‘คติสุขถึงสุคติ’ ท๊อฟฟี่ สามบาทห้าสิบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555499

  • วันที่ 24 มิ.ย. 2561 เวลา 09:53 น.

‘คติสุขถึงสุคติ’ ท๊อฟฟี่ สามบาทห้าสิบ

โดย กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ : อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

ภาพลักษณ์ของ ท๊อฟฟี่-ศิวดล จันทนเสวี นักร้องนำวงสามบาทห้าสิบ (3.50 บาท) ไม่ผิดที่คนจะคิดว่าเขาเป็นคนตลกเฮฮา หากคุยด้วยแล้วจะมีเสียงหัวเราะเล็ดลอดออกมา ซึ่งก็เป็นจริงอย่างที่ว่าแต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะนอกจากจะเป็นคนเบื้องหน้ากับบทบาทนักร้อง นักแสดงซิทคอมตลกหกฉาก และพิธีกรรายการอาหาร พอเขาหันหลังกลับจะเห็นเสื้ออาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และการเป็นศิลปินอาสาเข้าไปร้องเพลงในเรือนจำเพื่อสร้างความสุขให้ผู้ต้องขังมาแล้วแรมปี

ท๊อฟฟี่เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเป็นอาสาสมัครป่อเต็กตึ๊งเมื่อราว 6 ปีก่อนว่า เขาถูกชักชวนจากตลกรุ่นใหญ่อย่าง จิ้ม ชวนชื่น และแฮ็ค ชวนชื่น ให้มาร่วมก๊วน ผสมกับความอยากในตัวเขาเองที่อยาก “ท้าทาย” บางอย่างด้วย

“ความคิดแรก คือ ผมอยากไปเก็บศพ อยากไปนั่งตามจุดตอนดึกๆ เพราะด้วยความเป็นวัยรุ่นในตอนนั้นผมอยากตื่นเต้น อยากไปเจอสถานการณ์จริงๆ ที่มีคนเจ็บ คนเสียชีวิต และมีความคิดแบบเด็กๆ ว่าอยากทดสอบความกล้าของตัวเอง อยากรู้ว่าเราจะกลัวผีไหม จะทำได้หรือเปล่า แต่พอทำไปทำมาสักพักหนึ่ง ผมกลับรู้สึกหดหู่ ยิ่งเห็นคนเจ็บ ยิ่งเห็นคนตาย ยิ่งทำให้จิตใจของผมมันหดหู่มาก

แม้ว่าจะมีเคสที่ผมเข้าไปช่วยเหลือและพาคนที่ได้รับอุบัติเหตุไปส่งโรงพยาบาลทันซึ่งทำให้เราดีใจไปด้วยก็เถอะ แต่ความหดหู่มันกัดกินเร็วกว่า เพราะเมื่อผมเห็นเหตุการณ์ที่มีคนเสียชีวิต ผมชอบเก็บมาคิด ทำให้ภาพมันติดอยู่ในสมองอยู่ในใจนานเป็นอาทิตย์จนกว่าจะมีความทรงจำใหม่ๆ เข้ามาทดแทน มันไม่ใช่ความรู้สึกกลัวแต่เป็นความรู้สึกเศร้าจนกลายเป็นความหดหู่ที่มันส่งผลถึงชีวิตประจำวันของเราไปเลย ผมเลยตัดสินใจหยุดทำ ขายรถที่ผมซื้อมาใช้สำหรับออกเหตุทิ้ง และเปลี่ยนแนวมาเป็นอาสาสมัครช่วงกลางวันแทน”

เขายกตัวอย่างงานอาสาสมัครไปบริจาคของให้ผู้ประสบภัยธรรมชาติ หรือการไปช่วยทิ้งกระจาดให้กับคนยากคนจนที่จะจัดขึ้นปีละครั้ง โดยแต่ละครั้งจะมีคนมารับข้าวสารอาหารแห้งเป็นหมื่นๆ คน

ท๊อฟฟี่ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับหน้าที่ของอาสาสมัครนั้นเป็นเหมือนกำลังเสริมที่จะเข้าไปช่วยอำนวยความสะดวกตามทักษะความสามารถของแต่ละคน หรืออย่างน้อยที่สุดสามารถช่วยส่องไฟให้ความสว่าง ช่วยแบกศพ ช่วยโบกรถ และดูแลการจราจรเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อน ซึ่งส่วนใหญ่ท๊อฟฟี่ก็จะช่วยในงานลักษณะนี้

“ต้องเท้าความย้อนกลับไปว่าผมเกิดมาในบ้านที่มีพ่อเป็นตำรวจและผมเป็นลูกคนเดียว เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้วตอนที่ผมยังเด็กๆ จำความได้คือพ่อกระเตงไปที่จุดเกิดเหตุ ตอนนั้นยังไม่มีการทำงานของมูลนิธิที่เข้ามาเก็บศพ ตำรวจต้องเป็นคนพิมพ์รอยนิ้วมือศพแปะไว้บนกระดาษ ซึ่งผมเห็นศพ เห็นเลือด เห็นอุบัติเหตุร้ายแรงมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ทำให้ผมคุ้นชินจนกลายเป็นคนไม่กลัวผี แต่กลัวการทำงานอย่างที่พ่อทำ”

หลังจากหนีห่างจากความหดหู่ใจได้ ท๊อฟฟี่พบทางเดินของการเป็นอาสาสมัครซึ่งเป็นเส้นทางที่เขาถนัดและรักที่จะทำ นั่นคือการเป็นศิลปินอาสาเข้าไปเล่นดนตรี พร้อมสอดแทรกมุขฮากระจายให้กับผู้ต้องขังในเรือนจำ

เขาเล่าว่า จากอาสาสมัครยามรัตติกาลได้เปลี่ยนแนวมาสร้างเสียงหัวเราะและความเฮฮาให้กับคนที่อยู่หลังกำแพงสูงตระหง่านที่เรียกว่า เรือนจำ เพื่อหวังสร้างความผ่อนคลายให้ผู้ที่ต้องได้รับโทษทัณฑ์เพราะความสุขเป็นสิทธิที่ทุกคนพึงได้รับไม่ว่าอดีตจะเป็นอย่างไรก็ตาม

“ผมเข้าไปเล่นดนตรีในเรือนจำมาได้ 1 ปีกว่า และพยายามจะทำให้ได้เดือนละครั้ง” ครั้งล่าสุดเขาได้เข้าไปเล่นดนตรีที่เรือนจำพัทยา เมื่อกลางเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา นับเป็นครั้งที่ 14 และเป็นเรือนจำแห่งที่ 14

“จุดเริ่มต้นของกิจกรรมนี้คือผมเริ่มคุยกับบ็อบบี้ นักกีตาร์ในวงสามบาทห้าสิบว่าเราอยากทำในสิ่งที่ถนัดนั่นคือเล่นดนตรี ซึ่งพวกเราเคยไปเล่นให้โรงเรียน เล่นให้เด็กพิการฟัง เล่นให้คนเฒ่าคนแก่ฟัง เราเคยผ่านมาหมดแล้ว แต่สถานที่ที่เข้าไปยากที่สุดคือ เรือนจำ นั่นหมายความว่า คนในเรือนจำก็มีโอกาสน้อยที่สุดแล้วที่จะได้ฟังดนตรีสดๆ และชมการแสดงที่เป็นความบันเทิงแบบนี้ด้วย”

หลังจากดำเนินการภายใต้ความช่วยเหลือของคนในมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งและผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องหลายท่าน จนในที่สุดเขาและวงสามบาทห้าสิบก็ได้เข้าไปหลังกำแพงใหญ่สมใจ แต่นอกจากจะเข้าไปเล่นดนตรีให้ความบันเทิงและความผ่อนคลายแล้ว เขายังเพิ่มช่วงเวลาพิเศษในการสร้างแรงบันดาลใจและข้อคิดดีๆ ให้กับผู้ต้องขัง ด้วยการเชิญนักพูดขึ้นไปพูดบนเวทีด้วย

“คำพูดที่ดีมีพลังบวกจะช่วยขัดเกลาจิตใจ และจุดพลังดีๆ ให้กับคนในนั้น หากวันไหนที่เขามีโอกาสได้กลับมาใช้ชีวิตนอกรั้วกั้นเขาจะได้หยิบนำแนวคิดหรือข้อคิดที่ได้ฟังในวันนั้นมาปรับใช้เพื่อไม่ให้ผิดพลาดซ้ำเดิมอีกแล้ว”

นักร้องนำวงสามบาทห้าสิบกล่าวถึง “พี่หรั่ง” ที่เคยใช้ชีวิตในคุกมากว่า 20 ปี แต่วันนี้ได้ออกมาสู่สังคมอีกครั้งพร้อมประกอบอาชีพสุจริต เป็นผู้ผลิตกีตาร์โปร่งขายจนประสบความสำเร็จและเป็นที่รู้จักในวงการดนตรี ซึ่งได้ถูกเชิญไปพูดในเรือนจำถึงประสบการณ์และการใช้ชีวิตที่ผ่านมา

แต่ละครั้งเขาใช้เวลาเปิดการแสดงในเรือนจำประมาณ 2-3 ชั่วโมง จัดเต็มทั้งสาระและความบันเทิง เรียกทั้งรอยยิ้มและอาจมีน้ำตา อีกทั้งเมื่อเริ่มเป็นที่รู้จักก็ยิ่งมีศิลปินดาราและเพื่อนตลกติดต่อมาเข้าร่วมกิจกรรมมากขึ้นๆ

“ทุกครั้งเราไม่มีการเตรียมเพลงเลย ไม่มีการเตรียมสคริปต์ แต่เราไปด้วยใจที่รู้ดีว่าเราอยากสื่อสารอะไรกับเขาเหล่านั้น หลายครั้งมีมากกว่าหนึ่งวงขอไปเล่นด้วยกัน เราก็จะพูดคุยกันตรงนั้นและเล่นไปพร้อมกันได้ ซึ่งความสดตรงนี้แหละที่ได้ใจผู้ชมของเรา เพราะเขาสามารถขอเพลงได้ สามารถพูดคุยกับเราได้ เหมือนกับว่าเรากำลังเข้าไปเล่นดนตรีในห้องนั่งเล่นที่บ้านของเขา กลายเป็นบรรยากาศที่สนุกสนานทั้งคนเล่นคนฟังจริงๆ” ฟังน้ำเสียงและรอยยิ้มของท๊อฟฟี่ในตอนนี้ก็รู้ว่าในบรรยากาศจริงจะมีความสุขมากขนาดไหน

“พอผมมองตาเขา มองแววตาของพวกเขา ผมรู้สึกได้ว่าพวกเขามีความสุข เขาเต้น เขาร้อง เขาตะโกน เขาขอจับมือ และเขาขอบคุณ ก้าวแรกที่พวกเราเดินเข้าไป พวกเขาจะสวัสดีก่อนเลยไม่ว่าจะแก่หรือเด็กเขาก็พูดสวัสดีไว้ก่อน จากนั้นพอเล่นจบเขาเข้ามาขอบคุณเรา ขอบคุณนะพี่ที่เข้ามาสร้างความสุขให้พวกเรา แล้วไว้กลับมาอีกนะพี่ พวกเขาบอกแบบนั้น และเวลาที่พวกเขาจับมือเรา เขาจะจับแน่นเลยแล้วมองเข้ามาในดวงตาของเรา และคำพูดที่ผมให้เขาได้คือคำว่า สู้ๆ นะ เป็นกำลังใจ”

ท๊อฟฟี่กล่าวด้วยว่าวงสามบาทห้าสิบจะยังคงทำกิจกรรมเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ ในเรือนจำทั่วประเทศไทย แม้ว่าทุกครั้งที่ไปจะมีค่าใช้จ่ายสำหรับเครื่องเสียงครั้งละ 5,000 บาท ซึ่งเขา บ็อบบี้ พี่หรั่ง และสมาชิกที่ไปจะช่วยลงขันกันจ่าย ถามว่ามีใครติดต่อมาเป็นสปอนเซอร์หรือไม่ ท๊อฟฟี่ตอบทันควันว่ามีและมีหลายเจ้า แต่เขาต้องปฏิเสธไปเพื่อรักษาความตั้งใจเดิมไว้ ไม่ให้หันเหไปทางอื่น

ชายอารมณ์ดีคนนี้ทำให้เห็นแล้วว่าการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์นั้นทำได้หลายรูปแบบ ทั้งการส่งมอบความสุขผ่านเสียงเพลง และการใช้พละกำลังของตนเองเพื่อต่อเวลาให้กับอีกชีวิต

นอกจากนี้ เขายังเล่าถึงอีกหนึ่งภารกิจที่เป็นประจำทุกปีกับพิธีบรรจุร่างผู้อุทิศร่างกายเพื่อการศึกษา (อาจารย์ใหญ่) เมื่ออาจารย์ใหญ่ครบวาระก็จะเป็นหน้าที่ของอาสาสมัครต้องเข้าไปช่วยบรรจุและเคลื่อนย้ายร่างของอาจารย์ใหญ่จำนวนกว่า 300 ร่าง ซึ่งต้องใช้กำลังคนมากกว่า 400 คน นับเป็นภารกิจเดียวที่เขาต้องเข้าใกล้และถึงขั้นสัมผัสกับร่างที่ปราศจากวิญญาณอีกครั้ง แต่ก็ยังขอทำด้วยความเต็มใจและภาคภูมิ

“ความตายเป็นเรื่องใกล้ตัวพวกเราทุกคนมาก” เขากล่าวต่อในฐานะของคนที่เห็นความเป็นความตายมาเกือบตลอดชีวิต “โดยเฉพาะการจากไปด้วยอุบัติเหตุ มันเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิด คนข้างหลังไม่ได้ทำใจ และเป็นการจากไปที่เจ็บปวดที่สุด แต่อุบัติเหตุก็เกิดขึ้นได้เสมอกับทุกคน ดังนั้นอย่าใช้ชีวิตประมาท อย่าคึกคะนอง อย่าขาดสติ เพราะความตายอยู่ใกล้แค่เอื้อมมากๆ”

ตอนนี้ท๊อฟฟี่เพิ่งเปลี่ยนบทบาทจากสามีมาเป็นคุณพ่อของลูกน้อยในครรภ์ภรรยา ซึ่งนับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตของลูกผู้ชายวัยย่าง 40 ยิ่งทำให้เขาต้องใช้ชีวิตอย่างมีสติ ระมัดระวัง และหันมาดูแลสุขภาพของตัวเอง

“เพื่อที่ผมจะได้มีเวลาอยู่กับลูกนานๆ” เขากล่าวทิ้งท้าย “ตอนนี้ผมเปลี่ยนจากคนขับรถเร็วมาเป็นขับรถช้าเหมือนเต่า และที่สำคัญผมไม่เคยลืมว่าสักวันหนึ่งวันสุดท้ายของเราต้องมาถึง ดังนั้นผมจึงใช้เวลาทุกนาที ทุกวันให้มีค่ามีความหมายมากที่สุด สร้างสิ่งที่มั่นคงให้ครอบครัว และสร้างความดีไว้ในสังคมให้คนที่อยู่กล่าวชมเชยในวันที่เราจากโลกนี้ไปแล้ว”

อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อเสมอว่าความหมายของการมีลมหายใจคือการกระทำ โดยต้องเริ่มจากการกระทำให้ตัวเองมีความสุข เพื่อที่จะได้แบ่งปันและส่งต่อความสุขนั้นไปยังคนรอบข้าง ขยายวงกว้างไปถึงสังคมตลอดจนโลกใบนี้ เหมือนกับที่ท๊อฟฟี่พยายามทำจากคนตัวเล็กที่ทำตามแรงและกำลัง ปัจจุบันแรงกระเพื่อมนั้นกลับมีพลังต่อเนื่องกันไปไม่สิ้นสุด 

ปรางค์ทิพย์ อนันตวิภาต การให้คือความอิ่มเอมใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555417

  • วันที่ 23 มิ.ย. 2561 เวลา 14:03 น.

ปรางค์ทิพย์ อนันตวิภาต การให้คือความอิ่มเอมใจ

โดย  อณุสรา ทองอุไร

การทำจิตอาสานั้นทำได้หลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับความพร้อมและสะดวกของแต่ละคน ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นรูปแบบของเงินเสมอไป

เช่น เธอคนนี้ สาวสวยหุ่นดีมีการศึกษา หน้าตายิ้มแย้มเป็นมิตร เป็นทนายสาวแถวหน้าของวงการธุรกิจ ปรางค์ทิพย์ อนันตวิภาต ผู้อำนวยการ บริษัท ลอว์อัลลายแอนซ์ บริษัทกฎหมายที่ถือว่าเป็นอันดับต้นในด้านภาษีธุรกิจของประเทศไทย ถือว่าเป็นนักกฎหมายหัวแถวของวงการภาษี

และเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิคุณ โดยมีจุดประสงค์ในการให้ทุนการศึกษากับแพทย์-พยาบาล รวมทั้งจัดสัมมนาให้ความรู้ด้านสุขภาพจิต และหาที่พักพิงให้สุนัขจรจัดทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ที่ให้ทุนการศึกษาแก่แพทย์และพยาบาลที่ขาดทุนทรัพย์ และอีกโครงการที่กำลังจะสร้างบ้านพักพิงให้กับสุนัขจรจัด เธอเป็นสาวสวย เก่งและเป็นโสด ในวัย 40 ต้นๆ ที่บริหารความโสดได้อย่างลงตัวและมีคุณค่า

“เมื่อเรารักตัวเองได้มากพอแล้ว ก็เอาเวลาที่เหลือไปทำงานจิตอาสาเพื่อคนอื่นๆ เพื่อสังคมบ้าง การมีความสุขให้ตัวเองแล้ว ก็ทำให้คนอื่นมีความสุขด้วย ก็เป็นความอิ่มใจอีกแบบหนึ่ง มันทำให้เรารู้สึกมีคุณค่าและมีประโยชน์ ทำชีวิตให้ดีๆ เท่ากับเป็นการดูแลตัวเองได้ดี ไม่ว่าจะโสดหรือไม่ เราก็ควรพึ่งพาตัวเองให้ได้ ทำตัวเองให้มีคุณค่า ดูแลร่างกาย จิตใจ ให้สดใสอยู่เสมอ ให้คนอื่นอิจฉาชีวิตโสดของเรา (หัวเราะ)”

มูลนิธิคุณ เพิ่งก่อตั้งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ในระยะแรกนี้ใช้เงินของเธอทั้งหมดประมาณ 5 ล้านบาท โดยมีแรงบันดาลใจจากการที่เธอก็ได้รับโอกาสได้ทุนไปเรียนกฎหมายที่ประเทศอังกฤษ จากบริษัทน้ำมันเชลล์ ซึ่งเป็นทุนให้เปล่าหลังจากที่เธอเรียนจบปริญญาตรีจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“เรามาจากครอบครัวคนชั้นกลางไม่มีเงินมากพอจะไปเรียนต่อเมืองนอกได้ แต่เรารักเรียน เรียนดีก็เลยได้ทุน เป็นโอกาสที่ดีที่เราได้รับ จึงอยากส่งต่อโอกาสดีๆ เช่นนี้กับคนอื่นบ้าง โดยเฉพาะอาชีพหมอพยาบาลที่ขาดแคลนบุคลากร เป็นอาชีพที่ทำงานหนัก จึงอยากสนับสนุนคนในวงการแพทย์ก่อน โดยมีเพื่อนที่เป็นหมอที่โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งช่วยคัดสรรมาให้ โดยให้ทุนละ 2 แสนบาท ปีละ 10 ทุน”

นอกจากนี้ ยังจัดเสวนาให้ความรู้เกี่ยวกับโรคซึมเศร้า ในหัวข้อ ”โรคซึมเศร้า เราเข้าใจ” เนื่องจากมีข่าวคนไทยเป็นโรคนี้มากขึ้น และไม่ค่อยกล้าไปพบจิตแพทย์ เธอจึงอยากให้ความรู้ โดยมีแพทย์ นักจิตวิทยา มาช่วยอบรมต่างๆ โดยจัดไป 2 ครั้ง ก็ได้รับความสนใจดีมาก หากบริษัทใดที่มีบุคลากรทำงานเยอะๆ อยากให้ไปช่วยจัดอบรมให้ความรู้ก็แจ้งมาที่มูลนิธิก็จะจัดเสวนาให้ตามความเหมาะสมต่อไป

อีกโครงการที่เธอกำลังเริ่มดำเนินการ ก็คือ การจัดหาศูนย์พักพิงให้สุนัขจรจัด โดยเธอจะจัดหาสถานที่ให้ หรืออาจจะไปช่วยผู้ที่ดูแลสุนัขจรจัดอยู่แล้ว ด้วยการสนับสนุนอาหาร วัคซีน ของจำเป็นต่างๆ รวมทั้งหาบ้านให้กับน้องหมา สำหรับผู้ที่ต้องการรับสุนัขไปเลี้ยงดู โดยร่วมกับ “เก๋” ชลลดา เมฆราตรี จากโครงการวอยซ์

“เราเองก็เลี้ยงน้องหมาหลายตัว และรู้ว่าน้องหมาเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์เรา เขาซื่อสัตย์และเป็นมิตร จึงไม่อยากให้น้องหมาถูกทอดทิ้ง ถ้าจะเลี้ยงก็เลี้ยงให้ตลอดรอดฝั่ง อย่าทิ้งกันเมื่อเขาแก่ไม่สบาย”

เธอบอกว่า อยากปลูกฝังให้คนรุ่นใหม่มีจิตสำนึกในการให้ในรูปแบบใดๆ ก็ตาม ตามที่เรามีความรู้มีความเกี่ยวข้องกับงานหรือสิ่งที่เราทำอยู่ หรืออาจจะให้เวลาให้กำลังแรงกายหรือปัจจัยต่างๆ ที่มีความสะดวกก็ได้เช่นกัน ยิ่งให้ยิ่งอิ่มเอมใจและทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้นอีกด้วย 

ชีวิตที่ ‘ชิค’ ทั้งกาย & ใจ กิจจา ปัทมสัตยาสนธิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555411

  • วันที่ 23 มิ.ย. 2561 เวลา 13:42 น.

ชีวิตที่ ‘ชิค’ ทั้งกาย & ใจ กิจจา ปัทมสัตยาสนธิ

โดย บงกชรัตน์ สร้อยทอง

กิจจา ปัทมสัตยาสนธิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชิค รีพับบลิค (CHIC) วัย 60 ปี ที่กำลังจะนำบริษัทเสนอขายหุ้นให้ประชาชนเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) และจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในไตรมาส 3 ถือเป็นคนอยู่ในแวดวงเฟอร์นิเจอร์มา 30 ปี

ตั้งแต่ยุคแรกของ “อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์” ที่ผันตัวเองจากวิศกรทางด้านเคมีและอุตสาหการ มาจับงานการผลิตเฟอร์นิเจอร์ โดยช่วยคุณอามาขยายการตลาดไปต่างประเทศ อย่างตะวันออกกลาง สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น โดยเริ่มต้นที่เคยรับจ้างผลิตจากลูกค้ากลุ่มสิงคโปร์ จนทำให้ออกไปหาลูกค้าต่างประเทศเอง รวมทั้งออกงานแสดงสินค้าที่ต่างประเทศ และสะสมมิตรภาพ ทำความรู้จักทั้งผู้ผลิตและตลาดต่างประเทศไว้

จนมาเมื่อ 7 ปีที่แล้วได้ขายหุ้นอินเด็กซ์ฯ และมาหาช่องว่างทางการตลาดกลุ่มสินค้าตกแต่งบ้านระดับกลางถึงบน ซึ่งเป็นการสะสมข้อมูลและพฤติกรรมของลูกค้ามานาน เนื่องจากปกติเสาร์-อาทิตย์ จะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับลูกค้า จนเห็นว่ามีกลุ่มลูกค้าที่มาจากต่างจังหวัดที่มีกำลังซื้อมาก ยังเป็นช่องว่างที่เขาพอที่จะสร้างสรรค์หรือสร้างโอกาสทางธุรกิจได้ เพราะเขาเชื่อว่า “ทุกอย่างมีโอกาส โดยบางครั้งต้องอาศัยในระยะเวลาที่เหมาะสมเป็นองค์ประกอบด้วย”

จนก่อตั้ง ชิค รีพับบลิค ที่หาช่องว่างทางการตลาด เจาะหาความแปลกใหม่ และการสร้างความมีตัวตนให้แต่ละสินค้า หรือการมีคุณค่าในตัวสินค้าที่มีดีไซน์ และใช้การแลกเปลี่ยนข้อมูลกับแหล่งผลิตหรือโรงงานต่างๆ ที่รู้จักกันกว่า 40-50 แห่ง จาก 6 ประเทศ ทำให้ชิคฯ สามารถออกแบบและดีไซน์สินค้าเองได้ตามความต้องการ เพราะสามารถเลือกสั่งการผลิตที่แต่ละโรงงานมีความถนัดเฉพาะด้าน

ปัจจุบันเขากำลังอยู่ระหว่างการเตรียมตัวในการเข้ามาก้าวเข้ามาสู่การเป็นบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ใน mai เพื่อนำเงินระดมทุนไปขยายสาขาและเป็นเงินทุนหมุนเวียน แต่เขาก็ยังแบ่งเวลาว่างที่หลุดจากโหมดงานให้กับตัวเองและครอบครัวอยู่เสมอ

หากเป็นวันว่างเสาร์-อาทิตย์ เขาจะชอบให้ลูกพาไปทานอาหารนอกบ้านตามร้านอาหารใหม่ๆ ตลอดเวลา ด้านหนึ่งคือได้ใช้เวลาร่วมกันกับลูก อีกด้านหนึ่งคือการไปสถานที่แปลกใหม่เพื่อดูดีไซน์ว่าร้านนี้ทำไมคนถึงนิยมมากิน ทำไมร้านนี้มีการตกแต่งที่ดูเก๋ สวย และชิค ก็จะมีการแลกเปลี่ยนมุมมองกัน

ขณะที่ในระยะเวลา 1 ปี จะมีข้อตกลงกันระหว่างในครอบครัวว่าจะต้องเดินทางไปต่างประเทศด้วยกันทั้งหมด 2 ครั้ง ซึ่งจะให้ลูกสาวทั้งสองคนเป็นคนจัดการวางแผนทริปการเดินทาง จองโรงแรม แต่ทั้งหมดป๊าจะออกค่าใช้จ่ายให้ จะเป็นผู้ตามอย่างเดียว

“เพราะถ้าเราเป็นคนคิดว่าจะไปไหนเที่ยวอะไร ใจหนึ่งลูกอาจจะไม่ได้อยากไปด้วยก็ได้ แต่การที่ให้ลูกๆ ได้เลือกและจัดการเองหมดทุกอย่าง ทำให้เราได้มีเวลาใกล้ชิดเขา ได้เรียนรู้ว่าเขามีมุมมองในเรื่องต่างๆ อย่างไรในตอนนี้ และทำให้เราได้เห็นพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ว่าตอนนี้เขาคิดหรือมีมุมมองเรื่องอะไรอยู่ ซึ่งก็สนุกดี”

เขายกตัวอย่างให้ฟังอย่างสนุกสนานว่า อย่างบางครั้งเขาก็ไม่ได้พาไปพักที่โรงแรมแพงๆ เลือกจองแบบ Airbnb ซึ่งเป็นที่นิยมของการพักสมัยนี้ที่ต้องไปเช็กอินเอง ดำเนินการติดต่อเจ้าของห้องพักเอง ซึ่งบางทีอยู่ในซอยของชินจูกุ ต้องเดินลัดเลาะเอาเอง

“ก็อาจจะมีรู้สึกไม่สะดวกสบายบ้าง ใจตอนนั้นก็นึกถึงที่พักแบบโรงแรมที่มีบริการสบาย แต่ก็ร่วมกับเขา (หัวเราะ) หรือตอนที่เขาพาไปที่ซานฟรานซิสโกที่สหรัฐ ซึ่งตอนนั้นลูกสาวเรียนปริญญาตรีด้านบริหารธุรกิจ ก็ทำให้เราได้ไปเปิดโลกทัศน์ ไปเจอย่านขายของมือสองเสื้อผ้าแบรนด์ดังๆ เพียบเลย ซึ่งก็จะเห็นคนที่มาเลือกซื้อเพื่อต้องการหาเสื้อผ้าแบรนด์ที่ราคาถูกๆ และก็เห็นถึงมีคนมาช็อปหอบเสื้อผ้าเหล่านี้ไปขายกัน เราก็เข้าใจว่า อืม! ลูกสาวเราก็ประหยัดดีนะ มาซื้อของที่แบบยังดูดี จากที่เคยเห็นในห้างราคาหลักพันก็ได้มาในหลักร้อย ก็รู้สึกว่าเขารู้จักค้นหาข้อมูลได้เก่ง”

สิ่งที่ได้ฝึกลูกสาวในการที่ทำให้เขารู้จักบริหารจัดการต่างๆ เอง และการได้ใช้เวลาที่ใกล้ชิดกันด้วย เพราะมองว่าอนาคตเมื่อเขาโตขึ้น ลูกสาวทั้งสองคนต่างก็ต้องมีหน้าที่รับผิดชอบมากขึ้น การที่จะมีโอกาสใกล้ชิดกับเขาจะน้อยลง ยิ่งอนาคตเธอทั้งสองต้องแยกไปมีครอบครัว

สำหรับชีวิตส่วนตัวของ กิจจา เขาให้เวลาการดูแลตัวเองเป็นประจำทุกเช้าเวลา 06.30 น. จะวิ่งบนสายพานลู่วิ่งที่ฟิตเนสเป็นเวลา 40 นาที จากนั้นจะมีการออกเวตบ้าง เรียกได้ว่า 7 วัน เขาได้ออกกำลังกายทุกวัน อย่างน้อย 6 วันก็ที่สายพานลู่วิ่ง ส่วนอีก 1 วันที่เหลือคือ เช้าวันเสาร์จะออกไปตีกอล์ฟกับเพื่อนๆ หลายกลุ่มเป็นประจำทุกวันเสาร์ในช่วงเช้า 11 โมง จบก็กินข้าวเฮฮากับเพื่อนๆ ต่อแล้วบ่ายก็กลับบ้าน

“ตอนนี้เหมือนติดการออกกำลังกายแล้ว วันไหนตอนเช้าไม่ได้ออกกำลังกาย เหงื่อไม่ได้ออก เหมือนชีวิตไม่สดชื่น เพราะปกติพอออกกำลังกายเสร็จ พัก แล้วก็อาบน้ำ เหมือนร่างกายกลับมากระปรี้กระเปร่าและรู้สึกสดชื่นทุกครั้ง”

สิ่งที่เขาบอกว่าสิ่งหนึ่งที่คิดว่าจะไม่เคยทำได้ แต่ก็ทำได้และใช้ชีวิตไปกับมันได้เป็นอย่างดีคือ การเปลี่ยนวิถีชีวิตมาอยู่ที่คอนโดมิเนียม จากเดิมที่เคยใช้เวลาเดินทางมาส่งลูกสาวคนเล็กที่เรียนอยู่นิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใช้เวลาชั่วโมงกว่า แต่พอย้ายมาอยู่คอนโดไปกลับเพียงครั้งละ 25 นาที เช้ามีเวลาออกกำลังกายและมีเวลากินข้าวเช้าก่อนไปทำงานได้อีก จากเดิมที่ไม่ค่อยได้กินข้าวเช้า จนตอนนี้ถ้ามีการติดประชุมกินเวลาไปเที่ยงถึงบ่ายโมงก็ไม่ค่อยรู้สึกหิวเท่าไร

“ตอนแรกคิดเหมือนกันว่าจะรู้สึกอึดอัด อยู่ไม่ได้กับชีวิตในคอนโด เพราะจากที่เคยมีพื้นที่และใช้ชีวิตในบ้านเป็นส่วนใหญ่ เคยออกกำลังกายเดินและวิ่งในหมู่บ้าน เพราะคิดว่ามันอยู่ที่ใจเรา แต่พอเอาเข้าจริงเราอยู่ได้ และวิถีการดำรงชีวิตดีขึ้นเรื่อยๆ ด้วย แถมยังไปแนะนำคนอื่นๆ ด้วยใครที่ต้องเสียเวลาเดินทางบนรถเป็นชั่วโมง ถ้ามีโอกาสเปลี่ยนมาอยู่คอนโดแล้วเอาเวลาที่เหลือมาออกกำลังกายทุกวันชีวิตก็ดีขึ้น ซึ่งผมก็ไม่ค่อยได้ป่วยเหมือนเมื่อก่อน และเมื่อก่อนเวลาจะออกกำลังกายก็ได้แค่เพียงวันเสาร์-อาทิตย์เท่านั้น ซึ่งพออายุมากขึ้นการออกกำลังกายเป็นเรื่องสำคัญมาก”

นอกจากนี้ มองว่าการอยู่คอนโด ความที่อายุมากแล้วการเดินขึ้นลงบันไดก็ไม่ค่อยสะดวก แต่ที่คอนโดเป็นการเดินระนาบชั้นเดียว แล้วก็ไม่ต้องคอยห่วงระบบรักษาความปลอดภัย ที่จอดรถก็มีพร้อมเสร็จสรรพ ถึงตอนนี้เขาบอกว่ากลายเป็นเกือบเวลา 2 ปีแล้วที่ไม่ได้กลับไปบ้านแถวนอกเมืองเลย แต่ภรรยาจะกลับไปดูทุกวันสุดสัปดาห์เสมอ

ส่วนการตีกอล์ฟก็เป็นกิจกรรมที่ทำต่อเนื่องกับเพื่อนมานานหลายปีแล้ว เจอกันแทบทุกอาทิตย์ และ 1 ปีที่ต้องมีกำหนดออกไปออกรอบที่ต่างจังหวัดปีละ 2 ครั้ง

“วนกันไปที่หัวหิน เขาใหญ่ สลับหมุนเวียนกันไป สิ่งที่ได้กลับมาคือการได้เจอเพื่อนๆ ที่คบกันมานานหลายสิบปี มีแต่เรื่องความจริงใจให้แก่กัน ไม่มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทุกอย่างคบกับความรู้สึกที่ดีต่อกันไป เล่นกอล์ฟก็กินข้าวคุยสนุกสนาน รู้สึกแฮปปี้มาก”

สำหรับการให้เวลาตัวเอง กิจจา บอกว่างานอดิเรกเมื่อก่อนจะอ่านหนังสือเรื่องทั่วไปหรือหลักการบริหารต่างๆ แต่เดี๋ยวนี้ซื้อหนังสือน้อยลง แต่ทุกคืนจะหาข้อมูลเรื่องที่อยากรู้จากไอแพด

“นึกอะไรได้ค้นหากูเกิล โดยเฉพาะเรื่องดีไซน์เครื่องเฟอร์นิเจอร์ใหม่ เทรนด์แนวโน้มสินค้า ดูแบรนด์ดังๆ ที่เขามีการพัฒนาดีไซน์สินค้าไปถึงไหนแล้ว แล้วก็นำมาคุยกับทีมงาน จนเหมือนเป็นชีวิตประจำวันที่ทำไปโดยอัตโนมัติว่าผมมักมีอะไรมาคุยกับทีมงานใหม่ๆ อยู่เสมอ”

จะเห็นได้ว่าชีวิตผู้บริหารคนนี้ เวลางานก็หาข้อมูลเต็มที่ เวลานอกเหนือจากงานก็แบ่งสันปันส่วนทั้งชีวิตส่วนตัว การออกกำลังกายได้ดี เลยไม่สงสัยว่าทำไมเขามีความ “ชิค” ในชีวิตได้จริงๆ 

‘พาเขาไปรู้จักทุกสิ่งบนโลก’ One22 Family

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555409

  • วันที่ 23 มิ.ย. 2561 เวลา 13:26 น.

‘พาเขาไปรู้จักทุกสิ่งบนโลก’ One22 Family

โดย  ฤดูกาล ภาพ : one22

คุณพ่อสายลุย “นุก” ปิยะพงศ์ จันทร์ทอง เปลี่ยนจากการเดินทางลุยเดี่ยวเป็นผู้นำทริปของครอบครัว หลังจากมีลูกชาย “น้องปัน” วัย 7 ขวบ ที่เขาพาไปเที่ยวนอกบ้านตั้งแต่ยังไม่ขวบ จนตอนนี้ลูกชายกลายเป็นนักเดินทางตัวน้อยตามรอยพ่อ

หลังจากเขาพาน้องปันไปเที่ยวทะเลตั้งแต่อายุ 6 เดือน ทำให้ทราบว่าลูกสามารถเที่ยวได้ จึงพาออกนอกบ้านบ่อยจนไปไกลถึงต่างประเทศ

เขาเล่าว่า “ผมเป็นคนชอบท่องเที่ยวอยู่แล้ว” แถมยังถ่ายรูปสวยอย่างมืออาชีพ

“ถ้าเราสามารถพาลูกไปได้ และลูกก็สามารถไปเที่ยวกับเราได้ ผมก็อยากพาเขาไปที่ต่างๆ แม้ว่าลูกจะจำเรื่องราวในวัยเด็กไม่ได้ แต่มันทำให้พ่อแม่รู้สึกมั่นใจขึ้นว่าการพาลูกไปเที่ยวได้ให้ประสบการณ์ร่วมระหว่างเรากับเขา

ผมคิดว่าพ่อแม่หลายคนรู้สึกกลัวที่จะพาลูกไปเจอสิ่งใหม่ๆ ซึ่งความกลัวนั่นแหละเป็นกำแพงปิดโอกาสไม่ให้ลูกได้เจอประสบการณ์ใหม่ และไม่มีโอกาสสร้างความทรงจำร่วมกันของครอบครัว”

คุณพ่อลูกหนึ่งเล่าต่อว่า ตลอดช่วงชีวิตของน้องปันอยู่กับการเดินทางมาตลอด ซึ่งทำให้เด็กชายมีพัฒนาการในเรื่องของความกล้าแสดงออกอย่างเห็นได้ชัด

“พอกลับมาจากทริป เขาชอบกลับมาเล่าให้เพื่อนฟังว่าไปเจออะไรมาบ้าง และกลายเป็นเด็กที่กล้าคุยกับเด็กคนอื่นทำให้มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีตามไปด้วย”

นอกจากนี้ ทุกทริปของครอบครัวนุกจะเป็นคนทำหน้าที่วางแผนการเดินทาง ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่เลือกไปนั้นเขาต้องผสมกันระหว่างสถานที่ของลูกและของพ่อแม่

“ผมเองเป็นคนชอบเที่ยวธรรมชาติ เลยอยากพาลูกไปเจอกับธรรมชาติตามเมืองตามประเทศต่างๆ แล้วก็สลับกับสิ่งที่เขาชอบอย่างสวนสนุก สวนน้ำ เพื่อให้เขารู้จักทั้งสองฝั่งของทุกสิ่งบนโลก

เพราะน้องปันเป็นเด็กในเมืองและเด็กในเมืองยุคนี้ก็มีโอกาสติดวัตถุสูงมาก ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่จะพาลูกออกไปเจอธรรมชาติ”

สำหรับข้อควรระวังในการพาเด็กเที่ยวนั้น นุกกล่าวว่า นอกจากจะต้องเตรียมปัจจัย 4 ให้พร้อม สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องรู้จักข้อจำกัดของลูกว่า ลูกชอบอะไร ไม่ชอบอะไร หรือมีความอดทนได้มากแค่ไหน ซึ่งเป็นสิ่งที่พ่อแม่สามารถเรียนรู้ได้จากการเดินทาง ขณะเดียวกันการเดินทางยังทำให้ลูกมีข้อจำกัดน้อยลงไปด้วย

ปัจจุบันเด็กชายวัย 7 ขวบเดินทางมาแล้วกว่า 7 ประเทศและจะมากขึ้นเรื่อยๆ ภายใต้การสนับสนุนของครอบครัว

“เวลาของครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะมันทำให้เกิดการเรียนรู้ระหว่างพ่อ แม่ ลูก ทำให้เราเห็นวิธีคิดของเด็กที่ไม่ซับซ้อน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่อย่างเราหลงลืมไป และทำให้เราเห็นลูกในมุมใหม่ ซึ่งทำให้เรารู้จักลูกของตัวเองมากขึ้น” นุกกล่าวทิ้งท้าย

เขาได้บันทึกเรื่องราวการเดินทางของครอบครัวทั้งเรื่องเที่ยว กิน พัก และเทคนิคต่างๆ ไว้ในเว็บไซต์ blog.one22.com และเพจเฟซบุ๊ก one22.com / แค่อยากพารู้จักโลกกว้าง

สามารถติดตามความน่ารักของน้องปันและเรื่องราวสุดประทับใจในมุมมองของคุณพ่อได้ ไม่แน่อาจสร้างแรงบันดาลใจให้อยากจูงมือลูกไปตามรอย 

หย่อนใจในคอมฟอร์ตโซนของ ‘Peemwong พาเที่ยว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555407

  • วันที่ 23 มิ.ย. 2561 เวลา 13:21 น.

หย่อนใจในคอมฟอร์ตโซนของ ‘Peemwong พาเที่ยว’

โดย รอนแรม

เรื่องราวความสุขจากการเดินทางถูกถ่ายทอดผ่านตัวอักษรและภาพถ่ายสบายตาของ “พีมวง” วงศกร รัศมี เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก Peemwong พาเที่ยว พื้นที่เล็กๆ ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากประโยคที่ว่า “ชีวิตที่จะประสบความสำเร็จ ล้วนต้องการการพักผ่อนที่ดี”

เขาจึงอยากแบ่งปันความสุขจากการพักผ่อนในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ที่พัก อาหารการกิน ทริปท่องเที่ยว หรือสิ่งเล็กๆ น้อยๆ รอบตัว เพื่อชาร์จพลังให้กับชีวิต ให้รางวัลตัวเอง และเป็นแรงบันดาลใจในการทำสิ่งต่างๆ ต่อไป

พีมวง เล่าว่า เขาเป็นนักเดินทางที่ไม่มีสไตล์เฉพาะตัว เพราะชอบท่องเที่ยวหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการผจญภัย กินอยู่สบาย หรือแค่นั่งชิลในร้านกาแฟก็ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนของเขาแล้ว

“พีมชอบไปเที่ยวหลากหลายแนว โดยแต่ละครั้งขอแค่ออกไปถ่ายรูป และได้กลับมาเขียนเล่าเรื่องราวลงเพจให้ทุกคนที่ได้อ่านอยากเที่ยวไปกับเรา ซึ่งพิพิธภัณฑ์เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่น่าสนใจ จากที่เคยได้ยินมาว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่เที่ยวพิพิธภัณฑ์ เพราะยังคงติดภาพจำว่า พิพิธภัณฑ์เป็นสถานที่ที่รวบรวมไว้แต่ของเก่าโบราณ

แต่ก็ไม่ใช่ทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะยังมีคนไทยจำนวนมากที่ชอบเที่ยวพิพิธภัณฑ์อยู่ และหลายพิพิธภัณฑ์ยังคงเดินหน้าพัฒนาและนำเทคโนโลยีมาช่วยในการดึงดูดความสนใจ ทำให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ง่ายและเข้าใจมากยิ่งขึ้น”

พีมวง ยกตัวอย่างพิพิธภัณฑ์ที่ประทับใจที่อยากให้คนรุ่นใหม่ไปตามรอย ทั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร สถานที่ที่รวบรวมโบราณวัตถุชิ้นสำคัญของประเทศ มิวเซียมสยาม สถานที่เรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้อย่างสนุกสนาน นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ แหล่งรวบรวมความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรมของยุครัตนโกสินทร์เอาไว้

พิพิธภัณฑ์ล้านของเล่น (เกริก ยุ้นพันธ์) จ.พระนครศรีอยุธยา บ้านที่ให้ผู้ใหญ่ได้ย้อนอดีตกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง และพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยใหม่เอี่ยม จ.เชียงใหม่ พิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมงานศิลปะของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไว้อย่างมีเอกลักษณ์

พีมวง กล่าวด้วยว่า เขาชอบเขียนเนื้อหาเหมือนกำลังเล่าเรื่องให้เพื่อนฟังเพื่อให้เข้าถึงและเข้าใจง่าย ส่วนสไตล์การถ่ายภาพจะเน้นโทนภาพที่ออกมาดูแล้วสบายตา แสดงให้เห็นถึงการพักผ่อนตามคอนเซ็ปต์ของเพจ

“สิ่งที่คาดหวังมากที่สุดในการทำเพจคือ ได้แชร์ในสิ่งที่เราชอบ และมีคนที่ชื่นชอบในสิ่งนั้น ชื่นชอบในตัวตนของเรา มุมมองในการเล่าเรื่องและภาพถ่ายของเรา และหวังว่าการแชร์สิ่งต่างๆ นี้จะเป็นแรงบันดาลใจและไอเดียให้กับใครหลายๆ คนที่อยากจะท่องเที่ยวและพักผ่อน” เขากล่าวทิ้งท้าย

ติดตามการเดินทางและรับพลังบวกจากนักเดินทางอารมณ์ดีคนนี้ได้ผ่านเพจ Peemwong พาเที่ยว และอินสตาแกรม Peemwong 

ณัฏฐ์พงษ์ ปัญจวรญาณ+ จารุวัลย์ วงศ์เจษฎาสกุล คู่หูธุรกิจแตกต่างอย่างลงตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555404

  • วันที่ 23 มิ.ย. 2561 เวลา 12:52 น.

ณัฏฐ์พงษ์ ปัญจวรญาณ+ จารุวัลย์ วงศ์เจษฎาสกุล คู่หูธุรกิจแตกต่างอย่างลงตัว

โดย อณุสรา ทองอุไร ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

สองผู้บริหารระดับสูงที่มีความถนัดกันไปคนละด้าน แต่ก็สามารถมาร่วมงานกันได้อย่างลงตัว กับธุรกิจค้าปลีกเครื่องสำอางแบรนด์ใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวได้เพียง 4 เดือนเศษ ในชื่อแบรนด์ Hej Street

ฝ่ายชายนั้นเติบโตมาทางด้านการเงินและการตลาด ขณะที่ฝ่ายหญิงนั้นโตมากับธุรกิจค้าปลีกทางด้านความสวยความงาม แต่เมื่อมาร่วมธุรกิจเพื่อมีเป้าหมายเดียวกันคือการสร้างแบรนด์ให้เติบโตเป็นที่รู้จักในตลาดค้าปลีกเครื่องสำอาง

ณัฏฐ์พงษ์ ปัญจวรญาณ ประธานกรรมการกลุ่มบริษัทในเครือทาพาโก้ เดิมธุรกิจหลักนั้นประกอบธุรกิจออกแบบและผลิตแม่พิมพ์พร้อมทั้งฉีดพลาสติกเชิงวิศวกรรม เพื่อใช้เป็นส่วนประกอบชิ้นส่วนพลาสติกของเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ชิ้นส่วนยานยนต์ ในปี 2016 บริษัทยังขยายการลงทุนในกิจการอสังหาริมทรัพย์ที่ประเทศสวีเดน และปลายปีนี้เขามีแผนที่จะเริ่มบุกตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยโดยเน้นกลุ่มเป้าหมายระดับไฮเอนด์

แต่วันนี้เขาเป็นแม่ทัพใหญ่ขยายไลน์ในการทำธุรกิจไปสู่ร้านค้าปลีกเครื่องสำอางขนาดใหญ่ โดยเป็นการรวมแบรนด์เครื่องสำอางนำเข้าจากต่างประเทศหลากหลายแบรนด์จับกลุ่มตลาดระดับซีบวกขึ้นไป สาเหตุที่เขาขยายการลงทุนมาสู่ธุรกิจคอสเมติก เพราะเขามองว่าเป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มไปได้ดีและยังมีโอกาสเติบโตได้ เพราะเรื่องความสวยความงามนั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา

แม้จะเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันรุนแรงแต่อัตราการเติบโตก็มีอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โลกยุคใหม่มันเปลี่ยนแปลงไปเยอะ ดังนั้นจึงต้องปรับตัวให้คิดเร็วทำเร็วตามไปด้วยและมีกลยุทธ์ในการทำงานที่ชัดเจนแม่นยำ

“ตอนผมเป็นวัยรุ่น ผู้ชายไม่ใช้เครื่องสำอางแต่ปัจจุบันเพื่อนผู้ชายรอบๆ ตัวใช้เครื่องสำอางไม่ต่างจากผู้หญิง จึงมีเครื่องสำอางสำหรับผู้ชายมีครีมบำรุงสำหรับผู้ชายหมายถึงผู้ชายแมนๆ แท้ ไม่ใช่ผู้ชายหวานๆ นะครับ (หัวเราะ) คือการดูแลใบหน้า ผิวพรรณรูปร่างมันเป็นเรื่องจำเป็นต้องทำ เพราะหน้าตาคือนามบัตร ผู้ชายมาเดินซื้อครีมบำรุงไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป

การทำธุรกิจคือเราต้องมองหาโอกาสว่าอะไรเป็นเทรนด์ที่น่าสนใจและมีโอกาสเติบโตได้ยั่งยืนพอสมควร พบว่าธุรกิจความงามทั้งหลายมีอัตราเติบโตปีละ 5-6% ทุกปี ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แล้วกลุ่มเป้าหมายกว้างมากตั้งแต่ 18- 60 ปี มีแนวโน้มขยายตัวได้อีก คือปัจจุบันผู้หญิงส่วนมากสนุกและมีความสุขที่จับจ่ายเครื่องสำอาง”

นอกจากนี้ เขายังมีเป้าหมายทางด้านเงินทุน ทำเลที่ตั้ง สินค้า บุคลากรและจะเปิดเพิ่มปีละ 20-40 สาขา โดยภายในปี 2020 จะเปิดให้ครบ 50-100 สาขา โดยพิจารณาตามสภาพแวดล้อมการตลาด มีทั้งสาขาที่อยู่ในห้างสรรพสินค้าและสแตนด์อะโลน โดยตั้งเป้าว่าในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า เขาจะต้องทำให้ธุรกิจทั้งเครือมีอัตราการเติบโตให้ได้ปีละ 20-25%

ทางด้าน “เจนนี่” จารุวัลย์ วงศ์เจษฎาสกุล ผู้บริหารระดับสูงของบริษัท C4 โกลบอล เจ้าของแบรนด์ Hej Street ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของทาพาโก้ กรุ๊ป เธอคร่ำหวอดในธุรกิจค้าปลีกมานานเกือบ 20 ปี เคยทำงานที่นิวยอร์กอยู่ 7-8 ปี ก่อนที่จะกลับมาทำงานประเทศไทย และยังดูการตลาดค้าปลีกสินค้าแฟชั่นและความงามในภูมิภาคนี้อย่าง สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฮ่องกง และไทยอีกด้วย

เมื่อมารับหน้าที่ผู้บริหารเธอจึงทุ่มเทให้เป็นมัลติแบรนด์จากทั่วโลก จับกลุ่มลูกค้าระดับซีบวก ในวัย 15-55 ปี ขณะนี้มีอยู่ 2 สาขาที่สีลมและเซ็นทรัล พระราม 3 และกำลังจะเปิดอีก 2 สาขาที่ชลบุรีและหาดใหญ่ภายในเดือนหน้านี้ และเตรียมเปิดตลาดให้ครบ 10 สาขาภายในสิ้นปีนี้ พร้อมขยายไปสูกลุ่มประเทศ CLMV และ AEC ภายใน 1-2 ปีข้างหน้า

แม้ว่าทั้งคู่จะมาร่วมงานกันได้ไม่ถึงปี แต่ก็ถือว่ามีวิสัยทัศน์และมุมมองในการบริหารงานที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน มีเป้าหมายในการทำงานแบบเดียวกันคือสร้างความเติบโตให้กับแบรนด์ให้กับบริษัทและทีมงาน

เขารับฟังและสนับสนุนทีมงานอยู่เสมอ

จารุวัลย์ พูดถึงการทำงานกับณัฏฐ์พงษ์ ว่าเป็นเรื่องโชคดี เพราะในฐานะหัวหน้างาน เขาให้โอกาสในการตัดสินใจในเรื่องการทำงานกับเธออย่างมีอิสระพอสมควร แต่ในเรื่องการตัดสินใจระดับองค์กรก็เป็นการตัดสินใจร่วมกันผ่านบอร์ด และให้โอกาสเธอในการตัดสินใจในเรื่องเทรนด์

“เขาจะดูเรื่องการเงิน เราดูเรื่องการบริหารจัดการพนักงาน หน้าร้านการเลือกสินค้าเข้าร้าน รวมทั้งการขยายตลาด ขยายสาขาใหม่ๆ ทำงานกับเขาสบายใจ เขาเป็นคนรับฟัง เปิดกว้าง ให้โอกาสคิดและทำ พร้อมสนับสนุนให้เราได้ทำงานอย่างเต็มที่ โชคดีที่ได้ทำงานด้วยกัน สร้างองค์กรให้เติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้ ถ้าเราทำงานด้วยความสบายใจก็จะพร้อมเดินไปข้างหน้าโดยไม่ต้องมีเรื่องกังวลใดๆ ให้เสียเวลาในการทำงาน นี่ก็เตรียมการทำตลาดเรื่องออนไลน์เร็วๆ นี้พร้อมลุย มองตลาดต่างประเทศไว้ด้วย” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้ม

เธอมีความเป็นมืออาชีพในงานนี้

ทางด้านณัฏฐ์พงษ์ กล่าวถึงจารุวัลย์ ว่าเธอมีประสบการณ์ด้านนี้มานาน มีความเป็นมืออาชีพ ได้มาร่วมงานกันก็ทำให้มั่นใจในการทำงานมากขึ้นว่าแบรนด์จะโตไปในทิศทางที่ตั้งเป้าไว้

“ทางผมโตมาสายการเงินการตลาด สินค้าที่เคยทำก็เป็นคนละด้านกัน นี่ถือเป็นธุรกิจใหม่ การได้ผู้หญิงมาบริหารก็เหมาะสมกับสินค้าด้านความสวยความงาม ถนัดกว่าเรา ณ จุดนี้ เราต้องหาคนที่ใช่มาบริหารงานเครื่องสำอาง ผู้หญิงจึงเหมาะกับสินค้าของผู้หญิงมากกว่าแน่นอน

และตัวคุณเจนนี่เองเขาก็มีความหนักแน่นในการทำงาน มีทั้งความอ่อนความแข็งอยู่ในตัว ก่อนจะชวนมาทำงานเราก็ติดตามการทำงานของเขามาพักใหญ่ จนแน่ใจว่ามีแนวทางการทำงานเข้ากันได้ มีกรอบความคิดและการทำงานที่สอดคล้องกันดี ธุรกิจต้องเติบโตเราจึงต้องการมืออาชีพจริงๆ มาทำงานด้วย เราไม่สามารถเอาใครก็ได้มาทำงานเพื่อลองถูกลองผิด เราไม่มีเวลา ต้องเดินหน้าอย่างเดียวเท่านั้นพร้อมลุยไปข้างหน้าด้วยกันอย่างมั่นคง” เขากล่าวอย่างจริงจัง 

นพรัตน์ สุขสราญฤดี นำธงธุรกิจบริการไลฟ์สไตล์เบอร์ 1 ของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555400

  • วันที่ 23 มิ.ย. 2561 เวลา 12:42 น.

นพรัตน์ สุขสราญฤดี นำธงธุรกิจบริการไลฟ์สไตล์เบอร์ 1 ของไทย

โดย วารุณี อินวันนา

ทุกวันนี้ ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นลูกค้าคนพิเศษของธนาคาร บริษัทประกัน สายการบิน และธุรกิจอื่นๆ แต่สิทธินี้จะได้เฉพาะกลุ่มลูกค้าผู้มีสินทรัพย์สูง (High Net Worth) หรือ VIP ที่มีการซื้อสินค้า บริการ รวมมูลค่าขั้นต่ำ 50 ล้านบาท/รายขึ้นไป ซึ่งมีไม่มากในสังคมไทย และการดูแลต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์

ลูกค้าเหล่านี้เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง สามารถซื้อสินค้าและบริการได้ตลอดเวลา ไม่ว่าสภาวะเศรษฐกิจ การเมืองจะเป็นเช่นไร ทำให้องค์กรต่างๆ สรรหาสิทธิประโยชน์และบริการที่เหนือระดับมามอบให้ถึงมือกันทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง

นอกจากจะสรรหาสินค้าและบริการที่แตกต่าง และมีความเฉพาะตัวแล้ว ลูกค้า VIP ยังได้รับการดูแลไปจนถึงเรื่องส่วนตัวตามไลฟ์สไตล์ มีที่ปรึกษาส่วนตัว เลขาส่วนตัว อยู่ข้างๆ ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ในทุกๆ ที่บนโลกใบนี้ เพื่อสร้างความประทับใจ และสร้างความสัมพันธ์ที่แนบแน่น จะได้อยู่กับองค์กรยาวนาน

ทำให้เกิดธุรกิจการให้บริการลูกค้าตามไลฟ์สไตล์เกิดขึ้นในประเทศไทย เพราะองค์กรต่างๆ ไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง จึงต้องใช้มืออาชีพเข้ามาช่วยด้านการจัดสิทธิพิเศษ การจัดกิจกรรมเฉพาะ การจัดทริปท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจให้บริการตามไลฟ์สไตล์ยังไม่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป เพราะบริษัทเหล่านี้ทำงานอยู่เบื้องหลังเงียบๆ

นพรัตน์ สุขสราญฤดี ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอสปายร์ไลฟ์สไตล์ ประเทศไทย (Aspire Lifestyles Thailand) กล่าวว่า บริษัทครองส่วนแบ่งการตลาดธุรกิจบริการไลฟ์สไตล์รายใหญ่ที่สุดอันดับ 1 ในประเทศไทย โดยดูจากลูกค้ากลุ่มธนาคารพาณิชย์ในไทยที่ 70% จากทั้งหมด

บริษัท เอสปายร์ ไลฟ์สไตล์ ประเทศไทย เป็นบริษัทลูกของบริษัท เอสปายร์ ไลฟ์สไตล์ (Aspire Lifestyles) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ร่วมกันอยู่ที่เจอร์ซีย์ซิตี้ในสหรัฐอเมริกา และสิงคโปร์ ให้บริการด้านการจัดหาสิทธิประโยชน์และบริการผู้ช่วยส่วนบุคคล กับลูกค้าองค์กรที่ติดอันดับฟอร์จูน 500

“เราเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ช่วงนั้นเอสปายร์สำนักงานใหญ่ได้เข้าไปให้บริการลูกค้าธนาคารข้ามชาติรายหนึ่งซึ่งมีสาขาอยู่ทั่วโลก รวมถึงที่ประเทศไทยด้วย โดยมีพิพัฒน์ คณานุวัฒน์กรรมการผู้จัดการ เป็นผู้บุกเบิกธุรกิจในไทยจนเติบโตมาถึงวันนี้”

นพรัตน์ กล่าวว่า บริการไลฟ์สไตล์ของบริษัทถูกกล่าวขานถึงในกลุ่มลูกค้า VIP ทำให้ธนาคารอื่นๆ และองค์กรที่ไม่ใช่ธนาคาร หรือนันแบงก์ เข้ามาใช้บริการของบริษัทมากขึ้น จากเดิมที่ผู้จัดการธุรกิจสัมพันธ์ หรือ RM (Relationship Manager) จะดูแลลูกค้า VIP ทุกด้าน เกือบจะเป็นตัวต่อตัว ทั้งด้านสินค้าทางการเงิน เพื่อนำมาบริหารความมั่งคั่งให้กับลูกค้า และด้านดูแลอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตของลูกค้าในแต่ละวัน หรือไลฟ์สไตล์ด้วย

ต่อมา ธนาคารมีนโยบายให้ RM ไปโฟกัสเรื่องสินค้าและบริการทางการเงินเป็นหลักเพื่อจะได้ติดตามอย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพราะเห็นว่าบริษัทมีบริการด้านไลฟ์สไตล์ จึงได้รับความไว้วางใจให้เข้าไปช่วย RM ดูแลลูกค้า

“วันนี้ 70% ของธนาคารที่อยู่ในประเทศไทย ได้ให้บริษัทเข้าไปดูแลไลฟ์สไตล์ลูกค้า VIP และมีการต่อสัญญา 100% ต่อเนื่องทุกปี บริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันภัย โรงพยาบาล โรงแรม ห้างสรรพสินค้า สินค้าหรู รถหรู ก็ให้บริษัทเข้าไปดูแลลูกค้า VIP ในการดูแลจัดสิทธิพิเศษต่างๆ ให้เช่นกัน แต่ยังไม่มากเหมือนธุรกิจธนาคาร”

จากประสบการณ์และการวิจัยความต้องการกลุ่มลูกค้า VIP 3 ด้าน 1.ความสะดวกสบาย 2.ความพิเศษ และ 3.ความอุ่นใจ ไว้วางใจ และปลอดภัย

ในมุมของความสะดวกสบาย นพรัตน์ ชี้ว่า บริษัทมีผู้ช่วยส่วนบุคคล หรือผู้ช่วยส่วนตัว 70 คน ที่ผลัดเวียนกันเข้ามาทำงานตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน ในการให้บริษัทจัดการจองที่พัก ตั๋วคอนเสิร์ต รวมถึงเรื่องของการดูแลเรื่องบ้าน เช่น ท่อประปาแตก ไฟฟ้าชอร์ต หาติวเตอร์ให้ลูก รถเสีย ก็จะโทรเข้ามา บริษัทสามารถติดต่อประสานงานและจัดการแก้ปัญหาให้ได้

ในมุมของความพิเศษ คือ การจัดหาที่พักซึ่งจองยาก ตั๋วคอนเสิร์ตที่หาบัตรยาก แบรนด์เนมไอเท็มที่หายาก การจองร้านอาหารที่จองยาก ซึ่งการมีเครือข่ายทำให้มีกลุ่มร้านอาหารมากถึง 800 แห่ง ที่กระจายอยู่ใน 30 ประเทศทั่วโลก จากการเข้าเป็นผู้สนับสนุนการจัดประกวดร้านอาหารที่ดีที่สุด ล่าสุดได้เข้าเป็นสปอนเซอร์ Asian best restaurant ที่เพิ่งจัดเสร็จไปที่มาเก๊า

“ยกตัวอย่างลูกค้าต้องการทานข้าวกับบุคคลสำคัญๆ หรือดาราของประเทศต่างๆ ทุกพื้นที่ในโลกใบนี้ ที่คนทั่วไปไม่สามารถทำได้ หรือมีเงินก็ซื้อไม่ได้ เอสปายร์สามารถจัดการให้ได้ เพราะมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจ ความสัมพันธ์ส่วนตัว และความน่าเชื่อถือของทีมงานในเอสปายร์ที่พัฒนากันมายาวนาน

รวมถึงลูกค้าต้องการจะขอแฟนแต่งงานที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศส ช่วยจัดสถานที่และหาช่างภาพ และบินไปปารีสพร้อมลูกค้า ถ่ายภาพเหตุการณ์ความประทับใจ ขณะที่ขอแฟนแต่งงาน ความต้องการพิเศษในรูปแบบต่างๆ ของลูกค้ามีเข้ามาทุกวัน

หากเป็นกลุ่มการเดินทาง จะมีบริการห้องต้อนรับพิเศษ มีการจัดคนมารอรับที่สนามบิน และมีรถลีมูซีนมารับถึงสนามบิน และมีช่องทางพิเศษในการเช็กอิน ไม่ต้องผ่านเส้นทางปกติ ลูกค้าจะได้ความรู้สึกที่ VIP มากๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ”

ในมุมของความอุ่นใจ ไว้วางใจ และปลอดภัย ไม่ว่าลูกค้าจะเดินทางไปไหน นพรัตน์ ขยายภาพให้เห็นว่าถ้าเจ็บป่วยในระหว่างการเดินทาง เช่น ที่ต่างประเทศ จะต้องการพูดกับหมอที่พูดภาษาเดียวกันได้ สามารถโทรมาที่เอสปายร์เพื่อพูดคุยกับหมอไทย ซึ่งหมอสามารถตรวจอาการเบื้องต้นก่อนที่จะให้คำปรึกษา แนะนำ ปฏิบัติตัว หรือว่าต้องเข้าโรงพยาบาลไหม

“หากจำเป็นต้องเข้าโรงพยาบาล หมอจะประสานงานกับโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ลูกค้าที่สุด ที่บริษัทมีเครือข่ายให้มารับลูกค้าถึงที่ และหมอก็จะคุยกับหมอทางโน้นถึงอาการต่างๆ จนถึงกลับบ้าน เป็นเรื่องของความอุ่นใจเหมือนมีหมอติดตัวอยู่ตลอดเวลา วันนี้ลูกค้าเวลท์ของธนาคารไหนที่ไม่มีบริการของเรา ถือว่าขาดอะไรไปอย่างหนึ่ง แต่ในตลาด ไม่มีใครรู้จัก Aspire Lifestyles เพราะเราทำงานอยู่เบื้องหลัง เป็นการรับช่วงต่อจากธนาคารในการให้บริการ จึงไม่ได้สร้างแบรนด์ เพราะธรรมชาติของธุรกิจไม่ได้ทำกับลูกค้ารายย่อยโดยตรง”

นพรัตน์ เล่าต่อเพื่อให้เข้าใจถึงงานของเธอว่า ธุรกิจให้บริการด้านการจัดหาสิทธิประโยชน์และบริการผู้ช่วยส่วนบุคคล มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

“เพราะกลุ่มลูกค้าระดับบนมีกำลังซื้อตลอดเวลาไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร เช่น ยอดขายรถเบนซ์เติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ดี ขณะที่การเติบโตของเศรษฐกิจและเทคโนโลยีดิจิทัลที่เข้ามา เศรษฐีใหม่เกิดขึ้นทุกวัน เพราะเทคโนโลยีทำให้ผู้ประกอบการหน้าใหม่สร้างธุรกิจให้เติบโตและรวยด้วยตัวเองอย่างรวดเร็ว รวมถึงสังคมสูงวัยก็มีส่วนทำให้ธุรกิจบริการไลฟ์สไตล์เติบโต เพราะคนกลุ่มนี้จะต้องการการดูแลที่มากขึ้น

ปัจจัยข้างต้นทำให้เกิดธุรกิจบริการไลฟ์สไตล์จึงมีโอกาสเพิ่มขึ้นด้วย ทำให้เกิดผู้ให้บริการหน้าใหม่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งบริษัทข้ามชาติและบริษัทในประเทศไทย แต่จะไม่ครบวงจร และไม่มีเครือข่ายทั่วโลกเหมือนบริษัท ส่วนใหญ่จะทำเฉพาะเรื่อง บางเหตุการณ์ บางโอกาส บางพื้นที่ เท่านั้น แต่เอสปายร์ให้บริการครบทั่วโลก”

เนื่องจากบริษัทมีจุดแข็งที่แตกต่าง ด้านการมี 24 ศูนย์บริการกระจายอยู่ใน 21 ประเทศทั่วโลก มีทีมงานกว่า 1,800 คน ที่มีการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในการสรรหาสิทธิพิเศษในระดับภูมิภาคและระดับโลกมาให้ลูกค้าตามที่ต้องการ มีพันธมิตรทางการค้ากว่า 700 รายทั่วโลก มีร้านอาหารที่อยู่ในเครือข่ายกว่า 800 แห่ง ที่กระจายอยู่ใน 30 ประเทศทั่วโลก

บริษัทมีผู้ช่วยส่วนบุคคล หรือ Concierge Consultants ที่ต้องจบปริญญาตรี และพูดภาษาอังกฤษได้ มีการฝึกอบรมที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ปัจจุบันมีจำนวน 70 คน ที่ผ่านการฝึกอบรมในการทำงานถึง 4 เดือน จึงจะสามารถมานั่งรับโทรศัพท์และรับเรื่องที่ลูกค้าต้องการให้ช่วยจัดการ และมีการการันตีว่า 80% ของเสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นจะถูกรับภายใน 20 วินาที ส่วนอีก 20% รับไม่ทันภายใน 20 วินาที เพราะเป็นช่วงที่มีการโทรเข้ามาพร้อมกันสูงมาก

“ทีมนี้มีแพสชั่นในการทำงานด้านนี้สูงมาก มีความชอบในการติดตามเทรนด์ที่เกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้คนอยู่ในดีเอ็นเอ และมีจิตใจที่จะให้บริการ มีความละเอียดในความรู้สึกและความคาดหวังของลูกค้าชนิดที่ว่าไม่ให้หลุดแม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ”

นพรัตน์ กล่าวว่า บริษัทยังมีทีมพาร์ตเนอร์ชิปทำหน้าที่ในการหาสิทธิพิเศษต่างๆ ให้กับทางผู้ช่วยส่วนบุคคล เพื่อนำเสนอลูกค้าที่โทรเข้ามา สามารถจัดทริปพิเศษ งานอีเวนต์ต่างๆ ให้กับลูกค้าองค์กร เช่น ผู้บริหารระดับสูงต้องการทานข้าวและคุยกับลูกค้าระดับท็อปๆ หรือจัดทริปส่วนตัวกับลูกค้าระดับท็อปๆ

รวมถึงมีทีมบริการลูกค้า เมื่อฝ่ายขายได้ลูกค้ามาแล้ว ทีมนี้จะดูแลเรื่องรายละเอียดต่างๆ เช่น มีลูกค้ากี่คนที่จะนำเข้ามาในระบบในทันที และเดือนหน้าลูกค้าจะเพิ่มขึ้นกี่คน เพื่อให้สามารถบริการได้อย่างไม่สะดุด

นอกจากนี้ บริษัทมีระบบการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ที่เป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของเอสปายร์ โดยได้รับการรับรองมาตรฐาน PCI-DSS Level 1 สามารถให้บริการลูกค้าได้หลายช่องทาง ทำให้ลูกค้าสบายใจได้ในกรณีที่ให้บริษัทรูดบัตรเครดิตให้ช่วยสนับสนุนความภักดีต่อแบรนด์เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และมาตรฐาน ISO 27001 เรื่องการรักษาความลับลูกค้า ซึ่งเป็นระบบที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก

สำคัญที่สุด คือ มีบริการด้านการแพทย์ สุขภาพ

ฉลองโยคะสุตราปีที่ 15 กับงาน ‘Yoga Marathon’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555390

  • วันที่ 23 มิ.ย. 2561 เวลา 11:14 น.

ฉลองโยคะสุตราปีที่ 15 กับงาน ‘Yoga Marathon’

โดยโดย : ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ในวันเสาร์ที่ 7 ก.ค.ที่จะถึงนี้ โยคะสุตราสตูดิโอ จัดงานโยคะมาราธอนการกุศล ฉลองครบรอบ 15 ปี ผู้ที่สนใจมาเข้าร่วม สามารถจองล่วงหน้าแล้วร่วมทำบุญตามศรัทธา ทุกบาทไม่หักค่าใช้จ่ายเพื่อเข้าโครงการ “โยคะสุตราพัฒนาโรงเรียนห่างไกลปี 2562”

ทางสตูดิโอได้รับเกียรติจากคุณครูโยคะที่มีชื่อเสียงมาร่วมสอนและทำบุญร่วมกัน ในวันนี้ครูจะแนะนำคุณครู 4 ท่านแรกที่จะมาสอนในงาน คุณครูแต่ละท่านผ่านประสบการณ์การสอน การฝึกฝนมาอย่างโชกโชน การที่ได้มีโอกาสเข้ามารับพลังงานและเรียนรู้ทั้งเทคนิคการสอนและการถ่ายทอดที่เป็นเอกลักษณ์จะทำให้ผู้เข้าร่วมได้ทั้งทำบุญแล้วยังได้เก็บเล็กผสมน้อยจากวิชาความรู้ที่คุณครูทุกท่านนำมาแบ่งปันให้กับเรา

ท่านแรกคือ ครูสถิต และ ครูต่าย คู่ดูโอ เจ้าของ Satit Yoga Studio ย่านนนทบุรี ครูจะมาสอนในหัวข้อ Advanced Fun Flow ซึ่งเป็นคลาสแรกครูสถิตคือครูที่มีพลังล้นเหลือ บรรยากาศในคลาสทุกๆ ครั้งที่ครูสอนเต็มไปด้วยความสนุกสนานและความอบอุ่น ครูจะย้ำกับผู้ฝึกเสมอว่าให้ ฝึก ฝึก และฝึกต่อไปเรื่อยๆ ดังนั้นอย่าพลาดคลาสนี้กันนะคะ

ครูท่านที่สองคือ ครูเต้ย ครูไฟแรงที่ทำท่าอาสนะที่ดูแข็งแรงได้อย่างนุ่มนวลแต่ครั้งนี้ไม่ธรรมดา คุณครูเต้ยจะมาสอนในหัวข้อ “โยคะปิดตา” Blindfolded Yoga สำหรับประเทศไทย ยังไม่เคยมีการสอนแบบนี้แต่สำหรับต่างประเทศเคยมีที่นิวยอร์กหรือตามงานเฟสติวัลใหญ่ๆ เช่น ที่บริสเบน ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งในคลาสนี้ผู้ฝึกทุกคนจะใช้ผ้าปิดดวงตาและใช้หูในการฟังเพื่อฝึกอาสนะไปพร้อมๆ กับครู เมื่อเราไม่สามารถมองเห็นจากภายนอก การมองจากภายในจะเกิดขึ้น ประสาทสัมผัสส่วนอื่นจะถูกดึงขึ้นมาใช้แล้วเมื่อเรามองไม่เห็นผู้อื่น การเปรียบเทียบ การแข่งขันจะหายไปอย่างแน่นอน

ครูท่านที่สามที่จะแนะนำคือ คุณครูอุ๋มอิ๋ม ที่ตอนนี้มีผลงานในเพจ The Key Yoga มีคลิปวิดีโอสอนโยคะมากมายสามารถติดตามกันได้ในครั้งนี้ ครูจะมาสอนในหัวข้อ Tighter grounding for happier, deeper backbends คุณครูจะอธิบายการเข้าท่ากลุ่มท่าแอ่นหลังแบบกลับหัวเพื่อให้ผู้ฝึกมีความเข้าใจในการจัดระเบียบร่างกายตัวเอง นำไปใช้ในการต่อยอด และฝึกฝนเพิ่มเติม

และครูท่านสุดท้ายที่จะแนะนำในวันนี้คือ ครูนว (Authorized level 2 Ashtanga yoga teacher) ตอนนี้ ครูนว เป็นผู้ดูแล บริหารและสอนหลักๆ ที่สตูดิโอ Ashtanga Samasthiti ครูนวคือครูที่มีทัศนคติด้านโยคะที่งดงามมาก คำพูดที่มีพลังแล้วผลักดันผู้ฝึกให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีสติและเป็นธรรมชาติ แบบค่อยเป็นค่อยไป รวมทั้งการให้รายละเอียดในการฝึก ที่ครูเชื่อว่าผู้เข้าร่วมต้องได้อะไรกลับบ้านแน่นอน มาสร้างความแข็งแรง Building Strength กับครูนวกันนะคะ

ในฉบับหน้าจะมีการแนะนำครูโยคะท่านอื่นๆ ที่จะมาร่วมงานโยคะมาราธอนการกุศลนี้อีกนะคะ สำหรับคนที่สนใจต้องการจองคลาสเรียนได้ฟรีทุกคลาส สามารถเข้าไปดูรายละเอียดการจองได้ที่เว็บไซต์หรือเฟซบุ๊กของโยคะสุตราสตูดิโอ 

วุฒิชัย เผอิญโชค เกษียณอย่างมีสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555383

  • วันที่ 23 มิ.ย. 2561 เวลา 10:48 น.

วุฒิชัย เผอิญโชค เกษียณอย่างมีสุข

นอกจากจะรู้จักตระกูลเผอิญโชค ในฐานะยักษ์วงการรถยนต์กลุ่มไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์แล้ว ในแวดวงผู้พัฒนาและบริหารอสังหาริมทรัพย์ คงไม่มีใครไม่รู้จัก สินธรณี พร็อพเพอร์ตี้ ยักษ์ใหญ่ย่านฝั่งธนบุรี และหนึ่งในผู้ที่นำพาธุรกิจของครอบครัวเผอิญโชค ประสบความสำเร็จ นั่นคือ “โจ้” วุฒิชัย เผอิญโชค กรรมการผู้จัดการ บริษัท สินธรณี พร็อพเพอร์ตี้

ย้อนกลับไปก่อนที่วุฒิชัยจะกระโดดเข้ามาร่วมในวงการอสังหาริมทรัพย์ เขาจบสายตรงปริญญาตรี สาขาอุตสาหกรรมยานยนต์ และปริญญาโท สาขาวิศวกรรมยานยนต์ มหาวิทยาลัยโคเวนทรี ประเทศอังกฤษ จากนั้นได้ทำหน้าที่ขุนพลในการช่วยขับเคลื่อนธุรกิจยานยนต์ของครอบครัว ทั้งการออกแบบวิจัยผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการบริหารธุรกิจ

วุฒิชัย เล่าว่า ไลฟ์สไตล์ส่วนตัว ชื่นชอบรถยนต์ แต่ไม่ใช่เพียงแค่ความเร็ว ความสวยงาม แต่ด้วยเพราะจบตรงสายด้านของวิศวกรรมยานยนต์ ทำให้ชื่นชอบและติดตามในเรื่องของเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ที่ผู้ผลิตและค่ายรถยนต์ต่างนำนวัตกรรม พร้อมลูกเล่น ใส่เข้ามากับรถยนต์แต่ละรุ่น

เช่นเดียวกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่การลงทุนต่างๆ จำเป็นต้องใส่ใจรายละเอียด ซึ่งส่วนตัวชื่นชอบของสวยงาม การตกแต่ง และเมื่อมองลึกลงไป ภาคอสังหาฯ มีความเป็น Mood & Tone ผ่านการออกแบบที่ช่วยสื่ออารมณ์และความรู้สึกให้กับลูกค้า ดังนั้นการบริหารงานในภาคอสังหาฯ เราจะรู้สึกสนุกที่ได้ลงมือทำในแต่ละวัน

ยามนี้ วุฒิชัยอายุใกล้เข้าเลข 5 แม้จะนั่งหัวเรือในตำแหน่งผู้บริหาร แต่ในยามว่างยังคงใส่ใจกับการทำงาน เพราะถ้าหากว่าง เขาเชื่อว่าจะรู้สึกเหนื่อยมากกว่าเดิม เพราะนอกจากจะไม่มีอะไรให้ทำแล้ว ยังจะเหนื่อยกับความโล่งที่ไม่มีความคิดและความท้าทายใหม่ๆ เข้ามา ซึ่งเขาแก้ปัญหานี้ด้วยการขับรถยนต์ส่วนตัว ออกไปสำรวจสถานที่ใหม่ๆ ประสบการณ์ใหม่ๆ ทั้งธุรกิจสำนักงาน ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจศูนย์การค้า

“หากเราอยากขยายโรงแรมเฟสใหม่ เราก็ต้องไปใช้บริการ ไปนอนสำรวจการให้บริการโรงแรมในละแวกนั้น หากเราอยากเปิดให้เช่าสำนักงาน เราก็ต้องไปลองใช้ที่อื่นๆ เพื่อนำพัฒนาธุรกิจและบริการของเราให้ลูกค้าพึงพอใจมากที่สุด”

เมื่อชีวิตในวัยเกษียณมาถึง นอกจากดูแลสุขภาพ ซึ่งจะมีการตั้งก๊วนตีแบดมินตัน และการออมทรัพย์สิน โดยเฉพาะในภาคอสังหาฯ เขาก็พร้อมจะส่งมอบไม้ต่อธุรกิจให้ทายาทรุ่นต่อๆ ไปที่มีความสามารถเข้ามาดูแล สืบสานธุรกิจของครอบครัว

แต่ไม่เพียงเท่านี้ เพราะในปัจจุบันทุกๆ ธุรกิจจำเป็นต้องสร้างองค์กรที่มีความเป็นมืออาชีพ ดังนั้นจะต้องวางระบบองค์กรทั้งนโยบาย การบริหารคน คัดสรรคนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาช่วยขับเคลื่อนให้เป็นองค์กรที่มีความเป็นมืออาชีพเพื่อก้าวสู่ผู้นำ

“อาชีพในการทำงาน ทุกๆ อาชีพเราจะต้องทำหน้าที่ของเราออกมาให้สมบทบาท ซึ่งย้ำว่าการติดตามข่าวสารเพื่อการพัฒนาเป็นสิ่งสำคัญ สมองคนเรามีขีดจำกัด ดังนั้นควรฝึกให้สมองคัดแยกสิ่งที่ควรจำและไม่ควรจำ เพื่อให้ร่างกายสามารถรับไหว และจดจำในสิ่งที่ทำให้ชีวิตเราดีที่สุด”

ไม่เพียงเท่านี้ วุฒิชัย ยังคอยสอนและให้ข้อคิดพนักงาน เพื่อให้รู้จักวางแผนการใช้เงินและการออม เพราะความเป็นห่วงด้วยแนวโน้มราคาสินค้าและความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคต ทำให้คนไทยจะคิดถึงการออมในเวลาที่อาจสายเกินไป

“ผมบอกพนักงานเสมอว่า เราหาเงินได้ถึงแค่อายุ 60 ปีก็ต้องเกษียณ แต่ต้องเลี้ยงตัวเองไปอีก 20-30 ปี แต่ในเมื่อเราทำเริ่มงาน มีรายได้ตั้งแต่ช่วงอายุ 20 ต้นๆ ทำไมถึงไม่เริ่มใช้ช่วงที่หาเงิน เริ่มเก็บออมเพื่อในอนาคตหลังเกษียณ”

เรียกได้ว่า ความสำเร็จในวันนี้ วุฒิชัยได้วางแผนและออกแบบชีวิต เพื่อเดินตามความฝันและรับมือกับความท้าทายสิ่งใหม่ๆ เพื่อสร้างชีวิตบั้นปลายให้สมบูรณ์ มีความสุข เพียบพร้อมด้วยความรัก การให้ และความชื่นชอบกับสิ่งที่ตนเองได้ลงมือทำ ถือเป็นแบบอย่างให้วัยรุ่นสร้างตัวได้หวนคิดทันที 

เคล็ดลับรู้ไว้ ห่างไกลโรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555216

  • วันที่ 21 มิ.ย. 2561 เวลา 16:41 น.

เคล็ดลับรู้ไว้ ห่างไกลโรค

เรื่อง ภาดนุ ภาพ รอยเตอร์ส

ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐและจะดียิ่งขึ้นไปอีกถ้าคุณดูแลสุขภาพตัวเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ ยิ่งถ้ารู้เคล็ดลับในเรื่องการดูแลสุขภาพ ทั้งจากการกิน การออกกำลังกาย และอื่นๆ ร่วมด้วยแล้ว เชื่อได้เลยว่าจะช่วยให้คุณมีสุขภาพที่ดีและห่างไกลจากโรคภัยต่างๆ อย่างแน่นอน

1.ของดีจากก้นครัว

รู้มั้ยว่านักวิทยาศาสตร์ได้มาเคาะประตูห้องครัวของพวกเราเป็นเวลาหลายปีแล้ว เพื่อหาหนทางให้เราพ้นจากโรคภัยไข้เจ็บ เช่น มีการใช้แคปไซซิน ซึ่งเป็นสารเคมีที่สำคัญในพริกมาเป็นส่วนประกอบในครีมเพื่อบรรเทาอาการข้ออักเสบ หรือการค้นพบว่าเมื่อกินกระเทียมปริมาณมาก ร่างกายจะได้รับสารอัลลิซินที่มีสรรพคุณลดระดับคอเลสเตอรอลและความดันโลหิตได้และเครื่องเทศอีกชนิดหนึ่งจากห้องครัว ที่เป็นผู้ช่วยให้เรามีสุขภาพดีได้ก็คือ ขมิ้น สมุนไพรที่ทำให้น้ำแกงมีสีเหลือง

– ขมิ้นอาจช่วยป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้ เพราะขมิ้นจะกระตุ้นการผลิตโปรตีนที่ช่วยต่อต้านการทำลายของอนุมูลอิสระในสมอง

– ขมิ้นอาจช่วยรักษามะเร็งผิวหนัง นักวิจัยจากศูนย์มะเร็งเอ็มดีแอนเดอร์สันแห่งมหาวิทยาลัยเทกซัส ได้ลองใช้ขมิ้นในการรักษาเซลล์เมลาโนมาที่มาจากการเพาะเลี้ยง พบว่า ช่วยลดจำนวนเซลล์เนื้องอกที่มีชีวิต และชักนำให้เซลล์ในเนื้องอกตายได้

– ขมิ้นหยุดยั้งการแพร่กระจายของมะเร็งเต้านม จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยเทกซัส พบว่า ขมิ้นหยุดการแพร่กระจายของมะเร็งเต้านมในหนูทดลองได้

2.เบอร์รี่ ยิ่งกิน ยิ่งฉลาด

ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่สามารถชะลอและฟื้นฟูโรคที่เกิดจากความเสื่อมต่างๆ อันเป็นผลมาจากความเสื่อมของสมอง ลูกบลูเบอร์รี่ แบล็กเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ และราสพ์เบอร์รี่ มีค่าความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระหรือค่าโอแร็ก (Oxygen Radical Absorbance Capacity : ORAC) ในปริมาณสูงจึงสามารถต้านการทำลายของอนุมูลอิสระ ซึ่งทำอันตรายต่อเส้นเลือดจนเป็นเหตุให้ระบบความจำและความคิดทำงานเสื่อมประสิทธิภาพลง

บลูเบอร์รี่จัดเป็นหนึ่งในอาหารที่ช่วยดูแลสมองที่ดีที่สุด นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออโตโนมา ประเทศเม็กซิโก พบว่า หนูที่เลี้ยงด้วยอาหารที่อุดมไปด้วยบลูเบอร์รี่จะมีโปรตีน NF-Kappa B ในปริมาณต่ำ โปรตีนชนิดนี้มีผลเกี่ยวข้องกับความเสื่อมของสมอง หากมีในระดับสูงจะส่งผลให้ความจำแย่ลง

การศึกษาในสัตว์อื่น พบว่า การบริโภคบลูเบอร์รี่ช่วยลดการสูญเสียเซลล์สมองและฟื้นฟูการเคลื่อนไหวหลังจากเป็นอัมพาต การศึกษาหนึ่งซึ่งทำโดยนักวิจัยจากสถาบันผู้สูงอายุแห่งชาติสหรัฐ พบว่า บลูเบอร์รี่ช่วยฟื้นฟูการทำงานของระบบต่างๆ ที่สูญเสียไปเพราะสมองได้รับบาดเจ็บ ในอนาคตอาจมีการศึกษาที่ก้าวหน้ามากขึ้น และให้ผลอย่างมีนัยสำคัญว่า การกินผลเบอร์รี่ช่วยต้านความชราของสมอง โรคอัลไซเมอร์ และความผิดปกติของระบบประสาท

3.เส้นใยอาหารช่วยล้างพิษ

การใช้ชีวิตสมัยใหม่ที่นิยมบริโภคอาหารจานด่วน และมีความเครียดจากการทำงานและชีวิตส่วนตัว ทำให้คนส่วนใหญ่กลายเป็นมนุษย์สารพิษท็อกซีเมีย (Toxemia) เป็นศัพท์ทางการแพทย์ที่มีคำกำจัดความถึงภาวะที่ร่างกายมีสารพิษสะสมถึงระดับเกินขีดความสามารถที่จะกำจัดออกไปได้ ซึ่งภาวะอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาวะท็อกซีเมีย ได้แก่

– ไวรัสตับอักเสบ เอ บี ซี ดี อี เอฟ และจี

– ตับถูกทำลาย รวมถึงภาวะตับแข็ง

– ท้องร่วง ท้องผูก โรคลำไส้แปรปรวน และภาวะลำไส้รั่ว

วิธีการหนึ่งที่จะช่วยล้างพิษในร่างกายก็คือ การบริโภคอาหารที่มีเส้นใยมากขึ้นในแต่ละมื้อ เพราะเส้นใยอาหารที่เรากินเข้าไปจะไปช่วยในกระบวนการย่อยอาหาร แล้วยังช่วยขจัดของเสียและสารพิษออกจากร่างกายด้วย

4.ตากแดดบำรุงกระดูก

ในช่วงเช้าของวัน ลองดึงแขนเสื้อขึ้น แล้วออกไปตากแดดวันละ 5-15 นาที เพราะร่างกายของเราจำเป็นต้องได้รับแสงแดดเพื่อผลิตวิตามินดี ซึ่งจะช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมจากลำไส้เล็ก และเพิ่มการใช้แคลเซียมและฟอสฟอรัสในร่างกาย ดังนั้น แสงแดดจึงมีส่วนในการรักษาความแข็งแรงของกระดูก ส่วนผิวหนังบริเวณอื่นให้สวมเสื้อผ้าหรือทาครีมกันแดดที่มีค่าเอสพีเอฟ 15 หรือมากกว่าเพื่อปกป้องผิว และจำกัดเวลาเผยผิวส่วนที่ไม่มีการปกป้องไว้เพียง 15 นาที

ช่วงเวลาในการอาบแดดเพื่อให้มีสุขภาพที่ดีก็คือ ช่วงเช้าและช่วงเย็นเท่านั้น ส่วนช่วงเวลา 10 โมงเช้าไปจนถึงบ่าย 3 โมงเป็นช่วงที่แดดแรงเกินไป จึงไม่ควรออกไปนอกอาคาร แต่หากจำเป็นควรใส่เสื้อผ้าให้มิดชิด หรือมีเครื่องป้องกันสายตาและผิวหนัง เช่น สวมแว่นกันแดด สวมหมวก หรือกางร่มก็ได้