โรคกระดูกพรุน การเตรียมพร้อมและป้องกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 ม.ค. 2561 เวลา 12:06 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/537549

โรคกระดูกพรุน การเตรียมพร้อมและป้องกัน

 โดย โสภิตา สว่างเลิศกุล        sopitasavang2010@gmail.com

ปัจจุบันประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) ถือเป็นปัญหาใหญ่ของประชากรกลุ่มนี้ที่จะเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ

โรคกระดูกพรุนเกิดจากมีมวลกระดูกลดต่ำลง จนเป็นปัจจัยเสี่ยงหรือเป็นสาเหตุของกระดูกหักได้สูง เป็นโรคพบได้บ่อยมากโรคหนึ่ง เป็นโรคของผู้ใหญ่โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ผู้หญิงพบเกิดได้บ่อยกว่าผู้ชาย ปัจจุบันจัดเป็นอีกโรคที่เป็นปัญหาสาธารณสุขรวมทั้งในประเทศไทยด้วย

โรคกระดูกพรุน หมายถึง โรคที่มวลกระดูกของร่างกายลดต่ำกว่าค่ามวลกระดูกมาตรฐาน ซึ่งเรียกว่า ค่าทีสกอร์ (ค่า T- score ในคนปกติคือ ไม่ต่ำกว่า 1) ตั้งแต่ ลบ 2.5 ของค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (ค่าเอสดี หรือ SD, Standard deviation) ขึ้นไป หรือทางแพทย์ใช้เขียนเป็นตัวเลขตั้งแต่ ลบ 2.5 เอสดีขึ้นไป

เมื่อพยาธิสรีระมีการเปลี่ยนแปลงไป สิ่งที่ควรต้องระมัดระวังให้มากที่สุดในผู้สูงอายุ ผศ.นพ.สมบัติ โรจน์วิโรจน์ ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ ศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ข้อมูลว่ากระดูกพรุนมีสาเหตุเกิดจากการสูญเสียมวลกระดูก ทำให้กระดูกบางลง

 “หากนึกภาพไม่ออกให้นึกถึงเปลือกไข่เปราะๆ บางๆ แตกหักง่าย ทำให้บางคนตัวเตี้ยลง เนื่องจากกระดูกโปร่งบางและยุบตัวช้าๆ ที่น่าเป็นห่วง คือผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนมีโอกาสเกิดกระดูกแตกหักง่ายกว่าคนทั่วไป”

 จะทราบได้อย่างไรว่าตัวเองมีภาวะกระดูกพรุน โดยทั่วไปกระดูกที่พรุนหรือมวลกระดูกบางลงจะไม่มีอาการแสดงออก ผศ.นพ.สมบัติ เรียกว่าเป็นภัยเงียบที่ซ่อนเร้นอยู่ ซึ่งมีวิธีการตรวจ คือการสกรีนด้วยอัตราซาวด์ที่ข้อมือ และข้อเท้า เพื่อเป็นการตรวจคัดกรอง

“หากพบความผิดปกติก็จะต้องตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่องตรวจวัดมวลกระดูก ซึ่งผู้สูงอายุเวลามีกระดูกพรุนจะไม่ได้พรุนเฉพาะจุด จึงต้องตรวจวัดที่สะโพกและกระดูกสันหลัง เพราะเป็นจุดที่เห็นชัดที่สุดที่ถือเป็นมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก”

 สำหรับค่าการวัดที่ได้จะเปรียบเทียบกับคนปกติทั่วไปวัย 35  ปี เพราะเป็นช่วงอายุที่มวลกระดูกหนาแน่นที่สุด ผศ.นพ.สมบัติ  บอกว่าถ้าใครผลออกมาเป็นผลบวก จนถึง ลบ 1 ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ ถ้าต่ำกว่า ลบ 1 ถึง ลบ 2.5  แสดงว่ากระดูกบางลง เนื่องจากมวลกระดูกลดลง แต่ถ้าใครตรวจแล้วพบว่าต่ำว่า ลบ 2.5 จะถูกวินิจฉัยว่า กระดูกพรุนต้องได้รับการรักษา

“หากเกิดเรื่องที่เราไม่อยากให้เกิด นั่นคือผู้สูงอายุหกล้มกระดูกหัก โดยอวัยวะที่หักพบบ่อยใน 3 ส่วน คือ ข้อมือ สะโพก และกระดูกสันหลัง จากการข้อมูลทั่วไปพบว่า หากข้อมือหัก หรือกระดูกสันหลังทรุด กระดูกจะมีรูปร่างบิดเบี้ยวไป หลังก็ค่อมลงๆ แต่มักจะไม่ถึงขั้นเสียชีวิต ยกเว้นกรณีที่ทรุดไปมากหรือมีการกดทับเส้นประสาทก็ต้องรับการรักษาเฉพาะทาง

แต่ถ้ากระดูกสะโพกหัก ปัญหาคือความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน ไม่สามารถลุกยืนเดินได้ ต้องนอนติดเตียงเสี่ยงกับโรคแทรกซ้อนต่างๆ ถือเป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งเกินกว่า 95% ต้องได้รับการผ่าตัดเร่งด่วน แต่ที่สำคัญคือการรักษาแบบองค์รวมของหลากหลายสาขาอย่างมีระบบจะช่วยให้เกิดความรวดเร็ว ปลอดภัย”

ในส่วนวิธีการผ่าตัดในผู้ป่วยแต่ละคนนั้น ผศ.นพ.สมบัติ ชี้ว่าแพทย์ต้องเลือกว่าเหมาะกับการรักษาวิธีใด เพราะมีรูปแบบการรักษาต่างๆ เช่น ผ่าตัดใส่แท่งโลหะยาวๆ มีสกรูยึด หรือมีเรื่องของการใช้ซีเมนต์เสริม

“บางรายอาจใช้ข้อสะโพกเทียม หลังจากผ่าตัดเสร็จแล้ววันที่ 2-5 ผู้ป่วยต้องเริ่มทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูสภาพ พยายามให้ลุกออกจากเตียง ฝึกการนั่ง ยืน เดิน และการทรงตัว ซึ่งตรงนี้มีความสำคัญมาก เพราะผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักส่วนใหญ่ที่นอนติดเตียง อาจส่งผลร้ายตามมา”

มีข้อมูลที่มีการอ้างอิงออกมาว่า เมื่อกระดูกสะโพกหักแล้ว จะมีการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย 20% มักเสียชีวิต ภายใน 1 ปี 30% พิการถาวร 40% ต้องใช้เครื่องช่วยพยุงในการเดิน ที่สำคัญคือไม่สามารถกลับมาทำกิจวัตรประจำวันได้เหมือนเดิม ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เหมือนปกติก่อนกระดูกหัก ฉะนั้น ผศ.นพ.สมบัติ จึงเน้นย้ำเสมอว่าอย่าให้มีกระดูกหักครั้งแรก เพราะก็อาจจะมีครั้งต่อๆ ไปตามมา จนเข้าสู่วงจรเศร้าสลด

“หมายความว่าผู้สูงวัยเมื่อไหร่ที่เริ่มล้ม ก็มีโอกาสที่จะล้มซ้ำได้อีก เมื่อล้มแล้วล้มอีกก็ต้องทนทุกข์ทรมานผ่าตัดซ้ำๆ อยู่แบบนี้ สุดท้ายก็ต้องเสียชีวิตจากโรคอื่นที่แทรกซ้อนและรุมเร้าเข้ามา ดังนั้นจึงต้องป้องกันไม่ให้ล้มซ้ำ การป้องกันการล้มซึ่งมีหลากหลายวิธี ได้แก่ การฝึกกล้ามเนื้อให้แข็งแรงเพื่อมาประคองกระดูกไว้ การฝึกการทรงตัวและความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ ส่วนออกกำลังกายชนิดที่มีการลงน้ำหนัก ได้แก่ วิ่งเหยาะๆ เดินเร็ว ก็มีส่วนช่วยให้กระดูกแข็งแรงขึ้น”

สำหรับการรักษากระดูกพรุน ผศ.นพ.สมบัติ บอกว่ามีหลักการคือ การให้ร่างกายเสริมสร้างโครงกระดูกด้วยการสะสมแคลเซียม เช่น การเสริมอาหารหรือการเสริมแคลเซียมในปริมาณที่พอเหมาะ

ทั้งนี้ อาจจะต้องใช้ยาช่วยยับยั้งการสลายแคลเซียมจากกระดูก หรือยาฮอร์โมนบางประเภทร่วมด้วย ยาฉีดที่เป็นฮอร์โมน เรียกว่า พาราไทรอยด์ฮอร์โมน ที่ช่วยกระตุ้นในการสร้างกระดูกและช่วยรักษาให้การดูดซึมของแคลเซียมออกจากกระดูกน้อยลง และต้องได้รับการดูแลโดยแพทย์อย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันการหัก

“สิ่งสำคัญคือการดูแลตัวเอง และทำให้มวลกระดูกของเรามีความหนาแน่นเหมือนกับตอนอายุ 35 เพราะเมื่อสูงวัยขึ้นมวลกระดูกก็จะลดลงอย่างช้าๆ สิ่งสำคัญคือการสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องโรคกระดูกพรุนให้มากขึ้น ถึงสาเหตุหรือองค์ประกอบที่ทำให้เป็นโรคกระดูกพรุน ไม่ว่าจะพันธุกรรมหรือปัจจัยเสี่ยง รวมถึงพฤติกรรมการบริโภค และการออกกำลังกายซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ

การป้องกันไม่ให้เป็นซ้ำอีกคือต้องดูแลในเรื่องคุณภาพกระดูกให้แข็งแรงใกล้เคียงกระดูกปกติ ได้แก่ เรื่องยาพื้นบ้าน คือแคลเซียม ปริมาณพอเหมาะอยู่ที่ 800-1,000 มิลลิกรัม/วัน หากรับประทานเกินไปถึง 2,000-3,000 มิลลิกรัม ก็จะดูดซึมได้ไม่หมด อาจเกิดท้องผูกและผลเสียด้านอื่นได้ และทำให้สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ

อีกตัวหนึ่งคือวิตามินดี ซึ่งผิวหนังร่างกายคนเราสามารถสร้างได้จากการโดนแสงแดด จึงควรตากแดดประมาณ 30 นาที แนะนำให้ใส่กางเกงขาสั้น เสื้อแขนสั้นไม่ต้องทาครีมกันแดด ในช่วงเวลา 8-9 โมงเช้า แต่ถ้าใครไม่อยากตากแดดก็มีอีกวิธีหนึ่งคือนำเห็ดสดๆ ไปตากแดดในช่วงแดดจัดๆ ประมาณ 1 ชม. เห็ดสดจะสร้างวิตามินดีเก็บไว้ เมื่อนำเห็ดนั้นมาปรุงอาหารรับประทาน ก็จะทำให้ได้รับวิตามินดีได้แบบเต็มๆ”

ผศ.นพ.สมบัติ ทิ้งท้ายว่า การรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมมากๆ ตั้งแต่อายุยังน้อย ได้แก่ ผักใบเขียว เช่น คะน้า บร็อคโคลี่ นม และผลิตภัณฑ์ของนม ปลาตัวเล็กตัวน้อย เต้าหู งาดำ ก็ช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง ป้องกันโรคกระดูกพรุนยามเมื่อกลายเป็นผู้สูงวัยในอนาคต

ชนกานต์ ชินชัชวาล+ภูชิษณุ์ พิชัยจุมพล สายสัมพันธ์เพื่อน เชื่อมั่นในกันและกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 ม.ค. 2561 เวลา 11:52 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/537547

ชนกานต์ ชินชัชวาล+ภูชิษณุ์ พิชัยจุมพล สายสัมพันธ์เพื่อน เชื่อมั่นในกันและกัน

 โดย โยธิน ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

อนาคตบริษัทห้างร้านต่างๆ อาจไม่จำเป็นต้องมีเจ้าหน้าที่คอยตอบคำถามลูกค้าอีกต่อไป เพราะยุคสมัยของการใช้บอตแชตกำลังจะเริ่มต้นขึ้นด้วยมือของบริษัท Zwiz.ai (อ่านว่าซีวิซดอทเอไอ ซึ่งแผลงมาจากคำว่าชีวิตนั่นเอง)

ซีวิซ เป็นบริษัทสตาร์ทอัพฝีมือของศิษย์เก่าคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) มหิดล รุ่นที่ 7 ภายใต้การนำทีมของ ชนกานต์ ชินชัชวาล กับเพื่อนอีก 2 คน ภูชิษณุ์ พิชัยจุมพล และศิริศักดิ์ นาคะวิวัฒน์

เมื่อบุกเบิกธุรกิจด้านการทำบอตแชตระดับโลกเป็นรายแรกๆ ของเมืองไทย โดยมีผลงาน แชตบอตบทเฟซบุ๊ก จส.100 และตุ้ยนุ้ยบอตเป็นตัวการันตีความสามารถ ชนกานต์ หรือชื่อเล่น อาร์ต เล่าให้ฟังถึงการเปิดบริษัทสตาร์ทอัพร่วมกับเพื่อนๆ ว่า

“หลังจากที่ผมกับเพื่อนๆ เรียนจบ ต่างก็แยกย้ายกันไปทำงานตามเส้นทางชีวิตของตัวเอง ผมก็ทำงานอยู่กับบริษัทไอบีเอ็ม ก่อนที่จะเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ พอเรียนจบกลับมาก็ไม่อยากจะกลับเข้าไปทำงานบริษัทแล้ว เพราะว่าเราเห็นตัวอย่างสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศ

 จึงตัดสินใจทำสตาร์ทอัพของตัวเองขึ้นมาโดยชวนเพื่อนอีก 2 คนเข้ามาทำด้วยกัน โดยออกมาทำเต็มตัว ส่วนเพื่อนอีก 2 คนผมไม่กล้าชวนให้ออกมาทำเต็มตัว เพราะว่าเขามีงานประจำที่มั่นคงอยู่แล้ว และอย่างที่เรารู้กันอยู่ สตาร์ทอัพเกิดง่ายแต่ก็มีความเสี่ยงที่จะล้มเหลวได้ง่ายเช่นกัน

ทั้งที่ใจของตัวผมเองก็อยากให้ช่วยกันออกมาทำงานเต็มตัว แต่ว่าเราก็มีแผนอยู่เหมือนกันว่า ถ้าธุรกิจประสบความสำเร็จ ได้ลูกค้ารายใหญ่มาใช้บริการในระดับหนึ่ง ก็คงออกมาทำเต็มตัวด้วยกันทั้งหมด”

ภูชิษณุ์ เล่าต่อจากเพื่อนว่า สิ่งที่พวกเขาทำตอนนี้ ก็คือการสร้างโปรแกรมแชตบอตบนเฟซบุ๊ก จากปกติที่เราต้องใช้คนตอบคำถามผ่านทางอินบ็อกซ์ ซึ่งบางครั้งผู้ดูแลจะไม่มีเวลาในการตอบคำถามได้รวดเร็วและทั่วถึง แต่แชทบอทสามารถเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้

“เราพัฒนาไปถึงขั้นที่สามารถสั่งซื้อสินค้าผ่านระบบแชตบอต ต่อไปจะเป็นอนาคตของในแง่มุมของการให้บริการใหม่ เพียงแต่ว่าเริ่มแรกสิ่งที่จะต้องทำ ก็คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวของผู้บริโภคเอง อย่างเช่นในโปรแกรมตุ้ยนุ้ย การถามตอบอาจจะต้องมีแพตเทิร์นที่ค่อนข้างที่ชัดเจนว่า จะต้องถามแบบไหนถึงจะได้คำตอบ

ระบบเอไอไม่เพียงแต่สามารถพัฒนาในการถามตอบปัญหาของลูกค้าเท่านั้นยังสามารถพัฒนาในเรื่องของตัวช่วยในการคำนวณ ค้นหาข้อมูล หรือคำนวณหาบริการที่เหมาะสมกับลูกค้าได้”

ทางด้าน ชนกานต์ เล่าต่อเนื่องในทันทีว่า หลังจากคิดจะทำบริษัทของตัวเอง เขาก็มองหาเพื่อนร่วมทีมที่จะเข้ามาทำด้วยกัน

“ผมนึกถึง ภู กับ เกม (พาร์ตเนอร์อีกคน) ที่เคยเรียนด้วยกันมาก่อนเป็นอันดับแรก อย่าง ภู มีความสามารถทางด้านการเขียนโปรแกรมที่หลากหลาย ผมจะไว้ใจให้เขาเป็นคนเขียนโปรแกรมที่เป็นเบื้องหลังทั้งหมด

 ส่วนเกมจะเก่งทางด้านการออกแบบ ดีไซเนอร์ หน้าตาของโปรแกรมทั้งหมด ซึ่งผมกับเกมเคยทำงานร่วมกันมาก่อนตั้งแต่สมัยเรียน เราทำทีมแข่งการเขียนโปรแกรมด้วยกันทำให้เรารู้ฝีมือกันดี ส่วนภูก็เป็นเพื่อนร่วมรุ่นที่เราเคยเห็นความสามารถในการเขียนโปรแกรมของเขามาก่อน

ตัวผมเองนอกจากเรื่องของการเขียนโปรแกรม ก็ทำหน้าที่เป็นเหมือนเซลส์ขายสินค้าให้กับบริษัทต่างโดยมีเพื่อนๆ ทำงานอยู่เป็นเบื้องหลัง ในการทำงานของเราด้วยความที่เป็นสตาร์ทอัพเริ่มต้นเพียงแค่ 3 คน”

ชนกานต์ เล่าขยายภาพต่ออย่างสนุกว่า สิ่งที่พวกเขาทั้งสามคุยกันตั้งแต่แรกเลย ก็คือเรื่องสัดส่วนหุ้นของแต่ละคน ได้กำไรมาเราแบ่งหุ้นส่วนกันเป็นสัดส่วนเท่าไหร่

“เป็นสิ่งที่เราคุยกันตั้งแต่ต้น ดังนั้นในเรื่องปัญหาของการทำงาน ความขัดแย้งตรงนี้ไม่ว่าจะไม่มีความแน่นอน เพราะเราชัดเจนกันตั้งแต่ต้น เราเรียนหนังสือด้วยกันมา เป็นเพื่อนกันมาก่อนจึงรู้จักนิสัยใจคอกันดี แล้วพวกเราก็เป็นคนที่พูดกันอย่างตรงไปตรงมาก็มา

ในรายละเอียดของการทำงานเรามีการประชุมร่วมกันสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และมอบหมายงานแบ่งกันไปทำ ซึ่งตรงนี้ผมเชื่อมือเพื่อนว่าเขาสามารถทำได้เสร็จตามที่กำหนดไว้แน่นอน

 อย่างภู เวลาทำงานเขาไม่ใช่เพียงแค่ทำงานตามที่เราบอกว่า ลูกค้าต้องการอะไรและเราจะพัฒนาไปในทางใด แต่เขาทำมากกว่าสิ่งที่เขาได้รับมอบหมาย เมื่อทํางานไปถึงจุดหนึ่ง เขาคิดว่าสิ่งที่กำลังทำจะกลายเป็นปัญหา หรือเขามีความคิดที่ดีกว่าที่จะพัฒนาผลงานให้ดีขึ้นกว่าเดิม เขาก็จะเสนอเรามาทำให้การทำงานของเราง่ายขึ้น สนุก ที่จะได้ทำร่วมกันมากขึ้น”

ภูชิษณุ์ เสริมว่าเวลาที่ทั้งสามคุยงานกัน จะเริ่มจากการขายความคิดของแต่ละคนออกมาว่าอยากจะทำอะไรให้ออกมาในรูปแบบไหน

“แล้วเราก็ฟังความคิดเห็นของกันและกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าการฟังความเห็นของเพื่อนเราจะต้องยอมเสมอ แต่เราจะสู้ด้วยเหตุผลข้อดีและข้อเสียในการตัดสินใจต่างๆ แล้วหาจุดที่สามารถทำร่วมกันได้ เราไม่ได้ยอม แต่เราหาจุดร่วมที่ลงตัวมากกว่า

 อีกอย่างหนึ่งผมรู้จักอาร์ตมาตั้งแต่สมัยเรียน เขาเป็นประธานรุ่นมีความสามารถเป็นที่ยอมรับและมีความเป็นผู้นำสูง ไม่ใช่ผู้นำในแบบที่ออกคำสั่งกับเพื่อนๆ แต่เป็นผู้นำที่ฟังความเห็นของเพื่อนๆ ผมไม่ลังเลเลย ตอนที่อาร์ตเอ่ยปากชวนเข้ามาทำงานด้วยกัน เพราะผมรู้ดีว่าเขาจะต้องพาบริษัทของเราไปถึงเป้าหมายได้อย่างแน่นอน อาร์ตบอกว่าเขาเชื่อมือผม ผมเองก็เชื่อมั่นในตัวเขาเช่นกันครับ”

เคล็ดลับความงามจากน้ำมันมะกอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 ม.ค. 2561 เวลา 17:03 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/537520

เคล็ดลับความงามจากน้ำมันมะกอก

น้ำมันมะกอก นอกจากจะอุดมด้วยคุณประโยชน์ต่อสุขภาพแล้ว ยังมีสารพัดประโยชน์ด้านความงามอีกด้วยและสำหรับสาวๆ คนไหนที่สนใจอยากลองใช้น้ำมันมะกอกเพื่อบำรุงความงามเบอร์ทอลลี่ ขอแนะนำ 6 เคล็ดลับ ที่เราจะสามารถใช้เพื่อความงามได้

1.บำรุงเส้นผมที่ชี้ฟู น้ำมันมะกอกสามารถช่วยฟื้นฟูสภาพผมที่แห้งเสีย จากการโดนทำร้ายด้วยความร้อนทำให้เส้นผมกลับมามีชีวิตชีวาได้ เพียงแค่นวดน้ำมันมะกอกปริมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะลงบนเส้นผมและหนังศีรษะ หมักทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที ก่อนสระด้วยแชมพูตามปกติ

2.เช็ดเครื่องสำอาง สามารถล้างเครื่องสำอางกันน้ำได้โดยไม่ต้องออกแรงถูให้ผิวบอบช้ำแล้ว น้ำมันมะกอกยังช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหน้าอีกด้วย ส่วนวิธีการใช้ เพียงแค่ทาน้ำมันมะกอกปริมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ลงบนผิวหน้า นวดเบาๆ ประมาณ 10-20 วินาทีแล้วเช็ดออกด้วยสำลีนุ่มๆ

3.มอยส์เจอไรเซอร์ น้ำมันมะกอกเหมาะกับการบำรุงทุกสภาพผิวแม้แต่ผิวที่แพ้ง่าย เพราะสารประกอบฟีนอลิกในน้ำมันมะกอกมีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรียได้ จึงถือเป็นมอยส์เจอไรเซอร์ที่หมาะกับผิวทุกประเภทแนะนำให้ทาน้ำมันมะกอกหลังจากอาบน้ำและรอให้ดูดซึมเข้าสู่ผิวหน้า ก่อนจะบำรุงด้วยผลิตภัณฑ์อื่น ๆ น้ำมันนมะกอกจะทำหน้าที่คงความชุ่มชื้นให้แก่ผิวโดยไม่อุตตันรูขุมขนและไม่ทำให้เกิดสิว

4.สครับขัดผิว การสครับผิวนอกจากจะช่วยผลัดผิวที่แห้งเสียแล้ว ยังช่วยทำให้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวต่างๆ ดูดซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ยิ่งขึ้นแต่การเสียดสีจากการสครับอาจเป็นการทำร้ายผิวโดยไม่รู้ตัวลองมาใช้สคับที่ผสมน้ำมันมะกอก เริ่มจากผสมน้ำตาลไม่ขัดสีครึ่งถ้วยตวง และน้ำมันหอมระเหยเข้าด้วยกัน กัน ตามด้วยน้ำมันมะกอกครึ่งถ้วยตวง ผสมให้เข้ากัน เท่านี้ก็ได้สครับที่พร้อมดูแลผิวแล้ว

อย่าให้การเก็บเงินเป็นเรื่องยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 ม.ค. 2561 เวลา 16:38 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/537517

อย่าให้การเก็บเงินเป็นเรื่องยาก

ใครเคยรู้สึกแบบนี้บ้าง “อยากใช้ชีวิตให้เต็มที่ แต่ก็อยากมีเงินเก็บด้วย จะทำอย่างไรดี เพราะไม่รู้จะเอาเงินที่ไหนมาเก็บ”

เงินที่อยากจะเก็บนั้น จริงๆ แล้วเก็บไม่ยาก เพียงแค่รู้จักวางแผนมีวินัยและตั้งใจจริง แล้วเก็บเงินจะทำอย่างไรไง? ก็มีเคล็ดลับมากมายสามารถเลือกใช้กันได้ตามไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน หรือถ้าจะให้ดีควรมีเป้าหมายกันสักหน่อยว่าเพื่ออะไร จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เดินไปถึงฝันได้ง่ายขึ้น ส่วนใครยังไม่มีเป้าหมาย แถมเก็บเงินไม่เก่ง เป็นนักช็อปตัวยง ลองใช้หลักการง่ายๆ ตามนี้กันไปก่อน

– เก็บก่อนใช้

เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการบังคับตัวเองก่อนเลย เงินเดือนออกมาปุ๊บดึงมาเก็บอย่าได้รีรอ แล้วค่อยนำส่วนที่เหลือมาบริหาร จัดการกับค่าใช้จ่ายต่างๆ อะไรที่ไม่จำเป็น ลดทอนได้ก็ตัดออกไป ซึ่งหากทำบัญชีรายรับรายจ่ายไว้ จะช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้น ส่วนจะเก็บในสัดส่วนเท่าไหร่ก็ลองคำนวณดู แต่อย่าถึงขั้นบีบบังคับตัวเองจนไม่มีความสุข โดยอย่างน้อยๆ ควรเริ่มต้นเก็บออมที่ 10% เช่น มีเงินเดือน 15,000 บาท ก็เก็บไว้เลยเดือนละ 1,500 บาท ครบปีจะทำให้เรามีเงินออมแล้ว 18,000 บาท หากเก็บออมไปอย่างนี้สม่ำเสมอสัก 10 ปี ก็จะมีเงินเก็บ 180,000 บาท เงินก้อนเล็กๆ หากสะสมไปเรื่อยๆ ก็กลายเป็นเงินก้อนโตได้เหมือนกัน และเมื่อมีรายได้มากขึ้น ควรจะเพิ่มสัดส่วนการเก็บก่อนใช้นี้ตามไปด้วย จะยิ่งทำให้มีเงินก้อนโตมากขึ้นไปอีกในอนาคต

– ฝากประจำ

การเปิดบัญชีเงินฝากประจำ ถือเป็นสร้างวินัยในการเก็บออมอีกวิธีหนึ่ง เหมาะกับคนที่เก็บเงินไม่ค่อยอยู่ เพราะต้องฝากเงินเข้าแบงก์ในจำนวนเท่าๆ กันทุกเดือนในระยะเวลาที่กำหนด และไม่สามารถถอนก่อนกำหนดได้ เพราะถ้าถอนก่อนก็จะไม่ได้รับดอกเบี้ยเงินฝากที่ตกลงไว้ตั้งแต่แรก ส่วนจะเลือกแบบฝากสั้นหรือฝากยาว ก็อาจจะดูเรื่องผลตอบแทนจากดอกเบี้ยประกอบการตัดสินใจกันไป หรืออาจจะใช้เป้าหมายเป็นตัวตั้ง เช่น ต้องการเก็บเงินเป็นเวลา 60 เดือน เพื่อให้ได้เงินก้อน 500,000 บาท ไปซื้อรถยนต์ ก็ลองคำนวณดูว่าต้องเก็บเงินเดือนละเท่าไหร่ เมื่อครบกำหนดตามเป้าหมายค่อยถอนออกมา

– พันธบัตร-สลากออมทรัพย์

การซื้อพันธบัตรรัฐบาล หรือสลากออมทรัพย์ ก็เป็นอีกวิธีเก็บเงินก้อนแบบยาวนานมีระยะเวลาชัดเจน รอชื่นชมกับผลตอบแทนที่งอกเงยมากกว่าการฝากเงินไว้กับแบงก์ ซึ่งคนที่ชอบลุ้นนิดๆ เผื่อโชคลาภจะเข้าข้าง ก็ลองหันไปซื้อสลากออมสิน หรือสลาก ธ.ก.ส. เอาไว้ลุ้นรางวัลเพิ่มเติม นอกเหนือจากผลตอบแทนเรื่องดอกเบี้ยก็น่าจะดีไม่น้อย

– ประกันชีวิตสะสมทรัพย์

พอพูดถึงประกันชีวิต หลายคนอาจชะงัก ด้วยทัศนคติติดลบ บ้างก็มองว่ายาวนานเกินไป หรือการเลือกซื้อดูยุ่งยาก จะว่าไปเป็นวิธีที่ดีที่สุดนอกเหนือจากการการันตีให้เรามีเงินเก็บก้อนโตในระยะยาว และมาพร้อมด้วยนำไปใช้สิทธิในเรื่องการลดหย่อนภาษี การดูแลคุ้มครองชีวิตและสุขภาพ ถือเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่เหมาะกับมนุษย์เงินเดือนอย่างมาก

ลองพิจารณา ประกันชีวิตสะสมทรัพย์ไลฟ์ เซฟเว่อร์ 15/9 ที่ TMB เป็นประกันชีวิตที่ให้ความคุ้มครองชีวิตพร้อมกับการเก็บเงินก้อนไว้ใช้ในอนาคต ซึ่งสามารถเลือกเก็บแบบรายเดือน หรือรายปีก็ได้ โดยเริ่มต้นได้ตั้งแต่เดือนละ 1,000 บาทต่อทุนประกัน 50,000 บาท และจะได้รับเงินคืนทุกปี ปีละ 2,000 บาท ตั้งแต่สิ้นปีกรมธรรม์ 1-15 จ่ายเบี้ยประกัน 9 ปี คุ้มครองชีวิตเป็นระยะเวลา 15 ปี พร้อมได้รับเงินก้อนอีก 100,000 บาท ณ สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 15

การเก็บเงินไม่ได้ยากเกินไป โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือน บางคนเพิ่งเริ่มทำงานอาจมีเป้าหมายมากมายหลายอย่าง อยากใช้ชีวิตให้เต็มที่ มีไลฟ์สไตล์ในแบบของตัวเอง แต่ต้องฉุกคิดด้วยว่าเราต้องมีเงินเก็บควบคู่กันไปด้วย โดยเลือกวิธีให้เหมาะกับตัวเราเอง และรู้จักสร้างวินัยจนเป็นนิสัย

เทรนด์สุขภาพแห่งปี 2018

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 ม.ค. 2561 เวลา 16:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/537514

เทรนด์สุขภาพแห่งปี 2018

แฟชั่นยังมีการหมุนเวียนเปลี่ยนเทรนด์ เรื่องของสุขภาพและของกินก็ไม่แพ้กัน ซึ่งในปีนี้ก็มีหลายเทรนด์ที่ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง

– กินให้สวย

สาวๆ หลายคนมักเลือกอาหารที่ไม่ได้กินแค่เพียงเพื่อให้อิ่มเท่านั้น แต่จะเลือกที่กินแล้วได้ประโยชน์ โดยเฉพาะเรื่องของความสวย เช่น อาหารที่มีส่วนผสมของคอลลาเจน วิตามินซี หรือมีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยชะลอความชรา พร้อมป้องกันการเกิดมะเร็ง เรียกว่ากินแล้วอิ่มท้อง แถมด้วยผิวพรรณเปล่งปลั่ง สุขภาพดีจากภายใน เทรนด์นี้แหละมา

– ตรวจก่อนเจอก่อน

แม้เทคโนโลยีจะถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยยืดอายุคนเรา แต่สภาพแวดล้อม และอาหารการกินที่เราบริโภคเข้าไปในแต่ละวัน ก็ล้วนเป็นสิ่งสะสมที่ก่อให้เกิดโรคมากมาย หลายองค์กรด้านสาธารณสุขต่างๆ ก็ยังคงรณรงค์ให้มีการตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคต่างๆ เช่น โรคมะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก ฯลฯ ซึ่งจะเป็นการช่วยตรวจหาความเสี่ยงที่จะเกิดโรค เพื่อหาทางดูแลและป้องกันได้ทันท่วงที

– หุ่นดีได้แบบไม่อดอาหาร

อดอาหารเพื่อหุ่นสวยไม่ใช่เทรนด์ของสาวๆ ยุคใหม่อีกต่อไป เมื่อผู้หญิงเข้าใจถึงหลักของการควบคุมและลดน้ำหนักที่แท้จริง ว่าการอดอาหารไม่ได้ช่วยให้เราสามารถลดน้ำหนักได้อย่างถาวร ส่วนใหญ่จึงหันมาเลือกกิน แทนการอด โดยเลือกอาหารที่แคลอรีต่ำแต่ให้พลังงานสูง เน้นอิ่มท้องแต่ไม่ต้องกลัวอ้วน

– ออกกำลังกายได้ทุกที่

แม้แต่คนทำงานส่วนใหญ่ที่ไม่ค่อยมีเวลาว่างในการเข้าฟิตเนส ก็ยังหันมาใส่ใจออกกำลังกายเพิ่มขึ้น ด้วยการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ ให้สามารถออกกำลังกายได้ทุกที่ ด้วยท่าบริหารเฉพาะส่วนระหว่างดูทีวี หรือบนที่นอน

– กินแบบไม่ปรุงแต่ง

ผู้บริโภครุ่นใหม่มักใส่ใจในการเลือกซื้ออาหารมากขึ้น อ่านฉลากข้างผลิตภัณฑ์กันมากขึ้น โดยมักจะเลือกสินค้าที่สดใหม่ สะอาด ปลอดภัย ไร้สารปรุงแต่งหรือเคมี โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคหรือคนทำงาน ที่มีรายได้ในระดับกลาง มักจะเลือกซื้ออาหารที่คุณภาพมากกว่าราคา

– แพ็กเกจต้องสะดุดตา

นอกจากคุณภาพของสินค้า บรรจุภัณฑ์และหีบห่อก็สำคัญ เพราะคนรุ่นใหม่ส่วนมากมักเลือกซื้อสินค้าจากแพ็กเกจที่มีดีไซน์สวยงาม ดึงดูดตา นี่จึงเป็นหน้าที่ของเหล่าผู้ผลิตที่จะต้องศึกษาและออกแบบให้ตรงใจผู้บริโภค รวมถึงการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ดูแลริ้วรอยแห่งวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 ม.ค. 2561 เวลา 16:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/537512

ดูแลริ้วรอยแห่งวัย

เมื่ออายุมากขึ้นหลายคนก็จะเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของผิวพรรณที่มีความหย่อนคล้อยเพิ่มมากขึ้น คำถามก็คือ เราสามารถลดเลือน หรือชะลอกระบวนการเสื่อมสภาพหรือความชราของผิวพรรณของเราอย่างไรได้บ้าง?

พญ.ทิวบุญ ศรีพจนารถ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคผิวหนังและความงามของผิวพรรณ ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ รพ.บำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล บอกว่า สาเหตุของความชราหรือความเสื่อมของผิวนั้นเกิดขึ้นจากสองปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยภายใน เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังที่เป็นไปตามวัยที่เป็นผลมาจากพันธุกรรมและอายุที่มากขึ้นตามธรรมชาติ และปัจจัยภายนอก ซึ่งเป็นริ้วรอยที่เกิดจากการทำกิจกรรมต่างๆ จากสิ่งแวดล้อมต่างๆ แม้กระทั่งแสงแดด รังสียูวี ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ ฯลฯ

เมื่ออายุมากขึ้นริ้วรอยต่างๆ บนใบหน้าก็เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น อาจมีการเปลี่ยนแปลงของสีผิวและจุดด่างดำต่างๆ เกิดขึ้น ซึ่งเป็นริ้วรอยแห่งวัยเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นที่สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อย่างเข้าสู่ช่วงอายุ 20-30 ปีขึ้นไป ผิวก็จะเริ่มมีความหมองคล้ำ ขรุขระ มีริ้วรอยสะสม บางคนอาจเกิดริ้วรอยรอบดวงตา มีถุงใต้ตาบวม และหมองคล้ำ หรือแม้กระทั่งรอยกระ ฝ้า ที่เกิดขึ้นจากการตากแดด หรือถูกแสงแดดเป็นเวลานาน สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นสัญญาณแห่งวัยทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม เราสามารถฟื้นฟู ชะลอ และป้องกันการเกิดริ้วรอยเหล่านี้ได้หากเข้าใจถึงสาเหตุและมีการป้องกันอย่างถูกวิธี

ปัจจุบันวิทยาการทางการแพทย์ได้พัฒนาก้าวหน้าไปอย่างมาก และสามารถช่วยฟื้นฟูผิวได้ หนึ่งในนั้นคือ นวัตกรรมยกกระชับผิวหน้าอัลเทอร่า โดยใช้คลื่นพลังงานโฟกัสอัลตราซาวด์ในการรักษา อย่างไรก็ตาม ข้อสำคัญในการดูแลผิวพรรณที่ไม่ควรละเลย ได้แก่

งดสูบบุหรี่ และงดดื่มแอลกอฮอล์

กินอาหารให้ครบห้าหมู่

ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ควบคุมความเครียด

ทาครีมกันแดด

ดื่มน้ำมากๆ เพื่อทำให้ผิวชุ่มชื่นอยู่เสมอ

ดูแลสายนาฬิกา เพื่อยืดอายุการใช้งาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 ม.ค. 2561 เวลา 15:54 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/537507

ดูแลสายนาฬิกา เพื่อยืดอายุการใช้งาน

นาฬิกา ถือเป็นเครื่องประดับชิ้นหนึ่งที่จะขาดไปเสียไม่ได้ เพราะนอกจากไว้ดูเวลาแล้ว ยังสามารถเป็นเครื่องบ่งบอกถึงรสนิยมได้ด้วย แต่รู้หรือไม่ว่าสายนาฬิกาประเภทต่างๆ นั้น มีวิธีการดูแลที่แตกต่างกันออกไป เพื่อเป็นการยืดอายุการใช้งาน และรักษาสภาพนาฬิกาให้ดูดีอยู่เสมอ

นาฬิกาสายโลหะ

สายประเภทนี้เมื่อใช้ไปนานๆ มักเกิดการสะสมของคราบสกปรก และเหงื่อไคลตามซอกข้อต่อของสาย ดังนั้นวิธีการยืดอายุการใช้งานก็คือควรล้างทำความสะอาดสายด้วยน้ำเปล่าผสมกับน้ำยาล้างจาน โดยแช่สายนาฬิกาทิ้งไว้สักครูก่อนจะนำมาขัดตามซอกด้วยแปรงขนนุ่มๆ ล้างด้วยน้ำสะอาด และทำให้แห้งด้วยการใช้ผ้าขนหนูห่อไว้แล้วใช้ไดร์เป่า

นาฬิกาสายหนัง

หากผู้สวมใส่เป็นคนที่มีเหงื่อมาก และไม่เช็ดทำความสะอาดนาฬิกาให้แห้งก่อนเก็บก็อาจจะทำให้น้ำมันธรรมชาติในหนังหายไป เมื่อใช้ไปเรื่อยๆ สายหนังจะเริ่มแตก และอาจเกิดกลิ่นเหม็นจากเหงื่อที่หมักหมมอยู่ที่สาย สำหรับการยืดอายุการใช้งานก็คือให้ใช้น้ำสะอาดผสมกับน้ำยาล้างจาน แล้วใช้แปรงสีฟันนุ่มๆ แปรงสายเบาๆ หลังจากนั้นล้างด้วยน้ำสะอาด นำไปผึ่งให้แห้งสนิท

นาฬิกาสายพลาสติก

ส่วนใหญ่จะมีอายุการใช้งานไม่เกิน 1 ปี เพราะถ้าเกินกว่านั้นสายหนังจะเริ่มแข็ง เพราะฉะนั้น วิธีการดูแลก็คือ ควรใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดทำความสะอาดก่อนถอดเก็บ หรือล้างสายนาฬิกาด้วยสบู่อ่อนๆ และใช้แปรงนุ่มๆ ขัดทำความสะอาด เพื่อขจัดคราบเหงื่อไคลและยืดอายุการใช้งานให้มากขึ้นไปอีก

เติมความชุ่มชื้น ให้ผิวอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 ม.ค. 2561 เวลา 15:32 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/537504

เติมความชุ่มชื้น ให้ผิวอย่างยั่งยืน

ผิวหนังมีน้ำเป็นองค์ประกอบ 60-70% ความสมดุลของน้ำในเซลล์ผิวหนังจึงมีความสำคัญต่อการดูแลสุขภาพผิว ยิ่งสไตล์ของหนุ่มสาววัยทำงานยุคนี้ที่ต้องเผชิญกับความเย็นจากเครื่องปรับอากาศ เครื่องทำน้ำอุ่น การทำความสะอาดผิว ตลอดจนมลภาวะต่างๆ ที่ต้องประสบพบเจอในชีวิตประจำวัน ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้น แห้งแตกเป็นขุย หยาบกระด้าง หากปล่อยทิ้งไว้และดูแลไม่ถูกวิธี อาจนำไปสู่ปัญหาผิวอื่นๆ ในระยะยาวได้อีกด้วย

จินดารัตน์ หาญกิติวัธน์ ผู้เชี่ยวชาญผลิตภัณฑ์จาก BIODERMA เวชสำอางดูแลผิวจากฝรั่งเศส ให้ข้อมูลว่า ผิวขาดน้ำไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะคนที่มีผิวแห้งเท่านั้น แต่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกสภาพผิว โดยเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวและสามารถกลับมาเป็นใหม่ได้อีก เพราะ Hydrolipidic Film หรือแผ่นฟิล์มบนผิวที่ทำหน้าที่ในการปกป้องผิวจากสิ่งแวดล้อมภายนอกซึ่งมีอยู่ในทุกคน หากแผ่นฟิล์มนี้อ่อนแอหรือขาดสมดุล อาจส่งผลให้น้ำในชั้นผิวระเหยไปมากกว่าปกติ

เมื่อผิวขาดน้ำ ปัญหาที่ตามมาก็จะมีทั้งเรื่องของริ้วรอย ความหยาบกร้าน ตลอดจนผิวไวต่อแสง และแพ้ง่าย รวมถึงเมื่อใช้เครื่องสำอางก็ไม่ติดทนนาน ซึ่งการดูแลผิวขาดน้ำทำได้ไม่ยาก ด้วยการคงความชุ่มชื้นผ่านการฟื้นบำรุงจากภายนอกและภายใน เริ่มต้นด้วยการดื่มน้ำให้พอเหมาะ และควรลดอาหารที่ทำให้ร่างกายเสียน้ำ เช่น กาแฟ ชา เป็นต้น

ทั้งนี้ การดื่มน้ำอาจยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ผิวชุ่มชื้นขึ้นได้ ดังนั้น การบำรุงผิวภายนอกอย่างพิถีพิถันในทุกขั้นตอน นับว่าเป็นสิ่งสำคัญ หรือเลือกใช้ผลิตภัณฑ์กลุ่ม Hydrabio เพื่อแก้ปัญหาคนผิวขาดน้ำ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นประสิทธิภาพการทำงานของระบบส่งผ่านน้ำระหว่างเซลล์ และป้องกันการสูญเสียน้ำในผิว คืนความชุ่มชื้นสดใสตามธรรมชาติ พร้อมปกป้องและส่งเสริมปราการตามธรรมชาติในผิวให้แข็งแรง ช่วยให้ผิวสวยสุขภาพดีอย่างยั่งยืน

เปลี่ยนแปลงเป็นคนใหม่ที่สดใสกว่าเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 ม.ค. 2561 เวลา 15:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/537503

เปลี่ยนแปลงเป็นคนใหม่ที่สดใสกว่าเดิม

เป้าหมายของหลายคน คือ ต้องการมีสุขภาพดีทั้งกายและใจ วันนี้เราจึงมีคำแนะนำดีๆ จาก ฟิตเนส เฟิรส์ท ให้มาลองเช็กกันว่า คุณได้ลงมือเปลี่ยนตัวเองใหม่ให้สดใสกว่าเดิมแล้วหรือยัง

1. กินอาหารที่มีประโยชน์

ปีนี้ลองตั้งเป้าการกินใหม่ด้วยอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากขึ้น ค่อยๆ ปรับด้วยสัดส่วนการกินก่อน โดยในแต่ละมื้อควรกินโปรตีนไม่ติดไขมัน ¼ แป้งไม่ขัดสีหรือโฮลเกรน ¼ ที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งคือผัก และผลไม้ ร่างกายจะได้รับสารอาหารครบถ้วนและไม่เป็นภาระต่อระบบเผาผลาญมากเกินไป

2. นอนหลับพักผ่อนให้มากขึ้น

การนอนเป็นสิ่งที่สำคัญต่อสุขภาพมาก หากพักผ่อนน้อยเกินไปเราจะสังเกตได้ว่าประสิทธิภาพในการทำงานลดลง รวมทั้งเจ็บป่วยง่ายขึ้น เพราะฉะนั้นการพักผ่อนต้องมีความสำคัญพอๆ กับการใช้ชีวิต อย่างที่ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าควรนอนพักผ่อนอย่างน้อย 8 ชั่วโมงต่อวัน ถ้าทำไม่ได้ทุกวันอย่างน้อยก็ไม่ควรต่ำกว่า 6 ชั่วโมง

3. เครียดให้น้อยลง มีสติ และใจเย็น

ความเครียดไม่เพียงบั่นทอนสุขภาพให้โทรมเร็วแบบติดสปีด แต่ยังบั่นทอนสุขภาพจิตด้วย ควรหันกลับมาทบทวนตัวเอง มีอะไรที่รบกวนใจอยู่ แล้วมองหาทางออกของปัญหาที่จะทำให้เครียดน้อยลง ปรับสมดุลของเวลาในการใช้ชีวิต เวลางาน และเวลาส่วนตัวควรแยกออกจากกัน ถ้ามีอะไรต้องทำเป็นล้านอย่างควรตั้งสติค่อยๆ จัดระบบทำอะไรก่อนและหลัง

4. เรียนรู้สิ่งใหม่

ออกไปใช้เวลาว่างกับการเรียนรู้สิ่งใหม่ที่ชอบ อะไรที่อยากทำมานานแต่ไม่มีเวลา ไม่มีโอกาส หรือยังไม่กล้าที่จะทำ ก็ถึงเวลาเริ่มต้นทำอย่างจริงจังได้แล้ว เพราะการออกไปทำอะไรใหม่ๆ ที่ต่างไปจากเดิมจะช่วยเพิ่มความตื่นเต้น และถ้าได้ทำในสิ่งที่ชอบก็จะกลายเป็นความสุข แถมยังจะได้เจอสังคมใหม่ เพื่อนใหม่ เปิดโอกาสใหม่ให้กับตัวเองด้วย

5. ออกกำลังกายอย่างจริงจัง

ไม่ว่าจะอยากหุ่นดีขึ้น หรือสุขภาพดีขึ้น ก็ล้วนมีจุดเริ่มต้นจากการออกกำลังกายทั้งนั้น เพราะฉะนั้นถึงเวลาแล้วที่ต้องเอาจริงเอาจังกับการออกกำลังกายให้เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะการออกกำลังกายที่จะช่วยพัฒนาทั้งรูปร่างและจิตใจแบบ 2 in 1 หนึ่งรูปแบบการออกกำลังกายประเภท โยคะ ก็ถือเป็นทางเลือกที่ช่วยให้แข็งแรงจากภายนอกสู่ภายใน และจากภายในสู่ภายนอกอย่างแท้จริง

โยคะจะร้อนหรือไม่ บริหารใจได้ทั้งนั้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 25 ม.ค. 2561 เวลา 11:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/537239

โยคะจะร้อนหรือไม่ บริหารใจได้ทั้งนั้น

โยคะร้อนเป็นโยคะอีกรูปแบบหนึ่งที่ประกอบไปด้วยท่าหลักทั้งหมด 26 ท่า ฝึกในห้องที่มีการกำหนดอุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 36-40 องศาเซลเซียส ซึ่งการฝึกโยคะในห้องที่มีความร้อนสูงกว่าปกตินี้จะทำให้กล้ามเนื้อยืดหยุ่นได้มากกว่าเดิม และช่วยกระตุ้นการทำงานของหลอดเลือด แต่การศึกษาล่าสุดในวารสารทางสรีรวิทยา สหรัฐอเมริกา (Experimental Physiology) กลับพบว่า การฝึกร่างกายด้วยท่าโยคะต่างหากที่ดีต่อสุขภาพไม่ใช่การอยู่ในห้องที่มีความร้อน

เว็บไซต์ time.com เผยคำสัมภาษณ์ของ รศ.สเตซี ฮันเตอร์ อาจารย์คณะสุขภาพและพฤติกรรมมนุษย์ มหาวิทยาลัยเทกซัส ระบุว่า “ความร้อนไม่ใช่ปัจจัยสำคัญของการสร้างเสริมสุขภาพหัวใจ แต่ไม่ได้หมายความว่าโยคะร้อนไม่ดีต่อร่างกาย เพราะทั้งโยคะร้อนหรือธรรมดาทั่วไปก็ล้วนดีต่อร่างกายทั้งนั้นคือ ช่วยกระตุ้นการทำงานของหลอดเลือด ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและเส้นเลือดในสมองแตก”

รศ.สเตซี ได้ศึกษาคนสุขภาพดีจำนวน 52 คน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ จำนวน 19 คน ไปเล่นโยคะร้อนสัปดาห์ละ 3 ครั้ง จำนวน 14 คน เล่นโยคะแบบเดียวกันแต่อยู่ในห้องอุณหภูมิปกติ และจำนวน 19 คน ที่เหลือไม่เล่นโยคะเลย ผ่านไป 12 สัปดาห์ผู้ร่วมการทดลองทั้งหมดได้เข้ารับการตรวจสุขภาพของหลอดเลือด โดยดูการทำงานของระบบไหลเวียนโลหิตปรากฏว่า ผู้ที่เล่นโยคะทั้งสองกลุ่มมีอัตราการเกิดโรคหัวใจลดลง ต่างจากกลุ่มที่ไม่เล่นโยคะเลยที่ไม่พบการเปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม รศ.สเตซี กล่าวด้วยว่า กลุ่มที่เล่นโยคะร้อนจะมีการเปลี่ยนแปลงของไขมันในร่างกายลดลงเล็กน้อย ซึ่งไม่ชัดเจนพอที่จะสรุปว่าโยคะร้อนสามารถช่วยลดความอ้วนได้

“ผลการทดลองทำให้เราทราบว่าโยคะร้อนและโยคะแบบธรรมดาส่งผลดีต่อสุขภาพเหมือนกัน น่าจะเป็นข่าวดีของคนที่ไม่ชอบความร้อนหรือทนอยู่ในห้องที่มีอุณหภูมิร้อนจัดไม่ได้ เพราะคุณไม่จำเป็นต้องทนอีกต่อไป และยังสามารถเล่นโยคะที่ไหนก็ได้แม้กระทั่งในบ้านตัวเอง” รศ.สเตซี กล่าว