายภาพ แค่มีกล้องไลก้าราคาแพงที่เป็นรุ่นในฝันแค่ตัวเดียว แล้วขอเวลาปล่อยให้เขาเดินถ่ายรูปกับกล้องตัวโปรดแค่ไม่กี่ชั่วโมงนี้ก็มีความสุขมากแล้ว

ความสุขของเราจริงๆ ไม่ได้เกิดขึ้นจากอะไรหรอก มันเกิดขึ้นจากตัวเราเอง แค่เรากล้าที่จะปลดล็อกตัวเองไปลองสิ่งใหม่ๆ เรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ หาความสุขในชีวิตด้วยตัวเราเองมากกว่า”