‘อาชีพที่ใช่!’ คนยุคมิลเลนเนียล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/556366

  • วันที่ 02 ก.ค. 2561 เวลา 14:53 น.

‘อาชีพที่ใช่!’ คนยุคมิลเลนเนียล

เรื่อง ชุติมา สุวรรณเพิ่ม ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

จัดไปเลย 1 วันเต็ม ให้เป็นวันของคนหางานที่เพิ่งจบปริญญาตรี หรือ Job Seeker กับโครงการเพื่อสังคม Adecco Career Club โดยกลุ่มบริษัท อเด็คโก้ประเทศไทย นับเป็นกูรูเรื่องจัดหางานให้กับองค์กรต่างๆ ทั่วโลก โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อมุ่งช่วยให้ผู้สมัครงาน และนักศึกษาจบใหม่บรรลุเป้าหมายด้านอาชีพ ก็ต้องถือว่าโครงการตอกย้ำภาพชัดในความเป็นผู้นำของอเด็คโก้ กับการสรรหาทรัพยากรบุคคลระดับโลก

ธิดารัตน์ กาญจนวัฒน์ ผู้อำนวยการส่วนภูมิภาค-ไทยและเวียดนาม กลุ่มบริษัท อเด็คโก้ประเทศไทย กล่าวเปิดโครงการว่า ปัจจุบันตลาดแรงงานมีความต้องการพนักงานตำแหน่งงานประจำจำนวนมาก ขณะที่ตัวเลขจำนวนคนว่างงานกลับพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ เผยว่า ไตรมาสแรก ปี 2561 มีจำนวนผู้ว่างงาน 4.4 แสนคน มากกว่าปี 2557 เกือบ 1 แสนคน กลุ่มบริษัท อเด็คโก้ประเทศไทย เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหานี้ จึงเป็นที่มาของการเปิดสำนักงานใหม่ในย่านอารีย์ เพื่อเป็นศูนย์กลางสำหรับการให้บริการด้านการสรรหาพนักงานตำแหน่งงานประจำ

“แม้ว่าตัวเลขจำนวนคนว่างงานจะพุ่งสูงขึ้นทุกปี แต่ตลาดแรงงานยังมีความต้องการพนักงานตำแหน่งงานประจำค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในสาขาอาชีพงานขาย (Sales) พนักงานไอที พนักงานธุรการ วิศวกร และการเงิน รวมถึงงานที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญด้านภาษาญี่ปุ่น การก่อตั้ง Adecco Talent Recruitment Center ก็เพื่อที่จะแก้ปัญหาตรงนี้เลยค่ะ โดยเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อระหว่างองค์กรกับผู้สมัคร”

ธิดารัตน์ กล่าวนำร่องโครงการนี้ที่ฉายภาพชัดเจนให้ได้รู้กันว่างานอะไร? ที่คนยุคเจเนอเรชั่นวาย (Generation Y) หรือคนยุค Millennials ซึ่งเกิดอยู่ในช่วงปี 2523-2540 สนใจกระหายใคร่อยากร่วมงาน

ธิดารัตน์ กาญจนวัฒน์

คนเจนวายเลือกอาชีพอะไร(ดี?!!)

การนำความเชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคล ให้คำปรึกษา และพัฒนาศักยภาพผู้สมัครงาน ผ่านกิจกรรมเพื่อสังคมต่างๆ ภายใต้โครงการ Adecco Career Club ในชื่อกิจกรรม One-On-One Career Coaching ครั้งนี้ให้คำปรึกษาฟรี โดยพนักงานมืออาชีพของอเด็คโก้ ที่มีจิตอาสาให้คำปรึกษาด้านอาชีพ ช่วยให้ผู้สมัครงานค้นพบศักยภาพตัวเอง เพื่อก้าวสู่ความสำเร็จในอาชีพ

ธิดารัตน์ กล่าวว่า ก่อนหน้านั้นมีการสอนเขียนเรซูเมและแนะนำเทคนิคการสัมภาษณ์งานให้กับนักศึกษาที่กำลังจะเข้าสู่วัยทำงาน ซึ่งจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องในมหาวิทยาลัยต่างๆ และมีแผนต่อยอดโครงการดังกล่าวด้วยการจัดการสัมมนา และจัดเวิร์กช็อปในการพัฒนาศักยภาพคนทำงานในด้านต่างๆ เพิ่มขึ้น เพื่อแก้ปัญหาการว่างงานในระยะยาว และมอบมุมมองดีๆ ให้กับผู้สมัครงาน

“โครงการนี้ส่งนโยบาย Adecco Way to Work มาจากสำนักงานใหญ่ของกลุ่มบริษัทอเด็คโก้ตั้งอยู่ที่เมืองซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่มาก็คือคนทั่วโลกตกงานกันมากเลยนะคะ เช่น ประเทศสเปน ประสบปัญหานี้คนตกงานกว่า 40% คนจบใหม่ว่างงานกันแบบค้างเจเนเรชั่นเลยทีเดียวค่ะ จึงเกิดนโยบายการจ้างงานในวัยเยาวชน สร้างโอกาสให้มากขึ้นสำหรับคนไม่เคยเข้าสู่การทำงาน

กลุ่มบริษัท อเด็คโก้ประเทศไทย ก้าวสู่ 29 ปีแล้วนะคะ มีสาขากระจายทั่วประเทศ ก็เป็นที่รู้จักกันดีว่าเราเป็นตัวกลางให้คนหางาน และบริษัทต่างๆ กิจกรรมนี้เราเปลี่ยนหมวกสวมบทบาททำเพื่อสังคม โดยประกาศผ่านเฟซบุ๊กองค์กร ให้เด็กๆ จบใหม่ที่สนใจมาร่วมกิจกรรม One-On-One Career Coaching และขอจิตอาสาพนักงานบริษัทมาร่วมด้วย ซึ่งได้โค้ช 12 คน แนะนำเด็กจบปริญญาที่เป็น Job Seeker 50 คน ใช้เวลาคนละ 1 ชั่วโมงกว่าค่ะ”

จำนวนนี้คัดจากคนสนใจร่วมกิจกรรมนับร้อยๆ คน ธิดารัตน์ กล่าวว่า สาเหตุที่มีคนสนใจมาก จากประสบการณ์คร่ำหวอดในวงการหางาน เด็กจบใหม่แน่นอนว่าไม่ชัดเจนว่าเขาต้องการทำงานอะไร หรือต่อให้ผ่านการทำงานมาแล้ว 2-3 ปี หลายๆ คนก็ยังหลงวนเวียนไม่รู้ว่าสิ่งที่รักจริงๆ อยากทำจริงๆ งานนั้นคืออะไรแน่?!!

“เคยเจอคนทำงานมาแล้ว 5 ปี ตั้งคำถามค่ะว่านี่ใช่งานที่เราอยากทำจริงหรือเปล่า โค้ชก็จะช่วยปลดล็อกดึงศักยภาพนั้นออกมา ว่างานอะไรคือความสุขของชีวิต

วันนี้เราจัดให้เป็น 1 วันของเด็กจบใหม่ ให้พี่ๆ นำทาง และมีแบบทดสอบ Expert Test ที่อเด็คโก้ ออกแบบขึ้นมา จาก 3 คำค่ะที่จะบอกโปรไฟล์งานได้ชัดขึ้น คือ “Can do-ความสามารถ” “Will do-ทัศนคติ” “Will fit-งานที่ใช่”

กุญแจสำคัญถ้าคุณต้องการงาน ธิดารัตน์ กล่าวว่า อันดับแรกแน่ๆ ต้องมีเป้าหมาย และอีกข้อคือคนทำงานต้องมีสิ่งที่เรียกว่า Soft Skills ซึ่งถือว่าหัวใจหลักอีกข้อในการทำงาน

“สิ่งที่ทำให้คนแตกต่างคือ Soft Skills เช่น การสื่อสาร (Communication) การทำงานเป็นทีม (Teamwork) ตรงต่อเวลา (Always Punctual) การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) เรื่องแรกยกตัวอย่างการสื่อสาร ต้องพูดจารู้เรื่อง จับประเด็นได้ คุณฝันอยากเป็นพนักงานขายใจจะขาด แต่ขาดข้อนี้ก็ไม่มีวันได้งานที่ใฝ่ฝันแน่ๆ ค่ะ แล้วรวมไปถึงทักษะทางภาษาต่างประเทศอีกด้วยค่ะ

เป็นเรื่องปกตินะคะ ไม่แปลกที่เด็กจบใหม่จะไม่รู้จักตัวเองว่า เราอยากทำงานอะไรกันแน่ ไม่โทษเด็กเลยค่ะ ต้องโทษระบบการศึกษาบ้านเราที่ออกแบบหลักสูตรไม่มีปลายทางให้เห็น การเลือกเรียนล้วนมาจากพ่อแม่เลือกให้ เลือกตามเพื่อนไหลตามๆ กันไป ไม่มีเป้าหมาย Career ของตัวเอง ซึ่งวันนี้โลกคนทำงานเปลี่ยนแปลงไป จากที่มี 5 บริษัทท็อปไฟว์ในดวงใจ ก็กลายเป็นว่าบริษัทข้ามชาติสวยใหญ่โตแค่ไหนไม่สำคัญแล้วค่ะ สิ่งที่เด็กเจนวายสนใจเหมือนๆ กัน คือกลุ่มงานดิจิทัลหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ล้ำๆ และสิ่งที่ทำให้เด็กกลุ่มนี้ตาโตได้คือ สตาร์ทอัพ บางแห่งไม่มีออฟฟิศด้วยซ้ำไปนะคะ เป็นแค่โค-เวิร์กกิ้งสเปซเล็กๆ แต่นี่คืองานในฝันของคนรุ่นนี้เลยค่ะ

วัยนี้หลายๆ คนกำลังค้นหาตัวตน บางคน Mismatch-หาไม่เจอ โครงการนี้ของอเด็คโก้ก็อาจเป็นกลไกหนึ่งในมหาสมุทร ที่อาจแนะนำให้เห็นหนทางได้ชัเจนขึ้นค่ะ” ธิดารัตน์ กล่าวทิ้งท้ายสำหรับโครงการเพื่อเยาวชนคนหางานยุคนี้

พนิตา พุ่มวิวัฒนศิริกุล

คำถามแรกของเด็กจบใหม่ ?!!

โครงการติดปีกเพิ่มศักยภาพ ให้คนเตรียมตัวเป็นเฟิสต์จ็อบเบอร์ ฐานะรุ่นพี่ที่ได้งานอย่างใจฝันก็ขออาสาร่วมกิจกรรม One-On-One Career Coaching พนักงานของอเด็คโก้ พนิตา พุ่มวิวัฒนศิริกุล กับการก้าวสู่ตำแหน่ง Business Manager พี่มีของดีแนะนำน้องๆ เพียบ

“นิสัยเด็กเจนวาย มีความกระตือรือร้นสูงค่ะ พอเรียกน้องเข้าห้องโค้ชชิ่ง ยังไม่ทันนั่งเก้าอี้เลย มีคำถามรัวๆ เลย พี่ตอบไม่ทันนะคะ (หัวเราะ) คำถามแรก สมัครงานหลายแห่ง ทำไมไม่ถูกเรียกสัมภาษณ์ทั้งที่จบคณะวิศวกรรม สถาบันชั้นนำด้วยคะแนนเกียรตินิยม? ทำไมเพื่อนเกรดน้อยกว่าแต่ถูกเรียกสัมภาษณ์?!!

พี่ก็ต้องบอกน้องว่าให้วิเคราะห์ตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก เรามั่นใจภูมิใจจริงหรือไม่กับการเรียนจบวิศวะ คนเรียนจบคณะนี้หลากหลายนะคะ บางคนจบเกรดสวยงามแต่ไม่อยากทำงานโรงงาน อยากไปทำในสายธุรกิจมากกว่า

ปัจจัยได้งานมีหลายๆ ข้อค่ะ ตั้งแต่โลเกชั่นบ้านของเรากับที่ทำงาน ก็อาจเป็นสิ่งที่บริษัทพิจารณาคัดเลือกพนักงานเช่นกัน บ้านน้องอยู่ปทุมธานี แต่งานอยู่อีกฝั่งของกรุงเทพฯ หรือน้องอาจใจร้อนเกินไป ดูระยะเวลาการเขียนใบสมัครของเรากับเพื่อน ซึ่งเขาก็บอกว่าเพื่อนไปสมัครก่อน ก็ต้องถูกเรียกสัมภาษณ์ก่อนอยู่แล้วนะคะ สามารถยกโทรศัพท์ไปถามได้ว่าบริษัทได้รับเรซูเมของเราหรือยัง แล้วถ้าเลยเวลาไปแล้ว อยากได้งานที่นี่มากจริงๆ มีเปิดรับสมัครอีกครั้งเมื่อไรคือแสดงความสนใจให้ชัดเจนได้เลยค่ะ

เป็นการคลายล็อกทีละข้อ ให้เขาคลายกังวล และยังมีความมั่นใจในตัวเองซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก

แบบทดสอบ Expert Test ที่อเด็คโก้พัฒนาขึ้นมาในเรื่องความชัดเจนเรื่องงาน ก็ช่วยได้มากค่ะ ดิฉันก็โค้ชน้องว่าให้ดูภาพภูเขาน้ำแข็ง ยอดเหนือพื้นน้ำที่เรามองเห็น คือ Can do-ความสามารถ บริษัทก็จะวัดวิเคราะห์เราจากความรู้ ทักษะ มองเห็นได้ชัดโดยดูได้ที่วุฒิการศึกษา หรือคอร์สที่น้องไปเรียนกันมา และต่อด้วยการทำแบบทดสอบ Will do-ทัศนคติ Will fit-งานที่ใช่ ก็ให้น้องๆ ทำแบบทดสอบมีคะแนนให้เลเวล 1-5 ที่จะเห็นได้ชัดเจนถึงนิสัยการทำงานชัดเจน เมื่อไปสมัครก็จะไปถูกทางได้ง่ายขึ้นค่ะ

บางคนทำแบบทดสอบแล้วคำตอบออกมาว่า ถนัดสำหรับการทำงานคนเดียว ซึ่งถ้าน้องจบสายบริหารธุรกิจก็ควรเลือกอาชีพงานขาย คอลเซ็นเตอร์ หรือคัสตอมเมอร์ เซอร์วิสต์ ที่สามารถบริหารจัดการได้ด้วยตัวเอง โดยไม่เพียงแค่ประสานงานกับทีมใหญ่ๆ เท่านั้นนะคะ งานขายก็เพียงดูแลลูกค้าให้ดีที่สุดค่ะ คนทำงานควรกล้าคิด กล้าทำ กล้าขอ(งาน) คือ นิสัยคนรุ่นใหม่ยุคนี้ ถ้าใครมีอุปนิสัยเหล่านี้ พี่รับรองน้องได้งานทุกคนค่ะ” พนิตา แนะนำ

บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ หทัยชนก ศรีสงวนสกุล จบคณะมนุษยศาสตร์ เอกสารสนเทศศึกษา สมัครเข้าร่วม One-On-One Career Coaching อีกคนที่กำลังเป็น Job Seeker ในอายุ 22 ปี ดีกรีของสาวหน้าใสคือจบคะแนนเกียรตินิยม สื่อสารได้ดีเลิศทั้งอังกฤษ จีน และต้องนับเป็นคนเจนวายแท้จริงอะไรจริง ที่คนยุคนี้ต้องมีงานทำได้ถึง 3 อาชีพ

“งานในฝันคือคอนเทนต์ไรเตอร์ทางออนไลน์ แอร์โฮสเตส แล้วที่ได้ทำไปบ้างแล้วคือโมเดลลิ่ง ได้ไปแคสต์ถ่ายภาพนิ่งหลายๆ ชิ้นแล้วค่ะ พี่โค้ชชิ่งวันนี้แนะนำ ให้เรามุ่งไปสู่เป้าหมายได้เร็วขึ้น เช่น การเขียนเรซูเมให้น่าสนใจ พี่ก็บอกว่าดีไซน์สวยแล้วกระชับใน 1 หน้ากระดาษ แต่ก็ควรเพิ่มเติมในเรื่องกิจกรรมที่เราทำ เช่น การฝึกงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นประสบการณ์การทำงานที่ดีมาก ก็ควรเน้นชัดเจนในเรซูเมของเรา หรือการเรียกเงินเดือนของคนจบใหม่

อีกเรื่องคือ Soft Skills เช่น การสื่อสาร ก็ต้องเขียนไปว่าเราไปเรียนคอร์สภาษามากี่แห่ง ใส่ไปให้ชัดๆ เน้นๆ เลยค่ะ ส่วนความฝันอาชีพแอร์โฮสเตส พี่แนะนำดีมากค่ะ บอกว่าไม่ควรเน้นแสดงแต่สิ่งที่เราอยากได้ อยากเป็น แต่ควรบอกในสิ่งที่เราเคยทำ ซึ่งสามารถบอกความเป็นเราได้ หัวใจอาชีพแอร์คือการบริการ ถ้ามีแต่ฝันว่าอยากได้เงินเดือนดีๆ เที่ยวรอบโลก แต่ขาดใจบริการทำไปก็ไม่มีความสุข ทำไปก็เหนื่อยๆ นะคะ

กิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ ตั้งแต่การเป็นเชียร์ลีดเดอร์ เป็นผู้ช่วยมัคคุเทศก์ที่พิพิธภัณฑ์ที่เราเคยทำ สิ่งเหล่านี้แสดงตัวตนเราได้ชัดเจนเลยค่ะ” หทัยชนก บอกพลางยิ้มสดใสกับการเตรียมประวัติพร้อมรับงานใหม่

กิตติ มั่นกตัญญู ความสุขที่ยั่งยืนตามวิถีชาวสวนนนท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/556296

  • วันที่ 01 ก.ค. 2561 เวลา 16:14 น.

กิตติ มั่นกตัญญู ความสุขที่ยั่งยืนตามวิถีชาวสวนนนท์

เรื่อง ภาดนุ

แรกเริ่ม กิตติ มั่นกตัญญู ก็เหมือนคนในเจเนอเรชั่นเดียวกันที่มีรูปแบบชีวิต ว่าเบื้องต้นจะต้องเรียนจบปริญญาตรี แล้วต้องเข้าทำงานในบริษัทสักแห่งหนึ่ง แต่ไปๆ มาๆ พอเรียนจบจริงๆ เขาก็กลายมาเป็นเกษตรกรชาวสวนทุเรียนใน จ.นนทบุรี แบบเต็มตัวยาวนานมาจนถึงปัจจุบัน

“เดิมทีแล้วผมเรียนปริญญาตรีภาคค่ำทางด้านกฎหมายที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ แต่เมื่อเรียนจบผมกลับไม่ได้ใช้ความรู้ที่มีทำงานเหมือนคนทั่วไป หลังจากที่เรียนจบผมก็พบรักกับภรรยา แล้วบังเอิญว่าครอบครัวของเธอเป็นเจ้าของสวนใน จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นการทำสวนเกษตรแบบผสมผสาน โดยปลูกทั้ง ทุเรียน มังคุด ส้มโอ มะพร้าว และอื่นๆ บนที่ดินประมาณ 16 ไร่ไปพร้อมกัน

ที่จริงแล้วผมไม่เคยมีความรู้ด้านการเกษตรมาก่อนเลย แต่พอเข้ามาช่วยครอบครัวภรรยาทำงานจริงๆ ผมก็ต้องอาศัยการเรียนรู้ต่อยอดไปเรื่อยๆ โดยมีพ่อตา (จ.ส.อ.สมพงษ์ สกุลดิษฐ) เป็นผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตร นอกจากช่วยพ่อตาทำสวนแล้ว ส่วนหนึ่งผมก็ได้เช่าที่ดินเพื่อทำสวนของตัวเองไปพร้อมกัน โดยปลูกส้มเขียวหวานไว้สำหรับตอนกิ่งขายโดยเฉพาะ (ปี 2543-2554) ซึ่งลูกค้าก็มักจะมาซื้อกิ่งไปปลูกอีกที ส่วนใหญ่คนที่ซื้อกิ่งส้มเขียวหวานจะมาจาก ต.รังสิต จ.ปทุมธานี และ จ.กำแพงเพชร ซึ่งระหว่างนั้นผมก็ช่วยพ่อตาทำสวนทุเรียนไปด้วย”

กิตติ เล่าย้อนว่า เขาเริ่มทำสวนมาตั้งแต่ปี 2534 และได้คลุกคลีอยู่กับชีวิตชาวสวนเมืองนนท์เรื่อยมา จนเริ่มซึมซับความรักในการทำสวนมาเรื่อยๆ โดยมีพ่อตาเป็นผู้ถ่ายทอดและคอยให้ความรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการทำสวนทุกอย่าง

“จำได้ว่าตอนที่เรียนจบ พ่อตาผมพูดว่า ถ้าอยากจะเป็นนายตัวเองก็ให้มาเรียนรู้การทำสวนกับท่าน แต่ถ้าอยากจะเป็นลูกจ้างเขาก็ให้ไปทำงานบริษัท คือก่อนเรียนปริญญาตรีผมเคยทำงานเป็นลูกจ้างคือเป็นผู้ช่วยกุ๊กมาก่อน แล้วรู้สึกว่ามันไม่ใช่แนวทางในการดำเนินชีวิต ดังนั้นพอเรียนจบผมจึงตัดสินใจเข้ามาทำสวนกับพ่อตาซะเลย ทั้งที่แรกเริ่มนั้นตัวเองไม่เคยชอบเรื่องการเกษตรมาก่อน ตั้งแต่เริ่มทำสวนมาจนถึงตอนนี้ มารู้ตัวอีกทีก็เข้าสู่ปีที่ 27 แล้ว เรียกว่าทำยาวนานจนรักอาชีพนี้และมีความสุขกับการทำสวน

ตอนที่เข้ามาช่วยพ่อตา ที่สวน ‘สกุลดิษฐ’ ของเราปลุกทุเรียนอยู่แล้ว แต่ก็เริ่มขยับขยายพื้นที่ทำสวนไปยังที่ดินที่พ่อตาผมซื้อไว้ที่ จ.สุพรรณบุรี ซึ่งเคยเป็นท้องนามาก่อน แต่เราได้ปรับสภาพพื้นที่นาโดยการยกร่องให้เป็นสวนผลไม้แบบผสมผสาน เพราะพื้นที่สวนเมืองนนท์ที่ทำอยู่นั้นไม่สามารถขยับขยายได้มากกว่านี้แล้ว เนื่องจากปัจจุบันมีความเป็นเมืองมากขึ้น พื้นที่เกษตรจึงเริ่มลดลงตามลำดับ

แต่อุปสรรคก็คือการทำสวนที่สุพรรณฯ ก็ดูแลยาก เพราะอยู่ไกลจากบ้าน โชคดีว่าช่วงนั้นเป็นจังหวะที่ถนนนครอินทร์ได้ตัดผ่านสวนเราที่เมืองนนท์พอดี โดยตัดตรงจากถนนติวานนท์ ยาวข้ามสะพานพระราม 5 ไปจนสุดถนนกาญจนาภิเษก จึงทำให้สวนของเราอยู่ในพื้นที่ของความเจริญ และยังสามารถทำการเกษตรได้มาจนถึงทุกวันนี้”

กิตติ บอกว่า ที่ผ่านมาทุเรียนและมังคุดที่สวนจะให้ผลผลิตปีละ 1 ครั้ง ส่วนผลไม้อื่นๆ ก็ทยอยออกลูกตามฤดูกาล เขาก็ทำสวนตอนกิ่งส้มเขียวหวานขาย และช่วยพ่อตาทำสวนทุเรียนมาเรื่อยๆ จนกระทั่งปี 2554 ก็เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่บางส่วนของกรุงเทพฯ และปริมณฑล สวนสกุลดิษฐจึงได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้

“น้ำท่วมครั้งนั้นส่งผลกระทบให้ต้นทุเรียนและผลไม้อื่นๆ ตายหมด เนื่องจากน้ำท่วมขังอยู่เป็นเดือนๆ ตอนนั้นต้นทุเรียนที่ถูกน้ำท่วมอายุเฉลี่ยแล้ว 20 ปี เรียกว่าเสียหายทั้งหมด เพราะทุเรียนนั้นใช้เวลาปลูกหลายปีกว่าจะให้ผลผลิต เช่น ถ้าเป็นพันธุ์หนักอย่างหมอนทองจะใช้เวลา 5-7 ปี แต่ถ้าพันธุ์เบาอื่นๆ ก็จะใช้เวลา 4-5 ปี ซึ่งตอนที่น้ำท่วม ที่สวนเรามีทั้งพันธุ์หมอนทอง ก้านยาว และพันธุ์พื้นเมืองต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ที่นนท์จะเป็นสวนโบราณแบบมีท้องร่อง รากของต้นทุเรียนจึงไม่ได้หยั่งลึกมากนัก

เรามาเริ่มฟื้นฟูทุเรียนกันใหม่ในปี 2555 ปัจจุบันนี้ก็ 6 ปีเต็มแล้ว แต่ทุเรียนก็ยังไม่ค่อยให้ผลผลิตมากนัก มีปีละไม่กี่ลูก คิดว่าปีหน้าน่าจะให้ผลผลิตมากกว่าปีที่ผ่าน นอกจากปลูกทุเรียนแล้วเรายังปลูกพืชแซม เช่น มังคุด ส้มโอ กล้วย และผลไม้อื่นๆ ด้วย

แต่ในระหว่างที่ปลูกมา ก็ประสบปัญหาวิกฤตน้ำเค็มหนุนในปี 2557 อีกครั้ง ตอนนั้นน้ำทะเลหนุนสูง น้ำเหนือมีน้อย จึงทำให้น้ำกร่อยจากแม่น้ำเจ้าพระยาแพร่มาตามลำคลองแล้วเข้ามาในสวน ซึ่งทำให้ต้นทุเรียนตายจำนวนมาก เพราะทุเรียนจะไม่ชอบน้ำกร่อย แต่ถ้าเป็นส้มโอแล้วจะสามารถทนน้ำกร่อยได้ ตอนนั้นเมื่อต้นทุเรียนตายก็ต้องปลูกทดแทนกันใหม่อีกครั้ง ซึ่งมันต้องใช้ระยะเวลาและการเอาใจใส่จริงๆ กว่าทุเรียนจะให้ผลผลิตได้ สำหรับมังคุดจะใช้เวลาปลูกจนกระทั่งให้ผลผลิตคือ 5-7 ปี ส่วนส้มโอจะเร็วหน่อยปลูกแค่ 2 ปีก็จะเริ่มให้ผลผลิตแล้ว”

กิตติ เสริมว่า ไม้ผลแต่ละชนิดจะมีความแข็งแรงทนทานของราก หรือการอ่อนไหวต่อน้ำกร่อยแตกต่างกันไป ฉะนั้นการเป็นชาวสวนจึงต้องมีความรู้และต้องคอยดูแลใส่ใจไม้ผลที่ปลูกไว้อย่างทั่วถึง

“ถ้าพูดถึงในเวลาปกติที่ไม่เจอน้ำท่วมหรือเจออุปสรรคใดๆ การทำสวนสำหรับชาวเมืองนนท์แล้ว ถือว่าเป็นอาชีพที่ดี มีรายได้ที่คุ้มค่าความเหนื่อยยากและความลำบาก ยิ่งถ้าทุเรียนให้ผลผลิตเต็มที่ก็จะยิ่งคุ้มค่าการรอคอย แต่ทุกวันนี้พื้นที่สวนในเมืองนนท์ก็เริ่มลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ฉะนั้นที่ชาวสวนยังทำสวนและอยู่กันได้ เพราะด้วยใจรักและเป็นอาชีพที่พวกเขาเลือกกันแล้วจริงๆ การทำงานทุกอย่างล้วนเหนื่อยคนละแบบ แต่การเป็นชาวสวนหรือเจ้าของสวน มันสามารถเลือกเวลาพักผ่อนหรือเวลาทำงานได้ ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของเราเอง

อย่างผมนอกจากลงมือด้วยตัวเองแล้ว บางอย่างก็อาจจะต้องจ้างคนอื่นด้วย เช่น การตัดหญ้า เพราะที่สวนของเราจะไม่ใช้ยาฆ่าหญ้าเลย คือจะใช้เครื่องตัดหญ้าอย่างเดียว แล้วใช้มีดดายหญ้าเก็บความเรียบร้อยอีกที ผมว่าความสุขของผมก็คือการบริหารจัดการสวนทุเรียน และการบริหารจัดการเวลาของตัวเองและครอบครัวได้นี่แหละ”

ระหว่างที่ทำสวนไปด้วยนั้น ในปี 2554 ที่น้ำท่วม กิตติก็เริ่มเรียนปริญญาโทไปด้วย โดยเรียนสาขาวิชาการส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร ที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการสวนของตัวเองได้เป็นอย่างดี

“ผมเรียนปริญญาโทอยู่ 2 ปี โดยเรียนแบบทางไกล จนสามารถเรียนจบมาได้ ก่อนจบก็มีการสัมมนาและอบรมแบบเข้มข้น รวมทั้งมีการทำวิทยานิพนธ์ โดยผมเลือกทำหัวข้อ ‘โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูทุเรียนนนท์ ตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี’ จึงต้องมีการศึกษาหาข้อมูล และต้องปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษา พร้อมทั้งนำข้อมูลของ อบจ.นนทบุรี หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี และสำนักงานเกษตรจังหวัดนนทบุรี มาศึกษา ทำแบบสอบถาม ลงเก็บข้อมูลกับเกษตรกรในพื้นที่ แล้วจึงนำมาวิเคราะห์ปัญหาอุปสรรค เพื่อเก็บข้อมูลมาทำเป็นรูปเล่มวิทยานิพนธ์

เมื่อเรียนจบปริญญาโท ผมก็มีโอกาสได้รับเชิญให้ไปเป็นวิทยากรที่ มสธ.และสถานที่ต่างๆ บ้างนอกจากนี้ที่สวนของผมยังเปิดเป็นศูนย์เรียนรู้ ซึ่งจัดตั้งโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อีกด้วย นั่นคือ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ประจำ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี โดยปัจจุบันผมรับหน้าที่เป็นประธานของศูนย์เรียนรู้นี้อยู่ด้วยครับ

ที่สำนักงานเกษตรอำเภอบางกรวย กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เห็นความสำคัญในการตั้งศูนย์เรียนรู้ เพราะเล็งเห็นว่า จ.นนทบุรี ซึ่งมีทั้งหมด 6 อำเภอ คือ อ.เมือง อ.บางกรวย อ.บางใหญ่ อ.บางบัวทอง อ.ปากเกร็ด และ อ.ไทรน้อย เป็นพื้นที่ที่ต้องมีศูนย์เรียนรู้ ซึ่งก็เหมือนกับจังหวัดอื่นๆ ที่ต้องมีเช่นกัน

หน้าที่โดยตรงของผมก็คือ การอบรมเกษตรกร ถ่ายทอดความรู้ รวมทั้งแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน อีกทั้งยังให้คำแนะนำกับบุคคลที่สนใจอีกด้วย โดยจะมีตารางวัน เวลา ในการอบรมตามแผนของสำนักงานเกษตรอำเภอบางกรวย ทั้งนี้แต่ละ ศพก.จะอยู่ในวาระทั้งสิ้น 5 ปี”

กิตติ ทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันนี้ครอบครัวเขาไม่ได้ทำเกษตรแบบผสมผสานเพียงอย่างเดียว แต่ยังเลี้ยงไก่และเลี้ยงปลา ดำเนินรอยตามพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นสำคัญตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง นี่จึงถือว่าเป็นชีวิตติดธรรมชาติที่มีความสุขที่สุดสำหรับเขา

“ปัจจุบันนี้สวนสกุลดิษฐได้รับการคัดเลือกจาก จ.นนทบุรี ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร และในอนาคตผมมีความคิดว่า อยากจะเปิดตลาดนัดชุมชนเล็กๆ ขึ้นภายในสวน ซึ่งตอนนี้ก็กำลังอยู่ในขั้นตอนเตรียมความพร้อมอยู่ สำหรับผมแล้วความสุขที่ได้จากการเป็นชาวสวนเมืองนนท์ก็คือ แม้จะเหนื่อยกาย แต่ก็เป็นการเหนื่อยแบบมีความสุข เพราะเมื่อไม้ผลทุกชนิดที่เราลงมือปลูกเริ่มออกดอกออกผล ก็จะทำให้เรามีรายได้ที่สามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ ที่สำคัญมันเป็นอาชีพของเรา ที่ต้องมีใจรัก มีความตั้งใจ และต้องเอาใจใส่ พูดง่ายๆ คือการทำสวนนั้นทุกอย่างจะต้องสัมพันธ์กัน แล้วคุณจะพบความสุขที่ยั่งยืนตามวิถีชีวิตชาวสวนอย่างที่คุณเป็น”…Fanpage FB : สวนทุเรียนลุงสมพงษ์ สกุลดิษฐ

‘ปวดไหล่’ อย่าชะล่าใจ… ปล่อยเรื้อรัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/556247

  • วันที่ 30 มิ.ย. 2561 เวลา 17:38 น.

‘ปวดไหล่’ อย่าชะล่าใจ... ปล่อยเรื้อรัง

เรื่อง : โสภิตา สว่างเลิศกุล sopitasavang2010@gmail.com

ปวดไหล่ อาจไม่ใช่อาการธรรมดา ไหล่ หรือบ่า (Shoulder) เป็นส่วนประกอบของร่างกายมนุษย์ที่อยู่บริเวณข้อต่อไหล่ ซึ่งประกอบด้วยกระดูกต้นแขนประกอบกับกระดูกสะบัก

ไหล่ประกอบด้วยกระดูก 3 ชิ้น ได้แก่ กระดูกไหปลาร้า (Clavicle) กระดูกสะบัก (Scapula) และกระดูกต้นแขน (Humerus) ร่วมกับกล้ามเนื้อ เอ็น และเอ็นกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้อง

ข้อต่อระหว่างกระดูกต่างๆ เหล่านี้ประกอบกันเป็นข้อต่อไหล่ ไหล่เป็นโครงสร้างที่มีความยืดหยุ่นเพื่อให้แขนและมือสามารถการเคลื่อนที่ได้อย่างมาก และยังมีความแข็งแรงมากเพื่อใช้ในการออกแรงยกของดันและดึง

จากหน้าที่การทำงานของไหล่ดังกล่าวทำให้ไหล่เป็นบริเวณที่คนมักบาดเจ็บหรือปวดล้าอยู่สม่ำเสมอ

คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลในเอกสารทางการแพทย์ที่ชื่อ “ปวดไหล่” แจกจ่ายกับคนทั่วไปว่า ข้อไหล่ เป็นข้อที่สามารถเคลื่อนไหวได้ทุกทิศทาง และมีความคล่องตัวมาก ทำให้คนเราสามารถใช้แขนและมือในการทำกิจกรรมต่างๆ ได้เต็มที่

ดังนั้น ถ้ามีอาการปวดไหล่เกิดขึ้น ควรจำประวัติการเจ็บปวดด้วย เช่น ลักษณะอาการปวด เจ็บปวดทันที หรือค่อยๆ เจ็บ ช่วงเวลาในการเจ็บปวด ตำแหน่งที่เจ็บ กิจกรรมใดที่ทำให้ปวดมากขึ้นเพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรคและการรักษาให้ง่ายมากขึ้น

อาการปวดไหล่เกิดจากสาเหตุคือ 1.การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ 2.การใช้ข้อไหล่อย่างไม่เหมาะสม ทำให้เส้นเอ็นและกล้ามเนื้ออักเสบหรือฉีกขาด บางครั้งอาจมีแคลเซียมมาเกาะบริเวณเส้นเอ็นที่อักเสบ 3.โรคข้ออักเสบที่มีข้อไหล่อักเสบร่วมด้วย เช่น โรครูมาตอยด์ โรคเกาต์ เป็นต้น 4.ถุงนํ้าข้อไหล่อักเสบ 5.การเสื่อมตามธรรมชาติของกระดูก กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และปัญหาข้อไหล่ติดแข็ง ซึ่งพบในผู้สูงอายุ 6.เป็นผลของอาการปวดร้าวจากการอักเสบของอวัยวะบริเวณใกล้เคียง และ 7.การติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อวัณโรค เพราะระวังเอ็นกล้ามเนื้อรอบหัวไหล่ฉีกขาด แบบไม่สามารถซ่อมแซมได้

ข้อมูลจาก นพ.ประกาศิต ชนะสิทธิ์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ เวชศาสตร์การกีฬาและโรคข้อไหล่ โรงพยาบาลเวชธานี แจกแจงว่า อาการปวดไหล่ นับเป็นปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ แต่หากมีอาการเรื้อรังไม่ควรชะล่าใจ เพราะอาจเป็นปัญหาใหญ่กว่าที่คิด

สาเหตุหนึ่งอาจเกิดจากภาวะเอ็นกล้ามเนื้อรอบข้อไหล่ฉีกขาด แบบไม่สามารถซ่อมแซมได้ ฉะนั้นหากมีอาการผิดปกติจึงควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง เพื่อตรวจวินิจฉัย และรับการรักษาอย่างทันท่วงที ก่อนความรุนแรงของอาการจะทวีจนยากเกินรักษา

ข้อไหล่สามารถเคลื่อนไหว หรือบิดหมุนได้หลายทิศทาง โดยมีกล้ามเนื้อชุดหนึ่งหุ้มรอบอยู่ เรียกว่า Rotator Cuff Muscle ประกอบด้วยกล้ามเนื้อ 4 มัด ได้แก่ Supraspinatus / Infraspinatus / Subscapularis และ Teres Minor ซึ่งกล้ามเนื้อแต่ละมัดจะทำงานสอดประสานกันในการเคลื่อนไหว และขณะเดียวกันยังทำหน้าที่รักษาความมั่นคงของข้อไหล่ ไม่ให้เกิดภาวะข้อไหล่เคลื่อนหลุดอีกด้วย

การปวดไหล่อาจเป็นสัญญาณเตือนกล้ามเนื้อฉีกขาด นพ.ประกาศิต บอกว่าหากมีอาการผิดปกติของข้อไหล่ เช่น ปวดไหล่ อ่อนแรง ยกแขนไม่ขึ้น อาจเป็นสัญญาณของภาวะการฉีกขาดของกลุ่มกล้ามเนื้อดังกล่าว ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาแต่เนิ่นๆ อาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมาเช่น ข้อไหล่ติดแข็ง หรือข้อเสื่อมอันเนื่องมาจากเส้นเอ็นข้อไหล่ฉีกขาดเรื้อรัง (Cuff Tear Arthropathy)

อีกทั้งยังทำให้ขนาดของการฉีกขาดขยายขึ้นเรื่อยๆ และคุณภาพความแข็งแรงของเส้นเอ็นจะเสื่อมถอยลงจนกลายเป็นภาวะ Massive Irreparable Rotator Cuff Tear (MRCT) ซึ่งยากต่อการรักษา

นพ.ประกาศิต ขยายความว่า แม้รักษายากแต่รักษาได้ เส้นเอ็นกล้ามเนื้อรอบข้อไหล่ที่ฉีกขาดรุนแรงจะไม่สามารถซ่อมแซมได้ แต่ปัจจุบันมีวิธีการรักษาด้วยเทคนิคใหม่ เรียกว่าการผ่าตัด “Superior Capsular Reconstruction : SCR” ซึ่งประสบผลสำเร็จในการรักษากว่า 90% และได้รับการยอมรับจากศัลยแพทย์ทั่วโลก

การผ่าตัดเทคนิคนี้ จะนำแผ่นเส้นเอ็นบริเวณด้านข้างของต้นขาผู้ป่วยมาใช้ทดแทนและเสริมสร้างความแข็งแรงของเส้นเอ็นกล้ามเนื้อรอบข้อไหล่ และใช้วิธีการผ่าตัดส่องกล้อง ซึ่งมีข้อดีคือ “แผลเล็ก เจ็บน้อยฟื้นตัวเร็ว” ผู้ป่วยที่รับการผ่าตัดจะมีอาการปวดลดลง ขยับข้อไหล่ได้ดีขึ้น และมีกำลังกล้ามเนื้อที่แข็งแรงขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม นพ.ประกาศิต ฝากทิ้งท้ายไว้ว่าหากมีอาการปวดไหล่ ในเบื้องต้นสามารถดูแลตัวเองได้ด้วยวิธีการง่ายๆ เช่น พักการใช้งานไหล่ ประคบ หรือรับประทานยาแก้ปวด แต่หากอาการยังไม่ทุเลา ควรรีบพบแพทย์เฉพาะทางด้าน เพื่อทำการตรวจวินิจฉัย และวางแผนในการรักษาต่อไป

เปิดยุคใหม่ ขนส่งสาธารณะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/556220

  • วันที่ 30 มิ.ย. 2561 เวลา 13:44 น.

เปิดยุคใหม่ ขนส่งสาธารณะ

เรื่อง : ทีม@Weekly

รถเมล์เก่าบริการแย่ รถไฟฟ้าขัดข้องบ่อย รถแท็กซี่ไม่รับผู้โดยสาร รถตู้รับคนเกินพิกัดวิ่งเร็วเกินห้ามใจ เรือคลองแสนแสบอันตรายและน้ำเน่า เรือด่วนเจ้าพระยาก็พอไหวแต่ไม่พอ วินมอเตอร์ไซค์กร่างและโขกราคา ฯลฯ

นั่นคือภาพและคำนิยามของระบบขนส่งสาธารณะในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งกลายเป็นภาพจำและต้องทนอย่างอิดหนาระอาใจของผู้ใช้บริการ

ช่วงปีสองปีที่ผ่านมา ระบบขนส่งสาธารณะของเมืองไทยเริ่มเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าไปพอสมควร จากความรวดเร็วของเทคโนโลยีในยุคดิจิทัลที่นำมาประยุกต์ใช้กับการคมนาคมในด้านต่างๆ ของระบบขนส่งและรถโดยสารสาธารณะ

ที่เห็นเด่นชัดเมื่อต้นปี 2561 ที่ผ่านมา รถโดยสารมาตรฐานใหม่เส้นทางนำร่อง “มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลฯ ศาลายา-BTS หมอชิต (ทางด่วน)” ซึ่งใช้ระบบ GPS Tracking ติดตามและค้นหาตำแหน่งรถทุกคันได้ผ่านแอพพลิเคชั่น DLT GPS แบบ Realtime เพื่อการวางแผนการเดินทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมระบบรองรับการชำระเงินผ่านระบบตั๋วร่วม e-Ticket เชื่อมโหมดการเดินทางสู่ระบบรถไฟฟ้าได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

นับเป็นการทดลองที่สะท้อนภาพด้านบวกของการเริ่มต้นตามแผนปฏิรูประบบรถโดยสารประจำทางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งล้าหลังและเป็นที่หวาดผวาของผู้คนที่ใช้บริการ

ภาพอื่นในด้านบวกที่ปรากฏออกมาอย่างต่อเนื่อง นอกจากแอพเรียกแท็กซี่อย่าง แกร็บ ไลน์ ฯลฯ ก็มีกรมการขนส่งทางบกได้ยกระดับด้วยการเปิดตัวโครงการ TAXI OK และ TAXI VIP โดยบริษัท ออลไทยแท็กซี่ ซึ่งเคยเปิดให้บริการรูปแบบใหม่ ALL THAI TAXI ให้บริการด้วยรถ TOYOTA Prius Hybrid ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ใช้บริการ ตอนนี้มี TAXI VIP รถระดับพรีเมียม Mercedes-Benz รุ่น C 350 e Avantgarde เริ่มต้นในราคา 150 บาท ต่อไปกิโลเมตรละ 12-16 บาท รถติดนาทีละ 6 บาท

มาสำรวจดูว่าเทคโนโลยีของการขนส่งและการคมนาคมในยุคดิจิทัลออนไลน์ ได้ช่วยยกระดับขนส่งสาธารณะและรถโดยสารสาธารณะกันอย่างไรบ้างในช่วงที่ผ่านมา

ขนส่งสาธารณะยุคดิจิทัล

แนวโน้มบริการขนส่งสาธารณะ กำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เกิดจากเทคโนโลยีดิจิทัล ที่ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น สะดวก สบาย ขณะที่ภาครัฐในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เพื่อให้สอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่

ดร.สุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดเผยว่า รูปแบบบริการร่วมเดินทาง หรือ Ride Sharing ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็น Grabcar JustGrab และแอพพลิเคชั่นอื่นในรูปแบบเดียวกันนี้ ช่วยทำให้ผู้บริโภคมีความสะดวกสบายและเดินทางได้อย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ 3 ปัจจัยหลักที่ผู้โดยสารเลือกใช้คือ 1.ได้รับโปรโมชั่นลดราคา 2.ความรวดเร็ว 3.บริการแบบเข้าถึงหน้าประตู (door-to-door) ขณะเดียวกันทำให้เกิดความคุ้มค่าทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ อาทิ กระตุ้นให้รถแท็กซี่บริการดีขึ้น ตอบสนองเทรนด์การใช้ชีวิต ขยายตลาดแรงงาน การใช้ประโยชน์ทรัพย์สินที่ไม่ถูกใช้อย่างเต็มศักยภาพ ลดต้นทุนธุรกรรม (Transaction Cost) เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม มีข้อเสียที่พบบ่อย เช่นเรื่องอัตราค่าโดยสารที่สูงเกินจริงในบางครั้งและราคาที่ผันผวน เพราะมีการคำนวณราคาแบบพลวัต (Dynamic Pricing) เป็นการปรับค่าโดยสารตามภาพของตลาดตามเวลาจริง โดยใช้การคำนวณด้วยอัลกอริทึ่ม(Algorithm) อาทิ เมื่อมีผู้เรียกรถแท็กซี่หรือดีมานด์จำนวนมากราคาจะสูงขึ้นไปด้วยหรือการเพิ่มราคาในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน เป็นต้น

“สิ่งที่เป็นตลกร้าย คือบริษัทผู้ประกอบการไม่เปิดเผยการคำนวณของอัลกอริทึ่ม ทำให้ไม่ทราบสมการตายตัวในการคิดราคา” ดร.สุเมธ กล่าว

ขณะเดียวกัน มีข้อเสียทางสังคมเกิดขึ้นด้วย ได้แก่ 1.การคุ้มครองผู้บริโภค เช่น การคิดค่าโดยสารเพิ่ม คิดเงินเพิ่มเมื่อยกเลิกเที่ยววิ่ง 2.การไม่ปฏิบัติตามระเบียบในการกำกับดูแล 3.ความปลอดภัยของยานพาหนะ 4.ความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัวในระบบดิจิทัล

ผลการศึกษาเปรียบเทียบความแตกต่างของ Ride Sharing และแท็กซี่ปกติ พบว่าRide Sharing มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการเดินทางราว 147 บาท สูงกว่าแท็กซี่ ซึ่งอยู่ที่ราว 131 บาท ระยะเวลาในการเดินทางRide Sharing อยู่ที่ 30 นาที ส่วนแท็กซี่อยู่ที่ 31 นาทีและมีเวลาการรอรถเท่ากันที่ 9 นาที ซึ่งพบว่าผู้โดยสารยินดีที่จะจ่ายแพงกว่าเพื่อความสะดวกสบาย (Willing to Pay)

ดังนั้น Ride Sharing จะเข้ามาบริการในระบบจำเป็นต้องมีมาตรฐานการกำกับดูแลและบทลงโทษที่เหมือนกับรถแท็กซี่ทั่วไปโดยเฉพาะอัตราค่าโดยสารที่ต้องถูกกำหนดในกรอบเดียวกัน

ทีดีอาร์ไอเตรียมเสนอให้รัฐบาลพิจารณาเรื่องแนวทางการจดทะเบียน Ride Sharing ให้ถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงนำคนขับและรถมาขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง โดยไม่ต้องเปลี่ยนเป็นป้ายทะเบียนสีเหลือง สามารถใช้ป้ายทะเบียนเดิมได้ (สีขาว) โดยผู้ให้บริการต้องมาจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เพื่อลงบันทึกประวัติพร้อมรับสติ๊กเกอร์จำนวน 2 ชิ้นเพื่อระบุว่ารถคันนี้เป็นรถรับจ้างสาธารณะโดยต้องติดไว้ที่ด้านท้ายและด้านหน้าของยานพาหนะ

ส่วนบทลงโทษตามกฎหมายและมาตรฐานของรถยนต์นั้นจะต้องเป็นไปตามที่ ขบ.กำหนด เช่น การตรวจสภาพรถตามรอบเหมือนกับรถบริการสาธารณะทั่วไป แต่ทั้งนี้จะมีข้อแตกต่างจากแท็กซี่สาธารณะคือไม่ต้องติดตั้งอุปกรณ์บางประเภทตามที่รัฐบาลกำหนด อาทิ มิเตอร์ จีพีเอสล็อกความเร็ว กล้องถ่ายภาพนิ่ง (SnapShot Camera) เป็นต้น โดยไม่จำเป็นต้องแก้กฎหมายเช่นกัน เพียงแค่ประกาศกฎกระทรวงเพื่อบังคับใช้ต่อไป

จงรักษ์ กิจสำราญกุล รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) กล่าวว่า ผู้ขับขี่ที่ให้บริการ Ride Sharing จะต้องเข้าสู่ระบบให้ถูกต้องตามกฎหมายทั้งเรื่องของมาตรฐานยานพาหนะตามที่กำหนด อัตราค่าโดยสารตามกรอบที่วางไว้รวมถึงคุณสมบัติของผู้ขับขี่และบทลงโทษหากกระทำผิดเพื่อคุ้มครองประชาชนผู้ใช้บริการ

“ขบ. ไม่ได้ปิดกั้นเทคโนโลยีและบริการรูปแบบใหม่อย่าง Ride Sharing แต่ขอให้มีแนวทางที่กำหนดมาตรฐานคุณสมบัติที่ชัดเจนเป็นธรรมและเท่าเทียมกับมาตรฐานที่กระทรวงคมนาคมกำหนด หากทำได้แล้วขบ.พร้อมที่จะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายทุกบริษัท” จงรักษ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ต้องรอผลศึกษาแนวทางการปฏิรูปแท็กซี่คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน ก.ค.นี้ จากนั้นจะเสนอเข้าสู่คณะกรรมการพิจารณาและกระทรวงคมนาคมต่อไป

‘จีพีเอส’ ลดอุบัติเหตุขนส่งโดยสารปลอดภัย

ข่าวการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้คร่าชีวิตของประชาชนไปแล้วเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับรถโดยสารประจำทางสาธารณะ อาทิ รถตู้ รถทัวร์ รวมไปถึงรถบรรทุกขนาดใหญ่ ซึ่งส่วนมากมีสาเหตุมาจากการใช้ความเร็วเกินกำหนดและความไม่พร้อมของร่างกายผู้ขับ นำมาสู่มาตรการติดตั้งระบบจีพีเอสในรถโดยสารเพื่อเพิ่มความปลอดภัย ด้วยการจำกัดความเร็ว ตลอดจนบทลงโทษที่ถูกบังคับใช้อย่างเข้มงวดต่อผู้ฝ่าฝืนและผู้ประกอบการ

เอกชัย สุมาลี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยนครอัจฉริยะ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เปิดเผยว่าระบบจีพีเอสที่ถูกติดตั้งในรถสาธารณะให้บริการวิ่งรับส่งผู้โดยสารและขนส่งสินค้าระหว่างจังหวัด มีจุดมุ่งหมายเพื่อจำกัดความเร็วและควบคุมความพร้อมของผู้ขับขี่ ซึ่งกำหนดให้ความเร็วไม่เกินกว่า 90 กิโลเมตร/ชั่วโมง

หากความเร็วเกินเป็นเวลานานกว่า 2 นาทีคิดเป็น 1 ความผิด ส่วนการควบคุมด้านความพร้อมของคนขับ กฎหมายระบุว่าห้ามขับเกินกว่า 4 ชั่วโมง และต้องพักอย่างน้อย 30 นาที หรือในรอบ 24 ชั่วโมงห้ามขับรวมกันเป็นเวลาเกิน 10 ชั่วโมง ทำให้ภาพรวมหลังดำเนินมาตรการ พบว่า จำนวนการกระทำความผิดในกลุ่มรถตู้ลดลงประมาณ 50% จากเดิมกระทำผิดจำนวน 60 ครั้ง/เดือน ขณะที่ในกลุ่มของรถทัวร์ และรถบรรทุกสินค้า มักไม่ค่อยขับเร็วเป็นปกติอยู่แล้ว แต่สถิติพบว่าความเร็วลดลงด้วยเช่นกัน

สำหรับระบบจีพีเอสในรถ “แท็กซี่โอเค” ไม่ได้เน้นเรื่องความเร็วเนื่องจากขับอยู่ในเมือง ทำให้ลักษณะของสิ่งที่คาดหวัง คือ ความปลอดภัย การให้บริการ ดังนั้นข้อมูลจีพีเอสจึงมุ่งไปที่การระบุตำแหน่ง การแสดงตัวตนผู้ขับขี่ กล้องแสดงภายในห้องโดยสาร และปุ่มฉุกเฉิน โดยข้อมูลจะถูกรายงานจากกรมการขนส่งฯ ทุกวัน พบว่า ตั้งแต่ติดตั้งปุ่มฉุกเฉินเอสโอเอสในรถยังไม่เคยเกิดเหตุร้ายขึ้น มีเพียงการกดเล่นเป็นบางครั้ง

ทั้งนี้ ระบบควบคุมความเร็วไม่ได้จำกัด ถนนทุกสายห้ามขับเร็วเกิน 90 กิโลเมตรทั้งหมด เพราะต้องพิจารณาในแง่ความเป็นจริง เช่น ถนนระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) อนุญาตให้ใช้ความเร็วได้ถึง 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพราะเป็นเส้นทางปิด ไม่มีทางแยก ไม่มีจุดกลับรถ จึงไม่มีปัจจัยเสี่ยงที่อาจเกิดอุบัติเหตุได้ แต่ถนนทางหลวงต้องไม่เกิน 90 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพราะเชื่อมโยงกับเส้นทางของชุมชน ดังนั้นระบบจึงเปิดโอกาสให้รถเร่งแซงรถช้ากว่าได้ ซึ่งค่าเฉลี่ยระยะเวลาเร่งแซงพบว่าไม่เกิน 30 วินาที แต่หากความเร็วเกินเป็นเวลา 2 นาทีก็แสดงความจงใจทำผิดกฎหมายชัดเจน

อย่างไรก็ตาม หากผู้กระทำความผิดจงใจฝ่าฝืน พ.ร.บ.จราจรของกรมการขนส่งฯ จะเป็นตัวลงโทษทั้งตัวของผู้ประกอบการและผู้ขับขี่ด้วย เริ่มที่ศูนย์เฝ้าติดตามจะโทรแจ้งเตือนไปยังเบอร์ของผู้ประกอบการรถที่กระทำความผิดทันทีที่มีสัญญาณจีพีเอสแจ้งเข้ามาถึงศูนย์ หากเพิกเฉยกรมการขนส่งฯ จะเรียกให้เข้ามาเสียค่าปรับต่อไป

ดังนั้น จะเห็นว่าจุดมุ่งหมายไม่ใช่เพื่อจับความเร็ว แต่เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นแบบเรียลไทม์

ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยนครอัจฉริยะ กล่าวอีกว่า ด้านการควบคุมความพร้อมของคนขับ เริ่มตั้งแต่สตาร์ทเครื่องยนต์ กำหนดให้ภายในระยะเวลา 1 นาที ผู้ขับขี่ต้องรูดบัตรใบขับขี่สาธารณะ สามารถตรวจสอบว่าเป็นใบขับขี่ถูกประเภทหรือไม่ หากไม่รูดบัตรเครื่องจะร้องเตือนอยู่ตลอด พร้อมรับบันทึกว่ารถคันนี้ให้บริการโดยไม่แสดงตัวตน จากนั้นเมื่อรถเคลื่อนที่ระยะจีพีเอสจะเริ่มจับเวลาการทำงาน โดยกฎระเบียบคือ ผู้ขับต้องพักอย่างน้อยเป็นเวลา 30 นาทีหลังขับมาแล้ว 4 ชั่วโมง ถัดมาคือภายใน 24 ชั่วโมงห้ามขับเวลารวมกันแล้วเกินกว่า 10 ชั่วโมง

“จากการตรวจสอบพบว่าผู้ประกอบการบางรายมีความพยายามปรุงแต่งข้อมูล เช่น ใช้ความเร็วเกินกำหนดผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ปิดบังข้อมูลความจริง อีกส่วนคือใช้อุปกรณ์ปิดบังสัญญาณจีพีเอส ยืนยันว่ากรมการขนส่งฯ ตรวจสอบพบสิ่งผิดปกติได้หมด เพราะข้อมูลไม่ต่อเนื่อง รถไม่สามารถหายตัวได้ ซึ่งผู้กระทำผิดมีโทษปรับสูงสุดทันที ฉะนั้นขอร้องผู้ประกอบการว่าต้นทุนสูงที่สุดคือความเสี่ยงด้านชีวิตและทรัพย์สิน ไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับการได้วิ่งเพิ่มขึ้นอีก 1-2 เที่ยว”

หลังจากนี้ เอกชัย ชี้ว่าจะพัฒนาต่อยอดระบบ “ดีแอลที” ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นที่เปิดให้ประชาชนและผู้ประกอบการเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการพฤติกรรมการขับขี่ของพนักงานขับรถแบบเรียลไทม์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสารที่ต้องการตรวจสอบความบกพร่องของตัวรถและร้องเรียนได้ทันที หากผู้ขับขี่ฝ่าฝืนกฎหมายการขนส่ง รวมถึงสามารถแจ้งเตือนไปยังผู้ประกอบการเช่นกัน เพื่อให้ผู้ประกอบการกำกับดูแลพฤติกรรมของพนักงานให้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

อีกส่วนที่สามารถพัฒนาได้ด้วยการนำข้อมูลของระบบจีพีเอสไปใช้ เช่น ตรวจสอบได้กว่ารถทัวร์จากต่างจังหวัดจะเข้ามาถึงจุดหมายที่กรุงเทพฯ กี่โมง ระบุเวลาได้เหมือนเครื่องบิน และใช้ข้อมูลชุดเดียวกันในการวิเคราะห์แผนระยะยาว เช่น ถนนบางเส้นทางไม่มีจุดพักรถ หรือใช้ความเร็วสูงภาครัฐจึงควรออกแบบเส้นทางให้เหมาะกับข้อมูลที่รวบรวมได้

นอกจากนี้ ยังใช้ข้อมูลพัฒนาโครงข่ายขนส่งสินค้า เพื่อให้รู้ถึงต้นทาง-ปลายทางที่แท้จริงของการขนส่ง เช่น วางแผนตัดถนนเส้นใหม่เพื่อลดต้นทุนขนส่ง ก็ต้องรู้ว่าเมื่อตัดถนนเสร็จแล้วจะเป็นประโยชน์ต่อพื้นที่เส้นทางใด มีคนวิ่งหรือไม่ ซึ่งก่อนหน้านี้รัฐต้องใช้งบประมาณมาก เสียทรัพยากรมหาศาลรวมถึงด้านการท่องเที่ยวที่สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมว่านักท่องเที่ยวลงจากเครื่องบินแล้วต้องการเดินทางไปที่ใด สามารถกำหนดพื้นที่เศรษฐกิจท่องเที่ยวได้เช่นกัน

“เราต้องนำเทคโนโลยีมาช่วยวางแผนเส้นทาง ลดความเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อจับปรับความเร็ว เมื่อเทียบกับระบบขนส่งต่างประเทศ ถือว่าประเทศไทยใช้ระบบที่มีความปลอดภัยมากเป็นต้นแบบของโลก ซึ่งหลายประเทศเดินทางมาดูงานเพื่อนำไปใช้เป็นแบบอย่าง แม้ว่าสถิติอุบัติเหตุบนท้องถนนจะสูง แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้นิ่งเฉย เป็นที่มาของการใช้เทคโนโลยีผสมเข้ากับรัฐศาสตร์เพื่อแก้ปัญหา จึงได้รับความชื่นชมจากผู้บริหารด้านขนส่งจากหลายประเทศ” เอกชัย กล่าว

ด้าน บุญส่ง ศรีสกุล นายกสมาคมธุรกิจรถตู้ต่างจังหวัด กล่าวว่า ทางสมาคมสนับสนุนให้รถโดยสารประจำทางสาธารณะควรติดตั้งระบบจีพีเอส ถือเป็นเรื่องดีที่ช่วยทำให้การเดินทางปลอดภัย แต่ท้วงติงตรงที่การกำหนดความเร็วของรถนั้นต่ำไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

เนื่องจากข้อกำหนดตั้งไว้ที่ความเร็วไม่เกิน 90 กิโลเมตร/ชั่วโมง ช้าเกินไปจึงเรียกร้องให้เปลี่ยนมาเป็นไม่เกิน 110 กิโลเมตร/ชั่วโมง จะยังครอบคลุมความเร็วสอดรับกับความตื่นตัวป้องกันอุบัติเหตุของตัวผู้ขับขี่ได้ ทั้งนี้ถนนหลายเส้นทางที่วิ่งระหว่างจังหวัดพัฒนาไปมาก บางเส้นมีถึง 4 เลน ซึ่งรถตู้ป้ายเหลืองจะต้องวิ่งซ้ายตลอด ใช้เลนเดียวกับรถบรรทุกซึ่งหากต้องการแซงจะเกินความเร็ว 90 กิโลเมตรแล้ว ถือว่ามีความเสี่ยงอันตรายมากกว่าเพราะผู้ขับจะไม่กล้าเร่งเครื่องแซง

ดังนั้นหากแซงไม่พ้นจะเกิดอุบัติเหตุได้มากขึ้น กรณีที่เกิดขึ้นนี้อาจทำให้ผู้ประกอบการจำใจต้องกลับไปกระทำผิดกฎหมายอีกครั้ง

“ภาพรวมการติดตั้งระบบจีพีเอสถือเป็นเรื่องดี แต่ทุกวันนี้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมติดจีพีเอส พบว่าระบบยังมีปัญหา บางครั้งใช้งานไม่ได้ ข้อมูลไม่ตรงความเป็นจริง เช่น ผู้ขับไม่ได้ใช้ความเร็วเกิน 90 กิโลเมตร แต่ข้อมูลแจ้งว่าใช้ความเร็วไป 100 กว่ากิโลเมตร เมื่อกรมการขนส่งฯ ตรวจสอบตำแหน่งสถานที่ก็พบว่าข้อมูลจีพีเอสผิดจริง

อีกส่วนคือจำนวนรอบวิ่งน้อยเกินไปทั้งที่ความจริงในช่วงเทศกาลวันหยุดยาว ความพร้อมของผู้ขับสามารถวิ่งได้ประมาณ 4 รอบ แต่ถูกจำกัดด้วยระบบ ทำให้รถไม่เพียงพอต่อผู้โดยสาร”

บุญส่ง กล่าวอีกว่า ภาครัฐควรบังคับใช้กฎหมายให้ครอบคลุมกับรถรับจ้างไม่ประจำทาง หรือรถตู้ของโรงแรมแต่ละแห่งด้วย ซึ่งภาครัฐยังมองไม่เห็นรถพวกนี้หากปล่อยไว้จะสร้างความเสียหายให้กับผู้ประกอบการที่เข้าระบบอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพราะเมื่อเกิดอุบัติเหตุรถตู้รับจ้างถูกกฎหมายจะกลายเป็นจำเลยสังคมไปด้วย

สมรภูมิเดือด รถโดยสารสาธารณะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/556205

  • วันที่ 30 มิ.ย. 2561 เวลา 11:42 น.

สมรภูมิเดือด รถโดยสารสาธารณะ

เรื่อง : พรเทพ เฮง phorntheps@posttoday.com

ยุคดิจิทัลออนไลน์ได้พลิกโฉมหน้าบริการขนส่งสาธารณะ โดยเฉพาะรถโดยสารสาธารณะประเภทแท็กซี่ไปอย่างสิ้นเชิง และนี่คงเป็นยุคสุดท้ายของบรรดาแท็กซี่ยุคเก่าที่เอาแต่ไม่รับผู้โดยสาร

ติดตามข้อมูลของการลงทุนของบริษัทยักษ์ใหญ่ในอาเซียน ที่เข้ามาสยายปีกทำธุรกิจด้านนี้ในประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว ก็พอจะมองเห็นภาพการกวาดล้าง (Disturb) รถแท็กซี่ในระบบเดิมไปอย่างแน่นอน

เริ่มจากโตโยต้า มอเตอร์ ประกาศซื้อหุ้น “แกร็บ” เพิ่มอีก 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.2 หมื่นล้านบาท โตโยต้าเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลกและถือว่าเป็นเบอร์ 1 ในเมืองไทย ส่วนแกร็บแท็กซี่ เป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเรียกรถโดยสารที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จุดนี้ทำให้เห็นความพยายามของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ต้องการเข้ามามีบทบาทในธุรกิจบริการมากขึ้น แข่งขัน และหาทางร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีไปพร้อมๆ กัน เพื่อเปิดตลาดบริการเกี่ยวกับการเดินทางโดยที่ผ่านมา โตโยต้าได้ลงทุนในบริษัท อูเบอร์ เทคโนโลยีส์ ของสหรัฐ และบริษัท เจแปน แท็กซี่

รวมถึงก่อนหน้านั้น แกร็บ ได้ซื้อกิจการอูเบอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้ข้อตกลงที่ถือว่ามีมูลค่าสูงสุดในประวัติศาสตร์การซื้อธุรกิจออนไลน์ในภูมิภาค โดยแกร็บจะควบรวมกิจการเรียกรถโดยสารผ่านแอพพลิเคชั่นและรับส่งอาหารของอูเบอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าไว้ในแพลตฟอร์มการให้บริการขนส่งและบริการทางการเงินอันหลากหลายของแกร็บ

เท่านี้ก็พอทำให้เห็นภาพโครงสร้างหลักของการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ในการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ของแท็กซี่ในเมืองไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะรถแท็กซี่บนท้องถนนในเมืองไทยเกือบทั้งหมดใช้รถโตโยต้าเมื่อผู้ผลิตที่สำคัญของรถแท็กซี่มาร่วมเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มธุรกิจให้บริการแท็กซี่เอง จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างมากว่าจะเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าไปอย่างไร?

ในอีกด้านหนึ่งสมรภูมินี้เพิ่งเริ่มต้นและยังเปิดกว้างอยู่เสมอ แม้อูเบอร์ถอยให้แกร็บ แต่มีส่วนร่วมในผลประโยชน์อย่างไม่ต้องลงสนามมากนักในอีกด้านผู้ท้าชิงก็เริ่มประกาศตัว เมื่อ เก็ท แอพพลิเคชั่นแบบออนดีมานด์ของไทย ที่ให้บริการหลากหลาย โดยจะเริ่มจากบริการเรียกรถสาธารณะ ได้ประกาศความร่วมมือเป็นส่วนหนึ่งของแผนการขยายธุรกิจของ “โกเจ็ก” ผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่นเรียกรถรับส่งรายใหญ่ของอินโดนีเซีย และได้แถลงงบลงทุนรวมกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือราว 1.6 หมื่นล้านบาท) เพื่อขยายธุรกิจเข้าสู่ประเทศเวียดนาม สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และไทย

ก่อนหน้าที่จะเข้ามาสู่เมืองไทย โกเจ็ก ได้ทำการเพิ่มทุน โดยได้รับการสนับสนุนจากบริษัทชั้นนำต่างๆ อาทิ กูเกิล วอร์เบิร์ก พินคัส เคเคอาร์เทนเซนต์ และเหม่ยถวน-เตี้ยนผิง

การมาทำตลาดแข่งขันกันระหว่าง แกร็บ กับ โกเจ็ก ในการให้บริการรถโดยสารสาธารณะหรือแท็กซี่ รวมถึงรถส่วนบุคคลที่มาร่วมให้บริการ นับว่าเป็นการเปิดสมรภูมิที่จะช่วยยกระดับธุรกิจด้านนี้ ในเชิงการแข่งขันเพื่อให้บริการผ่านเทคโนโลยีของอนาคตที่ดีที่สุดให้ผู้ใช้บริการ

แน่นอน มิติใหม่ของรถโดยสารสาธารณะกำลังจะเกิดขึ้นอย่างเต็มรูปแบบในเมืองไทย

งานปักแนวนีโอป๊อปทำเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555879

  • วันที่ 27 มิ.ย. 2561 เวลา 12:16 น.

งานปักแนวนีโอป๊อปทำเงิน

เรื่อง บีเซลบับ ภาพ imp_oZZible

ไม่ใช่อิมพอสซิเบิ้ล หรือ ดิ อิมพอสซิเบิ้ล วงดนตรีรุ่นเดอะจากยุค 60 นะ แต่เป็น “อิ่มพอสซิเบิ้ล” (imp_oZZible) งานปักด้ายแนวนีโอป๊อปที่ไม่เหมือนใคร คนที่จะเล่าเรื่องราวสุดเจ๋งนี้ได้ ไม่มีใครอื่นนอกจากอิ่ม หรือ “พี่อิ่ม” ชลลดา พนมวัน ณ อยุธยา วัย 48 ปี เจ้าของแบรนด์อิ่มพอสซิเบิ้ล แบรนด์ไม่ธรรมดา…แต่เป็นไปได้

ชลลดา เล่าว่า งานหลักเป็นดีไซเนอร์งานชุดชั้นในแบรนด์ดัง ที่เอ่ยชื่อไปก็รู้จักกันทั้งประเทศ ตัวเธอเองเป็นมนุษย์ออฟฟิศที่ทำงานเต็มเหยียดตั้งแต่วันจันทร์-วันศุกร์ แต่นอกเวลางานและวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ขอทำงานปักด้ายที่รักมาก เป็นงานปักนีโอป๊อปในแนวกราฟฟิก

“imp_oZZible เป็นงานศิลปะจากเส้นด้ายแนวนีโอป๊อป ใช้เส้นสายทางกราฟฟิก ซึ่งก็คืออะไรที่ไม่เหมือนจริง แต่เราสลายฟอร์มโดยการใช้ศิลปะเฉพาะทางในแบบที่เราถนัด สื่อสารออกมาบนผืนผ้า”

งานส่วนใหญ่ปักบนผ้าลินิน ผ้าฝ้ายและผ้ายีนส์ จากงานชิ้นแรกเมื่อ 3 ปีก่อน ได้ปักรูปสับปะรดบนผ้า เมื่อคนเห็นก็ติดตามเข้ามาถามขอปักบ้าง ถือเป็นการปักแนวใหม่ที่สร้างปรากฏการณ์ไม่น้อย ผู้คนพูดคล้ายกันว่า ไม่เคยเห็นงานแนวนี้ที่ไหน ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ส่วนผู้ชายมีบ้างแต่จะปักหมวกหรือทำพล็อตเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น

“ผิดกับผู้หญิงที่มักจะจัดเต็ม ชิ้นหน้าก็ปัก ชิ้นหลังก็ปัก จัดเต็มทั้งตัว เราจะวัดขนาดตัวของลูกค้าก่อน จ่ายเงินเต็มวันนี้และรอไปอีก 20 วันอย่างน้อย จึงจะได้ของ”

ชลลดา จบคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) วิชาเอกผ้าพิมพ์และโทเพนต์ติ้ง จบแล้วทำงานหลายอย่างตั้งแต่สิ่งพิมพ์ งานศิลป์ สุดท้ายปักหลักที่บริษัทชุดชั้นในชั้นนำ ปกติจะใช้เวลากับการวาดรูป รวมทั้งเคยสอนเกี่ยวกับการวาดในแนวนีโอคลาสสิก จากจุดนี้เองที่ทำให้สนใจงานปัก

“นึกยังไงไม่รู้ อ้อ…รู้แล้ว ตอนนั้นพูดกับตัวเองว่า ทำอะไรไม่เป็นสับปะรดสักอย่าง เออ…ทำอะไรให้เป็นสับปะรดสักอย่างซิ ก็เลยปักสับปะรด”

การปักผ้าเรียนรู้จากอินเทอร์เน็ต จากความรักความชอบงานศิลปะแนวผู้หญิง ค่อยๆ ฝึก ค่อยๆ ทำ กระทั่งสำเร็จออกมาเป็นสับปะรดนีโอป๊อปที่เฉิดฉาย ได้นำไปแสดงในงานรวมรุ่นศิษย์เก่า มช.และต่อยอดในเชิงพาณิชย์จากจุดนั้น ผู้คนบอกต่อกระทั่งถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 3 ปีแล้วที่ไม่เคยได้หยุดพักมือจากงานปักด้ายเลย

“คนไทยไม่ค่อยเห็นปักแนวนี้ นี่จึงอาจเป็นความแปลกใหม่ ปักผ้ายึดหลักตามอารมณ์ ความโดดเด่นของชิ้นงานคือการแมตช์สีทั้งโทนและเฉดที่สะดุดตา ปี๊ด!”

สำหรับราคาของอิ่มพอสซิเบิ้ล ถือว่าจับต้องได้ วัตถุดิบเน้นคุณภาพใช้ไหมญี่ปุ่นพรีเมียม งานปักต่อชิ้น ถ้าเป็นชิ้นใหญ่จัดเต็มขนาดกระดาษ A3 คู่สองแผ่น ราคา 2,600 บาท ถ้าเป็นชิ้นเล็กขนาด 3 คูณ 3-4 นิ้ว ราคา 700-800 บาท ใช้เวลาในการปักต่อชิ้นนาน ต้องอดใจรอหน่อย เพราะทำได้เฉพาะเวลาหลังเลิกงาน

“ตั้งราคาไว้เป็นมาตรฐาน แต่จริงๆ แล้วลูกค้าก็สามารถโค้ดราคาเองได้ โค้ดแบบได้ ปักในแนวทางของเขาก็ได้เหมือนกัน คุยกัน”

ความฝันที่ฝันมานานของชลลดา คือ การมีแบรนด์ของตัวเอง แบรนด์ imp_oZZible ก่อตั้งในปี 2009 ช่วงแรกทำงานกระเป๋าและงานศิลปะอื่น แต่ปัจจุบันเน้นงานปักด้ายเป็นหลัก ผลิตภัณฑ์ของอิ่มพอสซิเบิ้ลเคยถูกแมวมองต่างชาติสนใจและทาบทามให้ผลิตเพื่อส่งออกมาแล้ว แต่ที่สุดต้องปฏิเสธไปเพราะไม่สามารถ “ปั๊ม” งานแบบทีเดียวเยอะๆ ได้

“อยากให้ imp_oZZible ถูกมองว่า เราเป็นแบรนด์คนไทย แบรนด์ทำมือ และแบรนด์ฝีมือที่อาจจะต้องรอนานนิดนึง (ฮา)”

ใครสนใจงานปักด้ายกราฟฟิกแนวนีโอป๊อปที่สวยขาดใจ เข้าไปดูงานปักสวยๆ ที่ไอจีและเฟซบุ๊กแฟนเพจชื่อเดียวกัน imp_oZZible ส่วนไอดีไลน์และเบอร์โทร.08-1702-4520 ปัจจุบันชลลดายังออกบูธด้วย ล่าสุดคือบูธงานบ้านและสวนเมื่อต้นเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา

บอย แอนด์ เกิร์ล หน้าใหม่ไฟแรง จะมาแย่งที่นั่ง “ฮอทซีท” ใน The Next Boy/Girl Band Thailand

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/344577

บอย แอนด์ เกิร์ล หน้าใหม่ไฟแรง จะมาแย่งที่นั่ง “ฮอทซีท” ใน The Next Boy/Girl Band Thailand

บอย แอนด์ เกิร์ล หน้าใหม่ไฟแรง จะมาแย่งที่นั่ง “ฮอทซีท” ใน The Next Boy/Girl Band Thailand

วันจันทร์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 16.00 น.

ฮอทซีท ยังร้อนฉ่า!!!  จากวีคที่แล้ว กับการค้นหา The Next Boy/Girl Band Thailand บางคนไม่ผ่านรอบแดนซ์ เลยไม่มีโอกาสโชว์เสียงร้อง บางคนผ่านรอบร้อง แต่ไมได้ไฟเขียวจากโปรดิวเซอร์ครบ 3 Thump up แต่โปรดิวเซอร์ของเราก็เลือกสรร บอย และ เกิร์ล คุณภาพมาประดับฮอทซีทได้โดนใจไม่น้อย แต่ ฮอทซีท ไม่ใช่ที่สุด!!! เกาะขาเก้าอี้ให้มั่น ทีมเกิร์ลยังต้องลุ้นระทึกเพราะมีผู้เข้าแข่งขันที่จะมาคว้าใจกรรมการคว้าที่นั่งไปครอง และเกิร์ลที่นั่งอยู่ก็จะต้องกลับบ้านไปก่อน ฝั่งสาวๆ ทีมกิร์ล ที่ผ่านเข้าไปนั่งฮอทซีท 5 คน นำทีมโดย “มายด์, ว่าน, เตย, ตู้เพลง และ ฟีฟ่า ส่วนอีก 1 ที่นั่งตกเป็นของ “จิ๊ฟฟี่” สาวใสวัย 22 ที่มีลีลาเด็ด และพลังที่สามารถมัดใจโปรดิวเซอร์ทีมเกิร์ลไปได้ ทำให้ฮอทซีททีมเกิร์ลถูกจับจองเต็มเป็นที่เรียบร้อย

และอย่างที่บอกไปแล้วว่า ฮอทซีท ยังไม่ใช่ที่ๆปลอดภัย เมื่อ “ฟีฟ่า” ต้องสละฮอทซีทให้กับสาวผิวเข้ม “ชาลี“ ที่มาพร้อมพลังเสียงสะกดใจมีเอกลักษณ์ โดยชนะใจโปรดิวเซอร์ทั้ง 3 กับเพลง “ผิดที่ไว้ใจ” ในขณะที่อีกหนึ่งที่นั่งของ “ตู้เพลง” ต้องตกเป็นของนางเอกไต่ฝัน “พลอย-รัญดภา” นางเอกหน้าสวยลีลากระชากใจ แม้โปรดิวเซอร์ทีมเกิร์ล “เจ-เจตริน” จะฟันธงว่า เธอคนนี้คือลุคนางเอก แต่ “นิโคล เทริโอ”และ “พิม ซอนย่า” แอบเห็นอะไรที่ซ่อนอยู่ โปรดิวเซอร์เลยต้องขอเวลานอกปรึกษากันแบบซีเรียส จนฟันธงว่า “เอาเธอคนนี้ไปปั้นต่อ” ส่วนสาวเสียงดี “ว่าน” ก็มีอันต้องพ่ายแพ้ให้กับสาวน้อยอารมณ์ดี “เปียโน” ไปแบบหนักใจกรรมการ รักพี่เสียดายน้องก็ต้องทำใจ เรียกว่าสัปดาห์นี้ฮอทซีททีมเกิร์ลไฟลุกท่วมกันเลยทีเดียว

ส่วนหนุ่มๆแม้ว่าจะ ”ปล่อยของ” กันสุดตัว โชว์ความสามารถกันแบบสุดขีด แต่ก็ยังไม่มีใครเข้าตา เรียกคะแนนจากโปรดิวเซอร์ได้ แต่สุดท้ายแล้วม้ามืดอย่างหนุ่ม “ลอตเต้” ที่พกความน่ารักอันยอง แจกยิ้มใจละลาย จนทำให้ “บิว” แชมป์เก่าต้องสละฮอทซีทไปตามระเบียบ!

ร่วมลุ้นเอาใจช่วยผู้เข้าแข่งขันตั้งแต่ ตัดสายสะดือ คัดตัว รวมทีม ร้องเต้น เล่นใหญ่ เพื่อสุดยอดกลุ่มศิลปินเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น ที่จะได้เป็นแชมป์ The Next Boy/Girl Band Thailand กลุ่มแรกของประเทศไทย ทุกวันอาทิตย์ เวลา 18.20 -19.50 น. ทางช่อง 7 HD พร้อมเกาะติดเบื้องหลัง ผ่านช่องทางสื่อออนไลน์ไปพร้อมกัน ในรูปแบบ Multi-Channel Experiences เพื่อไม่ให้พลาดแม้แต่วินาทีเดียว และยังสามารถติดตามข้อมูลต่างๆ ได้ทางเฟสบุ๊ค The Next Boy/Girl Band Thailand, ยูทูป The Next Boy/Girl Band Thailand, อินสตาแกรม TheNextBoyGirlBandTH,  ทวิตเตอร์ @TNBGBthailand และแฮชแท็ก # TheNextBoyGirlBandTH

อ้อนกันแบบสุดๆ ‘คิม ดงฮัน’ ส่งตรงคลิปถึงแฟนชาวไทย (VDO Clip)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/344599

อ้อนกันแบบสุดๆ ‘คิม ดงฮัน’ ส่งตรงคลิปถึงแฟนชาวไทย (VDO Clip)

อ้อนกันแบบสุดๆ ‘คิม ดงฮัน’ ส่งตรงคลิปถึงแฟนชาวไทย (VDO Clip)

วันจันทร์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 15.40 น.

แทบจะรอไม่ไหว!! หนุ่มคิม ดงฮัน (Kim Donghan) ขอส่งข้อความถึงแฟนๆชาวไทย ผ่านผู้จัด ZENITH ENTERTAINMENT (ซีนิธ เอ็นเตอร์เทนเมนต์) ที่เต็มไปด้วยความขี้เล่น ความน่ารัก และความออดอ้อนของเจ้าตัวที่อยากให้แฟนๆ มาร่วมสนุกด้วยกัน เพราะนอกจากหนุ่มดงฮันจะเตรียมเพลงจากอัลบั้มโซโล่ครั้งแรก ที่กำลังจะปล่อยในวันที่ 19 มิถุนายนนี้แล้ว เจ้าตัวก็ยังเตรียมความสนุกมากมายมาให้แฟนๆได้สร้างความทรงจำร่วมกันในงาน 2018 KIM DONGHAN THE 1ST FAN MEETING IN BANGKOK ที่จะจัดขึ้นใน วันเสาร์ที่ 28 กรกฏาคม 2561 เวลา 18.00 น. ณ จีเอ็มเอ็ม ไลฟ์เฮาส์ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิล์ด

ใครอยากมาร่วมสร้างความสุขและความสนุกร่วมกันกับหนุ่มดงฮันห้ามพลาด  เตรียมกดบัตรกันให้ดี!! เริ่มจำหน่ายบัตรวันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน 2561 เวลา 10.00 น.เป็นต้นไป ผ่านทางhttp://www.zenithentthailand.com บัตรราคา 4,800 / 3,800 และ 1,800 บาท

‘MONO29’ระเบิดความมันส์ส่งซีรีส์’ตี๋ใหญ่ 2 ดับ เครื่อง ชน’ลงจอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/344551

'MONO29'ระเบิดความมันส์ส่งซีรีส์'ตี๋ใหญ่ 2 ดับ เครื่อง ชน'ลงจอ

‘MONO29’ระเบิดความมันส์ส่งซีรีส์’ตี๋ใหญ่ 2 ดับ เครื่อง ชน’ลงจอ

วันจันทร์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 13.54 น.

แฟนๆมีเฮ!!! เมื่อช่อง MONO29” (โมโนทเวนตี้ไนน์) ส่ง “ตี๋ใหญ่ 2 ดับ เครื่อง ชน” ลงจอหลัง “ตี๋ใหญ่ ดับ ดาว โจร” ได้รับกระแสตอบรับแรงเกินคาดงานนี้ 4 ผู้จัด “ตั๊ก นภัสรัญชน์&ป๊อก-ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์”, “ผู้พันเบิร์ด-พันเอกวันชนะ สวัสดี”และ “ปีเตอร์-นพชัย ชัยนาม”จาก บริษัท กลมกล่อม โปรดักชั่น จำกัดเลยต้องทำการบ้านอย่างหนักเพื่อส่งความมันส์ให้แฟนๆได้ชมกัน โดยปีเตอร์-นพชัย ชัยนาม รับหน้าที่กำกับการแสดงและการันตีความเข้มข้นเช่นเดิม

ตี๋ใหญ่ 2 ดับ เครื่อง ชน”นำแสดงโดย  เต๋า-สมชาย เข็มกลัด, กัน-รัชชานนท์ เรือนเพ็ชร์,กิ๊ก-กรกมล เจริญชัย,นาวาอากาศเอกจงเจต วัชรานันท์,แมน-ศุภกิจ ตังทัตสวัสดิ์, แคท-กล้วยไม้ พิกุลแย้ม,ท็อป-ทศพล หมายสุข และนักแสดงทีมใหม่ที่ตบเท้ามาเพิ่มสีสัน อาทิ ผู้พันเบิร์ด-พันเอกวันชนะ สวัสดี,ปราโมทย์ แสงศร,อีฟ-ชญานิศฐ์ บุญโสพิศ,นีน่า-นิชนารถ พรหมมาตร,พีราวัชร์ อัศววชิรวิท(พีธ พีระ) ,ไมเคิล เวลส์ช (ไมค์),เวฟ คูเปยจง,จูน-ปรมาภรณ์ จ่างกมล ฯลฯ เรื่องราวภาคต่อหลังจากที่ ตี๋ใหญ่ (เต๋า) หลิน(กิ๊ก)และพาสเวิร์ด(ท็อป)ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขที่ไร่แห่งหนึ่งชายแดนภาคเหนือ แต่กลับต้องถูกดึงเข้าสู่โลกแห่งอาชญากรรมอีกครั้งเมื่อลูกหาบขนยาเสพติดหนีตายเข้าไปในไร่ และเกิดการปะทะของชุดเฉพาะกิจปราบปรามยาเสพติด  เป็นสาเหตุให้ “หลิน” โดนยิงบาดเจ็บ จน “ตี๋ใหญ่” ต้องพาไปรักษาที่กรุงเทพฯ  แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นกับตี๋ใหญ่อีกครั้ง เมื่อหลิน ผู้หญิงที่เป็นที่รักคนเดียว ที่สุดในชีวิตของเขา ได้เสียชีวิต จากเหตุการณ์ปะทะกัน ระหว่างตำรวจและแก๊งค์ค้ายาในครั้งนี้ จึงเป็นเหตุผลเดียว ที่ “ตี๋ใหญ่” กลับมาอีกครั้ง  “ดับเครื่องชน!!!”เพื่อแก้แค้น ตามล่าหาคนทำ ให้คนรักของเขาต้องจากไป

ติดตามชมความเข้มข้นของละครซีรีส์“ตี๋ใหญ่ 2 ดับ เครื่อง ชน”ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เวลา 15.00 น.เริ่มตอนแรก วันอาทิตย์ที่ 17 มิ.ย.นี้ ทางช่อง“MONO29”(โมโนทเวนตี้ไนน์)

‘อั้ม พัชราภา’นำเพื่อนศิลปินดารา ร่วมทำบุญแจกทานให้กับผู้ยากไร้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/344530

'อั้ม พัชราภา'นำเพื่อนศิลปินดารา ร่วมทำบุญแจกทานให้กับผู้ยากไร้

‘อั้ม พัชราภา’นำเพื่อนศิลปินดารา ร่วมทำบุญแจกทานให้กับผู้ยากไร้

วันจันทร์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 12.14 น.

เป็นนางตฟ้าจริงๆสำหรับซุปตาร์ตัวแม่อย่าง “อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ” พร้อมด้วย “แหวนแหวน ปวริศา เพ็ญชาติ” ได้พาเพื่อนๆ ศิลปินดารา มาร่วมทำบุญที่วัดท่าไม้ ต.ท่าไม้ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร โดยได้ทำบุญถวายภัตตาหารเพลและจตุปัจจัยไทยธรรม แด่พระญาณวิกรม (พระอาจารย์อุเทน สิริสาโร ) เจ้าอาวาสวัดท่าไม้ คณะสงฆ์ และผู้มาถือศีลภายในวัดท่าไม้ แจกขนมให้แก่ผู้ที่มาท่องเที่ยวที่วัดท่าไม้ บริเวณตลาดริมน้ำวัดท่าไม้

ก่อนที่จะไปทำบุญครั้งใหญ่ด้วยการแจกทานจำนวน 1,000 ชุด ให้แก่นักเรียนจากโรงเรียนบ้านปล่องเหลี่ยม โรงเรียนวัดใหม่สุคนธาราม และโรงเรียนบ้านใหม่รวม 200 คน อีกทั้ง ยังได้แจกทานให้แก่ผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยในพื้นที่ ม.11 ต.ท่าไม้, ต.บ้านใหม่ ชาวกัมพูชา และชาวมอญอีก 800 ชุดด้วย งานนี้ก็ต้องขออนุโมทนาบุญด้วยนะค่ะ