ท่านได้แต่ใดมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/551291

  • วันที่ 15 พ.ค. 2561 เวลา 10:24 น.

ท่านได้แต่ใดมา

เรื่อง : กั๊ตจัง ภาพ : เอเอฟพี

การเป็นหนี้ไม่ใช่เรื่องที่ดีในสายตาคนทั่วไป แต่เชื่อไหมว่าคนรวยส่วนใหญ่แม้จะมีเงินเก็บหลายล้านก็ล้วนเป็นหนี้ธนาคารด้วยกันทั้งสิ้น ทำไมพวกเขาถึงเลือกที่จะเป็นหนี้เพราะเป็นการกระจายความเสี่ยงอย่างหนึ่ง หากใช้เงินเก็บที่มีลงทุนแล้วไม่ได้ผลตามที่คาด

เท่ากับว่าเงินเก็บหลายปีที่ผ่านมานั้นต้องสูญสลายหายไปในพริบตา แต่หากกู้ยืมเงินธนาคารมาลงทุนในเพียงบางส่วนก็จะทำให้ความเสี่ยงนั้นลดลงและหากได้ผลกำไรดีก็ยังสามารถลงทุนกู้ยืมลงทุนทำธุรกิจเพิ่มเติมอีกได้ นั่นคือการเป็นหนี้เพื่อสร้างรายได้และเงินที่งอกเงยขึ้นมา แล้วหนี้สินของเราส่วนใหญ่ล่ะเกิดจากอะไรบ้าง

1.ชีวิตต้องใช้ให้คุ้ม

ค่านิยมเรื่องความกลัวใช้ชีวิตไม่คุ้ม ไม่อยากเป็นมนุษย์เงินเดือน ไม่อยากทำงานไปจนวันตาย อยากเที่ยว อยากกิน ทำให้เราไม่อยากทำงานเก็บเงิน อยากกินอยากเที่ยว อยากได้อะไรก็จะใช้เงินโดยขาดความยับยั้งชั่งใจ ทั้งที่ตัวเลขอายุขัยเฉลี่ยของประชากรไทย และประชากรโลกนั้นมีแนวโน้มอายุยืนมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เราลืมไปว่าเรี่ยวแรงหาเงินตอนสูงอายุนั้นไม่ได้มีมากเท่ากับหนุ่มสาวที่ยังมีเรี่ยวแรงและความฝัน

จึงเป็นเหตุให้เราใช้เงินในการหาความสุขให้กับตัวเองโดยลืมคำนึงถึงอนาคตที่เราอาจจะมีชีวิตอยู่อย่างยืนยาว และสร้างหนี้ด้วยการรูดบัตรเครดิต สร้างหนี้ระยะสั้นเพื่อความสุขใส่ตัวมากเกินไป การหาความสุขเพื่อความผ่อนคลายในชีวิตนั้นมีได้แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานความสุขที่ไม่สร้างหนี้ ไม่เกินกำลังจ่ายมากเกินไป

2.ชีวิตต้องอินเทรนด์

ไม่มีใครอยากตกยุคหรือล้าสมัย เทคโนโลยีนั้นมีค่าใช้จ่ายราคาแพงกว่าที่เราคิดเสมอ เมื่อสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ออกมาก็เริ่มขวนขวายหาเทคโนโลยีที่ดีกว่า โดยลืมไปว่าเราจำเป็นต้องใช้ความสามารถตรงนั้นหรือเปล่า เช่น กล้องความละเอียด 20 ล้านพิกเซล คมชัดทุกรูขุมขน แต่พออัพขึ้นอินสตาแกรมแต่งภาพย้อมสี คุณภาพเหลือ 3 แสนพิกเซลแล้ว แล้วอีก 19.7 ล้านพิกเซล ที่เหลือ กับราคา 2 หมื่นกว่าบาทนั้นหายไปไหน

ใช้เงินเท่าที่จำเป็นกับเทคโนโลยีทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น แต่ต้องไม่ทำให้เราเป็นหนี้เพิ่มขึ้น คนที่หาเงินเก่งจะมองเทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือในการทำงานหาเงินเท่านั้น นักธุรกิจรุ่นเก่าใช้เพียงแค่โทรศัพท์พื้นฐานโทรติดต่องานก็สามารถสร้างรายได้หลักแสนหลักล้านก็มี ลองเพิ่มแนวความคิดว่าต้องใช้เทคโนโลยีทำเงิน ไม่ใช่เสียเงินไปกับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว

3.ชีวิตไม่เคยยับยั้งชั่งใจ

การใช้เงินโดยขาดความยับยั้งชั่งใจ นั้นคือสาเหตุหลักที่ทำให้คนเราใช้จ่ายเงินสูงเกินรายได้จนเกิดหนี้ โดยเหตุผลหลักๆ ที่ทำให้เราซื้อโดยขาดความยับยั้งชั่งใจ ที่มักจะให้น้ำหนักกับการซื้อก็คือเรื่อง ความชอบ เป็นความชอบส่วนบุคคล เช่น ของสะสม แก้วน้ำ รองเท้า กระเป๋า เสื้อผ้า แว่นตา กล้องถ่ายรูป เห็นแล้วอดใจไม่ได้ต้องซื้อ

อีกเหตุผลที่ใช้เงินโดยขาดความยับยั้งชั่งใจก็คือ ความจำเป็นเทียม บางครั้งเราคิดว่าสิ่งที่เรากำลังจะซื้อนั้นจำเป็นต้องใช้ เช่น กระเป๋าใบใหม่ที่มีช่องใส่เพิ่มขึ้น ทั้งที่ใบเดิมมีช่องใส่น้อยกว่าเพียงแค่ช่องเดียว หรือกระเป๋าเดินทางที่ต้องซื้อให้ครบทุกไซส์เผื่อการเดินทางหลายวัน ทั้งที่ผ่านมาไม่เคยเที่ยวเกินระยะเวลา 5 วัน กับกระเป๋าขนาด 20 นิ้ว หรือซื้อหม้อหุงข้าวแบบคอมพิวเตอร์ทำอาหารได้หลากหลาย แต่ใช้จริงเพียงหุงข้าวทั่วไป ไม่เคยเอามาต้มทำโจ๊ก หรืออบขนมปังในหม้อข้าวเลยสักครั้ง แบบนี้คือความจำเป็นเทียมที่ต้องคิดให้ดีว่าเอาเข้าจริงแล้วเราจะได้ใช้เป็นประจำอย่างที่คิดหรือเปล่า

4.ชีวิตไม่เคยขายของ

ทักษะจำเป็นในโลกยุคใหม่ก็คือ ทักษะพ่อค้าแม่ค้า การซื้อขายสินค้ามือสองในบ้านจะช่วยประหยัดเงินได้มาก ทุกครั้งที่ซื้อของใหม่เข้ามาแทนที่ของเก่า ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม หากของเก่ายังใช้งานได้ก็ควรทำความสะอาดและถ่ายรูปขายของชิ้นนั้นออกไป ซึ่งมีข้อดีคือช่วยให้คุณมีเงินซื้อเครื่องใหม่ในราคาที่ถูกลง เช่น ซื้อลำโพงใหม่ราคา 1,000 บาท แต่คุณขายลำโพงเก่าออกไปได้ 300 บาท ก็เท่ากับว่าคุณซื้อลำโพงใหม่ในราคา 700 บาท

ในหลักการเดียวกันกับการซื้อขายสมาร์ทโฟน เช่น ซื้อสมาร์ทโฟนใหม่ในราคา 1 หมื่นบาท ใช้งาน 1 ปีผ่านไป คุณอยากจะซื้อเครื่องใหม่ราคา 1.2 หมื่นบาท ก็ขายสมาร์ทโฟนเครื่องเก่าออกไปได้ในราคา 4,000 บาท แล้วซื้อรุ่นใหม่ก็จะเท่ากับว่าคุณซื้อเครื่องใหม่ในราคา 8,000 บาทเท่านั้น

ทั้งหมดนี้ลองดูว่าคุณสามารถปรับวิธีคิดและรูปแบบการใช้เงินแบบไหนได้บ้าง บางครั้งการสละสิ่งของละทิ้งความเสียดายจะทำให้คุณเสียเงินน้อยลงและได้ของที่จำเป็นกับชีวิตที่แท้จริง

ไทยนิยม สู่นิยมไทย อย่าแค่ไฟไหม้ฟาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/551288

  • วันที่ 15 พ.ค. 2561 เวลา 09:58 น.

ไทยนิยม สู่นิยมไทย อย่าแค่ไฟไหม้ฟาง

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว ภาพ ไทยพีบีเอส

ต้องยอมรับว่าการจัดงานอุ่นไอรักฯ ที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลปัจจุบันมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดขึ้น ณ ลานพระราชวังดุสิตและสนามเสือป่า ระหว่างวันที่ 8 ก.พ.-11 มี.ค. 2561 ที่ผ่านมา กับปรากฏการณ์ละครบุพเพสันนิวาสที่จบไปแล้วนั้นได้สร้างปรากฏการณ์ทางสังคมที่คนไทยต้องตื่นตัวและหันมาให้ความสนใจในประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรมไทย จนเป็นกระแสไทยนิยม

ดังจะเห็นได้จากการแต่งชุดไทย อาหารไทยโบราณ การท่องเที่ยวสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ได้กลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนไทย และได้รับการหยิบยกเป็นประเด็นในวงสนทนาวิชาการอย่างแพร่หลาย แต่ทำอย่างไรกระแส “ไทยนิยม” นั้นจะเกิดความยั่งยืนต่อไป ที่มิใช่แค่ปรากฏการณ์ไฟไหม้ฟางที่วูบวาบสักพักแล้วก็ดับมอดไปเฉยๆ

ทำไมต้องเสวนาคอนเสิร์ต วัฒนธรรมนำไทยฯ

การจัดเสวนาคอนเสิร์ต “วัฒนธรรมนำไทย ไทยนิยม…สู่นิยมไทย” ณ หอประชุมใหญ่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 10 พ.ค. ซึ่งจัดขึ้นโดย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ร่วมกับ กระทรวงวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรม และสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ซึ่งมีการถ่ายทอดผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ นับเป็นการสืบสานศิลปวัฒนธรรมและการขับเคลื่อนนโยบาย “ไทยนิยม” ของภาครัฐอีกด้วย

รศ.ดร.กิติมา อินทรัมพรรย์ คณบดีคณะมนุษยศาสตร์ มก. กล่าวถึงการจัดโครงการเสวนาดนตรีดังกล่าวว่า ละครเรื่องบุพเพสันนิวาสถือเป็นละครที่สาธารณชนให้ความสนใจจนเกิดเป็นกระแสไทยนิยมและการฟื้นฟูวัฒนธรรมหลายๆ ด้าน คณะมนุษยศาสตร์ มก. จึงเห็นโอกาสที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้จากการบูรณาการศาสตร์ในสาขามนุษยศาสตร์และมีส่วนร่วมในการส่งเสริมวัฒนธรรมไทย ดนตรี ตอบสนองนโยบายภาครัฐในด้านการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่คู่กับสังคมไทย จึงได้จัดโครงการเสวนาคอนเสิร์ตดังกล่าว

ด้าน ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ศิลปะและวัฒนธรรมไทย เป็นเครื่องแสดงให้เห็นถึงความงามความเจริญของบ้านเมืองตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันที่แฝงอยู่ในชีวิตความเป็นอยู่ของสยามประเทศอันผูกพันอยู่กับสถาบันศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ ก่อให้เกิดวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม ทั้งวัฒนธรรมอาหาร การปกครอง เครื่องแต่งกาย ความเชื่อ ภาษา ดนตรี และสถาปัตยกรรมอันงดงามจนกลายมาเป็นเอกลักษณ์ของชาติไทยในปัจจุบัน

ขณะที่ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า การจัดเสวนาคอนเสิร์ตครั้งนี้เป็นนวัตกรรมหนึ่งที่จะสร้างสรรค์และแสดงการรวมตัวด้านสื่อสารมวลชนและดนตรีอย่างลงตัว ทั้งผลที่จะเกิดขึ้นจากงานนี้จะเป็นองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์และภาพทางวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ในศาสตร์ด้านมนุษยศาสตร์ที่ไม่ได้อยู่เพียงในสื่อโทรทัศน์อย่างที่ผ่านมา แต่เผยแพร่สื่อสารต่อไปยังสื่ออื่นๆ ได้กว้างขวาง กระตุ้นให้เกิดการบูรณาการทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้อย่างดี โดยเฉพาะภาครัฐด้านวัฒนธรรม ภาษา การท่องเที่ยว และส่วนที่ส่งเสริมการพัฒนาคุณค่าทางวัฒนธรรมในตัวสินค้าเพื่อการส่งออกต่อไป

ในงานเสวนาคอนเสิร์ตครั้งนี้เป็นการนำเสนอเกร็ดความรู้ทางประวัติศาสตร์ เครื่องแต่งกาย ในสมัยอยุธยา ผสมผสานกับบทเพลง ในประวัติศาสตร์ เพลงอมตะจากละครย้อนยุค บรรเลงโดยวงดุริยางค์เครื่องลมแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ KU Wind Symphony ได้แบ่งการแสดงออกเป็น 3 ช่วงสลับกับการเสวนา

ช่วงที่ 1 ใช้ชื่อว่า “ยอยศศรีอโยธยา” ประกอบด้วยการบรรเลงเพลงโหมโรงอยุธยา ซึ่งมีบทบาทในการต้อนรับราชทูตสยามในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ช่วงที่ 2 คือ เสมอนคราเทพยรังสรรค์ ประกอบด้วยการบรรเลงเพลงสายโลหิต ช่วงที่ 3 “สถิตสวรรค์รัตนโกสินทร์” ประกอบด้วยการบรรเลงเพลงอมตะจากละครเรื่องสี่แผ่นดิน ลาวคำหอม และเพลงในหลวงของแผ่นดิน

แต่ละช่วงของการแสดงบนเวทีเป็นที่ตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ชมในงานและผู้ชมทางบ้านเรียกว่าเป็นไฮไลต์ได้ทั้งหมด โดยมีนักแสดงมากมาย ซึ่งมาจากคณาจารย์ นักศึกษา ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รวมถึงดารานักแสดงที่เป็นศิษย์เก่าของ มก.ทั้งสิ้น อาทิ แพนเค้ก-เขมนิจ จามิกรณ์ ที่มาพร้อมกับคุณแม่ เป็นต้น

นุ่งโจงกระเบนมรดกกรุงศรีที่คนอย่าได้ลืม

หันมาที่เวทีเสวนาเป็นเรื่องเกี่ยวกับยุคทองของอยุธยา ความรู้เรื่องการแต่งกายรูปแบบการแต่งกาย และการเสวนาให้เกร็ดความรู้เกี่ยวกับภาพสะท้อนวัฒนธรรมในประวัติศาสตร์อยุธยาตอนปลาย โดยมีคณาจารย์ร่วมเสวนา 3 คน คือ ดร.สุรัตน์ จงดา ผู้ช่วยอธิการบดี สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์อาจารย์ศัลยา สุขะนิวัตติ์ ศิลปินผู้ประพันธ์บทละครโทรทัศน์ และ ผศ.ดร.ญาดา อารัมภีรผู้เชี่ยวชาญสาขาวรรณคดีและภาษาไทย

ดร.สุรัตน์ จงดา ผู้ช่วยอธิการบดี สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ศิลปินนักออกแบบเครื่องแต่งกายสมัยอยุธยา ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายละครเรื่องพิษสวาท ภาพยนตร์ซีรี่ส์เรื่องศรีอโยธยา กล่าวว่า ต้องยอมรับกรุงศรีอยุธยาได้ถ่ายทอดศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีต่างๆ มาสู่กรุงรัตนโกสินทร์ หรือกรุงเทพฯ ในทุกวันนี้ ซึ่งแต่เดิมชื่อว่า กรุงเทพทวารวดีศรีอโยธยา ก็คือเมืองอยุธยาใหม่ ผ่านยุคสมัยมาเรื่อยๆ จนมาเป็นคนไทยทุกวันนี้ ฉะนั้น กรุงศรีอยุธยายังไม่ตาย สมัยเสียกรุงครั้งที่ 2 คนอยุธยาก็มาสร้างเมืองใหม่คือธนบุรี และรัตนโกสินทร์ แบบแผน ประเพณีของรัตนโกสินทร์ตอนต้นก็มาจากกรุงศรีอยุธยา คนที่มาสร้างกรุงเทพฯ ก็คือคนอยุธยาตอนปลาย แล้วคนที่สืบเชื้อสายมาในคนกรุงเทพฯ ก็คนอยุธยานั่นเอง

“ถ้าถามสิ่งที่เป็นมรดกตกทอดตั้งแต่กรุงศรีอยุธยามาถึงปัจจุบันที่อยากจะฝากคนไทย คือ การนุ่งโจงกระเบน ต้องยอมรับว่าตั้งแต่งานอุ่นไอรักฯ มาถึงละครบุพเพสันนิวาสที่เกิดกระแสฟีเวอร์ ฯพณฯ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี บอกว่า พอดูละครบุพเพสันนิวาสคนไทยในยุคใหม่ก็ตื่นเต้น ได้ภาษาไทยมาหนึ่งคำคือ ‘ออเจ้า’ ได้อาหารมาหนึ่งอย่างคือ ‘หมูโสร่ง’ ส่วนเราได้โจงกระเบนมาคนละผืน เห็นใส่กันแพร่หลาย แต่หลายคนใส่ไม่เป็น บางคนต้องไปซื้อสำเร็จรูปมาใส่ฉะนั้นจึงอยากฝากมรดกอยุธยาคือการนุ่งโจงกระเบนให้คนไทยอย่าได้ลืม นุ่งไม่ยากฝึกนิดหน่อยก็เป็นแล้ว”

ละครเสียกรุงต้องไม่สร้างต่อไป

ศัลยา สุขะนิวัตติ์ หรือ อาจารย์แดง ศิลปินผู้ประพันธ์บทละครโทรทัศน์ชื่อดังหลายเรื่อง อาทิ คู่กรรม นางทาส สายโลหิตดอกส้มสีทอง รวมถึงบุพเพสันนิวาส และเป็นอดีตอาจารย์คณะสังคมศาสตร์ ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ตอนนี้กำลังเขียนบทละครสายโลหิตเวอร์ชั่นที่ 2 โดยตัดสินใจที่จะไม่เขียนถึงการเสียกรุงเหมือนเวอร์ชั่นแรกอีกต่อไป

“ดิฉันอยากจะอ่านอะไรสักอย่างให้ฟังเพื่อยืนยันว่า เราต้องจบเรื่องการเสียกรุงไว้แต่เพียงเท่านี้ ต่อไปในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นรอยต่อจากอยุธยา ถึงรัตนโกสินทร์ หรือถึงอะไรก็ตาม ขอให้จบเรื่องการเสียกรุง แล้วการเสียกรุงไม่น่าจะเข้ามาอยู่ในละครอีกต่อไป ดิฉันขออ่านให้ฟัง

คำพูดแรกมีอยู่ว่า ‘ขออโหสิกรรมในเหตุการณ์ต่างๆ ที่กองทัพพม่าได้ก่อขึ้นไว้อย่างโหดร้ายและเศร้าสลดที่สุดในประวัติศาสตร์ เหตุการณ์ที่เศร้าสลดขึ้นในครั้งนั้นเมื่อพม่าได้รับเอกราช สิ่งแรกที่ชาวพม่ามุ่งหวังก็คือกลับเป็นมิตรพุทธมามกะกับเพื่อนบ้านใกล้เคียงคือประเทศไทย’ นี่คือคำพูดนี้ของ ฯพณฯ อูนุ นายกรัฐมนตรีพม่าเมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2500 ในงานฉลองพุทธศตวรรษ

อีกคำพูดหนึ่ง ‘ประเทศทั้งสองได้เรียนรู้ข้อพิพาทที่เคยมีมาในอดีต และส่งเสริมไมตรีจิตมิตรภาพที่มีอยู่ในปัจจุบันเพื่อให้เกิดคุณประโยชน์ยิ่งๆ ขึ้นด้วยกัน ขอให้ประเทศทั้งสองแสดงให้ปรากฏแก่ตาโลกว่าเป็นเพื่อนบ้านที่ประเสริฐ ตั้งอยู่ด้วยกันโดยสันติเป็นนิตย์และประโยชน์ซึ่งกันและกันเป็นนิรันดร’ นี่คือพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เมื่อครั้งเสด็จฯ เยือนพม่าในเดือน มี.ค. 2503”

อาจารย์ศัลยา กล่าวย้ำด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า ด้วยคำพูดดังกล่าวนี้จะต้องไม่มีเหตุการณ์อย่างนั้น ไม่มีภาพหรือเรื่องราวการเสียกรุงเกิดขึ้นในละครของไทยอีกต่อไป ส่วนทางพม่าจะทำละครเหล่านี้หรือไม่ไม่อาจทราบได้ แต่ของไทยต้องไม่มี แล้วสายโลหิตเวอร์ชั่น 2 จะไม่เหมือนกับสายโลหิตในเวอร์ชั่นแรก

ขณะที่ ผศ.ดร.ญาดา อารัมภีร ผู้เชี่ยวชาญสาขาวรรณคดีและภาษาไทย อดีตอาจารย์ภาควิชาวรรณคดี คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า แม้ละครไทยจะไม่สร้างที่เกี่ยวกับการเสียกรุง แต่สิ่งที่อยากให้คนไทยตระหนัก ไม่อยากให้นำมาสู่การเสียกรุงอีกในยุคสมัยของพวกเราคนไทยในปัจจุบันและอนาคต ก็คือตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันทุกคนมายืนอยู่ตรงนี้ได้ก็เพราะมีสถาบันพระมหากษัตริย์ ถ้าไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ชาติไทยคงไม่ดำรงอยู่มาถึงวันนี้ได้

“สิ่งที่อยากฝากคือ เมื่อเราจะสืบสานศิลปะ วัฒนธรรม นิยาย ละคร บทเพลง ดนตรี หรือสิ่งที่จะสร้างความบันเทิงรื่นเริงต่อผู้ชมนั้น ก็ควรแทรกสิ่งเหล่านี้เอาไว้ด้วย เพื่อให้สถาบันพระมหากษัตริย์ยังคงอยู่คู่คนไทย และเป็นหัวใจของพวกเราไปตลอดกาล”

วัฒนธรรมไทยสู่ไทยนิยมอย่างยั่งยืน

ดร.สุรัตน์ มองว่า วัฒนธรรมไทย ไทยนิยมสู่นิยมไทย เป็นชื่อที่ดี แต่ต้องการให้เกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริง ไม่อยากให้เป็นไฟไหม้ฟางวูบขึ้นมาแล้วหายไป ทุกคนไม่ต้องลุกขึ้นมานุ่งโจงกระเบน ห่มสไบเดินไปถ่ายรูปอย่างเดียวก็ได้ แต่ยังมีความนิยมไทยอื่นๆ ที่เป็นความเป็นไทยที่ยั่งยืนในชีวิต เช่น ความเอื้ออาทร ความมีน้ำใจ ความเป็นเพื่อน ความเป็นญาติเป็นมิตร ที่คนไทยมีมาแต่โบราณ แต่ปัจจุบันสังคมเมืองโดยเฉพาะกรุงเทพฯ มีวัฒนธรรมการอยู่แบบใหม่ เช่น อยู่คอนโด หมู่บ้านจัดสรร อพาร์ตเมนต์ ทุกคนไม่รู้จักกัน นี่คือความเป็นไทยที่หายไป อีกอย่างเวลาที่เกิดไทยนิยม เช่น ละครจบแล้วก็หายไป กระทั่งเกิดไทยนิยมอย่างอื่นก็มาเริ่มกันใหม่ ไม่อยากให้เป็นแบบนั้น อีกอย่างอยากให้ความนิยมไทยอย่างอื่นที่ฝังรากลึกในจิตใจของเรา เช่น ความมีน้ำใจ การรู้จักแบ่งปัน ให้อยู่ในใจคนต่อไปอย่างยั่งยืน

ด้าน อาจารย์ศัลยา กล่าวว่า การที่จะเกิดไทยนิยม นิยมไทยอย่างยั่งยืนนั้น ต้องทำในรูปแบบที่แข็งแรง ไม่ใช่เพียงแค่ละครที่สอดแทรกไปนิดๆ หน่อยๆ ซึ่งไม่พอ ต้องทำละครที่มุ่งเน้นประเด็นนั้นจริงๆ ยกตัวอย่าง นาฏศิลป์ไทย เพลงไทย วิจิตรศิลป์ หรืออาหารก็ต้องทำจริงๆ

“จะทำแดจังกึมก็ต้องทำแบบแดจังกึมจริงๆ ทำให้เป็นเรื่องเป็นราว ไม่ใช่แค่หมูโสร่งที่ดิฉันเขียนในบุพเพสันนิวาส ตัวเองก็ไม่รู้จักเลย ไม่เคยกินด้วย ก็ไปเปิดหนังสือดูว่ามันทำแบบไหน อย่างนี้ไม่ได้ หรือการฝีมือต่างๆ เช่น ร้อยมาลัย ไม่ต้องทำเป็นเรื่องใหญ่โต แต่ทำให้มันจริงจัง ส่วนเรื่องทางสังคม วัฒนธรรม การอยู่ร่วมกัน ความเอื้ออาทรต่อกัน ถ้าถามดิฉันอยากทำละครเรื่องอะไร ก็อยากทำที่เกี่ยวกับคนแก่ ซึ่งวัฒนธรรมสำหรับคนแก่ในบ้านเราไม่มีที่ไหนในโลกที่พิเศษกว่านี้แล้ว จึงต้องไปหาข้อมูลทำออกมาชัดเจน

อีกเรื่องที่อยากทำคือ เศรษฐกิจพอเพียง ที่เป็นเศรษฐกิจพอเพียงจริงๆ ดิฉันเชื่อคนไทยยังไม่รู้เรื่องนี้อย่างถ่องแท้ แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่จะพูดต่อไปคือความร่วมมือจากผู้จัดละครหรือช่องทีวีต่างๆ ยากที่จะทำสิ่งเหล่านี้ได้ทั้งหมด เพระเป็นเรื่องพาณิชย์ศิลป์ ฉะนั้น ถ้าเผื่อใครที่มีหน้าที่ เช่น กระทรวงวัฒนธรรม นอกเหนือจากงานที่ท่านทำอยู่แล้วก็มาทำตรงนี้ อันนี้คือสิ่งที่ต้องการที่สุด

สำหรับดิฉันต้องการคอนเทนต์ที่ชัดเจนและแข็งแรง แต่นิยายที่มีอยู่เดี๋ยวนี้แทบจะใช้ไม่ได้แล้ว มันเก่า มันช้ำ มันเฝือ ไม่มีนิยายเรื่องอะไรที่โดดเด่นในเรื่องวัฒนธรรม ฉะนั้นคอนเทนต์เหล่านี้ คนที่มีหน้าที่ เช่น กระทรวงวัฒนธรรม ต้องไปจัดการทำให้เกิดขึ้นไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม แล้วคนทำละครก็ไปเอามา แล้วก็มาถึงมือดิฉันก็เขียนอย่างดีที่สุดส่งไปขายต่างประเทศได้เลย” นักเขียนบทละครโทรทัศน์ชื่อดัง กล่าวทิ้งท้าย

3 ทักษะเด่น ที่มนุษย์ยังเหนือกว่าหุ่นยนต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/551217

  • วันที่ 14 พ.ค. 2561 เวลา 15:29 น.

3 ทักษะเด่น ที่มนุษย์ยังเหนือกว่าหุ่นยนต์

เรื่อง วรธาร ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีตลอดหลายปีที่ผ่านมา ปฏิเสธไม่ได้ว่าทำให้โลกธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง จนทำให้หลายองค์กรต่างนำระบบและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำงานมากขึ้น หนึ่งในนั้นก็คือเครื่องระบบอัตโนมัติหรือปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) ที่มีบทบาทมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในหลากหลายอาชีพ ทำให้หลายคนเกิดความกังวลว่าหุ่นยนต์จะเข้ามาทำหน้าที่ทดแทนมนุษย์ได้ทั้งหมดในระยะเวลาอันใกล้

แสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์ ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการ เว็บไซต์จ๊อบไทยดอทคอม (JobThai.com) กล่าวว่า แม้เครื่องปัญญาประดิษฐ์จะมีบทบาทมากขึ้นในหลากหลายอาชีพ แต่ในความเป็นจริงหากลองวิเคราะห์ข้อมูลแล้วงานที่หุ่นยนต์จะเข้ามาทดแทนนั้นมักจะเป็นงานที่มีรูปแบบการทำงานแบบเดิมซ้ำๆ หรือเป็นงานที่เน้นการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เนื่องจากระบบคอมพิวเตอร์มีความสามารถในการคำนวณข้อมูลที่ซับซ้อนได้รวดเร็วและแม่นยำกว่ามนุษย์

“ดังนั้น เทคโนโลยีด้าน AI จะมีผลเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานของมนุษย์ไปในทิศทางที่ดีขึ้น งานบางอย่างจะถูกหุ่นยนต์ทดแทนแต่ก็จะเกิดงานในรูปแบบใหม่ๆ ที่หุ่นยนต์ยังไม่สามารถทำแทนได้ เช่น งานที่ใช้ทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์ งานที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า ตลอดจนงานบางอย่างที่มนุษย์สามารถนำจุดแข็งของหุ่นยนต์มาใช้และทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

ขณะที่ จ๊อบไทยดอทคอม ในฐานะผู้นำด้านเว็บไซต์หางาน สมัครงานที่มีผู้ลงทะเบียนฝากประวัติกว่า 1.4 ล้านคน และมีจำนวนงานจากบริษัทชั้นนำกว่า 9 หมื่นอัตรา ได้รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า มี 3 สายงานหลักที่หุ่นยนต์จะมาช่วยสนับสนุนการทำงานของมนุษย์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

1.อาชีพด้านบริการ เช่น พนักงานจองตั๋วเครื่องบิน พนักงานต้อนรับในโรงแรม เป็นต้น ทุกวันนี้แนวโน้มการใช้งานหุ่นยนต์ในภาคบริการมีโอกาสแซงหน้าหุ่นยนต์ภาคการผลิต โดยจะเห็นว่ามีองค์กรจากหลากหลายธุรกิจที่นำหุ่นยนต์ไปใช้ในการให้บริการ ซึ่งหุ่นยนต์สามารถเข้ามาช่วยทำให้การทำงานง่ายขึ้นทั้งผู้ให้บริการและลูกค้าที่มาใช้บริการ แต่หากมีเรื่องที่ซับซ้อนหรือนอกเหนือจากที่สั่งการให้หุ่นยนต์จัดการได้ ท้ายที่สุดมนุษย์ก็ยังจำเป็นต้องเป็นผู้แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะถึงแม้คอมพิวเตอร์จะสามารถประมวลผลข้อมูลมหาศาลได้รวดเร็วแค่ไหน ก็ยังไม่สามารถมาทำหน้าที่แทนมนุษย์ในเรื่องการตัดสินใจ ตลอดจนการแสดงความรู้สึกนึกคิด ซึ่งเป็นสิ่งที่ลูกค้าต้องการแท้จริงได้

2.อาชีพเฉพาะทาง เช่น ผู้ช่วยแพทย์ ปัจจุบันแวดวงการแพทย์เริ่มนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์เข้ามาใช้ในการทำงานมากขึ้น เห็นได้ชัดเจนก็คือการผ่าตัด หุ่นยนต์จะสามารถทำงานร่วมกับมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถึงอย่างไรการใช้หุ่นยนต์ยังมีข้อจำกัดบางอย่าง เช่น การผ่าตัดที่ซับซ้อนในอวัยวะสำคัญ ที่ต้องอาศัยความรู้ความชำนาญของแพทย์เป็นหลัก รวมถึงยังต้องอาศัยทักษะการตัดสินใจในเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ที่มีในมนุษย์เท่านั้นอีกด้วย

3.อาชีพให้คำปรึกษา เช่น ที่ปรึกษาทางการเงิน ปัจจุบันมนุษย์ได้พัฒนาหุ่นยนต์ที่จะช่วยให้คำปรึกษาด้านการลงทุนผ่านซอฟต์แวร์การวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง เพื่อแนะนำให้นักลงทุนจัดสรรเงินลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมและข้อมูลที่ได้มีความแม่นยำสูง อย่างไรก็ตาม หุ่นยนต์ยังมีข้อจำกัดอยู่แค่เฉพาะคำแนะนำด้านการลงทุนเท่านั้น ยังไม่สามารถให้คำปรึกษาหรือแนะนำวางแผนการเงินเชิงลึกในด้านอื่นๆ เช่นเดียวกับมนุษย์ได้ เนื่องจากบางสิ่งมีความซับซ้อนเกินกว่าที่เทคโนโลยีหรือหุ่นยนต์จะเข้าใจและตอบสนองได้อย่างตรงจุด

“ข้อมูลข้างต้นนี้สอดคล้องกับ 3 ทักษะสำคัญที่ทำให้มนุษย์ยังเหนือกว่าหุ่นยนต์ในโลกของการทำงาน ได้แก่ ทักษะทางสังคม (Social Skills) เนื่องจากโลกใบนี้ประกอบไปด้วยหลายสิ่งมากมาย มนุษย์จึงต้องรู้จักเรียนรู้ที่จะมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันและพึ่งพาอาศัยกัน ผ่านการสื่อสารทั้งการพูด การฟัง การแสดงออก เพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางบวกให้เกิดขึ้น ทักษะทางอารมณ์ (Emotional Intelligence)เพราะมนุษย์มีความสามารถในการตระหนักรู้ถึงความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น และใช้สิ่งดังกล่าวในการสร้างความสัมพันธ์เพื่อให้เกิดประโยชน์ได้ และทักษะความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) เพราะสมองมนุษย์มีความซับซ้อนและมีความสามารถในการคิดได้หลากหลายรูปแบบ จนนำไปสู่การคิดค้นและสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น”

แสงเดือน กล่าวต่อว่า ทักษะเหล่านี้ล้วนเกิดจากการเรียนรู้โดยธรรมชาติของมนุษย์เป็นทุนเดิม ถือเป็นจุดแข็งของมนุษย์ที่เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ยังไม่สามารถทำได้ดีในระดับเทียบเท่า แม้การพัฒนาของเทคโนโลยีหรือปัญญาประดิษฐ์จะมีความก้าวหน้ามากขึ้นก็ตาม ดังนั้นมนุษย์จึงต้องเรียนรู้และพัฒนาทักษะดังกล่าว รวมถึงทักษะเฉพาะด้าน ตลอดจนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีควบคู่กันไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้โลกการทำงานในอนาคตของทั้งมนุษย์และหุ่นยนต์สามารถทำงานและอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข

‘มะเร็งรังไข่’ ภัยเงียบที่อาจคร่าชีวิตผู้หญิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/551215

  • วันที่ 14 พ.ค. 2561 เวลา 15:23 น.

'มะเร็งรังไข่' ภัยเงียบที่อาจคร่าชีวิตผู้หญิง

เรื่อง วราภรณ์

“มะเร็ง” เป็นโรคร้ายที่ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ สมาคมมะเร็งนรีเวชไทย ร่วมกับโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ช่วยกันสร้างความตระหนักรู้ถึงภัยเงียบของ “มะเร็งรังไข่” ที่เป็นส่วนหนึ่งของการเสียชีวิตอันดับ 1 ในบรรดามะเร็งนรีเวชทั่วโลก จัดโครงการ “มะเร็งภัยเงียบ ควรใส่ใจตรวจภายในทุกปี”พร้อมเปิดตัวภาพยนตร์ภายใต้แคมเปญ “Whisper of Overy เสียงกระซิบจากรังไข่”เพื่อให้ผู้หญิงตระหนักถึงอันตรายของมะเร็งรังไข่ ด้วยการสังเกต ฟังร่างกายของตนเองและไปตรวจภายในทุกปี เพื่อเฝ้าระวังเพราะหากใครเป็นมะเร็งรังไข่ในระยะแรกยังมีโอกาสหายมากถึง 90% ทีเดียว

นพ.ณัฐวุฒิ กันตถาวร แพทย์เฉพาะทางสาขามะเร็งวิทยานรีเวช ศูนย์การแพทย์มะเร็งวิทยา จุฬาภรณ์ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ได้กล่าวถึงสภาวะมะเร็งรังไข่ของไทยไว้อย่างน่าสนใจว่า มาเป็นอันดับ 3 ของมะเร็งทั้งหมด แต่กลับเสียชีวิตอันดับ 2 เพราะส่วนใหญ่มักตรวจพบในคนไข้ที่เป็นระยะที่ 2 3 หรือ 4 แล้วเนื่องจากการแสดงอาการของโรคไม่ชัดเจน จึงมักเจอในระยะที่กระจายตัวไปที่ช่องท้องส่วนอื่นๆ และต่อมน้ำเหลืองแล้ว

ฟังเสียงกระซิบของร่างกาย

หากพบว่าเป็นมะเร็งรังไข่ในระยะที่ 2 นพ.ณัฐวุฒิ กล่าวถึงโอกาสหายว่ามีมากถึง 70% แตกต่างจากระยะที่ 1 หากพบเร็วมีโอกาสหายมากถึง 90% หากพบว่าเป็นในระยะ 3 โอกาสหายมี 30-40% เป็นระยะ 4 มีโอกาสหายเพียง 20% เท่านั้น ซึ่งอุบัติการณ์ของมะเร็งรังไข่มีความคงที่ในบ้านเรา

“สภาวการณ์มะเร็งปากมดลูก เรามีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ สวนทางกับมะเร็งเต้านมมีแนวโน้มสูงขึ้น อาจจะเกี่ยวข้องกับอาหารการกินซึ่งสาเหตุจริงๆ ยังไม่ชัด แต่มะเร็งรังไข่อุบัติการณ์ 30-40% คงที่อยู่อย่างนี้มา 20 ปีแล้ว เหตุที่เราหาวิธีรักษาให้หายขาดยังไม่ได้ แต่หากพบในระยะ 1 สามารถหายได้มากถึง 90% แต่ปัญหาคือเรามักไม่พบในระยะ 1 บวกกับยายังไม่มีประสิทธิภาพจึงทำให้ไม่หายขาด วิธีคัดกรองก็ยังไม่มีวิธีที่ดีพอ” นพ.ณัฐวุฒิเสริมด้วยว่าการรณรงค์ประเทศไทยยังไม่เน้นหนักมากเท่ามะเร็งเต้านมกับมะเร็งปากมดลูก ผู้เกี่ยวข้องจึงอยากให้คนตระหนักเกี่ยวกับมะเร็งรังไข่ให้มาก หากพบสิ่งปกติต้องรีบมาพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจ

เนื่องจากสัญญาณและอาการของมะเร็งรังไข่มักไม่เฉพาะเจาะจง โดยสัญญาณและอาการหลายอย่าง มักพบในสตรีมีการแพร่กระจายออกนอกรังไข่แล้ว มะเร็งรังไข่ในระยะเริ่มแรกมักจะไม่มีอาการผิดปกติ ดังนั้นควรหมั่นสังเกตและฟังเสียงกระซิบจากภายในร่างกายเราให้ดี หากมีอาการเหล่านี้ติดต่อกันเกิน 2 สัปดาห์ หรือรู้สึกผิดปกติไปจากเดิม แนะนำให้มาปรึกษาแพทย์

ตั้งแต่อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ปวดในอุ้งเชิงกราน หรือปวดท้อง แน่นท้อง รู้สึกอิ่มเร็วขึ้นหลังรับประทานอาหาร ท้องผูกเรื้อรังปัสสาวะบ่อย กลั้นปัสสาวะไม่อยู่หรือลำบาก ท้องโตขึ้น คลำได้ก้อนใหญ่ในช่องท้อง

สาเหตุของการป่วยมะเร็งรังไข่ รู้ได้ยากมาก นพ.ณัฐวุฒิ กล่าวว่า ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด บางส่วน 5-20% เกิดจากพันธุกรรมที่ผิดปกติ ปัจจัยเสี่ยง เช่น อายุที่มากขึ้น ความอ้วน การกินอาหาร ประวัติทางสูตินรีเวช และประวัติครอบครัวที่เป็นมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งเต้านมและมะเร็งมดลูก และประวัติเป็นมะเร็งหลายๆ คนในครอบครัวก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยง

สำหรับสถิติมะเร็งรังไข่ในไทย มาเป็นอันดับ 3 ของมะเร็งในสตรี โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่า ถ้าคิดเป็นผู้ป่วยใหม่ต่อปีประมาณ 700 ราย ที่ป่วยเป็นมะเร็งรังไข่ หรือพบวันละ 7 คน แต่ที่น่าตกใจคือเสียชีวิตร้อยละ 53% หรือวันละ 4 คน เมื่อเทียบกับมะเร็งอื่นๆ เช่น เต้านมกับมดลูก อัตราการตายผู้ป่วยมะเร็งรังไข่มีอัตราการตายสูงที่สุด

“มะเร็งรังไข่ นอกจากอายุ สภาพแวดล้อม ไลฟ์สไตล์ ปัจจุบันพบว่าความผิดปกติทางพันธุกรรมยังเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดมะเร็งรังไข่ด้วย จากสถิติพบว่าผู้หญิงที่มีความผิดปกติ หรือการกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 และ BRCA2 จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งรังไข่สูงถึง 35-70% และ 10-30% ตามลำดับ ในขณะที่บุคคลทั่วไปมีความเสี่ยงเพียง 1-2% เท่านั้น”

ปัจจุบันเราสามารถตรวจหาความผิดปกติของยีน BRCA ซึ่ง นพ.ธัช อธิวิทวัส อายุรแพทย์มะเร็งวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี ให้ความกระจ่างในเรื่องนี้ว่า ปัจจุบันเราสามารถตรวจหาความผิดปกติของยีน BRCA ในผู้ป่วยมะเร็งรังไข่ ซึ่งผู้ป่วยที่ตรวจพบความผิดปกติของยีนนี้จะมีโอกาสที่บุคคลในครอบครัว และญาติใกล้ชิดมีความผิดปกติของยีนเช่นเดียวกัน เนื่องจากเป็นความผิดปกติที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมในลักษณะเด่น การค้นพบความผิดปกติของยีนตัวนี้ตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้สามารถคาดการณ์เฝ้าระวังและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งรังไข่ได้ เช่น กรณีของนักแสดงฮอลลีวู้ดชื่อดัง แองเจลินา โชลีที่ได้ตัดสินใจผ่าตัดเต้านมทั้งสองข้างรวมทั้งมดลูกและท่อรังไข่ออก เนื่องจากมีประวัติทั้งยาย ป้า และแม่ เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง และเมื่อตรวจสอบทางพันธุกรรมยังพบว่าตัวเองมียีนที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม และมะเร็งรังไข่สูงถึง 87%

“ยีน BRCA คือยีนที่ทำให้ผู้หญิงมีความเสี่ยงกับการเป็นมะเร็งรังไข่และมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นหลายเท่า หากเกิดการกลายพันธ์ุการตรวจสอบคือต้องเจาะเลือดนำเม็ดเลือดขาวไปตรวจสารพันธุกรรม ว่ามียีนมีอะไรผิดปกติหรือเปล่า แต่ส่วนใหญ่มักจะตรวจในครอบครัวที่มีความเสี่ยงเรื่องมะเร็งก่อนเช่น เรามีแม่ ป้าเป็นมะเร็งเต้านมแล้วเรากลัวว่าจะเป็นด้วยไหม หมอก็จะขอให้คนไข้ที่มีญาติเป็นมะเร็งเหล่านี้แล้วตรวจเลือดก่อน เพราะความเสี่ยงนี้อาจตกมาถึงเราก็ได้

โดยปกติควรจะตรวจหายีนผิดปกติเมื่ออายุประมาณ 40 ปี เป็นอย่างน้อย เพราะพอเราตรวจเจอแล้ว โดยที่เรายังไม่เป็นมะเร็ง เรายังมีเต้านมของเราอยู่เรายังมีรังไข่ของเราอยู่ โดยปกติผู้หญิงอายุ 40 มักมีบุตรมีครอบครัว ผ่านการให้นมบุตรเรียบร้อย ก็สามารถเลือกที่จะตัดเต้านมทิ้งเหมือนแองเจลินาก็ได้ เพราะเราก็ไม่ได้ใช้แล้ว”

ข้อมูลจากสมาคมมะเร็งนรีเวชไทย ยังระบุอีกว่า ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการตรวจคัดกรองที่สามารถตรวจจับมะเร็งรังไข่ได้ตั้งแต่ยังไม่แสดงอาการ จึงย้ำว่าผู้หญิงทุกคนควรตรวจภายใน และพบสูตินรีแพทย์เป็นประจำทุกปี เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งรังไข่ โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัว หรือญาติใกล้ชิดเป็นมะเร็งรังไข่ตั้งแต่อายุยังน้อย

ประสบการณ์ตรงจากผู้ป่วยมะเร็งรังไข่

ที่บอกว่าเป็นภัยเงียบ เพราะอาการของโรคมะเร็งรังไข่ ไม่เฉพาะเจาะจง มีความคล้ายคลึงกับอาการที่เกิดจากความผิดปกติได้ในหลายระบบ เช่น ทางเดินอาหาร ทางเดินปัสสาวะ ทำให้ตรวจวินิจฉัยได้ล่าช้าและมักตรวจพบเมื่อโรคมีการลุกลามออกไปมาก ทำให้ผลการรักษาไม่ได้ผลดีเท่าที่ควรวิธีการตรวจหามะเร็งรังไข่ทำได้ด้วยวิธี

1.ตรวจภายในหรือทางทวารหนัก ตรวจหารอยของโรคก่อนมะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มแรกเช่น หากพบว่ามีก้อนในอุ้งเชิงกรานหรือบริเวณปีกมดลูก ซึ่งจะช่วยให้แพทย์ควบคุมความเสี่ยงของคุณในการเป็นมะเร็ง และวางแผนการรักษาตั้งแต่ระยะแรก ซึ่งจะช่วยชีวิตได้ดีที่สุด

2.ตรวจอัลตราซาวด์มีประโยชน์ในการวินิจฉัยมะเร็งรังไข่ในระยะแรก และมีความไวในการตรวจพบก้อน

3.ตรวจเลือดเพื่อหาสารบ่งชี้มะเร็ง ร่วมกันการทำอัลตราซาวด์เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ฯลฯ เป็นต้น

สุมณี คุณะเกษม เซเลบริตี้ชื่อดังที่กำลังเข้ารับการรักษามะเร็งรังไข่ เล่าประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับสัญญาณและความผิดปกติของร่างกายว่า แม้เธอไปตรวจสุขภาพประจำปีตามปกติซึ่งทำทุกๆ 3-4 เดือนอยู่แล้ว การตรวจพบมะเร็งรังไข่นับว่า โชคดีที่เธอถึงกำหนดตรวจสุขภาพพอดีจึงไปพบคุณหมอประจำตัว

เมื่อพบแพทย์เข้าตรวจทรวงอก ปกติดีพอไปตรวจเลือดก็พบความผิดปกติ จึงทำการสแกนทั้งร่างกายแล้วพบว่า มีก้อนเนื้อขนาด 7 เซนติเมตรที่บริเวณรังไข่ และอยู่ในสเต็ปที่ 2 แล้ว จากที่ไม่เคยมีอาการอะไรเลย สุมณีจึงรีบหาแพทย์เฉพาะทางที่เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็งรังไข่ทำการรักษา ด้วยการผ่าตัดก้อนเนื้อ 7 เซนติเมตรออกไปและรักษาโดยเคมีบำบัดหรือคีโมอีก 6 เข็ม ซึ่งหลังจากทำคีโมเพียงเข็มแรก ตรวจพบว่าไม่มีเชื้อมะเร็งแล้ว แต่ยังต้องได้รับคีโมไปจนครบ เพื่อความปลอดภัยและไม่ให้ลุกลามไปที่อื่น

มะเร็งรังไข่จึงเป็นภัยเงียบจริงๆ แม้ตรวจสุขภาพเป็นประจำตลอดทั้งปีก็ยังไม่พบ เรื่องนี้ รศ.พญ.อาบอรุณ เลิศขจรสุข แพทย์เฉพาะทางสาขามะเร็งวิทยานรีเวช สมาคมมะเร็งนรีเวชไทย โรงพยาบาลรามาธิบดี อธิบายว่า รังไข่ในร่างกายของผู้หญิง เป็นอวัยวะที่เล็กมากและห้อยอยู่ 2 ข้างตรงอุ้งเชิงกราน หากเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงก็จะนิ่งๆ เราจึงไม่รู้ได้ว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงเพราะเขามีขนาดที่เล็กมาก เปลี่ยนแปลงจนก้อนค่อนข้างโตขึ้น หากตรวจสุขภาพสม่ำเสมออาจเจอก้อนนี้ก็ได้ ถ้าไม่มีอาการใดๆ และไม่มีการตรวจภายใน แล้วก้อนเนื้อที่ผิดปกติเกิดการปริออก คนไข้จะรู้ถึงอาการเจ็บปวดจึงมาพบแพทย์ และพบว่าเป็นมะเร็งระยะมากๆ ในที่สุด หรือแม้แต่หากคลำได้เองแสดงว่าก้อนมีขนาดใหญ่มากแล้วก็ยังไม่สำคัญเท่า มะเร็งบริเวณรังไข่ได้แพร่ไปที่ไหนแล้วบ้าง

สำหรับวิธีการรักษา รศ.พญ.อาบอรุณ กล่าวว่า หากเข้าไปตรวจ ส่วนมากแล้วจะต้องตรวจเลือดก่อน หรือสงสัยว่ามีก้อน เสร็จจะอัลตราซาวด์ลักษณะภายในของก้อนคืออะไร ถ้าอัลตราซาวด์ พบว่าก้อนน่าสงสัยจะมีค่าสารก่อมะเร็งเพิ่มขึ้น ถ้าเริ่มสงสัยต้องเริ่มผ่าตัด นำเนื้อไปยืนยันว่าเป็นมะเร็งของโรคและเพื่อยืนยันว่าเป็นมะเร็งระยะไหน และมีการกระจายของโรคไปที่ไหนบ้าง

ต้องตระหนักตรวจภายในทุกปี

วิธีที่ดีที่สุดของการป้องกันมะเร็งรังไข่ก็คือ หมั่นมาตรวจภายในทุกปี

“หมออยากให้คนตระหนักและมีความรู้เรื่องมะเร็งรังไข่ ให้มาตรวจภายในประจำปีกัน พบสิ่งผิดปกติให้มาพบแพทย์แค่นั้น แม้การตรวจภายในไม่ใช่การคัดกรองมะเร็งรังไข่ที่ได้ผล แต่จะดูความผิดปกติของมะเร็งรังไข่และปากมดลูกได้ด้วย ถ้าโชคดีเจอมะเร็งรังไข่มีโอกาสตรวจพบมากขึ้น แนวโน้มหรือสัญญาณบ่งบอกโรคก็ไม่มี หากมีอาการผิดปกติใดๆ รักษาไม่หายภายใน 1 เดือนให้รีบมาตรวจ เช่น อาการเหมือนเป็นโรคกระเพาะ เหมือนปวดท้องน้อย ถ้าปวดเกิน 4 สัปดาห์ไม่หายให้มาหาหมอ มะเร็งรังไข่เป็นภัยเงียบจริงๆ เพราะไม่มีอาการบ่งชี้” นพ.ณัฐวุฒิ กล่าว

นอกจากรณรงค์ให้คนไทยตระหนักเกี่ยวกับอันตรายของมะเร็งรังไข่แล้ว โรงพยาบาลจุฬาภรณ์เชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมสมทบทุนสานต่อพระปณิธานของการจัดตั้งโรงพยาบาล เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งยากไร้ และด้อยโอกาสให้เข้าถึงการรักษาที่ได้มาตรฐานยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยมะเร็งในโครงการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ”สานต่อที่พ่อให้ทำ เพื่อผู้ป่วยมะเร็งด้อยโอกาส” อีกด้วย

ดวงใจในไฟหนาว การเงิน ความรัก ชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/551079

  • วันที่ 13 พ.ค. 2561 เวลา 11:18 น.

ดวงใจในไฟหนาว การเงิน ความรัก ชีวิต

โดย มัลลิกา /จุฑามาศ นิจประพันธ์ ภาพ ทวีชัย ธวัชประกรณ์

“บ๊วย-นันทวรรณ รุ่งวงศ์พาณิชย์” ฝากผลงานในบทบาทนักเขียนบทละครโทรทัศน์มาหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น ปดิวรัดา บ่วง หัวใจช็อกโกแลต คลื่นรักสีคราม เล่ห์รตี ทวิภพ ทาสรัก สวรรค์สร้าง เพลงรักข้ามภพ สู่แสงตะวัน อธิษฐานรัก ดั่งดวงตะวัน เพียงผืนฟ้า กลิ่นแก้วกลางใจ เปลวไฟในฝัน ฯลฯ

บางเรื่องคิดพล็อตเอง และบางเรื่องก็ต่อยอดมาเป็นหนังสือ อย่างผลงานล่าสุด “ดวงใจในไฟหนาว” พิมพ์กับสำนักพิมพ์ พิมพ์คำ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนละครรอคิวออกอากาศทางช่อง 3

“งานหลักคือบทโทรทัศน์ เราจะเสนอพล็อตสั้นๆ ให้ช่องอยู่เสมอ แต่ในกรณีดวงใจในไฟหนาว พี่คิง-สมจริง ศรีสุภาพ ผู้จัดละครเคยทำงานเรื่องปดิวรัดาด้วยกัน พี่คิงเลยชวนว่าบ๊วยทำพล็อตบ่อย ทำให้พี่บ้าง พี่อยากเห็นเจมส์ มาร์เล่น อยากเห็นคนที่มีเป้าหมายของการแก้แค้น หรือมีเป้าหมายบางอย่างของการที่จะเข้ามาตามหาครอบครัว เราได้โจทย์มาแค่นี้”

ใช้เวลาร่วม 2 ปีในการเก็บข้อมูล โดยความใหม่และยากของพล็อตดวงใจในไฟหนาว คือเรื่องการเงิน เธอเอาตัวเองลงไปคลุกคลีกับเรื่องตัวเลขที่ไม่ค่อยถนัด ซึ่งเป็นการท้าทายอย่างหนึ่ง

“จริงๆ สนใจในเรื่องของการเงิน มีความรู้สึกว่ามนุษย์เรามีพื้นฐานที่ควรจะรู้2 เรื่อง คือเรื่องของคน ว่าคนเป็นอย่างไรจะได้ใช้ชีวิตกับคน อีกเรื่องคือเรื่องของการเงิน มันเป็นเรื่องส่วนตัวเรามากๆ ที่จริงเราไม่ค่อยเปิดเผยกับใครและไม่ค่อยหาความรู้ แต่โดยสถิติคนไทยมีปัญหาเรื่องการเงินเยอะมาก ยอดหนี้ครอบครัวก็สูง และตัวเราเข้าสูงสังคมผู้สูงอายุ แต่เราไม่เคยมีความรู้ว่าเราควรจะเตรียมตัวด้านการเงินอย่างไร

ก็คุยกับพี่คิงว่ามันหนักไปไหมแต่เราชอบ จริงๆ เป็นเด็กสายศิลป์ที่เรียนเลขไม่เก่ง แต่มีอยู่ช่วงชีวิตหนึ่งเรารู้สึกว่าเราขาดความรู้ เราท้าทายตัวเองในสิ่งที่เราไม่เก่ง ซึ่งจริงๆ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย มันแค่เก็บเงินให้มันเป็นระบบ รู้จักการออม

ตอนนั้นเล่าให้พี่คิงฟัง พี่คิงก็บอกว่าก็น่าสนใจไม่น่าจะหนักเกินไป เพราะฉะนั้นตัวฉบับละครเราจะเห็นตรงนี้เยอะ แต่ตัวฉบับนิยายเราจะเห็นเป็นเส้นรักและก็รู้ว่าอาชีพของเยี่ยมยุทธ (พระเอก) เป็นอาชีพที่มีความสามารถสูงด้านการเงิน เขาสามารถให้คำปรึกษาการเงินกับคนได้”

ละคร หรือ นวนิยาย จำเป็นต้องสะท้อนภาพสังคม วรรณกรรมมียุคสมัยของมันอย่างยุค 2500 เป็นเพ้อฝัน แต่ตรงนั้นเป็นยุคทอง เป็นยุควิพากษ์สังคมด้วย อย่างงานโบตั๋น เรื่องลำยอง ก็วิพากษ์สังคม ณ ขณะนั้นๆ ทองเนื้อเก้า หรืออย่างสุดแค้นแสนรัก ก็พูดถึงสังคม ณ ขณะนั้นของผู้เขียน วรรณกรรมจะมีการบอกถึงสังคมที่เป็นอยู่ตอนนั้น

ความต่างระหว่างเนื้อเรื่องที่ถูกสื่อออกมาในแบบฉบับละครและนวนิยาย “ละครเราจะเห็นอาชีพของเยี่ยมยุทธ์ได้อย่างชัดเจน ในหนังสือไม่ค่อยเห็น จะบรรยายเป็นภาพรวมเสียมากกว่า แม้กระทั่งการแต่งตัวว่าคนนี้เป็นคนจนหรือคนรวย ในภาพของละครมันเล่าเรื่องได้พันกว่าความหมาย แต่ในนิยายมันทำไม่ได้ เพราะเงื่อนไขการมีพื้นที่จำกัดของหนังสือ

เราก็เปลี่ยนบรรยายเป็นไดอะล็อก รวมไปถึงการตัดตัวละครออกเล็กๆ น้อยๆ จริงๆ แล้วในสตอรี่ของละครมีทั้งพ่อแม่พระเอกนางเอก ในนิยายเขาก็จะเบาลง ไม่เห็นสตอรี่ตรงนี้ ฉากเล็กๆ น้อยๆ ในทีวีก็อาจจะไม่เห็น มันก็จะแตกต่างกัน แต่ทั้งสองฉบับเราเอาคอนเทนต์หลักของเรื่องไว้

คุณค่าความสนุกของพระนางยังคงอยู่ ยังได้อารมณ์เหมือนเดิม ถ้าเราอ่านนิยายเราจะได้อรรถรสอีกอย่างหนึ่งคือเราจะได้เห็นมุมมองความคิดของเยี่ยมยุทธได้มากขึ้นเพราะเกิดจากตัวหนังสือที่เพิ่มจินตนาการ แต่ความสนุกและการดำเนินเรื่องของทั้งละครและฉบับที่เป็นนิยายก็ยังสนุกและน่าติดตามเหมือนเดิม”

อาชีพของตัวละครก็สำคัญ “ในยุคสมัยใหม่จำเป็นมาก ที่จะต้องจับต้องได้ เราเรียกว่า ยุคสมัยใหม่มันเข้าสู่งานวรรณกรรมที่มีการอิงความจริง เช่นไม่ใช่ลอยไปลอยมาแบบอดีต จริงๆ แล้วมีคำพูดว่า ละครหรือนวนิยาย ถ้าเราไปแตะอาชีพอะไรแล้วไปแตะด้านลบ เราจะโดนวิพากษ์วิจารณ์ แต่จริงๆ แล้วมันมีแง่มุม อย่างเช่น เราไปแตะด้านบวก ให้พระเอกเป็นคนเก่งสิ่งใดสิ่งหนึ่งชัดเจน ทำให้ตัวละครดูดีขึ้น ดูมิติสูงขึ้น ซึ่งคนรุ่นใหม่ชอบ เพราะฉะนั้นในช่วงหลัง ช่อง 3 เราจะเห็นตัวละครมีอาชีพที่ชัดเจนขึ้นมาก ค่อนข้างเห็นเด่นชัดเลย

คนดูรู้สึกแตะต้องได้จริง และจริงๆ ชีวิตสังคมเปลี่ยนไปเยอะแล้ว อย่างดวงใจในไฟหนาว เราพูดถึงคำว่า ฟินเทค มีการนำเสนอธนาคารถูกกระทบกระเทือน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในองค์กรภายใน เราจะเห็นว่าตัวเยี่ยมยุทธได้เข้าไปช่วยจัดการบางอย่างที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงธนาคาร”

ตัวละครในดวงใจในไฟหนาวมีทั้งดีและไม่ดี เป็นตัวละครที่เป็นปุถุชนทั่วๆ ไปในสังคมปัจจุบัน นอกจากความบันเทิงยังมีสาระที่แทรกอยู่ให้ผู้อ่านผู้ชมได้เก็บเกี่ยว อ่านหนังสือแล้วดูละครเพิ่มอรรถรสและมุมมองต่อความเข้าใจต่อการ กระทำของทุกตัวละคร 

กามิลล์ อองโรต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/551070

  • วันที่ 13 พ.ค. 2561 เวลา 10:34 น.

กามิลล์ อองโรต์

โดย อฐิณป ลภณวุษ ภาพ : กามิลล์ อองโรต์

เคที โนเบิล เป็นภัณฑารักษ์ให้ Born, Never Asked นิทรรศการภาพวาดล่าสุดโดย กามิลล์ อองโรต์ (Camille Henrot) ที่รวบรวมผลงานกว่า 50 ชิ้น จัดแสดง ณ แกลเลอรี่ชั้นบนของเมโทร พิคเจอร์ส กรุงนิวยอร์ก ระหว่างวันนี้-25 พ.ค.

นิทรรศการ Born, Never Asked คัดสรรผลงานจากซีรี่ส์ Tropics of Love (2010- ) Bad Dad (2015-2017) The Narcissist (2015-2017) และ Born, Never Asked (2017- ) ที่นำมาตั้งเป็นชื่อของนิทรรศการ โดยเนื้อหาในภาพทั้งหลาย มีทั้งเล่าเรื่องราวส่วนตัว และภาพแนวสะท้อนสังคม

ในผลงานของกามิลล์ ได้ผสมผสานระบบต่างๆ ภายนอก ไม่ว่าจะเป็น สังคม ศาสนา หรือการเมือง ซึ่งมีผลกับโครงสร้างของชีวิตพวกเราๆ เข้ากับสิ่งที่อยู่ภายใน อย่างจิตใต้สำนึก ความฝัน จินตนาการ กามิลล์ถ่ายทอดเรื่องราวความคิดแบบขนบดั้งเดิม การครอบงำ คำสอนสั่งต่างๆ ที่เคยได้ยินได้ฟัง ออกมาเป็นภาพกราฟฟิกแนวจิตๆ ที่วาดด้วยสีน้ำ โดยเฉพาะภาพวาดเพี้ยนๆ เกี่ยวกับเรื่องเพศ ที่ภัณฑารักษ์บอกไว้ในสูจิบัตร… “คาแรกเตอร์ในแต่ละภาพเปลี่ยนไปเรื่อยๆ บางทีก็ดูไม่ออกว่าเพศไหน หรือใช่คนหรือเปล่า…”

สิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับลายเส้นของกามิลล์ คือ ผลงานของซาอุล สไตเบิร์ก ศิลปินชาวโรมาเนีย-อเมริกัน รวมทั้งภาพวาดแนว ชุงกะ (Shunga) หรือภาพวาดแนวอีโรติกของญี่ปุ่นโบราณ นอกจากนี้ เธอยังชื่นชอบในไอเดียที่เห็นการ์ตูนมังงะร่วมสมัยของญี่ปุ่น ซึ่งหญิง ชาย สัตว์ต่างๆ หรือมนุษย์ บางทีก็รวมกันอยู่ในร่างเดียวได้ด้วย โดยกามิลล์เห็นว่า แนวคิดนี้สามารถถ่ายทอดความรู้สึกลงในภาพดรอว์อิงของเธอได้ ทั้งด้านความปรารถนาและความกลัว ดังที่ปรากฏในซีรี่ส์ Tropics of Love ของเธอนั่นเอง

หัวของสัตว์ปรากฏอยู่บนเรือนร่างของมนุษย์ที่กำลังนัวเนียกันแบบสองต่อสองหรือสาม! (Threesome) ขณะที่ในซีรี่ส์ Born, Never Asked สตรีให้กำเนิดลูกออกมาเป็นปลาตัวโต แล้วช่องคลอดก็กลายเป็นปากของปลา ที่เวียนว่ายอยู่ในมหาสมุทร ฯลฯ ภาพวาดของกามิลล์ ไร้แสงเงา ความตื้นลึก รายละเอียดไม่มาก บ้างก็เหมือนภาพวาดเด็กๆ (แต่เนื้อหาติดเรต)

นิทรรศการ Born, Never Asked เป็นผลงานที่สืบเนื่อง เป็นส่วนต่อขยายนิทรรศการเมื่อฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้วของเธอ ซึ่งจัดขึ้น ณ ปาเลส์ เดอ โตเกียว กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส อันเป็นนิทรรศการผสมผสานระหว่างภาพวาด และมัลติมีเดียต่างๆ โดยเน้นไปที่ภาพยนตร์ 3 มิติของเธอ เรื่อง Saturday รวมไปถึงหนังที่ไม่ธรรมดา Grosse Fatigue ที่เล่นกับภาพและเสียง จนทำให้เธอได้รางวัล Silver Lion ที่เทศกาลเวนิสเบียนนาเล ในปี 2013

กามิลล์ อองโรต์ ได้ชื่อว่าเป็น 1 ใน 10 ศิลปินรุ่นใหม่ของโลกที่น่าจับตามอง นับตั้งแต่นิทรรศการเดี่ยวครั้งแรก The Pale Fox เมื่อปี 2014 ที่แกลเลอรี่ชิเซนเฮล ในกรุงลอนดอน เธอก็มีผลงานแสดงเดี่ยวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสถาบันใหญ่ๆ มากมาย อย่าง นิวมิวเซียม กรุงนิวยอร์ก หอศิลป์แห่งชาติออสเตรีย (Kunsthalle Wien) ในกรุงเวียนนา หอศิลป์ชาร์ล็อตเทนบวร์ก (Kunsthal Charlottenborg) ในกรุงโคเปนเฮเกน รวมถึง ชินเคล พาวิลเลียน ในกรุงเบอร์ลิน ฯลฯ

ไม่เพียงในยุโรป ผลงานของ กามิลล์ ยังข้ามน้ำข้ามทะเลมายังเอเชียและออสเตรเลีย ทั้งที่ไทเป เบียนนาเล กวางจู เบียนนาเล และซิดนีย์ เบียนนาเล โดยในปี 2014 ที่เริ่มมีนิทรรศการเดี่ยวนั้น เธอยังได้รับรางวัลนาม จูน เพค ที่มอบให้ศิลปินยุคใหม่ และในปี 2015 เธอยังเป็นศิลปินคนแรกที่คว้ารางวัลเอ็ดวาร์ด มุงค์ อีกด้วย 

ร่างกายแกร่ง สนุกกับคลาสโยคะริมทะเลหัวหิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/551069

  • วันที่ 13 พ.ค. 2561 เวลา 10:23 น.

ร่างกายแกร่ง สนุกกับคลาสโยคะริมทะเลหัวหิน

โดย ชุติมา สุวรรณเพิ่ม, จุฑามาศ นิจประพันธ์

บรรยากาศริมทะเลคลาสสิกของไทย “หัวหิน” 1-3 มิ.ย.นี้ จะคึกคักไปด้วยโยคะระดับมาสเตอร์ ยกทัพมากันครบครันกูรูสายสตรองคนดัง เช่น ชลิตา เฟื่องอารมย์ อโณมา ศรัณย์ศิขริน ยอดชาย ยมะคุปต์ ยุทธนา พลเจริญ ผกาวดี ศรีสง่า ธนัชกัญ สุนทรวงษ์ และกูรูโยคะนักแสดงฮอลลีวู้ด Suzanne Clarke แต่ละคลาสมีการออกแบบให้เป็นโยคะแบบใหม่ ได้ทั้งสนุกสนาน ได้ทั้งเรื่องสุขภาพ

โดยมี “เชฟเคน” วัชรวีร์ วิเสทโภชนาทิพย์ เซเลบริตี้เชฟ ซึ่งเป็นผู้ดูแลอาหารให้นักกีฬาระดับโลก ปรุงอาหารคลีน ร่วมกับตารางโยคะเวิร์กช็อป ให้เป็นทริปริมทะเลสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

แถลงข่าวโชว์ความพร้อม งานนี้ใช้ชื่อว่า “Hua Hin Wellness & Yoga Festival 2018” จัดในแนวคิด The Ultimate Wellness Experience โดยเจ้าภาพโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล หัวหิน รีสอร์ท ร่วมกับ ททท. สำนักงานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทรูอารีน่า หัวหิน โดยมีการแนะนำเทคนิคการเล่นโยคะประเภทต่างๆ ที่จะได้ยืดเส้นสายริมทะเล เช่น โยคะดั้งเดิมจากประเทศอินเดีย อัษฎางค์โยคะ หะธะโยคะ สร้างความสมดุลให้กับร่างกายและจิตใจ ด้วยการผสานพลังงานด้านบวกและด้านลบ รวมทั้งโยคะรูปแบบใหม่ คาร์ดิโอ และสปาโยคะในสระว่ายน้ำ มีให้เลือกทุกรูปแบบ

นอกจากนี้ มีคลาสออกกำลังกาย เช่น บอดี้คอมแบต เต้นซุมบ้า และคลาส Music Therapy อัดโปรแกรมเอาใจสายสปอร์ตกันเต็มที่

คนนี้ไม่มาไม่ได้ เมจิ อโณมา ไอดอลสุดแกร่งผู้หญิงยุคใหม่ ดีไซน์คลาสโยคะผสมผสานกับเพลง เพื่อเพิ่มความสนุกสนาน

“เน้นในเรื่องใช้พลังของร่างกาย การใช้สปีด ใช้ความไวในการเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น ผสมเอาท่ามวย การต่อยหมัดเร็ว แนะนำผู้เรียนจะต่อยหมัดเร็วอย่างไร ซึ่งไม่ใช่เทคนิคของการต่อยมวย แต่ใช้แค่ท่าทางมาเป็นองค์ประกอบ จะรู้สึกว่าการสปีดที่เร็วขึ้น พอทุกคนเริ่มเหนื่อย เมจิก็สอนการสโลว์ดาวน์ด้วยการเข้าสู่การบาลานซิ่ง ชื่อคลาสนี้คือ Power Dancing Strong And Balancing

ทุกวันนี้คนออกกำลังกายมีความแข็งแรงอย่างเดียว แต่ไม่มีบาลานซ์ หรือว่าเรามีความบาลานซ์ แต่ไม่แข็งแรงก็มีนะคะ หรือทั้งแข็งแรงและมีความสปีด แต่ยังไม่มีความสตรองก็เป็นไปได้ค่ะ

ทุกคนออกกำลังกาย ก็รู้อยู่แล้วว่ามันเหนื่อย แต่การใช้ศาสตร์ของความรู้สึกกับร่างกาย โดยมีเสียงเพลงเข้ามาร่วมจะลดความเหนื่อยลงได้มากเลยค่ะ เมจิเคยร่วมคลาสเต้นซุมบ้า มารู้ตัวอีกทีคือเพลงจบแล้ว เพิ่งรู้ว่าตัวเองเหนื่อย จังหวะเพลงช่วยปล่อยอารมณ์ของร่างกายออกมา ให้มีเพาเวอร์ฟูล ที่สหรัฐ ยิมไหนเปิดเพลงสนุก ยิมนั้นคนแน่นค่ะ

ลองคิดภาพเทรนเนอร์บอกว่า Common You Can Do It กับคลาสที่มีเสียงกลองเต้นตะลุงตุงตุง เต้นสนุกๆ คนแน่นกว่าแน่นอนค่ะ ศาสตร์การออกกำลังกายวันนี้ต้องสนุก เมจิดีไซน์คลาสช่วงเช้าตรู่ เต้นก่อน แล้วค่อยไปคลาสต่อไป”

ครูจิมมี่ ยุทธนา กูรูศาสตร์โยคะสอนมาแล้วถึง 15 ปี ครั้งนี้ก็พิเศษกว่าที่อื่นๆ

“คลาสนี้ใช้ศักยภาพของผู้ฝึก โดยคงคอนเซ็ปต์ฝึกโยคะแบบดั้งเดิมไว้นะครับ เน้นการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องร่างกายสัมพันธ์กับลมหายใจ แต่ละท่าใช้ศักยภาพร่างกาย ซึ่งฟังดูแล้วอาจจะดูยากแต่ทุกคนสามารถร่วมคลาสได้ แล้วจะได้พื้นฐานการฝึกกลับไปด้วย ถ้าใครทำตรงนี้ไม่ได้ จะได้ความรู้ต้องเตรียมความพร้อมร่างกายอย่างไร”

ครูจิมมี่ กล่าวเพิ่มว่า หากใครไม่มีพื้นฐานการเล่นโยคะ ก็ร่วมคลาสได้ เริ่มวันอาทิตย์ที่ 3 มิ.ย.ตอนเช้า หลังผ่านคลาสคาร์ดิโอของเมจิ เต้นสุดมัน และได้รับประทานอาหารจากเชฟเคน เป็นช่วงส่งท้ายการฝึกโยคะ ด้วยลมหายใจ สมาธิ และการเคลื่อนไหวต่อเนื่อง ริมชายหาดรับลมทะเลชายหาดโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เป็นการจบการฝึกโยคะที่สมดุล

คลาสซุมบ้าโดยครูหนุ่ม ยอดชาย ครูคนดังที่มีสตูดิโอร่วมกับ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ์ คลาสเริ่มวันเสาร์ที่ 2 มิ.ย. เริ่ม 16.00 น.

“สิ่งที่จะพิเศษซุมบ้า คือ เต้นง่าย สนุก และเห็นผลในการลดน้ำหนัก คลาสซุมบ้าที่ชายหาดหัวหิน ออกแบบให้เป็นแดนซ์ปาร์ตี้ นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติน่าจะจองคลาสนี้คึกคัก เพราะฝรั่งชอบเต้นเซาน่า ป๊อป ที่มีความเซ็กซี่ และสนุก ผู้ชายเต้นได้ ผู้หญิงเต้นได้ ใครไม่เคยเต้นมาก่อนก็ไม่ต้องกังวลนะครับ ซุมบ้าคือคลาสออกกำลังกาย ไม่ใช่คลาสแดนซ์ท่าเยอะๆ พื้นฐานเป็นท่าออกกำลังกาย

การที่คนเราเลือกเข้าคลาสออกกำลังกาย สิ่งที่ต้องมีคือแอ็กทีฟ สกิลไม่เกี่ยวเลยครับ ทุกคนเข้ามาเต้นในคลาสซุมบ้าได้หมด ทุกๆ เลเวลเต้นรวมกัน พอเสียงเพลงเริ่มคือเริ่มความสนุก โดยที่เราไม่รู้ตัวเลยครับว่า เรากำลังเต้นอยู่อย่างสนุกสนาน”

กูรูสายสตรอง ครูหนุ่ม ยอดชาย ย้ำชัดใครๆ ก็ทำได้ ส่วนสายสุขภาพ “เชฟเคน” วัชรวีร์ วิเสทโภชนาทิพย์ เสิร์ฟอาหารเพื่อคนออกกำลังกาย โดยมีแนวคิดออกกำลังไปแล้ว ก็ต้องนำสิ่งดีๆ กลับเข้าร่างกาย

“ซิกซ์แพ็กไม่ได้เกิดจากการออกกำลังกายอย่างเดียว จะต้องมีอาหาร 12 ชนิดที่เป็นตัวช่วย ผมยกตัวอย่างเมนูสำหรับผู้หญิง ถ้ากินได้ถูกวิธี กินเนื้อไม่มีไขมัน ร่วมกับการออกกำลังกายเล่นกล้ามหน้าท้อง ก็ทำให้มีซิกซ์แพ็กที่สวย ปลาแซลมอนทำให้มีซิกซ์แพ็กเร็วขึ้น ซึ่งใน 12 เมนูนี้ ผมดีไซน์ให้เข้ากับคลาสโยคะ และคนออกกำลังกายสามารถกลับไปทำน้ำสลัดกินที่บ้านได้เลยครับ” 

บรรยากาศริมทะเลคลาสสิกของไทย “หัวหิน” 1-3 มิ.ย.นี้ จะคึกคักไปด้วยโยคะระดับมาสเตอร์ ยกทัพมากันครบครันกูรูสายสตรองคนดัง เช่น ชลิตา เฟื่องอารมย์ อโณมา ศรัณย์ศิขริน ยอดชาย ยมะคุปต์ ยุทธนา พลเจริญ ผกาวดี ศรีสง่า ธนัชกัญ สุนทรวงษ์ และกูรูโยคะนักแสดงฮอลลีวู้ด Suzanne Clarke แต่ละคลาสมีการออกแบบให้เป็นโยคะแบบใหม่ ได้ทั้งสนุกสนาน ได้ทั้งเรื่องสุขภาพ

โดยมี “เชฟเคน” วัชรวีร์ วิเสทโภชนาทิพย์ เซเลบริตี้เชฟ ซึ่งเป็นผู้ดูแลอาหารให้นักกีฬาระดับโลก ปรุงอาหารคลีน ร่วมกับตารางโยคะเวิร์กช็อป ให้เป็นทริปริมทะเลสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

แถลงข่าวโชว์ความพร้อม งานนี้ใช้ชื่อว่า “Hua Hin Wellness & Yoga Festival 2018” จัดในแนวคิด The Ultimate Wellness Experience โดยเจ้าภาพโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล หัวหิน รีสอร์ท ร่วมกับ ททท. สำนักงานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทรูอารีน่า หัวหิน โดยมีการแนะนำเทคนิคการเล่นโยคะประเภทต่างๆ ที่จะได้ยืดเส้นสายริมทะเล เช่น โยคะดั้งเดิมจากประเทศอินเดีย อัษฎางค์โยคะ หะธะโยคะ สร้างความสมดุลให้กับร่างกายและจิตใจ ด้วยการผสานพลังงานด้านบวกและด้านลบ รวมทั้งโยคะรูปแบบใหม่ คาร์ดิโอ และสปาโยคะในสระว่ายน้ำ มีให้เลือกทุกรูปแบบ

นอกจากนี้ มีคลาสออกกำลังกาย เช่น บอดี้คอมแบต เต้นซุมบ้า และคลาส Music Therapy อัดโปรแกรมเอาใจสายสปอร์ตกันเต็มที่

คนนี้ไม่มาไม่ได้ เมจิ อโณมา ไอดอลสุดแกร่งผู้หญิงยุคใหม่ ดีไซน์คลาสโยคะผสมผสานกับเพลง เพื่อเพิ่มความสนุกสนาน

“เน้นในเรื่องใช้พลังของร่างกาย การใช้สปีด ใช้ความไวในการเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น ผสมเอาท่ามวย การต่อยหมัดเร็ว แนะนำผู้เรียนจะต่อยหมัดเร็วอย่างไร ซึ่งไม่ใช่เทคนิคของการต่อยมวย แต่ใช้แค่ท่าทางมาเป็นองค์ประกอบ จะรู้สึกว่าการสปีดที่เร็วขึ้น พอทุกคนเริ่มเหนื่อย เมจิก็สอนการสโลว์ดาวน์ด้วยการเข้าสู่การบาลานซิ่ง ชื่อคลาสนี้คือ Power Dancing Strong And Balancing

ทุกวันนี้คนออกกำลังกายมีความแข็งแรงอย่างเดียว แต่ไม่มีบาลานซ์ หรือว่าเรามีความบาลานซ์ แต่ไม่แข็งแรงก็มีนะคะ หรือทั้งแข็งแรงและมีความสปีด แต่ยังไม่มีความสตรองก็เป็นไปได้ค่ะ

ทุกคนออกกำลังกาย ก็รู้อยู่แล้วว่ามันเหนื่อย แต่การใช้ศาสตร์ของความรู้สึกกับร่างกาย โดยมีเสียงเพลงเข้ามาร่วมจะลดความเหนื่อยลงได้มากเลยค่ะ เมจิเคยร่วมคลาสเต้นซุมบ้า มารู้ตัวอีกทีคือเพลงจบแล้ว เพิ่งรู้ว่าตัวเองเหนื่อย จังหวะเพลงช่วยปล่อยอารมณ์ของร่างกายออกมา ให้มีเพาเวอร์ฟูล ที่สหรัฐ ยิมไหนเปิดเพลงสนุก ยิมนั้นคนแน่นค่ะ

ลองคิดภาพเทรนเนอร์บอกว่า Common You Can Do It กับคลาสที่มีเสียงกลองเต้นตะลุงตุงตุง เต้นสนุกๆ คนแน่นกว่าแน่นอนค่ะ ศาสตร์การออกกำลังกายวันนี้ต้องสนุก เมจิดีไซน์คลาสช่วงเช้าตรู่ เต้นก่อน แล้วค่อยไปคลาสต่อไป”

ครูจิมมี่ ยุทธนา กูรูศาสตร์โยคะสอนมาแล้วถึง 15 ปี ครั้งนี้ก็พิเศษกว่าที่อื่นๆ

“คลาสนี้ใช้ศักยภาพของผู้ฝึก โดยคงคอนเซ็ปต์ฝึกโยคะแบบดั้งเดิมไว้นะครับ เน้นการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องร่างกายสัมพันธ์กับลมหายใจ แต่ละท่าใช้ศักยภาพร่างกาย ซึ่งฟังดูแล้วอาจจะดูยากแต่ทุกคนสามารถร่วมคลาสได้ แล้วจะได้พื้นฐานการฝึกกลับไปด้วย ถ้าใครทำตรงนี้ไม่ได้ จะได้ความรู้ต้องเตรียมความพร้อมร่างกายอย่างไร”

ครูจิมมี่ กล่าวเพิ่มว่า หากใครไม่มีพื้นฐานการเล่นโยคะ ก็ร่วมคลาสได้ เริ่มวันอาทิตย์ที่ 3 มิ.ย.ตอนเช้า หลังผ่านคลาสคาร์ดิโอของเมจิ เต้นสุดมัน และได้รับประทานอาหารจากเชฟเคน เป็นช่วงส่งท้ายการฝึกโยคะ ด้วยลมหายใจ สมาธิ และการเคลื่อนไหวต่อเนื่อง ริมชายหาดรับลมทะเลชายหาดโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เป็นการจบการฝึกโยคะที่สมดุล

คลาสซุมบ้าโดยครูหนุ่ม ยอดชาย ครูคนดังที่มีสตูดิโอร่วมกับ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ์ คลาสเริ่มวันเสาร์ที่ 2 มิ.ย. เริ่ม 16.00 น.

“สิ่งที่จะพิเศษซุมบ้า คือ เต้นง่าย สนุก และเห็นผลในการลดน้ำหนัก คลาสซุมบ้าที่ชายหาดหัวหิน ออกแบบให้เป็นแดนซ์ปาร์ตี้ นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติน่าจะจองคลาสนี้คึกคัก เพราะฝรั่งชอบเต้นเซาน่า ป๊อป ที่มีความเซ็กซี่ และสนุก ผู้ชายเต้นได้ ผู้หญิงเต้นได้ ใครไม่เคยเต้นมาก่อนก็ไม่ต้องกังวลนะครับ ซุมบ้าคือคลาสออกกำลังกาย ไม่ใช่คลาสแดนซ์ท่าเยอะๆ พื้นฐานเป็นท่าออกกำลังกาย

การที่คนเราเลือกเข้าคลาสออกกำลังกาย สิ่งที่ต้องมีคือแอ็กทีฟ สกิลไม่เกี่ยวเลยครับ ทุกคนเข้ามาเต้นในคลาสซุมบ้าได้หมด ทุกๆ เลเวลเต้นรวมกัน พอเสียงเพลงเริ่มคือเริ่มความสนุก โดยที่เราไม่รู้ตัวเลยครับว่า เรากำลังเต้นอยู่อย่างสนุกสนาน”

กูรูสายสตรอง ครูหนุ่ม ยอดชาย ย้ำชัดใครๆ ก็ทำได้ ส่วนสายสุขภาพ “เชฟเคน” วัชรวีร์ วิเสทโภชนาทิพย์ เสิร์ฟอาหารเพื่อคนออกกำลังกาย โดยมีแนวคิดออกกำลังไปแล้ว ก็ต้องนำสิ่งดีๆ กลับเข้าร่างกาย

“ซิกซ์แพ็กไม่ได้เกิดจากการออกกำลังกายอย่างเดียว จะต้องมีอาหาร 12 ชนิดที่เป็นตัวช่วย ผมยกตัวอย่างเมนูสำหรับผู้หญิง ถ้ากินได้ถูกวิธี กินเนื้อไม่มีไขมัน ร่วมกับการออกกำลังกายเล่นกล้ามหน้าท้อง ก็ทำให้มีซิกซ์แพ็กที่สวย ปลาแซลมอนทำให้มีซิกซ์แพ็กเร็วขึ้น ซึ่งใน 12 เมนูนี้ ผมดีไซน์ให้เข้ากับคลาสโยคะ และคนออกกำลังกายสามารถกลับไปทำน้ำสลัดกินที่บ้านได้เลยครับ” 

อัญชุลี ไชยรินทร์ เศรษฐกิจพอเพียงตอบโจทย์ชีวิตที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/551063

  • วันที่ 13 พ.ค. 2561 เวลา 09:45 น.

อัญชุลี ไชยรินทร์ เศรษฐกิจพอเพียงตอบโจทย์ชีวิตที่สุด

โดย วรธาร ทัดแก้ว

ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ประชาชนในหลายสาขาอาชีพได้น้อมนำมาปฏิบัติจนสามารถตอบโจทย์ความสุขในชีวิตได้อย่างแพร่หลาย “ครูนิด-อัญชุลี ไชยรินทร์” ครูอาสาเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ จ.ลพบุรี เป็นคนหนึ่งที่ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพเกษตรมาได้ประมาณ 2 ปี ได้สัมผัสความสุขที่แท้จริงในแบบที่ต้องการ คือ นอกจากตัวเองและครอบครัวจะมีความสุขแล้วยังได้ทำประโยชน์ให้กับคนอื่น ตลอดจนชุมชน สังคม ประเทศชาติด้วย

จากอาจารย์มหา’ลัยหันมาสนใจเกษตร

แบ็กกราวด์ของครูนิดต้องบอกว่าไม่ใช่สาวชาวบ้านธรรมดา แต่เธอเคยเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยมาประมาณ 7 ปี จึงได้ลาออกมาทำเกษตรกรรมตามแนวทางศาสตร์พระราชา (ในหลวงรัชกาลที่ 9) โดยความสนใจในการทำเกษตรได้เริ่มก่อตัวขึ้นในปี 2554 ซึ่งเป็นปีที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ จากการที่ได้มีโอกาสเดินทางไปเที่ยวภาคอีสานและได้เห็นเครือข่ายเกษตรกรผู้ปลูกข้าวอินทรีย์ที่จังหวัดแห่งหนึ่งแล้วเกิดความสนใจ

“ปีที่น้ำท่วมใหญ่ยังเป็นอาจารย์สอนคอมพิวเตอร์ที่มหาวิทยาลัยสยาม แล้วช่วงน้ำท่วมนั้นก็ได้หยุดยาว จึงถือโอกาสไปเที่ยวภาคอีสาน ได้ไปเห็นชาวบ้านในจังหวัดหนึ่งรวมกลุ่มปลูกข้าวอินทรีย์ เป็นข้าวมะลิ เป็นกลุ่มที่เข้มแข้งมากโดยขายข้าวให้บริษัทยักษ์ใหญ่ด้วยตอนนั้นกิโลกรัมละ 200 บาท เห็นชาวบ้านทำเลยเกิดไอเดีย อยากปลูกเอง ที่บ้านมีที่นาอยู่ 8 ไร่ แต่ปล่อยให้เขาเช่าทำนาเคมี ก็คิดว่าถึงเวลาที่จะต้องทำเอง

พอกลับจากอีสานก็ไปบอกคนเช่าว่าอีก 2 ปีจะขอทำนาเองแล้ว ระหว่างรอก็หาเวลาไปเรียนปลูกข้าวอินทรีย์ที่ข้าวขวัญสุพรรณ จ.สุพรรณบุรี กับอาจารย์เดชา ศิริภัทร ผู้อำนวยการมูลนิธิข้าวขวัญ 3 วัน พอได้ไอเดีย เหตุผลที่ต้องเรียนเพราะไม่มีความรู้ในเรื่องนี้เลย เพราะเวลาเกือบ 20 ปีได้ที่ตัวเองทำงาน หาเงินเรียนจนได้มาเป็นอาจารย์สอนก็อยู่ในเมืองตลอด จึงไม่มีความรู้เรื่องปลูกข้าว พอครบสัญญาเช่า 2 ปีก็เลยมาปลูกข้าวอินทรีย์ ทั้งหมด 8 ไร่ แต่ผลผลิตได้ไม่เยอะเพราะทำครั้งแรก ก็เอาไว้กินและเอามาแบ่งอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเป็นที่ติดอกติดใจ เราเองก็ดีใจ ถึงไม่ดีมากก็ไม่เป็นไรเพราะเป็นครั้งแรก”

ครูนิดบอกว่า ช่วงที่ทำนาปลูกข้าวต้องเทียวไปเทียวกลับกรุงเทพฯ-ลพบุรีบ่อย แต่ก็ไม่บ่อยเท่ากับการสวมบทบาทเป็นชาวนามือถือ กล่าวคือจะส่วนใหญ่จะโทรไปถามทางบ้านบ่อยๆ เช่น ไถนาหรือยัง หว่านหรือยัง เกี่ยวข้าวหรือยัง เนื่องจากบางครั้งก็ไม่สามารถเดินทางไปทำด้วยตัวเองได้เพราะติดภารกิจสอนหนังสือ

“ปลูกข้าว 2 ปีก็มองถึงการลาออกจากการเป็นอาจารย์สอน เพื่อที่จะไปเป็นเกษตรกรเต็มตัว แต่ตอนนั้นรู้สึกกังวลอยู่เหมือนกัน คือเป็นอาจารย์สอนก็ดีแล้ว ถ้าลาออกไปจะรอดไหม จะมีเงินหรือเปล่า แล้วจะอยู่อย่างไร พอดีมีอาจารย์ท่านหนึ่งที่มหาวิทยาลัยซึ่งเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ยักษ์ (ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร ผู้ก่อตั้งมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ปัจจุบันเป็น รมช.เกษตรและสหกรณ์) แนะนำว่าอย่าเพิ่งลาออก ถ้าอยากทำเกษตรจริงๆ ให้ไปเรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงกับอาจารย์ยักษ์ ที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง จ.ชลบุรี ก่อนแล้วค่อยลาออก”

เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงกับอาจารย์ยักษ์

จากนั้นเธอจึงหาโอกาสไปเรียนเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง หลักการพึ่งพาตนเอง ที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง ซึ่งจะมีฐานให้เรียนรู้ทั้งหมด 9 ฐาน ประกอบด้วย ฐานคนรักษ์แม่ธรณี คนรักษ์ป่า คนรักษ์น้ำ คนรักษ์แม่โพสพ คนเอาถ่าน คนรักษ์สุขภาพ คนมีไฟ คนมีน้ำยา และฐานคนติดดิน โดยเธอจะเน้นไปที่ฐานคนรักษ์สุขภาพและคนมีน้ำยา เรียนรู้เรื่องการแปรรูปผลิตภัณฑ์

“นิดอบรมเป็นรุ่นที่ 433 เป็นเวลา 5 วัน บอกเลยว่ามันแก้ความกังวลที่อยู่ในใจเราที่เคยมีได้หมดเลย การอบรมที่นี่ทำให้เราได้เพื่อนมากมาย เป็นรุ่นเด็กกว่าเราเยอะด้วย อันที่สอง ได้องค์ความรู้ที่ตอบโจทย์ความสุขในชีวิต ได้เจอ พี่โจน จันได เจออาจารย์ยักษ์ ที่เป็นแรงบันดาลใจและเป็นแบบอย่างให้เจริญรอยตามอย่างศรัทธา

หลังจากนั้นประมาณ 6 เดือน จึงลาออกจากอาจารย์มหาวิทยาลัย กลับมาลุยทำเกษตร ด้วยการปลูกพืชผักสวนครัว ปลูกสมุนไพร ไปพร้อมกับการศึกษาข้อมูลการทำเกษตรของอาจารย์ยักษ์จากยูทูบ รวมทั้งไปลงพื้นที่จริงของคนทำเกษตรตามแนวทางของศาสตร์พระราชาแล้วประสบความสำเร็จหลายต่อหลายคน”

เธอเล่าว่า การได้พูดคุย สนทนา แลกเปลี่ยน เรียนรู้กับคนทำเกษตรตามแนวทางศาสตร์พระราชาที่ประสบความสำเร็จหลายๆ คนในพื้นที่ จ.ลพบุรี สระบุรี และจังหวัดต่างๆ นั้น ทำให้เกิดแรงบันดาลใจมหาศาลและพร้อมที่จะยืนหยัดอยู่ในเส้นทางนี้ ที่สำคัญเธอเชื่อมั่นว่าศาสตร์พระราชาสามารถทำให้มีชีวิตประสบความสำเร็จและมีความสุขอย่างยั่งยืนตามที่ต้องการ

“พอลาออกมาก็มาบุก 2 แปลงซึ่งอยู่หลังบ้าน ทำเป็นแปลงทดลองปลูกพืชผักสวนครัว สมุนไพรหลายอย่าง ทำเองหมด ส่วนที่นา 8 ไร่ ก็ยังปลูกข้าวอยู่ ช่วงที่ทำนั้นเป็นช่วงที่บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต ร่วมกับสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง และมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ พร้อมภาคีเครือข่ายกำลังเดินหน้าฟื้นฟูและพัฒนาลุ่มน้ำป่าสักด้วยแนวทางศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่การปฏิบัติในโครงการพลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดินปี 4 มุ่งสร้างศูนย์เรียนรู้ป่าสักโมเดลในพื้นที่ห้วยกระแทก จ.ลพบุรี เพื่อเฉลิมพระเกียรติ

ตอนนั้นทางโครงการฯ พยายามรวมคนรุ่นใหม่ที่หันมาทำเรื่องนี้ และนิดก็อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย ปรากฏวันงานอาจารย์ยักษ์พาคนปั่นจักรยานประมาณ 200 กว่าคนมาเยี่ยมาถึงบ้าน มาดูแปลงของเรา คุยกับคุณตาอย่างออกรส ณ เวลานั้นนิดรู้สึกว่าเราไม่ได้ทำคนเดียว จากนั้นหนึ่งปีถัดมานิดเลยปรับที่นา 8 ไร่ ทำเป็นโคก หนอง นา ปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง แต่ต้องบอกก่อนว่าตอนแรกที่ลาออกมาทำเกษตรทางครอบครัวไม่เห็นด้วย แต่พอเขาเห็นเราทำจริง ก็ไม่มีใครคัดค้าน แถมมาช่วยกันทำอีกต่างหาก”

วิทยากรครูอาสาสอนเรื่องการแปรรูป

ด้วยความที่มีความรู้และเชี่ยวชาญในเรื่องการแปรรูปสมุนไพรธรรมชาติเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทั้งของกินและของใช้ เช่น แปรรูปมะกรูด มะนาว ที่หาได้ในสวน เป็นยาสีฟัน ยาสระผม สบู่ น้ำยาล้างจาน น้ำยาอเนกประสงค์ ทำให้ครูนิดมีบทบาทหน้าที่สำคัญ โดยเป็นวิทยากรครูอาสาในกลุ่มเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ ทุกครั้งที่เครือข่ายมีการจัดงาน ไม่ว่าจะจัดที่ไหน จังหวัดอะไร เธอมักจะไปเป็นวิทยากรให้ความรู้ในเรื่องการแปรรูปอยู่เสมอ

“เมื่อก่อนเวลาใช้ยาสระผม โลชั่น ยาสีฟัน ต้องซื้อในห้างหมดเลย ไม่เคยคิดว่าของพวกนี้มันทำเองได้ พอมาเรียนกับอาจารย์ยักษ์ที่มาบเอื้อง สบู่ ยาสีฟัน ยาสระผม น้ำยาล้างจาน ทำเองหมดเลยค่ะ ทำง่ายด้วย วัตถุดิบที่ทำก็เอามาจากสวนที่เราปลูก คุณภาพก็ดี ใช้ดี แถมประหยัดด้วย ซึ่งมันตอบโจทย์ชีวิตตามหลักที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงสอนเลย คือ หลักการพึ่งพาตัวเอง

ของแปรรูปต่างๆ นิดจะทำให้คนในครอบครัวใช้ก่อน จากนั้นก็ทำไปแจกบ้านข้างๆ เป็นการแบ่งปันตามที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงสอนว่า เราให้ก่อนแล้วจะได้ความสุขกลับมาและได้มากกว่าที่ให้อีก นิดเชื่อพระองค์หมดใจ ทำตามแล้วรู้สึกใช่ทุกอย่าง วันนี้ทำต่อไป ทำเป็นวิถีชีวิต ทุกวันนี้ชีวิตมีความสุขมาก ถึงจะเป็นงานที่หนักและเหนื่อยนะ แต่ข้างในมันสุข แล้วเราไม่ได้สุขคนเดียว คนในครอบครัวก็สุข คนอื่นก็สุข เพราะเรามีแล้วแบ่งปัน ที่สำคัญเราทำประโยชน์ให้กับสังคม ชุมชนตลอด” ครูนิด กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับใครที่อยากจะไปเห็นสิ่งที่ครูนิดทำ วันที่ 27 พ.ค.นี้เธอจะจัดกิจกรรมปันแรงปันรู้ที่สวนครูนิด (สวนของเธอ) ต.ท่าแค อ.เมือง จ.ลพบุรี โดยจะมีเพื่อนๆ เครือข่ายคืนป่าสักและจากหลายจังหวัด คาดว่าประมาน 50 คน มาช่วยกันปลูกต้นไม้ (ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง) ทำหัวคันนาทองคำในพื้นที่ 8 ไร่ ที่ได้ปรับเป็นโคก หนอง นา โมเดลตามศาสตร์พระราชา พร้อมกันนี้ยังมีคนรุ่นใหม่หลายคนในกลุ่มกลับมาดำเนินชีวิตตามวิถีกสิกรรมธรรมชาติจะมาแลกความรู้และพูดคุยกันอีกด้วย

เป้าหมายมีไว้ให้วิ่ง ‘มาราธอน’ ชน อาร์โนด์ เบียเบคกิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/551061

  • วันที่ 13 พ.ค. 2561 เวลา 09:36 น.

เป้าหมายมีไว้ให้วิ่ง ‘มาราธอน’ ชน อาร์โนด์ เบียเบคกิ

โดย วราภรณ์ ผูกพันธ์ ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ภาวะลิ่มเลือดอุดตันของหลอดเลือดดำจะสามารถป้องกันได้ แต่ยังคงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เสียชีวิตได้ จากรายงานพบว่า 1 ใน 4 ของประชากรทั่วโลกเสียชีวิตจากภาวะหลอดเลือดอุดตัน

รวมถึงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตและทุพพลภาพพบในทุกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศกำลังพัฒนาหรือพัฒนาแล้วก็ตาม ซึ่งประธานบริหารบริษัท โซเด็กซ์โซ่ ประเทศไทย อาร์โนด์ เบียเลคกิ วัย 47 ปี ชาวฝรั่งเศสที่พำนักอยู่ในประเทศไทยนาน 20 ปีแล้ว ก็ป่วยเป็นโรคลิ่มเลือดหัวใจอุดตันที่เกือบคร่าชีวิตของเขาในวัย 35 ปี หากมาพบหมอช้าอีกนิดเดียว

แม้แพทย์จะชี้ว่าหากเขากลับไปออกกำลังกายหนักๆ อีก อาจเกิดภาวะลิ่มเลือดไปอุดตันเส้นเลือดปอดหรือหัวใจได้ แต่เขาไม่ยอมแพ้ ต่อสู้กับโรคภัย กลายเป็นนักวิ่งมาราธอนที่ตั้งเป้าจะวิ่งฟูลมาราธอนให้ได้ 50 ครั้ง และในวัย 47 เขาวิ่งฟูลมาราธอนได้ 26 ครั้งแล้ว และทำเวลาได้ดีเสียด้วย ดังนั้นเป้าหมายในการวิ่งของเขาไม่ไกลเกินเอื้อมนัก

อุบัติเหตุจากการเล่นฟุตบอล

อาร์โนด์ เบียเลคกิ กรรมการผู้จัดการ โซเด็กซ์โซ่ (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัท โซเด็กซ์โซ่ ประเทศฝรั่งเศส ก่อตั้งเมื่อปี 2509 ที่เป็นกลุ่มบริษัทชั้นนำทางด้านการบริการครบวงจรที่มุ่งเน้นเรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิตในระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น การบริการต้อนรับ บริการรักษาความปลอดภัย บริการทำความสะอาด และบำรุงรักษาอาคาร บริการด้านอาหาร และการบริหารอุปกรณ์เทคโนโลยีทางการแพทย์ โดยเปิดให้บริการลูกค้า 75 ล้านคน/วัน ใน 80 ประเทศทั่วโลก มีพนักงานทั้งสิ้น 4.28 แสนคน มีสถานที่ปฏิบัติงานทั้งหมด 3.33 หมื่นแห่งทั่วโลก โดยอาร์โนด์ได้เข้ามาร่วมงานกับโซเด็กซ์โซ่ได้ 6 ปีแล้ว และสำเร็จการศึกษาด้านวิศวกรรมจากสถาบัน Ecole Centrale de Marseille ในประเทศฝรั่งเศส

นอกเหนือจากการทำงานผู้บริหารโซเด็กซ์โซ่ (ประเทศไทย) ชื่นชอบการออกกำลังกายมากๆ แต่การเล่นฟุตบอลและเกิดการปะทะในเกมการเล่นเกือบทำให้เขาเสียชีวิตจากภาวะลิ่มเลือดแข็งตัวอยู่ที่บริเวณน่องขาด้านซ้าย

“ผมอยู่เมืองไทยได้ 22 ปีแล้ว ตอนอยู่เมืองไทยแรกๆ ก็เป็นนักกีฬาฟุตบอลลีกทีมฝรั่งเศสรับตำแหน่งกองหลังคอยสกัดการยิงประตูของคู่ต่อสู้ แต่วันหนึ่งเกิดอุบัติเหตุในวัย 35 ปี บาดเจ็บแบบเรียกที่ว่า เดินไม่ไหวเพราะในจังหวะการป้องกันประตูจากฝ่ายตรงข้ามที่ชนเข้าที่ขาด้านซ้ายของผมอย่างแรง ตอนนั้นผมรู้สึกเจ็บแต่ก็ฝืนใจลุกขึ้นมาเล่นต่อ แต่วันรุ่งขึ้นขาตรงเข่ากินบริเวณไปถึงน่องข้างซ้ายของผมบวมใหญ่กว่าเดิมถึง 2 เท่า จนผมเดินไม่ไหว ผมต้องพาตัวเองไปโรงพยาบาล คุณหมอบอกว่าเส้นเลือดผมขอดตามธรรมชาติจากการโดนชนทำให้เส้นเลือดโดนบีบ เลือดจึงวิ่งไม่ได้ แล้วเริ่มแข็งตัวที่น่องทำให้เลือดไม่ขึ้นจากเท้าไปที่หัวใจ ส่งผลทำให้ขาบวม เพราะปกติเลือดจะหมุนเวียนไปเรื่อยๆ แต่กรณีของผม เลือดลงขาไปแล้วแต่ไม่กลับไปที่หัวใจ ทำให้เลือดไปสะสมที่ขา ทำให้ขาบวมขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งผมยังโชคดีที่ลิ่มเลือดไม่ได้ย้ายไปอยู่ที่หัวใจ ถ้าเกิดกรณีนั้นผมจะต้องตายภายใน 30 นาที”

ตอนนั้นหลังจากได้ฟังคำวินิจฉัยโรคของคุณหมอ อาร์โนด์รู้สึกตกใจและเป็นกังวลมาก เพราะคุณหมอแนะนำว่า ห้ามให้เขาเดินอีก เพราะจะทำให้ลิ่มเลือดเคลื่อนไปสู่หัวใจ แล้วอาจเสียชีวิตได้ ซึ่งนับว่าโชคดีที่เขารู้ตัวเร็วและไปหาหมอเร็ว จากนั้นคุณหมอสั่งให้นักกีฬาตัวยงนั่งบนรถเข็น ห้ามเดินเพื่อป้องกันลิ่มเลือดเคลื่อนไปอยู่ที่หัวใจ และคำแนะนำของหมอที่กระแทกใจเขาอีกวลีหนึ่งคือ เมื่อเขาถามว่า เขาจะกลับไปเล่นฟุตบอลได้อีกไหม คุณหมอบอกว่าอันตรายมาก!

“ถึงแม้คุณหมอจะแก้ปัญหาลิ่มเลือดได้แล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่า ขาจะใช้งานได้ปกติเพราะเมื่อระบบเลือดเสียขาข้างซ้าย ถ้าวิ่งนานๆ เลือดจะสะสมในขาเรื่อยๆ หมอจึงแนะนำไม่ให้เล่นกีฬาอีก ผมต้องนั่งอยู่บนรถเข็นรู้สึกเครียดมาก ผมอยากทำอะไรที่ท้าทายมากๆ และผมตั้งเป้าหมายให้ตัวเอง แต่วันนั้นผมยังวิ่งไม่ได้ วิธีเชียร์อัพตัวเองของผมคือ การตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน เป้าหมายของผม ณ ตอนนั้นคือ ถ้าวิ่งไม่ได้ ผมจะลุกขึ้นมาวิ่งมาราธอนให้ดู ซึ่งวิธีดูแลตัวเองของผมคือ 3-4 เดือนที่พักรักษาตัว หมอฉีดยาที่ขาทุกวันเพื่อละลายลิ่มเลือดที่ขาข้างซ้าย และผมก็ไปออกกำลังกายด้วยการเริ่มเดิน ว่ายน้ำเพื่อฟื้นฟูกล้ามเนื้อที่ไม่ได้ใช้มานาน อีกทั้งว่ายน้ำเพื่อบริหารหัวใจให้เต้นเร็วขึ้น เลือดสูบฉีดมากขึ้น”

ผ่านไป 3 เดือนของการพักฟื้น อาร์โนด์เริ่มสามารถวิ่งเบาๆ ทำให้หัวใจที่รู้สึกย่ำแย่ เพราะชินกับการออกกำลังกายได้กลับมาชุ่มชื่นอีกครั้ง แต่จากน้ำหนักตัว 78 กลายเป็น 87 กิโลกรัม เมื่อกลับมาวิ่งเบาๆ และต้องแบกน้ำหนักตัวที่มาก ถึงแม้เขาจะเหนื่อยแต่ก็สู้เต็มที่เหมือนต้องเริ่มต้นจากศูนย์ใหม่ ฝึกไปเรื่อยๆ วิ่งระยะทางแรกๆ คือ 1 กิโลเมตร และเพิ่มระยะทางมากขึ้นทุกๆ สัปดาห์ บวกกับเพิ่มความเร็ว ปรับตัวไปเรื่อยๆ จนในที่สุด เขาสามารถวิ่งได้ 10 กิโลเมตรหลังจากพักรักษาตัวแล้ว 6 เดือน แต่ก็ทำเวลาได้แย่มากๆ คือเข้าเส้นชัยใช้เวลา 1 ชั่วโมง 15 นาที ซึ่งความรู้สึกส่วนตัวของอาร์โนด์เป็นเวลาที่แย่มากๆ

สู่เป้าหมายอย่างมีวินัย

อยากทำเวลาให้ดี อาร์โนด์บอกตัวเองว่าต้องฝึกวิ่งให้มากขึ้น หลังจากอาการบาดเจ็บผ่านไป 9 เดือน เขาสมัครลงวิ่งแข่งขัน ฮาล์ฟ มาราธอนระยะทาง 21 กิโลเมตรครั้งแรกของชีวิตเพื่อท้าทายตัวเอง วิ่งในรายการแรกที่นครปฐม “Tample run” คือการวิ่งผ่านวัดสวยๆ ในระยะทาง 21 กิโลเมตร ซึ่งเขาเข้าเส้นชัยในเวลาที่แย่มากแม้จะฝึกซ้อมเข้มข้นทุกสัปดาห์

“พอตัดสินใจวิ่งฮาล์ฟมาราธอนผมฝึกฝนด้วยตัวเองทุกสัปดาห์ผมวิ่งจาก 10 กิโลเมตร อีกอาทิตย์เพิ่มเป็น 12 กิโลเมตรและ 14 กิโลเมตรไปเรื่อยๆ การฝึกซ้อมวิ่งต้องมีวินัยมากๆ ผมตั้งตารางฝึกซ้อมทุกอาทิตย์ มีกำหนดเวลาฝึกซ้อมชัดเจนอย่างมีระเบียบวินัย” อุปสรรคที่ทำให้เขารู้สึกท้อแท้ระหว่างการฝึกซ้อมก็คือ ร่างกายไม่แข็งแรงเหมือนเดิม พร้อมกับอายุที่เพิ่มมากขึ้นเป็น 36 ปี สองคือเขาทำงานอยู่ แต่ต้องวิ่งตามโปรแกรมการซ้อม 4 ครั้ง/สัปดาห์ซ้อมทุกวันจันทร์ พุธ เสาร์และอาทิตย์ แม้มีงานเยอะแค่ไหนก็ต้องฝึกซ้อมตามตารางให้ได้ หากในชีวิตมีข้ออ้างตลอดเวลา เขาก็จะไม่พัฒนาตัวเองไปได้

“ครั้งแรกผมวิ่ง 21 กิโลเมตรเป็นการวิ่งที่หนักและเหนื่อย วันนั้นจำได้เป็นเดือน มี.ค.ซึ่งอากาศร้อนมากๆ โดยเฉพาะ 10 กิโลเมตรสุดท้ายผมเริ่มเหนื่อยมาก รู้สึกไม่ไหว เพราะผมตั้งเป้าหมายเอาไว้ อยากมีประสบการณ์เข้าเส้นชัยสักครั้งในชีวิตด้วยเวลาที่ดี แต่ผมรู้สึกแย่เพราะผมเข้าเส้นชัยในเวลาตั้ง 2 ชั่วโมง 15 นาที ผมอยากเข้าเส้นชัยได้เวลาต่ำกว่า 2 ชั่วโมง แต่อีกใจหนึ่งก็รู้สึกภูมิใจที่วันนั้นผมถึงเส้นชัยได้ ผมถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ต้องพัฒนาตัวเอง และอยากปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น” ความท้าทายตัวเองยังไม่จบสิ้น อาร์โนด์เริ่มหาการแข่งขันรายการใหม่ๆ เพื่อทำเวลาของตัวเองให้ดีขึ้น การวิ่งครั้งที่ 2 จึงตามมาในเดือน ก.ค.ที่พัทยาในระยะทาง 21 กิโลเมตร และเขาสามารถทำเวลาได้ดีขึ้นคือเข้าเส้นชัยที่เวลา 2 ชั่วโมง 8 นาที เป็นเพราะเขารู้วิธีบริหารร่างกายได้ดีกว่าเดิม รู้จังหวะการสปีดที่พอเหมาะกับจังหวะวิ่งของตัวเอง

เป้าหมายมีไว้พุ่งชน

“ผมรู้สึกว่า เมื่อไหร่ที่เราถึงเป้าหมาย เราพอใจ ณ เวลานั้น คือมีความสุข แต่เราต้องนึกถึงอนาคตตลอด ถ้าเราอยากมีความสุขในอนาคต เพราะความสุขมันเกิดขึ้นระยะสั้น สำเร็จแล้ว เราจะทำความสุขในอนาคตที่ท้าทายกว่า พอทำได้แล้ว เรารู้สึกดีมากๆ มีความสุข วันหนึ่งเราชินแล้ว ซึ่งตามธรรมชาติเราจะมองไปข้างหน้า เหมือนทำธุรกิจ ทุกคนคิดว่าจีดีพีประเทศต้องเติบโตตลอด และไม่มีใครตั้งเป้าจีดีพีเท่าเดิม เป็นธรรมชาติของคนต้องคิดเพิ่มไปเรื่อยๆ ความสุขผมก็ต้องโตทุกปี”

เทคนิคการวิ่งของอาร์โนด์คือ ต้องระวังการวิ่ง 10 กิโลเมตรแรกวิ่งไม่ต้องเร็ว แต่ให้รักษาความเร็วให้ได้ อีก 10 กิโลเมตรรักษาแรงให้ได้ แล้วเราจะรู้จักร่างกายตัวเองมากขึ้น แล้วผมก็ลงแข็งวิ่ง 21 กิโลเมตรครั้งที่ 3 ที่กาญจนบุรี ประมาณเดือน ก.ย.ปีเดียวกัน และเขาท้าทายตัวเองมากขึ้น โดยวิ่งฟูลมาราธอน 42 กิโลเมตรในครั้งที่ 4 ที่วิ่งแข่งโดยลงที่กรุงเทพฯ ในงาน กรุงเทพมาราธอน วิ่ง 42 กิโลเมตรครั้งแรกให้ความรู้สึกที่สุดยอดมากๆ แม้เขาจะฝึกซ้อมก่อนวิ่งฟูลมาราธอนนานถึง 8 สัปดาห์ ฝึกซ้อมอย่างหนักและมีระเบียบวินัยเช่นเคย โดยวันเสาร์และอาทิตย์วิ่งนานถึง 3 ชั่วโมง แต่ด้วยระยะทางที่ไม่เคยชิน ทำเอาเขาเกือบแย่

“วิ่ง 42 กิโลเมตรครั้งแรก ผมตั้งเป้าอยากเข้าเส้นชัยต่ำกว่า 5 ชั่วโมง แต่ผมเริ่มเหนื่อยมากๆ ตอนผ่านไป 20 กิโลเมตรแรก เพราะร่างกายผมไม่เคยมีประสบการณ์การวิ่งยาวแบบนี้ วิ่งไปเรื่อยๆ ผมเริ่มเหนื่อยมากขึ้น อยู่ดีๆ วิ่งเกือบถึงเส้นชัยข้างหน้า ผมเหลือบเห็นนาฬิกา 4 ชั่วโมง 59 นาที แต่ ณ วินาทีนั้นผมไม่มีแรงแล้ว แต่ผมอยากถึงเส้นชัยก่อน 5 ชั่วโมง ผมจึงเร่งสปีดจนถึงเส้นชัยก่อน 5 ชั่วโมง วินาทีนั้นพอผมถึงเส้นชัย ผมนอนบนพื้นนาน 15 นาที แบบไม่รู้สึกตัวเลย เพราะผมลุกไม่ไหว แต่หลังผ่านไป 15 นาทีแล้ว ผมทำเวลาเข้าเส้นชัยได้ 4.59 นาที ผมบอกตัวเองว่าต้องทำครั้งต่อไปให้ได้ดีกว่านี้ ความรู้สึกตอนนั้น ผมรู้สึกภูมิใจในตัวเอง และผมเริ่มตั้งเป้าหมายใหม่ให้ท้าทายกว่าเดิม เมื่อความท้าทายใหม่ทำได้ ต้องท้าทายให้กว่านี้อีก”

นักท้าทายตัวเองจึงเริ่มแพลนว่า สิ่งใดที่เขาทำได้แล้ว เขาจะปรับปรุงและทำเพิ่ม เตรียมตัววิ่งในรายการกรุงเทพมาราธอนปีหน้าให้ได้เวลาดีกว่าเดิม ซึ่งในแต่ละปีอาร์โนด์ตั้งเป้าว่า ต้องพิชิต 42 กิโลเมตรให้ได้ปีละครั้ง จึงต้องวางแผนล่วงหน้า ในระหว่างนั้นก็ลงแข่งวิ่งระยะทาง 10-21 กิโลเมตรเป็นการซ้อมย่อยปีละ 4 รายการ/ปี

ลิ่มเลือดครั้งที่ 3 โอกาสเสียชีวิตสูง

เมื่อ 6 ปีที่แล้ว ระหว่างการวิ่งฝึกซ้อมในสวนลุมพินีตามปกติ อาร์โนด์วิ่งฝึกซ้อมไปได้เพียง 2 นาที ต้องหยุดวิ่งเพราะหายใจไม่ค่อยออก รู้เลยว่าเกิดอาการผิดปกติขึ้นกับตัวเอง เขาจึงไปหาคุณหมอและตรวจพบว่า ความเสี่ยงตายมาเคาะประตูบ้านอีกครั้ง เนื่องด้วยลิ่มเลือดเข้าไปในปอด หากปล่อยทิ้งไว้อาจอันตรายถึงเสียชีวิตได้ นับเป็นการเสี่ยงตายครั้งที่ 2 ในชีวิตของเขา

“ธรรมชาติของร่างกายของผมเสี่ยงต่อการมีลิ่มเลือดมากกว่าคนทั่วไป พอได้ยินแบบนั้นผมเริ่มกังวลกับการออกกำลังกายของผม เพราะอยู่ดีๆ ก็หายใจไม่ออก หมอบอกว่าครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ของผมที่เสี่ยง ลิ่มเลือดเข้าปอด หากเข้าหัวใจอาจตายภายใน 30 นาที นับเป็นโชคดีของผม หมอบอกว่าเป็นครั้งที่ 2 เสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงขึ้น หากเกิดลิ่มเลือดไปอึดตันอวัยวะอะไรอีกเป็นครั้งที่ 3 มีโอกาสเสียชีวิตถึง 100% ผมจึงต้องรักษาตัวด้วยการเข้าโรงพยาบาล 1 อาทิตย์เพื่อฉีดยาละลายลิ่มเลือด แล้วก็ห้ามเดิน ห้ามวิ่ง ต้องนอนอย่างเดียวเพราะกลัวลิ่มเลือดจะเข้าไปสู่หัวใจ วันนั้นบอกหมอว่า ผมต้องพักที่โรงพยาบาล 1 สัปดาห์ ใจผมก็คิดว่าเมื่อไหร่ผมจะวิ่งได้อีก แต่หมอสั่งห้ามวิ่งเลยแม้ระยะไหนก็วิ่งไม่ได้ เต็มที่ของผมคือเดินเบาๆ คุณหมอแนะนำว่าป้องกันไม่ให้เกิดครั้งที่ 3 นั่นคือผมต้องกินยาสลายลิ่มเลือดทุกวัน ห้ามลืมแม้แต่วันเดียวก็อันตราย ผมก็ต้องกินทุกวันตลอดชีวิต ซึ่งยาส่งผลเสียเยอะ เช่น ต้องระวังไม่ให้เกิดบาดแผล เพราะเลือดจะไหลไม่หยุด หมอบอกว่าถ้าคุณไปวิ่ง ขาจะกระแทกกับพื้น ถ้าวิ่งนานๆ แม้ทำให้เส้นเลือดในขาแตกนิดหนึ่ง หรือชนกับพื้นในขณะที่วิ่งมาราธอนก็อันตราย หรือหัวกระแทกพื้นก็อันตราย ยิ่งหากมีเลือดในสมองหยุดไม่ได้เลย ถ้าเป็นที่อื่นในร่างกายหยุดได้ แต่ในสมองหยุดไม่ได้ยิ่งอันตรายหนักมาก”

ช่วงนั้นอาร์โนด์จึงระมัดระวังตัวเองเป็นอย่างมาก แม้ปั่นจักรยานก็ห้าม แต่เขาจัดเป็นคนไข้ที่ฟังหัวใจตัวเอง เขาเริ่มท้าทายตัวเองด้วยการพลิกฟื้นร่างกายเพื่อให้กลับมาวิ่งอีกครั้ง ด้วยการดูแลตัวเองไม่ให้โดนชน ไปฝึกวิ่งฝึกซ้อมอีกเรื่อยๆ ก็ทำให้เริ่มหายใจได้ปกติ และเขาก็กลับมาวิ่งในระยะทาง 42 กิโลเมตรได้อีกครั้งหนึ่งไม่กี่เดือนหลังจากนั้น ควบคู่ไปกับการกินยาสลายลิ่มเลือดทุกวันห้ามลืม และทุก 3 เดือนเขาต้องไปหาคุณหมอเพื่อปรับยาเพื่อหาวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้อาร์โนด์กลับไปวิ่งได้อย่างปลอดภัย เพราะการวิ่งคือไลฟ์สไตล์ของเขา

ค้นหาความท้าทายใหม่ๆ

อาร์โนลด์อยากเชิญชวนให้ทุกคนออกมาวิ่งออกกำลังกาย โดยเฉพาะนักบริหาร เนื่องจากการเป็นผู้บริหารจะมีเรื่องทำให้ได้เครียดทุกวัน วิธีที่ดีที่สุดในการระบายความเครียดคือการออกกำลังกายตอนเย็น แม้วิ่งเพียง 1 ชั่วโมงเมื่อร่างกายเราเหนื่อยเต็มที่ จะทำให้ความเครียดหายไปทันที

“ผมชอบออกกำลังกาย แต่วันหนึ่งผมบาดเจ็บ เดินไม่ไหวในวัย 35 ผมต้องนั่งวีลแชร์ นั่นคือจุดเริ่มต้นที่อยากทำอะไรที่ท้าทายมากที่สุด โอเคผมจะวิ่งมาราธอนและก็วิ่งมาเรื่อยๆ ผมต้องฝึกซ้อมเยอะ กีฬาทำให้ผมตั้งเป้าหมายในชีวิตได้ ถ้าวันหนึ่งผมอยากมีอะไรที่ผมภาคภูมิใจ ก็ต้องตั้งเป้าหมายในชีวิต ผมต้องสู้กับอายุของผม ตอนนี้ผม 47 ปี ร่างกายก็เริ่มอ่อนแอลงเรื่อยๆ เช่นเดียวกับความสามารถของหัวใจเริ่มลดลงเรื่อยๆ เพอร์ฟอร์แมนซ์ในร่างกายก็ต้องดร็อปลงเรื่อยๆ แม้ความสามารถทุกอย่างในร่างกายผมลดลง แต่การเตรียมตัวที่ดีจะช่วยให้ผมสู้กับอายุได้ ความท้าทายใหม่คือในวัย 47 ของผม ผมสามารถเพิ่มสถิติให้ดีขึ้นได้ไหม และผมอยากทำเวลาให้ได้ดีกว่า 10 ปีที่ผ่านมาซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก ตอนนี้ผมวิ่งในระยะทาง 21 กิโลเมตรทำเวลาได้ดีกว่าตอนอายุ 40 เสียอีก เดิมผมตั้งเป้าว่าอยากวิ่ง 42 กิโลเมตรให้ได้ 20 รายการ 21 กิโลเมตรอยากทำให้ได้ 50 รายการในชีวิตนี้ แต่ตอนนี้ผมวิ่ง 42 กิโลเมตรได้ 26 ครั้งแล้ว และ 21 กิโลเมตรผมวิ่งได้ 60 ครั้งแล้ว

ผมจึงตั้งเป้าหมายที่ท้าทายกว่านั้นคือ วิ่ง 42 กิโลเมตรผมตั้งเป้าหมายใหม่ที่ 50 ครั้ง 21 กิโลเมตรตั้งไว้ที่ 100 ครั้ง ถ้าผมทำได้มันคือความท้าทายเหมือนกัน นี่คือเป้าหมายที่ท้าทายในอีก 8-7 ปีข้างหน้า เราต้องตั้งเป้าหมายที่ยากๆ เพราะเวลาที่ตั้งเป้าหมายไว้แล้วเราทำได้ เราจะรู้สึกดีใจและรู้สึกภูมิใจในตัวเอง ลองสิ ลองตั้งเป้าหมายให้ตัวเองดูสิ นอกจากได้ร่างกายแล้ว ได้ความท้าทายแล้ว สุขภาพก็ยังแข็งแรง เป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้ดีด้วย ซึ่งสถิติที่ดีที่สุดของผมที่วิ่ง 42 กิโลเมตร ใช้เวลา 3 ชั่วโมง 44 นาที ส่วนวิ่ง 21 กิโลฯ ได้ 1 ชั่วโมง 42 นาที ผมก็พอใจของผมนะครับ”

จิตบริหารได้ เพื่อความสุขเป็นกิจวัตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/550979

  • วันที่ 12 พ.ค. 2561 เวลา 14:09 น.

จิตบริหารได้ เพื่อความสุขเป็นกิจวัตร

โดย โสภิตา สว่างเลิศกุล sopitasavang2010@gmail.com

ในโลกที่ยุ่งเหยิงวุ่นวายและวิ่งไวด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศหรือออนไลน์ ที่เชื่อมโยงผูกสัมพันธ์และแบ่งปันข้อมูลผ่านวิถีชีวิตและรสนิยม ทำให้หลายๆ คนต้องสับสนและแตกกระเจิงอย่างมิอาจต้านทาน

บางคนจะแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมออกมาจนเกินเหตุ เมื่ออยู่ในอาการตกใจ เสียใจ โกรธ ดีใจ หรือเกิดความอยากได้ เพราะจิตใจอ่อนแอ ขุ่นมัว

จิตของผู้คนทุกวันนี้คิดเรื่องต่างๆ มากมาย จิตย่อมจะเหนื่อยล้า เพราะฉะนั้นปัญหาทางด้านจิตใจเป็นเรื่องที่สำคัญในชีวิตประจำวัน หากสามารถกำหนดและทำให้ไม่ฟุ้งซ่านและเพริศเตลิด ก็น่าจะสร้างความสงบสุขในชีวิตได้

พูดถึงการบริหารจิต หมายถึงการบำรุงรักษาจิตให้เข้มแข็งผ่องใสบริสุทธิ์ จะต้องฝึกฝนให้จิตสงบนิ่งอยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งการฝึกจิตให้สงบ คือการทำสมาธินั่นเอง เป็นภาวะของจิตที่ตั้งมั่น กำหนดแน่วแน่อยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือเรื่องใดเรื่องหนึ่งติดต่อกันเป็นเวลานานๆ ไม่ฟุ้งซ่านไปหาสิ่งอื่นหรือเรื่องอื่นจากสิ่งที่กำหนด

ภาวะที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งหรืออารมณ์เดียว และจิตตั้งมั่นนั้นจะต้องเป็นกุศล จะเกิดความสงบ เยือกเย็น สบายใจ มีความผ่อนคลาย เอิบอิ่มใจ ปลอดโปร่ง และมีความสุข

หยิบข้อมูลเรื่อง “10 วิธีบริหารจิตในชีวิตประจำวัน” จากมูลนิธิหมอชาวบ้าน โดย นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ ที่แนะนำว่าการบริหารจิตมีผลต่อสุขภาพกาย สมองและจิตใจพอๆ กับการบริหารกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีผลต่อการพัฒนาสมองด้วยการกระตุ้นให้เกิดการงอกใหม่และการปรับวงจรใหม่ของเซลล์สมอง ซึ่งมีผลต่อการพัฒนาจิตใจให้สมบูรณ์และมีความสุขสงบเย็นอีกต่อหนึ่ง

การบริหารจิตควรทำให้เป็นกิจวัตรในชีวิตประจำวัน ซึ่งพอรวบรวมไว้ 10 วิธี ดังนี้

1.ออกกำลังกาย เช่น วิ่งเหยาะ เดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ เต้นแอโรบิก ฝึกชี่กง รำมวยจีน (ไทเก๊ก) ฝึกโยคะ เป็นต้น

2.นอนหลับให้เพียงพอประมาณ 6-8 ชั่วโมง การนอนหลับดีมีผลต่อการพัฒนาสมองหลีกเลี่ยงการอดนอน และการมีอารมณ์เครียดติดต่อกันนานๆ เพราะมีผลลบต่อร่างกาย สมองและจิตใจ

3.บริโภคอาหารสุขภาพตามหลักธงโภชนาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดหวาน มัน เค็ม หันมากินปลา กินผักและผลไม้ให้มากๆ ไขมันโอเมกา-3 ในปลา (เช่น ปลาดุก ปลาช่อน) มีผลดีต่อการสร้างเซลล์สมองใหม่

4.หมั่นเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ โดยการอ่าน การฟัง การค้นคว้า การหาประสบการณ์ใหม่ๆ การคิดใคร่ครวญ การถาม การบันทึก ตามหลัก “สุ จิ ปุ ลิ” ควบคู่กับการฝึกใช้ความคิดเป็นประจำ

5.ฝึกสมาธิ เช่น ฝึกอานาปานสติ สวดมนต์ ไหว้พระ เดินจงกรม ทำละหมาด อธิษฐานจิต วันละอย่างน้อย 1-2 ครั้ง นานครั้งละ 5-10 นาที ช่วยให้จิตใจมั่นคง สงบนิ่ง ไม่วอกแวก ฟุ้งซ่าน

6.เจริญสติ รู้ตัวกับอิริยาบถและกิจกรรมต่างๆ เช่น ระลึกรู้ตัวอยู่กับการนั่ง นอน ยืน เดิน การเคลื่อนไหวจังหวะขณะออกกำลังกายต่างๆ การทำกิจวัตรประจำวัน

7.ฝึกใช้ลมหายใจเป็นระฆังแห่งสติ เราสามารถตามรู้ลมหายใจเข้า-ออก ในการทำอานาปานสติ ในการเจริญสติต่างๆ

8.ฝึกพักใจและสมองเป็นระยะๆ ในแต่ละวัน เช่น หยุดคิด โดยหันมาชื่นชมธรรมชาติ (สายลม แสงแดด ก้อนเมฆ สายฝน สายน้ำ ตะวันขึ้น ตะวันตกดิน ต้นไม้ ดอกไม้) หรือศิลปกรรม (เช่น ภาพวาด ภาพถ่าย รูปปั้น แจกันดอกไม้) นานครั้งละ 30 วินาที-1 นาที

9.เจริญปัญญาจากการสังเกตธรรมชาติของสรรพสิ่ง ว่าล้วนเกิดขึ้นด้วยเหตุปัจจัยมากมายที่มีการแปรเปลี่ยน ไม่คงที่ตลอดเวลา

10.ฝึกคิดดี-พูดดี-ทำดี ให้เป็นนิสัย ช่วยถ่วงดุลกับธรรมชาติของจิตที่มักคิดลบซึ่งเป็นไปตามกลไกสมองที่มักถูกครอบงำด้วยความมีอัตตาตัวตน นิสัยความเคยชินเดิม และอารมณ์ลบ

พร้อมบทสรุปจากผลงานวิจัยของ นพ.แดเนียล ซีเกล ที่ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “The Mindful Brain” ตอนหนึ่งว่า เมื่อฝึกฝนจนมีสติแก่กล้า ก็จะมีจิตใจที่มีคุณสมบัติที่เรียกว่า “COAL” ได้แก่ C-Curiosity อยากรู้อยากเห็น ใฝ่รู้ O-Open จิตใจเปิดกว้าง เป็นกลาง ไม่ยึดติด A-Accept ยอมรับ ยอมแพ้เป็น ไม่โต้แย้ง ไม่ดึงดัน และ L-Love มีความรัก เมตตา กรุณา เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่

การบริหารจิตเป็นประจำย่อมได้รับประโยชน์ในด้านต่างๆ คือด้านการดำรงชีวิตประจำวัน ได้แก่ การทำจิตใจให้สบาย ไม่มีความวิตกกังวล ความเครียด มีความจำดีขึ้น แม่นยำขึ้น ทำสิ่งต่างๆ ไม่ผิดพลาดหรือผิดพลาดน้อย เพราะมีสติสมบูรณ์ขึ้น การศึกษาเล่าเรียนและการทำงาน เกิดผลดีและมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ การมีจิตเป็นสมาธิยังทำให้นอนหลับง่ายและหลับสนิท รวมทั้งมีผลเกื้อกูลต่อสุขภาพร่างกาย เช่น ชะลอความแก่ ทำให้ดูอ่อนกว่าวัย และรักษาโรคบางอย่างได้ เช่น โรคความดัน โรคกระเพาะอาหาร เป็นต้น

ด้านการพัฒนาบุคลิกภาพ ได้แก่ ทำให้บุคลิกภาพเข้มแข็ง หนักแน่นมั่นคง สงบเยือกเย็น ไม่ฉุนเฉียวเกรี้ยวกราด มีความสุภาพอ่อนโยน ดูมีสง่าราศี องอาจน่าเกรงขาม มีอารมณ์เบิกบาน ยิ้มแย้มแจ่มใส กระฉับกระเฉง กระปรี้กระเปร่า ไม่เซื่องซึม สามารถควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมในสถานการณ์ต่างๆ ได้