หุ่นสวย ด้วยการ ‘ชกมวย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 25 ธ.ค. 2560 เวลา 13:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/532175

หุ่นสวย ด้วยการ ‘ชกมวย’

เซเลบสาวสวย จอย-ชลิกา กุลดิลก ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ และกรรมการผู้จัดการ บริษัท จาร์วิส อินโนเวชั่น เจ้าของผลิตภัณฑ์น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นไร้กลิ่น ภายใต้แบรนด์ “ปาล์มมา เดอ โคโค” ในวัย 42 ปี แม้มีลูก 2 คน วัย 13 กับ 9 ขวบแล้ว แต่เธอยังรักษารูปร่างไว้ได้ด้วยการออกกำลังกายอย่างมีวินัย ซึ่งย้อนกลับไป 4 ปีก่อน เธอก็เคยเป็นผู้หญิงเจ้าเนื้อมาก่อน

“เมื่อก่อนเพื่อนๆ ชอบบอกว่าจอยตัวนิ่ม ตอนไม่ออกกำลังกายทำอะไรก็เหมือนคนไม่มีเรี่ยวแรง ดูเหมือนเหนื่อยตลอดเวลา แต่ก่อนหน้านี้จอยยุ่งอยู่กับการดูแลลูกจึงไม่มีเวลา งานก็เยอะ อีกทั้งยังมีธุรกิจส่วนตัวทำคอนโดกับบ้านเช่า ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัว ทำให้ยิ่งไม่มีเวลาออกกำลังกาย” จุดที่ดึงเธอให้หันมาออกกำลังกายคือ กลัวแก่ เพราะความเหนื่อย คือสัญญาณความร่วงโรยแห่งวัย เธอเลยอยากทำให้ตัวเองดูกระฉับกระเฉง

“จอยเคยอ้วนน้ำหนักหลังคลอดยังเหลือ 68 กิโลกรัม สำหรับการมีลูกคนที่ 2 และจอยให้นมลูกนานถึง 2 ปี  จอยเลยพิถีพิถันเรื่องการกิน กินแบบไม่กลัวหุ่นเสียเพราะกินน้อยแล้วไม่มีนมให้ลูกกิน เรียกว่าปล่อยตัวจนลูกอายุ 2 ขวบ จึงหันมาออกกำลังกายด้วยการฝึกโยคะ

ตอนลูกไปเรียนพิเศษจอยก็แวบไปฝึกโยคะร้อน อยากทิ้งของเสียในร่างกายไปกับเหงื่อ พอมีลูกคนที่ 2 น้ำหนักเหลือ 58 กิโลกรัม โดยท้อง 2 กินอย่างระมัดระวังน้ำหนักจึงขึ้นไปแค่ 9 กิโลกรัม พอคลอดลูกคนที่ 2 กินอย่างมีสติมาก เลือกกินแต่บร็อกโคลี่ซึ่งทำให้ไม่อ้วนเลย แล้วกินน้อยปรากฏรู้สึกเลยว่าสมองไม่ปลอดโปร่ง ไม่มีแรง ซึ่งไม่มีวิธีไหนที่ทำให้เราแข็งแรงก็คือ ออกกำลังกาย จอยต้องหาเวลาออกกำลังกายแล้วล่ะ เลยจัดตารางให้ลูกเรียนพิเศษ แล้วแม่แวบไปออกกำลังกาย พอดีใกล้บ้านมีค่ายมวยเจริญทอง เกียรติบ้านช่อง จอยก็ไปเลย”

ปัจจุบันจอยฝึกมวยไทยได้ 3 ปีแล้ว ซึ่งมวยถือเป็นกีฬาที่ต้องฝึกฝนหนักมาก

 

“ชกมวยแรกๆ เหมือนจะตาย เล่นได้ 15 นาทีแรกเริ่มงอแง รู้สึกไม่ไหว เพราะมันหนักมาก เวลาเตะต่อยติดกัน 15 นาที มันหนักและเหนื่อยมากๆ ยิ่งปล่อยหมัดให้ถูกท่ามันต้องยืดขาให้สุด มันจึงเหนื่อยมาก อีกอย่างของการออกกำลังกายด้วยมวยไทยคือ ครูจะสอนวิธีแก้เกม เวลาจะมีคนมาทำร้าย ต้องทำอย่างไร ทำให้เราได้ผลทางจิตวิทยา และทำให้เราแข็งแรง ต่อสู้คนได้ เตะเป็น มันดีกับร่างกายเราเริ่มมีซิกแซ็ก มีท่ากระโดดเตะ ทำให้จอยสามารถออกกำลังกายได้นานขึ้น อึดขึ้น จากเมื่อก่อนเตะต่อย 15 นาทีก็เหนื่อย ตอนนี้ 1 ชั่วโมงก็ยังไหว ปัญหาของผู้หญิงวัย 40 ขึ้นไปคือ อ้วนง่าย แต่ถ้าออกกำลังกายจะช่วยเรื่องรูปร่างได้มาก”

ข้อดีของการต่อยมวยคือ ได้ออกกำลังกายให้ไขมันลดลง เพราะมีทั้งคาร์ดิโอ ต่อยกับคู่ต่อสู้ ร่างกายหายใจเอาออกซิเจนเข้าไป แล้วยังได้เบิร์นไขมันอีกด้วย การต่อยมวยจึงถือเป็นการออกกำลังกายแบบลดไขมันภายในร่างกายของเราดีมาก

“เวลาต่อยกับครู ครูจะให้สร้างเนื้อด้วยการซิตอัพ วิดพื้น แรกๆ จะหนักหน่อยแต่ผ่านไปสัก 3 อาทิตย์จะดีขึ้น จอยต่อยทุกวันอาทิตย์ตอนเช้า 09.00-10.00 น. ควบคู่กับการออกกำลังกายวิธีอื่นๆ การชกมวยถือเป็นการออกกำลังกายได้ทั้งตัว ต่อยมวยช่วยเบิร์นแคลอรีได้เป็นพันกิโลแคลอรีนะคะในแต่ละชั่วโมงที่เราต่อย”

ต่อไปนี้เป็นท่าลดหน้าท้อง ด้วยท่าเตะ ด้วยวิธีง่ายๆ

1.ยืนสองขาให้มั่นคง แบบท่าพร้อมต่อยมวย เท้าวางกว้างเท่าหัวไหล่ เท้าซ้ายไว้ข้างหน้า เท้าขวาอยู่หลัง ตั้งการ์ดมวย

2.จากนั้นเตะเท้าขวาไปข้างหน้าระดับอก เรียกว่าเตะท่าธรรมดาปกติ แล้วปล่อยขากลับเข้าท่าเดิม ทำไปเรื่อยๆ ให้ครบ 15 ครั้ง แล้วทำอีกข้างหนึ่งสลับกัน 3 เซต

ข้อดี : ช่วยลดหน้าท้องและต้นขา ซึ่งเป็นท่าที่เหมาะกับผู้หญิงมากๆ

ธิติ ตันติกุลานันท์ ร่วมต่อจิ๊กซอว์กลุ่มกสิกรไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 24 ธ.ค. 2560 เวลา 14:28 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/532055

ธิติ ตันติกุลานันท์ ร่วมต่อจิ๊กซอว์กลุ่มกสิกรไทย

โดย พูลศรี เจริญ

ธิติ ตันติกุลานันท์ เป็นหนึ่งในขุนพลเครือธนาคารกสิกรไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย

อาจกล่าวได้ว่า ธิติเป็นบุคลากรแถวหน้าของตลาดเงินและตลาดทุนไทย เมื่อดูจากบทบาทหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากธนาคารกสิกรไทย

ธิติ เข้ามาบริหาร บล.กสิกรไทย เมื่อ 4 ปีที่แล้ว หรือปี 2556 เขาเล่าว่าช่วงนั้นแนวโน้มหรือเทรนด์ของนักลงทุนเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง เช่น มีการซื้อขายหลักทรัพย์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต หรือเทรดออนไลน์มากขึ้น

นอกจากนี้ ตลาดทุนเติบโตขึ้น มีแอพพลิเคชั่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ลูกค้าเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก นักลงทุนรู้จักหาข้อมูล เข้าใจเรื่องข้อมูลดีขึ้น มีการลงทุนด้วยตัวเองมากขึ้น

“จากพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ของนักลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไป บุคลากรของบริษัทต้องปรับตัวให้ทันลูกค้า”

ด้านมุมมองที่มีต่ออุตสาหกรรมหลักทรัพย์ เขาบอกว่า เป็นห่วงเรื่องการแข่งขันด้านราคามากกว่ามองเรื่องคุณภาพ ส่งผลให้นักวิเคราะห์ในระบบมีน้อยลง ดังนั้นในระยะยาวจึงน่าเป็นห่วง

สำหรับ บล.กสิกรไทย วางตำแหน่งตัวเองเป็นพรีเมียมโบรกเกอร์ มีผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ครบครัน เช่น การให้บริการลงทุนในหุ้นต่างประเทศ ซึ่ง บล.กสิกรไทย จะคิดค่าธรรมเนียมหรือค่าคอมมิชชั่นในการซื้อขายอัตราเดียวกับการซื้อขายหุ้นในประเทศ

นอกจากนี้ มีผลิตภัณฑ์ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ หรือ DW ซิงเกอร์สต๊อก และบล็อกเทรด เช่นเดียวกับบทวิเคราะห์หลักทรัพย์ ปัจจุบัน บล.กสิกรไทย มีบทวิเคราะห์ครอบคลุมหุ้น 120-130 บริษัท

ธิติ บอกว่า บล.กสิกรไทย จะมีเข็มทิศและเป้าหมายการทำธุรกิจที่ชัดเจน โดยมุ่งเน้นเรื่องการพัฒนาคุณภาพรอบด้านเป็นหลัก เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าทุกกลุ่ม

การวางกลยุทธ์ที่สำคัญ เช่น การพัฒนาคุณภาพการให้บริการในเชิงลึกและนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการลงทุนที่ครบถ้วนและสมบูรณ์ที่สุดในตลาด เพิ่มความแข็งแกร่งของงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ รักษาคุณภาพของบทวิเคราะห์

อีกเรื่องที่สำคัญ คือ การพัฒนาเทคโนโลยีด้านการลงทุน โดยเน้นการพัฒนาตัวช่วยและฟังก์ชั่นใหม่ของ KS Super Stock เพื่อการลงทุนที่ครบทุกขั้นตอนและใช้งานได้ในทุกอุปกรณ์การลงทุน มีการพัฒนา KS Super Portfolio โปรแกรมที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลพอร์ตการลงทุน 3 ปีย้อนหลังได้เชิงลึกพร้อมแนะนำหุ้นอื่นๆ ที่น่าสนใจ เป็นต้น

“เราพยายามจะรักษาความเป็น Top of mind โบรกเกอร์แรกที่นักลงทุนเลือก และเป็น 1 ใน 3 โบรกเกอร์ชั้นนำของตลาด”

การเดินไปสู่เป้าหมายที่วางไว้นั้น ธิติ กล่าวว่า บริษัทจะมีการเสริมจุดแข็งควบคู่กับการสร้างบริการที่แตกต่างให้กับลูกค้าด้วยการเพิ่มผลิตภัณฑ์ทางการลงทุนให้ครบถ้วน เพื่อตอบสนองทุกรูปแบบของการลงทุนที่ลูกค้าต้องการ และวางนโยบายขยายฐานลูกค้าร่วมกับธนาคารกสิกรไทย

ธิติเปรียบเทียบลักษณะงานที่ทำว่า งานด้านบริษัทหลักทรัพย์ เราเป็นตัวกลางขึ้นอยู่กับว่าจะตอบโจทย์ลูกค้าอย่างไร ส่วนงานด้านค้าเงิน บางทีต้องเสนอโซลูชั่นให้ลูกค้า

“ผมพยายามพบปะลูกค้าเพื่อรับรู้ปัญหา กรณีลูกค้าบ่นเราต้องกลับมาทบทวน และการที่ลูกค้ากลับมาใช้บริการก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี”

ด้านปรัชญาและหลักคิดในการบริหารงาน บริหารคน ธิติ บอกว่า ระดับบริหารต้องมีความชัดเจนทั้งเรื่องนโยบาย การแก้ปัญหาเรื่องทีมงานเพราะถ้ามีความชัดเจนเรื่องทีมงาน การแก้ปัญหาไม่ว่าจะเรื่องอะไร เมื่อมีทิศทางให้ก็จะทำให้งานบรรลุเป้าหมาย

“การตัดสินใจไม่ได้ยาก ถ้าเรามีข้อมูลที่ถูกต้อง เรื่องนี้เป็นความท้าทาย เพราะการตัดสินใจ เราต้องมีความรู้”

ธิติ เคยทำงานด้านค้าเงินมาก่อน ก่อนมาอยู่ใต้ชายคาธนาคารกสิกรไทย โดยเคยทำงานที่ธนาคารซิตี้แบงก์ เขาบอกว่าทุกภารกิจที่ได้รับมอบหมายล้วนทำให้มีประสบการณ์เพิ่ม

เขาบอกว่า การทำงานด้านตลาดทุนต้องติดตามข่าวสารตลอด ทำให้ต้องพัฒนาตัวเอง

“งานในห้องค้าเงินมีทั้งเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน ออปชั่น ตราสารหนี้ เป็นงานที่สำคัญ ต้องขยัน”

ธิติ ยอมรับว่างานด้านค้าเงินเป็นงานที่กดดัน บางครั้งมีงานเข้ามาใช้เวลาเป็นเดือน ห้องค้าเงินมีความเสี่ยง ห้องค้าเงินเป็นเรื่องการบริหารความเสี่ยงค่าเงิน

เขายกตัวอย่างว่าได้ผ่านความยากลำบากเรื่องการบริหารค่าเงินจากประสบการณ์ช่วงวิกฤตปี 2540 เป็นช่วงที่เงินบาทอ่อนค่าลง ส่วนต่าง 0.30 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินช่วงนั้นอยู่ที่ 24.97 บาท/ดอลลาร์ วันหนึ่งแกว่งตัวระหว่าง 33.00-35.00 บาท/ดอลลาร์ หรือในแต่ละวันค่าเงินแกว่งมากถึง 3 บาท/ดอลลาร์ ช่วงนั้นตลาดผันผวนมาก

ช่วงที่ค่าเงินบาทผันผวนหนักช่วงปี 2540-2542 ธิติ บอกว่า “ผมเหนื่อยมากๆ”

เมื่อถามว่าช่วงวิกฤตปี 2540 ถือว่าเป็นการวัดฝีมือ ถ้าให้ประเมินตัวเอง คิดว่าเป็นอย่างไร ธิติ ตอบสั้นๆ ว่า “ผมว่าผมก็โอเค ค่าเงินบาทจาก 25 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าไปถึง 50 บาท/ดอลลาร์ เป็นการวัดว่าใครปอดใหญ่กว่ากัน”

ธิติ ทำงานที่ซิตี้แบงก์เกือบ 5 ปี เป็นระดับคุมโต๊ะเทรดค่าเงิน อย่างไรก็ตามเขากล่าวว่า การทำงานห้องค้าเงิน จะเหนื่อย กดดัน

“ผมว่าเมื่ออายุ 40 ปี ก็ควรเปลี่ยนงาน สำหรับผมก็คิดว่าพอแล้วสำหรับการเทรดค่าเงิน”

หลังมาทำงานด้านหลักทรัพย์ เขาบอกว่าต้องมีความละเอียดอ่อน แต่หลักการทำงานจะเหมือนกัน สมมติการมีผลิตภัณฑ์การลงทุนในตลาดก็ต้องตามให้ทัน

อย่างไรก็ตาม เขาบอกว่า ความเสี่ยงเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่ว่าทุกคนมีมุมมองที่ถูก บางทีต้องมองล่วงหน้าว่าจุดไหน คือ ความเสี่ยง

“ผมสนุกกับการทำงาน ผมโชคดีมากๆ ผมโชคดีที่ได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเอง”

ธิติ บอกว่า กลุ่มธนาคารกสิกรไทยตอบโจทย์ลูกค้าได้ดี บล.กสิกรไทย ก็เป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์ของกลุ่ม ตอบโจทย์ของกลุ่ม

1 ศตวรรษ บิดาแห่งนวนิยายวิทยาศาสตร์ไทย จันตรี ศิริบุญรอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 24 ธ.ค. 2560 เวลา 10:34 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/532030

1 ศตวรรษ บิดาแห่งนวนิยายวิทยาศาสตร์ไทย จันตรี ศิริบุญรอด

โดย  พริบพันดาว

“…จริงอยู่ นิยายในรูปวิทยาศาสตร์อาจเป็นสิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นไปไม่ได้ในอนาคต ความประสงค์ของข้าพเจ้าก็เพียงก่อให้เกิดความสนุกสนานในอารมณ์ แทรกด้วยสิ่งที่ควรรู้ ควรคิด ควรเห็น ด้วยเหตุผลความคิดคำนึงมากกว่าจะให้เป็นจริงจัง

ในต่างประเทศ เขามีหนังสือประเภทนี้มาก เช่น ‘Space Science Fiction’ ‘Galaxy’ ‘Fantasy’ แต่เมืองไทยไม่มีเลย เชื่อว่าสมองของคนไทยไม่เลวไปกว่าฝรั่ง ถ้าได้รับการสนับสนุนทั้งกำลังเงินและกำลังใจดีๆ คนไทยจะกว้างและรักวิทยาศาสตร์ยิ่งกว่านี้…”

จันตรี ศิริบุญรอด เขียนไว้ในนวนิยายวิทยาศาสตร์เรื่อง “ผู้สร้างอนาคต” เขาถือเป็นผู้บุกเบิกหนังสือวิทยาศาสตร์และนิยายวิทยาศาสตร์ ซึ่งได้ทิ้งผลงานไว้มากมาย แม้ว่าจะดำเนินชีวิตอย่างยากลำบากก็ตามที

จากผลงานที่เป็นนิยายวิทยาศาสตร์ บทความและสารคดีกว่า 300 ชิ้น ที่ได้ตีพิมพ์ผ่านนิตยสาร “วิทยาศาสตร์มหัศจรรย์” และ “วิทยาศาสตร์อัศจรรย์” ซึ่งได้สร้างความฝันอันบรรเจิดให้กับเยาวชนในยุคนั้นให้มีจินตนาการทางวิทยาศาสตร์ก้าวไกลไปสู่อวกาศ สร้างแรงบันดาลใจให้หลายคนใฝ่ฝันที่จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ และหลายคนก็ยึดถือ จันตรี ศิริบุญรอด เป็นแบบอย่างในการเป็นนักเขียนแนวไซ-ไฟ

 

รศ.ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล อาจารย์ฟิสิกส์และนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งผันตัวเองมาเป็นนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ชื่อดังของไทย ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ประทับใจในผลงานของจันตรี เขากล่าวในงานมอบรางวัล “จันตรี ศิริบุญรอด” สำหรับการประกวดนิยายวิทยาศาสตร์ครั้งที่ 1 ในปี 2548 ว่างานเขียนของจันตรีได้สร้างจินตนาการจนทำให้เขาอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์และยังมีส่วนส่งเสริมให้เขากลายมาเป็นนักเขียนแนวไซ-ไฟด้วย

“อาจารย์จันตรี ถือเป็นบุคคลเดียวที่ทุ่มเทให้งานเขียนทางด้านนี้อย่างจริงจัง แม้ว่าสมัยก่อนจะมีคนเขียนงานลักษณะนี้อยู่บ้าง แต่ไม่มีใครจริงจังเหมือนอาจารย์จันตรี อาจารย์เป็นบุคคลที่มีการศึกษาไม่สูงนัก แต่มีความใฝ่รู้สูง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมประทับใจ อีกทั้งยังเป็นคนที่มีความรู้แตกฉานถึงขั้นสร้างจินตนาการที่สื่อวิทยาศาสตร์ให้เป็นเรื่องเข้าใจง่ายได้ และเป็นตัวอย่างของคนที่ใฝ่รู้ ใฝ่คิด ใฝ่จินตนาการและมีความตั้งใจที่จะทำให้คนไทยหันมาสนใจวิทยาศาสตร์

ในวิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต (ภาษาไทย) “การศึกษาเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ของ จันตรี ศิริบุญรอด” (A Study on Scientific Shory Stories of Chantree Siriboonrod) ของ บุญสม พลเมืองดี บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยนเรศวร ปี 2536 ได้บอกถึงผลการศึกษาคุณค่าด้านความสมจริงของสาระทางวิทยาศาสตร์ และคุณค่าทางวรรณศิลป์ของเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ของจันตรี ศิริบุญรอด จำนวน 17 เรื่อง ได้แก่ ผู้ดับดวงอาทิตย์ มนุษย์โลหะ หุ่นผู้สร้างมนุษย์ สำรวจดวงอาทิตย์ สู่โลกพระจันทร์ แสงเช้า-อาวุธมหัศจรรย์ มนุษย์คู่ มนุษย์แมลง ผู้มาจากพลูโต ศีรษะที่มีชีวิต ชีวิตสุดท้ายในโลก ภาพที่มีชีวิต ผู้เป็นอมตะ ผู้มากับอุกกาบาต คำสาปของเทวรูป หลุมศพเร้นลับ และเมืองใต้บาดาล ว่า เรื่องสั้นเหล่านี้แบ่งตามลักษณะแนวเรื่องได้ 5 ประเภท

1.แนวเรื่องเกี่ยวกับการเดินทางไปในอวกาศ ซึ่งประกอบด้วยเรื่องสั้นจำนวน 7 เรื่อง คือ สำรวจดวงอาทิตย์ สู่โลกพระจันทร์ มนุษย์แมลง ผู้มาจากพลูโต ภาพที่มีชีวิต ผู้มากับอุกกาบาต คำสาปของเทวรูป หลุมศพเร้นลับ

2.แนวเรื่องเกี่ยวกับการเดินทางไปกับเวลาเข้าสู่อนาคตหรืออดีต ซึ่งประกอบด้วยเรื่องสั้นจำนวน 1 เรื่อง คือ ผู้เป็นอมตะ

 

3.แนวเรื่องเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางชีววิทยา และจิตวิทยาของมนุษย์ ซึ่งประกอบด้วยเรื่องสั้นจำนวน 5 เรื่อง คือ เมืองใต้บาดาล มนุษย์โลหะ แสงช้า-อาวุธมหัศจรรย์ มนุษย์คู่ และชีวิตสุดท้ายในโลก

4.แนวเรื่องเกี่ยวกับพลังทางกายและทางจิต ซึ่งประกอบด้วยเรื่องสั้นจำนวน 1 เรื่อง คือ คำสาปของเทวรูป

5.แนวเรื่องเกี่ยวกับการประยุกต์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งประกอบด้วยเรื่องสั้นจำนวน 3 เรื่อง คือ ผู้ดับดวงอาทิตย์ ศีรษะที่มีชีวิต และหุ่นผู้สร้างมนุษย์

จันตรี เป็นนักเขียนเรื่องบันเทิงแนววิทยาศาสตร์ที่มีชีวิตอยู่ในช่วงระหว่างปี 2460-2511 ผลงานเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ที่นำมาวิจัยมีคุณค่าด้านความสมจริงของสาระทางวิทยาศาสตร์ ผู้เขียนสามารถถ่ายทอดความสมจริง โดยอิงหลักการทางวิทยาศาสตร์ได้สอดคล้องและใกล้เคียงหลักความเป็นจริงเกือบทุกเรื่อง

 

ทั้งที่วิทยาศาสตร์ในสมัยของผู้เขียนยังมิได้ก้าวไกลเช่นสมัยปัจจุบัน ในด้านคุณค่าทางวรรณศิลป์ ซึ่งนับเป็นหัวใจในการแต่งเรื่องสั้นนั้น ผู้เขียนวางโครงเรื่องได้ดีเด่นด้วยแนวคิด มีปมปัญหาขัดแย้งเป็นส่วนมาก องค์ประกอบด้านอื่นๆ ได้แก่ ตัวละคร บทสนทนาและฉาก ผู้เขียนนำมาแต่งเติมให้เรื่องมีสีสันน่าอ่านยิ่งขึ้น

เมื่อพิจารณาความสมจริงของสาระทางวิทยาศาสตร์และองค์ประกอบของเรื่องสั้น โดยภาพรวมแล้วเรื่องที่เด่นเป็นพิเศษก็คือ มนุษย์คู่ ศีรษะที่มีชีวิต และหุ่นผู้สร้างมนุษย์ จึงนับได้ว่าผู้เขียนนำเรื่องทางวิทยาศาสตร์ซึ่งเต็มไปด้วยเหตุผลมาเขียนเป็นเรื่องบันเทิงได้ เป็นการนำวิทยาศาสตร์และวรรณกรรมมาเสริมค่าซึ่งกันและกัน ด้วยฝีมือการประพันธ์ และความรู้ทางวิทยาศาสตร์

จันตรี ศิริบุญรอด เกิดเมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2460 เพราะฉะนั้นในปี 2560 นี้ จึงมีอายุครบรอบ 100 ปีแห่งชาตกาลของบิดาแห่งนวนิยายวิทยาศาสตร์ไทย

คุณครับๆ มารู้จักหนังสือที่ไม่น่าเบื่อ ของ เมธา โกศลสาธิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 24 ธ.ค. 2560 เวลา 10:23 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/532028

คุณครับๆ มารู้จักหนังสือที่ไม่น่าเบื่อ ของ เมธา โกศลสาธิต

โดย กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ ไม่เครดิต

หนังสือเล่มแรกของผู้วาดลายเส้นแมวหน้ากวน บิ๊ก-เมธา โกศลสาธิต นามปากกา AIBIG เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก น่าเบื่อ (www.facebook.com/Thisis Boringday) และผู้เขียนหนังสือเรื่อง ครูครับๆ โตขึ้นผมอยากทำอะไรที่ไม่น่าเบื่อ สำนักพิมพ์บันลือบุ๊คส์

เขาเล่าว่า เหตุที่เลือกประเด็น “อาชีพ” เพราะอยากเขียนมุมมองที่น่าเบื่อที่สะกิดขึ้นมาในแต่ละวัน เพราะทุกอาชีพล้วนมีมุมที่น่าเบื่อ ไม่ว่าจะเป็น แพทย์ บาริสต้า แอร์โฮสเตส เน็ตไอดอล หรือแบ็กแพ็กเกอร์

“เหมือนกับเราดูว่าอาชีพดาราสบายจัง แต่ถ้ามองจากมุมมองของเขาก็จะมีมุมที่มันไม่สบาย หรืออาชีพที่ใครๆ ก็พูดว่า โตขึ้นเป็นหมอสิ สบายจะตาย แต่คนที่กว่าจะเป็นหมอได้ต้องเรียนหนักมากๆ หรือต้องเข้าเวรดึกมากๆ ก็ได้ ผมเลยอยากพลิกมุมมองอีกด้านหนึ่งที่คนอาชีพอื่นๆ มองเข้าไปแล้วไม่เห็นออกมาทำให้เป็นแก๊กสนุกๆ ดู”

เจ้าของเพจน่าเบื่อวาดลายเส้นเจ้าแมวแต่ละคาแรกเตอร์ออกมาเล่าแก๊กของแต่ละอาชีพเป็น “การ์ตูนสามช่อง” ที่ทั้งสนุก เข้าใจง่าย และสร้างรอยยิ้ม โดยตั้งชื่อแมวแต่ละตัวอย่างตรงไปตรงมาว่า แมวน่าเบื่อ แมวดำ แมวใส่หมวก และแมวพ่อค้าไม่เลือกงานไม่ยากจน พร้อมเนื้อหาแต่ละอาชีพในหน้าถัดไป โดยมีกองบรรณาธิการช่วยเขียนเสริมทัพในส่วนเนื้อหาให้หนังสือแข็งแกร่งขึ้น

“เริ่มแรกผมลิสต์รายชื่ออาชีพ มุมมองที่จะเล่น และมุขตบท้ายไว้ทั้งหมด 100 อาชีพ เขียนไปแล้ว 98 อาชีพ แต่สุดท้ายหนังสือหน้ากระดาษไม่พอเลยหั่นเหลือแค่ 50 อาชีพ โดยทั้งร้อยอาชีพที่คิดมาผมได้ให้เพื่อนๆ ช่วยกันโยนเข้ามาด้วย บก. (บรรณาธิการ) ช่วยคิดด้วย และผมคิดเองด้วย เวลาเดิน เวลานั่งรถเมล์ ตอนนั่งรถแท็กซี่ ผ่านอะไรเห็นอะไรก็จดไว้ก่อน ซึ่งอาชีพที่ลิสต์ได้ มีหลายอาชีพที่ต้องโทรถามเพื่อน เช่น เพื่อนที่จัดดอกไม้ เพื่อนที่ทำของประดิดประดอยขาย เพื่อนที่ขายของออนไลน์ เพื่อนที่รับหิ้วของจากเมืองนอก เพื่อนที่เป็นครู แต่บางอาชีพก็เขียนในมุมมองความคิดของเราว่ามันต้องเป็นแบบนี้ ซึ่งทุกอาชีพไม่มีอะไรที่สนุกไปหมด และไม่มีอะไรที่น่าเบื่อไปหมด”

บิ๊ก กล่าวต่อว่า การหยิบยกประเด็นอาชีพขึ้นมาอาจเป็นเรื่องที่ยิบย่อยและเล็กเกินไป ซึ่งอาจมีคนที่ไม่เห็นด้วยกับแง่มุมที่นำเสนอ แต่เมื่อหลายอาชีพมารวมกันเป็นหนังสือ มันสามารถลดความแรงและความคิดเห็นแง่ลบลงไปได้

“เรื่องน่าดีใจเรื่องหนึ่งคือ ร้านหนังสือบางสาขานำมันไปวางในหมวดความรู้ แต่บางสาขาวางไว้ในหมวดการ์ตูน และบางสาขาอยู่ในหมวดไลฟ์สไตล์ มันกระจุยกระจาย แต่เป็นหนังสือความรู้ได้เพราะวันที่หนังสือวางขายในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติเมื่อเดือน ต.ค. มีพ่อแม่เดินเข้ามาในบูธแล้วซื้อกลับไปให้ลูกๆ อ่าน มันกลายเป็นหนังสือแนะนำอาชีพ ซึ่งผมว่าดี เพราะผมคิดว่าทุกวันนี้เด็กรุ่นใหม่หลายคนไม่รู้ว่าโตขึ้นมาแล้วอยากเป็นอะไร ซึ่งมันเป็นเรื่องใหญ่มากๆ”

ส่วนเขาเอง นอกจากเป็นนักวาดการ์ตูนและนักเขียน อาชีพที่ทำมาตลอดและทำมาก่อนออกหนังสือคือ นักครีเอทีฟในเอเยนซีโฆษณา และแน่นอนว่าย่อมมีเรื่องสนุกและน่าเบื่อเหมือนทุกอาชีพ แม้กระทั่งที่มาของการเปิดเพจน่าเบื่อยังเกิดขึ้นเพื่อ “ระบายความรู้สึกและอยากขยี้ประเด็นสังคม การเมือง ขึ้นรถแท็กซี่ เดินบนท้องถนน สั่งอาหารแล้วอาหารมาผิด หรือเรื่องนิดนึงในโมเมนต์ของชีวิตที่มันเกิดขึ้น” เขากล่าว

นอกจากนี้ สำหรับหนังสือเล่มแรกในชีวิต บิ๊กอยากให้เป็นหนังสือที่ทุกคนหยิบขึ้นมาอ่าน ทั้งคนทำงานที่กำลังเบื่อวันจันทร์ น้องวัยเรียนที่กำลังหาคำตอบว่าโตขึ้นมาอยากเป็นอะไร คำถามที่ว่า “ครูครับๆ โตขึ้นผมอยากทำอะไรที่ไม่น่าเบื่อ” อาจมีคำตอบที่หลากหลายในหนังสือเล่มนี้

ณัฐพล เสมสุวรรณ พบปาฏิหาริย์แห่งการวิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 24 ธ.ค. 2560 เวลา 09:22 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/532019

ณัฐพล เสมสุวรรณ พบปาฏิหาริย์แห่งการวิ่ง

โดย สมแขก ภาพ Sam’s Story

จากอดีตนักมวยเวทีราชดำเนินที่ร่างกายแข็งแรง “แซม-ณัฐพล เสมสุวรรณ” กลับต้องนอนเป็นผู้ป่วยติดเตียงและอยู่ในห้องปลอดเชื้อ จากการรักษาด้วยคีโมมากว่า 30 ครั้งเป็นเวลานานกว่าหนึ่งปี และต้องเจ็บปวดยาวนานกับโรคสตีเว่นส์-จอห์นสัน หรือเรียกว่าอาการแพ้ยาอย่างรุนแรง ที่โอกาสที่จะเกิดอาการนี้มีเพียง 7 คนใน 1 ล้านคนเท่านั้น สาเหตุจากปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันที่มีต่อยาต่างๆ จนเกิดการอักเสบของเยื่อยุผิว ทำให้ร่างกายเขาซูบผอม ผิวไหม้ และคล้ำลงกว่าที่เคยเป็น

แม้เหตุการณ์นี้จะผ่านมากว่า 10 ปีแล้ว แซมในวัย 31 ปียอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า เขาเพิ่งจะรู้สึกดีกับตัวเองเมื่อเกือบหนึ่งปีที่ผ่านมา หลังจากได้รับแรงบันดาลใจเรื่องการวิ่งจากตูน บอดี้สแลม ศิลปินผู้เป็นแรงบันดาลใจให้คนทั้งประเทศในตอนนี้จากโครงการก้าวคนละก้าว หลังจากเจอบทสัมภาษณ์หนึ่งของตูนหลังวิ่งจบ 400 กม. กรุงเทพฯ- บางสะพานก็ทำให้ชีวิตสีเทาๆ ของเขาเริ่มมีแสงสว่างอีกครั้ง

แซมสตอรี่ส์เริ่มที่มะเร็งเม็ดเลือดขาว

แซมในวันนี้ เป็นอีกหนึ่งนักต่อสู้โรคมะเร็งที่ชีวิตเปลี่ยนด้วยการวิ่ง เขาบอกเล่าเรื่องราวของตัวเองเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อ่านผ่านบล็อกส่วนตัวชื่อ Sam’s Story บ่อยครั้งที่แซมต้องเล่าเรื่องเก่าๆ เพื่อบอกเล่าให้คนอื่นฟังเรื่องราวของเขา ครั้งนี้ก็เช่นกัน แซมย้อนไปเมื่อ 10 ปีที่แล้วว่า จากวัยรุ่นสุขภาพดีชอบเล่นกีฬา จู่ๆ ก็ถูกแพทย์วินิจฉัยว่าป่วยเป็น “มะเร็งเม็ดเลือดขาว” หรือ ลูคีเมียชนิดเฉียบพลัน เขาพบว่าตัวเองเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว

“ผมว่าไม่มีใครจะคิดว่าตัวเองซึ่งมีร่างกายแข็งแรงจะมาป่วยเป็นโรคร้าย ผมชอบเล่นกีฬาโดยเฉพาะฟุตบอล บาสเกตบอล ว่ายน้ำ และยังเคยเป็นนักมวยขึ้นชกเวทีราชดำเนินมาแล้ว จนถึงอายุประมาณ 20 ปี ซึ่งขณะนั้นกำลังเรียนอยู่ปี 2 เริ่มมีอาการป่วยเป็นไข้บ่อย จนครั้งหลังสุดป่วยเป็นไข้ติดต่อกันหลายวัน แม่ก็เลยพาไปหาหมอที่โรงพยาบาล และตรวจพบว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว คุณหมอแนะนำให้เข้ารับการรักษาด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูก ต้องนอนบนเตียงนาน 2 เดือน โชคดีของผมคือ ผมมีน้องชายที่เสียสละให้ไขกระดูก

จากนั้นคุณหมอเริ่มรักษาด้วยการทำคีโม ต้องทนกับความเจ็บปวด ร้องขอมอร์ฟีนมาเยียวยาเพื่อบรรเทาอาการปวดนับครั้งไม่ถ้วน ผมต้องให้ยาทางหลอดเลือดที่ขาอยู่หลายครั้ง เพราะแขนทุกด้านของผมถูกเจาะจนพรุนเกือบทั้งแขน ผมได้รับคีโมเยอะมากต้องนอนโรงพยาบาลยาวนาน ยาที่ได้รับได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง ทีมแพทย์ที่ศิริราชจึงต้องปรับยาอยู่เรื่อยๆ

ตอนที่นอนในโรงพยาบาลนั้น ผมเห็นนกบินมาเกาะหน้าต่าง หลายครั้งที่น้ำตาไหลด้วยความรู้สึกอิจฉาที่นกมีอิสระในชีวิต แต่ตัวเขาเองกลับถูกกังขังด้วยโรคร้าย แม้แต่จะก้าวเดินก็ยังไม่มีแรง ผลข้างเคียงจากการแพ้คีโม เจ็บปวดทรมานเข้าไปในกระดูก คิดเสมอว่าตัวเขาเองคงไม่ได้ไปต่อ ต่อให้มีชีวิตรอดได้ก็คงไม่มีความสุข มิหนำซ้ำยังทำให้พ่อกับแม่ต้องมาร่วมลำบากไปอีกด้วย” แซมเล่าด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าเจือความเศร้าอยู่บ้าง

มะเร็งไม่ทันไป  โรคใหม่มา

เวลาในการรักษาตัวจากโรคมะเร็งอยู่ปีกว่าๆ แม้จะทุลักทุเลแต่อาการจากมะเร็งก็ค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ จนสามารถออกจากโรงพยาบาลได้ แต่เหมือนฟ้ากลั่นแกล้งให้แซมต้องเจอกับบททดสอบใหม่หลังจากกลับมาเบาใจจากมะเร็งเม็ดเลือดขาวได้เพียง 3-4 เดือน แซมต้องกลับไปเป็นผู้ป่วยอีกครั้งด้วยอาการแพ้ยาอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นอาการที่พบน้อยเรียกได้ว่ามีคนหนึ่งล้านคน จะพบอาการนี้เพียง 7 คนเท่านั้น และโรคนี้เองทำให้แซมซูบผอมลงจากเดิม ผิวหนังไหม้เกรียม ขรุขระ

“โรคแพ้ยาอย่างรุนแรงนี้ส่งผลให้ผิวหนังของผมมีรอยไหม้ ตาแห้ง กระจกตาเป็นแผล ผิวแห้งและบาง เยื่อบุต่างๆ ทั้งหมดในร่างกายบอบบาง และบกพร่อง ในช่องปากไม่สามารถผลิตน้ำลายได้ ส่งผลต่อเรื่องการพูดและการกินอาหารของผม นอกจากนี้ยังทำลายกล้ามเนื้อและความยืดหยุ่นทางร่างกายของผมหายไปหมดผมก็เลยผอมลง ผิวคล้ำ มีรอยไหม้ ผมต้องเจอกับปัญหามากมายในการใช้ชีวิต ทั้งการเจอกับผู้คนในสังคม ช่วงนั้นเดินไปทางไหนก็มีแต่คนกลัว แม้แต่เด็กตัวเล็กๆ หันมาเห็นก็ยังร้องไห้ ด้วยความที่คนมองว่าเราเหมือนตัวประหลาด ทำให้ผมต้องกลับมานอนร้องไห้ที่บ้าน หลายครั้งที่ผมมีความคิดอยากจบชีวิตตัวเองเหมือนเสียงแว่วที่บอกกับตัวเอง”

พบความสุข ณ จุดที่ยืน

ในขณะที่เขาป่วย แซม บอกว่า มีคนมอบหนังสือ “ความสุข ณ จุดที่ยืน” ของหนุ่มเมืองจันท์ ให้เขาอ่าน เมื่อได้หยิบขึ้นมาอ่านอย่างละเมียดแล้ว ข้อความในหนังสือก็เหมือนพลังใจที่ทำให้เขาลุกขึ้นมาต่อสู้กับชีวิตนั่นคือ “เราเข้าใจทุกคนบนโลกไม่ได้ แต่เราทำให้เขาเข้าใจเราได้” หลังจากนั้นแซมจึงมีกำลังใจในการใช้ชีวิตมากขึ้นและพร้อมจะต่อสู้กับสิ่งที่ตนเผชิญอยู่

“หลายปีที่ผ่านมาก้าวทุกก้าวที่ผมออกจากบ้านมันบั่นทอนความรู้สึกในการอยากมีชีวิตของตัวเองจากคนอื่นที่อาจจะไม่เข้าใจ จนวันหนึ่งเราคิดได้ว่าคนอื่นเขาไม่ผิดที่อาจจะกลัวหรือมองเราอย่างตั้งคำถาม เพราะถ้าเราอยู่ในจุดที่เขามองมา เราก็อาจจะกลัวหรือมีคำถามเหมือนกัน ดังนั้น แผลที่เกิดขึ้นในใจผมไม่ได้เกิดจากคนอื่น แต่เป็นตัวผมเองที่นำความไม่เข้าใจเหล่านั้นมาทิ่มแทงตัวเองและสูญสิ้นความเป็นตัวตนของเราจากความคิดคนอื่น เหมือนเอาความสุขไปแขวนกับคนที่ไม่แม้แต่จะรู้จักชื่อของเรา

พอคิดได้อย่างนั้น ผมกลับมาทบทวนตัวเอง รวมทั้งความรู้สึกตอนที่รักษาตัวที่โรงพยาบาล และพบว่าตัวเองละเลยครอบครัวที่คอยอุ้มชู และดูแลผมเป็นอย่างดีมาตลอด ดังนั้นผมหันมาใส่ใจความรู้สึกของตัวเอง ให้ความสำคัญกับคนในครอบครัว ผมมีคุณแม่ที่เดินจูงมือยู่ข้างๆ คุณพ่อซึ่งคอยเป็นห่วงอยู่ข้างหลัง ลูกน้ำน้องสาวซึ่งคอยช่วยเหลือทุกอย่างที่พี่ชายคนนี้ต้องการ และน้องชายผู้ให้ไขกระดูกแก่ผม และเสียสละเพื่อผมอีกมากมาย ผมมีวันนี้ได้เพราะครอบครัว

ในช่วงที่ผมป่วยผมต้องหยุดเรียน แม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาจ่ายค่ารักษาพยาบาล ค่ายา ค่าหมอ แต่ผมไม่เคยรู้เลยว่าแม่ต้องลำบากขนาดไหน ผมเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง รู้สึกเคว้งคว้าง เบื่อหน่ายกับโลก ไม่ได้คิดว่าพี่น้องต้องเสียสละอะไรบ้าง พ่อแม่ต้องร้องไห้มากแค่ไหนกับความเจ็บปวดของตัวเอง พอปรับทิศเข็มทิศแห่งความสุขให้หันหน้ามาหาตัวเองได้แล้ว ทำให้ผมมองเห็นความรักจากคนรอบตัวโดยเฉพาะของคนที่บ้าน” แซมผู้มีหัวใจแข็งแกร่งกล่าว

ชีวิตสีเทาเริ่มสว่างเมื่อเริ่มวิ่ง

แม้แซมจะวางความทุกข์ลงได้ และใช้ชีวิตปกติด้วยการทำงานดูแลครอบครัวอยู่นานปี แต่ก็ยังใช้ชีวิตด้วยความคิดที่รู้สึกว่าตัวเองไม่แข็งแรง จนในที่สุดก็มีคนฉุดความคิดที่อยากแข็งแรงมาสู่ชายหนุ่มคนนี้อีกครั้ง นั่นก็คือ “อาทิวราห์ คงมาลัย” หรือตูน บอดี้สแลม ที่ให้สัมภาษณ์กับรายการโทรทัศน์รายการหนึ่งหลังจากจบโครงการก้าวคนละก้าว กรุงเทพฯ-บางสะพาน

“เพราะว่าทิ้งช่วงเวลาหลายปีเหมือนกันที่เราใช้ชีวิตอยู่อย่างไม่แข็งแรง จุดเริ่มต้นของการก้าวออกวิ่งของผม เริ่มจากคำพูดของพี่ตูนที่พูดไว้ว่า อยากให้คนไทยดูแลสุขภาพตัวเอง มันสะกิดใจเราตรงนั้น ตอนแรกก็คิดเหมือนคนอื่นทั่วไปที่เห็นว่า เขาวิ่งเพื่อหาเงินช่วยโรงพยาบาล ผมมองเรื่องเงินเป็นหลักในภาพที่เราเห็น แต่เราไม่เคยสัมผัสความคิดที่เป็นแก่นแท้ของพี่ตูนจริงๆ ว่าเขาออกมาวิ่งเพื่ออะไรนอกเหนือจากเรื่องเงิน เราอยากจะแข็งแรงก็เหมือนบทใหม่ของชีวิตที่พี่ตูนเปิดบท ได้แรงบันดาลใจออกมาก้าว อยากพิสูจน์ความแข็งแกร่งทั้งกายและใจด้วยการวิ่ง

พี่ตูนวิ่งเพื่อปลุกคนไทยออกมาจากคำว่าเป็นไปไม่ได้ เราทำไม่ได้ นั่นทำให้ผมย้อนคิดถึงการดูแลสุขภาพตัวเอง ที่ผ่านมาผมมักคิดเสมอว่าเราทำไม่ได้ ดูถูกตัวเองและประเมินตัวเองต่ำว่าความเข้มแข็งของใจที่เรามี มันยากเสมอสำหรับก้าวแรก เพราะแค่ 20 เมตร ผมก็เริ่มหอบเหนื่อย หยุดเดินหยุดวิ่งและพาตัวเองกลับบ้าน ผมไม่ใช่คนที่เริ่มจากศูนย์แล้วไปหนึ่ง แต่ผมมาจากชีวิตติดลบ ร่างกายที่เคยอยู่สิบ ถอยไปที่ติดลบ มาจะกลับมาที่ศูนย์ใหม่ก็ยากกว่าคนปกติ เราจำเป็นต้องสู้ผ่านคำว่าเป็นไปไม่ได้ตลอดเวลาในทุกๆ วัน ดังนั้นวันต่อๆ ไปเขาจึงกลับมาวิ่งใหม่เป็น 25 เมตร 30 เมตร และกลายเป็นกิโลเมตรแรกสำเร็จในที่สุด”

เมื่อถามว่าชีวิตเปลี่ยนไปยังไงบ้างตั้งแต่เริ่มวิ่ง แซมบอกว่า “เหมือนเป็นชีวิตใหม่อีกครั้งตั้งแต่รักษามะเร็งผ่านมาได้ ผมพูดได้เต็มปากเลยว่า พี่ตูนเป็นคนเริ่มเปิดบทใหม่ให้ผมและระหว่างทางก็เป็นเรื่องของเราที่จะเขียนให้มันสมบูรณ์สวยงามแค่ไหน ซึ่งมันสวยงามตามความพยายามตามความใส่ใจของเราในแต่ละข้อความ ทำให้ชีวิตมีคุณค่ามากขึ้น ทำให้สนุกมากขึ้น มีเรื่องเล่าให้คนที่ท้อใจเหมือนผมในวันนั้น ได้เห็นว่าคนอย่างเราทำได้ แค่ออกไปลองทำดูเท่านั้นเอง

ก่อนหน้านี้ความคิดในการใช้ชีวิตของแซมยังเทาๆ อยู่ ยังไม่มีแสงสว่าง มันยังไม่รู้ว่าเราทำได้ เรายังไม่กล้าพอที่จะทำมัน เรายังมีความคิดที่ว่าเราป่วยหนัก เราทำไม่ได้ มันยากเกินไป โดยที่เรายังไม่ได้ลองทำ แต่พอได้ฟังพี่ตูนก็ทำให้เรากล้าที่จะออกมาลองทำ ซึ่งผลออกมาก็ปรากฏว่าจริงๆ แล้วเราทำได้ เราแค่ไม่ให้คะแนนความสำคัญกับมันเฉยๆ ซึ่งมันกลายเป็นเรื่องที่เปลี่ยนชีวิตไปเลย ทั้งที่แค่พลิกซ้ายไปขวาเท่านั้นเอง เพียงแต่ว่าเราเดินทางผิดมาตลอดเวลา

ลงวิ่งในรายการครั้งแรกผมจำได้ไม่เคยลืมเลย ได้ไปวิ่งเพราะความบังเอิญ เพราะเพื่อนอีกคนหนึ่งไม่ว่างเลยต้องไปวิ่งแทน เขาลงระยะไว้ 10 กม. ผมวิ่งได้ก็จริงแต่ไม่เคยวิ่งระยะไกลมาก่อน ระหว่างทางที่ผมวิ่งไป ผมคิดจะเลิกเพราะเหนื่อย แต่ผมเจอทางแยกที่เขียนว่า 5 กม. และ 10 กม. แล้วมีลูกศรให้ต้องเลือก ชั่วแวบนั้นผมคิดว่าถ้าวิ่งแค่เพียง 5 กม.เราแค่ได้ทำ แต่หากวิ่งไปทาง 10 กม. นั่นหมายถึงทำได้ และในวันนั้นก็เลือกพิสูจน์ตัวเองในระยะ 10 กม. เป็นชัยชนะครั้งแรกซึ่งชนะใจตัวเองสู้ผ่านมาได้”

กระทั่งวันนี้แซมวิ่งสะสมระยะเดือนละ 100 กิโลเมตร ซึ่งเขามาไกลมากจากวันที่เขาท้อแท้ ไม่คิดจะต่อสู้กับการเอาชนะสุขภาพ ในงาน Thai Health Day Run 2017 แซมได้ร่วมวิ่งกับเหล่าบรรดานักวิ่งนับหมื่นคน เพื่อแสดงให้รู้ว่าสุขภาพแข็งแรงได้แค่คุณก้าวออกมาวิ่งด้วยกัน และเมื่อไม่นานมานี้เขาก็พาตัวเองไปร่วมก้าวกับตูนบอดี้สแลม ในโครงการก้าวคนละก้าว แรงบันดาลใจสำคัญของเขา

“ผมมองว่าเป้าหมายชีวิตของเราทุกคน ล้วนมีร่างกายเป็นส่วนประกอบ เราจะไปถึงเป้าหมายของเราเร็วขึ้น ถ้าร่างกายของเรามีสุขภาพที่ดี เราอย่าคิดว่าเราไม่มีเวลา เราอ่อนแอเกินไป เราทำไม่ได้ ผมมีชีวิตอีกครั้งจากการวิ่ง ผมต้องขอบคุณมะเร็งที่ทำให้ผมได้รู้จักคุณค่าของชีวิต ได้เข้าใจความรักของครอบครัวที่มีให้ผมมาโดยตลอด แม้ว่าวันนี้ร่างกายของผมจะไม่เหมือนเมื่อก่อน แต่หัวใจของผมตอนนี้ดีกว่าผมคนเก่าแน่นอน” แซมทิ้งท้าย

Sleeping Vishnu Pose Variations (Ananthasana) โยคะท่าพระวิษณุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 ธ.ค. 2560 เวลา 12:52 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/531912

Sleeping Vishnu Pose Variations (Ananthasana) โยคะท่าพระวิษณุ

โดย  ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

พระวิษณุ หรือที่รู้จักกันในพระนามอีกอย่างหนึ่งว่า พระนารายณ์ เป็นหนึ่งในสามตรีมูรติ มีหน้าที่คุ้มครองและดูแลรักษาทั้ง 3 โลกตามความเชื่อของชาวฮินดู

ครูขออธิบายเพิ่มเติมในส่วนของตรีมูรติ คือ การอวตารรวมของพระเป็นเจ้าสูงสุดทั้งสามองค์ในศาสนาฮินดู อันได้แก่ พระพรหม (พระผู้สร้าง) พระวิษณุ (ผู้ปกป้องรักษา) และพระศิวะ (ผู้ทำลาย) ซึ่งตามตำนานพระวิษณุยังอวตารไปเป็นเทพเจ้าองค์อื่นๆ อีกมากมายหลายปาง หนึ่งในนั้นที่สำคัญสำหรับโยคะคือ อวตารไปเป็นพระกฤษณะ (มหาเทพผู้ให้กำเนิดคัมภีร์ภควัทคีตา ในมหากาพย์เรื่องมหาภารต)

สำหรับท่าพระวิษณุนอนตะแคงข้าง เป็นท่าที่ผ่อนคลาย ซึ่งใช้การทรงตัวของหน้าท้องและลำตัวด้านข้าง ในการค้างท่า จึงช่วยยืดคลายปวดเมื่อยลำตัวด้านข้าง ทั้งหมดตั้งแต่แขนลงมาจนถึงบริเวณเอว โดยเฉพาะกระตุ้นการเปิดของบริเวณกระดูกซี่โครงส่วนล่าง รวมทั้งช่วยนวดตับและม้าม

ในเวอร์ชั่นนี้ครูปรับท่าให้ง่ายขึ้น ทำให้สำหรับผู้ฝึกใหม่หรือผู้สูงอายุสามารถฝึกได้

วิธีปฏิบัติ

1.เริ่มต้นจากท่าตะแคงตัว ให้ขาซ้ายยืดออกตะแคงฝ่าเท้า ขาเป็นเส้นตรง ทรงตัวโดยใช้ฝ่าเท้าขวาวางยันพื้นด้านหลังก่อน วางฝ่ามือซ้าย ให้นิ้วมือชี้ออกไปด้านบน แยกนิ้วมือออกจากกัน (รูป 1)

2.ส่งเท้าขวาที่อยู่ด้านหลังขึ้นมาเหยียบที่ต้นขาซ้าย (รูป 2)

3.หายใจเข้าเดิมมือซ้ายไปด้านข้างยาวๆ ออกจากลำตัว เช็กให้แน่ใจว่าลำตัวด้านข้างเป็นเส้นตรง ส่วนมือขวาประคองที่พื้นไว้ก่อนจะได้ไม่ล้ม (รูป 3)

4.หายใจออก ส่งมือขวาขึ้นมาวางบนหัวเข่าขวาเบาๆ ทรงตัวให้นิ่ง ค้างท่าประมาณ 5 ลมหายใจ จากนั้นค่อยๆ คลายออกจากท่า แล้วลองฝึกสลับข้าง (รูป 4)

‘นารายา ชาริตี้’ สุขทั้งผู้ให้อิ่มใจทั้งผู้รับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 ธ.ค. 2560 เวลา 12:33 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/531909

‘นารายา ชาริตี้’ สุขทั้งผู้ให้อิ่มใจทั้งผู้รับ

โดย อณุสรา ทองอุไร ภาพ : นารายา ชาริตี้

“คนวัย 60 กว่านั้น สังขารก็เริ่มโรยรา ความเจ็บป่วยเริ่มมาหา สิ่งที่ไปบ่อยก็คือวัดกับโรงพยาบาล ไปแล้วก็เห็นสัจธรรมว่าสังขารนั้นไม่เที่ยง จะรวยหรือจนก็เจ็บป่วยไม่สบายเหมือนกันหมด เลยคิดว่าสะสมไปมากมายก็เท่านั้น ตายไปก็เอาไปไม่ได้ ทรัพย์สมบัติก็มีได้แค่ชาตินี้ แต่กรรมดีกรรมชั่วนี่สิที่สะสมไปได้ถึงชาติหน้า

วัยนี้ทำบุญไว้ให้เยอะ ถ้ามีกำลังก็ทำไปเถอะ หลายปีก่อนพาสามีไปผ่าสะโพก เมื่อปีที่แล้วตัวเองไปผ่าหัวเข่า ขนาดเราไปคลินิกนอกเวลาแล้วคนยังเยอะมาก รอคิวผ่ากันเป็นปี คนปวดเข่านี่ทรมานมากเรารู้ดี เลยต้องขอย้ายไปผ่าที่ปิยมหาราชการุณย์ ซึ่งรอคิวน้อยกว่า โชคดีที่เรามีกำลังจ่าย แล้วคนที่ไม่มีนี่เขาจะลำบากกันแค่ไหน”

วาสนา ลาทูรัส เจ้าของแบรนด์นารายา เล่าถึงที่มาของการทำคอลเลกชั่นพิเศษ มอบเงินให้กับมูลนิธิศิริราช เพื่อนำไปซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ให้กับอาคารนวมินทรบพิตร ๘๔ พรรษา โรงพยาบาลศิริราช

ปีที่แล้วเธอไปผ่าเข่าใกล้กับวันเกิดของเธอพอดี ซึ่งสามีก็มักจะให้ของขวัญแก่เธอ ปีนั้นเธอจึงนำเงินที่สามีให้เป็นของขวัญวันเกิดจำนวน 1 ล้านบาท มอบให้กับมูลนิธิศิริราช

 แต่พอมาปีนี้เป็นโอกาสครบรอบ 28 ปีของบริษัท ก็คิดว่าอยากจะไปทำบุญกับโรงพยาบาลอีกและจะเชิญชวนพนักงานมาทำบุญใหญ่ด้วยกัน ก็ปรึกษามาทางคุณหมอ ก็เล่าว่ายังขาดอุปกรณ์การแพทย์อีกเยอะ ที่อาคารนวมินทรบพิตร ๘๔ พรรษา ก็ปรึกษาว่าจะทำคอลเลกชั่นพิเศษออกขายช่วงปีใหม่นี้เพียง 2 เดือน จำนวน 1.5 หมื่นชิ้น มีทั้งหมวก กระเป๋า เป้ เสื้อยืด หลังหักค่าใช้จ่ายมอบให้มูลนิธิทั้งหมด ซึ่งตั้งเป้าไว้ต้องได้อย่างน้อย 12 ล้านบาท

 “ทางมูลนิธิก็เลยมอบภาพช้างน้อยสีชมพู เป็นภาพพระราชทานภาพวาดฝีพระหัตถ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ให้คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อนำไปใช้สำหรับกิจกรรมระดมทุนช่วยเหลือผู้ป่วยเมื่อหลายปีก่อน มาให้เราทำเป็นลายบนคอลเลกชั่นนี้ พร้อมลงพระนามาภิไธยของพระองค์ด้วย ออกแบบพิเศษเพื่อเชิญชวนคนไทยร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการให้เพื่อโรงพยาบาลศิริราช” เธอกล่าวอย่างปลื้มปีติ

นี่จึงเป็นที่มาของโครงการ Naraya Charity Collection for Navamindrapobitr ซึ่งคอลเลกชั่นดังกล่าวจะมี 2 สี คือ สีชมพูกับสีน้ำเงิน คอลเลกชั่นนี้นารายาเปิดให้จองและจำหน่ายในระยะ 2 เดือน คือตั้งแต่วันที่ 9 ธ.ค. 2560-9 ก.พ. 2561 คอลเลกชั่นพิเศษนี้มีทั้ง เสื้อ กระเป๋า และหมวกหลากหลายแบบ อาทิ เสื้อมี 2 แบบ คือ คอกลมและเสื้อโปโล มีให้เลือก 3 สี คือ น้ำเงิน ขาว ชมพู ทั้งแบบสีพื้นและแบบลายช้าง กระเป๋าผ้ามีให้เลือก 11 แบบ หมวก 5 แบบ

ผู้สนใจสามารถสั่งจองหรือเลือกซื้อได้ที่ร้าน Naraya สำนักงานใหญ่ แจ้งวัฒนะ สาขาศูนย์การค้าสยามพารากอน สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ สาขาสุขุมวิท 24 สาขาเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ และสาขาเมญ่า เชียงใหม่ หรือสั่งจองผ่านทาง www.facebook.com/pg/NaRaYaCo/photos/?tab=album&album_id=1825705187442628 ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

นอกจากนี้ ยังวางจำหน่ายที่โถงอาคาร ๑๐๐ ปี สมเด็จพระศรีนครินทร์ โรงพยาบาลศิริราช และ โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์

 อาคารนวมินทรบพิตร ๘๔ พรรษา เป็นอาคารสูง 25 ชั้น ก่อสร้างทดแทนกลุ่มอาคารเดิมที่ทรุดโทรม เมื่อแล้วเสร็จจะมีจำนวนเตียงผู้ป่วยสามัญหรือผู้ป่วยด้อยโอกาส 376 เตียง รองรับผู้ป่วยใน 2 หมื่นราย/ปี มีหอผู้ป่วยวิกฤต 62 ห้อง โดยไม่มีห้องพิเศษ และสามารถรองรับผู้ป่วยได้อีกกว่า 5 แสนราย/ปี

“คุณหมอเล่าว่าอาคารนวมินทรบพิตร ๘๔ พรรษา ต้องใช้เงินเพื่อการก่อสร้างประมาณ 5,000 ล้านบาท และค่าจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์อีกประมาณ 1,800-2,000 ล้านบาท โดยรัฐบาลสนับสนุนงบประมาณ 2,000 ล้านบาท ที่เหลือศิริราชต้องดำเนินการจัดหาเพิ่มเติมด้วยการจัดกิจกรรมด้วยตัวเอง

ศิริราชได้รับเงินบริจาคจากองค์กรเอกชนทุกภาคส่วน รวมทั้งเงินบริจาคจากประชาชนทุกๆ คน เราก็ช่วยกันคนละไม้คนละมือ ตามแต่กำลังหรือวิธีการที่แต่ละคนจะพอช่วยกันได้ นี่ก็ตั้งใจว่าจะมาบริจาคที่ศิริราชทุกปี ตามวาระโอกาสที่แตกต่างกันไป” วาสนา กล่าวอย่างตั้งใจ

วรกมล เจริญธรรมาภรณ์ แต่งแต้มผ้าขาวด้วยการเดินทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 ธ.ค. 2560 เวลา 11:34 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/531899

วรกมล เจริญธรรมาภรณ์ แต่งแต้มผ้าขาวด้วยการเดินทาง

โดย ฤดูกาล ภาพ : วรกมล เจริญธรรมาภรณ์

รูปแบบการเลี้ยงลูกถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น เมื่อพ่อแม่ของเธอเลี้ยงให้เป็นนักเดินทาง ในวันที่เธอเปลี่ยนบทบาทกลายเป็นแม่คนบ้างจึงได้พาลูกออกเดินทางเช่นกัน

“หญิง” วรกมล เจริญธรรมาภรณ์ ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์และการสื่อสาร บริษัท เอ็น.ซี.ซี. แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ ในฐานะคุณแม่ของ น้องภูริ ลูกชายวัย 3 ขวบ เธอได้พาลูกคนแรกท่องเที่ยวตั้งแต่อายุ 3 เดือน เหมือนกับชีวิตของเธอที่ถูกเลี้ยงดูมา

 “พอหญิงมีน้องภูริ หญิงไม่เลี้ยงลูกโดยมุ่งเน้นให้เขาเรียนหนังสืออยู่ในห้องเรียนปกติธรรมดา แต่จะพาเขาออกไปเที่ยวซึ่งไม่จำเป็นว่าต้องเป็นแหล่งท่องเที่ยวเท่านั้น แต่เป็นที่ไหนก็ตามที่ได้ออกจากบ้าน และที่สำคัญคือได้ไปกับเราเพื่อให้เขาได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง

บางคนมองว่า เขายังเด็กมากจะจำอะไรได้หรือเปล่า แต่หญิงไม่ได้คิดว่าเขาจะจำได้ไหม เพราะอย่างน้อยมันเป็นความประทับใจร่วมกันของครอบครัว เป็นความสุขของคนเป็นพ่อเป็นแม่ ซึ่งเชื่อว่าลูกก็รู้สึกแบบนั้น เป็นการสร้างประสบการณ์ระหว่างทางด้วยกัน ดังนั้นจึงไม่จำเป็นที่เขาจะจำได้ แต่เขาได้เก็บเกี่ยวความทรงจำก็พอ”

 นอกจากนี้ เธอยังเลี้ยงลูกชายให้นอบน้อมต่อผู้ใหญ่ ผ่านการเลี้ยงดูของคุณตาคุณยาย และการไปท่องเที่ยวร่วมกันทั้งครอบครัว หญิงเล่าถึงทริปฮ่องกงที่ไปพร้อมหน้าพร้อมตากันถึง 18 คน โดยมีน้องภูริเป็นเด็กน้อยที่สุดในวัยเพียง 1 ขวบ 11 เดือน

“ทริปฮ่องกงเป็นการนั่งเครื่องครั้งแรกของน้องภูริ เราเลือกซื้อไพรเวททัวร์พร้อมไกด์และเลือกสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับเด็กเป็นหลัก เช่น ดิสนีย์แลนด์ ผสมกับการไหว้พระเอาใจผู้ใหญ่ ทำให้เป็นทริปที่สนุกและมีความสุขมาก ซึ่งน้องภูริเป็นเด็กชอบเดินอยู่แล้ว สลับกับการนั่งรถเข็น ดังนั้นการพาเด็กวัย 1 ขวบไปเที่ยวต่างประเทศเลยไม่ใช่อุปสรรคอะไร”

 รวมถึงทริปล่าสุดและไกลที่สุดสำหรับลูกชายคือ เกียวโตและโอซากา ซึ่งมีพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำและเมืองประวัติศาสตร์ที่เหมาะกับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ หรือเพียงการกลับบ้านต่างจังหวัด เพื่อไปเยี่ยมคุณตาที่กาญจนบุรีก็กลายเป็นทริปที่น่าตื่นเต้น เพราะเด็กจะได้เห็นสิ่งที่อยู่ในหนังสือหรือในนิทานอย่างทุ่งนา ต้นไม้ใหญ่ และธรรมชาติที่ในเมืองไม่มี

“หญิงให้ความสำคัญกับการพาลูกไปด้วยเกือบทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นตลาด สวนสาธารณะ หรือแม้กระทั่งที่ทำงาน เพราะทุกอย่างคือการเรียนรู้ของเขา การได้พบเจอผู้คน และการได้พูดคุยกับคนอื่น ดังนั้นไม่ว่าไกลหรือใกล้เราจะพาเขาไป เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้ระหว่างเดินทาง”

 ไม่เพียงเท่านั้น เพราะการท่องเที่ยวยังส่งเสริมทักษะการเข้าสังคม ฝึกการตั้งคำถาม และสร้างจินตนาการ ซึ่งเธอคิดว่าการท่องเที่ยวแบบครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญ เพราะครอบครัวคือพื้นฐานหลักของชีวิต

“เด็กเป็นเหมือนผ้าขาว การที่เขาจะเติบโตขึ้นมาเป็นคนแบบไหน ล้วนขึ้นอยู่กับการดูแลเลี้ยงดูของครอบครัว สิ่งแวดล้อมที่บ่มเพาะเขาขึ้นมา ดังนั้น เราอยากให้เขาสวยงามแบบไหน ก็อยู่ที่พ่อแม่ว่าแต่งแต้มสีอะไรให้ลูก” เธอกล่าวทิ้งท้าย

เที่ยวก่อนตาย Buckets list TH

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 ธ.ค. 2560 เวลา 11:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/531897

เที่ยวก่อนตาย Buckets list TH

โดย รอนแรม ภาพ : เที่ยวก่อนตาย

การเดินทางสำหรับเขาไม่ใช่แค่สนุก แต่เป็นการสร้างโอกาสใหม่ให้ชีวิต เป็นแนวคิดของ “บีม” กฤษนันท์ สุวรรณวิเชียร เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก “เที่ยวก่อนตาย Buckets list TH” และเว็บไซต์ bucketslistth.net ที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 3 คณะบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาการประกอบการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และเป็นนักเดินทางรุ่นใหม่ที่หลงใหลการไขว่คว้าประสบการณ์

 บีมเล่าว่า เขาเพิ่งหลงรักการเดินทางเมื่อ 2 ปีที่แล้ว หลังจากได้เข้าร่วมทริปเที่ยวกาญจนบุรีเพียง 1 วัน หลังจากนั้นก็ได้วางแผนท่องเที่ยวด้วยตัวเอง และเริ่มชวนเพื่อนฝูงร่วมเดินทาง โดยเรื่องราวและภาพถ่ายที่เก็บเกี่ยวมาได้บันทึกอยู่แค่ในเฟซบุ๊กส่วนตัว

“ผมเรียนเกี่ยวกับการเป็นผู้ประกอบการ เคยได้ลองไปสัมมนาเกี่ยวกับการตลาดออนไลน์ โค้ชที่สอนได้แนะนำว่า นอกจากเพจขายของออนไลน์ที่สร้างรายได้ได้แล้ว เรายังสามารถทำเพจรูปแบบอื่นที่เราชอบได้ ผมเลยเปิดเพจท่องเที่ยวดู ซึ่งตอนแรกไม่ได้คาดหวังอะไร ผมได้บันทึกการเดินทางและรูปภาพที่ไปเที่ยวมารวบรวมไว้เพื่อเป็นประโยชน์กับคนที่เข้ามาดู

 เนื้อหาในตอนแรกค่อนข้างเป็นตัวเองสูง คือใช้คำหยาบคายบ้าง ใช้ภาษาวัยรุ่นบ้าง เพราะถ้าเราอยากให้เพจโดนใจกลุ่มเป้าหมายไหน เราก็ต้องเข้าถึงกลุ่มนั้น ซึ่งผมเลือกกลุ่มวัยรุ่นเป็นหลัก เลยถ่ายทอดเรื่องราวแบบไม่เป็นทางการเหมือนเพื่อนเล่าให้เพื่อนฟัง”

 ด้วยความเป็นกันเองและถูกใจคนรุ่นใหม่ทำให้เพจที่สร้างมาอย่างไม่คาดหวังอะไรมีคนกดไลค์เกือบ 3 แสนไลค์ ซึ่งทำให้บีมต้องปรับตัวบางอย่าง เช่น สร้างเว็บไซต์สำหรับการรีวิวอย่างละเอียดเพื่อให้คนใช้เป็นข้อมูล จริงจังกับการถ่ายภาพ และระวังการใช้ภาษาเพื่อเข้าถึงคนในวงกว้าง

 “ตั้งแต่เพจมียอดไลค์ประมาณ 5 หมื่น ก็เริ่มมีลูกค้าติดต่อเข้ามา ทำให้งานอดิเรกของเรากลายเป็นรายได้เสริม ซึ่งพอจบมหาวิทยาลัยแล้ว ผมคิดว่าการเป็นบล็อกเกอร์ก็เป็นอาชีพที่ดี และคิดว่าจะหาธุรกิจที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวทำควบคู่กันไป” เขากล่าวต่อ

“ทุกครั้งที่ออกเดินทาง ผมจะพยายามมองรอบๆ เมืองนั้น มองหาโอกาสหรือไอเดียในการทำธุรกิจอยู่ตลอด เพราะสำหรับผมการใช้เงินกับการท่องเที่ยวไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย แต่มันคือการลงทุนอย่างหนึ่งที่คุ้มค่า และเสน่ห์ของการเดินทาง ไม่ใช่แค่การได้เรียนรู้ หรือการหาประสบการณ์ที่้แปลกใหม่ เพราะในแง่ของธุรกิจ มันคือเก็บเกี่ยวสิ่งที่น่าสนใจซึ่งอาจทำกำไรได้ในอนาคต”

 ติดตามเสน่ห์ของสถานที่ท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ และความรู้สึกนึกคิดระหว่างทางไปกับนักเดินทางหัวการค้าที่เพจเฟซบุ๊ก เที่ยวก่อนตาย Buckets list TH

2 พี่น้อง ศิกวัสส์+สรณัฐ ลือโสภณ ‘รักนะ แต่ไม่ (ค่อย) แสดงออก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 ธ.ค. 2560 เวลา 11:18 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/531895

2 พี่น้อง ศิกวัสส์+สรณัฐ ลือโสภณ 'รักนะ แต่ไม่ (ค่อย) แสดงออก’

โดย วราภรณ์ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

ความผูกพันระหว่าง 2 พี่น้อง ที่แม้รักกันมากแต่ไม่แสดงออก เพราะเหตุที่เติบโตมาในยุคที่พ่อแม่ทำงานหนักสร้างเนื้อสร้างตัว

ทำให้ทั้งคู่ ได้แก่ “สิก” ศิกวัสส์ ลือโสภณ ศิลปินหนุ่มมาดเซอร์ผู้ก่อตั้ง “สิก สลีป ซาลอน” สลีปซาลอนแห่งแรกในเมืองไทย ที่อยากให้ลูกค้าได้สุขภาพผมที่ดีกลับไป พร้อมยังได้ผ่อนคลายอย่างแท้จริง รวมศาสตร์การดูแลสุขภาพผมครบวงจรทั้งรูปรสกลิ่นเสียงเข้าไว้ด้วยกัน

กับน้องชายข้าราชการหนุ่มมาดเนี้ยบ “สอ” สรณัฐ ลือโสภณ นักวิเคราะห์นโยบายและแผน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ถูกเลี้ยงแยกกัน ทำให้วัยเด็กของทั้งสองไม่ค่อยสนิทกันสักเท่าไหร่

แถมพี่ชายยังชอบแกล้งน้องเสียด้วยซ้ำ แต่เมื่อถึงวันที่น้องชายไม่สบายก็ได้พี่ชายคนนี้ไปนอนเฝ้าเกือบ 1 สัปดาห์ ทำให้พี่ชายรู้ว่าแท้จริงแล้วเขารักน้องชายเพียงคนเดียวของเขามากที่สุด เพราะในที่สุดก็มีกันแค่ 2 คน

 ศิกวัสส์ เล่าถึงความผูกพันระหว่างพี่น้องว่า ครอบครัวของเขาค่อนข้างแปลกไม่เหมือนใคร โดยสิกถูกเลี้ยงมากับครอบครัวแม่บุญธรรมที่เลี้ยงเขาสไตล์คนจีนจ๋า จึงเป็นคนโผงผางและพูดตรงๆ ในขณะที่น้องชายได้รับการเลี้ยงดูโดยคุณยายในแบบไทยแท้ๆ จึงค่อนข้างเรียบร้อย

 

“ด้วยตอนเด็กๆ สิกค่อนข้างเป็นเด็กไฮเปอร์และซนมาก เราอายุห่างกัน 3 ปี พอน้องเกิด สิกก็โต จึงไม่อินกับการมีน้องเข้าขั้นรังแกน้อง (หัวเราะ)

อย่างสิกนั่งดูทีวีอยู่แล้วน้องมากระโดดอยู่ข้างหน้า สิกรำคาญก็ยันโครมเลย น้องก็ตัวลอยไปชนตู้ รอยบาดแผลบนหน้าน้อง สิกทำหมดเลย แล้วน้องก็จำได้ว่าสิกเป็นพี่ที่ชอบรังแกน้อง หรือมีเสื้อผ้าที่แม่ซื้อให้น้อง สิกก็ไม่ยอม เพราะน้องต้องใช้ของเหลือจากเราสิ (หัวเราะ)

แต่พอโตขึ้น ขณะที่น้องเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย หากมีคนมาแกล้งสอ หากเรื่องรู้ถึงหูสิก สิกจะไปจัดการให้น้อง เหมือนเราป้องกันน้องสุดๆ ซึ่งเพื่อนก็รู้ แต่น้องไม่รู้ เหมือนเราห่วงน้อง อย่างสอไม่สบายเข้าโรงพยาบาล แม่ก็ไม่ว่าง สิกก็ต้องไปเฝ้าน้อง

พอครอบครัวมีเรื่องมากระทบ สิกจึงเริ่มรู้สึกตัวเองว่าเรารักน้อง เลยฉุกคิดว่าถ้าวันหนึ่งน้องเป็นอะไรขึ้นมา เราจะทำอย่างไร สิกจึงเริ่มปฏิบัติกับน้องดีขึ้น” สิกเล่า

“เป็นพี่น้องที่ไม่สนิท แต่รักกันมาก” สอ-สรณัฐ ลือโสภณ

สอ-สรณัฐ ข้าราชการหนุ่มอนาคตไกล ดีกรีศึกษาจบปริญญาตรีคณะรัฐศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และไปศึกษาต่อปริญญาโทสาขาเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศที่ยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ วอร์วิคค์ ประเทศอังกฤษ

กลับมาจากเรียนจบก็รับราชการ สอ เล่าว่า ในวัยเด็กเขากับพี่ชายทะเลาะกันเกือบทุกวันเรื่องแย่งของเล่น (หัวเราะ) ตีกันแต่ก็รักกันมาก เพราะมีเพื่อนเล่นกันอยู่แค่ 2 คน เขากับพี่ชายจึงแชร์เสื้อผ้าและของเล่นทุกชิ้น สนิทกันกระทั่งเสื้อผ้าซื้อมาตัวหนึ่งก็ใส่ด้วยกันได้

 

“เราไม่หวงเสื้อผ้ากัน แต่ต่างคนต่างซื้อ ซื้อครั้งหนึ่งก็ใส่ด้วยกันทั้งบ้าน พ่อกับแม่ก็มาใส่ด้วย เพราะคุณแม่จะออกสไตล์เท่ๆ หน่อย ตอนเด็กๆ พ่อแม่เลี้ยงเราแบบไม่ตีกรอบ แต่สิ่งที่พ่อแม่ห้ามก็คือ ห้ามทำบาป ไม่โกหก และอย่าทำร้ายคนอื่น

ผมไปวัดกับแม่ตั้งแต่เด็กๆ พ่อแม่ไม่เคยพาเราไปเที่ยวต่างประเทศ แต่สถานที่หนึ่งที่พ่อแม่ชอบพาเราไปมากคือ ไปเต้นลีลาศที่บางปู จึงทำให้เราชอบฟังเพลงลูกกรุงมากๆ เป็นเพลงที่งดงาม ฟังไม่เบื่อ เวลามีคอนเสิร์ตเพลงลูกกรุงเราก็ไปชมกันทั้งบ้าน” สอเล่าเรื่องราวความทรงจำ

แม้ตอนเด็กๆ จะทะเลาะกัน แต่สอก็ซึมซับว่าพี่ชายใจดี แม้ไม่ได้คุยกันทุกวันแต่รักกันมาก มีธุระหรือมีปัญหาก็ปรึกษากันตลอด

“พี่ชายดูเหมือนใจร้อนและดุๆ หน่อย แต่ขอบอกว่าน้องดุกว่า (ยิ้ม) น้องมีเอ็ดพี่บ้าง จำได้เรามีมุมที่ตอนเด็กๆ ด้วยพี่ชายมีพรสวรรค์ด้านศิลปะโดยไม่ต้องฝึกฝน เฮียสิกจะชอบวาดการ์ตูนให้ผม แต่ผมก็มีทะเลาะกัน เช่น สอไม่เอาตัวนี้ เป็นการทะเลาะกันแบบเด็กๆ ไม่รุนแรง

พอโตขึ้นเวลาผมมีปัญหาเฮียจะช่วยตลอด เช่น ตอนวัยรุ่นเวลาผมโดนแกล้ง พี่ชายจะช่วยปกป้องไปเอาคืนคนนั้น ซึ่งผมไม่รู้ว่าพี่ชายรู้ได้อย่างไร เขาก็ไปจัดการให้ แม้ไม่ได้เจอกันทุกวันแต่เราจะมีไลน์แฟมิลี่ไว้คุยกัน 4 คน กับไลน์กรุ๊ปวงศ์ตระกูลคุยแซวกัน”

แง่มุมความประทับใจในวัยเด็ก เวลาน้องชายมีปัญหาจะเล็กหรือใหญ่ พี่ชายจะอยู่เคียงข้างตลอด อีกหนึ่งเหตุการณ์คือ ตอนที่ทั้งคู่ไปเรียนที่ประเทศอังกฤษพร้อมๆ กัน ขณะที่น้องชายไปศึกษาต่อปริญญาโท ซึ่งมหาวิทยาลัยอยู่นอกเมืองค่อนไปทางตอนเหนือของอังกฤษ แต่พี่ชายเรียนศิลปะการทำผมที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ หากน้องชายว่างจากเรียนภายในอาทิตย์ก็จะนั่งรถไฟมาหาและพักกับพี่ชาย

“ตอนเรียนอยู่ที่อังกฤษความรู้สึกของผมคือ อยู่กับพี่ชายแล้วรู้สึกอบอุ่น ชีวิตในลอนดอนถ้ามีเวลาว่าง ผมก็ไปเดินเล่นในสวนสาธารณะ มีไปช็อปปิ้งกับพี่ชายบ้าง เวลาไปช็อปปิ้งเราจะไม่เดินด้วยกัน แต่พอช็อปปิ้งเสร็จค่อยนัดเจอกันแล้วก็จะนั่งค้นถุงช็อปปิ้งของพี่ชายว่าซื้ออะไรมาบ้าง แล้วเราก็จะมาแชร์เสื้อผ้ากันใส่ ความน่ารักของพี่ชายก็คือ เวลาที่ผมนอนป่วยไม่สบาย เขาก็ไปเฝ้า ช่วงเวลานั้นแหละยิ่งตอกย้ำว่าเขารักเรา”

นอกจากรสนิยมการแต่งตัวที่คล้ายๆ กันแล้ว ทั้งคู่ยังรักสุนัขเหมือนๆ กันด้วย อย่างไรก็ดี สิ่งที่น้องชายเป็นห่วงในตัวพี่ชายคนนี้ก็คือเรื่องสุขภาพ เพราะพี่ชายทำงานหนักและมักนอนดึก บางทีก็นอนเช้าเลย ซึ่งพ่อแม่ก็บ่นตลอด พี่ชายรับฟังแต่ก็แก้ไขไม่ได้

“สิ่งที่อยากบอกพี่ชายก็คือ ต้องปรับพฤติกรรมการนอนให้เหมือนคนปกติ ตอนนี้ยังโอเคอยู่ เพราะอายุเรายังไม่เยอะ แต่ถ้าอายุมาก ถ้าแก่ตัวไปก็ไม่ดี”

 

“เป็นน้องที่ห่วงหวงพี่ชายมาก” สิก-ศิกวัสส์ ลือโสภณ

ศิกวัสส์ เล่าถึงชีวิตที่อยู่ต่างบ้านต่างเมืองเพียงแค่สองคนพี่น้อง จึงทำให้พี่ชายรู้ว่าน้องชายทั้งห่วงทั้งหวงพี่ชายมากๆ

“เราเป็นพี่น้องที่ไม่ค่อยแสดงความรัก และไม่เคยบอกรัก บางครอบครัวเราเคยเห็นครอบครัวอื่นๆ ไปเที่ยวตอนกลางคืนด้วยกัน แต่สอกับเฮียสิกไม่เคยมีโมเมนต์นั้น เราเป็นพี่น้องที่แยกกลุ่มเพื่อนคบกันอย่างชัดเจน แต่ช่วงที่เราเรียนอยู่ที่ลอนดอน มีบางช่วงที่น้องชายมาเฝ้า มาดูแลสิกเรื่องอาหารการกิน การคบเพื่อน”

ตัวเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องคือสุนัขของสิก เนื่องจากน้องชายจะรักพี่ชาย แล้วความรักยังเผื่อแผ่มาถึงสุนัขแสนรักของพี่ชายด้วย

“ลอยด์เป็นสุนัขพันธุ์ชิบะของสิก แต่สอก็รักลอยด์ คอยซื้อของเล่นให้ เวลาสิกไปต่างจังหวัด สอจะเอาลอยด์ไปดูแลให้ อย่างสิกไปนอนสนามหลวงเพื่อร่วมถวายความจงรักภักดีในงานพระราชพิธีพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 สอก็โทรมาถามว่าเฮียเอาลอยด์ไปไว้ไหน

พอบอกว่าเอาลอยด์ไว้บ้าน สอก็โกรธแล้วมาเอาลอยด์กลับไปเลี้ยง เพราะสอเป็นห่วงลอยด์ สอจะเป็นคนที่รักนะแต่เขาไม่แสดงออก เขาจะเงียบขรึม ถามหลายๆ คำจึงตอบสักหนึ่งคำ แต่เราก็รู้ว่าสอเป็นห่วงเฮียสิก มีครั้งหนึ่งที่สอบวช ช่วงเวลาที่สิกต้องโกนหัวน้อง เป็นครั้งแรกที่สิกได้บอกรักน้อง บอกว่าเฮียรักสอนะรู้ไหม แล้วน้องก็ร้องไห้”

นั่นถือว่าเป็นการบอกรักครั้งแรก ครั้งเดียวที่ออกมาจากปากพี่ชาย สิ่งที่เป็นห่วงน้องชายคนนี้ก็คือเรื่องสุขภาพ เขาอยากให้น้องสอออกกำลังกายเยอะๆ และรักษาสุขภาพด้วย

“ด้วยความที่สิกอยากให้สอออกกำลังกายเยอะๆ ร่างกายจะได้แข็งแรง ก็ไปบอกน้อง สอก็บอกว่า ถ้าอยากให้ออกกำลังกาย เฮียก็ออกค่าสมาชิกฟิตเนสให้สิ ด้วยความรักน้องสิกก็ออกค่าฟิตเนสให้น้อง ตั้งแต่น้องยังไม่ทำงานจนปัจจุบันก็ยังออกให้อยู่ (หัวเราะ)

 

ตอนสิกทำประกันชีวิต ตำแหน่งชื่อผู้รับสิทธิกรมธรรม์หากสิกเป็นอะไร ชื่อผู้รับคือสอทั้งหมด เพราะสิกไม่อยากให้น้องลำบาก แต่ที่ตลกกว่านั้นคือสอเล่าให้สิกฟังว่า เฮียรู้ไหมเงินบำนาญของสอก็ให้เฮียสิกหมดเลยนะ (สิกน้ำตาซึม) เพราะเราก็มีกันอยู่แค่สองคน แม้ตอนเด็กๆ สิกมักคิดว่าไม่ชอบน้อง ชอบแกล้งน้อง แต่วันเปิดร้าน น้องชายเป็นห่วง คอยมาเฝ้ามาเดินดูธุรกิจของพี่ เรียกเพื่อนมาทำผมร้านเฮียสิก เพราะเขาเป็นห่วงสิก”

โมเมนต์ที่สะท้อนถึงสองพี่น้องปากแข็งคือ ตอนเด็กๆ พี่ชายไม่อยากเป็นช่างทำผมที่ต้องสืบทอดกิจการต่อจากคุณแม่ แต่ด้วยความเป็นพี่ เห็นน้องชายเรียนหนังสือเก่งมาก และน้องชายมีความฝันอยากทำงานในสิ่งที่ตนเองเรียนมา ในฐานะพี่ชายเขาจึงเสียสละเรียนเป็นช่างผมแทนน้อง เพื่อปกป้องน้องไม่ให้โดนกดดัน

“ตอนเด็กๆ เรียนหนังสือ ทุกคนมีความฝัน ตอนสิกไปเรียนที่อังกฤษจริงๆ ไม่อยากเรียนเป็นช่างผม ระยะแรกก็ต่อต้านแม่ แต่มีจุดเปลี่ยนคือ แม่บอกว่าแม่มีกิจการที่แม่สร้างไว้คือร้านทำผม สิกไม่ทำถ้าแม่ตายก็คือปิดนะ เราเคยเถียงแม่ แล้วสอล่ะ เพราะตอนนั้นสิกไม่ชอบเป็นช่าง แล้วก็มานั่งคิด มีเราสองพี่น้อง ถ้าสิกไม่ทำ สอต้องทำ

ในขณะที่สอมีความฝันแรงกล้า เพราะสอเรียนเก่งมากๆ ถ้าเทียบอนาคตสอไปไกลกว่าสิก ในขณะที่สิกก็เป็นศิลปิน จึงมีคนหนึ่งต้องเสียสละ ควรเป็นสิกถูกแล้ว คิดได้แล้วก็ร้องไห้ วันนี้เห็นคนนั่งทำกราฟฟิกมันก็ใจสั่น อยากทำอันนี้ นั่นคือจุดเปลี่ยนในชีวิต”

แต่เมื่อมีธุรกิจของตัวเองแล้ว สิก บอกว่า เขามุ่งมั่นจะให้บริการที่ดีที่สุดแก่ลูกค้า เพราะสิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นย่อมดีเสมอ