‘พ่อแม่คือเพื่อนร่วมทางที่ดีที่สุดของลูก’ ฐิตารีย์ มีสวัสดิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/550968

  • วันที่ 12 พ.ค. 2561 เวลา 13:19 น.

‘พ่อแม่คือเพื่อนร่วมทางที่ดีที่สุดของลูก’ ฐิตารีย์ มีสวัสดิ์

 โดย ฤดูกาล ภาพ : ฐิตารีย์ มีสวัสดิ์

ความน่ารักและความอบอุ่นระหว่างแม่ลูกของ “อร” ฐิตารีย์ มีสวัสดิ์ และ “น้องปัญ” วัย 2 ขวบ 3 เดือน ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านเรื่องราวความสุขและสนุกสนานของการท่องเที่ยวแบบครอบครัว

แม้ว่าเธอและสามีจะเป็นเจ้าของบริษัทด้านอุปกรณ์ในงานอุตสาหกรรม เค เมทัล เทรดดิ้ง และเธอเองยังนั่งแท่นเป็นผู้บริหารหน่วยงานตัวแทนประกันชีวิต เอไอเอ

แต่สำหรับเจ้าหญิงตัวน้อยของครอบครัวแล้ว งานหนักไม่ใช่เหตุผลให้เธอใช้เวลากับลูกน้อยลง

แม่อรเล่าว่า เธอและสามีพาน้องปัญไปเที่ยวต่างจังหวัดตั้งแต่อายุ 5 เดือน โดยพาไปแรลลี่การกุศลที่ จ.กาญจนบุรี ซึ่งสำหรับครั้งแรกน้องปัญสามารถนั่งบนคาร์ซีตได้โดยไม่งอแงตลอดทาง แต่ฝ่ายที่ดูจะตื่นเต้นเป็นพิเศษน่าจะเป็นแม่อร

“ทริปแรกของลูก แม่เตรียมตัวอย่างมาก โดยเฉพาะของใช้ของลูกวัย 5 เดือน ทั้งเครื่องล้างขวดนม เครื่องปั๊มนมแม่ กระดาษเปียก ผ้าอ้อมสำเร็จรูป ทิชชู่ น้ำดื่ม อาหารสำหรับทารกหากให้นมไม่สะดวก รถเข็น ชุดของลูกที่นำไปเผื่อหลายชุด และกระเป๋าประจำตัวที่ต้องพกไปทุกที่

โดยอรจะมีหลักว่า เหลือไม่เป็นไร แต่อย่าให้ขาด ซึ่งทริปแรกผ่านไปได้ด้วยดี ลูกไม่งอแง และรู้สึกได้ว่าลูกชอบไปเที่ยว ชอบออกจากบ้าน”

นอกจากนั้น ด้วยหน้าที่ของเธอและสามีที่ต้องเดินทางไปต่างจังหวัดบ่อยครั้ง โดยเฉพาะ จ.เชียงใหม่ และเชียงราย ทำให้เธอมักพาลูกไปด้วยเสมอ โดยยังเลือกวิธีการเดินทางด้วยรถยนต์ ซึ่งแม่อรรับหน้าที่วางแผนเรื่องอาหารการกิน ส่วนสามีทำหน้าที่จองที่พัก

“การเดินทางไกล 8-10 ชั่วโมงสำหรับเด็กเล็กไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินไปถ้าเราไม่รีบร้อน เพราะระหว่างทางนั้นต้องแวะพักบ่อยเพื่อไม่ให้ลูกเหนื่อยเกินไป และให้คุณพ่อกบ (สามี) ได้พักจากการขับรถด้วย” เธอกล่าวต่อ

“โดยเส้นทางขึ้นเชียงใหม่เราได้แวะเที่ยวที่กำแพงเพชรและลำพูนก่อน สถานที่ที่เราพาลูกไปอย่างแรกเลยคือ พาไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของจังหวัดนั้น จากนั้นจะพาเขาไปเที่ยวแบบสัมผัสธรรมชาติทั้งภูเขา น้ำตก สวนผัก ทุ่งนา เพราะอยากให้เขาได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติและได้สัมผัสดินต้นไม้ใบหญ้าให้มากที่สุด”

หากเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์อย่างเสาร์-อาทิตย์ เธอก็ยังเลือกที่จะพาน้องปัญไปเที่ยวแถวชานเมือง ไปสวนผักแถวนครปฐมบ้าง หรือไปลุยสวนมะม่วงของคุณยายที่สระบุรีบ้าง เพื่อให้ลูกเรียนรู้วิถีชีวิตแบบอื่นนอกเหนือจากชีวิตเมือง

“อรอยากให้ลูกได้ไปเดินบนทุ่งนา ได้ลองไปขุดดินปลูกต้นไม้ เพราะเราไม่รู้เลยว่าโตขึ้นมาน้องปัญจะชอบอะไร จะชอบปลูกผักรดน้ำต้นไม้เหมือนตอนนี้ไหม แต่อย่างน้อยตอนนี้เราได้สอนเขาให้เห็นถึงความลำบากขั้นพื้นฐานที่ตัวเขาเองเคยทำและรับมือได้ ทำให้เขาไม่กลัวเปื้อนจากการจับดินจับทราย แค่นี้ลูกชาวนาชาวสวนอย่างอรก็ปลื้มแล้ว”

นอกจากนี้ แม่อรยังได้แบ่งปันให้ฟังว่า ลูกสาวของเธอเป็นโรคตาเหล่เข้าในโดยกำเนิด ซึ่งเธอสังเกตเห็นตั้งแต่ลูกอายุเพียง 7 เดือน และเข้ารับการรักษาตั้งแต่ตอนนั้น โดยเริ่มรักษาด้วยการปิดตาข้างที่ปกติเพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อตาข้างที่ขี้เกียจให้ขยันทำงานมากขึ้น

การรักษาควบคู่ไปกับการใส่แว่นสายตา (น้องปัญมีอาการสายตายาว) ซึ่งลูกสาวให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการใส่แว่นตาทำให้อาการของโรคดีขึ้นมาก แต่กระนั้นการรักษาที่ดีที่สุดคือ การผ่าตัดตาก่อนอายุ 3 ขวบ ซึ่งน้องปัญจะเข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัดในเดือน มิ.ย.นี้

“พ่อแม่ต้องสังเกตลูกตั้งแต่ยังเป็นทารกว่าดวงตามีความผิดปกติหรือไม่ เพราะภาวะตาเหล่เข้าในโดยกำเนิดไม่มีสาเหตุ และคนส่วนใหญ่มักคิดว่ามันคืออาการตาเอกที่พอโตขึ้นจะหายไปเอง แต่โรคนี้จะไม่หาย ดังนั้น ถ้าเห็นความผิดปกติควรปรึกษาแพทย์ทันที เพราะยิ่งรักษาตั้งแต่เล็กจะมีโอกาสหายได้มากกว่ารักษาตอนโต”

เธอยังได้แบ่งปันข้อมูลและวิธีการดูแลรักษาโรคนี้ไว้ในเพจเฟซบุ๊ก Pun Amlustians

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องโรคไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการพาลูกเที่ยว และไม่ใช่ปัจจัยที่จะมาขัดขวางความสุขของครอบครัว ซึ่งเธอได้กล่าวทิ้งท้ายถึงการพาลูกเที่ยวว่า

“การพาลูกเที่ยวทำให้พ่อแม่รู้สึกว่าเขามีความสุขที่ได้อยู่กับเรา เพราะลูกไม่รู้หรอกว่าเราพาเขาไปไหน เขารู้แค่ว่าได้ไปกับพ่อและแม่ก็มีความสุขที่สุดแล้ว ช่วงที่ลูกยังเล็กถือว่าเป็นช่วงเวลาทองสำหรับพ่อแม่ที่ต้องกอดลูกไว้ เดินไปด้วยกัน ไม่ให้ลูกรู้สึกเดียวดาย เพราะการเดินทางของลูกยังอีกยาวไกล

และแน่นอนว่าพ่อกับแม่เดินไปด้วยไม่ได้ตลอด ดังนั้น เวลานี้เองที่พ่อแม่ต้องเป็นเพื่อนร่วมทางของลูกให้มากและนานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อเป็นความทรงจำและสร้างสายสัมพันธ์ ที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ก็ไม่มีวันหายไปจากครอบครัว” 

GoAnywhere การเดินทางของส้มปอย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/550964

  • วันที่ 12 พ.ค. 2561 เวลา 12:59 น.

GoAnywhere การเดินทางของส้มปอย

โดย รอนแรม ภาพ : GoAnywhere

สาวพัทลุงทำงานที่กระบี่ ไปเยือนมาแล้วกว่า 20 ประเทศใน 5 ปี และมีความฝันอยากเดินทางรอบโลก

“ส้มปอย” เยาวณี หนูยิ้ม เธอเป็นนักเดินทางตัวยงที่ยังคงเป็นพนักงานประจำ และเป็นเจ้าของเพจเฟซบุ๊ก GoAnywhere ที่ถ่ายทอดประสบการณ์และความทรงจำผ่านภาพถ่ายและตัวอักษร

นักเดินทางสาวเล่าว่า เธอชอบท่องเที่ยวมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เคยชวนเพื่อนนั่งรถไฟฟรีจากหาดใหญ่ไปเชียงใหม่ และเที่ยวไปเรื่อยทั่วไทยจนเก็บเกือบครบ 77 จังหวัด

จากนั้นเมื่อเริ่มทำงาน เธอเริ่มขยับจากในเป็นนอกประเทศ โดยเริ่มที่ สปป.ลาว ประเดิมที่เมืองเวียงจันทน์ วังเวียง หลวงพระบาง ซึ่งเป็นทริปต่างประเทศครั้งแรกที่เปลี่ยนชีวิตเธอ

“จากที่เที่ยวในประเทศไทยก็รู้สึกมีความสุขและสนุกอยู่แล้ว พอได้ไปต่างประเทศใกล้ๆ ก็รู้สึกว่ามีความสุขมากขึ้น ทำให้คิดว่า ถ้าเราได้ไปเที่ยวไกลๆ ไปในที่ที่แตกต่างจากเรามากๆ มันคงสนุกและมีความสุขมากขึ้นเรื่อยๆ”

สำหรับเพจเฟซบุ๊ก เธอเริ่มเมื่อ 2 ปีที่แล้ว จากนั้นเมื่อปีที่ผ่านมาเธอได้เปิดเว็บไซต์ goanywhere.co เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวแบบเต็มรูปแบบทั้งเรื่องและภาพ

“เราเป็นแค่เด็กต่างจังหวัดคนหนึ่ง ที่รู้ว่าตัวเองชอบอะไรแล้วก็ทำสิ่งนั้น” ส้มปอยกล่าวต่อ

“เดินตามทางที่เราชอบไปเรื่อยๆ โดยไม่เกี่ยงว่าเราจะไปคนเดียว ไปกับเพื่อน หรือไปกับแฟน เพราะแค่รู้สึกว่าอยากไปก็ไป ให้ตัวเองรู้สึกมีความสุขกลับมา

เราเป็นคนชอบแอดเวนเจอร์ ชอบไปสัมผัสอารยธรรม วัฒนธรรม เป็นคนชอบลอง ลองกิน ลองพูด ลองทำ แม้ว่าจะไม่เก่งภาษาอังกฤษแต่ก็ชอบทำอย่างคนท้องถิ่น และเราเป็นคนชอบเขียนไดอารี่ ชอบจดความรู้สึกหรือความทรงจำในขณะนั้นลงสมุดบันทึกไว้

จากนั้นพอถึงเวลานำมาแบ่งปันในเพจและเว็บไซต์ ก็จะเปิดบันทึกสำรวจความรู้สึกของตัวเองดูว่าเป็นอย่างไร เพื่อเก็บรายละเอียดให้ลึกที่สุด”

ส้มปอยยังกล่าวด้วยว่า สำหรับเธอการเดินทางเป็นการเติมพลัง เติมเชื้อไฟในการทำงาน เติมเป้าหมายในชีวิต และการเดินทางเป็นเหมือนปัจจัยที่ 5 ซึ่งหากร่างกายขาดการเดินทางก็เหมือนขาดอาหารไปหล่อเลี้ยงจิตใจ

“บางคนทำงานเพื่อเก็บเงินก็เป็นความสุข แต่เราทำงานเก็บเงินเพื่อจะได้ไปเที่ยว นั่นเพราะความสุขของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เรามีความสุขที่ได้วางแผน วางเป้าหมายว่าจะไปเที่ยวที่ไหน ต้องใช้เงินเท่าไร ต้องใช้เวลานานแค่ไหน และค่อยๆ เก็บเงิน เก็บวันหยุดไป เพื่อจะได้ออกเดินทางตามที่วางแผนไว้ ซึ่งก่อนไปมันทำให้เรามีเป้าหมายในชีวิต ระหว่างทางมันทำให้เราสนุก ตื่นเต้น และหลังจากกลับมาแล้ว มันทำให้เรามีพลังและทำให้มุมมองชีวิตเปลี่ยนไปทุกครั้ง ซึ่งนี่แหละเป็นความสุข”

ผู้ที่ต้องการแรงบันดาลใจ โดยเฉพาะผู้หญิงที่กำลังตั้งคำถามว่าจะออกเดินทางได้หรือไม่? รวมถึงผู้ที่ต้องการข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวแปลกใหม่และวิธีการเดินทาง สามารถเข้าไปค้นหาได้ในเพจเฟซบุ๊กและเว็บไซต์ GoAnywhere

ก้าวแรกบนถนนมิตรภาพ ของวง ‘ชาลี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/550957

  • วันที่ 12 พ.ค. 2561 เวลา 11:54 น.

ก้าวแรกบนถนนมิตรภาพ ของวง ‘ชาลี’

โดย นกขุนทอง/จุฑามาศ นิจประพันธ์ ภาพ : อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

ดนตรีทำให้ 4 หนุ่มได้มาพบกัน รวมกันก่อตั้งวงชื่อ “ชาลี” ประกอบด้วย แน็ก-ชาลี ปอทเจส (ร้องนำ) ดั๊ก-กิตติภพ ฤกษนันทน์ (กลอง) จอร์จ-วุฒิภัทร โตสกุลวณิช (เบส) และบอมบ์-ณัฐธีร์ รุ่งเลิศนิรันดร์ (กีตาร์)

ทั้ง 4 ไม่ได้สนิทสนมกันทั้งหมด การที่คน 4 คนมาร่วมสร้างสรรค์ผลงานที่ต้องเป็นหนึ่งเดียวในนามวงชาลี จึงไม่ใช่เรื่องง่าย แบบมองตาก็รู้ใจ หรือรู้แนวทางของกันและกัน การปรับตัวและการรับฟังความคิดเห็นอย่างเข้าใจจึงเป็นสิ่งสำคัญของการอยู่ร่วมกันเป็นวง

แน็ก คุ้นหน้าคุ้นตากันดีในบทบาทนักแสดงมาตั้งแต่เขายังเป็นหนุ่มน้อย แต่แน็กยังมีมุมที่ชอบทำคือการร้องเพลงและเขียนเพลง

บอมบ์ มือกีตาร์ หนุ่มหน้าเข้ม ดูขรึม แต่จริงๆ แล้วก็ขี้อาย และยิ้มเก่ง

จอร์จ มือเบส หนุ่มขี้เล่น หัวเราะง่าย ใครอยู่ใกล้ก็ผ่อนคลายสบายอกสบายใจ

ดั๊ก มือกลอง หนุ่มพูดน้อยและอายุน้อยที่สุดในวงอีกด้วย

การฟอร์มวงเริ่มจากแน็กอยากมีวงดนตรีเป็นของตนเอง แต่งเพลงร้องเพลงเก็บเอาไว้หลายเพลง จนเมื่อถึงเวลาจึงปรึกษา ต้น ซิลลี่ฟูลส์ หลังจากนั้นมีการชักจูงสมาชิกคนอื่นๆ ตามมา

แน็ก : “สำหรับผมกับดั๊ก เราเป็นเพื่อนกันมานานแล้ว และอยากทำดนตรีด้วยกันเลย เริ่มมาด้วยกัน”

บอมบ์ : “ผมรู้จักกับพี่ต้น ซิลลี่ฟูลส์ พอดีพี่ต้นโทรมาว่าอยากทำแบนด์ ผมก็โอเค ลองดู เลยชวนจอร์จมาเป็นมือเบส คนนี้มือฉมัง”

ชาลี : “ผมเป็นเอฟซีเขาครับ บอมบ์เขาเป็นมือกีตาร์ระดับเทพอยู่”

บอมบ์ : “ผมก็เป็นเอฟซีเขา ติดตามหนังเขาอยู่”

แน็ก : “เรื่องอะไรครับ”

บอมบ์ : “ห้าแพร่ง ถูกไหม (หัวเราะ)”

4 หนุ่มรู้จักกันเป็นคู่ๆ แน็กสนิทกับดั๊กมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม เรียกได้ว่าเป็นกลุ่มเป็นแก๊งเดียวกันเลย ส่วนบอมบ์กับจอร์จก็เป็นเพื่อนที่เล่นดนตรีวงเดียวกัน และเรียนมหาวิทยาลัยที่เดียวกัน

ดั๊ก : “เราเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่อายุ 15 ครับ ตอนนี้ก็ครบ 10 ปี เรียนห้องเดียวกัน เป็นกลุ่มเด็กดี อาจจะไม่ถึงกับดีมาก แต่ไม่ได้เละเทะ โดดเรียนหรือเป็นกลุ่มที่เกเรขนาดนั้น ทำกิจกรรมในโรงเรียน ไม่ค่อยทำเรื่องไม่ดี นัดกันมาออกกำลังกายตลอด บ้านแน็กมีกีตาร์ ผมรู้สึกชอบ อยากลองทำ เราเคยทำวงตอน ม.ปลาย ก็เริ่มชอบดนตรีตั้งแต่ตอนนั้น”

แน็ก : “ผมไม่อยากเป็นศิลปินเดี่ยว ถ้าจะทำงานดนตรีผมรู้สึกว่าอยากทำงานกับเพื่อน จริงๆ เราทำงานเดี่ยวมันสบาย มันง่ายมาก เพราะไม่ต้องมาแคร์ใคร แต่ว่าเราต้องรับหน้าที่หนักสุดในทุกๆ เรื่อง แต่วันนี้ผมพร้อมและอยากทำงานกับเพื่อน และพอดีดั๊กเป็นเพื่อนเรา เราก็หาเพิ่ม ได้บอมบ์กับจอร์จมา เพราะเขาเก่งมาก ขออนุญาตดีใจ (ยิ้มใหญ่) ที่ได้เขามาอยู่กับผม”

บอมบ์ : “อย่างที่บอก ตอนนั้นผมนั่งกินข้าวอยู่ พี่ต้นโทรมาบอกว่ามีโปรเจกต์หนึ่งสนใจหรือเปล่า เล่นกับแน็ก ตัวผมเองไม่ค่อยได้ฟังเพลงไทย และไม่เคยฟังผลงานเพลงแน็กเลย ก็เลยไปหาฟัง ก็รู้สึกว่าเขามีของเหมือนกันนะ แต่ตอนนั้นเพลงที่ปล่อยออกมาจะแนวน่ารักหน่อย ตอนนั้นเขาทำคนเดียว ผมก็เลยตกลงลองดู ก็เลยชวนจอร์จมา จอร์จเล่นวงกับผมมาตั้งแต่มหาวิทยาลัยแล้ว ไปเล่นต่างจังหวัด เคยประกวดด้วยกันมาด้วย”

จอร์จ : “ตอนบอมบ์ชวนบอกว่ามีโปรเจกต์ มาเล่นเบสให้หน่อย มาเล่นกับแน็กแฟนฉัน ผมก็คิด แน็กเหรอ ผมคิดเลยอย่างแรก เฮ้ย! มันร้องเพลงได้เหรอวะ (หัวเราะ) ผมบอกบอมบ์ก่อนเลยว่า ส่งเพลงมาให้ฟังหน่อย อันนี้ซีเรียสนะ (หัวเราะ) ผมฟัง ผมก็ว่าโอเค แต่ว่าสิ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจร่วมวงอย่างหนึ่ง คือผมถามบอมบ์ว่าเพลงนี้ใครแต่ง บอมบ์บอกว่าแน็กเป็นคนแต่ง เลยมองว่าเขาแต่งเพลงได้ ถือว่าโอเคเลยนะ”

บอมบ์ : “แน็กส่งเพลง ‘สุดท้าย’ มาให้ผม ผมก็ส่งต่อให้จอร์จ แล้วผมไปค้นผลงานเขามีประวัติหรืออะไรอีกไหม แต่ก็มีข้อมูลที่ทราบจากพี่ต้นบอกว่าแน็กเป็นคนอินดี้หน่อย ในการแต่งเพลงเขาใช้ได้เลย แต่แค่ขาดเรื่องดนตรีที่จะมาช่วย พี่ต้นก็ชมแน็กมา เราฟังแล้วก็รู้สึกว่าเขามีของ”

จอร์จ : “เราก็ตกลงเลย เพราะเราอยากลอง”

หลังจากสมาชิกครบวงก็เริ่มทำเพลงและปล่อยซิงเกิ้ลเพลง “สุดท้าย” ออกมาให้ได้ฟังกัน มาย้อนไปถึงครั้งแรกที่ได้เจอหน้าสมาชิกในวงของตัวเองกัน

จอร์จ : “เดือนสองเดือนก็สนิทกันครับ เราจูนกันไม่ยาก เราคุยกันง่าย”

แน็ก : “ผมส่วนใหญ่จูนด้วยดนตรี ไอ้พวกนี้มันจูนกันเรื่องเกม” (หัวเราะ หันไปมองที่ดั๊กกับจอร์จ)

จอร์จ : “ร่วมงานกันดีครับ แน็กเขาจริงจัง เอาการเอางาน เวลาเรื่องเล่นเขาก็เล่น เวลาทำงานเขาก็แยกได้ ตอนแรกใจผม ผมไม่คิดว่าเขาจะจริงจังขนาดนี้ (หัวเราะ) แต่เขาจริงจังจนเราคิดในใจเลยว่า เขาจริงจังขนาดนี้ก็ดีนะ เราจะได้แอ็กทีฟตัวเอง”

แน็ก : “บอมบ์เขาเก่งจริงๆ นะ พี่ต้นแนะนำว่าคนนี้เก่งและอายุยังน้อย เขาไปได้อีกไกล เขาเก่งจริงๆ ผมก็ดูผลงานเขา เราก็กลัวว่าเขาจะมาอยู่กับเราไหม เพราะเขาเก่งระดับไปต่างประเทศแล้วไง”

บอมบ์ : “ตอนนั้นนัดคุยกับแน็ก ผมก็ดูเขา ดูการคุย เขาก็ถามผมว่าอันนี้คืออยู่กันจริงๆ ใช่ไหม คือเขาไม่คิดว่าเราจะมาเล่นกับเขา” (หัวเราะ)

หลังจากนั้นการทำวงดนตรีครั้งนี้ก็เหมือนการที่เขาได้มีเพื่อนในชีวิต ที่อยู่ในวงจรชีวิตประจำวันของกันและกันมากขึ้นไปอีก ยิ่งช่วงหลังก็ยิ่งต้องเจอกันบ่อย เพราะเริ่มเดินสายโปรโมทเพลง หนุ่มๆ ก็เริ่มเผากันให้ฟังว่าเวลาอยู่ในวงพฤติกรรมแต่ละคนเป็นแบบไหน

จอร์จ : “ตอนผมรู้จักดั๊กแรกๆ เหมือนนิสัยเขายังเดาไม่ค่อยออก ตอนนี้ผมเริ่มรู้แล้วว่าเขาเป็นคนอย่างไร (หัวเราะ) ตอนแรกเขาดูเงียบๆ ดูเป็นคนดี แต่ตอนนี้เขาก็ดีนะครับ เป็นคนดูตั้งใจทำงาน

ส่วนแน็ก เรานิสัยคล้ายกัน ตบมุขชงกันไปชงกันมาอยู่ 2 คน เราดีใจที่ได้รู้จักและร่วมงานด้วย ส่วนบอมบ์เป็นเพื่อนที่ดี เรื่องประทับใจในตัวเขา เอาจริงๆ ผมนึกไม่ออกเลย (หัวเราะ)

จริงๆ ความประทับใจของผมคือเราเคยเล่นดนตรีกันมาก่อนมากกว่า เราไปแข่งด้วยกัน ไปทำอะไรด้วยกัน เราได้ความประทับใจร่วมกันมาเยอะ เราไปเล่นตรงนั้น เวลาเราเสียใจ เราก็เสียใจด้วยกัน ดีใจก็ดีใจเหมือนกัน แบบนี้มากกว่า”

ดั๊ก : “เหมือนนิสัยทุกคนมันจะใกล้เคียงกันหมดนะครับ จะตลก เฮฮา แต่เวลาทำงานก็จริงจัง อย่างจอร์จเป็นคนนิ่งๆ ดูไม่ค่อยพูด ตอนนี้ก็เฮฮา เขาก็รับทุกมุขเลย เราชอบเล่นเกมเหมือนกัน แต่ไม่ได้ถึงกับเล่นทั้งวัน เราเล่นเป็นเวลา 10-20 นาที เหมือนเรานั่งรถไปไหนไกลๆ ก็เล่นบ้าง แต่เวลาทำงานเราก็ไม่ได้เล่น

ส่วนแน็กนิสัยจะคล้ายกันเลย เพราะรู้จักตั้งแต่เด็ก อยู่กลุ่มเดียวกันตั้งแต่สมัยเรียน ผมเพื่อนน้อย ไม่มีอยากเลิกคบใคร ส่วนบอมบ์เขานิ่ง ดูเป็นผู้ใหญ่ ลุคกับนิสัยเขาดูเท่ๆ ขรึมๆ แต่พอได้รู้จักนิสัย เขาก็ตลกนะครับ ทำให้รู้ว่าเราก็ยังเด็กกันอยู่นะ ยังไม่ได้อายุเยอะมากๆ ยังเป็นวัยรุ่น ยังคุยกันได้ ทำอะไรด้วยกันได้”

แน็ก : “จอร์จดีครับ จอร์จดีมาก (เน้นเสียงและหัวเราะเบาๆ) ถ้าวันหนึ่งจอร์จมีปัญหาหรืออะไร เราก็ต้องโทษบอมบ์ เพราะบอมบ์เป็นคนพาจอร์จมา และเราก็จะไปฟ้องพี่ต้น (หัวเราะ) เอาจริงแล้วจอร์จเป็นคนที่น่าจะประสบการณ์เยอะ เพราะเขาทำงานกลางคืน เวลาซ้อมเขาจะมีคุมวงได้ในระดับหนึ่ง ก็ดีครับ

ส่วนดั๊ก เราไม่ค่อยมีอะไรพูดถึง เราสนิทกัน ก็อยากให้เขาซ้อมหนักๆ ซ้อมเยอะๆ จะได้ทำงานด้วยกันได้ (ดั๊กพยักหน้า) บอมบ์ก็ขี้เก๊กไปวันๆ (หัวเราะ) หน้าตาเขาเหมาะกับโฆษณากาแฟนะครับ ดูเขาสิ ขี้เก๊ก เราดูเขาจากวิดีโอ เราคิดเลยว่าเขาเก่งมาก วันแรกถ่ายงาน เขาถ่ายไม่ได้อยู่คนเดียว เขินกล้อง ถ่ายรูปยังถ่ายไม่ได้ หลุดขำอยู่นั่น แต่พอเขาจับกีตาร์นะ โห! เขาเท่มาก”

บอมบ์ : “ไม่รู้จะพูดยังไง เรารู้จักกันมาทุกคนนิสัยดีหมดเลย (โทนเสียงเปลี่ยนจนโดนเพื่อนแซว) คืออย่างผมจะเลือกใครสักคนมาร่วมงาน ผมไม่ได้เลือกคนเก่งนะ อันนี้ต้องพูดก่อน

อย่างจอร์จ ผมทำไซด์โปรเจกต์ ต้องบอกก่อนว่าผมทำบรรเลงมาหลายเพลงแล้ว แต่ผมจะเลือกจอร์จตลอด เพราะเหมือนเราคุยกันง่าย (แน็กแทรกว่า คนอื่นเขาคิดตังค์ไง จอร์จไม่คิดตังค์) ต่อให้เก่งยังไง เราก็คิดว่าเก่งแล้วไง เราจะเลือกคนที่เรารู้จักและคุยง่าย ซึ่งจอร์จเป็นคนที่ดีเลย เขาเข้าใจเรา เราอยากได้แบบนี้ เราเล่นกันมานาน เขาจะรู้

ส่วนดั๊ก เจอกันแรกๆ เขาเป็นรุ่นน้อง มีนิสัยคล้ายแน็ก เขาคล้ายกันยังไงไม่รู้ ขี้เล่น เฮฮา ติดตลก เขาจะส่งมุขกันตลอด เวลาทำงานเขาซีเรียส ช่วงแรกผมบอกเขาเลยว่า ไม่ต้องซีเรียสนะ เพราะการเล่นดนตรีถ้าเราเครียดมันเหมือนกับเราเอาหุ่นยนต์มาเล่น มันจะไม่ธรรมชาติ ถ้าในมุมนักแสดงคือคนนี้จะดูแข็ง เหมือนปั้นเพื่อให้คนดู มันจะไม่ได้ออกจากฟีลข้างใน ก็พยายามบอก เพราะน้องเขายังไม่เคยมีประสบการณ์ เราก็บอกเขาไปว่าไม่ต้องเครียดนะ”

สำหรับวงชาลีไม่มีการตั้งกฎเกณฑ์ให้กัน ไม่มีกรอบให้เกิดความอึดอัดใจ เพราะพวกเขาคิดว่ามีอะไรคุยกันตรงๆ เสียมากกว่า อาจจะด้วยอายุที่ใกล้กัน ความคิดเห็นและทัศนคติจึงอยู่ในความพอดี พวกเขาช่วยกันคิด ช่วยกันทำ ช่วยกันแชร์ไอเดียต่างๆ และมีเป้าหมายเดียวกันว่าจะทำอย่างไรให้เพลงได้ออกไปสู่คนฟังให้ได้มากที่สุด แม้ว่าบางช่วงแนวเพลงอาจจะมีบ้างที่ไปคนละทิศคนละทาง แต่การรับฟังกันทำให้วงสามารถหาจุดตรงกลางได้อย่างดี

แน็ก : “จริงๆ เพลงที่ 2 ผมจะให้บอมบ์จัดการหลายอย่างเลย แต่ตอนนี้ผมเริ่มลังเล เพราะบอมบ์มันเลือกเพลงมาที เราก็เริ่มแป้วแล้ว พอดีผมมีเพลงแต่งไว้เยอะ เราจะแชร์กันว่าอยากทำเพลงไหน เพลงที่ 2 แต่ละคนจะมีหน้าที่จริงจังของตัวเองแล้ว ส่วนเพลงมันจะเร็วจะช้าอยู่ที่คนขึ้นโครง ก็คือบอมบ์ มันจะทำงานไหม” (หัวเราะ)

บอมบ์ : “ตอนแรกที่เราเลือก มันอาจจะดูป๊อปไป อยากให้มันดูหนักหน่อย เลยเปลี่ยนเพลง เพราะแน็กเขามีเพลงเยอะอยู่แล้ว เราก็แค่เอามาสานต่อ มันก็มาอีกเพลง ก็จะออกร็อก แต่ก็มีผสมป๊อป เป็นป๊อปร็อก ซึ่งตอนแรกมันป๊อปจ๋าเลย”

แน็ก : “แต่เพลงต่อไปต้องปล่อยในเร็วๆ นี้แล้ว ตอนนี้เรารู้สึกสนุกและมีความสุขกับงานที่เราทำในตอนนี้ ช่วงนี้ก็โปรโมท เราก็พยายามคิดว่าทำอย่างไรให้เพลงเราไปได้ไกลที่สุด”

ความสำเร็จและมีผู้คนชื่นชอบในผลงานเพลง เป็นการตอบแทนความเหนื่อยยากทั้งหมดได้ดีที่สุด และคงเป็นกำลังใจที่จะก้าวต่อไปบนบันไดที่สูงขึ้น พวกเขาหวังว่าจะทำให้วงชาลีไปสู่จุดนั้น 

Somachandrasana II

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/550952

  • วันที่ 12 พ.ค. 2561 เวลา 11:10 น.

Somachandrasana II

โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ในวันนี้ครูจะพูดถึงกล้ามเนื้อในส่วนของการงอของสะโพก (เฟล็กเซอร์ของฮิพ) หรือก็คือกลุ่มกล้ามเนื้อที่ทำให้ลำตัวกับต้นขาใกล้ชิดเข้าหากัน กล้ามเนื้อที่สำคัญ ได้แก่ กล้ามเนื้ออิเลียคัส (Iliacus) และโซแอส เมเจอร์ (Psoas Major) ทั้งสองมัดรวมกันเรียกว่า อิลิโอโซแอส (Iliopsoas) เราใช้ฮิพเฟล็กเซอร์ในชีวิตประจำวันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเดิน การนั่ง การก้าวขาขึ้นลงบันได เป็นต้นโซแอส เมเจอร์ จะเกาะจากบริเวณกระดูกสันหลังส่วนล่าง (T12, L1-L5) ส่วนอิเลียคัสเกาะอยู่บริเวณกระดูกเชิงกราน ทั้งสองตัวนี้จะรวมกันและไปเกาะที่กระดูกที่อยู่บริเวณด้านในของกระดูกต้นขาที่เรียกว่าเลสเซอร์โทรแคนเตอร์ (Lesser Trochanter)

ในการสร้างความสมดุลและมั่นคงให้สะโพกจะต้องเทรนความแข็งแรงที่แกนกลางลำตัวด้วยเพราะหากแกนกลางอ่อนแอจะทำให้เราตึงขาหนีบหรือปวดหลังได้ ดังนั้นการฝึกแต่ท่าอาสนะโยคะที่เน้นแต่ยืดเปิดสะโพกเป็นหลักเพียงอย่างเดียว เช่น ท่าผีเสื้อ ท่านกพิราบ จึงไม่เพียงพอ (ท่าอาสนะแต่ละท่ามีประโยชน์หลักและประโยชน์รองเกี่ยวข้องกับกลุ่มกล้ามเนื้อ ข้อต่อและกระดูกหลายส่วนขึ้นอยู่กับการโฟกัสของผู้ฝึก) เพราะการที่สะโพกมีอิสระในการเคลื่อนไหวพร้อมๆ ไปกับความแข็งแรงของแกนกลาง (อย่างที่ครูเน้นตลอดว่าแกนกลางสำคัญมากๆ) จะส่งผลให้สะโพกเกิดความมั่นคง ซึ่งหมายรวมถึงการเทรนกล้ามเนื้อคู่ตรงข้ามอย่างเช่นกลุ่มกล้ามเนื้อก้นด้วย (Hip Extension Movements)

ในวันนี้ครูจะให้ฝึกท่า Somachandrasana II โดยให้ฝึกหลังจากวอร์มอัพร่างกายแล้ว ท่านี้เป็นส่วนผสมของการใช้แกนกลางลำตัวร่วมกับกลุ่มกล้ามเนื้อสะโพก การใช้กำลังแขนและฝึกการทรงตัวในคราวเดียวกัน

1.เริ่มต้นในท่า Lungeโดยให้ขาซ้ายอยู่หน้าขาขวาอยู่หลังวางมือขวาที่พื้นยืดข้อต่อไหล่ด้วยการกดโคนมือและยกข้อมือลอยจากพื้น (หรือใครจะวางฝ่ามือเต็มก็ได้เช่นกัน)ส่วนมือซ้ายแนบใบหูพร้อมกับลมหายใจเข้า

2.หายใจออกให้ทำ 4 อย่างนี้พร้อมกันคือ หมุนเท้าซ้ายออกตะแคงเท้าขวาหย่อนสะโพกลงพร้อมทั้งวาดมือซ้ายไปด้านหลังหากผู้ฝึกที่มีความแข็งแรงและยืดหยุ่นของสะโพกดีจะสามารถวางขาหลังและสะโพกขวาลงได้ใกล้พื้นแล้วสังเกตอย่าให้ฝ่าเท้าซ้ายเลื่อนลงด้านล่างต่ำขณะที่เราหย่อนสะโพกลง ค้างท่าประมาณ 5 วินาที หายใจเข้าออกตามธรรมชาติ

3.หายใจเข้าอีกครั้งยกสะโพกสูงวาดมือซ้ายจากสะโพกมาด้านหน้า (การวาดแขนมาด้านหน้าทำให้หัวไหล่ผ่อนคลาย) ส่งแนบใบหู รวมทั้งยืดแขนขวาให้ไกลจากพื้นน้ำหนักไม่จมข้อมือติดต่อหน้าท้องทรงตัวไว้ด้วยการหายใจเข้า-ออก ประมาณ 5 ลมหายใจ จากนั้นค่อยๆ คลายด้วยการหมุนเท้ากลับท่า Lunge แล้วลองฝึกสลับข้าง

ย้อนเปิดความสุข โคโนสุเกะ มัตสุชิตะ เรียนรู้อดีตสู่อนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/550947

  • วันที่ 12 พ.ค. 2561 เวลา 10:44 น.

ย้อนเปิดความสุข โคโนสุเกะ มัตสุชิตะ เรียนรู้อดีตสู่อนาคต

โดย โชคชัย สีนิลแท้

ถือว่าเป็นบริษัทชั้นนำของประเทศญี่ปุ่นเบอร์อันดับต้นๆ ที่มีอายุยืนยาวครบ 100 ปี ในเดือน มี.ค. 2561 ที่ก่อตั้งโดย โคโนสุเกะ มัตสุชิตะ (Konosuke Matsushita) ประธานผู้ก่อตั้งคนแรกที่สร้างตำนานพานาโซนิคให้เกิดขึ้นในโลกของเทคโนโลยี

ตำนานเริ่มต้นก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเริ่มธุรกิจในเมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี 2461 ที่เชื่อว่าหลายๆ คนในรุ่นก่อน อาจจะรู้จักในแบรนด์เนชั่นแนล (National) ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นแบรนด์พานาโซนิค ซึ่งทุกวันนี้ไม่จำกัดอยู่เฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ครอบคลุมธุรกิจหลากหลายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของผู้คน

จากปณิธานเริ่มต้นในการดำเนินธุรกิจ คือการทำงานที่ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ผลิตสินค้า แต่จะต้องพัฒนาและสร้างสรรค์คนในสังคมเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จึงได้เริ่มก่อตั้งพิพิธภัณฑ์พานาโซนิค เพื่อให้เป็นสถานที่เรียนรู้ทุกคน เพื่อให้ทราบถึงอดีต การปรับตัวรับมือกับการแข่งขัน และการขยายธุรกิจในหลากหลายที่หาพันธมิตรชั้นนำทั้งในประเทศและระดับโลก เพราะหากจะเป็นสินค้าชั้นนำต้องมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล และสิ่งที่สำคัญผลกำไรที่ได้ส่วนหนึ่งต้องตอบแทนกลับคืนสู่สังคม

พิพิธภัณฑ์พานาโซนิคอยู่บริเวณใจกลางโอซากา โดยเป็นบริเวณสำนักงานใหญ่อาคารที่ 3 ทุกอย่างถูกเก็บไว้คงสภาพเดิม ไม่ว่าจะเป็นต้นสน ต้นไม้ต้นแรกที่ปลูกเมื่อ 85 ปีก่อน ซึ่งพิพิธภัณฑ์เดิมได้เปิดมาเมื่อ 50 ปีก่อน เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ ปรัชญาการบริหารของผู้ก่อตั้ง และได้ปิดปรับปรุงเมื่อเดือน ต.ค. 2560 ก่อนที่จะเปิดตัวใหม่ให้สาธารณชนเข้าชมอย่างเป็นทางการ วันที่ 9 มี.ค. 2561 มีเนื้อที่อาคารกว่า 1,400 ตารางเมตร

ตัวสถาปัตยกรรมของอาคารนั้นคงรูปแบบเดิมไว้ทั้งหมดตั้งแต่เริ่มแรก รวมไปถึงห้องฝึกอบรมพนักงานตั้งแต่เริ่มต้น พิพิธภัณฑ์แสดงให้เห็นถึงเส้นทางชีวิตของผู้ก่อตั้งตั้งแต่เริ่มต้นมาจนถึงการสร้างธุรกิจ

โคโนสุเกะ มัตสุชิตะ เกิดเมื่อปี 2437 จากลูกชาวนาที่วาคายามา ทางตอนใต้ของเมืองโอซากา พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดให้ผู้เข้าชมสามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น LinkRay เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการเข้าชม โดยมีภาษาให้เลือก 9 ภาษา ซึ่งหนึ่งในนั้นมีภาษาไทยด้วย

พิพิธภัณฑ์ใหม่แห่งนี้สะท้อนอดีตที่ธุรกิจเริ่มต้นจากการเรียนรู้ผลิตขั้วหลอดไฟในรถจักรยาน ที่ช่วงเริ่มต้นใช่ว่าจะประสบความสำเร็จ ชีวิตต้องผ่านช่วงเวลาของความยากลำบาก ทำให้การเข้าชมพิพิธภัณฑ์เป็นเรื่องสนุก

เมื่อปี 2460 มีการขยายไลน์การผลิตแผ่นฉนวนกันไฟในพัดลม ที่มีคำสั่งซื้อเข้ามามากกว่า 1,000 ชิ้น ถือว่าเริ่มที่จะประสบความสำเร็จครั้งแรก ซึ่งเขาเริ่มต้นธุรกิจอย่างจริงจังเมื่อตอนอายุ 23 ปี จากการปรับปรุงปลั๊กไฟ ถือเป็นช่วงยุคเริ่มต้นของการใช้ไฟฟ้าในญี่ปุ่น

หลังจากนั้นได้มีการพัฒนาหลอดไฟที่ใช้แบตเตอรี่รถจักรยาน ที่สามารถดึงออกมาใช้เป็นไฟฉายได้ ซึ่งในอดีตช่วงเวลา 30-40 ปี กว่าจะพัฒนาสินค้าออกมาได้ผลิตภัณฑ์หนึ่งใช้ระยะเวลานาน โดยมีแรงบันดาลใจที่ต้องการผลิตสินค้าให้เป็นสินค้าแมสที่ทุกคนใช้ได้ จากนั้นได้เริ่มผลิตเครื่องทำความร้อนหรือฮีตเตอร์จนมาถึงการผลิตวิทยุ

ทั้งนี้ ขั้นตอนการผลิตสินค้าในสมัยโบราณนั้น ทุกขั้นตอนถือว่าเป็นความลับ โดยเฉพาะการผลิตสินค้าต้นแบบ เพราะต้องใช้วัสดุหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นทองแดง คาร์บอน มารวมกันขึ้นชิ้นงานและปั๊มขึ้นรูป ซึ่งแสดงให้เห็นเป็นแบบหุ่นจำลองในการทำงานตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มต้นไม่ว่าจะเป็นการกวนสินค้า การนวด และขึ้นรูปสินค้า

สิ่งสำคัญของการจัดทำพิพิธภัณฑ์แสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าบริษัทจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน การทำธุรกิจต้องเป็นพ่อค้าที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ทำตัวให้ง่ายถือเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะเขาได้ผ่านช่วงที่ธุรกิจซบเซา จึงทำให้เขาค้นพบสัจธรรมหนึ่ง คือต้องส่งต่อความคิด จากความสงบสุขภายในชีวิตสู่ความเจริญรุ่งเรือง

เขาพยายามทำให้สังคมได้เข้าใจ ถือว่าเป็นคนที่มีปรัชญาการดำเนินธุรกิจสูงมาก แสดงให้เห็นผ่านงานพิมพ์หนังสือธุรกิจหลายเล่ม

พิพิธภัณฑ์ยังรวบรวมของมูลในช่วงที่ประเทศญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 นาน 5 ปี ต้องกลับมาเริ่มต้นดำเนินธุรกิจใหม่ โดยกลับไปเริ่มต้นดำเนินธุรกิจที่สหรัฐอเมริกา ที่ต้องการให้ไกลออกไปนอกประเทศ ไม่ได้อยู่แค่ที่ญี่ปุ่นหรือในประเทศ

เพราะในสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำในการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าแล้วเจริญกว่าญี่ปุ่น ซึ่งต้องออกไปทำธุรกิจในประเทศนั้น และมีความเชื่อว่าถ้าสินค้ามีคุณสมบัติที่ดีและสวยงามก็สามารถที่จะเรียกราคาเพิ่มสูงขึ้นได้ และลูกค้าก็สามารถยอมที่จะซื้อ แม้ว่าราคาจะปรับสูงขึ้น แต่สิ่งสำคัญการพัฒนาสินค้าขึ้นมาจะต้องทำให้สังคมเจริญรุ่งเรืองด้วย เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องยึดมั่น

เขาจึงพยายามผลักดันให้เกิดสินค้าใหม่ๆ เพิ่มขึ้นจึงได้มีการพัฒนาสินค้าร่วมกันกับบริษัท ฟิลิปส์ ในปี 2495 และได้ขยายธุรกิจเครื่องเสียง ก่อนที่จะขยายไปสู่การผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นทีวี ตู้เย็น และเครื่องซักผ้า ซึ่งในยุคนั้นเรียกว่าจะต้องมี 3 C คือ Car หรือรถยนต์ Cooler สินค้าเกี่ยวกับความเย็น และ Color TV หรือโทรทัศน์สี

การจัดแสดงพิพิธภัณฑ์ยังแสดงให้เห็นว่า เมื่อปี 2507 ธุรกิจในญี่ปุ่นประสบกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ปัญหาสำคัญที่บริษัทพบคือ สามารถทำกำไรได้ แต่ตัวแทนจำหน่ายกลับประสบปัญหาทำกำไรไม่ได้ โคโนสุเกะ เห็นว่ามีการผิดพลาดในการบริหาร มีการประชุมร่วมกัน 3 วัน 3 คืน เพื่อระดมสมองแก้ปัญหาและเกิดความร่วมมือเพื่อให้สถานการณ์ปรับตัวดีขึ้น

ผู้ก่อตั้งยอมรับปัญหาที่เกิดขึ้น จนต้องมีการแก้ปัญหาด้านการขายสินค้าผ่านตัวแทนจำหน่ายใหม่ในแต่ละภูมิภาค เป็นหลักการทำงานคู่ค้าเพื่อให้ธุรกิจเจริญร่วมกัน เพราะถ้าไม่มีการตัดสินใจร่วมกันก็จะเกิดผลกระทบกับธุรกิจไฟฟ้าในญี่ปุ่นซึ่งถือเป็นการก้าวข้ามวิกฤตในยุคนั้น เป็นช่วงเวลาที่ลำบากที่สุดในการทำงานพิพิธภัณฑ์จัดแสดงนิทรรศการผู้นำก่อนจะเสียชีวิตไปในวัย 94 ปี ภายในอาคารยังจัดแสดงเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านประมาณ 150 เครื่องตามประเภท โดยผู้เข้าชมสามารถติดตามประวัติการโฆษณาของบริษัท

นอกจากนี้ ยังมีงานศิลปะสมัยใหม่ รวมไปถึงการสร้างอนุสาวรีย์เพื่อเป็นอนุสรณ์ครบรอบ 100 ปี และยังเป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนาในอนาคต 

สุรเดช ตัณฑ์ไพบูลย์ นำทัพ เอเชียน มารีนฯ ฝ่าคลื่นธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/550946

  • วันที่ 12 พ.ค. 2561 เวลา 10:34 น.

สุรเดช ตัณฑ์ไพบูลย์ นำทัพ เอเชียน มารีนฯ ฝ่าคลื่นธุรกิจ

โดย โชคชัย สีนิลแท้

นับวันการแข่งขันในหลายอุตสาหกรรมจะทวีความรุนแรงขึ้น ไม่เว้นแม้แต่อุตสาหกรรมซ่อมเรือและต่อเรือ ที่จะต้องเร่งปรับตัวรับมือกับสภาพเศรษฐกิจโดยเฉพาะราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ลดลง จึงส่งผลกระทบกับอุตสาหกรรมนี้

สุรเดช ตัณฑ์ไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชียน มารีน เซอร์วิสส์ หรือ ASIMAR ผู้ประกอบธุรกิจซ่อมเรือและต่อเรือ รวมไปถึงก่อสร้างงานทางด้านวิศวกรรม เขาเป็นทายาทรุ่น 2 ของผู้ร่วมก่อตั้ง ก่อนหน้านี้ผู้บริหารหนุ่มไฟแรงคนนี้เคยเป็นพนักงานขายก่อนที่จะลาออกไปทำงานในบริษัท บาจา และบริษัท พีแอนด์จี ดูแลทางด้านการตลาดและการขาย แต่ด้วยความต้องการเติบโตและเพื่อมาดูแลธุรกิจในภาพรวม จึงตัดสินใจกลับเข้ามาสู่ธุรกิจของบริษัท เอเชียน มารีนฯ

เขาเล่าว่า ธุรกิจต่อเรือและซ่อมเรือนั้น หาผู้บริหารที่จะเข้ามาทำงานได้ค่อนข้างยาก เพราะถือว่าเป็นงานเฉพาะทาง หากคนที่เข้ามาไม่มีแบ็กกราวด์ทางด้านอู่เรือ ส่วนใหญ่จะทำไม่ได้ หรือเข้ามาได้ไม่นานก็ต้องออกไป ปัจจุบันเขาอยู่ในธุรกิจนี้มาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2551 แล้ว หรือเกือบ 10 ปีแล้ว จนเมื่อเดือน มี.ค. 2560 ได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ

หากย้อนไปในช่วงสมัยเรียน เขาจบการศึกษาจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เอกวิชาการขนส่งระหว่างประเทศ ในช่วงเวลานั้นเรียนทางด้านการขนส่งทางเรือ พอจะมีความรู้เนื่องจากได้มาเป็นเซลส์ที่อู่เรืออยู่ 2 ปี ได้รู้จักลูกค้า รู้จักการซ่อมเรือตั้งแต่ต้นจนจบ พอได้กลับมาทำงานอีกรอบจึงทำให้เข้าใจในเนื้องานที่แท้จริง

สิ่งสำคัญที่ได้จากการเข้ามาทำงานซ่อมเรือและต่อเรือ คือการที่ต้องประสานงานกับหน่วยงานราชการ เช่น เมื่อทำงานใหม่ๆ เคยประสานงานกันในอดีต พอได้กลับมาทำงานที่อู่เรืออีกครั้ง เขาเหล่านั้นได้ขึ้นเป็นระดับผู้ใหญ่ขององค์กร และเมื่อได้กลับมาทำงานก็จะต่อกันติด สามารถประสานงานได้ง่ายเนื่องจากยังเป็นกลุ่มลูกค้าเดิม

ภาพรวมตลาดต่อเรือในปัจจุบันว่าไม่ค่อยดี เนื่องจากการขนส่งมีน้อย ถ้าเทียบกับ 3-5 ปีที่แล้วไม่ดีเท่า ซึ่งมี 2 ปัจจัยจากราคาน้ำมันดิบที่ราคาตกต่ำ พอน้ำมันตกก็ส่งผลกระทบกับพวกแท่นขุดเจาะก็มีปัญหา ซึ่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาการนำเข้าและขนส่งทางเรือ หรือค่าเฟด ต่ำลงมาเรื่อยๆ และหากย้อนหลังไป 5 ปี ก็ส่งผลกระทบกับเจ้าของเรือที่ทำธุรกิจออฟชอร์หรืออยู่นอกชายฝั่ง ก็มีผลกระทบกลับมาหาบริษัทด้วยเช่นกัน เพราะถือว่าเป็นธุรกิจที่ซัพพอร์ตกับเจ้าของธุรกิจเรือ

แต่ธุรกิจของบริษัทนั้นมีทั้งซ่อมเรือและต่อเรือ แม้ว่าธุรกิจในส่วนต่อเรือใหม่จะเงียบ เนื่องจากจะไม่มีคำสั่งซื้อใหม่เข้ามามากนัก จึงต้องมาโฟกัสในกลุ่มที่ยังมีความต้องการ คือหน่วยงานราชการ ที่มีความต้องการเรือเฉพาะทางขนาดเล็ก ซึ่งเรือรูปแบบนี้มีความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นเป็นเรือเก็บผักตบชวาเพื่อใช้ในแม่น้ำ

ในอดีตงานต่อเรือ ซ่อมเรือ จะเป็นของภาคเอกชน เรือต่อลำจะมีมูลค่าประมาณ 500-700 ล้านบาท ปัจจุบันมาโฟกัสงานราชการขนาด 300-350 ล้านบาท ซึ่งมูลค่าของเรือนั้นไม่ได้มาจากความใหญ่ของตัวเรือ แต่จะเป็นเรือที่มีอุปกรณ์หรือความทันสมัยในตัวเรือ อย่างเรือที่บริษัทต่อลำราคา 600-700 ล้านบาทนั้น จะเป็นเรือที่ทำงานในแท่นขุดเจาะน้ำมัน ซึ่งเวลานี้ไม่ค่อยมีงาน จึงต้องมาหางานในหน่วยงานราชการ โดยได้เข้ามาหางานจริงจังในหน่วยงานราชการ ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานอย่างการท่าเรือแห่งประเทศไทย กรมเจ้าท่า กรมประมง กรมศุลกากร หรือตำรวจน้ำ เป็นหน่วยงานที่จะต้องใช้เรือ และมีเรือที่ครบอายุจะต้องต่อทดแทน

สำหรับงานซ่อมเรือนั้นบริษัทสามารถรักษารายได้ให้เติบโตต่อเนื่อง เพราะถึงแม้ว่าจะไม่มีเงินต่อเรือใหม่ แต่เรือเก่าก็จะต้องซ่อม เนื่องจากมีกฎเกณฑ์ว่าเรือที่ใช้งานอยู่ทุก 2 ปีครึ่ง ถึง 3 ปีนั้นจะต้องขึ้นซ่อม แต่จะซ่อมที่ไหนนั้นก็จะต้องไปหางานมา แต่ในกฎระเบียบการต่อทะเบียนเรือนั้นมีกำหนดว่ารายการใด จะต้องทำอะไรบ้าง งานซ่อมเรือจะเริ่มที่ราคา 2 ล้านบาท แต่หากเป็นเรือที่มีงานซ่อมมีมูลค่าสูงถึง 15 ล้านบาท เป็นต้น

“งานซ่อมเรือก็เหมือนกับงานซ่อมสีรถที่โดนชน ถ้าตรงไหนที่กร่อนบาง โดนชนก็ต้องตัดออกหรือเปลี่ยนใหม่ ต้องมีระบบท่อ ถ้าเครื่องยนต์มีปัญหาก็จะมีงานเครื่องยนต์เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งอายุเรือในเมืองไทยจะมีอายุ 30 ปี ถือว่าอายุมาก ส่วนใหญ่จะใช้อยู่ 20 ปี ซึ่งในญี่ปุ่นมีกฎหมาย ก่อนเกิดเหตุการณ์สึนามิในประเทศญี่ปุ่น ให้ใช้เรือได้แค่ 15 ปี แล้วต้องขายออก พอเกิดสึนามิโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใช้งานไม่ได้ก็ต้องกลับมาใช้พลังงานรูปแบบเดิม ก็ต้องมายืดอายุเรือก่อนปลดระวางเป็น 19 ปี ขณะเดียวกันเขายังใช้วิธีการส่งเสริมพอต่อเรือใหม่ก็จะได้การสนับสนุนจากรัฐบาล จึงทำให้เกิดการต่อเรือใหม่อย่างต่อเนื่อง แต่ของเมืองไทยไม่มีผิดกฎหมาย ทางด้านนี้งานใหม่จึงหายาก” สุรเดช ย้ำ

ส่วนประเทศไทยหน่วยงานที่มากำหนดว่าเรือจะต้องมีอายุเท่าไรนั้นเป็นบริษัทน้ำมัน อย่างบริษัท เชลล์ หรือบริษัท เชฟรอน จะกำหนดว่าเรือที่จะมารับสินค้าของเขาได้จะต้องมีอายุเท่าใด มีการกำหนดผนังท้องเรือ 2 ชั้น จากเดิมเป็นท้องเรือชั้นเดียว เมื่อเรือถูกชนจะได้ไม่มีน้ำมันรั่วออกทะเล แนวทางปฏิบัติเหล่านี้เป็นการผลักดันให้เรือต้องนำเรือมาซ่อมบำรุง ขณะที่เรือในยุคใหม่นั้นผนังเรือจะมีผนัง 2 ชั้น ตั้งแต่เริ่มผลิต แต่ก็จะมีระเบียบทุก 2 ปีครึ่ง หรือ 3 ปี ต้องนำมาซ่อมบำรุง หากไม่มีการดูแล บริษัทประกันจะไม่รับประกันให้ จึงทำให้เกิดการจ้างงานใหม่

ขณะที่ความสามารถในการรับงานซ่อมเรือของบริษัท สามารถรับงานได้เฉลี่ย 75 ลำ/ปี โดยมีอู่เรืออยู่ 2 อู่ เป็นอู่ลอยน้ำที่สุขสวัสดิ์ จ.สมุทรปราการ ส่วนที่สุราษฎร์ธานี รับงานซ่อมเรือได้ 30 ลำ โดยทีมช่างบริษัทมีพนักงานประจำ 300 คน และมีบริษัทรับเหมาในเครืออีก 300 ราย ส่วนต่อเรือใหม่มูลค่า 350 ล้านบาท/ปี รับงานได้ 2 ลำ/ปีในเวลาพร้อมกัน หากไม่พร้อมกันจะสามารถต่อได้มากกว่านี้

ทั้งนี้ เรือที่ต่อเป็นเรือสัญชาติไทย โดยในปี 2559 มีการต่อเรือให้สีหนุวิลล์ ประเทศกัมพูชา 1 ลำ เป็นหน่วยงานเหมือนกับการท่าเรือแห่งประเทศไทย แต่เป็นการท่าเรือกัมพูชา อีก 1 ลำ ให้กับการท่าเรือแห่งประเทศไทยเป็นเรือวางทุ่น ส่วนในปี 2560 ต่อเรือ TUG เป็นเรือลากเรือสินค้าขนาดใหญ่ ซึ่งเรือใหญ่จะจอดเองไม่ได้ เรือนี้จะเป็นเรือดันหัวและท้ายเพื่อไม่ให้เกิดการกระแทก เป็นเรือบริการ จำนวน 1 ลำ ขนาด 50 ตัน ให้การท่าเรือแห่งประเทศไทย มูลค่า 320 ล้านบาท เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้บริษัทตั้งเป้าเติบโตไว้ 15-20% จากปีก่อนปิดรายได้ 706 ล้านบาท ปัจจุบันที่ทำให้มองว่ายังเติบโตได้เนื่องจากลูกค้าเกรดเอและบีนั้นยังเลือกใช้งานกับบริษัทและถือเป็นลูกค้าประจำ พร้อมกับขยายตลาดลูกค้าซ่อมที่เป็นงานราชการและต่างประเทศเข้ามาเสริม

ที่ผ่านมางานซ่อมเรือภาครัฐอยู่ที่ 5-10% สัดส่วน 90% เป็นงานของภาคเอกชน หากเป็นงานต่อเรือโครงการในปัจจุบันเป็นงานราชการเกือบ 80% อีก 20% เป็นงานของภาคเอกชน เพราะในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาก็มีต่อเรือให้กับภาคเอกชน แต่มูลค่าโครงการไม่ค่อยสูงนัก

สิ่งที่เป็นปัจจัยบวกคือความต้องการเรือเฉพาะทาง เป็นเรือสำหรับเก็บผักตบชวาโดยเฉพาะ เนื่องจากเป็นปัญหาระดับชาติของประเทศไทย เรือที่พัฒนาขึ้นจะมีสายพานตักขึ้นมา วิ่งอยู่ในน้ำ ถือเป็นเรือเฉพาะทาง ซึ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทางกรมโยธาธิการมีความต้องการใช้งานมากขึ้น

ปัจจุบันเริ่มมีหลายบริษัทเข้ามาทำธุรกิจต่อเรือประเภทนี้ แต่บริษัทถือเป็นผู้พัฒนาเรือรูปแบบนี้ ซึ่งเชื่อมั่นในตัวสินค้านั้นจะดีกว่าคู่แข่ง เนื่องจากมีการเรียนรู้ระหว่างทาง เพราะเป็นเอกชนรายแรกที่เข้ามารับงาน แต่ปัจจุบันก็เริ่มมีเอกชนเข้ามาในตลาด 3-4 ราย ที่เข้ามาในช่วงปี 2560 จนถึงปัจจุบัน มีการแข่งขันเรื่องราคา

ทั้งนี้ กรมโยธาธิการจะเป็นหัวหอกในการเก็บผักตบชวา และมีหน่วยงานอยู่ต่างจังหวัด ในจังหวัดมีปัญหาเรื่องผักตบชวาก็จะมีการสั่งซื้อเรือเพิ่มเติมเข้าไป จึงทำให้ได้งานในต่างจังหวัดมากขึ้นไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นสกลนคร สระบุรี นครปฐม ฉะเชิงเทรา โดยมีการส่งทีมขายไปต่างจังหวัด ผักตบชวานั้นสามารถนำไปย่อยแทนดินเพื่อใช้ปลูกมะนาวได้ ที่ จ.สิงห์บุรี นั้นทำกันเป็นล่ำเป็นสันจนผักตบชวาหมด

ที่ผ่านมาบริษัทจะต่อเรือตามความต้องการของลูกค้า เพราะเรือแต่ละลำแม้ว่าจะชื่อเหมือนกันแต่ก็มีรายละเอียดแตกต่างกัน โดยมีแผนจะพัฒนาเรือสะเทินน้ำสะเทินบกที่มีล้อ โดยไม่ต้องใช้เครนในการยก ซึ่งในปีนี้บริษัทใช้งบลงทุนราว 60 ล้านบาท ในการปรับปรุงหน้าท่าเพื่อเพิ่มพื้นที่จอดเรือ สามารถรับเรือซ่อมได้มากขึ้น จากเดิมมีที่จอดเรือ 10 จุดซ่อมอยู่ในอู่ จะเพิ่มขึ้นอีก 2 จุด เป็น 12 จุดซ่อม

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้บริษัทได้มีการลงทุนเรื่องเครื่องจักรที่ลดผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมและสามารถทำงานได้เร็วขึ้น เพิ่มความสามารถในการผลิต ซึ่งปัจจุบันได้เริ่มมีการศึกษาเรื่องหุ่นยนต์ที่จะเข้ามาใช้ในงานเชื่อม คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปี 2562 ซึ่งการต่อเรือนั้นไม่เหมือนกับงานผลิตรถยนต์ที่จะต้องเหมือนกันทั้งหมด เพราะการทำงานจะเป็นรูปแบบแฮนด์เมด จะใช้หุ่นยนต์ทำงานแทนเฉพาะงานที่ต้องทำงานรูปแบบซ้ำๆ ขณะเดียวกันก็ยังต้องใช้แรงงานฝีมือในการทำงาน

เหล่านี้ถือเป็นการปรับตัวครั้งใหญ่ของธุรกิจเรือที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเรือเฉพาะทาง จนไปถึงนำหุ่นยนต์มาใช้รับกับยุค 4.0 เพราะนับวันแรงงานที่มีความชำนาญจะยิ่งขาดแคลน 

ขอแสดงความยินดี (ถ้า)อยู่ในกลุ่มคน 1%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/550765

  • วันที่ 10 พ.ค. 2561 เวลา 11:19 น.

ขอแสดงความยินดี (ถ้า)อยู่ในกลุ่มคน 1%

เรื่อง ราตรีแต่ง

ธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุ คนไทย 88% มีเงินในบัญชีออมทรัพย์ไม่ถึง 5 หมื่นบาท มีเพียง 1% มีเงินเกิน 1 ล้านบาท สะท้อนปัญหาคนส่วนใหญ่เงินไม่พอใช้ ไร้เงินเก็บ หลายคนตั้งคำถามกับตัวเองทันที! ว่าเราจัดอยู่ในกลุ่มไหน?!!

ธนาคารแห่งประเทศไทย แจงข้อมูลอีกว่า บัญชีออมทรัพย์ เป็นบัญชีที่คนไทยนิยมทำมากที่สุด โดยบัญชีออมทรัพย์ที่มีเงินฝากตั้งแต่ 5 หมื่น-1 แสนบาท มีจำนวน 3 ล้านบัญชี บัญชีที่มียอดเงินตั้งแต่ 1-5 แสนบาท มีจำนวนกว่า 4 ล้านบัญชี บัญชีที่มียอดเงินตั้งแต่ 5 แสน-1 ล้านบาท มีจำนวนกว่า 9 แสนบัญชี และบัญชีที่มียอดเงินมากกว่า 1 ล้านบาท มีอยู่เพียง 9 แสนบัญชี หรือคิดเป็น 1% ของทั้งหมดเท่านั้น แต่กลับมียอดเงินรวมกันเกือบ 5 ล้านล้านบาท

สถิติคนกว่า 90% ของประเทศมีเงินเก็บไม่ถึง 5 หมื่นบาทนี้เอง ทำให้คนไทยมีแต่หนี้สิน มีข้อมูลจากหนังสือ Money มานี่ (many) วิถีเงินล้าน ซึ่งตั้งคำถามว่า…อะไรคือสาเหตุที่ทำให้คนไม่มีเงินเก็บ? ซึ่งมี 2 สาเหตุชัดเจนที่สุด ก็คือ สาเหตุแรก รายได้น้อยเกินไป และสาเหตุที่สอง ใช้จ่ายมากเกินไป แน่นอนว่าชีวิตที่มีคำว่า“เกินไป” ถ้าไม่ใช่ “เงินเก็บ” ก็ไม่มีอะไรดีทั้งนั้น

วิธีการแก้ไขปัญหานี้เพื่อที่จะมีเงินเก็บ ก็มี 2 ข้อง่ายๆ

วิธีแรก “เพิ่มรายรับ”

หางานพิเศษทำเพิ่มเติม ถ้างานรับเงินเดือนที่มีอยู่หักค่าใช้จ่ายประจำเดือนแล้ว แทบไม่มีเงินเหลือพอที่จะเก็บออมเป็นเงินก้อนได้ ก็คงต้องลองหาอาชีพเสริมระหว่างที่ทำงานประจำไปด้วย

อาชีพเสริมสามารถเป็นได้หลายรูปแบบ ตามแต่ละคนถนัด การเริ่มต้นกิจการเองก็เป็นไปได้ง่ายขึ้น ซึ่งสมัยนี้การเริ่มต้นธุรกิจไม่ใช่ว่าต้องมีเงินก้อนใหญ่ โดยมีช่องทางขายสินค้าทางออนไลน์ได้ ถ้าไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรมีคำแนะนำในเรื่องนี้โดยให้ลองเขียนสิ่งที่เรารักออกมาสัก 3 ข้อ เช่น รักอาหาร รักการออกกำลังกาย รักงานประดิดประดอย แค่นี้เราก็จะมองเห็นอาชีพที่ 2 ได้ชัดเจนขึ้น ว่าเราอยากทำอะไร และขึ้นอยู่กับว่าใครจะเริ่มลงมือทำหรือเปล่า

เลือกวิธีการลงทุนที่ให้ผลตอบแทน 10% ต่อปีนั้น ผลตอบแทนที่ได้จริงๆ อาจจะมากหรือน้อยกว่านี้ขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น ความสามารถในการลงทุน สภาพเศรษฐกิจสภาพตลาด แต่ถ้าไม่มีความรู้การลงทุน กูรูด้านการลงทุนแนะนำให้ลงทุนผ่านกองทุนรวมที่มีผู้จัดการกองทุนมืออาชีพคอยบริหารจัดการให้ หรือถ้ายังไม่ไว้ใจผู้บริหารกองทุนมืออาชีพ แนะนำให้ลงทุนผ่านกองทุนรวมที่เป็น ETF ซึ่งอิงกับดัชนีตลาดเป็นหลัก

จากสถิติแล้ว ในระยะยาวตราสารทุน หรือหุ้น เป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนประมาณ 10% ซึ่งมากที่สุด (มากกว่า เงินฝาก พันธบัตร สลากออมสิน หุ้นกู้ทองคำ อสังหาริมทรัพย์)

วิธีที่สอง “ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น”

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ SET ก็ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจสำหรับประชาชนสนใจศึกษาข้อมูลในเรื่องเงินๆ ทอง คำว่า จน หรือ รวย ขึ้นอยู่กับ “การบริหารรายจ่าย” และแนะวิธีการเก็บเงิน

ในแต่ละเดือน “มนุษย์เงินเดือน” มีรายได้ที่แน่นอน รู้แน่ชัดว่าจะได้รับเงินเท่าไร และได้รับเงินวันไหน แต่สิ่งที่หลายคนละเลยก็คือ “รายจ่าย” ที่เกิดขึ้น ทั้งรายจ่ายประจำ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ค่าโทรศัพท์ อาหารการกิน ฯลฯ และรายจ่ายผันแปร ที่บางคนควบคุมการใช้จ่ายไม่ค่อยได้ (เลย) เช่น จ่ายค่าช็อปปิ้งเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ท่องเที่ยว ไปสังสรรค์ปาร์ตี้กับเพื่อนฝูงและอีกมากมาย

ใครควบคุมรายจ่ายไม่ได้ ก็ไม่มีทางรวยแน่นอน เพราะรายได้เท่าเดิม รายจ่ายเพิ่มขึ้นแบบไม่มีวินัยแบบนี้ ก็จะกัดกินเงินที่ควรจะเก็บออมเงินก้อนเล็กลงไปเรื่อยๆ แย่ยิ่งกว่านั้นไปอีก บางคนเงินไม่พอใช้ การก่อหนี้เพื่อสนองกิเลสตัวเองอย่างนี้ ยิ่งน่าเป็นห่วง

เคล็ดลับมนุษย์เงินเดือน ก็คือควรให้น้ำหนักกับการ “บริหารรายจ่าย” โดยนำรายได้สุทธิ (ย้ำว่า “สุทธิ” คือ รายได้ทั้งหมด) ยกตัวอย่าง รายได้ 3 หมื่นบาท ไปหักประกันสังคม, หักกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, หักหนี้สินที่ต้องจ่ายประจำเดือน เช่น ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ค่าสาธารณูปโภคต่างๆ รับมาเท่าไร?

อย่างเช่นเหลือเงิน 2.8 หมื่นบาท ให้เก็บออม หรือลงทุนก่อน อย่างน้อยที่สุด 10% คือ 2,800 บาท แล้วค่อยนำเงินที่เหลือ คือ 28,000-2,800 = 25,200 บาท จากนั้นนำไปบริหารรายจ่าย ด้วยการนำเงินก้อนไปหาร 4 แล้วแบ่งใช้เป็นรายสัปดาห์ คือ 25,200÷4 = 6,300 บาท โดยกดเงินสด 6,300 บาท มาใช้สัปดาห์ละ1 ครั้ง แล้วใช้ให้พอกับเงินที่มีในกระเป๋า แค่นี้ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะใช้จ่ายเกินตัว ได้ใช้เงินตามกำลัง และยังมีเก็บออม (ลงทุน) อีกด้วย แต่หลายคนที่ยังติดอยู่ในกลุ่ม 88% มีเงินเก็บในบัญชีไม่ถึง 5 หมื่นบาท ไม่ได้ทำแบบนี้แน่นอน

การแก้ไขปัญหาเพียง 2 ข้อนี้ให้ได้ ก็จะทำให้มีเงินเหลือ และสิ่งที่ควรทำต่อไปทันที คือต้องจ่ายให้อนาคตตัวเองก่อนเลย ซึ่งก็คือเงินเก็บ แล้วเราจะไม่มีวันอยู่ในกลุ่มคนส่วนใหญ่ที่แทบไม่มีเงินเหลือเก็บ

เป็นการปรับนิสัยและสร้างวินัยการใช้เงิน คือการเก็บก่อนค่อยใช้ ไม่ใช่การรอให้เหลือแล้วจึงค่อยเก็บถ้าใครทำได้ต้องกล่าวแสดงความยินดี ที่ติดกลุ่ม 1% ชีวิตมั่นคงได้สวยงาม

‘ความหวังใหม่’ ท่ามกลางความล่มสลายของทรัพยากร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/550763

  • วันที่ 10 พ.ค. 2561 เวลา 11:09 น.

‘ความหวังใหม่’ ท่ามกลางความล่มสลายของทรัพยากร

เรื่อง กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

จากการขยายตัวของเมืองการเพิ่มของจำนวนประชากร การเติบโตของการเกษตรเชิงเดี่ยวและอุตสาหกรรมรวมถึงการจัดการที่ดินป่าที่ขาดประสิทธิภาพ ล้วนส่งผลต่อความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและการลดลงของพื้นที่ป่า โดยสถานการณ์ล่าสุดของป่าไม้ในประเทศไทย เราเหลือพื้นที่ป่าอยู่เพียง 102.1 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 31.60 ของพื้นที่ทั้งหมด

รัฐบาลจึงได้กำหนดเป็นนโยบายป่าไม้แห่งชาติ และยกให้การฟื้นฟูป่ากลายเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าไม้ให้ถึงร้อยละ 40 หรือเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 26 ล้านไร่ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ท้าทาย เพราะหลังจากขับเคลื่อนมานานก็ยังไม่บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ตั้งแต่ 30 ปีที่แล้ว

ศูนย์วนศาสตร์ชุมชนเพื่อคนกับป่าหรือรีคอฟ (RECOFTC) จึงได้นำเสนอแนวทาง “การฟื้นฟูภูมิทัศน์ป่าไม้” (FLR-Forest Landsacpe Restoration) ซึ่งเป็นแนวคิดการฟื้นฟูป่าที่เชื่อว่าทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มพื้นที่ป่าในรูปแบบที่หลากหลาย โดยได้นำเสนอภายในงานเทศกาลคนกับป่าครั้งที่ 2 เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา

วรางคณา รัตนรัตน์ ผู้อํานวยการแผนงานประเทศไทย ศูนย์วนศาสตร์ชุมชนเพื่อคนกับป่า กล่าวว่า องค์กรได้พยายามสร้างนวัตกรรมโดยนำความรู้ด้านวนศาสตร์ชุมชนมาช่วยในเรื่องการจัดการป่าไม้ และผลักดันให้เกิดการจัดการร่วมกันระหว่างชุมชนและภาคส่วนอื่นๆ เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี คุณภาพชีวิตที่ดี และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

“รีคอฟได้นำเสนอเครื่องมือเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเพิ่มพื้นที่ป่าด้วยการฟื้นฟูเชิงภูมิทัศน์ หรือการฟื้นฟูที่มองเชิงกว้างคือ เราจะพูดถึงแค่พื้นที่ป่าคงไม่พอ แต่ต้องมองถึงพื้นที่ทั้งหมดว่ามีอะไรที่สัมพันธ์กันบ้างเพราะการดูแลรักษาป่าในพื้นที่ป่านั้นแท้จริงแล้วไม่ยากเท่ากับการปรับหรือเปลี่ยนชุมชนบริเวณนั้นให้มาช่วยฟื้นฟูป่าด้วย”

การฟื้นฟูภูมิทัศน์ป่าไม้เป็นกระบวนการของการฟื้นฟูระบบนิเวศควบคู่ไปกับการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้คนในพื้นที่ที่มีป่าไม้เสื่อมโทรม ไม่ใช่แค่เพียงการปลูกต้นไม้ แต่คือการฟื้นฟูพื้นที่ในภูมิทัศน์ทั้งหมดให้สามารถตอบสนองความต้องการในปัจจุบันและอนาคตได้ โดยสามารถทำได้ทั้งในพื้นที่เกษตรขนาดเล็ก และพื้นที่สาธารณะในเขตเมืองใหญ่ หัวใจสำคัญ คือ ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการช่วยกันถักทอผืนป่าไปพร้อมกัน

วรางคณา ยังกล่าวด้วยว่า เหตุผลหลักที่ทำให้ป่าเสื่อมโทรมและหายไปอย่างจริงจังหนึ่งในนั้น คือ การที่คนท้องถิ่นไม่ได้รับประโยชน์จากการฟื้นฟูป่า มากไปกว่านั้นภาครัฐยังคงใช้แนวทางการอนุรักษ์นำแทนที่จะเน้นการสร้างแรงจูงใจและส่งเสริมให้ชุมชนมาร่วมดำเนินการ

ปัจจุบันการฟื้นฟูภูมิทัศน์ป่าไม้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง และภาครัฐเองก็มีการปรับใช้แนวทางนี้ในการฟื้นฟูป่ามากขึ้นเธอยกตัวอย่างประเทศจีน ที่ประสบความสำเร็จในฟื้นฟูภูมิทัศน์ป่าไม้ด้วยการปลูกไผ่โดยรัฐสนับสนุนให้ชาวบ้านปลูกไผ่ รับซื้อและสร้างอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ส่วนรัฐก็ได้พื้นที่ป่าและต้นไม้ที่ยึดหน้าดินเพิ่มขึ้น กลายเป็นตัวอย่างการฟื้นฟูภูมิทัศน์ป่าไม้ที่เห็นผลเป็นรูปธรรม

“เราจะเพิ่มพื้นที่ป่าให้ถึงร้อยละ 40 ได้หรือไม่ ไม่ใช่เรื่องน่ากังวลใจอะไร เพราะที่สำคัญกว่านั้น คือ กระบวนการ” เธอแสดงทัศนะ

“วันนี้เราคงต้องยอมรับสถานการณ์โลกว่าเราอยู่ในจุดที่เกินลิมิตของโลกไปนานแล้ว ตอนนี้เราจะสูญเสียพื้นที่ป่าไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว ดังนั้นการรักษาป่าที่มีอยู่ให้คงสภาพ และเพิ่มพื้นที่ป่า ควรเป็นฉันทามติสำหรับทุกคน ตอนนี้เราต้องช่วยกันหาวิธีการในการเพิ่มพื้นที่ป่าให้มากที่สุดเท่าที่จะมีได้ เพราะเรากำลังอยู่ในยุคที่สิ่งแวดล้อมกำลังเสื่อมสลาย และความล่มสลายของทรัพยากรมาถึงจุดที่เราไม่สามารถอยู่บนเงื่อนไขเดิมๆ เราไม่สามารถทะเลาะกันบนพื้นฐานที่ว่าคนหนึ่งต้องได้หรืออีกคนต้องเสีย เพราะเราอยู่ในยุคที่ทุกคนต้องร่วมมือและทำทันทีในการดูแลสิ่งแวดล้อม”

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีต้นแบบในการจัดการป่าอย่างยั่งยืนให้เห็นอยู่ที่บริเวณลุ่มน้ำแม่ละอุป โดยชาวบ้านมีการจัดตั้งเครือข่ายลุ่มน้ำแม่ละอุปขึ้นเพื่อจัดการพื้นที่ต้นน้ำในบ้านเกิดของตัวเอง

วิจิตร พนาเกรียงไกร กรรมการเครือข่ายลุ่มน้ำแม่ละอุป กล่าวว่า ลุ่มน้ำแม่ละอุปประกอบด้วย 5 หย่อมบ้าน มีประชากรกว่าหนึ่งพันคน ซึ่งทั้งหมดเป็นชาวปกากะเญอ เดิมทีชาวบ้านในเครือข่ายเคยมีปัญหาเรื่องการจัดการป่าเป็นอย่างมาก เพราะป่าในพื้นที่เป็นป่าสงวนชั้นหนึ่งเอ และเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำกว่าร้อยละ 80 ของพื้นที่ทั้งหมด โดยกรมป่าไม้มีข้อยกเว้นให้ชาวบ้านสามารถทำกินและใช้ประโยชน์จากพื้นที่ป่าได้

ในช่วงแรกชาวบ้านใช้ประโยชน์จากป่าเพื่อทำการเกษตร แต่เมื่อมีนายทุนเข้ามาใช้ประโยชน์จากป่าทำให้ชาวบ้านบุกรุกแผ้วถางพื้นที่ป่าจำนวนมาก ส่งผลกระทบให้น้ำแล้ง ไม่มีน้ำในการทำการเกษตร และเกิดความขัดแย้งของชาวบ้านจากการแย่งชิงทรัพยากรน้ำ ชาวบ้านจึงรวมตัวกันเพื่อแก้ปัญหาน้ำอย่างเป็นรูปธรรม โดยร่วมกันออกแบบว่าหากต้องการแก้ปัญหาและจะใช้ประโยชน์จากป่าให้มีความยั่งยืนได้นั้นต้องทำอย่างไร

“เราได้สำรวจข้อมูลในการแบ่งป่าที่ชัดเจน โดยแบ่งพื้นที่ป่าไม้ในกลุ่มออกเป็น3 ส่วน คือ ป่าต้นน้ำ ป่าใช้สอย และป่าธรรมดา ซึ่งพื้นที่ป่าต้นน้ำและป่าธรรมดานั้นจะไม่มีใครไปบุกรุก และชาวบ้านทั้ง 5 หมู่บ้าน ยังมีหน้าที่ดูแลไม่ให้มีใครไปบุกรุกด้วย หลังจากเริ่มดำเนินได้ 2 ปี พื้นที่ป่าก็กลับมา ปริมาณน้ำก็เพิ่มขึ้นมา ทำให้ความเป็นอยู่ของชาวบ้านดีขึ้นจนถึงปัจจุบัน”

วิจิตรยังมีแง่คิดในเรื่องของการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนเพิ่มเติมว่า การจัดการป่าไม้ไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันทำให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นคนที่อยู่ในพื้นที่ป่าต้นน้ำหรือคนในเมือง ที่ง่ายที่สุด คือ เริ่มสำรวจตัวเองว่ามีพฤติกรรมอะไรที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อป่าต้นน้ำหรือไม่ แล้วหยุดพฤติกรรมเหล่านั้นหรือปลูกต้นไม้ในห้องให้ได้คนละหนึ่งต้น และดูแลรักษาด้วยความรักก็จะทำให้มีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้น รวมทั้งเกิดความเข้าใจ และความรักต้นไม้เพิ่มขึ้นด้วย

ในงานเสวนาดังกล่าวยังได้กล่าวถึงตัวอย่างเมืองที่มีการจัดการพื้นที่สีเขียวได้ดีซึ่งประเทศไทยสามารถนำมาใช้เป็นแบบอย่างได้อย่าง นิวยอร์ก เมืองที่มีสวนสาธารณะขนาดใหญ่หรือเซ็นทรัลปาร์ก โดยที่มาที่ไปเริ่มมาตั้งแต่การวางผังเมืองที่กำหนดให้เซ็นทรัลปาร์กเป็นสวนสาธารณะให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์ได้ และยังมีการกระจายตัวของสวนสาธารณะขนาดเล็กตามแนวระบบขนส่งมวลชน

รวมถึง บอสตัน ที่นอกจากจะมีสวนสาธารณะขนาดใหญ่แล้ว ยังมีการกำหนดแนวกันชนสีเขียว (Green Belt) สำหรับการจำกัดการขยายตัวของมหานครอย่างชัดเจนตั้งแต่ครั้งแรกของการวางผังเมือง จึงทำให้พื้นที่สีเขียวในเมืองนี้ไม่ถูกทำลายและยังขยายตัวเพิ่มขึ้นในแต่ละพื้นที่ด้วย

สำหรับกรุงเทพฯ ไม่ได้ถูกวางผังเมืองมาสำหรับพื้นที่สีเขียวตั้งแต่ต้น จึงทำให้เมืองเต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่องที่กระจุกตัวอย่างหนาแน่น และไม่สามารถปลูกต้นไม้ใหญ่แซมได้มาก ส่วนพื้นที่สีเขียวที่มีก็เป็นพุ่มไม้หรือต้นไม้ขนาดเล็กที่ไม่สามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ดังนั้นการปรับภูมิทัศน์ของเมืองใหม่โดยเพิ่มพื้นที่สีเขียวเข้าไปก็จะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของคนเมืองมากขึ้น

ด้าน ผศ.ดร.ขวัญชัย ดวงสถาพร หัวหน้าภาควิชาการจัดการป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวถึงการบรรลุเป้าหมายของพื้นที่ป่าในประเทศไทย ว่าการเพิ่มพื้นที่ป่าอีก 26 ล้านไร่ ต้องหาพื้นที่ที่มีสภาพเป็นป่าเข้ามาเพิ่มทั้งส่วนที่เป็นป่าธรรมชาติ และส่วนที่เป็นป่าเศรษฐกิจ ซึ่งการเพิ่มพื้นที่ป่าสามารถเพิ่มได้ 2 ส่วน

“ส่วนแรก คือ การเข้าไปฟื้นฟูป่าธรรมชาติที่เสื่อมโทรมหรือภูเขาหัวโล้น โดยการจัดระเบียบคนที่ใช้ประโยชน์จากป่าเพราะปัจจุบันมีคนเข้าไปใช้ประโยชน์ในเขตป่าอนุรักษ์เกือบ 6 ล้านไร่ ดังนั้นจะทำอย่างไรให้มีการจัดระเบียบให้คนอยู่อย่างมีเงื่อนไขเชิงอนุรักษ์ และหากคนหมดความจำเป็นที่จะใช้ประโยชน์ก็ต้องคืนให้รัฐและรัฐต้องนำมาฟื้นฟูต่อไป

ส่วนที่สอง คือ จะทำอย่างไรให้มีการเพิ่มป่าเศรษฐกิจ ซึ่งการปลูกไม้ป่าต้องใช้เวลา การใช้เวลาจึงทำให้เกิดต้นทุน พอมีต้นทุนก็ต้องมีแหล่งทุนระยะยาว จึงต้องมีการอำนวยความสะดวกประชาชน 2 เรื่องหลัก คือ กองทุน เนื่องจากการปลูกไม้ป่าต้องใช้เวลาและมีต้นทุนจึงต้องมีกองทุนสนับสนุน และเรื่องที่สอง ประชาชนที่ปลูกไม้หวงห้าม เช่น สัก ยางนา ประดู่ ต้องขออนุญาตเวลาจะตัดทั้งที่ปลูกในเขตที่ดินกรรมสิทธิ์ เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรให้ประชาชนที่คิดดี ทำดี สามารถเพิ่มผืนป่าให้ประเทศโดยปลูกไม้ใดก็ได้ในเขตที่ดินกรรมสิทธิ์ และเวลาจะตัดไม่ต้องขออนุญาตวุ่นวายหลายขั้นตอน จึงต้องมีการปลดล็อกกฎหมายเรื่องไม้หวงห้ามเพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าเศรษฐกิจ”

หัวหน้าภาควิชาการจัดการป่าไม้ กล่าวด้วยว่า ตั้งแต่ปี 2516-2557 ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าลดลงเฉลี่ยปีละ 9 แสนไร่ จากนั้นหลังปี 2557 เป็นต้นมา ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าลดลงเฉลี่ยปีละ 4-5 หมื่นไร่ เนื่องจากการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด แต่อย่างไรก็ตามประเทศไทยยังไม่สามารถหยุดยั้งการบุกรุกป่าธรรมชาติได้โดยสิ้นเชิง

ช่วงท้ายของงานเทศกาลคนกับป่าครั้งที่ 2 รีคอฟร่วมกับภาคีเครือข่ายได้ร่วมกันอ่านแถลงการณ์ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล 3 ข้อมีใจความสำคัญ คือ หนึ่ง เสนอให้รัฐเน้นการฟื้นฟูป่าที่ทำให้ประเทศไทยได้มีป่าเพิ่มควบคู่ไปกับการส่งเสริมสิทธิแก่คนในท้องถิ่นได้ร่วมดูแลป่า มากกว่าแนวทางการอนุรักษ์เพียงอย่างเดียว สอง ภาคธุรกิจควรเข้ามาร่วมสนับสนุนและลงทุนกับการฟื้นฟูภูมิทัศน์ป่าไม้ให้เพิ่มมากขึ้น เน้นการสนับสนุนระยะยาวและสามารถสร้างต้นแบบการสร้างป่าที่ให้ประโยชน์ทั้งในทางสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจสีเขียว โดยเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น และสาม ขอเชิญชวนให้ประชาชนร่วมสนับสนุนโครงการถักทอต่อผืนป่า เพื่อให้แนวทางการฟื้นฟูภูมิทัศน์ป่าไม้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมสามารถติดตามแนวทางการดำเนินงานได้ที่เว็บไซต์ http://www.recoftc.org

9 สิ่งที่ควรต้องมี ก่อนอายุ 40

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/550702

  • วันที่ 09 พ.ค. 2561 เวลา 16:54 น.

9 สิ่งที่ควรต้องมี ก่อนอายุ 40

เรื่อง กันย์ ภาพ pixabay

องค์การอนามัยโลก หรือ ฮู (World Health Organization – WHO) เปิดเผยผลสำรวจว่า อายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์โลกจะอยู่ราวๆ 70 ปี ครึ่งชีวิตหรือเรามักเรียกกันว่าวัยกลางคนนั้น จึงนับที่ 35-40 ปี ถ้าใช้ชีวิตมาถึงครึ่งทางแล้ว เราควรมีอะไรในชีวิตบ้าง และนี่คือสิ่งที่ควรมีก่อนอายุ 40 แล้วกันนะ

1.เงินออมอย่างน้อย 1 ล้านบาท – ต้องเป็นเงินออมแบบเย็นๆ ในบัญชีที่เราจะไม่เดือดร้อน เพราะไม่รู้อนาคตว่าจะเจอเรื่องวิกฤตอะไรในชีวิตที่จำเป็นจะต้องใช้เงินก้อนบ้างหรือไม่ จึงควรมีเงินสดที่สามารถถอนมาใช้ได้ทันทีกรณีมีเหตุฉุกเฉิน ไม่ใช่ไปลงทุนอะไรแล้วต้องรอ 4-5 วัน แล้วถึงจะเบิกได้

2.Investment/asset – ให้เงินทำงานให้งอกเงยแม้ตอนคุณหลับ ต้องแบ่งเงินส่วนหนึ่งที่หาได้ ไปลงทุนใน asset ต่างๆ ซึ่งที่นิยมก็เช่น ด้านอสังหาริมทรัพย์ (บ้าน คอนโด ที่ดิน) ตราสารหนี้ พันธบัตรต่างๆ กองทุนหุ้น หุ้น สลากออมสิน และทองคำ เลือกทางที่เราถนัดไม่ต้องลงทุนทุกอย่างอันไหนที่ถนัดถูกโฉลกกับเราก็ให้น้ำหนักตรงนั้นมากหน่อยกระจายการลงทุนไปสัก 3-4 อย่าง เพื่อป้องกันความเสี่ยง แต่ทุกการลงทุนอาจจะมีความเสี่ยงมากน้อยแตกต่างกันไป ควรหาความรู้กับสิ่งที่คุณลงทุนให้มากเข้าไว้ คนรวยไม่ได้รวยเพราะหาเงินเก่งอย่างเดียว แต่รวยเพราะเอาเงินไปต่อยอดให้เพิ่มพูน สำหรับมนุษย์เงินเดือนเก็บเงินวันละ 50 บาท ได้เดือนละ 4,500 นำเงินไปลงทุนให้ได้ปีละ 15% 10 ปีผ่านไปคุณก็มีเงินล้านได้ และเพิ่มการลงทุนทุกปีตามเงินเดือนที่เพิ่มขึ้น คุณก็มีหลายล้านได้เช่นกันเพราะอานุภาพของเงินทบต้นทบดอกนั้นมันดีกว่าที่คิดเยอะเลย

3.ประกัน – วัยนี้ควรมีประกันดีๆ ที่ครอบคลุมอย่างน้อย 3 ตัว คือ ประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุ และประกันชีวิต พวกนี้เป็นความเสี่ยงที่ควรจ่าย ควรแบ่งเงินบางส่วนมาซื้อประกันพวกนี้ตามกำลังที่มี หากโชคร้ายเป็นโรคหนักๆ หรือเจออุบัติเหตุแบบไม่รู้ตัว มีประกันไว้ให้อุ่นใจ

4.สุขภาพที่ดี – นี่สำคัญกว่าเงิน 100 ล้านบาท ถ้าเกิดเป็นโรคร้ายแรง แม้รวยมากๆ ให้หมอเลย 20 ล้านบาท ขอให้รักษาให้หายดีเหมือนตอนก่อนเป็นโรคนี้ หมอก็ทำให้ไม่ได้ เราต้องทำเอง เรื่องสุขภาพเป็นเรื่องที่ต้องลงทุนระยะยาว

5.ทำบุญแบ่งปัน – วัยนี้ต้องมีวัดหรือมูลนิธิหรือองค์กรการกุศล ที่ไปเป็นประจำเพื่อช่วยเหลือ แบ่งปัน เสียสละเพื่อคนอื่น ชีวิตจะต้องมีทุกเรื่องให้สมดุล การมีสุขภาพจิตที่ดี ไม่ได้อยู่ที่เรามีความสุขแค่ไหน แต่อยู่ที่เราทำให้คนอื่นมีความสุขได้แค่ไหนด้วย

6.ภาษาที่สอง – เราอาจมีการเรียนรู้หลายอย่าง เช่น เรียนทำอาหาร เรียนร้องเพลง เรียนดำน้ำ เรียนทำเว็บ มีผลวิจัยบอกว่า หนึ่งในการเรียนรู้ที่สามารถสร้าง Impact ในชีวิตมากที่สุด นั่นคือการเรียนภาษา ความรู้คือการลงทุนที่ดีที่สุด ภาษาพื้นฐานที่ทุกคนต้องมีแล้วคือภาษาอังกฤษ และภาษาต่อไปเป็นภาษาแห่งอนาคต เช่น จีน ถ้าสามารถพูดอีกภาษาได้คล่องแคล่ว โลกของเราจะขยายและเติบโตขึ้น

7.เวลา – หากผ่านครึ่งชีวิตที่ทำงานอย่างหนักจนแทบไม่มีเวลาให้ตัวเอง ให้ครอบครัว อย่ารอจนสายเกินไปที่คนที่เรารัก รอมีเวลาให้ไม่ไหวจนต้องลาลับไปก่อน เวลานั้นมีค่าที่สุด ต้องใช้อย่างมีประโยชน์ ไม่ประมาทละเลย และอย่าลืมบาลานซ์ชีวิตให้ครบทุกด้าน ไม่มีใครรู้ว่าวันพรุ่งนี้กับชาติหน้าอันไหนจะมาก่อน เราจึงต้องใช้ทุกวินาทีอย่างคุ้มค่าที่สุด

8.การใช้ชีวิต – ชีวิตเกิดมาต้องใช้ซะ อย่าเก็บตังค์ทั้งหมดไปใช้ชีวิตตอนแก่หลังเกษียณ ถ้ามีรายได้ปุ๊บ ต้องจัดสรรปันส่วน เก็บเงินสดไว้เป็นเงินออมเย็นๆ ส่วนหนึ่ง เงินลงทุนส่วนหนึ่ง เงินใช้ชีวิตส่วนหนึ่ง เงินทำบุญ เงินให้พ่อแม่ เงินสำหรับสังคม ต้องจัดเป็นส่วนๆ อย่าเก็บเงินทั้งหมดไว้ใช้ตอนแก่ ไปเที่ยวตอนแก่ เดินไม่ค่อยไหว กับเที่ยวตอนหนุ่มสาวๆ อารมณ์ต่างกันเยอะ กินข้าวก็เหมือนกัน ตอนแก่ไปทานอาหารอร่อยๆ แพงๆ แค่ไหน ตอนนั้นลิ้นรับรสไม่ดี ฟันหายไปตามอายุ อาหารดีแค่ไหนก็ไม่อร่อย การเก็บเงินเป็นเรื่องดี แต่เก็บทั้งหมดไม่ดีแน่ๆ เกิดมาทำแต่งานไม่เคยได้ใช้ชีวิต ชีวิตไม่ใช้ก็ไม่ใช่ชีวิต

9.ความสุข – อายุเท่านี้แล้วลองสำรวจตัวเอง ว่าชีวิตทุกวันนี้มีความสุขดีเท่าที่ควรจะเป็นหรือยัง ถ้ายังเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตบ้าง คนเราเกิดมาแล้วชาติหน้าไม่รู้มีจริงไหม แต่ชาตินี้มีจริงแน่ๆ ถ้าใช้ชีวิตได้คุ้มค่าและมีความสุข เราจะได้ขึ้นสวรรค์ในชาตินี้เลย ไม่ต้องรอชาติหน้า อนุญาตให้ตัวเองมีความสุข ก็จะมีความสุขได้ทุกวัน วันไหนช่วงขาขึ้นก็ตักตวงความสุขเยอะหน่อย ช่วงไหนขาลงก็สุขน้อยหน่อย ความสุขของเราอย่าไปผูกติดกับใคร อย่าไปผูกติดกับสิ่งของ จงผูกติดกับตัวเอง ที่ตัวเองสามารถอนุญาตให้ตัวเองมีความสุขได้เอง

เทรนด์ธุรกิจมาแรง เดลิเวอรี่ความสวยสุขภาพดีถึงบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/550547

  • วันที่ 08 พ.ค. 2561 เวลา 13:46 น.

เทรนด์ธุรกิจมาแรง เดลิเวอรี่ความสวยสุขภาพดีถึงบ้าน

เรื่อง พุสดี

ไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบ บวกกับเทคโนโลยีที่เป็นมิตร พร้อมให้เข้าถึงแบบไร้ช่องว่าง ทำให้คนยุคนี้เคยชินกับความสะดวกสบาย อยากได้อะไรก็แค่คลิก ข้อมูล หรือสิ่งของที่ต้องการก็พร้อมเสิร์ฟ วิถีชีวิตของผู้คนในสังคมที่เปลี่ยนไปนี้เอง กลายเป็นโอกาสทองให้หลายธุรกิจใช้เป็นกลยุทธ์ในการมัดใจผู้บริโภคให้อยู่หมัด เทรนด์ธุรกิจสตาร์ทอัพยุคนี้นอกจากจะต้องแข่งกันด้วยไอเดียสร้างสรรค์ ยังต้องสู้กันด้วยบริการที่พร้อมอำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคได้มากกว่า พร้อมปลดล็อกข้อจำกัดเดิมที่เคยกวนใจผู้บริโภคออกไป

จากนี้คือสองตัวอย่างธุรกิจที่ต่อยอดจากความต้องการของลูกค้า มาสู่โมเดลธุรกิจที่น่าสนใจตอบโจทย์กับยุคดิจิทัลอย่างไร้ที่ติ ไม่ว่าคุณจะเป็นสาวสวยที่หลงใหลในโลกแฟชั่น หรือสาวใสสุดสตรองที่ใส่ใจดูแลสุขภาพเป็นที่หนึ่ง ก็สามารถสวยสุขภาพดีได้แม้ไม่ต้องออกจากบ้าน

ตู้เสื้อผ้าออนไลน์สวรรค์ของเหล่าแฟชั่นนิสต้า

เพราะเข้าใจหัวอกของสาวๆ ยุคโซเชียลที่ต้องพิถีพิถันในการแต่งตัว เพื่อสร้างความโดดเด่นและประทับใจให้กับผู้พบเห็นพร้อมอวดลุคสวยบนโลกโซเชียล จนทำให้หลายครั้งสาวๆ ต้องปวดหัวกับปัญหาโลกแตกว่า“หาชุดออกงานไม่ได้หรือมีเสื้อเต็มตู้แต่วันนี้ไม่รู้จะใส่ตัวไหนดี”

เพื่อแก้ Pain Point ที่ไม่เคยเปลี่ยนไม่ว่าผู้หญิงยุคไหน พร้อมตอบรับกับกระแสโลกดิจิทัลที่ใกล้ตัวมากขึ้น ศิตา ชุติภาวรกานต์ นักธุรกิจสาวไฟแรงได้ริเริ่มธุรกิจ “บีชูรันเวย์” (Bchurunway) ในฐานะแหล่งรวมแบรนด์แฟชั่นชั้นนำในรูปแบบเช่าอย่างเป็นทางการที่แรกและที่เดียวในไทย ที่เปิดโอกาสให้สาวๆ ได้สนุกกับการสร้างลุคสวยได้ทุกวันเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัสอย่างไร้ขีดจำกัด ด้วยการเนรมิตตู้เสื้อผ้าออน์ไลน์ขนาดใหญ่ที่รวบรวมแบรนด์แฟชั่นระดับดีไซเนอร์แบรนด์ทั้งไทยและทั่วโลกไว้กว่า 150 แบรนด์ มีครบทั้งเสื้อผ้าและแอกเซสซอรี่ เพื่อตอบโจทย์ผู้หญิงที่รักในแฟชั่นได้เพลิดเพลินกับการแต่งตัวแบบไม่จำเจ ที่สำคัญได้มีโอกาสสวมใส่ชุดคุณภาพดีจากแบรนด์ดังในราคาที่เอื้อมถึง

ศิตา บอกว่า ธุรกิจเช่าชุดออกงานในบ้านเราอาจจะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สำหรับธุรกิจเช่าชุดที่พร้อมตอบโจทย์ในทุกวันของสาวๆ ไม่เคยมีในไทยมาก่อนแน่นอน ส่วนในต่างประเทศ แม้จะมีโมเดลธุรกิจเช่าชุดสำหรับใส่ทุกวันให้เห็นบ้าง แต่ถ้ามาพร้อมบริการที่ครบครันพร้อมให้สาวๆ สนุกกับการแต่งตัวได้ง่ายๆ ใน 3 ขั้นตอน คือ เช่า-สวมใส่-ส่งคืน รับรองว่าไม่มีมาก่อน

“ในตู้เสื้อผ้าของบีชูรันเวย์แบ่งออกตามประเภทการใช้งาน อาทิ ชุดสำหรับไปงานแต่งงาน งานปาร์ตี้ งานกาล่าดินเนอร์ ชุดสำหรับไปร่วมพิธีที่เป็นทางการ ไปจนถึงชุดสบายๆ สำหรับทุกวัน (Everyday Look) มีครบทุกไซส์ตั้งแต่ xs ไปจนถึง xl และเริ่มขยายไปถึงสาวๆ พลัสไซส์

เรามีบริการเช่าชุดแบบ 4 วัน และ 8 วัน โดยลูกค้าสามารถเช่าผ่านหน้าเว็บไซต์ หรือจะเข้ามาลองที่สาขาของเราก็ได้ ตอนนี้มีที่ทองหล่อ 20 และภายในปีนี้จะขยายไปที่สยาม รามอินทรา และหัวเมืองใหญ่ๆ ในต่างจังหวัด ส่วนในเดือน มิ.ย. เราจะเปิดตัวแอพพลิเคชั่นเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานมากขึ้น เลือกแบบที่ถูกใจได้แล้ว เรามีบริการส่งถึงที่ ใส่เสร็จไม่ต้องกังวลเรื่องการทำความสะอาด ส่งคืนให้เราได้ทันที เรามีบริการทำความสะอาดโรงแรม 5 ดาวดูแลให้พร้อม”

สตาร์ทอัพสาวคนเก่ง บอกเล่าด้วยน้ำเสียงปลาบปลื้มว่า หลังจากเปิดให้บริการมา 6 เดือน ผลตอบรับค่อนข้างดี นอกจากบริการที่สาวๆ ยากจะห้ามใจ เธอยังภูมิใจนำเสนออีกหนึ่งบริการที่เป็นซิกเนเจอร์ของบีชูรันเวย์ นั่นคือ บริการสไตลิสต์ส่วนตัวแบบไม่คิดค่าใช้จ่าย พร้อมเป็นผู้ช่วยแนะนำการมิกซ์แอนด์แมตช์ลุคเก๋ๆ ให้ ไม่ว่ากำลังมองหาชุดออกงานหรือวางแผนไปเที่ยว

“สมมติลูกค้ามีแผนจะเดินทางไปชมซากุระที่ญี่ปุ่น อาจจะมาปรึกษาให้เราจัดชุดให้เหมาะกับกิจกรรมในแต่ละวันได้เราให้คำปรึกษาฟรี แถมไม่ได้มีข้อผูกมัดว่าต้องเช่าชุดของเรา เพราะเป้าหมายของเราคือ อยากให้สาวๆ สนุกกับการแต่งตัวอย่างแท้จริง นอกจากเราจะรวบรวมเสื้อผ้าจากกว่าร้อยแบรนด์เรายังทำหน้าที่เหมือนบายเยอร์ที่ต้องเดินทางไปซื้อสินค้าคอลเลกชั่นใหม่ๆ เข้ามาเติมในตู้เสื้อผ้าทุกซีซั่น

สมัยก่อนศิตาจะเลือกเสื้อผ้าตามสไตล์ที่เราชอบ ดูให้เหมาะกับสภาพอากาศเมืองไทย แต่หลังจากทำธุรกิจมาสักพัก เริ่มจับเทรนด์ได้ว่าสาวไทยชอบเสื้อผ้าที่มีความเซ็กซี่หน่อยๆ เช่น เปิดไหล่ เปิดหลัง ติดสีสันหน่อยๆ โดยเฉพาะโทนพาสเทลเราก็ต้องปรับตาม”

สำหรับแผนในอนาคต นอกจากจะเดินหน้าขยายแบรนด์ต่อไป ยังมีแผนจะขยายไปสู่ตลาดผู้ชาย ซึ่งถือว่าเป็นโจทย์ที่ท้าทายไม่น้อย ตอนนี้ทางทีมยังอยู่ระหว่างรวบรวมแบรนด์ คาดว่าอาจจะเป็นรูปเป็นร่างปีหน้า”

บูสท์สุขภาพดีเริ่มต้นที่บ้าน

ยุคนี้จะสวยให้ครบสูตรต้องไม่มองข้ามความสวยจากภายใน สมัยนี้นอกจากสาวๆ จะหันมาออกกำลังกาย ดูแลรูปร่างแบบจริงจัง เพื่อสร้างหุ่นสวย หลายคนยังเลือกทางลัดสุขภาพดี ด้วยการกินวิตามินเพื่อเติมเต็มวิตามินส่วนที่ร่างกายยังขาด ทว่าปัญหาคือหลายคนเลือกสวยแบบรวบรัด โดยขาดความรู้ เลือกซื้อวิตามินตามเขาเล่าว่า โดยไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วร่างกายต้องการวิตามินนั้นจริงหรือไม่

เพื่อให้การลงทุนเพื่อสุขภาพของสาวๆ คุ้มค่า พญ.พลอยลดา ธนาไพศาลวรกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการแพทย์ไวตาบูสท์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและเวชศาสตร์ชะลอวัย จึงได้พัฒนาบริการที่ตอบโจทย์คนรักสุขภาพอย่างไวตาบูสท์ (Vitaboost) ศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัย ที่ให้บริการเฉพาะด้านการป้องกันและฟื้นฟูด้วยวิตามินบำบัด โดยจุดเด่นของไวตาบูสท์ คือ การปรุงวิตามินสูตรเฉพาะบุคคล โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนจัดส่งตรงถึงบ้านลูกค้า

“การเลือกใช้วิตามินปรุงเฉพาะบุคคล เป็นการดูแลสุขภาพเชิงบูรณาการ และเป็นศาสตร์แพทย์ทางเลือกที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมากในปัจจุบัน เพราะเป็นวิธีการสร้างสมดุลในร่างกายแบบมีประสิทธิภาพและวัดผลได้อย่างแท้จริง สามารถตอบสนองความต้องการของร่างกายคุณได้ตรงจุด และช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารถูกชนิดในปริมาณที่เหมาะสม เพราะถ้าร่างกายได้รับวิตามินในปริมาณที่มากเกินความจำเป็น ทำให้ตับและไตไม่ต้องทำงานหนักในการขับวิตามินส่วนเกินออกจากร่างกาย”

พญ.พลอยลดา บอกเล่าถึงจุดแข็งของไวตาบูสท์ว่า เรามีทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ที่มีความชำนาญเฉพาะทางในแต่ละสาขาที่พร้อมให้บริการ ทั้งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย เภสัชกร รวมทั้งนักกำหนดอาหารวิชาชีพที่พร้อมให้บริการลูกค้า เพียงเลือกโปรแกรมดูแลสุขภาพตามที่ต้องการและตอบคำถามวินิจฉัยและชำระค่าบริการ จะมีเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์เข้าไปเก็บตัวอย่างเลือดของคุณถึงบ้านเพื่อตรวจระดับวิตามินและแร่ธาตุในเลือดของคุณ โดยผู้ใช้บริการสามารถพูดคุยกับแพทย์ทางออนไลน์ และไวตาบูสท์จะปรุงวิตามินที่ได้รับการคำนวณโดยระบบ Vitalyzer และตรวจสอบอีกครั้งโดยแพทย์ ก่อนส่งวิตามินเฉพาะบุคคลส่งตรงถึงบ้านคุณ

“ที่ไวตาบูสท์ เรามีแล็บในการตรวจเลือดที่ทันสมัย แม่นยำ เมื่อได้ผลลัพธ์เลือดแล้ว ผู้เชี่ยวชาญจะปรุงวิตามินที่เหมาะสำหรับแต่ละบุคคลในห้องปฏิบัติการผลิตวิตามินที่มีระบบควบคุมความสะอาด ความชื้น และอุณหภูมิ ที่ควบคุมโดยทีมเภสัชกรที่มีประสบการณ์ทำให้มั่นใจได้ว่าวิตามินทุกเม็ดได้มาตรฐาน สะอาด และปลอดภัย โดยวิตามินและอาหารเสริมของเราใช้วิตามินและสารอาหารต่างๆ เกรดเดียวกับยา (Pharmaceutical Grade) ที่ใช้ในทางการแพทย์ วัตถุดิบที่เราใช้เป็นวัตถุดิบที่ได้จากธรรมชาติ (Natural Source) ปราศจากการแต่งกลิ่น สี และสารกันบูด และมีใบรับประกันคุณภาพจากผู้ผลิตทุกตัว ซึ่งดีกว่าวิตามินและอาหารเสริมในเกรดอาหาร (Food Grade) ที่ขายกันอยู่โดยทั่วไปในท้องตลาด”

สำหรับผู้ที่สนใจ ติดตามข้อมูลได้ทางแอพพลิเคชั่น “Vitaboost” และเว็บไซต์ http://www.vitaboost.me