“สี จิ้นผิง” ยก “กินิม พนเสนา” บุกเบิกสัมพันธ์ลาว-จีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/302545

“สี จิ้นผิง” ยก “กินิม พนเสนา” บุกเบิกสัมพันธ์ลาว-จีน

คนในข่าว  :  17 พ.ย. 2560
สมมาด พนเสนา รัฐมตรีกระทรวงทรัพยากรและสิ่ง, สมมาด พนเสนา, เข็มมะนี พนเสนา รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า, เข็มมะนี พนเสนา, เข็มแพง พนเสนา อดีตรัฐมนตรีประจำนักนายกฯ, เข็มแพง พนเสนา, ดร.คำเลียน พนเสนา อดีตรัฐมนตรีกระทรวงแผนการและการลงทุน, ดร.คำเลียน พนเสนา, ผู้นำพรรคประชาชนปฏิวัติลาว, กินิม พนเสนา

 “สี จิ้นผิง” แห่งแดนมังกร มาเยือนลาวหนนี้ ยังได้พบกับครอบครัว “พนเสนา” รัฐมนตรีหลายกระทรวงในรัฐบาลลาว ที่เป็นเพื่อนเก่า และเป็นเพื่อนมิตรที่ดีของจีนมานาน

          ประมุขแดนมังกร เดินทางกลับมหานครปักกิ่งไปเรียบร้อยแล้ว หลังการเยี่ยมยาม สปป.ลาว เป็นครั้งที่ 2 โดยครั้งแรก “สี จิ้นผิง” มาเยือนลาวในฐานะรองประธานาธิบดี เมื่อ 7 ปีก่อน

          จริงๆ แล้ว “สี จิ้นผิง” คุ้นเคยกับครอบครัวชาวลาวมาแต่สมัยเรียนหนังสืออยู่ที่เมืองจีน ซึ่งเป็นครอบครัวของนักการเมืองลาวฝ่ายก้าวหน้า ฉะนั้น “สี จิ้นผิง” จึงได้พบกับมิตรสหายชาวลาวทั้งสองครั้งที่เดินทางมาถึงนครหลวงเวียงจันทน์

          ค่ำวันที่ 13 พ.ย. ที่โรงแรมที่ทางการลาวจัดรับรองให้ผู้นำจีน “สี จิ้นผิง” ได้เปิดโอกาสให้ ครอบครัว “พนเสนา” เข้าพบเป็นการส่วนตัว ประกอบด้วย สมมาด พนเสนา รัฐมตรีกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม, เข็มมะนี พนเสนา รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า, เข็มแพง พนเสนา อดีตรัฐมนตรีประจำนักนายกฯ และ ดร.คำเลียน พนเสนา อดีตรัฐมนตรีกระทรวงแผนการและการลงทุน

"สี จิ้นผิง"  ยก "กินิม พนเสนา"  บุกเบิกสัมพันธ์ลาว-จีน

          สหายสี จิ้นผิง กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ได้พบกับเพื่อนร่วมชั้นเรียน และเพื่อนเก่าอีกครั้ง ทุกท่านยังมีสุขภาพแข็งแรง และครอบครัวก็มีความสุข

          “ครอบครัวพนเสนา เป็นเพื่อนเก่า และเป็นเพื่อนมิตรที่ดีของจีน”

          ตัวแทนครอบครัวพนเสนา กล่าวขอบคุณสหายสี จิ้นผิง ทีไม่เคยลืมเพื่อนเก่า และรู้สึกยินดีที่เห็นท่านได้รับเลือกเป็นเลขาธิการคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนอีกครั้ง

"สี จิ้นผิง"  ยก "กินิม พนเสนา"  บุกเบิกสัมพันธ์ลาว-จีน

          ครอบครัว “พนเสนา” ที่ได้เป็นรัฐมนตรีหลายกระทรวงในรัฐบาลลาว ไม่ได้มาจากสาย “ลูกท่านหลานเธอ” (ผู้นำพรรคประชาชนปฏิวัติลาว) หากแต่ปัญญาชนคนรุ่นใหม่ที่เรียนจบมาจากสหภาพโซเวียต และสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยบิดาของพวกเขาคือ “กินิม พนเสนา” นักการเมืองหัวก้าวหน้า ในยุคสงครามลาว 3 ฝ่าย

"สี จิ้นผิง"  ยก "กินิม พนเสนา"  บุกเบิกสัมพันธ์ลาว-จีน

กินิม พนเสนา

          สงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง อาณานิคมฝรั่งเศสสั่นสะเทือน เวียดนาม ลาวและกัมพูชา ประกาศเอกราช สหรัฐอเมริกาเริ่มวิตกอกสั่นขวัญหาย เกรงอิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์ขยายตัว สหรัฐฯ จึงเข้ามาแทรกแซงอินโดจีน

          โดยเฉพาะราชอาณาจักรลาว เนื่องจากราชวงศ์หลวงพระบางอ่อนแอ และสหรัฐฯ เข้ามาบงการนักการเมืองลาวบางกลุ่ม ส่งผลให้การเมืองลาวแตกเป็น 3 ก๊ก ซึ่งแต่ละก๊กก็มีมหาอำนาจหนุนหลัง พร้อมกับมี “กองกำลังทหาร” ไว้สู้รบกับอีกฝ่ายหนึ่ง

          ก๊ก “ลาวฝ่ายขวา” มีเจ้าบุนอุ้ม ณ จำปาสัก และ พล.ท.พูมี หน่อสะหวัน เป็นผู้นำ โดยสหรัฐฯ ได้ช่วยเหลือในการฝึกอบรมด้านการทหาร และส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ให้

          ก๊ก “ลาวฝ่ายซ้าย” มีเจ้าสุพานุวง ถือธงนำขบวนการแนวลาวอิสระ หรือเรียกสั้นๆ ว่า “ลาวฝ่ายซ้าย” มีฐานกำลังทหารอยู่ในแขวงหัวพัน , แขวงพงสาลี และแขวงเชียงขวาง

          ก๊ก “ลาวฝ่ายเป็นกลาง” นำโดยเจ้าสุวันนะพูมา หัวหน้าพรรคลาวเป็นกลาง และตอนหลัง มีกองทหารของ ร.อ.กองแล วีละสาน มาเป็นฐานกำลัง ในฝ่ายลาวเป็นกลาง ก็ยังกลุ่มย่อย “เป็นกลางนิยมซ้าย” ที่มี กินิม พนเสนา หัวหน้าพรรคสันติภาพ-เป็นกลาง เป็นแกนนำ

"สี จิ้นผิง"  ยก "กินิม พนเสนา"  บุกเบิกสัมพันธ์ลาว-จีน

ร.อ.กองแล วีละสาน

          ปี 2597 มหาอำนาจจีน และโซเวียต พยายามให้ราชอาณาจักรลาว วางตัวเป็นกลางเพื่อกันอิทธิพลของสหรัฐฯ จึงสนับสนุนเจ้าสุวันนะพูมา จับมือกับเจ้าสุพานุวง โดยดึงให้แนวลาวอิสระลงเลือกตั้ง แข่งกับพรรคลาวฝ่ายขวา ขณะที่ฝ่ายเป็นกลาง มีอยู่ 2 พรรคคือ พรรคลาวเป็นกลางของเจ้าสุวันนะพูมา และพรรคสันติภาพ-เป็นกลางของ กินิม พนเสนา

          เจ้าสุวันนะพูมา และกินิม มักจะคบค้าอยู่กับฝ่ายจีน ที่สนับสนุนแนวทางเป็นกลาง ตรงข้ามกับกลุ่มลาวฝ่ายขวา ที่ได้สหรัฐฯ และฝรั่งเศสเป็นพี่เลี้ยง รัฐบาลเลือกตั้งจึงบริหารประเทศได้ไม่นาน เนื่องจากความขัดแย้งภายในกลุ่มการเมือง 3 ก๊กดังกล่าวมาข้างต้น

          9 ส.ค.2503 ร.อ.กองแล วีละสาน วัย 27 ปี ผู้บังคับกองพันทหารโดดจ้องที่ 2 (กองพันทหารพลร่มที่ 2) นำกำลังทหาร 800 นาย ยึดกรุงเวียงจันทน์ และแถลงการณ์ยึดอำนาจล้มรัฐบาลสมสนิท(ฝ่ายขวา)

          “กองแล” เชิญเจ้าสุวันนะพูมา ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี และในรัฐบาลฝ่ายเป็นกลางยังมี “กินิม” หัวหน้าพรรคสันติภาพ-เป็นกลางร่วมเป็นรัฐมนตรีด้วย ระหว่างกองแลคุมอำนาจทหารในเวียงจันทน์ ได้ขยายกองกำลังเพิ่ม และทำแนวร่วมกับทหารแนวลาวอิสระ

          13 ธ.ค.2503 “พูมี หน่อสะหวัน” ผู้บัญชาการทหารลาวใต้ นำกองทหารบุกโจมตีเวียงจันทน์ โดยได้รับกำลังสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา และรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกับพูมี จนฝ่ายกองแล ต้านทานไม่ไหว ต้องถอนออกจากเวียงจันทน์ไปร่วมกับแนวลาวอิสระที่ทุ่งไหหิน เชียงขวาง

          นับแต่นั้นมา สถานการณ์ในลาวทวีความรุนแรงขึ้น ผู้แทนสามฝ่ายการเมืองในลาวได้แก่ ฝ่ายเป็นกลาง-เจ้าสุวันนะพูม ฝ่ายซ้าย-เจ้าสุพานุวง และฝ่ายขวา-เจ้าบุนอุ้มและพูมี เปิดการเจรจาเพื่อให้มีการหยุดยิงหลายครั้ง และในที่สุด มีการตั้งคณะรัฐบาลผสม 3 ฝ่ายเมื่อวันที่ 22 มิ.ย.2505 ที่มีเจ้าสุวันนะพูมา เป็นนายกรัฐมนตรี โดยท่านกินิม พนเสนา ได้เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศด้วย

          1 เม.ย.2506 ท่านกินิม ถูกลอบสังหารที่บ้านพักคุ้มธาตุดำ นครหลวงเวียงจันทน์ ซึ่งเบื้องหลังฆาตกรรมการเมืองหนนี้ มี 2 ทฤษฎีคือ 1.มีการล้างแค้นกันในกลุ่มลาวฝ่ายเป็นกลาง เพราะก่อนหน้านั้น มีนายทหารคู่ใจกองแล ถูกฆ่าตาย 2.ฝีมือทหารลาวฝ่ายขวา ที่กลุ่มซีไอเอจ้างวานให้เด็ดชีพนักการเมืองหัวก้าวหน้า

                                                            000

          ย้อนเมื่อวันที่ 16 มิ.ย.2553 สี จิ้นผิง สมัยเป็นรองประธานาธิบดีจีน ได้เดินทางมาเยือนลาวในเวลาอันจำกัด สี จิ้นผิง ได้นัดพบครอบครัว “พนเสนา” ซึ่ง ท่านสมมาด พนเสนา ได้พาพี่น้องไปพบเพื่อนเก่าจากปักกิ่งทันที

          วันนั้น สี จิ้นผิง มาพร้อมกับของขวัญล้ำค่านั่นคือ ภาพถ่ายเมื่อ 50 กว่าปีก่อน

          ภาพแรก..  ท่านกินิม นั่งสนทนากับเหมา เจ๋อตง

          ภาพที่สอง.. ท่านกินิม เดินเคียงข้างกับนายกฯ โจว เอินไหล ออกจากสภาประชาชน

          สองภาพนี้ ยืนยันถึงความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างลาว – จีน ผ่านท่านกินิม หัวหน้าพรรคสันติภาพ – เป็นกลาง

          ดังที่ทราบกัน ท่านกินิม เป็นฝ่ายเป็นกลางนิยมซ้าย จึงมีความใกล้ชิดกับกลุ่มแนวลาวอิสระ ที่นำโดยเจ้าสุพานุวง และเมื่อมีการประชุมสันติภาพ 3 ฝ่าย ที่ซูริค ท่านกินิมก็เดินทางไปร่วมด้วยในฐานะฝ่ายเป็นกลาง และในที่ประชุมนี้ ท่านกินิม ได้พบกับผู้นำจีน ช่วงปี 2504-2505

          เมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาล 3 ฝ่าย ท่านกินิม ได้เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ และต้นปี 2506 ท่านกินิม ถูกฆาตกรรม ศูนย์การนำพรรคคอมมิวนิสต์จีน ไม่รอช้าได้ส่งคนมาพบภรรยาท่านกินิม แล้วนำครอบครัวท่านกินิมไปอยู่ปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

          วันที่พบกันปีนั้น สี จิ้นผิง ได้นำภาพ “โรงเรียนแปดหนึ่ง” มาให้เพื่อนชาวลาวได้ดู เพื่อรำลึกความหลัง ประธานสียังจดจำภาพนักเรียนชาวลาวได้แม่นยำ

          “สมัยนั้น พวกท่านถูกจับจ้องจากนักเรียนจีน ข้าพเจ้ายังจำได้ นักเรียนผู้ชายของพวกท่าน นุ่งชุดกำมะหยี่สีตับหมู ส่วนนักเรียนหญิงนุ่งชุดประจำชาติ”

          ก่อนจากกัน สี จิ้นผิง กล่าวว่า “ข้าพเจ้าหวังว่า พวกท่าน จะสืบต่อเสริมขยายบทบาทที่ไม่สามารถเปรียบเทียบได้ในภารกิจผูกมิตรลาว-จีน”

          เมื่อลาวเปลี่ยนแปลงในปี 2518 ครอบครัวพนเสนา ก็เดินทางออกจากจีนกลับสู่ สปป.ลาว ได้เข้ามารับราชการในรัฐบาลของพรรคประชาชนปฏิวัติลาว

          ยุคที่สหายจูมมะลี ไซยะสอน เป็นประธานประเทศ มีการฟื้นความสัมพันธ์สองพรรคพี่น้อง “ลาว-จีน” และทุนจีนหลั่งไหลเข้ามาในลาว พร้อมกับครอบครัวพนเสนาได้เข้ามาอยู่วงในศูนย์อำนาจ และได้เป็นรัฐมนตรี 4 กระทรวง

          จากวันที่เจอกันครั้งแรกปี 2553 มาถึงปี 2560 “สี จิ้นผิง” ในฐานะประธานาธิบดี มาเยือนลาวอีกครั้ง ก็ได้พบกับครอบครัว “พนเสนา” ที่เป็นเพื่อนเก่า และเป็นเพื่อนมิตรที่ดีของจีน

           อนึ่ง หากใครสนใจเรื่องราวเหล่านี้ให้ลึกซึ่งยิ่งขึ้น ติดตามได้จากวิดีโอเรื่อง “ผ่านฟ้าฝนลมแดง ความฮักแพงบ่จืดจาง” จัดทำโดยรัฐบาลจีน ตามลิงค์ด้านล่าง

https://www.facebook.com/crifm93/videos/2083220688573352/

เรื่องเล่าของ “ทราย” คิด อ่าน เขียน และ “ลูกกตัญญู”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/302379

เรื่องเล่าของ “ทราย” คิด อ่าน เขียน และ “ลูกกตัญญู”

คนในข่าว  :  16 พ.ย. 2560
ทราย เจริญปุระ, ทรายฟ้อง, อินทิรา เจริญปุระ, ทรายฟ้องสปริงนิวส์, สปริงนิวส์, ลูกทรพี, ทราย, ลูกกตัญญู

การโพสต์เล่าถึงวันที่แม่ได้ออกจากโรงพยาบาลด้วยอาการที่ดีขึ้น พร้อมภาพของบิลค่ารักษา ใครที่รู้จัก อทร. จะรู้ดีว่า นี่คือ “ปกติ” มากที่เธอชอบเล่าโน่นนี่นั่นเสมอ!

          “อทร.” เธอมักจะย่อชื่อตัวเองแบบนี้ เวลาเล่าโน่นนี่นั่น แก่บรรดาผู้ติดตามเฟซบุ๊ก Inthira Itr Charoenpura นั่นเพราะชื่อเต็มของเธอคือ “อินทิรา เจริญปุระ”

          และความเป็นอินทิรา หรือ “ทราย เจริญปุระ” ไม่ได้มีแต่เรื่องราวบริบทแค่ไม่กี่วันมานี้ จนใครบางคนพากันตัดสิน “ทราย” ในวัย 36 ว่า… “แรง !!”

          แต่ความเป็น อทร. ยังมีอะไรที่น่าสนใจมากกว่านี้้

          อย่างที่เรารู้กันว่า ทราย เจริญปุระ เป็นบุตรสาวของอดีตนักแสดงและผู้กำกับภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียง สุรินทร์ เจริญปุระ หรือ รุจน์ รณภพ (เสียชีวิตแล้ว) กับ สุภาภรณ์ เจริญปุระ โดยเธอยังมีีน้องอีกสองคนคือ ภวัต เจริญปุระ (ท็อฟฟี่) และภรณ์รวี เจริญปุระ (น้ำพราว)

          และการที่ทรายเข้าสู่วงการตั้งแต่อายุเพียง 13 ปี มาจนถึงวันนี้ ผลงานของเธอเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าเธอคือมืออาชีพตัวจริง ขณะที่ตัวตนของเธอยังมี ความเก๋ กล้า บ้า ฮา และ ดุ เผ็ด เข็ดฟันอยู่ในตัวเอง

          เป็นนักอ่านตัวยง

          รู้กันดีว่า อทร. คือหนอนหนังสือคนหนึ่ง จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นดารา “รุ่นลิมิเต็ด เอดิชั่น” ที่ยังเป็นทั้ง นักคิด นักเขียน และนักเล่าเรื่องอีกด้วย

          ในมุมของความเป็นนักอ่าน ทรายซีเรียสจริงจังถึงขนาดเคยกล่าวในรายการ คลับฟรายเดย์โชว์ เอาไว้ว่า “ถ้าผู้ชายไม่สามารถสร้างสุขได้มากกว่าการอ่านหนังสือและดื่มกาแฟ ก็…อย่ามีเลย”

          คือ “ถ้ามีมาแล้ว แทนที่วันว่างจะได้นอนอ่านหนังสือซึ่งเป็นกิจกรรมที่รักมาก กลับต้องออกไปตะลอนๆ ข้างนอก” “ไม่เหงาค่ะ หมาไม่เลี้ยง แมวไม่เลี้ยง อยู่บ้านดูแลแม่มีความสุขดีค่ะ ชอบตัวเองแล้ว ถ้ามีแล้วไม่มีความสุขกว่าที่เป็น จะมีไปทำไมคะซิส คิดสิคะ ความสุขขึ้นอยู่กับกูค่ะ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้”

          แต่หากถามว่าความเป็นนักอ่านมาจากไหน ทรายเล่าเสมอว่าถูกหล่อหลอมมาจากพ่อกับแม่

          “นิสัยรักการอ่านเกิดเพราะสิ่งแวดล้อม แต่ก่อนพ่อทราย เขาทำหนังก็ต้องหาบทประพันธ์มาดู พ่อก็ต้องอ่าน แม่ก็ต้องช่วยอ่าน พอพ่อแม่อ่านกันทั้งคู่มันก็ไม่มีใครเล่นด้วย เราก็ต้องอ่านบ้าง ไม่ได้แล้ว”

          ถึงขนาดที่เธอกล้าบอกว่า สมัยเรียนมัธยมเธออ่านจนหมดห้องสมุดโรงเรียน!! (นิตยสารเวย์ สิงหาคม 2550)

          แถมมันยังเป็นอีกเหตุผลหนึ่ง ที่ทำให้ทรายเลิกล้มความคิดที่จะฆ่าตัวตาย !

          “ทําไมฉันถึงไม่ตายน่ะเหรอ ก็นอกจากเหตุอันโง่เง่าว่าหน้าต่างบานที่ฉันตั้งใจจะเปิดเพื่อกระโดดลงไป มันแคบกว่าที่ฉันคิดเอาไว้แล้ว เหตุผลหลักอีกอย่างคือ หนังสือ จะมีหนังสืออีกกี่เล่มที่ฉันจะไม่ได้อ่าน อีกกี่เรื่องราวเหตุการณ์ที่ฉันจะไม่มีวันได้รับรู้” (คอลัมน์ รักคนอ่านมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 16-22 มิถุนายน 2560)

          เป็นนักคิดนักเขียน

          คงไม่แปลกที่ความเป็นนักอ่าน จะนำพาทรายมาร่วมงานในเส้นทางวรรณกรรม ทั้งเขียนหนังสือเองหลายเล่ม โดยเรื่องสั้นของเธอ “ในตาราตรี” ยังได้รับการคัดเลือกให้เข้ารอบ “รางวัลช่อปาริชาต”

          หรือที่เธอเขียนลงนิตยสารต่างๆ เช่น คอลัมน์ “ในรอยทราย” นิตยสารสุดสัปดาห์ช่วงปี 2544-2545, คอลัมน์ In -sine story นิตยสาร FOX ปี 2546 ฯลฯ หรือปี 2554 ดำเนินรายการ “Book Guide” ทาง Voice TV จนที่สุดเธอได้เข้ามาเขียนคอลัมน์ “รักคนอ่าน” ใน “นิตยสารมติชนสุดสัปดาห์” มาจนถึงปัจจุบัน รวมเวลาเกิน 10 ปีมาแล้ว

          แต่อีกมุมหนึ่งในตัวตนของเธอ ซึ่งแสดงออกผ่านคอลัมน์นี้ ก็ทำให้ผู้คนอีกมุมหนึ่งเริ่มจับจ้อง หรี่ตา เพราะความคิดของทรายในฐานะนักคิดนักเขียนที่มีต่อเรื่องราวทางการเมือง หลายคนฟันธงแล้วว่าทรายไปแนวไหน

          เพราะทรายเคยเขียนเกี่ยวกับการชุมนุมของคนเสื้อแดงในบทความชื่อ ‘แดง’ ทำไม ทำไม ‘แดง’ หรือ 91 ชีวิตคงน้อยไป (ตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ 4-10 มีนาคม 2554)

          แต่เรื่องนี้เธอเคยเปิดใจกับผู้จัดการออนไลน์ว่า ถ้าเป็นเรื่องของสถานการณ์ทางการเมือง การเขียนถึงสีหนึ่งย่อมต้องทำให้อีกสีหนึ่งไม่พอใจ

          “แต่พอทรายเขียนถึงอีกฝั่งหนึ่ง เป็นธรรมดาที่อีกฝั่งหนึ่งย่อมไม่ชอบใจ ทรายมีความรู้สึกว่าโหดร้ายไปหน่อยตรงที่ไม่ได้มีการถามว่าเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาทำไม แล้วก็มาตัดสินกันไปใหญ่โตเอิกเกริก บางทีทรายก็เหนื่อยนะ”

          แน่นอนในมุมที่มีคนคลางแคลงใจ ด้านหนึ่งก็ยังสะท้อนว่า ทรายกล้าที่จะปฏิเสธการเล่นแบบ “เพลย์เซฟ” คือ เอาตัวรอดจากเสียงด่า แต่กล้าบอกจุดยืน จนที่สุดก็ได้เสียงด่ามาหลายกระบุงตามที่รู้กัน

          เป็นนักเล่าเรื่อง

          อย่างที่แฟนๆ ของ อทร. จะติดตามเฟซบุ๊กแฟนเพจ Inthira Itr Charoenpura ซึ่งถือเป็นเพจที่มีสีสันมากที่สุดเพจหนึ่งของคนดังเลยก็ว่าได้

          นั่นเพราะ เพจของ อทร. เต็มไปด้วยเรื่องราวหลากรสชาติ ที่่เจ้าตัวออกมาเล่าแบบไม่กั๊ก !

          อทร. กล้าเล่าว่าเธอมีปัญหาเป็นโรคซึมเศร้า กล้าเล่าว่าเคยคิดฆ่าตัวตาย กล้าบอกว่าแม่ป่วยเข้าศรีธัญญา !!

          อย่างเรื่อง “โรคซึมเศร้า” เธอกล้าบอกว่ามันเกิดขึ้นจากปัญหาชีวิตนับแต่ อกหัก พ่อตาย แม่ป่วย และตนเองยังเคยประสบอุบัติเหตุอย่างรุนแรง ถึงขนาดเช้ามาต้องกินเบียร์ย้อมใจทุกวัน

          จนภายหลังเมื่อเข้ารับการรักษา ก็สามารถกลับมารับมือกับมันอย่าง “รู้ทัน” และยังเล่าให้ทุกคนฟังอย่างไม่เขินอาย

          เช่น “… (หลังเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์) ทีแรกหมอบอกว่า เรามีสิทธิ์จะขยับตั้งแต่คอไม่ได้ เพราะมันทับเส้นประสาท เราก็แบบ ‘แล้วใครจะเลี้ยงแม่’ ทุกอารมณ์ถาโถมเข้ามา เหมือนสมองจัดระบบไม่ทัน…”

          “…แล้วมันก็ล่ม ฮาร์ดดิสก์เจ๊ง เราเหมือนทหารเพิ่งผ่านศึก เห็นภาพซ้ำตลอดเวลา เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เราป่วยเป็นภาวะเครียดหลังเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญ และโรคซึมเศร้า…”

          “…จริงๆ เรากินยาเพื่อเป็นคนเดิมนะ ไม่ได้กินยาเพื่อเป็นคนอื่น พื้นเดิมเป็นยังไง ยามันจะค่อยๆ เรียกเราคนนั้นกลับมา”

          แต่เรื่องที่น่าจะพีกสุดของทราย คือการป่วยเป็นโรคสมองเสื่อมของแม่ ที่เธอกล้าบอกทุกคนอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งก็คงไม่ถูกใจ “คนหัวโบราณ” เท่าไหร่นัก เช่น

          “…การใช้ชีวิตกับแม่ที่ป่วยเป็นโรคสมองเสื่อม ต้องเจอการกระทำที่งี่เง่าแน่นอน…” “…เวลาแม่งี่เง่า เราจะรู้สึกว่า ทำไมแม่งี่เง่าวะ อ้าว ไปว่าแม่งี่เง่า กูเป็นลูกเลว เราต้องเป็นที่พึ่งให้แม่สิ…”

          “…เป็นเพื่อน เป็นผัว เป็นเมีย วันหนึ่งเจอเรื่องไม่ดี เราตัดทิ้งได้ แต่แม่ลูกมันตัดกันไม่ได้ ต่อให้ไม่ชอบ เราก็ต้องชอบ นี่แหละนี่คือความบันเทิง (ถอนหายใจ) ชีวิตมันไม่ง่ายเลย…”

          แต่อีกด้านหนึ่งเธอก็ยอมรับตรงๆ ว่า สาเหตุเพราะตัวเองที่ตามใจแม่จนเกินไป เลยทำให้แม่อาการหนักขึ้น เธอจึงไปปรึกษากับคุณหมอที่เป็นเจ้าของไข้

          แล้วตัดสินใจแอดมิต เพื่อสร้างวินัยใหม่ให้กับแม่ ซึ่งหมายถึงการโพสต์เล่าว่า พาแม่ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลศรีธัญญานั่นเอง

          และก็เช่นเคยที่ อทร.จะคอยโพสต์บอกเล่าเรื่องราวของเธอกับแม่ในแต่ละวัน ในท่วงทำนอง ดิบ ดาร์ก ซาบซึ้ง เฮฮา อารมณ์ประมาณ “ขันขื่นไปกับแม่-ลูกสองสหาย”

เรื่องเล่าของ "ทราย"  คิด อ่าน เขียน และ "ลูกกตัญญู"

          จนมาถึงการโพสต์เล่าถึงวันที่แม่ได้ออกจากโรงพยาบาลด้วยอาการที่ดีขึ้น พร้อมภาพของบิลค่ารักษาที่เป็นเงินจำนวนหนึ่ง

เรื่องเล่าของ "ทราย"  คิด อ่าน เขียน และ "ลูกกตัญญู"

          ซึ่งใครที่รู้จัก อทร. จะรู้ดีว่า นี่คือ “ปกติมาก” กับความเป็นอทร. ที่เธอจะเล่า เล่า และเล่า เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน

          จะมีไม่ปกติ เฉพาะกับคนที่ไม่รู้จักตัวตนของเธอ และตัดสินอย่างฉาบฉวยเท่านั้น

          ทั้งๆ ที่การกระทำของทราย ที่จริงต้องใช้คำว่า “อทร. ลูกกตัญญู !!” โดยไม่ต้องใส่เครื่องหมายคำถามด้วยซ้ำ !

 

///////////////////////

ขอขอบคุณภาพจากเฟซบุค Inthira Itr Charoenpura

“หมอเมย์” วิ่งต่อ จบดราม่า ออก..ไม่ออก!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/302375

“หมอเมย์” วิ่งต่อ จบดราม่า ออก..ไม่ออก!

คนในข่าว  :  16 พ.ย. 2560
โครงการก้าวคนละก้าว, ตูนวิ่ง, ่ ตูน บอดี้แสลม, หมอเมย์ตูน, หมอเมย์

ชาวเน็ตและชาวไทย ต่างพูดถึงกันเป็นวงกว้าง บ้างก็พูดถึงความเหมาะสมของการลางาน 2 เดือนดังกล่าว!  บ้างก็ตำหนิทางโรงพยาบาล แต่เรื่องนี้จบแล้วจ้า เพราะว่า….!

          ข่าวหมอเมย์ ลางาน 2 เดือน เพื่อดูแล ‘ตูน’ ในทุกก้าว ดูจะเป็นอีกไฮไลท์ที่คนไทยเฝ้าติดตาม และสร้างกระแสในสังคมได้ไม่น้อย

          ทำนองว่าตกลงยังไงกันแน่ นั้นเพราะข่าวที่ออกมาช่วง วันที่ 15 พฤศจิกายน ที่ผ่านมานั้น ระบุว่าแพทย์หญิงสมิตดา สังขะโพธิ์ หรือ หมอเมย์ ที่ติดตามดูแลตูนตลอดระยะทางการวิ่ง ในโครงการ “ก้าวคนละก้าวเพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ”

          ได้ตัดสินใจขอลางาน รพ. เป็นเวลา 2 เดือน เพื่อทุ่มเวลาดูแล “ตูน บอดี้สแลม” อย่างเต็มที่

          แต่แล้วช่วงเย็นขอวันเดียวกันกลับมีข่าวออกมาอีกระลอกว่า หมอเมย์ยื่นใบลาออกจากโรงพยาบาลต้นสังกัดเสียแล้ว เนื่องจากทางโรงพยาบาลไม่สามารถอนุญาตให้หมอเมย์ลางานชั่วคราวได้

"หมอเมย์" วิ่งต่อ  จบดราม่า ออก..ไม่ออก!

          แน่นอนเรื่องนี้ ชาวเน็ตและชาวไทย ต่างพูดถึงกันเป็นวงกว้าง

          บ้างก็พูดถึงความเหมาะสมของการลางาน 2 เดือนดังกล่าว!

          บ้างก็ตำหนิทางโรงพยาบาล เพราะการกระทำของหมอเมย์ น่าจะเป็นอีกหนึ่งหน้าที่ของคนเป็นหมอ ที่ควรทำ

          บ้างก็ไปไกลถึงขนาดพูดถึงกระแสกดดันจากกลุ่มแพทย์ด้วยกันเอง ที่อาจมองว่าการกระทำของหมอเมย์เหมือนเป็นการเอาเปรียบแพทย์ท่านอื่นๆ

          แต่แล้วที่สุด ดราม่ายังไม่ทันกรุ่น! หนึ่งในผู้ดูแลทีมวิ่งก้าวคนละก้าว ได้แจ้งกับทีมข่าวกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ว่า หมอเมย์ไม่ได้ลาออกจาก รพ.พระรามเก้าตามข่าว

          แต่เธอได้ลามาช่วยงาน 2 เดือนได้ และต้องกลับไปช่วยงานอาจารย์เป็นระยะ และทางโรงพยาบาลได้ให้ความช่วยเหลือ อำนวยความสะดวกหลายอย่างในการสนับสนุนครั้งนี้

          เป็นอับจบดราม่าอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

          ขณะที่ล่าสุด หมอเมย์เองก็เพิ่งโพสต์ภาพและข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวใจความดังนี้

          “ภาพที่เห็นยิ่งใหญ่แต่ไม่เท่าความรู้สึกที่สัมผัสอยู่ตรงนั้น ทุกวินาทีมีปาฎิหารย์เล็กๆ เกิดขึ้น”

          “ผ่านไป 16 วันด้วยดี เพราะบุคคลเบื้องหลังมากมาย ที่ยังไม่มีโอกาสขอบคุณ อาทิวราห์ คงมาลัย และทีมก้าวคนละก้าว มูลนิธิรพพระมงกุฎเกล้า และคณาจารย์ทุกท่าน”

          “รวมถึงคณาจารย์ทีมเวชศาสตร์ฟื้นฟูทุกท่าน โรงพยาบาลพระรามเก้า อาจารย์อาวุโสและทีมผู้บริหาร ผู้บริหารทีมกายภาพบำบัดและนักกายภาพบำบัดทุกท่าน”

          “ขอบคุณพลังใจมากมายที่ส่งมาให้ และการช่วยเหลืออย่างดีจากทุกท่าน หมอเมย์ขอเป็นตัวแทนของแพทย์และบุคคลากรโรงพยาบาลพระรามเก้า ในการทำสิ่งดีๆทุ่มเทให้กับสังคมและประโยชน์ส่วนรวมจนสิ้นสุดโครงการนี้ค่ะ หมอเมย์”

          ใครอ่านแล้วมันเต็มตื้นอยู่ในหัวใจ อยากจะเข้าไปทำความรู้จักกับหญิงแกร่งคนนี้อีกครั้ง

"หมอเมย์" วิ่งต่อ  จบดราม่า ออก..ไม่ออก!

          หมอเมย์ พญ. สมิตดา สังขะโพธิ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาเวชศาสตร์ฟื้นฟู ประจำโรงพยาบาลพระรามเก้า เกิดเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2522 ปัจจุบันอายุ 38 ปี เท่ากันพอดีกับตูน บอดี้สแลม!

          โดยงานหลักของคุณหมอ จะดูแลคนไข้ที่อยู่ในกลุ่มของ อัมพฤกษ์ อัมพาต กระดูกหัก หรือว่าเป็นโรคของทางระบบประสาท โรคทางหัวใจ ที่ทำให้กล้ามเนื้อผิดปกติ อ่อนแรงลงไป ฟื้นฟูคุณภาพชีวิตให้คนไข้จะทำงานร่วมกับนักกายภาพบำบัดเป็นทีม โดยเธอทำงานนี้มาประมาณ 7 ปีแล้ว

          ขณะที่การวิ่ง ถือเป็นสิ่งรัก โดยคุณหมอเคยเขียนบทความถึงจุดเริ่มต้นวิ่งว่า….

"หมอเมย์" วิ่งต่อ  จบดราม่า ออก..ไม่ออก!

          16 ปีก่อน เธอเข้ามาเรียนแพทย์ เพราะไม่รู้จะเรียนอะไร ผ่านไป 2 ปี เลือกเรียนแพทย์เฉพาะทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู “เพราะแค่ชอบออกกำลังกายอย่างบ้าคลั่ง แต่ไร้ทิศทาง แค่ปลดปล่อยพลังงานออกไป”

          ผ่านมา 6 ปี เป็นแพทย์เฉพาะเวชศาสตร์ฟื้นฟูเกี่ยวกับความปวด เพราะแค่หมอดูบอกว่าต้องทำงานอยู่กับของแหลมๆ กับโอกาสดีๆ ที่ได้มา

          กระทั่ง 5 ปีก่อน เธอมาเรียนเวชศาสตร์ชะลอวัย

          “เพื่อตอบคำถามตัวเองบางคำถามที่แพทย์แผนปัจจุบันตอบไม่ได้ ..มันคือทางออกของสุขภาพดีแบบวิทยาศาสตร์ตอบได้ทุกอย่าง กิน นอน ออกกำลังกาย อาหารเสริม โภชนาการ…คือใช่ คือดี”

          และ 4 ปีก่อน กับการออกกำลังกายรูปแบบ “วิ่ง” ที่จริงจังมากขึ้น…กับระยะมาราธอนที่ไม่เคยฝันว่าจะมาถึง จนถึงอัลตร้า ที่ต้องมากกว่าบ้าถึงจะทำได้ และเรียนรู้จากการลงมือทำ

          ที่สุด การออกวิ่งของหมอเมย์ ไม่ได้จบที่ตัวเอง แต่ยังส่งต่อไปยังคุณแม่ของเธอ อีกด้วย คุณแม่ของหมอยังออกมาวิ่งเพื่อสุขภาพ และยังเคยไปหาหมอเมย์ที่โรงพยาบาลอีกด้วย

          หมอเมย์เคยเล่ากับ ผู้จัดการออนไลน์ว่า ตนเองเริ่มต้นออกวิ่งด้วยระยะทางสั้นๆ 10 กิโลเมตร จนขยับไปเรื่อยๆ ที่ Half marathon 21 กิโลเมตร มาราธอน 42.195 กิโลเมตร อัลตร้ามาราธอน 50 กิโลเมตร และเทรล 66 กิโลเมตร ตามลำดับ ซึ่งอนาคตยังตั้งเป้าหมายไว้ที่ 100 กิโลเมตร ที่สุดเธอได้นำทั้งสองอย่างมาผสมผสานกัน เกิดเป็น “คลินิกนักวิ่ง” เพื่อให้คำปรึกษาและดูแลรักษานักวิ่งโดยเฉพาะ

          โดยหมอเริ่มมาราธอนแรกเมื่อเดือนมิถุนายน 2014 แล้วจาก 2014-2015 ก็วิ่งไป 9 มาราธอน ปัจจุบัน (ถ้าไม่นับที่วิ่งกับตูน) ตอนนี้ก็รวมๆ อยู่ที่ 12-13 มาราธอน

          สำหรับ คลีนิกนักวิ่งของเธอมาจาก ที่เวลาไปวิ่ง หมอจะเอาความรู้ที่เราไปวิ่งทุกวันมาผสมผสานกับการชอบวิ่ง ทักษะการวิ่ง และปัญหาของการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นกับทั้งตัวเองกับทั้งเพื่อนๆ นักวิ่ง

"หมอเมย์" วิ่งต่อ  จบดราม่า ออก..ไม่ออก!

          ที่สำคัญในทุกการวิ่งก็จะได้สิ่งดีๆ กลับมาเสมอ คืนอกจากความแข็งแกร่งแล้วยังได้พบสังคมเพื่อนนักวิ่งที่น่ารัก แบ่งปันช่วยเหลือกันตลอด ดังนั้น ขอให้ออกมาวิ่ง แล้วจะรู้เอง

          แถมตอนนั้นหมอเมย์ยังเคยบอกด้วยว่า

          “วันนี้คุณอาจจะออกมาเริ่มวิ่งด้วยแรงบันดาลใจของใครบางคน เห็นพี่ตูน บอดี้สแลมแล้วอยากออกมาวิ่ง เห็นหมอแล้วอยากออกมาวิ่ง เห็นคนเคยอ้วนมากๆ แล้วเขาผอมก็อยากออกมาวิ่ง สักวันคุณก็จะได้เป็นแรงบันดาลใจต่อสิ่งนั้นให้กับคนอื่น ซึ่งทำแล้วดีทั้งกับตัวเอง ดีทั้งกับคนอื่นและดีทั้งกับสังคม” (ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 12 มกราคม 2560)

          ใช่แล้ววันนี้ หมอเมย์ออกมาวิ่งกับพี่ตูน และยังเป็นหนึ่งในไอดอลที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับใครอีกหลายคนด้วย

 

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุค Samitada May Sungkapo

ยังสบายดี ‘อีโต้อีสาน’ เจ้าพ่อสวนยาง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/302090

ยังสบายดี ‘อีโต้อีสาน’ เจ้าพ่อสวนยาง?

คนในข่าว  :  14 พ.ย. 2560
คนในข่าว, ธีระชัย แสนแก้ว, ชาวสวนยาง, ชาวไร่อ้อย, กยท, อีโต้อีสาน

ยุคสมัยพรรคไทยรักไทยรุ่งเรือง หลายคนคงยังจำคู่แฝดการเมือง ‘แรมโบ้ – อีโต้อีสาน’ ได้ดี

 

ยุคสมัยพรรคไทยรักไทยรุ่งเรือง หลายคนคงยังจำคู่แฝดการเมือง “แรมโบ้-อีโต้อีสาน” ได้ดี โดยฉายา “แรมโบ้อีสาน” คือ สุภรณ์ อัตถาวงศ์ อดีต ส.ส.นครราชสีมา และ “อีโต้อีสาน” คือ ธีระชัย แสนแก้ว อดีต ส.ส.อุดรธานี

ปัจจุบัน ทั้งสองแยกทางกันเดิน “แรมโบ้อีสาน” สุภรณ์ อัตถาวงศ์ สาบานต่อหน้าย่าโม เลิกเล่นการเมืองเด็ดขาด หลังจากโลดแล่นในยุทธจักรเสื้อแดงมานานปี

ส่วน “อีโต้อีสาน” ธีระชัย แสนแก้ว เลือกเดินตามกลุ่มก๊วน “นายใหญ่บุรีรัมย์” มาแต่สมัยพรรคไทยรักไทย และได้เป็น รมช.เกษตรและสหกรณ์ สมัยพรรคพลังประชาชน เมื่อ เนวิน ชิดชอบ ออกจากอก “นายใหญ่ชินวัตร” มาตั้งพรรคภูมิใจไทย ธีระชัยก็กระโดดลงเรือลำใหม่สายสีน้ำเงินด้วย

ช่วงเว้นวรรคทางการเมืองมา 3 ปี “อีโต้อีสาน” ธีระชัย ยังทำงานกับชาวไร่อ้อย และชาวสวนยาง โดยมีตำแหน่งเป็น “ประธานชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน” และ “ประธานคณะกรรมการเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางระดับประเทศ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.)”

ตำแหน่งอันหลังนี้ใหญ่โตมาก หลายคนอาจไม่ทราบว่า ตาม พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย ว่า กยท.ต้องจัดสร้างเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ทั้งระดับภาค และระดับประเทศ ปรากฏว่า “ธีระชัย” ได้รับเลือกจากกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางภาคอีสานให้เป็นตัวแทนระดับภาค และมีการเลือกตั้งในระดับชาติ เขาได้รับเลือกให้เป็นประธานคณะกรรมการเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางฯ นี่แสดงให้เห็นว่า “อีโต้อีสาน” มีศักยภาพในเครือข่าวเกษตรกรชาวสวนยางทั่วประเทศ

ช่วงที่ตัวแทนเกษตรกรชาวสวนยาง 4 ภาค ทำศึกชิง “บอร์ด กยท.” ก็เป็นการต่อสู้ระหว่างกลุ่มของ ธีระชัย แสนแก้ว กับกลุ่มของ อุทัย สอนหลักทรัพย์ แต่สุดท้าย กลุ่มธีระชัยชนะ เพราะมีเสียงสนับสนุนจากกลุ่มสหกรณ์ชาวสวนยาง และวิสาหกิจชาวสวนยาง

เมื่อเกิดปัญหาราคายางพาราตกต่ำรอบล่าสุด ธีระชัย แสนแก้ว ประธานคณะกรรมการเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางฯ ได้ออกมาวิจารณ์ ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการ กยท. ว่า บริหารผิดพลาด ทำให้ราคายางร่วงดิ่งเหว และไม่เห็นด้วยกับการตั้งบริษัทร่วมทุนยาง ระหว่าง กยท. กับภาคเอกชน

ที่น่าแปลกใจ ประทบ สุขสนาน รองประธานเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางฯ และถนอมเกียรติ ยิ่งฉ้วน ที่ปรึกษาประธานเครือข่ายฯ กลับไปเคลื่อนไหวในพื้นที่ภาคใต้ นัดหมายกันจะเดินทางไปกรุงเทพฯ เพื่อกดดันให้ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ แสดงความรับผิดชอบต่อการดำเนินนโยบายผิดพลาดในการแก้ไขปัญหาราคายางพารา

นั่นแหละเป็นที่มาของการเชิญตัว “ประทบ” และเพื่อนอีก 3 คน เข้าค่ายทหาร เพื่อพูดคุยทำความเข้าใจ ก่อนปล่อยตัวกลับบ้าน โดยทั้งคู่เป็นแกนนำเกษตรกรชาวสวนยาง จ.ตรัง มีความใกล้ชิดกับนักการเมืองพรรคใหญ่

ฉะนั้น นักข่าวส่วนกลาง อาจงุนงงระหว่างกลุ่มแกนนำสวนยางที่เรียกร้องให้ปลดผู้ว่าการ กยท. , ปลดบอร์ด กยท. และปลด รมต.เกษตรฯ ว่ามีกี่กลุ่ม? สรุปว่ามี 2 กลุ่มใหญ่คือ เครือข่ายชาวสวนยางฯ สาย จ.ตรัง กับเครือข่ายจอมยุทธ์เฒ่า – อุทัย สอนหลักทรัพย์

เห็นมั้ยล่ะ อีโต้อีสานไม่ได้หายไหน? ระหว่างรอเวทีการเมืองเปิด เขาก็คลุกคลีตีโมงอยู่กับชาวสวนยางและชาวไร่อ้อย

ลาวจัดเต็ม ชุดประจำชาติ เวอร์วังอลังการ!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/301775

ลาวจัดเต็ม ชุดประจำชาติ เวอร์วังอลังการ!!

คนในข่าว  :  11 พ.ย. 2560
มีมี่ พูนซับ พนโยทา มิสอ, มีมี่, มีมี่ พูนซับ พนโยทา, พูนซับ พนโยทา, มิสอินเตอร์เนชั่นแนลลาว (Miss International Laos 2017), มิสยูนิเวิร์ส 2017 (Miss Universe 2017) ที่สหรัฐ, มิสยูนิเวิร์ส 2017, นุ้ยสุพาพอน สมวิจิด มิสยูนิเวิร์สลาว, นุ้ยสุพาพอน, นุ้ย สุพาพอน สมวิจิด, สุพาพอน สมวิจิด มิสยูนิเวิร์สลาว

มาเต็ม มาแรง กับชุดประจำชาติลาว บน 2 เวทีขาอ่อนระดับอินเตอร์ ที่ 2 สาวงามลาว พากันทำให้ผู้ชมอึ้ง ตะลึงงัน แบบข้ามทวีป!!!

               บันทึกไว้เป็นหลักฐาน นับแต่มีราชอาณาจักรลาว จนมาถึงสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) มหาชนฝั่งซ้ายก็ได้ยลโฉม “มิสยูนิเวิร์สลาว” เป็นครั้งแรก

               แม้พรรคประชาชนปฏิวัติลาว ผู้ชี้ทิศนำทางทุกอย่างจะพยายามรักษาเอกลักษณ์การประกวดสาวงามตามขนบธรรมเนียมประเพณีลาว แต่สภาพสังคมที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ “ธุรกิจประกวดขาอ่อน” จากต่างประเทศมาเบ่งบานในแผ่นดินจำปา

               วันนี้ หงคำ สุวันนะวง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ทีวีลาว จำกัด หรือบริษัท มิสลาว จำกัด เป็นผู้ถือลิขสิทธิ์ประกวด “มิสยูนิเวิร์สลาว” , “มิสเวิลด์ลาว”, “มิสแกรนด์ลาว” และ “มิสอินเตอร์เนชั่นแนลลาว” เพื่อป้อนสาวงามเหล่านี้ สู่ตลาดนางงามอินเตอร์

               ช่วงปลายปี ก็มี 2 สาวลาวไปประชันความงามในเวทีนานาชาติ คนแรกคือ “มีมี่” พูนซับ พนโยทา มิสอินเตอร์เนชั่นแนลลาว (Miss International Laos 2017) เดินทางไปประกวดมิสอินเตอร์เนชั่นแนล (Miss International 2017) ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

ลาวจัดเต็ม ชุดประจำชาติ เวอร์วังอลังการ!!

               ล่าสุด “มีมี่” ได้โชว์ชุดประจำชาติ สร้างความฮือฮาให้แก่คนลาวเป็นอย่างมาก และผู้ออกแบบชื่อ “บิลลี่ สีอำพัน” จากโครงการ Young Designer ของ Lao Fashion Week

               “บิลลี่” เปิดเผยว่า ธีมชุดประจำชาติคือ “ข้าวเหนียวเสียงแคนแดนจำปา” รวมไว้ซึ่งเอกลักษณ์ความเป็นลาว

ลาวจัดเต็ม ชุดประจำชาติ เวอร์วังอลังการ!!

               สีเหลืองทอง หมายถึงความศิวิไลซ์ และความอุดมสมบูรณ์ทางด้านศิลปะ หัตถกรรม ฮีตคองประเพณี

               ดอกจำปา หมายถึง ดอกไม้ประจำชาติ

ลาวจัดเต็ม ชุดประจำชาติ เวอร์วังอลังการ!!

               “นุ่งซิ่น เกล้าผม เบี่ยงแพร ทัดดอกจำปา ก็เป็นเอกลักษณ์การนุ่งถือของแม่หญิงลาวมาแต่โบราณ ข้าวเหนียวเสียงแคน หมายวิถีการดำรงชีวิต ศิลปะหัตถกรรม และดนตรีพื้นเมือง” บิลลี่ กล่าว

ลาวจัดเต็ม ชุดประจำชาติ เวอร์วังอลังการ!!

               ส่วนสาวลาวอีกรายคือ “นุ้ย”สุพาพอน สมวิจิด มิสยูนิเวิร์สลาว (Miss Universe Laos 2017) ที่บินไปประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2017 (Miss Universe 2017) ที่สหรัฐ

ลาวจัดเต็ม ชุดประจำชาติ เวอร์วังอลังการ!!

               “นุ้ย” สุพาพอน ได้โชว์ชุดประจำชาติเช่นกัน ซึ่งออกแบบโดย The Winner Academy และตัดเย็บโดย “น้ำเพ็ด” หลวงพระบาง

ลาวจัดเต็ม ชุดประจำชาติ เวอร์วังอลังการ!!

               ผู้ออกแบบเล่าว่า ได้แรงบันดาลใจมาจากชุดลาวหลวงพระบาง และได้ดัดแปลงประยุกต์ให้เหมาะสมกับยุคสมัย

จำลอง ฝั่งชลจิตร “ใจของจิมมี่-ตีนของตูน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/301777

จำลอง ฝั่งชลจิตร “ใจของจิมมี่-ตีนของตูน”

คนในข่าว  :  10 พ.ย. 2560
่ ตูน บอดี้แสลม, ตูนวิ่ง, ตูนวิ่งช่วยโรงพยาบาล, จำลอง ฝั่งชลจิตร, จิมมี่ ชวาลา

จำลอง ฝั่งชลจิตร นักเขียนผู้ติดตามเรื่องราวของ จิมมี่ ชวาลา และนำมาถ่ายทอดแง่งามให้ได้อ่านเสมอ วันนี้กับบทความดีๆ ของ 2 ชีวิตที่มาเจอกันบนเส้นทางแห่งการ “ให้”!

          จิมมี่ ชวาลา กำลังนอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช ประกาศมอบเงิน 16 ล้านบาทสนุนโครงการ ‘ก้าวคนละก้าว’ วิ่งระดมเงินทุนมอบแก่ 11 โรงพยาบาล 11 ของตูน บอดี้สแลมและคณะ

          เที่ยงวันที่ 6พฤศิกายน ผมไปเยี่ยมปาป้าจิมมี่ เขาเพิ่งตื่นหลังแพทย์ให้ยานอนหลับทางสายน้ำเกลือ ได้พูดคุยสอบถามเรื่องราวความเป็นไป

          ย่ำรุ่งวันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน เกิดเหตุเพลิงไหม้ศูนย์การค้ารองเท้า 3 คูหา ริมถนนราชดำเนิน อ.เมืองซึ่งอยู่ติดกับห้างผ้าจิมมี่มีห้องแถวเก่าๆ คั่นอยู่ห้องหนึ่ง

          ตอนไฟไหม้จิมมี่ยังนอนอยู่ ลูกชายแซนดี้หรือวิษณุ นั่งดูทีวีจนดึก ก่อนเข้านอนนึกได้ว่ายังไม่ได้ไหว้พระ ขณะนั่งไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในบ้านแซนดี้ได้กลิ่นควันที่ไม่ใช่ควันธูป เวลาเดียวกันมีโทรศัพท์จากร้านฝั่งตรงกันข้ามเข้ามือถือของจิมมี่ พนักงานสองคนที่เข้าเวรเปิดประตูไปเห็นว่าไฟไหม้ก็วิ่งเข้ามาบอกกล่าว

          จิมมี่กับแซนดี้ช่วยกันนำแม่ (ปริศนา) กับหลานสาวสองคนเดินบันไดจากห้องชั้น 3 เขาชวนลูกสะใภ้(มุธิกา) ที่ยังตื่นตกใจจนทำอะไรแทบไม่ถูกให้ตามลงมาอย่างปลอดภัย นับครบ 6 คนที่พบหน้ากันทุกวัน วูบนั้นเขานึึกขึ้นมาได้ว่ายังมีผู้สูงอายุอีกคนอยู่ในห้องบนดาดฟ้าชั้น 4 เขาวิ่งกลับขึ้นไปพร้อมเสียงห้ามของลูกและเจ้าหน้าที่มูลนิธิใต้เต๊กที่มาช่วย

          พนักงานคนหนึ่งวิ่งฝ่ากลุ่มควันตามขึ้นไป จิมมี่เล่าว่าพอถึงชั้น 2 บันไดมองไม่ค่อยเห็น เขาเริ่มแสบตาแต่นึกขึ้นมาได้ว่าห้องชั้น 3 มีผ้าขนหนู แต่เข้าห้องไม่ได้เขาให้พนักงานเข้าทางหน้าต่างเอาผ้าชุบน้ำบิดหมาด ๆ ปิดจมูกผูกท้ายทอยป้องกันควันวิ่งไปถึงดาดฟ้า เวลานั้นพระเพลิงตีเปลวข่มขู่พริบ ๆ อยู่ข้างตะแกรงกั้น เขาเข้าไปเกาะดูไฟ โชคดีพนักงานห้ามว่าอย่าจับเพราะมันร้อน เปลวเพลิงส่องสว่างเขาวิ่งเข้าห้องไปช่วยผู้อาวุโสที่นอนสงบไม่รู้เรื่องรู้ราวบนเตียง

          จิมมี่อุ้มสตรีอาวุโสพลางบอกว่าไฟไหม้เราต้องไปแล้ว สตรีผู้นั้นขัดขืนและทุบตีใบหน้าเขาจนเจ็บ เขาแข็งใจอุ้มลงมาจนถึงชั้น 2 ผ้าปิดจมูกหลุด เขาเริ่มหมดแรง หายใจแทบไม่ออกและแสบตา เขาขอให้พนักงานหามปลายเท้าหามสตรีนิรนามลงมา พอถึงบันไดขั้นล่างสุดเจ้าหน้าที่มูลนิธิถือเปลรออยู่แล้วจึงรีบพาส่งโรงพยาบาลนครคริสเตียน จิมมี่อ่อนแรงและหายใจแทบไม่ออก วิษณุจึงส่งพ่่อไปโรงพยาบาลอีกคน ถึงเวลานั้นสติเขาเลือน ๆไปแล้ว

          ควันจากร้านรองเท้าที่มีทั้งหนัง ยาง พลาสติกและวัสดุอื่น ๆ ทำให้จิมมี่สำลักและอ้วกเขม่าสีดำ ๆ ออกมา ลมหายใจมีฝุ่นผงดำ ๆ เขาเคยทำบอลลูนเส้นเลือดหัวใจ สามเส้น เมื่อรู้สึกตัวจึงขอย้ายไปโรงพยาบาลนครพัฒน์ที่มีแพทย์โรคเส้นเลือดหัวใจดูแลเผื่อเกิดอะไรฉุกเฉินขึ้นมา พอเห็นว่าไม่มีผลกระทบคุณหมอที่ดูแลเรื่องมะเร็งที่จิมมี่กำลังต่อสู้กับมันอย่างเข้มแข็งขอตัวมาโรงพยาบาลมหาราช

          คุณหมอที่มหาราชเอ็กซเรย์ปอดดูฝุ่นผงควันพิษที่สูดเข้าไป ฉีดยาบำรุงและยานอนหลับทางสายน้ำเหลือให้นอนพักผ่อน ผมถามอาการจากคุณหมอที่เข้ามาตรวจมาพูดคุยหลังดูฟิล์ม x-ray ทราบว่าปอดดีขึ้น แต่ยังต้องกินยาและดูแลหลอดลมโดยให้ยาฉีดพ่นเวลาหายใจติดขัด

          จิมมี่บอกว่าตอนที่วิ่งกลับขึ้นห้องดาดฟ้า เมื่อรู้ว่ายังมีอีกคนติดค้างอยู่ เพียงเสี้ยววินาทีก็วิ่งขึ้นไปโดยไม่ต้องคิด สตรีคนนั้นเป็นน้องสาวคุณพ่อ-นายราม ชวาลา เขาว่าถ้าไฟไหม้ร้านหมด ตัวเขากับครอบครัวรอดตาย หรือแม้ไฟไม่ไหม้ แต่เขาไม่ได้ขึ้นไปช่วยอา เขาไม่รู้ว่าจะเอาหน้าไปให้คุณพ่อดูได้อย่างไร ถึงเวลานี้แม้ยังต้องนอนโรงพยาบาลเพราะห้องนอนยังเหม็นกลิ่นควัน หัวใจกลับปีติและมีความสุขที่สามารถไปพบหน้าคุณพ่อที่จากโลกไปก่อนโดยไม่อับอาย

          เรื่องบริจาคเงินให้โรงพยาบาลเขาทำมาตลอดประสาเด็กหนุ่มที่ใฝ่ฝันและได้ทุนเรียนแพทย์ที่ต่างประเทศ แต่จำต้องตัดใจกลับมาดูแลร้านผ้าหลังคุณพ่อป่วยหนัก เขาเคยบริจาคแก่โรงพยาบาลศิริราชและศิริราชปิยมหาราชการุณย์ รพ.มหาราชนครฯและอื่นๆ จำนวนมาก

          การบริจาค 16 ล้านบาทแก่โครงการของตูนในนามชาวนคร 1.6 ล้านคน แทนคนที่อยู่ในป่าเขา ในทะเลหรือท้องทุ่งที่ไม่สะดวกทุกคน เขายังรอตัวเลขที่แท้จริงจากทางจังหวัด ไม่ว่าจะเพิ่มขึ้นมาอีกกี่หมื่นหรืออีกแสนคนก็ยินดีสมทบตามจำนวน

          เวลานี้ รพ.มหารานครฯ ได้เครื่องฉายแสงตรวจหามะเร็งมาแล้ว แต่ต้องสร้างอาคารที่มีห้องป้องกันรังสีอีกหลัง รัฐบาลให้งบฯ มาจำนวนหนึ่ง จิมมี่อยากให้อาคารเสร็จและเปิดใช้เร็ว ๆ ชาวนครไม่ต้องตื่นตีสองตีสามไป รพ.มอ.หาดใหญ่ เขาจึงเตรียมบริจาคอีก 10 ล้านบาท

          ปลาย ๆ เดือนพฤศจิกาปีนี้ จิมมี่อายุครบ 60 ปี เขาได้โอกาสทำบุญใหญ่อีกครั้ง ตั้งใจทำให้มากกว่าบริจาค 28 ล้านบาทซื้อทองคำหุ้มปลียอดพระบรมธาตุฯ เขาว่าไม่มีความสุขอื่นใดมากกว่าได้ช่วยเหลือคนอื่น ตายไปถูกฝังหนอนชอนไชก็ไม่เจ็บ ไฟเผาไหม้ก็ไม่ร้อนเร่าทุรนทุราย บุญจะมีจริงหรือไม่มีเรายังไม่รู้ แต่สวรรค์ท่านลงบันทึกประจำวันไว้แล้ว ทำวันนี้มีความสุขวันนี้

          วันที่ตูนบอดี้สแลมวิ่งผ่านเมืองนคร ผ่านหน้าร้านจิมมี่ในฐานะ Best Boxer สมัยต่อยมวยนักเรียนรัฐหิมาจัลประเทศที่อินเดียอาจจะวิ่งไปด้วยสัก 300-400 เมตร ตีนของตูนอาจไปไม่ถึงเป้าหมาย หากเกิดบาดเจ็บขึ้นมากลางทาง แต่ใจของจิมมี่กับตูนไปถึงตรงนั้นแล้ว ตรงที่ทำให้คนอื่นมีความสุขและตัวเองก็มีความสุข

เพลง “เศรษฐีใจบุุญ” เพื่อนายห้างใจบุญ “จิมมี่ ชวาลา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/301720

เพลง “เศรษฐีใจบุุญ” เพื่อนายห้างใจบุญ “จิมมี่ ชวาลา”

คนในข่าว  :  10 พ.ย. 2560
เสรษฐีใจบุุญ, จิมมี่, เศรษฐีชาวนคร, เศรษฐีใจบุญ, เศรษฐีใจบุุญ, จิมมี่ ชวาลา

ร่วมกันสร้างสรรค์คนดี สังคมดี ช่วยกันชม ช่วยกันแชร์ เพลง “เศรษฐีใจบุุญ” เพื่อนายห้างใจบุญ “จิมมี่ ชวาลา”

 

ช่วงนี้กระแสส่งต่อเรื่องดีๆ เกิดขึ้นทุกวัน จากผลสืบเนื่องมาจาก การวิ่งของ “ตูน บอดี้สแลม”

ล่าสุด มีผู้ใชเฟซบุค ชื่อ พรชัย โชติวรรณ โพสต์เพลงที่ สร้างสรรค์ทั้งเนื้อเรื้องและทำนองโดย “เปี๊ยก ปัญญา” ซึ่งแต่งขึ้นเพื่อ จิมมี่ ชวาลา เศรษฐีชาวนคร  ที่เพิ่งบริจาคเงินไปตั้ง 16 ล้านบาทในโครงการก้าวคนละก้าว ในนามชาวนครศรีธรรมราช

และพรชัยในฐานะคนนครศรีอดไม่ได้ที่จะส่งต่อเพลงเพื่อเป็นการยกย่องนางห้างจิมมี่ผู้ใจบุญคนนี้ พร้อมระบุว่า

“ร่วมกันสร้างสรรค์คนดี สังคมดีครับ ช่วยกันชม ช่วยกันแชร์”

แน่นอนที่จริง จิมมี่ยังบริจาคช่วยเหลือสังคมมากกว่านี้ ตามที่เนื้อเพลงได้ว่าไว้

ถ้าเช่นนั้นจะรออะไร ไปรับชมเพลงของเขาได้ตามลิงค์ แล้วอย่าลืมกดลไลค์กดแชร์ด้วย

 

https://www.facebook.com/pornchaicho/videos/vb.100001786721860/1487196621349881/?type=2&theater

 

ขอขอบคุรข้อมูลจากเพจเฟซบุค พรชัย โชติวรรณ

อาลัย อั๋น คนหน้าขาว อีกหนึ่งดวงดาวที่กลับฟ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/301615

อาลัย อั๋น คนหน้าขาว อีกหนึ่งดวงดาวที่กลับฟ้า

คนในข่าว  :  9 พ.ย. 2560
อั๋น คนหน้าขาว

ถึงงานเขาจะไม่มีเสียง แต่การแสดง ล้วนบอกเล่าเรื่องราวได้อย่างกึกก้อง เพราะเขาสามารถสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะกับผู้ที่ได้รับชมเสมอ… ขอให้อั๋นไปสู่สคติ!

      ข่าวเศร้าอีกครั้ง เมื่อ “ไพฑูรย์ ไหลสกุล” หรือ ที่เรารู้จักกันในนาม “อั๋น คนหน้าขาว” ผู้บุกเบิกละครใบ้ในประเทศไทย จากไปด้วยอาการโรคลิ้นหัวใจด้วยอาการสงบ ณ โรงพยาบาลสุขุมวิทในเวลา 23.30 น. ของวันที่ 8 พฤศจิกายน 2560 สิริอายุ 55 ปี

      หลายคนไม่เคยลืมกับภาพของชายที่ทาใบหน้าสีขาว อกมาโลดแล่นบนเวทีสื่อสารเรื่องราวผ่านการแสดงท่าทางอากัปกิริยา ที่เรียกว่า ละครใบ้

อย่างที่รู้กัน อั๋น ไพฑูรย์ เป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มคนหน้าขาวในปี 2529 หรืออาจเรียกได้ว่าเป็น นักละครใบ้คนแรกของประเทศไทย

จริงอยู่แม้กระแสการรับรู้ของคนไทย อาจมีเฉพาะบางคนบางกลุ่ม ที่สัมผัสและเข้าถึงจิตวิญญาณของละครใบ้ ทำให้ละครใบ้ไม่เป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง

แต่ในกลุ่มที่ติดตามผลงานของอั๋น ล้วนยอมรับกันว่า ถึงงานเขาจะไม่มีเสียง แต่การแสดงที่ออกมานั้น ล้วนบอกเล่าเรื่องราวได้อย่างกึกก้อง เพราะเขาสามารถสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะกับผู้ที่ได้รับชมเสมอ มากไปกว่านั้นยังให้แง่คิดและมุมมองต่างๆ แก่ผู้ชมกลับไปทุกครั้ง!

ผลงานชิ้นแรกได้แก่ละครเรื่อง “กามา” ละครใบ้ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความเท่าเทียมของหญิงชาย เรื่องนี้ประสบความสำเร็จ ส่งผลให้กลุ่มได้รับทุนจากสถาบันเกอเธ่ นำไปแสดงยังประเทศเยอรมนี

นอกจากนี้ ช่วงปี 2547 จากกลุ่มคนหน้าขาว ได้กลายเป็นสถาบันละครใบ้คนหน้าขาว เปิดสอนการแสดงละครใบ้ให้แก่บุคคลทั่วไปที่สนใจ และเขายังเป็นวิทยากรรับเชิญด้านการละคร และแสดงในงานอีเว้นท์ต่างๆ

เรียกได้ว่าอั๋นนั้น มีลูกศิษย์ลูกหาอยู่เป็นจำนวนมากถึงปัจจุบัน

ช่วงปีที่ผ่านมา อั๋นเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการจัดงาน “เทศกาลคนรักละครใบ้” ขึ้น ณ หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ในปีนี้เอง ซึ่งนับว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากศิลปินทั้งเยอรมัน ญี่ปุ่น อิตาลี ฝรั่งเศส และมีผู้คนให้ความสนใจพอสมควร

งานนี้มีการแสดงละครใบ้เรื่องยาว ที่น่าะจะนับเป็นครั้งแรก และอาจเป็นครั้งเดียวของคณะเขา คือเรื่อง “นายเข้ม ใจดี” สร้างจากแรงบันดาลใจจาก “จดหมายนายเข้ม เย็นยิ่ง ถึงนายทำนุ เกียรติก้อง ผู้ใหญ่บ้านไทยเจริญ” ที่อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เขียนไว้ตั้งแต่ปี 2515

โดยได้ ผู้ช่วยอธิการบดี บุญสม อัครธรรมกุล แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้การสนับสนุนให้อั๋นและคณะจัดขึ้นมา และยังให้คนดูฟรีๆ เพื่อฉลอง 100 ปี อาจารย์ป๋วย ซึ่งมีผู้คนมาชมกันล้นหลาม

น่าแปลกใจที่ประวัติเรื่องความเป็นมาของอั๋นแทบไม่มีปรากฏเลย นอกจากข้อมุลระบุว่าบ้านเกิดเป็นคนนครศรีธรรมราช

ล่าสุดวันที่ 7 พ.ย. ที่ผ่านมาในเฟซบุคของอั๋น Paitoon Laisakul เจ้าตัวเพิ่งโพสต์ขอความว่า “นึกว่าจะหายดี มานอนโรงบาลอีกแล้ว”

ขณะที่ทีมของเขาก็กำลังจัด “เทศกาลคนรักละครใบ้/KonRak Mime Festival” เรื่อง ‘กล่องหรรษา’ ที่กำลังมีการแสดงอีกอยู่ที่ศูนย์วัฒนธรรม และเพิ่งประกาศเพิ่มรอบไปก่อนหน้านี้ โดยจะมีการแสดงในวันเสาร์และอาทิตย์ที่ 18-19 พ.ย. เวลา 17.30 ที่เดิม

แต่แล้วเขาก็มาจากไปอย่างไม่คาดฝันในที่สุด!!!

อนึ่ง กำหนดการบำเพ็ญกุศลศพ ไพฑูรย์ ไหลสกุล อั๋น คนหน้าขาว วันที่ 9 พฤศจิกายน 2560 รดน้ำศพ เวลา 17.30 น. และสวดอภิธรรมศพ ที่ศาลา 27 วัดธาตุทอง

กำหนดฌาปนกิจศพ วันจันทร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2560 เวลา 14.00 น.

อาลัย อั๋น คนหน้าขาว  อีกหนึ่งดวงดาวที่กลับฟ้า

ขอแสดงความเสียใจมา ณ ที่นี้

“เจ้าคุณธงชัย” ไม่สึก ไม่เสก ไม่เลข ไม่ยันต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/301339

“เจ้าคุณธงชัย” ไม่สึก ไม่เสก  ไม่เลข ไม่ยันต์

คนในข่าว  :  7 พ.ย. 2560
โครงสร้างคณะสงฆ์สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรฯ, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลั, การแข่งขันเศรษฐศาสตร์เพชรยอดมงกุฎ ระดับอุดมศึกษา ครั้งที่ 5, มูลนิธิร่มฉัตร, ประธานมูลนิธิร่มฉัตร, เจ้าคุณธงชัยร่วมงานกฐิน, อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, ทนายวันชัย, วันชัย สอนศิริ, เ

กลับมาคราวนี้ ท่านแจ้งไว้ให้เข้าใจตรงกันว่า ขอปลีกวิเวก และวางมือทุกอย่าง ไม่อนุญาตให้ญาติโยมภายนอกเข้าพบช่วงนี้ เพราะต้องการความสงบ!!! งานนี้เอาจริง

              เป็นข่าวเกรียวกราว กรณีข่าวลือ “เจ้าคุณธงชัย” พระพรหมมังคลาจารย์ วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร สึกเงียบ!! แต่เมื่อนักข่าวไปสอบถามที่วัดไตรมิตรฯ ก็ทราบว่า ท่านเจ้าคุณยังจำพรรษาอยู่ที่วัด แต่ไม่ประสงค์จะให้สัมภาษณ์สื่อ และคนในวัดไตรมิตรฯ ทราบว่า เจ้าคุณธงชัย ขอปลีกวิเวก และวางมือทุกอย่าง ไม่อนุญาตให้ญาติโยมภายนอกเข้าพบช่วงนี้ เพราะต้องการความสงบ

              ถ้ายังจำกันได้ ราวต้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา มีข่าวว่า เจ้าคุณธงชัย ได้มีการนำวัตถุมงคล เครื่องราง ของขลังต่างๆ ที่ผ่านการปลุกเสกจากในกุฏิ ขึ้นรถบรรทุกนำออกมาจากวัดไตรมิตรฯ โดยมีรถขนของ 2 คัน ซึ่งเป็นรถบรรทุก 6 ล้อ หลังจากพระผู้ใหญ่เจ้าคณะปกครองประกาศห้ามขายวัตถุมงคลในพระอุโบสถและเขตวัด

              ข่าวก็ร่ำลือกันไปต่างๆ นานา จนกระทั่ง วันชัย สอนศิริ ทนายความชื่อดัง และญาติคนหนึ่งของท่านเจ้าคุณ ออกมาระบุว่า ส่วนตัวของท่านเจ้าคุณธงชัยไม่ได้อยากเด่นอยากดัง แถมยังไปปฏิบัติธรรมก่อนมีคำสั่งของคณะสงฆ์ด้วยซ้ำไป โดยมีความประสงค์ที่จะวางมือ เพื่อปลีกวิเวกทางธรรมเท่านั้น

              เวลาผ่านไประยะหนึ่ง ข่าวคราวเกี่ยวกับเจ้าคุณธงชัยก็หายไป หลายคนเชื่อว่า ท่านไปปฏิบัติธรรมที่วัดป่าแห่งหนึ่ง และนับจากนี้ไป คงไม่ได้เห็นหน้าท่านอีกแล้ว

              วันที่ 8 ต.ค.นี้ เจ้าคุณธงชัย ในฐานะประธานมูลนิธิร่มฉัตร ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ จัดการแข่งขันเศรษฐศาสตร์เพชรยอดมงกุฎ ระดับอุดมศึกษา ครั้งที่ 5 ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งน่าจะเป็นครั้งแรกที่ท่านปรากฏตัวต่อสาธารณชน หลังจากมีข่าวร่ำลือว่าท่านปลีกวิเวก

              วันที่ 1 พ.ย. อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้นำกฐินพระราชทานไปถวาย ณ วัดไตรมิตรฯ ก็ยังเห็นเจ้าคุณธงชัยอยู่ร่วมงานกฐินหลวงครั้งนี้ด้วย

              หลังจากนั้น เจ้าคุณธงชัยเดินทางไปไหว้พระธาตุจอมกิติ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย จากนั้นไปกราบมุทิตาจิต หลวงพ่อไพบูลย์ สุมังคโร วัดอนาลโยทิพยาราม จ.พะเยา และเดินทางกลับวัดไตรมิตรฯ

              ว่ากันว่า งานนี้มีคนจงใจปล่อยข่าว เนื่องจากเจ้าคุณธงชัย มีชื่อเสียงโด่งดังและมีคนต่างประเทศเคารพนับถือจำนวนมาก อาจมีคนอิจฉาริษยา และอีกด้านหนึ่ง คงเป็นผลพวงของความขัดแย้งในศึกชิง “ประมุขสงฆ์ ภาค 12” เมื่อ 3-4 ปีก่อน

              สำหรับ “ภาค 12”ควบคุมบังคับบัญชาพระสงฆ์ใน 4 จังหวัด ได้แก่ ปราจีนบุรี นครนายก ฉะเชิงเทรา และสระแก้ว แต่ที่น่าสนใจจังหวัดฉะเชิงเทรา มีวัดสำคัญระดับประเทศอยู่วัดหนึ่ง วัดนั้นคือ วัดโสธรวราราม

              เมื่อมองตามโครงสร้างคณะสงฆ์สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรฯ เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก บังคับบัญชาเจ้าคณะภาคในภาคอีสาน และภาค12 จะเป็นผู้เลือกว่า พระรูปใดเหมาะแก่การปกครองสงฆ์ภาคดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ “เจ้าคุณธงชัย” ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรฯ จึงเป็นเป้าโจมตีจากคนบางกลุ่ม เพราะมีข่าวว่า ท่านจะได้รับตำแหน่งเจ้าคณะภาค 12

              ในที่สุด “สมเด็จสนิท” เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม ได้เสนอต่อที่ประชุม มส. ให้พระเทพรัตนมุนี (สุรชัย สุรชโย) รองเจ้าคณะภาค 12 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 12

              นัยว่าแผนการสกัดดาวรุ่ง ก็ยังไม่จบ เพราะหนตะวันออก หมายถึงอีสานทั้งภาค ไม่ได้มีเพียงแค่ 4 จังหวัดภาคตะวันออก ความหวาดระแวงว่า เจ้าคุณธงชัย จะได้มีอำนาจปกครองคณะสงฆ์อีสาน อาจเป็นชนวนให้เกิดข่าวลือระลอกใหม่

เปิดชีวิต ‘จิมมี่ ชวาลา’ เศรษฐีใจบุญเมืองคอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/301299

เปิดชีวิต ‘จิมมี่ ชวาลา’ เศรษฐีใจบุญเมืองคอน

คนในข่าว  :  6 พ.ย. 2560
เศรษฐี, คนรวย, ตูน บอดี้สแลม, คนในข่าว, จิมมี่ ชวาลา

“จิมมี่ ชวาลา” เศรษฐี ไม่ใช่คนรวย

ข่าวใหญ่ระหว่างที่ “ตูน บอดี้สแลม” วิ่งจากเบตงสู่แม่สาย ตามโครงการก้าวคนละก้าว เพื่อ 11 รพ. ปรากฏว่า “นักบุญ” เมืองนครศรีธรรมราช แสดงเจตจำนงจะมอบเงิน 16 ล้านบาท สมทบโครงการก้าวคนก้าว สร้างความปลาบปลื้มใจให้แก่คนไทยทั่วไป และมีหลายคน อยากรู้จักเศรษฐีใจบุญคนนี้

สำหรับคนนครฯ รู้จักชื่อเสียงของเศรษฐีคนนี้เป็นอย่างดี และที่น่าทึ่งในหลักคิด “เศรษฐีต่างคนรวย” ฉะนั้น เขาภูมิใจในการเป็น “เศรษฐี”

“จิมมี่” หรือ นายจิมมี่ ชวาลา (Jimmy Chawala) เป็นพ่อค้าผ้าชาวไทย เชื้อสายอินเดีย เจ้าของร้านจิมมี่ ขายผ้าที่ใหญ่ที่สุดในเมืองนคร ร้านนี้สืบทอดกิจการมาจากปู่ย่าและพ่อ ดำเนินการมานานกว่า 70 ปี ตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกถนนราชดำเนิน บริเวณสี่แยกท่าวัง ใจกลางเมืองนครศรีธรรมราช

ปู่ของจิมมี่ชื่อ นายเดสราช ชวาลา (Desraj Chawala) ย่าชื่อ นางวิทยา ขันตี ชวาลา (Vidya Wanti Chawala)

“บรรพบุรุษของผมเดินทางเข้ามาอยู่ในเมืองไทย เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยปีเต็มๆ ผมคิดว่าน่าจะตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 คุณปู่กับคุณทวดผมเดินทางมาเมืองนครโดยทางเรือมาขึ้นที่ปากพนัง ผมกำลังดูให้ละเอียดเลยว่าผมมาจากไหน ผมมีตู้เหล็กจากอินเดีย ตอนนี้ก็ยังอยู่” จิมมี่ เล่าประวัติส่วนตัว

อย่างไรก็ตาม จิมมี่ทราบเพียงคร่าวๆ ว่าถิ่นกำเนิดของบรรพบุรุษอยู่ในรัฐที่เป็นของปากีสถานไปแล้ว อยู่ใกล้ๆ ปัญจาบ พอมีการแบ่งประเทศ สื่อสารกันไม่ได้ แต่รู้ว่าต่างฝ่ายยังอยู่

ร้านจิมมี่ ก่อตั้งเมื่อปี 2500 เมื่อก่อนร้านนี้ชื่อร้านนายชม ร้านของคุณทวดคุณปู่ ทำไมทวดจึงตั้งชื่อนี้ เพราะว่าปู่เป็นคนพูดดี ปู่จะพูดชมคนทุกคน จนคนเปลี่ยนชื่อจากนายเดสราช เป็นนายชม

จิมมี่บอกว่า ตระกูลชวาลา ในเมืองนคร นับตั้งแต่คุณทวดคุณปู่จนถึงร้านจิมมี่ น่าจะราวๆ 97 – 98 ปีแล้ว

พ่อของจิมมี่ ชื่อนายราม ชวาลา (Ram Chawala) แม่ชื่อ นางยานกี เดวี ชวาลา (Janki Devi Chawala) ก่อนแต่งงาน ก่อนออกตลาดขายผ้าอย่างจริงจัง นายรามต้องต่อสู้อย่างปากกัดตีนถีบ เป็นอย่างนั้นจริงๆ นายรามเป็นนักมวยชื่อ “รามซิงค์ ศิษย์สุริยา”

จิมมี่เรียนชั้นประถมที่โรงเรียนชูศิลป์วิทยา ขณะนั้นตั้งอยู่ในวัดบูรณารามบริเวณสี่แยกท่าวัง พอจบชั้นประถมปีที่ 2 ครอบครัวตัดสินใจส่งไปศึกษาต่อจากคลาส 2 ถึงคลาส 9 ที่ Wynberg-Allen High School ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำที่ครูอาจารย์เป็นชาวยุโรป โรงเรียนตั้งอยู่ที่ Mussoorie City ใน Uttra Pradesh State ประเทศอินเดีย และศึกษาต่อระดับ 10 – 11 ที่ Bishop-Cotton School ที่ Simla City ใน Himachal Pradesh State ประเทศอินเดีย

ทำไมจิมมี่ จึงชอบบริจาคเงินช่วยเหลือสังคม จนได้ฉายา “เศรษฐีใจบุญ” ?

คำตอบคือ “เศรษฐี” กับ “คนรวย” มีความหมายต่างกันในทัศนะของจิมมี่

“คนรวยคือคนที่มีทรัพย์ มีเงิน อาจจะมีหลายสิ่งหลายอย่าง แต่เศรษฐีที่แท้จริงคือคนที่มีทรัพย์ คนที่มีเงิน มีทรัพย์สินและมีน้ำใจ ประเสริฐที่สุดคือ เขามีใจที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณา”

“น้ำใจที่จะเกื้อกูลเพื่อนร่วมเมือง เพื่อนร่วมชาติ และพุทธศาสนา แปลง่ายๆ ก็คือ คนที่มีกินมีใช้ และมีใจต่อเพื่อนต่อพุทธศาสนา ใจต่อศาสนาของเขาเอง รวมกันเราเรียกว่าเศรษฐี คำว่าเศรษฐี ภาษาอังกฤษไม่มี ถ้าบันทึกใหม่ผมไม่ทราบนะครับ ในตู้ผมมีพจนานุกรมอยู่หลายเล่ม ผมเปิดดูไม่มีคำนี้ ผมนั่งคิดอยู่นานว่า ‘เศรษฐี’ แปลว่าอะไร จนผมเป็นเศรษฐี ผมถึงรู้ ตอนนี้ผมเป็นเศรษฐีครับ”

“คนบางคนมีเงินแสนล้านก็เป็นได้แค่คนรวย แต่คนมี 5 ล้าน 1 ล้าน แสนเดียวหรือหมื่นเดียวก็เป็นเศรษฐีได้ ถ้าเขามีน้ำใจ สามล้อก็เป็นเศรษฐีได้ ถ้ามีรายได้จากน้ำพักน้ำแรง 150 บาท ก่อนกินข้าวแกง 25 – 30 บาทตอนเที่ยง แต่ตอนเช้าเขาซื้อข้าวซื้อแกงใส่บาตร คนมีเงินแสนล้านมีเวลาทำไหม เป็นคนรวยกับเศรษฐี จึงแตกต่างกัน”

ด้วยเหตุนี้ “จิมมี่” จึงภาคภูมิใจในการดำเนินชีวิตในฐานะ “ผู้ให้”

“ผมเป็นเศรษฐี ผมไม่บอกว่าแต่ละวันผมได้ทำอะไรบ้าง แต่ผมเป็นเศรษฐีคนหนึ่ง”

 

 

 

———————-

ขอขอบคุณ : ข้อมูลชีวิต “จิมมี่ ชวาลา” ของ จำลอง ฝั่งชลจิตร นักเขียนชาวนครศรีธรรมราช ที่เคยเขียนลงในนิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์